Toyota-Avalon-2018

รถซีดาน Full-Size เจนเนอเรชั่นที่ 5 จากค่ายโตโยต้า

Toyota เปิดตัว Avalon ใหม่ รถซีดาน Full-Size เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในงาน Detroit Auto Show 2018 โดยมาพร้อมแพลทฟอร์มใหม่ล่าสุด TNGA หรือ Toyota New Global Architecture ที่ใช้ร่วมกันกับในรุ่น Prius หรือ C-HR แต่ว่าใน 2 รุ่นดังกล่าวจะอยู่ในกลุ่ม GA-C ในขณะที่ Avalon จะใช้งานในกลุ่ม GA-K ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับรถหรูอย่าง Lexus ES

Toyota-Avalon

Avalon ใหม่ ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ มาพร้อมมิติตัวถังความยาว 4,978 มม. (เพิ่มขึ้น 18 มม.) กว้าง 1,849 มม. (เพิ่มขึ้น14 มม.) ความสูงลดเหลือ 1,435 มม. (ลดลง 25 มม.) ระยะฐานล้อ 2,870 มม. (ยาวขึ้น 50 มม.)

Toyota-Avalon

พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างแบบ Adaptive Variable Suspension (AVS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Touring ปรับความหนืดของช่วงล่างได้อัตโนมัติ ผ่าน G-Sensors 4 จุดรอบคัน

Toyota-Avalon

Toyota-Avalon

ห้องโดยสารภายในตกแต่งใหม่ทั้งหมด โดดเด่นด้วยชุดแผงควบคุมขนาดยักษ์บริเวณคอนโซลกลาง ระบบอินโฟเทนเมนท์ Entune 3.0 พร้อมระบบ Head-up Display ขนาด 10 นิ้ว ใหญ่สุดในรถระดับเดียวกัน

Toyota-Avalon

ควบคู่ไปกับเครื่องเสียงชุดใหญ่จาก JBL มากถึง 14 จุด มีจุดชาร์จสมาทโฟนแบบไร้สายมาตรฐาน Qi ระบบ Amazon Alexa จากค่าย Amazon และสามารถควบคุมการทำงานบางส่วนของผ่าน Application บนสมาร์ทวอช ได้ด้วย

Toyota-Avalon

เครื่องยนต์ของ Avalon มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ แบบเบนซินขนาด 3.5 ลิตร แบบ V6 ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และรุ่นไฮบริด ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร คู่มอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT ส่วนรุ่น Top อย่าง Touring ระบบส่งกำลังจะมีโหมด Sport+ เพิ่มขับเคลื่อนความมันส์ได้มากขึ้น

Toyota-Avalon

ระบบความปลอดภัยถูกติดตั้ง Toyota Safety Sense P เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย ประกอบด้วย ระบบป้องกันการชนด้านหน้า, ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ, ระบบป้องกันรถออกนอกเลน, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบเตือนมุมอับสายตา และระบบเตือนรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง นอกจากนั้น ยังถูกติดตั้งกล้องมองภาพขณะถอยหลังและถุงลมนิรภัย 10 จุดทุกรุ่นย่อย ขณะที่รุ่นบนจะถูกติดตั้งกล้องมองภาพรอบคันมาให้ด้วย

Toyota-Avalon

Toyota จะเริ่มจำหน่าย Avalon ใหม่ ในอเมริกาเหนือช่วงปี 2018 นี้

สิ่งที่ต้องเจอในวันเด็กปี 2561

หลังจากที่มีการจัดงานรื่นเริงในวันปีใหม่แล้ว ต้องต่อด้วยทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมอย่าง “วันเด็ก” ซึ่งในวันเด็กทุกๆปีเป็นวันที่หลากหลายองค์กรได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นเพื่อสร้างความสุขให้กับเด็ก ๆ ดังนั้น คาร์โร จึงรวบรวมสิ่งที่ต้องเจอและกิจกรรมต่างๆ ในวันเด็กปี 2561 รวมถึงวิธีแก้ปัญหาเด็กหายในระหว่างการเที่ยววันเด็ก

 

สิ่งที่ต้องเจอในวันเด็กคือ 1. เจอคำขวัญวันเด็ก ตามป้ายในสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ

วันเด็ก

2. เจอนายกฯตู่ในรูปแบบของสแตนดี้เท่าตัวจริง มีทั้งหมด 17 แอ็กชัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมภายในเพียงแค่วันเด็กเท่านั้น !!

