สนามหลวง

รายละเอียดจุดจอดรถใกล้สนามหลวง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นช่วงเวลาสำคัญของพสกนิกรชาวไทย ที่จะหลอมรวมดวงใจ แสดงความจงรักภักดี และแสดงความอาลัย เนื่องในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

จึงขอเสนอจุดให้บริการที่จอดรถ ของผู้ที่เดินทางไปสักการะพระบรมศพ บริเวณใกล้สนามหลวง พร้อมราคา และเวลาให้บริการ ดังนี้

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ


เปิดให้บริการที่จอดรถ ๒๔ ชั่วโมง และค่าบริการจ่ายเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ ๒๐ บาท โดยมีระยะห่างจากสนามหลวงประมาณ ๗๐๐ เมตร เดินจากที่จอดรถประมาณ ๑๐ นาที [ 
Maps ]

 

ราชนาวีสโมสร

ราชนาวีสโมสร และสมาคมภริยาทหารเรือ


เปิดให้บริการที่จอดรถตั้งแต่ ๖ โมงเช้าถึง ๔ ทุ่ม ส่วนค่าบริการคิดเป็นรายชั่่วโมง จอดฟรีใน ๑๕ นาทีแรก / ๒ ชั่วโมงแรกคิด ๓๐ บาท / ชั่วโมงที่ ๓ คิด ๓๐ บาท / จอดเกิน ๔ ชั่วโมง / เหมา ๑๐๐ บาท และมีระยะห่างจากสนามหลวงเพียง ๕๐๐ เมตร ใช้เวลาเดิน ๖ นาทีเท่านั้นจากที่จอดรถไปถึงสนามหลวง [ Maps ]

 

ยอดพิมาน

ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค (ปากคลองตลาด)


อย่างแรกก่อนเข้าจอด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตอนรับบัตร ว่ามาสักการะพระบรมศพ ร.๙ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะคิดอัตราค่าจอดรถแบบเหมาจ่าย ๑๐๐ บาทให้คุณ ( ย้ำ ! ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่งั้นอาจโดนคิดค่าจอดเป็นชั่วโมงได้ ) ซึ่งมีระยะห่างจากสนามหลวงประมาณ ๑.๘ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินจากจุดจอดรถประมาณ ๒๐ นาที [ Maps ]

 

ถนนเชตุพน

ถนนเชตุพน ข้างวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์)


ค่าบริการจ่ายเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ ๒๐ บาท ฟรี ๑๕ นาทีแรก แต่มีรถจอดกันเต็มพื้นที่ตลอด ค่อยข้างหาที่ว่างยาก ส่วนมีระยะห่างจากสนามหลวงประมาณ ๑.๑ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินจากที่จอดรถ ๑๕ นาทีถึงหน้าประตูมณีนพรัตน์ [ Maps ]

 

ซอยเศรษฐการ

ซอยเศรษฐการ ข้างมิวเซียมสยาม


มีเวลาห้ามจอดคือ ๗.๐๐ – ๙.๐๐ น. และ ๑๖.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. ส่วนวันอาทิตย์จอดได้ทั้งวัน โดยเสียค่าที่จอด ๒๐ บาท เฉพาะรถยนต์ ๔ ล้อ ให้กับกรุงเทพมหานคร และมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลอยู่ หลังจากจอดรถสามารถเดินไปสนามหลวงได้ โดยมีระยะห่างอยู่ ๑.๑ กิโลเมตร เดินไปตามถนนสนามไชย ใช้เวลาในการเดินประมาณ ๑๕ นาทีเท่านั้น [ Maps ]

 

สนามม้านางเลิ้ง

สนามม้านางเลิ้ง (ราชตฤณมัย)


เปิดให้บริการ ๒๔ ชั่วโมง ที่สำคัญ จอดฟรี ! มียะระห่างจากสนามหลวง ๒.๘ กิโลเมตร แต่มีรถไปรับไปส่ง ตั้งแต่เวลา ๖ โมงเช้าถึง ๓ ทุ่ม ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๕ นาทีถึงถ้ารถไม่ติด [ 
Maps ]

 

Source : pantip.com/topic/36091634 , facebook.com/zone.social/photos

 

Nissan-Silvia

Nissan Silvia รถสปอร์ตในตำนานอีกรุ่นของนิสสัน เตรียมกลับมาขายอีกครั้ง

Nissan-Silvia-Timeline

Nissan Silvia ทั้ง 7 เจเนอเรชั่น ที่ผลิตขายในอดีต

        นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2002 ที่ Nissan ได้เลิกผลิตและจำหน่ายรถสปอร์ตยอดฮิตอย่าง “Nissan Silvia” ตลาดรถสปอร์ตขนาดกลางของญี่ปุ่นก็ดูซบเซาไปมาก เพราะคู่แข่งด้วยกันต่างก็เลิกผลิตหมด จวบจนการกลับมาของ Toyota 86 และ Subaru BRZ เลยทำให้ Nissan คิดได้ว่า น่าจะทำรถประเภทนี้ขายอีกดีกว่า จับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อีกครั้ง ด้วยการนำ Nissan Silvia กลับมาเกิดใหม่

Nissan-Silvia

รูปลักษณ์ภายนอกของ Nissan Silvia ใหม่ ยังคงเส้นสายที่เฉียบคม ที่สื่อทางญี่ปุ่นเรียกว่า “Baby Z” เพราะดูคล้ายกับ Nissan Fairlady Z แบบฉบับย่อส่วน ด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าแบบ V-Motion พร้อมไฟหน้าขนาดเล็กแนวยาว เด่นด้วยล้อแม็กขนาดใหญ่

Nissan-Silvia

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น อาจจะเป็นเครื่องยนต์แบบใหม่ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ ที่มีเทคโนโลยีกำลังอัดแปรผันหรือ Variable Compression Ratio – Turbocharged (VC-T) มาใช้กับใน Silvia ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 268 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 390 นิวตัน-เมตร

โดยรถต้นแบบ Nissan Silvia ใหม่ เตรียมตัวโชว์ในงาน Tokyo Motor Show 2017 ที่กำลังจะมาถึงนี้

ข้อมูลและภาพ Render จาก Spyder7 และ Response.jp

ท่าออกำลังกาย ขณะรถติด

มาออกกำลังกายกันเถอะ ด้วย 7 ท่าที่ทำได้แม้รถติด

ขณะที่คุณกำลังนั่งเบื่อหน่ายอยู่ในรถที่ติดนานๆ ทำได้แค่มองโน้นนี้นั้นไปเรื่อยๆ และหาอะไรทำเรื่อยเปื่อย รถก็ยังติดอยู่ที่เดิม ลองหันมาออกกำลังกายเบาๆ ภายในรถยนต์ของคุณดูสิ ด้วยท่าง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ อีกทั้งยังทำให้คุณเกิดความเพลิดเพลิน และช่วยให้กล้ามเนื้อ Fit & Firm ขึ้นอีกด้วย คุณจะได้ไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

 

1.ท่าออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา

ยกขาซ้ายขึ้นจากพื้นและจากเก้าอี้ ในลักษณะที่เข่างอเล็กน้อย ยกค้างไว้ นับ 1-8 แล้ววางขาลงช้าๆ ถ้ารถยังไม่เขยื้อน ทำขาขวาต่อเลย ทำแบบนี้สลับไปมาสัก 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

2.ท่าออกกำลังกายบริหารหน้าท้อง

ผ่อน หรือ คลายลมหายใจออก ช้าๆเต็มที่ ท้องแฟบเกร็งหน้าท้อง นับในใจ 1-8 แล้วสูดลมหายใจเข้าสึกๆ ช้าๆ นะ อย่ารีบ ท้องป่อง เกร็งหน้าท้องนับในใจ 1-8 แล้วคลายลมหายใจออกอีก ทำสลับกัน 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

3.ท่าออกกำลังกายบริหารแขนและหน้าอก

วางมือทั้งสองข้างบนพวงมาลัยรถ วางมือซ้ายที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และมือขวาที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา เหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตึง แล้วออกแรงผลักพวงมาลัยไปข้างหน้าช้าๆ ( ถ้ารถเคลื่อนให้ดึงเบรกมือไว้ชั่วคราว ) แล้หยุดนับ 1-8 แล้วเปลี่ยนทิศทางการออกแรง เป็นดึงพวงมาลัยเข้ามาหาตัวทำคล้ายๆกับเบรกรถจนตัวโก่งนั้นล่ะ แล้วหยุด นับ 1-8 ทำแบบนี้กลับไปกลับมา 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

4.ท่าออกกำลังกายบริหารข้อศอก

ตั้งข้อศอกซ้ายทำมุม 90 องศากับลำตัว กำหมัดให้หมัดของคุณอยู่บริเวณแถวสะดือ ดันข้อศอกซ้ายเข้ากับพนักเก้าอี้ข้างๆนับ 1-8 แล้วสลับทำแบบเดียวกันกับข้อศอกขวา แต่ให้ดันข้อศอกขวาเข้ากับประตู ( อย่าลืมล็อคประตูรถก่อนนะ ) ทำแบบนี้กลับไปกลับมา 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

5.ท่าออกกำลังกายบริหารสะโพก

ใช้มือทั้งสองข้างจับเนื้อสะโพก ( ถ้าทำมากๆได้ก็ให้ทำลงไปถึงแก้มก้นได้เลย ) บีบให้แน่น แน่นอนก้นของท่านจะทับมือ นับ 1-8 แล้วคลาย ( ทำเหมือนกับนวดกล้ามเนื้ออื่นๆ ) ทำซ้ำ 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

6.ท่าออกกำลังกายบริหารหัวไหล่

ยกไหล่ขึ้นให้สูงที่สุด สูงจนรู้สึกคอหดเลยแล้วยกค้างไว้ 1-8 แล้วหมุนหัวไหล่ โดยหมุนไปด้านหลังก่อน แล้วหมุนควงหัวไหล่กลับมาด้านหน้า หมุนควงหัวไหล่ไปด้านหลัง แล้วหมุนควงหัวไหล่ไปด้านหน้า ถ้าทำผิดทางก็ไม่เป็นไร ทำอันไหนก่อนหลังก็มีค่าเท่ากันลดไหล่ลงตามปกติ แล้วก็ยกไหล่ขึ้นทำแบบเดิมซ้ำอีก ทำ 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

7.ท่าออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหน้า

ท่านี้ต้องอาศัยความสามารถทางการแสดงเล็กน้อย โดยให้คุณทำหน้าทำตาแสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น ตกใจ,เสียใจ,ดีใจ,และโกรธ ทำแต่ละท่าแล้วค้างไว้นับ 1-8 แล้วเริ่มแสดงหน้าตาท่าใหม่หมุนเวียนกันไป เพื่อบริหารกล้ามเนื้อแต่ละส่วนบนใบหน้า ( แต่ระวังอย่าไปทำใกล้ๆกระจก เดี๋ยวรถข้างๆเขาจะเข้าใจผิด )

 

หมายเหตุ : การออกกำลังกายในรถ จะเลือกทำท่าไหนก่อนก็ได้ แต่ควรพยายามทำสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ครบทุกท่านะจ๊ะ !

 

Source :
วารสารโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
siamca.com

กรุงเทพ

รถสาธารณะในกรุงเทพ ปรับราคาขึ้น !!

ทางเลือกการเดินทางของคนในเมืองกรุงนั้นมีมากมาย แต่ถ้าใครไม่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซต์ส่วนตัว คงต้องพึ่งบริการของรถสาธารณะในรูปแบบต่างๆ เพื่อโดยสารไปทำงาน หรือทำธุระต่างๆ และตอนนี้ก็เริ่มครบรอบสัมปทานค่ารถหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร จึงมีการปรับขึ้นราคาได้ใหม่ตามภาวะเงินเฟ้อและการลงทุน ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ดังนั้น Carro จะมาอัปเดตค่ารถที่กำลังจะขึ้นทุกเส้นทางทั่วกรุงเทพมาให้แล้วที่นี่

 

รถเมล์

รถเมล์

อัตราค่ารถเมล์ในปัจจุบัน

– รถเมล์แดง 6.50 บาท

– รถเมล์ร่วมบริการ 9 บาท

– รถ ปอ. 10-23 บาท

ซึ่งหลังจากวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้ จะมีการยกเลิกรถเมล์ฟรีแล้ว แต่ให้เงินค่าเดินทางสำหรับคนมีรายได้รายน้อยผ่านทาง  “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจนแทนนั่นเอง

 

 

รถตู้

 

รถตู้

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถตู้ในตอนนี้ คือ ยังไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นค่าโดยสาร แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีการร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งถึงเรื่อง รถตู้บางคันยังมีการเก็บค่าโดยสารที่ไม่เท่ากันหรือมากว่าตามราคามาตราฐานที่ได้ระบุไว้  คุณสามารถเช็ค ราคา ที่ประกาศไว้ในเว็บไซต์กรมการขนส่งทางบกได้เลย

 

BTS MRT

รถไฟฟ้า

ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา BTS ได้ประกาศปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 60 นี้เป็นต้นไป หลังผ่านมา 4 ปียังไม่เคยปรับขึ้นค่าโดยสารเลย โดยจะปรับขึ้นสถานีละ 1-2 บาทเท่านั้น

ส่วนรถไฟฟ้า MRT มีอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 16-42 บาท (ถ้านั่งตลอดจนสุดสายทั้งสองสาย 70 บาท) ยังไม่มีประกาศขอขึ้นค่าโดยสาร สามารถคำนวณค่าโดยสารได้ที่นี่

ปัจจุบันหลังจากสายสีม่วงสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคม 2559 ผู้โดยสารก็ต้องรอไปถึง 1 ปีทั้งสองสายจึงเชื่อมต่อกันได้ในเดือน สิงหาคม 2560 โดยมียอดผู้ใช้พุ่งขึ้นกว่า 48,000 คนต่อวัน

ส่วนใครที่โดยสารด้วยรถไฟฟ้า Airport Link ก็ถือเป็นข่าวดี เพราะยังไม่มีประกาศขึ้นราคานั่นเอง

 

เรือ

 

เรือโดยสาร

ที่ผ่านมา ผู้ที่โดยสารด้วยเรือมักเผชิญกับการขึ้นราคาค่าโดยสารขึ้น-ลงตามราคาน้ำมันอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่ขึ้นเพียง 1 บาทเท่านั้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบมากเท่าไร

แต่ล่าสุดเมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา กรมเจ้าท่า ประกาศปรับอัตราค่าโดยสารทางเรือในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล อีก 50 สตางค์ – 1 บาท หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มสูงกว่าเพดาน เกินกว่า 10 วัน

