ดับกลิ่น “ทุเรียน” ในรถอย่างไรให้ได้ผล?

ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลของทุเรียน เราจึงเริ่มเห็นทุเรียนตามท้องตลาด ตามสื่อโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ซึ่งทำให้ทุเรียนเลิฟเวอร์หลายคนทนไม่ไหว ต้องขับรถออกไปซื้อกันเลยทีเดียว แต่หลายคนก็เกิดอาการเซ็งเพราะไม่ชอบ “กลิ่น” ของทุเรียนที่รุนแรงและกำจัดได้ยาก ยิ่งถ้ากลิ่นติดอยู่ในรถยิ่งพาให้ปวดหัว ในวันนี้ Carro จึงมีวิธีที่จะช่วยดับกลิ่นทุเรียนในมาฝากผู้อ่านกัน


1. กาแฟ

ไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือสำเร็จรูป หรือเป็นกากกาแฟยิ่งดี (ขอได้ตามร้านกาแฟสดทั่วไป)  นำมาใส่ในกล่อง ไม่ต้องปิดฝา แล้วใส่ไว้ในรถ ประมาณ 2-3 วัน กาแฟจะช่วยดูดกลิ่นให้จางหายไป



2. ถ่านหุงข้าว

ทุเรียน-2-100

ถ่านหุงข้าว นับว่าเป็นวัตถุดิบที่ให้ประสิทธิภาพในการดับกลิ่นได้ดี เพียงนำถ่านสัก 3-4 ก้อน นำใส่กระป๋องแล้วใส่ไว้ในรถ ในตู้เย็น หรือในบ้านก็ได้ ถ่านจะช่วยลดกลิ่นทุเรียนได้ภายใน 2-3 วัน

 

3. ใบชา, ถุงชา

ทุเรียน3-100

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีฤทธิ์ช่วยสะกดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้ดีมาก เพียงใส่ใบชาลงไปในซองหรือกล่องพลาสติกเจาะรู หรือใช้ถุงชาที่ใช้แล้วก็ได้ ยิ่งใช้หลายๆ ซองยิ่งได้ผลไวขึ้น นำไปวางไว้ในรถ ทิ้งไว้สักพักหรือสัก 1 วัน จะช่วยบรรเทากลิ่นทุเรียนได้อย่างดี


4. ใบเตย

ทุเรียน4-100

คุณสามารถไปซื้อใบเตยที่พับเป็นดอกให้แล้วจากตลาด หรือถ้าที่บ้านมีต้นใบเตยก็เด็ดมาล้าง แล้วเอาพับหรือม้วนเป็นช่อ แล้ววางไว้ในรถ เพียง 1-2 วัน ก็จะไม่มีกลิ่นกวนใจในรถหลงเหลืออยู่

 

และนี่ก็คือวิธีดับกลิ่นทุเรียนอย่างง่ายๆ ที่ปลอดภัยต่อรถและสุขภาพ เพราะใช้แต่วัตถุดิบจากธรรมชาติมาช่วยดับกลิ่น ไร้สารเคมีตกค้างในรถอย่างแน่นอน หรือถ้าหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก่อนนำทุเรียนขึ้นรถ ควรนำทุเรียนใส่กล่องมีฝาปิดมิดชิด หรือใส่ถุง 2 ชั้น แล้วปิดปากถุงอย่างแน่นหนา ก็จะช่วยไม่ให้กลิ่นกระจายไปทั่วรถได้ในระดับนึงค่ะ

จะโดน “ปาดหน้า” กี่ที ก็ไม่มีปัญหา
รวมข้อคิดดีๆ ที่ทำให้ใจไม่ร้อน ตามสภาพอากาศ

การโดน “ขับรถปาดหน้า” ถือเป็นปัญหาโลกแตกพอๆกับคำว่า วันนี้จะกินอะไรดี แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ การขับรถปาดหน้ามักเป็นต้นเหตุให้เกิดการปะทะ ทะเลาะวิวาท หรือถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุเลยก็ได้ เป็นการเสียเงิน เสียเวลาโดยใช่เหตุ บางครั้งก็ถึงขั้นเสียชีวิต!

ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากชั่วโมงเร่งรีบบนท้องถนน จนคนบางคนลืมกฏจราจรไป ยิ่งการขับรถในกรุงเทพฯ ยิ่งเจอเหตุการณ์ “โดนปาดหน้า” ได้บ่อยกว่าชาวบ้าน เพราะคนกรุงเทพฯ มีวิถีชีวิตที่ต้องรวดเร็วในทุกๆอย่าง รวมไปถึง “การขับรถ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขับรถ, หัวร้อน, คิดบวก, เทคนิค

แต่ถึงแม้ว่า เราจะแก้ไขปัญหา “การขับรถปาดหน้า” หรือหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ แต่เราสามารถจัดการอารมณ์ของตนเองได้ หากตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ ซึ่งมีวิธีคิดบวกเบื้องต้น จากกรมสุขภาพจิต ที่จะช่วยลดความหงุดหงิด หรืออาการ “หัวร้อน” จากการโดนปาดหน้า เพื่อลดการทะเลาะวิวาท และการเกิดอุบัติเหตุ ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อรักษาสุขภาพจิตที่ดี วิธีการคิดบวกเบื้องต้น 5 ข้อ ก็ทำได้ง่ายๆ คือ

  1. คิดว่าเขาเป็นคนในครอบครัว เป็นญาติ เป็นครูบาอาจารย์ที่เราเคารพ
  2. คิดว่าเขารีบ เพราะมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนในชีวิตของลูก คนในบ้านหรือญาติๆ
  3. ร้องเพลง, เปิดเพลงที่ชอบ เพื่อระงับหรือเปลี่ยนอารมณ์ของตนเอง ไปในทางที่ดีขึ้น
  4. ฝึกการหายใจทางหน้าท้อง สูดลมหายใจเข้าและออกยาวๆ เพื่อบรรเทาความเครียด
  5. ขอบคุณคนที่ขับปาดหน้ารถ ที่ช่วยฝึกความอดทนให้กับเรา

การฝึกคิดแง่บวกในสถานการณ์แย่ๆเป็นเรื่องที่ดี ทั้งในเวลาที่เกิดเหตุการณ์และในระยะยาว เพราะจะฝึกให้เราเป็นคนใจเย็น มีสติมากขึ้น และการคิดบวกก็ไม่มีผลเสียตามมา ให้เราต้องรับผิดชอบในภายหลัง

ขับรถ-หัวร้อน-คิดบวก-เทคนิค

หวังว่าคุณผู้อ่านจะนำข้อคิดดีๆ 5 ข้อนี้ ไปปรับใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย ไม่หัวร้อน ไร้อุบัติเหตุ แถม save เงินค่าซ่อมรถไปได้อีกเยอะ!

 

ธรรมะ

รถติด หงุดหงิด !!
ลองเปิดคลิปธรรมะฟัง ผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ !!

“รถติด” ปัญหาที่แก้ไม่หายจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วในปจจุบันของคนที่อาคัยอยู่ในตัวเมืองกรุงเทพ ทำให้หลายคนมักหากิจกรรมต่าง ๆ ทำบนรถระหว่างรอไฟแดงที่นานแสนนาน อย่างเช่น เปิดเพลงโปรดฟัง สังเกตุรถคันอื่น เล่นมือถือ โยคะเฟส ยืดเส้นยืดสาย เป็นต้น

วันนี้ คาร์โร จึงขอเสนออีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง การเปิดคลิปธรรมมะฟัง ที่อาจไม่แปลกสำหรับบางคนที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังมีบางคนก็ยังไม่เคยทำฟัง เราจึงนำช่องทางการหาฟัง ดังนี้

การปล่อยวาง

เสียงอ่านพระธรรมเทศนาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง ให้เสียงโดย ธรรมสภา

หมายเหตุ : ณ เวลา 29:46 ซึ่งระบุว่าพระอานนท์เป็นปุถุชนก่อนประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก ขอแก้ไขข้อความดังกล่าวเป็นสำเร็จเป็น “พระโสดาบัน” ก่อนประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก  อ้างอิง: http://84000.org/tipitaka/attha/v.php… (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อที่ ๑๙๓)

 

ธรรมะ : การทำจิตใจให้สงบ

เสียงอ่านพระธรรมเทศนาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง ให้เสียงโดย ธรรมสภา

 

ธรรมะ : ทางสายกลาง

เสียงอ่านพระธรรมเทศนาพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง ให้เสียงโดย ธรรมสภา

 

ธรรมะ : วิธีควบคุมความคิดและความรู้สึกในแง่ลบ

เสียงอ่านพระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร

 

ธรรมะ : ปาฏิหาริย์แห่งการคิดบวก

https://youtu.be/TACt-OTrjHo

ชีวิตของเราจะดีหรือไม่ จะสุขหรือจะทุกข์ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเรา ถ้าเราคิดเป็น ชีวิตก็ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าคิดไม่เป็น ชีวิตก็เข้าสู่วงจรของความทุกข์ โดย ว.วชิรเมธี

 

เพลงคลายเครียด ดนตรีบำบัด

บำบัดความเครียดด้วยดนตรีบำบัด เพลงคลายเครียด ช่วยใหรู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ ลดความวิตกกังวล รวมทั้งยังกระตุ้นประสาทสัมผัส การรับรู้ เสริมสร้างสมาธิอีกด้วย

 

ขอบคุณคลิปวิดิโอจาก Youtube : hiphoplanla, ชีวิตนี้น้อยนักฟังธรรมะ ว.วชิรเมธีธรรมะ ธรรมะสอนใจ ธรรมะออนไลน์

กทม

กทม. เกิดปรากฎการณ์สภาพอากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน

เนื่องจากในวันที่ 24 มกราคม 2561 ที่ผ่านมาพบว่าสภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีสภาพอากาศที่อึมครึมคล้ายหมอกลงตลอดวัน และบางพื้นที่มีฝนตกลงมาด้วย แต่แท้ที่จริงเป็นฝุ่นควันอนุภาคขนาดเล็กจิ๋ว ที่มักเกิดจากไฟป่า หรือมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากมีในระดับสูงแล้วคนสูดดมเข้าไปจะเป็นผลเสียกับสุขภาพ

ซึ่ง เพจเฟซบุ๊กกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า กทม. เกิดสภาพอากาศนิ่ง และชั้นอากาศผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้มลพิษทางอากาศเกิดการสะสมตัวในปริมาณมาก ผลการตรวจวัดฝุ่นละออง PM 2.5 ใน กทม. เกินค่ามาตรฐานในทุกพื้นที่ ฝุ่นละออง PM 10 ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศหลัก ได้แก่ การจราจร และรองลงมาคืออุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง

ฝุ่นขนาด PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน คือ มลพิษฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ กล่าวคือเล็กมากจนกระทั่งสามารถเล็ดลอดขนจมูกเข้าสู่ร่างกาย สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง และมะเร็ง

PM 2.5 เกิดจากต้นเหตุสี่หลัก ได้แก่ การคมนาคมขนส่ง การเผาไหม้เครื่องยนต์ จากโรงงานการผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะในที่โล่ง การเผาพืชเกษตร

โดยสามารถแบ่งเป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและเกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจน

PM 2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นาน เป็นที่รับรู้กันว่า PM 2.5 เป็นฝุ่นอัตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) เป็นต้น

กทม

องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็งในปี พ.ศ.2556

ในปี 2560 ระดับมลพิษในอากาศที่บันทึกโดยสถานีตรวจสอบ 19 แห่งใน 14 พื้นที่ทั่วประเทศไทยยังคงเกินค่ามลพิษจำกัดสูงสุดของ WHO โดยพื้นที่ที่มีระดับค่าเฉลี่ยรวมของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ตลอดทั้งปีสูงที่สุดคือ จังหวัดสระบุรี ที่วัดได้ 36 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และธนบุรีในกรุงเทพมหานครที่ 31 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยทั้งสองพื้นที่มีระดับค่ามลพิษสูงกว่าค่ามลพิษจำกัดสูงสุดของ WHO ถึงสามเท่าตัว

ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง ได้แก่ สมุทรสาคร ราชบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏค่ามลพิษในระดับสูงถึงระหว่าง 25-30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยทั้งหมด 14 พื้นที่มีการตรวจวัดค่ามลพิษนั้นต่างมีระดับมลพิษสูงกว่าค่าจำกัดสูงสุดของ WHO ทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น 9 จาก 14 พื้นที่ยังมีค่ามลพิษเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศรายปีแห่งชาติอีกด้วย

กทม

ส่วนวิธีรับมือจากฝุ่นควัน กทม. ที่เกินค่ามาตราฐาน ดังนี้
1 สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ระบบทางหายใจหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกอาคาร และสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น

ขอความร่วมมือเจ้าของยานพาหนะดูแล รักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีและไม่ปล่อยควันดำ และถ้าเป็นได้ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนก็จะช่วยสถานการณ์และลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ได้

3 ใส่หน้ากากป้องกันเมื่อต้องอยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง และหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายนอกอาคาร

4 หากมีอาการทางสุขภาพฉับพลันควรรีบพบแพทย์โดยทันที

 

ภาพและข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ

เคล็ดลับ-อายุยืน

เคล็ดลับใกล้ตัวที่ยิ่งทำมากเท่าไร
ก็ยิ่งมีมีสุขภาพดีชีวิตยืนยาวมากเท่านั้น

การมีสุขภาพที่ดีกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายคนไปแล้ว ซึ่งช่วงเวลาหลังผ่านพ้นปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ในปี 2561 เชื่อว่าต้องมีคนกำลังจะใช้โอกาสนี้ตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับอายุยืน แบบชาวอังกฤษ มาแชร์ใหคุณได้อ่านกัน

เคล็ดลับ-อายุยืน

ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ชาวอังกฤษมีโอกาสที่จะอายุยืนถึง 79.6 ปี และสุขภาพที่ดีขึ้นของชาวอังกฤษในช่วงศตวรรษ 20 นั้น สาเหตุหลักคืออาหาร หลักโภชนาการ และสุขลักษณะที่ดีขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของชาวอังกฤษเพิ่มขึ้นถึง 30 ปี ในช่วงปี 1990 ถึง 2010 จำนวนชาวอังกฤษที่มีชีวิตอยู่และได้รับบัตรอวยพรจากสมเด็จพระราชินีนาถในโอกาสวันเกิดครบ 100 ปีของพวกเขาสูงขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่นอกเหนือจากปัจจัยเหล่านี้ยังมีรูปแบบการใช้ชีวิตบางอย่างเป็นที่รู้กันว่าช่วยให้ชาวอังกฤษอายุยืนด้วยเช่นกัน

1.ปริมาณกิจกรรม

คนแข็งแรงที่เดินวันละ 30 นาที อายุยืนกว่าคนที่เดินน้อยกว่า ไม่ว่าจะมีไขมันสะสมในร่างกายมากน้อยเพียงใด แม้แต่คนที่น้ำหนักเกินก็มีหัวใจที่แข็งแรงขึ้นได้ด้วยการเดินให้มากขึ้นแค่สิบนาทีเพิ่มจากกิจวัตรประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเข้ายิม แค่เคลื่อนไหวให้ได้ครึ่งชั่วโมงทุก ๆ วันก็เหลือเฟือแล้ว

2.ขาและลำตัวที่แกร่ง

ร่างกายช่วงล่างที่แข็งแกร่งทำให้เกิดสมดุล ความยืดหยุ่น และความทนทาน เมื่อแก่ตัวลงคุณสมบัตินี้คือ กุญแจลดความเสี่ยงการหกล้ม กระดูกสะโพกแตก/ร้าว หรืออาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่นำไปสู่สุขภาพที่อ่อนแอเรื้อรัง ราว 1 ใน 5 ของคนทั่วโลกที่กระดูกสะโพกแตก/ร้าว กลายเป็นคนที่สุขภาพถดถอยและเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อน

3.ความมีวินัย

คนที่มองตัวเองว่าเป็นคนมีวินัย มีระเบียบ และบรรลุเป้าเสมอ จะมีแนวโน้มอายุยืนและมีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน นี่เป็นข้อสรุปของงานวิจัยที่ใช้เวลาถึง 12 ปีโดยศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช ในชิคาโก ซึ่งพบว่าคนที่ตั้งสมาธิจดจ่อได้เก่งกว่าต้องออกกำลังสมองมากกว่า เพราะเหตุนี้แม้คุณจะเกษียณแล้วจงทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นสมอง

เคล็ดลับ-อายุยืน

4.น้ำหนักตัว

ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป น้ำหนักตัวเกินทำให้อายุสั้นได้จริง เพราะการแบกรับน้ำหนักที่เกินตัวสร้างความเสี่ยงทั้งต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคมะเร็งบางชนิด และโรคหัวใจ

5.การบริโภคเนื้อแดง

การกินเนื้อแดง (เช่น เนื้อวัว) หรือเนื้อสัตว์แปรรูปเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับที่สี่ คิดเป็นร้อยละ 42 ตามข้อมูลงานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่ง เนื้อสัตว์แปรรูปที่โดนโจมตีหนักคือ ฮอทด็อกและเบคอน ที่พบว่ากินเพียงแค่ 2 ออนซ์/ 50 กรัม ต่อวัน ซึ่งเท่ากับไส้กรอกแค่หนึ่งชิ้นก็เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก

6.การมีเพื่อนฝูง

เพื่อนนั้นดีต่อสุขภาพ เพราะมิตรภาพที่อบอุ่นและเหนียวแน่นช่วยลดความเครียด ความเครียดเรื้อรังคือ บ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน แถมทำให้เซลล์แก่เร็ว สุดท้ายส่งผลให้ชีวิตเราสั้นลงได้ราวๆ 4-8 ปี

เพื่อนที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดคือคนที่ฟังคุณได้ทุกเรื่องโดยไม่ตัดสินคุณ ควรมีเพื่อนที่ร่างกายแข็งแรงด้วย เพราะมีงานศึกษาตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เผยว่า เมื่อเพื่อนๆ หรือครอบครัวคุณน้ำหนักเพิ่ม คุณมีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามพวกเขา ดังนั้น พยายามอยู่ในวงล้อมของคนที่ฟิตเฟิร์ม มีความสุข ไม่ตัดสินคนอื่น ชอบออกกำลังกาย และสนุกกับชีวิตเข้าไว้ แล้วคุณจะทำแบบเดียวกัน

เคล็ดลับ-อายุยืน

7.เครื่องดื่มน้ำตาลสูง

นักวิทยาศาสตร์ที่วิทยาลัยสาธารสุขฮาร์วาร์ดได้วิเคราะห์งานวิจัย 11 ชิ้นโดยมุ่งมองที่ความเชื่อมโยงของการบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลสูง (ส่วนใหญ่เป็นน้ำอัดลม) กับโรคบางโรค ได้ข้อสรุปว่าการดื่มเครื่องดื่มน้ำตาลสูงวันละครั้งขึ้นไปเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจวาย 20 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ถึง 26 เปอร์เซ็นต์ เทียบกันคนที่ดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวไม่ถึง 1 ครั้งต่อเดือน คาดกันว่าการกระตุ้นต่อมรับรสด้วยความหวาน (จะจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์) อยู่เป็นประจำ ทำให้แฟนๆ น้ำอัดลมติดอาหารรสหวานไปด้วย ซึ่งเป็นเหตุเพิ่มน้ำหนักตัว

8.การทำความสะอาดบ้าน

ไม่ใช่เรื่องความสะอาด แต่มันคือการ ‘ชะล้าง’ ร่างกาย การดูดฝุ่น กวาดพื้น หรือล้างหน้าต่างหนึ่งชั่วโมงช่วยเผาผลาญได้ถึงราวๆ 285 แคลอรี ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตไปได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลของงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำกับกลุ่มคนอายุ 70-80 กว่าปี

9.การคิดบวกอยู่เสมอ

ผู้คนที่มองชีวิตด้านบวก มีเป้าหมายในชีวิต และรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคมนั้น มีสุขภาพดีกว่าผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเอง งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษากลุ่มชนที่อายุยืนที่สุดในโลก (เช่น ชาวเมืองโอกินาวา ในญี่ปุ่น และบนเกาะอิคาเรีย ในกรีซ) พบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเหมือนกันตรงการให้ความสำคัญอย่างมากกับครอบครัว เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้าน พอๆ การทุ่มเททำงานหนัก

เคล็ดลับ-อายุยืน

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับ 9 ข้อที่เราได้กล่าวมานี้เป็นเคล็ดลับง่ายๆใกล้ตัว ที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งทำให้สุขภาพดีมีชีวิตยืนยาวแน่นอน รับรอง !!

 

เครดิต : hellomagazinethailand.com

 

20-สิ่งทำก่อน-40

วางแผน 20 สิ่งที่คุณควรเริ่มทำก่อนที่อายุจะ 40

ทุกวันนี้คุณเคยถามตัวเองกันบ้างไหม ? ว่าคุณอยากวางแผนชีวิตในอนาคตข้างหน้าไว้อย่างไร หรือเราอยากจะเริ่มแก่ไปเป็นแบบไหน ถ้าใครที่ยังไม่เริ่มต้นมองชีวิตในระยะยาวต้องรีบวางแผนกันได้แล้วนะ และถ้าชีวิตของคุณยังขาดสีสัน ควรลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่คุณจะแก่เกินทำเรื่องอะไรพวกนี้แล้วก็ได้ ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

  1. ออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

    20-สิ่งทำก่อน-40

  2. เลิกใช้บัตรเครดิต 20-สิ่งทำก่อน-40

  3. ลองเป็นอาสาสมัคร 20-สิ่งทำก่อน-40

  4. อ่านหนังสือดีๆ 20-สิ่งทำก่อน-40

  5. ออกกำลังกาย
    20-สิ่งทำก่อน-40

  6. เล่นดนตรี

    20 สิ่งทำก่อน 40

  7. หากิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นอะดรีนาลีน เช่น เล่นเกม ปีนเขา โดดร่ม 20 สิ่งทำก่อน 40

  8. หาอะไรใหม่ๆที่ยังไม่เคยกิน และหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพทาน 20 สิ่งทำก่อน 40

  9. ปลูกต้นไม้

    20 สิ่งทำก่อน 40

  10. เรียนดำน้ำ และออกไปดำน้ำในทะเลจริงๆ 20 สิ่งทำก่อน 40

  11. เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ 

  12. ออกไปเที่ยวที่เคยอยากไปแต่ไม่ได้ไป

  13. ให้เวลากับตัวเอง

  14. เรียนหรืออบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองเคยสนใจแต่ยังไม่เคยลองเรียน

  15. ลองเรียนภาษาใหม่ๆ

  16. เล่นกีฬาที่ไม่เคยลอง

  17. พูดคุยกับครอบครัวให้มากขึ้น

  18. หาบทเรียน เพิ่มประสบการณ์ชีวิต

  19. วางแผนการเงิน

  20. คิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ทั้งดีและไม่ดี

 

ทั้ง 20 สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการบอกให้คุณได้เตรียมตัว ก่อนจะเข้าวัยที่ไม่เหมือนเดิม เตรียมทั้งเรื่องของร่างกาย จิตใจ และพร้อมจะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม

สุดท้าย เราหวังว่าอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ให้คุณได้ทำบางอย่างในชีวิตที่อาจเคยคิดจะทำแต่ไม่มีเวลา ดังนั้น ตอนนี้ล่ะ ! เริ่มเลย !  เพราะเวลามันเคยรอใคร ออกไปใช้ชีวิตให้คุ้มกันเถอะ ! อย่างให้มาคิดเสียดายทีหลังว่าทำไมตอนนั้นไม่ได้ทำ

ท่าออกำลังกาย ขณะรถติด

มาออกกำลังกายกันเถอะ ด้วย 7 ท่าที่ทำได้แม้รถติด

ขณะที่คุณกำลังนั่งเบื่อหน่ายอยู่ในรถที่ติดนานๆ ทำได้แค่มองโน้นนี้นั้นไปเรื่อยๆ และหาอะไรทำเรื่อยเปื่อย รถก็ยังติดอยู่ที่เดิม ลองหันมาออกกำลังกายเบาๆ ภายในรถยนต์ของคุณดูสิ ด้วยท่าง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ อีกทั้งยังทำให้คุณเกิดความเพลิดเพลิน และช่วยให้กล้ามเนื้อ Fit & Firm ขึ้นอีกด้วย คุณจะได้ไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

 

1.ท่าออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา

ยกขาซ้ายขึ้นจากพื้นและจากเก้าอี้ ในลักษณะที่เข่างอเล็กน้อย ยกค้างไว้ นับ 1-8 แล้ววางขาลงช้าๆ ถ้ารถยังไม่เขยื้อน ทำขาขวาต่อเลย ทำแบบนี้สลับไปมาสัก 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

2.ท่าออกกำลังกายบริหารหน้าท้อง

ผ่อน หรือ คลายลมหายใจออก ช้าๆเต็มที่ ท้องแฟบเกร็งหน้าท้อง นับในใจ 1-8 แล้วสูดลมหายใจเข้าสึกๆ ช้าๆ นะ อย่ารีบ ท้องป่อง เกร็งหน้าท้องนับในใจ 1-8 แล้วคลายลมหายใจออกอีก ทำสลับกัน 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

3.ท่าออกกำลังกายบริหารแขนและหน้าอก

วางมือทั้งสองข้างบนพวงมาลัยรถ วางมือซ้ายที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และมือขวาที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา เหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตึง แล้วออกแรงผลักพวงมาลัยไปข้างหน้าช้าๆ ( ถ้ารถเคลื่อนให้ดึงเบรกมือไว้ชั่วคราว ) แล้หยุดนับ 1-8 แล้วเปลี่ยนทิศทางการออกแรง เป็นดึงพวงมาลัยเข้ามาหาตัวทำคล้ายๆกับเบรกรถจนตัวโก่งนั้นล่ะ แล้วหยุด นับ 1-8 ทำแบบนี้กลับไปกลับมา 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

4.ท่าออกกำลังกายบริหารข้อศอก

ตั้งข้อศอกซ้ายทำมุม 90 องศากับลำตัว กำหมัดให้หมัดของคุณอยู่บริเวณแถวสะดือ ดันข้อศอกซ้ายเข้ากับพนักเก้าอี้ข้างๆนับ 1-8 แล้วสลับทำแบบเดียวกันกับข้อศอกขวา แต่ให้ดันข้อศอกขวาเข้ากับประตู ( อย่าลืมล็อคประตูรถก่อนนะ ) ทำแบบนี้กลับไปกลับมา 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

5.ท่าออกกำลังกายบริหารสะโพก

ใช้มือทั้งสองข้างจับเนื้อสะโพก ( ถ้าทำมากๆได้ก็ให้ทำลงไปถึงแก้มก้นได้เลย ) บีบให้แน่น แน่นอนก้นของท่านจะทับมือ นับ 1-8 แล้วคลาย ( ทำเหมือนกับนวดกล้ามเนื้ออื่นๆ ) ทำซ้ำ 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

6.ท่าออกกำลังกายบริหารหัวไหล่

ยกไหล่ขึ้นให้สูงที่สุด สูงจนรู้สึกคอหดเลยแล้วยกค้างไว้ 1-8 แล้วหมุนหัวไหล่ โดยหมุนไปด้านหลังก่อน แล้วหมุนควงหัวไหล่กลับมาด้านหน้า หมุนควงหัวไหล่ไปด้านหลัง แล้วหมุนควงหัวไหล่ไปด้านหน้า ถ้าทำผิดทางก็ไม่เป็นไร ทำอันไหนก่อนหลังก็มีค่าเท่ากันลดไหล่ลงตามปกติ แล้วก็ยกไหล่ขึ้นทำแบบเดิมซ้ำอีก ทำ 4-5 รอบ ( มากกว่านี้ก็ได้ )

 

7.ท่าออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหน้า

ท่านี้ต้องอาศัยความสามารถทางการแสดงเล็กน้อย โดยให้คุณทำหน้าทำตาแสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น ตกใจ,เสียใจ,ดีใจ,และโกรธ ทำแต่ละท่าแล้วค้างไว้นับ 1-8 แล้วเริ่มแสดงหน้าตาท่าใหม่หมุนเวียนกันไป เพื่อบริหารกล้ามเนื้อแต่ละส่วนบนใบหน้า ( แต่ระวังอย่าไปทำใกล้ๆกระจก เดี๋ยวรถข้างๆเขาจะเข้าใจผิด )

 

หมายเหตุ : การออกกำลังกายในรถ จะเลือกทำท่าไหนก่อนก็ได้ แต่ควรพยายามทำสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ครบทุกท่านะจ๊ะ !

 

Source :
วารสารโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
siamca.com

ขับรถอย่าเล่นมือถือ

ขับรถอย่าเล่นมือถือ !!

     เชื่อเถอะว่า หลายๆโครงการในประเทศไทยพยายามรณรงค์เรื่องนี้ และพูดอะไรทำนองมานานแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่เล่นมือถือไปขับรถไป เพราะประมาท และย่ามใจว่าคงไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวเองแน่ๆ Carro ไม่ขอพูดอะไรซ้ำซาก แต่จะขอหยิบยก 5 กรณีตัวอย่างนี้ เพื่อให้เหตุผล 5 ข้อกับคุณ มาเริ่มกันเลย

 

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

1. Selfie อาจเปลี่ยนชีวิต!
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส ขณะที่สาวน้อยวัย 19 ปีกำลัง Selfie เพื่อส่งรูปถ่าย Sexy ของตัวเองให้แฟนหนุ่ม รถของเธอก็ชนท้ายรถตำรวจเข้าอย่างจัง!

ความพีคของเรื่องนี้คือขณะที่เกิดอุบัติเหตุ เธอกำลัง Selfie แบบ Topless (เปลือยท่อนบน) อยู่!

หลังจากตำรวจ (ซึ่งเป็นคู่กรณี) ลงจากรถมาสอบถามก็ต้องตะลึงกับสภาพเปลือยครึ่งท่อนของสาวคนขับ แถมยังพบว่าเบาะข้างคนขับมีไวน์ที่เปิดขวดแล้ววางอยู่ โดยสาวคนขับได้ให้การว่า เธอกำลัง Selfie และส่งรูปถ่ายลับๆ ให้กับหนุ่มคนรักขณะที่ีรถติดไฟแดง แต่พลาดอย่างไรก็ไม่ทราบ รถได้เลื่อนไปชนท้ายรถตำรวจซึ่งจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าอย่างเต็มเปา!

สุดท้ายสาวน้อยนางนี้ก็ถูกปรับด้วยข้อหาเมาแล้วขับ เป็นเงินจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 70,000 บาท) แถมยังเป็นที่กล่าวขานในสังคมออนไลน์ไปอีกนาน

 

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

2. เปลี่ยนเพลง 1 ที ฆ่า 4 ศพ!
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อคนขับรถบรรทุกก้มมองสมาร์ทโฟนของตัวเองเป็นเวลา 45 วินาทีเพื่อเลื่อนเปลี่ยนเพลง จากนั้นรถของเขาก็ชนเข้ากับรถ SUV ของคุณแม่ลูกสามอย่างรุนแรง!

อุบัติเหตุนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เทรซี่ คุณแม่ซึ่งกำลังขับรถเสียชีวิตทันทีเท่านั้น แต่ยังทำให้อีธาน จอช และเอมี่ ลูกทั้ง 3 ของเทรซี่เสียชีวิตหมดทุกคน!

ภาพจากกล้องวงจรปิดและกล้องที่ติดตั้งอยู่หน้ารถได้แสดงให้เห็นว่า ชายขับรถบรรทุกทำความผิดจริงด้วยการก้มหน้าก้มตาเลือกเพลงจากสมาร์ทโฟน จนต้องละสายตาจากถนนนานเกือบหนึ่งนาที และ 0.75 วินาทีหลังจากการชนเกิดขึ้น กล้องได้จับสีหน้าตื่นตกใจสุดชีวิตของเขาเอาไว้ได้ แต่ขณะนั้นมันสายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

ล่าสุดคนขับรถบรรทุกถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ส่วนสามีของคุณแม่ที่เสียชีวิต (คุณพ่อของเด็กๆ) ต้องจัดงานศพให้กับสมาชิกครอบครัวที่จากไปพร้อมกันถึง 4 คน

 

เล่นมือถือ-ขับรถ-ผิดกฎหมาย

3. รถพังยับเพราะรีบกดรับอั่งเปา
ถือเป็นเรื่องซวยรับวันตรุษจีนเลยทีเดียว เมื่อหนุ่มชาวจีนมัวแต่รีบกดชิงอั่งเปาจากแอพฯ Wechat รู้ตัวอีกทีรถก็วิ่งเลยไปถึงสี่แยกและประสานงาเข้ากับรถอีกคันอย่างจัง!

อั่งเปาที่ว่านี้เป็นอั่งเปาออนไลน์ที่แจกกันในห้องสนทนากลุ่มของ Wechat ซึ่งอำนวยความสะดวกให้บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ต้องแจกอั่งเปาเป็นกระดาษในวันตรุษจีนอีกต่อไป แถมยังมีกติกา “มาก่อนได้ก่อน” ให้ลูกหลานได้สนุกสนานจากการแย่งชิงอั่งเปากันอีกด้วย

แต่การรีบกดรับอั่งเปาขณะขับรถก็ส่งผลน่ากลัวแบบนี้เอง แม้จะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่รถของหนุ่มชาวจีนผู้โชคร้ายก็ได้รับการประเมินค่าเสียหายราว 10,000 หยวน (ราวๆ 50,000 บาท) ซึ่งไม่รู้ว่าจะคุ้มกับเงินอั่งเปาที่ได้มาหรือไม่

 

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

4. แค่คุยโทรศัพท์ทำรถชนยับ 10 คันรวด!
สาว 17 คุยโทรศัพท์ขณะขับรถแล้วเสียสมาธิจนเผลอขับรถฝ่าไฟแดง ส่งผลให้รถชนกัน 10 คันรวดบริเวณ 4 แยก!โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้ใครต้องบาดเจ็บสาหัส แม้ว่าเรื่องราวจะแสนอลหม่านและเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เพราะรถของเด็กสาวไปตัดหน้ารถขนดิน ทำให้รถขนดินพลิกคว่ำจนดินกองท่วมถนน อีกทั้งยังทำให้การจราจรติดขัดยาวเหยียด!

ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้เด็กสาวที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถถูกปรับเป็นเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 17,500 บาท) ด้วยข้อหาฝ่าสัญญาณไฟจราจร และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

 

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

5. เล่นมือถือมือซ้าย ขี่มอเตอร์ไซค์มือขวา ชนท้ายรถข้างหน้าเต็มๆ!
เหตุการณ์ท้ายสุดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยของเรานี่เอง เมื่อหนุ่มเมืองนครศรีธรรมราชเล่นมือถือไปขับมอเตอร์ไซค์ไปจนลืมดูทาง แล้วชนเข้ากับรถปิคอัพซึ่งจอดอยู่ข้างทางอย่างจัง!

แม้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหนัก และไม่มีความเสียหายมากนัก แต่มันก็ทำให้ทั้งคนขับมอเตอร์ไซค์และเจ้าของรถปิคอัพเสียอารมณ์ไปตามๆ กัน!

 

นี่คือ 5 ตัวอย่างที่คุณไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง! และเป็น 5 เหตุผลที่ชัดเจนมากที่ควรจะเลิกเล่นมือถือขณะขับรถ จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อไหนที่มีจุดจบอย่างสวยงามเลย แถมยังนำมาซึ่งการสูญเสีย ตั้งแต่ความรู้สึก ทรัพย์สินเงินทอง ไปจนถึงชีวิต

และอย่าลืมว่า การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ยานพาหนะใดๆ โดยไม่มีอุปกรณ์เสริมช่วยในการสนทนา ตามกฎหมายถือว่ามีโทษปรับถึง 400 – 1,000 บาท ต่อให้ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ มันก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี !

เอาเป็นว่าควรขับขี่อย่างไม่ประมาท ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ใดๆ ขณะขับรถ เชื่อ Carro เถอะ! เราจะได้อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