วันเด็กเครดิตภาพ : PPTV

3. เจอรถติด ซึ่งข้อนี้หลาย ๆ คนก็ทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่พอยิ่งมีงานหรือกิจกรรมในวันเสาร์วันอาทิตย์ รถติดจะเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลย และอยากจะฝากคนใช้รถใช้ถนน ขับขี่อย่างปลอดภัยอีกทั้งต้องระมัดระวังในช่วงนี้เป็นอย่างมาก เพราะเด็ก ๆ อาจเดินเล่นโดยไม่ได้สังเกตเห็นรถ

วันเด็ก

 

4. พบกับกิจกรรมการแสดงของอากาศยานทั้งภาคพื้นและภาคอากาศ ของท่าอากาศยานดอนเมือง

วันเด็ก

 

5. กิจกรรมตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่นห้างสรรพสินค้า ท้องฟ้าจำลอง สวนสาธารณะ สวนสัตว์ เป็นต้น

วันเด็ก

เครดิตภาพ : ไทยรัฐ

6. และสิ่งสุดท้ายที่ไม่เจอในวันเด็กไม่ได้เลยคือ เด็ก ๆ นั่นเอง !!

วันเด็ก

อย่างไรก็ตาม ในวันเด็กนั้นมักมีเด็ก ๆ ที่ออกจากบ้านแบบพร้อมเพรียงกัน ทำให้อาจเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย ซึ่งตามสถานที่ต่าง ๆ อยากให้ผู้ปกครองควรระวังลูกหลานของท่านด้วย เพราะเด็กมักสนใจแต่สิ่งรอบตัวหรือสนุกสนานกับกิจกรรม จนลืมดูทางและอาจทำให้เกิดการหลงทางกันระหว่างผู้ปกครองกับตัวเด็ก จากจะเป็นวันที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุข อาจกลายเป็นวันที่เสียใจแทน

วันเด็ก

วิธีป้องกันและแก้ปัญหาเด็กหาย

  1. หาเชือกหรือสายอะไรก็ได้ ผูกข้อมือไว้ระหว่างผู้ปกครองกับตัวเด็ก
  2. เขียนเบอร์โทรติดต่อ รวมทั้งชื่อ-นามสกุล ใส่ป้ายบัตรให้เด็กนำไปคล้องคอ หรือนำใส่กระเป๋า
  3. พูกกำชับกับลูกหลานของท่านไว้ก่อนออกเดินทาง ว่าถ้าหลงทางกันและหากันไม่เจอให้ไปที่ไหน หรือบอกเบอร์ติดต่อกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ เช่น ตำรวจ ให้โทรหาเบอร์คุณพ่อหรือคุณแม่ที่ได้จดไว้
  4. แต่ถ้าไม่ได้จด หรือคิดว่าลูกหลานของท่านจำไม่ได้ ให้อยู่ที่เดิมที่หลงทางกัน และโทรแจ้งความ หรือโทร 1300 ศูนย์ประชาบดี หรือขอคำปรึกษาและแจ้งผ่าน ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา โทร 029732236-7

 

วิธีประหยัดน้ำมัน

ขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน ?

คำถามยอดฮิตที่ผู้ขับขี่รถยนต์อยากรู้ เพราะในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่ว่าใครๆ ก็ต่างอยากจะประหยัดเงินในการเติมน้ำมันกันทั้งนั้น เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นมีอัตราการซดน้ำมันที่ไม่ใช่น้อย ทำให้ต้องเสียเงินกับการเติมน้ำมันไปเดือนหนึ่งเป็นหลักหลายพันบาท ถึงขนาดหลายคนเลือกที่จะนำรถคันนั้นไปติดแก๊ส เพราะคิดว่าวิธีนี้จะช่วยทำให้ประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุด

แต่จริงๆ แล้วผู้เชี่ยวชาญจาก Carro ขอยืนยันว่ามันมีวิธีการประหยัดน้ำมันที่ง่ายกว่านั้น !! แถมยังเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้อีกด้วย ซึ่งวิธีเหล่านั้นจะประกอบไปด้วย

วิธีประหยัดน้ำมัน

  1. แต่งรถมากไปก็ไม่ดี

สำหรับขาซิ่ง หรือคนที่ชอบแต่งรถทั้งหลาย คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วการที่คุณติดตั้งอุปกรณ์แต่งรถ หรือปรับเปลี่ยนรถให้มีความเท่ ความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น นั้นจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถของคุณกินน้ำมันเพิ่มขึ้น!! เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านั้นจะเพิ่มแรงต้านการหมุนของล้อ และเพิ่มแรงต้านอากาศให้มากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ถ้าไม่อยากจะต้องเสียค่าน้ำมันแพง คุณก็ควรจะแต่งรถในปริมาณที่พอดีๆ นะจ๊ะ

  1. ขนสัมภาระเท่าที่จำเป็น

เวลาที่คุณต้องออกเดินทางไกล และมีเหตุให้ต้องขนข้าวของไปเยอะ แนะนำให้ลองเลือกขนเฉพาะสิ่งของที่จำเป็น เพราะการบรรทุกของที่หนักจนมากเกินไป จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 20 กิโลกรัม จะทำให้รถยนต์ของคุณกินน้ำมันมากถึงร้อยละ 1 เลยทีเดียว ดังนั้นเลือกขนแต่สัมภาระที่จำเป็นดีกว่า ถ้าไม่อยากต้องมานั่งเติมน้ำมันบ่อยๆ

  1. ควบคุมความเร็วให้คงที่

ข้อนี้อาจจะยากสักหน่อยสำหรับการขับรถในเมืองใหญ่ที่รถเยอะๆ อย่างกรุงเทพฯ เพราะคุณอาจจะต้องขับไปเบรคไป (เนื่องจากรถติด) แต่ถ้าหากคุณเดินทางไปต่างจังหวัด หรือว่าอาศัยอยู่ในบริเวณที่รถไม่เยอะ แนะนำให้คุณลองขับรถโดยใช้ความเร็วที่คงที่ และพยายามขับรถให้อยู่ในระดับแรงบิดของรถยนต์รุ่นนั้นๆ

  1. หลีกเลี่ยงเส้นทางที่รถติด

วิธีนี้อาจยากสักหน่อย สำหรับคนที่ต้องขับรถเผชิญเส้นทางที่รถติดทุกๆ วัน แต่ถ้าหากคุณมีวิธีการเตรียมตัว ดูเส้นทางที่รถติดน้อยที่สุด หรืออาจจะเป็นเส้นทางลัด ก็ช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันไปได้มาก เพราะว่าการเหยียบเบรคบ่อยๆ จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน

วิธีประหยัดน้ำมัน

  1. จอดรถ ควรดับเครื่อง

เวลาที่คุณจอดรถไว้เฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาไม่กี่นาที หรือว่าเป็นเวลานาน แนะนำว่าควรจะดับเครื่องยนต์ เพราะถึงแม้คุณจะจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ได้ขับไปไหน ก็ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันได้เหมือนกัน

  1. อย่าเลี้ยงคลัช

รู้หรือไม่? ยิ่งเลี้ยงคลัช ก็ยิ่งทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น อีกทั้งยังจะทำให้แผ่นคลัชสึกหรอ และมีอายุการใช้งานที่น้อยลง

  1. ไม่ต้องคิกดาวน์ก็ได้ ถ้าไม่จำเป็น

ถึงแม้ว่าการคิกดาวน์จะช่วยเพิ่มความสะดวก สำหรับผู้ที่ต้องการจะเร่งรถเพื่อแซงคันอื่น แต่ว่ามันก็อาจจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากคุณต้องการที่จะคิกดาวน์เพื่อเร่งเครื่องแซงรถคันอื่น คุณสามารถใช้ระบบ overdrive ได้ (หากมี)

 

วิธีประหยัดน้ำมัน

  1. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์

รถยนต์บางรุ่นจะมีเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ช่วยในการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม อย่างเช่น ปุ่มที่จะช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราว เหมาะสำหรับใช้กดปุ่มเพื่อหยุดการทำงานของเครื่องยนต์เวลาที่รถติดไฟแดง หรือเวลาที่ต้องจอดรถทิ้งเอาไว้ ซึ่งพอเครื่องยนต์หยุดทำงาน ก็จะช่วยหยุดการจ่ายน้ำมันนั่นเอง

และหากรถรุ่นไหนที่มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน เพราะระบบนี้จะช่วยควบคุมความเร็วให้มีความคงที่ โดยจะช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันได้

  1. หมั่นตรวจเช็คสภาพรถ

เมื่อถึงเวลาครบกำหนดที่คุณต้องนำรถเข้าไปตรวจเช็คสภาพ ซึ่งการตรวจสภาพเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากจะช่วยทำให้รถยนต์ของคุณพร้อมในการขับขี่ ยังช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ด้วย เนื่องจากการที่รถยนต์กินน้ำมัน อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่อุปกรณ์ต่างๆ เสื่อมสภาพก็เป็นไปได้ ดังนั้นถ้าหากถึงเวลาที่ควรจะต้องนำรถไปเช็คสภาพ ก็ไม่ควรที่จะละเลย

  1. เช็คสภาพลมยาง

การตรวจเช็คสภาพลมยางเป็นสิ่งที่คุณควรจะทำอยู่เสมอ โดยการตรวจเช็คสภาพลมยาง จะช่วยทำช่วยประหยัดน้ำมันได้ส่วนหนึ่ง เพราะถ้าหากลมยางของคุณเกิดการอ่อนตัว ก็จะทำให้เกิดการเสียดทานระหว่างตัวยางกับพื้นถนน ซึ่งจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์รับภาระในการหมุนล้อเพิ่มขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้เปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นนั่นเอง

วิธีประหยัดน้ำมัน

 

วิธีการทั้งหมดที่ได้กล่าวมา เป็นการช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้เหลือเงินที่จะไปทำอย่างอื่นอีก แต่สำหรับคนที่อยากมีรถยนต์สักคัน ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ไป เพราะปัจจุบันมีรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันให้เลือกมากมาย แต่หากอยากประหยัดเงินเพิ่มขึ้น แถมมีเงินเหลือเก็บ Carro  อยากแนะนำให้ลองเปิดใจกับรถมือสอง เนื่องจากรถมือสองสภาพดีสมัยนี้ก็มีให้เลือกเยอะแยะ แถมถ้าเป็นรถรุ่นที่จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ก็ยิ่งดี

ถ้าหากคุณได้รถรุ่นที่ถูกใจแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ารถคันไหนที่มีสภาพดีแค่ไหน ก็สามารถให้ Carro มาเป็นตัวช่วยคัดกรองรถสภาพดีๆให้กับคุณได้ ถ้าหากสนใจรถมือสองล่ะก็ สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่เว็บไซต์ของเราได้เลย https://th.carro.co/buycar หรือโทรมาสอบถามข้อมูลได้ที่เบอร์ 096-463-3298 นี้ได้ตลอดเวลาทำการเลย

 

 

 

Toyota-Hilux-Invincible-50

ถือเป็นรถกระบะอีกหนึ่งรุ่น ที่ อยู่ในสายการผลิตมายาวนานถึง 50 ปี สำหรับ Hilux

Toyota-Hilux-Invincible-50

         Toyota Hilux Invincible 50 เผยโฉมอย่างเป็นทางการที่งาน Frankfurt Motor Show 2017 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของโตโยต้า ไฮลักซ์ (Toyota Hilux) ในปี 2018 ที่จะมาถึง

Toyota-Hilux-Invincible-50

Toyota Hilux Invincible 50 เป็นรุ่นพิเศษบนพื้นฐานของรุ่น Invincible ในตลาดยุโรป เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของ Hilux นับตั้งแต่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1968 ในประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีวางจำหน่ายกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมไปแล้วกว่า 17.3 ล้านคัน (ณ เดือนกรกฏาคม 2560)

Toyota-Hilux-Invincible-50

Hilux Invincible 50 มีเฉพาะตัวถัง Double Cab 4 ประตูเท่านั้น ตกแต่งด้วยลวดลายกราฟฟิกโดยเฉพาะ กันชนหน้าสีดำตัดกับแผงกันกระแทกใต้กันชนสีเงิน, บันไดข้างสีดำ, ซุ้มล้อสีดำ, ล้อแม็กสีดำด้านขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง All-Terrain จาก BF Goodrich, กระบะท้ายปูด้วยพื้นกระบะสีดำ พร้อมกล่องเก็บของ และติดตั้งโรลบาร์สีดำ

ภายในมาพร้อมพรมปูพื้น และหนังหุ้มก้านเบรกมือ

Toyota-Hilux-Invincible-50

สำหรับ Toyota Hilux Invincible 50 ตอนนี้ยังไม่ได้วางจำหน่าย แต่คาดว่าทาง Toyota คงทำออกมาเป็นรุ่นพิเศษเร็วๆ นี้ ครับ

รถ (มือสอง) คันแรกของคุณรุ่นไหนดี?? ให้ Trusteecar ช่วยคิด!! |Trusteecar.comรถ (มือสอง) คันแรกของคุณรุ่นไหนดี??

ให้  Carro ช่วยคิด!!

 จะซื้อรถมือสองคันแรก เอารุ่นไหนดี? แล้วเงินที่มีจะพอมั้ย? หลายคนอาจจะคิดไม่ตก ให้ Carro ช่วยคิดดีกว่า!

หลักการเลือกซื้อรถมือสองคันแรกแบบ Carro นั้นไม่ยุ่งยากอะไรเลย แค่ก่อนจะซื้อรถมือสอง ให้คุณถามตัวเองก่อนว่าซื้อรถคันนี้ไปเพื่ออะไร? ตัวคุณเองมีไลฟ์สไตล์แบบไหน? รวมถึงรถคันที่สนใจนั้นมีราคามือหนึ่งเท่าไหร่ โฉมอะไร อายุการใช้งาน และสภาพเป็นอย่างไร? และข้อสุดท้าย งบประมาณที่คุณตั้งไว้คือเท่าไหร่?

สำหรับการเลือกซื้อรถมือสอง Carro ขอแบ่งไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่รถออกเป็น 5 สาย ดังนี้

1. สายเน้นคุ้ม มองหารถที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

หากมองในแง่ซื้อแล้วคุ้ม ใช้ไปยาวๆ และใช้ได้หลายโอกาส รถซีดาน (รถเก๋ง 4 ประตู) น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุด และเมื่อพิจารณาจากความนิยมของคนส่วนใหญ่ ยอดขายรถซีดานของค่ายรถต่างๆ ในไทยก็ยังคงสูงกว่ากระบะ และ Hatchback (รถ 5 ประตู) เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรถซีดานโดยมากมักเป็นรถหน้าตาดี รูปร่างสมส่วนปราดเปรียว เหมาะกับชีวิตคนเมืองซึ่งต้องเผชิญภาวะรถติด และต้องซอกแซกตามซอกซอยแคบ อีกทั้งข้อดีข้อสำคัญของรถซีดานทั่วๆ ไปก็คือเสียภาษีน้อย เพราะมักเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก (ในกรณีนี้คือรถตลาดทั่วไป ไม่รวมถึงรถสมรรถนะสูงนะ) ไม่กินน้ำมัน หรือปล่อยมลพิษมากนัก

รถซีดานนั้นมีหลาย Segment ซึ่ง Segment ใหญ่ๆ ราคาก็ขยับขึ้นตามไปด้วย สำหรับสายเน้นคุ้ม เน้นใช้ขับขี่ประจำวันโดยไม่ได้ใช้งานฮาร์ดคอร์มาก Carro ขอแนะนำรถในกลุ่ม C Segment เลย เพราะรถกลุ่มนี้เป็นรถขนาดกลาง ไซส์กำลังเหมาะสำหรับการขับขี่ในระยะไม่ไกลมาก ราคาไม่สูงเกินเอื้อมทำให้ไม่สร้างภาระทางการเงินที่หนักเกินไป และถ้าบำรุงรักษาตามระยะ คุณจะสามารถใช้งานได้คุ้มค่าแน่นอน

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Honda Civic / Toyota Altis / Mitsubishi Lancer / Nissan Sylphy ฯลฯ

2. สายรักครอบครัว ชอบรถไซส์ใหญ่ ขับเที่ยวก็ได้ ขับไปทำงานก็โก้! –

สำหรับคนที่กำลังมองหารถครอบครัว หรือรถไซส์ใหญ่ที่ขับขี่ทางไกลได้อย่างไม่เป็นปัญหา รถ PPV (รถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ) น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ของคุณ! เพราะมีความอึด ถึก ทน และแรงเยอะแบบกระบะ แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง จุผู้โดยสารได้มาก และมีพื้นที่จุสัมภาระอย่างเหลือเฟือ!

รถ PPV เป็นรถที่เหมาะสำหรับการใช้ไปยาวๆ เช่นกัน เพราะ PPV หลายรุ่นในปัจจุบันก็ดีไซน์ออกมาอย่างโฉบเฉี่ยว เรียกว่าคนโสดขับขี่ได้โดยไม่เขิน คนมีครอบครัวก็ใช้แล้วคุ้มสุดๆ!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Toyota Fortuner / Mitsubishi Pajero Sport / Ford Everest / Chevrolet Trailblazer

3. สายรักกิจกรรม รักการช็อป ชอบขับขี่ในเมืองใหญ่ –

สำหรับคนแอคทิวิตี้เยอะจัด หรือขาช็อปที่กลัวว่ารถซีดานจะมีที่จุของไม่พอ รถอเนกประสงค์ และอีโคคาร์ประเภท Hatchback น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ของคุณ เพราะเป็นรถที่ออกแบบมาให้สามารถใช้พื้นที่ห้องโดยสารได้คุ้มค่าที่สุด สามารถจุของได้มาก (บางรุ่นสามารถพับเก็บเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่จุสัมภาระได้) หากคุณเน้นขับขี่ในเมืองใหญ่ อีโคคาร์ก็เพียงพอแล้วสำหรับความต้องการ แต่หากคุณเป็นสายกิจกรรม ต้องการบรรทุกสัมภาระมาก และออกท่องเที่ยวบ่อยๆ Carro ขอแนะนำรถในภาพด้านล่างเลย!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Mazda CX-5 / Subaru XV / Honda CRV ฯลฯ

4. สายครอบครัวใหญ่ เพื่อนเยอะ รวมก๊วนถึงไหนถึงกัน! –

ถ้าเน้นจุคนล่ะก็ ไม่มีอะไรจะตอบโจทย์ได้ดีกว่ารถตู้อีกแล้ว! รถตู้ที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันก็มีหลายต่อหลายรุ่น เช่น Toyota Commuter Toyota Hiace เป็นต้น หากมองหารถที่หรูหราขึ้นมาหน่อย MPV ก็ตอบโจทย์ได้ตรงเผงเลย! และ MPV รุ่นที่ขายดีมากๆ ในตลาดมือสองก็คือ Hyundai H1 และ Toyota Vellfire นั่นเอง! รับรองว่า 2 รุ่นนี้หาซื้อได้ง่ายและมีหมุนเวียนในตลาดมือสองให้เลือกซื้อตามต้องการแน่นอน ถ้าใครกำลังมองหาอยู่ก็ติดต่อกับ Carro ได้เลย!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Hyundai H1 / Toyota Vellfire / Toyota Commuter / Volkswagen Caravelle ฯลฯ

5. สายเน้นประกอบอาชีพ พร้อมขับขี่ทุกสภาพถนน แถมบรรทุกสัมภาระได้มาก –

เน้นประกอบอาชีพ และถึกทนทาน ต้องเลือกกระบะเลย! ปัญหาจุกจิกน้อย บรรทุกสินค้าได้ แถมบางรุ่นก็จัดออพชั่น ข้างในมาน้องๆ รถซีดานเลยทีเดียว หากใครยังติดภาพว่ารถกระบะนั่งไม่สบายอยู่ ขอให้คิดดูใหม่!

เป็นที่รู้กันว่ากระบะมีรุ่นย่อยให้เลือกตามขนาดเครื่องยนต์ (เริ่มที่ 1.8 ลิตร) และความสะดวกสบาย (อีกนับหนึ่งคือจำนวนตอน/จำนวนประตู) นั่นเอง รุ่นพื้นฐานมักจะเป็นรุ่นตอนเดียว ไม่มีแค็บ เหมาะสำหรับการใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง ไม่เหมาะจะขับขีในชีวิตประจำวันมากนัก แต่ถ้าเน้นความสะดวกสบาย บรรทุกของก็ได้ ขับประจำวันก็ชิล Carro แนะนำแบบ 2 ตอน 4 ประตูเลย! แล้วคุณจะพบว่าห้องโดยสารของปิคอัพบางรุ่นนั้นสบายกว่ารถเก๋งบาง Segment เสียอีก!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Isuzu D-Max / Toyota Hilux Revo / Nissan Navara / Mitsubishi Triton / Ford Ranger ฯลฯ