Toyota-Corolla-Car-Nickname

คิดได้ไง! “หน้ายก” “กะเทย” “ท้ายตัด” “สามห่วง” ใครเป็นคนคิดฉายาให้ Toyota Corolla!

จากเมื่อเดือนที่แล้ว หากใครที่ติดตามเพจ CARRO Blog ก็จะพบว่าเราได้ทำบทความเกี่ยวกับ “รวมฉายารถ Honda Civic สุดแปลกแหวกแนว” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเลยทีเดียว ในเดือนนี้เพื่อต่อยอดความรู้ ความสนใจ ให้กับผู้ที่นิยมชมชอบในรถมือสองเพิ่มเติม เราจึงขอนำเสนอ “รวมฉายารถ Toyota Corolla ที่คุณต้องตะลึง!” ต้อนรับหน้าร้อนนี้

สำหรับฉายาของรถ “Toyota Corolla” (โตโยต้า โคโรลล่า) นั้น ก็นับได้ว่าเป็นรุ่นรถที่มีฉายามากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน เอาละ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปอ่านกันได้เลย …

Toyota-Corolla-KE30

Toyota Corolla (KE30) “หน้ายก”, “บิ๊กบั้มเปอร์” และ “กันชนยักษ์”

สำหรับ Toyota Corolla (KE30) จัดเป็น Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ประกอบขายในไทย เปิดตัวจำหน่ายประมาณปี 2518 ยาวนานจนถึงปี 2522 มีให้เลือกทั้งแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า หายากหน่อย) และรุ่น 2 ประตู Hardtop … สำหรับเครื่องยนต์ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ในรหัส 3K

ฉายา “หน้ายก” นั้นได้มาจากในตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ชุดกระจังหน้า จะประดับด้วยขอบโครเมียมและยกตัวขึ้นมารับกับฝากระโปรงหน้านิดๆ และโฉมสุดท้ายอย่าง “บิ๊กบั้มเปอร์” (กันชนยักษ์) มาพร้อมกันชนหน้า-หลัง ขนาดใหญ่ พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในรุ่น Top

Toyota-Corolla-KE70

Toyota Corolla (KE70/TE71) “DX”, “กะเทย” และ “หน้าเท”

สำหรับ Toyota Corolla (KE70) จัดเป็น Toyota Corolla รุ่นสุดท้ายที่ทุกโมเดลออกมาในแบบขับเคลื่อนล้อหลัง ในไทยเปิดตัวจำหน่ายเมื่อต้นปี 2523 เริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง, ไฟเหลี่ยมเล็ก-เหลี่ยมใหญ่ จนถึงโฉมสุดท้ายโฉมหน้าเท โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K มีให้เลือกทั้งในแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า) รวมไปถึงรุ่น 1.6 DX Liftback (TE71) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T

ฉายา “DX” นั้นได้มาจากรุ่นถูกสุดของ Corolla โฉมนี้ ใช้ชื่อรุ่นย่อยว่า “DX” (ย่อมาจาก “Deluxe”) รวมไปถึงฉายา “กะเทย” ที่ไว้เรียก Corolla 2 ประตูซีดาน เท่านั้น (ซึ่งมาจากรูปร่างรถ จะเป็นคูเป้ก็ไม่ใช่ ซีดานก็ไม่เชิง) และสุดท้ายอย่าง “หน้าเท” คือชุดไฟหน้าและกระจังหน้าในโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย (ยกหน้าตามาจากรุ่น Sprinter ที่ขายในตลาดญี่ปุ่น)

Toyota-Corolla-AE80

Toyota Corolla (AE80/EE80/AE82) “ท้ายตัด”

Toyota Corolla เวอร์ชั่นขับหน้ารุ่นแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2527 มีให้เลือกใน 2 รูปแบบ นั่นคือ ซีดาน 4 ประตู, ลิฟท์แบค 5 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “ATOP” 2 แบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2A และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A พอปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น 1.3 ลิตร ก็ได้จัดแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรหัส 2E แบบ 12 วาล์ว

ฉายา “ท้ายตัด” นั้น ได้มาจากส่วนท้ายรถของรุ่น 4 ประตู ที่สั้นมาก จนดูเหมือนท้ายตัดไปนั่นเอง

Toyota-Corolla-AE92

Toyota Corolla (EE90/AE92) “โดเรมอน”

สำหรับ Corolla รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาหรือบางคนก็บอกว่ากระจกมองข้างโค้งๆ เหมือนมือของโดเรม่อนพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

Toyota-Corolla-AE92

Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง”

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง หลังจากที่ทางโตโยต้าเริ่มใช้ตั้งแต่ทั่วโลกในปี 1989 (ยกเว้นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในมุมกระจังหน้า ที่ยังคงใช้สัญลักษณ์ของ Corollla ไว้เช่นเดิมแบบในรูป) โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ที่มาของคำว่า “สามห่วง” คือ Logo Toyota แบบใหม่นี่ล่ะครับ

Toyota-Corolla-AE111

Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Toyota Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

ที่มาของฉายา “ตองหนึ่ง” นั้น มาจากรหัสรุ่นของแบบเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร “AE111” ซึ่งเป็นเลขตองพอดี สามารถจำได้ง่าย และ “ตูดเป็ด” เป็นที่มาของโฉมแรก ที่ชุดฝาประโปรงท้ายมีมุมยกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลาดเอียงลงไป

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”, “ตาถั่ว”

Toyota Corolla โฉมนี้ออกแบบใหม่ทั้งหมดและตัวรถที่มีความกลมป่องขึ้นมาก ต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จัดเต็มทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 มาพร้อมเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ “ZZ-Series” ในรูปแบบ VVT-i ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2ZZ-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE ก่อนจะมีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์และเพิ่มรุ่นพิเศษไปอีกหลายรอบ

“หน้าหมู” ได้ชื่อมาจากกระจังหน้าด้านหน้าของรุ่นนี้ เมื่อดูไกลๆ คล้ายกับจมูกหมูและหน้าหมูมาก ส่วน “ตาถั่ว” มาจากชุดไฟหน้าที่ดูเป็นรูปวงรีโค้งๆ จึงเป็นที่มาของฉายานี้

Toyota-Corolla-ZZE-141

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142) “หน้าแบน”

Toyota Corolla ในโฉมนี้ ยังคงได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า ซึ่งฉายา “หน้าแบน” ได้มาจากหน้ารถที่ดูเรียบๆ แบนๆ ครับ

และสำหรับฉายาของ Toyota รุ่นอื่นๆ ที่คนในวงการรถมือสองเรียกกันนั้น จะมีอะไรต่ออีกบ้าง MR.CARRO จะมาเสนอให้อ่านต่อกันวันหลังครับ

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)

Honda-Civic-Car-Nickname

“เตารีด” “ตาโต” “ตาเหยี่ยว” “FD” เฮ้ย! ใครเป็นคนคิดฉายารถ Honda นี้ ท่านได้แต่ใดมา!

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

MR.CARRO ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 2 ขอเสนอฉายาของรถ “Honda Civic” (ฮอนด้า ซีวิค) ซึ่งได้ชื่อว่า มีฉายารถอยู่หลากหลาย รุ่นฮิตติดปาก และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน อ่านแล้วอย่าลืมเรียกกันให้ถูก มาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

Honda-Civic-EF

Honda Civic (EF) “เตารีด”, “EF” หรือ “ท้ายดำ” “ท้ายแดง” กับ “ไฟท้ายสองชั้น”

สำหรับ Honda Civic (EF) ถือเป็น Civic รุ่นที่ 2 ที่ทางฮอนด้าคาร์ส (ในยุคนั้น) ขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เปิดตัวจำหน่ายเมื่อปี 2530 ชูจุดเด่นเครื่องยนต์เทคโนโลยี 4 สูบ 16 วาล์ว และรูปทรงเตี้ยแบนสไตล์รถสปอร์ต พาทำเอายอดจองถล่มทลาย จนผลิตขายไม่ทันเลยทีเดียว มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส “ZC” ในรุ่น LX-S โฉมไมเนอร์เชนจ์

Honda-Civic-EF-ไฟท้าย

ความแตกต่างระหว่าง Civic “ท้ายแดง” และ Civic “ไฟท้ายสองชั้น” (รุ่นไมเนอร์เชนจ์)

ฉายา “เตารีด” นั้น เป็นที่ถกเถียงกันมานานมาก ว่าตกลงแล้วรุ่น “EF” หรือ “EG” กันแน่? แต่จากที่หลายฝ่ายลงความเห็นกัน สรุปว่ารุ่นนี้ได้ฉายา “เตารีด” มาก่อนครับ ส่วนฉายา “EF” นี่ได้มาจากรหัสรุ่น ส่วน “ท้ายดำ” มาจากแผงทับทิมหลังสีดำ และ “ท้ายแดง” คือโฉมที่สอง ที่แผงทับทิมหลัง สีแดงโดดเด่น และ “ไฟท้ายสองชั้น” อันนี้ได้มาจากโฉมไมเนอร์เชนจ์ ส่วนเลนส์ไฟท้าย แบ่งไฟเลี้ยว-ไฟถอย และไฟเบรคแบบแนวนอน 2 ชั้น นั่นเอง …

Honda-Civic-JDM

Honda Civic (EG) “เตารีด”, “EG” และ “สามดอ”

สำหรับ Honda Civic (EG) นับเป็น Civic รุ่นที่ 3 ที่ทางฮอนด้าคาร์ส (ในยุคนั้น) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนเมษายน 2535 โดยรุ่น 4 ประตูมาก่อน และรุ่น 3 ประตูยอดฮิต ตามมาในเดือนสิงหาคม 2536 ยังคงขึ้นชื่อถึงการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดสั่งจองถึง 10,000 คัน ซึ่ง Civic โฉมนี้ในบ้านเรา มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร, 1.6 ลิตร และ 1.6 ลิตร VTEC ให้เลือก

ฉายา “เตารีด” นั้น เป็นการเรียกที่ถือได้ว่า ถูกเรียกเหมารวมกับตัว Civic รุ่นรหัส “EF” ไปด้วย ซึ่งจุดเด่นมาจากฝากระโปรงหน้าที่ราบเรียบ ไม่มีกระจังหน้า ทำให้ถูกเรียกติดปากว่าเตารีดเป็นวงกว้าง และฉายา “EG” นั้นมาจากรหัสรุ่น และ “สามดอ” (3-Door) อันนี้มาจากตัวรุ่น 3 ประตูครับ (ซึ่งบางคนก็เรียกว่า รุ่น “หลังคากระดาษ”  หรือ “แมลงสาบ”)

Honda-Civic-EK

Honda Civic (EK) “ตาโต”

Honda Civic (EK) เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก Civic โฉมที่แล้ว ด้วยรูปทรงที่สวยงามมากกว่าเดิม เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2538 มีให้เลือกด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร, 1.6 ลิตร VTEC และ 1.8 ลิตร ที่ตามมาในโฉมไมเนอร์เชนจ์ และรุ่น Coupe ที่ถือว่าเป็น Civic รุ่นเดียวในไทยที่มีโฉมคูเป้จำหน่าย เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2540

ฉายา “ตาโต” ดูง่ายๆ เลย ก็ชุดไฟหน้าขนาดใหญ่ คล้ายกับคนตาโตนั่นเอง ส่วน “EK” ก็เรียกมาจากรหัสรุ่นครับ

Honda-Civic-ES

Honda Civic (ES) “Dimension” และ “ตาเหยี่ยว”

พลิกโฉมการออกแบบใหม่ๆ ไปกับ Honda Civic (ES) เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2543 ด้วยการออกแบบให้พื้นฐานห้องโดยสารกว้างมากขึ้น ลดขนาดความยาวของหน้าเครื่องยนต์ลง อีกทั้งพื้นที่วางขาผู้โดยสารหลังเรียบ ไม่มีอุโมงค์เพลากลาง จัดเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ เป็นครั้งแรกที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร, 1.7 ลิตร VTEC LEV อีกทั้งยังเป็นครั้งแรก ที่ Honda นำเสนอ Civic เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC ในไทย

ฉายา “Dimension” บอกตรงๆ ว่าได้มาจากสโลแกนโฆษณาของรถ ในชื่อเต็มๆ นั่นก็คือ “New Dimension มุมมองใหม่แห่งยนตกรรมเหนือระดับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่” และ “ตาเหยี่ยว” เป็นฉายาที่ได้มาจากรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ชุดไฟหน้าดูโฉบเฉี่ยว คล้ายกับตาเหยี่ยว

Honda-Civic-FD

Honda Civic (FD) “FD” “นางฟ้า” “ไฟท้ายกลม” และ “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม”

Honda Civic (FD) โฉมนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือเช่นกัน ด้วยภายนอก-ภายในสุดล้ำ และฉีกรูปแบบของรถ Compact ที่ทำตลาดในยุดเดียวกัน เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 จัดเป็น Civic ที่ขายในบ้านเรายาวนานที่สุดอีกหนึ่งรุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร i-VTEC และ 2.0 ลิตร i-VTEC

Honda-Civic-FD-ไฟท้าย

ความแตกต่างระหว่าง Civic “ไฟท้ายกลม” และ Civic “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม” (รุ่นไมเนอร์เชนจ์)

ฉายาของ Civic รุ่นนี้ มีเรียกกันหลากหลาย ตั้งแต่ “FD” ที่มาจากรหัสรุ่น “นางฟ้า” ที่มาจากรถสวยงดงาม ลงตัว ดุจนางฟ้า (ไม่เข้าใจจริงๆ ใครมันตั้งชื่อนี้!) ส่วน “ไฟท้ายกลม” มาจากชุดไฟท้ายโฉมแรก และ “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม” มาจากชุดไฟท้ายรุ่นไมเนอร์เชนจ์

สำหรับ Civic รุ่น “FB” และ “FC” เท่าที่เห็น ก็จะเรียกรหัสรุ่นกันอย่างเดียวแล้ว …

Honda-ASIMO

ส่วนอันนี้เป็นเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับรหัสรุ่นของ Civic ที่ MR.CARRO ขออธิบายให้ฟังกัน …

หลายคนมักจะสงสัยว่า ทำไม Honda Civic พอหมดรหัสรุ่น ES ไปต่อด้วยรหัสรุ่น FD แล้วพอโฉมต่อมา ถึงวกกลับมาเป็นรหัส FB แล้วไป FC ???

ก่อนอื่น ต้องย้อนไปดู Honda Civic เจเนอเรชั่นที่ 8 กันก่อน โดยโฉมนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 โมเดลหลักๆ นั่นคือ โมเดลที่ขายในอเมริกาเหนือ จะใช้รหัสรุ่นว่า “FA” ส่วนโมเดลที่ขายในเอเชียและโอเชียเนีย (ไม่นับ Civic ที่ขายในตลาดยุโรป) ทาง Honda กำหนดให้มีรหัสรุ่น “FD”

แต่พอมาเจเนอเรชั่นที่ 9 Honda Civic โฉมนี้เป็น Global Model แล้ว จึงใช้รหัสรุ่น FB ตาม USA และในรุ่น Civic FC และ Civic FK ก็เช่นกันครับ …

Honda-Civic-Hatchback

และสำหรับฉายาของ Honda รุ่นอื่นๆ ที่คนในวงการรถมือสองเรียกกันนั้น จะมีอะไรต่ออีกบ้าง MR.CARRO จะมาเสนอให้อ่านต่อกันวันหลังครับ

และถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อเปลี่ยนรถคันใหม่ ขายรถด่วน เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)

Toyota-Pickup-And-Van-Nickname

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

MR.CARRO ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 2 นี้ ขอเสนอฉายาของรถกระบะ และรถตู้ จากรถ Toyota รุ่นต่างๆ ที่มีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมต่อครับ

Toyota-Hilux-RN20

คำว่า “Hi-Lux” มาจากคำเต็มๆ ว่า “Highly Luxurious”

1. Toyota Hilux (RN20/RN25) “หางหงส์”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวจำหน่ายในไทยเมื่อปี 2515 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง ชุดกระจังหน้าและไฟหน้าจะดูหนาหน่อย ตรา Toyota ติดบนฝากระโปรงหน้า เมื่อปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ กระจังหน้าจะเป็นแบบยาว ตรา Toyota ติดด้านหน้ากระจังหน้า มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น (RN20) และแบบช่วงยาว (RN25) มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R มีให้เลือกทั้งเกียร์มือ (เกียร์คอพวงมาลัย) และเกียร์กระปุก

Toyota-Hilux-RN20

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “หางหงส์”

ฉายา “หางหงส์” หลายคนงงสุดๆ มาได้มาจากไหน? … ที่มาของฉายานี้คือ สติ๊กเกอร์ที่ติดด้านข้างกระบะท้ายแบบในรูป ที่สะบัดพลิ้วเหมือนหางหงส์ครับ

Toyota-Hilux-Superstar

Toyota Hi-Lux Superstar ไฟกลม

2. Toyota Hilux (RN30/RN40/LN40) “Super Star”, “ม้ากระโดด” และ “กรุง ศรีวิไล”

Toyota-Hilux-4WD

Toyota Hilux 4WD รุ่นแรกที่ขายในไทย

Toyota-Hilux-Superstar-5

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “ม้ากระโดด”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 3 นี้ เริ่มมีรูปร่างที่ดูเหมือนรถเก๋งมากขึ้นทั้งภายนอกและภายใน สำหรับตลาดประเทศไทย (แต่ชื่อรุ่น ยังเขียนว่า “Hi-Lux” โดยมีขีดตรงกลางอยู่) เปิดตัวจำหน่ายเมื่อมิถุนายน 2522 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง เมื่อไมเนอร์เชนจ์จึงเป็นไฟเหลี่ยมเล็ก มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร รหัส L ทั้งรุ่นช่วงสั้น, ช่วงยาว และ “SR5” ให้เลือก ในราคาป้ายแดงเพียงแสนกว่าบาท

นอกจากนั้นยังมีรุ่น 4WD ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถูกนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการรุ่นแรก โดยเป็นการสั่งเข้ามาใช้กับหน่วยงานราชการ ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมแผนที่ทหาร เป็นต้น

ฉายา “ม้ากระโดด” นั้นได้มาจากสติ๊กเกอร์ด้านข้างกระบะของรถรุ่นนี้ ส่วนฉายา “Super Star” ใช้ในรุ่นไฟกลม และฉายา “Super Star Dynamic 5” มาจากเครื่องยนต์ดีเซล เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วน “กรุง ศรีวิไล” ได้มาจาก กรุง ศรีวิไล ช่วงกำลังโด่งกับภาพยนตร์ “ซุปเปอร์ลูกทุ่ง” มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ (โฉมตัวไฟเหลี่ยม) ครับ

Toyota-Hilux-Hero

3. Toyota Hilux (YN50/YN55/YN57/LN51/LN56) “Hercules” และ “Hero”

Toyota Hilux เจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2527 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว ระบบเบรกด้านหน้าใช้แบบแบบดิสก์เบรก ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ “Berlin Eye” มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1Y ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L มาให้เลือก

ที่มาของชื่อ โตโยต้า ได้เพิ่มชื่อต่อท้ายรุ่นเป็น “ฮีโร่” (Hero) พร้อมจ้าง “ไทด์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ควบคู่ไปกับสโลแกน “แกร่งกล้า สง่างาม Hilux Hercules Hero” และ “ทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น”

Toyota-Hilux-Hero

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2530 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เช่นเคย พร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y และ 2.0 ลิตร รหัส 3Y และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II มาให้เลือก

Toyota-Hilux-Hero-DoubleCab

Toyota-Hilux-StationWagon

รุ่น Station Wagon ที่ออกแบบและผลิต (ครึ่งคันหลัง) โดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

และเริ่มมีรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู ที่ทำออกมาโดยผู้แทนจำหน่าย เป็นแบบรถกระบะดัดแปลงที่กำลังฮิตในยุคนั้น และแบบสเตชั่นแวกอน ที่ผลิตออกมาโดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

Toyota-Hilux-Hero-XtraCab

พิเศษ! ในเดือนมกราคม 2532 โตโยต้า เพิ่มรุ่นแค็บต่อท้าย “X-Tra Cab” (LN56) สำหรับ Hilux เป็นครั้งแรก (หลังจากที่เห็น อีซูซุ ออก Faster Z Spacecab มานานแล้ว) โดยหลังคารถ จะมีความสูงมากกว่าหลังคาเดิมเล็กน้อย (เหมือนแบบ Hi-Roof ในเวอร์ชั่นต่างประเทศ) และมีพื้นที่กว้างขึ้น โดยมีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II เท่านั้น

Toyota-Hilux-Mighty-X

Hilux Mighty-X โฉมแรก กระจังหน้า “Toyota” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “89HP”

4. Toyota Hilux (YN80/YN85/YN91/LN90/LN91/LN95/YN106/LN106/LN111) “Mighty-X”

ถือเป็น Toyota Hilux รุ่นที่เริ่มปรับปรุงรูปลักษณ์ให้เหมือนรถเก๋งมากขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เป็นรถกระบะที่ขายดีมากๆ อีกหนึ่งรุ่น แถมยังมีการปรับโฉมหลายครั้ง รุ่นย่อยเยอะจนจำไม่ไหว แถมยังเซ็นสัญญาให้ Volkswagen นำไปใช้ชื่อ “Volkswagen Taro” จำหน่ายขายกันอีก

โฉมต่อมา กระจังหน้าใช้โลโก้ “3 ห่วง”

เปิดตัวในไทยในเดือนมกราคม 2533 มาพร้อมแบบมาตรฐาน ช่วงสั้น และช่วงยาว, รุ่น X-Tra Cab ที่ผลิตขายออกมาแบบจริงจังละ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y, 2.0 ลิตร รหัส 3Y และ 2.2 ลิตร (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II กับขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

โฉมต่อมา กระจังหน้ารูปตัว “T” กับโลโก้ “3 ห่วง” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “Power Steering” (พวงมาลัยเพาเวอร์)

Toyota-Hilux-Mighty-X-Luxury

Hilux Mighty-X รุ่น Luxury

เริ่มปรับโฉมเล็กๆ ครั้งแรก ในเดือนตุลาคม 2534 ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าที่มีคำว่า “Toyota” มาเป็นโลโก้ “สามห่วง” ที่โตโยต้าเริ่มนำมาใช้กับรถรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ในปี 2532

