DIY-Hand-Sanitizer

การระบาดของไวรัส COVID-19 (โควิด-19) นอกจากจะสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาลไปทั่วโลกแล้ว ยังกระทบไปถึงกิจการห้างร้านต่างๆ มากมาย ที่ล้มกันไปเป็นแถบๆ อีกทั้งยังสร้างความหวาดระแวงต่อตัวบุคคลไปด้วยว่า ฉันจะติดโควิด-19 หรือเปล่า?

แต่ท่ามกลางวิกฤต ก็ยังมีโอกาสสำหรับสินค้าบางอย่าง เช่น แอลกฮอลล์ เจลล้างมือ เครื่องวัดไข้แบบพกพา หรือหน้ากากอนามัย ที่ขายดีชนิดว่าผลิตมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย จนขาดตลาดหาซื้อไม่ได้ หรือไม่ก็ถูกปั่นราคาขึ้นไปจนสูงมาก

เพื่อช่วยประหยัดและลดรายจ่าย MR.CARRO ขอนำคำแนะนำดีๆ จาก WHO ที่เผยวิธีทำ “เจลล้างมือ” แบบง่ายๆ จากสูตรขององค์การอนามัยโลก (WHO) ไว้ทำเองกันที่บ้านครับ

โดยคู่มือที่ WHO ให้ไว้นี้ สามารถทำเจลล้างมือได้ 10 ลิตร ซึ่งใครที่ต้องการทำน้อยลง ก็สามารถลดปริมาณส่วนผสมต่างๆ ลง ได้ตามสัดส่วน

ส่วนผสมได้แก่:

เอธานอลแอลกอฮอล์ 96% – 8,333 มิลลิลิตร
ไฮโดรเจนเพอรอกไซด์ – 417 มิลลิลิตร
กลีเซอรอล 98% – 145 มิลลิลิตร

วิธีทำ:

1. เทเอธานอลแอลกอฮอล์ลงในถังหรือขวดขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุของเหลวได้ 10 ลิตร

2. เติมไฮโดรเจนเพอรอกไซด์

3. เติมกลีเซอรอลลงไป ซึ่งจะทำให้เกิดความเหนียว

4. เติมน้ำที่ผ่านการต้มและทิ้งไว้จนเย็นแล้ว ลงไปให้ถึง 10 ลิตร จากนั้นผสมให้เข้ากัน

องค์การอนามัยโลกระบุว่า เจลล้างมือที่ทำตามวิธีนี้ ได้รับการทดสอบในหลายประเทศแล้วว่าใช้ได้ผลจริง โดยสามารถอ่านรายละเอียดได้ตาม Link นี้ https://www.who.int/gpsc/5may/Guide_to_Local_Production.pdf

Prevent-Covid-19-Virus-In-Coin-And-Banknote

นับตั้งแต่ “ไวรัส COVID-19 (โควิด-19)” ระบาด จุดเริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ที่เริ่มมีคนติดเชื้อกันตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2562 มาจนถึงปัจจุบัน มีเชื้อร้ายนี้กระจายไปแล้วกว่า 80 ประเทศทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อนับแสนคน รวมถึงผู้เสียชีวิตหลายพันคนแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้อย่างง่ายๆ ด้วย ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลทั้งในด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงการจัดงานต่างๆ ทั่วโลก!

และในประเทศไทยเอง ก็มีการป้องกันอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าหลายหน่วยงานก็มีมาตรการอันเข้มงวด ทั้งตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ มีบริการเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย หรือธนาคารบางแห่ง ประกาศหยุดให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศชั่วคราว อย่างไม่มีกำหนด

แต่ “ธนบัตร” หรือ “แบงค์” รวมไปถึง “เหรียญ” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มันจะปลอดภัยหรือเปล่า? จับมาแล้วไม่รู้กี่มือ ธนบัตรบางใบทั้งเก่า ดำ กระดาษเปื่อยเลยก็มี! ซึ่งทาง WHO หรือองค์การอนามัยโลก ยังเผยว่า ไวรัส COVID-19 สามารถแพร่ผ่านธนบัตรได้!

MR.CARRO ขอนำคำแนะนำจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย กับ 5 วิธีป้องกันไวรัส COVID-19 หลังจับเหรียญและธนบัตร มาฝากทุกท่านครับ

Prevent-Covid-19-Virus-In-Coin-And-Banknote

1. ล้างมือทุกครั้ง หลังจับเหรียญและธนบัตร

“มือ” คือจุดสำคัญที่สุดในการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อย่างลืมล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ

2. เอาธนบัตร หรือเหรียญไปตากแดด

ถ้ามีเวลาหน่อย นำธนบัตรไปผึ่งที่แดดจัดและอากาศถ่ายเท เพื่อฆ่าเชื้อโรค

3. แอลกฮอลล์ 70% เช็ดธนบัตร หรือเหรียญ

เช็ดธนบัตร ด้วยผ้าหมาดที่ชุบแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งไม่ทำให้เนื้อกระดาษถูกทำลาย

4. อย่าพับ อย่ากรีดธนบัตร

ไม่พับ หรือกรีดธนบัตร เนื่องจากรอยพับเหล่านี้ เป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก และอาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี

5. นำธนบัตรเก่า ไปแลกที่ธนาคาร

หากพบว่าธนบัตรมีสภาพเก่า หรือสกปรกมาก สามารถนำธนบัตรเหล่านี้ไปแลกที่ธนาคาร แล้วนำธนบัตรใหม่มาใช้ (โดยทางธนาคารจะส่งธนบัตรเก่าที่ชำรุด ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทำลาย และผลิตธนบัตรใหม่หมุนเวียนออกมาทดแทน)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

ด้าน “รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ใน Fanpage “อ๋อ มันอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์” ตอบคำถามเรื่องเชื้อโคโรน่าไวรัส อยู่บนธนบัตรได้นาน 9 วัน จริงหรือ?

โดยอาจารย์เจษฏ์ ยังไม่มีความชัดเจนว่าเชื้อโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 จะอยู่บนธนบัตรได้นานกี่วัน แต่โดยผลการวิจัยของ ศ.กุนเทอร์ คัมป์ฟ จาก University Medicine Greifswald ประเทศเยอรมนี ก็ใช้เชื้อไวรัสตระกูล Corona ที่ใกล้เคียงกันอย่างโรค SARS และ MERS สามารถอยู่บนพื้นผิวต่างๆ เช่น โลหะ แก้ว และพลาสติก ได้นานหลายวันจนอาจถึง 9 วัน ขณะที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีชีวิตบนพื้นผิวได้เพียง 48 ชั่วโมง

อีกทั้งมีผู้ Comment สอบถามว่าใช้หลอดไฟ UVC ส่องไปที่ธนบัตรได้หรือไม่ อาจารย์เจษฏ์บอกว่า ส่องแค่นาที ก็ฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ต้องระวังด้วย เพราะแสงเป็นอันตรายต่อร่างกายของคน

และที่สำคัญ อย่าลืม … “กินร้อน ช้อนกู ต่างคนต่างอยู่ ห่างกู 2 เมตร” นะครับ จะได้ป้องกัน และห่างไกลจากไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ครับ!

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

3-Tips-To-Choose-Driving-Sunglasses

แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร มีแดดร้อนแดดจ้ากันตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าร้อนตอนนี้ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าช่วงสายๆ เที่ยงๆ บ่ายๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณ 10.00-16.00 น. บ้านเราแดดแรงเป็นพิเศษ ย่อมส่งผลต่อสายตาของคนเราโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากในแสงแดดมีรังสี UV A และรังสี UV B (หรือ Ultraviolet) ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผิวพรรณ เกิดมะเร็งผิวหนัง และทำให้สายตาเสื่อมสภาพ เป็นต้อลม ต้องเนื้อ ต้อกระจก ได้เร็วขึ้น

3-Tips-To-Choose-Driving-Sunglasses

ถึงแม้ว่าในรถยนต์รุ่นแพงๆ หลายรุ่น นับตั้งแต่ยุค 2000 เป็นต้นมา กระจกรถยนต์จะผลิตออกมาเป็นแบบ “UV Cut” ซึ่งเป็นกระจกที่ผ่านการ Coding UV (ตัดแสงยูวี) ได้ หรือฟิล์มกรองแสงแพงๆ หลายรุ่น ก็สามารถป้องกันรังสี UV ได้ แต่การที่คุณจำเป็นที่จะต้องขับรถกันทั้งวัน หรือขับรถในช่วงที่ต้องเจอแดดจ้าๆ แยงตาตลอด การเลือกแว่นกันแดดที่เหมาะสม ก็น่าจะช่วยถนอมสายตาของคุณได้ดีมากยิ่งขึ้น

MR. CARRO จะขอแนะนำ 3 วิธี เลือกแว่นกันแดด ที่เหมาะกับสายตาคุณเวลาขับรถ ว่ามีวิธีเลือกได้อย่างไรบ้าง..

3-Tips-To-Choose-Driving-Sunglasses

1. เลือกแว่นกันแดดที่เหมาะสม

ถ้าต้องขับรถเจอแดดจ้าๆ บ่อยๆ ควรเลือกแว่นกันแดด ที่สามารถป้องกันรังสี UV ใยระดับความถี่ 400 Nanometer ได้ ซึ่งเลนส์ควรมีเคลือบสารกรองรังสี UV อาจจะเป็นแบบสีต่างๆ เช่น สีดำ สีเทา สีน้ำตาล สีเขียว สีแดง หรือสีชา ส่วนระดับความเข้ม ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน

ตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ว่า เลนส์แว่นกันแดดที่ดีนั้นควรป้องกันรังสี UV ได้ 95% เป็นอย่างน้อยของ UV A และป้องกันได้ 99% เป็นอย่างน้อยของ UV B

รวมไปถึงการเลือกแบบของแว่นกันแดด ควรเลือกให้เหมาะสมกับรูปหน้าด้วยนะครับ เช่น หน้าทรงกลม ควรเลือกใส่แว่นทรงรี ทรงเหลี่ยม ส่วนคนหน้าเหลี่ยม ควรเลือกใส่แว่นทรงกลม ทรงรี หรือแบบรูปโค้ง ถ้าคนหน้าทรงสามเหลี่ยมตั้ง กรอบแว่นด้านบนแบบกว้างและหนา ส่วนด้านล่างควรเป็นกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบโลหะ หรือจะเป็นแบบไม่มีกรอบเลยก็ได้

ส่วนรูปหน้าทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เหมาะกับกรอบแว่นทรงกลม ทรงรี และกรอบแบบที่ไม่มีขอบล่าง แต่หน้ารูปไข่นี้ดีหน่อย สามารถเลือกกรอบแว่นได้ทุกแบบ

แต่เดี๋ยวนี้มีแว่นกันแดดแฟชั่น ที่มีราคาถูกๆ ขายกันมากมายซึ่งผลิตจากวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันรังสี UV ไม่ได้ และยังทำให้มองเห็นภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมด้วย อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการปวดตา ปวดหัวขึ้นมาได้ จึงควรเลือกแว่นกันแดดที่ได้คุณภาพมาตรฐานนะครับ เช่น มีมาตรฐาน CE เป็นต้น

3-Tips-To-Choose-Driving-Sunglasses

2. เลือกเลนส์ที่เหมาะสม

สำหรับแว่นกันแดดในปัจจุบันก็จะมีแบบเลนส์ต่างๆ ให้เลือกในปัจจุบัน นอกจากเลนส์แก้วและเลนส์พลาสติก อาทิ

เลนส์ CR39 เป็นเลนส์ชนิดพลาสติกที่ให้การมองเห็นที่ดี อีกทั้งนำไปย้อมสีเป็นแว่นกันแดดได้ด้วย และให้ภาพไม่หลอกตา ให้ความใสมากที่สุด ไม่เวียนหัว หรือปวดหัว และป้องกันรังสี UV ได้ 100% ทั้ง UV A และ UV B โดยเลนส์ชนิดนี้ ยังนิยมใช้ในเลนส์สายตาสั้น สายตาเอียง อีกด้วย แต่ก็มีน้ำหนักและต้องระวังแตกได้ง่าย

เลนส์ Polarized เป็นเลนส์ที่ตัดแสงแนวนอน (Glare หรือแสงฟรุ้ง) ลดความจ้า และการสะท้อนของแสง จากผิวถนนหรือผิวน้ำ จึงเหมาะสมกับท่านที่ชอบทำกิจกรรมแบบ Outdoor และเหมาะกับผู้ขับรถยนต์ เพราะช่วยลดแสงสะท้อนจากกระจกมองหลัง หรือแสงสะท้อนจากรถยนต์ที่วิ่งสวนมา

เลนส์ Photochromic เป็นเลนส์ใสที่เปลี่ยนสีตามความเข้มของ UV หรือความสว่างสีจะเปลี่ยนจากใสไปเข้ม เมื่ออยู่ในที่สว่างไปสักระยะหนึ่ง เหมาะสำหรับงานที่ใช้ในที่ร่มและกลางแจ้ง

3-Tips-To-Choose-Driving-Sunglasses

3. สีของเลนส์ก็สำคัญ

ถ้าคุณเน้นการขับรถตอนกลางวันเป็นหลัก ควรเลือกแว่นกันแดดที่มีเลนส์สีเทา สีเขียว หรือสีน้ำตาล จะช่วยลดความสว่างจ้าของแสง และยังช่วยให้การมองเห็นเป็นไปตามปกติธรรมชาติ รู้สึกสบายตา ไม่ปวดตา หากขับรถในช่วงที่ท้องฟ้าขมุกขมัวมืดครึ้ม เลนส์สีเหลืองของแว่นจะช่วยลดความสว่างของแสง ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นดีขึ้น

ถ้าคุณต้องการขับรถในตอนกลางคืน อาจจะใช้แว่นกันแดดเพื่อลดแสงไฟจากรถที่สวนมาแยงตา หรือไฟส่องทาง ควรใช้เลนส์สีฟ้าหรือสีเหลือง เนื่องจากเลนส์สีเหล่านี้จะช่วยป้องกันแสงสะท้อนได้

ควรเลือกกรอบแว่นที่แข็งแรงหน่อย กรอบอาจจะโค้งไปทางขมับ ที่เรียก Wraparound ทำให้ป้องกันแสงและลมฝุ่นได้กว้างกว่า และได้จากทุกทิศ และยังป้องกันดวงตาจากการแตกหักเวลาถูกกระแทกได้อีกด้วย ที่สำคัญ ตัวเลนส์ของแว่นต้องได้มาตรฐานด้วยนะครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

เดือนมกราคม 2563 นี้ นับตั้งแต่ต้นเดือน จนถึงปลายเดือน จะเรียกว่าเป็นเดือนแห่งความสุข และเดือนแห่งวิกฤติในเวลาเดียวกัน ทั้งเทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญคนไทยก็ตาม และการที่ต้องเผชิญปัญหาจากฝุ่น PM 2.5

ส่วนวิกฤติจากจีนอย่าง “โคโรนาไวรัส” สายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีนักท่องเที่ยวจีนเอามาแจก! รวมถึงในไทยด้วย! ซึ่งทุกคนก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

สำหรับรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้งานทุกวัน (เช่น รถบริษัท) หรือรถยนต์สาธารณะอย่าง แท็กซี่มิเตอร์ รถโรงแรม หรือรถที่วิ่งรับคนผ่าน App จะมีวิธีป้องกันเชื้อโรค และไวรัสต่างๆ ได้อย่างไร?

แต่ถ้าคุณอยากขายรถ กำลังมองหาว่าที่ไหนรับซื้อรถมือสอง ที่ไหนรับซื้อรถแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักอย่าง เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ที่สะอาดกว่าเดิม หรือจะเช็คราคา ตีราคาก่อนก็ได้! สามารถขายรถกับทาง CARRO ได้ง่ายๆ ที่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425 หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand

MR.CARRO จะมาแนะนำวิธีป้องกัน “โคโรนาไวรัส” ให้ปลอดภัยทั้งคนขับและผู้โดยสารครับ.

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

1. เจลล้างมือ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค

ถ้ารถของคุณเป็นรถที่ต้องใช้งานกันหลายๆ มือ หรือเป็นรถสาธารณะ ที่ต้องเน้นความสะอาดเป็นหลัก ก็ควรจะซื้อเจลล้างมือ หรือผ้าเช็ดมือ ติดรถไว้สักหน่อย เพื่อความสะอาดทั้งของคนขับเอง และทั้งมือของผู้โดยสารอีกด้วย พร้อมน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ไว้สำหรับเช็ดในจุดที่ต้องสัมผัสบ่อยๆ

2. เน้นทำความสะอาด

ช่วงนี้อาจจะต้องฟิตทำความสะอาดรถยนต์สักนิดนึง ถ้าหากว่ารถของคุณ เบาะนั่งเป็นแบบผ้าสักหลาด หรือแบบผ้ากำมะหยี่ และพรมปูพื้นที่ชอบอมฝุ่น ก็ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดตามซอกตามมุมต่างๆ ที่เข้าถึงได้ยาก หรือใช้เทปกาวเหนียวๆ แปะไปตามจุดต่างๆ ของเบาะนั่ง หรือพรม แล้วก็ดึงขึ้นมา หรือจะใช้ลูกกลิ้งกำจัดขน หรือแปรงปัดขนก็ย่อมได้

แต่ถ้าเป็นเบาะแบบหนังเทียม (เบาะไวนิล) หรือเบาะหนังแท้ ก็ให้เตรียมแปรงสีฟัน ผ้าขนหนู กับน้ำหรือผสมสบู่เหลวใส่ลงไปหน่อยก็ได้ พร้อมสเตคลีน หรือน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนัง (กรณีสกปรกมาก) บรรจงเช็ดลงบนเบาะให้สะอาด ก่อนจะซักผ้าที่เช็ด แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดซ้ำลงไปอีกรอบ

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

3. หน้ากากอนามัย

เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้งานหลายคน หรือรถสาธารณะ มีการเปิดประตูเข้า-ออก หรือเปิดกระจกกันบ่อยๆ โอกาสที่ฝุ่นจากภายนอกรถ พร้อมเชื้อโรคก็มีโอกาสเข้ามาในรถได้เรื่อยๆ การติดหน้ากากอนามัยไว้ในรถ (และต้องใส่ให้ถูกวิธี ต้องให้ด้านที่เป็นสีอยู่ด้านนอก ให้บริเวณโครงลวดอยู่ด้านบนสันจมูก เพื่อปรับรูปหน้ากากให้เข้ากับใบหน้า)

นับเป็นเรื่องที่ดีกว่าไม่มี ซึ่งการใช้หน้ากากอนามัยทั่วไป ก็สามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสได้แล้ว แต่เมื่อใส่แล้วก็ควรใส่ตลอด หากมีการถอดก็ควรเปลี่ยนชิ้นใหม่

4. เครื่องฟอกอากาศ

แม้ว่าระบบปรับอากาศในรถจะมีตัวกรองอากาศ หรือระบบฟอกอากาศต่างๆ ติดมาให้ แต่ในรถยนต์รุ่นเก่าๆ หรือรถรุ่นธรรมดา ระบบฟอกอากาศยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตั้งเพิ่มเอง ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องขับรถกันทั้งวัน

ในตลาดปัจจุบัน ก็มีเครื่องฟอกอากาศแบบพกพาจำหน่ายกันอยู่หลายเจ้า ซึ่งเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณสมบัติน่าใช้งาน จะต้องกรองฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็ก หรือแบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่คายประจุลบได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ที่ลอยอยู่ในอากาศ สารประกอบอินทรีย์ระเหย รวมไปถึงควันบุหรี่ และละอองจากเกสรดอกไม้ได้ เป็นต้น

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

5. จอดรถตากแดด

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เร็วขึ้น ในสภาวะอุณหภูมิปกติ นั่นคือการ “จอดรถตากแดด” เพราะบ้านเราเป็นเมืองที่ร้อนกันตลอดทั้งปี การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ช่วยฆ่าเชื้อโรค ก็เป็นทางเลือกที่ดี

แต่ก็อย่าตากแดดกันทั้งวัน เพราะแทนที่จะฆ่าเชื้อโรค กลับกลายเป็นทำให้สีรถ หรือวัสดุภายในต่างๆ เสื่อม กรอบ หรือซีดเร็วขึ้น

เป็นอันว่า เมื่ออ่านจบแล้ว อย่าลืมนำไปลองปฏิบัติตามกันดูนะครับผม ส่วนใครที่กำลังมองหาที่รับซื้อรถมือสอง หรืออยากขายรถมือสอง อย่าลืมนึกถึง CARRO กันนะครับ

Keep-Plastic-Bottle-In-Car-Good-Or-Not

เรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเก่าแล้ว แต่ก็ยังมีคนพูดถึงกันอยู่เรื่อยๆ เป็นประจำ กับการที่ต้องเก็บขวดน้ำดื่มไว้ในรถ แล้วต้องจอดรถตากแดดทั้งวัน เจออากาศร้อนๆ อบเข้าไป …

ยิ่งมีข่าวจากเว็บ Clickbait คอยโพสกันอยู่เรื่อยว่าเมื่ออากาศร้อนมากๆ หรืออุณหภูมิสูงๆ จะมีสาร BPA (Bisphenol A) หรือสาร Dioxin ในพลาสติกจะออกมาปนเปื้อนกับในน้ำ เมื่อดื่มเข้าไปบ่อยๆ ส่งผลต่อความผิดปกติของพันธุกรรม และยังเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคมะเร็งได้

ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด! ในปัจจุบันก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด เกี่ยวกับสารเคมีต่างๆ ที่ละลายออกมาจากขวดพลาสติกที่ใส่น้ำ แต่จะมีอะไรบ้างนั้น MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง

Keep-Plastic-Bottle-In-Car-Good-Or-Not

ปัจจุบัน ขวดน้ำพลาสติก นิยมทำจากพลาสติก 2 ชนิด ที่มีคุณสมบัติทนทาน มีน้ำหนักเบา เวลาขนส่งไม่แตกได้ง่าย คือ ขวดพลาสติกแบบ PE หรือ Polyethylene (โพลีเอทิลีน) ซึ่งจะมีสีขาวขุ่น

ส่วนขวดพลาสติกแบบไม่มีสี หรือขวด PET (Polyethylene Terephthalate) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากกว่า ที่คนไทยรู้จักดีนั้น สามารถเก็บน้ำและวางไว้ในรถได้ แม้จะตากแดดร้อนๆ ก็ตาม …

โดยมีงานวิจัยจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทดลองโดยซื้อตัวอย่างน้ำดื่มที่บรรจุในขวดพลาสติกชนิด Polyethylene, Polyethylene Terephthalate, Polyethylene Polycarbonate และ Polyvinyl Chloride ที่จําหน่ายในตลาดสดและซุปเปอร์มาเก็ต จํานวน 18 ยี่ห้อ และนําไปวางในรถที่จอดกลางแดดเป็นเวลา 1 วัน และ 7 วัน

จากนั้นตรวจวิเคราะห์สารประกอบกลุ่ม Dionxin จํานวน 17 ตัว และ PCB จํานวน 18 ตัว โดยใช้เทคนิคขั้นสูง Isotope Dilution และวัดปริมาณด้วยเครื่องมือ High Resolution Gas Chromatography/High Resolution Mass Spectrometry ผลการวิเคราะห์สรุปว่า ตรวจไม่พบ สารประกอบกลุ่ม Dionxin และ PCB ในทุกตัวอย่าง

Keep-Plastic-Bottle-In-Car-Good-Or-Not

สรุปว่า ขวดน้ำพลาสติกที่เก็บในรถตอนแดดร้อนๆ นั้น ไม่ได้อันตรายหรือเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เพราะขวด PET ก็สามารถเก็บน้ำไว้ได้นาน (แต่ไม่ใช่ตากแดดทั้งวันเป็นปีนะ) โดยมาตรฐานของขวด PET ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดไว้ว่าต้องทนต่อความร้อนจัด ตั้งแต่ 60’C ถึง 95’C

ซึ่งการออกแบบขวดน้ำพลาสติกเหล่านี้ แม้ว่าจุดประสงค์หลักคือการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งก็ตาม ถ้าหากจะใช้ซ้ำต้องล้างให้สะอาด แล้วผึ่งให้แห้ง ก่อนนำมาใช้งานใหม่ได้ แต่การล้างปากขวดนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการใช้หลายๆ ครั้ง ถ้าล้างปากขวดไม่สะอาดอาจกลายเป็นที่สะสมเชื้อโรคได้!

แหล่งที่มาจาก:

ดับกลิ่น “ทุเรียน” ในรถอย่างไรให้ได้ผล?

ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลของทุเรียน เราจึงเริ่มเห็นทุเรียนตามท้องตลาด ตามสื่อโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ซึ่งทำให้ทุเรียนเลิฟเวอร์หลายคนทนไม่ไหว ต้องขับรถออกไปซื้อกันเลยทีเดียว แต่หลายคนก็เกิดอาการเซ็งเพราะไม่ชอบ “กลิ่น” ของทุเรียนที่รุนแรงและกำจัดได้ยาก ยิ่งถ้ากลิ่นติดอยู่ในรถยิ่งพาให้ปวดหัว ในวันนี้ Carro จึงมีวิธีที่จะช่วยดับกลิ่นทุเรียนในมาฝากผู้อ่านกัน


1. กาแฟ

ไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือสำเร็จรูป หรือเป็นกากกาแฟยิ่งดี (ขอได้ตามร้านกาแฟสดทั่วไป)  นำมาใส่ในกล่อง ไม่ต้องปิดฝา แล้วใส่ไว้ในรถ ประมาณ 2-3 วัน กาแฟจะช่วยดูดกลิ่นให้จางหายไป



2. ถ่านหุงข้าว

ทุเรียน-2-100

ถ่านหุงข้าว นับว่าเป็นวัตถุดิบที่ให้ประสิทธิภาพในการดับกลิ่นได้ดี เพียงนำถ่านสัก 3-4 ก้อน นำใส่กระป๋องแล้วใส่ไว้ในรถ ในตู้เย็น หรือในบ้านก็ได้ ถ่านจะช่วยลดกลิ่นทุเรียนได้ภายใน 2-3 วัน

 

3. ใบชา, ถุงชา

ทุเรียน3-100

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีฤทธิ์ช่วยสะกดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้ดีมาก เพียงใส่ใบชาลงไปในซองหรือกล่องพลาสติกเจาะรู หรือใช้ถุงชาที่ใช้แล้วก็ได้ ยิ่งใช้หลายๆ ซองยิ่งได้ผลไวขึ้น นำไปวางไว้ในรถ ทิ้งไว้สักพักหรือสัก 1 วัน จะช่วยบรรเทากลิ่นทุเรียนได้อย่างดี


4. ใบเตย

ทุเรียน4-100

คุณสามารถไปซื้อใบเตยที่พับเป็นดอกให้แล้วจากตลาด หรือถ้าที่บ้านมีต้นใบเตยก็เด็ดมาล้าง แล้วเอาพับหรือม้วนเป็นช่อ แล้ววางไว้ในรถ เพียง 1-2 วัน ก็จะไม่มีกลิ่นกวนใจในรถหลงเหลืออยู่

 

และนี่ก็คือวิธีดับกลิ่นทุเรียนอย่างง่ายๆ ที่ปลอดภัยต่อรถและสุขภาพ เพราะใช้แต่วัตถุดิบจากธรรมชาติมาช่วยดับกลิ่น ไร้สารเคมีตกค้างในรถอย่างแน่นอน หรือถ้าหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก่อนนำทุเรียนขึ้นรถ ควรนำทุเรียนใส่กล่องมีฝาปิดมิดชิด หรือใส่ถุง 2 ชั้น แล้วปิดปากถุงอย่างแน่นหนา ก็จะช่วยไม่ให้กลิ่นกระจายไปทั่วรถได้ในระดับนึงค่ะ

จะโดน “ปาดหน้า” กี่ที ก็ไม่มีปัญหา
รวมข้อคิดดีๆ ที่ทำให้ใจไม่ร้อน ตามสภาพอากาศ

การโดน “ขับรถปาดหน้า” ถือเป็นปัญหาโลกแตกพอๆกับคำว่า วันนี้จะกินอะไรดี แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ การขับรถปาดหน้ามักเป็นต้นเหตุให้เกิดการปะทะ ทะเลาะวิวาท หรือถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุเลยก็ได้ เป็นการเสียเงิน เสียเวลาโดยใช่เหตุ บางครั้งก็ถึงขั้นเสียชีวิต!

ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากชั่วโมงเร่งรีบบนท้องถนน จนคนบางคนลืมกฏจราจรไป ยิ่งการขับรถในกรุงเทพฯ ยิ่งเจอเหตุการณ์ “โดนปาดหน้า” ได้บ่อยกว่าชาวบ้าน เพราะคนกรุงเทพฯ มีวิถีชีวิตที่ต้องรวดเร็วในทุกๆอย่าง รวมไปถึง “การขับรถ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขับรถ, หัวร้อน, คิดบวก, เทคนิค

แต่ถึงแม้ว่า เราจะแก้ไขปัญหา “การขับรถปาดหน้า” หรือหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ แต่เราสามารถจัดการอารมณ์ของตนเองได้ หากตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ ซึ่งมีวิธีคิดบวกเบื้องต้น จากกรมสุขภาพจิต ที่จะช่วยลดความหงุดหงิด หรืออาการ “หัวร้อน” จากการโดนปาดหน้า เพื่อลดการทะเลาะวิวาท และการเกิดอุบัติเหตุ ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อรักษาสุขภาพจิตที่ดี วิธีการคิดบวกเบื้องต้น 5 ข้อ ก็ทำได้ง่ายๆ คือ

  1. คิดว่าเขาเป็นคนในครอบครัว เป็นญาติ เป็นครูบาอาจารย์ที่เราเคารพ
  2. คิดว่าเขารีบ เพราะมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนในชีวิตของลูก คนในบ้านหรือญาติๆ
  3. ร้องเพลง, เปิดเพลงที่ชอบ เพื่อระงับหรือเปลี่ยนอารมณ์ของตนเอง ไปในทางที่ดีขึ้น
  4. ฝึกการหายใจทางหน้าท้อง สูดลมหายใจเข้าและออกยาวๆ เพื่อบรรเทาความเครียด
  5. ขอบคุณคนที่ขับปาดหน้ารถ ที่ช่วยฝึกความอดทนให้กับเรา

การฝึกคิดแง่บวกในสถานการณ์แย่ๆเป็นเรื่องที่ดี ทั้งในเวลาที่เกิดเหตุการณ์และในระยะยาว เพราะจะฝึกให้เราเป็นคนใจเย็น มีสติมากขึ้น และการคิดบวกก็ไม่มีผลเสียตามมา ให้เราต้องรับผิดชอบในภายหลัง

ขับรถ-หัวร้อน-คิดบวก-เทคนิค

หวังว่าคุณผู้อ่านจะนำข้อคิดดีๆ 5 ข้อนี้ ไปปรับใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย ไม่หัวร้อน ไร้อุบัติเหตุ แถม save เงินค่าซ่อมรถไปได้อีกเยอะ!

 

ธรรมะ

รถติด หงุดหงิด !!
ลองเปิดคลิปธรรมะฟัง ผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ !!

“รถติด” ปัญหาที่แก้ไม่หายจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วในปจจุบันของคนที่อาคัยอยู่ในตัวเมืองกรุงเทพ ทำให้หลายคนมักหากิจกรรมต่าง ๆ ทำบนรถระหว่างรอไฟแดงที่นานแสนนาน อย่างเช่น เปิดเพลงโปรดฟัง สังเกตุรถคันอื่น เล่นมือถือ โยคะเฟส ยืดเส้นยืดสาย เป็นต้น

วันนี้ คาร์โร จึงขอเสนออีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง การเปิดคลิปธรรมมะฟัง ที่อาจไม่แปลกสำหรับบางคนที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังมีบางคนก็ยังไม่เคยทำฟัง เราจึงนำช่องทางการหาฟัง ดังนี้

การปล่อยวาง

เสียงอ่านพระธรรมเทศนาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง ให้เสียงโดย ธรรมสภา

หมายเหตุ : ณ เวลา 29:46 ซึ่งระบุว่าพระอานนท์เป็นปุถุชนก่อนประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก ขอแก้ไขข้อความดังกล่าวเป็นสำเร็จเป็น “พระโสดาบัน” ก่อนประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก  อ้างอิง: http://84000.org/tipitaka/attha/v.php… (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อที่ ๑๙๓)

 

ธรรมะ : การทำจิตใจให้สงบ

เสียงอ่านพระธรรมเทศนาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง ให้เสียงโดย ธรรมสภา

 

ธรรมะ : ทางสายกลาง

เสียงอ่านพระธรรมเทศนาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง ให้เสียงโดย ธรรมสภา

 

ธรรมะ : วิธีควบคุมความคิดและความรู้สึกในแง่ลบ

เสียงอ่านพระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร

 

ธรรมะ : ปาฏิหาริย์แห่งการคิดบวก

https://youtu.be/TACt-OTrjHo

ชีวิตของเราจะดีหรือไม่ จะสุขหรือจะทุกข์ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเรา ถ้าเราคิดเป็น ชีวิตก็ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าคิดไม่เป็น ชีวิตก็เข้าสู่วงจรของความทุกข์ โดย ว.วชิรเมธี

 

เพลงคลายเครียด ดนตรีบำบัด

บำบัดความเครียดด้วยดนตรีบำบัด เพลงคลายเครียด ช่วยใหรู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ ลดความวิตกกังวล รวมทั้งยังกระตุ้นประสาทสัมผัส การรับรู้ เสริมสร้างสมาธิอีกด้วย

 

ขอบคุณคลิปวิดิโอจาก Youtube : hiphoplanla, ชีวิตนี้น้อยนักฟังธรรมะ ว.วชิรเมธีธรรมะ ธรรมะสอนใจ ธรรมะออนไลน์

กทม

กทม. เกิดปรากฎการณ์สภาพอากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน

เนื่องจากในวันที่ 24 มกราคม 2561 ที่ผ่านมาพบว่าสภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีสภาพอากาศที่อึมครึมคล้ายหมอกลงตลอดวัน และบางพื้นที่มีฝนตกลงมาด้วย แต่แท้ที่จริงเป็นฝุ่นควันอนุภาคขนาดเล็กจิ๋ว ที่มักเกิดจากไฟป่า หรือมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากมีในระดับสูงแล้วคนสูดดมเข้าไปจะเป็นผลเสียกับสุขภาพ

ซึ่ง เพจเฟซบุ๊กกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า กทม. เกิดสภาพอากาศนิ่ง และชั้นอากาศผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้มลพิษทางอากาศเกิดการสะสมตัวในปริมาณมาก ผลการตรวจวัดฝุ่นละออง PM 2.5 ใน กทม. เกินค่ามาตรฐานในทุกพื้นที่ ฝุ่นละออง PM 10 ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศหลัก ได้แก่ การจราจร และรองลงมาคืออุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง

ฝุ่นขนาด PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน คือ มลพิษฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ กล่าวคือเล็กมากจนกระทั่งสามารถเล็ดลอดขนจมูกเข้าสู่ร่างกาย สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง และมะเร็ง

PM 2.5 เกิดจากต้นเหตุสี่หลัก ได้แก่ การคมนาคมขนส่ง การเผาไหม้เครื่องยนต์ จากโรงงานการผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะในที่โล่ง การเผาพืชเกษตร

โดยสามารถแบ่งเป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและเกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจน

PM 2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นาน เป็นที่รับรู้กันว่า PM 2.5 เป็นฝุ่นอัตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) เป็นต้น

กทม

องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็งในปี พ.ศ.2556

ในปี 2560 ระดับมลพิษในอากาศที่บันทึกโดยสถานีตรวจสอบ 19 แห่งใน 14 พื้นที่ทั่วประเทศไทยยังคงเกินค่ามลพิษจำกัดสูงสุดของ WHO โดยพื้นที่ที่มีระดับค่าเฉลี่ยรวมของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ตลอดทั้งปีสูงที่สุดคือ จังหวัดสระบุรี ที่วัดได้ 36 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และธนบุรีในกรุงเทพมหานครที่ 31 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยทั้งสองพื้นที่มีระดับค่ามลพิษสูงกว่าค่ามลพิษจำกัดสูงสุดของ WHO ถึงสามเท่าตัว

ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง ได้แก่ สมุทรสาคร ราชบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏค่ามลพิษในระดับสูงถึงระหว่าง 25-30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยทั้งหมด 14 พื้นที่มีการตรวจวัดค่ามลพิษนั้นต่างมีระดับมลพิษสูงกว่าค่าจำกัดสูงสุดของ WHO ทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น 9 จาก 14 พื้นที่ยังมีค่ามลพิษเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศรายปีแห่งชาติอีกด้วย

กทม

ส่วนวิธีรับมือจากฝุ่นควัน กทม. ที่เกินค่ามาตราฐาน ดังนี้
1 สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ระบบทางหายใจหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกอาคาร และสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น

ขอความร่วมมือเจ้าของยานพาหนะดูแล รักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีและไม่ปล่อยควันดำ และถ้าเป็นได้ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนก็จะช่วยสถานการณ์และลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ได้

3 ใส่หน้ากากป้องกันเมื่อต้องอยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง และหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกอาคาร

4 หากมีอาการทางสุขภาพฉับพลันควรรีบพบแพทย์โดยทันที

 

ภาพและข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ

เคล็ดลับ-อายุยืน

เคล็ดลับใกล้ตัวที่ยิ่งทำมากเท่าไร
ก็ยิ่งมีมีสุขภาพดีชีวิตยืนยาวมากเท่านั้น

การมีสุขภาพที่ดีกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายคนไปแล้ว ซึ่งช่วงเวลาหลังผ่านพ้นปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ในปี 2561 เชื่อว่าต้องมีคนกำลังจะใช้โอกาสนี้ตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับอายุยืน แบบชาวอังกฤษ มาแชร์ใหคุณได้อ่านกัน

เคล็ดลับ-อายุยืน

ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ชาวอังกฤษมีโอกาสที่จะอายุยืนถึง 79.6 ปี และสุขภาพที่ดีขึ้นของชาวอังกฤษในช่วงศตวรรษ 20 นั้น สาเหตุหลักคืออาหาร หลักโภชนาการ และสุขลักษณะที่ดีขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของชาวอังกฤษเพิ่มขึ้นถึง 30 ปี ในช่วงปี 1990 ถึง 2010 จำนวนชาวอังกฤษที่มีชีวิตอยู่และได้รับบัตรอวยพรจากสมเด็จพระราชินีนาถในโอกาสวันเกิดครบ 100 ปีของพวกเขาสูงขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่นอกเหนือจากปัจจัยเหล่านี้ยังมีรูปแบบการใช้ชีวิตบางอย่างเป็นที่รู้กันว่าช่วยให้ชาวอังกฤษอายุยืนด้วยเช่นกัน

1.ปริมาณกิจกรรม

คนแข็งแรงที่เดินวันละ 30 นาที อายุยืนกว่าคนที่เดินน้อยกว่า ไม่ว่าจะมีไขมันสะสมในร่างกายมากน้อยเพียงใด แม้แต่คนที่น้ำหนักเกินก็มีหัวใจที่แข็งแรงขึ้นได้ด้วยการเดินให้มากขึ้นแค่สิบนาทีเพิ่มจากกิจวัตรประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเข้ายิม แค่เคลื่อนไหวให้ได้ครึ่งชั่วโมงทุก ๆ วันก็เหลือเฟือแล้ว

2.ขาและลำตัวที่แกร่ง

ร่างกายช่วงล่างที่แข็งแกร่งทำให้เกิดสมดุล ความยืดหยุ่น และความทนทาน เมื่อแก่ตัวลงคุณสมบัตินี้คือ กุญแจลดความเสี่ยงการหกล้ม กระดูกสะโพกแตก/ร้าว หรืออาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่นำไปสู่สุขภาพที่อ่อนแอเรื้อรัง ราว 1 ใน 5 ของคนทั่วโลกที่กระดูกสะโพกแตก/ร้าว กลายเป็นคนที่สุขภาพถดถอยและเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อน

3.ความมีวินัย

คนที่มองตัวเองว่าเป็นคนมีวินัย มีระเบียบ และบรรลุเป้าเสมอ จะมีแนวโน้มอายุยืนและมีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน นี่เป็นข้อสรุปของงานวิจัยที่ใช้เวลาถึง 12 ปีโดยศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช ในชิคาโก ซึ่งพบว่าคนที่ตั้งสมาธิจดจ่อได้เก่งกว่าต้องออกกำลังสมองมากกว่า เพราะเหตุนี้แม้คุณจะเกษียณแล้วจงทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นสมอง

เคล็ดลับ-อายุยืน

4.น้ำหนักตัว

ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป น้ำหนักตัวเกินทำให้อายุสั้นได้จริง เพราะการแบกรับน้ำหนักที่เกินตัวสร้างความเสี่ยงทั้งต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคมะเร็งบางชนิด และโรคหัวใจ

5.การบริโภคเนื้อแดง

การกินเนื้อแดง (เช่น เนื้อวัว) หรือเนื้อสัตว์แปรรูปเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับที่สี่ คิดเป็นร้อยละ 42 ตามข้อมูลงานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่ง เนื้อสัตว์แปรรูปที่โดนโจมตีหนักคือ ฮอทด็อกและเบคอน ที่พบว่ากินเพียงแค่ 2 ออนซ์/ 50 กรัม ต่อวัน ซึ่งเท่ากับไส้กรอกแค่หนึ่งชิ้นก็เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก

6.การมีเพื่อนฝูง

เพื่อนนั้นดีต่อสุขภาพ เพราะมิตรภาพที่อบอุ่นและเหนียวแน่นช่วยลดความเครียด ความเครียดเรื้อรังคือ บ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน แถมทำให้เซลล์แก่เร็ว สุดท้ายส่งผลให้ชีวิตเราสั้นลงได้ราวๆ 4-8 ปี

เพื่อนที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดคือคนที่ฟังคุณได้ทุกเรื่องโดยไม่ตัดสินคุณ ควรมีเพื่อนที่ร่างกายแข็งแรงด้วย เพราะมีงานศึกษาตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เผยว่า เมื่อเพื่อนๆ หรือครอบครัวคุณน้ำหนักเพิ่ม คุณมีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามพวกเขา ดังนั้น พยายามอยู่ในวงล้อมของคนที่ฟิตเฟิร์ม มีความสุข ไม่ตัดสินคนอื่น ชอบออกกำลังกาย และสนุกกับชีวิตเข้าไว้ แล้วคุณจะทำแบบเดียวกัน

เคล็ดลับ-อายุยืน

7.เครื่องดื่มน้ำตาลสูง

นักวิทยาศาสตร์ที่วิทยาลัยสาธารสุขฮาร์วาร์ดได้วิเคราะห์งานวิจัย 11 ชิ้นโดยมุ่งมองที่ความเชื่อมโยงของการบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลสูง (ส่วนใหญ่เป็นน้ำอัดลม) กับโรคบางโรค ได้ข้อสรุปว่าการดื่มเครื่องดื่มน้ำตาลสูงวันละครั้งขึ้นไปเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจวาย 20 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ถึง 26 เปอร์เซ็นต์ เทียบกันคนที่ดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวไม่ถึง 1 ครั้งต่อเดือน คาดกันว่าการกระตุ้นต่อมรับรสด้วยความหวาน (จะจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์) อยู่เป็นประจำ ทำให้แฟนๆ น้ำอัดลมติดอาหารรสหวานไปด้วย ซึ่งเป็นเหตุเพิ่มน้ำหนักตัว

8.การทำความสะอาดบ้าน

ไม่ใช่เรื่องความสะอาด แต่มันคือการ ‘ชะล้าง’ ร่างกาย การดูดฝุ่น กวาดพื้น หรือล้างหน้าต่างหนึ่งชั่วโมงช่วยเผาผลาญได้ถึงราวๆ 285 แคลอรี ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตไปได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลของงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำกับกลุ่มคนอายุ 70-80 กว่าปี

9.การคิดบวกอยู่เสมอ

ผู้คนที่มองชีวิตด้านบวก มีเป้าหมายในชีวิต และรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคมนั้น มีสุขภาพดีกว่าผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเอง งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษากลุ่มชนที่อายุยืนที่สุดในโลก (เช่น ชาวเมืองโอกินาวา ในญี่ปุ่น และบนเกาะอิคาเรีย ในกรีซ) พบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเหมือนกันตรงการให้ความสำคัญอย่างมากกับครอบครัว เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้าน พอๆ การทุ่มเททำงานหนัก

เคล็ดลับ-อายุยืน

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับ 9 ข้อที่เราได้กล่าวมานี้เป็นเคล็ดลับง่ายๆใกล้ตัว ที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งทำให้สุขภาพดีมีชีวิตยืนยาวแน่นอน รับรอง !!

 

เครดิต : hellomagazinethailand.com