กรมขนส่ง-ห้ามคนเป็นโรคลมชัก-ขอใบขับขี่

กรมการขนส่งทางบก เข้ม ตามมติคณะกรรมการแพทยสภา ที่เพิ่มคนเป็นโรคลมชัก ห้ามขับรถ ยกเว้นแพทย์รับรอง

Driving-License

วันที่ 11 ก.พ. 2562 นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก กำหนดให้การขอรับใบอนุญาตขับรถ ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ แสดงว่าไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถเป็นหลักฐานประกอบ คณะกรรมการแพทยสภาได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ให้โรคลมชัก ในสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ เป็นโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ เว้นแต่แพทย์ผู้ให้การรักษารับรองว่าผู้ป่วยไม่มีอาการชักเกินกว่า 2 ปี

Driving-License

กรมการขนส่งทางบก ได้แจ้งแก่นายทะเบียนทั่วประเทศ โดยให้ตรวจสอบหลักฐานใบรับรองแพทย์ที่ใช้ประกอบคำขอ โดยต้องเป็นใบรับรองแพทย์ตามแบบมาตรฐานที่แพทยสภารับรอง โดยส่วนที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองตนเอง ประวัติโรคประจำตัว ประวัติอุบัติเหตุและการเข้ารับการผ่าตัดที่สำคัญ และส่วนที่ 2 แพทย์ผู้ตรวจร่างกายรับรอง

Driving-License

นอกจากโรคชมชัก ยังต้องมีการรับรองในกรณีอื่น เช่น ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพ จนไม่สามารถขับรถได้ ไม่ปรากฏอาการของโรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน หรือปัญญาอ่อน ไม่ปรากฏอาการของการติดยาเสพติดให้โทษ ไม่ปรากฏอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง และไม่ปรากฏอาการและอาการแสดงของโรคเรื้อนในระยะติดต่อหรือในระยะปรากฏอาการ วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการ สำหรับใบรับรองแพทย์ตามแบบที่แพทยสภารับรอง สถานพยาบาลส่วนใหญ่ใช้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ หรือใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ แจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เพื่อให้แพทย์ออกใบรับรองแพทย์ให้ถูกต้องตรงกับการนำไปใช้

Driving-License

สำหรับโรคประจำตัวบางกลุ่มอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ ยังอยู่ในระหว่างการหารือร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางบกและแพทยสภาที่อาจกำหนดเพิ่มเติมในอนาคต เช่น โรคเบาหวานระยะที่ต้องฉีดอินซูลิน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางสมอง ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ผ่านการผ่าตัดหัวใจ หรือขยายเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการขับรถ

ขอขอบคุณข่าวจาก Workpoint News

เอกสาร-ใบขับขี่

การจัดเตรียมเอกสารต่อใบขับขี่

สำหรับคนที่เคยต่อใบขับขี่มาหลายครั้งอาจจะยังพอจำได้ว่าเอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง แต่ 5 ปีต่อหนึ่งครั้งก็อาจจะมีหลงมีลืมกันไปบ้าง วันนี้ CARRO จึงขอเสนอวิธีการต่อใบขับขี่ทีละขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

ต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ 60-90 วัน

สำหรับผู้ที่ใบขับขี่ใกล้หมดอายุสามารถขอต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ โดยผู้ที่ถือใบอนุญาตขับรถชั่วคราว 1 ปี สามารถขอต่ออายุล่วงหน้าก่อนใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 60 วัน และจะได้รับเป็นใบอนุญาตขับรถชั่วคราว 5 ปี

ส่วนผู้ที่มีใบอนุญาตขับรถชนิด 5 ปี สามารถต่ออายุล่วงหน้าก่อนหมดอายุได้ไม่เกิน 90 วัน และจะได้รับเป็นใบอนุญาตขับขี่ชนิด 5 ปี เช่นเดิมค่ะ

เอกสาร ต่อ ใบขับขี่

การขอรับใบขับขี่รถส่วนบุคคลชนิด 5 ปี จากเดิมแบบชั่วคราว 2 ปี

หลักฐานที่ต้องเตรียม

1.ใบขับขี่ส่วนบุคคลเดิมแบบชั่วคราว 1 ปี
2.บัตรประชาชนตัวจริง และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)

  • กรณีชาวต่างชาติ ให้ยื่นใบสำคัญบัตรประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (Passport) พร้อมสำเนา และใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบอนุญาตการทำงาน (Work Permit) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุพร้อมสำเนา

3.ใบรับรองแพทย์ (ออกก่อนยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน) ดูตัวอย่าง ใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้อง

สำหรับใครที่อบรมข้างนอกมาแล้วสามารถนำ ใบรับรองการอบรม (กรณีผู้ทำการอบรมนอกกรมขนส่ง) มาประกอบด้วย

ส่วนขั้นตอนดำเนินการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก > https://blog.carro.co/driving-license/

หากใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องเข้ารับการทดสอบข้อเขียน แต่หากหมดอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป จะต้องเข้ารับการอบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถใหม่ทั้งหมด

 

การขอรับใบขับขี่รถส่วนบุคคลชนิด 5 ปี จากเดิมชนิด 5 ปี

หลักฐานที่ต้องเตรียม

1.ใบขับขี่ส่วนบุคคลเดิมชนิด 5 ปี
2.บัตรประชาชนตัวจริง

ส่วนขั้นตอนดำเนินการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก > https://blog.carro.co2/driving-license/

หากใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องเข้ารับการทดสอบข้อเขียน แต่หากหมดอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป จะต้องเข้ารับการทดสอบข้อเขียนใหม่, การสอบขับรถใหม่ และเพิ่มใบรับรองแพทย์

 

อัตราค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว 5 ปี

ค่าธรรมเนียม: 500 บาท
ค่าถ่ายรูปและพิมพ์บัตร: 100 บาท
ค่าคำขอ: 5 บาท
รวมทั้งสิ้น: 605 บาท

ระยะเวลาการดำเนินการต่อใบอนุญาตขับขี่จะเสร็จสิ้นภายในวันเดียว ยกเว้นกรณีใบขับขี่เดิมหมดอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป จะต้องเข้ารับการอบรมและทดสอบตามที่กำหนดด้วย

เครดิตข้อมูล: auto.sanook.com,กรมการขนส่งทางบก