เคาท์ดาวน์

ประเทศแรกในโลกที่ได้เคาท์ดาวน์ก่อนใคร คือ

อีกไม่กี่วันจะได้เริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ 2018 กันแล้ว แต่ เอ๋.. ถ้าถามว่าประเทศไหนที่ได้เคาท์ดาวน์ก่อนใคร ๆ บนโลก หลาย ๆ คน อาจคงไม่รู้กันใช่ไหม ?  และเชื่อว่าต้องมีคนเคยสงสัยกันอยู่บ้าง ทำให้วันนี้ คาร์โร จึงได้หารวบรวมข้อมูลประเทศที่ได้เคาท์ดาวน์ก่อนใครในโลก และพ่วงด้วยการลำดับเคาท์ดาวน์ของแต่ละประเทศ มาเล่าสู่กันฟัง

ประเทศแรกของโลกที่ได้เคาท์ดาวน์ก่อนใครในโลกนี้ คือ เกาะคิริติมาตี (Kiritimati) เป็นเกาะเล็ก ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ตั้งอยู่ระหว่างประเทศออสเตรเลียกับรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เกาะนี้เป็นดินแดนของสาธารณรัฐคิริบาส หรือ สาธารณรัฐคิริบาตี (Kiribati) อยู่ทางตะวันออกที่สุดของโลก

สาธารณรัฐคิริบาตีเกาะคิริติมาตี

ซึ่งเกาะคิริติมาตี ได้ฉลองปีใหม่ก่อนประเทศไทยถึง 7 ชั่วโมง นั่นคือตอนที่คนที่นั่นเขาฉลองปีใหม่ เรายังเป็นตอนเย็นวันที่ 31 ธันวาคมอยู่เลย

จากนั้น ก็เป็นคิวฉลองของคนนิวซีแลนด์ และชาวออสซี เพราะนิวซีแลนด์ นับเวลาออสเตรเลียเร็วกว่าเมืองไทย 6 ชั่วโมง 

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์

ส่วนประเทศออสเตรเลีย เวลาทางการของเขาเร็วกว่าบ้านเรา 4 ชั่วโมง

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

   หลังจากนั้น ก็เป็นช่วงเวลาของชาวเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีเวลาก่อนประเทศไทย 2 ชั่วโมง คือ ญี่ปุ่นกับเกาหลี

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

เกาหลี

เกาหลี

ถัดมาอีก 1 ชั่วโมง ก็ถึงคิวเพื่อนร่วมทวีปของเรา คือ จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ทั้งหมดใช้เวลาราชการเวลาเดียวกัน พวกเขาจึงร้องเพลง “แฮปปี้นิวเยียร์” พร้อมกัน

China

จีน

Singapore

สิงคโปร์

Philippines

ฟิลิปปินส์

Malaysia

มาเลเซีย

ส่วนประเทศที่ฉลองปีใหม่ตอนเที่ยงคืนตรงพร้อมกับประเทศไทย ก็มีประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชาและลาว

thailand

ไทย

Indonesia

อินโดนีเซีย

Vietnam

เวียดนาม

Cambodia

กัมพูชา

ลาว

ลาว

จากนั้น ก็เป็นคิวประเทศในเอเชียใต้ โดยประเทศแรกในย่านนี้ที่ฉลองคือ บังกลาเทศ กับ ศรีลังกา ที่เริ่บนับปีใหม่ตอนเข็มนาฬิกาบ้านเราไปอยู่ที่ 01.00 น. อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็เป็นคนอินเดีย ได้เวลาเฉลิมฉลอง

บังกลาเทศ

ส่วนปากีสถาน ได้ร่วมฉลองพร้อมกับอุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และคีร์กิสถาน ซึ่งช้ากว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง

Pakistan

ปากีสถาน

อีกชั่วโมงต่อมา เป็นเวลาฉลองของชาวอาหรับ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน มอริเชียส และโอมาน

United Arab Emirates

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กระทั่งเมื่อเวลา 03.00 น. ในบ้านเรา ก็ถึงเวลาฉลองของประเทศอิหร่าน และครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ก็ถึงคิวของ รัสเซีย อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ที่ฉลองพร้อมกับหลายประเทศในทวีปแอฟริกา อาทิ เคนยา ซูดาน เอธิโอเปีย แทนซาเนีย

Iran

อิหร่าน

แต่รัสเซียนี่เป็นประเทศใหญ่ ดังนั้น เมื่อคนฝั่งตะวันออกบางคนเตรียมตัวเข้านอน ก็อาจจะมีชาวรัสเซียฝั่งตะวันตกหลายคนเพิ่งตื่นมาฉลองปีใหม่

ส่วนอียิปต์ ตุรกี แอฟริกาใต้ และประเทศในยุโรปตะวันออกหลายประเทศ เช่น กรีซ โรมาเนีย เบลารุส เอสโตเนีย และฟินแลนด์ พวกนี้ตามมาเพราะช้ากว่าประเทศไทย  5 ชั่วโมง

 

พอเมืองไทย 6 โมงเช้า กลายเป็นเวลาเที่ยงคืนของการเคาท์ดาวน์นับปีใหม่ของคนยุโรปตะวันตก อย่าง ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี

 

ถัดมาอีกหนึ่งชั่วโมงคนลอนดอนก็ได้เวลาใช้ปฏิทินใหม่

จากนั้นอีก 2 ชั่วโมง ก็จะมีเสียงไชโยต้อนรับปีใหม่ในอีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มที่บราซิลและอุรุกวัย ตามมาด้วยการฉลองในประเทศแถบละตินอเมริกาอื่นๆ

พอเที่ยงตรงบ้านเรา ก็เป็นการเคาท์ดาวน์ที่หลายคนไม่ยอมพลาด นั่นคือที่ ไทมส์ สแควร์ มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ

แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาใหญ่มาก เพราะ 2 ฝั่งประเทศเวลาต่างกัน ถึง 4 ช่วงเวลา โดย 2 รัฐสุดท้ายที่ได้ฉลองปีใหม่ของประเทศนี้ คือรัฐอลาสกา และฮาวาย ซึ่งอยู่นอกแผ่นดินใหญ่ทั้งคู่

เมื่อได้ฉลองกันเกือบครบแล้ว แล้วรู้ไหม.. ประเทศไหนฉลองปีใหม่เป็นประเทศสุดท้าย !

คำตอบก็คือ รัฐอิสระซามัว (Independent State of Samoa) หรือ ซามัว เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยกว่าที่ชาวซามัวจะได้ฉลองปีใหม่ ก็เป็นเวลา 6 โมงเย็นวันที่ 1 มกราคมของบ้านเราไปแล้ว

Samoa

รัฐอิสระซามัว

และหากนับกับประเทศแรกคือสาธารณรัฐคิริบาส ก็จะห่างกันถึง 25 ชั่วโมง ทั้งๆที่อยู่เกาะทั้งสองอยู่ไม่ไกลจากกัน แต่เนื่องจากมีเส้นแบ่งซีกโลกตะวันตกและตะวันออกคั่นกลาง ทำให้ทั้งสองประเทศมีเวลาห่างกันกว่า 1 วัน

 

ขอบคุณข้อมูล : oknation.nationtv.tv/blog/chai/

 

5-Checking-Car

ตรวจเช็ครถก่อนใช้ พร้อมเดินทางทุกสถานการณ์

ช่วงนี้หลายๆ ท่าน เริ่มออกเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่กันแล้ว ซึ่งการเตรียมตัวในการเดินทาง ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน หากเกิดปัญหารถเสียระหว่างทางขึ้นมา คุณอาจจะเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และทำให้เพื่อนร่วมทางเจอรถติดมากขึ้นอีกต่างหาก …

Carro ขอแนะนำวิธีตรวจสอบรถแบบ 5 ขั้นตอนตรวจเช็ครถแบบเร่งด่วน ก่อนเดินทางปีใหม่ ครับ.

เช็คระบบไฟต่างๆ

Headlight

ระบบไฟ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการขับรถ โดยไฟส่องสว่างที่ต้องตรวจเช็คก่อนเดินทาง นั่่นคือ ชุดไฟหน้า (ไฟสูง, ไฟต่ำ, ไฟหรี่, ไฟเลี้ยวทั้งสองข้าง), ไฟตัดหมอก, ไฟเบรก และไฟถอยหลัง หากพบว่ามีหลอดใดไม่สว่าง สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง โดยดูวิธีการเปลี่ยนจากคู่มือของรถแต่ละรุ่น

เช็คระบบของเหลว

Maintenance-Car

ระบบของเหลวต่างๆ ในเครื่องยนต์ อาทิ น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, น้ำมันเบรก, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์, น้ำมันคลัทช์, น้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงน้ำมันเฟืองท้าย ฯลฯ ต้องอยู่ในระดับปกติ และควรการเปลี่ยนถ่ายตามระยะ หากมีปริมาณที่ต่ำกว่า Min ก็ควรเติมเพิ่ม หรือหากสีเปลี่ยนเป็นคล้ำขึ้น ก็ควรไปเปลี่ยนถ่ายครับ

เช็คยางและช่วงล่าง

Tire

ตรวจเช็คสภาพยาง ว่ามีรอยปริหรือแตกลายงาหรือไม่ หากมีรอยปริแตกเกิดขึ้นที่แก้มยาง ควรรีบเปลี่ยนยาง เพราะเสี่ยงต่อยางระเบิดได้ง่ายเวลาวิ่งด้วยความเร็วสูง และวัดระดับลมยาง ที่ควรได้มาตรฐานของรถแต่ละรุ่น โดยดูจากสติกเกอร์แนะนำแรงดันลมยางบริเวณเสาด้านคนขับ หากมีผู้โดยสารเต็มคัน ต้องเพิ่มแรงดันลมยางล้อหลังตามที่ระบุด้วยเช่นกัน

ในส่วนของช่วงล่าง ใช้การฟังเสียงว่ามีเสียงกุกๆ กักๆ เวลาขับรถหรือไม่ ส่วนการเช็คโช๊คอัพว่ายังทำงานดีอยู่หรือไม่ ใช้วิธีเอามือกดลงไปที่มุมของช่วงล่างรถทั้ง 4 ด้าน จากนั้นให้ดูการยกตัวของรถ หากตัวรถยกขึ้นครั้งเดียวแล้วหยุด แสดงว่าโช๊คอัพยังทำงานดี แต่หากมีอาการเด้งขึ้นลง แสดงว่าโช๊คอัพหมดสภาพแล้ว เวลาขับ จะทำให้ยางไม่สัมผัสกับพื้นถนนนัก ควรเปลี่ยนใหม่

เช็คระบบเบรก

ซ่อมรถ

หากรู้สึกมีเสียงดังเกิดขึ้นขณะเหยียบเบรก แสดงว่าผ้าเบรกใกล้หมดหรือหมดแล้ว ควรรีบไปเปลี่ยน ก่อนที่จานเบรกจะได้รับความเสียหาย จากการโดนเหล็กกับเหล็กสีกันจนจานเบรกเป็นรอย ซึ่งอาจจะต้องเจียรจานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่

เช็คเครื่องยนต์

ซ่อมรถ

เช็คสภาพเครื่องยนต์ได้ง่ายๆโดยฟังเสียงผิดปกติของเครื่องยนต์ เครื่องยนต์สั่น เดินไม่เรียบ มีอาการสะดุด รอบตก หรือเร่งไม่ขึ้น มีควันขาวหรือควันดำออกจากท่อไอเสีย เกียร์มีอาการกระตุก หรือกระชากตอนออกตัว ทางที่ดี รีบนำรถไปให้ศูนย์บริการตรวจเช็ค เพื่อความปลอดภัย

ไส้กรองอากาศ

สุดท้ายก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมในขณะที่เดินทางไกล ดังเช่นกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำประชาชนที่ต้อง เดินทางไกลในช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย หรือไอ ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นได้เสมอทั้งในภาวะปกติและช่วงเวลาเดินทางไกล

จึงขอแนะนำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ยาอมแก้ไอมะขามป้อม ยาหม่องสมุนไพร/น้ำมันไพล ยาหอมเทพจิตร และยาดมสมุนไพร ควรพก 4 ยาสมุนไพรคู่กาย บรรเทาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น ได้แก่ ยาอมแก้ไอมะขามป้อม สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ยาหม่องสมุนไพร/น้ำมันไพล สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ยาหอมเทพจิตร สรรพคุณ แก้ลม บำรุงหัวใจ และ ยาดมสมุนไพร สรรพคุณ บรรเทาอาการวิงเวียน ช่วยให้สดชื่นผ่อนคลาย สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ขณะที่ กรมสุขภาพจิต แนะนำใช้ 3 วิธีคลายเครียด ขณะรถติดในช่วงเดินทางไปฉลองเทศกาลปีใหม่ โดยฟังเพลงที่ชื่นชอบแบบ Non-Stop ฟังวิทยุ และบิดขี้เกียจ ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อหดเกร็ง เช่น การกำมือสลับแบมือ ก้มเงยศีรษะ หันหน้าไปซ้าย-ขวา การขยับไหล่ขึ้น-ลง การนวดขมับ นวดหัวคิ้ว และสันจมูก นวดบ่าทั้ง 2 ข้าง เป็นต้น จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ และช่วยลดความเครียดลงได้

20-สิ่งทำก่อน-40

วางแผน 20 สิ่งที่คุณควรเริ่มทำก่อนที่อายุจะ 40

ทุกวันนี้คุณเคยถามตัวเองกันบ้างไหม ? ว่าคุณอยากวางแผนชีวิตในอนาคตข้างหน้าไว้อย่างไร หรือเราอยากจะเริ่มแก่ไปเป็นแบบไหน ถ้าใครที่ยังไม่เริ่มต้นมองชีวิตในระยะยาวต้องรีบวางแผนกันได้แล้วนะ และถ้าชีวิตของคุณยังขาดสีสัน ควรลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่คุณจะแก่เกินทำเรื่องอะไรพวกนี้แล้วก็ได้ ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

  1. ออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

    20-สิ่งทำก่อน-40

  2. เลิกใช้บัตรเครดิต 20-สิ่งทำก่อน-40

  3. ลองเป็นอาสาสมัคร 20-สิ่งทำก่อน-40

  4. อ่านหนังสือดีๆ 20-สิ่งทำก่อน-40

  5. ออกกำลังกาย
    20-สิ่งทำก่อน-40

  6. เล่นดนตรี

    20 สิ่งทำก่อน 40

  7. หากิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นอะดรีนาลีน เช่น เล่นเกม ปีนเขา โดดร่ม 20 สิ่งทำก่อน 40

  8. หาอะไรใหม่ๆที่ยังไม่เคยกิน และหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพทาน 20 สิ่งทำก่อน 40

  9. ปลูกต้นไม้

    20 สิ่งทำก่อน 40

  10. เรียนดำน้ำ และออกไปดำน้ำในทะเลจริงๆ 20 สิ่งทำก่อน 40

  11. เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ 

  12. ออกไปเที่ยวที่เคยอยากไปแต่ไม่ได้ไป

  13. ให้เวลากับตัวเอง

  14. เรียนหรืออบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองเคยสนใจแต่ยังไม่เคยลองเรียน

  15. ลองเรียนภาษาใหม่ๆ

  16. เล่นกีฬาที่ไม่เคยลอง

  17. พูดคุยกับครอบครัวให้มากขึ้น

  18. หาบทเรียน เพิ่มประสบการณ์ชีวิต

  19. วางแผนการเงิน

  20. คิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ทั้งดีและไม่ดี

 

ทั้ง 20 สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการบอกให้คุณได้เตรียมตัว ก่อนจะเข้าวัยที่ไม่เหมือนเดิม เตรียมทั้งเรื่องของร่างกาย จิตใจ และพร้อมจะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม

สุดท้าย เราหวังว่าอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ให้คุณได้ทำบางอย่างในชีวิตที่อาจเคยคิดจะทำแต่ไม่มีเวลา ดังนั้น ตอนนี้ล่ะ ! เริ่มเลย !  เพราะเวลามันเคยรอใคร ออกไปใช้ชีวิตให้คุ้มกันเถอะ ! อย่างให้มาคิดเสียดายทีหลังว่าทำไมตอนนั้นไม่ได้ทำ

Car-Park

ที่จอดหายาก ทางขึ้นปราบเซียน วัดใจมือใหม่หัดขับ

ปัญหาเรื่องที่จอดรถ ถือเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้วในเวลานี้ เพราะจำนวนรถในตอนนี้ มีมากกว่าที่จอดรถที่พอจะรองรับได้ ทำให้การแก่งแย่งที่จอดรถ กลายเป็นสิ่งที่คนกรุงทุกสมัยนิยมทำกัน อีกทั้งที่ดินแปลงใหญ่ๆ สำหรับสร้างตึกจอดรถในเมือง หายากมากกว่าแต่ก่อน ทำให้การออกแบบจึงต้องให้ได้ประโยชน์มากที่สุด แม้แต่ที่จอดรถ ไม่ว่าจะพื้นที่คับแคบแค่ไหน สถาปนิกก็ต้องออกแบบให้รถเข้าไปจอดได้

งานนี้เป็นการวัดใจว่า ฝืมือการขับรถของใครจะเก่งกว่ากัน รวมไปถึง ขนาดตัวรถ การกะระยะ ว่าใครจะกะได้แม่นยำและมีประสบการณ์การขับขี่มากกว่ากัน เพราะถ้าพลาดขึ้นมา ก็จะได้ริ้วรอยที่ตัวรถติดกลับไปด้วย …

Carro รวบรวม 10 สถานที่และอาคาร ที่จอดรถได้ยากที่สุด (นั่นหมายถึง การขับรถขึ้น-ลง ตึก ที่ยากลำบาก และหาที่จอดรถได้ยาก) ให้ท่านผู้อ่านได้เตรียมตัวเวลาไปใช้บริการครับ.

อาคารศรีวรจักร

อาคารศรีวรจักร

สำหรับ อาคารศรีวรจักร ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนหลวง ใกล้โรงพยาบาลกลาง ย่านวรจักร ซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นย่านที่รถติดและวุ่นวายมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขายอุปกรณ์ อะไหล่รถยนต์ ชุดแต่ง อุปกรณ์เครื่องมือช่างต่างๆ นอกจากนี้ เดินจากหลังอาคาร ยังสามารถทะลุตรอกเล็กๆ ไปถึงคลองถมได้เลย จึงสะดวกสำหรับคนที่จะมาช็อปปิ้งแถวนี้

และถือว่าเป็นอาคารปราบเซียนสำหรับนักขับมือใหม่ทั้งหลายเลยทีเดียว ทางโค้งขึ้นตึกที่แคบ ขึ้นชื่อว่าขับรถขึ้น-ลง ได้ยากที่สุด (โดยเฉพาะรถคันใหญ่ และยาว) โดยมีรอยแผลของการเบียดจากรถอยู่นับไม่ถ้วน บริเวณทางขึ้น-ลง

โรงแรมไวท์ออคิด (ปัจจุบัน โรงแรม Royal Bangkok Chinatown)

White-Orchid-Hotel-Chinatown

โรงแรมย่านใจกลางถนนเยาวราชแห่งนี้ (ปัจจุบันคือ โรงแรม Royal Bangkok Chinatown) ถือว่า เป็นตึกจอดรถที่ทางขึ้น-ลง สุดแคบ และเตี้ย โคตรปราบเซียน อีกทั้งช่องจอดทำไว้ให้จอดรถได้ 2 คัน แต่เอาจริงๆ ต้องจอดชิดกันสุดๆ ซึ่งในอาคารนี้ เกิดปัญหารถเฉี่ยวชนกันบ่อยมากๆ เรียกได้ว่าต้องกะระยะกันให้ดีๆ เลยทีเดียว

White-Orchid-Hotel-Chinatown

ภายในลานจอดรถ โรงแรม Royal Bangkok Chinatown (ขอบคุณภาพจากคุณ thaipower สมาชิก Pantip.com)

อาคารจอดรถ คลองถมพัฒนา

คลองถมพัฒนา

อาคารจอดรถคลองถมพัฒนา อยู่บริเวณถนนวรจักร ที่นี่ขึ้นชื่อของความชัน และเตี้ย (สูงเกิน 2.35 เมตร ขึ้นตึกไม่ได้) แต่จะแคบไม่เท่าอาคารศรีวรจักร ด้วยที่ความชันระหว่างทางขึ้นแต่ละชั้น มักจะมีรอยแผลของการเบียดจากรถอยู่ที่ผนังนับไม่ถ้วน

Center One อนุสาวรีย์ชัยฯ

Center-One

แม้ว่าห้าง Center One อนุสาวรีย์ชัยฯ จะอยู่ริมถนน และมีที่จอดรถอยู่ด้านหลังห้าง แถมทางเข้าซอยแคบมากๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ ทางขึ้น-ลง ลานจอดรถ และลานจอดรถที่แคบทั้งด้านข้างและด้านบน สำหรับรถสูงๆ หมดสิทธิ์เข้า แถมยังหาที่จอดรถยากอีกต่างหาก

อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง

อิมพีเรียล-เวิลด์-สำโรง

อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง เป็นอีกห้างสรรพสินค้าที่มีทางขึ้น-ลง ลานจอดรถที่แคบมาก ทำเอาบรรดามือใหม่หัดขับ หรือรถกระบะ เหนื่อยกันเลยทีเดียว แถมลานจอดรถที่นี่ ค่อนข้างมืดอีกด้วย

Texus สุกี้ เยาวราช

Texus-Suki

ด้วยความที่เป็นย่านเมืองเก่า ที่ดินสำหรับสร้างตึกจอดรถจึงค่อนข้างมีน้อย และคับแคบมาก อย่างที่ของ เท็กซัส สุกี้ ที่มีทางขึ้น-ลง ทางจอดรถที่เล็กมากๆ แถบมืดและแคบมาก ปราบเซียนมาหลายคนแล้ว โดยทางเข้านั้นห้ามรถที่สูงเกินกว่า 2 เข้าไป เรียกได้ว่ารถกระบะขนของ หมดสิทธิ์

ตึกจอดรถ ถนนตรีมิตร

ตึกจอดรถ-โอเดียน

อีกหนึ่งจุดปราบเซียนที่คนรู้จักกันไม่มากนัก นั่นคือ ตึกจอดรถ ริมถนนตรีมิตร ใกล้กับซุ้มประตูวัฒนธรรมไทย–จีน หรือวงเวียนโอเดียนเก่า เป็นตึกจอดรถที่ด้านล่างสร้างเป็นอาคารพาณิชย์สำหรับค้าขาย ด้านบนสำหรับจอดรถ ที่มีทางขึ้น-ลง ทางจอดรถที่แคบมาก

Pantip Plaza ประตูน้ำ

Pantip-Plaza-ประตูน้ำ

ห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ หลายคนบอกที่นี่ขับรถ ขึ้น-ลง ตึกจอดรถยาก ถ้าคนขับรถแบบมีประสบการณ์พอสมควร จะยากแค่ตอนขึ้นชั้น 1 มากกว่า เพราะทางเข้าแคบ และยากสำหรับรถที่โหลดเตี้ย ซึ่งที่จริงแล้ว ที่จอดรถของห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ น่ามีปัญหาเรื่องหาที่จอดรถยากมากกว่าครับ

อาคารจอดรถ Gems Tower

Gems-Tower

อาคารจอดรถ Gems Tower ถนนเจริญกรุง นี่ก็ถือว่าเป็นตึกจอดรถปราบเซียน ขึ้น-ลง ยากสุดอีกที่ ทั้ง แคบ ชัน โค้งที่แคบมากๆ มีรอยแผลฝากไว้ที่กำแพงเพียบ เหมาะสำหรับคนอยากวัดฝีมือและประสบการณ์การขับรถ

อาคารรักตะกนิษฐ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

Suan-Dusit

ถือว่าเป็นตึกจอดรถปราบเซียน ขึ้นยากสุดแล้ว ทั้ง แคบ ชัน หักศอก แถมยังเป็นกำแพงทึบ มีรถสวนอีก ดีไม่ดี อาจจะได้แผลกลับบ้านที่รถคุณด้วย ถ้าฝีมือและประสบการณ์ยังไม่ถึง

วันหยุดยาว

ใครหงุดหงิดขณะรถติดในช่วงวันหยุดยาวนี้
ลองดู 5 วิธีนี้ จะทำให้คุณผ่อนคลาย

อย่างที่ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าช่วงนี้ใกล้เทศกาลความสุขอย่างส่งท้ายปีเก่าต้อนรับรับปีใหม่ ทำให้มีวันหยุดยาวติดกันหลายวัน และหลายคนกำลังออกเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวพักผ่อน ซึ่งการออกจากรุงเทพพร้อม ๆ กัน ผลที่ตามมา แน่นอนคือ รถติด กว่าจะหลุดออกไปยังจังหวัดที่ตนเองได้วางแผนไว้ อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

วันหยุดยาว

คาร์โร จึงอยากแนะนำกิจกรรมแก้เบื่อ ที่สามารถทำฆ่าเวลาบนรถได้อย่างเพลิดเพลิน มีอะไรบ้าง ไปดูกัน !

 

1. เปิดคอนเสิร์ตในรถด้วยเพลงโปรด

วันหยุดยาว

กิจกรรมที่ง่ายแสนง่ายไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริมอะไรมากมายก็สามารถทำได้ เพียงเปิดเพลงโปรดของคุณ หรือหมุนคลื่นวิทยุหาเพลงเพราะๆ ฟัง แล้วจะฮัมหรือร้องเพลงไปพร้อมๆ กันก็ได้ รับรองว่าแค่ฟังเพลงที่ชอบ ก็ทำให้อารมณ์คุณดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

 

2. หาอะไรทานรองท้อง

วันหยุดยาว

หลายคนต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทาง ทำให้อาจละเลยอาหารเช้าไป กว่าจะถึงที่หมายคงหิวจนไส้กิ่ว ดังนั้นก่อนออกจากบ้านอาจหา ผลไม้ แซนวิช หรืออาหารที่มีประโยชน์ใส่กล่อง กินรองท้องแก้หิวขณะรถติดก็ได้นะ ยิ่งผลไม้หวานๆ กินแล้วทำให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย

 

3. ทำ Face Yoga บนรถ

Face Yoga

มาลองบริหารกล้ามเนื้อหน้าโดยการโยคะหน้า แก้เบื่อแก้เซ็งขณะรถติดกันดีกว่า จะได้ดูสวยอ่อนวัยอยู่เสมอไงล่ะ สามารถทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลย

 

4. แต่งหน้าไปเพลิน ๆ กว่าจะถึงก็สวยพอดี

วันหยุดยาว

เดี๋ยวนี้การแต่งหน้าในรถไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสำหรับสาว ๆ เพราะนอกจากจะมีคลิป How to แถมทริคแต่งหน้ายังไงไม่ให้มือสั่นออกมาเพียบแล้ว รวมถึงเช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้า ผม และพอถึงที่หมายก็ได้ดูสวยหล่อพอดี

 

5. เซลฟี่วนไป

วันหยุดยาว

พอแต่งหน้าแต่งตัวมาดูดีแล้ว ก็ต้องต่อด้วยการเซลฟี่ในรถ จะเซลฟี่เดี่ยวหรือถ่ายกับแก๊งเพื่อนหรือกับครอบครัว และหารูปอัพลงเฟซบุ้ค ไอจี อวดเพื่อนๆ ยิ่งถ้าได้รูปสวยถูกใจแล้วอยากจะแต่งสีแต่งรูปให้สวยปังกว่าเดิมก็ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาแถมเพลินสุดๆจนอาจลืมเวลาไปเลย !

วันหยุดยาว

อย่างไรก็แล้วแต่ เราขอแนะนำว่าควรทำเฉพาะเมื่อรถติดหนักๆ จนนิ่งไม่ขยับไปไหนจะดีกว่าค่ะ แล้วอย่าลืมความระมัดระวัง ไม่ประมาทในขณะขับขี่ด้วยนะคะ

Driving-License

รู้ขั้นตอน การเตรียมตัว และวิธีการสอบใบขับขี่ ง่ายๆ ไม่ยาก

Driving-License

          สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนขับรถยนต์ และคนขี่รถจักรยานยนต์ ที่ต้องมีพกติดตัวไว้ตลอดเวลาของการขับขี่ นั่นคือ “ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์” ซึ่งใบขับขี่ ก็ยังแบ่งออกเป็นได้อีกหลายๆ ประเภท รวมไปถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่สำคัญว่ามีอะไรบ้าง

สำหรับในอดีต กรมการขนส่งทางบก ยังได้มีการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพให้ แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 (ซึ่งหากใครที่มีใบขับขี่ประเภทนี้ สามารถไปเปลี่ยนบัตรเป็นแบบสมาร์ทการ์ดได้ โดย โดยไม่มีผลใดๆ) จึงทำให้มีการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคลแบบปัจจุบัน คือ มีอายุครั้งละ 5 ปี บังคับใช้ทั้งในรถยนต์ส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

ทาง Carro ขอแนะนำวิธีการสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ทุกท่านได้อ่านและปฏิบัติกันครับ.

Driving-License

เริ่มแรก ไปทำใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งใกล้บ้านท่าน …

*สำหรับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล มี 5 พื้นที่ ได้แก่

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร)
โทร. 02-271-8888 ต่อ 4201-4 หรือ 1584

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 (ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล)
โทร. 02-415-7337 ต่อ 204-205

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 (ถ.สวนผัก ตลิ่งชัน)
โทร. 02-433-4773

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 (ถ.สุขุมวิท ตรงข้าม ซ.สุขุมวิท 62/1)
โทร. 02-333-0035

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 (ถ.สุวินทวงศ์ หนองจอก)
โทร. 02-543-5512

ผู้ที่ภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา หรือกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งเขตใดเขตหนึ่งก็ได้ (เพราะมีระบบออนไลน์ถึงกันหมด) สามารถค้นหารายละเอียดได้ที่ http://www.dlt.go.th

หรือ สอบใบขับขี่กับโรงเรียนสอนขับรถของเอกชน ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก

Driving-License

1. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว (2 ปี)

– ผู้ขอทำใบขับขี่รถยนต์ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
– ผู้ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 90 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
– เป็นผู้ที่ไม่มีร่างกายบกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก เป็นต้น

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
3. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

จากนั้น ทำการยื่นคำขอพร้อมหลักฐานเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงทะเบียนรับ เสร็จแล้วรับคืนเอกสารฉบับจริง

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรทางบก เครื่องหมายพื้นทาง ป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ มารยาทและจิตสำนึก เทคนิคขับรถให้ปลอดภัย บำรุงรักษารถ การรับรู้สถานการณ์อันตรายและรูปภาพจราจรต่างๆ
3. สอบภาคทฤษฏี (ทดสอบข้อเขียน) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (E-Exam) ซึ้งต้องผ่าน 90% จำนวนข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ต้องให้ได้ 45 ขึ้นขึ้นไป ดูรายละเอียดได้ใน Link นี้ – http://apps.dlt.go.th/e_exam/
4. สอบภาคปฏิบัติ (ทดสอบขับรถ) ตามชนิดใบขับขี่ (รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว)
5. เสียค่าธรรมเนียมกรณีสอบผ่านทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ (รถยนต์ชั่วคราว 2 ปี 205 บาท รถจักรยานยนต์ชั่วคราว 2 ปี 105 บาท)
6. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

Driving-License

2. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

ผู้ที่ขอทำใบขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปี เป็นผู้ที่ได้รับใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และสามารถยื่นก่อนใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 60 วัน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

1. ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี ที่ยังไม่หมดอายุ
2. สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี จำนวน 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชน
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
5. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
3. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีเอกสารหลักฐานประกอบ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและทดสอบข้อเขียน ผ่านตามเกณฑ์ จึงสามารถรับใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปีได้
**แต่ถ้าใบอนุญาตขับขี่ชนิดชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 3 ปี ต้องเข้ารับการอบรม ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถด้วย เหมือนกรณีมาขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

Driving-License

3. การต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

การต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ชนิด 5 ปี มาเป็น 5 ปี สามารถยื่นก่อนใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 3 เดือน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเดิม แล้วแต่กรณี
2. บัตรประจำตัวประชาชน

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรม 1 ชั่วโมง
3. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
4. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการสอบข้อเขียน
**กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 3 ปี ต้องทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถ

Sign

เป็นไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดที่ทาง Carro นำมาให้ได้ศึกษากัน ในส่วนของใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิดที่ 2,3 และ 4 (รถบรรทุก รถพ่วง) ทางเราจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

ก้าวคนละก้าว

อยากรู้ว่าด้วยระยะทาง 2,191 กม. ที่พี่ตูนวิ่งสามารถพาเราไปที่ไหนได้บ้าง ?

อย่างที่รู้กันว่าวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2017 เป็นวันที่ พี่ตูน หรือ ตูน บอดี้สแลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย จะวิ่งถึงอำเภอแม่สายได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ จากสุดเขตแดนใต้ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไปจนถึง เหนือสุดแดนสยาม อำเภอแม่สาย จังหวัด เชียงราย ด้วยระยะทางทั้งหมด 2,191 กม. และได้ทำยอดบริจาคทะลุเป้าหมายมากกว่า 1 พันกว่าหลายบาท

ด้วยระยะทางที่พี่ตูนสามารถวิ่งได้ขนาดนี้ ทำให้ คาร์โร จึงอยากลองค้นหาสถานที่ที่เราสามารถเดินทางไปนั้น ไปที่ไหนในโลกนี้ได้บ้าง ด้วยจุดเริ่มต้นจากกรุงเทพ ถ้าอยากรู้แล้ว ไปเริ่มกันเลย

 

กรุงเทพ-ประเทศสิงคโปร์

merlion

ด้วยระยะการวิ่งของพี่ตูน บอดี้สแลม ทำให้สามารถพาเราไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสิงคโปร์ เป็นระยะทางเพียงแค่ 1,836 กิโลเมตรเท่านั้น ถ้าเอามาลบกับจำนวนที่พี่ตูนวิ่งได้ 2,191 กม. ยังห่างถึง 355 กม.

 

กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเชีย

กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเชีย

สัญลักษณ์ยุคใหม่ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก คงหนีไม่พ้นตึกแฝดเปโตรนาสอย่างแน่นอน และถ้าหากเดินทางด้วยรถยนต์ จากกรุงเทพไปเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเชีย เป็นระยะทางเพียงโดยประมาณ 1,473 กิโลเมตร ซึ่งถ้าเอามาลบกับจำนวนที่พี่ตูนวิ่งได้ 2,191 กม. ยังห่างถึง 718 กม.

 

กรุงเทพ-ฮานอย ประเทศเวียดนาม

ฮานอย เวียดนาม

กรุงฮานอย ถูกสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1010 (พ.ศ. 1553) และเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไต้เวียด ก่อนที่จะใช้เมืองเว้ในช่วงราชวงศ์เหงียน และกลับมาใช้ฮานอยเป็นเมืองหลวงอีกครั้งในยุคที่เป็นอาณานิคมฝรั่งเศส หลัง ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) เป็นต้นไป ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่า ฮานอยเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด เป็นเมืองหลวงเวียดนามเกือบพันปีเลยทีเดียว

ดังนั้น ถ้าเราจะเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถยนต์ไปเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเชียนี้ เป็นระยะทางเพียงโดยประมาณ 1,320 กิโลเมตร ซึ่งถ้าเอามาลบกับจำนวนที่พี่ตูนวิ่งได้ 2,191 กม. ยังเหลือ 871 กม.เลยทีเดียว

ไม่น่าเชื่อว่าพี่ตูนสามารถวิ่งไปจนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ด้วยระยะทาง 2,191 กม. เพราะระยะขนาดนี้สามารถไปต่างประเทศได้สบายเลย

อย่างไรก็ตาม ได้จบการวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศแล้ว แต่หวังว่าสิ่งที่พี่ตูนทำจะทำให้ใครหลายๆคนได้เริ่มต้นทำอะไรเพื่อตัวเอง และสังคมไม่มากก็น้อยนะคะ

เคาท์ดาวน์-กรุงเทพฯ

เคาท์ดาวน์ง่ายๆในกรุงเทพ ไม่ต้องออกเดินทางไกลให้ลำบาก

ใกล้ถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่เคาท์ดาวน์อยู่ คาร์โร ขอเสนองานเคาท์ดาวน์ที่มีศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดงกันอย่างคับคั่ง รวมถึงร้านอาหารสไตล์ Rooftop และร้านอาหารริมน้ำ พร้อมมองพลุหลากสีสันที่ยิงขึ้นฟ้าด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติก ไม่ต้องไปต่างจังหวัดหรือที่ไหนให้ลำบาก เพราะที่เที่ยวสำหรับเคาท์ดาวน์ในกรุงเทพฯ มีมากมายให้เลือก ตามไปดูกันเลย

1.ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) Central-World

ที่เที่ยวสุดฮิตที่คนกรุงเทพหลายคนเลือกไปเคาท์ดาวน์อยู่ทุกๆปี ณ ลานด้านหน้าห้างศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะมีการจัดแสดงที่อลังการ โดยจัดแสดงพลุ ดอกไม้ไฟ และคุณสนุกไปกับเหล่าดารา ศิลปินชื่อดังมากมายที่มาร้องเพลงร่วมส่งท้ายปีเก่าไปกับคุณ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่: Central World

2. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เอเชียทีค

ถ้าคุณกำลังหาสถานที่เคาท์ดาวน์ในกรุงเทพ บวกกับบรรยากาศสุดโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เอเชียทีค เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวที่เหมาะมากเลยทีเดียว และปีนี้ยังมาในคอนเซ็ปต์ย้อนยุค ด้วยการจัดศิลปินชื่อดังยุค 90’s มาแสดงโชว์ทำให้คุณหวนนึกถึงอดีตอีกครั้ง หรือคุณจะเลือกขึ้นไปรับลมชิลๆ บนชิงช้าสวรรค์ยักษ์ เพื่อชมทัศนียภาพมุมสูงก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่: Asiatique

3. Centerpoint of Siam Square สยาม

สถานที่ที่เหล่าวัยรุ่นมักรวมตัวกันจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากสยาม และลาน Centerpoint ของ Siam Square ได้จัดงาน  ‘Warm Up Countdown Party 2018’ ด้วยธีม Pink Cloud Party ให้หนุ่มสาวสวมใส่ pink item สุดชิค อีกทั้งยังมีวงดนตรีน้องใหม่จากเวทีประกวด Hot Wave แล้วไปกรี๊ดสุดเสียงกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินสุดฮอต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่: Centerpoint of Siam Square

4. ล่องเรือดินเนอร์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

ล่องเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยาขอบคุณภาพจาก thailovetrip.comใครที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเคาท์ดาวน์บนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาแบบโรแมนติก แนะนำให้ใช้บริการล่องเรือบนแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อดื่มด่ำกับอีกหนึ่งบรรยากาศของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน พร้อมกับอาหารที่คลุกเคลาไปกับดนตรีอันไพเราะ ซึ่งยังเหมาะสำหรับพาครอบครัว เพื่อน และคนรักมาร่วมเอ็นจอยนาทีแห่งความสุขร่วมกัน แถมยังจะได้ชมพลุสวยๆ บนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาไม่ต้องกลัวใครบังอีกด้วย และเดี๋ยวนี้มีหลายบริษัทให้ที่บริการนำเที่ยวล่องเรือบนแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น Loy Nava, Chaophraya Cruise, Thai River Cruise ฯลฯ หากอยากไปเคาท์ดาวน์บนเรือในคืนสิ้นปี ก็อาจจะต้องจองล่วงหน้ากันหน่อยเนอะ

5. The Speakeasy, Rooftop at Hotel Muse Bangkok

The Speakeasy, Rooftop at Hotel Muse Bangkok

ตั้งอยู่บนชั้น 24 และ 25 เป็นดินแดนแห่งความสุขอันหรูหราบนยอดตึกของ โฮเต็ล มิวส์ แบงค์คอค หลังสวน (Hotel Muse Bangkok) โดยมีดนตรีแจ๊สคอยขับกล่อมภายใต้บรรยากาศที่ดูลึกลับน่าค้นหา เชิญชวนให้ทุกคนเอนกายผ่อนคลายความเหนื่อยล้า นอนชมพลุที่จุดเฉลิมฉลองสู่ปี 2016 โดยมีเครื่องดื่มและอาหารหลากชนิดให้เลือกสั่ง

6. Red Sky, Rooftop at Centara Grand Red Sky

ตั้งอยู่ที่ชั้น 56 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นร้าน Rooftop ที่อยู่สูงมาก ใกล้ชิดกับท้องฟ้าสุดๆ เหมาะสำหรับให้คุณพาคนรักไปเคาท์ดาวน์ และได้ชื่นชมความงดงามของพลุได้อย่างเต็มตา พร้อมกับเห็นวิวกรุงเทพแบบ 360 องศา รวมทั้งดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดโรแมนติก เครื่องดื่มที่ถูกใจ คลอเคล้าด้วยเสียงดนตรีเบาๆ รับรองว่าเคาท์ดาวน์ที่นี้ฟินไปทั้งปี

 

7. Jham-Jun Phranakorn Rooftop Bar & Bistro
Jham-Jun Phranakorn Rooftop Bar & Bistroขอบคุณภาพจาก fortvilleguesthouse

สำหรับใครที่ชอบที่เที่ยวร้านสไตล์ Rooftop ร้าน Jham Jun ณ ถนนพระอาทิตย์ ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะด้วยบรรยากาศร้านสามารถมองวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพได้อย่างกว้างไกล

อีกทั้งยังเป็นแหล่งแฮงเอาท์กับเพื่อนๆ ได้อย่างชิลๆ ซึ่งทางร้านก็มีเมนูและเครื่องดื่มให้เลือกมากมาย บวกกับมีราคาที่ไม่แพงเหมาะสำหรับวัยทำงาน นักศึกษามาเคาท์ดาวน์ได้อย่างสบายกระเป๋า

Hyundai-H-1-Starex

ปรับโฉมครั้งใหญ่ สวย หรู น่าใช้มากยิ่งขึ้น

Hyundai-H-1

Hyundai H-1 (ฮุนได เอช-วัน) หรือ Grand Starex (แกรนด์ สตาร์เร็กซ์) แม้ว่าโฉมนี้จะผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี 2007 แล้ว แต่ก็ยังคงขายได้เรื่อยๆ ในหลายประเทศ ด้วยคุณสมบัติที่มากมาย ราคาที่ไม่แพงนักเมื่อเทียบกับรถประเภทเดียวกันยี่ห้ออื่น แถมคู่แข่งในตลาดก็มีไม่กี่เจ้า อย่างในประเทศไทย Hyundai H-1 ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้กับ ฮุนได มาตลอด 10 ปี ที่กลับเข้ามาทำตลาดในไทยอีกครั้ง

Hyundai-H-1

Hyundai Grand Starex เวอร์ชั่นเกาหลี ถึงเวลาไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง ด้านหน้าปรับโฉมต่างไปจากเดิมมาก ด้วยไฟหน้าทรงเหลี่ยม กระจังหน้าโครเมียมดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าใหม่ ล้อแม็กลายใหม่ โดยในรุ่น Top ใช้ชุดไฟท้ายแบบ LED และล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว ให้ความหรูหราสง่างามมากยิ่งขึ้น

Hyundai-H-1

Hyundai-H-1

มิติตัวถังยาว 5,150 มม. กว้าง 1,920 มม. สูง 1,925 มม. ระยะฐานล้อ 3,200 มม.

Hyundai-H-1-Interior Hyundai-H-1-Interior

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนชุดคอนโซลหน้าใหม่หมด พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน หัวเกียร์ออกแบบใหม่ มีระบบ Infotainment ขนาด 8 นิ้ว หน้าจอทัชสกรีน อยู่กึ่งกลางคอนโซล และติดตั้งระบบแอร์ดิจิตอล พร้อมระบบถุงลมนิรภัยคู่หน้า และด้านข้าง

Hyundai-H-1

ขุมพลังเป็นแบบดีเซลขนาด 2.5 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว CRDi ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที (ในรุ่นเกียร์ธรรมดา) และ 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที (ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ) แรงบิดสูงสุด 36.0 กก.-ม. ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที (ในรุ่นเกียร์ธรรมดา) และ 46.0 กก.-ม. ที่ 2,000-2,250 รอบ/นาที (ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 9.4 กม./ลิตร (ในรุ่น 2WD) และ 8.9 กม./ลิตร (ในรุ่น 4WD)

ในตลาดเกาหลีใต้สามารถเลือกห้องโดยสารภายในได้ถึง 5 แบบ เช่น 3 ที่นั่ง, 5 ที่นั่ง, 9 ที่นั่ง, 11 ที่นั่ง และ 12 ที่นั่ง

Hyundai-H-1

ส่วนในตลาดบ้านเรา คงต้องรอดูในปีหน้านี้ ว่าทางอินโดนีเซีย ผู้ผลิต Hyundai H-1 / Grand Starex ส่งให้กับไทย จะเปิดตัวและพร้อมส่งออกกันเมื่อไหร่ครับ

ส่วนใครที่สนใจ Hyundai H-1 / Grand Starex มือสอง สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://th.carro.co/buycar/Hyundai หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ใน Fanpage “Carro Thailand” ครับผม

Carro-10-Secondhand-Car-Not-Over-100000

รถถูก รถดี ทนทาน ประหยัด มีซ่อมบ้างตามอายุ
แต่ก็ถือว่าคุ้ม สำหรับคนมีงบไม่ถึง 1 แสนบาท

รวม 10 รถมือสองน่าใช้ ในงบประมาณไม่เกิน 1 แสนบาท เน้นแข็งแรงทนทาน บำรุงรักษาง่าย เสียขึ้นมาช่างข้างถนนก็ซ่อมได้ อะไหล่มีเพียบทั้งของแท้ของเก่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถมือสองราคาประหยัดไว้ใช้งาน

สำหรับ 10 รถมือสองที่ทาง Carro นำมาแนะนำนั้น ทั้งหมดเป็นรถตลาดยอดนิยมในยุค 90 ที่กาลเวลาได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นรถที่แข็งแรง ทนทาน แม้ว่า! จะมีเสียและต้องซ่อมตามกาลเวลา แต่อะไหล่ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย รวมไปถึงช่างซ่อมทั่วไปก็สามารถซ่อมได้ มีเทคนิคและกลไกไฟฟ้าต่างๆ ไม่สลับซับซ้อนมากนัก เรียกได้ว่า ถึงจะเป็นรถเก่า แต่ก็ยังน่าใช้ หากดูแลรักษาดีๆ ก็ใช้งานได้ทุกวันอย่างไม่ขวยเขิน

Carro ขอแนะนำ 10 รถมือสองในงบไม่เกิน 1 แสนบาท ตามรายการด้านล่างครับผม

1. Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง” รุ่นปี 1992-1996

Toyota-Corolla-สามห่วง

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปี 2537) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น และแท็กซี่เองก็นิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด

2. Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Toyota-Corolla-ตองหนึ่ง

Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” (อัลติส) และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” (ไฮทอร์ค) ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น ซึ่งการที่รถรุ่นนี้เคยถูกนำไปเป็นแท็กซี่ อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด อาจจะเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.6 GXi, 1.6 SE.G หรือ 1.8 SE.G เป็นต้น เพราะจะได้ออพชั่นมากกว่า

3. Toyota Soluna (AL50) รุ่นปี 1997-2002

Toyota-Soluna

Toyota Soluna เป็นรถยนต์รุ่นเล็กสุดของค่ายโตโยต้าในสมัยนั้น เปิดตัวในเดือนมกราคม 2540 และสร้างยอดขายที่ถล่มทลายได้ในเพียงเวลาสั้นๆ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE ที่ยกมาจากใน Corolla

ในเดือนพฤษภาคม 2541 Soluna ยังมีรุ่นพิเศษที่สร้างความฮืฮฮาด้วย “Soluna Special Version” (โซลูน่า สเปเชี่ยล เวอร์ชั่น) มีชื่อเป็นภาษาไทยและเลขไทย ติดที่ฝากระโปรงหลัง เป็นรุ่นแรกในโลกของรถโตโยต้า ที่ติดชื่อรุ่นรถและตัวเลขเครื่องยนต์เป็นภาษาท้องถิ่น

หลังจากปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 ปรับหน้าตาใหม่ กันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ หรือที่บรรดาเต็นท์รถมือสองเรียกกันว่า “ไฟท้ายหยดน้ำ” เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด แต่ควรเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.5 GLi หรือ 1.5E และ 1,5G ในโฉมไฟท้ายหยดน้ำ เพราะจะได้ออพชั่นเยอะกว่ารุ่นล่างๆ

4. Toyota Corona (AT190/AT191) “ท้ายโด่ง” รุ่นปี 1993-1996 (Exsior รุ่นปี 1996-1999)

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) โฉมนี้เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2536 โดยช่วงวันแถลงข่าวเปิดตัวนั้น เป็นรถรุ่นแรกที่ลงทุนถ่ายทอดสดออก TV ช่อง 3 ด้วย! มาพร้อมรูปทรงอ้วนกลมน่ารัก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE ก่อนจะปรับโฉมกันอีกครั้ง

ในปี 2539 จึงได้เพิ่มรุ่น Exsior (เอ็กซิเออร์) ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมกับเปลี่ยนชุดแผงคอนโซลภายในใหม่ ที่ยกชุดมาจาก Corona Premio เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ติดตั้งระบบเบรก ABS และ Airbag ด้านคนขับเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น ซึ่งในเวลานั้น มีเพียงรถนำเข้าเท่านั้นที่จะมีความปลอดภัยดังกล่าวนี้ เหมาะสำหรับใครที่อยากได้รถคันใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่มีเครื่องยนต์ที่ทนทาน ห้องโดยสารกว้างขวาง

5. Nissan Sunny (B14) รุ่นปี 1995-2000

Nissan-Sunny

Nissan Sunny (นิสสัน ซันนี่) (B14) ก็ถือเป็นรถมือสองอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เปิดตัวในบ้านเราในช่วงประมาณกลางๆ ปี 2537 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15DE 110 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DE 120 แรงม้า …

ในเดือนตุลาคม 2539 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ มีการปรับลดแรงม้าเครื่องยนต์ตามกฎหมายมลภาวะ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15DNE 105 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DNE 110 แรงม้า

รถรุ่นนี้อะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ทนทาน ใช้โซ่ราวลิ้น ทนทานตลอดอายุการใช้งาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ชิ้นส่วนหลายชิ้นสามารถใช้ร่วมกับรุ่น NV, Sentra (ฺB13) หรือ NX 2 ประตูได้ หากคุณจะซื้อรถรุ่นนี้ ควรเลือกรุ่นปี 2540 ขึ้นไป (ที่เป็นไฟท้าย 2 ชั้น หรือรุ่นสุดท้าย ไฟท้าย 3 ชั้น มีเบาะหนังแท้ ดูหรูหรา) จะไม่มีปัญหาเรื่องหลังคาผุ เหมือนกับโฉมแรก

6. Nissan NV Van (Y10) รุ่นปี 1993-1996

Nissan-NV

ยุคที่ สยามกลการ คิดจะสร้าง “รถยนต์แห่งชาติ” (New Value Project “NV”) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก นิสสัน มอเตอร์ แห่งญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยอิงกับรุ่น AD Van และ AD Resort ที่ขายในญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ … ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน 2536

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DS 95 แรงม้า เป็นรถแวกอนที่ได้รับนิยมมากพอสมควรในยุคนั้น และถือเป็นรถที่อเนกประสงค์ เบาะหลังปรับพับเอนนอนได้ด้วย ขนของก็ดี มีทำแท็กซี่ก็เยอะ

รถรุ่นนี้อะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ทนทาน ใช้โซ่ราวลิ้น ทนทานตลอดอายุการใช้งาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ชิ้นส่วนหลายชิ้นสามารถใช้ร่วมกับรุ่น Sunny, Sentra หรือ NX 2 ประตูได้ หากคุณจะซื้อรถรุ่นนี้ ควรเลือกรุ่น 1.6 SGX เพราะจะได้ออพชั่นที่มากกว่ารุ่น 1.6 SLX เยอะเลยล่ะครับ และอย่าเลือกรถคันที่เคยเป็นแท็กซี่มาก่อน

7. Honda City รุ่นปี 1996-2002

Honda-City

รถอีกหนึ่งรุ่นของฮอนด้า ที่พัฒนามาเพื่อตอบรับตลาดในแถบนี้โดยเฉพาะ สำหรับ “Honda City” (ฮอนด้า ซิตี้) เวอร์ชั่นรถเก๋ง 4 ประตู เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนเมษายน 2539 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร ต่อมาในปี 2540 เพิ่มรุ่น “City S” มาพร้อมอุปกรณ์มามตรฐานที่มากขึ้น และมี “City R” ใส่ชุดแต่งทั้งคัน ออกมาในเดือนธันวาคม 2540

ด้วยยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า ในปี 2541 City จึงต้องออกรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร HYPER 105 แรงม้า ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับคู่แข่ง และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน ตกแต่งภายในให้ดูหรูหราขึ้น มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ในปี 2542 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์เป็น “City Type Z” เครื่องยนต์เพิ่มเทคโนโลยี “LEV” (Low Emission Vehicle) ลดปริมาณไอเสียให้ได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ในรุ่น VTEC ทำให้แรงม้าขึ้นมาจากเดิมเป็น 115 แรงม้า

หากใครสนใจ City รุ่นนี้ ขอแนะนำให้เลือกในรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร หรือ 1.5 ลิตร VTEC เพราะได้ขุมพลังที่แรงกว่า มีออพชั่นมากกว่า และควรเลือกในรุ่น EXi หรือ VTi ครับ

8. Honda Civic (EK) “ตาโต” รุ่นปี 1995-2000

Honda-Civic

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) รหัสรุ่น EK ได้ฤกษ์เปิดตัวในบ้านเราเมื่อ 31 ตุลาคม 2538 ที่มีรูปโฉมสวยสะดุดตา ต่างจากคู่แข่ง ไฟหน้าทรงกลมโต จึงได้ฉายาจากพ่อค้ารถมือสองว่ารุ่น “ตาโต” มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร VTEC 127 แรงม้า แถมยังมีรุ่น 2 ประตู Coupe (EJ) ตามมาเสริมทัพอีกด้วย ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ

เมื่อปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 ฮอนด้าได้เพิ่มเทคโนโลยี “LEV” (Low Emission Vehicle) ลดปริมาณไอเสียให้ได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ในรุ่น VTEC พร้อมกับเพิ่มรุ่น 1.8 Si มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส B18B 145 แรงม้า (ตัวนี้รถหายากหน่อย)

หากใครสนใจ Civic รุ่นนี้ ขอแนะนำให้เลือกในรุ่นที่เป็นเครื่อง VTEC ครับ จะเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติก็ได้ เพราะมีออพชั่นที่มากหน่อย และถ้าได้รุ่นที่มีระบบเบรก ABS พร้อมถุงลมนิรภัยด้านคนขับด้วย ก็จะดีครับ

9. Mitsubishi Lancer “ท้ายเบนซ์” รุ่นปี 1996-2001

Mitsubishi-Lancer

Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) รุ่น “ท้ายเบนซ์” นี้ เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนกันยายน 2539 ด้วยการพลิกโฉมใหม่ทั้งคัน ดีไซน์ใหม่หมด ชูจุดเด่นด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Invecs-II มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 4G15 และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 4G93 ให้เลือก …

พอในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ จึงตัดรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ออก และเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4G92 113 แรงม้า เข้ามาแทน ชูจุดเด่นด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Invecs-II Sportronic เพิ่มระบบ + – เข้ามา เปลี่ยนเกียร์แบบเกียร์ธรรมดาได้ และในรุ่นท้ายสุด “F Style” เปิดตัวในปี 2543 ตกแต่งให้หรูหราขึ้น ชุดฝากระโปรงท้าย หยิบยืมมาจากรุ่น Mirage มาใส่ …

หากใครสนใจ Lancer รุ่นนี้ ขอแนะนำให้เลือกในรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร หรือ 1.8 ลิตร ครับ เพราะได้ขุมพลังที่แรงกว่า มีออพชั่นมากกว่า แต่ถ้าชอบประหยัด ก็เลือกรุ่น 1.5 ลิตร ก็ได้เช่นกันครับ

10. Mazda 323 (BH) รุ่นปี 1994-1999

Mazda-323

แม้ว่า Mazda 323 (มาสด้า 323) อาจจะเป็นรถนอกสายตาสำหรับใครหลายๆ คน แต่รุ่นนี้ ก็ถือเป็นรถที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง ช่วงล่างที่เกาะถนน วัสดุภายในดูดี และเป็นคู่แฝดกับ Ford Laser ในเวลานั้น เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2537 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร ที่ในตอนนี้ มีราคาที่ถูกมาก (เริ่มต้นไม่ถึง 5 หมื่นบาท ก็หารถรุ่นนี้มาเล่นได้แล้วครับ)

ข้อสำคัญ … ก่อนจะเลือกซื้อรถมือสอง ควรดูสภาพรถทั้งภายนอกและภายใน ทางที่ดีควรเป็นของเดิมๆ หรือสภาพไม่ช้ำ และควรเลี่ยงคันที่เคยทำเป็นรถแท็กซี่มาก่อน เพราะเป็นรถที่ใช้มาหนักกว่ารถบ้านทั่วไป