ค่าโดยสารจะจัดเก็บตามประเภทเรือ คือ

  1. เรือประจำทาง  ค่าโดยสารไม่เกิน คนละ 9-11-13 บาท (ตามระยะ)  
  2. เรือด่วนพิเศษ ธงส้ม  ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 15 บาท
  3. เรือด่วนพิเศษ ธงเหลือง ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 20 บาท
  4. เรือด่วนพิเศษ ธงเขียว  ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 13-20-32 บาท (ตามระยะ)
  5. เรือโดยสารในคลองแสนแสบ ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 9-11-13-15-17-19 บาท (ตามระยะ)
  6. เรือโดยสารข้ามฟาก ค่าโดยสารใหม่ เริ่มที่คนละ 3.50 – 6 บาท

 

รถไฟ

รถไฟ

ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา รถไฟได้มีการประกาศขอปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร โดยปรับเพิ่มขึ้นเฉพาะรถรุ่นใหม่ 115 คัน จำนวน 8 ขบวน ในอัตรา 15-20% หรือเพิ่มขึ้น 150-200 บาทต่อเที่ยว ใน 4 เส้นทาง คือ ดังนี้

เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ- หนองคาย-กรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ

 

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับอัตราค่าเดินทางของรถสาธารณะในรูปแบบต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยรวมแล้วบางบริการขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่บางบริการก็ขึ้นหลักหลายสิบบาท หากนานๆครั้งใช้ก็ดูไม่แพงขึ้นสักเท่าไร แต่หากต้องใช้ไปและกลับทุกวัน คงกระทบต่อผู้ใช้อยู่ไม่น้อยเลย แต่สำหรับใครที่มีรถยนต์ส่วนตัวและต้องใช้บริการทางด่วน จึงอยากรู้ ‘การทางพิเศษแห่งประเทศไทย’ มีการปรับขึ้นหรือไม่ อ่านต่อที่นี่

 

 

 

Source : voicetv.co.th

MG6

MG6 โฉมใหม่หมดจด พกพาความหรูหรา พ่วงความสปอร์ต แบบที่คุณสัมผัสได้

MG6-Minorchange

         MG6 ใหม่ โมเดลเชนจ์ มาในภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรามากขึ้น สไตล์ Compact Sedan ถูกเผยโฉมก่อนจะเปิดตัวในประเทศจีนเร็วๆ นี้

MG6-Minorchange

รูปโฉมภายนอก มาพร้อมไฟหน้าแบบโปคเจคเตอร์ และไฟ LED Daytime Running Light ออกแบบให้รับกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ และล้อแม็กขนาด 16-18 นิ้ว ให้เลือก โดยในภาพดังกล่าวเป็นตัวถังแบบ Fastback เช่นเดียวกับโฉมปัจจุบัน

มาพร้อมมิติตัวรถยาว 4,695 มม. กว้าง 1,848 มม. สูง 1,462 มม. ระยะฐานล้อ 2,715 มม.

MG6-Minorchange

ห้องโดยสารภายในตกแต่งภายในโทนสีดำ-แดง ดูหรูหรา เบาะนั่งดีไซน์ให้มีปีกเบาะเหมือนรถยุโรป แผงคอนโซลตกแต่งด้วยด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน ช่องแอร์กลางดูกลมกลืนกับแผงคอนโซล ติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาดใหญ่ เป็นต้น

MG6-Minorchange

โดย MG6 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดียวกับในรุ่น GS รหัส 15E4E แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo TGI ให้แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 7 สปีด

นอกจากนี้ยังมีรุ่น PHEV ขุมพลังไฮบริด ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 80 แรงม้า รวมเป็น 205 แรงม้า ให้เลือก

MG6-Minorchange

MG6-Minorchange

MG6-Minorchange

MG6-Minorchange

MG6-Minorchange

MG6-Minorchange

ภาพหลุดที่ทาง Autohome.com.cn นำมาเผยแพร่เมื่อเดือนที่ผ่านมา

สำหรับ MG6 ใหม่ เตรียมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศจีน เร็วๆ นี้ ส่วนในบ้านเรา คงได้พบกันในปี 2561

 

Toyota-Corolla-Altis-X

Toyota เปิดตัว Corolla Altis X ใหม่ ในสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

จัดเป็นรุ่นรอง Top ของเวอร์ชั่นไต้หวัน จัดเต็มชุดแต่ง เอาใจคนวัยทำงาน แต่ยังรักความแรงและความสปอร์ต

   Toyota-Corolla-Altis-X

รูปลักษณ์ภายนอกมาพร้อมชุดแต่งพิเศษ อาทิ สเกิร์ตรอบคันแบบสปอร์ต, เสาอากาศแบบครีบฉลาม, ล้อแม็กสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว ระบบช่วงล่างเช็ทแบบสปอร์ตพร้อมโช๊คอัพสำหรับรุ่น X โดยเฉพาะ

Toyota-Corolla-Altis-X

Corolla Altis X ตกแต่งห้องโดยสารภายในด้วยโทนสีดำ ตกแต่งแผงคอนโซลและแผงประตูด้วยแถบสีแดง พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมระบบ Paddle Shift ตกแต่งด้วยสีแดง และเบาะนั่งเดินด้ายสีแดง เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-X

Toyota-Corolla-Altis-X

Corolla Altis X ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i เหมือนกับทุกรุ่น ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร

Toyota-Corolla-Altis-X

ราคาจำหน่าย Toyota Corolla Altis X อยู่ที่ 799,000 ดอลล่าร์ไต้หวัน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 854,000 บาท

เว็บรถมือสอง

Carro เว็บรถมือสอง
ดีกว่าเว็บรถมือสองอื่นๆ อย่างไร ? ไปดูกัน

      ใครจะเชื่อว่าอยู่ๆ กระแสรถมือสองจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วก็สืบเนื่องมาจากหลายปัจจัยรวมกัน โดยหลักๆ ก็เป็นเรื่องของมูลค่าเงินนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ที่ทำให้ความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนลดลง และราคาของรถมือหนึ่งที่ถูกปรับให้มีมูลค่าสูงขึ้นจากโครงการปรับภาษีรถใหม่เมื่อต้นปี 2016 ก็ล้วนเป็นปัจจัย ที่จะทำให้กระแสการซื้อ-ขาย รถมือสองเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่คิดจะซื้อรถมือหนึ่ง ก็หันมาเทใจให้กับรถมือสองมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจนักว่าทำไมช่วงสองปีให้หลังมานี้ ตลาดมือสองจึงมีความคึกคัก และมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด

     อย่างเว็บไซต์ซื้อ-ขายรถมือสองของ th.carro.co ที่กำลังมาแรง เป็นหนึ่งในตลาดมือสองออนไลน์ที่ได้รับผลตอบรับที่ดี และมีการพัฒนาระบบ เพื่อเน้นการตอบสนองผู้บริโภคให้ตรงจุด ยิ่งหลังจากที่ตลาดมือสองมีแนวโน้มที่จะเฟื่องฟูมากขึ้นเรื่อยๆ Carro ก็ได้เร่งพัฒนาเว็บไซต์ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะสามารถซื้อ-ขาย ได้อย่างมั่นใจ อย่างที่ไม่เคยมีเว็บไซต์ไหนทำมาก่อน แล้วความกังวลใจทั้งหลายที่มีต่อการซื้อรถมือสองของคุณจะหายไป เพราะเว็บไซต์ Carro มีสิ่งเหล่านี้ !

