Thailand-Car-Auctions

ในช่วงที่โควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปในทั่วโลกอยู่ขณะนี้ แม้ว่าสถานการณ์ในไทยจะผ่อนคลายไปมากแล้วก็ตาม อีกทั้งตลาดรถใหม่ของเราจะผ่านงาน Motor Show 2020 (มอเตอร์โชว์ 2020) ไปหมาดๆ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 นี้ ดูเติบโตในระดับหนึ่ง แต่ก็น้อยไปกว่าครึ่งทีเดียว หากเทียบกับยอดขายรถในงาน Motor Show ปีที่ผ่านมา

ในเวลานี้ตลาดรถมือสองอาจจะเรียกได้ว่าไม่ปกตินัก เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการตกงาน หรือถูกลดเงินเดือน หลายรายผ่อนรถต่อไม่ไหว รถจึงถูกยึดไปโดยไฟแนนซ์ หรือสถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก ก็กระทบกันไปตามๆ กัน จนต้องปรับกลยุทธ์กันรายวัน

แต่ตอนนี้บรรดาลานประมูลรถหลายๆ แห่งนั้น กลับเรียกได้ว่ากำลังคึกคักเลยทีเดียว หลายที่บอกหารถไม่ได้ตามต้องการด้วยซ้ำไป! เป็นเพราะอะไร เดี๋ยว MR.CARRO จะพาไปทำความรู้จักกับการประมูลรถกัน …

Thailand-Car-Auctions

การประมูลรถ คือ การให้ผู้ซื้อ (ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ประกอบการรถมือสอง) เข้ามาแข่งขันกันเสนอราคาให้มากที่สุดเท่าที่จะให้ได้ต่อรถคันนั้น ซึ่งวิธีดังกล่าวนั้น ทำให้รถยนต์มีมูลค่าเพิ่มจากปกติตามสภาพที่ขายได้ทั่วไป ซึ่งสถาบันการเงินหลายแห่งต่างนิยมมากในการปล่อยรถยนต์ที่ยึดมาจากลูกค้า ที่ไม่สามารถผ่อนจ่ายได้ตามกำหนด

รถประมูลส่วนมาก ที่นำมาประมูลกัน โดยหลักๆ แล้วจะมาจาก

1. รถจากสถาบันการเงิน มักจะมาจากรถยนต์ที่ถูกไฟแนนซ์ ยึดรถมาขายทอดตลาด

2. รถอุบัติเหตุ เป็นการประมูลซากรถ หรือขายซากรถนั้นเอง ส่วนใหญ่มักจะซื้อไปทำอะไหล่กัน

3. รถปลดระวางจากบริษัทรถเช่า หรือหน่วยงานราชการ ซึ่งรถประเภทนี้ หลายคันสภาพดี แต่หลายคันก็ใช้งานมาหนัก (โดยเฉพาะรถเช่า) ก่อนซื้อก็ต้องตรวจสอบดูว่า มีชนหนักเบา เครื่องยนต์สภาพเป็นอย่างไรบ้าง

4. รถของกลาง คือรถที่โดนตำรวจ หรือสรรพสามิตยึดมา บางคันเป็นรถที่ยึดมาจากพ่อค้ายาเสพติด หรือรถยนต์นำเข้าโดยการหนีภาษี หลายคันเป็นรถสปอร์ต รถซูเปอร์คาร์ ซึ่งรถพวกนี้บอกได้เลยว่าไม่ต้องไปสู้ให้เสียเวลา เพราะมีใบสั่งมาแล้ว ว่าใครจะประมูลรถคันไหนกลับไป

Thailand-Car-Auctions

หากใครที่คิดจะซื้อรถประมูล คุณต้องดูรถเป็นด้วย ไม่ว่าจะตัวถังรถ เครื่องยนต์ เลขรหัสต่างๆ ถูกต้องครบถ้วนหรือเปล่า ส่วนมากแล้วผู้ประมูลรถมักจะเป็นผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสอง ที่ต้องการหารถเข้าเต็นท์ไปขายนั่นเอง รถบางคันอาจมีสภาพไม่สมบูรณ์ อาจจะต้องมา “เก็บงาน” อะไรกันอีก

แต่รถประมูลเหล่านี้ มั่นใจได้ว่าถูกกฎหมาย 100% แน่นอน เพราะทางผู้จัดการประมูล ต้องทำการตรวจสอบมาก่อนหน้าแล้ว นี่จัดว่าเป็นข้อดีของรถประมูล

และในเวลานี้ (เดือนกรกฎาคม 2563) รถยนต์มีเข้าสู่ระบบการประมูลน้อยลง เพราะลูกหนี้บางส่วนยังสามารถใช้รถยนต์ได้ โดยการประนอมหนี้กับทางสถาบันการเงิน ทำให้รถยนต์ที่เกิดจาก NPL ถูกยึดลดลง ส่งผลให้ราคารถยนต์มือสองปรับตัวขึ้นประมาณ 2 – 3% เพราะ Demand มากกว่า Supply ซึ่งรวมไปถึงรถประมูลด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นที่สนใจอย่างมาก ของบรรดาผู้ประกอบการรถมือสองในเวลานี้ ในการหาของดีราคาถูกเข้าเต็นท์รถ

สำหรับใครที่ต้องการประมูลรถ ไม่ว่าจะประมูลรถที่งานประมูล หรือจะประมูลรถออนไลน์ ก็เตรียมตัวเก็บตังค์กันไว้นะครับ

Thailand-Car-Auctions

อยากประมูลรถ ต้องทำอย่างไร?

ลงทะเบียนเข้าร่วมประมูล โดยเตรียมหลักฐาน ดังนี้

บุคคลธรรมดา

  • บัตรประชาชนพร้อมสำเนา
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • กรณีที่ผู้ประมูลไม่ได้มาดำเนินการด้วยตัวเอง ให้ใช้หนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตร ประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ

นิติบุคคล

  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ลงนามผูกพันนิติบุคคล

1. ผู้ซื้อควรตรวจสภาพรถและข้อมูลรถที่ตัวรถก่อนทำการประมูล

2. ผู้เข้าร่วมประมูลต้องมัดจำค่าป้ายหมายเลขผู้ประมูล 20,000 บาท ด้วยเงินสด หรือ แคชเชียร์เช็ค (หากไม่สามารถประมูลรถยนต์ได้ จะได้รับเงินคืนทันที)

3. กรณีต้องการจัดไฟแนนซ์หรือเช่าซื้อกรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายเช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) ก่อนทำการประมูลทุกครั้ง

4. แสดงเจตนาการซื้อรถยนต์ด้วยวิธียกป้ายหมายเลขประมูลเท่านั้น (ถ้าแสดงโดยวิธีอื่น โฆษกจะไม่นับขายให้) โดยเริ่มการประมูลจากราคากลาง ซึ่งหากผู้เข้าประมูลเสนอซื้อมากกว่า 1 ราย

• โฆษกจะปรับราคาขึ้นครั้งละ 2,000 บาท กรณีที่ราคาเริ่มต้น 1-999,999 บาท

• โฆษกจะปรับราคาขึ้นครั้งละ 10,000 บาท กรณีที่ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปและผู้เสนอซื้อในราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะการประมูล

5.ผู้ชนะการประมูลต้องลงลายมือชื่อในเอกสารหลักฐานการประมูลและมีเจ้าหน้าที่พาไปชำระเงินมัดจำ

Thailand-Car-Auctions

6.กรณีที่ประมูลรถยนต์ได้ ต้องชำระเงินดังนี้

6.1 ชำระเงินในวันประมูล

  • วางเงินมัดจำ จำนวน 10% ของราคารถยนต์ที่ประมูลได้ หรือจ่ายผ่านบัตรเครคดิตวีซ่าการ์ด, บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด (กรณีชำระด้วยบัตรเครดิต จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเครดิตเป็นเงินสด) ส่วนจำนวนเงิน 90% ที่เหลือชำระผ่านบัญชีภายใน 3 วัน ทำการนับจากวันที่ประมูลก่อนเที่ยง (12.00 น.)
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของเงินมัดจำ (กรณีรถที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • ค่าดำเนินการ 8,560 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
  • ค่าดำเนินการ รถ 6 ล้อ ขึ้นไป 10,700 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

6.2 ชำระเงินส่วนที่เหลือภายในวันพฤหัสบดีก่อน 12.00 น. ผู้ประมูลได้ตรวจสอบสภาพรถยนต์ และ อุปกรณ์ประจำรถยนต์ภายหลังการประมูล โดยบริษัท สหการประมูล จะออกใบตรวจสภาพรถแก่ท่านเป็นหลักฐานเพื่อใช้ยืนยันในวันรับรถ กรณีที่ท่านไม่ยอมตรวจสภาพรถยนต์ บริษัทฯถือว่าท่านสละสิทธิ์การเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น

ผู้ชนะการประมูลมีความประสงค์ขอเปลี่ยนชื่อผู้ซื้อหลังจากหนังสือสัญญาออกแล้ว บริษัทฯจะเปลี่ยนให้ หากมีเหตุผลอันสมควรโดยคิดค่าใช้จ่ายดังนี้

  • รถที่ประมูลได้ราคาจบน้อยกว่า 10,000 บาท ต้องชำระค่าเปลี่ยนชื่อผู้ประมูลคันละ 3,000 บาท ต่อการเปลี่ยนชื่อ 1 ครั้ง
  • รถที่ประมูลได้ราคาจบตั้งแต่ 10,000 บาท ต้องชำระค่าเปลี่ยนชื่อผู้ประมูลคันละ 30% ของราคาจบการประมูล ผู้ประมูลรถยนต์ได้จะต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียม, ค่าภาษี, ค่าปรับ, ค่าจดทะเบียนในการขอใช้รถใหม่ (กรณีรถยนต์ที่ประมูลได้มีการแจ้งหยุดการใช้รถไว้) และเงินเพิ่มภาษีนิติบุคคล (รถ-ประมูลแบบนิติบุคคลและประมูลแบบรถด่วนที่โอนไม่เกิน 2 ต่อ ถ้ามี) รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนและการรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์

กรณีที่ผู้ซื้อประมูลรถยนต์ได้และไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 5 , ข้อ 6.1 บริษัทฯ ถือว่าท่านมีเจตนาก่อกวน และทำให้เกิดความเสียหายกับบริษัทฯ และผู้ประมูลซื้อคนอื่น บริษัทฯจะดำเนินการกับท่านตามที่บริษัทฯ เห็นสมควร เล่มทะเบียนของรถนิติบุคคล ท่านที่ประมูลได้จะได้เล่ม ประมาณ 30 วัน เล่มทะเบียนของรถบุคคลทั่วไป ท่านที่ประมูลได้จะได้เล่ม ประมาณ 15 วัน

ใครที่สนใจ อยากร่วมประมูลรถออนไลน์กับทาง CARRO เพื่อหารถไปใช้ ไปขาย หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่จ้า —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

ตอนนี้ต้องบอกได้เลยว่าตลาดรถมือสองบ้านเรา เจอวิกฤตช่วงโควิด-19 เข้าไป กระทบถึงบรรดาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ถ้วนหน้า นับตั้งแต่รถใหม่ป้ายแดง ที่สต๊อกรถยนต์ยังล้น ซัพพลายเออร์มีคำสั่งซื้อลดลงเรื่อยๆ จนค่ายรถยนต์หลายค่ายต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราว

นับตั้งแต่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และการรณรงค์ Work From Home “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ก็กระทบต่อภาวะการขายรถยนต์อย่างหนัก ซึ่งในวงการรถมือสองก็กระทบไปด้วย จากการที่ลูกค้าถูกเลิกจ้างชั่วคราว หยุดทำงานโดยไม่รับเงินเดือน หรือถูกปลดออกจากงาน

MR.CARRO จะมาวิเคราะห์ตลาดรถมือสอง ปี 2020 หลังจากหมดโควิด-19 จะเป็นอย่างไร? โอกาสทอง หรือ หน้ามืด!

Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

จากข้อมูลของ คุณภิญโญ ธนวัชราภรณ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับผู้ประกอบการรถมือสองที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไว้ในแฟนเพจของทางสมาคมฯ ว่า

“ผู้ประกอบการที่ดี ต้องปรับตัวให้เร็วและแม่นยำ การถือ Stock เป็นจำนวนมากเกินไปจะทำให้อุ้ยอ้าย และปรับตัวได้ช้า ผู้ประกอบการควรถือ Stock ที่ปลอดภัย เน้นรถที่ซื้อง่ายขายคล่อง และเน้นรถ Brand หลัก ที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นขายได้เร็ว และกำไรไม่ต้องมากลด Stock ที่ไม่มีความจำเป็นออก ถ้าจำเป็นต้อง Cut Loss ก็ให้ Cut Loss ให้เร็ว อย่าก่อหนี้เพิ่มถ้าไม่จำเป็น เพราะดอกเบี้ยไม่มีวันหยุด ในขณะที่รายได้ในปีนี้ อาจจะลดลงตลอดทั้งปี อาจต้องยอมขายรถในราคาที่เบียดกับต้นทุน เพื่อให้รถออกจากเต็นท์ไว อาจจะยอมขายขาดทุนด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องรีบขาย

ซึ่งทางนายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ได้แนะนำถึงวิธีรับมืออีกว่า “ทางรอดของเราคือ ปรับตัวให้เร็วและแม่นยำ ถือสต๊อกในจำนวนที่ปลอดภัย เน้นแบรนด์หลักที่มีความเสี่ยงต่ำ ขายเร็วกำไรไม่ต้องมาก ที่สำคัญอย่าสร้างภาระหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น เพราะดอกเบี้ยจะไม่ลดลงตาม”

“และผู้ประกอบการ ควรมองหาช่องทางที่จะเพิ่มมูลค่าของการบริการ รวมถึงการสร้างความมั่นใจ เชื่อถือ และความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคและสังคม เนื่องจากสถานการณ์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติ นี่จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมและอยู่ในใจของผู้บริโภค”

“ยอดขายรถมือสองในตอนนี้ ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ยอดขายหายไปประมาณ 40% ขณะที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อสุดๆ เพราะปัจจุบัน 90% เป็นลูกค้าขอสินเชื่อผ่านไฟแนนซ์ และ 10% ซื้อรถด้วยเงินสด”

Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

ถ้าจำกันได้ ช่วงต้นปี 2563 บรรดาค่ายรถหลายค่ายในบ้านเรา ต่างประเมินถึงยอดขายรถยนต์ป้ายแดงปีนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจย่ำแย่ในปีที่ผ่านมา บางค่ายโชว์ตัวเลขที่หนึ่งล้านคัน ส่วนบางค่ายก็ต่ำกว่าล้านคัน ถ้าหลังจากผ่านวิกฤตโควิด-19 นี้ไป ผมคาดว่ายอดขายรถป้ายแดงปีนี้น่าจะไม่ถึง 9 แสนคันด้วยซ้ำไป เนื่องจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบไปอย่างหนัก ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ อาจจะเหลือเพียง 7 แสนคัน ซึ่งลดลงประมาณร้อยละ 30 และอาจจะลงไปถึง 5 แสนคัน ด้วยซ้ำไป!

ซึ่งภาคการผลิตรถยนต์ในประเทศปีนี้ ต่ำกว่าเป้าเยอะ รวมถึงยอดส่งออกด้วย สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจได้ดีเลยทีเดียว

โดยปกติ กรณีเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายรถใหม่จะลดลง แต่ยอดขายรถมือสองนั้น มักได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากผู้ที่มีกำลังเล่นรถป้ายแดงไม่ไหว ก็จะหันไปซื้อรถมือสองแทน ซึ่งในตลาดรถมือสองตอนนี้ ก็มีหลายรุ่น ที่ถูกลงกว่าเดิมในหลักหมื่นบาท ไปจนถึงหลักแสนบาท ถึงเราเชื่อว่าหากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป ราคารถมือสองคงไม่ได้ตกต่ำแบบในเวลานี้แน่นอน

จากการสำรวจของทีมงาน CARRO พบว่า รถหลายรุ่นที่ราคาลดเยอะพอสมควร อาทิ Toyota Yaris รุ่นปี 2014 ราคาลงมาอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท จากเดิมอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 3 แสนบาท ส่วน Honda Jazz (GK) ราคาปรับมาอยู่ที่ 370,000 บาท ซึ่งจากเดิมราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 4 แสนบาท

หรือ Honda Civic (FC) ราคาปรับลงมาเหลือเริ่มต้นที่ 5 แสนกว่าบาท จากเดิมเริ่มต้นอยู่ที่ 6 แสนกว่าบาท และ Toyota Camry รุ่นปี 2012 ราคาเริ่มต้นหล่นลงมาอยู่ที่ 4 แสนกว่าบาท ส่วนในตัวโฉม Hybrid ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 450,000 บาท

แต่ในครั้งนี้ ลูกค้ารายใหญ่ที่มีฐานเงินเดือนไม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดรถมือสอง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก รถมือสองย่อมได้รับผลกระทบไปเต็มๆ คาดว่าจะมีลูกค้าทิ้งรถ เนื่องจากผ่อนไม่ไหวกันเป็นจำนวนมาก กำลังซื้อที่พอมีอยู่ประปราย ถึงตอนนี้ “นิ่งสนิท” มีแต่ผู้อยากขายรถเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ซื้อก็ยังมีอยู่ แต่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีเงินเย็น รอช้อนของถูกอยู่ในมือจริงๆ

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

สรุป

ผลกระทบของโควิด-19 ต่อวงการรถมือสองนั้น เนื่องจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบจำนวนมหาศาล จากแต่เดิมเศรษฐกิจของไทยก็แย่อยู่แล้วยิ่งส่งผลกระทบอย่างมาก จากธุรกิจบริการต่างๆ ต้องปิดบริการกันเยอะมาก ต้องขายรถเท่าทุน หรือขายตัดขาดทุนก็ต้องยอม

เมื่อคนขาดสภาพคล่อง จนต้องมีการขอพักชำระหนี้ ชลอการจ่ายค่างวดรถกันยกใหญ่ และการจะซื้อรถสักคัน การอนุมัติสินเชื่อรถยนต์มือสองของไฟแนนซ์ ก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้ตลาดรถมือสองในปี 2563 นี้ ว่าหน้ามืดทีเดียว

แต่ก็ยังเป็นโอกาสอยู่บ้าง สำหรับดีลเลอร์ที่มีสะสมเงินเย็นไว้อยู่มาก เนื่องจากตอนนี้เองก็มีลูกค้านำรถมาขายกันเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสในการช้อนซื้อรถเข้าเต็นท์ได้ในราคาถูก เลือกรถคันที่ชอบได้ เพื่อเอาไว้ขายต่อในอนาคต แต่ก็เป็นส่วนน้อยอยู่ดี เพราะบรรดาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ก็เป็นเงินหมุน เงินกู้ ทั้งนั้น

ก็ได้แต่ต้องบอกคำว่า “สู้ สู้” ครับ!

สำหรับดีลเลอร์รายใด หรือผู้ประกอบการรายใด ตอนนี้ยังพอมีกำลังซื้อรถอยู่ หรือผู้ที่อยากขายรถแบบเยอะๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่นี่ครับ @Carropartner —> เพิ่มเพื่อน

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

รวมรถมือสอง 6 รุ่น ราคาถูกน่าซื้อ

หากคุณมีงบประมาณก้อนหนึ่งแล้วอยากได้รถสักคันที่ราคาคุ้มค่า โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็นรถใหม่ “รถมือสอง” จะเป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะมีรถที่น่าใช้ให้คุณเลือกมากมายโดยที่ราคาก็ไม่เกินงบที่คุณตั้งไว้ แต่จะมีรถมือสองรุ่นไหนบ้างที่น่าซื้อ?

Carro จึงรวบรวมรถมือสองนอกกระแส 6 รุ่น ที่ราคาถูก รุ่นไม่เก่าจนเกินไป มาเป็นตัวเลือกให้คุณได้ชมกันค่ะ

1. Toyota Prius รุ่นปี 2013-2014

รวม 6 รุ่นรถมือสองนอกกระแส ราคาคุ้มค่า น่าซื้อ-01

ราคาโดยประมาณ 450,000 – 650,000 บาท

Toyota Prius รถไฮบริดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ออพชั่นแน่น เหนือกว่า C-Segment ทั่วไป มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านเครื่องยนต์และระบบความปลอดภัย เช่น มีระบบ Solar Ventilation System หรือระบบระบายอากาศอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีการทำงานโดยใช้แผงโซลาร์รับพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วจึงทำการเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำไปใช้ในการทำงานของพัดลม ซึ่งจะทำให้การจอดรถกลางแดดจะไม่ร้อนจนเกินไปสำหรับตัวรถ และมีการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมัน รวมถึงภายในห้องโดยสารที่มีขนาดกว้างขวาง รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ แถมปัจจุบันรถส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่อีกด้วย

 

2. Subaru XV รุ่นปี 2013-2015

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 550,000 – 750,000 บาท

Subaru XV เป็นทางเลือกที่น่าสนสำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าของรถ SUV เพราะ Subaru รุ่นนี้ ถือเป็นรถ Crossover  SUV ที่มีขนาดคล่องตัว ไม่เทอะทะเกินไป โดดเด่นในด้านสมรรถนะการขับขี่เพราะเครื่องยนต์มีความเสถียรมาก และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร (หรือ Symmetrical All-Wheel Drive) กระจายกำลังทุกล้อเท่าๆ กัน เป็นรถที่สมรรถนะดี เหมาะกับผู้ที่รักในการขับขี่มากกว่าความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ซึ่งเมื่อเทียบราคากับสมรรถนะของตัวรถก็ถือว่าคุ้มค่าแน่นอน บวกกับชื่อเสียงในระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออันเลื่องชื่อของซูบารุ ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

3. Ford Focus รุ่นปี 2013-2015

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 320,000 – 430,000 บาท

Ford Focus รุ่นนี้ถูกดีไซน์ให้มีรูปทรงสปอร์ตด้วยโครงสร้าง Z shape เพื่อให้การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งกว่า ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Active Park Assist เพียงแค่กดปุ่มเดียว แถมตัวรถยังสร้างด้วยเหล็กกล้าโบรอน จึงมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งมากกว่าเหล็กกล้ามาตรฐานถึง 4 เท่า สามารถปกป้องผู้โดยสารและผู้ขับขี่ได้อย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักที่เบา จึงช่วยประหยัดน้ำมัน มาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงเพิ่มความปลอดภัย หากคุณสนใจรถรุ่นนี้ แนะนำให้ซื้อรุ่นเครื่องยนต์เบนซินหัวฉีดตรง 2.0 GDi เพราะมีปัญหาจุกจิกน้อยกว่าเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร

 

4. Mazda3 รุ่นปี 2011-2013

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 380,000 – 430,000 บาท

Mazda3 ได้รับการออกแบบภายใต้ DNA ของมาสด้าอย่างแท้จริง มีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวให้ความเป็นสปอร์ตแต่ขับสนุก รวมถึงเครื่องยนต์ 2000 ซีซี. และเครื่องยนต์ 1600 ซีซี. ที่ได้ปรับแต่งให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 147 แรงม้า มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด, ระบบ Sports Paddle Shift และระบบควบคุมเกียร์ AAS (Active Adaptive Shift) ที่สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะโดยอัตโนมัติตามสไตล์ของผู้ขับขี่ (สำหรับเครื่องยนต์ 2.0L) Mazda3 รุ่นนี้มีดีในด้านรูปลักษณ์, ช่วงล่าง และสมรรถนะที่ไม่แพ้รถเจ้าตลาด รูปทรงสวยร่วมสมัย มีให้เลือกทั้งรุ่นซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบ็ค 5 ประตู

 

5. Chevrolet Cruze รุ่นปี 2011-2013

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 270,000 – 420,000 บาท

สำหรับ Chevrolet Cruze 2013 รูปลักษณ์ภายนอกมีความสปอร์ตนิดๆ เสริมความเด่นด้วยล้ออัลลอย 5 ก้านที่ดูสปอร์ตกว่าเดิม ปุ่มสตาร์ทและดับเครื่องยนต์ถูกเปลี่ยนเป็นทรงกลม อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับด้วยระบบ Passive Entry Passive Start เข้าและออกห้องโดยสารโดยไม่ต้องใช้กุญแจ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสามารถควบคุมระบบ Cruise Control ในส่วนของระบบความปลอดภัย รุ่นนี้ได้เพิ่มระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อก ระบบกระจายแรงเบรกอิเลคทรอนิก EDB ระบบ ESP รักษาเสภียรภาพการทรงตัว ระบบ Traction Control ป้องกันการลื่นไถล และระบบกุญแจนิรภัย Key Immobilizer หากสนใจรถรุ่นนี้ แนะนำให้ซื้อรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ที่ให้พละกำลังดีกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร ในขณะที่ราคาป้ายแดงเกือบ 1.25 ล้านบาท แต่ราคามือสองอยู่แค่ 4 แสนกว่าๆ ถูกกว่าตั้งเกือบ 3 เท่า!

 

6. MG6 รุ่นปี 2015-2016

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 390,000 – 510,000 บาท

รถรุ่นสุดท้ายที่เราจะแนะนำ ก็คือ MG6 รถจากค่ายสัญชาติอังกฤษที่มาเปิดตลาดในไทย MG6 รุ่นนี้ ประกอบเครื่องยนต์เทอร์โบ ขนาด 1.8 ลิตร ให้พละกำลัง 161 แรงม้ารองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด DCT (Dual Clutch Transmission) ทรงตัวดีเยี่ยมด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันและด้านหลังแบบ Z-type มัลติลิ้งค์ ข้อดีของรถรุ่นนี้เน้นไปที่สมรรถนะช่วงล่าง ที่หนึบไม่แพ้รถยุโรปเลยทีเดียว และรุ่นนี้เกือบจะกลายเป็นแรร์ไอเท่ม! ด้วยราคาเปิดตัวที่สูงมาก ส่งผลให้ยอดจำหน่ายน้อยมากเพราะราคาแรง แต่สมรรถนะของรถก็ถือว่าค่อนข้างดี ไม่ได้ตกเหมือนราคาแน่นอน

การตัดสินใจซื้อรถยนต์คือเรื่องใหญ่ มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องคิด อย่างแรกก็คือเรื่องการเงิน หากคุณมีงบจำกัด คุณก็ไม่ควรซื้ออะไรที่แพงเกินไป หรือรถที่มีค่าใช้จ่ายตามมาเยอะๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งหากซื้อรถราคาถูกมากๆ เก่ามากๆ แต่ไม่ปลอดภัยเลยก็ไม่ดี อันตรายแน่นอน

และสิ่งสำคัญที่หลายๆ คนควรทำแต่มองข้ามไป ก็คือ ศึกษารถยนต์แต่ละรุ่นให้ดีก่อนซื้อ อย่างเช่น ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะตัวของรถรุ่นนั้นๆ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหรือการซ่อมอย่างไม่รู้จบในภายหลัง ถ้ารู้ไว้ก่อนและเลี่ยงได้จะดีกว่า เพื่อความสบายใจและสบายกระเป๋าเงินของคุณเองค่ะ สามารถเลือกดูรถมือสองได้ที่ลิงค์นี้ > https://th.carro.co/taladrod

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

สุดท้าย ถ้าคุณต้องการซื้อรถใหม่ อย่าลืม! นำรถคันเดิมของคุณมาลงขายที่คาร์โร ได้ที่ลิงค์นี้เลย > https://th.carro.co/sell-car/express หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage : Carro Thailand ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ

Motor-Expo-2017-Analysis

Motor Expo ปีนี้ มั่นใจยอดจองรถยนต์ 40,000 คัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง

Motor-Expo-2016

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับคนรักรถยนต์นะครับ ว่า ในบ้านเราตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีงานแสดงรถยนต์ขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมของคนที่ชอบรถต้องไปเดินเที่ยวในงานสม่ำเสมอ นั่นคืองานต้นปีอย่าง “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ของค่ายกรังด์ปรีซ์ และงานปลายปี “มหกรรมยานยนต์” ของค่ายสื่อสากล และภายหลังก็มีงานกลางปีของ “BIG Motor Sale” หรืองาน “มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ” จากค่ายยานยนต์ …

Motor-Expo-2016

และก็ยังมีงานยิบย่อยต่างๆ ที่จัดโชว์รถยนต์กันตามห้างบ้าง หรือตามภูมิภาคต่างๆ แทบทุกเดือน ขอร่วมลงมาแบ่งเค้กก้อนนี้จากการจัดงาน Event ด้วยคน …

แต่ฉันใดก็ฉันนั้น ยามเศรษฐกิจดี เงินสะพัด ผู้คนก็กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย กล้าที่จะซื้อรถมือหนึ่ง แต่เมื่อยามเศรษฐกิจซบเซา การปล่อยสินเชื่อและราคาของรถใหม่ และสถานะทางการเงิน ย่อมทำให้ผู้ที่ตัดสินใจซื้อต้องคิดหนัก ตัวเลือกอย่างรถมือสองในตลาด จึงเป็นที่หมายปองและสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้นเช่นกัน …

Motor-Expo-2016

สำหรับงาน Motor Expo นั้น จาก Concept ของการจัดงานแต่แรกเริ่มในปี 2527 “มหกรรมยานยนต์” เน้นโชว์รถยนต์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ภายหลังจึงพัฒนามาเป็นงาน Thailand International Motor Expo คือเป็นทั้งงานโชว์รถยนต์ รถต้นแบบ และนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก และรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ต่างพร้อมใจกันขายรถอย่างดุเดือด จัดเต็มทั้งแคมเปญและโปรโมชั่น นับเป็นโอกาสดีของผู้บริโภคที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ และรถมือสอง ได้เข้ามาเลือกชมรถที่ตัวเองชอบ ได้ทดลองขับรถดูภายในงาน ก่อนจะตัดสินใจจองรถ หรือซื้อรถใหม่ภายในงาน

Motor-Expo-2017-Poster

แนวคิดของงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34” คือ “ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง” หรือ “New Age Vehicles … A Distant Dream Come True” เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชมยานยนต์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่พวกเขาเคยฝันไว้ และเพื่อยืนยันว่า ทุกความฝันเป็นจริงได้ในโลกยานยนต์ …

ภายรวมของงาน Motor Expo 2016 ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามากของประเทศไทย แต่งานนี้ แสดงถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของอาเซียน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในงานรวม 4.5 หมื่นล้านบาท

Pretty-Mazda

อีกทั้งการแต่งกายของพริตตี้ในงาน มีความเรียบหรู เรียบร้อยกว่าปีก่อนๆ และเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองกับวัฒนธรรมที่งดงามของไทยอีกด้วย คาดว่าในงาน Motor Expo 2017 บรรดาน้องๆ พริตตี้ ก็ยังคง Concept ของความเรียบร้อย (คือไม่แต่งตัวโป๊) ไปมากจนเกินไปเฉกเช่นปีที่ผ่านมา

Motor-Expo

ด้านยอดจองรถในงานปีที่ผ่านมาของ Motor Expo 2016 มีตัวเลขเป็นที่น่าพอใจ รถยนต์มียอดจองรวมอยู่ที่ 32,422 คัน ลดลงจากปีก่อน 17.1% เนื่องจากบ้านเมืองยังอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้า รวมทั้งรถใหม่หลายรุ่นที่ประชาชนสนใจได้เลื่อนการเปิดตัวออกไป อย่างไรก็ตามในส่วนของรถจักรยานยนต์ สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจองสูงถึง 7,942 คัน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 98.6 % ด้านราคาเฉลี่ยรถที่ขายได้ในงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,177,393 บาท เนื่องจากปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสนใจรถเก๋งหรู รถ SUV และรถกระบะ เพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้เข้าชมงานจำนวน 1,191,718 คน ลดลง 19.3%

Motor-Expo

สำหรับในงาน Motor Expo 2017 ตลาดรถยนต์บ้านเราปีนี้จะสดใสขึ้นเหมือนฟ้าหลังฝน แต่ทางผู้จัดงานก็คาดการณ์ยอดจองรถยนต์ในงานไว้สูงถึง 40,000 คัน! และยอดจองรถจักรยานยนต์ 7,000 คัน ส่วนจำนวนผู้ชมคาดว่าจะสูงถึง 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซึมๆ ทรงตัวอยู่ในขณะนี้ ก็ยังมีปัจจัยทางตรงที่ช่วยให้ตลาดรถปลายปีนี้คึกคักขึ้น อาทิ การสิ้นสุดเงื่อนไขครอบครอง 5 ปี ของผู้เข้าร่วมโครงการรถคันแรก ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่เวลานั้นยังไม่ส่งผลต่อตลาด เนื่องจากเป็นช่วงทุกข์โศกของคนไทยทั้งประเทศพอดี พอปี 2560 นี้ เจ้าของรถคันแรกที่พ้นเงื่อนไข บางส่วนก็จะมองหารถใหม่กัน และปัจจัยทางอ้อม จากราคาสินค้าเกษตรหลายอย่าง มีราคาดีขึ้น

และในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ มีรถยนต์ที่รอเปิดตัวกันอยู่หลายรุ่น ซึ่งหนักไปทางรถแนว SUV หลายรุ่นจากค่ายญี่ปุ่นและค่ายยุโรป รอให้ผู้บริโภคได้เป็นเจ้าของ เชื่อว่าจะกระตุ้นให้ยอดขายรถปลายปีนี้ คึกคักมากยิ่งขึ้น

ยอดขายรถยนต์ในงาน Motor Expo 2017 ที่ตั้งไว้ 40,000 คัน และยอดขายรถจักรยานยนต์ 7,000 คัน คาดว่าจะทำได้ถึงเป้า … หรือไม่ ก็ต้องคอยติดตามดูกันต่อไปครับ

Carro-แนะนำรถมือสอง-Isuzu-D-Max

อีซูซุ ดีแมคซ์ อึด ทนทาน ใช้ดี ราคาขายต่อก็ดีด้วย

Isuzu-Spark-EX

ถ้าพูดถึงรถกระบะที่ยอดนิยมที่สุด ใช้งานทนทาน แข็งแรง อดทน ทรหด ที่สุด คุณจะนึกถึงรถกระบะรุ่นไหน?

เชื่อได้ว่า หลายคนคงต้องนึกถึง “Isuzu D-Max” (อีซูซุ ดีแมคซ์) แน่นอน เพราะหลายคนใช้อยู่ ที่คงจะสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าดีหรือไม่

CARRO ขอแนะนำรถมือสอง : Isuzu D-Max เจเนอเรชั่นที่ 1 โฉมนี้ มีการปรับปรุงเปลี่ยนโฉมกันอยู่หลายครั้ง เปลี่ยนทุกปีก็ว่าได้ มีรุ่นพิเศษที่ค่อนข้างเยอะมาก MR.CARRO ขอรวบรวมข้อมูลไว้แบบละเอียด แต่กระชับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

Isuzu-D-Max-Design

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 อีซูซุ ได้เปิดตัวรถกระบะที่สมบูรณ์แบบที่สุดของอีซูซุเท่าที่เคยมีมา คือ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max) ส่วนชื่อรุ่น “D” มาจากภาษาไทย หมายถึง “ดี” ส่วน “Max” มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ที่สุด” เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย และได้สร้างกระแส “ดีแมคซ์ ฟีเวอร์” ด้วยยอดจองสูงกว่า 10,000 คัน ภายใน 10 วันแรกของการออกสู่ตลาด และยอดจองกว่า 22,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเศษๆ พร้อมทำยอดขายสูงถึง 100,000 คัน ในเวลาเพียง 1 ปี

คำว่า “D” นั้น อีซูซุ ให้นิยามไว้หลายความหมาย … ยอดแห่งความสมบูรณ์แบบ

D : Diesel………ยอดแห่งเครื่องยนต์ดีเซล
D : Direct Injection………ยอดแห่งเทคโนโลยีไดเร็คอินเจ็คชั่น
D : Design………ยอดแห่งการออกแบบ
D : Durability………ยอดแห่งความแข็งแกร่งทนทาน
D : Dragon………ยอดแห่งพลังอำนาจมังกรทอง

และคำว่า “Max” อีซูซุ ให้นิยามไว้หลายความหมายเช่นกัน … ยอดแห่งความยอดเยี่ยม

Max Design… ยอดแห่งการออกแบบ
Max Size… ยอดแห่งขนาดรถ
Max Comfort… ยอดแห่งความสะดวกสบาย
Max Technology… ยอดแห่งเทคโนโลยี
Max Performance… ยอดแห่งสมรรถนะ
Max Safety… ยอดแห่งระบบเพื่อความปลอดภัย
Max Durability… ยอดแห่งความทนทาน
Max Lineup… ยอดแห่งความหลากหลาย

Isuzu-D-Max

Isuzu-D-Max

รูปโฉมภายนอกถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง ลู่ลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) ต่ำสุดเพียง 0.43 ตัวถังใหญ่โตบึกบึน โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า ขณะที่กระจังหน้าและกันชนออกแบบดูทันสมัยมากขึ้น กระจกหลังแบบใหม่ไร้ขอบยาง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 รวมถึงชุดไฟท้ายใหม่แบบ 3 มิติ … ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่สไตล์รถเก๋ง ตกแต่งแผงคอนโซลหน้าแบบ Mono Graphic Interior โดยเน้นโทนสีอ่อน พร้อมมาตรวัดระยะแบบดิจิตอล พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

ในเวลานั้น มีให้เลือกทั้งกระบะตอนเดียว Spark EX, กระบะมีแค็บ Space Cab และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Rodeo

Isuzu-D-Max-Engine

อย่างไรก็ตาม D-Max รุ่นนี้ยังใช้เครื่องยนต์ตัวเก่าขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4JA1-T MAX แบบ 4 สูบ 8 วาล์ว OHV ไดเร็คอินเจคชั่น Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 3,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.9 กก.-ม. (176 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

และเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JH1-T MAX แบบ 4 สูบ OHV 8 วาล์ว ไดเร็คอินเจคชั่น Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.0 กก.-ม. (245 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรืออัตโนมัติ 4 สปีด

พอช่วงปลายๆ ปี 2545 Isuzu จึงส่งรุ่น “Cab4” และรุ่น “Rodeo” แบบ 4 ประตู รวมไปถึง “Hi-Lander” ขับ 2 ยกสูง ออกมาล่ายอดขายในตลาด …

Isuzu-D-Max-Hi-Lander

ในปี 2546 อีซูซุ ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากประเทศญี่ปุ่นมาไทยตามนโยบาย “ดีแมคซ์ เมด อิน ไทยแลนด์” เพื่อเตรียมส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 100 ประเทศแล้ว อีซูซุยังนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น “ดีแมคซ์ สปาร์ค” ที่เครื่องยนต์แรงกว่าเดิม “ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” หรูด้วยดีไซน์และเทคโนโลยีครบครัน

โดยแยกอุปกรณ์พิเศษ ไฟหน้าซีนอน เบรก ABS พร้อม EBD และถุงลมนิรภัยคู่ พร้อมแนะนำ “D-Max Rodeo 4WD” ขับเคลื่อน 4ล้อ รวมถึง Isuzu D-Max Cab4 Flex-Plus และ “D-Max Hi-Lander” 4×2 ยกสูง มีให้เลือกทั้ง 2 ประตู และ 4 ประตู

Isuzu-D-Max-Spark-EX-2004

Isuzu-D-Max-Spacecab-2004

Isuzu-D-Max-Cab4-2004

Isuzu-D-Max-Cab4-Interior-2004

ช่วงกลางปี 2547 หลังจากที่ค่ายคู่แข่ง Toyota นำเสนอรถกระบะ Hilux Vigo ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์คอมมอลเรลแบบใหม่หมดจด ในวันที่ 6 ตุลาคม 2547 อีซูซุ ก็สวนกลับด้วยการวางเครื่องยนต์คอมมอนเรลให้กับดีแมคซ์เช่นกัน พร้อมกับสโลแกนเด็ด “ซูเปอร์คอมมอนเรล สายพันธุ์แท้”

พร้อมทั้งแนะนำเครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 3000 Ddi” ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาใหม่หมด

โดยนำข้อดีของระบบไดเร็คอินเจคชั่น ที่โดดเด่นด้านการประหยัดน้ำมัน ความทนทานและการบำรุงรักษา รวมกับข้อดีของระบบคอมมอนเรล ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะ และมีความเงียบ รวมถึงการสั่นสะเทือนที่น้อยกว่า ทั้งยังเป็นการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยอีกเช่นเคย

16 กุมภาพันธ์ 2548 อีซูซู เสริมทัพดีแมคซ์ ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 2500 Ddi” ขนาด 2.5 ลิตร ซูเปอร์คอมมอนเรล รหัส 4JK1-TC ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที (แรงม้าเพิ่มขึ้น 47%) แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,200 รอบ/นาที (แรงบิดเพิ่มขึ้น 59%) พร้อมปรับปรุงระบบส่งกำลังทั้ง อัตราทดเกียร์ อัตราทดเฟืองท้าย รวมถึงคลัตช์ใหม่ ขณะเดียวกันยังชูความประหยัดน้ำมันเหมือนเดิม โดยมีให้เลือกในรุ่น Spark EX, Space Cab SX และ SLX, Cab4 SX และ SLX

Isuzu-D-Max-Rodeo

20 กันยายน 2548 อีซูซุ แนะนำ “อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรล ใหม่สุด!” ที่ได้ปรับเปลี่ยนทุกรุ่น ทั้งในรุ่น Econovan รถปิกอัพตู้บรรทุก, Spark, Space Cab, Cab4, Hi-Lander และ Rodeo รวมทั้ง “Isuzu MU-7 ซูเปอร์ คอมมอนเรล โฉมใหม่”

เสริมรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เสริมไฟเลี้ยวแบบ LED ใหม่ ที่กระจกมองข้าง สปอยเลอร์ใต้กันชนหน้าใหม่ (Air Dam) (ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อทุกรุ่น ยกเว้น Hi-Lander) เครื่องเสียงใหม่แบบ Full Logic วิทยุ-เทป CD ขนาด 2 Din และกุญแจรีโมท พร้อมระบบ Immobilizer เป็นต้น พร้อมสีใหม่ให้เลือกมากขึ้นอีก 3 สี ได้แก่ สีฟ้าอ่อนเมทาลิค (Silky Blue Metallic) สีดำเมทาลิค (Starry Black Metallic) และสีเงินเมทาลิค (Sterling Silver Metallic)

ช่วงมอเตอร์โชว์ 2006 อีซูซุ ฉลองยอดขาย 500,000 คัน ของอีซูซุ ดีแมคซ์ พร้อมนำเสนอ อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่นพิเศษ “Limited” ทั้งแบบ Rodeo และ Hi-Lander มีจำหน่ายเพียงแค่รุ่นละ 90 คันเท่านั้น

Isuzu D-Max Hi-Lander Super Commonrail รุ่น “Limited” เกียร์ออโตเมติก สีบรอนซ์เงิน (Sterling Silver) ได้รับการตกแต่งด้วยชุดคิ้วกันสาดรอบคัน แถบกันกระแทกประตูข้าง, ล้ออัลลอยด์สีพิเศษ, คอนโซลลายไม้, เครื่องเล่น DVD พร้อมจอด้านหน้า และลำโพงทวีทเตอร์ซ้าย-ขวา ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 90 คันเท่านั้น

Isuzu D-Max Rodeo 4X4 Super Commonrail รุ่น “Limited” สีดำ ตกแต่งพิเศษด้วยชุดเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ คอนโซลลายไม้สีพิเศษ ชุดคิ้วกันสาดคู่หน้าดีไซน์แบบโค้งมนเข้ารูป แถบกันกระแทกประตูข้าง สวยงาม เข้ารูป และยางแบบ All Terrain พร้อมล้ออัลลอยด์สีเงาพิเศษ ติดตั้งฝาครอบกระจกมองข้างแบบโครเมี่ยมเข้าชุดกับมือจับที่เปิดประตูแบบโครเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์รุ่น “Limited” จำนวนจำกัดเพียง 90 คันเช่นกัน

Isuzu-D-Max-Space-Cab-2006

8 สิงหาคม 2549 อีซูซุ ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ D-Max ใหม่หมดทุกรุ่น พร้อมปรับเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 38.9 กก.-ม. (360 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800 – 2,800 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ออโตเมติก

สำหรับรุ่นเกียร์ออโต้ ได้เพิ่มเกียร์รุ่นใหม่ “Maxmatic III” 4 สปีด พร้อมโอเวอร์ไดรฟ์ ควบคุมด้วยกล่องสมองกลรุ่นล่าสุด พร้อมระบบ 3rd Start Mode ป้องกันการลื่นไถล เมื่อออกรถบนทางลื่น ในรุ่นเครื่องยนต์3000 Ddi VGS Turbo และยังคงเกียร์รุ่น “Maxmatic II” 4 สปีด เอาไว้ในรุ่นเครื่องยนต์ 3000 Ddi เช่นเดิม

อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ใหม่ VGS Turbo จะวางอยู่ใน ดีแมคซ์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ Cab4 เท่านั้น (รวมถึง MU-7 ทั้ง 3 รุ่นย่อย) ทั้งยังเพิ่มเครื่องยนต์ 2500 Ddi ใน D-Max Hi-Lander รุ่น 2 ประตู – 4 ประตู และ Rodeo 4WD อีกด้วย

Isuzu-Spacecab-Gold-Series

Isuzu-D-Max-Cab-4-Gold

ในเดือนมีนาคม 2550 เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีทอง การดำเนินกิจการอีซูซุในประเทศไทย และฉลองยอดผลิต และยอดจำหน่ายอีซูซุทุกรุ่นครบ 2,000,000 คัน แนะนำสุดยอดยนตรกรรมรุ่นพิเศษ “Isuzu D-Max Gold Seriesใหม่!” ที่สุดแห่งคุณค่าระดับทอง และ “Isuzu MU-7 Gold Series ใหม่!”

Isuzu-D-Max-Cab4-Gold-Interior

มาพร้อมโลโก้ Isuzu สีทองรอบคัน, กระจังหน้าแบบ Full Face Grille, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED, เสาอากาศแบบ Active Roof Antenna , ไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED และกุญแจแบบ Integrated Key เป็นต้น พร้อมคว้า 4 ศิลปินชื่อดัง “ก๊อท – จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ, โดม – ปกรณ์ ลัม, ปีเตอร์ – ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และ มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

อีกทั้งยังเพิ่มรุ่นย่อย “SLX Smart” โดยต่างจากรุ่น SLX ตรงที่ชุดไฟหน้าไม่ใช่แบบโปรเจคเตอร์ และไม่มีไฟตัดหมอกหน้า

ในระยะเวลาเพียง 5 ปีเศษ อีซูซุ ดีแมคซ์ สามารถสร้างยอดจำหน่ายมากกว่า 800,000 คัน!

ในเดือนพฤศจิกายน 2550 อีซูซุ ได้ออกรุ่นพิเศษอย่าง D-Max Gold Series “Speed” ขับ 2 ล้อ เกียร์ธรรมดา ใส่ชุดแต่งทั้งคัน มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์แบบ 2.5 ลิตร และขนาด 3.0 ลิตร และ D-Max Cab4 Gold Series “GT” ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่ชุดแต่งรอบคัน จำนวนจำกัด มีใเฉพาะเครื่องยนต์แบบ 3.0 ลิตร เท่านั้น

Isuzu-D-Max-Platinum

Isuzu D-Max Spacecab Super Platinum Speed

9 ตุลาคม 2551 “อีซูซุ” จัดงานเปิดตัว D-Max และ MU-7 “Platinum” (แพลททินั่ม) แต่งหน้านิดหน่อย เสริมออพชั่นเพิ่ม กระจังหน้า และโลโก้คำว่า อีซูซุ ทุกตำแหน่งที่เคยเป็นสีทอง เปลี่ยนไปเป็นสีเงินแบบ แพลททินั่ม

Isuzu-D-Max-Super-Platinum

17 กันยายน 2552 “อีซูซุ” เปิดตัว D-Max และ MU-7 “Super Platinum” (ซูเปอร์ แพลททินั่ม) ซึ่งได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย อาทิ กันชนหน้า กระจังหน้า ล้ออัลลอยด์ลายใหม่ พร้อมเพิ่มทางเลือกด้วย “ไอ-จินนี่” ระบบนำทางที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานจากผู้ผลิตครั้งแรกในตลาดปิกอัพเมืองไทย

ห้องโดยสารโทนสีเบจในรุ่น 4 ประตู และแผงคอนโซลสไตล์ “Black Modern Graphite” เพียบพร้อมด้วย Platinum Entertainment จาก Kenwood ด้วยเครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบไร้สาย Built-in Bluetooth และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้ทั้ง iPhone, iPod และ เครื่องเล่น MP3 พร้อมเมนูภาษาไทย ติดตั้ง กล้องมองภาพขณะถอยจอด Platinum Vision Camera จาก Kenwood รวมถึงระบบนำทาง “ไอ-จินนี่” ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานจากผู้ผลิตครั้งแรกในตลาดปิกอัพเมืองไทย

Isuzu D-Max Hi-Lander Super Platinum Modern Move

ในงาน Motor Expo 2009 อีซูซุ ส่งรุ่นพิเศษกระตุ้นตลาด “Isuzu D-Max Hi-Lander Super Platinum” รุ่น 4 ประตู Modern Move สี “Omega White Pearl” แต่งแบบ “Modern Move” รอบคัน ภายในเบาะหนังสีเบจ พร้อมลายไม้ “Black Blue Pearl” และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ จำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น

และรุ่นพิเศษ “Isuzu D-Max Space Cab Super Platinum Speed 2500 DDi” สีพิเศษ “Starry Black Mica” มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน ภายในตกแต่งด้วยลายไม้ “Black Blue Pearl” ผลิตจำนวนจำกัด 1,200 คัน (เฉพาะสีดำ ผลิตเพียง 720 คัน)

Isuzu-X-Series-Speed

18 กุมภาพันธ์ 2553 อีซูซุ เปิดตัว “Isuzu D-Max X-Series” (อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์- ซีรี่ส์) ใหม่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบรถกระบะแนวสปอร์ตโดยเฉพาะ ใส่ชุดแต่งทั้งภายนอกและภายใน เน้นสีดำ-แดง

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Super-Titanium

23 กันยายน 2553 อีซูซุ เปิดตัว “Isuzu D-Max” และ “MU-7 “Super Titanium” (ซูเปอร์ ไททาเนียม) อีกแล้ว! และเป็นครั้งสุดท้ายที่มีปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นนี้ โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในวงการรถปิคอัพในเมืองไทย ที่มีการติดตั้ง กล้องมองภาพด้านหน้า หรือที่ อีซูซุ เรียกว่า Titanium Vision ช่วยในการมองภาพในมุมอับเวลาถอยจอด โดยกล้องมองภาพด้านหน้า มีมุมมองด้านหน้า กว้าง 190 องศา ในขณะที่ด้านหลัง กว้าง 135 องศา

และในส่วนของภายใน ใช้มาตรวัดเรืองแสงแบบ สีส้มแอมเบอร์ สไตล์สปอร์ต แบบ Super Vision พร้อมจอแสดงข้อมูลแบบ Multi-information Meter ส่วนระบบเนวิเกเตอร์ i-Genii มากับดีไซน์ ไอคอนเมนูใหม่ Scrolling 3D Icon และทำการอัพเกรดซอฟต์แวร์ใหม่, แผนที่ใหม่ แสดงผลแบบ 3 มิติ

มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ในรุ่น Speed, รุ่น Hi-Lander 2 ประตู และ 4 ประตู แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น Rodeo และรุ่น LS 4 ประตู …

Isuzu-D-Max-Rodeo-2007

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับ Isuzu D-Max เจเนอเรชั่นแรก ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถกระบะมือสองรุ่นยอดนิยมสุดๆ รูปทรงสวย ทนทาน อะไหล่หาง่าย คุณภาพคับแก้ว ของแต่งเยอะ แข็งแกร่งและประหยัดตามสไตล์อีซูซุ และราคาขายต่อ ที่ตกน้อยกว่า

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถกระบะยอดอรรถประโยชน์ ทนทาน แข็งแกร่ง ไม่จุกจิก สำหรับไว้ใช้งาน ภายในกว้างขวาง จะบรรทุกขนของ ขับขี่ท่องเที่ยวก็ได้ ประหยัดน้ำมัน แต่ข้อด้อยก็อาจจะมี ตรงที่ปัญหาแหนบดัง กินน้ำมันเครื่อง (ในรุ่นที่ต่ำกว่าปี 2008) หรือเสียงเครื่องดีเซลดังเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล กระบะรุ่นนี้ทนทาน ยอดขายเยอะ อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ศูนย์บริการดี เคลมง่าย อันไหนพัง เปลี่ยนให้ใหม่เลย จบ … เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็พอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 90,000 – 400,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ปีรถ รุ่นย่อย แบบของตัวรถกระบะ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Isuzu D-Max รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิ๊กเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/isuzu-d-max ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้ในช่วงโควิด-19 ระบาด CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

10-Family-Secondhand-Cars

สำหรับใครหลายๆ คน ที่ตอนนี้ อาจจะเพิ่งแต่งงาน หรือกำลังเริ่มสร้างครอบครัว หรือมีลูกอยู่แล้ว 1-2 คน และกำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสองซักคัน ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือ ไปผ่อนบ้าน หรือใช้จ่ายในครอบครัว จ่ายค่าเทอมลูก เป็นต้น (แต่คนโสดจะซื้อไปใช้ ก็ได้เช่นกันนะครับ)

MPV-Family-Car

โดยรถยนต์ที่เหมาะสมหน่อย ก็คงหนีไม่พ้นรถยนต์แนวๆ MPV ที่นั่งได้หลายคน ขนของก็ได้ ไปได้กันทั้งครอบครัว ในราคาตัวรถที่ไม่แพงจนเกินไปนัก

Toyota-Innova

MR.CARRO ขอแนะนำรถครอบครัวมือสอง 10 รุ่น 10 คัน ในราคาคุ้มค่า ในราคาไม่เกิน 400,000 บาท ที่น่าซื้อมาใช้ ให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ.

Toyota-Avanza

1. Toyota Avanza F600 / F650

Toyota Avanza (โตโยต้า อแวนซ่า) ถือเป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง นำเข้าจากอินโดนีเซีย ชื่อรุ่นมาจากคำว่า “Avanzato” ในภาษาอิตาลี หรือ “Advance” ในภาษาอังกฤษ … ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2547 เป็นต้นมา ในรูปแบบรถยนต์นั่งแนวใหม่ “Compact Multi – Purpose Vehicle” ที่มีความคุ้มค่า ขนาดห้องโดยสารใช้แนวคิดการออกแบบ “Tall Boy” หลังคาทรงสูง รองรับผู้โดยสารในการเดินทางได้ถึง 7 คน วางตำแหน่งเบาะนั่งแบบ Flex And Fold ปรับได้อิสระ สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะนั่งเพื่อบรรทุกสัมภาระ พร้อมด้วยความคล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ทนทาน อัตราการดูแลรักษาต่ำ

Toyota-Avanza

Toyota Avanza เจเนอเรชั่นแรก มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส K3-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. (120 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2551 อัพเกรดเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3SZ-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.4 กก.-ม. (141 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด …

โดย Avanza (F600) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) ราคาอยู่ที่ประมาณ 145,000 – 360,000 บาท

Toyota-Avanza

ส่วน Toyota Avanza ในโมเดลที่ 2 เปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2555 พลิกโฉมสู่ความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ออกแบบใหม่หมด ทั้งภายนอกและภายใน แถมรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่่นั่งเหมือนเดิม

Toyota-Avanza

สำหรับ Toyota Avanza ในโฉมเจเนอเรชั่นที่ 2 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3SZ-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 101 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.6 กก.-ม. (133 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที และสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด …

โดย Avanza (F650) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 300,000 – 550,000 บาท

Toyota-Wish

2. Toyota Wish

จากรถที่เคยนำเข้ามาโชว์ก่อนเปิดตัว Toyota Wish (โตโยต้า วิช) ในงานมอเตอร์โชว์ เมื่อเดือนเมษายน 2546 ก่อนจะเปิดจำหน่ายในบ้านเราเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์ในบ้านเรามาก เพราะผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยเป็นแห่งที่ 2 ของโลกต่อจากประเทศญี่ปุ่น ช่วงแรกสร้างยอดขายเป็นที่น่าพอใจ รูปทรงดูทันสมัย แม้เวลาจะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2548 แต่เนื่องจากกลุ่มตลาดที่ซ้ำซ้อนกับ Toyota Innova และยอดขายที่ตกมากช่วงปลายอายุตลาด ไม่คุ้มกับการผลิต Wish ก็เลยต้องหายจากตลาดไป …

Toyota-Wish

Toyota Wish ในประเทศไทย จะมีเบาะนั่ง 6-7 ที่ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 19.6 กก.-ม. (192 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

โดย Wish ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) ราคาอยู่ที่ประมาณ 255,000 – 480,000 บาท

Toyota-Innova

3. Toyota Innova

Toyota Innova (โตโยต้า อินโนว่า) ถูกพัฒนาขึ้นมาจากโครงการ IMV (Innovative International Multi-Purpose Vehicle) มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทของ “โตโยต้า” โดยเป็นโมเดลที่ 2 ของโตโยต้า ภายใต้โครงการ IMV ที่เปิดตัวทำตลาดในไทยเดือนตุลาคม 2547 และเป็นรถแนว MPV รุ่นที่ได้รับความนิยมในบ้านเรามาก ทั้งในกลุ่มคนที่มีครอบครัว หรือในกิจการรถแท็กซี่ก็ตาม นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย มีทั้งแบบ 7 และ 8 ที่นั่ง …

Toyota-Innova

Toyota Innova โฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก ในเดือนตุลาคม 2551 และครั้งที่สองในวันที่ 7 กันยายน 2554 พร้อมกับตัดรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลออกไป

Toyota-Innova

Toyota Innova โฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.6 กก.-ม. (182 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว D4-D Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม. (260 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

โดย Innova ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) ราคาอยู่ที่ประมาณ 230,000 – 500,000 บาท (เป็นราคาโดยประมาณ สำหรับรุ่นก่อนปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2)

Honda-Stream

4. Honda Stream

การมาของ “Honda Stream” (ฮอนด้า สตรีม) ทำให้ตลาดรถยนต์ในกลุ่ม MPV 7 ที่นั่ง ตื่นตัวขึ้นมากกว่าเดิม ด้วยรูปทรงที่ดูสวยงาม มุมด้านข้างดูโค้งมนพริ้วไหว ใช้พื้นฐานโครงสร้างเดียวกับ Civic โดยขยายช่วงล้อและยืดฐานล้อ ให้มีขนาดห้องโดยสารใหญ่เพียงพอสำหรับนั่งได้ 7 ที่นั่ง เปิดตัวไปในบ้านเราเมื่อกันยายน 2545 โดยนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกับที่วางใน CR-V รหัส K20A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC LEV ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.4 กก.-ม. (191 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด S-Matic

ต่อมา … เพิ่มรุ่นพิเศษ “Stream Sports Version” ใส่ชุดสเกิร์ตรอบคัน ไฟตัดหมอก และกระจังหน้าแบบใหม่

Honda-Stream

พอในปี 2547 Honda ก็ได้ปรับโฉม Stream กันอีกครั้ง … แต่การมาของ Toyota Wish ก็ทำให้ Honda Stream ยอดขายตกวูบ และในที่สุดก็เลิกขายในไทยไป หลังจากมีการเปลี่ยนโฉมใหม่ …

โดย Stream ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 190,000 – 360,000 บาท

Mitsubishi-Space-Wagon

5. Mitsubishi Space Wagon

ช่วงที่ตลาดรถ MPV กำลังหอมหวาน มิตซูบิชิ ก็กระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ด้วยการส่ง “Mitsubishi Space Wagon” (มิตซูบิชิ สเปซแวกอน) เป็น Mid-Size Minivan ที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง ชิงส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดขาย 2 ส่วน คือ ภาพลักษณ์หรูหรา ราคาไม่แตกต่างหรือใกล้เคียงมากกับคู่แข่ง และจุดขายส่วนที่ 2 คือ Multi Purpose ซึ่งทำให้รถยนต์สำหรับผู้บริหาร ไม่ใช่แค่การนั่งจากที่บ้านไปที่ทำงาน แต่หมายถึงใช้รถเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างเต็มที่ ส่วนในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550

Mitsubishi-Space-Wagon

ทั้งนี้ ชื่อ “Space Wagon” เป็นที่รู้จักและคุ้นหูคนไทยมานาน ตั้งแต่ Mitsubishi นำเข้า Space Wagon (หรือ Mitsubishi Chariot ในญี่ปุ่น) เข้ามาขาย ส่วนในต่างประเทศใช้ชื่อว่า “Grandis”

Mitsubishi-Space-Wagon

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G69 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว MIVEC ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.1 กก.-ม. (224 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด INVECS-II

โดย Space Wagon ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 299,000 – 600,000 บาท

Suzuki-APV

6. Suzuki APV

ซูซูกิ เริ่มกระโดดลงมาเล่นในตลาดรถ MPV ครั้งแรก โดยส่ง “Suzuki APV” (ซูซูกิ เอพีวี) ตัวโชว์มาก่อนในช่วงงาน Motor Expo ปี 2547 ก่อนจะวางจำหน่ายจริงในช่วงเดือนมีนาคม 2548 โดยนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งก็ได้รับความนิยมมากจากครอบครัวคนไทย เพราะนั่งได้มากถึง 8 ที่นั่ง รวมไปถึงตลาดรถแท็กซี่เองก็มีซื้อไปใช้เช่นกัน อีกทั้ง ซูซูกิ ยังนำมาดัดแปลงเป็นรถกระบะบรรทุกขนาดเล็กอย่าง “Carry” อีกด้วย และปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2551

Suzuki-APV

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส G16A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 5,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.0 กก.-ม. (127 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

โดย APV ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 180,000 – 350,000 บาท

Suzuki-Ertiga

7. Suzuki Ertiga

Suzuki Ertiga (ซูซูกิ เออร์ติกา) รับช่วงสานต่อความสำเร็จต่อจากรุ่น APV พัฒนาให้ดีขึ้นในทุกมิติ เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนมีนาคม 2556 รถอเนกประสงค์แบบ MPV 7 ที่นั่ง ชูความสะดวกสบายสามารถปรับใช้งานได้หลากหลาย เจาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย

Suzuki-Ertiga

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร รหัส K14B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT ให้แรงม้าสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.3 กก.-ม. (130 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

โดย Ertiga ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 340,000 – 550,000 บาท

Chevrolet-Zafira

8. Chevrolet Zafira

Chevrolet Zafira (เชฟโรเลต ซาฟิร่า) เป็นการเปิดศักราชของ GM ภายใต้บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยลงทุนตั้งโรงงานประกอบที่ จ.ระยอง และทำตลาด Zafira ด้วยแบรนด์ Chevrolet เป็นรุ่นแรก (ไม่ใช้แบรนด์ Opel ในไทยอีกต่อไป) เปิดตัวในช่วงปี 2542 เป็นรถแบบ 7 ที่นั่ง รูปทรงกะทัดรัด ภายในห้องโดยสารออกแบบหรูหรา มีเบาะนั่งแบบ Flex7 สามารถพับเก็บได้สะดวกรวดเร็ว ถือเป็นจุดเด่นของ Zafira

มีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส Z18XE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ECOTEC ให้แรงม้าสูงสุด 115 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Chevrolet-Zafira

และเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส Z22SE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ECOTEC ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 22.3 กก.-ม. (203 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

โดย Zafira ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 89,000 – 180,000 บาท

Proton-Exora

9. Proton Exora

Proton Exora (โปรตอน เอ็กซ์โซร่า) เป็นการกลับมาของ บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด ที่หันกลับมาขายแบรนด์ “Proton” (โปรตอน) รถยนต์จากประเทศมาเลเซีย กับรถแนว MPV 7 ที่นั่ง เปิดตัวไปในเดือนพฤศจิกายน 2552 มาพร้อมรูปทรงสง่างาม หรูหรา ตั้งแต่หัวจรดท้าย ดีไซน์ตัวถังตามหลัก Aerodynamics ภายในกว้างขวาง มีแอร์สำหรับที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 ด้วย
Proton-Exora

สำหรับ Exora และ Exora Prime มาพร้อมเครื่องยนต์ Campro ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน CPS และท่อไอดีแปรผัน VIM ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. (150 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด … มีรุ่นติดตั้งแก๊ส LPG ให้เลือกด้วยนะ

Proton-Exora-Turbo

ในปี 2555 จึงนำเข้า Exora Turbo มาเป็นตัวเลือกในตลาดเพิ่มอีกหนึ่งแบบ มีเฉพาะรุ่น High-Line มาพร้อมเครื่องยนต์ CFE ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 138 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.9 กก.-ม. (205 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000-4,000 รอบ/นาที

โดย Exora ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 185,000 – 340,000 บาท

Kia-Carens

10. KIA Carens

KIA Carens (เกีย คาเรนส์) เป็นรถรุ่นเดียวในกลุ่ม Mini MPV ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ภายในห้องโดยสารกว้างและยาว สูงโปร่ง เพียงพอกับ 7 ที่นั่ง และประหยัดน้ำมัน เป็นรถที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ และเป็นรถมือสองที่หายากในบ้านเราอีกหนึ่งรุ่น

Kia-Carens

ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบเรียง CRDi Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.0 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

โดย Carens ในตลาดรถมือสอง (ปี 2561) อยู่ที่ประมาณ 180,000 – 260,000 บาท

Mr.CARRO หวังว่ารถครอบครัวมือสอง 10 รุ่น 10 คัน ในราคาคุ้มค่า ไม่เกิน 4 แสนบาท ที่นำมาเสนอนั้น น่าจะถูกใจหลายๆ คนกันนะครับ

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน