ซื้อซากรถ ขายซากรถ

“ซากรถ” ถ้าจะว่ากันตามตรง ก็คือ รถที่หมดสภาพการใช้งานแล้ว นั่นเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น รถเกิดอุบัติเหตุมา ชนจนยับ แบบว่าโครงสร้างหลักๆ ตัวรถบิดงอไป ถ้าหากซ่อมแล้วคงไม่เหมือนเดิม ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย หรือเป็นรถที่เก่ามากๆ อะไหล่หายากมากๆ เสียหรือจอดทิ้งไว้นานจนใช้การไม่ได้ หรือรถที่ถูกน้ำท่วมมา เป็นต้น

ซื้อซากรถ ขายซากรถ

ภาพจาก สตาร์ บอย

คนอยากขายซากรถ ก็เพราะรถใช้งานไม่ได้แล้ว เก็บไว้ก็รกสถานที่ กับการที่บริษัทประมูล บริษัทประกันภัย ได้ซากรถมาจากผู้เอาประกันภัยอีกที (กฎหมายมีว่า ถ้าทุนประกันเกินกว่า 80% ของราคารถ ซากรถจะเป็นของบริษัทประกันภัย) ส่วนคนซื้อ ก็ต้องการเศษชิ้นส่วนจากซากรถที่ยังพอใช้การได้ นำไปเป็นอะไหล่ใส่ให้รถของตัวเอง แกะชิ้นส่วนขาย หรือนำเศษเหล็กไปหลอมใหม่ ก็มีจะบรรดาอู่หรือป่าช้ารถต่างๆ ติดต่อขอซื้อไปทำอะไหล่กันในราคาถูกๆ

CARRO ขอแนะนำเกร็ดความรู้ต่างๆ สำหรับคนที่อยากซื้อ หรืออยากขายซากรถ ครับ.

ซื้อซากรถ ขายซากรถ

ภาพจาก Buddy Ratchasinghan

อยากซื้อซากรถ

ถ้าเป็นไปได้ หากต้องการซื้อซากรถไปปั้นใหม่ ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ควรเลือกซากรถที่ยังมีทะเบียนอยู่ แต่อาจจะหายากหน่อย (แต่บางกรณี ที่ผู้ขายก็อยากเก็บทะเบียนไว้ เพื่อป้องกันผู้ซื้อไปแล้วนำไปสวมใส่กับรถคันอื่น ในกรณีที่เป็นซากรถจากการเกิดอุบัติเหตุมา หรือป้องกันผู้ซื้อไปแล้ว ไม่ยอมไปโอนทะเบียนรถเป็นของตัวเอง และนำไปทะเบียนไปสวมรถคันอื่นใช้ก่อเรื่องก่อราว)

ที่สำคัญ แม้ว่าจะเป็นซากรถ ก็ต้องทำ “สัญญาซื้อขาย” เฉกเช่นเดียวกับการซื้อขายรถมือสอง ครับ

ถ้าหากอยากซื้อซากรถมาปั้นใหม่ ก็ต้องทำให้จบ ซ่อมแซมให้รถสภาพสมบูรณ์ วิ่งได้ เพราะถ้าสภาพเป็นซากรถ การตรวจสภาพตอนต่อภาษีประจำปี จดทะเบียนรถใหม่ แจ้งเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนสี ไม่ผ่านแน่ๆ หรือการนำซากรถหัวตัด หรือท้ายตัด มาต่อกันใหม่ ก็ต้องมีวิศวกรระดับสามัญ เป็นผู้รับรองอีก ถึงจะสามารถนำรถไปตรวจสภาพ จดทะเบียนได้

ระวังซื้อรถแถมคดีมา ซากรถบางคันเป็นรถสวมทะเบียน รถขโมยมา หรือรถติดจำนำที่บ่อน ไม่มีเงินมาไถ่รถคืน รถไม่มีทะเบียน บางคัน ต่อทะเบียนได้แต่ไม่มีเล่ม สวมเล่มทะเบียน รถยำมา อาจจะโดนคดีทั้งคนซื้อเเละคนขาย

ซื้อซากรถ ขายซากรถ

ภาพจาก ช่างนนท์ เซอร์วิส บ้าพลัง

อยากขายซากรถ

การขายซากรถ (แบบเป็นรถที่จอดทิ้งจนพัง หรือซ่อมไม่คุ้ม) ควรขายพร้อมกับเล่มทะเบียนรถไปด้วย เพราะจะได้ราคาที่ดีกว่าซากรถที่ไม่มีเล่มทะเบียน เพราะหลังจากวันที่ 5 ม.ค. 2558 รถที่ยกเลิกการใช้รถในกรณีซากรถ ไม่สามารถจดทะเบียนใหม่ได้ครับ

ส่วนในกรณีที่จะขายซากรถ (แบบที่อุบัติเหตุมา ชนจนยับ ซ่อมไปก็ไม่เหมือนเดิม) ให้ระวังเรื่องทะเบียนรถอย่างเดียว หรือก่อนจะขาย (ถ้าภาษีประจำปียังไม่หมดอายุ) จะไปแจ้งยกเลิกใช้งานรถตลอดไปที่กรมการขนส่งทางบกเลยก็ได้ หรือไม่ก็ตัดเพลทเลขตัวถัง กับเก็บตัวเล่มทะเบียน ไว้ครับ กันพวกไม่หวังดี ซื้อซากไปแล้ว นำรถไปสวมทะเบียน แล้วไปต่อเรื่องก่อราว

ส่วนการขาย ก็เหมือนกับการขายรถมือสอง กรณีต้องการโอนลอย ก็เตรียมเล่มทะเบียนและหลักฐานให้พร้อม ก็สามารถขายได้แล้วครับ

ซื้อซากรถ ขายซากรถ

ภาพจาก ส.รัตกุล เอี่ยมสะอาด

สำหรับใครที่มีซากรถครอบครองอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายทิ้ง หรือเอาซากรถไปทำอะไรต่อดี เชิญมาขายได้ที่ CARRO ง่ายนิดเดียว เรารับซื้อซากรถ เพียงแค่กรอกรายละเอียดใน Link นี้ —> https://th.carro.co/sell-car/express/scrapcar หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

10-Secondhand-Cars-For-Salary-15K

“รถยนต์” ปัจจุบันถือเป็นปัจจัยที่ 5 แล้ว ซึ่งถ้าคุณอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ การไม่มีรถขับนั้น ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ลำบากนัก เพราะยังมีระบบขนส่งมวลชนรองรับอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่ ตามที่ทราบกันดี รวมไปถึงการเดินทางที่เสียเวลาหลายต่อ ต้องมารอรถเมล์ที่กะเวลาไม่ได้ บางทีจำเป็นต้องเข้าตรอกซอยไกลๆ จะพึ่งแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซค์ตลอดไปนั้น คงเหนื่อยหน่อย …

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว หรือจะเป็นเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน แน่นอนล่ะ เห็นรถที่ออกใหม่ สวยๆ ต่างก็อยากได้ทั้งนั้น ซึ่งรถยนต์หนึ่งคัน ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าทางด่วน ค่าพรบ.รถยนต์ ค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ อีกมากมาย

ฐานเงินเดือนที่เด็กจบใหม่ ส่วนใหญ่ก็อาจจะเริ่มต้นกันที่ 15,000 บาท หรือบางอาชีพที่ฐานเงินเดือนไม่สูงนัก ได้เงินเดือนประมาณนี้ก็มี ถ้าหากจะไปซื้อรถป้ายแดงเลย ก็ไหวอยู่ แต่ต้องคุมค่าใช้จ่ายดีๆ เลยล่ะ แต่ถ้าจะมองรถมือสอง ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า และเหมาะสมกับสภาวะทางการเงินของคุณ ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่รัดตัวจนเกินไปนัก

เงินเดือน 15,000 บาท เป็นเจ้าของรถคันไหนได้บ้าง … ไม่ต้องแปลกใจที่มีแต่รถมือสอง อายุ 10-20 ปี ที่เป็นแบรนด์รถตลาด เพราะรุ่นไหนที่มีคนนิยมใช้มากๆ มันจะช่วยให้คุณไม่ลำบากเวลาต้องซ่อม หรือหาอะไหล่

Carro คัดเลือกรถมือสองยอดนิยม ในปีรถที่ไม่เก่ามากนัก มาให้พิจารณากันครับ.

1.Toyota Corolla (EE100/EE101/AE101) “สามห่วง” รุ่นปี 1992-1996

Toyota-Corolla-สามห่วง

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” โดย Toyota สามห่วง เปิดตัวในไทยเมื่อ 13 มีนาคม 2535 มีเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปี 2537) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ให้เลือก

เป็นรถที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือน 15,000 บาท มาก (หรือคนเงินเดือนมากกว่าจะซื้อใช้ก็ได้เช่นกัน!) เพราะอะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ติดแก๊ส LPG ก็ทน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด นี่คือข้อดีของรุ่นนี้

2.Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “HI-TORQ”

Toyota-Corolla-AE111

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) โฉมนี้ เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดย Toyota ตองหนึ่ง ยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” (อัลติส) และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” (ไฮทอร์ค) ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น ซึ่งการที่รถรุ่นนี้เคยถูกนำไปเป็นแท็กซี่ อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด อาจจะเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.6 GXi, 1.6 SE.G หรือ 1.8 SE.G เป็นต้น เพราะจะได้ออพชั่นมากกว่า

3.Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”

Toyota-Corolla-Altis

Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “Altis หน้าหมู” นี้ เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน เพราะขึ้นชื่อถึงเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้

เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2544 ภายใต้แนวคิด “Break Into Style” ที่พัฒนาใหม่หมดทั้งแนวคิด การออกแบบ และเทคโนโลยี พร้อมใช้พรีเซนเตอร์คนดังอย่าง “แบรด์ พิตต์” มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 110 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 136 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาสร้างสีสันในตลาดตามมาตลอดของอายุรถรุ่นนี้ ที่ขายมาจนถึงต้นปี 2551 สามารถสร้างยอดขายรวมได้มากถึง 143,301 คัน ขอแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเก็บไว้อยู่มากหน่อย เนื่องจากราคาตัวรถมือสอง อยู่ที่ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท (กรณีเป็นรถแท็กซี่เก่า) ไปจนถึงหนึ่งแสนปลายๆ ถึงเกือบๆ สองแสนบาท (สำหรับรถบ้าน) แต่แลกกับตัวรถที่สดกว่า ปีใหม่กว่า

4.Toyota Soluna (AL50)

Toyota-Soluna-AL50

Toyota Soluna (โตโยต้า โซลูน่า) เป็นรถยนต์รุ่นเล็กสุดของค่ายโตโยต้าในสมัยนั้น ที่ก็ยังถือว่า เปิดตัวในเดือนมกราคม 2540 และสร้างยอดขายที่ถล่มทลายได้ในเพียงเวลาสั้นๆ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE ที่ยกมาจากใน Corolla

ในเดือนพฤษภาคม 2541 Soluna ออกรุ่นพิเศษ “Soluna Special Version” (โซลูน่า สเปเชี่ยล เวอร์ชั่น) มีชื่อเป็นภาษาไทยและเลขไทย ติดที่ฝากระโปรงหลัง เป็นรุ่นแรกในโลกของรถโตโยต้า ที่ติดชื่อรุ่นรถและตัวเลขเครื่องยนต์เป็นภาษาท้องถิ่น หลายคนน่าจะยังจำกันได้

หลังจากปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 ปรับหน้าตาใหม่ กันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ หรือที่บรรดาเต็นท์รถมือสองเรียกกันว่า “ไฟท้ายหยดน้ำ” เป็นรถที่ได้เหมาะมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน ด้วยราคามือสองเริ่มต้นที่ไม่กี่หมื่นบาทก็ซื้อได้แล้ว อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด แต่ควรเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.5 GLi หรือ 1.5E และ 1,5G ในโฉมไฟท้ายหยดน้ำ เพราะจะได้ออพชั่นเยอะกว่ารุ่นล่างๆ

5.Toyota Soluna Vios (NCP42)

Toyota-Soluna-Vios

“Toyota Soluna Vios” (โตโยต้า โซลูน่า วีออส) รถรุ่นยอดนิยมที่สุดอีกรุ่นหนึ่งของโตโยต้า ถ้าเป็นรถในขนาด Sub-Compact โดยชื่อรุ่น “VIOS” (วีออส) มาจากภาษาลาติน “VIO” แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Moving Forward” หรือ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ในภาษาไทย

เปิดตัวครั้งแรกในไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ใช้ขุมพลังใหม่ ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 1NZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม. (142 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที

อีกทั้งยังมีรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Turbo 143 แรงม้า ให้เลือกอีกด้วย … เป็นรถมือสองอีกหนึ่งตัวเลือก ของคนเงินเดือนน้อย ไม่ควรพลาด! เนื่องด้วยเครื่องยนต์ที่แรงอย่างทันใจ ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม อะไหล่มือหนึ่งมือสอง ของแท้ของเทียม หาง่าย ตามสไตล์ Toyota

6.Toyota Avanza (F600)

Toyota-Avanza

 

Toyota Avanza (โตโยต้า อแวนซ่า) เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง นำเข้าจากอินโดนีเซีย ชื่อรุ่นมาจากคำว่า “Avanzato” ในภาษาอิตาลี หรือ “Advance” ในภาษาอังกฤษ … เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2547 ในรูปแบบรถยนต์นั่งแนวใหม่ “Compact Multi – Purpose Vehicle” ขนาดห้องโดยสารใช้แนวคิดการออกแบบ “Tall Boy” หลังคาทรงสูง นั่งได้ 7 คน วางตำแหน่งเบาะนั่งแบบ Flex And Fold ปรับได้อิสระ คล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ทนทาน ค่าดูแลรักษาต่ำ

Toyota Avanza เจเนอเรชั่นแรก มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส K3-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. (120 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2551 เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3SZ-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.4 กก.-ม. (141 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด …

โดย Avanza (F600) ถือเป็นรถมือสองที่คนมีฐานเงินเดือนไม่สูงนัก หรือทำงานอาชีพอิสระ แต่มีครอบครัวแล้ว ไว้ใช้ขนของในวันทำงาน หรือใช้เป็นรถพาลูกๆ ไปเที่ยวในวันหยุด ก็ลงตัวครับ …

7.Nissan Sunny NEO (N16)

Nissan-Sunny-NEO

Nissan Sunny NEO (นิสสัน ซันนี่ นีโอ) จัดว่าเป็นรถยอดนิยมจากค่ายนิสสันอีกหนึ่งรุ่น ในประเภทรถ Compact ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2543 และขายกันต่อเนื่อยาวนานหลายปี มีอยู่ 3 โฉมหลักๆ ให้เลือกในบ้านเรา (โดยปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย ในเดือนมีนาคม 2548) เป็นรถที่ได้รับความนิยมอยู่พอสมควร อะไหล่หาง่าย ช่างทั่วไปซ่อมได้ ถือเป็นรถที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน 15K อีกหนึ่งรุ่น เพราะถ้าคุณมีเงินเก็บแค่ 7 หมื่นบาท ก็พอหารุ่นนี้ได้แล้ว (แต่สภาพของตัวรถ ก็อีกเรื่องนึง) …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส QG16DE ให้แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

และในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร (ที่เริ่มแรกใช้ในชื่อ Sunny Almera – ซันนี่ อัลเมร่า) รหัส QG18DE ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

8.Honda Civic (EK)

Honda-Civic-EK

อันนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนชอบแต่งรถหน่อย สำหรับ Honda Civic (EK) (ฮอนด้า ซีวิค) ที่เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนตุลาคม 2538 ตามมาติดด้วยรุ่น 1.8 Si อีกทั้งยังมีรุ่น 2 ประตู คูเป้ ให้เลือกอีกด้วย เรียกได้ว่าถูกใจวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานสุดๆ แต่งบประมาณก็อาจจะต้องมีมากหน่อย (ส่วนรุ่น 4 ประตู มีเงินเก็บเพียง 5 หมื่นบาท ก็หาซื้อได้แล้ว) และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ยังมีเพิ่มเทคโนโลยีลดมลพิษอย่าง “LEV” อีกด้วยครับ

มีเครื่องยนต์ให้เลือกกันถึง 3 แบบ … เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ถ้าอยากได้แบบแรงสั่งได้ และออพชั่นที่มากกว่า ต้องเลือกเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 127 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 5,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

และในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส B18B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.7 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ข้างในเป็นเบาะหนังแท้โทนสีเทาดำ รุ่นนี้จะหายากหน่อยครับ

9.Honda Civic (ES)

Honda-Civic-ES

ส่วนอันนี้ เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนชอบรถเรียบๆ สไตล์คนมีครอบครัวแล้ว หรือจะแต่งซิ่งก็ได้เช่นกัน กับ Honda Civic (ES) (ฮอนด้า ซีวิค) โฉม “Dimension” ชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร เป็นรถที่ดูดี สวยหรู อะไหล่หาได้ง่าย ทนทาน และ Civic โฉมนี้ เป็นโฉมแรก ที่ฮอนด้าได้ทำรุ่น Hybrid นำเข้ามาขายในไทยด้วย เปิดตัวในไทยเมื่อ 27 ตุลาคม 2543 ซึ่งตามหลังประเทศญี่ปุ่นเพียง 7 สัปดาห์เท่านั้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.7 ลิตร ที่ให้พลังแรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แต่ประหยัดน้ำมันเหมือนกับเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร โดยเครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร ยังแบ่งได้อีก 2 แบบ นั่นคือแบบ SOHC 120 แรงม้า และแบบ VTEC 130 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

และในเดือนมกราคม 2547 ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC รหัส K20A 155 แรงม้า มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ซึ่งในโฉมไมเนอร์เชนจ์นี้จะแต่งสวยหน่อย

10.Mitsubishi Lancer Cedia

Mitsubishi-Lancer-Cedia

Mitsubishi Lancer Cedia (มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ซีเดีย) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 พร้อมชื่อต่อท้ายคำว่า “Cedia” ที่เป็นการนำคำว่า Century + Diamond มารวมกัน นับเป็น Lancer อีกหนึ่งรุ่น ที่ขายยาวนานในตลาดบ้านเรา และมีชุดแต่งให้เล่นเยอะ (เพราะเหมือน Lancer Evolution)

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 4G18 ขนาด 1.6 ลิตร 108 แรงม้า และรหัส 4G93 ขนาด 1.8 ลิตร 124 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 6 สปีด Invecs III

หลังจากนั้นในต้นปี 2547 Mitsubishi ทำการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยกระจังหน้าทรงปิระมิด พร้อมยกเลิกเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และนำเครื่องยนต์รหัส 4G63 ขนาด 2.0 ลิตร 135 แรงม้า มาแทน …

และในเดือนมีนาคม 2551 เพิ่มอีกทางเลือกคือ New Lancer E20 รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 และ Lancer CNG ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG (Compressed Natural Gas) สำหรับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์นั่งที่คุ้มค่าคุ้มราคาและประหยัดรายจ่ายค่าเชื้อเพลิง ก่อนจะขายไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมี Lancer EX ออกมาจำหน่ายแล้วก็ตาม รถรุ่นนี้ ถือว่ายังเหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือน ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานครับ

Mr.Carro หวังว่า 10 รถมือสอง ที่คนเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท น่าซื้อ! ที่นำมาเสนอนั้น หากใครสนใจ ก็ลอง Inbox สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage Carro Thailand ได้นะครับ

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Nostalgic2Days-2018

รวมรถ Retro รถย้อนยุค ของแต่งรถ Retro ในงาน “Nostalgic2Days”

Nostalgic2Days-2018

ประมวลภาพรถยนต์ Retro รถย้อนยุค รถดัังในอดีต และอื่นๆ ในงาน Nostalgic2Days งานแสดงรถ Retro ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2008 ถึงปัจจุบัน เป็นการจัดงานในครั้งที่ 10 …

โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ Pacifico Yokohama เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น … ทาง Carro ขอเก็บตกภาพบรรยากาศ พร้อมรถ Retro รถย้อนยุค สวยๆ มาให้ชมกันครับ

Nostalgic2Days-2018

มุม Isuzu

Nostalgic2Days-2018

Datsun Skyline Coupe C10

Nostalgic2Days-2018

Datsun Bluebird

Nostalgic2Days-2018

Hino Contessa

Nostalgic2Days-2018

Mazda RX-7

Nostalgic2Days-2018

Datsun Skyline C10

Nostalgic2Days-2018

Subaru SVX

Nostalgic2Days-2018

Nissan Fairlady 240Z

Nostalgic2Days-2018

มุม Porsche

Nostalgic2Days-2018

มุม Nissan และ Dome Zero

Nostalgic2Days-2018

มุม Nissan

Nostalgic2Days-2018

Event Show

Nostalgic2Days-2018

Toyota Sprinter Trueno (AE86)

ขอบคุณภาพจาก Nostalgic2Days Fanpage

6-Ways-To-Fix-Car-Black-Smoke

เมื่อพูดถึงเรื่องรถ “ควันดำ” หลายคนก็จะนึกถึงรถที่ใช้ “เครื่องยนต์ดีเซล” ของมาทันที! แล้วยิ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ ที่ประเทศไทยประสบปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ทำให้หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กรมการขนส่งทางบก และตำรวจจราจร จึงออกตั้งด่านตรวจวัดควันดำกันทั่ว ซึ่งถ้าโดนจับก็ต้องเสียเวลา เสียค่าปรับ แถมถูกห้ามใช้รถอีก

6-Ways-To-Fix-Car-Black-Smoke

รถเมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง มักจะมีปัญหาเรื่องควันดำ โดยเฉพาะรถเก่าที่มีการใช้งานมานาน ซึ่งนอกจากจะสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ แล้ว ยังสร้างมลพิษให้กับสภาวะแวดล้อมของโลกอีกด้วย ซึ่งสาเหตุที่รถมีควันดำนั้นมีดังนี้

  1. เครื่องยนต์สึกหรอมาก เช่น ลูกสูบและกระบอกสูบ แหวนลูกสูบชำรุด
  2. ปั๊มฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงชำรุดและทำงานไม่ถูกต้อง หรือฉีดน้ำมันในจังหวะที่ไม่ถูกต้อง
  3. หัวฉีดน้ำมันแรงดันสูงที่จ่ายเข้าไปในห้องเผาไหม้ชำรุด
  4. กรองอากาศอุดตัน
  5. น้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งานมาก
  6. เขม่าควันดำและฝุ่นละอองค้างอยู่ภายในท่อไอเสีย

6-Ways-To-Fix-Car-Black-Smoke

ภาพจาก กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News

และเมื่อพบว่ารถคุณเกิดควันดำอย่าได้นิ่งนอนใจ ควรรดำเนินการแก้ไข ดังนี้

1. ซ่อมแซมเครื่องยนต์ในส่วนที่สึกหรอ เช่น เปลี่ยนลูกสูบ แหวนลูกสูบ หรือ ทำการคว้านกระบอกสูบ แล้วเปลี่ยนลูกสูบให้ใหญ่ขึ้น
2. ทำการเช็กปั๊ม โดยนำเข้าศูนย์บริการ ทำการปรับแต่งปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดสึกหรอ รวมทั้งปรับแต่งหัวฉีดน้ำมันและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งการปรับแต่งอัตราและจังหวะการฉีดน้ำมันให้ถูกต้องเป็นไปตามบริษัทผู้ผลิตกำหนด
3. เปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบรูณ์
4. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด
5. ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ทำงานถูกต้องตามระยะเวลาที่เหมาะสม
6. ทำการล้างท่อไอเสียโดยใช้น้ำหรือลมฉีดชะล้างเขม่า และฝุ่นละอองภายในท่อไอเสีย

มาตรฐานค่าควันดำจากท่อไอเสียของรถยนต์

ปกติแล้ว การวัดควันดำของรถยนต์ จะวัดกันจอดรถยนต์จอดอยู่กับที่ ซึ่งมีกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 50 (เมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบกระดาษกรอง) หรือไม่เกินร้อยละ 45 (เมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบวัดความทึบแสง)

6-Ways-To-Fix-Car-Black-Smoke

ภาพจาก กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News

รถยนต์ที่ปล่อยควันดำ เกินค่ามาตรฐาน นอกจากโดนปรับแล้ว ยังจะถูกติดสติ๊กเกอร์ หรือพ่นสีที่หน้ากระจกรถว่า “ห้ามใช้ชั่วคราว” คือ คำสั่งห้ามใช้รถยนต์เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะนำรถไปแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีควันดำเป็นไปตามมาตรฐาน ภายในกำหนด 30 วัน

และหากยังฝ่าฝืน ไม่นำรถยนต์ไปแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีควันดำลดลง ภายใน 30 วัน ก็จะถูกติดสติ๊กเกอร์ “ห้ามใช้เด็ดขาด” พร้อมบันทึกหมายเลขทะเบียนลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อแจ้งไปยังนายทะเบียนของกรมขนส่งทางบกพิจารณาดำเนินการ และจะเคลื่อนย้ายรถยนต์ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก กรมควบคุมมลพิษ

Carro-10-Secondhand-Car-Not-Over-100000

รถถูก รถดี ทนทาน ประหยัด มีซ่อมบ้างตามอายุ
แต่ก็ถือว่าคุ้ม สำหรับคนมีงบไม่ถึง 1 แสนบาท

รวม 10 รถมือสองน่าใช้ ในงบประมาณไม่เกิน 1 แสนบาท เน้นแข็งแรงทนทาน บำรุงรักษาง่าย เสียขึ้นมาช่างข้างถนนก็ซ่อมได้ อะไหล่มีเพียบทั้งของแท้ของเก่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถมือสองราคาประหยัดไว้ใช้งาน

สำหรับ 10 รถมือสองที่ทาง Carro นำมาแนะนำนั้น ทั้งหมดเป็นรถตลาดยอดนิยมในยุค 90 ที่กาลเวลาได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นรถที่แข็งแรง ทนทาน แม้ว่า! จะมีเสียและต้องซ่อมตามกาลเวลา แต่อะไหล่ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย รวมไปถึงช่างซ่อมทั่วไปก็สามารถซ่อมได้ มีเทคนิคและกลไกไฟฟ้าต่างๆ ไม่สลับซับซ้อนมากนัก เรียกได้ว่า ถึงจะเป็นรถเก่า แต่ก็ยังน่าใช้ หากดูแลรักษาดีๆ ก็ใช้งานได้ทุกวันอย่างไม่ขวยเขิน

Carro ขอแนะนำ 10 รถมือสองในงบไม่เกิน 1 แสนบาท ตามรายการด้านล่างครับผม

1. Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง” รุ่นปี 1992-1996

Toyota-Corolla-สามห่วง

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปี 2537) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น และแท็กซี่เองก็นิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด

2. Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Toyota-Corolla-ตองหนึ่ง

Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” (อัลติส) และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” (ไฮทอร์ค) ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น ซึ่งการที่รถรุ่นนี้เคยถูกนำไปเป็นแท็กซี่ อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด อาจจะเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.6 GXi, 1.6 SE.G หรือ 1.8 SE.G เป็นต้น เพราะจะได้ออพชั่นมากกว่า

3. Toyota Soluna (AL50) รุ่นปี 1997-2002

Toyota-Soluna

Toyota Soluna เป็นรถยนต์รุ่นเล็กสุดของค่ายโตโยต้าในสมัยนั้น เปิดตัวในเดือนมกราคม 2540 และสร้างยอดขายที่ถล่มทลายได้ในเพียงเวลาสั้นๆ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE ที่ยกมาจากใน Corolla

ในเดือนพฤษภาคม 2541 Soluna ยังมีรุ่นพิเศษที่สร้างความฮืฮฮาด้วย “Soluna Special Version” (โซลูน่า สเปเชี่ยล เวอร์ชั่น) มีชื่อเป็นภาษาไทยและเลขไทย ติดที่ฝากระโปรงหลัง เป็นรุ่นแรกในโลกของรถโตโยต้า ที่ติดชื่อรุ่นรถและตัวเลขเครื่องยนต์เป็นภาษาท้องถิ่น

หลังจากปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 ปรับหน้าตาใหม่ กันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ หรือที่บรรดาเต็นท์รถมือสองเรียกกันว่า “ไฟท้ายหยดน้ำ” เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด แต่ควรเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.5 GLi หรือ 1.5E และ 1,5G ในโฉมไฟท้ายหยดน้ำ เพราะจะได้ออพชั่นเยอะกว่ารุ่นล่างๆ

4. Toyota Corona (AT190/AT191) “ท้ายโด่ง” รุ่นปี 1993-1996 (Exsior รุ่นปี 1996-1999)

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) โฉมนี้เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2536 โดยช่วงวันแถลงข่าวเปิดตัวนั้น เป็นรถรุ่นแรกที่ลงทุนถ่ายทอดสดออก TV ช่อง 3 ด้วย! มาพร้อมรูปทรงอ้วนกลมน่ารัก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE ก่อนจะปรับโฉมกันอีกครั้ง

ในปี 2539 จึงได้เพิ่มรุ่น Exsior (เอ็กซิเออร์) ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมกับเปลี่ยนชุดแผงคอนโซลภายในใหม่ ที่ยกชุดมาจาก Corona Premio เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ติดตั้งระบบเบรก ABS และ Airbag ด้านคนขับเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น ซึ่งในเวลานั้น มีเพียงรถนำเข้าเท่านั้นที่จะมีความปลอดภัยดังกล่าวนี้ เหมาะสำหรับใครที่อยากได้รถคันใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่มีเครื่องยนต์ที่ทนทาน ห้องโดยสารกว้างขวาง

5. Nissan Sunny (B14) รุ่นปี 1995-2000

Nissan-Sunny

Nissan Sunny (นิสสัน ซันนี่) (B14) ก็ถือเป็นรถมือสองอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เปิดตัวในบ้านเราในช่วงประมาณกลางๆ ปี 2537 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15DE 110 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DE 120 แรงม้า …

ในเดือนตุลาคม 2539 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ มีการปรับลดแรงม้าเครื่องยนต์ตามกฎหมายมลภาวะ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15DNE 105 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DNE 110 แรงม้า

รถรุ่นนี้อะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ทนทาน ใช้โซ่ราวลิ้น ทนทานตลอดอายุการใช้งาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ชิ้นส่วนหลายชิ้นสามารถใช้ร่วมกับรุ่น NV, Sentra (ฺB13) หรือ NX 2 ประตูได้ หากคุณจะซื้อรถรุ่นนี้ ควรเลือกรุ่นปี 2540 ขึ้นไป (ที่เป็นไฟท้าย 2 ชั้น หรือรุ่นสุดท้าย ไฟท้าย 3 ชั้น มีเบาะหนังแท้ ดูหรูหรา) จะไม่มีปัญหาเรื่องหลังคาผุ เหมือนกับโฉมแรก

6. Nissan NV Van (Y10) รุ่นปี 1993-1996

Nissan-NV

ยุคที่ สยามกลการ คิดจะสร้าง “รถยนต์แห่งชาติ” (New Value Project “NV”) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก นิสสัน มอเตอร์ แห่งญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยอิงกับรุ่น AD Van และ AD Resort ที่ขายในญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ … ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน 2536

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DS 95 แรงม้า เป็นรถแวกอนที่ได้รับนิยมมากพอสมควรในยุคนั้น และถือเป็นรถที่อเนกประสงค์ เบาะหลังปรับพับเอนนอนได้ด้วย ขนของก็ดี มีทำแท็กซี่ก็เยอะ

รถรุ่นนี้อะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ทนทาน ใช้โซ่ราวลิ้น ทนทานตลอดอายุการใช้งาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ชิ้นส่วนหลายชิ้นสามารถใช้ร่วมกับรุ่น Sunny, Sentra หรือ NX 2 ประตูได้ หากคุณจะซื้อรถรุ่นนี้ ควรเลือกรุ่น 1.6 SGX เพราะจะได้ออพชั่นที่มากกว่ารุ่น 1.6 SLX เยอะเลยล่ะครับ และอย่าเลือกรถคันที่เคยเป็นแท็กซี่มาก่อน

7. Honda City รุ่นปี 1996-2002

Honda-City

รถอีกหนึ่งรุ่นของฮอนด้า ที่พัฒนามาเพื่อตอบรับตลาดในแถบนี้โดยเฉพาะ สำหรับ “Honda City” (ฮอนด้า ซิตี้) เวอร์ชั่นรถเก๋ง 4 ประตู เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนเมษายน 2539 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร ต่อมาในปี 2540 เพิ่มรุ่น “City S” มาพร้อมอุปกรณ์มามตรฐานที่มากขึ้น และมี “City R” ใส่ชุดแต่งทั้งคัน ออกมาในเดือนธันวาคม 2540

ด้วยยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า ในปี 2541 City จึงต้องออกรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร HYPER 105 แรงม้า ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับคู่แข่ง และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน ตกแต่งภายในให้ดูหรูหราขึ้น มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ในปี 2542 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์เป็น “City Type Z” เครื่องยนต์เพิ่มเทคโนโลยี “LEV” (Low Emission Vehicle) ลดปริมาณไอเสียให้ได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ในรุ่น VTEC ทำให้แรงม้าขึ้นมาจากเดิมเป็น 115 แรงม้า

หากใครสนใจ City รุ่นนี้ ขอแนะนำให้เลือกในรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร หรือ 1.5 ลิตร VTEC เพราะได้ขุมพลังที่แรงกว่า มีออพชั่นมากกว่า และควรเลือกในรุ่น EXi หรือ VTi ครับ

8. Honda Civic (EK) “ตาโต” รุ่นปี 1995-2000

Honda-Civic

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) รหัสรุ่น EK ได้ฤกษ์เปิดตัวในบ้านเราเมื่อ 31 ตุลาคม 2538 ที่มีรูปโฉมสวยสะดุดตา ต่างจากคู่แข่ง ไฟหน้าทรงกลมโต จึงได้ฉายาจากพ่อค้ารถมือสองว่ารุ่น “ตาโต” มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร VTEC 127 แรงม้า แถมยังมีรุ่น 2 ประตู Coupe (EJ) ตามมาเสริมทัพอีกด้วย ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ

เมื่อปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 ฮอนด้าได้เพิ่มเทคโนโลยี “LEV” (Low Emission Vehicle) ลดปริมาณไอเสียให้ได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ในรุ่น VTEC พร้อมกับเพิ่มรุ่น 1.8 Si มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส B18B 145 แรงม้า (ตัวนี้รถหายากหน่อย)

หากใครสนใจ Civic รุ่นนี้ ขอแนะนำให้เลือกในรุ่นที่เป็นเครื่อง VTEC ครับ จะเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติก็ได้ เพราะมีออพชั่นที่มากหน่อย และถ้าได้รุ่นที่มีระบบเบรก ABS พร้อมถุงลมนิรภัยด้านคนขับด้วย ก็จะดีครับ

9. Mitsubishi Lancer “ท้ายเบนซ์” รุ่นปี 1996-2001

Mitsubishi-Lancer

Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) รุ่น “ท้ายเบนซ์” นี้ เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนกันยายน 2539 ด้วยการพลิกโฉมใหม่ทั้งคัน ดีไซน์ใหม่หมด ชูจุดเด่นด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Invecs-II มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 4G15 และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 4G93 ให้เลือก …

พอในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ จึงตัดรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ออก และเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4G92 113 แรงม้า เข้ามาแทน ชูจุดเด่นด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Invecs-II Sportronic เพิ่มระบบ + – เข้ามา เปลี่ยนเกียร์แบบเกียร์ธรรมดาได้ และในรุ่นท้ายสุด “F Style” เปิดตัวในปี 2543 ตกแต่งให้หรูหราขึ้น ชุดฝากระโปรงท้าย หยิบยืมมาจากรุ่น Mirage มาใส่ …

หากใครสนใจ Lancer รุ่นนี้ ขอแนะนำให้เลือกในรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร หรือ 1.8 ลิตร ครับ เพราะได้ขุมพลังที่แรงกว่า มีออพชั่นมากกว่า แต่ถ้าชอบประหยัด ก็เลือกรุ่น 1.5 ลิตร ก็ได้เช่นกันครับ

10. Mazda 323 (BH) รุ่นปี 1994-1999

Mazda-323

แม้ว่า Mazda 323 (มาสด้า 323) อาจจะเป็นรถนอกสายตาสำหรับใครหลายๆ คน แต่รุ่นนี้ ก็ถือเป็นรถที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง ช่วงล่างที่เกาะถนน วัสดุภายในดูดี และเป็นคู่แฝดกับ Ford Laser ในเวลานั้น เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2537 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร ที่ในตอนนี้ มีราคาที่ถูกมาก (เริ่มต้นไม่ถึง 5 หมื่นบาท ก็หารถรุ่นนี้มาเล่นได้แล้วครับ)

ข้อสำคัญ … ก่อนจะเลือกซื้อรถมือสอง ควรดูสภาพรถทั้งภายนอกและภายใน ทางที่ดีควรเป็นของเดิมๆ หรือสภาพไม่ช้ำ และควรเลี่ยงคันที่เคยทำเป็นรถแท็กซี่มาก่อน เพราะเป็นรถที่ใช้มาหนักกว่ารถบ้านทั่วไป

Rover-LandRover-RangeRover

สิ่งที่เรากำลังจะคุยกันต่อไปนี้ น่าจะเป็นคำถามที่คนขายรถ เต็นท์รถมือสอง ไปจนถึงเซลส์ขายรถจำนวนมาก ต้องเคยถูกลูกค้าถามมาก่อน ว่า Rover (โรเวอร์), Land Rover (แลนด์ โรเวอร์) และ Range Rover (เรนจ์ โรเวอร์) (อาจรวมแบรนด์ Roewe ด้วย) เป็นรถยี่ห้อเดียวกันหรือเปล่า?

MR.CARRO แน่ใจว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่ยังสับสนในเรื่องนี้ เพราะในตลาดรถยนต์บ้านเรานิยมรถญี่ปุ่นกันส่วนใหญ่ ถ้าหากถามเรื่องรถ Toyota, Honda รับรองว่าเข้าใจตรงกัน ไม่มีสับสนอย่างแน่นอน

เอาล่ะ MR.CARRO จะมาเคลียร์กันให้ชัดๆ ไปเลยครับว่า Rover, Land Rover และ Range Rover สรุปว่ามันยี่ห้อเดียวกันมั้ย?

Rover-Mini-Cooper-S-Final-Edition-UK-Spec

Rover Mini รถยอดฮิตในยุค 90 ของ Rover Group ในบ้านเรา

รถ Rover กับ Land Rover (และ Range Rover) ในปัจจุบัน ถือเป็นรถคนละยี่ห้อกัน แต่ยังคงมีความเกี่ยวข้องกันในอดีต ดังนี้

– Land Rover เป็นชื่อยี่ห้อหรือแบรนด์ (Make) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1948
– ส่วน Range Rover เป็นชื่อรุ่น (Model) และถือกำเนิดขึ้นในปี 1970
– แต่ Rover เป็นบริษัทผู้ผลิตในอดีต! (หรือเป็นที่รู้จักในนาม Rover Company และ Rover Group) อดีตเป็นบริษัทในเครือของ BMW ปัจจุบันเป็นแบรนด์ในเครือของ TATA Motors ซึ่ง Rover ยังไม่มีผลิตรถขายในตอนนี้ …
– อีกฟากหนึ่งของโลก SAIC Motor ของจีน ได้ตัดสินใจซื้อแบรนด์ MG (MG เคยเป็นแบรนด์รถที่เคยอยู่ในเครือของ Rover Group) ในปี 2548 ช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในอังกฤษล่มสลาย จากทาง BMW (ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์รถทั้งหมดของ Rover Group ในเวลานั้น) และเคยร่วมทุนประกอบรถยนต์ Rover ในเซี่ยงไฮ้ พอเมื่อรถยนต์ Rover เลิกกิจการ ทาง SAIC ก็ยังประกอบรถขายต่อ แต่ไม่ได้ซื้อแบรนด์ Rover ต่อจาก BMW จึงต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น “Roewe” (โรวี่) แทน

สรุปคือ

– Land Rover กับ Rover ในอดีตนั้น เป็นคนละยี่ห้อกัน! แต่ผลิตจากบริษัทเดียวกัน
– และ Jaguar Land Rover Corporate เป็นบริษัทที่เกิดจากรวมกันของ Jaguar และ Land Rover ภายใต้การบริหารของบริษัทแม่ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือ TATA Motors

Rover-600

Rover 623 GSi อีกรุ่นยอดฮิต ของ Rover บ้านเราในอดีต

ถ้าคุณยังสับสนอยู่ Carro มี Timeline ให้คุณดู! วงจรชีวิตอันแสนสับสนวุ่นวายของ Land Rover มีดังนี้

จะเห็นได้เลยว่า Land Rover นั้นถูกส่งต่อไปหลายบริษัทมาก และสามารถสังเกตได้ในช่วงตั้งแต่ปี 1994 – 2008 จะพบว่า Land Rover และ Range Rover เคยอยู่กับ BMW ตั้งแต่ปี 1994 ต่อมาในปี 2000 BMW ได้ขายให้กับกลุ่ม Ford Premier Automotive Group (PAG) ไป

ส่วน Jaguar นั้นมาเอี่ยวด้วยในตอนท้าย เพราะ Ford ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Jaguar และ Land Rover ตัดสินใจขายบริษัทลูกทั้งสองให้กับ TATA Motors ในปี 2008 แล้ว TATA Motors ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็จับเอา Jaguar กับ Land Rover มายัดเข้าในบริษัทลูกที่มีชื่อว่า Jaguar Land Rover Corporate

Land-Rover-Defender-110

Land Rover Defender รถรุ่นสร้างชื่อเสียงของ Land Rover ในบ้านเราตั้งแต่อดีต

หากจะพูดถึงประวัติของรถ Rover, Land Rover และ Range Rover ในไทย ก็ขอย้อนไปสักประมาณยุค 90 ในยุคนั้น กำแพงภาษีรถยนต์ถูกลดลงมา ทำให้บรรดาบริษัทรถนำเข้าได้นำเข้ามาขายในไทยกันเพียบ ซึ่งรวมถึงรถยี่ห้อ Rover, Land Rover, Range Rover และ MG ซึ่งอยู่ในเครือ Rover Group ถูกนำเข้ามาขายโดย บริษัท ไทยอัลติเมทคาร์ จํากัด (เป็นบริษัทลูกของทาง ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ ของตระกูลเผอิญโชค ปัจจุบันขายแค่รถยนต์ของ Thairung อย่างเดียว)

จากความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาเยือนไทยเมื่อปลายปี 2539 ทำให้ ไทยอัลติเมทคาร์ ได้รับผลกระทบจากยอดขายที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ต้นปี 2540 เป็นต้นมา ถึงแม้ว่าจะสามารถรักษาระดับยอดขายเอาไว้ได้ก็ตาม

ต่อมาบริษัทก็เกิดวิกฤต จนต้องขายรถเหลือเพียงแค่แบรนด์ Land Rover และ Range Rover เท่านั้น ก่อนที่ ไทยอัลติเมทคาร์ จะเลิกขายรถที่นำเข้าจากอังกฤษไปประมาณปลายปี 2552

Range-Rover

Range Rover รถ SUV สุดหรู ยอดนิยมของผู้บริหารในบ้านเรามาตั้งแต่ยุค 90

บริษัท กัววา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ถือสิทธิ์แบรนด์แลนด์โรเวอร์ และเรนจ์โรเวอร์ ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN ครอบคลุม 27 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ 2-3 เจ้า (ซึ่งอยู่ได้ไม่นาน ก็ปิดไปเพราะปัญหาทางการเงิน) ก่อนจะมาได้ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Jaguar และ Land Rover ในปัจจุบัน

คงต้องพูดกันตรงๆ ว่า Land Rover ก็ไม่ใช่ค่ายรถที่มียอดขายรถในไทยสูงสักเท่าไหร่ ไม่เชื่อลองถามหา Land Rover รุ่นยอดนิยมสิ คนที่จะตอบคุณได้นั้น หากไม่ใช่คนที่ติดตามข่าวในแวดวงยานยนต์อย่างสม่ำเสมอ ก็น่าจะเป็นคนที่เล่นรถประเภทนี้จริงๆ หรือชื่นชอบรถยุโรปเป็นทุนเดิม ซึ่งก็ไม่ใช่กลุ่มที่ใหญ่มากในประเทศไทย

เหตุปัจจัยที่น่าจะเป็นตัวการให้ Land Rover ไม่บูมในประเทศไทยเท่าที่ควร ก็คงจะเป็นราคาจำหน่ายที่สูงมาก ค่านิยม กับรถรุ่นที่ตัวแทนจำหน่ายเลือกเข้ามาขาย รวมถึงจำนวนศูนย์บริการที่มีไม่มาก นี่ไม่ใช่ปัญหาของ Land Rover เพียงค่ายเดียว แต่ยังรวมถึงค่ายรถยุโรปหลายๆ เจ้าอีกด้วย

Range-Rover-Sport-Plug-in-Hybrid-2018

Range Rover ในปัจจุบัน ในราคาบ้านเราที่สูงลิบลิ่ว

จบไปแล้วกับสาระความรู้ว่าด้วยเรื่องของ Land Rover หากคุณไม่อยากพลาดเรื่องราวข่าวสารใหม่ๆ และสนใจรับโปรเด็ดๆ ก่อนใคร กดติดตาม Fanpage CARRO Thailand แล้วเราจะได้ใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งข้อมูลบางส่วนจาก:

รถมือหนึ่ง-VS-รถมือสอง

รถมือสองซื้อไปก็ไม่คุ้ม … จริงหรือไม่?

นี่เป็นคำพูดในแง่ลบเกี่ยวกับรถมือสองที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน แต่ก่อนจะเชื่อคำพูดเหล่านี้ มาดูสิ่งที่ Carro กำลังจะเปรียบเทียบให้คุณเห็นก่อน แล้วลองคิดดูอีกทีว่าคำพูดเหล่านี้ถูกต้องแล้วหรือยัง!

ก่อนอื่น… ลองนึกภาพคุณมีเงินอยู่ในมือ 500,000 บาท เป็นเงินที่คุณกำลังจะนำไปซื้อรถยนต์สักคัน Carro จะแสดงให้คุณเห็นว่า ด้วยงบประมาณที่เท่ากัน การซื้อรถมือหนึ่งกับรถมือสอง แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน!

เงิน 500,000 ซื้อรถมือหนึ่ง คุณจะได้อะไร?

นี่คือตัวอย่างรถยนต์ป้ายแดงที่คุณจะสามารถถอยออกมาจากศูนย์ได้ทันทีด้วยเงิน 500,000 บาท

ซื้อรถมือหนึ่ง VS ซื้อรถมือสองข้อดี ของรถมือหนึ่งที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– มีความใหม่ ทันสมัย ในกรณีที่ซื้อรุ่นล่าสุดของโมเดลนั้นๆ

– ดูใหม่ สะอาด อุปกรณ์ทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด เพราะรถยังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

 มีประกันศูนย์ 3 ปี และโปรโมชั่นต่างๆ ที่ทางผู้ผลิตรถมอบให้ (เช่น ฟรีประกันชั้นหนึ่ง 1 ปี เป็นต้น)

ข้อด้อย ของรถมือหนึ่งที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– ส่วนใหญ่รถมือหนึ่งที่ราคาไม่เกิน 500,000 บาท ก็คือ รถ Eco Car ซึ่งเป็นรถที่ประหยัดก็จริง แต่ไม่ตอบโจทย์ในด้านการขับขี่ระยะไกล จุคนหรือสัมภาระจำนวนมากไม่ได้ ความเร็วความแรงจำกัดเพราะเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.5 ลิตร

– ส่วนรถกระบะ ที่ราคาไม่เกิน 500,000 บาทก็จะเป็นรถรุ่นพื้นฐาน ซึ่งเป็นกระบะตอนเดียว 2 ประตู (2 ที่นั่ง ไม่มีแค็บ) เหมาะสำหรับใช้ในการบรรทุกขนส่ง การประกอบอาชีพ แต่ห้องโดยสารไม่สะดวกสบายนักจึงไม่เหมาะกับการใช้ขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

– มูลค่าของรถตกลงรวดเร็วมาก คุณถอยออกมาจากศูนย์ปุ๊บ รถกลายเป็นรถมือสองแล้ว ใช้ไป 1 ปี ราคาอาจจะตกลง 30 – 50%

 

เงิน 500,000 ซื้อรถมือสอง คุณจะได้อะไร?

ซื้อรถมือหนึ่ง VS ซื้อรถมือสอง

นี่คือตัวอย่างรถยนต์มือสองที่คุณจะสามารถซื้อจากเว็บไซต์ทรัสตี้คาร์ได้ด้วยเงิน 500,000 บาท

รถหรู > ดูรถ BenzBMW

SUV หรือ กระบะดัดแปลง > ดูรถ SUV (มือสอง)

ปิคอัพ 4 ประตู > ดู รถกระบะทั้งหมด

ข้อดี ของรถมือสองที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– เมื่อเทียบกับรถโมเดลเดียวกันแล้วประหยัดกว่ามือหนึ่งมาก บางรุ่นประหยัดไปครึ่งต่อครึ่งหรือมากกว่า เมื่อประหยัดกว่า ภาระทางการเงินของผู้ซื้อก็ลดลง เซฟเงินไว้ไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก

– ตอบโจทย์ชีวิตคุณได้ชัดเจนกว่า และให้ทางเลือกที่มากกว่า เพราะเงิน 500,000 ซื้อรถมือหนึ่งจะได้ Eco Car ซึ่งถ้าคุณกำลังมองหารถครอบครัวอยู่ Eco Car ไม่ตอบโจทย์แน่ๆ แต่พอมาซื้อรถมือสองด้วยงบประมาณเท่ากันปุ๊บ คุณจะซื้อ PPV (กระบะดัดแปลง) ก็ได้ หรือซื้อรถเก๋ง Segment ใหญ่ๆ ก็ได้

– มีโอกาสสัมผัสความหรูหราได้ในราคาที่คุณเอื้อมถึง! เพราะเงิน 500,000 บาทก็เพียงพอแล้วสำหรับการซื้อ Mercedes Benz หรือ BMW มือสองบางรุ่น

ข้อด้อย ของรถมือสองที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– รถไม่ได้ใหม่กิ๊ก ต่อให้เจ้าของเดิมดูแลดีขนาดไหน รถมือสองก็ไม่สมบูรณ์เท่ารถที่เพิ่งถอยออกมาจากศูนย์ คุณจะไม่ได้ฟีลลิ่งของการเป็นเจ้าของคนแรกที่ได้ถอดพลาสติกต่างๆ ออกเอง กลิ่นของความใหม่อาจจะไม่มีแล้วสำหรับคันที่อายุมากหน่อย

– มักไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดของโมเดลนั้นๆ เช่น ถ้ารถออกมาในปี 2011 คุณอาจจะได้ขับมือสองในปี 2015  ในขณะที่โฉมปัจจุบันของรถโมเดลดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปแล้ว (แน่นอนว่ามีรถประเภทที่ถอยป้ายแดงในปี 2011 และนำมาขายมือสองในปี 2011 จริงๆ แต่ว่าราคาก็จะสูงขึ้นตามความใหม่และสภาพรถ)- ไม่มีประกันศูนย์ให้แบบรถมือหนึ่ง (ในที่นี้หมายถึง Warranty 3 ปีที่คนออกรถป้ายแดงจะได้) แต่อาจมีโปรโมชั่นบางอย่างที่ดีลเลอร์หรือผู้ขายรถมอบให้ เช่น ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง/สอง/สาม เป็นต้น

– อาจมีการซ่อมแซมตามมา เพราะอุปกรณ์บางชิ้นชำรุดไปตามกาลเวลา (กรณีที่รถเก่ามาก) แต่รถใหม่ที่ผ่านการตรวจสภาพแล้วมักไม่ค่อยมีปัญหามากนัก ในส่วนของการซ่อมบำรุงทั่วไปนั้น ผู้ขับขี่ควรจะต้องเช็คตามระยะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือรถมือสอง

ซื้อรถมือหนึ่ง VS ซื้อรถมือสอง

คงได้เห็นกันแล้วว่า ซื้อรถมือหนึ่งกับรถมือสองด้วยเงิน 500,000 บาท ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันขนาดไหน!

หากใครกังวลว่าซื้อรถมือสองแล้วจะมีค่าซ่อมตามมาไม่จบ Carro ขอแนะนำให้คุณตรวจสภาพรถก่อนซื้อ เพื่อที่จะได้รู้ว่าสภาพรถจริงๆ เป็นอย่างไร มีส่วนที่ต้องซ่อมแซมหรือไม่ และหากตัดสินใจซื้อแล้ว รถที่ได้มาจะยังคุ้มค่ากับเงินของคุณอยู่หรือเปล่า

ซึ่งในส่วนนี้ Carro ก็มีบริการตรวจสอบทั้งโครงสร้างรถ และสมรรถนะของรถยนต์มือสองให้กับลูกค้า โดยมีการใช้อุปกรณ์มาตรฐานสากล และช่างที่ชำนาญอย่างสูง สามารถรับรองความคุ้มค่าของรถมือสองให้คุณได้อย่างแน่นอน!

หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยใดๆ เข้ามาถาม Carro ได้เลยที่ เพจ FB: carrothai หรือ Line: @carrothailand

10 รถมือสอง ที่คุณสามารถซื้อได้ในราคาของ "iPhone X"

เป็นที่ทราบกันแล้วนะครับว่า สำหรับ iPhone 8 / iPhone 8 Plus และ iPhone X ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ไปใน USA ตั้งแต่เมื่อคืนของวันที่ 13 กันยายน 2560 (ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งมีคุณสมบัติและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เพิ่มมามากขึ้น (ซึ่งจะถูกใจคุณผู้อ่านหรือเปล่านั้น … ไม่แน่ใจ!)

อีกทั้งราคาของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus และ iPhone X ที่ขยับเพิ่มขึ้นมามากขึ้นในทุกรุ่น ทำให้ผู้บริโภคต้องคิดหนักว่า ถ้าวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว เมื่อตีราคาออกมาเป็นเงินไทยแล้ว ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว (รุ่น Top ปาเข้าไปประมาณ 4 หมื่นบาทได้) จะคุ้มค่ากับการใช้งานหรือไม่ หรือนำเงินนี้ ไปซื้อสิ่งของอย่างอื่นดี?

Mazda-323-Astina

MR.CARRO ขอแนะนำ 10 รถมือสอง ที่คุณสามารถซื้อได้ในราคาของ “iPhone X” ซึ่งตามจริงแล้ว มีรถมือสองปีเก่าๆ (ตั้งแต่ยุค 60 เป็นต้นมา) ที่มีราคาถูกกว่า iPhone 8 / iPhone 8 Plus และ iPhone X อยู่มาก แต่เนื่องจากราคาที่ถูกมากๆ นั้น ก็ต้องใช้งบประมาณในการซ่อมที่มาก และใช้เวลาหาอะไหล่กันลำบากหน่อย

MR.CARRO จึงขอนำเสนอรถยนต์มือสอง ในช่วงประมาณยุค 80-90 ที่มีราคาตั้งแต่ 2 – 4 หมื่นบาท ที่มีความทนทาน ดูแลง่าย อะไหล่พอหาได้เยอะหน่อย จะมีรุ่นใดบ้าง … เชิญอ่านได้เลยครับ

Toyota-Corolla-AE92

1. Toyota Corolla 1.3 XL, GL, 1.6 SE Limited (EE90/AE92)

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว

Toyota-Corona-ST171

2. Toyota Corona 1.6 XL, GL / 2.0 GL, GLi (AT171/ST171)

Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) โฉมนี้เปิดตัวในไทยตั้งแต่ปี 2531 โดยโคโรน่ารุ่นนี้ ถือเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกในประเทศไทย (เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร) ที่ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด EFI (Electronic Fuel Injection) แบบเดียวกับรถยุโรป

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-F คาร์บูเรเตอร์เดี่ยว 113 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE หัวฉีด EFi 128 แรงม้า

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน

Honda-Civic-EF

3. Honda Civic 1.5 LX, LX-S / EX (EF)

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อต้นปี 2531 ชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบรถให้เตี้ย แบน ลู่ลม และพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เหมือนรถแข่ง Formula 1 รวมถึงระบบช่วงล่างแบบปีกนกอิสระ 4 ล้อ และเครื่องยนต์ทวินแคม 16 วาล์ว

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 90 แรงม้า (และยังมีรุ่นพิเศษ LX-S เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร คาร์บูเรเตอร์คู่ 105 แรงม้า) มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นบาทปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน

Honda-Accord-CA

4. Honda Accord 2.0 LX / EX (CA)

Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อปี 2530 ซึ่งก็เซอร์ไพรส์ด้วยการสร้างยอดจองจนฮอนด้าผลิตขายไม่ทัน ชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบรถให้เตี้ย แบน ลู่ลม และพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ 12 วาล์ว พ่วงระบบ Cross Flow อันลือชื่อของฮอนด้า รวมถึงระบบช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนอิสระ 4 ล้อ … ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปรับปรุงหน้าตาใหม่ พร้อมเพิ่มล้อแม็กเข้ามาแทนที่กะทะล้อพร้อมฝาครอบล้อ

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 106 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นบาทกลางๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับเท่ๆ ได้

Nissan-Sunny-B11

5. Nissan Sunny 1.3 / 1.5 GL (B11)

Nissan Sunny (นิสสัน ซันนี่) รถรุ่นยอดนิยมจากค่ายสยามกลการสมัยนั้น สำหรับ นิสสัน ซันนี่ FF เจเนอเรชั่นที่ 5 เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคม 2526 ขายกันมาอย่างยาวนานถึงสิบกว่าปี ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันก็หลายครั้ง เป็นรถยอดนิยมมากในยุคนั้น ในโฉมนี้มาพร้อมสโลแกน “รถที่ไว้ใจได้ตลอดกาล”

ยุคแรก มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส E13S 74 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส E15S ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ประจำการทั้งในรุ่นซีดาน 4 ประตู และคูเป้ ภายหลังจึงตัดออกไป

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ ถ้าว่ากันตามตรง สภาพแบบต้องซ่อมทั้งคัน (แต่รถยังขับได้) เคยมีคนขายที่ราคา 9,500 บาท ก็ซื้อได้แล้ว แต่ตามสภาพแบบวิ่งได้ ใช้งานได้ปรกติ ราคา 1.5 – 4 หมื่นบาท ก็มีรถรุ่นนี้ให้เลือกซื้อเยอะแยะครับ

Nissan-Sentra-B13

6. Nissan Sentra 1.5 EX Saloon / 1.6 SuperSaloon e (B13)

Nissan Sentra (นิสสัน เซนทร้า) รุ่นที่ 2 ที่ขายในบ้านเรา เป็นรถยอดฮิตแท็กซี่ในยุคนั้นเลย เพราะสยามกลการ พยายามระบายรถล็อตใหญ่ ให้กับกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ ที่กำลังรีบหารถมาจดทะเบียนทำแท็กซี่มิเตอร์ (ป้ายทะเบียน 6ท) ในยุคแท็กซี่เปิดเสรีใหม่ๆ โดยในโฉมไมเนอร์เชนจ์ สังเกตได้จากชุดกระจังหน้าแบบใหม่ ชุดกันชนใหม่ และไฟท้ายเลนส์แบบใหม่ เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15S 87 แรงม้า และขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DE 110 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 3 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน

Nissan-NV

Nissan-NV-Van

7. Nissan NV Pickup 1.6 / NV AD Resort 1.6 SLX, SGX (Y10)

Nissan NV (นิสสัน เอ็นวี) หลายคนจะรู้กันบ้างไหมว่า “NV” นี่ย่อมาจากคำว่า “National Vehicle” หรือ “รถยนต์แห่งชาติ” ที่ทางสยามกลการตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น ที่จะเน้นการผลิตรถยนต์นั่งขนาดกลาง 1600 ซีซี แต่กลายมาเป็นรูปแบบของรถ Pickup และรถแวน Nissaan NV AD Resort ที่หยิบยืมพื้นฐานมาจาก Nissan AD Van (และ Sunny California เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) โดยเปิดตัวในเดือนกันยายน 2536

สำหรับ Nissan NV Pickup มีขายกันมาหลายโฉมมาก ทั้งแบบธรรมดาในยุคแรก หลังจากนั้นเป็น Queen Cab (ต่อมาคือ Q-Cab) ขยายพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขึ้น เบาะปรับเอนนอนได้ ต่อมาภายหลังจึงกลายเป็นกระบะ Nissan Wingroad ไป

ทั้งสองแบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DS 95 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DNE 110 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (เพิ่มมาภายหลัง ทั้งในรุ่นกระบะ และรุ่นแวน AD Resort)

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 3 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน ส่วนรุ่นแวนราคาอาจจะแพงกว่านั้นหน่อย แต่ราคานี้ก็มี ถ้าสภาพรถเน่าจริงๆ

Mitsubishi-Lancer-E-Car

8. Mitsubishi Lancer 1.3 GL, EL, 1.5 GLX, GLXi, 1.6 GLX, GLXi (E-Car)

Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) เป็น Lancer อีกหนึ่งรุ่น ที่ขายดีมากในบ้านเรา ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมจากคนชอบแต่งรถ และรถรุ่นนี้ยังถือเป็นต้นกำเนิดของรุ่น Evolution อีกด้วย (ช่วงล่างดี เครื่องทนทาน หลังคาชอบผุ อะไหล่แพงนิดๆ) เปิดตัวในปี 2535 ในรุ่น 1.3 GL, 1.5 GLX, 1.6 GLXi (นำเข้า) และ 1.8 GTi (นำเข้า)

ต่อมาเมื่อปี 2538 Lancer E-Car ได้ยกเลิกการจำหน่าย 1.3 และ 1.8 เปลื่ยนระบบจ่ายเชี้อเพลิงในรุ่น 1.5 จากคาร์บูเรเตอร์ เป็นระบบหัวฉีด ECi-MULTI และนำรุ่น 1.6 มาประกอบในประเทศ โดยคงเหลือรุ่นย่อย คือ 1.5 GLXi และ 1.6 GLXi

และในปี 2539 Lancer E-Car ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปลื่ยนล้อแม็กลายใหม่ เปลื่ยนกันชนให้ยาวและหนาขึ้น รวมถึงเปลื่ยนกระจังหน้าใหม่ เปลื่ยนท่อร่วมไอดีในรุ่น 1.5 โดยตัวอักษรคำว่า ECi-MULTI จะเล็กลง และนำรุ่น 1.3 กลับมาเพื่อตอบสนองลูกค้าระดับล่าง โดยมีรุ่นย่อย อาทิ 1.3 EL, 1.5 GLXi และ 1.6 GLXi

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 3 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว

Mazda-323

Mazda-323-Astina

9. Mazda 323 1.6 GLX (BG) / 323 Astina 1.8 GT (BG)

Mazda 323 (มาสด้า 323) และ Mazda 323 Astina (มาสด้า 323 แอสติน่า) รุ่นยอดนิยม เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2533 มีวิ่งเป็นแท็กซี่กันเพียบ รวมไปถึง มาสด้า 323 แอสติน่า 5 ประตูแฮทช์แบค ก็มีเป็นแท็กซี่หลายคันอยู่ ถือเป็นรถยอดนิยมสำหรับครอบครัว และวัยรุ่นสุดๆ โดยเฉพาะ มาสด้า 323 แอสติน่า ไฟป๊อปอัพ สามารถทำความเร็วได้มากกว่า 200 กม./ชม. ในตอนนั้นถือว่าไม่ธรรมดา! และโดดเด่นด้วยช่วงล่างหลังแบบปีกนกคู่สัมพันธ์ TTL

มาสด้า 323 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส B6 87 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ส่วนในรุ่น Astina ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส BPD 140 แรงม้า (รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ลดแรงม้าลงมาเหลือ 125 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน ส่วน Astina อาจจะต้องเพิ่มเงินมาหน่อย เพราะราคารถตลาดสภาพ ก็อยู่ที่ 3 หมื่นปลายๆ แล้วครับ

BMW-E30

10. อันสุดท้าย เผื่อคนอยากได้รถยุโรป … BMW 316 / 318i (E30)

BMW ซีรี่ส์ 3 ในยุคที่บริษัท ยนตรกิจ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย เริ่มเผยโฉมในปี 2527 มีทั้งแบบ 2 ประตู และ 4 ประตู ในรุ่น 316, 316i, 318i และ 318iA เกียร์อัตโนมัติ ในช่วงท้ายๆ อายุตลาด ตัวรถภายนอกสวยสปอร์ต เท่ ท้าทาย แน่นหนา ภายในโอ่อ่า หรูหรา ถูกใจวัยรุ่นวัยเฒ่าทั้งหลายที่โปรดปรานการขับอวดกันเพิ่มขึ้นอีก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส M10 90 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ 5 สปีด, เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส M40 และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส M10 105 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 184 กม./ชม.

พอในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ จึงเพิ่มเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส M40 115 แรงม้า เข้ามา ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน แต่ก็ต้องเตรียมงบไว้ปั้นต่อบานอยู่!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ สามารถขายคันเดิมกับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

10-Japanese-Name-Cars-Long-Time

ในตลาดมีรถยนต์อยู่มากมายหลายรุ่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต่างก็ระดมสมองกันคิดชื่อรุ่นรถใหม่ๆ ที่กำลังจะลงขายสู่ตลาดนั้นๆ โดยมากแล้ว มีความหมายมาจากภาษาลาตินบ้าง ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสบ้าง หรือภาษาญี่ปุ่น (แต่ออกเสียงเป็นสำเนียงภาษาอังกฤษ) หรือเป็นการนำคำย่อของคำหลายๆ คำ มารวมกันก็มี

Toyota-LandCruiser-Head

บางรุ่น อาจใช้ชื่อเดียวกันทั่วโลก แต่บางรุ่น ก็เป็นชื่อใช้เฉพาะแค่ในประเทศนั้น หรือในย่านภูมิภาคนั้นเท่านั้น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนโฉมตัวรถมาหลายครั้ง ในรอบหลายสิบปี โดยที่ชื่อรุ่นเดิม ก็ยังคงขายได้อยู่ …

ในวาระปี 2020 นี้ MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 ชื่อรุ่นของรถญี่ปุ่น ที่ผลิตขายกันมานานแสนนานครับ

Toyota-Land-Cruiser-200

1. Toyota Land Cruiser : 1951 – ปัจจุบัน

Toyota Land Cruiser (โตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์) ถือเป็นชื่อรุ่นรถของ Toyota ที่มีอายุยาวนานที่สุดในตลาดและในบรรดารถญี่ปุ่นทั้งหมด โดนชื่อรุ่นนั้นมีความหมายตรงตัวจากภาษาอังกฤษ นั่นคือ “รถลาดตระเวนภาคพื้น” หรือ “นักเดินทางภาคพื้นดิน” เป็นรถที่ถือกำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด เพื่อใช้ในกิจการทหาร และใช้ในหน่วยงานรัฐต่างๆ เพื่อฟื้นฟูประเทศจากภายหลังสงคราม ก่อนจะผลิตขายแบบเชิงพาณิชย์

จากความคิดรถยนต์เพื่อการทหารใช้ ในปี 1950 ก้าวสู่รถของจริงในปี 1951 มีชื่อว่า “Toyota BJ” จนมาใช้ชื่อ “Land Cruiser” เมื่อปี 1954 ตามความเห็นของ Hanji Umehara และถูกส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี 1957 และถือเป็นชื่อรุ่นรถยนต์ที่ใช้ในการทำตลาดต่อเนื่องนานที่สุดของ Toyota และสร้างชื่อเสียงให้กับโตโยต้ามานาน โดยอยู่ในตลาดมานานถึง 69 ปี

Toyota-ToyoAce

2. Toyota ToyoAce : 1954 – ปัจจุบัน

Toyota ToyoAce (โตโยต้า โตโยเอช) ถือเป็นรถบรรทุกรุ่นเก่าแก่ที่สุดของโตโยต้า และเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของรถ Toyota ทุกรุ่น รวมถึงเป็นรถบรรทุกรุ่นแรก ที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์เซลส์ จำกัด (โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในปัจจุบัน) นำเข้ามาขายในไทย

ToyoAce ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายน 1954 ในชื่อ “Toyopet Light Truck SKB” โดยคำว่า “ToyoAce” มาจากการประกวดในปี 1956 และเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น “ToyoAce” (ความหมายประมาณว่า “รถบรรทุกคันเก่ง ของโตโยต้า”) ในเดือนกรกฎาคม 1956 ผลิตออกจำหน่ายมาแล้วมากถึง 8 เจเนอเรชั่น

โดยในปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ล้อ และ 6 ล้อ (1 ตัน และ 2 ตัน) และรุ่นแวน, รุ่น 2 ประตู, รุ่น 4 ประตู, รุ่น Hybrid รวมถึงเป็นคู่แฝดกับ Daihatsu Delta (เลิกผลิตไปแล้ว) และ Hino Dutro อีกด้วย ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 66 ปี

Toyota-Crown

3. Toyota Crown : 1955 – ปัจจุบัน

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) ชื่อรุ่นมาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า “มงกุฏ” ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นรถยนต์ขนาดกลาง ในรุ่นแรกเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 1955 และถูกส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี 1957 พอตั้งแต่รุ่นที่ 2 มา จึงขยับตัวขึ้นมาเป็นรถขนาดใหญ่ และแตกไลน์ออกมาอีกหลายรุ่นย่อย อาทิ Crown Comfort, Crown Royal Series, Crown Hybrid, Crown Athlete หรือ Crown Majesta เป็นต้น

แต่ต่อมา Crown ก็ปรับภาพลักษณ์ตัวเอง ฉีกความอนุรักษ์นิยมทิ้งหมด นับตั้งแต่เจนเนอเรชั่นที่ 15 ในรูปแบบรถสปอร์ตหรู บนโครงสร้าง Toyota New Global Architecture (TNGA) ในตอนนี้

ซึ่งในอดีต Toyota Crown ในไทยก็มีทั้งประกอบขายและนำเข้ามาจำหน่าย แม้ว่าในปัจจุบัน จะไม่ได้นำเข้ามาขายแล้ว (โดยมีรถยนต์ในแบรนด์ Lexus ส่งออกไปทั่วโลกทำตลาดแทน) Toyota Crown จึงมีขายแค่ในญี่ปุ่น กับแถบเอเชียบางประเทศเท่านั้น โดยใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 65 ปี

Nissan-Skyline

4. Nissan Skyline : 1957 – ปัจจุบัน

Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับ “เส้นขอบฟ้า” อันโด่งดังจากค่ายนิสสัน เดิมนั้นคือ “Prince Skyline” ถือกำเนิดโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อ “Prince” (ภายหลังในปี 1966 ถูกควบรวมกิจการกับ นิสสัน มอเตอร์) เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่

ช่วงหนึ่ง (ตั้งแต่รุ่น S50 มาถึงจนถึง R34) เริ่มใส่เครื่องยนต์พลังแรงจนเป็นที่ชื่นชอบหรือเหล่านักซิ่งมากๆ และรุ่นแรงพิเศษในรหัส “GT-R” ก่อนจะปรับรูปแบบไปเป็นรถหรูขนาดกลาง พร้อมพ่วงแบรนด์ “Infiniti” (อินฟินิตี้) เพื่อขายในต่างประเทศ ตั้งแต่โฉมรหัส V35 เป็นต้นมา โดยนิสสัน ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 63 ปี

Toyota-Dyna

5. Toyota Dyna : 1959 – ปัจจุบัน

Toyota Dyna (โตโยต้า ไดน่า) ถือเป็นรถบรรทุกรุ่นเก่าแก่ที่สุดของโตโยต้า รองลงมาจาก ToyoAce เริ่มแรกใช้ชื่อ “Toyopet Route Truck” มาตั้งแต่ปี 1956 ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Dyna ในปี 1959 ซึ่งคำว่า “Dyna” เป็นคำย่อจากคำเต็ม “Dynamic” ที่แปลว่า พลวัต, เคลื่อนที่ หรือ มีพลัง ผลิตออกจำหน่ายมาแล้วมากถึง 8 เจเนอเรชั่น มีรูปแบบตัวรถที่เหมือนกันกับ ToyoAce เพียงแต่ใช้ชื่อให้แตกต่าง หรือจำหน่ายกันคนละเครือข่ายจำหน่าย

โดยในปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ล้อ และ 6 ล้อ (1 ตัน และ 2 ตัน) และรุ่นแวน, รุ่น 2 ประตู, รุ่น 4 ประตู, รุ่น Hybrid รวมถึงเป็นคู่แฝดกับ Daihatsu Delta (เลิกผลิตไปแล้ว) และ Hino Dutro อีกด้วย ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 61 ปี

Daihatsu-Hijet

6. Daihatsu Hijet : 1960 – ปัจจุบัน

Daihatsu Hijet (ไดฮัทสุ ไฮเจ็ท) รถบรรทุกขนาดเล็กแบบ K-Car ที่เก่าแก่ที่สุดในตลาดญี่ปุ่น ผลงานจาก ไดฮัทสุ สำหรับการตั้งชื่อ “Hijet” นั้น ใช้หลักการตั้งชื่อรถแบบเดียวกับของโตโยต้า ที่มี “-Jet” ต่อท้ายนั่นเอง ผลิตขายออกมากันจนถึง 10 เจเนอเรชั่น (ซึ่งแตกไลน์ออกไปเป็น Hijet Truck สำหรับรุ่นกระบะขนของ และ Hijet Cargo สำหรับรุ่นรถตู้ขนของ) ในบ้านเรามีพบเห็นได้มากมาย ไม่ว่าจะทั้งรถกระป๊อที่รับ-ส่ง คน ตามซอยหรือถนนต่างๆ รวมไปถึงรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาภายหลัง

ซึ่งเป็นรถอีกรุ่นหนึ่งของ Daihatsu ที่ประสบความสำเร็จและรู้จักไปทั่วโลก โดยในญี่ปุ่นนั้นใช้เครื่องยนต์ขนาด 660 ซีซี ตามกฎของรถ K-Car แต่ถ้าหากเป็นรุ่นที่ส่งออกไปต่างประเทศ ในอดีตมักใช้เครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี หรือ 1,000 ซีซี ตามลำดับ ไดฮัทสุ ใช้ชื่อรุ่นนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 60 ปี

Suzuki-Carry-JDM

7. Suzuki Carry : 1961 – ปัจจุบัน

Suzuki Carry (ซูซูกิ แคร์รี่) รถบรรทุกขนาดเล็กแบบ K-Car ที่เก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 ในตลาดญี่ปุ่น ผลิตขายออกมากันจนถึง 11 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่ในชื่อ “Suzulight” ในบ้านเรามีพบเห็นได้มากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะทั้งรถกระป๊อที่รับ-ส่ง คน ตามซอยหรือถนนต่างๆ รวมไปถึงรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาภายหลัง ซึ่งต่างไปจาก Suzuki Carry ที่ผลิตขายในบ้านเรามาหลายปีแล้ว ที่เป็นรถขนาดใหญ่กว่า (เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร) แต่ชื่อเดียวกัน และตอนนี้กำลังรุกตลาดรถฟู้ดทรัคอยู่ในขณะนี้

ซูซูกิ แครรี่ ปัจจุบันมีเพียงเวอร์ชั่นกระบะบรรทุกอย่างเดียว ในส่วนของรุ่นแวนขนของ ได้แยกออกไปชื่อรุ่นว่า Every แทน โดยซูซูกิ ใช้ชื่อรุ่นนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 59 ปี

Mazda-Familia-Van

8. Mazda Familia : 1963 – ปัจจุบัน

Mazda Familia (มาสด้า แฟมิเลีย) รถเก๋งรุ่นแรกของมาสด้า เปิดตัวรุ่นแรกเมื่อเดือน ตุลาคม 1963 ชื่อรุ่นมาจากคำว่า “Family” (หรือ “Familia” ในภาษาสเปน) แปลว่า “ครอบครัว” (ในส่วนของเวอร์ชั่นส่งออก เริ่มใช้ชื่อว่า “Mazda 323” ตั้งแต่ในรุ่นที่ 3) สมัยก่อน บริษัท กมลสุโกศล จำกัด (ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประเทศไทย ในอดีต) มีทั้งนำเข้าและประกอบรถรถรุ่นนี้ขาย ที่โด่งดังสุดเห็นทีจะหนีไม่พ้น “มาสด้า แฟมิเลีย กระบะ” ที่ขายกันมาอย่างยาวนานถึง 20 กว่าปีได้

ผลิตขายมาแล้วถึง 8 เจเนอเรชั่น จนในที่สุด มาสด้า ก็เปลี่ยนชื่อรุ่นจาก Mazda Familia ไปเป็น Mazda Axela (หรือ Mazda3 ในเวอร์ชั่นตลาดโลก) ในปี 2004

แต่ทว่า … รถรุ่นนี้ มาสด้ายังมีใช้ชื่อ “Familia” ขายอยู่ครับ (หลายท่านอย่าเพิ่งคิดว่า ชื่อรุ่นนี้ มาสด้าไม่มีผลิตขายแล้ว) โดยเหลือแค่เพียง “Familia Van” เวอร์ชั่นรถแวนสำหรับใช้เชิงพาณิชย์ จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น (โดยตัวรถนั้น แชร์ร่วมกันระหว่าง Toyota Succeed/Probox) โดยชื่อนี้ใช้ในตลาดมานานถึง 57 ปี

Mazda-Bongo-Van

9. Mazda Bongo : 1966 – ปัจจุบัน

Mazda Bongo (มาสด้า บองโก้) ถือเป็นรถตู้ของมาสด้า ที่ใชชื่อนี้ในตลาดมายาวนานที่สุด นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือน พฤษภาคม 1966 รวมถึงสมัยที่บริษัท กมลสุโกศล จำกัด (ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประเทศไทย ในอดีต) เคยสั่งรถตู้รุ่นนี้เข้ามาขายด้วย

ผลิตขายมาแล้วถึง 4 เจเนอเรชั่น โดยที่แต่ละเจเนอเรชั่นนั้น ก็มีอายุในตลาดยาวนานไม่ใช่ย่อย โดย Bongo ปัจจุบันเป็นชื่อที่ใช้แค่ในญี่ปุ่น และขายแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น (รุ่นส่งออกในอดีต ใช้ชื่อว่า “E-Series”) โดยชื่อนี้ใช้มานานถึง 54 ปี

Toyota-Corolla-Altis-Hybrid

10. Toyota Corolla : 1966 – ปัจจุบัน

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นที่ขายดีที่สุดของโตโยต้า นับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในเดือนตุลาคม 1966 คำว่า “Corolla” แปลว่า กลีบดอกไม้ เป็นรถโตโยต้ารุ่นที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการขายและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ในบ้านเรานำเข้ามาขายกันตั้งแต่รุ่นแรก และภายหลังจึงประกอบขายในประเทศจวบจนปัจจุบัน ในชื่อ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ที่ปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะแท็กซี่ และความทนทาน อึด ซ่อมง่าย ราคาขายต่อดีกว่ารถรุ่นอื่น ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 54 ปี

2 อันนี้แถมให้ …

Toyota-Hiace

11. Toyota Hiace : 1967 – ปัจจุบัน

Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) รถตู้ที่ได้ชื่อว่า ขายดีที่สุดของโตโยต้า ในยุคแรกๆ ที่ออกมา ใช้ชื่อว่า “Hi-Ace” (สังเกตนะครับว่า สมัยก่อนยังมีขีดตรงกลางอยู่) เปิดตัวกันครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1967 ผลิตและจำหน่ายส่งออกไปทั่วโลก พร้อมขายลิขสิทธิ์ในบริษัทรถในประเทศจีนไปผลิตด้วย และแตกไลน์ออกไปเป็นอีกหลายรุ่น ตั้งแต่ในอดีต (อาทิเช่น Commuter, Vertury หรือ RegiusAce เป็นต้น)

มีให้เลือกทั้งแบบรถตู้ทึบขนของ รถตู้นั่ง รถตู้นั่งแบบหรู หรือรถเพื่อการใช้งานเฉพาะ เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ เป็นต้น (อ่อ ยุคแรกมีแบบกระบะบรรทุกด้วยครับ) ผลิตขายมาแล้วถึง 5 เจเนอเรชั่น โดยที่แต่ละเจเนอเรชั่นนั้น ก็มีอายุในตลาดยาวนานไม่ใช่ย่อย โดยชื่อนี้ใช้มานานถึง 53 ปี

Toyota-Century

12. Toyota Century : 1967 – ปัจจุบัน

Toyota Century (โตโยต้า เซ็นจูรี่) ถือเป็นรถเรือธงของโตโยต้า นับตั้งแต่ปี 1967 – ปัจจุบัน ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น และถือเป็นสัญลักษณ์ของรถสุดหรูของญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ชื่อรุ่นมาจากภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “ศตวรรษ” (100 ปี ของ Sakichi Toyoda ผู้ก่อตั้งบริษัท Toyota) และประกอบรถรุ่นนี้ด้วยมือ

ออกจำหน่ายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 1967 ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมกับปรับโฉมเล็กน้อยอีกหลายครั้ง และเปลี่ยนเครื่องยนต์ V8 เป็นขนาด 3.4 ลิตร และ 4.0 ลิตร กระทั่งในเดือนเมษายน 1997 จึงออกเจเนอเรชั่นที่ 2 มา อัดเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่างเต็มที่ พร้อมใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.0 ลิตร และคงหน้าตาโบราณไว้เช่นเดิม

และในปัจจุบัน เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีความหรูหราใหญ่โตมากกว่าเดิม พร้อมใช้เครื่องยนต์ V8 แบบ Hybrid ขนาด 5.0 ลิตร 381 แรงม้า โดยชื่อนี้ใช้มานานถึง 53 ปี

และถ้าหากคุณคิดอยากจะขายรถด่วนๆ อย่าลืมเอารถมาขายกับ CARRO สิ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(สงวนลิขสิทธิ์)

5-Secondhand-Cars-Not-Over-300000-Baht

5 รถมือสองราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าเล่น

เมื่อคุณคิดจะตัดสินใจซื้อรถมือสองสักคันหนึ่ง ในวงเงิน 300,000 บาท ซึ่งก็มีตัวเลือกอยู่มากมายหลายรุ่น ทั้งรถแบรนด์ญี่ปุ่น รถยุโรป ให้เลือกมากมาย เป็นธรรมดาที่ผู้บริโภคจะหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทั้งจำนวนเงินในกระเป๋า ความคุ้มค่าต่อราคา และความชอบส่วนตัว

ราคาขายต่อในแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าความนิยม กระแสของคนเล่นรถรุ่นนั้น ศูนย์บริการของรถรุ่นนั้นๆ หรือปัญหายอดฮิตของรถรุ่นนั้น ว่าชอบเสียจุดไหนบ้าง รวมไปถึงความยากง่ายในการหาอะไหล่ เป็นต้น

Carro ขอแนะนำรถยนต์มือสอง 5 รุ่น ในราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าซื้อมาใช้ ให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

1.Toyota Corolla Altis

Toyota-Corolla-Altis

สำหรับ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในโฉม “หน้าแบน” นี้ เป็นถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน เพราะขึ้นชื่อถึงเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย โดยย้อนกลับไปวันที่ 29 มกราคม 2551 เป็นวันที่เปิดตัว Corolla Altis รุ่นนี้ ภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ที่พัฒนาใหม่หมดอย่างเป็นทางการ ห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา ทันสมัย สะดวกสบายยิ่งกว่า พร้อมใช้พรีเซนเตอร์คนดังอย่าง “ออรัลโด บลูม”

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่วนรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ยังใช้เครื่องเดิม รหัส 3ZZ-FE

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาสร้างสีสันในตลาดตามมาตลอดของอายุรถรุ่นนี้ ที่ขายมาจนถึงต้นปี 2557 … ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 150,000 – 430,000 บาท

2.Toyota Wish

Toyota-Wish

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) นี่ก็ถือว่าเป็นรถที่น่าใช้อีกรุ่น เหมาะสำหรับคนมีครอบครัวแล้ว เพราะมีเบาะนั่งถึง 6-7 ที่นั่ง เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 รูปทรงดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2548 แต่เนื่องจากกลุ่มตลาดที่ซ้ำซ้อนกับ Toyota Innova และยอดขายที่ตกมาก Wish จึงขายในไทยแค่โฉมนี้โฉมเดียวเท่านั้น …

โดย Wish ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 260,000 – 550,000 บาท

3. Honda Civic (FD)

Honda-Civic-FD

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) โฉม “FD” เจเนอเรชั่นที่ 8 เป็นรุ่นที่เรียกได้ว่า แต่งซิ่งแต่งสวยได้เลย เพราะรูปทรงช่างสวยและทันสมัยไม่เคยเปลี่ยน เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ระบบกันสะเทือนใหม่ เครื่องยนต์และระบบเกียร์พัฒนาใหม่ และห้องโดยสารกว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยระดับแนวหน้า

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.8 ลิตร i-VTEC 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 155 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 5 สปีด

ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง (โฉมแรก ก่อนรุ่นไมเนอร์เชนจ์) อยู่ประมาณ 250,000 – 390,000 บาท

4. Ford Focus

Ford-Focus

สำหรับคนที่ชื่นชอบรถแนวยุโรป สำหรับ Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2548 สำหรับแบบ 4 ประตูซีดาน และ 5 ประตูแฮทช์แบค ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ยนตรกรรมระดับยุโรป ซึ่งตอนนั้นฟอร์ดคุยว่าออกแบบพัฒนาทางด้านวิศวกรรมจากเยอรมันเลยทีเดียว

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร Duratec 125 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร Duratec 145 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential Sports Shift (SSS) รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นรายแรกในไทยอีกด้วย

Ford Focus มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 140,000 – 300,000 บาท

5. BMW Series 3 (E46)

BMW-Series-3

อันนี้เหมาะสำหรับคนชื่นชอบรถเยอรมนีโดยเฉพาะ สำหรับ BMW Series 3 (E46) (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) โฉม “ไฟตก” (ปี 2000-2003) และ “ไฟยก” (ปี 2003-2007) เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2543 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปลายปี 2545 แม้ว่าจะเป็นรถสิบกว่าปี ไปจนเกือบๆ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงความน่าใช้ เอาไว้อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นรถที่สวย ช่วงล่างดี ตัวถังเบา ปลอดภัย จะหรูก็ได้ สปอร์ตก็ลงตัว

ในไทย E46 มีให้เลือกหลายหลายมากจริงๆ ตั้งแต่แบบ 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูคูเป้ รวมไปถึงรุ่นเปิดประทุน (จำได้ว่า รุ่นแวกอน ในบ้านเราก็มี) รวมไปถึงรุ่นพลังแรงอย่าง M3 ก็มี แต่คงไม่มีในราคาไม่เกินสามแสนแน่ๆ โดยราคานี้ จะมีเฉพาะรุ่น 318i, 318iA SE, 323i, 323iA SE, 325i หรือ 330i มากกว่าครับ

เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งรหัส M43 4 สูบ 8 วาล์ว, N42 4สูบ 16 วาล์ว (จะมีในรุ่นไฟยก), N46 4สูบ 16 วาล์ว (มาในโฉมไมเนอร์เชนจ์) , M52TU 6 สูบ และ M54 6 สูบ

โดย BMW Series 3 (E46) ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 210,000 – 500,000 บาท

Carro หวังว่า รถ 5 รุ่นที่เรานำเสนอ คงจะถูกใจท่านไม่มากก็น้อยครับ …