To-Do-List-When-Buying-New-Car

ว่าด้วยการ ซื้อรถใหม่ รถใหม่ราคาถูก ที่จัด “โปรฯ แรง” ราคารถใหม่ที่เงินดาวน์รถต่ำ ผ่อนรถถูก จะซื้อรถด้วยเหตุผลแค่นี้อาจยังไม่พอ เพราะก่อนคุณเป็นเจ้าของรถสักคันอาจต้องทำการบ้านสักหน่อย เมื่อรถไม่ใช่ราคาบาทสองบาท ถ้าจ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านแต่ได้รถที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา จะเอาไปเปลี่ยนเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ก็คงไม่ใช่ คุณว่าจริงมั้ย ?

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ดังนั้น Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูกันกับ “สิ่งที่ต้องทำ” To Do List ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน ไม่ยาก เพียงตอบคำถามง่าย ๆ คุณก็จะได้มาซึ่งรถคันที่ถูกใจตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุดแล้ว ซื้อรถใหม่ ต้องดูอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ซื้อรถใหม่ ต้องไม่ลืมทำเช็คลิสต์ต่อไปนี้

สิ่งแรกใน ขั้นตอนการซื้อรถใหม่ ป้ายแดงทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณต้องตอบคำถามของตัวเองเกี่ยวกับรถคันที่กำลังสนใจซื้อตามเช็คลิสต์ต่อไปนี้ ดูว่าทำแล้วหรือยัง ซึ่งคำถามที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

1. เช็คลิสต์งบประมาณในการซื้อรถอยู่ที่เท่าไร

สำคัญที่สุดใน การซื้อรถใหม่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณในการซื้อ ถ้าคุณตอบได้ในข้อนี้ ตัวเลือกรถที่ชัดเจนขึ้นก็จะมากกว่าเดิม หาได้แค่ว่าฉันชอบรถรุ่นนั้น คันนี้สวยดี หรือกำลังจัดโปรเร้ากระชากใจดาวน์ 0% ผ่อนถูกสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรู้งบประมาณในการซื้อรถของคุณก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร (หรือพอใจที่จะเป็นหนี้แค่ไหน) ในกรณีที่ซื้อผ่านไฟแนนซ์

2. เช็คลิสต์ว่ารถประเภทไหนที่คุณต้องการ “จริงๆ”

ต่อไปที่ต้องเช็คลิสต์กันก็คือเรื่องของประเภทรถ ซึ่งในตลาดบ้านเรามีที่นิยมอยู่หลายประเภทแตกต่างตามการใช้งาน และคำถามที่คุณต้องตอบให้นั้นก็คือ คุณจะซื้อรถไปทำอะไรเป็นหลัก เน้นโดยสารคนหรือบรรทุกของใช้ประกอบอาชีพ เป็นรถสำหรับครอบครัวโดยสารหลายคนหรือเน้นขับไปทำงานใช้ 1-2 คนเป็นประจำมากกว่า ถ้าตรงนี้ชัด รถที่ใช่สำหรับคุณก็จะชัดเจนมากขึ้นตามว่าเป็นรุ่นไหน แบรนด์อะไร

To-Do-List-When-Buying-New-Car

3. เช็คลิสต์ศูนย์บริการใกล้บ้านว่ามีมั้ยด้วย

ข้อนี้คงต้องโฟกัสไปที่เรื่องของแบรนด์รถหรือยี่ห้อ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่บางทีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถคือการเลี้ยวเข้าศูนย์บริการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องศูนย์บริการเพื่อการตรวจเช็คสภาพหรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถจึงมีความสำคัญด้วยไม่น้อย เพราะบางทีคุณอาจได้รถที่ใช่ตรงใจออกมาแล้ว แต่ติดที่แบรนด์รถนั้น ๆ มีศูนย์บริการอยู่ไกลบ้านเกินไปก็อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปเป็นรถตัวเลือกที่ 2-3 ได้ด้วยเหมือนกัน

4. เช็คลิสต์ “ฟีล” การใช้งานจริงเมื่อทดลองขับ

อีกขั้นตอนสำคัญของการซื้อรถใหม่ ป้ายแดง ราคาถูก และให้ถูกจริตคุณมากที่สุดจะต้อง “ทดลองขับ” ทดลองการใช้งานเหมือนใช้รถจริง การขับขี่เป็นอย่างไรเมื่อนำรถไปใช้จริง อัตราเร่งโอเคมั้ย ห้องโดยสารกว้างพอสำหรับคุณหรือเปล่า การทดลองขับนี้จะช่วยตอบทุกคำถามให้คุณได้หมดในนี้

5. เช็คลิสต์เงินดาวน์ที่มีและยอดค่างวดที่ไหวไม่หนักเกินไป

ซื้อรถป้ายแดงถ้าไม่มีโปรเร้าใจอะไรให้ตื่นตา อย่างดาวน์ 0% ก็จะต้องมีเรื่องเงินดาวน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคุณต้องมีเตรียมไว้ 15%-30% หรือมากกว่านั้นของราคารถ คุณมีอยู่เท่าไร เตรียมไว้แค่ไหน อย่าลืมว่า! ยิ่งดาวน์มากค่างวดผ่อนก็จะยิ่งถูกลง ระยะเวลาในการผ่อนก็สั้นลง เช่นเดียวกันกับยอดค่างวดที่ผ่อนไหวคุณก็ต้องรู้ประมาณตัวเองได้ด้วยว่าต้องไม่หนักอึ้งจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าอีหรอบประมาณว่ามีรถใหม่ป้ายแดงขับ แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับแย่ลงกว่าเดิมได้เพราะเอาเงินไปผ่อนค่ารถหมดนั่นเอง

To-Do-List-When-Buying-New-Car

6. เช็คลิสต์เอกสารซื้อรถ มีอะไรบ้างที่คุณต้องเตรียม

สมมติว่าเมื่อได้ออกมาแล้วสำหรับรถคันที่ตรงใจคุณมากที่สุด จะไปซื้อละก็ต้องมีการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไปด้วย เช็คลิสต์ให้ดีเตรียมให้พร้อม และต่อไปนี้คือเอกสารซื้อรถที่คุณจะต้องใช้เมื่อซื้อรถป้ายแดง มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือสลิปเงินเดือน
  • สเตทเมนต์เงินเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

7. เช็คลิสต์เตรียมค่าประกันภัยรถยนต์เอาไว้ด้วย

ซื้อรถป้ายแดง รถยนต์ จากศูนย์ใหม่ ๆ เขาจะบังคับให้ทำประกันกับทางศูนย์ซึ่งคุณอาจเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้ในปีแรก และในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องมีเตรียมไว้ด้วยในกระเป๋า ราคาของประกันก็จะอยู่ประมาณ 10,000-30,000 บาท/ปี โดยเฉลี่ย คุณต้องมีเตรียมไว้ในกระเป๋าด้วยเพิ่มเติมจากเงินดาวน์

ข่าวดีก็คือถ้าใช้รถเข้าปีที่สองแล้ว คุณก็สามารถ เลือกประกันรถยนต์ ได้ด้วยตัวเองเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณได้มากขึ้น แนะนำ! เลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ จาก Roojai.com ที่มีให้เลือกเยอะกว่า ปรับแต่งแผนกรมธรรม์เองได้ตามที่คุณใช้งานจริง ที่สำคัญยังผ่อนได้นานสูงสุดถึง 10 งวด สบาย ๆ ไม่บล็อกวงเงิน ผ่อนผ่านบัตรเดบิตก็ได้อีกด้วย ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องง่ายมากกว่าเดิมที่ต้องจ่ายตู้ม! เดียวเป็นหลักหมื่น

ซื้อรถใหม่ ป้ายแดง “ให้คุ้มกว่า” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงทำเช็คลิสต์ตามที่เรานำมาฝากนี้ คุณก็จะได้รถที่ตอบโจทย์ตรงใจมากกว่าแค่รถใหม่ธรรมดาคันหนึ่งแล้ว ก่อนเลือกซื้อรถ ลองนำไปใช้กันดูกับสิ่งที่ต้องทำ รับประกันว่ารถคันใหม่ที่คุณขับนี้จะคุ้มค่า ไม่มีคำว่า “คิดผิด” เข้ามารบกวนใจอย่างแน่นอน

Monk-And-Novice-In-Buddhist-Driving-Car

พอถึงวันพระใหญ่ทีไร ก็มักจะมีส่งภาพในโลกโซเชียล แชร์รูป หรือคลิปวิดีโอ ที่มีพระขับรถ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ คนถามเข้ามากันหลายคนเลยว่า “พระสามารถขับรถได้หรือไม่” ซึ่งเอาจริงๆ ผมเองก็เห็นมีทั้งสามเณร และพระภิกษุ ขับรถกันมานานแล้วในต่างจังหวัด ซึ่งรถบางคันก็อาจจะเป็นของพระ (ที่ครอบครองไว้ตั้งแต่ก่อนบวช) เอง หรือรถที่ญาติโยมถวายให้วัด

พระบางรูปอาจจะมีความจำเป็นในการต้องใช้รถยนต์ เนื่องจากวัดค่อนข้างห่างไกลจากหมู่บ้าน หรือตัวเมือง เช่น ต้องเดินทางไปศึกษาเล่าเรียน หรือไปรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาล เป็นต้น

และระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด ก็มีจำกัดมาก ไม่มีรถแท็กซี่ รถเมล์ รถไฟ ให้เดินทางระยะไกลๆ ได้ การจะพึ่งพาญาติโยมบางทีอาจติดธุระ หรือไปส่งไม่ได้ พระขับรถยนต์ก็อาจเป็นทางออกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้ไม่ลำบากในการเดินทาง

แต่ก็ยังมีคำถามที่ฆราวาสสงสัยกันอยู่เสมอ MR.CARRO เลยขอหาคำตอบมาเล่าให้ฟัง และจะบอกว่า “พระภิกษุสงฆ์” สามารถขับรถได้ครับ!

