อย่ามองข้าม สัญลักษณ์ไฟเตือนหน้าปัดรถยนต์

เวลาที่รถมีปัญหา หรือฟังก์ชั่นบางอย่างถูกเรียกใช้งาน สัญลักษณ์ไฟจะโชว์ขึ้นมาที่หน้าปัดรถยนต์ ซึ่งอาจจะหมายถึงเรื่องเล็กๆ เช่น ไม่ได้ขาดเข็มขัดนิรภัยไป จนถึงไปเรื่องที่ร้ายแรง เช่น เครื่องพัง ก็ได้

ซึ่งในวันนี Carro จะพาไปดูสัญลักษณ์ 14 อันที่คุณควรรู้ความหมายเวลาขึ้นแจ้งเตือนบนหนัาปัดรถ ดังนี้

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์ 1

1) น้ำมันเครื่องพร่อง
ความหมาย: น้ำมันเครื่องพร่อง และอยู่ในระดับต่ำ
ควรทำอย่างไร: ควรหยุดรถและดับเครื่อง เและเข้ารับบริการให้เร็วที่สุด

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์ 2

2) ระบบไดชาร์จมีปัญหา
ความหมาย: หลายคนอาจคิดว่าแบตเตอรี่หมด แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่านั้นคือระบบไดชาร์จมีปัญหา และรถต้องใช้ไฟจากแบตเตอรี่เท่านั้น
ควรทำอย่างไร: ควรดับเครื่อง และลงมาดูว่าสายพานไดชาร์จขาดหรือไม่ ถ้าไม่ขาดจะสามารถขับต่อไปประมาณ 5 กม. ซึ่งควรรีบนำรถเข้าให้ช่างดูโดยเร็ว

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์

3) ไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย
ความหมาย:
มีคนบนรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
ควรทำอย่างไร: 
คาดเข็มขัดนิรภัย

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์ 3

4) ไฟเตือนถุงลมนิรภัย
ความหมาย:
ระบบถุงลม, เข็มขัดนิรภัย, ระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องมีปัญหา
ควรทำอย่างไร:
สามารถขับต่อได้ แต่ควรเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบระบบนิรภัยโดยเร็ว

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์ 4

5) ไฟเตือนอุณภูมิเครื่องยนต์
ความหมาย: เครื่องยนต์ทำงานในสภาวะความร้อนสูง อาจมีสิ่งผิดปกติกับระบบระบายความร้อน
ควรทำอย่างไร:  ควรหยุดรถและไม่เปิดหม้อน้ำโดยเด็ดขาด และเข้ารับบริการ

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์

6) ไฟเตือนระบบ ABS
ความหมาย:  ระบบ ABS มีปัญหา
ควรทำอย่างไร:  รีบเข้าบริการเพื่อเช็คระบบ ABS

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์
7) ไฟเตือนน้ำที่ปัดน้ำฝน
ความหมาย:  น้ำที่ปัดน้ำฝนต่ำ
ควรทำอย่างไร:  เติมน้ำที่ปัดน้ำฝน

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์

8) ไฟเตือนน้ำมันรถ
ความหมาย: ระดับน้ำมันต่ำ กำลังใช้น้ำมันสำรอง
ควรทำอย่างไร: เติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์

9) ไฟแสดงไฟสูง
ความหมาย:: กำลังเปิดไฟสูง
ควรทำอย่างไร: ไฟสูงมีประโยชน์ในที่มีแสงสว่างน้อย แต่ในการวิ่งที่ปกติ แสงไฟจะอยู่ในระดับสายตาของผู้ขับคันอื่นซึ่งเป็นอันตรายมาก ควรจะใช้ไฟปกติแทน

Car Door

10) ไฟแสดงสถานะประตู
ความหมาย: ประตูรถปิดไม่สนิท
ควรทำอย่างไร: ปิดประตูรถให้สนิท และให้ไฟแจ้งเตือนดับก่อนขับรถออก

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์

11) ไฟแสดงสถานะไฟตัดหมอก
ความหมาย: ไฟตัดหมอกทำงาน
ควรทำอย่างไร: ควรใช้ในสภาวะที่หมอกลงจัดเท่านั้น

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์
12) ไฟแสดงสถานะระบบความปลอดภัย
ความหมาย: ระบบกันขโมยมีปัญหา หรือรถไม่ได้ล็อกแต่กุญแจไม่ได้อยู่ในจุดที่สตาร์ทเครื่องได้
ควรทำอย่างไร: ตรวจเช็คว่ามีกุญแจรถอยู่กับตัวก่อนสตาร์ทรถ

หน้าปัดรถ ไฟรถยนต์

13) ไฟแสดงสถานะระบบกันลื่นไถล
ความหมาย: ระบบกันลื่นไถลมีปัญหาหรือไม่ทำงาน
ควรทำอย่างไร: ขับขี่ด้วยความระมัดความระวัง โดยเฉพาะในช่วงที่ถนนลื่น

ไฟเตือนหน้าปัดรถ

14) ระบบแจ้งเตือนลมยาง
ความหมาย: ลมยางในล้อใดล้อหนึ่งต่ำ
ควรทำอย่างไร: หาที่จอดรถและตรวจสอบว่ายางรั่วหรือไม่ แล้วเขัารับบริการปะหรือเติมลมยาง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับไฟเตือนสถานะบนหน้าปัดรถยนต์ ควรศึกษาให้ดีเพราะบางไฟเตือนเป็นอันตรายกับการขับขี่เป็นอย่างมาก

การประหยัดน้ำมันจึงเป็นวิธีการลดค่าใช้จ่ายที่ดีมากวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัวประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวันด้วย อย่างที่ทราบกันดี การที่จะขับได้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเท่ากับที่โฆษณาตอนซื้อรถนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว แต่ก็ยังมีวิธีง่ายๆที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้ วันนี้ Beep จะพาไปดูวิธีเหล่านั้นกัน

      1. อย่าเร่งเครื่องบ่อย เวลาที่เราเหยียบคันเร่ง รถทำการคำนวณและฉีดน้ำมันเข้าไปตามความแรงและความบ่อยที่เราเหยียบคันเร่ง ทำให้รถมีกินน้ำมันที่เยอะมากขึ้น ยิ่งเหยียบ = ยิ่งกินน้ำมัน
      2. อย่าเหยียบเบรคแรง เช่นเกียวกับการเร่งเครื่อง การเบรคกะทันหันหรือรุนแรงจะทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้น เพราะฉะนั้นควรเว้นระยะจากรถคันข้างหน้าและเบรคอย่างสม่ำเสมอให้รถหยุดพอดี จะทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นด้วย
      3. อย่าขับรถเร็วจนเกินไป เวลาที่เราขับรถเร็ว รถจะอยู่ในรอบเครื่องที่สูงประกอบกับแรงต้านลมที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รถกินน้ำมันมาก การขับที่ความเร็ว 100 กม./ชม. อาจจะกินน้ำมันน้อยลงได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับการขับที่ความเร็ว 120 กม./ชม. เลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับชนิดของรถ, เครื่อง และ เกียร์ ด้วย
      4. เช็คลมยาง การที่เติมลมยางให้เท่ากับที่ผู้ผลิตแนะนำมา นอกจากช่วยยืดระยะเวลาของยางล้อรถยนต์และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่แล้ว ยังช่วยประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน โดยจากการวิจัย ทุกๆ 1 ปอนด์(psi) ที่น้อยกว่าที่ลมยางที่แนะนำ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.4% เลยทีเดียว
      5. ปิดกระจก การเปิดกระจกจะเป็นการเพิ่มต้านลมเวลาขับรถ ทำให้รถกินน้ำมันมาก จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นหากขับรถด้วยความเร็วที่สูง ตามการวิจัยจะพบว่าการที่ขับบนทางด่วน/ทางหลวงแล้วเปิดกระจก จะทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 10% เลยทีเดียว
      6. เอาของบนหลังคารถออก เช่นเดียวกับการปิดกระจก การที่ติด Roof Rack หรือมีสิ่งของบนหลังคา จะทำให้แรงต้านลมเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าหากไม่จำเป็น การเอาออกจะลดอัตราการกินน้ำมันได้ระดับนึงเลยทีเดียว
      7. ทำให้รถเบาที่สุด การที่รถมีน้ำหนักมาก รถก็จะกินน้ำมันเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน เหมือนเวลาที่เข็นของหนักก็จะยิ่งใช้แรงมากขึ้น ทำนองเดียวกันการที่รถหนักขึ้น ทำให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้น = กินน้ำมันมากขึ้นด้วย
      8. เลือกช่วงเวลาออกบ้าน ในขณะที่รถติด เครื่องยนต์ก็ยังคงต้องทำงานทำให้กินน้ำมันเป็นอย่างมาก ถ้าสามารถเลือกออกจากบ้านในช่วงที่รถติดน้อยหน่อย จะช่วยทำให้ประหยัดน้ำมันได้เยอะเลยทีเดียวแหละ
      9. ขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอ การที่ขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอจะทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ยิ่งเหยียบคันเร่งบ่อย ยิ่งทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มมากขึ้น
      10. อย่าสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ ถึงแม้รถจะจอดนิ่ง แต่การที่สตาร์ทเครื่องอยู่ เครื่องยนต์ยังคงต้องทำงานเพื่อให้พลังานกับระบบแอร์ ไฟ เครื่องเสียง ทำให้กินน้ำมันเยอะขึ้นอย่างแน่นอนเลยแหละ

เป็นอย่างไรกันบ้างการ 10 วิธีง่ายๆในการประหยัดน้ำมันไปกับ Beep ลองมาแชร์ความวิธีประหยัดน้ำมันกันดูว่า ประหยัดน้ำมันกันอย่างไรบ้าง หรือลองไปใช้แล้วช่วยประหยัดกันหรือเปล่ามาแชร์กันได้เลย