Toyota-Hilux-Mighty-X-4X4

สำหรับรุ่น 4X4 ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย มีในรูปแบบตัวถังมาตรฐาน และ X-Tra Cab (มีหูช้างที่กระจกมองข้าง)  ใช้ช่วงล่างแบบ หน้าทอร์ชั่นบาร์ หลังแบบแหนบ พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ในส่วนของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ถูกถอดออกจากสายพานการผลิตนับแต่ในช่วงนี้

Toyota-Hilux-Mighty-X

Toyota-Hilux-Mighty-X-StationWagon

หลังจากที่โตโยต้าเปิดโรงงาน TAW (Toyota Auto Works) ในเดือนมิถุนายน 2535 Toyota จึงได้นำ Mighty-X มาประกอบขายในรูปแบบของกระบะ 4 ประตู และแบบสเตชั่นแวกอน ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร

Toyota-Hilux-Mighty-X

ต่อมาในปี 2539 ก็ปรับโฉมใหญ่อีกครั้ง ด้วยไฟหน้าเต็มเหมือนรุ่น 4×4 (แบบเดียวกับตัว 4Runner ที่โตโยต้านำเข้ามาจำหน่าย) ที่มีไฟเลี้ยวทรงเฉียงขึ้นพร้อมด้วย โป่งล้อหน้า แล้วเพิ่มเกียร์อัตโนมัติ ที่ควบคู่มากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II

Toyota-Hilux-Mighty-X-Plus

โดยในช่วงปลายปีเดียวกัน ยังมี “Mighty X-Plus” เพิ่มมาอีก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้ คือ “ไฟเบรกดวงที่ 3 บนหลังคา” ในรุ่นย่อย SGL และมีรุ่นพิเศษออกมาอีกหลายครั้ง (มีอยู่รุ่นนึง ให้ Sunroof มาด้วย) ก่อนจะยุติสายการผลิตไปในปี 2541 เพื่อให้ “Hilux Tiger” มาแทน

ในส่วนของ Toyota Hilux “Tiger” และ “Vigo” คิดว่าท่านผู้อ่านหลายๆ คน น่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงขอยกยอดไปไม่กล่าวถึงในตอนนี้นะครับ

Toyota LiteAce “ตู้เล็ก”

Toyota LiteAce (โตโยต้า ไลท์เอซ) ถือเป็นรถตู้ขนาดเล็กของ Toyota ที่ถือว่ายอดนิยมพอสมควรในอดีต แต่ในปัจจุบันก็ถูกลืมไปเยอะแล้ว รวมไปถึงตัวรถที่หายากขึ้นด้วย ในอดีตรถตู้รุ่นนี้ มีทั้งแบบนำเข้ามาจากญี่ปุ่น และประกอบในประเทศไทย เอาล่ะ ไปอ่านกันเลยดีกว่า

สำหรับฉายา “ตู้เล็ก” นั้น อาจจะไม่ใช่ฉายาที่เป็นทางการนัก แต่ถ้าคนเล่นรถตู้พูดถึง “ตู้เล็ก” ทีไร ก็มักจะนึกถึง “Toyota Liteace” มาเป็นอันดับแรก (ส่วน “Nissan Vanette” มาเป็นอันดับสอง) แม้ว่าในญี่ปุ่น Liteace จะมีเวอร์ชั่นแบบกระบะบรรทุกด้วยก็ตาม แต่ในบ้านเรา มีเฉพาะรถเก่า กับรถจดประกอบ เอาเข้ามาใช้งานเท่านั้น

Toyota-Liteace

1. Toyota LiteAce KM10/KM11

Toyota-Liteace

รุ่นนี้ถือว่าหายากในบ้านเราแล้ว และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3K และขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K เกียร์คอพวงมาลัย 4 สปีด

Toyota-Liteace

2. Toyota LiteAce KM20/CM20

ถือเป็น Liteace ที่เริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรามากขึ้น และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K และเริ่มนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C

Toyota-Liteace-4

3. Toyota Liteace KM36/CM36

ถือเป็น Liteace ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราสุดขีด เป็นที่นิยมมากในหลายหน่วยงาน แต่ที่เห็นเด่นสุดคือเป็นรถตู้ของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ที่ใช้เป็นรถตู้ปฏิบัติงาน ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota-Liteace

4. Toyota Liteace KR27/CR27

เข้าสู่ยุคขาลงของ Liteace และเป็นรถตู้เล็กรุ่นสุดท้าย ที่โตโยต้านำเข้ามาขายในไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota-Hiace-หัวแตงโม

5. Toyota Hi-Ace (H20/H40) “หัวแตงโม”

Toyota Hi-Ace (โตโยต้า ไฮ-เอซ) เจเนอเรชั่นที่ 2 ออกแบบให้มีความลู่ลมมากขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เวอร์ชั่นไทย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R และเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร รหัส L

ที่มาของฉายา “หัวแตงโม” น่าจะมาจากด้านหน้าที่ดูเรียบๆ และมีเส้นสายตัวรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างไฟหน้าสองด้านครับ

Toyota-Hiace-ตาหวาน

Hiace “ตาหวาน” โฉมแรก ไฟกลม

6. Toyota Hiace (H50/H60) “ตาหวาน”

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นนี้ มีตัวถังใหญ่ขึ้น เวอร์ชั่นไทย เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2526 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว รวมถึงรุ่นหลังคาสูง (Commuter) ที่เริ่มแนะนำในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก “ไฟเหลี่ยม”

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2 “ไฟหน้าเหลี่ยมใหญ่” พร้อมสัญลักษณ์ “H” แบบเดียวกับใน Hiace Wagon เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

สำหรับหน้าตาในโฉมแรกจะเป็นแบบไฟกลม ส่วนเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ จะเป็นไฟเหลี่ยม (ที่มีทั้งไฟเหลี่ยมธรรมดา และไฟเหลี่ยมแบบเต็ม) มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

Toyota-Hiace-หัวจรวด

7. Toyota Hiace (LH100/RZH102/RZH112/LH112/RZH113) “หัวจรวด”

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 4 มีรหัสตัวถัง H100 เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2532 และเป็นรถตู้โฉมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Hiace ด้วยระยะเวลาการขายที่มากถึง 15 ปี (2532-2547) โดยใช้เป็นทั้งรถตู้ขนของ รถตู้ของรถโรงเรียน รถตู้บริษัทนำเที่ยว และรถตู้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร เป็นต้น

Toyota-Hiace-หัวจรวด

Toyota-Commuter

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก พร้อมรุ่น Commuter ช่วงยาว หลังคาสูง นำเข้าจากญี่ปุ่น

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์หลักๆ ถึง 3 ครั้ง (สำหรับรุ่นหลังคาสูง Commuter ตามมาในช่วงประมาณปี 2535)

Toyota-Hiace-หัวจรวด

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง หน้าตาแบบนี้

Toyota-Hiace-หัวจรวด

หากเป็นรุ่นตู้ทึบ หรือรุ่นถูกสุด หน้าตาจะไฟเหลี่ยมดวงเล็กแบบนี้ เหมือนกันทุกโฉม

สำหรับรุ่นที่ขายในบ้านเรา ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L และในส่วนของรุ่น Commuter ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 3L ภายหลังจึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 5L เข้ามา

อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1RZ ให้เลือก

Toyota-Super-Wagon

Toyota Super Custom โฉมแรก มีเฉพาะแบบช่วงสั้นและช่วงยาว หลังคาเตี้ย

อีกทั้งยังขยายความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการรถตู้สำหรับครอบครัว หรือเน้นความหรูหราขึ้น ประมาณปี 2540 โตโยต้า จึงออก “Super Custom” (ซูเปอร์ แวกอน) (RZH135) แบบช่วงยาว โดยชุดเบาะด้านหลัง สามารถปรับหันหน้าเข้ากันได้ ออกมาจำหน่าย

Toyota-Super-Wagon

Toyota Grand Wagon ใส่สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลัง และล้อแม็ก 15 นิ้ว มาให้จากโรงงาน

และแบบ “Super Wagon” (ซูเปอร์ แวกอน) กับ “Grand Wagon” (แกรนด์ แวกอน) เป็นแบบหรูหราเหมือน “Hiace Wagon” ทีจำหน่ายในญี่ปุ่นในตอนนั้น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2RZ-E (ซึ่งตอนหลังพัฒนากลายมาเป็นรุ่น Ventury ที่ขายในปัจจุบันนั่นเอง)

ส่วนใครที่อยากขายรถตู้ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถตู้อยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)

Toyota-Car-Nickname

“โดเรม่อน” “สามห่วง” “หน้าหมู” “หน้ายิ้ม” ทำไมรถ Toyota ถึงมีฉายาแบบนี้!

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

MR.CARRO ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 1 ขอเสนอฉายาของรถ “โตโยต้า” (Toyota) ซึ่งได้ชื่อว่า มีฉายารถอยู่มากที่สุดเป็นอันดับแรก และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมครับ

Toyota-Corolla-KE70-JDM

Toyota Corolla รุ่น 2 ประตู ซีดาน … นี่ละครับ ที่ได้ชื่อว่า “กะเทย”

1. Toyota Corolla (KE70) “DX”, “กะเทย” และ “หน้าเท”

สำหรับ Toyota Corolla (KE70) ถือเป็น Toyota Corolla รุ่นสุดท้ายที่ทุกโมเดลออกมาในเวอร์ชั่นขับเคลื่อนล้อหลัง สำหรับตลาดประเทศไทย เปิดตัวจำหน่ายเมื่อต้นปี 2523 เริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง, ไฟเหลี่ยมเล็ก-เหลี่ยมใหญ่ จนถึงโฉมสุดท้ายโฉมหน้าเท

โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร มีให้เลือกทั้งในแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า) รวมไปถึงรุ่น 1.6 DX Liftback (TE71) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร

ฉายา “DX” นั้นได้มาจากรุ่นถูกสุดของ Corolla โฉมนี้ ใช้ชื่อรุ่นย่อยว่า “DX” (ย่อมาจาก “Deluxe”) รวมไปถึงฉายา “กะเทย” ที่ไว้เรียก Corolla 2 ประตูซีดาน เท่านั้น (ซึ่งมาจากรูปร่างรถ จะเป็นคูเป้ก็ไม่ใช่ ซีดานก็ไม่เชิง)

Toyota-Sprinter-TE71-JDM

และสุดท้ายอย่าง “หน้าเท” คือชุดไฟหน้าและกระจังหน้าในโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย (ยกหน้าตามาจากรุ่น Sprinter ที่ขายในตลาดญี่ปุ่น)

Toyota-Corolla-AE82-JDM

2. Toyota Corolla (AE80/EE80) “ท้ายตัด”

Corolla เวอร์ชั่นขับหน้ารุ่นแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2527 มีให้เลือกใน 2 รูปแบบ นั่นคือ ซีดาน 4 ประตู, ลิฟท์แบค 5 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “ATOP” 2 แบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2A และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A พอปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น 1.3 ลิตร ก็ได้จัดแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรหัส 2E แบบ 12 วาล์ว

Toyota-Corolla-AE81-JDM

ฉายา “ท้ายตัด” นั้น ได้มาจากส่วนท้ายรถของรุ่น 4 ประตู ที่สั้นมาก จนดูเหมือนท้ายตัดไปนั่นเอง

Toyota-Corolla-AE90-JDM

3. Toyota Corolla (EE90/AE92) “โดเรมอน”

สำหรับ Corolla รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาหรือบางคนก็บอกว่ากระจกมองข้างโค้งๆ เหมือนมือของโดเรม่อนพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

Toyota-Corolla-AE101-JDM

4. Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง”

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง หลังจากที่ทางโตโยต้าเริ่มใช้ตั้งแต่ทั่วโลกในปี 1989 (ยกเว้นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในมุมกระจังหน้า ที่ยังคงใช้สัญลักษณ์ของ Corollla ไว้เช่นเดิมแบบในรูป) โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ที่มาของคำว่า “สามห่วง” คือ Logo Toyota แบบใหม่นี่ล่ะครับ

Toyota-Corolla-AE111-JDM

5. Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

ที่มาของฉายา “ตองหนึ่ง” นั้น มาจากรหัสรุ่นของแบบเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร “AE111” ซึ่งเป็นเลขตองพอดี สามารถจำได้ง่าย และ “ตูดเป็ด” เป็นที่มาของโฉมแรก ที่ชุดฝาประโปรงท้ายมีมุมยกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลาดเอียงลงไป

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

6. Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”

Corolla โฉมนี้ออกแบบใหม่ทั้งหมดและตัวรถที่มีความกลมป่องขึ้นมาก ต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จัดเต็มทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 มาพร้อมเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ “ZZ-Series” ในรูปแบบ VVT-i ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2ZZ-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE ก่อนจะมีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์และเพิ่มรุ่นพิเศษไปอีกหลายรอบ

“หน้าหมู” ได้ชื่อมาจากกระจังหน้าด้านหน้าของรุ่นนี้ เมื่อดูไกลๆ คล้ายกับจมูกหมูและหน้าหมูมาก จึงเป็นที่มาของฉายานี้

Toyota-Corona-RT100-EU

7. Toyota Corona (RT100/RT104) “หน้าเบนซ์”

Toyota Corona รุ่นยอดฮิตในยุค 70 ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน แข็งแกร่ง ในบ้านเรามีประกอบขายเฉพาะรุ่น 4 ประตูซีดาน แต่ก็มีโฉม 2 ประตูฮาร์ดท็อป และ 4 ประตูแวน นำเข้ามาด้วยเช่นกัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 18R ที่ตามมาในภายหลัง

ที่มาของ “หน้าเบนซ์” มาจากกระจังหน้าในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ดูคล้ายกับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในยุคนั้น

Toyota-Corona-ST140-JDM

8. Toyota Corona (TT140/TT141) “หน้าแหลม”

เป็น Toyota Corona ขับหลังรุ่นสุดท้าย มาพร้อมความหรูหราและเครื่องยนต์แบบเดิมอันทนทาน เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2525 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T

ที่มาของชื่อ “หน้าแหลม” นั้น ได้มาจากตรงกันชนหน้าของรุ่น 1.6 และ 1.8 ที่มุมตรงกลางเป็นแหลมยื่นออกมา รับกับกระจังหน้า และเส้นสายบนฝากระโปรงหน้า

Toyota-Corona-ST150-JDM

9. Toyota Corona (ST150/AT151) “ตู้เย็น”

เป็น Toyota Corona ขับหน้ารุ่นแรก ที่มาพร้อมขนาดตัวรถที่เล็กลง ดูกะทัดรัดขึ้น พร้อมนำเสนอตัวถังแบบ 5 ประตูลิฟท์แบคให้เลือก เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2528 ชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่หมด ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A และขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1S

ที่มาของชื่อ “ตู้เย็น” นั้น ได้มาจากกล่อง “Cool Box” บริเวณคอนโซลกลาง ที่มีการต่อท่อแอร์เพิ่มเข้าไป สำหรับไว้เก็บเครื่องดื่ม (พวกน้ำอัดลมกระป๋อง) ได้

Toyota-Corona-ST171-JDM

10. Toyota Corona (AT171) “หน้ายักษ์ / หน้ายิ้ม”

Toyota Corona โฉมนี้เปิดตัวในไทยตั้งแต่ปี 2531 โดยโคโรน่ารุ่นนี้ ถือเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกในประเทศไทย (เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร) ที่ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด EFI (Electronic Fuel Injection) แบบเดียวกับรถยุโรป ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-F คาร์บูเรเตอร์เดี่ยว 113 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE หัวฉีด EFi 128 แรงม้า

ที่มาของชื่อ “หน้ายักษ์ / หน้ายิ้ม” นั้น มาจากชุดกระจังหน้า ไฟหน้า และกันชนหน้า โดย “หน้ายักษ์” คือโฉมแรก (แบบในภาพด้านบน) และ “หน้ายิ้ม” คือโฉมไมเนอร์เชนจ์

Toyota-Corona-ST191-JDM

11. Toyota Corona (AT190/AT191) “ท้ายโด่ง”

Toyota Corona โฉมนี้เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2536 โดยช่วงวันแถลงข่าวเปิดตัวนั้น เป็นรถรุ่นแรกที่ลงทุนถ่ายทอดสดออก TV ช่อง 3 ด้วย! มาพร้อมรูปทรงอ้วนกลมน่ารัก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE ก่อนจะปรับโฉมกันอีกครั้ง ในภายหลังเพิ่มรุ่น Exsior ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมกับเปลี่ยนชุดแผงคอนโซลภายในใหม่

ที่มาของคำว่า “ท้ายโด่ง” “ท้ายแยก” มาจากด้านท้ายรถที่มีขนาดใหญ่ และดูยกขึ้นเล็กน้อย รับกับชุดไฟท้ายและแผงทับทิมที่ดูเรียบ ทำให้พ่อค้ารถมือสองขนานนามว่า “ท้ายโด่ง” และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ย้ายจุดติดตั้งป้ายทะเบียนจากบริเวณกันชนมาอยู่บริเวณฝากระโปรงท้าย ก็ได้ชื่อว่า “ท้ายแยก”

Toyota-Camry-SXV10-AU

12. Toyota Camry (XV10) “ท้ายหงส์”

เป็น Toyota Camry โฉมแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2536 โดยเป็นรถที่นำเข้าจากออสเตรเลีย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE อีกทั้งยังมีรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 รหัส 3VZ-FE เข้ามาเสริมตลาดด้วย แต่ Camry โฉมนี้ อะไหล่ตัวถังจะหายากหน่อย

ที่มาของคำว่า “ท้ายหงส์” มาจากในรุ่นโฉมไมเนอร์เชนจ์ บริเวณแผงทับทิมด้านหลัง จากของเดิมที่มีคำว่า “Camry” แบบเรียบๆ เมื่อไมเนอร์เชนจ์จึงเป็นแบบมีเส้นลดระดับเป็น 2 ชั้น พร้อมไฟถอยหลัง รับกับคำว่า “Camry” ด้านบน บรรดาเจ้าของเต็นท์รถมือสอง ไม่รู้คิดไง เอาไปเทียบกับรูปทรงของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เลยเป็นที่มาของคำนี้ …

Toyota-Camry-SXV20-AU

13. Toyota Camry (XV20) “ไฟท้ายตรง / ไฟท้ายไม้บรรทัด / ไฟท้ายย้อย”

เป็น Toyota Camry โฉมแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2541 โดยโฉมแรกยังเป็นรถที่นำเข้าจากออสเตรเลียเหมือนเดิม โดดเด่นด้วยการเล่นสีตัวรถแบบทูโทน เป็นโฉมเดียวของ Camry ที่ทำสีแบบนี้ ต่อมาเมื่อไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 จึงเริ่มประกอบในประเทศไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE และก็มีรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 รหัส 3VZ-FE เข้ามาเสริมตลาดเหมือนเดิม

Toyota-Camry-SXV20-AU

ที่มาของคำว่า “ไฟท้ายตรง” “ไฟท้ายไม้บรรทัด” และ “ไฟท้ายย้อย” ก็ตรงตัวตามรูปแบบไฟท้ายด้านหลังเลยครับ

Toyota-Crown-MS60-JDM

14. Toyota Crown (S60/S70) “ปลากระโห้”

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจนเนอเรชั่นที่ 4 ในประเทศไทยเปิดตัวเมื่อประมาณปี 2515 โดยมีทั้งในรูปแบบ 4 ประตูซีดาน, 4 ประตูแวกอน รวมไปถึงแบบ 2 ประตูฮาร์ดท็อปที่หายากนัก เป็นรถที่หรูหรา แข็งแรงทนทาน เป็นที่นิยมของผู้ใหญ่ ผู้บริหาร และแท็กซี่ที่วิ่งรับ-ส่ง ในต่างจังหวัดอย่างมาก

ที่มาของคำว่า “ปลากระโห้” ก็ตรงหน้าตาที่ดูดุดัน เหมือนรถอเมริกันในยุคนั้นครับ

Toyota-Celica-TA22-JDM

15. Toyota Celica (TA22/TA23/RA23) “หน้าโหนก” หรือ “สาลิกา”

Toyota Celica ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นรถสปอร์ต 2 ประตูราคาประหยัด รูปทรงสไตล์ Hardtop แนวอเมริกันแบบย่อส่วน เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยประมาณปี 2514 มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 1.4 ลิตร รหัส T, ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T รวมไปถึงรุ่นพลังแรงอย่างตัว GT ที่ใช้เครื่องยนต์รหัส 2T-G และ Celica รุ่นนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เยอะมาก ทั้งรุ่นธรรมดา และในรุ่น Lift Back (LB)

ที่มาของคำว่า “หน้าโหนก” นั้นมาจากในโฉมไมเนอร์เชนจ์ ฝากระโปรงหน้ามีโหนก กระจังหน้ารึงผึ้ง หรือ “สาลิกา” ที่แผลงมาจากชื่อรุ่น “Celica” (เซลิก้า) นั่นเอง

Toyota-Celica-ST185-JDM

16. Toyota Celica (ST185) “ปลาคาร์ฟ”

Toyota Celica เจเนอเรชั่นที่ 5 กลับมาพร้อมกับการเปิดเสรีนำเข้ารถยนต์ ช่วงปี 2534 ซึ่งในบ้านเรานั้น Toyota นำเข้าจากออสเตรเลีย แต่ก็มี Grey Market หลายเจ้า นำเข้ารถรุ่นนี้มาจากญี่ปุ่นด้วย โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Pop-Up มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE 135 แรงม้า ด้วยยอดขายที่ไม่มากนัก เพราะนำมาจำหน่ายช่วงปลายอายุของโฉมนี้ในตลาดโลกแล้ว

ที่มาของคำว่า “ปลาคาร์ฟ” (ซึ่งก็ไม่รู้ใครเป็นคนคิด) เข้าใจว่าคงจะเป็นที่รถรุ่นนี้ เคยเป็นรถที่เข้าแข่งในรายการ World Rally Championship (WRC) มาก่อน ตัวรถติดสติ๊กเกอร์ลวดลายเขียวแดง แลดูคล้ายกับปลาคาร์ฟก็เป็นไปได้ …

เอาล่ะครับ สำหรับบทความ “รวมฉายารถ Toyota สุดแปลกแหวกแนว” ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ก่อน สำหรับในตอนต่อไปนั้น จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฉายารถอะไรบ้าง ติดตามต่อได้ใน CARRO Blog เร็วๆ นี้ครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)