 

รถมือสอง

1. ระบบการค้นหารถที่ตรงใจ

นับว่าเป็นจุดเด่นที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้กับใช้งานเว็บไซต์ทุกคนได้อย่างแท้จริง เนื่องจาก Carro สามารถค้นหาได้ตั้งแต่ รุ่นย่อย ช่วงระยะเวลาของปี (โดยสามารถกรองเฉพาะแต่ปีนั้น หรือช่วงระยะเวลา 2–10 ปี ขึ้นไปก็ได้) ประเภทของเกียร์ เครื่องยนต์ ไปถึงจำนวนไมล์เลยทีเดียว

ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้ก็ล้วนเป็นข้อดีสำหรับผู้บริโภค เพราะคนที่มีสเปครถมือสองในดวงใจจะได้สามารถหารถที่ตรงใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่เสียเวลาไปนั่งหาให้ยุ่งยาก ดังนั้น ถ้าไม่อยากเสียเวลากับการหารถ การใช้ระบบค้นหาอย่างละเอียดของ Carro คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดี

จุดเด่น : ค้นหารถที่ถูกใจได้อย่างละเอียด แม้กระทั่งเลือกเลขไมล์ และระบบเกียร์

ข้อแตกต่าง : สามารถกรองรถได้ละเอียดมากกว่าเว็บไซต์รถมือสองอื่นๆ ทำให้คุณสามารถค้นหารถที่ต้องการได้เร็ว และตรงตามความต้องการ

 

รถมือสอง

2. เว็บไซต์ใช้งานง่าย มีบริการให้เลือกเยอะ

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Carro เลยก็คือเว็บไซต์มีความโดดเด่น ทันสมัย ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก มีระบบครื่องคำนวณที่ช่วยให้คุณกำหนดการชำระเงินค่างวดต่อเดือนได้ เพียงใส่ ราคารถ เงินดาวน์ อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการผ่อนชำระ อีกทั้งมีบริการอื่นๆ นอกจากการซื้อขายรถมือสองให้เลือกมากมาย ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้บริการ ได้ตรงตามใจต้องการ

อาทิ ประกันภัยรถยนต์ รีไฟแนนซ์ รวมไปถึง บริการ FastCash และ อีกไม่นานจะพบกับ ระบบตรวจสอบราคารถ ในเร็วๆนี้ ที่คุณสามารถเช็กราคารถในท้องตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อหรือขายรถมือสองได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Carro ยังบริการด้วยใจ เพื่อให้คุณมีความพึ่งพอใจอย่างสูงสุด 100%

จุดเด่น: มีบริการครบครัน มีให้เลือกเยอะ มาใช้บริการ Carro ครบและจบในที่เดียว

ข้อแตกต่าง: บริการด้วยความจริงใจ ใส่ใจในทุกๆรายละเอียด และส่งรถถึงมือคุณ

 

รถมือสอง

3. ปรึกษาได้ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับรถมือสอง

ถึงแม้ว่า Carro จะเป็นสื่อกลางในการ ซื้อ-ขายรถมือสอง แต่คุณก็สามารถปรึกษา Carro ได้ทุกเรื่องถ้าเกี่ยวกับรถมือสอง อาทิ ให้ Carro ช่วยตามหารถคันที่คุณอยากได้ ถามรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับรถคันนั้น ปรึกษาเรื่องการขอจัดไฟแนนซ์ บริการประเมินสมรรถนะในการขับขี่รถก่อนการซื้อ-ขาย และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหากคุณมีข้อสงสัย หรืออยากให้ Carro ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณ สามารถโทรมาปรึกษาได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 090-918-5624

จุดเด่น: สามารถโทรมาเพื่อปรึกษากับ Carro ได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับรถมือสอง

ข้อแตกต่าง: เว็บไซต์อื่นอาจจะมีหน้าที่เป็นสื่อกลางในการ ซื้อ-ขาย รถมือสอง แต่ Carro เป็นมากกว่านั้น ด้วยบริการให้คำปรึกษาต่างๆ Carro จะเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนคู่คิด เป็นตัวช่วยให้คุณเลือกซื้อรถมือสองได้ง่ายขึ้น

 

รถมือสอง

4. มีบทความดีๆ ให้อ่านมากมาย

สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องรถ หรืออยากจะหาข้อมูล และรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ และรถมือสองเพิ่มเติมก็สามารถอ่านบทความสาระดีๆ ซึ่งจะมีทั้งข่าวสารเกี่ยวกับรถยนต์ใหม่ๆ บทความเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์อย่างละเอียด ไฟแนนซ์ การดูแลรักษารถยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถตามไปอ่านได้ที่ คลิก th.carro.co/blog หรือ ติดตามข่าวสารได้ที่ Carro Thailang fanpage ได้เช่นกัน

จุดเด่น: มีบทความเกี่ยวกับรถยนต์ให้อ่าน ทั้งข่าวรถยนต์ใหม่ และรถมือสอง รวมถึงบทความที่เป็นสาระน่ารู้ดีๆ มากมาย

ข้อแตกต่าง: บทความบนเว็บไซต์ Carro ไม่ได้มีเพียงแต่บทความที่อัพเดตรถใหม่เท่านั้น แต่ยังมีบทความอื่นๆที่ให้ความรู้ที่เกี่ยวกับรถ และสาระน่ารู้ที่น่าสนใจในกระแสปัจจุบันอีกด้วย

 

ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และกำหนดให้มีพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นวันสำคัญยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เพื่อร่วมกันแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

People

เพื่อรองรับกับพสกนิกรที่จะเดินทางมายังกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ทาง กรุงเทพมหานคร จึงอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมพิธี โดยให้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ดูแลทั้ง 4 ส่วน แก่ประชาชนฟรี ในวันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 เพื่อให้ประชาชนได้เดินทางมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์บริเวณพระเมรุมาศจำลอง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ และสถานที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังมีวิธีการเดินทางที่หลากหลาย

มณฑลพิธีสนามหลวง

Carro ขอแนะนำวิธีการเดินทางในหลายรูปแบบ เพื่อความสะดวกของผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานครับ.

การเดินทางโดยรถเมล์ ไปยังสนามหลวง

BMTA

ขอขอบคุณภาพจาก Thanasin Vaikers‎

เดินทางด้วยรถเมล์ เป็นวิธีเดินทางสำหรับที่ไม่รีบร้อนและมีเวลา โดยนั่งรถเมล์ไปยังสนามหลวง, ถนนราชดำเนินกลาง และ วัดพระแก้ว มีรถเมล์ที่วิ่งผ่านบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ดังกล่าว มีสาย 1, 2, 3, 6, 9, 12, 15, 25, 30, 32, 33, 35, 42, 43, 44, 47, 48, 53, 59, 60, 64, 65, 68, 70, 79, 80, 82, 91, 123, 203, 503, 507, 508, 509, 511, 524 และ 556 เป็นต้น

BMTA-Service-ตุลาคม

ที่สำคัญ ทาง ขสมก. จัดรถบริการฟรีในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ระหว่างวันที่ 23-31 ตุลาคม 2560

รถเส้นทางปกติ เฉพาะรถโดยสารให้บริการฟรีให้บริการระหว่างเวลา 04.30 – 24.00 น.

รถ Shuttle Bus ให้บริการระหว่างเวลา 05.00 – 24.00 น. รวม 46 เส้นทาง

อนุสาวรีย์ชัยฯ – สนามหลวง
ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต – สนามหลวง
หัวลำโพง – สนามหลวง
วงเวียนใหญ่ – สนามหลวง
เซ็นทรัลพระราม 2 – สนามหลวง
สายใต้ใหม่ – สนามหลวง
พุทธมณฑลสาย 4 – สนามหลวง
สนามม้านางเลิ้ง – สนามหลวง
บางใหญ่ (เซ็นทรัลเวสต์เกต) – สนามหลวง
หมอชิต 2 – สนามหลวง
(วงกลม) รอบเกาะรัตนโกสินทร์

เอกมัย – สนามหลวง
เมืองทองธานี – สนามหลวง
ธูปเตมีย์ – สนามหลวง
ท่าอากาศยานดอนเมือง – สนามหลวง
สโมสรตำรวจ – สนามหลวง
Airport Rail Link มักกะสัน – สนามหลวง
ไบเทค บางนา – สนามหลวง
ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ – สนามหลวง
ศาลายา – สนามหลวง
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – สนามหลวง

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ไปยังสนามหลวง

BTS

รถไฟฟ้า BTS เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00-24.00 น. … ลงรถไฟฟ้า BTS ที่ “สถานีสะพานตากสิน” ทางออก 2 ฝั่งท่าเรือสาทร แล้วต่อเรือด่วนเจ้าพระยา หรือเดินออกไปถนนเจริญกรุง ต่อรถเมล์สาย 1, ลงรถไฟฟ้า BTS ที่ “สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ” ทางออก 2 แล้วต่อรถเมล์สาย 15, 47, 48 (สุดสายที่วัดโพธิ์) และ 508 หรือลงรถไฟฟ้าที่ “สถานีบางหว้า” ทางออก 3 แล้วต่อรถเมล์สาย 80, 91 และ 509 ก็สามารถไปถึงสนามหลวงได้เช่นกัน

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธี รถไฟฟ้า BTS จะให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่สถานีหมอชิต ถึง สถานีสำโรง และสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึง สถานีบางหว้า

ส่วนวันที่ 25 และ 27 ตุลาคม 2560 รถไฟฟ้า BTS จะให้บริการฟรีเฉพาะในส่วนต่อขยาย ได้แก่ ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท จากสถานีอ่อนนุช ถึง สถานีสำโรง และส่วนต่อขยายสายสีลม จากสถานีวงเวียนใหญ่ ถึง สถานีบางหว้า

การเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ไปยังสนามหลวง

MRT-BEM

รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน) และ รถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.30-24.00 น. (วันจันทร์-ศุกร์) และ 06.00-24.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

โดยขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่ “สถานีหัวลำโพง” เดินออกไปทางด้านข้างสถานีรถไฟกรุงเทพ (ฝั่งถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม) เพื่อขึ้นรถเมล์ Shuttle Bus ไปสนามหลวง หรือจะไปขึ้นทางออกที่ 4 บริเวณถนนพระรามที่ 4 ต่อรถเมล์สาย 25, 53 หรือ 507 ไปสนามหลวงก็ได้เช่นกัน

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า ARL (แอร์พอร์ต เรล ลิงค์) ไปยังสนามหลวง

Airport-Rail-Link

รถไฟฟ้า Airport Rail Link เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. … โดยลงที่สถานีพญาไท แล้วต่อรถไฟฟ้า BTS ไปยัง สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือเดินไปก็ได้เช่นกัน เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 59 และ 503 บริเวณเกาะพญาไท หรือเดินทางด้วย Shuttle Bus เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยฯ – สนามหลวง ที่ ขสมก. จัดให้บริการฟรี

โดยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมให้บริการฟรี ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ระหว่างวันที่ 25 – 27 ตุลาคม 2560 พร้อมเปิดให้บริการเดินรถถึงตี 2 ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

การโดยสารด้วยเรือโดยสารสาธารณะ ไปยังสนามหลวง

เรือด่วนเจ้าพระยา

ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ “ท่าช้าง” หรือ “ท่าสะพานพระปิ่นเกล้า” แล้วต่อรถเมล์รับ-ส่งฟรี ของ ขสมก. มาที่สนามหลวง

ถ้าบ้านใครอยู่ฝั่งธนบุรี จะลงเรือข้ามฟากบริเวณท่าเรือวังหลัง (พรานนก) หรือท่าเรือศิริราช เพื่อข้ามเรือไปฝั่งพระนครก็ได้เช่นกัน

ในกรณีที่ท่านเดินทางมาด้วยเรือโดยสารคลองแสนแสบ แนะนำให้มาขึ้นที่ท่าเรือผ่านฟ้า และเดินไปยังถนนราชดำเนินกลาง เพื่อต่อรถเมล์ไปสนามหลวง

สำหรับเรือโดยสารสาธารณะ ให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 ได้แก่ เรือโดยสารคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่สถานีหัวลำโพง ถึง สถานีตลาดเทวราช เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ จากท่าเรือเพชรเกษม 69 ถึง ท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ

กรมเจ้าท่าขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือโดยสารสาธารณะจัดเตรียมเรือโดยสารเพิ่ม (เรือเสริม) ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะ (เรือเสริม) 3 ลำ ของบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ให้บริการรับส่งประชาชนโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โดยมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือสาทร-ท่าเรือพรานนก และท่าเรือพรานนก-ท่าเรือนนทบุรี สำหรับเรือโดยสารด่วนเจ้าพระยาที่ให้บริการตามปกติ ได้เพิ่มจำนวนการให้บริการเป็น 55 ลำ ออกให้บริการทุก 10 นาที และขยายเวลาให้บริการถึง 21.00 น.

เรือโดยสารข้ามฟาก เรือทรัพย์ธนนคร 1 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ธนนคร และเรือข้ามฟากนำโชคชัย 10 เรือข้ามฟากโพธิ์อรุณ 15 ให้บริการรับส่งประชาชนโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือพรานนก-ท่าช้าง นอกจากนี้ กรมเจ้าท่าได้นำเรือเจ้าท่า 37 ออกให้บริการประชาชนเพิ่มเส้นทางที่มีประชาชนใช้บริการหนาแน่น

การเดินทางด้วยรถประจำทาง BRT ไปยังสนามหลวง

BRT

ขึ้นรถประจำทาง BRT มาลงที่ BRT ราชพฤกษ์ แล้วต่อรถไฟฟ้า BTS ไปลงสถานีสะพานตากสิน

โดยรถประจำทาง BRT ตั้งแต่วันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 ให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน จาก BRT สาทร ถึง BRT ราชพฤกษ์

การเดินทางโดยรถไฟ รฟท. ไปยังสนามหลวง

SRT

ขอขอบคุณภาพจาก Boonyawee Grodniyomchai

รฟท. มีรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ทั้งในสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ และสายตะวันออก ทุกวัน มีทั้งรถธรรมดา รถชานเมือง รถเร็ว รถด่วน และรถด่วนพิเศษ ให้เลือกใช้บริการ

มาที่ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” (หัวลำโพง) เดินออกไปทางด้านข้างสถานีรถไฟกรุงเทพ (ฝั่งถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม) เพื่อขึ้นรถเมล์ Shuttle Bus ไปสนามหลวง

หากขึ้นรถไฟสายใต้ (ที่เป็นรถธรรมดา หรือ รถเร็ว) บางขบวนจะไปสุดสายที่สถานีรถไฟธนบุรี อีก 2 วิธี คือ เดินจากสถานีรถไฟ ไปยังท่ารถไฟ เพื่อลงเรือข้ามฟากไปท่าพระจันทร์ หรือ อาจจะต่อรถกระป๊อหน้าสถานีรถไฟ ไปลงเรือข้ามฟากที่ท่าวังหลัง

และกรณีที่ท่านเดินทางมาด้วยทางรถไฟสายแม่กลอง (มหาชัย – วงเวียนใหญ่) ให้มาลงรถไฟที่สถานีวงเวียนใหญ่ และเดินไปที่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ป้ายรถเมล์จะอยู่ด้านขวามือของสถานีรถไฟ ต่อรถเมล์สาย 82 เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามหลวงต่อไป

สร้างรายได้

รถยนต์คันคู่ใจของคุณ
สามารถสร้างรายได้ ด้วยวิธีเหล่านี้ !!

ความคิดของคนส่วนใหญ่ ก่อนที่จะซื้อรถยนต์คันแรก คงคิดแค่ว่าตอนซื้อมาแล้ว เวลาจะออกไปไหน มาไหนได้สะดวก หรือเอาไว้ใช้เดินทางไปทำงานในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่จะว่าไปแล้ว รถยนต์ส่วนตัวก็เป็นอะไร ที่ค่อนข้างใช้กำลังทรัพย์อยู่พอสมควรเลย เพราะนอกจากจะค่างวดที่ต้องผ่อนแล้ว ยังมีค่าซ่อมแซม ค่าน้ำมัน ค่า พ.ร.บ. และอื่นๆ อีกมากมาย


ซึ่งมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา บางครั้งก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้เงินเยอะอยู่เหมือนกัน ทำให้รายจ่ายมากกว่ารายรับ แต่อย่าพึ่งเครียดหรือกังวลมากไป วันนี้ เราจะบอกคุณว่ามีวิธีสร้างเงินจากรถยนต์คันคู่ใจของคุณ  บางทีเผลอๆ อาจมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย !!

 

Uber

1. Uber

เรียกได้ว่าเป็นช่องทางโดยสารที่กำลังได้รับความนิยม เพราะง่ายกว่าการเรียกแท็กซี่ที่บางทีไม่ใช่แค่หายาก แต่โบกแล้วดันไม่ไปก็มี ตัดปัญหาด้วยการเรียก Uber ซะเลย สำหรับท่านที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว และอยากหารายได้เพิ่มเติม Uber ก็เป็นอีกช่องทางที่ดีทีเดียว

โดยการสมัคร Uber ก็ง่ายๆ คุณสามารถลงทะเบียนได้ทั้งทางเว็บไซต์ออนไลน์ ( www.uber.com ) สมัครผ่านแอพพลิเคชัน ตามงานที่ Uber ไปจัดกิจกรรมเปิดระบบพาร์ทเนอร์ หรือลงทะเบียนผ่านแอพ LINE

จากนั้นก็แค่รอการติดต่อจาก Uber เข้ารับการอบรม และเพิ่มข้อมูลบัญชีธนาคารในระบบ เพียงแค่นี้คุณก็พร้อมที่จะออกไปเริ่มขับหารายได้เข้าตัวแล้ว ซึ่งในประเทศไทย Uber มีเงื่อนไขสำหรับตัวผู้ขับดังนี้

  • มีอายุ 21 ปีขึ้นไป
  • มีใบอนุญาตให้ขับรถในประเทศไทยได้
  • ได้เข้าอบรมเพื่อเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมขับ

 

Grab

2. Grab

เป็นอีกหนึ่งช่องทางโดยสารที่เรียกรถผ่านแอพพลิเคชัน Grab หรือผ่านไลน์ได้โดยตรง ซึ่งเงื่อนไขการสมัครขับรถกับ Grab ง่ายๆ เพียงกรอกประวัติผ่าน www.grab.com บวกกับมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Android หรือ iOS ได้ทุกชนิด และรถยนต์ ( ถ้ามีข้อสงสัยว่ารถยนต์ของคุณสามารถขับแกร็บคาร์ได้หรือไม่ เช็คได้ที่ GrabCar ) ซึ่งทาง Grab เองไม่กำหนดจำนวนชั่วโมงขั้นต่ำอีกด้วย จะขับเมื่อไรก็ได้

 

ติดสติ๊กเกอร์

3. แปะโฆษณาบนรถยนต์

วิธีนี้ที่ประเทศอเมริกาเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างเงินง่ายๆ ด้วยรถยนต์คันคู่ใจของคุณ ด้วยการติดสติ๊กเกอร์เป็นโฆษณาตามตัวรถ ซึ่งวิธีแบบนี้คุณน่าจะเคยเห็นรถเมล์ หรือรถแท็กซี่ที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่รถยนต์ส่วนตัวของเราเองก็สามารถทำได้เหมือนกันนะ แถมยังง่าย ไม่ต้องลงทุน แค่ขับไปไหนมาไหนบ่อยๆ ก็คุ้มแล้ว สำหรับใครที่สนใจ ติดต่อลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2560 ได้ที่ Carro thailand หรือเบอร์ติดต่อ 096-463-3298

 

 

รับ-ส่ง-ของ

 

4. รับส่งของ

เชื่อหรือไม่ว่างานรับส่งของโดยใช้รถยนต์ของตัวเราเองถ้าขยันๆ บางเดือนอาจได้เงินสูงถึง 30,000 – 40,000 บาท ต่อเดือนเลยทีเดียว เยอะกว่าพนักงานตามบริษัททั่วๆ ไปเสียอีก โดยการรับส่งของมีหลายแบบ เช่น รับส่งของให้ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า ส่งผัก ปลา ผลไม้ ส่งอาหาร แต่บางทีส่งเครื่องซักผ้าก็มี

ซึ่งในกรณีหลังอาจจะต้องมีความรู้ในด้านการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ซักหน่อย โดยมีข้อดีที่ไม่ค่อยต้องรับคำสั่งจากใครมากนัก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นอิสระ เรียกได้ว่าเป็นอีกวิธีการสร้างเงินจากรถที่น่าสนใจ และน่าสนุกทีเดียว

 

 

Source : rabbit.co.th

Toyota-Pickup-And-Van-Nickname

รวมฉายารถกระบะ และรถตู้สุดฮิต หลากหลายรุ่น อันคุ้นตา

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

Carro ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 2 นี้ ขอเสนอฉายาของรถกระบะ และรถตู้ จากรถ Toyota รุ่นต่างๆ ที่มีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมต่อครับ

Toyota Hilux (RN20/RN25) “หางหงส์”

Toyota-Hilux-RN20

คำว่า “Hi-Lux” มาจากคำเต็มๆ ว่า “Highly Luxurious”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวจำหน่ายในไทยเมื่อปี 2515 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง ชุดกระจังหน้าและไฟหน้าจะดูหนาหน่อย ตรา Toyota ติดบนฝากระโปรงหน้า เมื่อปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ กระจังหน้าจะเป็นแบบยาว ตรา Toyota ติดด้านหน้ากระจังหน้า มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น (RN20) และแบบช่วงยาว (RN25) มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R มีให้เลือกทั้งเกียร์มือ (เกียร์คอพวงมาลัย) และเกียร์กระปุก

Toyota-Hilux-RN20

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “หางหงส์”

ฉายา “หางหงส์” หลายคนงงสุดๆ มาได้มาจากไหน? … ที่มาของฉายานี้คือ สติ๊กเกอร์ที่ติดด้านข้างกระบะท้ายแบบในรูป ที่สะบัดพลิ้วเหมือนหางหงส์ครับ

Toyota Hilux (RN30/RN40/LN40) “Super Star”, “ม้ากระโดด” และ “กรุง ศรีวิไล”

Toyota-Hilux-Superstar

Toyota Hi-Lux Superstar ไฟกลม

Toyota-Hilux-4WD

Toyota Hilux 4WD รุ่นแรกที่ขายในไทย

Toyota-Hilux-Superstar-5

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “ม้ากระโดด”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 3 นี้ เริ่มมีรูปร่างที่ดูเหมือนรถเก๋งมากขึ้นทั้งภายนอกและภายใน สำหรับตลาดประเทศไทย (แต่ชื่อรุ่น ยังเขียนว่า “Hi-Lux” โดยมีขีดตรงกลางอยู่) เปิดตัวจำหน่ายเมื่อมิถุนายน 2522 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง เมื่อไมเนอร์เชนจ์จึงเป็นไฟเหลี่ยมเล็ก มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร รหัส L ทั้งรุ่นช่วงสั้น, ช่วงยาว และ “SR5” ให้เลือก ในราคาป้ายแดงเพียงแสนกว่าบาท

นอกจากนั้นยังมีรุ่น 4WD ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถูกนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการรุ่นแรก โดยเป็นการสั่งเข้ามาใช้กับหน่วยงานราชการ ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมแผนที่ทหาร เป็นต้น

ฉายา “ม้ากระโดด” นั้นได้มาจากสติ๊กเกอร์ด้านข้างกระบะของรถรุ่นนี้ ส่วนฉายา “Super Star” ใช้ในรุ่นไฟกลม และฉายา “Super Star Dynamic 5” มาจากเครื่องยนต์ดีเซล เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วน “กรุง ศรีวิไล” ได้มาจาก กรุง ศรีวิไล ช่วงกำลังโด่งกับภาพยนตร์ “ซุปเปอร์ลูกทุ่ง” มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ (โฉมตัวไฟเหลี่ยม) ครับ

Toyota Hilux (YN50/YN55/YN57/LN51/LN56) “Hercules” และ “Hero”

Toyota-Hilux-Hero

Toyota Hilux เจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2527 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว ระบบเบรกด้านหน้าใช้แบบแบบดิสก์เบรก ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ “Berlin Eye” มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1Y ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L มาให้เลือก

ที่มาของชื่อ โตโยต้า ได้เพิ่มชื่อต่อท้ายรุ่นเป็น “ฮีโร่” (Hero) พร้อมจ้าง “ไทด์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ควบคู่ไปกับสโลแกน “แกร่งกล้า สง่างาม Hilux Hercules Hero” และ “ทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น”

Toyota-Hilux-Hero

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2530 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เช่นเคย พร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y และ 2.0 ลิตร รหัส 3Y และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II มาให้เลือก

Toyota-Hilux-Hero-DoubleCab

Toyota-Hilux-StationWagon

รุ่น Station Wagon ที่ออกแบบและผลิต (ครึ่งคันหลัง) โดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

และเริ่มมีรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู ที่ทำออกมาโดยผู้แทนจำหน่าย เป็นแบบรถกระบะดัดแปลงที่กำลังฮิตในยุคนั้น และแบบสเตชั่นแวกอน ที่ผลิตออกมาโดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

Toyota-Hilux-Hero-XtraCab

พิเศษ! ในเดือนมกราคม 2532 โตโยต้า เพิ่มรุ่นแค็บต่อท้าย “X-Tra Cab” (LN56) สำหรับ Hilux เป็นครั้งแรก (หลังจากที่เห็น อีซูซุ ออก Faster Z Spacecab มานานแล้ว) โดยหลังคารถ จะมีความสูงมากกว่าหลังคาเดิมเล็กน้อย (เหมือนแบบ Hi-Roof ในเวอร์ชั่นต่างประเทศ) และมีพื้นที่กว้างขึ้น โดยมีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II เท่านั้น

Toyota Hilux (YN80/YN85/YN91/LN90/LN91/LN95/YN106/LN106/LN111) “Mighty-X”

Toyota-Hilux-Mighty-X

Hilux Mighty-X โฉมแรก กระจังหน้า “Toyota” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “89HP”

ถือเป็น Toyota Hilux รุ่นที่เริ่มปรับปรุงรูปลักษณ์ให้เหมือนรถเก๋งมากขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เป็นรถกระบะที่ขายดีมากๆ อีกหนึ่งรุ่น แถมยังมีการปรับโฉมหลายครั้ง รุ่นย่อยเยอะจนจำไม่ไหว แถมยังเซ็นสัญญาให้ Volkswagen นำไปใช้ชื่อ “Volkswagen Taro” จำหน่ายขายกันอีก

โฉมต่อมา กระจังหน้าใช้โลโก้ “3 ห่วง”

เปิดตัวในไทยในเดือนมกราคม 2533 มาพร้อมแบบมาตรฐาน ช่วงสั้น และช่วงยาว, รุ่น X-Tra Cab ที่ผลิตขายออกมาแบบจริงจังละ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y, 2.0 ลิตร รหัส 3Y และ 2.2 ลิตร (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II กับขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

โฉมต่อมา กระจังหน้ารูปตัว “T” กับโลโก้ “3 ห่วง” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “Power Steering” (พวงมาลัยเพาเวอร์)

Toyota-Hilux-Mighty-X-Luxury

Hilux Mighty-X รุ่น Luxury

เริ่มปรับโฉมเล็กๆ ครั้งแรก ในเดือนตุลาคม 2534 ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าที่มีคำว่า “Toyota” มาเป็นโลโก้ “สามห่วง” ที่โตโยต้าเริ่มนำมาใช้กับรถรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ในปี 2532

Toyota-Hilux-Mighty-X-4X4

สำหรับรุ่น 4X4 ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย มีในรูปแบบตัวถังมาตรฐาน และ X-Tra Cab (มีหูช้างที่กระจกมองข้าง)  ใช้ช่วงล่างแบบ หน้าทอร์ชั่นบาร์ หลังแบบแหนบ พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ในส่วนของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ถูกถอดออกจากสายพานการผลิตนับแต่ในช่วงนี้

Toyota-Hilux-Mighty-X Toyota-Hilux-Mighty-X-StationWagon

หลังจากที่โตโยต้าเปิดโรงงาน TAW (Toyota Auto Works) ในเดือนมิถุนายน 2535 Toyota จึงได้นำ Mighty-X มาประกอบขายในรูปแบบของกระบะ 4 ประตู และแบบสเตชั่นแวกอน ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร

Toyota-Hilux-Mighty-X

ต่อมาในปี 2539 ก็ปรับโฉมใหญ่อีกครั้ง ด้วยไฟหน้าเต็มเหมือนรุ่น 4×4 (แบบเดียวกับตัว 4Runner ที่โตโยต้านำเข้ามาจำหน่าย) ที่มีไฟเลี้ยวทรงเฉียงขึ้นพร้อมด้วย โป่งล้อหน้า แล้วเพิ่มเกียร์อัตโนมัติ ที่ควบคู่มากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II

Toyota-Hilux-Mighty-X-Plus

โดยในช่วงปลายปีเดียวกัน ยังมี “Mighty X-Plus” เพิ่มมาอีก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้ คือ “ไฟเบรกดวงที่ 3 บนหลังคา” ในรุ่นย่อย SGL และมีรุ่นพิเศษออกมาอีกหลายครั้ง (มีอยู่รุ่นนึง ให้ Sunroof มาด้วย) ก่อนจะยุติสายการผลิตไปในปี 2541 เพื่อให้ “Hilux Tiger” มาแทน

ในส่วนของ Toyota Hilux “Tiger” และ “Vigo” คิดว่าท่านผู้อ่านหลายๆ คน น่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงขอยกยอดไปไม่กล่าวถึงในตอนนี้นะครับ

Toyota LiteAce “ตู้เล็ก”

Toyota LiteAce (โตโยต้า ไลท์เอซ) ถือเป็นรถตู้ขนาดเล็กของ Toyota ที่ถือว่ายอดนิยมพอสมควรในอดีต แต่ในปัจจุบันก็ถูกลืมไปเยอะแล้ว รวมไปถึงตัวรถที่หายากขึ้นด้วย ในอดีตรถตู้รุ่นนี้ มีทั้งแบบนำเข้ามาจากญี่ปุ่น และประกอบในประเทศไทย เอาล่ะ ไปอ่านกันเลยดีกว่า

สำหรับฉายา “ตู้เล็ก” นั้น อาจจะไม่ใช่ฉายาที่เป็นทางการนัก แต่ถ้าคนเล่นรถตู้พูดถึง “ตู้เล็ก” ทีไร ก็มักจะนึกถึง “Toyota Liteace” มาเป็นอันดับแรก (ส่วน “Nissan Vanette” มาเป็นอันดับสอง) แม้ว่าในญี่ปุ่น Liteace จะมีเวอร์ชั่นแบบกระบะบรรทุกด้วยก็ตาม แต่ในบ้านเรา มีเฉพาะรถเก่า กับรถจดประกอบ เอาเข้ามาใช้งานเท่านั้น

Toyota LiteAce KM10/KM11

Toyota-Liteace Toyota-Liteace

รุ่นนี้ถือว่าหายากในบ้านเราแล้ว และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3K และขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K เกียร์คอพวงมาลัย 4 สปีด

Toyota LiteAce KM20/CM20

Toyota-Liteace

ถือเป็น Liteace ที่เริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรามากขึ้น และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K และเริ่มนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C

Toyota Liteace KM36/CM36

Toyota-Liteace-4

ถือเป็น Liteace ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราสุดขีด เป็นที่นิยมมากในหลายหน่วยงาน แต่ที่เห็นเด่นสุดคือเป็นรถตู้ของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ที่ใช้เป็นรถตู้ปฏิบัติงาน ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota Liteace KR27/CR27

Toyota-Liteace

เข้าสู่ยุคขาลงของ Liteace และเป็นรถตู้เล็กรุ่นสุดท้าย ที่โตโยต้านำเข้ามาขายในไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota Hi-Ace (H20/H40) “หัวแตงโม”

Toyota-Hiace-หัวแตงโม

Toyota Hi-Ace (โตโยต้า ไฮ-เอซ) เจเนอเรชั่นที่ 2 ออกแบบให้มีความลู่ลมมากขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เวอร์ชั่นไทย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R และเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร รหัส L

ที่มาของฉายา “หัวแตงโม” น่าจะมาจากด้านหน้าที่ดูเรียบๆ และมีเส้นสายตัวรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างไฟหน้าสองด้านครับ

Toyota Hiace (H50/H60) “ตาหวาน”

Toyota-Hiace-ตาหวาน

Hiace “ตาหวาน” โฉมแรก ไฟกลม

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นนี้ มีตัวถังใหญ่ขึ้น เวอร์ชั่นไทย เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2526 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว รวมถึงรุ่นหลังคาสูง (Commuter) ที่เริ่มแนะนำในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก “ไฟเหลี่ยม”

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2 “ไฟหน้าเหลี่ยมใหญ่” พร้อมสัญลักษณ์ “H” แบบเดียวกับใน Hiace Wagon เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

สำหรับหน้าตาในโฉมแรกจะเป็นแบบไฟกลม ส่วนเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ จะเป็นไฟเหลี่ยม (ที่มีทั้งไฟเหลี่ยมธรรมดา และไฟเหลี่ยมแบบเต็ม) มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

Toyota Hiace (LH100/RZH102/RZH112/LH112/RZH113) “หัวจรวด”

Toyota-Hiace-หัวจรวด

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 4 มีรหัสตัวถัง H100 เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2532 และเป็นรถตู้โฉมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Hiace ด้วยระยะเวลาการขายที่มากถึง 15 ปี (2532-2547) โดยใช้เป็นทั้งรถตู้ขนของ รถตู้ของรถโรงเรียน รถตู้บริษัทนำเที่ยว และรถตู้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร เป็นต้น

Toyota-Hiace-หัวจรวด

Toyota-Commuter

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก พร้อมรุ่น Commuter ช่วงยาว หลังคาสูง นำเข้าจากญี่ปุ่น

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์หลักๆ ถึง 3 ครั้ง (สำหรับรุ่นหลังคาสูง Commuter ตามมาในช่วงประมาณปี 2535)

Toyota-Hiace-หัวจรวด

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง หน้าตาแบบนี้

Toyota-Hiace-หัวจรวด

หากเป็นรุ่นตู้ทึบ หรือรุ่นถูกสุด หน้าตาจะไฟเหลี่ยมดวงเล็กแบบนี้ เหมือนกันทุกโฉม

สำหรับรุ่นที่ขายในบ้านเรา ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L และในส่วนของรุ่น Commuter ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 3L ภายหลังจึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 5L เข้ามา

อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1RZ ให้เลือก

Toyota-Super-Wagon

Toyota Super Custom โฉมแรก มีเฉพาะแบบช่วงสั้นและช่วงยาว หลังคาเตี้ย

อีกทั้งยังขยายความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการรถตู้สำหรับครอบครัว หรือเน้นความหรูหราขึ้น ประมาณปี 2540 โตโยต้า จึงออก “Super Custom” (ซูเปอร์ แวกอน) (RZH135) แบบช่วงยาว โดยชุดเบาะด้านหลัง สามารถปรับหันหน้าเข้ากันได้ ออกมาจำหน่าย

Toyota-Super-Wagon

Toyota Grand Wagon ใส่สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลัง และล้อแม็ก 15 นิ้ว มาให้จากโรงงาน

และแบบ “Super Wagon” (ซูเปอร์ แวกอน) กับ “Grand Wagon” (แกรนด์ แวกอน) เป็นแบบหรูหราเหมือน “Hiace Wagon” ทีจำหน่ายในญี่ปุ่นในตอนนั้น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2RZ-E (ซึ่งตอนหลังพัฒนากลายมาเป็นรุ่น Ventury ที่ขายในปัจจุบันนั่นเอง)

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Carro Blog)