10-Footballer-Cars-In-World-Cup-2018

รถซูเปอร์คาร์ กับ นักเตะบอลโลก เป็นของคู่กัน …

Ronaldo-Hilux-Vigo-Champ

ขึ้นชื่อว่าเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว ย่อมมีทั้งชื่อเสียง บารมี รวมไปถึงเงินทองที่ไหลมาเทมามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นสัญญาแต่ละครั้ง หรือการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาต่างๆ …

ซึ่งหากเป็นนักบอลที่ดังระดับไปบอลโลก 2018 (World Cup 2018) ด้วยแล้วนั้น หลายคนมีรายได้ที่ไม่ธรรมดา เช่น ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) ที่มีรายได้รวมต่อปีมากถึง 3,663 ล้านบาท โดย “รถยนต์” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหล่านักฟุตบอลดังๆ ชื่นชอบ และสะสมกันไว้ในคอลเลกชั่น

Carro ขอนำเสนอ 10 รถยนต์สุดแพง ของนักเตะบอลโลก 2018 (World Cup 2018) ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

Linoel Messi

Audi-R8

Linoel Messi (ลิโอเนล เมสซี่) นักฟุตบอลเชื้อสายอาร์เจนตินา ที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก 4 สมัย ปัจจุบันเป็นกองหน้าสังกัดทีมบาร์เซโลนา ที่ลงเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนตินา ในฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ มีรถยนต์สะสมอยู่ประมาณ 10 คันได้ ตั้งแต่ Ferrari, Audi, Maserati, Dodge, Mini หรือแม้กระทั่ง Toyota Prius ก็ตาม

รถคันโปรดของ Linoel Messi คงต้องยกให้ Audi R8 (ออดี้ อาร์8) และ Pagani Zonda Roadster (พากานิ ซอนด้า โรดสเตอร์) ครับ

Cristiano Ronaldo

Bugatti-Chiron-Cristiano-Ronaldo

Cristiano Ronaldo (คริสเตียโน่ โรนัลโด้) ปัจจุบันสังกัดอยู่กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดในลาลีกา เล่นในตำแหน่งกองหน้าและเป็นกัปตันทีม ของ ฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ มีคอลเลกชั่นรถยนต์ที่สะสมไว้นับพันล้านบาท และถ้าใครจำกันได้ เขาคนนี้คือพรีเซ็นเตอร์ของ Toyota Hilux Vigo Champ (ในปี 2554-2555) ด้วยนะครับ

ส่วนรถคันโปรดของ Cristiano Ronaldo แน่นอน คือ Buggati Chiron (บูกัตติ ชีรอน) มูลค่า 2.2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 99 ล้านบาท ซึ่งไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของโรนัลโด้ร่วงแต่ประการใด

Neymar Junior

Audi-R8-Spyder

Neymar (Neymar da Silva Santus Junior) (เนย์มาร์) เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล ปัจจุบันเล่นให้กับปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง และฟุตบอลทีมชาติบราซิลในตำแหน่งกองหน้า ถือเป็นแข้งระดับตำนานของ “ทีมชาติบราซิล” เลยทีเดียว ในฟุตบอลโลก 2018 และก่อนหน้านั้น เขาคนนี้คือพรีเซ็นเตอร์ของ Toyota Hilux Vigo Champ (ในปี 2557) ด้วยเช่นกัน

ส่วนรถคันโปรดของ Neymar มีหลายคัน แต่คันที่ถือว่าเด็ดดวง คงต้องยกให้ Maserati MC12 ที่ออกมาตั้งแต่ในปี 2004 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 คันเท่านั้น และรถคันโปรดคันหนึ่ง ก็คงจะเป็น Audi R8 Spyder (ออดี้ อาร์8 สไปเดอร์)

Paul Pogba

Rolls-Royce-Wraith

นักเตะคีย์แมนฟุตบอลโลก 2018 อย่าง Paul Pogba (พอล ป๊อกบา) เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติฝรั่งเศส ในตำแหน่งกองกลาง ฟุตบอลโลก 2018

ส่วนรถคันโปรดของ Paul Pogba มีหลายคัน แต่คันล่าสุดที่เพิ่งซื้อเมื่อต้นปีอย่าง Rolls Royce Wraith (โรลส์-รอยซ์ เรธ) สีดำ มูลค่ากว่า 250,000 ปอนด์ ที่คิดว่าป่านนี้ เจ้าตัวยังคงเห่ออยู่

Harry Kane

Jaguar-F-Pace

Harry Kane (แฮร์รี เอ็ดเวิร์ด เคน) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ กัปตันทีมชาติอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับทอตนัมฮอตสเปอร์ และทีมชาติอังกฤษ ในตำแหน่งกองหน้า ในฟุตบอลโลก 2018 ได้ชื่อว่าเป็นดาวซัลโวจากสเปอร์ส และยังเป็นนักฟุตบอลอังกฤษในประวัติศาสตร์คนที่ 3 ที่สามารถทำแฮททริกได้ในฟุตบอลโลก

ส่วนรถแต่ละคันที่ Harry Kane ใช้ ล้วนเป็นแบรนด์อังกฤษทั้งสิ้น (แม้ปัจจุบัน เจ้าของแบรนด์เหล่านี้ จะไม่ใช่ของอังกฤษแล้วก็ตาม) อาทิ Jaguar F-Pace (ถือเป็นรถคันโปรดเลย คันนี้), Range Rover, Bentley Continental Super Sports และ Vauxhall Corsa VXR เป็นต้น

James Rodriguez

Audi-Q7

James Rodriguez (ฮาเมส โรดริเกซ) เป็นนักฟุตบอลชาวโคลอมเบีย ปัจจุบันเล่นให้กับบาเยิร์นมิวนิก โดยยืมตัวมาจากเรอัลมาดริด และติดทีมชาติโคลอมเบีย ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้

รถที่ James Rodriguez ใช้งานอยู่ตอนนี้ ได้แก่ Audi Q7 (ออดี้ คิว7)

Mohammed Salah

Mercedes-Benz-GLE-Coupe

Mohammed Salah (โมฮาเหม็ด ซาลาห์) เป็นนักฟุตบอลชาวอียิปต์ ปัจจุบันเล่นให้กับลิเวอร์พูล และทีมชาติอียิปต์ ในตำแหน่งกองหน้า ของศึกฟุตบอลโลก 2018 แถมยังเป็นคนที่ช่วยให้ อียิปต์ ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่รัสเซีย ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1990

รถคันโปรดของ Mohammed Salah ต้องยกให้ Mercedes-Benz GLE Coupe (เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี คูเป้)

Sergio Ramos

Audi-R8-Spyder

Sergio Ramos (เซร์ฆิโอ ราโมส) ปราการหลังคนดังของทีมชาติสเปน และเป็นกองหลังอันดับ 1 ของโลก ที่มีใบแดงกับใบเหลืองมากที่สุด ได้ลงลุยในชุดศึกฟุตบอลโลก 2018

สำหรับรถคันโปรดของ Sergio Ramos ต้องยกให้ Audi R8 Spyder (ออดี้ อาร์8 สไปเดอร์) อีกคัน

Kevin De Bruyne

Mercedes-Benz-G-63-AMG-Crazy-Color-Edition

ภาพจาก Autogespot

Kevin De Bruyne (เควิน เดอ บรูย์น) เป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยียม ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี และทีมชาติเบลเยียมในตำแหน่งกองกลางตัวรุก หรือปีก ในศึกฟุตบอลโลก 2018

รถคันโปรดของ Kevin De Bruyne นั่นคือ Mercedes-Benz G63 AMG Crazy Color Edition รุ่นพิเศษในราคาแพงสมฐานะ

Philippe Coutinho

Porsche-Macan

Philippe Coutinho (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่) เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล ปัจจุบันเล่นให้กับบาร์เซโลนา และทีมชาติบราซิล ในตำแหน่งกองกลางตัวรุก หรือปีก ในศึกฟุตบอลโลก 2018

รถคันโปรดของ Kevin De Bruyne ต้องยกให้ Porsche Macan (ปอร์เช่ มาคันน์) ที่ใช้ตั้งแต่ตอนอยู่กับสโมสรลิเวอร์พลู ที่อังกฤษ

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Carkeys

Choose-Car-For-Senior-People

ผู้สูงอายุ ควรเลือกรถยนต์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง จะได้มีความสุขในการขับขี่ และไม่เป็นภาระทางการเงินมาก

Choose-Car-For-Senior-People

คนเราทุกคน เกิดมาก็ต้องแก่ เป็นเรื่องธรรมดาโลก ไม่มีใครที่จะปฏิเสธความแก่ได้ …

วัยเกษียณอายุ หลายคนใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่า เจอเรื่องราวต่างๆ มามากมายนับไม่ถ้วน หลายคน พอเกษียณอายุแล้ว ก็อยากจะใช้ชีวิตท่องเที่ยว พักผ่อน เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน เข้าวัดทำบุญ เจอเพื่อนฝูงเก่าๆ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ให้มีความเหงาเข้ามาในชีวิต

ดังนั้น การเลือกรถยนต์ในการใช้งาน ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุ (ที่อยากขับรถเอง) ก็ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน … Carro จะขอแนะนำวิธีเลือกรถยนต์ ให้เหมาะกับ “วัยเกษียณอายุ” ครับ.

Choose-Car-For-Senior-People

เพราะในวัยผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มักไม่มีรายได้ประจำแล้ว หรือมีรายได้จากเพียงเงินบำนาญของทางราชการ การเลือกรถคันใหญ่ๆ ราคาแพงๆ มันจะกลายเป็นภาระไปเสียอีก เว้นแต่ว่าฐานะคุณดี หรือรวยอยู่แล้ว ก็ตามใจคุณ ควรเลือกรถที่เหมาะสมกับตัวคุณเองดีกว่า มิฉะนั้น การขับรถด้วยความสุข จะกลายเป็นการขับรถด้วยความทุกข์ไป …

วัยเกษียณอายุ หากใช้รถยนต์แค่ในเมือง ไปจ่ายตลาด ไปห้างสรรพสินค้า ไปหาเพื่อน หรือรับลูกหลานที่โรงเรียน อยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือแค่ในตัวเมืองของต่างจังหวัด ไม่ได้ขับรถไปไหนเป็นระยะทางไกลๆ นัก …

ควรเลือกรถยนต์ใหม่ หรือรถยนต์มือสอง ประเภท Eco-Car หรือรถยนต์ขนาด Sub-Compact ครับ เพื่อประหยัดน้ำมัน และรายจ่ายอื่นๆ ซึ่งตัวเลือกในตลาดนี้ก็มีอยู่มากมายหลายรุ่นเลยให้เลือก อาทิ Toyota Yaris, Toyota Vios, Nissan March, Nissan Almera, Suzuki Swift, Mitsubishi Mirage, Mitsubishi Attrage หรือจะเป็น Mazda2 เป็นต้น

Choose-Car-For-Senior-People

ส่วนใครที่ยังมีไฟอยู่ ยังมีแรงอยากทำงานค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือว่าฉันเกษียณแล้ว มีเงินเก็บก้อนใหญ่อยู่ และคงไม่เดือดร้อนเรื่องเงินนัก อยากออกขับรถท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด พาลูกหลานไปเที่ยวด้วย ก็ควรเลือกรถแนวๆ SUV, MPV หรือแนว Crossover ที่ทนทาน อะไหล่หาง่าย ค่าซ่อมไม่แพง ไม่จุกจิก ลุยได้ ขนของไปขายตามตลาดนัดได้ และขับได้อย่างสบาย ไม่ต้องออกแรงมากนัก (แนะนำให้เลือกรถที่เป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

ในตลาดรถใหม่และรถมือสอง ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้ง Toyota Fortuner, Isuzu MU-7, Isuzu MU-X, Mitsubishi Pajero Sport หรือ Chevrolet Trailblazer เป็นต้น

Choose-Car-For-Senior-People

แต่ถ้าหากมีงบมากหน่อย หรืออยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ เน้นท่องเที่ยวในเมือง มากกว่าลุยๆ ออกต่างจังหวัด จะไปเล่นรถแนว MPV อย่าง Toyota Innova, Suzuki Ertiga หรือ Honda Freed ก็ย่อมได้

Choose-Car-For-Senior-People

อีกหนึ่งปัญหาของผู้สูงวัยส่วนใหญ่ (ที่เรามิได้เจตนาจะว่าใครแต่อย่างใด) นั่นคือ การตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ทัน ดังนั้น หากคุณตัดสินใจซื้อรถใหม่หรือรถมือสองมาแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ควรศึกษาคู่มือรถและวิธีการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ ให้ละเอียดและเข้าใจ เนื่องจากรถรุ่นใหม่ๆ มีเทคโนโลยีสลับซับซ้อน ต่างจากในรถรุ่นเก่าๆ อยู่มาก เพื่อการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และความปลอดภัยของเพื่อนร่วมท้องถนน

Toyota-Century-2018

รถสุดหรูอันดับ 1 ของญี่ปุ่น เปิดตัวโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ ในรอบ 21 ปี

Toyota-Century-2018

Toyota Century (โตโยต้า เซ็นจูรี่) ถือเป็นรถเรือธงของโตโยต้า นับตั้งแต่ปี 1967 เป็นที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น และถือเป็นสัญลักษณ์ของรถสุดหรูของญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ชื่อรุ่นมาจากภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “ศตวรรษ” (100 ปี ของ Sakichi Toyoda ผู้ก่อตั้งบริษัท Toyota) และประกอบรถรุ่นนี้ด้วยมือ … ในไทยก็มีรถรุ่นนี้อยู่หลายคัน

https://www.youtube.com/watch?v=Ui_qVhaLip0

ออกจำหน่ายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 1967 ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมกับปรับโฉมเล็กน้อยอีกหลายครั้ง และเปลี่ยนเครื่องยนต์ V8 เป็นขนาด 3.4 ลิตร และ 4.0 ลิตร กระทั่งในเดือนเมษายน 1997 จึงออกเจเนอเรชั่นที่ 2 มา อัดเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่างเต็มที่ พร้อมใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.0 ลิตร และคงหน้าตาโบราณไว้เช่นเดิม มากว่า 2 ทศวรรษ …

Toyota-Century-2018

หลังจากที่ได้เผยโฉม Toyota Century Concept ไปในงาน Tokyo Motor Show 2017 ที่ผ่านมา โตโยต้า ได้เวลาเตรียมนำเสนอ Century เจเนอเรชั่นที่ 3 ใหม่หมดจด ในเดือนนี้

Toyota-Century-2018

ตัวรถออกแบบและตกแต่งสไตล์อนุรักษ์นิยม แสดงให้เห็นถึงงานฝีมือคุณภาพชั้นสูงของชาวญี่ปุ่น แต่แฝงไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเต็มที่ อาทิเช่น ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมระบบปรับไฟหน้าอัตโนมัติ Adaptive High Beam System (AHS), พร้อมไฟ LED Daytime Running Lights, ชายล่างประดับด้วยแถบโครเมี่ยมรอบคัน และไฟท้ายแบบ LED เสริมขอบโครเมี่ยม ระบบช่วงล่างเป็นแบบถุงลมควบคุมด้วยไฟฟ้า พร้อมล้อแม็กขนาด 18 นิ้วและยางขนาด 225/55R18 98H

มิติตัวถัง ความยาว 5,335 มม. กว้าง 1,930 มม. สูง 1,505 มม. ระยะฐานล้อ 3,090 มม.

Toyota-Century-2018

ออกแบบภายใต้หลักการ “Monozukuri” (“โมโนซุคุริ”) คือการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และประณีต ตามสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม

Toyota-Century-2018

ห้องโดยสารภายในยังหรูหรา มีพื้นที่ภายในที่กว้างกว่าเดิม คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยลายไม้ชั้นดี เบาะนั่งภายในเลือกได้ 2 แบบ คือ เบาะผ้ากำมะหยี่สีเทาอ่อนคุณภาพสูง ทำจากขนสัตว์ 100% และยังมีเบาะหนังแท้ให้เลือก

Toyota-Century-2018

ในส่วนของเบาะที่นั่งด้านหลังมีเพียง 2 ที่นั่ง มาพร้อมระบบอุ่นและนวดตัว มีระบบความบันเทิงด้วยหน้าจอขนาด 16 นิ้ว พร้อมระบบควบคุมผ่านจอ LCD ขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบ T-Connect ตรงกลางคอนโซลหลัง สามารถควบคุมเครื่องปรับอากาศและที่นั่งได้ทุกที่นั่ง

Toyota-Century-2018

เบาะหลังยังปรับได้ด้วยไฟฟ้า มีระบบนวด และม่านไฟฟ้า พร้อมโต๊ะเขียนหนังสือและไฟส่องแบบ LED กับระบบเครื่องเสียงพรีเมี่ยมพร้อมลำโพงอีก 20 ตัว และฝากระโปรงท้าย สามารถบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 484 ลิตร (ตามการวัดของ VDA)

Toyota-Century-2018

สำหรับเครื่องยนต์ถูกแทนที่ด้วยขุมพลังใหม่แบบ Hybrid ขนาด 5.0 ลิตร รหัส 2UR-FSE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว D4-S ที่ยกมาจาก Lexus LS600h โฉมที่แล้ว ให้แรงม้าสูงสุด 381 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 510 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที พ่วงด้วยระบบไฮบริด Toyota Hybrid System II มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว 224 แรงม้า รวมแรงม้าสูงสุดถึง 431 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.6 กม./ลิตร

Toyota-Century-2018

ระบบความปลอดภัย นอกจากโครงสร้างนิรภัยและระบบเก็บเสียงรบกวนจากภายนอก ก็มีการติดตั้งชุดระบบ “Toyota Safety Sense P” ประกอบด้วย ระบบป้องกันการชนด้านหน้า, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ, ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบเตือนมุมอับสายตา และระบบ HelpNet ที่โทรออกฉุกเฉินเพื่อรับการช่วยเหลือได้ ในกรณีถุงลมนิรภัยทำงาน เป็นต้น

Toyota-Century-2018

มาพร้อมกับราคา 19,600,000 เยน (ประมาณ 5.8 ล้านบาท) พร้อมกับตั้งยอดขายไว้ที่ 50 คัน/เดือน จับกลุ่มลูกค้าผู้บริหารระดับสูง อายุ 50 ปีขึ้นไป

แม้ว่ารุ่นนี้จะทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น สำหรับในบ้านเรา คาดว่ามีนำเข้ามาโดย โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นำเข้าตาม Order เฉกเช่นในอดีต ที่นำเข้ามาตามการสั่งของบริษัทญี่ปุ่นใหญ่ๆ ในไทย หรือสถานฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อไว้ให้รองรับกับผู้บริหารระดับสูง ที่นิยมรถสไตล์อนุรักษ์นิยมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่มาทำงานในไทยครับ

ต่อทะเบียนออนไลน์

การต่อทะเบียนรถยนต์ออนไลน์ง่ายๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต

การต่อทะเบียนรถยนต์ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีรถยนต์ต้องรับรู้และปฏิบัติตาม เพราะกฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องต่อทะเบียนทุกปี ซึ่งคุณสามารถต่อก่อนล่วงหน้าได้ แต่ไม่เกิน 3 เดือน โดยจัดเตรียมเอกสารให้พร้อม และไปต่อทะเบียนรถยนต์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด

แต่ถ้าหากคุณลืมหรือต่อทะเบียนล่าช้า ก็จะถูกปรับ 1% ต่อเดือนของค่าต่อทะเบียน และถ้าขาดต่อทะเบียนเกิน 3 ปี รถก็จะถูกระงับการใช้งาน (ดูวิธีต่อทะเบียน กรณีที่ขาดจ่ายเกิด 3 ปี คลิก) ต้องเสียค่าปรับย้อนหลังและทำเรื่องจดทะเบียนรถใหม่ ซึ่งไม่คุ้มค่าเงินและเวลาแน่นอน 

แต่ในปัจจุบัน การต่อทะเบียนรถยนต์เป็นเรื่องง่ายมากๆ แค่มีเน็ตก็ทำได้แล้ว  เพราะทางกรมการขนส่งทางบก ได้ให้บริการ “การต่อภาษีรถยนต์แบบออนไลน์” โดยการรับชำระภาษีรถประจำปีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ให้คุณต่อทะเบียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งง่ายและประหยัดแบบของจริง! โดยมีขั้นตอนปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

 

1. ตรวจสอบรถที่สามารถใช้บริการออนไลน์ได้

  • ต้องเป็นรถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
  • รถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ จดทะเบียนไม่เกิน 7 ปี
  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จดทะเบียนไม่เกิน 5 ปี

เป็นรถจดทะเบียนจังหวัดใดก็ได้ และรถที่ค้างชำระภาษีไม่เกิน 1 ปี สมัครเข้าใช้บริการออนไลน์ โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ www.dlte-serv.in.th หรือ www.dlt.go.th เพื่อลงทะเบียนขอรับรหัสผ่าน

DLT-1

2. กรอกรายละเอียด

เมื่อได้รับรหัสผ่านแล้ว ให้ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับรถ, หลักฐานการเอาประกัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 (กรณียังไม่มี สามารถเลือกซื้อบนเว็บไซด์จากบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการได้) รวมถึงกรอกหลักฐานหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบฯ กรณีเป็นรถใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG)

 

3. เลือกวิธีชำระเงิน

มีให้เลือกหลายช่องทาง เช่น หักบัญชีเงินฝาก โดยจะต้องมีบัญชีเงินฝากและเป็นสมาชิกใช้บริการโอนเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ หรือชำระด้วยบัตรเครดิต/บัตรเดบิต ต้องเป็นผู้ถือบัตรเครดิต/บัตรเดบิต ที่มีสัญลักษณ์ VISA, MASTER พิมพ์ใบแจ้งชำระภาษีรถแล้วนำไปชำระ ณ เคาน์เตอร์หรือตู้ ATM ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ (เช็กช่องทางการชำระเงิน คลิก)

 

4. ผู้ใช้บริการตรวจสอบธนาคาร หรือเคาเตอร์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่หน้าเว็บไซต์

โดยทางกรมการขนส่งทางบก จะบวกค่าบริการเป็นค่าจัดส่งเอกสาร รายการละ 40 บาท ค่าธรรมเนียมธนาคาร รายการละ 20 บาท ค่าธรรมเนียมการใช้บัตร (กรณีชำระด้วยบัตรเครดิต) ร้อยละ 2 รวม Vat 7% ของค่าธรรมเนียม

หลังจากนั้นก็รอแค่ทาง กรมการขนส่งทางบกส่งใบเสร็จรับเงิน, เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และกรมธรรม์ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาให้ทางไปรษณีย์ จากนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของรถสามารถนำใบคู่มือจดทะเบียนรถไปบันทึก ณ หน่วยงานทะเบียนกรมการขนส่งทางบกได้ทั่วประเทศค่ะ

ต่อภาษีออนไลน์

Beware-While-Transfer-Car

ก่อนการตกลงซื้อขายรถ ควรตรวจสอบตัวรถ และเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถอย่างละเอียด

Beware-While-Transfer-Carกรมการขนส่งทางบก ย้ำ!! ตรวจสอบความถูกต้องกับกรมการขนส่งทางบกก่อนซื้อรถมือสองทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อขายรถมือสองทั้งการซื้อต่อจากบุคคลหรือเต้นท์รถมือสอง ควรดำเนินการโอนทางทะเบียนด้วยตนเอง พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียน ซึ่งกรมการขนส่งทางบก มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทั้งด้านเอกสารและตัวรถอย่างเข้มงวด

Beware-While-Transfer-Car

นอกจากนี้ ก่อนการตกลงซื้อขายให้ตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถโดยละเอียด เช่น สภาพรถต้องตรงตามที่ระบุในคู่มือจดทะเบียน หากมีการแก้ไขดัดแปลงสภาพรถต้องมีเอกสารหลักฐานชัดเจน หรือขอหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถจากเจ้าของรถหรือผู้ขาย มาตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งสาขา หรือนำรถเข้าตรวจสอบความถูกต้อง ณ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งสาขาที่รถนั้นจดทะเบียนไว้ หากผลการตรวจสอบถูกต้องจึงค่อยดำเนินการซื้อขายรถต่อไป

อย่างไรก็ตามหากตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารหลักฐานหรือตัวรถไม่ถูกต้องจะไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนได้ในทุกกรณี เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหากลุ่มมิจฉาชีพนำรถผิดกฎหมายมาหลอกขาย ซึ่งอาจเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา หรือนำไปก่ออาชญากรรมหรือพัวพันกับคดียาเสพติด รวมทั้งเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมายทุกประเภท ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับผู้ซื้อในภายหลัง

Beware-While-Transfer-Car

และไม่ควรซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอย โดยเซ็นเอกสารไว้แล้วมาดำเนินการในภายหลัง อาจก่อปัญหาให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น กรณีผู้ซื้อไม่ดำเนินการชำระภาษีรถประจำปี รถเกิดอุบัติเหตุ หรือนำรถไปกระทำผิดกฎหมาย ยังคงปรากฏชื่อเจ้าของรถรายเดิมในระบบทะเบียน ทำให้เจ้าของรถรายเดิมต้องมีส่วนรับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางกลับกันการไม่ดำเนินการโอนทางทะเบียน ผู้ซื้อก็ไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องของรถได้โดยสมบูรณ์

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า ขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการพิทักษ์สิทธิของตนเองด้วยการตรวจสอบรถก่อนการซื้อขายทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อซื้อรถที่มีราคาสูงแต่นำมาขายในราคาต่ำ รวมทั้งการซื้อขายรถที่มีเอกสารการได้มาของตัวรถไม่ชัดเจน ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดตรวจสอบการดำเนินการทางทะเบียนรถทุกขั้นตอน ตรวจสภาพรถตามรายการที่กำหนดทุกคัน หากเอกสารหลักฐานหรือตัวรถไม่ถูกต้องจะไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนได้ในทุกกรณี

ทั้งนี้ หากพบเห็นรถต้องสงสัยสามารถแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย และป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก

All-New-MG3

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 112 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติใหม่ “WE ARE FUN” “มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง”

MG3-2018บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “WE ARE FUN” “มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” All-New MG3 แฮทช์แบ็คหลากสีสันสดใส มิติใหม่ของความสนุกด้วยเอกลักษณ์ของ All-New MG3 ที่มาพร้อมนิยามใหม่ “WE ARE FUN” : มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” พร้อมปรับโฉมด้วยการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สีสันโดนใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่จะเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ของคุณให้สนุกทุกเส้นทาง

MG3-2018

ด้วยเสียงตอบรับที่ดีของ MG3 ด้วยยอดขายถึง 17,000 คัน การเปิดตัว All-New MG3 โฉมใหม่ในวันนี้ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยเราคาดการณ์ว่า All-New MG3 จะมียอดจำหน่ายที่ 10,000 คัน ในปี 2561

MG3-2018

All-New MG3 ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (BRIT Dynamic) ทำให้สมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ในการขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ด้วยการผสานดีไซน์ เทคโนโลยี สีสัน ความสะดวกสบาย และความคล่องแคล่วเข้าด้วยกัน

MG3-2018

All-New MG3 ยังมาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART (เฉพาะรุ่น V) ที่สามารถรองรับการสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก พร้อมระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์

ทั้งนี้ระบบ i-SMART ใน All-New MG3 (เฉพาะรุ่น V) มีฟังก์ชั่นเด่น ที่ช่วยอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งให้ข้อมูลรถยนต์ผ่านช่องทางการสั่งการ 3 ทาง ได้แก่

  1. ระบบสั่งการด้วยเสียง (Thai Voice Command) ผู้ขับขี่สามารถสั่งการ ระบบเครื่องเสียง / ระบบปรับอากาศ / โทรออก / ระบบนำทาง
  2. ระบบสั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีน ( i-SMART on Touchscreen) รองรับการใช้งานระบบนำทางเนวิเกชัน พร้อมระบบตรวจสอบการจราจรแบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีระบบที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พักบนแผนที่นำทาง และสนุกกับเสียงเพลงจากศิลปินค่ายต่างๆ และ i-Call ระบบโทรออก-รับสายในกรณีฉุกเฉิน
  3. ระบบสั่งการด้วยมือถือ (i-SMART Mobile Application) ผู้ใช้งานสามารถสั่งการหลายฟังก์ชันภายในรถยนต์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบาย ได้แก่ ระบบล็อก และปลดล็อกประตู ระบบวางแผนการเดินทาง ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ และระบบค้นหารถ Find my car รวมถึงระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ และเตือนความผิดปกติของรถยนต์

MG3-2018

All-New MG3 อัพเกรดความสนุกสไตล์อังกฤษรูปลักษณ์ใหม่ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร ให้สอดคล้องความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัว กระจังหน้าใหม่ที่โดดเด่นขึ้น พร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ (Projector Headlamp) แนว Brit Duo Colour Styling หลังคาซันรูฟ (Sunroof) แบบปรับไฟฟ้า ไฟท้ายแบบ LED Light Guide ด้านข้างที่ปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 16 นิ้ว ที่โดดเด่นสะดุดตา

MG3-2018

มิติตัวรถ ยาว 4,055 มม. กว้าง 1,729 มม. สูง 1,516 มม. และระยะฐานล้อ 2,520 มม.

MG3-2018

ภายในห้องโดยสารดูหรูหราสปอร์ตพรีเมียมขึ้น กว้างขวางนั่งสบายทั้งที่นั่งแถวหน้า และแถวหลัง ผสานเส้นสายกับสีสันของเบาะโดยสารลายโมเดิร์นกราฟิก เบาะที่นั่งหลังสามารถปรับพับแยกส่วนในการเก็บสัมภาระแบบ 60:40  สนุกมากขึ้นกับจอระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว ด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานได้หลากหลายทั้งฟังเพลง ดูหนัง ค้นหาโรงแรมและร้านอาหาร พร้อมกล้องมองหลังขณะถอย และสัญญาณเตือนระยะถอยหลังที่ช่วยเติมเต็มความสนุกของเราได้เสมอ

MG3-2018

All-New MG3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ DOHC VTi-TECH ขนาด 1.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

MG3-2018 โดย เอ็มจี ยังจัดเต็มระบบความปลอดภัยใน All-New MG3 เช่นเดียวกับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ Synchronize Protection System รวม 8 ฟังก์ชัน ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) เข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)

ราคาของ All-New MG3 ใหม่ มีดังนี้ / The All-New MG3 Price, Shown in Thai Baht.

  • รุ่น C ราคา 519,000 บาท
  • รุ่น D ราคา 549,000 บาท
  • รุ่น X ราคา 589,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 629,000 บาท

MG3-2018

ทั้งนี้ All-New MG3 มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลืองทิวดอร์ เยลโล่ (Tudor Yellow) สีแดง รูบี เรด (Ruby Red) สีฟ้ามารีนา บลู (Marina Blue) สีขาวอาร์กติกไวท์ (Arctic White) และ สีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)

พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ All-New MG3 จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) และการให้คำแนะนำผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1267 (MG Call Centre 1267) รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services)

2018-All-New-Suzuki-Jimny

ออฟโรดรุ่นจิ๋ว สไตล์ Retro กับเครื่องยนต์ขนาด 660 ซีซี พร้อมลุย!

All-New-Suzuki-Jimny-2018

สุดยอดรถออฟโรดขนาดจิ๋ว ขวัญใจนักลุยทั่วโลกอย่าง “Suzuki Jimny” (ซูซูกิ จิมนี่) หรือที่รู้จักกันดีในบ้านเราชื่อ “Suzuki Caribian” (ซูซูกิ คาริบเบียน) หนึ่งในตำนานรถออฟโรดขนาดเล็กอันลือชื่อ ที่เคยขายในบ้านเราและก็หายไปนานแล้ว ได้ฤกษ์เปิดตัวแบบใหม่หมดจดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา และจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา …

All-New-Suzuki-Jimny-2018

Suzuki Jimny (ซูซูกิ จิมนี่) รุ่นแรก LJ20 เปิดตัวครั้งแรกในโลก ในเดือนเมษายน 1970 รุ่นที่สอง เปิดตัวในเดือน SJ30 เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 1981 และรุ่นที่สาม JB23 เปิดตัวในเดือนตุลาคม 1998

มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกจนถึงเดือนมีนาคม 2018 กว่า 2,850,000 คัน (ยอดขายนับถึงเดือนมีนาคม 2018) โดยรุ่นที่ 3 ถือว่าเป็นรุ่นที่ขายมายาวนานที่สุด

All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ดีไซน์ภายนอก ยังคงเอาไว้ซึ่งดีไซน์คลาสสิคที่คุ้นเคยกันดี ไฟหน้าและไฟเลี้ยวทรงกลม กันชนหน้าสีดำ เสริมซุ้มล้อสีดำ ประตูรถสามารถเปิดได้กว้างถึง 70 องศา (1,075 มม.) ด้านท้ายไฟเบรกแบบแนวนอน และติดตั้งยางอะไหล่บนประตูท้าย เป็นต้น ตัวถังวางบนแชสซีส์แบบ Ladder Frame ช่วงล่างแบบคานแข็งแบบ 3 จุดยึด กับล้อแม็กที่มีให้ขนาด 15 นิ้ว และ 16 นิ้ว ให้เลือก

All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018

มิติตัวรถยาว 3,395 มม. กว้าง 1,475 มม. สูง 1,725 มม. ระยะฐานล้อ 2,250 มม.

ส่วนในรุ่น Jimny Sierra มีมิติตัวรถยาว 3,550 มม. กว้าง 1,645 มม. สูง 1,730 มม. ระยะฐานล้อ 2,250 มม.

All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ห้องโดยสารภายใน ดูทันสมัย ออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย แต่ก็ดูย้อนยุคไปเหมือนกับในรุ่นที่ 2 มากๆ อาทิ ช่องแอร์ซ้าย-ขวา ทรงกลม มาตรวัดทรงกลมขนาดใหญ่ 2 อัน พวงมาลัย 3 ก้าน แบบเดียวกับในรุ่น Swift สวิตช์แอร์ทรงกลมแบบอัตโนมัติ ติดตั้งเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อ SmartPlay บริเวณแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสาร ติดตั้งที่จับในตัว

All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018 All-New-Suzuki-Jimny-2018

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ห้องโดยสารภายใน ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ มิติภายในกว้างขวางถึง 1,300 มม. สูงถึง 850 มม. และหากพับเบาะหลังด้วยแล้ว ให้พื้นที่มากถึง 980 มม. (กรณีไม่พับเบาะหลัง จะมีพื้นที่แค่ 240 มม.)

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ระบบความปลอดภัย จัดให้เต็มที่ อาทิ ติดตั้งระบบความปลอดภัย ป้องกันก่อนเกิดเหตุ “Suzuki Safety Support” ระบบเบรกอัตโนมัติ ใช้เรดาร์ และกล้องในการตรวจจับรถ และ คนเดินถนน เป็นต้น รวมไปถึงอุปกรณ์นิรภัยพื้นฐาน อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย หรือระบบเบรก ABS/EBD เป็นต้น

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ด้านขุมพลังของ Suzuki Jimny และ Jimny Sierra เวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่

All-New-Suzuki-Jimny-2018

เครื่องยนต์เบนซินรหัส R06A ขนาด 660 ซีซี แบบ 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว VVT Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 64 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 9.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (วัดตามมาตรฐาน WLTC – Worldwide Harmonized Light Vehicles Test Cycle โหมด) อยู่ที่ 16.2 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 13.2 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

All-New-Suzuki-Jimny-2018

และ Jimny Sierra มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส K15B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.3 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (วัดตามมาตรฐาน WLTC – Worldwide Harmonized Light Vehicles Test Cycle โหมด) อยู่ที่ 15.0 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 13.6 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Suzuki AllGrip 4×4

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ส่วนในเวอร์ชั่นตลาดโลก Suzuki จะใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส K10C ขนาด 1.0 ลิตร Boosterjet และเครื่องยนต์เบนซิน รหัส K12C 1.2 ลิตร Dualjet หรือ เครื่องยนต์เบนซิน รหัส K12B 1.2 ลิตร

All-New-Suzuki-Jimny-2018

มี 2 เวอร์ชั่นให้เลือก คือ Jimny และ Jimny Sierra ซึ่งรุ่นเป็นเวอร์ชั่น Wide Body ตัวถังกว้างกว่า เครื่องยนต์ใหญ่กว่า มาพร้อมกับรุ่นย่อย XC, XL และ XG ส่วนในรุ่น Sierra มีให้เลือกแค่ JC กับ JL

All-New-Suzuki-Jimny-2018

มาพร้อมกับสีตัวถัง 5 สี ได้แก่ สีขาว (Superior White), สีเงิน (Silky Silver Metallic), สีเขียว (Jungle Green), สีเทา (Medium Gray) และสีดำ (Bluish Black Pearl 3)

ส่วนสีทูโทนอีก 3 สี ที่มีให้เลือก ได้แก่ สีเหลือง (Kinetic Yellow)/หลังคาดำ, สีน้ำเงิน (Brisk Blue Metallic)/หลังคาดำ และสีครีม (Chiffon Ivory Metallic)/หลังคาดำ

All-New-Suzuki-Jimny-2018

ชุดแต่ง Jimny’s Gear ก็มีให้เลือกกันหลากหลาย อาทิ แบบ Heritage Style, Survival Style, Offroad Style และ Revival Style

สำหรับในตลาดญี่ปุ่น ราคาของ Jimny อยู่ที่ 1,458,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 4.38 แสนบาท) ไปจนถึง 1,841,000 เยน และ Jimny Sierra อยู่ที่ 1,760,400 เยน ไปจนถึง 2,019,600 เยน

ส่วนในไทย แม้ว่าแฟนๆ ซูซูกิ จำนวนมากจะเรียกร้องให้ทาง ซูซูกิ ประเทศไทย ผลิตรถรุ่นนี้ออกขายบ้างนานแล้ว บ้างก็ว่า รุ่นนี้มาไทย ราคาหลักล้านบ้างล่ะ แต่ทางซูซูกิ ก็ยังคงไม่ได้ผลิตรถรุ่นนี้ขายในบ้านเราแต่ประการใด (แต่อีกหน่อยก็ไม่แน่) …

McLaren-720S

ซูเปอร์คาร์เจเนอเรชั่นที่ 2 ในตระกูล Super Series

McLaren-720SMcLaren เผยโฉม McLaren 720S (แมคลาเรน 720เอส) ภายใต้ธีม “The New McLaren 720S Raising your Limits in Thailand” คันแรกของประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ “แมคลาเรน” ในตลาดรถหรูของเมืองไทย ในราคา 26.5 ล้านบาท

McLaren-720S

McLaren 720S เผยโฉมในเมืองไทยอย่างยิ่งใหญ่มาแล้วภายในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 38 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่กรุงเจนีวา McLaren 720S ผลิตในประเทศอังกฤษ โดยโรงงานผู้ผลิตของ McLaren ที่เชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์สปอร์ตคาร์และซูเปอร์คาร์ชั้นเลิศ เทียบเท่ากับรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์ ในสนนราคาระดับซูเปอร์คาร์

McLaren 720S นำเสนอดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของฉลาม มอบกำลังเครื่องแรงถึง 720 แรงม้า ด้วยอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.8 วินาที ใช้โครงช่วงล่างคาร์บอนไฟเบอร์แบบ Monocage II ซึ่งลดน้ำหนักลงได้ถึง 18 กก. เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน ถือว่าน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่มรถยนต์ที่มีกำลังแรงม้าในระดับเดียวกัน

McLaren-720S

จุดเด่นของ McLaren 720S คือประสิทธิภาพของระบบอากาศพลศาสตร์ที่ถือเป็น DNA แห่งสมรรถนะขั้นสุดยอดของซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ มาพร้อม Proactive Chassis Control II ซึ่งเป็นระบบการขับเคลื่อนขั้นสูงที่ดีที่สุดของโลก และระบบควบคุมการทรงตัวแบบแปรผัน ช่วยให้นักขับสามารถควบคุมรถได้อย่างดีเยี่ยมยิ่งขึ้น

McLaren-720S

McLaren ยังติดตั้งเทคโนโลยีและฟีเจอร์การทำงานขั้นสูงสุดไว้ใน McLaren 720S โดยนำมาจากประสบการณ์อันเชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์ฟอร์มูล่า-1 ซึ่งรวมถึงโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่ McLaren ใช้ โดยนับตั้งแต่เริ่มใช้ครั้งแรกในรุ่น MP 4/1 Formula One เมื่อปี 1981 ทำให้รถยนต์ฟอร์มูล่า-1 ทุกรุ่น ของ McLaren ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา ล้วนผลิตด้วยโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด

นอกจากนี้ ใน McLaren 720s ยังติดตั้งเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของรถยนต์ฟอร์มูล่า-1 ที่พัฒนาโดย McLaren ได้แก่ McLaren Brake Steer เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความเฉียบคมในการขับขี่ ทำให้ McLaren 720s สามารถหยุดรถจากความเร็ว 200 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาทีเท่านั้น

McLaren-720S

ด้วยการออกแบบ Double-Skin เพื่อพรางระบบท่อลมเข้าไว้อย่างแนบเนียน ระบายอากาศเพื่อลดความร้อนของเครื่องยนต์และลดแรงต้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ประตูยังเลื่อนเปิดซ้อนเข้าใต้ส่วนหลังคา ทำให้สามารถเข้าสู่ห้องโดยสารได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบแผงไฟหน้า LED ที่โดดเด่น ยังช่วยให้ประสิทธิภาพของระบบอากาศพลศาสตร์ดีเยี่ยม

McLaren-720S

คุณวิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงบริการหลังการขายระดับเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อลูกค้าแมคลาเรนว่า “การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งความสำเร็จบนหน้าประวัติศาสตร์ ของแบรนด์ระดับโลก ด้วยการเปิดตัว McLaren 720S คันแรกของประเทศไทยในครั้งนี้ นับเป็นความยิ่งใหญ่และก้าวสำคัญสำหรับเรา ในการนำเสนอบริการหลังการขายระดับซิกเนเจอร์ ด้วยทีมวิศวกรจาก McLaren ซึ่งได้รับการฝึกอบรมโดยแบรนด์รถยนต์ชั้นนำแห่งอังกฤษโดยตรง เพื่อให้ลูกค้าซูเปอร์คาร์ในประเทศไทยมั่นใจได้ถึงคุณภาพและความใส่ใจขั้นสูงสุดของเรา”

พ.ร.บ. รถยนต์, ประกัน รถยนต์, ประกันภัย, ประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2, ประกันรถยนต์ชั้น 3

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. และประกันรถยนต์

คงจะมีหลายๆคน ที่ยังไม่รู้ว่า พ.ร.บ. คืออะไร หรือย่อมาจากอะไร และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าเรามีความจำเป็นต้องจ่ายเงินค่า พ.ร.บ. ร่วมกับประกันรถยนต์หรือไม่? หรือเราสามารถซื้อแค่ พ.ร.บ. หรือประกันชั้น 1 อย่างใดอย่างหนึ่งได้ไหม?

ในบทความนี้ Carro จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. และประกันรถยนต์ในรูปแบบต่างๆ กันอย่างมากขึ้นค่ะ

พ.ร.บ. ย่อมาจาก พระราชบัญญัติ ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

เป็นกฎหมายที่บังคับให้รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกจะ “ต้องทำ” และมีไว้เป็นหลักประกันให้กับคนในรถทุกคัน หรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนว่าจะได้รับสิทธิความคุ้มครองจากเงินกองกลางที่รถทุกคันได้ทำ พ.ร.บ. ว่า จะได้รับความคุ้มครอง/เงินค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือการประสบภัยจากรถในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที

พ.ร.บ.-รถยนต์,-ประกัน-รถยนต์

ในด้านวงเงินคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยจะได้รับ มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะมีความคุ้มครองในรูปแบบใด ๆ บ้าง ซึ่งการฝ่าฝืนไม่ทำ พ.ร.บ. นี้ จะทำให้มีปัญหาในการต่อภาษีรถ และยังผิดกฎหมายอีกด้วย เพราะกฎหมายได้บังคับให้ทำ พ.ร.บ. ไว้เป็นขั้นพื้นฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อย่างทันท่วงที และเป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาลที่รับผู้ประสบภัยเข้าดูแล ว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน

ส่วนประกันชั้น 1, 2, 3, 2+ หรือ 3+ จะเรียกว่า “ประกันภาคสมัครใจ” เพราะเป็นการซื้อประกันเพิ่มเติมจากความคุ้มครองที่ได้รับจาก พ.ร.บ. ในกรณีที่เราเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน พ.ร.บ. จะช่วยคุ้มครองเท่าที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าความเสียหายมีมาก ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งประกันภาคสมัครใจ จะเข้ามาช่วยรับผิดชอบในส่วนนี้นั่นเอง

 

ประกันภาคสมัครใจ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

พ.ร.บ.-รถยนต์,-ประกัน-รถยนต์

 

  • ประกันชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด คือ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลในรถ และบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียภายที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย รวมถึงกรณีเกิดไฟไหม้และการสูญหายด้วย
  • ประกันชั้น 2 จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลในรถ และบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์จากการเกิดไฟไหม้และการสูญหาย
  • ประกันชั้น 2+ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีเดียวกับประกันชั้น 2 แต่เพิ่มความรับผิดต่อในส่วนของความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย แต่เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น และจำเป็นต้องมีคู่กรณีด้วย
  • ประกันชั้น 3 จะรับผิดชอบต่อความเสียหายทีเกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก และความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์จากการเกิดไฟไหม้และการสูญหาย
  • ประกันชั้น 3+ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีเดียวกับประกันชั้น 3 แต่คุ้มครองรถยนต์คันเอาประกันภัยในวงเงินจำกัด และเฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น

 

จะเห็นได้ว่า ประกันภาคสมัครใจมีหลายรูปแบบรวมทั้งค่าบริการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของความคุ้มครองว่าจะคุ้มครองความเสียหายมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง  

ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกทำประกันภัยรถยนต์จากบริษัทใดก็ตาม ทั้งการทำประกันภาคบังคับ ก็คือ พ.ร.บ. และการทำประกันภาคสมัครใจ สิ่งสำคัญก็คือ คุณต้องทำความเข้าใจเรื่อง “สิทธิประโยชน์และหน้าที่ของเรา” ตามสัญญาประกันภัยให้ละเอียด เพื่อจะได้ทราบเงื่อนไขและความคุ้มครองที่คุณจะได้รับว่าคุ้มค่าหรือไม่ และป้องกันปัญหายุ่งยากที่จะเกิดขึ้นในภายหลังค่ะ

Honda-HR-V-Minorchange-2018

เพิ่มรุ่น RS และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) พร้อมระบบ Honda LaneWatch

Honda-HR-V-2018

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์-วี) ใหม่ สปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เพิ่มรุ่น RS และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)

Honda-HR-V-2018

ฮอนด้า เอชอาร์-วี เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 เป็นรุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดและเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์ SUV ในระดับ Compact Segment โดยเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน โดย ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ตั้งเป้าการจำหน่ายไว้ 18,000 คันภายใน 1 ปี

Honda-HR-V-2018

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยกันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้น อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

Honda-HR-V-2018

สปอร์ตเร้าใจในทุกมุมมองด้วย ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RS ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคัน

กันชนหน้า-หลัง แบบสปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำแบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้าย

Honda-HR-V-2018

ตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ภายในกว้างขวางสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลายในทุกรูปแบบ

Honda-HR-V-2018

ขับสนุกเร้าใจทุกเส้นทาง ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

Honda-HR-V-2018

นอกจากนี้ ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS และ EL)

Honda-HR-V-2018

ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความกว้างขวาง และประโยชน์ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ Honda HR-V ใหม่ จึงถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารทางการตลาดด้วย Concept “What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน…ตามไปให้สุด” ซึ่งสะท้อนชีวิตอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการออกไปใช้ชีวิตตามที่หัวใจเรียกร้อง

Honda-HR-V-2018

Honda HR-V ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น E ราคา 949,000 บาท
  • รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท
  • รุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท

มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี

ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

พบกับ Honda HR-V ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นไป และจองรถได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

แต่ถ้าติดเรื่องงบประมาณ แนะนำให้ลองดู Honda HR-V มือสองสภาพดีๆ สักคัน ในราคาที่ถูกกว่ารถป้ายแดง ก็ลองเข้าไปเลือกค้นหาได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/honda-hrv ครับผม!

หมายเหตุ:

– อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
– สีแดงแพสชั่น (มุก) มีเฉพาะรุ่น RS
– สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท
– สำหรับสีแดงแพสชั่น (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท