Tesla-Quarterly-Vehicle-Production-Deliveries

แม้ว่าไวรัสโควิด-19 (COVID-19) จะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเหล่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ที่ต้องหยุดการผลิตรถชั่วคราวไปกันเป็นแถวๆ แม้แต่ตัวบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังอย่าง Tesla (เทสลา) ก็โดนไปด้วยเช่นกัน แม้ว่า Tesla จะเคยเผชิญกับการขาดทุนรัวๆ ของบริษัท ไปเมื่อปีก่อนๆ มูลค่านับหลายร้อยล้านดอลล่าร์แล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่ารับได้สบายๆ

Tesla-Factory

แต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา Tesla ได้ประกาศว่าในไตรมาสแรกของปี 2020 ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2020 ทาง Tesla สามารถผลิตรถยนต์ได้มากถึง! 102,672 คัน นับว่าเป็นไตรมาสแรกที่ดีที่สุดของบริษัท นับตั้งแต่การก่อตั้งแบรนด์มาเลยทีเดียว

โดยทาง Tesla ส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า พร้อมกับโอนรถและเอกสารทั้งหมดได้ 88,400 คัน ซึ่งตามจริงแล้วยอดการส่งมอบสุดท้ายอาจจะสูงกว่านั้น แต่เผอิญทาง Tesla ก็ต้องเผชิญเจ้าโควิด-19 เฉกเช่นเดียวกับค่ายรถอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยโรงงานของ Tesla ที่ฟรีมอนต์ แคลิฟอร์เนีย และเซี่ยงไฮ้ ต้องชะลอการผลิต และใช้โรงงาน Gigafactory ในนิวยอร์ก เป็นที่ผลิตเครื่องช่วยหายใจไปก่อน

Tesla-Factory

ทาง Tesla ให้ข้อมูลว่ารถยนต์ Tesla Model S/X ผลิตได้ 15,390 คัน ส่งมอบให้ลูกค้าแล้ว 12,200 คัน และในส่วนของรถยนต์ Tesla Model 3/Y ที่เพิ่งเริ่มผลิตในเดือนมกราคม และส่งมอบในเดือนมีนาคม ผลิตได้ 87,282 คัน ส่งมอบแล้ว 76,200 คัน

เมื่อเทียบกับตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ของ Tesla เมื่อปี 2019 นั้นอยู่ที่ 367,500 คัน เติบโตขึ้น 50% (จากปี 2018) และหากดูจากยอดการผลิตในปี 2020 นี้ ก็คาดเดาได้ว่าอาจจะสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ถ้าไม่เจอเจ้าโควิด-19 มาอยู่ยาว คอยขัดขาเอาซะก่อน!

แหล่งที่มาจาก:

Carro-Wholesale-Application

ในยุคที่การประมูลรถ การซื้อขายรถ เป็นเรื่องที่ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วสำหรับโลกออกไลน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ซื้อรถขายรถ และประมูลรถได้ จะซื้อรถในภูมิภาคก็ได้ และก็ยังได้ราคาดีอีกด้วย ยิ่งในยุคที่ COVID-19 กำลังระบาด การออกไปข้างนอกย่อมไม่สะดวกอยู่แล้ว สู้อยู่บ้านประมูลรถออนไลน์ดีกว่า ไม่ต้องไปถึงงานประมูลรถ ปลอดภัยกว่ากันเยอะ

สำหรับทาง CARRO สตาร์ทอัพรถมือสองชื่อดังจากสิงคโปร์ เริ่มรุกตลาด B2B (หรือ Business-to-Business) อย่างจริงจัง มีความยินดีที่จะแนะนำให้รู้จักกับ Application “CARRO Wholesale” ซึ่งจะช่วยให้การซื้อขายรถ และประมูลรถของคุณง่ายขึ้น และยังมีจำนวนผู้ซื้อ-ขาย มากกว่า 5,000 รายในไทยอีกด้วย

แต่หลายคนยังมีคำถาม ว่าขั้นตอนการใช้งานยุ่งยากหรือไม่? การประมูลเป็นแบบไหน ดาวน์โหลด App อย่างไร ถ้าใครอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ MR.CARRO จะอธิบายให้ฟัง …

Carro-Agent-Rewards

CARRO Wholesale คืออะไร?

CARRO Wholesale เป็น Application :ขายรถมือสอง ประมูลรถมือสอง มาพร้อมจุดเด่น ที่ช่วยให้การซื้อ-ขาย รถ ครั้งละมากๆ ของคุณ (เช่น บริษัทของคุณ มีรถยนต์ใช้งานในรูปแบบ Fleet คือ มีหลายคัน หรือจำนวนหลายสิบคัน และต้องการขายรถชุดเดิมทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนรถใหม่ยกล็อต)

คุณสามารถลงขายรถผ่าน Application CARRO Wholesale ได้เลย เรียกได้ว่าเป็นแอปพลิเคชัน ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสองแห่งแรกในของไทย ที่ครบวงจรที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ โดยเราจะเรียกผู้ขายว่า “Agent” และผู้ซื้อคือ “Dealer” สามารถซื้อ-ขายรถ หรือประมูลรถข้ามจังหวัด หรือข้ามภาคได้อีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจ อยากจะมาสมัครเป็นเอเจ้นท์กับเรา ทาง CARRO ก็มีวิธีการสมัครง่ายๆ พร้อมใช้งานได้เลย ตามรายละเอียดดังด้านล่าง …

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

1. เมื่อเปิดตัว Application ขึ้นมาแล้ว ให้เข้าสู่ระบบ ด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของคุณ จากนั้นระบบจะส่งหมายเลข OTP ไปให้ทาง SMS (กรณีไม่ได้รับรหัส สามารถกด “ฉันยังไม่ได้รับรหัส”)

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

2. เมื่อเข้าสู่หน้าหลักได้แล้ว ให้กด “สมัครเป็นเซลส์ / นายหน้าขายรถ” พร้อมกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน (*กรณีที่พนักงาน CARRO แนะนำ สามารถขอหมายเลขผู้แนะนำได้จากพนักงานได้โดยตรง)

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

3. อย่าลืมข้อมูลสำคัญ เช่น รถมีประกันภัย มี พรบ. หรือไม่ หรือติดไฟแนนซ์หรือไม่ ถ้าติดไฟแนนซือยู่ ควรระบุว่าเหลืออีกกี่งวด จำนวนเงินเท่าไหร่ สามารถระบุได้ที่ “คำอธิบายเพิ่มเติม” (โปรดอย่าใส่ข้อมูลการติดต่อส่วนตัวของผู้ขาย เพื่อป้องกันการติดต่อซ้ำซ้อน และความไม่โปร่งใสในการซื้อ-ขาย)

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

4. อย่าลืมใส่ราคาที่ต้องการในช่องตั้งราคา เพื่อให้รถที่ลงขายน่าสนใจมากขึ้น เมื่อลงข้อมูลครบถ้วนแล้ว สามารถกด สร้างรายการประมูล ได้

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

5. Upload ภาพรถในมุมต่างๆ รวมถึงหน้าปัดเลขไมล์ และเอกสารเล่มทะเบียนรถ จากนั้น กด บันทึก & ออก เป็นการจบการลงขาย

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

5. สำหรับรอบการประมูลรถ เรามีทุกวัน วันละ 4 รอบ เวลาดำเนินการตามนี้

  1. 10.00 – 11.00 น.
  2. 13.00 – 14.00 น.
  3. 15.00 – 16.00 น.
  4. 17.00 – 18.00 น.

How-To-Use-Carro-Wholesale-Agent

6. ถ้าหากรถคุณมีผู้เสนอราคาให้สูงสุด ระบบก็จะทำการนัดให้เจอรถกัน สามารถปิดการซื้อ-ขาย ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

และสำหรับใครที่สนใจอยากสมัยเป็นดีลเลอร์กับเรา อยากซื้อรถ ประมูลรถกับเรา อ่านรายละเอียดด้านล่างนี้ได้เลย …

วิธีการสมัครเป็นผู้ซื้อรถ หรือประมูลรถกับทาง CARRO Wholesale

Carro-Dealer-Apply

เริ่มแรก ให้ดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” จากใน iOS หรือใน Google Play ก่อน

หากท่านใดยังไม่มี App นี้ สามารถดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” จากใน iOS และ Android สามารถคลิก Download ที่ Link นี้ได้เลย Link นี้เลย —> icon_ios icon_android

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

1. เมื่อเปิด Application ขึ้นมาแล้ว ให้เข้าสู่ระบบ ด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของคุณ จากนั้นระบบจะส่งหมายเลข OTP ไปให้ทาง SMS (กรณีไม่ได้รับรหัส สามารถกด “ฉันยังไม่ได้รับรหัส”)

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

2. เข้าสู่หน้าหลักได้แล้ว ให้กด “สมัครเป็นดีลเลอร์” พร้อมกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

3 .เมื่อทำตามขั้นตอนด้านบนเรียบร้อยแล้ว คุณจะได้สถานะเป็นดีลเลอร์ ซึ่งมีสิทธิ์ในการเสนอราคารถได้ โดยสามารถเข้าไปเลือกรถคันที่คุณสนใจได้

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

4. โดยคุณอาจจะตรวจสอบความต้องการต่างๆ เช่น ยี่ห้อ รุ่น สี ปีรถ เลขไมล์ ออพชั่นต่างๆ เบื้องต้นดูก่อนได้ และถ้าคุณเกิดอยากได้รถคันนี้ ก็สามารถกดปุ่ม “เสนอราคา” ได้เลย

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

5. สำหรับค่าดำเนินการตามราคาของรถต่อคัน สามารถดูได้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

กรณีคุณสามารถประมูลรถได้ในราคาสูงสุด คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าภาษีต่างๆ, ค่าจดทะเบียนรถใหม่ (กรณีรถคันนั้นแจ้งจอด หรือทะเบียนถูกระงับไว้) และเงินเพิ่มภาษีนิติบุคคล และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนรถ หรือโอนรถให้ผู้อื่น

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

กด “ยืนยัน” เมื่อต้องการเสนอราคา และเมื่อหมดเวลา ระบบจะประกาศ ผู้เสนอราคาได้-ผู้เสนอราคาไม่ได้ กับคุณในรถคันที่คุณได้ประมูลไป

วิธีการใช้งาน CARRO Wholesale

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

1. ในหน้าหลัก จะมีการแนะนำรายละเอียดต่างๆ ว่ามีรถคันไหนเข้ามาใหม่บ้าง ซึ่งคุณสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดรถรุ่นต่างๆ ที่มีในคลังรถเวลานั้นได้

How-To-Use-Carro-Wholesale-Application

2. ระบบการเสนอราคา ถ้าเป็นระบบเปิด รถจะโชว์ราคาที่มีผู้เสนอสูงสุด แต่ถ้าเป็นระบบปิด จะได้แสดงราคาที่เสนอ

สำหรับระบบแจ้งเตือนนั้น จะขึ้นในกรณีของการยืนยันตัวตน, แสดงผลการประมูลแพ้-ชนะ หรือจะเป็นการติดตามการเสนอราคาแบบ Real-Time และประวัติรถที่คุณเคยเสนอราคาไปแล้ว เป็นต้น

โดย Application CARRO Wholesale นี้ สามารถตรวจสอบการทำงานได้ทุกขั้นตอน อาทิ ราคาสูงสุด-ต่ำสุด จำนวนการบิด หรือการประมูล และจำนวนดีลเลอร์ที่เข้ามาดูรถ หรือประมูลรถ เป็นต้น

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carropartner —> เพิ่มเพื่อน

Toyota-Celica-ST202-ST205

ย้อนกลับไปในยุคที่ อานันท์ ปันยารชุน เป็น นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป และภาษีชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2534 ซึ่งทำให้ราคาของรถยนต์ในประเทศ และรถยนต์นำเข้าก็ได้ปรับลดลงมามากพอสมควร ก่อให้เกิดการแข่งขันกันในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยอย่างมาก

ทีนี้ล่ะ หลังจากที่บ้านเราถูกอัดอั้นรถนำเข้า มานานนับสิบกว่าปี รถนำเข้ารุ่นแปลกๆ สวยๆ มากมาย จากผู้จำหน่ายอิสระ ต่างพาเหรดกันทะลักเข้ามาจำหน่ายมากมายมหาศาล เรียกได้ว่าบูมสุดขีดกันในปี 2535 จนทำให้บริษัทแม่ที่จำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อยู่เฉยไม่ได้ ต้องสั่งรถเข้ามาชิงส่วนแบ่งบ้าง!

ครับ หนึ่งในนั้นก็คือ Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) ที่แม้ว่า Toyota จะตัดสินใจนำเข้า Celica รหัสรุ่น ST184 จากประเทศออสเตรเลียเข้ามาขาย ได้ไม่นานที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนโฉมเป็น Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) รหัสรุ่น AT200 (เฉพาะในยุโรป) /ST202/ST203/ST204 และ ST205 พอดี ซึ่งในตอนแนะนำรถมือสองนี้ MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียด ของรถรุ่นนี้ให้ฟังกัน..

Toyota-Celica-JDM

นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในวันที่ 8 ตุลาคม 1993 ณ ประเทศญี่ปุ่น Toyota ได้ทำการเปิดตัว Toyota Celica เจเนอเรชั่นที่ 6 เป็นผลงานการออกแบบของ CALTY (Calty Design Research Incorporated) ซึ่งเป็นสำนักออกแบบรถของ Toyota ใน Newport Beach รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรับปรุงตัวถังใหม่ น้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิม แต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น และเพิ่มความโค้งมนที่ส่วนกลางของตัวรถ

อีกทั้งยังนำรูปลักษณ์ของ Celica ในรุ่นแรก มาปรับเข้ากับรถรุ่นนี้ ด้วยไฟหน้าแบบทรงกลม 4 ดวง ย้อนยุค รวมทั้งชุดไฟท้ายแบบสี่เหลี่ยมซ้อนกันในไฟชุดเดียว

Toyota-Corona-EXIV

Toyota-Carina-ED

ซึ่งในครั้งนี้ Celica ยังมาพร้อมกับรถคู่แฝด ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันอย่าง Toyota Corona Exiv, Carina ED (ซึ่งเป็นรถ 4 ประตู Hardtop รุ่นสุดท้าย ของตระกูลนี้)

Toyota-Curren

พร้อมรุ่น Coupe 2 ประตูแบบ Notchback อย่าง “Curren” รหัส ST206 (ที่มีแค่รุ่นเดียว ออกมาในเดือนมกราคม 1994 และก็หายไปในปี 1998) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE 140 แรงม้า และรหัส 3S-GE 180 แรงม้า (เกียร์อัตโนมัติ 170 แรงม้า)

Toyota-Celica-Convertible-MC

และก็ยังมีรุ่นพิเศษอย่าง “Celica Convertible” เปิดประทุนแบบพับเก็บได้ด้วยไฟฟ้า (ตัวหลังคารถผลิตโดย ASC หรือ American Sunroof Corporation) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-GE 170 แรงม้า ตามมาอีกด้วย! ในเดือนกันยายน 1994

Toyota-Celica-Interior

Toyota-Celica-Interior

สำหรับ Celica ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที

และรหัส 3S-GE 180 แรงม้า แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (เกียร์อัตโนมัติ 170 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที)

ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับรุ่นย่อยที่มีแค่รุ่น SS-I และ SS-II

Toyota-Celica-GT-Four-MC

และ Celica GT-Four ที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 ผลิตจำนวนจำกัด 2,500 คัน เป็นรถ Homologation Car สำหรับลงแข่งใน WRC (World Rally Championship) เพื่อให้ผ่านกฏสามารถลงแข่งขัน Group A ใน WRC ได้ รุ่นสุดท้ายในสายพันธุ์ Celica ที่มีออกมา 2,100 คัน ในญี่ปุ่น ส่วนที่เหลืออีก 400 คัน เป็นการส่งออกไปประเทศอื่นๆ เช่น ในยุโรป ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ซึ่งหลังจากเจเนอเรชั่นที่ 7 Toyota ก็ไม่ได้ทำตัว GT-Four ออกมาอีกแล้ว (เนื่องจากโดนเรื่องถูกปรับแพ้ฟาวล์ เพราะใช้ระบบ Bypass Turbo Restrictor ต่อทางเดินอากาศลัด ข้ามตัวจำกัดการทำงานของเทอร์โบ จากเดิม 300 แรงม้า มีกำลังขึ้นอีกประมาณ 50 แรงม้า (เป็น 350 แรงม้า) จึงถูกแบนการแข่งขันไป 2 ปี)

Toyota-Celica-Thai

สำหรับในไทยเองนั้น Celica รุ่นนี้ได้ฉายาจากพ่อค้ารถมือสองว่า “โฉมตากลม” ในบ้านเราเปิดตัวในปี 2537 ถึงจะโผล่มา ยังคงเป็นการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียตามเคย มาพร้อมสเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลัง และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว พร้อมยาวหน้ากว้าง ซีรี่ส์ต่ำ อีกทั้งภายในยังมีถุงลมนิรภัยคู่ เป็นครั้งแรกอีกด้วย

มิติตัวรถ ยาว 4,425 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,305 มม. ระยะฐานล้อ 2,535 มม. บนน้ำหนักตัวรถ 1,190-1,220 กิโลกรัม (ส่วนรุ่น GT-Four หนักหน่อย 1,420 กิโลกรัม)

Toyota-Celica-Thai

เครื่องยนต์เวอร์ชั่นบ้านเรา เป็นแบบขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.0 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota-Celica-Thai

และรุ่น GT-Four เป็นการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวช่วงประมาณปี 2538 ซึ่งในบ้านเราได้โควต้ามาเพียงแค่ 40 คัน แต่ขายได้จริงแค่ 12 คัน ซึ่งโควต้าส่วนที่เหลือ จึงต้องยกให้กับ Crown Motors ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในเกาะฮ่องกงไป

Toyota-Celica-Thai

มาพร้อมขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-GTE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.8 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนแบบ 4WD Full Time และระบบเบรกหน้าแบบ 4 Piston กับด้านหลังแบบ 2 Piston พร้อม ABS แบบ Linear G Sensor

พอรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของญี่ปุ่น เผยโฉมในดือนธันวาคม 1997 ปรับปรุงเครื่องยนต์รหัส 3S-GE ด้วยการเพิ่มระบบวาล์วแปรผัน VVT-i เข้าไป แล้วรายละเอียดตัวรถเพิ่มเติม เช่น มีรุ่นย่อย SS-III ออกมา ส่วน Celica ในบ้านเราไม่มีความเคลื่อนไหวไดๆ และต่อมาจึงเปิดตัว Celica เจเนอเรชั่นที่ 7

บทสรุป

Toyota Celica ยังเหมาะสำหรับคนชอบรถสปอร์ตในยุค 90 ที่ไม่ต้องไปตามใคร ราคายังจับต้องได้ และรูปทรงที่ยังดูไม่ล้าสมัย ไว้ขับไปทำงานทุกวัน หรือจะไว้ขับเล่นในวันหยุดก็ได้ ราคาขายคงที่ ไม่ขึ้นไปกว่านี้ และไม่ตกไปกว่านี้

Toyota-Celica-GT-Four-MotorShow-1995

Toyota Celica GT-Four ในงาน Motor Show (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

แม้ว่าจะเป็นรถแนวสปอร์ต ที่เหมาะกับคนนั่งข้างหน้ามากกว่านั่งข้างหลัง ไว้ขับเล่นสนุกๆ แต่ก็ต้องดูรถ และรหัสตัวถังดีๆ เพราะบางคันเป็นรุ่นธรรมดา แต่แปลงเป็นตัว GT-Four ด้วยการวางเครื่อง 3S-GTE และแปลงช่วงล่างเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถสปอร์ตที่จัดว่าอะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร แบบเดียวกันกับ Camry ท้ายหงส์ มายุคนี้ค่อนข้างอืดและกินน้ำมันไปซะแล้ว บางคันอาจจะไปวางเครื่องใหม่ ส่วนอะไหล่บางอย่าง ก็สามารถใช้ร่วมกับ Corona ท้ายโด่งได้ ที่หาเริ่มยากหน่อยก็คงจะเป็นอะไหล่ตัวถัง ส่วนตัว GT-Four แท้ๆ บอกได้เลยว่าหายาก เพราะมีอยู่แค่ 12 คัน ราคามือสองกระโดดไปสูงมาก

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน แต่ช่วงล่างอาจจะไม่ค่อยเกาะถนนนัก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 20,000 – 30,000 บาท ก็พอ ส่วนอะไหล่เก่า และของแต่งรถรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี แต่ราคาก็ปั่นขึ้นไปสูงพอสมควร

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Lamborghini-Produce-Surgical-Mask-And-Face-Shield-Covid19

เป็นที่ทราบกันว่า วิกฤตโควิด-19 กำลังรุมเร้าผ้คนในยุโรปอย่างหนัก หนึ่งในนั้นคือประเทศอิตาลี ที่เกิดปัญหากับระบบสาธารณสุขอย่างหนักจนมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตนับพันคน แม้แต่ธุรกิจต่างๆ ก็ได้ผลกระทบอย่างย่อยยับ

Lamborghini-Produce-Surgical-Mask-And-Face-Shield-Covid19

ไม่เว้นแม้แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ Supercar อย่าง Lamborghini (ลัมโบร์กีนี) ที่มีโรงงานอยู่ใน Sant’Agata เมืองโบโลญญ่า (Bologna) ประเทศอิตาลี ก็ยังได้รับผลกระทบเข้าไปเต็มๆ จน Stefano Domenicali CEO ของ Lamborghini ต้องยุติสายการผลิตรถชั่วคราว แล้วหันมาผลิตหน้ากากอนามัยแทน นอกจากนี้ยังผลิต Face Shield เพื่อมอบให้โรงพยาบาล Sant’Orsola-Malpighi ในโบโลญญ่า ไว้ให้แพทย์และพยาบาลสู้กับวิกฤติไวรัสโควิด-19 อีกด้วย

Lamborghini-Produce-Surgical-Mask-And-Face-Shield-Covid19

Lamborghini-Produce-Surgical-Mask-And-Face-Shield-Covid19

โดยให้พนักงานที่เคยทำงานตัดเย็บเบาะนั่งในห้องโดยสารรถซูเปอร์คาร์ Lamborghini ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในการผลิตหน้ากากอนามัยได้ประมาณ 1,000 ชิ้นต่อวัน และ Face Shield ที่ผลิตจาก Plexiglass อีก 200 ชิ้นต่อวัน เพื่อที่ทางหน่วยงานสาธารณสุขของอิตาลี จะได้มีอุปกรณ์ไว้ป้องกันตัวกันมากขึ้น

Lamborghini-Produce-Surgical-Mask-And-Face-Shield-Covid19

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุค COVID-19 ระบาด สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

5-Popular-Ambulance-Cars-In-Thailand

ในยุคที่โควิด-19 (COVID-19) กำลังระบาดหนักทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขแลระบบเศรษฐกิจในตอนนี้ โดยอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแพทย์และพยาบาล เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยให้ได้ดีที่สุด อุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงต้องควรมีไว้ให้พร้อมทุกสถานการณ์

แต่นอกจากนั้น หากมีผู้ป่วยอยู่นอกสถานที่ล่ะ จะได้อย่างไร คำตอบคือ ต้องมี “รถพยาบาล” ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์พร้อม และเครื่องมือเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่พร้อมใช้งานุกสถานการณ์ ดังนั้น หากเรามีรถพยาบาลที่มีคุณภาพดี พร้อมปฏิบัติทุกภารกิจของระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

มาดูกันว่า ในบ้านเรา ทั้งหน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาล นิยมใช้รถพยาบาลรุ่นไหนกันนั้น MR.CARRO จะขอยกตัวอย่างรถพยาบาลที่น่าสนใจ มาเล่าให้ฟัง 4 รุ่นด้วยกัน …

Volkswagen-Type-2-Ambulance-Car

1. Volkswagen Type 2

Volkswagen Type 2 (โฟล์คสวาเกน ที1 หรือ โฟล์ค ตู้) รุ่นแรก T1 หรือ “โฟล์คตู้หน้าวี” ใช้กระจกรถรอบคันแบบ Split Windows อยู่ในสายการผลิตตั้งแต่ปี 1950-1967 ได้ถูกนำเข้ามาในไทยด้วยกันหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมไปถึงรถพยาบาลด้วย

Volkswagen-Type-2-Ambulance-Car

ซึ่งจุดเด่นของรถพยาบาลรุ่นนี้คือ เป็นรถที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้านบนหลังคาจะมีไฟสัญลักษณ์พยาบาล พร้อมไซเรน และสัญลักษณ์ตราพยาบาลข้างตัวรถ มีกระจกกั้นระหว่างห้องโดยสารกับคนขับ มีเก้าอี้สำหรับพยาบาล และเตียงพยาบาลพร้อม

ความสำเร็จของรถพยาบาล Volkswagen Type 2 รุ่นแรก T1 นี้ ทำให้หลังจากนั้น ในบ้านเราจึงมีการนำเข้า และดัดแปลงรถพยาบาลของ Volkswagen มาใช้กันอีกตั้งแต่รหัสรุ่น T2, T3, T4 และรุ่นปัจจุบันอย่าง T5

Volvo-960-Ambulance-Car

2. Volvo 960

ด้านค่าย Volvo ในอดีตมาพร้อมสโลแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” ก็เริ่มรุกตลาดรถพยาบาลในบ้านเราด้วย Volvo 245 GL Station Wagon เครื่องยนต์ขนาด 1.9 ลิตร โดยโรงพยาบาลที่สั่งรถรุ่นนี้มาใช้ มักจะเป็นโรงพยาบาลของ “คริสเตียน” ต่างๆ ทำให้รถรุ่นนี้จึงไม่ค่อยมีให้เห็นนัก

ต่อมาก็จะเป็นรถยอดนิยมของโรงพยาบาลหน่อย อย่าง Volvo 960 (วอลโว่ 960) ที่ดัดแปลงจากรุ่น StationWagon ขยายฐานล้อยาวเป็นพิเศษ ทำเป็นรถพยาบาลโดย Nilsson ประเทศสวีเดน จัดซื้อโดยกระทรวงสาธารณสุข จากโครงการเงินกู้ ระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคาร Skandinaviska Enskilda Banken ของสวีเดน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ เมื่อปี 2538-2539 ทั้งหมด 98 คัน

ภายในมีอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน มีชุดทำคลอด 1 ชุด เพื่อใช้ทำคลอดฉุกเฉิน มีห้องพยาบาลกว้างขวางยืนได้ บุคลากรปฏิบัติงานได้สะดวกมาก มีระบบกันกระเทือนและความปลอดภัยสูงมาก จำนวน 98 คัน ที่ใช้งานไปได้ไม่นาน สุดท้ายก็ปลดระวางหมด

Honda-Stepwgn-Spada-Ambulance-Car

3. Honda Stepwgn Spada

หลายคนคงงงว่า Honda (ฮอนด้า) มีรถพยาบาลด้วยหรือเนี่ย! คำตอบก็คือ “มีครับ” โดยเป็นการนำ Honda Stepwgn Spada (ฮอนด้า สเตปแวกอน สปาด้า) ที่ดัดแปลงเป็นรถพยาบาล จำนวน 10 คัน โดย กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมมอบให้กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555

สำหรับ Honda Stepwgn Spada มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT

Toyota-Hilux-Revo-Ambulance-Car

4. Toyota Hilux Vigo / Hilux Revo

Toyota Hilux Vigo และ Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ และ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) นับว่าเป็นรถพยาบาลที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาก โดยเฉพาะรถกู้ภัย อาสากู้ภัย ต่างนิยมใช้งานกันเป็นอย่างยิ่ง

Toyota-Hilux-Revo-Ambulance-Car

ทั้งในด้านความทนทาน แข็งแรง ราคาไม่แพง สามารถซื้อเครื่องมือปฐมพยาบาลติดรถได้

Toyota-Commuter-Ambulance-Car

5. Toyota Commuter

Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) เป็นรถพยาบาลที่ได้รับความนิยมตลอดกาล จากโรงพยาบาลชั้นนำหลายๆ แห่ง รวมไปถึงโรงพยาบาลของรัฐ ต่างนิยมใช้งานกันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านความทนทาน แข็งแรง อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย และสามารถติดตั้งเครื่องมือพร้อมเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นในเหตุฉุกเฉินได้มาก ซึ่งก็มีบริษัทและอู่หลายแห่ง ที่รับดัดแปลงรถตู้รุ่นนี้เป็นรถพยาบาลโดยเฉพาะ

สำหรับช่วงนี้ หากใครที่เกิดอาการฉุกเฉินวิกฤต บาดเจ็บ ป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรไปขอความช่วยเหลือได้ที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เบอร์โทรสายด่วน 1669 นะครับผม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุค COVID-19 ระบาด สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Carro-Rabbit-Finance-How-To-Choose-City-Car

สำหรับพนักงานเงินเดือน หรือผู้ที่ต้องใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆ บางครั้งการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะอาจจะไม่ตอบโจทย์เสมอไป การมีรถยนต์ไว้ใช้ส่วนตัวในบางครั้งอาจจะตอบโจทย์มากกว่า แล้วจะเลือกรถยนต์ขับในเมืองยังไงดีล่ะ? วันนี้เรามีคำตอบ

ขับรถยนต์ในเมือง

1. เลือกเครื่องยนต์ไม่ใหญ่ หรือเน้นแบบไฮบริด

โดยปรกติแล้ว การขับรถในเมืองจะไม่มีโอกาสขับด้วยความเร็วมากนัก ดังนั้นการเลือกรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5-2.0 ลิตร ก็ถือว่ากำลังพอเหมาะแล้ว อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย หรือถ้างบถึง อาจจะเลือกเครื่องยนต์แบบไฮริด ที่ให้ระบบการตอบสนองที่ดีกว่า ช่วยเรื่องในการออกตัวเพราะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อนในความเร็วต่ำ และยังขับเคลื่อนได้แม้ดับเครื่องยนต์

ขนาดรถก็สำคัญ

สำหรับขนาดรถที่พอเหมาะที่จะขับในเมือง เราจะแนะนำขนาดที่ไม่เกิน 4.6 เมตร เพราะการใช้งานรถที่มีขนาดตัวรถใหญ่เกินไป คุณอาจพบปัญหาเรื่องการเข้าออกลานจอดรถลำบาก จะกลับรถทำอะไรก็ไม่สะดวก ดังนั้นการเลือกขนาดรถที่กะทัดรัดจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ และช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการขับขี่มากกว่านะ

2. เช็กฟังก์ชั่นรถก่อนซื้อเสมอ

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ฟังก์ชั่นรถนั้นพัฒนาไปมาก ดังนั้นการเลือกฟังก์ชั่นให้เหมาะสมจึงจำเป็นมาก เช่น เทคโนโลยีความบันเทิง ระบบการเชื่อมต่อทางไกลเพื่อช่วยเหลือยามขับขี่ ฟังก์ชั่นช่วยฟอกอากาศสำหรับวิกฤตฝุ่น PM2.5 หรือแม้แต่ที่นั่งในห้องโดยสารที่มีการออกแบบให้นั่งสบายมากขึ้นแม้มีพื้นที่จำกัด รวมไปถึงระบบความปลอดภัยที่ครบถ้วนให้คุณอุ่นใจได้ทุกการเดินทาง ในราคาที่เหมาะสม คุ้มค่าและน่าใช้งาน

ขับรถยนต์ในเมือง

3. ระบบความปลอดภัยครอบคลุม

อุบัติเหตุอาจไม่สามารถเลี่ยงได้ในการขับขี่ โดยเฉพาะกับในเมืองที่เต็มไปด้วยรถยนต์คันอื่นๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทั้งจากคุณเผอเรอ หรือเหตุสุดวิสัย การเลือกรถยนต์ที่มีความอัจฉริยะของระบบความปลอดภัยขั้นสูง เช่น เบรกหยุดเองอัตโนมัติ, ถุงลมนิรภัยที่ทำงานได้ตามสถานการณ์จริง หรือมีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ช่วยในการขับขี่ อย่าง การส่งเสียงร้องเมื่อท้ายรถใกล้ขนกับกำแพง หรือมองหลังรถได้จากกล้องหลังรถ ก็นับว่าจำเป็นมากสำหรับยุคนี้

4. คนไม่เยอะ 5 ที่นั่งก็พอ

การเลือกซื้อรถขนาด 7 ที่นั่ง จะเหมาะในกรณีที่คุณมีครอบครัวใหญ่ แต่ถ้าไม่ใช่ นอกจากจะตัวรถอาจจะเทอะทะโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังเสี่ยงที่จะทำให้คุณพกของไว้ท้ายรถเกินความจำเป็น เป็นที่มาของการเปลืองน้ำมันอีกด้วยนะ

ซื้อรถใหม่ ขับในเมืองทั้งที ไม่ใช่แค่เช็กรถก่อนซื้อเท่านั้น แต่การเลือก เช็กราคาประกันรถยนต์ ก็สำคัญไม่แตกต่างกัน และใครที่มองหาการเปรียบเทียบ เช็กราคาประกันรถยนต์ต่างๆ สามารถติดต่อ rabbit finance ได้เลย

Carro-Roojai-Update-5-New-Cars-In-Thailand-2020

เข้าสู่ศักราชใหม่อย่างเต็มตัว หนึ่งเรื่องที่คนรักรถติดตามนั่นก็คือ รถใหม่ปี 2020 ในไทย รอชมว่าจะมีรถรุ่นไหนออกมาขายใหม่บ้างในแต่ละปี จะมีนวัตกรรมใหม่อะไรบ้างในแต่ละรุ่นรถ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยกลไกทางการตลาดก็ทำให้รถแต่ละรุ่นมีโฉมใหม่ออกมาตลอดทุกปี แต่บางทีก็เป็นแค่ข่าวเปิดตัวในต่างประเทศหรือบางรุ่นก็ไม่ได้นำเข้ามาขายในประเทศไทย

วันนี้ Roojai.com ได้รวบรวมรุ่นรถต่าง ๆ มาไว้ให้คุณแล้วกับ “ว่าที่” รถใหม่ที่พร้อมจะเข้ามาลุยตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ให้ทุกคนได้สัมผัสจับจองเป็นเจ้าของได้จริง อัปเดตกับรุ่นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ทั้งรุ่นที่สร้างกระแสให้กับคนทั่วโลกและรุ่นที่เป็นที่นิยมบนถนนบ้านเรา จะมีรุ่นไหนบ้าง เป็นรุ่นที่คุณกำลังรออยู่หรือเปล่า อ่านกันได้เลย

5 รถใหม่ปี 2020 ในไทย มีรถรุ่นอะไรบ้าง?

Honda-Jazz-2020

1. Honda Jazz

สร้างความฮือฮากันไปแล้วก่อนหน้านี้กับรถ 4 ประตูอย่าง Honda City ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าทาง Honda จะสานต่อความนิยมกับเวอร์ชั่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตูกับรถ Honda Jazz ในปีนี้

รถรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่นซึ่ง gen นี้ถือเป็นลำดับที่ 4 ของตระกูล เป็นจุดดึงดูดความสนใจให้กับบรรดาสาวกรถรุ่นนี้กันได้ไม่น้อยทั้งในไทยและเทศ ผ่านดีไซน์ภายนอกและภายในที่เน้นความเรียบง่ายมากกว่าเดิม เน้นส่วนโค้งมากกว่าการตัดคม สื่อถึงความเป็นพื้นฐานของรถในอนาคตได้อย่างเต็มที่ และเช่นเดิมที่เรื่องของความกว้างและความเอนกประสงค์ภายในห้องโดยสารยังคงเป็นจุดขายไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้าซึ่งช่วยสร้างชื่อให้กับรถรุ่นนี้

ถึงแม้เวอร์ชั่นตั้งต้นของรถรุ่นนี้จะมากับเครื่องยนต์ไฮบริดแต่คาดว่าพอถึงเวลาที่ทางค่ายปูพรมเปิดตัวให้กับรถรุ่นนี้ในไทย โอกาสที่จะใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Honda City รุ่นล่าสุดจะมีสูงกว่า ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ Turbo Charger แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 122 แรงม้า

Mazda-CX-30-2020

2. Mazda CX-30

Mazda CX-30 เข้าไทย เป็นข่าวแรงมากในช่วงที่ผ่านมา จากความท้าทายเดิมที่ Mazda CX-3 ให้ไม่ได้ในเรื่องของขนาดภายในห้องโดยสารที่พื้นฐานถูกนำมาจาก Mazda2 ทางค่ายจึงแก้ปัญหาโดยการพัฒนารถรุ่นใหม่นี้ขึ้นมาใหม่เป็น gen ที่ 2 ของตระกูลพร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Mazda CX-30

แผนของ Mazda CX-30 ในช่วงต้นปีนี้ต่อเนื่องจากที่เปิดตัวในญี่ปุ่นก่อนหน้าเมื่อราวเดือนกันยายนในปีที่แล้ว โดยพื้นฐานตัวถังจะปรับมาใช้ร่วมกับของ Mazda3 รุ่นปัจจุบันที่เพิ่งเปิดตัวในไทยเมื่อไม่นานมานี้ สะเด็ดน้ำจนได้มิติรถใหม่ที่ช่วยส่งให้ภายในห้องโดยสารกว้างขึ้นในทุกมิติ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากขึ้น และสามารถสู้ได้แบบไม่อายกับคู่แข่งไม้เบื่อไม้เมาอย่าง Toyota C-HR และ Honda HR-V

Honda-Freed-2020

3. Honda Freed

เปิดตัวออกมาเป็นความหวังเล็ก ๆ ที่คนไทยอยากจะสัมผัสกับรถครอบครัวคุณภาพอย่าง Honda Freed หลังจากที่เปิดตัวใหม่ในแบบไมเนอร์เชนจ์ที่บ้านเกิดเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มาพร้อมกับขุมกำลังที่มีทั้ง เบนซิน 1.5 ลิตร และ เบนซิน Hybrid ให้เลือก พร้อมกับการปรับปรุงใหม่หมดโดยเฉพาะภายในให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น “ตรงรุ่น” ในความเป็นรถสำหรับครอบครัวในทุกจุด

อย่างไรก็ตามสำหรับรุ่นนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่าอาจะต้องลุ้นหนักหน่อยว่าจะมีเข้ามาขายในไทยหรือเปล่า เพราะทางต้นสังกัดยังไม่ได้ออกมาคอนเฟิร์มว่าจะนำเข้ามาขายอีกมั้ย แต่ด้วยกระแสเรียกร้องของผู้ใช้ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่เราจะได้เห็นรถรุ่นนี้กลับมาโลดแล่นบนถนนบ้านเราอีกครั้ง

Nissan-Kicks-2020

4. Nissan Kicks

เมื่อต้นตำรับ Crossover SUV รุ่นบุกเบิกตลาดในไทยอย่าง Nissan JUKE ถึงเวลา “กลายพันธ์ุ” (ได้สักที) มาเป็นรถรุ่นใหม่ในชื่อ Nissan Kicks บนแพลตฟอร์มล่าสุดของทางค่ายที่ชื่อ V-Platform เทคโนโลยีแบบเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Note และ Nissan Almea ใหม่

ซึ่งเวอร์ชั่นที่มาถึงเมืองไทยจะเป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุดหลังจากที่รุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 บนตลาดโลก และคาดว่าจะมากับเครื่องยนต์ไฮบริด HYBRID e-POWER เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.2L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุดอยู่ที่ 129 แรงม้า ตัวรถจะถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่วนเครื่องยนต์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องปั่นไฟเข้าแบตฯ ส่งให้มอเตอร์ใช้งาน

Toyota-Yaris-2020

5. Toyota Yaris

ซิตี้คาร์ยอดนิยมอันดับหนึ่งอย่าง Toyota Yaris ในรูปแบบใหม่หมดเปลือกได้เถลิงตัวออกมาแล้วเป็นครั้งแรกที่งาน Tokyo Motor Show 2019 บนแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมดเป็น TNGA-B อัปเกรดความสปอร์ตมากขึ้นที่ภายนอก ด้วยเส้นสายโค้งเว้ารอบคัน ส่วนภายในทั้งการออกแบบและการใช้งานทุกฟังก์ชั่นถูกจัดไว้อย่างลงตัว เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความล้ำสมัยไม่ต่างจากภายนอก

ด้านเครื่องยนต์ เปิดตัวมาให้เลือกกับเครื่องยนต์ 3 ขนาด ได้แก่ 1.0L, 1.5L และ 1.5L Hybrid ปล่อยให้เวอร์ชั่นปัจจุบันของรุ่นทำตลาดไปก่อน ไม่นานเกินรอ เร็วที่สุดคือไม่เกินสิ้นปีนี้หรืออย่างช้าก็ปีหน้าที่คนไทยจะได้สัมผัสกับลุคใหม่แบบหมดเปลือกของเจ้า Yaris นี้ด้วยตัวเอง

และทั้งหมดนี้คือรถรุ่นที่เรานำมาฝากกันกับ รถใหม่ 2020 ในไทย บางรุ่นกระแสมาแรงค่อนข้างชัวร์ รอเปิดตัวกันได้เลย บางรุ่นอาจต้องลุ้นหนักสักหน่อย ต้องอดใจรอกันสักนิด ช้าหรือเร็วเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ที่รอไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่องของการทำประกันรถยนต์ซึ่งต้องมีอยู่คู่กับรถของคุณ หากต้องการคลิกที่นี่เพื่อเช็คราคาประกันรถออนไลน์ สามารถทำได้เลยตลอด 24 ชม.ผ่านเว็บไซต์เพราะ Roojai.com เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มียอดการขายรวมทั้งสิ้น 68,271 คัน ลดลง 17.1% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 27,356 คัน ลดลง 15.6% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 40,915 คัน ลดลง 18.1% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 33,376 คัน ลดลง 18.5%

สาเหตุที่ตลาดรถยนต์นั่งบ้านเราลดลง 15.6% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ลดลง 18.1% เนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ประหยัดและระวังเรื่องการใช้จ่าย

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 2 เดือน มีปริมาณการขาย 139,959 คัน ลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 7.9% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 15.9% ซึ่งต้องจับตาดูยอดขายรถยนต์ในเดือนมีนาคม 2563 กันอีกครั้ง ว่าตัวเลขนั้นจะดิ่งลงมากกว่านี้แค่ไหน จากสถานการณ์ระบาดของ โควิด-19 ที่ยังไม่สามารถควบคุมได้!

อีกทั้งยังเกิดเรื่องที่ว่า มีพนักงานในสายการผลิตรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ติดโรค COVID-19 ขึ้ันมา รวมถึงการที่ภาครัฐขอความร่วมมือให้ทุกคนอยู่บ้าน ไม่ควรออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น และการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย เริ่มพิจารณาการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราว ซึ่งมีโรงงานที่หยุดการผลิตดังต่อไปนี้

  • Honda ปิดโรงงานที่โรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. – 30 เม.ย. 2563
  • Toyota ปิดโรงงานที่สำโรง จ.สมุทรปราการ, บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และเกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. – 17 เม.ย. 2563
  • Mazda ปิดโรงงานที่ จ.ระยอง ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. – 8 เม.ย. 2563
  • Ford ปิดโรงงานที่ จ.ระยอง ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. – 20 เม.ย. 2563

และสำหรับรายละเอียดด้านล่างนี้ เป็นปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ครับ

1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 68,271 คัน ลดลง 17.1%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 18,606 คัน
ลดลง 27.2% ส่วนแบ่งตลาด 27.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
14,484 คัน
ลดลง 2.1%
ส่วนแบ่งตลาด 21.2%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,761 คัน เพิ่มขึ้น 0.7% ส่วนแบ่งตลาด 14.3%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 27,356 คัน ลดลง 15.6%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า
8,409 คัน
เพิ่มขึ้น 12.9%
ส่วนแบ่งตลาด 30.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
6,364 คัน
ลดลง 32.7% ส่วนแบ่งตลาด 23.3%
อันดับที่ 3 นิสสัน
3,013 คัน
ลดลง 13.8%
ส่วนแบ่งตลาด 11.0%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 40,915 คัน ลดลง 18.1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
14,484 คัน
ลดลง 2.1%
ส่วนแบ่งตลาด 35.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
12,242 คัน ลดลง 23.9%
ส่วนแบ่งตลาด 29.9%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,508 คัน
ลดลง 17.2%
ส่วนแบ่งตลาด  8.6%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และรถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 33,376 คัน ลดลง 18.5%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
13,604 คัน
ลดลง 0.7% ส่วนแบ่งตลาด 40.8%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
10,599 คัน ลดลง 25.6%
ส่วนแบ่งตลาด 31.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
3,508 คัน
ลดลง 17.2% ส่วนแบ่งตลาด 10.5%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 3,539 คัน
โตโยต้า 1,183 คัน – มิตซูบิชิ 904  คัน – อีซูซุ 652  คัน – ฟอร์ด 450  คัน – เชฟโรเลต 192 คัน – นิสสัน 158 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 29,837 คัน ลดลง 15.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
12,952 คัน
เพิ่มขึ้น 0.4%
ส่วนแบ่งตลาด 43.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
9,416 คัน ลดลง 21.5%
ส่วนแบ่งตลาด 31.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
2,604 คัน
ลดลง 13.9% ส่วนแบ่งตลาด  8.7%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2563

1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 139,959 คัน ลดลง 12.8%

อันดับที่ 1 โตโยต้า
38,829 คัน ลดลง 25.8% ส่วนแบ่งตลาด 27.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 28,769 คัน
เพิ่มขึ้น 4.6%
ส่วนแบ่งตลาด 20.6%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
21,172 คัน เพิ่มขึ้น 11.5% ส่วนแบ่งตลาด 15.1%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 57,687 คัน ลดลง 7.9%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 17,889 คัน
เพิ่มขึ้น 24.5%
ส่วนแบ่งตลาด 31.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
13,255 คัน ลดลง 29.3%
ส่วนแบ่งตลาด 23.0%
อันดับที่ 3 นิสสัน
6,716 คัน เพิ่มขึ้น 3.8%
ส่วนแบ่งตลาด 11.6%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 82,272 คัน ลดลง 15.9%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
28,769 คัน
เพิ่มขึ้น 4.6%
ส่วนแบ่งตลาด 35.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
25,574 คัน ลดลง 23.8%
ส่วนแบ่งตลาด 31.1%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
6,905 คัน
ลดลง 17.3%
ส่วนแบ่งตลาด 8.4%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 66,667 คัน ลดลง 17.3%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
26,986 คัน เพิ่มขึ้น 6.2%
ส่วนแบ่งตลาด 40.5%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
22,384 คัน ลดลง 25.7%
ส่วนแบ่งตลาด 33.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
6,905 คัน
ลดลง 17.3% ส่วนแบ่งตลาด 10.4%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 6,759 คัน
โตโยต้า 2,358 คัน
มิตซูบิชิ 1,853 คันอีซูซุ 1,123 คันฟอร์ด 879 คันเชฟโรเลต 316 คันนิสสัน 230 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 59,908 คัน ลดลง 14.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
25,863 คัน
เพิ่มขึ้น 8.2%
ส่วนแบ่งตลาด 43.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
20,026 คัน ลดลง 21.7%
ส่วนแบ่งตลาด 33.4%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
5,052 คัน
ลดลง 17.3% ส่วนแบ่งตลาด 8.4%

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุค COVID-19 ระบาด สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Work-Invest-Less-Income-Much

ในช่วงสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) กำลังระบาด ทำให้การทำงาน การเดินทางไปติดต่อพบปะลูกค้าของหลายคนสะดุด ลำบากกันเป็นแถว เพราะต่างก็กลัวโควิด-19 กัน หลายบริษัทจึงให้พนักงานทำงานแบบ Work From Home ที่อาศัยช่องทางการทำงาน ผ่านระบบอินเตอร์เนตเป็นหลัก

แต่ก็อย่าเพิ่งถอดใจไป เพราะในทุกครั้งที่มีวิกฤต มักมีโอกาสใหม่ๆ ให้คนทำงานอย่างพวกเราได้พิสูจน์และทดสอบอยู่เสมอ ยิ่งมีช่องทางออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงคนทั่วโลก (แบบไม่ต้องเจอหน้ากันเป็นๆ ก็ได้) ที่พร้อมขยายธุรกิจไปได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหารายได้หลัก หรือการหารายได้เสริม หรือจะเป็นการจับเสือมือเปล่า เลือกธุรกิจที่ตัวเองชอบ แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ …

สำหรับคนที่มีการเตรียมตัว และมีแผนเตรียมพร้อมในช่วงวิกฤต หรือแผนสำรองทางธุรกิจหลายๆ แผน ที่มักเรียกกันว่า BCP (Business Continuity Plan หรือ Business Contingency Plan) รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้ ท่ามกลางความเสี่ยงหลายรูปแบบในสถานการณ์ตอนนี้

MR.CARRO จะมาแนะนำอาชีพเสริม กับวิธีที่ลงทุนน้อย แต่มีรายได้เข้ามาอยู่กับคุณมากๆ ในยุคที่โควิด-19 ระบาดครับ …

Carro-Work-Invest-Less-Income-Much

1. ซื้อมาขายไป

วิธีการที่ง่ายดายอย่างแรกนั่นก็คือการ “ซื้อมาขายไป” แต่กรณีนี้คุณก็อาจจะต้องมีทุนประเดิมไว้สักก้อนหนึ่ง ลองติดตามดูว่า อะไรที่จำเป็นในชีวิต หรือดูลู่ทางแล้วน่าจะมีโอกาสขายได้มาก ขายได้เร็ว และพอบวกกำไรเข้าไปได้ โดยเพียงคุณทำหน้าที่เป็นคนกลาง รอดูคนขาย และหาคนซื้อ ให้ได้

แต่ถ้าไม่มีทุนประเดิม คุณก็ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ทำ Dropship ได้เช่นกัน เมื่อคุณเห็นนาย ก. ขายสินค้าชิ้นหนึ่ง ราคา 300 บาท คุณอาจจะนำรูปสินค้าของนาย ก. มาลงประกาศขายในเว็บไซต์แนวๆ Affiliate Program ในราคา 400 บาท เมื่อมีคนซื้อ นาย ข. สนใจ คุณก็ทำการติดต่อซื้อขายกับนาย ข. เสร็จ ก่อนจะซื้อของนาย ก. ในราคา 300 บาท และก็แจ้งให้นาย ก. ส่งของไปตามที่อยู่ของนาย ข. ได้เลย

แค่นี้ คุณก็ได้ส่วนต่างเป็นกำไรถึง 100 บาทแล้ว!

Carro-Work-Invest-Less-Income-Much

2. ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหาร

อันนี้ไม่เชิงจับเสือมือเปล่าเสียทีเดียว อย่างน้อยๆ คุณก็ต้องมีมอเตอร์ไซค์ละ … ยิ่งในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาด ภาครัฐต่างพยายามให้ผู้คนอยู่บ้านกันมากที่สุด เพื่อลดการรับเชื้อและแพร่เชื้อ บวกกับวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ส่วนมากนิยมอยู่คอนโดมิเนียมกัน ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องการทำอาหาร

การไปสมัคร App Delivery ส่งอาหาร สามารถทำรายได้มากเกินคาด! ถึงเดือนละหลายหมื่นบาท ก็มีให้เห็นมาแล้ว แต่ก็ต้องแลกกับเวลาทำงานสิบกว่าชั่วโมงต่อวัน ซึ่งในตอนนี้ก็มี Food Delivery (ฟู้ดเดลิเวอรี่) อยู่ด้วยกันหลายเจ้า ซึ่งในแต่ละเจ้าก็มีเงื่อนไขการวิ่ง การจ่ายเงิน ที่แตกต่างกันไป

Carro-Work-Invest-Less-Income-Much

3. งานอดิเรกก็เปลี่ยนเป็นเงินได้

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่างานอดิเรก ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งยังเป็นรายได้เสริมยอดนิยมตลอดกาล เพราะเรามีความรู้ ความชอบ ความสามารถ ในสิ่งที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ที่ยังสามารถหารายได้จากสิ่งที่รักได้อีกด้วย และไม่รู้สึกเบื่อกับการหาเงินในสิ่งที่ชอบ

งานอดิเรกยอดฮิตที่สร้างรายได้ได้ง่ายๆ เช่น ช่างภาพ, ขายภาพออนไลน์, วาดภาพเหมือน, วาดภาพการ์ตูน, ทำงานฝีมือ รับจ้างเขียนบทความ หรือจะเป็น Youtuber ก็ได้เช่นกัน

Carro-Agent-Rewards

4. เป็นนายหน้า

กรณีนี้ คุณสามารถทำได้ตั้งแต่ขายสินค้าเล็กๆ ไปจนถึงขายของชิ้นใหญ่ๆ เช่น ตัวแทนขายประกันชีวิต ขายรถยนต์ ขายที่ดิน ขายบ้าน หรือขายคอนโดมิเนียม เป็นต้น

หรือถ้าหากใครชื่นชอบการขายรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ใหม่ หรือรถยนต์มือสอง สามารถมาร่วมขายรถกับ CARRO ได้ ซึ่ง CARRO คือ แพลตฟอร์ม Startup ออนไลน์สำหรับรถมือสองจากประเทศสิงคโปร์ ที่เข้ามาเป็นสื่อกลางระหว่างการซื้อ-ขาย รถยนต์มือสองออนไลน์ในไทย ที่ลูกค้าบ้าน กับ Agent สามารถเข้ามาขายรถ และมีดีลเลอร์ประมูลรถได้พร้อมๆ กัน หลายพันเจ้าในครั้งเดียว

ซึ่ง CARRO Wholesale Application คือ แอพลิเคชั่นที่ช่วยให้คุณสามารถขายรถได้ง่ายๆ และขายลงรถได้หลายๆ คัน เพียงแค่กรอกรายละเอียด รุ่นรถยนต์ที่ต้องการขาย และรูปถ่ายรถยนต์ในมุมต่างๆ

Carro-Agent-Rewards

การลงขายรถของ Agent ในแต่ละครั้ง สามารถเข้าถึง Dealer รถมือสองทั่วประเทศไทยกว่า 3,000 ราย และสามารถดูการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวการประมูลรถ เช่น ราคาสูงและต่ำสุด, จำนวนบิดหรือจำนวนการประมูล, จำนวน Dealer ที่เข้ามาดูรถ และ ประมูลรถ ได้อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถปิดการขายได้ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะนี่คือ Concept ของเรา “ความเร็ว ความโปร่งใส และ ราคาดี”

หากท่านใดยังไม่มี App นี้ สามารถดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” จากใน iOS และ Android สามารถคลิก Download ที่ Link นี้ได้เลย Link นี้เลย —> icon_ios icon_android

เพียงเปิด App CARRO Wholesale ใส่ข้อมูลรถที่ต้องการขาย พร้อมรูปภาพให้ครบ ก็โพสต์ขายรถได้เลย สำหรับรอบการประมูลรถ เรามีเวลาดำเนินการตามนี้

สำหรับระบบ Agent นั้น ถ้าหากรถที่คุณลงขายได้ราคาสูงสุด เราก็จะติดต่อให้คุณเจอกับผู้ซื้อ พร้อมตกลงปิดการขายกันได้ ซึ่งหากคุณขายได้หลายคัน เรายังมีสิทธิพิเศษมอบให้คุณอีกด้วย เช่น ขายครั้งแรก ได้รับ 2,000 Points สามารถนำไปแลกของรางวัลต่างๆ ได้ เป็นต้น

ถ้าคุณมีลูกค้า เอารถมาเทิร์นเมื่อไหร่ อย่าลืมมาขายรถกับเรา เพราะนี่ก็เป็นอีกวีธีการหนึ่ง ที่ช่วยให้คุณมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นมาได้ง่ายๆ แล้วล่ะครับ

ดูรายละเอียด และวิธีการใช้งานของ CARRO Wholesale Application เพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/blog/carro-agent-rewards/

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carropartner —> เพิ่มเพื่อน

ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ขอให้คุณรับมืออย่างมีสติ อย่าท้อแท้ แม้ว่าโรคระบาดทำให้หลายธุรกิจสะดุด แต่อาจเป็นโอกาสในป้องกันตัว และกลับมาตั้งหลัก ให้มุ่งไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง เพียงแต่คุณต้องหาโอกาสของคุณให้เจอโดยเร็วไว

Carro-Honda-Accord-CB

ยุคที่ “Honda” (ฮอนด้า) เริ่มเข้ามารุกตลาดรถยนต์ในบ้านเราเมื่อปี 2526 นั้น หลายคนยังงงๆ อยู่ ว่า Honda มีผลิตรถยนต์ด้วยรึ? เพราะ “ฮอนด้า” ในเวลานั้นที่เป็นรู้จักกันดี เฉพาะแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่ หรือแบรนด์สินค้าอย่าง รถตัดหญ้า ที่ฮอนด้าผลิตขายมานมนานแล้ว

Honda เวลานั้น ได้ตัดสินใจผลิตและเปิดตัว Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) ในปี 2527 และตามมาติดๆ ด้วย Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) แต่นั่นก็ยังทำให้คนไทย ยังไม่รู้จัก Honda เป็นที่มากพอ …

จนกระทั่งการเปิดตัว “Honda Accord (CB)” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี! นี่ล่ะ นับเป็นรถรุ่นที่คนไทยเริ่มรู้จัก Honda กันอย่างกว้างขวาง และธุรกิจการขายใบจองรถยนต์ ใบละ 10,000 บาท ที่หลายคนยังจำได้ไม่ลืม

MR.CARRO จะมานำเสนอข้อมูลรถมือสองของ “Honda Accord ตาเพชร” กันครับ ว่าจะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง สำหรับคนที่กำลังมองหารถรุ่นนี้มาใช้อยู่

Honda-Accord-CB-JDM

Honda Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Honda-Ascot-CB

Honda Ascot เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในวันที่ 13 กันยายน 1989 Honda ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ในตระกูล “Accord” พร้อมกันถึง 4 รุ่นเลยทีเดียว โดยแย่งออกได้เป็น Accord รุ่น 4 ประตู Sedan, Ascot (ชื่อรุ่นมาจาก เมืองเล็กๆ ใน East Berkshire ประเทศอังกฤษ ที่มีการจัดการแข่งม้าสุดยิ่งใหญ่ มีมายาวนานกว่า 300 ปี) 4 ประตู Sedan

Honda-Accord-Inspire-CB

Honda Accord Inspire เวอร์ชั่นญี่ปุ่น (ในไทย รถรุ่นนี้ก็มีของจริงให้เห็นอยู่ 1 คัน)

Honda-Vigor-CB

Honda Vigor เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

และรุ่นเวอร์ชั่น Hardtop ที่วางคลาสให้สูงกว่า Accord ชูความโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ใช้เครื่องยนต์แบบวางตามแนวยาว 5 สูบ แบบเดียวกับรถขับเคลื่อนล้อหลัง (ซึ่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรถ Audi ในยุคนั้น) ได้แก่รุ่น Accord Inspire ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในโฉมนี้ และ Vigor (ชื่อรุ่นแปลว่า พลัง) เจเนอเรชั่นที่ 3 วางขายผ่านเครือข่ายจำหน่าย Honda Verno

ก่อนที่ Honda จะนำพาเจ้า Accord ตาเพชร คันนี้ ไปเปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show หรือ IAA ช่วงปลายปี 1989

รูปโฉมภายนอกของ Accord ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและความสปอร์ต … นำทีมออกแบบโดย Mr.Tateomi Miyoshi หัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบจาก Honda R&D ด้วยรูปทรงโค้งมนกลมกลืน ชุดไฟหน้าแบบ Diamond Eye แบบมัลติรีเฟล็คเตอร์ ที่เวลาต่อมาค่ารถทุกค่ายจึงใช้กันจนเป็นของธรรมดาไปแล้วในยุคปัจจุบัน ฝากระโปรงหน้าลาดต่ำ กระจกบานกว้าง ให้ทัศนวิสัยดี

Honda-Accord-Interior

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ชุดมาตรวัดต่างๆ ออกแบบให้ใช้งานง่าย นั่งกันได้สบายๆ 5 คน พร้อมกับเก็บเสียงได้เงียบ ด้วยโครงสร้างประตูที่ออกแบบเป็นพิเศษ และอุปกรณ์มาตรฐานเพียบ

ชุดช่วงล่างระบบดับเบิลวิชโบน อิสระทั้ง 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวล เกาะถนน มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และระบบขับเคลื่อนแบบเลี้ยว 4 ล้อ 4WS

และครั้งแรกของเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ PGM-Fi ในการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดติดตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ บนเครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ตระกูล “F” ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอยด์ ลูกสูบเป็นแบบ Under-Square ช่วงชักยาวขึ้น เพื่อให้กำลังที่ราบเรียบ และแรงบิดที่รอบต่ำ บวกกับใช้วาล์วไอดี/ไอเสีย ขนาดโตขึ้น ให้เครื่องยนต์หายใจสะดวกขึ้น แรงม้าจึงมากขึ้นตามไปด้วย

มีให้เลือกทั้งขนาด 1.8 ลิตร รหัส F18A 105 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร F20A ในแบบ SOHC คาร์บูเรเตอร์ 110 แรงม้า หัวฉีด 130 แรงม้า และแบบ DOHC 150 แรงม้า รวมไปถึงเครื่องยนต์ตัวใหญ่สุดอย่างขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A 140 แรงม้า

Honda-Accord-CB-TH

และเครื่องยนต์ตระกูล F นี้ ยังได้พัฒนาระบบแกนบาลานเซอร์ใหม่ เพื่อลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เมื่อใช้รอบปานกลาง และรอบสูง ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบตลอดเวลาของการขับขี่ แต่ถ้ารอบต่ำ ฮอนด้าจะเลือกออกแบบใช้ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น

เรียกได้ว่า การออกแบบของ Honda Accord ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงออพชั่นต่างๆ ทิ้งขาดคู่แข่งในรุ่นเดียวกันอย่าง Toyota Corona, Nissan Bluebird, Mazda 626 หรือ Mitsubishi Galant เป็นต้น และก็ยังมีราคาแพงเป็นหมายเลข 1 อีกด้วย …..

ซึ่งหลังจากเปิดตัวและจำหน่ายไปในหลายประเทศทั่วโลก Honda Accord รุ่นนี้ ก็คว้ารางวัลมาได้มากมายเลย อาทิ รางวัลพวงมาลัยทองคำจากนิตยสาร Bild Am Sonntag จากประเทศเยอรมนีตะวันตก และติดอันดับ 3 ใน 10 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 1989 จากนิตยสาร Car & Driver ประเทศสหรัฐอเมริกา และคว้ารางวัล 1 ใน 5 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2533 ของยุโรป!

Honda-Accord-Coupe-CB

1 เมษายน 1990 Honda เปิดตัว Accord Coupe ซึ่งเป็นโฉมเดียวกันกับที่ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเข้ามาขายในประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส F20A ซึ่งในไทยก็เคยมีคนนำเข้ามาใช้งาน

Honda-Accord-Wagon-CB

4 เมษายน 1991 Honda เปิดตัว Accord Wagon ก็เป็นรุ่นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาขายในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A เท่านั้น

ก่อนจะปรับโฉม Minorchange เป็นตัวไฟท้ายสั้น ในเดือนกรกฎาคม 1991 ปรับปรุงชุดกันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และเพิ่มระบบ Navigator ให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย

Honda-Ascot-Innova

Honda Ascot Innova ผู้มีพื้นฐานร่วมกับ Accord ตาเพชร แต่เน้นบุกคลาดยุโรปมากกว่า

เดือนมิถุนายน 1992 นำเข้า Accord เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร จาก USA เข้าไปขายในญี่ปุ่น

Honda-Accord-CB-TH

ในส่วนของเวอร์ชั่นไทยนั้น Honda Accord ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 ในยุคที่ยังเป็น บริษัท ฮอนด้าคาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บ้านเรามีเฉพาะแบบ 4 ประตู ซีดาน

Honda-Accord-CB-TH

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 5,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi (Programed Fuel Injection) ให้แรงม้าสูงสุด 135 แรงม้า ที่ 5,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที มีให้เฉพาะทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ตามมาในปีถัดมา)

ซึ่งระบบการจ่ายน้ำมันแบบนี้ เป็นระบบเดียวกับที่ฮอนด้าใช้ในการแข่งขันรถสูตร 1 ฟอร์มูล่า วัน ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างงดงาม

Honda-Accord-CB-TH

Honda Accord 1990 มีทั้งหมดด้วยกัน 3 รุ่น

1. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 798,000 บาท พร้อมแอร์ พวงมาลัยเพาเวอร์ เบาะหนังแบบไวนิล กระจกไฟฟ้า 4 บาน เซ็ลทรัลล็อค เสาอากาศไฟฟ้า วิทยุ-เทป พร้อมลำโพง 2 ตัว และฝาครอบล้อขนาด 14 นิ้ว

2. Honda Accord รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด EX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 838,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น LX ได้แก่ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ที่มาตรวัดความเร็ว และกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า

3. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LXi เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi ราคา 898,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น EX ได้แก่ ไฟเบรกดวงที่ 3 พวงมาลัยหนังแท้ เบาะนั่งแบบผ้าสักหลาด วิทยุ-เทป Hi-Power พร้อมลำโพง 4 ตัว และล้อแม็กขอบ 15 นิ้ว

Honda-Accord-CB-TH

ในเดือนเมษายน 2534 จึงเพิ่มรุ่น Top สุด เกียร์อัตโนมัติ

Honda-Accord-CB-JDM-MC

ในเดือนเมษายน 2535 ปรับโฉม Minorchange เป็นรุ่น “ไฟท้ายสั้น” หรือ “แอคคอร์ด 92-24” โฉมนี้ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดกำแพงภาษีรถยนต์ ราคาขายจึงถูกลงกว่าเดิม โดยรุ่น LX ราคา 672,000 บาท, รุ่น EX ราคา 707,000 บาท, รุ่น LXi ราคา 757,000 บาท และรุ่น Top สุด ราคา 797,000 บาท!

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปลายปี 2537 จึงต้องหลีกทางให้กับ Accord เจเนอเรชั่นที่ 5 ไป …

Honda-Accord-MotorShow-1990

Honda Accord ในงาน Motor Show 1990 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

บทสรุป

Honda Accord รหัสตัวถัง CB โฉมนี้ในอดีต ตั้งใจออกมาเพื่อให้เป็นได้ทั้งรถครอบครัว และรถหรู เราจึงเห็นรถรุ่นนี้จำนวนมาก ที่ผู้ใช้มักจะเป็นคนทำงานระดับบริหาร หรือเจ้าของบริษัท ซื้อไว้ใช้งานกับครอบครัว แม้ว่าในปัจจุบัน จะกลายเป็นรถยอดนิยมของคนชอบรถแต่งซิ่งในยุค 90 ไปอีกรุ่นก็ตาม

Honda-Accord-MotorShow-1992

Honda Accord ในงาน Motor Show 1992 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

แม้ว่าจะเป็นรถแนวครอบครัว และรถหรูสำหรับผู้จัดการบริษัท หรือผู้บริหารขับ แต่จะหารถรุ่นนี้แบบสภาพเดิมๆ ก็ถือว่าไม่ง่ายนัก ถ้าเป็นรถแต่งซิ่ง ส่วนใหญ่สภาพจะช้ำเยอะ หลายคันเปลี่ยนเครื่องมาแล้ว ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ ภายในเดิมๆ ระบบไฟ ระบบความร้อนต้องดี ไม่งั้นจ่ายกันเยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ช่วงล่างดีอีกหนึ่งรุ่น วิ่งนิ่ม นุ่ม เกาะถนน แต่ช่วงล่างต้องดี หลายคันนิยมไปเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ VTEC เพราะได้แรงม้าที่มากขึ้น และการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น ถ้าจะเอาประหยัดก็ติดแก๊ส LPG ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานใช้ได้ แต่ก็มีจุกจิกเหมือนกัน (โดยเฉพาะช่วงล่าง) ต้องซ่อมแบบลงทุนใหญ่ หรือเปลี่ยนอะไหล่ให้จบทั้งหมด เพราะถ้ารอใกล้พังค่อยเปลี่ยน ก็จะซ่อมกันแบบไม่จบ หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอู่ซ่อมรถที่เคยมีช่างจาก Honda ในยุค 90 ออกมาเปิดอู่เอง เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี แต่ราคาก็ปั่นขึ้นไปสูงพอสมควร

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก