10-Secondhand-SUV-MPV-In-Price-500000-Baht

รถ 7 ที่นั่ง ทั้งแบบ SUV และ MPV 10 รุ่น ในงบไม่เกิน 500,000 บาท ที่คุณควรเลือก!

ตลาดรถในบ้านเราตอนนี้ หากจะพูดถึงรถที่ได้รับความนิยมมากๆ จากผู้ใช้รถในบ้านเรา เห็นทีคงต้องยกให้ รถ “SUV” และ “MPV” ที่ใช้งานได้สารพัดรูปแบบ ตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ลุยน้ำได้ ผู้สูงวัยนั่งด้านหลังได้สบายๆ หรือจะขนสัมภาระก็ได้

แต่ถ้าหากคุณมีงบประมาณที่จะซื้อจำกัดล่ะ? สมมติว่า งบคุณมีอยู่ 5 แสนบาท จะตัดสินใจเลือกรุ่นไหนที่คุณคิดว่าโดนใจ และซื้อมาใช้ น่าจะคุ้มค่าลงตัวที่สุด

Carro ขอรวบรวมข้อมูลรถ 7 ที่นั่ง มือสอง 10 รุ่น มีทั้งแบบ SUV และ MPV ในงบไม่เกิน “5 แสนบาท” ว่าจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปอ่านได้เลยครับ.

Toyota Wish

Toyota-Wish

ราคามือสอง (ปี 2561) : 255,000 – 480,000 บาท

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) เป็นรุ่นแรก และรุ่นเดียวที่ขายในไทย ถือเป็นรถ MPV ขนาด 6-7 ที่นั่งที่ขายดีมากในช่วงเปิดตัว ตัวรถดีไซน์ออกไปในทางสปอร์ต ภายในโทนสีดำดูหรูหรา ช่วงล่างแน่นหนึบแบบสปอร์ต แต่ข้อเสียก็อาจจะมีตรงที่ไม่มีแอร์ที่นั่งแถวที่ 3 และช่วงล่างที่กระด้างไปหน่อย

Toyota Wish มีจุดเด่นตรงที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i แบบเดียวกับในรุ่น Camry ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 19.6 กก.-ม. (192 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

Toyota Innova

Toyota-Innova

ราคามือสอง (ปี 2561) : 230,000 – 500,000 บาท +

Toyota Innova (โตโยต้า อินโนวา) เป็นรถ MPV แบบ 7 และ 8 ที่นั่ง ที่ได้รับความนิยมในตลาดพอสมควร มีข้อดีคือใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับกระบะ Hilux Vigo ใช้อะไหล่เครื่องยนต์ และอะไหล่ตัวรถบางชิ้นร่วมกันได้ ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก 2-3 คน และเบาะแถวสามมีช่องแอร์มาให้ ส่วนข้อเสียคือ ถ้านั่งกันมากๆ รุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะกินน้ำมันมากหน่อย และค่อนข้างอืด (แต่ไปติดแก๊ส LPG ได้)

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.6 กก.-ม. (182 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว D4-D Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม. (260 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota Fortuner

Toyota-Fortuner

ราคามือสอง (ปี 2561) : 360,000 – 500,000 บาท +

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ถือเป็นรถมือสองราคาขายต่อดีสุดรุ่นหนึ่งสำหรับรถประเภทนี้ เครื่องยนต์ดีเซลแรงดี เบาะนั่งแถวที่ 3 นั่งสบาย ผู้ใหญ่นั่งได้ อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการมีเยอะ ถ้าอยากได้รุ่นนี้ ในงบไม่เกิน 5 แสนบาท +- อาจจะได้รถที่ปีเก่าหน่อย สภาพอาจจะมีช้ำบ้าง

โฉมแรก มีให้เลือก 3 รุ่น คือดีเซล 1KD-FTV เกียร์ธรรมดา / เกียร์ออโต้ และ เบนซิน 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE เกียร์ออโต้ ช่วงประมาณปี 2555 ได้เปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ เฉพาะรุ่นดีเซลเปลี่ยนจากเดิม 4 สปีด เป็น 5 สปีด

Fortuner มีเครื่องยนต์ให้เลือก ดังนี้ ….. ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 3,200 รอบ/นาที (รุ่นปี 2554 ปรับแรงม้าขึ้นเป็น 171 แรงม้า)

ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที (มาในปลายปี 2552) (รุ่นปี 2554 ขยับแรงบิดขึ้นเป็น 1,600 – 2,800 รอบ/นาที)

และเบนซินขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที

Honda Mobilio

Honda-Mobilio

ราคามือสอง (ปี 2561) : 430,000 – 500,000 บาท +

Honda Mobilio (ฮอนด้า โมบิลิโอ) รถแบบ Sub-Compact SUV ที่พัฒนาจากพื้นฐานของ Brio ยืดระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น จัดเป็นรถอเนกประสงค์ของ Honda รุ่นแรก ที่ผลิตในประเทศไทย และเปิดตัวในปี 2557 ชูจุดเด่นห้องโดยสารกว้างสะดวกสบาย กับเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบรูปทรง ไม่ชอบแผงคอนโซลภายใน ดูแล้วเหมาะกับคนวัย 30+ ซื้อมาใช้มากกว่า ก็ว่ากันไป …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร จากในรุ่น City และ Jazz แบบ SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC พ่วงด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ให้สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมัน และเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากที่สุดในกลุ่มด้วย

Honda Freed

Honda-Freed

ราคามือสอง (ปี 2561) : 430,000 – 500,000 บาท +

Honda Freed (ฮอนด้า ฟรีด) เป็นรถแบบ Minivan MPV เกิดจากการที่ Honda ได้นำเข้า Honda Freed จากอินโดนีเซียเข้ามาลุยตลาดนี้ ในช่วงปลายปี 2552 มาพร้อมกับจุดเด่นที่ประตูด้านข้างแบบบานเลื่อน ซึ่งเหมาะมากๆ กับการให้เด็ก และผู้สูงอายุ ขึ้น-ลง จากรถ ภายในห้องโดยสารดูอบอุ่น ชุดคอนโซลแบบ Open Cafe แบบ 2 ชั้น กว้าง ใช้งานได้หลากหลาย จะวางอาหาร หรือเครื่องดื่มก็ได้ เบาะปรับได้อย่างอิสระ นั่งได้สบายๆ พร้อมแอร์แถวที่ 3 และที่วางสัมภาระท้ายพื้นเรียบแบบ Flat Floor

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับ City และ Jazz แต่เครื่องยนต์ให้แรงบิดสูงกว่า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

Mitsubishi Space Wagon

Mitsubishi-Space-Wagon

ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 500,000 บาท +

Mitsubishi Space Wagon (มิตซูบิชิ สเปซแวกอน) เกิดมาในช่วงที่ตลาดรถ MPV บ้านเรากำลังคึกคัก ในช่วงปลายปี 2547 เป็น Mid-Size Minivan ที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง ซึ่งก็ทำให้เบาะนั่งแถวที่ 3 นั่งสบายมากกว่าอีกด้วย และเครื่องยนต์ก็โตกว่าอีกด้วย แต่ข้อเสียก็อาจจะเป็นที่กินน้ำมันมาก

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G69 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว MIVEC ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.1 กก.-ม. (224 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด INVECS-II

Mitsubishi Pajero Sport

Mitsubishi-Pajero-Sport

ราคามือสอง (ปี 2561) : 440,000 – 500,000 บาท +

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) เป็นอีกหนึ่งรถ PPV ยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่น แต่ถ้าพูดถึงในงบไม่เกิน 5 แสนบาท ก็จะได้รถปีเก่าๆ หน่อย (เพราะราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ประมาณ 4 แสนกลางๆ แล้ว) เปิดตัวมาในปี 2551 ด้วยรูปโฉมครึ่งหน้าที่ดูคล้ายกับ Triton มีจุดเด่นอยู่ที่ช่วงล่างแน่น เครื่องยนต์แรง ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง

สำหรับเครื่องยนต์ มีให้เลือกทั้งแบบเบนซิน และดีเซล โดยแบบเบนซินขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G64 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 194 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

และแบบดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4D56 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VG Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง V6 ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 6B31 แบบ V6 SOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 281 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (เฉพาะรุ่น 2.4 ลิตร) และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด Invecs-II

Isuzu MU-7

Isuzu-MU-7

ราคามือสอง (ปี 2561) : 310,000 – 500,000 บาท +

Isuzu MU-7 (อีซูซุ มิว-เซเว่น) รูปทรงภายนอก อาจจะดูเหมือน D-Max ซะมาก แต่ MU-7 ก็ขยันปรับโฉมกันแทบทุกปี ตั้งแต่รุ่น Gold Series, Platinum Series รวมไปถึงรุ่นพิเศษอย่างรุ่น Limited, Executive, Groove หรือ Choiz เป็นต้น

จุดเด่นอยู่ที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เครื่องยนต์ทนทาน ประหยัด และศูนย์บริการดี แต่ข้อเสียก็มีตรงอะไหล่มือสองบางอย่าง ไม่แพร่หลายนัก เบาะแถว 3 ที่เด็กนั่งน่าจะเหมาะกว่า (ผู้ใหญ่นั่งแล้วเหมือนยกขา) กับคานค้ำหลังคากระจกหน้าด้านคนขับขวามือ เป็นมุมอับเวลาเลี้ยว เป็นต้น

ใช้เครื่องยนต์ I-TEQ 3000 Ddi ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที

ต่อมา เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที

Suzuki Ertiga

Suzuki-Ertiga

ราคามือสอง (ปี 2561) : 320,000 – 500,000 บาท +

Suzuki Ertiga (ซูซูกิ เออร์ติกา) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนมีนาคม 2556 เป็นรถอเนกประสงค์แบบ MPV 7 ที่นั่ง นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย มาพร้อมความกว้างขวาง (แต่เบาะนั่งแถวที่ 3 ก็คงคล้ายกันในทุกยี่ห้อ คือแคบหน่อย) ตกแต่งภายในได้สมราคา ส่วนข้อเสียก็อาจจะเป็นตอนออกตัวค่อนข้างอืด เนื่องจากเครื่องยนต์ขนาดเล็ก กับศูนย์บริการในต่างจังหวัดที่ไม่มาก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร รหัส K14B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT ให้แรงม้าสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

Chevrolet Captiva

Chevrolet-Captiva

ราคามือสอง (ปี 2561) : 290,000 – 500,000 บาท +

Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) นี่ก็จัดเป็นรถ Compact SUV 7 ที่นั่งในตลาดเพียงรุ่นเดียว ที่ขายมาอย่างยาวนานมาก … นับถึงวันนี้ในตลาดบ้านเราก็ 12 ปีละ ปรับปรุงหน้าตากันไปก็หลายครั้ง มีจุดเด่นที่ความนุ่มนวล ความหนึบของช่วงล่าง รวมไปถึงพลังเครื่องยนต์ (ดีเซล) ที่เหลือเฟือ แต่เบาะนั่งแถวที่ 3 อาจนั่งไม่สบายนัก

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว Turbo แบบแปรผัน ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Flex Fuel รองรับเชื้อเพลิง E20 และ E85 ทั้ง ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 2,200 รอบ/นาที

ภายหลังรุ่นเบนซิน 2.4 ลิตร เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Double CVC ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 23.0 กก.-ม. (225 นิวตันเมตร) ที่ 4,600 รอบ/นาที

ใครที่กำลังมองหารถ SUV และรถ MPV สภาพดีๆ ในราคาที่ไม่เกิน 5 แสนบาท ก็ลองเข้ามาเลือกดูกันได้ครับ …

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth

D-Max Hi-Lander รุ่นพิเศษ “Stealth” มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน ราคาเริ่มต้น 887,000 บาท

อีซูซุเปิดตัวยนตรกรรมปิกอัพพันธุ์ดุ ลุยตลาดไตรมาสสุดท้าย นำทัพโดย ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ (STEALTH) มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน Stealth Black Package เข้มเต็มพิกัดทั้งภายนอกและภายใน ราคาเริ่มต้น 887,000 บาท พร้อมเผยโฉม 29 ตุลาคม 2561

ควบคู่กับการปรับโฉมรุ่นไฮ-แลนเดอร์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ และ ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4 ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth

สำหรับ ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4 ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ มาพร้อมชุดแต่ง Stealth Black Package เท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth

Stealth Black Exterior ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ มาพร้อมชุดกระจังหน้าทรงพลัง ชุดแต่งสเกิร์ตหน้า โดดเด่นด้วยเส้น Stealth Line ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับไฟหน้า และสเกิร์ตหน้า กรอบไฟตัดหมอกสีดำ ล้ออัลลอยทูโทน ขนาด 18 นิ้ว และกันชนท้ายดีไซน์ใหม่

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth

Stealth Black Interior ล้ำสมัยทุกฟังก์ชั่น ทุกรายละเอียด กับบรรยากาศห้องโดยสารดีไซน์ใหม่! ทูโทน เท่ ล้ำสมัย สไตล์สปอร์ต เบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำ พร้อมสัญลักษณ์ Stealth ที่แผงข้างประตู

New-Isuzu-V-Cross-Max-4X4

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4 ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ มีเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เสริมส่งความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีสีให้เลือก สีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) หรือสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 887,000 บาท

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Stealth

นอกจากนี้ยังปรับโฉม “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ด้วยใหม่! กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ บึกบึน ทรงพลังยิ่งขึ้น และใหม่! ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมแห่งความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

New-Isuzu-V-Cross-Max-4X4

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4 ปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ทั้งภายนอกและภายใน บึกบึน ทรงพลัง ห้องโดยสารหรูหรายิ่งขึ้น และชุดแต่ง MAX 4X4 ดีไซน์ใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสสุดยอดแห่งประสบการณ์ลุยในแบบฉบับออฟโรดตัวจริง

  • ใหม่! Bumper Ganish โทนเทาดำตัดรับกระจังหน้า เท่เข้มลงตัว
  • ใหม่! Front Bumper Guard ทูโทนดีไซน์ใหม่! ให้ความบึกบึน เพิ่มมิติความเข้ม
  • ใหม่! ล้ออัลลอยทูโทนขนาด 18 นิ้ว สี Matt Black เท่สะดุดตา ได้อารมณ์สปอร์ต
  • ใหม่! กันชนท้ายโทนเทาดำ เท่ เข้ม ดุดัน
  • ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้  สไตล์ทูโทน น้ำตาล-ดำ เดินด้านสีส้มรอบตัวเบาะ พร้อมปักสัญลักษณ์ V-Cross เท่ หรู
  • หน้าจอใหม่! ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ใช้งานสะดวกขึ้น พร้อมระบบสัมผัสตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
  • ครั้งแรกในวงการรถปิกอัพ ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ  พร้อมกล้องบันทึกภาพวิดีโอด้านหน้าขณะขับขี่
  • อีกขั้นของนวัตกรรมระบบความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4 เลือกความเท่ลุคใหม่ได้ 4 สี ได้แก่ แดงเอทนา (Etna Red) ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) ขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) และบรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,064,000 บาท

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ http://isuzu-tis.com/isuzu-pick-up-4-door-stealth หรือ LINE: @isuzuthai

10-Secondhard-Cars-Price-Falls

10 รถมือสอง ที่คุณใช้แล้วต้องทำใจ เพราะราคาขายต่อถูกมากกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในปีเดียวกัน!

“รถมือสอง” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่มีเจ้าของใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว ราคาก็ย่อมถูกกว่า “รถป้ายแดง” เช่นกัน โดยรถมือสองนั้น ก็มีทั้ง “แบรนด์หลัก” และ “แบรนด์รอง” … Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง …

“แบรนด์หลัก” ก็คือรถยี่ห้อใหญ่ๆ ที่ตลาดนิยม เช่น รถญี่ปุ่นหลายยี่ห้อ หรือรถยุโรปบางยี่ห้อ ที่แม้ว่าเราจะอาจจะเบื่อแล้ว หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พอลงประกาศขาย (ในราคาที่เหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป) ก็จะมีผู้คนสนใจอยากซื้อไปใช้ต่อ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะรถบางรุ่นของ “แบรนด์หลัก” เวลาขายต่อ ราคาก็ร่วงรูดได้เหมือนกัน

ส่วนรถยนต์ยี่ห้อที่เป็น “แบรนด์รอง” นั้น ไม่ต้องพูดถึง ส่วนใหญ่ตอนซื้อมาจ่ายราคาเต็ม พอขายต่อ ส่วนต่างหายไปมหาศาลก็มี ไม่ใช่ว่ารถคันนั้นคุณภาพ หรือสภาพรถไม่ดี! แต่เป็นเพราะหลายๆ ปัจจัย เช่น บริการหลังการขาย ราคาอะไหล่ ความหายากของศูนย์บริการ ก็มีผลทำให้รถคันนั้นๆ ราคาร่วงรูดได้เช่นกัน …

Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รถมือสอง ราคาถูกกว่าตอนป้ายแดง มากอย่างไม่น่าเชื่อ (ภาค 1) มาให้ได้อ่านกันครับ.

Chery QQ

Chery-QQ

ราคาป้ายแดง (ปี 2552) : 389,400 – 434,400 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 70,000 – 100,000 บาท

Chery QQ (เฌอรี่ คิวคิว) รถแบรนด์จีนขนาดเล็กหน้าตาน่ารัก นำเข้าโดย บริษัท ไทยเฌอรี่ยานยนตร์ จำกัด ในเครือไทยยานยนตร์กรุ๊ป มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.1 ลิตร 68 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์แบบ AMT 5 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงถึง 19.23 กม./ลิตร (ที่ความเร็ว 90 กม./ชม.)

พอเจอโครงการรถ Eco-Car ของรัฐบาลเข้าไป บวกกับทาง CP เสนอให้ Chery บริษัทแม่ในจีนมาร่วมลงทุนในไทย แต่ทางจีนไม่เอา รถเฌอรี่ จึงเลือนหายไปจากตลาดรถบ้านเรา …

Proton Savvy

Proton-Savvy

ราคาป้ายแดง (ปี 2550) : 399,000 – 469,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 70,000 – 100,000 บาท

Proton Savvy (โปรตอน เซฟวี่) รถยนต์แห่งชาติของประเทศมาเลเซีย รูปทรงขนาดเล็กน่ารัก นำเข้ามาขายโดย บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 74 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์แบบ AMT 5 สปีด ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงถึง 19 กม./ลิตร และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 170 กม./ชม.

พอเจอโครงการรถ “รถคันแรก” ของรัฐบาลเข้าไป บวกกับทางตัวแทนจำหน่ายในไทย (ก็รู้ๆ กันอยู่) … ทำให้รถ Proton หลายๆ รุ่น และโชว์รูม ก็เลือนหายไปจากตลาดรถบ้านเรา (แม้ว่า โชว์รูม กับ ศูนย์บริการ ยังมีเหลืออยู่ แต่ก็น้อยนิดแล้วก็ตาม)

Chevrolet Sonic

Chevrolet-Sonic

ราคาป้ายแดง รุ่น 1.4 (ปี 2555) : 548,000 – 687,000 บาท
ราคาป้ายแดง รุ่น 1.6 (ปี 2556) : 677,000 – 709,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 200,000 – 400,000 บาท

Chevrolet Sonic (เชฟโรเลต โซนิค) เป็นตัวตายตัวแทนของรุ่น Aveo ที่เคยทำตลาดในบ้านเรา มีทั้งแบบ Northback 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ แต่ก็เจอมรสุมของตัวรถเอง จึงต้องหายไปจากตลาดอย่างเงียบๆ …

ในช่วงแรก Chevrolet เปิดตัว Sonic รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 100 แรงม้า พอผ่านไป 1 ปี รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 จึงตามมาให้เลือก ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ถ้าใครอยากเล่นรุ่นนี้ เราแนะนำให้เล่นรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เพราะสมรรถนะดีกว่ารุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ครับ

Chevrolet Cruze

Chevrolet-Cruze

ราคาป้ายแดง (ปี 2553) : 729,000 – 1,149,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2556) : 752,000 – 1,248,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 270,000 – 500,000 บาท

Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) อันนี้ถือว่าเป็นตัวแทนของ Optra เดิม เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร Commonrail Turbo 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด DSC

พอถึงปี 2556 จึงปรับหน้าตาและเครื่องยนต์ให้รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 ก่อนจะตัดรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ออก เหลือแค่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร อย่างเดียว ปรับโฉมอีกครั้งช่วงปี 2558 ก่อนจะหายเงียบไป

หากใครอยากเล่นรุ่นนี้ เราขอแนะนำตัวดีเซลครับ เพราะขับสนุกสุดแล้ว (แต่ก็ดูแลเรื่องเกียร์หน่อยละกัน …)

Ford Fiesta

Ford-Fiesta

ราคาตอนป้ายแดง (ปี 2554) : 549,000 – 724,000 บาท
ราคาตอนป้ายแดง (ปี 2555) : 644,000 – 759,000 บาท
ราคาตอนป้ายแดง EcoBoost (ปี 2557) : 619,000 – 779,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 175,000 – 400,000 บาท

Ford Fiesta (ฟอร์ด เฟียสต้า) ถือเป็นรถ Ford อีกรุ่น ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกรุ่นเลยก็ว่าได้ มาทำตลาดในไทยครั้งแรกในแบบ 4 ประตู และ 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 95 แรงม้า เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 121 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับแบบ PowerShift 6 สปีด

และในช่วงที่โครงการ “รถคันแรก” มา ทาง Ford จึงส่ง Fiesta รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 109 แรงม้า มาแทนที่รุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ซะเลย แถมยังได้เงินคืนถึง 100,000 บาทเชียวนะ!

สุดท้าย Ford Fiesta จึงปรับโฉมหน้าตาใหม่ ในปี 2556 (ก่อนจะเปลี่ยนหน้าตาของรุ่น 1.5 ตามมาในปี 2557) มาพร้อมเครื่องยนต์ Turbo ใหม่ ขนาด 1.0 ลิตร EcoBoost 125 แรงม้า … แต่พอเจอ User Voice มากมายของที่ใช้รุ่นรถนี้ บวกกับข่าวคราวหลายครั้งที่ผ่านมา ก็ทำให้ราคามือสองของ Fiesta นั้น ต่างจากราคาป้ายแดงลิบลับแบบไม่ต้องสงสัย …

Ford Focus

Ford-Focus

ราคาป้ายแดง (ปี 2555) : 759,000 – 1,079,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 290,000 – 500,000 บาท

Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) รถขนาดกลางแบบ C-Segment ยอดนิยมของฟอร์ดทั่วโลกอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 3 ในบ้านเราเมื่อปี 2555 มาพร้อมความสปอร์ตในแบบ Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 125 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6 สปีด

สุดท้าย Ford Focus จึงปรับโฉมหน้าตาและเครื่องยนต์ใหม่ ในปี 2559 มาพร้อมเครื่องยนต์ Turbo ใหม่ ขนาด 1.5 ลิตร EcoBoost 180 แรงม้า …

แต่พอเจอ User Voice มากมายของที่ใช้รุ่นรถนี้ เกี่ยวกับเรื่องเกียร์ PowerShift เช่นเดียวกับรุ่นน้องอย่าง Fiesta ก็ทำให้ราคามือสองของ Focus นั้น ดำดิ่งต่างจากราคาป้ายแดงลิบลับเช่นกัน …

MG6

MG6

ราคาป้ายแดง (ปี 2557) : 988,000 – 1,128,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 520,000 บาท

MG6 (เอ็มจี6) ถือเป็นรถรุ่นแรกของ MG ในไทย ภายใต้การทำตลาดโดย CP ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 2557 มีให้เลือกทั้งโฉม Sedan 4 ประตู และแบบ Fastback 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 161 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch Transmission (DCT) 6 สปีด

แต่เนื่องด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ของตัวแบรนด์ MG เอง จึงทำให้ราคาขายต่อรถมือสองของรุ่นนี้ ดูเบาๆ สำหรับคนกำลังมองหารถมือสอง MG มาใช้ อย่างไม่ต้องสงสัย …

Nissan Pulsar

Nissan-Pulsar

ราคาป้ายแดง (ปี 2556) : 776,000 – 976,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2557) : 781,000 – 1,070,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 380,000 – 490,000 บาท

Nissan Pulsar (นิสสัน พัลซ่าร์) อาจจะเรียกได้ว่า เป็นรถนิสสัน ที่เคยขายในไทยเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ยุคสยามกลการนู่น แต่ไม่รุ่งเลยเลิกขายไป ก่อนจะ Come Back กลับมาขายใหม่อีกหลังในปี 2556 ในแบบสปอร์ต แฮทช์แบค ออพชั่นเพียบ แล้วก็แป๊กเหมือนในอดีตอีก …

มีให้เลือก 3 เครื่องยนต์ ได้แก่ ขนาด 1.6 ลิตร 116 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร 131 แรงม้า และเบนซิน 1.6 ลิตร DIG Turbo 190 แรงม้า ซึ่งถ้าใครที่ชอบความแรงแล้ว คงต้องยกให้ไปลองเล่นรุ่น Turbo ดูครับ

Mitsubishi Lancer EX

Mitsubishi-Lancer-EX

ราคาป้ายแดง (ปี 2552) : 831,000 – 1,034,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2554) : 794,000 – 1,151,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 460,000 บาท

Mitsubishi Lancer EX (มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์) แม้ว่าจะเป็น Lancer รุ่นสุดท้ายที่ขายในบ้านเราเวลานี้ จัดว่าเป็นรถ C-Segment ที่น่าใช้อีกรุ่น ดีไซน์สไตล์สปอร์ต ไปแต่งเป็นโฉม Evolution ก็หล่อใช่ย่อย ช่วงล่างก็ดีเกาะถนน ออพชั่นติดรถก็ถือว่ามากใช้ได้ และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แบบ FFV เติมแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ รุ่นแรกในไทย … พอในปี 2554 ก็มีการปรับออพชั่นเพิ่มอีก อาทิเช่น เพิ่มระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS และแนะนำตัวถังสีใหม่ “แดงเมทัลลิก” เป็นต้น

มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 139 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 154 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT INVECS-III แบบ 6 สปีด … แต่เพราะ Lancer ไม่ใช่รถตลาด เหมาะสำหรับคนชอบรถแต่งมากกว่า และเรื่องศูนย์บริการ กับราคาอะไหล่ ทำให้ราคามือสอง อาจจะทิ้งห่างจากตอนป้ายแดงอยู่พอสมควร

Toyota Prius

Toyota-Prius

ราคาป้ายแดง (ปี 2553) : 1,190,000 – 1,270,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2555) : 1,199,000 – 1,369,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 330,000 – 600,000 บาท

Toyota Prius (โตโยต้า พริอุส) รถสำหรับคนรักษ์โลกจากค่ายโตโยต้า มาพร้อมขุมพลังไฮบริด กับรูปทรงที่ลู่ลม ผลิตในไทยด้วย! ซึ่งนับเป็นประเทศที่ 3 ของโลก สำหรับการผลิต Prius ขาย … มีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบ Head-Up Display รวมไปถึงประสิทธิภาพของระบบไฮบริดที่ดีเยี่ยม เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 99 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 82 แรงม้า ประหยัดน้ำมัน และให้อัตราเร่งเทียบเท่ารถยนต์เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ

Prius เป็นรถที่ดีและน่าใช้อีกคันหนึ่งเลยทีเดียว แต่ด้วยเวลาที่แบตเตอรี่ต้องใกล้เปลี่ยน กับ ราคาอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นเยอะ ทำให้ราคามือสองของรุ่นนี้ ทิ้งห่างจากตอนซื้อใหม่ไปมากพอสมควร …

ทางที่ดี ก่อนคุณจะซื้อตัดสินใจหารถมือสองมาใช้สักคัน (เช่น Inbox ไปถามใน Fanpage “Carro Thailand” ก็ได้) ก็ควรหาคนที่พอมีความรู้เรื่องรถยนต์ หรือช่างไปดูรถด้วย เพื่อให้ได้รถที่มีสภาพดี ไม่ชนหนัก ไม่ถูกย้อมแมว จะได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ยังไงล่ะครับ

หากใครที่คิดว่าตัวเองใจไม่ถึง อยากเปลี่ยนไปเล่นรถตลาด อยากขายรถที่มีในบทความนี้อยู่เพื่อไปเล่นรุ่นอื่น ก็ลองดูได้ครับผม …

Toyota-Camry-Thailand-2018

Camry โฉมใหม่สดทั้งคัน! ในราคา 1,445,000 – 1,799,000 บาท

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “คัมรี” รุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยภาพลักษณ์ดีไซน์สปอร์ต หรูหรา ผ่านการออกแบบอย่างพิถิพิถัน พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใคร จากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ช่วยผสานยนตรกรรมกับผู้ขับขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

All-New-Toyota-Camry-2018

Toyota Camry (โตโยต้า คัมรี) ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ขนาดกลางรุ่นหลักของโตโยต้า ที่ขายดิบขายดีออกสู่ตลาดนับตั้งแต่ต้นกำเนิดของ คัมรี ได้รับการเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นในปี 2523 ในฐานะรถสปอร์ตซีดานระดับตำนาน อย่าง Celica โดยใช้ชื่อว่า Celica-Camry ปัจจุบันถือว่าออกมาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 8 แล้ว ในรหัส XV70 พัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม TNGA (Toyota New Global Architecture) เช่นเดียวกับ Toyota C-HR, Prius และ Lexus ES นั่นเอง

Toyota Celica Camry ต้นกำเนิด Camry รุ่นแรก

โดยปัจจุบันมีจำนวนยอดจำหน่ายสะสมของรถคัมรี ทั่วโลกก้าวเข้าสู่ 20 ล้านคัน (ข้อมูลยอดขายสะสมรวมทั่วโลกตั้งแต่ปี 2525 ถึงกันยายน 2561) สำหรับในประเทศไทยนั้น คัมรี เปิดตัวครั้งแรกในปี 2536 ซึ่งนำเข้าจากออสเตรเลีย และด้วยกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ คัมรี เจนเนอเรชั่นที่ 4 ถูกนำมาประกอบในประเทศไทย เมื่อปี 2542

All-New-Toyota-Camry-2018

ยิ่งไปกว่านั้น Camry เปิดตัวรุ่นไฮบริดครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2552 และ Camry ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 200,000 คัน** (*ข้อมูลยอดขายสะสมของคัมรีรวมถึงเดือนกันยายนปี 2561)

All-New-Toyota-Camry-2018

รูปโฉมภายนอก ดีไซน์ไปทางสปอร์ตซีดานแบบพรีเมี่ยม ที่ผู้บริหารก็สามารถขับได้! ชุดไฟหน้า พร้อมไฟ Daytime Running Light ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟตัดหมอกเป็นแบบ LED, หลังคามูนรูฟ เปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า กระจกป้องกันเสียงรบกวนและแสงแดด และล้อแม็ก 17 นิ้ว เป็นต้น

All-New-Toyota-Camry-2018

Camry ใหม่ พัฒนาภายใต้แนวคิด “Unprecedented Change” ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้นำสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGA ที่ถือเป็นหลักในการปฏิรูปโครงสร้างและเครื่องยนต์ มาปรับใช้กับคัมรีใหม่นี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้แนวคิดการท้าทายในการผลิตยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-Better Cars)

มิติตัวถังยาว 4,885 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 15 มม.), กว้าง 1,840 มม. (เพิ่มขึ้น 15 มม.), สูง 1,445 มม. (เตี้ยลง 30 มม.) ระยะฐานล้อ 2,825 มม. (เพิ่มขึ้น 50 มม.)

มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ได้แก่รุ่น 2,0G, 2.5G, 2.5HV และ 2.5HV Premuim

All-New-Toyota-Camry-2018

ห้องโดยสารภายใน ฉีกแนวการออกแบบเดิมๆ ทิ้งไป เล่นเส้นสายรูปตัว “Y” พร้อมลาย Hybrid Onyx บริเวณแผงคอนโซลกลาง ดุจสายน้ำไหล แต่ยังคงหรูหราเหมือนเดิม มาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้ารถ มีเครื่องเล่น DVD แบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง

All-New-Toyota-Camry-2018

ระบบหน่วงแรงเบรกอัตโนมัติ และระบบเบรกมือไฟฟ้า ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สายแบบ Qi เป็นต้น

All-New-Toyota-Camry-2018

เบาะนั่งคู่หน้า Seat Ventilator พร้อมกับเบาะนั่งด้านหลังสามารถปรับเอนได้ (Rear Reclining Seat) และ T-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้คุณอัพเดตสถานะรถได้ตลอดเวลา

Toyota Camry มาพร้อมเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ …

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 6AE-FBS แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S VVT-iW ให้แรงม้าสูงสุด 167 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 199 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รองรับแก๊สโซฮอล์ E85

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส A25A-FKB แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S VVT-iE ให้แรงม้าสูงสุด 209 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด รองรับแก๊สโซฮอล์ E85

All-New-Toyota-Camry-2018

แบบ Hybrid เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร ใหม่ รหัส A25A-FXS แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S VVT-iE ให้แรงม้าสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 221 นิวตันเมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT รองรับแก๊สโซฮอล์ E20

ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Lithium-ion ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้า และแรงบิด 202 นิวตันเมตร โดยทั้งสองระบบ ให้แรงม้าสูงสุด 211 แรงม้า

All-New-Toyota-Camry-2018

จากเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ที่ถูกนำมาใช้กับเหล็กกล้าคุณภาพเยี่ยม ทำให้โครงสร้างตัวถังรถมีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงบิด นอกจากนั้นตัวรถยังได้รับการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ ทรงตัวดีเยี่ย พร้อมด้วยระบบช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) ทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งความนุ่มสบายและความเงียบตลอดการเดินทาง

Toyota-Camry-JDM-2018

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบส่งกำลังใหม่ คือ เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Dynamic Force และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังรถได้สูงสุด ส่งผลให้มีอัตราการเร่งแบบสปอร์ตและการขับขี่ที่เร้าใจ สำหรับรุ่นไฮบริด ที่มาพร้อมกับไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอัตราการเร่งที่ดีขึ้น และสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

Toyota-Camry-JDM-2018

ด้านระบบความปลอดภัยถูกติดตั้ง Toyota Safety Sense อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collission System) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert) พร้อมด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคัน 9 ลูก ซึ่งถือได้ว่ามากที่สุดในรถระดับเดียวกัน

Toyota-Camry-TRD-Sportivo

อีกทั้งยังมีชุดแต่งรอบคัน Camry TRD Sportivo ให้เลือกติดตั้งเพิ่ม ซึ่งได้รับการออกแบบโดย Toyota Racing Development Japan (TRD Japan) ภายใต้แนวความคิด Graceful Carriage

อุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน Camry TRD Sportivo ที่สามารถติดตั้งได้กับรถคัมรีใหม่ทุกรุ่น ประกอบไปด้วย

– คิ้วตกแต่งกันชนหน้าของ TRD มีให้เลือก 2 สี คือ สีเงิน (Silver Metallic) หรือ สีดำ (Attitude Black)
– สเกิร์ตรอบคันของ TRD เพิ่มจุดยึดพิเศษให้แนบสนิทกับตัวรถ มีให้เลือก 3 สี คือ สีเงิน (Silver Metallic) สีดำ (Attitude Black) และไม่ทำสี (Primer)

และ … ล้ออัลลอย 18″ …ลายสปอร์ตสีเงินสลับดำ หรูหรา สวยงาม

ราคาของ Toyota Camry ใหม่

รุ่นเริ่มต้น – 2.0 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,445,000 บาท***

รุ่น 2.5 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,589,000 บาท***

รุ่น 2.5 HV เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,639,000 บาท***

รุ่น Top สุด – 2.5 HV Premium เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,799,000 บาท***

(สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท)

***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

พิเศษสำหรับลูกค้า The All-New CAMRY ผ่อนเริ่มต้นเพียง 17,000 บาท ต่อ เดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% นาน 48 เดือน

ตารางเงินผ่อน / เงินดาวน์ Toyota Camry ใหม่ (ดอกเบี้ย 3%)

รุ่น/ราคา
เงินดาวน์
ยอดจัด
ราคาผ่อน-ดาวน์
48 เดือน 60 เดือน 72 เดือน 84 เดือน
2.0G / 1,445,000 บาท
15% 216,750 1,228,250 28,660 23,542 20,130
20% 289,000 1,156,000 26,974 22,157 18,946
25% 361,250 1,083,750 25,288 20,772 17,762
2.5G / 1,589,000 บาท
15% 238,350 1,350,650 31,516 28,888 22,136
20% 317,800 1,271,000 29,662 24,365 20,834
25% 397,250 1,191,750 27,808 22,842 19,532
2.5HV / 1,639,000 บาท
15% 245,850 1,393,150 32,507 26,703 22,833
20% 327,800 1,311,200 30,595 25,132 21,490
25% 409,750 1,229,250 28,683 23,561 20,177
2.5HV Premium / 1,799,000 บาท
15% 269,850 1,529,150 35,681 29,309 25,062
20% 359,800 1,439,200 33,582 27,585 23,587
25% 449,750 1,349,250 31,483 25,861 22,113

 

ยางรถยนต์

หากรถยนต์ของคุณถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยางรถใหม่
แต่..หากต้องเปลี่ยนพร้อมกัน 4 เส้น อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดกันหนักทีเดียว

วันนี้ คาร์โร มีเคล็ดลับให้ประหยัดเรื่องการเปลี่ยนยางซึ่งการเปลี่ยนยางที่เหมาะสมจำเป็นต้องเปลี่ยนอย่างน้อย 2 เส้น หรือทีละคู่ และแน่นอนคำถามต่อมาของหลายๆ คน คือ ยางรถยนต์ใหม่ที่ซื้อมาเราควรต้องใส่ไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังดี

ซึ่งหลายคนก็ยังมีความเชื่อว่าควรต้องนำยางเส้นใหม่มาไว้ที่ด้านหน้าเสมอ เพราะเหตุผลที่ว่าเวลาเบรกจะไม่ลื่นไถล แต่เมื่อเราวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ยางรถยนต์ใหม่ต้องใส่ไว้ที่ล้อคู่หลังเสมอ

เพราะว่าเวลาที่เราเหยียบเบรก น้ำหนักจะถ่ายเทไปด้านหน้า ทำให้ล้อคู่หน้ามีแรงกดเพิ่มขึ้น และช่วยให้ยางยึดเกาะถนนมากขึ้น เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นจะทำให้ยางเสียดสีและบดไปกับพื้นถนน

ยางรถยนต์ ล้อหลัง

ส่วนล้อหลัง แรงที่ถ่ายเทไปข้างหน้าจะทำให้ท้ายรถยกตัวขึ้น ล้อหลังจะลอยขึ้นจากพื้น ทำให้การยึดเกาะถนนน้อยลง เมื่อเวลาที่เราเหยียบเบรกแรงๆ ก็จะเกิดอาการหน้าทิ่มท้ายยก จึงทำให้ประสิทธิภาพการยืดเกาะถนนลดลง

ดังนั้น ล้อหลังจึงจำเป็น และต้องการการยึดเกาะถนนมากกว่า เพราะไม่มีน้ำหนักของเครื่องยนต์มาช่วยกดทับให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นผิวถนน

ฉะนั้น แล้วเราควรใส่ยางรถยนต์ใหม่ไว้ที่ล้อคู่หลังดีที่สุด ซึ่งยางรถยนต์ใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนได้ดีกว่า ช่วยลดปัญหาเรื่องอาการท้ายปัด หรือล้อหลังล็อคไว้ดีเป็นอย่างดี รวมไปถึงกรณีในการเข้าโค้งแรงๆ ยางรถยนต์ใหม่ก็จะช่วยให้ล้อหลังมีการยึดเกาะที่ดีขึ้นอีกด้วย และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนได้ดีและช่วยลดอุบัติเหตุ

ยางรถยนต์

หลังจากเมื่อเราเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่แล้ว เราก็ควรตรวจเช็กสภาพของยาง แรงดันลมยาง ( อยากรู้เรื่องลมยางรถยนต์ อ่านต่อ คลิก > https://th.carro.co/blog2/tire-pressure/) และเช็กความผิดปกติของยาง และแก้มยาง (อยากรู้สัญลักษณ์ต่างๆ บนแก้มยางคืออะไร? อ่านต่อ คลิก > https://th.carro.co/blog2/symbol-in-tire/) ไม่ว่าจะเป็นยางแบน หรือยางมีรอยรั่ว เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อนร่วมทางอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Drivermate

Travel-to-Motor-Expo

เดินทางสะดวก ด้วยรถ Shuttle Bus ของงาน หรือใช้ระบบขนส่งมวลชน ไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถ

Motor-Expo-Shuttle-Bus

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ภายใต้แนวคิด “ขับสนุก ! ก่อนยุคไร้คนขับ” หรือ “Enjoy Driving! Before Driverless Era” พร้อมนำรถรุ่นใหม่ ทั้งที่เปิดตัวในปีนี้ รวมทั้งรุ่นยอดนิยม มาจัดแสดงส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

สำหรับท่านที่อยากมาชมงาน “Motor Expo 2018” แต่ไม่อยากเสียเวลาขับรถแล้วเจอรถติดๆ บนทางด่วน หรือรถติดแหง็กบนถนนแจ้งวัฒนะ (ซึ่งปกติ เวลาไม่มีงานอะไร ก็รถติดแหง็กประจำอยู่แล้ว) รวมไปถึงต้องเสียเวลามาวนหาที่จอดรถในสถานที่รอบๆ ซะอีก …

Carro ขอแนะนำ 5 วิธีการเดินทางไปงาน Motor Expo 2018 ตั้งแต่รถ Shuttle Bus ของงาน รวมไปถึงระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เพื่อความสะดวกของผู้อยากมาชมงาน Motor Expo 2018 แต่ไม่อยากขับรถไปที่งานครับ

รถ Shuttle Bus งาน Motor Expo

Impact-Mochit

1) เส้นทางหมอชิต – อิมแพ็ค – หมอชิต
– เดินทางโดย MRT ลงที่สถานีจตุจักร และใช้ทางออก 4
– เดินทางโดย BTS ลงที่สถานีหมอชิต และใช้ทางออก 2

Impact-Onnut

2) เส้นทางอ่อนนุช – อิมแพ็ค – อ่อนนุช
– เดินทางโดย BTS ลงที่สถานีอ่อนนุช และใช้ทางออก 2
– จุดจอดรถ Shuttle Bus อยู่ตรงลานจอดรถห้างโลตัส (เดินไปทางลานจอดรถด้านข้างห้าง ทางด้านซอยสุขุมวิท 50)

Impact-Silom

3) เส้นทางสีลม – อิมแพ็ค – สีลม
– เดินทางโดย MRT ลงที่สถานีสีลม และใช้ทางออก 1
– เดินทางโดย BTS ลงที่สถานีศาลาแดง และใช้ทางออก 5
– จุดจอดรถ Shuttle Bus อยู่ตรงหน้าพระบรมรูป ร.6 ตรงข้ามโรงแรมดุสิตธานี

Impact-Rangsit

4) เส้นทางรังสิต – อิมแพ็ค – รังสิต
– จุดจอดรถ Shuttle Bus อยู่บริเวณด้านหลัง Future Park Station (ติดกับศาลพระภูมิ)

*รถ Shuttle Bus ออกทุกๆ 30 นาที หรือรถออกเมื่อผู้โดยสารเต็มคัน

รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีสวนจตุจักร เดินทางต่อไปยังปลายทางด้วย :

1. Free Shuttle Bus บริเวณทางออก M4
2. รถประจำทางสาย 52 (ปากเกร็ด – บางซื่อ)
3. รถตู้ปรับอากาศสาย สวนจตุจักร-ปากเกร็ด
4. IMPACT Link Shuttle Bus (เสียค่าบริการ)

BTS

รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ลงสถานีหมอชิต เดินทางต่อไปยังปลายทางด้วย :

1. Free Shuttle Bus บริเวณทางออก 4
2. รถประจำทางสาย 52 (ปากเกร็ด – บางซื่อ)
3. รถตู้ปรับอากาศสาย สวนจตุจักร-ปากเกร็ด
4. IMPACT Link Shuttle Bus (เสียค่าบริการ) บริเวณทางออก M3

รถตู้

ระหว่างการจัดแสดงงาน Motor Expo 2018 จะมีรถตู้ (เสียค่าบริการ) จากเมืองทองธานี ไปจุดสำคัญต่างๆ ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, สีลม, เพลินจิต, มีนบุรี, รามคำแหง, ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และ เซ็นทรัลลาดพร้าว

รถเมล์ (Bus)

บริเวณแยกแจ้งวัฒนะ / วิภาวดี-รังสิต
– สาย 29, 59, 95, 95ก, ปอ. 29, 59, 504, 510, 538 (มุ่งสู่ทิศเหนือ)
– สาย 29, 52, ปอ. 29, 59, 504, 510 (มุ่งสู่ทิศใต้)
– สาย 95ข, 150 (มุ่งสู่ทิศตะวันออก)

บริเวณห้าแยกปากเกร็ด
– สาย 33, 90, 359, 367 (มุ่งสู่ทิศเหนือ)
– สาย 32, 33, 51, 90, 104 (มุ่งสู่ทิศใต้)

ถนนแจ้งวัฒนะ
– สาย 52, 150, 356, ปอ.150, 356
– สาย 166 (ทางด่วน เมืองทองธานี – ปากเกร็ด – อนุสาวรีย์ชัยฯ) เข้าถึงเมืองทองธานี

Motor-Expo-2018-มอเตอร์เอ็กซ์โป-2018

Motor Expo 2018 – “ขับสนุก ! ก่อนยุคไร้คนขับ”

Motor-Expo-2018-Poster

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ภายใต้แนวคิด “ขับสนุก ! ก่อนยุคไร้คนขับ” หรือ “Enjoy Driving! Before Driverless Era” พร้อมนำรถรุ่นใหม่ ทั้งที่เปิดตัวในปีนี้ รวมทั้งรุ่นยอดนิยม มาจัดแสดงส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

Car-In-Motor-Expo-2017

ในปีนี้มีแบรนด์รถยนต์เข้าร่วมงานมากมาย ถึง 36 แบรนด์ เริ่มจากค่ายญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Lexus, Nissan, Honda, Mitsubishi, Isuzu, Mazda, Subaru, Suzuki ส่วนรถเกาหลีอีก 2 แบรนด์คือ KIA และ Hyundai และรถอินเดียจาก TATA และค่ายจากประเทศจีนเช่น Foton … และแบรนด์ไทยอย่าง Thairung เป็นต้น

ในส่วนของแบรนด์รถยุโรปและรถอเมริกัน ก็มาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ Aston Martin, Audi, BMW, Bentley, Mercedes-Benz, MINI, Jaguar, Lamborghini, McLaren, Porsche, Land Rover, Volvo, MG, Ford, Maserati, Rolls-Royce และ Chevrolet เป็นต้น

รวมถึงชุดแต่งและรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ BMW M Performance, Carlsson, Mike, M’Z Speed, Swift และ FOMM

ในส่วนของรถมือสอง ก็มีมาร่วมงานในงานถึง 4 ค่าย เช่น Toyota Sure, BMW, Mercedes-Benz (TTC Motor) และ Volvo

Motorcycle-In-Motor-Expo-2017

ทางด้านของรถจักรยานยนต์ มีมามากถึง 23 แบรนด์ อาทิเช่น Aprilia, Benelli, BMW, CF Moto, Ducati, GPX, Hanway, Harley-Davidson, Honda Bigbike, Kawasaki, Lifan, Moto Guzzi, MV Agusta, Piaggio, Royal Alloy, Royal Enfield, Ryuka, Suzuki, Triumph, Vespa, Yamaha และ Zontes เป็นต้น

Plan-Motor-Expo-2018

แผนผังงาน Motor Expo 2018

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” คาดว่าจะมียอดจองรถยนต์ในงาน 45,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,000 คัน และผู้ชมงาน 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 55,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์รวมของไทยปี 2561 ทะลุ 1 ล้านคัน

นอกจากนี้ ภายในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” ยังจัดกิจกรรมมอบโชคคืนกำไรให้แก่ผู้ชมงาน โดยปีนี้ยังคงแจกรถยนต์ 3 คัน และจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ 1 คัน และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

Motor-Expo-2018-ซื้อรถ-ชิงรถ

รายการ “ซื้อรถ ชิงรถ” ผู้ชมงาน ที่จอง/ซื้อรถยนต์ภายในงาน จะได้รับสิทธิ์ ชิงรถยนต์ Volvo V40 T4 Dynamic Edition มูลค่า 1,690,000 บาท

Motor-Expo-2018-ซื้อบัตร-ชิงรถ

รายการ “ซื้อบัตร ชิงรถ” ผู้ชมที่ซื้อบัตรเข้าชมงาน มูลค่า 100 บาท จะได้รับคูปองสำหรับการกรอกรายละเอียดต่างๆ เพื่อชิงรถยนต์ All New MG 3 Hatchback รุ่น D มูลค่า 554,000 บาท

Motor-Expo-2018-SMS-ชิงรถ

รายการ “SMS ชิงรถ” โดย Motor Expo 2018 ร่วมกับ True Move และ True Move H จัดรายการชิงรางวัลมอบสิทธิพิเศษ เฉพาะลูกค้า True Move และ True Move H เท่านั้น เพียงกด *144 (ค่าบริการส่งครั้งละ 6 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ชิงรถยนต์ Mitsubishi Mirage 1.2 GLX MT มูลค่า 467,000 บาท

Motor-Expo-2018-ซื้อมอเตอร์ไซค์-ชิงบิ๊กไบค์

รายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์ ชิงบิ๊กไบค์” สำหรับลูกค้าที่จอง/ซื้อมอเตอร์ไซค์ภายในงาน จะได้รับสิทธิ์ชิง Yamaha YZF-R6 มูลค่า 549,000 บาท

Motor-Expo-2018-ซื้อสินค้า-ชิงรางวัล

นอกจากนี้ยังมีรายการ “ซื้อสินค้า ชิงรางวัล” ผู้เข้าชมงานซื้อสินค้าภายในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” (ยกเว้นรถใหม่ รถจักรยานยนต์ และรถใช้แล้ว) จากร้านค้าเดียวกัน ครบทุก 1,000 บาท จะได้รับคูปองชิงรางวัล 1 ใบ จากร้านค้า กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วนำคูปองใส่กล่องรับชิ้นส่วนบริเวณประตูทางเข้า-ออก หรือที่บูธผู้จัดงาน ร่วมลุ้นรางวัลทุกวัน

รายการของรางวัลมีดังต่อไปนี้ กล้องติดรถยนต์ ยี่ห้อ Proof รุ่น PF600 จำนวน 24 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 3,690 บาท รวมมูลค่า 88,560 บาท พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ เก้าอี้นวดไฟฟ้า ยี่ห้อ Reseter รุ่น Master จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 242,800 บาท

(รางวัลใหญ่ จะจับรางวัลในวันที่ 10 ธันวาคม 2561 เวลา 20.00 น. ณ จุดแสดงของรางวัล บริเวณลอบบี ฮอลล์ ชาลเลนเจอร์ 2 IMPACT เมืองทองธานี)

Motor-Expo-2018-สแกนจ่าย-ลุ้นโชค

“สแกนจ่าย…ลุ้นโชค ยิ่งสแกนจ่ายมากยิ่งมีสิทธิ์มาก” ซื้อสินค้าในงานตามมูลค่าที่กำหนด ชำระค่าสินค้าโดยสแกน QR CODE ผ่านระบบ Mobile Banking เท่านั้น และนำ E-slip มาลงทะเบียนผ่าน Motor Expo Application กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ลุ้นรับรางวัล 2 ต่อ ต่อที่ รับฟรีบัตรชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ใบ มูลค่าใบละ 270 บาท แจกวันละ 40 รางวัล รวมมูลค่า 129,600 บาท ต่อที่ 2 ชิงรางวัล รถจักรยานยนต์ GPX รุ่น Demon 150 GR (Luxury) มูลค่า 63,800 บาท จำนวน 1 รางวัล และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า UDA รุ่น WINK (M400B) มูลค่า 18,900 บาท จำนวน 3 รางวัล

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ “Skill Driving Experience Junior” อบรมขับขี่ปลอดภัย สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี เพื่อปลูกฝังการใช้รถใช้ถนนตามกฎจราจร พร้อมชิงรางวัล “Car Seat” อุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยให้บุตรหลานขณะโดยสารรถยนต์ มูลค่ากว่า 20,000 บาท ฟรี ! ขณะที่ผู้สนใจซื้อรถในงานสามารถร่วมกิจกรรม “สนุกขับกับรถที่คุณเลือก” (Autonomous Test Drive Area) เพื่อทดลองระบบช่วยเหลือ เช่น ระบบถอยจอดอัตโนมัติ ระบบเบรคอัตโนมัติ ฯลฯ ที่ติดมากับรถ ภายใต้การแนะนำ และดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากผู้แทนจำหน่าย และจากโครงการ “ขับเป็น… ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล” (Skill Driving Experience) โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ Spirit Of The 4×4 Driving School จัดพื้นที่ต้อนรับผู้ชื่นชอบรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ฯลฯ

ยังมีการจัดแสดงยานพาหนะทางน้ำ อาทิ เรือขนาดเล็ก สปีดโบ๊ต เรือยอชท์ พร้อมพื้นที่ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์พบปะกัน โดยมีผู้ผลิตชุดแต่ง และอะไหล่จากประเทศจีน และอินโดนีเซีย มาเปิดเวทีเจรจาการค้าร่วมกันด้วย

Carro-Sale-Car-Express

และหากใครที่สนใจ ต้องการขายรถกับทาง Carro เพื่อนำเงินไปซื้อรถคันใหม่ ขายได้ไว! เร็ว! ได้ราคาที่ดีที่สุด! พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! สามารถเข้าไปกรอกรายละเอียดได้ที่ https://th.carro.co/sell-car/express

หากท่านใดที่อยากได้บัตรเข้างาน Motor Expo 2018 ฟรี! สามารถติดตามกิจกรรม หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Fanpage Carro Thailand ครับ

Carro-Toyota-Hiace-Commuter-Secondhand-Price

ประเมินราคารถมือสอง Toyota Hiace / Commuter ทุกรุ่น ทุกแบบ เรารวบรวมมาไว้ให้คุณดูที่นี่!

รถตู้รุ่นถือได้ว่า ขายดีและขายได้มากที่สุดของ Toyota นั่นคือ … Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) ที่ได้รับความนิยม นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1967 ถึงปัจจุบันก็ 52 ปีพอดี ผ่านการขายมาแล้วถึง 5 เจเนอเรชั่น และยังเป็นที่นิยมของรถตู้ในบ้านเราอีกด้วย

สำหรับรถตู้ Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) จัดได้ว่าเป็นรถตู้ยอดนิยมในตลาดอันดับ 1 ก็ว่าได้ มีทั้งรถตู้ขนของ รถตู้รับจ้าง รถตู้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร ซึ่งทนทาน ซ่อมง่าย ศูนย์บริการเพียบ อะไหล่มีพร้อมทั้งของแท้ ของเทียบ ของเทียม ของเก่า ไม่ต้องห่วง

ที่นี่เรามาดูกันครับว่า ประเมินราคารถมือสอง (ประจำปี 2562) Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) ทาง Carro ขอประเมินราคาเฉพาะรุ่น “หัวจรวด” และรุ่นปัจจุบัน ที่ทาง Toyota เริ่มต้นขายรุ่นนี้มาตั้งแต่ปี 2532 – 2547 และ 2547 – ปัจจุบัน นะครับ ไปเช็คราคากันได้เลยครับ!

Toyota Hiace โฉมปี 1989-2004

Toyota-Hiace

รุ่นปี 1989-1993

  • ตู้เบนซิน 2.0 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 50,000 – 80,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 2.4 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 50,000 – 80,000 บาท
  • Hiace ตู้ Hi-Roof ดีเซล 2.4 ราคามือสองโดยประมาณ 50,000 – 90,000 บาท

Toyota-Hiace

รุ่นปี 1993-1996

  • ตู้เบนซิน 2.0 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 70,000 – 130,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 2.4 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 70,000 – 130,000 บาท
  • Commuter ตู้ดีเซล 2.4 ช่วงยาว หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 90,000 – 150,000 บาท

Toyota-Hiace

รุ่นปี 1997-2000

  • ตู้เบนซิน 2.4 ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 90,000 – 180,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงยาว / ช่วงยาว GL ราคามือสองโดยประมาณ 90,000 – 180,000 บาท
  • Commuter ตู้ดีเซล 3.0 มาตรฐาน / หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 150,000 – 230,000 บาท
  • Super Wagon ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงสั้น ราคามือสองโดยประมาณ 110,000 – 160,000 บาท
  • Super Custom ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 110,000 – 160,000 บาท

Toyota-Hiace

รุ่นปี 2001-2004

  • ตู้เบนซิน 2.4 ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ -150,000 – 250,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงยาว / ช่วงยาว GL ราคามือสองโดยประมาณ -150,000 – 250,000 บาท
  • Commuter ตู้ดีเซล 3.0 มาตรฐาน / หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 200,000 – 310,000 บาท
  • Super Wagon ตู้เบนซิน 2.5 ราคามือสองโดยประมาณ 130,000 – 180,000 บาท
  • Grand Wagon ตู้เบนซิน 2.5 ราคามือสองโดยประมาณ 130,000 – 190,000 บาท

Toyota Hiace / Commuter โฉมปี 2004-ปัจจุบัน

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2004-2006 (Hiace / Commuter ประกอบในญี่ปุ่น)

  • ดีเซล 2.5 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 300,000 – 400,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 Eco ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 500,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 GL ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 500,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 2.5 หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 330,000 – 650,000 บาท

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2006-2011 (Hiace ประกอบในมาเลเซีย)

  • ดีเซล 2.5 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 500,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 Eco ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 600,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 GL ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 600,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 2.5 หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 840,000 บาท
  • Ventury เบนซิน 2.7 V / G ราคามือสองโดยประมาณ 500,000 – 630,000 บาท
  • Ventury Majesty เบนซิน 2.7 ราคามือสองโดยประมาณ 590,000 – 730,000 บาท

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2012-2015 (Commuter ประกอบในไทย)

  • ดีเซล 2.5 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 700,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 Eco ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 700,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 GL ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 700,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 3.0 หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 570,000 – 1,180,000 บาท
  • Ventury เบนซิน 2.7 V / G ราคามือสองโดยประมาณ 660,000 – 1,140,000 บาท

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2015-ปัจจุบัน

  • ดีเซล 3.0 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 680,000 – 780,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 3.0 M/T – A/T หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 850,000 – 1,100,000 บาท
  • Ventury เบนซิน 2.7 G – ดีเซล 3.0 V / G ราคามือสองโดยประมาณ 860,000 – 1,300,000 บาท

หมายเหตุ:

ราคานี้ เป็นราคาต่ำสุด – สุดสุด โดยประมาณ ซึ่งตามหลักแล้ว ราคาประเมินอาจจะต่ำกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ ก็ได้ ซึ่งแตกต่างไปตามคุณลักษณะของสภาพรถ ปีที่ออกรถ ปีที่จดทะเบียน หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มี รวมไปถึงพื้นที่ในการขายรถของแต่ละภาค และรุ่นย่อยในแต่ละรุ่น ซึ่งมีผลต่อค่าเฉลี่ยของราคารถมือสอง

ใครที่กำลังอยากได้รถตู้ Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) หรือ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) รุ่นไหนอยู่ในใจ ลองติดต่อสอบถามกับทาง Carro ได้ครับ หรือคำนวณงบประมาณที่ตัวเองมี คำนวณเงินผ่อนและอัตราดอกเบี้ย ก่อนซื้อนะครับ จะได้ขับรถใช้งานได้อย่างมีความสุข และไม่กระทบเรื่องเงินในกระเป๋าตังค์ …

10-Cheapest-Pickup-In-Thailand

10 อันดับ รถกระบะถูกสุดในไทย ปี 2018 มียี่ห้อไหน รุ่นอะไรบ้าง มาดูกัน

ถ้าจะให้พูดถึง “รถกระบะ” แล้ว ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงรถที่สามารถใช้ขนของได้เยอะๆ คุ้มค่าในการทำธุรกิจ ใช้ในการเกษตร ขนผลไม้ ขนผลผลิตไปขาย หรือใช้ขนคน ไปทำงาน ไปพักผ่อนหย่อนใจกันได้ทั้งครอบครัว หรือจะไว้แต่งซิ่งก็ตาม

รถกระบะในตลาดรถ ก็มีให้เลือกในหลายประเภท อาทิ แบบตอนเดียว, แบบตอนเดียวยกสูง, แบบมีแค็บ, แบบ 4 ประตู หรือจะเป็นแบบ 2 ประตู กับ 4 ประตู ยกสูง หรือขับ 4X4 เป็นต้น

ราคารถกระบะก็เช่นกัน ถึงแม้ว่า จะเป็นรถกระบะที่มีราคาถูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณภาพจะด้อยเสมอไป

Carro ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ รถกระบะถูกสุดในไทย ประจำปี 2018 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

1. TATA Xenon Single Cab Giant Diesel / CNG+ ราคา 439,000 บาท

TATA-Xenon-Single-Cab-Giant

TATA Xenon (ทาทา ซีนอน) รถกระบะเรือธงจาก “TATA” ค่ายรถยักษ์ใหญ่แห่งแดนภารตะ ที่เพิ่งจะปรกาศเลิกผลิตรถยนต์ในไทยไปเมื่อไม่นานมานี้ “ซีนอน” เป็นรถกระบะที่ทาทาขายในไทยมานานนับสิบปี ชูจุดเด่นด้วยกระบะพื้นเรียบ ขนาดกระบะใหญ่ที่สุด สามารถบรรทุกได้เต็มพื้นที่ พร้อมเปิดท้ายได้ 3 ด้าน มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร VTT DICOR รายแรก ประหยัดน้ำมัน แต่ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดต่อเนื่อง ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ พร้อมอัตราเร่งที่ต่อเนื่อง ทนทานทุกการใช้งาน

2. Isuzu D-MAX Spark 1.9 Ddi Cab-Chassis ราคา 502,000 บาท

Isuzu-D-MAX-Spark-Cab-Chassis

Isuzu D-Max Blue Power (อีซูซุ ดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์) พัฒนาภายใต้แนวคิด “The Power of Less” มาใช้ในรถปิกอัพครั้งแรกในโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสุด ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 150 แรงม้า ค่ามลพิษต่ำสุด ประหยัดน้ำมันสูงสุด ทำให้ได้รับความนิยมและการตอบรับอย่างสูงจากผู้ใช้รถ โดยในรุ่น Cab-Chassis สำหรับให้ผู้ประกอบการซื้อไปใส่ตู้แช่เย็น ใส่กระบะแบบพื้นเรียบได้ หรือจะไปดัดแปลงเป็นรถขายอาหารก็ได้เช่นกัน

3. Mitsubishi Triton Single Cab 2.5 VGT GL ราคา 524,000 บาท

Mitsubishi-Triton-Single-Cab

Mitsubishi Triton (มิตซูบิชิ ไทรทัน) แกร่งเต็มพิกัด ทนจัด บรรทุกจุใจ ผนังกระบะแบบสองชั้น เพื่อติดตั้งรั้วกระบะอย่างมั่นคงและแข็งแรง ซุ้มล้อขนาดเล็กได้เพิ่มพื้นที่บรรทุกสินค้าได้มากเป็นพิเศษ คุ้มค่าทุกการเดินทางและงานบรรทุก ภายในห้องโดยสารกว้าง นั่งสบาย ดีไซน์หรูมีระดับ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร 128 แรงม้า สะดวกสบายด้วยกระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก

4. Toyota Revo Standard Cab 2.4J Cab Chassis ราคา 528,000 บาท

Toyota-Hilux-Revo-Standard-Cab-Chassis-Cab

Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) รุ่นมาตรฐาน บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ซึ่งปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่ทุกปี ในรุ่น Cab Chassis นี้ เน้นกลุ่มตลาดที่ต้องการรถกระบะมีตู้แช่เย็น หรือดัดแปลงไปทำเป็นรถขายของก็ได้ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ระบบคอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost) มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

5. Isuzu D-MAX Spark 1.9 Ddi B ราคา 538,000 บาท

Isuzu-D-MAX-Spark-1.9-Ddi

Isuzu D-Max Blue Power (อีซูซุ ดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์) พัฒนาภายใต้แนวคิด “The Power of Less” มาใช้ในรถปิกอัพครั้งแรกในโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสุด ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 150 แรงม้า ค่ามลพิษต่ำสุด ประหยัดน้ำมันสูงสุด ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ กระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่ บรรยากาศห้องโดยสารใหม่! โทนสีเทาเข้ม เท่ ลงตัว ทำให้ได้รับความนิยมและการตอบรับอย่างสูงจากผู้ใช้รถ

6. Nissan Navara Single Cab 2.5 SL ราคา 557,500 บาท

Nissan-Navara-Single-Cab

Nissan Navara (นิสสัน นาวารา) ที่สุดของรถปิคอัพ เพื่องานบรรทุกหนัก สุดยอดของความคุ้มค่า โดดเด่นด้วย “ที่เหยียบขึ้นกระบะด้านข้าง” ที่เพิ่มความสะดวกในการขนของที่ออกแบบอย่างลงตัว ช่วยให้คุณขนของง่าย สะดวกสบายยิ่งขึ้น มั่นใจปลอดภัยด้วยกล้องมองหลังที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.5 ลิตร 163 แรงม้า เพื่อให้คุณพร้อมลุยไปข้างหน้าได้ทุกสถานการณ์

7. Ford Ranger Standard Cab 2.2 XL ราคา 559,000 บาท

Ford-Ranger-Standard-Cab

Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) กระบะ “เกิดมาแกร่ง” ที่มามาดแข็งแกร่งแบบรุ่นพี่อย่าง “Ranger Raptor” จะขับลุยน้ำ บรรทุกของหนัก หรือขับบนพื้นทรายสูงชันก็ไม่หวั่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล TDCI เทอร์โบ 2.2 ลิตร 160 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

8. Mazda BT-50 PRO Standard Cab 2.2S ราคา 562,000 บาท

Mazda-BT-50-PRO-Standard-Cab

Mazda BT-50 PRO (มาสด้า บีที-50 โปร) ฉีกทุกการออกแบบปิกอัพสไตล์เดิมๆ ปิกอัพแกร่งตัวจริง คุ้มค่าทุกการใช้งาน กระบะท้ายขนาดใหญ่ กว้างถึง 1,560 มม. และลึก 513 มม. เพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกให้มากขึ้น สมรรถนะแกร่ง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลใหม่ Di-Thunder PRO ขนาด 2.2 ลิตร 125 แรงม้า ใช้เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ให้อัตราทดในแต่ละเกียร์ที่สัมพันธ์กัน ภายใต้คันเกียร์แบบสั้น (Short Shifter) สามารถควบคุมการส่งกำลังที่ดี ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ ง่ายต่อการเปลียนเกียร์

9. Toyota Revo Standard Cab 2.4J ราคา 564,000 บาท

Toyota-Hilux-Revo-Standard-Cab

Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) รุ่นมาตรฐาน บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ซึ่งปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่ทุกปี มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ระบบคอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost) มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

10. Foton Tunland Single Cab 2WD E ราคา 566,000 บาท

Foton-Tunland-Single-Cab

Foton Tunland (โฟตอน ทุนแลนด์) เป็นรถกระบะแห่งอนาคตจากเมืองจีน ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก Foton มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์ดีเซลจาก Cummins ขนาด 2.8 ลิตร 116 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีดจาก Getrag ที่คุณมั่นใจได้ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง

Mr.Carro หวังว่า 10 อันดับ รถถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ก็ลองขายรถคันเดิมของคุณกับทาง Carro ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง!

หมายเหตุ : *ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนตุลาคม 2561 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

**การจัดอันดับ เราจัดอันดับเพียงยี่ห้อละ 1 แบบ หากเป็นรถกระบะรุ่นที่เป็นแบบ Chassis Cab (แบบไม่มีกระบะหลัง) ทางเราจะจัดอันดับเป็นอันดับแรก และลำดับต่อมาจะเป็นรถกระบะรุ่นที่มีกระบะหลัง ที่ราคาถูกสุด

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

Triton ใหม่ พร้อมเปิดขาย 17 พฤศจิกายน 2561 พัฒนาขึ้นใหม่ให้ “แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค”

“Mitsubishi Triton” (มิตซูบิชิ ไทรทัน) หรือ “L200” ในตลาดโลก โฉมไมเนอร์เชนจ์ เตรียมเปิดตัวครั้งแรกของโลก ภายใต้แนวคิด “Engineered Beyond Tough” พร้อมเชิญทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศมาร่วมงาน เพราะถือเป็น Global Launch Ceremony ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

หน้าตาภายนอกใช้ไฟหน้าแบบ 2 ชั้น และกระจังหน้าแบบ Dynamic Shield ดูคล้ายกับ Mitsubishi Pajero Sport และน้องใหม่อย่าง Mitsubishi Xpander มาพร้อมไฟท้ายแบบ LED Tube กับกันชนดีไซน์ใหม่ และลงตัวกับล้อแม็กลาย 6 ก้านคู่

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

มิติตัวรถ (ในรุ่น Double Cab 4WD) ตัวรถยาว 5,300 มม. กว้าง 1,815 มม. สูง 1,795 มม. ระยะฐานล้อ 3,000 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง 1,520 / 1,515 มม. ระยะต่ำสุดถึงพื้น 220 มม. และน้ำหนักตัวรถ 1,960 กก.

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

มิติตัวรถ (ในรุ่น Athlete) ตัวรถยาว 5,300 มม. กว้าง 1,815 มม. สูง 1,795 มม. ระยะฐานล้อ 3,000 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง 1,520 / 1,515 มม. ระยะต่ำสุดถึงพื้น 220 มม. และน้ำหนักตัวรถ 1,960 กก.

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

ส่วนออพชั่นภายใน และดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ปรับเปลี่ยนเยอะพอสมควร ช่องแอร์แบบใหม่ ใช้วัสดุภายในดูโดดเด่นขึ้น

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

ในรุ่น Single Cab 4WD, Mega Cab Plus, Double Cab Plus และ Double Cab 4WD ใช้ขุมพลังแบบดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4N15 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว MIVEC แรงม้าสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด แบบใหม่พร้อม Sport Mode

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

ส่วนในรุ่น Top มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super-Select 4WD ll และ Differential Lock และยังเพิ่มโหมดขับขี่บนเส้นทางออฟโรด สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานให้เหมาะกับสภาพถนน ในโหมด 4LLc ได้แก่ Gravel Mud /Snow Sand และ Rock รวมทั้งระบบ Easy-Select 4WD ในรุ่นล่างที่สามารถเลือกโหมดควบคุมได้สะดวก

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

ระบบความปลอดภัยเพียบ อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) สามารถตรวจจับได้ทั้งพาหนะและคน ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาและแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW กับ LCA) ระบบเตือนขณะถอยออกจากช่องจอดรถ (RCTA) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งรุ่นแรงและรวดเร็ว (UMS) เป็นต้น

New-Mitsubishi-Triton-Thailand-2018

ราคาของ Triton ใหม่ …

Mitsubishi-Triton-2018-Price

Mitsubishi-Triton-2018-Price

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น วางแผนที่จะจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และรุ่นเดิม ที่ประมาณ 180,000 คัน ภายในปีงบประมาณนี้ โดยรถรุ่นดังกล่าวถือเป็นรถที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เมื่อปีงบประมาณที่แล้ว รองจากรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์