Monk-And-Novice-In-Buddhist-Driving-Car

ถ้าหากจะดูสภาวะของสังคมในยุคปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ หรือสามเณร ก็น่าจะขับรถยนต์ได้ ซึ่งไม่ถือเป็นการผิดพระธรรมวินัย (ซึ่งในยุคพุทธกาล รถยนต์ก็ยังไม่มี ในพระธรรมวินัยก็ไม่มีบัญญัติกฎไว้ชัดเจน) ซึ่งในอดีต พระสงฆ์ที่จารึกแสวงบุญ หรือไปเผยแผ่ศาสนาตามที่ต่างๆ ก็มีพาหนะส่วนตัวต่างๆ ในการเดินทาง เช่น ขี่ม้า หรือพายเรือ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการขับรถยนต์ หรือขี่รถมอเตอร์ไซค์ ในยุคปัจจุบัน

แต่ก็ต้องดูความเหมาะสม ความจำเป็นด้วย ถ้าทางที่ดี ก็หาคุณโยมมาช่วยขับให้นั่งดีกว่าครับ

ในส่วนของใบขับขี่ กรณีพระสงฆ์สามารถต่อใบขับขี่ได้เช่นเดียวกัน ถ้ามีหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติตรงตามการทำใบขับขี่รถยนต์ ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งไม่มีข้อห้ามพระภิกษุสงฆ์ หรือสามเณร ทำใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่รถยนต์

ในส่วนของฆราวาสที่บวชเป็นพระ แล้วใบขับขี่หมดอายุพอดี สามารถทำใหม่ได้ครับ โดยใช้ชื่อพระ และรูปถ่ายในชุดพระภิกษุสงฆ์ หรือพระบางรูปอาจจะบวชสักระยะ แล้วลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสตามเดิม ก็ค่อยไปต่อใบขับขี่ทีหลังได้ครับ

ภาพจาก เรื่องเล่าเช้านี้

ด้าน นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรที่ขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เนื่องจากที่ผ่านมา ตำรวจเมื่อพบพระภิกษุ-สามเณร ขับรถยนต์ และจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่จะไม่ดำเนินคดี อย่างมากก็จะส่งให้เจ้าคณะปกครอง ทำการตักเตือนเท่านั้น

เพื่อมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ที่ประชุม มส. มีมติรับทราบ และให้ พศ. ดำเนินการ ดังนี้

1.แจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 ฝ่าย ทราบ เพื่อแจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดตามลำดับ สอดส่อง ดูแล กำชับให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง และจารีตประเพณี

2.แจ้งมติ มส. นี้ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจตรา การขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ของพระภิกษุสามเณรเยี่ยงประชาชนทั่วไป

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ จะสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปได้ทันที ซึ่งถ้าหากพบการฝ่าฝืน ทำผิดกฎจราจร ตำรวจสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้อย่างเคร่งครัด กรณีอุบัติเหตุ ขับรถชนผู้อื่นเสียชีวิต เข้าขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นสงฆ์ และไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ด้วย

ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ หรือสามเณร สามารถขับรถได้ แต่ต้องมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ เพราะทางโลกจะโลกะวัชชะเอา แต่เราก็ต้องควรมีโยนิโสมนสิการครับ! เจริญพร …

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ค่ะ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Carro-Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume-2021

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม 2564 มียอดการขายรวมทั้งสิ้น 55,208 คัน ลดลง 21.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 16,104 คัน ลดลง 44.2% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 39,104 คัน ลดลง 5.4% แต่ในส่วนของรถกระบะขนาด 1 ตัน Segment นี้ มีจำนวน 30,107 คัน ลดลง 9.6%

สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 (โควิด-19) รอบใหม่ ที่ระบาดเป็นวงกว้างและรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การดำเนินธุรกิจและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การบริการต่างๆ ที่ยังคงชะลอตัว ตลอดจนอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้ผู้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย

ตลาดรถยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ยังคงน่าจับตามอง ถึงแม้ว่าการระบาดของไวรัส Covid-19 ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายภาคส่วน ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทุกประเทศทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ

All-New-Mazda-BT-50-2021

อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขสถานการณ์ภายในประเทศ อาทิเช่น มาตรการ Lockdown ของภาครัฐที่เข้มงวดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วยโครงการ “คนละครึ่ง” “เราเที่ยวด้วยกัน” “ช้อปดีมีคืน” “เราชนะ” ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันได้บ้าง และยังเป็นการสร้างกระแสหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ทางด้านของตลาดรถยนต์ บรรดาค่ายรถยนต์ต่างพยายามกระตุ้นการซื้อรถของผู้บริโภคตั้งแต่ต้นปี ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ รวมทั้งข้อเสนอพิเศษต่างๆ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์น่าจับตามองว่า จะฟื้นตัวได้หรือไม่

New-Suzuki-Swift-2021

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม 2564

1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 55,208 คัน ลดลง 21.3%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 17,758 คัน ลดลง 12.2% ส่วนแบ่งตลาด 32.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
15,248 คัน เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนแบ่งตลาด 27.6%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 5,657 คัน ลดลง 50.4% ส่วนแบ่งตลาด 10.2%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 16,104 คัน ลดลง 44.2%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 5,073 คัน ลดลง 26.4% ส่วนแบ่งตลาด 31.5%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 4,526 คัน ลดลง 52.3% ส่วนแบ่งตลาด 28.1%
อันดับที่ 3 มาสด้า 1,779 คัน ลดลง 43.8% ส่วนแบ่งตลาด 11.0%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 39,104 คัน ลดลง 5.4%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 15,248 คัน เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนแบ่งตลาด 39.0%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 12,670 คัน ลดลง 5.0% ส่วนแบ่งตลาด 32.4%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,305 คัน เพิ่มขึ้น 8.0% ส่วนแบ่งตลาด  5.9%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย  30,107 คัน ลดลง 9.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 14,198 คัน เพิ่มขึ้น 6.1% ส่วนแบ่งตลาด 47.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 10,494 คัน ลดลง 11.0%  ส่วนแบ่งตลาด 34.9%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,305 คัน เพิ่มขึ้น 8.0% ส่วนแบ่งตลาด  7.7%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 4,294 คัน
โตโยต้า 1,975 คัน – อีซูซุ 1,434 คัน – มิตซูบิชิ 522  คัน – ฟอร์ด 343  คัน – นิสสัน 20 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 25,813 คัน ลดลง 14.2%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 12,764 คัน ลดลง 1.1% ส่วนแบ่งตลาด 49.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 8,519 คัน ลดลง 19.7% ส่วนแบ่งตลาด 33.0%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 1,962 คัน เพิ่มขึ้น 15.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.6%

หากช่วงนี้ใครอยากซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

กรมการขนส่งทางบก เปิดให้เจ้าของรถที่แผ่นป้ายทะเบียนรถมีสีบนตัวอักษร หมายเลขทะเบียน หรือตัวอักษรบอกชื่อจังหวัดซีดจาง หมวดอักษร “3กก – 4กฆ” กรุงเทพมหานคร และบางหมวดของจังหวัดต่างๆ ที่ให้ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. – 31 ธ.ค. 2557 สามารถนำแผ่นป้ายทะเบียนรถมาเคลือบสีใหม่ได้ ฟรี! จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564

สำหรับป้ายทะเบียนซึ่งส่วนใหญ่จะพบในหมวด “3กก – 4กฆ” กรุงเทพมหานคร รวมถึงบางหมวดของต่างจังหวัด มีสีบนตัวอักษร หมายเลขทะเบียน หรือตัวอักษรบอกชื่อจังหวัดซีดจาง ที่กรมการขนส่งทางบกผลิตและออกให้ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. – 31 ธ.ค. 2557 อาจเกิดจากสารที่เป็นส่วนผสมของสีที่มีคุณลักษณะและการผสมที่ไม่เหมือนหรือเท่ากัน ทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้นลงกว่าปกติ เจ้าของรถสามารถนำแผ่นป้ายทะเบียนมาเคลือบสีแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 

ตรวจสอบหมวดป้ายทะเบียนซีดจางได้ ที่นี่

DLT-Renew-License-Plate-2021

สำหรับหลักฐานขอเข้ารับการเคลือบสีป้ายทะเบียนใหม่ ที่ต้องเตรียมไปด้วย คือ

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถ
  • กรณีเป็นนิติบุคคล ให้ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล

ส่วนเจ้าของรถที่ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ

โดยนำป้ายทะเบียนรถที่ต้องการเคลือบสีใหม่ ที่ผ่านการทำความสะอาดเบื้องต้น และแผ่นป้ายทะเบียนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่น ไม่บิดงอ เจาะรู เป็นต้น ติดต่อขอเคลือบสีใหม่ได้ที่งานแผ่นป้ายทะเบียนรถ อาคาร 7 กรมการขนส่งทางบกโดยตรง ซึ่งสามารถรอรับได้ภายในวันที่ติดต่อทันที

หรือให้ยื่นความประสงค์ได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียนหรืออยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สำนักงานขนส่งที่รับแจ้งจัดส่งแผ่นป้ายทะเบียนเข้ามาเคลือบสีที่กรมการขนส่งทางบก แล้วส่งกลับคืนไปยังสำนักงานขนส่งอีกครั้ง กรณีดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาดำเนินการรวมจัดส่งไม่เกิน 7 วันทำการ

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาการส่งแผ่นป้ายเพื่อเคลือบสีใหม่ เจ้าของรถสามารถใช้ใบนัดรับแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นหลักฐานชั่วคราว แสดงกับเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ แทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่อยู่ระหว่างส่งเคลือบสีได้

DLT-Renew-License-Plate-2021

กรณีแผ่นป้ายทะเบียนรถไม่ได้อยู่ในหมวด “3กก – 4กฆ” กรุงเทพมหานคร หรือแผ่นป้ายทะเบียนที่มิได้ผลิตและออกให้ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. – 31 ธ.ค.57 หรือพบว่าสาเหตุสีหลุดลอกมาจากการใช้งาน การขัดล้างที่ไม่ถูกวิธี แผ่นป้ายทะเบียนรถชำรุดจากสาเหตุอื่น หรือสูญหาย เจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ทดแทนของเดิม โดยติดต่อที่สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียนหรืออยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งเจ้าของรถต้องเสียค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายแผ่นละ 100 บาท

ดังนั้น เพื่อรักษาและยืดอายุการใช้งานแผ่นป้ายทะเบียนรถ ขอให้เจ้าของรถให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาแผ่นป้ายทะเบียนรถให้ถูกวิธี ไม่ใช้น้ำยาขัดล้างถูรุนแรงบริเวณแผ่นป้าย ตัวอักษรหรือตัวเลข ให้ใช้น้ำเปล่าหรือน้ำผสมแชมพูอ่อนๆ และใช้ผ้านุ่มบางหรือสำลีเช็ดทำความสะอาด

ส่วนเจ้าของรถที่ต้องการใส่กรอบแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อป้องกันการชำรุดก็สามารถกระทำได้ โดยต้องเป็นกรอบใสที่มองเห็นรายละเอียดของแผ่นป้ายทะเบียนรถได้ชัดเจน ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของกรอบบดบังส่วนที่เป็นหมวดอักษร หมายเลขทะเบียน และตัวอักษรบอกชื่อจังหวัดโดยเด็ดขาด

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ค่ะ —> เพิ่มเพื่อน

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

สิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันเพื่อช่วยเพิ่มความสวยงามหรือเสริมความเท่ห์ให้กับรถคันเก่งของคุณก็คือ การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ ซึ่งโดยทั่วไปจะนิยมเพิ่มขนาดความกว้างของล้อแม็กไปพร้อมๆ กับการใช้ชุดแต่งสเกิร์ต เพื่อทำให้รถดูโหลดเตี้ยลงอีกนิด ถือเป็นการปรับโฉมยอดนิยมที่ “เพิ่มความคูล” ให้กับรถของคุณได้แบบผิดหูผิดตา

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ที่คุณอาจจะยังนึกไม่ถึง มีด้วยกันอยู่หลายข้อ ไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายหลักหมื่นที่เพิ่มขึ้นมาจากการซื้อแม็กทั้ง 4 ล้อ ยิ่งถ้าหากเลือกวัสดุทำสีพิเศษ แล้วเป็นอัลลอยน้ำหนักเบาด้วยแล้วล่ะก็ ต้นทุนค่าทำสวยครั้งนี้ก็หมดไปไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเปลี่ยนล้อแม็กนั้น เป็นสิ่งที่คุณควรพิจารณาร่วมกับขนาดของล้อแม็กที่ต้องการจะเปลี่ยน เพราะว่าส่งผลกับความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณได้นั่นเอง

การขับขี่หลังจากเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์

ทั่วไปแล้วคนมักจะมีความเข้าใจว่า การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็จะต้องใช้ยางรถยนต์ที่มีหน้ายางกว้างขึ้นกว่าเดิมด้วยนั้น จะช่วยให้รถของคุณเกาะถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้ก็มีความจริงอยู่ แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ในทุกกรณี เนื่องจากต้องพิจารณาในเรื่องของกำลังแรงม้า และขนาดของล้อแม็กที่คุณเลือกด้วย เพราะว่าถ้าผิวสัมผัสของหน้ายางกับพื้นถนนมีมาก อีกทั้งกำลังส่งหรือเครื่องยนต์ของรถคุณนั้นมีกำลังไม่มากพอ จะเกิดอาการ “พวงมาลัยรถหนัก”

อาการที่ว่านี้จะทำให้คุณขับขี่ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม การบังคับพวงมาลัยรถเพื่อเลี้ยวจะทำได้ลำบากขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า เกิดแรงต้านมากขึ้น เพราะล้อทั้ง 4 ล้อมีผิวสัมผัสกับถนนเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะทำให้คุณรู้สึกว่ารถเกาะถนนดีขึ้น แต่กลับไม่สามารถบังคับพวงมาลัยรถได้ง่ายเหมือนเดิม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เมื่อมีการเปลี่ยนเลนในระยะกระชั้นชิด รวมไปทั้งการถอยรถเข้าจอดในซองก็จะค่อนข้างลำบาก

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ มีอะไรบ้าง? ไปดูกัน

นอกจากปัญหาเรื่องการบังคับรถยาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างขับขี่ได้แล้วนั้น ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ที่คุณควรรู้เอาไว้ก่อนตัดสินใจ ยังมีด้วยกันอีกหลายข้อ ดังนี้

  • ทำให้ช่วงล่างแข็งขึ้น

โดยทั่วไปเมื่อยางมีขนาดใหญ่ขึ้น แก้มยางก็จะเตี้ยลง ผลที่ตามมาก็คือ ช่วงล่างจะแข็งขึ้น ไม่นุ่มสบายเหมือนกับที่โรงงานตั้งค่ามาให้ตั้งแต่ต้น แก้มยางที่บางลงจะส่งผลโดยตรง กับการซับแรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ถ้าหากโชคร้ายขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูงล่ะก็ โอกาสเสี่ยงที่ยางระเบิดจะมีสูงด้วยเช่นกัน ในกรณีที่เลวร้ายมาก ๆ อาจทำให้ “ล้อดุ้ง” เลยก็มี

  • ออกตัวอืดและมีอัตราเร่งแย่ลง

ล้อและยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้แรงบิดจากเครื่องยนต์มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อไปกระทำต่อล้อและส่งกำลังให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้ จึงส่งผลให้รถออกตัวได้อืดกว่าเดิม รวมถึงในกรณีที่ต้องการเร่งแซง คุณจำเป็นที่จะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้น เพื่อเร่งให้รถวิ่งได้เร็วขึ้นตามที่ต้องการ เพราะพื้นผิวสัมผัสของยางรถยนต์ กับพื้นถนนมีมาก จึงเร่งเครื่องรถยนต์ ได้ไม่ดีเท่ากับล้อมาตรฐานที่มาจากโรงงาน

  • กินน้ำมันมากกว่าเดิม

ผลที่ตามมาจากการที่ต้องเร่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นเพื่อให้รถวิ่งได้ในความเร็วที่ต้องการ แน่นอนว่ารถจะกินน้ำมันมากขึ้น เพราะเกิดพื้นที่เสียดทานระหว่างหน้ายางและผิวถนน มากกว่าเดิม จึงต้องใช้กำลังเครื่องยนต์มากกว่าเดิมในการขับเคลื่อน โดยทั่วไปจะสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการขับรถของแต่ละคนด้วย

  • ไมล์ความเร็วอ่านค่าผิดเพี้ยน

การตั้งค่าไมล์ความเร็วของวิศวกรจากโรงงาน จะตั้งค่าเรือนไมล์ให้มีความเร็วถูกต้องตรงตามขนาดล้อและยางของรถแต่ละรุ่น สเปคตามโรงงาน แต่ถ้าคุณนำรถไปเปลี่ยนแม็กและยางเอง จะทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า “ไมล์แข็งขึ้น” หรือความเร็วบนหน้าปัดที่แสดงนั้น น้อยกว่าความเร็วจริงที่คุณขับขี่อยู่ ซึ่งจะส่งผลให้คุณได้รับใบสั่งที่บอกว่า ขับด้วยความเร็วเกินกำหนดแบบไม่รู้ตัว

  • ค่าบำรุงรักษาแสนแพง

เมื่ออยากได้รถสวยก็ต้องทำใจ เรื่องนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับยางรถยนต์ด้วย เพราะยางที่ใหญ่ขึ้น จะมีราคาสูงกว่ายางขนาดปกติพอสมควรเลย เมื่อถึงอายุการใช้งานที่จะต้องเปลี่ยนยางแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นรออยู่แน่นอน และถ้าหากคุณไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ตัวเมือง ยางบางรุ่นก็จะกลายเป็นของหายากโดยปริยาย เพราะที่ร้านก็จะไม่ค่อยสต๊อกยางแต่งในลักษณะนี้เอาไว้เท่าไหร่

ถึงแม้ข้อเสียของการแต่งล้อแม็กรถยนต์นั้นจะมีด้วยกันอยู่หลายข้อ แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว เพราะการเลือกขนาดของล้อแม็กที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้รถของคุณมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

แล้วข้อดีของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ล่ะ มีอะไรบ้าง?

ในวงการยานยนต์เริ่มมีการใช้ล้อขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากทางวิศวกรมีความต้องการที่จะเช็กรถให้มีความสามารถในการขับขี่มากขึ้น อีกทั้งต้องการเพิ่มความสวยงามโดดเด่นให้กับรถรุ่นใหม่ ๆ ให้มีความสะดุดตามากกว่า ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกันดีว่า การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์นั้นมีข้อดีด้วยกันหลายอย่าง ดังนี้

  • เพิ่มความสวยงามสะดุดตา

การเปลี่ยนล้อแม็กให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะช่วยให้ล้อดูเต็มซุ้ม ไม่มีพื้นที่ช่องว่างระหว่างซุ้มล้อกับยาง ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งยังสามารถบ่งบอกถึงคาแรกเตอร์ของเจ้าของรถ หรือให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับรถคันนั้นได้อีกด้วย ไม่ต่างจากการทำสีรถเลย

  • เพิ่มการเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าเมื่อแต่งล้อแม็กรถยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ขนาดยางที่มีหน้าสัมผัสเพิ่มมากขึ้น จะทำให้รถสามารถเกาะถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม เข้าโค้งได้ดีกว่าเก่า เพราะพื้นสัมผัสที่เพิ่มขึ้นในทั้ง 4 ล้อ รวมไปถึงแก้มยางที่เตี้ยลง จะช่วยลดการโยนตัวในระหว่างที่เข้าโค้งด้วยความเร็วนั่นเอง

  • เบรกดีกว่าเดิม

คุณจะได้ประสิทธิภาพของระบบเบรกที่ดีขึ้นกว่าเดิมซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการใช้ยางที่มีหน้าสัมผัสใหญ่ขึ้น เมื่อคุณเหยียบเบรก จะสามารถสั่งห้ามล้อหรือลดความเร็วได้ดีกว่าเก่า ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถทางไกล ที่ใช้ความเร็วสูงสม่ำเสมอในการเดินทาง

เมื่อคุณรู้แล้วว่าข้อดีและข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์เป็นอย่างไร เมื่อต้องการเลือกที่จะเปลี่ยนล้อ ก็อย่าลืมคำนึงถึงขนาดของล้อแม็กที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยและได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าการใช้ล้อและยางมาตรฐานที่มาจากโรงงาน โดยในส่วนของความสิ้นเปลืองอัตราการใช้น้ำมันที่มากขึ้นนั้น ก็จะเป็นรายจ่ายคงที่ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อย ๆ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาตามระยะทาง ก็จะโดนเป็นแบบครั้งคราวไป

และถ้าหากคุณอยากขับขี่และใช้รถใช้ถนนได้อย่างอุ่นใจ ก็อย่าลืมมองหาการคุ้มครองด้วยการซื้อประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ของคุณ ที่ Roojai.com เรามีประกันรถยนต์หลากหลายรูปแบบ รวมถึงประกันมอเตอร์ไซค์และบิ๊กไบค์สำหรับชาวไบค์เกอร์อีกด้วย เพียงกรอกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรถและผู้ขับขี่ สามารถเช็คเบี้ยประกันและความคุ้มครองของประกันแต่ละรูปแบบ พร้อมทั้งซื้อได้ภายใน 5 นาที พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษากับคุณ เพื่อเลือกแผนประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ๆ และเรื่องราวดีๆ ก็สามารถ Add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8

All-New-Honda-Vezel-2021

นับตั้งแต่ Honda Vezel (ฮอนด้า วีเซล) หรือที่รู้จักกันดีในไทย และในประเทศอื่นๆ ในชื่อ Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) เปิดตัวเป็นครั้งแรกในรหัสรุ่น GH เมื่อเดือนกันยายน 1998 ก่อนจะเปิดตัวสู่เจเนอเรชั่นที่ 2 รหัสรุ่น RU ด้วยชื่อ “Vezel” เมื่อเดือนธันวาคม 2013 พร้อมเปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 เป็นครั้งแรกในชื่อ Honda HR-V

All-New-Honda-Vezel-2021

บัดนี้ก็ได้เวลาของรุ่นใหม่ของโลก! Honda Vezel / HR-V เจเนอเรชั่นที่ 3 เปิดตัวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เตรียมขายในญี่ปุ่นเดือนเมษายนนี้ ยังคงความเป็นรถ Crossover แบบสปอร์ตคูเป้เช่นรุ่นที่แล้ว สร้างขึ้นบนพื้นฐานร่วมกันกับ Honda City และ Fit ใหม่

โดยมีให้เลือกด้วยกันทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซิน และขุมพลังไฮบริด e:HEV ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมกับนำเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ทั้งหลาย และ Tina Tamashiro มาร่วมแคมเปญโฆษณารถรุ่นนี้ในชื่อ “GOOD GROOVE_VEZEL”

All-New-Honda-Vezel-2021

ตัวรถภายนอก มาใน Design Language ของฮอนด้าแบบใหม่ ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ ที่ดูเรียบง่าย มีสีเดียวกับตัวรถ กับไฟหน้าทรงโฉบเฉี่ยว และยังคงเอกลักษณ์ของที่เปิดประตูบานหลัง ดูกลมกลืนไปกับตัวรถเช่นเดิม พร้อมฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ และเปิด-ปิด ประตูรถได้แบบง่ายๆ ด้วยระบบ Honda Digital Key ใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจได้

พร้อมชุดแต่งที่มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ 2 สไตล์ ได้แก่แบบ Urban Style และในแบบ Casual Style

All-New-Honda-Vezel-2021

ห้องโดยสาร ออกแบบภายใต้แนวคิด Human Machine Interface และความเป็น “Sleek & Long Cabin” เพิ่มความโปร่งโล่งภายในห้องโดยสารทุกที่นั่ง พร้อมความกลมกลืนกับวัสดุบุนุ่มของแผงคอนโซล และช่องแอร์ที่เสริมลูกเล่นด้วยปุ่มหมุนเปิด-ปิด ช่องลม

All-New-Honda-Vezel-2021

และอีกหนึ่งจุดเด่น อย่างหลังคากระจกพาโนรามิกแบบเปิดปิดได้ พร้อม Low-E Glass กระจกตัดความร้อนจากแสงอาทิตย์ ไฟเพดานแบบ LED ระบบสัมผัส

อีกทั้งยังมีระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT ทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่ลอยตัวเหนือแผงคอนโซล เสริมด้วยระบบ Automatic Map Update Service อัพเดทแผนที่อัตโนมัติได้

All-New-Honda-Vezel-2021

ขุมพลังของ มาพร้อมเครื่องยนต์ไฮบริด e:HEV ขนาด 1.5 ลิตร i-VTEC พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่เลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 แบบ นั่นคือ Normal, Sport และ Econ และยังมีรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ Real-time AWD ให้เลือกด้วย

All-New-Honda-Vezel-2021

สำหรับระบบความปลอดภัย ยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกันกับทุกรุ่นอย่าง Honda SENSING ที่มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC), ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้อง และเรดาร์พร้อมระบบช่วยเบรก Collision Mitigation Braking (CMBS), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ Lane Keeping Support System (LKAS) และระบบอ่านป้ายจราจร Sign Recognition Function เป็นต้น

All-New-Honda-Vezel-2021

Honda Vezel / HR-V 2021 ใหม่ มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น G (มีทั้งรุ่นขับหน้า และขับสี่), e:HEV X (มีทั้งรุ่นขับหน้า และขับสี่), e:HEV PLaY (มีเฉพาะรุ่นขับหน้า) และ e:HEV Z (มีทั้งรุ่นขับหน้า และขับสี่)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

LPG-CNG-Car-And-Insurance

ช่วงนี้คนที่ใช้รถหลายคนเริ่มรู้สึกกันได้แล้วว่า ราคาน้ำมัน ที่เคยร่วงไปในเมื่อช่วงโควิด-19 ระบาดอย่างมากจากความต้องการที่ลดลงฮวบฮาบ แต่ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดระลอกใหม่แบบนี้ ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย แต่กลับพุ่งสูงขึ้นจนคนใช้รถมากๆ ต่างเดือดร้อนกันเป็นแถว

เลยทำให้หลายเริ่มต้องหาทางออกกับพลังงานทางเลือก ด้วยการนำรถติดแก๊ส LPG มาใช้ หรือไปติดแก๊สรถยนต์แทน ทั้งแบบ LPG และแก๊ส CNG (หรือ NGV) ที่อาจจะได้รับความนิยมน้อยกว่ารถติดแก๊ส LPG แต่ถ้าคุณใช้รถวันละหลายสิบกิโลเมตร ก็ยังดูคุ้มค่ากว่าใช้น้ำมันเพียวๆ

แต่หลายคนก็ใช้งานรถกันอย่างเดียว ไม่ดูแลรักษา จนเกิดข่าวรถติดแก๊สไฟไหม้กันเป็นประจำ ทำให้หลายเริ่มวิตก เอารถไปทำประกันภัยดีกว่า

และคำถามที่ตามมาอยู่เสมอคือ รถติดแก๊ส LPG ทำประกันภัยได้หรือไม่ ต้องแจ้งบริษัทประกันภัยหรือเปล่า เบี้ยประกันเพิ่มไม่หรือไม่ MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังกัน …

LPG-CNG-Car-And-Insurance

1. ทำประกันภัยชั้นไหนดี?

ปกติแล้ว รถยนต์ติดแก๊ส LPG / CNG ทำประกันภัยได้เหมือนรถยนต์ทั่วไป ซึ่งถ้ารถคุณเพิ่งไปติดแก๊ส LPG หรือ CNG มา ก็ควรแจ้งทางบริษัทประกันภัยให้ทราบว่า ติดตั้งแก๊สรถยนต์เพิ่มเติม เพื่อที่ทางบริษัทฯ จะได้ให้ความครอบคลุมเพิ่มเติม

โดยปกติ ประกันภัยรถยนต์ที่นอกจากจะคุ้มครองทั้งกรณีรถชน สูญหาย และยังรวมถึงรถไฟไหม้ด้วย ได้แก่

– ประกันภัยชั้น 1
– ประกันชั้น 2
– ประกันชั้น 2+

หากใครที่กำลังคิดใช้รถติดแก๊ส LPG หรือ CNG หากทำประกันชั้น 3 หรือ3+ ไว้ จะไม่ได้รับการคุ้มครองเหตุไฟไหม้ทุกกรณี หากเกิดเหตุก็จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนนี้เอง เว้นเสียแต่ว่ารถคุณถูกคู่กรณีชนจนเกิดไฟไหม้ ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูก คุณสามารถเรียกเคลมจากบริษัทประกันของคู่กรณีได้

LPG-CNG-Car-And-Insurance

2. เบี้ยประกันภัย จ่ายเพิ่มหรือไม่

แน่นอนว่า คุณก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่ม เนื่องจากเป็นการติดตั้งดัดแปลงเพิ่มเติม บริษัทประกันภัยจึงต้องคิดในส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่รถคุณก็จะได้ทุนประกันรถเพิ่มขึ้นด้วย เวลาเกิดปัญหาก็สามารถเคลมประกันภัยได้

LPG-CNG-Car-And-Insurance

3. ตรวจสภาพแก๊สบ่อยๆ ปลอดภัยสุด

ถ้าคุณกำลังใช้รถติดแก๊ส LPG / CNG ในเวลานี้ แม้ว่าจะต้องถูกบังคับให้ตรวจสภาพแก๊สรถยนต์ ก่อนต่อภาษีรถยนต์ประจำปีทุกปีแล้ว แต่ก็อย่าลืมหาโอกาสตรวจระบบแก๊สรถยนต์ด้วยตัวเองสม่ำเสมอนะครับ

โดยตรวจดูตามข้อต่อหม้อต้มแก๊ส วาล์วแก๊ส ถังแก๊ส ท่อยางต่างๆ ดูว่ามีกลิ่นออกมาหรือเปล่า หรือใช้น้ำสบู่ หรือน้ำยาล้างจาน ลูบตามข้อต่อดูเบื้องต้น ว่ามีแก๊สรั่วซึมตามข้อต่อหรือไม่ ที่สำคัญ อย่าลืมเปลี่ยนกรองแก๊สหม้อต้มทุกๆ 20,000 กิโลเมตร พร้อมตรวจเช็กกล่อง ECU หลังติดตั้งแก๊สไปแล้วทุกๆ 5,000 – 10,000 กิโลเมตร

และเมื่อใช้รถจนถึงระยะ 40,000 – 60,000 กิโลเมตร ก็อย่าลืมไปตั้งวาล์ว และถังแก๊สอายุครบ 10 ปี ก็ต้องตรวจสภาพถังแก๊สด้วยครับ

ที่สำคัญ เมื่อติดตั้งแก๊ส LPG / CNG เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมแจ้งกรมการขนส่งทางบก เมื่อลงเล่มให้เรียบร้อยนะครับ เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Threadbare-Tires-From-Quality

สวัสดีครับ เพื่อนชาวไทร์บิดทุกท่าน กลับมาอีกครั้งมีช่วงนี้เพื่อนๆหลายท่านชอบทักมาถามว่า ทำไมยางรุ่นนี้ไม่ค่อยดี รุ่นโน้นไม่ค่อยดี ยางสึกแปลกๆเป็นลูกคลื่น สึกด้านในบ้าง ทำไมยางรุ่นเก่าที่เคยใช้ไม่เคยเป็นเลย หรือบางท่านโทษว่ายางเป็นยางเก่า ไม่ใช่มาตรฐานโรงงานรึเปล่า

ซึ่งคำถามต่างๆ เหล่านี้ เป็นคำถามทีจอร์จ อยากจะพยายามทำความเข้าใจกับเพื่อนๆทุกท่านว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้างต้นถามว่ามีโอกาสไหมก็ต้องบอกว่ามีบ้างแต่น้อยมากๆที่สาเหตุเกิดจากการผลิตที่ทำให้ยางสึกผิดปกติ เพราะฉะนั้นเรามาดูสาเหตุใหญ่ๆ กันดีกว่าว่า ยางที่สึกผิดปกตินั้นมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เพื่อให้เพื่อนๆ จะได้รู้เหตุผลที่แท้จริงและทำไปดูแลรถและยางของเพื่อนๆ ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ข้อแรกเลย เป็นเรื่องของการสึกร่องดอกยางด้านในหรือสึกร่องดอกยางด้านนอกโดยสึกเหมือนกันทั้งด้านซ้ายและขวาโดยจะพบเจออาการนี้ที่ยางคู่หน้าเป็นหลักอาจมีคู่หลังบ้าง ซึ่งอาการแบบนี้มีสาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของศูนย์ล้อ ซึ่งศูนย์ล้อนั้นจะสามารถตั้งได้สองแบบ ทั้งมุมโท กับ มุมแคมเบอร์ ซึ่งอาการที่เป็นข้อแรกนี้หลักๆ จะมาจากมุมโท ซึ่งมุมโทจะเป็นการที่หน้ายางนั้นกางออกมากเกินไป (เหมือนเป็ดเดินขาอ้าๆ) หรือ หุบมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ยางถูกใช้งานมากด้านใดด้านหนึ่งและสึกผิดปกติสึกร่องดอกยางในหรือนอกด้านเดียวซึ่งการตั้งศูนย์จะทำให้ศูนย์โทนั้นพอดีกับการใช้งานของรถนั้นๆ

แต่ว่าก็มีอีกสองอย่างที่อยากจะบอกเพื่อนไว้ก็คือ รถยุโรป อาทิ รถเบนซ์ และ บีเอ็ม ส่วนมากจะมีปัญหานี้และยากที่จะแก้ไขเพราะว่ามุมล้อของรถประเภทนี้จะถูกให้การใช้งานที่เกาะถนนมากกว่าปกติเล็กน้อยโดยการทำมุมองศาทำให้อาการกินยางด้านในนั้นแก้ไขลำบาก และ อีกอย่างที่อยากจะบอกก็คือ เวลาเปลี่ยนยางใหม่จริงๆ แล้วไม่ได้กระทบกับศูนย์ล้อเดิมครับบางทีศูนย์ล้อเราไม่ได้เพี้ยน พอไปเปลี่ยนยางใหม่แล้วตั้งศูนย์ใหม่กลับเพี้ยนทำให้อาการกินยางเกิดขึ้นได้ครับ

ส่วนอีกมุมหนึ่งที่เรียกว่ามุมแคมเบอร์ครับ วิ่งเป็นอาการที่ล้อนั้นแบะออกมาเกินไป ซึ่งจะทำให้ยางสึกด้านในทั้งล้อซ้ายและล้อขวาเหมือนกัน และ อาจจะส่งผลทำให้การขับขี่เอียงไปด้านในด้านหนึ่งได้ด้วย ซึ่งอาการตั้งศูนย์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ข้อที่สองคือ ช่วงล่างครับ โดยจะแบ่งเป็นสองประเภทหลักๆ ก็คือประเภทของการที่ทำให้ยางนั้นวิ่งไม่กลมตลอดเวลาซึ่งอาการนี้จะส่งผลให้ดอกยางนั้นสึกเป็นลูกคลื่น และ อีกแบบหนึ่งคือการที่ยางในเส้นนั้นถูกกดทับน้ำหนักมากกว่าปกติครับ โดยอาการสึกแบบนี้จะที่ล้อใดล้อหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เกิดเป็นคู่สะเท่าไหร่ (แต่มีโอกาสนะครับกรณีที่ช่วงล่างพังพร้อมกัน)

เรามาเริ่มที่อาการสึกที่เกิดเป็นลูกคลื่นและยางวิ่งไม่กลม ซึ่ง หลักๆแล้วอาการนี้จะมีลักษณะการสึกทั้งแบบทั้งหน้ายาง และ บริเวณไหล่ยางครับซึ่ง อาการจะเกิดจาก 1 โช้คอัพแตก หรือ ใช้งานไม่ได้ ซึ่งจะทำให้จังหวะในการซัพพอร์ตแรงกดทับนั้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ยางนั้นมีการกดทับไม่สม่ำเสมอเช่นกัน และจะทำให้บางตำแหน่งถูกกดทับเยอะบางจุดกดทับน้อย พอเป็นทั้งรอบวงก็จะทำให้เกิดการสึกเป็นลูกคลื่นได้ โดยการสึกแบบนี้จะสึกแบบเต็มหน้ายาง รวมถึงหากลูกปืนเสียหายก็ส่งผลให้เกิดเป็นอาการลูกคลื่นได้เช่นกันเพราะว่ายางไม่สามารถหมุนได้กลมอย่างเต็มที่ และก็ส่วนสุดท้ายก็อาจจะเกิดจากเรื่องการถ่วงล้อหากถ่วงล้อได้ไม่ดีเกิดการไม่สมดุลของยาง เมื่อใช้งานไปนานๆอาจจะทำให้เกิดการสึกรอบวงที่ไม่เท่ากันโดยจะสึกแบบไม่เท่ากัน และ แต่ละตำแหน่งก็ไม่แน่ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ประเภทการถูกกดทับซึ่ง อาการหลักๆ จะเกิดจากช่วงล่างของปลีกนกที่ชำรุดและเสียหายครับ ซึ่งอาการเมื่อปีกนกเสียหายยางด้านในจะถูกกดทับมากกว่าปกติจะทำให้ร่องยางด้านในนั้นสึกมากกว่าปกติ อาจจะเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งและถ้าประกอบกับช่วงล่างอื่นๆ อาจจะทำให้ร่องดอกยางด้านในมีอาการสึกและ สึกเป็นลูกคลื่นด้วย

ก็จะเป็นอาการสึกผิดปกติของยางที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องของยางเลย แต่เป็นเรื่องของช่วงล่างและการดูแลศูนย์รถ ซึ่งอาการช่วงล่างจริงๆแล้วถ้าเรามีการหมั่นตรวจเช็คหรือคอยสังเกตอาการของรถก็จะทำให้ไม่ผลเสียหายต่อยางของเราครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องยางสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ที่ Line Official : @tiresbid หรือเข้าอ่านบทความยางรถยนต์ฟรี มีบทความมากมายเกี่ยวกับยางที่ให้เพื่อนๆ อ่านครับ หรือช้อปเปรียบเทียบราคายางออนไลน์ใหม่คลิกเลย www.tiresbid.com ที่เดียวจบ กว่า 10 ยี่ห้อยางชั้นนำครับผม

10-Cheapest-SUV-PPV-Crossover-In-Thailand-2021

ถ้าจะให้พูดถึง “รถ SUV” (Sport Utility Vehicle) แล้ว ในบ้านเราก็มีอยู่หลากหลายประเภท เริ่มต้นตั้งแต่แบบ Crossover ซึ่งมาจากคำว่า Crossover Utility Vehicle ซึ่งเป็นรถที่ประกอบเป็นชิ้นเดียวกันทั้งคัน ดูคล้ายกับรถเก๋งยกสูง รูปร่างหน้าตาสวย เน้นความอเนกประสงค์ ตัวรถไม่ใหญ่มากนัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก หรืออาจจะลุยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับแบบ SUV แท้ๆ

สำหรับรถ SUV นั้น ก็ยังมีอีก 2 แบบหลักๆ ได้แก่ SUV แบบที่มีลักษณะเดียวกันกับรถแนว Crossover แต่มีขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่า ดูลุยกว่า มีที่นั่งทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

และรถ SUV ที่มีพื้นฐานตัวรถเป็นแชสซีส์ แบบเดียวกับรถกระบะ หรือที่บ้านเรามักเรียกกันว่า “รถ PPV” หรือ Pick-up Passenger Vehicle แต่ปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น ด้วยการใช้คอยล์สปริง ตัวรถมีขนาดใหญ่ นั่งได้ 7 ที่นั่ง สามารถวิ่งในเมือง หรือลุยในทางฝุ่น เข้าป่าฝ่าดงได้

ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงรถอเนกประสงค์ ใช้งานได้หลากหลาย ขับไปทำงาน ไปพักผ่อนหย่อนใจกันได้ทั้งครอบครัว ฝนตกก็พอลุยน้ำท่วมได้ หรือเข้าทางลูกรังก็พอลุยได้ มีให้เลือกกันทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งยังแบ่งออกไปได้อีกเป็นแบบ Part-Time หรือแบบ Full-Time เป็นต้น

CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ SUV – PPV และ Crossover ราคาถูกสุดในไทย ประจำปี 2021 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

New-MG-ZS-2020

1. MG ZS 1.5 C ราคา 689,000 บาท

MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) เป็นรถที่พวกลื้ออาจจะถามว่า กี่ล้านนนนน แต่ตอนพวกลื้อจะขาย ก็อาจจะถามว่า เหลือกี่แสนนนนน …..

โดย MG ZS จัดเป็นรถในระดับ B-SUV รุ่นไมเนอรเชนจ์ล่าสุด ตามประสารถใหม่ 2020 เอาใจคนรุ่นใหม่ด้วยความเป็น Smart SUV ที่ชูจุดเด่นอย่างระบบ i-Smart ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย และยังดูสถานะและสั่งงานระบบต่างๆ ของตัวรถผ่านแอพพลิเคชั่น MG iSMART บนโทรศัพท์มือถือ ได้อีกทั้งยังตั้งราคาในแบบที่ว่า “จับต้องได้” จนหลายต่อหลายคนต้องลองซื้อไปใช้กัน ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง หรูหรา ใช้งานได้อเนกประสงค์

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดียวกับที่ใช้ใน MG3 และ MG5 แต่ปรับแรงม้าให้มากขึ้นมาเป็น 114 แรงม้า พร้อมกับปรับปรุงชิ้นส่วนภายใน และช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension ส่งกำลังผ่านระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT ใหม่

Honda-BR-V-2019

2. Honda BR-V 1.5 V ราคา 765,000 บาท

Honda BR-V (ฮอนด้า บีอาร์วี) เป็นรถแนว Active Sport Crossover เพิ่งปรับโฉมไปหมาดๆ เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่และไฟ LED สำหรับวิ่งกลางวัน, ไฟตัดหมอกใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว แถมยังสีภายนอกเพิ่มสีใหม่ แดงมุก Passion Red

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร แบบเดียวกับใน Honda City ให้แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT โดยทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams พร้อมรองรับน้ำมัน E20 และ E85

Mazda-CX-3-2021-Collection

3. Mazda CX-3 2.0 Base 2021 Collection ราคา 769,000 บาท

Mazda CX-3 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-3)

ฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์โฉมใหม่ 2021 Collection ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถอเนกประสงค์ Compact SUV โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ตัวรถดูเรียบหรู ภายใต้ Concept “Less is More”

ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเข้าไปจนล้นคัน อาทิ ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ กล้องมองหลังไฟ รองรับระบบ Apple CarPlay แบบไร้สาย และระบบ Android Auto ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button) เป็นต้น

มาพร้อมขุมพลังเบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว SkyActiv-G ให้แรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ให้กำลังเครื่องยนต์มากที่สุดและประหยัดน้ำมันมากที่สุดถึง 16.4 กม./ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

Nissan-Kicks-e-Power-Motor-Expo-2020

4. Nissan Kicks e-POWER S ราคา 889,000 บาท

Nissan Kicks e-POWER (นิสสัน คิกส์) เป็นรถครอสโอเวอร์ไฮบริด ที่มาพร้อมจุดเด่นอย่างการใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน และจ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับเคลื่อนรถยนต์อีกที ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) แต่ไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เหมาะกับการขับรถทางไกล

ขุมพลังหลักคือเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร ขนาด 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 79 แรงม้า ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปยังแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

จากนั้นจึงป้อนพลังไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC Synchronous Motor รหัส EM57 เป็นลูกเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Leaf ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (95 กิโลวัตต์) หากรวมพลังทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จะให้แรงม้าสูงถึง 129 แรงม้า

New-MG-HS-2019

5. MG HS 1.5 T 2WD C ราคา 919,000 บาท

New MG HS (เอ็มจี เอชเอส) รถยนต์ SUV รุ่นล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “Elegance” นิยามของ SUV ที่เหนือระดับ ดีไซน์ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด  250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบ/นาที โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85

Honda-HR-V-2019

6. Honda HR-V E ราคา 949,000 บาท

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) จัดว่าเป็นรถ Crossover ที่ขายดีมากเมื่อหลายปีก่อน ช่วงตั้งแต่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2556 กวาดยอดขายไปกว่า 83,000 คัน (ยอดขายถึงเดือนมิถุนายน 2562) ด้วยตัวรถที่โดดเด่น ภายในห้องโดยสารอเนกประสงค์ โดนเด่นด้วยออพชั่นต่างๆ เช่น เบรกมือไฟฟ้า หรือระบบ Honda LaneWatch และเบาะหลังปรับพับได้ 3 รูปแบบ Long Mode, Tall Mode และ Utility Mode

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 141 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams และยังรองรับน้ำมัน E85 อีกด้วย

Mazda-CX-30-2020

7. Mazda CX-30 2.0 C ราคา 979,000 บาท

Mazda CX-30 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-30) เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ออกแบบภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion เป็นรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Mazda3 เพิ่มทางเลือกระหว่างรุ่น CX-3 และ CX-5 โดย CX-30 ยังเป็นรถที่ได้รางวัล 1 ใน 3 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกปี 2020 มั่นใจได้ทั้งคุณภาพและการชับขี่ ภายในนั่งกันได้ 4 คนสบายๆ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลาง หรือชอบที่ชื่นชอบรถ SUV แนวสปอร์ต

มาพร้อมขุมพลังเบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว SkyActiv-G ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.4 กม./ลิตร และสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้

Toyota-Corolla-Cross-2020

8. Toyota Corolla Cross 1.8 Sport ราคา 989,000 บาท

Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) นับได้ว่าเป็นรถ SUV Crossover ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ความกะทัดรัดที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย” (Compact yet Comfortable) และ “ความล้ำสมัยที่สะท้อนตัวตนของความภูมิฐานสำหรับชีวิตในเมือง” (Dignity Urban Vogue)

ตัวรถภายนอกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว หรูหราแข็งแกร่ง มาพร้อมหลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ราวหลังคา ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ส่วนห้องโดยสารภายในใช้โทนสีแดงใหม่ Terra Rossa มีจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) ขนาด 7 นิ้ว เบาะคนขับปรับไฟฟ้า ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone พนักพิงด้านหลังปรับเอนได้ 6 องศา พนักวางแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ ช่องระบายอากาศและช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมประตูท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติ ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเซนเซอร์เปิด-ปิดประตูท้ายแบบ Kick Activated และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)

เครื่องยนต์ เริ่มต้นด้วยรุ่นเบนซินรหัส 2ZR-FBE ขนาด 1.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร (18.05 กก.-ม.) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด CVT-i พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร

ส่วนรุ่น Hybrid มากับชุดระบบไฮบริดเจเนอเรชั่น 4 ที่พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE 98 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัส แม่เหล็กถาวร 53 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่แพคชนิด Ni-MH (นิคเกิล-เมทัล ไฮไดรด์) แบบใหม่ ให้กำลังรวมทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อม Shift Lock และเลือกโหมดในการขับเลือกได้ระหว่าง EV, Sport และ Eco อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 23.3 กม./ลิตร

Subaru-Forester-2019

9. Subaru Forester 2.0 i-L AWD ราคา 1,030,000 บาท

Subaru Forester (ซูบารุ ฟอเรสเตอร์) จัดเป็นรถ SUV ที่ประกอบในไทยแล้ว มีราคาเริ่มต้นเร้าใจมากๆ ใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด นั่นคือ Subaru Global Platform เพิ่มการดูดซับแรงกระแทกมากขึ้นถึง 40% ลดการสั่นโคลงได้มากขึ้น 50% อีกทั้งตัวรถ ยังมีหน้าตาที่ดูทะมัดทะแมง บึกบึนขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ห้องโดยสารสไตล์รถครอบครัว นั่งสบายทั้ง 5 ที่นั่ง ส่วนในรุ่น Top สุด ยังมีระบบ Eyesight กล้องคู่ ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ Boxer DOHC 16 วาล์ว Di 156 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic แบบแปรผันอัตราทดต่อเนื่อง CVT 7 สปีด บนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD Symmetrical All-Wheel Drive

Toyota-C-HR-2019

10. Toyota C-HR HV MID ราคา 1,069,000 บาท

Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) ชื่อรุ่น C-HR นั้นย่อมาจากคำว่า Coupe High Rider จัดเป็นรถประเภท Compact SUV เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 กับดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด บนโครงสร้าง TNGA (Toyota Global New Architecture) และปลอดภัยสูงสุดกับ Toyota Safety Sense

มีเครื่องยนต์ ช่วงก่อนหน้านี้มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร 140 แรงม้า แต่ตอนนี้เลิกผลิตไปแล้ว

เหลือเพียงแต่ในรุ่น Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังขับรวมมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ที่พัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากๆ และพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริด รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง

อันนี้แถมให้ …

All-New-Isuzu-MU-X-2020

10. Isuzu MU-X 4X2 1.9 Ddi Active A/T ราคา 1,109,000 บาท

“All-New Isuzu MU-X (ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์)” ใหม่ เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2563 ยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นใหม่หมดระดับ Masterpiece ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ…เหนือทุกความสำเร็จ (Originality Redefined)” พลิกโฉมใหม่ทั้งภายนอกจรดภายใน ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา สะดวกสบาย ประณีตในทุกรายละเอียด

ตัวรถภายนอก หรู ล้ำสไตล์ สง่างาม โฉบเฉี่ยวเร้าอารมณ์ ภายใต้แนวคิด Emotional & Solid ผสานความหนักแน่นและพลิ้วไหวเข้าไว้ด้วยกันตลอดทั้งคัน ส่วนภายในกว้างขวาง โอ่อ่า ด้วยแนวคิดการออกแบบ Fine, Rich & Impressive Craftsmanship ด้วยวิธีการออกแบบ Integrated Cockpit คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง จัดวางเรียบหรู

มีให้เลือกครบครันด้วยสไตล์ที่หลากหลายรวม 4 รุ่น ได้แก่ Ultimate, Elegant, Luxury และ Active เครื่องยนต์ 3.0 Ddi Blue Power 190 แรงม้า และ 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 150 แรงม้า พร้อมทางเลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ พร้อมระบบขับเคลื่อน Rough Terrain Mode ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทำงานได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L

MR.CARRO หวังว่า 10 อันดับ รถ SUV – PPV และ Crossover ถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี!

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถ ต้อง CARRO! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : *ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

**การจัดอันดับ หากเป็นรถ SUV รุ่นที่มีราคาเท่ากันในหลายยี่ห้อนั้น ทางเราจะจัดอันดับเรียงตามการเปิดตัวโฉมใหม่ล่าสุด หรือการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุด ขึ้นเป็นอันดับแรก

Toyota-Hiace-Commuter-G5

ทุกวันนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “รถตู้” ล้วนมีความสำคัญอย่างมากในวิถีชีวิตของผู้คน และในการดำเนินธุรกิจต่างๆ อาทิ รถขนเงิน, รถไปรษณีย์, รถตู้รับส่งผู้โดยสาร, รับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม, รถรับ-ส่งสนามบิน และรถให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งการใช้ในหน่วยงานต่างๆ ของภาคเอกชนและภาคราชการ เป็นต้น

กระแสความนิยมของผู้บริโภค นับตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน Toyota (โตโยต้า) ยึดส่วนแบ่งตลาดรถตู้ไปแทบจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จ! ค่ายอื่นพอได้ไปนิดๆ หน่อยๆ

แม้ว่าตลาดนี้ จะเป็นแบบน้ำซึมบ่อทราย คือไม่ต้องโปรโมทอะไรมาก ก็ขายได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะเป็นรถเชิงพาณิชย์ มีความต้องการรถตู้ใหม่ หรือรถตู้มือสองกันอยู่ตลอด ซึ่งคุณอาจจะสังเกตได้เวลาออกไปข้างนอก จะเจอแต่รถตู้โตโยต้าแทบทั้งนั้น

MR.CARRO ขอพาท่านมารู้จักกับประวัติรถตู้มือสองสุดฮิตอีกรุ่นหนึ่งในเมืองไทย นั่นคือ Toyota Hiace & Toyota Commuter (H200) (โตโยต้า ไฮเอช / โตโยต้า คอมมิวเตอร์) ในโฉมเจเนอเรชั่นที่ 5 นั่นเองครับ

Toyota-Hiace-Commuter-JDM-2004

Toyota Hiace และ Hiace Commuter เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอซ) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) จัดเป็นรถตู้รุ่นยอดนิยมในบ้านเราที่สุด และในโลกก็ว่าได้ ซึ่งรถตู้โตโยต้าที่เราจะคุยกันในวันนี้ เป็นรถที่เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2004 แบ่งออกได้เป็นรุ่น Hiace, Hiace Wagon, Hiace Commuter และ RegiusAce ด้วยตัวถังพลิกโฉมใหม่ทุกมิติ

ในรุ่น Hiace ชูจุดเด่นอย่างห้องโดยสารภายใน ยาวสุดถึง 3 เมตร! และในรุ่น Hiace Commuter ยาวถึง 3.540 เมตร เหนือกว่ารถตู้ในคลาสเดียวกัน!

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ก่อนจะนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ด้วยรูปแบบของรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จากประเทศญี่ปุ่น และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยมากๆ

แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ด้วย

กัน 4 แบบ ได้แก่ Hiace ECO ตู้ทึบ, Hiace ECO, Hiace GL และ Commuter หลังคาสูง

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ในรุ่น Hiace มิติตัวรถยาว 4,695 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,980 มม. ระยะฐานล้อ 2,570 มม. ความกว้างช่วงล้อ หน้า / หลัง 1,470 / 1,465 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.0 เมตร

ส่วนในรุ่น Commuter มิติตัวรถยาว 5,380 มม. กว้าง 1,880 มม. สูง 2,285 มม. ระยะฐานล้อ 3,110 มม. ความกว้างช่วงล้อ หน้า / หลัง 1,470 / 1,460 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 6.2 เมตร

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ห้องโดยสารภายใน Toyota Hiace

ห้องโดยสารภายใน ชูจุดเด่นด้วยความกว้างสบาย ใหญ่กว่ารุ่นเดิม โดยเฉพาะในรุ่น Commuter มีที่นั่งมากถึง 16 ที่นั่ง! พร้อมช่องทางเดินกว้างพิเศษ (Super Walk Through), คันเกียร์แบบ I/P Shift และระบบปรับอากาศแบบ Spot Type ด้านหลัง ที่ติดตั้งมาจากโรงงาน รวมถึงเบาะแถวสุดท้าย สามารถพับขึ้นได้

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ห้องโดยสารภายใน Toyota Commuter

ในรุ่น Hiace มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV D4-D Commonrail แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที

ส่วนรุ่น Commuter ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV (I/C) D4-D Commonrail แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน รหัสตัวถัง (TRH223) ขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 151 แรงม้า ที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที สำหรับลูกค้า Fleet สั่งซื้อเป็นพิเศษเท่านั้น

ช่วงปลายปี 2549 Toyota ปรับปรุง Commuter ด้วยการเพิ่มกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และเข็มขัดนิรภัยในทุกที่นั่ง

ต่อมาจึงย้ายฐานการผลิตของ Toyota Hiace ไปที่มาเลเซียเพิ่มเติม

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2010

ต่อมาในวันที่ 17 กันยายน 2553 Toyota ได้แนะนำรถตู้ยอดนิยม Hiace และ Commuter รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศไทย ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 70,990 คัน (ตั้งแต่ปี 2548 – สิงหาคม 2553) และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสะสมกว่า 81% (ในเวลานั้น)

โดยปรับปรุงหน้าตาใหม่ ทั้งกระจังหน้า กันชนหน้า ไฟหน้า ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ (เฉพาะในรุ่น Commuter) และห้องโดยสารภายใน เบาะโดยสารสีใหม่ ในราคา 866,000 – 1,128,000 บาท

ในเดือนมกราคม 2556 Toyota Hiace และ Commuter เริ่มเปิดสายการผลิตในประเทศไทย ที่โรงงาน TAW (Toyota Auto Works) ด้วยงบลงทุนที่มากถึง 1,500 ล้านบาท

Toyota-Commuter-TH-2013

เดือนตุลาคม 2556 ในรุ่น Commuter ปรับปรุงใหม่ด้วยการเพิ่มถุงลมนิรภัยคู่หน้า กับระบบเบรก ABS

พร้อมปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ มาเป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV (I/C) แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200 – 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในราคา 1,193,000 บาท

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2014

ในวันที่ 21 มกราคม 2557 Toyota ได้ปรับปรุง โตโยต้า ไฮเอซ (KDH201) และ คอมมิวเตอร์หลังคาสูง (KDH223) ด้วยการเพิ่มระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ปรับปรุงหน้าตา กระจังหน้าใหม่ กันชนหน้าใหม่ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟท้ายปรับตำแหน่งของไฟเลี้ยว และไฟถอย พร้อมล้อมรอบด้วยกรอบโครเมี่ยม

ส่วนห้องโดยสารภายใน ให้มาตรวัดดีไซน์ใหม่ พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MID) และพวงมาลัย 4 ก้านแบบใหม่ พร้อมตัดรุ่นย่อย Hiace ECO ออกไป ในราคา 939,000 – 1,244,000 บาท

แล้วก็ขายกันไปแบบเงียบๆ ก่อนที่ Toyota Hiace / Commuter เจเนอเรชั่นที่ 6 จะมาแทนที่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 แต่ในส่วนของเวอร์ชั่นญี่ปุ่น Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 5 ก็ยังขายกันอยู่ต่อไป ใครคิดถึง ดูได้ที่ Link นี้ —> https://toyota.jp/hiacevan/

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถตู้มือสองรุ่นยอดนิยมที่สุดในตลาดเวลานี้ ใช้งานได้หลากหลายประเภท ดูแลง่าย ซ่อมง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

การใช้งานโดยมากแล้วมักจะนำไปตกแต่งเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนเบาะเป็นเบาะ VIP ติดตั้งชุด Home Theater ชุดเครื่องเสียงเพิ่ม หรือปรับช่วงล่าง เป็นคอยล์สปริง เพื่อความสะดวกสบายและความบันเทิงของผู้โดยสารได้ ทำมาหากินสะดวก ของเล่นของแต่งเยอะมาก แต่การใช้งาน อาจจะหาที่จอดรถ หรือเข้าห้างยากหน่อย เพราะรถใหญ่!

ในรุ่น 3.0 ลิตร จะให้อัตราเร่งที่ค่อนข้างดีกว่าในรุ่น 2.5 ลิตร ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นตัดที่ 160 กม./ชม.

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ถ้าจะซื้อต้องหารถคันนี้สภาพไม่ช้ำมาก เครื่องยนต์ยังกำลังดี เกียร์ยังใช้งานได้ปกติ เนื่องจากรถตู้ มักเป็นรถที่ใช้งานค่อนข้างหนัก วิ่งเยอะ แต่ข้อดีของรุ่นนี้อย่างที่บอกไว้ คือตัวรถซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ เตรียมเงินเก็บไว้ดูแลรถปีละ 10,000 – 20,000 บาทก็พอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 200,000 – 900,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถตู้มือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรืออยากหารถตู้โตโยต้ามือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถตู้ เปลี่ยนรถตู้คันใหม่ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถตู้คันเดิมอยู่ CARRO เรารับซื้อรถตู้ของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถตู้ก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถตู้ของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก