ที่ท่องเที่ยวตามรอยพระบาท

๙ สถานที่ท่องเที่ยว ตามรอยพระบาทในหลวงร.๙
ครั้งที่เสด็จฯ ในอดีต

ตลอด ๗๐ ปี ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงงานเพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย ซึ่งเราจะเห็นท่านทรงเสด็จไปตามสถานที่ต่างๆ ทุกพื้นที่บนผืนแผ่นดินไทย เพื่อเป็นการร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

คาร์โร จึงอยากแนะนำ ๙ สถานที่ท่องเที่ยว ตามรอยพระบาทในหลวง ร.๙ ครั้งที่เสด็จฯ เดินทางไปเยี่ยมเยียนเหล่าราษฎรในสมัยอดีต

 

ภูกระดึง-จังหวัดเลย

ภูกระดึง จังหวัดเลย

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้มีหมายกำหนดการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคแรก และได้ประทับเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดขอนแก่น มายังอุทยานแห่งชาติภูกระดึง พระองค์ได้ประทับช้างทอดพระเนตรทัศนียภาพอันสวยงามของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง และได้ปลูกต้นสนสามใบไว้เป็นที่ระลึก

ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้รับการจัดตั้งเป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ และเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๗๒ โดยเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่สอง ถัดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย เนื่องจากมีธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งในแต่ละปีมีคนมาเที่ยวเฉลี่ยหลายหมื่นคน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว มักมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปพักผ่อนบนภูกระดึงจำนวนมาก

 

พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นประธานเปิดค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑

ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี บนเนินดินด้านตะวันตกของทางรถไฟ ใกล้กับศาลพระกาฬ เป็นปราสาทศิลาแลงแบบขอมเรียงต่อกัน ๓ องค์ เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสัน นอกจากนี้ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน มีการต่อเติมวิหารก่ออิฐถือปูนเชื่อมต่อกับปราสาทประธานเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 

เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเขื่อนสิริกิติ์ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐

เขื่อนสิริกิติ์ หรือที่เรียกกันในชื่อท้องถิ่นว่า เขื่อนท่าปลา จัดเป็นเขื่อนดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน ที่ไหลลงมาจากอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เดิมอยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงาน และมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบดูแลต่อไป ทั้งนี้พื้นที่เหนือเขื่อนเป็นแอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์

 

ภูทอก-จังหวัดบึงกาฬ

ภูทอก จังหวัดบึงกาฬ

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงนมัสการพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ณ วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ต.นาแสง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ โดยมีพระราชดำรัสจัดสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อพระราชทานแก่ประชาชน และทรงมีพระราชดำรัสทางธรรมะ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๐

ปัจจุบันภูทอกเป็นสถานที่ปฏิบัติธรร มและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน บันไดขึ้นภูทอกแบ่งเป็น ๗ ชั้น ชั้นที่ ๔ เป็นสะพานลอยเวียนรอบเขา มองเบื้องล่างเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ชั้นที่ ๔ เป็นที่พักของแม่ชี ชั้นที่ ๕ มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ จากชั้นที่ ๖ สู่ชั้นที่ ๗ เป็นสะพานไม้ยาว ๔๐๐ เมตร เวียนรอบเขาหน้าผาสูงชัน สุดทางชั้น ๗ เป็นป่าไม้ร่มครึ้ม

 

แก่งสะพือ จังหวัดอุบลราชธานี

ขอบคุณภาพจาก oknation nationtv blog

แก่งสะพือ จังหวัดอุบลราชธานี

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามมาก ทรงประทับพลับพลาริมแก่งสะพือ ซึ่งทางการจัดไว้ถวายแล้วเสด็จพระราชดำเนินลงไปตามก้อนหิน ทอดพระเนตรสายน้ำ แล้วเสด็จยังพระราชทานพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลา ซึ่งนายอำเภอพิบูลมังสาหาร ขอพระราชทานไว้เป็นที่สักการะของประชาชนต่อไป

แก่งสะพือ เป็นแก่งหินที่สวยงามในลำน้ำมูล ตั้งอยู่ที่บ้านสะพือใต้ ตำบลโพธิ์ศรี อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีลักษณะเดียวกันกับที่ “สามพันโบก” นั่นคือในช่วงฤดูน้ำหลาก แก่งหินจะจมอยู่ใต้น้ำ และจะถูกกัดเซาะด้วยแรงของกระแสน้ำวนจนเกิดเป็นแอ่งเล็กแอ่งน้อย

เมื่อน้ำในลำน้ำมูลแห้งขอดในฤดูแล้ง แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติกลางแม่น้ำมูล เป็นโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมความสวยงามของแก่งหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มองเห็นเป็นภาพศิลปะ ทั้งรูปวงกลม วงรี รูปดาว และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่จะจินตนาการ ซึ่งบรรยากาศแบบนี้จะมีให้สัมผัสเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคมเท่านั้น

 

เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เมืองโบราณ สมุทรปราการ

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ออกต้อนรับและรับรอง สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ และเจ้าชายฟิลลิป ณ บริเวณหน้ากำแพงเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ

เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยนายเล็ก วิริยะพันธุ์ นักธุรกิจเจ้าของบริษัทวิริยะประกันภัย เป็นสถานที่รวบรวมวัฒนธรรม ของไทย อาทิ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ห่างจากตัวจังหวัด ๘ กิโลเมตร มีพื้นที่ ๘๐๐ ไร่

ลักษณะที่ดินมีผังบริเวณคล้ายรูปขวาน เหมือนกับอาณาเขตของประเทศไทย ภายในจะมีโบราณสถาน ปูชนียสถาน วัดโบราณ พระราชวัง ต่างๆ เป็นต้น และยังมี ส่วนรังสรรค์เป็นสถานที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของไทย มีไว้จัดแสดงที่นี่ด้วย ภายในเมืองโบราณยังมีค่ายพักแรม ชื่อว่า “ค่ายริมขอบฟ้า”

 

อ่าวพังงา จังหวัดพังงา

อ่าวพังงา จังหวัดพังงา

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือรบหลวงถึงอ่าวพังงา มีนายมนัส เจริญประสิทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกและคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดเฝ้าฯ รับเสด็จฯ

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์คงสภาพธรรมชาติดั้งเดิมอยู่มาก เป็นป่าชายเลนกว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยมีเนื้อที่ป่าโดยรวมทั้งจังหวัด ๑๙๐,๒๖๕ ไร่

และบริเวณพื้นน้ำในทะเลอันดามัน มีพื้นที่ร้อยละ ๘๐ ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ประมาณ ๔๑ เกาะ เช่น เกาะเขาเต่า เกาะพระอาตเฒ่า เกาะโบยน้อย เกาะโบยใหญ่ เกาะรายาหริ่ง เกาะพนัก เกาะห้อง เกาะปันหยี เขาพิงกัน เป็นต้น

 

อ่าวพังงา จังหวัดพังงา

ขอบคุณภาพจาก http://thailandtopvote.com

เขาช่องกระจก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเสด็จฯ เขาช่องกระจก และทรงพระราชดำเนินขึ้น บันไดไปยังพระเจดีย์บนยอดเขา ทรงประกอบพิธีบรรจุ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๐๑ พร้อมทั้ง ทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไว้ ณ บริเวณนั้น จากลานยอดเขานี้เอง ทำให้เห็นทิวทัศน์เขาตะนาวศรี อ่าวประจวบฯ เขาตาม่องล่าย เขาล้อมหมวก และตัวเมืองประจวบฯ ได้โดยรอบ

ปัจจุบันเขาช่องกระจกเป็นภูเขาขนาดเล็ก ตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัด ติดกับอ่าวประจวบคีรีขันธ์ มีลักษณะเด่นก็คือใกล้กับ ยอดเขาทางด้านทิศเหนือ จะเป็นช่องเขาขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากกระแสลมและกระแสน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งถ้ามองจากด้านล่างจะเห็นว่าตรงช่องเขาแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายกับกระจกใสขนาดใหญ่ ส่วนด้านบนยอดเขานั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรอยพระพุทธบาทจำลอง

โดยรอยพระพุทธบาทจำลองแห่งนี้แรกเริ่มเดิมทีนั้นสร้างโดย หม่อมเจ้าทองเติม ทองแกม ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยญาติพี่น้องเพื่อเป็นที่สักการะของประชาชน เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓

 

หาดสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต

ขอบคุณภาพจาก  http://www.9mot.com

หาดสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ณ หาดสุรินทร์ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. ๒๕๑๐ ปัจจุบันหาดสุรินทร์ เป็นหาดที่มีชื่อเสียงของภูเก็ตอยู่ห่างจากตัวเมือง ๒๔ กิโลเมตร แม้ตัวหาดจะไม่เหมาะที่จะเล่นน้ำ แต่ตัวหาดจะมีแหล่งท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งร้านอาหารทะเลสดๆ และสนามกอล์ฟ

 

นี่คือแค่ส่วนหนึ่งจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในภูมิภาคประเทศ ที่พระองค์เคยเสด็จฯ ในอดีตเท่านั้น หากใครอยากทราบเรื่องราวต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ อีก สามารถเลือกอ่านได้มากมาย อาทิเช่น นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่คนไทยไม่ควรพลาด , ความผูกพันของในหลวง รัชกาลที่ ๙ กับรถยนต์ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์

 

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล :  travel.trueid.net

King-Rama-9-Royal-Car

ยุคเริ่มแรกของรถยนต์ในโลกและในประเทศไทยเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้ว มาพร้อมกับช่วงที่พระราชวงศ์ไทยได้ไปศึกษาต่อในประเทศแถบยุโรป ซึ่งเวลานั้น มีบริษัทรถยนต์ในยุโรปและอเมริกาเหนือ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยพระราชวงศ์หลายพระองค์ ต่างก็สนพระทัยในรถยนต์ จวบจนรถยนต์คันแรก ได้ถูกนำเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในรัชกาลต่อมา

King-Rama-9

ล่วงมาจนถึงยุคของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งยังทรงพระเยาว์ มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อ ณ เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ มีแรงบันดาลพระทัยมาจาก สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงนิยมท่องเที่ยวโดยรถยนต์ในภูมิประเทศแถบที่ประทับ และได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาการต่างๆ ของชาวตะวันตกมากมาย รวมไปถึงด้านรถยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสนใจมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

ตลอดรัชสมัยอันยาวนาน มีรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกหลายรุ่น ได้รับใช้พระเจ้าแผ่นดินของปวงชนชาวไทย.

Fiat-500-Topolino

Fiat Topolino

เมื่อทรงเจริญพระชันษา ได้ทรงขอพระราชทานอนุญาตจากสมเด็จพระราชชนนี เพื่อทรงซื้อ Fiat 500 “Topolino” (ชื่อ “Topolino” ในภาษาอิตาลี หมายถึง “Micky Mouse” หรือ หนูตัวเล็ก ในภาษาอังกฤษ) เพราะ “ดู ตลก และน่ารักดี” เป็นรถประเทศอิตาลี มีเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี 4 สูบ 13 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ทำความเร็วได้สูงสุด 85 กม./ชม.

โดยมี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช นักแข่งเจ้าดาราทอง ผู้มีชื่อเสียงทั่วยุโรปมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ถวายการฝึกหัดขับรถ

เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2491 เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรถยนต์ตอนเดียวเล็กๆ คันหนึ่ง แล่นอย่างรวดเร็วตามถนนผ่านเมืองมอร์จ (Morges) มุ่งสู่ นครเจนีวา (Geneva) โดยผู้ขับมิได้คาดการณ์ว่า รถบรรทุกที่อยู่ข้างหน้าจะหยุดอย่างกะทันหันเพื่อมิให้ชนผู้ขี่จักรยานสองคนบนถนน แม้ผู้ขับรถยนต์คันเล็กจะเหยียบห้ามล้อแล้ว รถยนต์คันเล็กก็ปะทะท้ายรถบรรทุกเข้าอย่างจัง ผู้ขับรถยนต์คันเล็กนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่พระเนตรข้างขวา ผู้โดยเสด็จในรถพระที่นั่งคือ นายอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว

หลังจากนั้น รถที่ทรงโปรดในเวลาต่อมา ก็จะเป็นรถยี่ห้อ Delahaye จัดว่าเป็นรถยนต์สมรรถนะสูง ของประเทศฝรั่งเศส ที่ก่อตั้งขึ้นโดย Émile Delahaye ในปี 1894

Delahaye-GFA-135M-Convertible

Delahaye G.F.A. 135 M Convertible

Delahaye G.F.A. 135 M Convertible ปี 1952 ตัวถังผลิตโดย Henri Chapron ตัวรถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye (G.F.A. ย่อมาจาก Groupe Français de l’Automobile)

ตัวถังแบบเปิดประทุน หมายเลขตัวถัง 801401 ส่วนเครื่องยนต์ (หมายเลขเครื่องยนต์ แอนน์ 6787) 6 สูบ 3 คาร์บูเรเตอร์ ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้า 4 สปีด มีตัวควบคุมการเดินหน้าถอยหลัง ใช้ยาง Firestone ขนาด 6.00 X 17

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงซื้อในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วส่งมายังประเทศไทยในภายหลัง ป้ายทะเบียน ก.ท.ด. 0008

Delahaye-GFA-178

Delahaye G.F.A. 178

Delahaye G.F.A. 178 ปี 1952 (วันที่ซื้อ คือ : 18/4/95) ตัวถังผลิตโดย Henri Chapron ตัวรถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye

ตัวถังแบบ Saloon หมายเลขตัวถัง 820029 ส่วนเครื่องยนต์ รหัส 2AL-183 6 สูบ 3 คาร์บูเรเตอร์ ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้า 4 สปีด มีตัวควบคุมการเดินหน้าถอยหลัง ใช้ยาง Dunlop ขนาด 6.00/6.50 X 18

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ตั้งแต่ประทับอยู่ที่เมือง Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ป้ายทะเบียน 1ด-0009 กรุงเทพมหานคร

Delahaye-GFA-178-Wagon

Delahaye G.F.A. 178

Delahaye G.F.A. 178 ปี 1952 (วันที่บนแผงหน้าปัด คือ : 25/2/96) ตัวถังผลิตโดย Henri Chapron ตัวรถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye

ตัวถังแบบ Saloon (ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นตัวถัง Station Wagon โดย บริษัท ไทยประดิษฐ์ จำกัด โดยมี Sunroof บนหลังคา) หมายเลขตัวถัง 820038 ส่วนเครื่องยนต์ (หมายเลขเครื่องยนต์ 820038) รหัส 1AL-183 6 สูบ คาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์ 4 สปีด ใช้ยาง Dunlop ขนาด 6.00/6.50 X 18

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ตั้งแต่ประทับอยู่ที่เมือง Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ป้ายทะเบียน ก.ท.ด. 0009

Delahaye-180

Delahaye G.F.A. 180

Delahaye G.F.A. 180 ปี 1953 ตัวถังผลิตโดย Henri Chapron (หมายเลขตัวถัง 6961) ตัวรถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye

ผลิตเมื่อปี 2496 ตัวถังแบบลีมูซีน (หมายเลขแชสซีส์ 825018) มีหน้าต่างกระจกกั้นพระที่นั่งตอนหน้า และตอนหลัง กระจกหน้าต่างแบบไฮดรอลิก และหน้าต่างรับแดด (ซันรูฟ) บนหลังคา จุดระเบิดด้วยคอยล์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ 4 สปีด

ผู้ซื้อคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

Delahaye-VRLD

Delahaye VLR

Delahaye VLR (ย่อมาจาก Véhicule léger de Reconnaissance Delahaye) ปี 1953 รถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye เมื่อปี 2496 (วันที่บนแผงหน้าปัด คือ : 24/9/96) ตัวถังแบบรถจี้ป (หมายเลขแชสซีส์ 836206)

พวงมาลัยซ้าย เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ (หมายเลขเครื่อง 57939) ใช้ระบบไฟฟ้า 24 โวลท์ และหล่อลื่นแบบอ่างแห้ง ส่งกำลังผ่านเกียร์ 4 สปีด พร้อมเกียร์ Low และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้ยาง Goodyear ขนาด 7.00 X 16

ผู้ซื้อคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบันติดป้ายทะเบียน กงจักร 0002

Amilcar-CO

Amilcar CO

Amilcar CO (รถเปิดประทุน) ผลิตโดย Atelier et Générale Carrosserie, Paris. ตามแบบของ Farina (หมายเลขแชสซีส์ Dans La Series 11041)

ผลิตในปี 2470 นับเป็นหนึ่งในจำนวนรถอนุกรม C6 Cruiser ซึ่งเริ่มการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี 2469 และเป็นหนึ่งในจำนวนรถแข่งเพียงไม่กี่คัน ที่ได้รับการบรรจุเข้าสู่สายการผลิต ตัวถังเปลี่ยนเป็นแบบดังที่ปรากฎเมื่อปี 2490 ขับเคลื่อนด้วยกำลังของเครื่องยนต์ Simca-เดอโอ 4 สูบ 1100 ซีซี รุ่นปี 2489 (หมายเลขเครื่อง 90025) ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้า 4 สปีด ใช้ยาง Michelin ขนาด 4.75/500-19

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงซื้อรถคันนี้ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Mercedes-Benz-300-SL-(W198)

Mercedes-Benz 300 SL (W198) “Gullwing Coupe”

Mercedes-Benz 300 SL (W198) “Gullwing Coupe” ปี 1955 ทะเบียน 1ด-0010 กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบัน ทะเบียน 1ด-1110 กรุงเทพมหานคร) ราชยานยนต์หลวงคันนี้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี น้อมเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2498 และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2498

Mercedes-Benz 300 SL (W198) “Gullwing Coupe” ปัจจุบันมีเพียง 8 คันในประเทศไทย และคันนี้ถือว่ามีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

Mercedes-Benz-190-SL

Mercedes-Benz 190 SL (W121)

Mercedes-Benz 190 SL (W121) สีน้ำเงิน ที่ในหลวงทรงขับเมื่อคราวเสด็จฯ เยือนยุโรปห้าประเทศ ในปี 2503 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป 5 ประเทศ ในปี 2503 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำกลับมาใช้ในประเทศไทย

Daimler-DE36

ส่วนรถยนต์พระที่นั่งหลักในงานราชพิธียุคนั้น จะเป็นรถจากประเทศอังกฤษ ได้แก่ Daimler DE36 ตัวถังโดย Hooper (Couchbuilder) แบบเดียวกับพระราชินีอังกฤษ และผู้นำของนานาประเทศเลือกใช้ นอกจาก Daimler แล้วยังมี Jaguar Mk VII M และ Armstrong Siddeley Sapphire เป็นรถยนต์พระที่นั่งรองด้วย

เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จออกเยี่ยมพสกนิกรไปทั่วทุกภาค เมื่อเสด็จออกต่างจังหวัด จะทรงใช้รถ Mercedes-Benz 300 แบบเดียวกับที่รู้จักกันดีในชื่อ “เบนซ์ อาเดนนาวเออร์” (Benz Adenauer) ที่ทรงมีครบทุกรุ่น

ในระยะนี้ยังทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยรถอเมริกัน ตามยุคสมัยเช่นเดียวกับพระองค์เจ้าพีระฯ ผู้เป็นองค์ที่ปรึกษา ทรงซื้อ Cadillac Fleetwood ปี 1955 ใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ภายหลังจึงทรงเลือกใช้รถพระที่นั่งสำหรับเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ที่สามารถลุยเข้าพื้นที่ทุรกันดารได้มากขึ้นอย่าง Jeep และ Land Rover แทนรถยนต์พระที่นั่งแบบ 4 ประตู

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

  • ภาพจาก หนังสือ “เกิดวังปารุสก์” ของสำนักพิมพ์ ริเวอร์ บุ๊คส์
  • ข้อมูลจาก นพ.สมคนึง ตัณฑ์วรกุล และหนังสือ ราชยานยนต์โบราณแห่งสยาม

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

มองตามสายตาพระเนตรผ่าน
ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นับตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๑ หอศิลป์กรุงเทพฯ ได้จัดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้ชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน  คาร์โร จึงถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ และเก็บภาพบรรยากาศบางส่วนมาให้ทุกคนได้ดูกัน

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

 

มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดนิทรรศการ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” เพื่อน้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะองค์อัครศิลปิน และพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์อุปถัมภ์งานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

 

 

สำหรับภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีจำนวน ๒๐๐ ภาพ มีทั้งที่เคยเผยแพร่ และไม่เคยเผยแพร่ภัณฑารักษ์ คือ คุณนิติกร กรัยวิเชียร แบ่งการนำเสนอเป็น ๓ ช่วงรัชกาล ได้แก่

  • ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาว-ดำของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพและพระบรมวงศานุวงศ์
  • ช่วงกลางรัชกาล จัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • ช่วงปลายรัชกาล จัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และสุนัขทรงเลี้ยง

    

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

รายละเอียดเพิ่มเติม

  • จัดโดย : สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
  • สถานที่ : ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น ๙ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คลิกดูแผนที่
  • ระยะเวลาจัดงาน : ตั้งแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐ – ๗ มกราคม ๒๕๖๑
  • เวลาเปิด-ปิด : ๑๐:๐๐ – ๒๑:๐๐ น. (หยุดวันจันทร์)
  • เข้าชมฟรี

*หมายเหตุ*

  • ก่อนเข้าชมต้องฝากกล้องถ่ายรูป และกระเป๋าขนาดใหญ่กว่าขนาดกระดาษ A4 ในห้องล็อกเกอร์ ชั้น ๕
  • ภายในงานจะอนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
ตัวอย่างข้อความ แสดงความอาลัย

ตัวอย่างข้อความ และข้อควรระวัง
ช่วงก่อนถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ ๙

ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เป็นเดือนสุดอาลัยยิ่ง เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จสู่สวรรคาลัย และตลอด ๑ ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เข้าถวายสักการะพระบรมศพอย่างไม่ขาด ทำให้ได้รับรู้ถึงพลังความรัก ความเทิดทูน และความจงรักภักดี

ซึ่งตลอดเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ ก่อนถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทุกหน่วยงาน องค์กร จึงพร้อมใจกันแสดงความอาลัย ด้วยข้อความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านช่องทางต่างๆ แต่พบว่ามีบางแห่ง ที่ใช้คำผิดในบางจุด จึงขอนำเสนอตัวอย่างการใช้คำ พร้อมข้อควรทราบ และควรระวัง ดังนี้


ตัวอย่างข้อความ

(แบบที่ ๑)
ตัวอย่างข้อความ ๑


(แบบที่ ๒)
ตัวอย่างข้อความ ๑


(แบบที่ ๓)
ตัวอย่างข้อความ ๓

 

(แบบที่ ๔)
ตัวอย่างข้อความ ๔

 

(แบบที่ ๕)
ตัวอย่างข้อความ ๕



ข้อควรทราบ และสิ่งที่ควรระวัง

๑.ไม่ต้องมีคำลงท้ายว่า ‘ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ’
คำนี้ จะใช้ลงท้ายกับพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ยังทรงพระชนม์ หรือใช้เฉพาะต่อพระพักตร์เท่านั้น (ในปีต่อไป จึงจะมีคำลงท้ายว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ซึ่งเป็นคำลงท้ายที่ใช้กับ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่สิ้นพระชนม์แล้ว และใช้เมื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต)

๒.ห้ามใช้คำว่า “ทรงพระเจริญ” เพราะแปลว่า ขอดีขึ้นในทุกสิ่ง และมีอายุยืนยาว หรือมีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน

๓.หลังข้าพระพุทธเจ้า ต้องใส่ คำหน้านาม นาย/นาง/นางสาว/ คณะบุคคล เช่น
– ข้าพระพุทธเจ้า นายจงรัก ภักดี
– ข้าพระพุทธเจ้า คณะครูและนักเรียน โรงเรียน…
– ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท…
ระวัง ! อย่าใส่ว่า ข้าพระพุทธเจ้า (นามแฝง/ชื่อเล่น) หรือ ข้าพระพุทธเจ้า บริษัท… (เพราะ นิติบุคคล ไม่มีชีวิต พูดไม่ได้)

๔.สร้อยพระนาม เติม ‘บรมนาถบพิตร’ ตามสำนักพระราชวังกำหนด

๕.จะไม่ใช้ ถวายความอาลัย เพราะเป็นการใช้ภาษาที่ผิด ตามที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยชี้แจง ความอาลัย เป็นความรู้สึก และคุณลักษณะในแต่ละบุคคล เป็นนามธรรม จึงยกให้หรือถวายไม่ได้ คำที่ถูกคือ ‘ไว้อาลัย’ ‘แสดงความไว้อาลัย’ หรือ ‘แสดงความอาลัย’

๖.ข้อนี้สำคัญ อย่าใช้คำว่า ส่งเสด็จสู่วรรคาลัย เพราะหากใช้คำว่า “ส่งเสด็จ” นำหน้าวลี “สู่สวรรคาลัย” ทำให้สื่อความหมายได้ว่าประชาชนเป็นผู้ส่งเสด็จพระองค์ไปสู่สรวงสวรรค์ แต่โดยความเชื่อ พระองค์ทรงมีบุญญาบารมีที่จะเสด็จไปสู่สรวงสวรรค์ด้วยพระองค์เอง คำที่ใช้ได้ คือ “เสด็จสู่สวรรคาลัย” หรือใช้คำว่า “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย”

๗.ในปีนี้ ควรใช้คำว่า “สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” เพราะสื่งที่พระองค์ทรงกระทำ เราทุกคนประจักษ์แก่ตา รับรูปด้วยหัวใจ จนกว่าเวลาจะผ่านไปในปีต่อๆ ไป ถึงจะใช้คำว่า “รำลึก”

๘.การจัดองค์ประกอบ ในภาพ ห้ามมีข้อความทับไปบนพระองค์ ห้ามมีข้อความเหนือพระเศียร หากวางกลุ่มข้อความด้านข้าง ต้องมีการทำกรอบ หรือแสดงการแยกส่วนชัดเจน และห้ามให้กลุ่มอักษรด้านข้างบรรทัดบนสุด อยู่สูงกว่าหรือเสมอพระเศียร และไม่ต้องใส่ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ในภาพ

๙.ไม่ควรตกแต่งพระบรมฉายาลักษณ์มากจนผิดธรรมชาติ

การตั้งใจที่จะเรียนรู้ในธรรมเนียมปฏิบัติ เป็นสิ่งสำคัญมากต่อคนไทยทุกคน ที่อาศัยทั้งในราชอาณาจักร และนอกราชอาณาจักร เพราะสะท้อนถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เราภาคภูมิใจอย่างแท้จริง

 



อ้างอิง : สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง, สำนักราชบัณฑิตยสภา

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ ๙
มีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
ให้คนไทยได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอดเดือนพฤศจิกายน

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คาร์โรจึงขอนำเสนอนิทรรศการภายหลังจาก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว

เพื่อให้ชาวไทยทุกคนได้น้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณผ่านพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ เรื่องราวของโครงการในพระราชดำริ รวมทั้งได้ชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ระหว่างวันที่ ๑-๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มณฑลพิธี บริเวณท้องสนามหลวง โดยเนื้อหาของนิทรรศการ แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้

๑. นิทรรศการบอกเล่าถึงโครงการพระราชดำริต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และเรื่องราวผ่านงานภูมิทัศน์ ได้แก่ การชมแปลงนาข้าว และบ่อแก้มลิง บริเวณทางเข้าอยู่ทางทิศเหนือของมณฑลพิธี รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนัง ‘พระที่นั่งทรงธรรม’

๒. นิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศ ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในบริเวณมณฑลพิธี และที่ศาลาลูกขุนทั้ง ๖ หลัง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบ และขั้นตอนการผลิตงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์

๓. นิทรรศการพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ จะจัดแสดงบนพระที่นั่งทรงธรรม กำหนดให้ประชาชนเดินชมเป็นทิศทางเดียว จากปีกอาคารด้านทิศใต้ ผ่านโถงกลางและจบที่ปีกอาคารด้านทิศเหนือ ประกอบด้วยนิทรรศการย่อย ๕ ส่วน คือ นิทรรศการพระราชประวัติตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ ๑) นิทรรศการธรรมราชา พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ ๒) และนิทรรศการสืบสานสมานมิตร เล่าเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

 

จิตรกรรมฝาผนัง พระที่นั่งทรงธรรม

 

บูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศ

พระเมรุมาศ พระเมรุมาศ


สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดเลย คือ การสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ร่วมกัน หากใครอยากทราบการเดินทาง
ไปงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คลิกอ่านต่อได้ที่นี่ หรืออยากจะนำรถยนต์ส่วนตัวไป แต่ไม่ทราบว่าจะหาที่จอดรถใกล้ๆได้ที่ไหน สามารถ คลิกอ่านต่อได้ที่นี่

 

 

 

Source th.wikipedia
เครดิตรูปภาพ : thairath , tnews.co.th , new18 , BBCth

ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และกำหนดให้มีพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นวันสำคัญยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เพื่อร่วมกันแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

People

เพื่อรองรับกับพสกนิกรที่จะเดินทางมายังกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ทาง กรุงเทพมหานคร จึงอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมพิธี โดยให้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ดูแลทั้ง 4 ส่วน แก่ประชาชนฟรี ในวันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 เพื่อให้ประชาชนได้เดินทางมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์บริเวณพระเมรุมาศจำลอง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ และสถานที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังมีวิธีการเดินทางที่หลากหลาย

มณฑลพิธีสนามหลวง

Carro ขอแนะนำวิธีการเดินทางในหลายรูปแบบ เพื่อความสะดวกของผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานครับ.

การเดินทางโดยรถเมล์ ไปยังสนามหลวง

BMTA

ขอขอบคุณภาพจาก Thanasin Vaikers‎

เดินทางด้วยรถเมล์ เป็นวิธีเดินทางสำหรับที่ไม่รีบร้อนและมีเวลา โดยนั่งรถเมล์ไปยังสนามหลวง, ถนนราชดำเนินกลาง และ วัดพระแก้ว มีรถเมล์ที่วิ่งผ่านบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ดังกล่าว มีสาย 1, 2, 3, 6, 9, 12, 15, 25, 30, 32, 33, 35, 42, 43, 44, 47, 48, 53, 59, 60, 64, 65, 68, 70, 79, 80, 82, 91, 123, 203, 503, 507, 508, 509, 511, 524 และ 556 เป็นต้น

BMTA-Service-ตุลาคม

ที่สำคัญ ทาง ขสมก. จัดรถบริการฟรีในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ระหว่างวันที่ 23-31 ตุลาคม 2560

รถเส้นทางปกติ เฉพาะรถโดยสารให้บริการฟรีให้บริการระหว่างเวลา 04.30 – 24.00 น.

รถ Shuttle Bus ให้บริการระหว่างเวลา 05.00 – 24.00 น. รวม 46 เส้นทาง

อนุสาวรีย์ชัยฯ – สนามหลวง
ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต – สนามหลวง
หัวลำโพง – สนามหลวง
วงเวียนใหญ่ – สนามหลวง
เซ็นทรัลพระราม 2 – สนามหลวง
สายใต้ใหม่ – สนามหลวง
พุทธมณฑลสาย 4 – สนามหลวง
สนามม้านางเลิ้ง – สนามหลวง
บางใหญ่ (เซ็นทรัลเวสต์เกต) – สนามหลวง
หมอชิต 2 – สนามหลวง
(วงกลม) รอบเกาะรัตนโกสินทร์

เอกมัย – สนามหลวง
เมืองทองธานี – สนามหลวง
ธูปเตมีย์ – สนามหลวง
ท่าอากาศยานดอนเมือง – สนามหลวง
สโมสรตำรวจ – สนามหลวง
Airport Rail Link มักกะสัน – สนามหลวง
ไบเทค บางนา – สนามหลวง
ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ – สนามหลวง
ศาลายา – สนามหลวง
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – สนามหลวง

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ไปยังสนามหลวง

BTS

รถไฟฟ้า BTS เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00-24.00 น. … ลงรถไฟฟ้า BTS ที่ “สถานีสะพานตากสิน” ทางออก 2 ฝั่งท่าเรือสาทร แล้วต่อเรือด่วนเจ้าพระยา หรือเดินออกไปถนนเจริญกรุง ต่อรถเมล์สาย 1, ลงรถไฟฟ้า BTS ที่ “สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ” ทางออก 2 แล้วต่อรถเมล์สาย 15, 47, 48 (สุดสายที่วัดโพธิ์) และ 508 หรือลงรถไฟฟ้าที่ “สถานีบางหว้า” ทางออก 3 แล้วต่อรถเมล์สาย 80, 91 และ 509 ก็สามารถไปถึงสนามหลวงได้เช่นกัน

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธี รถไฟฟ้า BTS จะให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่สถานีหมอชิต ถึง สถานีสำโรง และสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึง สถานีบางหว้า

ส่วนวันที่ 25 และ 27 ตุลาคม 2560 รถไฟฟ้า BTS จะให้บริการฟรีเฉพาะในส่วนต่อขยาย ได้แก่ ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท จากสถานีอ่อนนุช ถึง สถานีสำโรง และส่วนต่อขยายสายสีลม จากสถานีวงเวียนใหญ่ ถึง สถานีบางหว้า

การเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ไปยังสนามหลวง

MRT-BEM

รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน) และ รถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.30-24.00 น. (วันจันทร์-ศุกร์) และ 06.00-24.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

โดยขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่ “สถานีหัวลำโพง” เดินออกไปทางด้านข้างสถานีรถไฟกรุงเทพ (ฝั่งถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม) เพื่อขึ้นรถเมล์ Shuttle Bus ไปสนามหลวง หรือจะไปขึ้นทางออกที่ 4 บริเวณถนนพระรามที่ 4 ต่อรถเมล์สาย 25, 53 หรือ 507 ไปสนามหลวงก็ได้เช่นกัน

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า ARL (แอร์พอร์ต เรล ลิงค์) ไปยังสนามหลวง

Airport-Rail-Link

รถไฟฟ้า Airport Rail Link เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. … โดยลงที่สถานีพญาไท แล้วต่อรถไฟฟ้า BTS ไปยัง สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือเดินไปก็ได้เช่นกัน เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 59 และ 503 บริเวณเกาะพญาไท หรือเดินทางด้วย Shuttle Bus เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยฯ – สนามหลวง ที่ ขสมก. จัดให้บริการฟรี

โดยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมให้บริการฟรี ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ระหว่างวันที่ 25 – 27 ตุลาคม 2560 พร้อมเปิดให้บริการเดินรถถึงตี 2 ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

การโดยสารด้วยเรือโดยสารสาธารณะ ไปยังสนามหลวง

เรือด่วนเจ้าพระยา

ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ “ท่าช้าง” หรือ “ท่าสะพานพระปิ่นเกล้า” แล้วต่อรถเมล์รับ-ส่งฟรี ของ ขสมก. มาที่สนามหลวง

ถ้าบ้านใครอยู่ฝั่งธนบุรี จะลงเรือข้ามฟากบริเวณท่าเรือวังหลัง (พรานนก) หรือท่าเรือศิริราช เพื่อข้ามเรือไปฝั่งพระนครก็ได้เช่นกัน

ในกรณีที่ท่านเดินทางมาด้วยเรือโดยสารคลองแสนแสบ แนะนำให้มาขึ้นที่ท่าเรือผ่านฟ้า และเดินไปยังถนนราชดำเนินกลาง เพื่อต่อรถเมล์ไปสนามหลวง

สำหรับเรือโดยสารสาธารณะ ให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 ได้แก่ เรือโดยสารคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่สถานีหัวลำโพง ถึง สถานีตลาดเทวราช เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ จากท่าเรือเพชรเกษม 69 ถึง ท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ

กรมเจ้าท่าขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือโดยสารสาธารณะจัดเตรียมเรือโดยสารเพิ่ม (เรือเสริม) ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะ (เรือเสริม) 3 ลำ ของบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ให้บริการรับส่งประชาชนโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โดยมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือสาทร-ท่าเรือพรานนก และท่าเรือพรานนก-ท่าเรือนนทบุรี สำหรับเรือโดยสารด่วนเจ้าพระยาที่ให้บริการตามปกติ ได้เพิ่มจำนวนการให้บริการเป็น 55 ลำ ออกให้บริการทุก 10 นาที และขยายเวลาให้บริการถึง 21.00 น.

เรือโดยสารข้ามฟาก เรือทรัพย์ธนนคร 1 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ธนนคร และเรือข้ามฟากนำโชคชัย 10 เรือข้ามฟากโพธิ์อรุณ 15 ให้บริการรับส่งประชาชนโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือพรานนก-ท่าช้าง นอกจากนี้ กรมเจ้าท่าได้นำเรือเจ้าท่า 37 ออกให้บริการประชาชนเพิ่มเส้นทางที่มีประชาชนใช้บริการหนาแน่น

การเดินทางด้วยรถประจำทาง BRT ไปยังสนามหลวง

BRT

ขึ้นรถประจำทาง BRT มาลงที่ BRT ราชพฤกษ์ แล้วต่อรถไฟฟ้า BTS ไปลงสถานีสะพานตากสิน

โดยรถประจำทาง BRT ตั้งแต่วันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 ให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน จาก BRT สาทร ถึง BRT ราชพฤกษ์

การเดินทางโดยรถไฟ รฟท. ไปยังสนามหลวง

SRT

ขอขอบคุณภาพจาก Boonyawee Grodniyomchai

รฟท. มีรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ทั้งในสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ และสายตะวันออก ทุกวัน มีทั้งรถธรรมดา รถชานเมือง รถเร็ว รถด่วน และรถด่วนพิเศษ ให้เลือกใช้บริการ

มาที่ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” (หัวลำโพง) เดินออกไปทางด้านข้างสถานีรถไฟกรุงเทพ (ฝั่งถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม) เพื่อขึ้นรถเมล์ Shuttle Bus ไปสนามหลวง

หากขึ้นรถไฟสายใต้ (ที่เป็นรถธรรมดา หรือ รถเร็ว) บางขบวนจะไปสุดสายที่สถานีรถไฟธนบุรี อีก 2 วิธี คือ เดินจากสถานีรถไฟ ไปยังท่ารถไฟ เพื่อลงเรือข้ามฟากไปท่าพระจันทร์ หรือ อาจจะต่อรถกระป๊อหน้าสถานีรถไฟ ไปลงเรือข้ามฟากที่ท่าวังหลัง

และกรณีที่ท่านเดินทางมาด้วยทางรถไฟสายแม่กลอง (มหาชัย – วงเวียนใหญ่) ให้มาลงรถไฟที่สถานีวงเวียนใหญ่ และเดินไปที่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ป้ายรถเมล์จะอยู่ด้านขวามือของสถานีรถไฟ ต่อรถเมล์สาย 82 เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามหลวงต่อไป

รถพระที่นั่งของในหลวงรัชกาลที่9

รถยนต์ยี่ห้อใดบ้าง ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเลือกใช้เดินทาง

     คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยเฝ้ารับเสด็จ จึงอาจไม่เคยเห็นรถยนต์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทำให้ภาพเหล่านี้หาดูยากขึ้นทุกวัน คาร์โร จึงขอนำเสนอยี่ห้อรถยนต์พระที่นั่งของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พร้อมกับเรื่องราวของการใช้งาน จำนวน ๖ คัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ หรือเด็กๆ รุ่นต่อไป ได้ศึกษากัน


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

1. Mercedes Maybach 62

มายบัคองค์นี้ ทรงใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งสำหรับงานพิธีต่างๆ ที่เป็นทางการ โดยรถพระที่นั่งคันนี้มาแทนที่ ร.ย.ล. ๑ คันก่อน (ภาพล่าง) คือ Rolls – Royce Phantom VI ซึ่งทรงใช้งานอย่างยาวนานร่วม ๓๐ ปี

รถพระที่นั่งของในหลวง

ภาพนี้คือ Phantom VI ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งเป็นครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๕๔๗


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

2. Cadillac DTS

เป็นรถที่ทรงใช้ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ตัวรถผ่านการดัดแปลงให้เป็นรถเปิดประทุนเพื่อความสะดวกในการประกอบพิธี ดังที่เห็นได้จากในภาพ


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

3. Mercedes Benz S600L (W220)

เป็นรถเบนซ์เอสคลาสสีครีม หมายเลขทะเบียน ร.ย.ล.๙๐๑ พระองค์ทรงใช้ในราชการเป็นประจำ แต่ในปัจจุบัน
ใช้ในงานเฉพาะกิจส่วนพระองค์ หรือไม่ได้มีการออกงานใหญ่ๆ

นอกจากรถพระที่นั่งซึ่งใช้ในกิจการของพระราชวังดังที่ได้ยกมา ๓ องค์เบื้องต้นแล้ว ยังมีรถอีก ๒ องค์ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงจัดซื้อด้วยทรัพย์ส่วนพระองค์ ดังนี้


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

4. Toyota Soluna

เป็นรถที่ทรงขับด้วยพระองค์เอง และทรงใช้ทรัพย์ส่วนของพระองค์ในการจัดซื้อ ทำให้ป้ายทะเบียนอยู่ในหมวด ด

รถพระที่นั่งคันนี้มีที่มาที่ไป คือเป็นรถที่ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้บริษัทโตโยต้าเป็นจำนวนเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่ทางโตโยต้าขอปฏิเสธ ไม่รับพระราชทานเงินนั้น พระองค์จึงทรงบริจาคเงินส่วนนี้ให้ตั้งโรงสีขาวเพื่อช่วยเหลือชาวนา ซึ่งได้กลายมาเป็นบริษัทข้าวรัชมงคลในปัจจุบัน


 

5. Volkswagen Transporter

รถยนต์พระที่นั่งองค์นี้มีนามเรียกขานว่า “เจมส์ บอนด์” เป็นรถตู้สีเทาอมฟ้าปี ๒๕๔๑ ที่มีความสมถะ และเรียบง่าย

ส่วนเหตุผลที่มีการเลือกรถพระที่นั่งคันนี้มาใช้ในพิธีอัญเชิญพระบรมศพ ได้มีผู้ให้คำตอบไว้ว่า คือเป็นรถที่พระองค์ทรงโปรด ด้านในรถจะเรียบง่ายมาก แทบไม่มีอะไรเลย นอกจากวิทยุเดิมๆ ที่ติดมากับรถ แล้วก็จะมีโต๊ะเล็กๆไว้ทรงงาน สภาพของรถจะมีนายช่างประจำตัว คอยซ่อมแซมให้ตลอด


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

6. Mercedes Benz 300SL Gullwing 1955 

รถยนต์องค์นี้เข้าประจำการเพื่อเป็นพระราชพาหนะในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๘

เป็นรถยนต์ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม น้อมเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในสมัยนั้น แล้วได้มีการเปลี่ยนทะเบียนจาก ๑ด๐๐๑๐ ไปเป็น ๑ด๑๑๑๐ ในภายหลัง

ซึ่งรถยนต์องค์นี้ได้มีการเปิดให้นิตรสารทั้งใน และต่างประเทศมีโอกาสได้เก็บภาพ รวมถึงทำประวัติไว้อย่างงดงาม รถยนต์องค์นี้ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์ในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สูง และมีเพียง ๘ คันในประเทศไทย

ส่วนรถยนต์องค์นี้ถือว่าเป็นองค์ที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และยังคงเป็นรถที่สมบูรณ์มากที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ได้ใช้งานไปเพียง ๒,๐๒๑ กิโลเมตร ด้วยอายุถึง ๕๗ ปี ท่านทรงรัก และดูแลรถยนต์องค์นี้อย่างดี


 

 

ข้อมูลจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก : นุสรา ชั้นบุญ