รถยนต์ไฟฟ้า ประหยัดสุดๆ

นับตั้งแต่ในบ้านเรา ได้รับกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังฮิตมากจากทั่วโลก ซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ไม่ปล่อยมลพิษ การดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น ประหยัด ไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่ต้องทนฟังเสียงเครื่องยนต์ หรือเสียงท่อไอเสียดังๆ ฯลฯ และตอบโจทย์ด้วยระยะทางต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ที่มากกว่าในอดีตมาก ทำให้หลายคนเริ่มตัดสินใจเลิกทิ้งรถน้ำมัน และหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากัน

EV-Car-Super-Save-Electricity-Costs

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Sorawit Prathanthip เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า MG EP (เอ็มจี อีพี) ได้โชว์ใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าเดือนล่าสุดที่ใช้สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมระบุข้อความว่า

“ไปจ่ายมาแล้วสำหรับค่าไฟชาร์จรถ EP เดือนเมษายน โดยเดือนนี้เดินทางไป 3,200 km มีค่าใช้จ่ายเพียง 831 บาท เฉลี่ยเป็น 0.26 บาท/กม. โดยใช้มิเตอร์ TOU และบังคับ (โดยอุปกรณ์ตั้งเวลาชาร์จ) เป็น Off Peak 100% และใช้สถานีชาร์จฟรีไปราวๆ 4-5 ครั้ง

ถ้าเป็น Vios น้ำมันต้องมีค่าใช้จ่าย Km ละ 2 บาท หรือเสียไป 6,400 บาทในเดือนนี้ เท่ากับเดือนนี้ประหยัดไป 5,569 บาทคุ้มค่าจริงๆ เอาส่วนต่างพาลูกเมียไปเที่ยวสบายๆ”

นั่นแสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 5 พันบาท/เดือน ทีเดียว!

EV-Car-Super-Save-Electricity-Costs

แต่ทางเจ้าของโพสต์ ได้ระบุว่า ตั้งเวลาชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง Off-Peak รวมถึงยังนำรถไปชาร์จไฟฟรี ที่สถานีบริการชาร์จอีกหลายครั้งด้วย ซึ่งช่วยให้เชฟค่าใช้จ่ายได้มากเลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม >> รวมจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ และทั่วไทย มีจุดไหนใกล้คุณ ประจำปี 2564

คนใช้รถน้ำมันหลายคนเห็นแบบนี้แล้ว อย่าได้แต่เปรยว่าเติมน้ำมันวิ่งระยะทางเท่ากัน แพงกว่าค่าไฟของรถยนต์ไฟฟ้า อยากลองเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันแล้วหรือยัง?

สำหรับใครที่อยากขายรถ เพราะอยากเปลี่ยนรถใหม่เป็นรถไฟฟ้า มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาจาก

ย้ายประเทศ ซื้อรถในอเมริกา USA

ช่วงนี้กระแส “ย้ายประเทศ” กำลังมาแรงมากเลยทีเดียว นับตั้งแต่กลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย”) ที่ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 1 ล้านคนแล้ว ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในไทยนั้นตื่นตัวกันอย่างมากถึงการออกไปทำงานในประเทศอื่นๆ ของโลกใบนี้

สำหรับ “สหรัฐอเมริกา” ก็นับได้ว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของคนไทยที่อยากย้ายประเทศไปทำมาหากินที่นั่น ซึ่งในปัจจุบันเองก็มีคนไทยที่อพยพไปเรียนหนังสือ แต่งงาน ทำธุรกิจ หรือมีลูกหลานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เป็นจำนวนประมาณราวๆ 3 แสนคน

เมื่อหลายคนเริ่มลงหลักปักฐาน ทำมาหากิน ก่อนอื่นก็ต้องซื้อรถก่อนเลย เพราะถ้าหากคุณไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีรถก็เหมือนไม่มีขาเดิน สำหรับประเทศที่มีเนื้อที่ใหญ่ระดับทวีป อีกทั้งระบบขนส่งสาธารณะนั้น มีเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น

ที่สำคัญ อัตราการเป็นเจ้าของรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่มีถึงร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด คุณก็คิดดูเอาละกันว่าปริมาณคนใช้รถยนต์ใน USA มันมากแค่ไหน แค่จำนวนประชากรที่มีใบขับขี่ ก็ปาเข้าไป 227 ล้านคนแล้ว

เอาล่ะ ไปเรียนรู้กับสิ่งที่คุณต้องรู้กันเลยดีกว่า เมื่อจะซื้อรถในอเมริกาครับ

Howto-Purchase-Car-In-USA

1. ใบขับขี่

เมื่อไปอยู่อเมริกา จะซื้อรถ ก็ต้องมีใบขับขี่ก่อน …

กรณีที่คุณต้องการใช้ใบขับขี่ที่มีจากไทยไป (กรณีที่คิดว่าไปอยู่ ไปเรียนต่อ หรือไปทำงานไม่นาน) ก็ให้ทำใบขับขี่สากลเตรียมตัวไปก่อน

ซึ่งกรมการขนส่งทางบก สามารถดำเนินการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเวียนนา 1968 เพิ่มเติมจากใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวา 1949 เดิมที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศตามอนุสัญญาเจนีวา 1949 มีอายุ 1 ปี นำไปใช้ได้ใน 101 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ เป็นต้น
  • ส่วนใบขับขี่สากลแบบใหม่ของกรมการขนส่งทางบก (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2564) เป็นไปตามอนุสัญญาเวียนนา 1968 นำไปใช้ได้ใน 84 ประเทศทั่วโลก

และสำหรับประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับ เช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวีเดน รวมถึงประเทศไทย สามารถใช้ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศที่ออกตามอนุสัญญาเวียนนา 1968 เพียงฉบับเดียวได้

สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับใบขับขี่สากล สามารถแจ้งรายชื่อประเทศที่ต้องการนำใบอนุญาตขับรถไปใช้ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความเกี่ยวข้องในการร่วมเป็นภาคีตามอนุสัญญา และออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศให้ได้อย่างถูกต้องตามแบบที่กำหนด

โดยใบขับขี่สากล มีอายุ 3 ปี นับแต่วันออกใบอนุญาต หรือไม่เกินกว่าอายุของใบอนุญาตขับรถภายในประเทศที่ผู้ถือมีอยู่ โดยมีหลักฐานประกอบคำขอ ดังนี้

1. สำเนาหนังสือเดินทาง เล่มที่ใช้ในการเดินทาง ประวัติหน้าที่แก้ไข (พร้อมฉบับจริง) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ
2. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ
3. ใบขับขี่ประเภทต่างๆ แล้วแต่กรณี (ต้องไม่ใช่ชนิดชั่วคราว)
4. รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) ถ่ายรูปหน้าตรง ไม่สวมหมวกหรือสวมแว่นตาสีเข้ม, ไม่มีภาพวิวหลังรูป
5. สำเนาหลักฐานการแก้ไขชื่อ- สกุล, ทะเบียนสมรส หรือใบหย่า
6. ค่าธรรมเนียม 505 บาท

กรณีมอบอำนาจ เตรียมหลักฐานเพิ่มดังนี้

1. หนังมือสองอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท
2. สำเนาหลักฐานผู้มอบอำนาจพร้อมเซ็นชื่อรับรองสำเนา
3. บัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบ (กรณีต่างชาติต้องแนบตัวจริงพร้อมสำเนา)

สามารถติดต่อทำได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5

หรือจะให้ทางสถานทูตไทยในสหรัฐฯ ที่ฝ่ายกงสุล งานนิติกรณ์ แปลและรับรองคำแปลให้ กรณีที่ไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมาจากประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://thaiembdc.org/th/translation/ (การรับรองคำแปลสำหรับเอกสารราชการไทย)

โดยในการรับรองคำแปล คุณต้องจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษมา หรือจะให้ใครแปลมาให้ก็ได้ โดยต้องพิมพ์มาให้เรียบร้อย และผู้แปลต้องลงชื่อรับรองคำแปลถูกต้อง และจะต้องเป็นเอกสารต้นฉบับเท่านั้น

สถานเอกอัครราชทูตฯ จะประทับตรา “Seen at the Royal Thai Embassy” ในการรับรองคำแปล โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่รับรองข้อความใดๆ ที่ปรากฎในเอกสาร

Howto-Purchase-Car-In-USA

แต่ในส่วนของใครที่ต้องการทำใบขับขี่ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใบขับขี่เดิมหมดอายุแล้ว หรือต้องการอยู่นานกว่านั้น อันนี้รายละเอียดจัดว่าค่อนข้างเยอะ ผู้เขียนขอรวบรวม Link ที่คนไทยในอเมริกามาแนะนำการทำใบขับขี่ในหลายๆ รัฐของสหรัฐอเมริกา สามารถกดดูได้ในด้านล่างครับ (รัฐที่คนไทยอยู่เยอะๆ การสอบใบขับขี่ มีข้อสอบภาษาไทยให้เลือกด้วยครับ)

Howto-Purchase-Car-In-USA

2. เริ่มซื้อรถ

ซื้อรถที่อเมริกา ต้องเช็คราคา และประวัติของรถก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ก่อนจะซื้อ ก็ลองเข้าไปดูตามกลุ่ม Facebook ของรถรุ่นนั้นๆ ดูก่อน อ่าน User Voice ดู Consumer Report ดูก่อน ดูว่ารถรุ่นนี้มี Recall มั้ย หรือมีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อที่ซื้อมาแล้ว จะได้เตรียมตัวซ่อมหรือเปลี่ยนได้

Howto-Purchase-Car-In-USA

ที่อเมริกานั้น รถญี่ปุ่น จะได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เนื่องจากคุณภาพทนทาน ไม่จุกจิก (หลายคนอาจไม่ทราบว่า ค่าซ่อมรถในอเมริกานี่แพงแค่ไหน บางเคสค่าซ่อมแพงกว่าราคารถมือสองถูกๆ เสียอีก) ซึ่งรถญี่ปุ่นมือสอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ราคาดีกว่า รถเกาหลี รถยุโรป และรถอเมริกัน โดยส่วนมากจะใช้งานกันไม่กี่ปีก็ขายแล้ว

ราคาขายรถมือสอง ก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเหรียญ (ส่วนใหญ่นะ สภาพรถจะปีเก่าๆ หรือสภาพแย่ๆ หน่อย) แต่ถ้าสภาพรถดีๆ ก็จะมีราคาพันเหรียญขึ้นไป จนถึงหลักหมื่นเหรียญต้นๆ กรณีรถปีไม่เก่ามากนัก ทั้งนี้ราคาก็ขึ้นอยู่กับประเภทรถ ปีรถ สภาพรถ และยี่ห้อรถด้วย

Howto-Purchase-Car-In-USA

แต่ถ้าไม่มั่นใจ ที่อเมริกาก็มีบรรดา Pre-Purchase Car Inspections รับดูรถให้คุณด้วย ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่มีในไทย เสียค่าบริการนะครับ! (ไม่ฟรี) เริ่มต้นค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 100 ดอลล่าร์สหรัฐ เป็นต้น (*แต่อย่าลืมว่า Dealer ส่วนใหญ่ เขาอนุญาตให้ Inspection ไปดูรถได้เฉพาะที่ศูนย์ของเขานะครับ ไม่ให้เรานำรถออกไป Inspection นอกสถานที่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะจ้างไปดูรถบ้านที่เจ้าของขายเอง)

แนะนำว่าถ้า Dealer ที่เราจะซื้อรถมีหน้าเว็บ ให้เช็คราคาจากหน้าเว็บไซต์ก่อน (หรือเช็คราคากลางรถยนต์ได้ที่ KBB (Kelly Blue Book) – https://www.kbb.com/) ลองเช็คราคารถจากหลายๆ โชว์รูมก่อน แล้วค่อยไปดูรถตัวจริง แนะนำให้ต่อราคาให้ได้ Invoice Price เลย เพราะเขาบวกราคาตัวรถไปค่อนข้างเยอะ

กรณีซื้อรถใหม่ ถ้าหากคุณเข้าไปดูรถแบบ Walk-In เข้าไปในโชว์รูมเลย เซลล์ขายรถก็จะให้ราคาแบบ Walk-In ซึ่งอาจจะแพงกว่าราคาที่เราเข้าไปดูหน้าเว็บไซต์ แล้วดูพวกของที่ใส่เข้ามาในรายการรถ ที่บางทีเราอาจมีในสิ่งที่เราไม่ต้องการ ทำให้ราคาสูงตัวรถขึ้นไปอีก

กรณีที่ซื้อรถมือสองที่ศูนย์ขายรถ หรือรถบ้านเจ้าของขายเอง ก็ต้องเช็ครายละเอียดของรถดูก่อนว่า เป๊ะ! ทุกอย่างหรือไม่ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ใช้ดูรถได้ทั่วโลก การดูรถก็ไม่ต่างกัน ดูตัวถัง การทำงานเครื่องยนต์ ของเกียร์ องค์ประกอบภายในรถ ทดลองขับ ฯลฯ อันนี้เป็น Basic เหมือนๆ กัน

Howto-Purchase-Car-In-USA

ยิ่งบางคัน เป็นรถ Rebuilt Title หรือ Salvage Title มา อันนี้ไม่น่าเล่นเท่าไหร่ แม้ว่าราคาตัวรถจะถูกมาก แต่เวลาคุณจะเอาไปขายต่อ ขายยาก ถ้าบ้านเราก็อาจจะเป็น รถย้อมแมวววววว …

รถ Rebuilt Title หรือ Salvage Title อาจจะเคยเป็นรถเคยโดนชนมา จะน้อยจะมาก หรือรถที่บริษัทประกันภัยตีเป็น Total Loss จ่ายเงินสดเป็นมูลค่าของตัวรถ หรือค่าซ่อมแพงกว่าราคาตัวรถ เลยขายทอดตลาดออกมา แล้วอู่ซ่อมรถเอามาซ่อมขาย หรือขายตามสภาพนั่นเอง รถประเภทนี้เบี้ยประกันภัยตัวรถจะแพงเป็นพิเศษ

ซึ่งรถประเภทนี้เมื่อซ่อมมาแล้ว เจ้าของรถต้องส่งเรื่องให้ DMV (กฎระเบียบตามรัฐนั้นๆ) กรณีจะใช้รถคันนี้ต่อ จากนั้น DMV จะส่ง Inspector มาเช็คสภาพรถ ถ้ารถผ่าน Inspection จะได้สถานะเป็น Rebuilt Title นั่นเอง

Howto-Purchase-Car-In-USA

ซึ่งคุณอาจจะเช็คใน Carfax ดูว่าข้อมูลรถของคุณจากเจ้าของเก่า รายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง ไมล์แท้ๆ เลยหรือไม่ เพราะคนอเมริกัน มักใช้รถกันแบบสมบุกสมบัน ไม่ค่อยดูแลรักษารถกันเท่าไหร่ อีกทั้งใช้รถกันเลขไมล์ค่อนข้างเยอะ

วิธีเช็คก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่กรอกรหัสตัวถังรถ (VIN = Vehicle Identification Number) ที่คุณจะซื้อเข้าไป แค่นี้ก็มีข้อมูลขึ้นมาแล้ว

เมื่อคุณตกลงปลงใจเลือกรถได้เรียบร้อย ก็เตรียมบัตรเครดิต หรือ Cashier Check ไปจ่ายเงินกับทางศูนย์ หรือถ้าคุณซื้อรถบ้าน ก็อาจจะจ่ายเงินสดก็ได้ พร้อมจ่าย Sales Tax ไปด้วย

Howto-Purchase-Car-In-USA

3. ประกันภัย

คุณรู้หรือไม่ว่าที่อเมริกา รถยนต์ทุกคัน จะต้องทำประกันภัยทุกคัน มิฉะนั้นจะนำออกมาวิ่งบนถนนไม่ได้เลย เพราะถ้าหากถูกตำรวจตรวจเจอ อาจติดคุกและโดนปรับหนักได้ หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อาจต้องจ่ายกันจนหมดตัวได้

ซึ่งไม่ว่าคุณจะซื้อรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ทางศูนย์ หรือบริษัทไฟแนนซ์ ก่อนจ่ายเงินซื้อ เขาจะบังคับให้คุณซื้อประกันภัยรถ (ที่ทางศูนย์มีดีลไว้อยู่แล้ว) ก่อนเลย หรือเราจะซื้อประกันรถออนไลน์ไปเองก็ได้

สำหรับประกันภัยรถยอดฮิตในอเมริกา หลักๆ ก็จะมีอยู่สองอย่าง คือ Full-Coverage และ Liability …

1. Full-Coverage เปรียบเหมือนประกันภัยชั้นหนึ่งในไทย ไม่ว่าเราจะผิด หรือ ถูก ประกันก็จ่ายให้หมด เรียกได้ว่า คุ้มครองทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ว่าค่าเบี้ยประกันภัยก็แพงด้วยเช่นกัน

2. Liability เปรียบเหมือนกับประกันภัยชั้นสาม ที่คุ้มครองเฉพาะบุคคลอื่นเท่านั้น คือถ้าเราเป็นฝ่ายผิด คุณต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้กับคู่กรณีเอง แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกชน คู่กรณีของคุณเป็นคนรับผิดชอบ

ทั้งนี้ เบี้ยประกันก็มีราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ เพศ, อายุของผู้ถือใบขับขี่, ประเภทใบขับขี่ (ถ้าหากคุณใช้ใบขับขี่สากลที่มาจากไทย ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงกว่าใบขับขี่ใน USA มาก) ยี่ห้อรถยนต์, อายุของรถยนต์, ปีที่ซื้อรถ, เลขไมล์, ประวัติการขับรถ หรือสถานที่เก็บรถ

ซึ่งถ้าหากคุณมีประวัติชนบ่อย หรือเป็นรถที่มีราคาแพง, รถรุ่นยอดฮิตของขโมย หรืออายุผู้ขับขี่ที่ต่ำกว่า 25 ปี มือใหม่หัดขับ ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงขึ้น ทางที่ดีไม่อยากจ่ายแพง ให้ทำใบขับขี่ของอเมริกาครับ

แต่ถ้าหากคุณขับรถดี ใช้รถยี่ห้อตลาดทั่วไป ขับรถไม่เคยโดนใบสั่ง ไม่เคยไปชนอะไร มีอายุมากกว่า 25 ปี และมีประสบการณ์ขับรถมาก หรือรถเลขไมล์ใช้งานไม่เยอะ อันนี้ก็จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยถูกกว่า

ในเรื่องเพศสภาพ เพศหญิง จ่ายเบี้ยประกันภัยถูกกว่าเพศชาย เพราะบริษัทประกันศึกษามาแล้วว่า ผู้ชายขับรถอันตรายและมีอุบัติเหตุบ่อยกว่าผู้หญิง

และการย้ายบริษัทประกันภัยไปทำเจ้าใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าฐานข้อมูลจะเริ่มต้นใหม่แบบไทยๆ นะครับ เพราะที่ USA มีหน่วยงานกลางเพื่อเก็บข้อมูลประกันภัยไว้เลย!

Howto-Purchase-Car-In-USA

4. จดทะเบียนรถ

กรณีที่คุณซื้อรถป้ายแดงจากศูนย์ อันนี้ง่ายหน่อย เพราะทางศูนย์เขาจะจัดการเดินเรื่องทำทะเบียนรถให้เสร็จสรรพ แต่ต้องจ่าย Dealer Fee เพิ่มต่างหาก

แต่ถ้าหากคุณซื้อรถมือสองจากรถบ้านมา (ซึ่งเจ้าของรถเดิมเขาจะเก็บทะเบียนรถเอาไว้) คุณต้องไปจดทะเบียนรถใหม่เอง โดยนำ Certificate of Title (ประมาณเล่มทะเบียนในบ้านเรา) ที่เจ้าของรถคนเดิมต้องเซ็นโอนรถมาให้ด้านหลัง พร้อม Bill of Sale (ใบซื้อขาย) หรือ Pink Slip (ใบรับรองการเป็นเจ้าของรถ)

แล้วคุณก็มีหน้าที่ไปจัดแจงโอนรถที่ Department of Motor Vehicles (DMV) ทันที! เพราะขับแบบไม่มีป้ายทะเบียน มิสิทธิ์โดนตำรวจเรียกทุกวัน แม้ว่ากฎหมายให้เวลาในการโอนรถ 30 วัน ก็ตาม (ถ้าโอนรถหลังจากนั้น โดนปรับนะครับ) เว้นเสียแต่ว่าคุณซื้อรถจาก Dealer จะมีป้ายของศูนย์มาให้ ตำรวจไม่จับ ขับได้ 30 วันก่อนได้ป้ายจริง ซึ่งคุณต้องเตรียม Title รถไว้ + ประกันภัย เตรียมให้ตำรวจดูได้เลย

ทางที่ดี กรณีซื้อรถบ้านเสร็จ นัดเจ้าของไปโอนรถที่ Tag Office เลย จะได้ขอทะเบียนใหม่ทีเดียว พร้อมใช้งาน

สำหรับการโอนรถ ในบางรัฐ หรือการโอนรถต่างรัฐ (คล้ายๆกับในไทย รถ กทม. โอนไปต่างจังหวัด) ก็อาจจะต้องตรวจสภาพรถ Brake And Lamp Inspection / Smog Check ก่อนนะครับ ถึงจะจดทะเบียนใหม่ได้ ซึ่งก็มีอู่ทั่วไปรับ Adjusting ด้วย (คล้ายๆ กับตรวจ ตรอ. ในไทย) แต่บางรัฐก็ไม่ต้องตรวจสภาพ กรณีที่โอนรถในรัฐเดียวกัน

สำหรับหลักฐานในการโอนรถ แต่ละรัฐก็มีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน คร่าวๆ คือต้องใช้ …

  • Title
  • เอกสารยืนยันที่อยู่ 2 ฉบับ
  • ใบขับขี่
  • ประกันภัย
  • Emission Test / Smog Check ในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย … ตอนซื้อรถถามเจ้าของด้วยว่า รถตรวจสภาพไอเสีย (Emission Control) ผ่านหรือยัง ถ้ายังไม่ผ่าน โอนรถไม่ได้นะครับ ข้อมูลจะขึ้นในระบบออนไลน์ โดยใบ Smog สามารถใช้ได้ภายใน 90 วันจากวันที่ตรวจผ่าน (เหมือนการตรวจไอเสีย ของ ตรอ. ในไทย)

ซึ่งคนซื้อรถต้องแจ้ง DMV ภายใน 10 วัน จากวันที่มีการซื้อขาย ส่วนคนขายรถต้องแจ้ง DMV ภายใน 5 วัน หลังจากการขายรถให้กับเจ้าของใหม่ พร้อมกรอกแบบฟอร์ม Notice of Transfer and Release of Liability (NRL) ให้ DMV ทันที เพื่อที่คนขายไม่ต้องรับผิดชอบ ในกรณีเช่น ผู้ซื้อขับไปชนใคร หรือนำรถไปใช้ทำอะไรผิดกฎหมาย คนขายไม่ต้องรับผิดชอบหากมีการฟ้องร้องในภายหลัง

Howto-Purchase-Car-In-USA

ไปวันเดียวก็ได้ป้ายทะเบียนมาเลย พร้อมจ่ายค่าป้ายทะเบียน + ภาษี ถ้าอยากได้ป้ายทะเบียนเป็นตัวอักษรแจ๋วๆ ใส่เลขสวยๆ หน่อย แค่เพิ่มเงินก็ได้แล้ว

ในส่วนของภาษีรถยนต์ประจำของสหรัฐ ก็จัดเก็บในแต่ละปีไม่เหมือนกันอีก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละรัฐ

ขอให้สนุกกับการไปเรียน ไปทำงาน หรือแต่งงานไปอยู่ประเทศใหม่ และการซื้อรถยนต์คันใหม่ ใน USA นะครับ!

สำหรับใครที่อยากขายรถก่อนย้ายประเทศ เอารถคันเดิมของคุณมาขายที่ CARRO สิ ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก

รถยนต์-น้าค่อม-ชวนชื่น

นับเป็นข่าวเศร้าของวงการบันเทิงไทย สำหรับข่าวเช้าของวันศุกร์นี้ (30 เม.ย. 2564) ทุกท่านคงได้ทราบข่าวของ “น้าค่อม ชวนชื่น” ซึ่งน้าค่อมเสียชีวิตในวัย 63 ปี จากการรักษาอาการโควิด-19 ทาง CARRO ต้องขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

น้าค่อม ชวนชื่น หรือชื่อจริงคือ คุณอาคม ปรีดากุล ชื่อเล่น ค่อม หรือที่รู้จักในวงการในชื่อ ค่อม ชวนชื่น, เหยิน ชวนชื่น หรือ “น้าเหยิน” เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2501 เป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นนักแสดงตลกชาวไทย และอดีตสมาชิกตลกคณะชวนชื่น ที่มีวลีชื่อก้องอย่าง “ไอ้สัส” ที่แฟนคลับใฝ่ฝันอยากถูกด่าคนเดียวในไทย

ด้วยความที่น้าค่อมไม่รู้หนังสือเลย แต่น้าค่อมเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ เรื่องการจำบทได้อย่างแม่นยำ ซึ่งน้าค่อมเป็นที่รู้จักอย่างมากของคนไทยนับตั้งแต่ปี 2545 กับการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง 7 ประจัญบาน จากนั้นก็มีทั้งงานละครและภาพยนตร์อีกนับไม่ถ้วน และยังเป็นนักแสดงตลกอาวุโสตัวหลักประจำรายการ “บริษัทฮาไม่จำกัด (มหาชน)” และรายการ “ก็มาดิคร้าบ” เป็นต้น

สำหรับ ค่อม ชวนชื่น ก็ได้ชื่อว่าเป็นดาราตลก ที่ชอบเล่นรถแต่งซิ่ง รวมถึงมอเตอร์ไซค์แต่ง ซึ่งก็มีใช้งานอยู่หลายคันมาก และหลายคันจะใช้ทะเบียน “6999”

CARRO ขอรวบรวมรถยนต์ที่ “น้าค่อม ชวนชื่น” ดาราตลกขวัญใจคนไทย เคยมีโอกาสได้ไว้ครอบครองและใช้งาน มาให้ทุกท่านได้อ่านกันเป็นความรู้ครับ

รถน้าค่อม-Porsche-Cayman

Porsche Cayman ของน้าค่อม ชวนชื่น ในปี 2561

รถน้าค่อม-Toyota-Alphard

Toyota Alphard ของน้าค่อม ชวนชื่น มาติดตั้งชุดเครื่องเสียงเมื่อปี 2562 (ภาพจาก Rocket Sound)

รถน้าค่อม-Toyota-Alphard-2016

Toyota Alphard ของน้าค่อม ชวนชื่น เมื่อปี 2556 (ภาพจาก THE ONE PART)

รถน้าค่อม-Hyundai-H1

Hyundai H-1 ของน้าค่อม ชวนชื่น ในปี 2557 (ภาพจาก THE ONE PART)

รถน้าค่อม-Toyota-Camry

Toyota Camry กับล้อ W-WORK S1C ขอบ18″ F9.5 R10.5 สีบรอนซ์ขอบเงา รัดด้วยยาง Preza 225-45-18 ของน้าค่อม ชวนชื่น ในปี 2556 (ภาพจาก ยอดยางยนต์)

รถน้าค่อม-Honda-Jazz

Honda Jazz ของน้าค่อม ชวนชื่น (ภาพจาก Dr.Used Car)

รถน้าค่อม-Honda-CR-V

Honda CR-V ของน้าค่อม ชวนชื่น (ภาพจาก Dr.Used Car)

รถน้าค่อม-Toyota-Harrier

Toyota Harrier ของน้าค่อม ชวนชื่น เมื่อปี 2558 (ภาพจาก Triple P)

รถน้าค่อม-Nissan-Cefiro-A31

Nissan Cefiro (A31) ของน้าค่อม ชวนชื่น

รถน้าค่อม-Honda-Civic

Honda Civic Turbo (FK) ของน้าค่อม ชวนชื่น เมื่อปี 2562

รถน้าค่อม-Mitsubishi-Pajero-Sport

Mitsubishi Pajero Sport ของน้าค่อม ชวนชื่น

นอกจากน้าค่อม ชวนชื่น จะชื่นชอบรถยนต์เป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยังชื่นชอบมอเตอร์ไซค์อีกด้วยครับ

Motorcycle-น้าค่อม

ขอบคุณภาพจาก

Check-Car-Free-Songkran-2021

ช่วงเวลาสงกรานต์ของทุกๆ ปี เป็นช่วงที่มีผู้คนเดินทางบนท้องถนนกันสูงมาก และตัวเลขของอุบัติเหตุบนท้องถนนก็สูงมากตามไปด้วย แม้ว่าในช่วงนี้โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่อีกครั้ง หลายจังหวัดมีการประกาศกักตัวผู้ที่เดินทางกลับมา อาจจะทำให้การเดินทางของผู้คนลดลงไปบ้าง

แต่เพื่อความพร้อมในการเดินทาง ลดปัญหาจากอุบัติเหตุ หรือปัญหารถเสียกลางทาง ทำได้ง่ายๆ ด้วยการนำรถไปตรวจสภาพก่อนออกเดินทาง ซึ่งในช่วงที่มีโควิด-19 ระบาดอยู่ตอนนี้ หลายที่เมื่อคุณตรวจสภาพรถยนต์เสร็จ อาจมีบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในรถคุณให้ฟรีด้วย

MR.CARRO รวบรวมข้อมูลตรวจเช็ครถฟรี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเลือกนำรถไปตรวจเช็กได้ตามความสะดวกเลยครับผม

กรมการขนส่งทางบก ตรวจรถฟรีขับขี่ปลอดภัย และตั้งจุดให้บริการทั่วไทย

กรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ภายใต้ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ให้บริการตรวจสภาพความพร้อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ฟรี!!! ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2564 – 10 เมษายน 2564

มีรายการตรวจเช็กความพร้อมจำนวนกว่า 20 รายการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง ตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำมันจากถังน้ำมัน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง หม้อน้ำและรอยรั่ว ไส้กรองอากาศ อุปกรณ์ปัดน้ำฝน การทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น สามารถนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการของภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ หรือสังเกตป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ก่อนเข้าใช้บริการ

กิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนนร่วมจัดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วยดีมาโดยตลอด อาทิ สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย, สมาคมการค้าไทย-ยุโรป (TEBA), สมาคมตรวจสภาพรถเอกชนไทย, สถาบันยานยนต์ไทย, บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลล์ จำกัด, บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ฮุนได มอเตอร์ ไทยแลนด์ จำกัด, เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด, บริษัท เอพี ฮอนด้า จำกัด หรือ บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด, บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด, บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด, บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน), บริษัท บี-ควิก จำกัด, บริษัท ฟอร์ซเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (ศูนย์บริการ AUTO QUIKS), บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

Honda

Honda (ฮอนด้า) จัดแคมเปญซัมเมอร์นี้ ชวนลูกค้าเตรียมรถให้พร้อมและมั่นใจในทุกการเดินทางกับ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจรถก่อนใช้กับฮอนด้า” ซึ่ง บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดขึ้นฟรี!

บริการตรวจสภาพรถยนต์ 25 รายการ (ตามรายการที่กำหนด) รับเพิ่มบริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารรถยนต์ฟรี เพื่อลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

รวมถึงมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ารับการบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 – 30 เมษายน 2564

รายการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ

1. ตรวจวัดค่าแบตเตอรี่ด้วยเครื่องทดสอบโวลท์ / แอมแปร์ และตรวจเติมน้ำกลั่น
2. ตรวจเติมระดับน้ำในถังสำรองหม้อน้ำและถังเก็บน้ำล้างกระจก
3. ตรวจการรั่วซึมของท่อยางหม้อน้ำ บน / ล่าง
4. ตรวจทำความสะอาดไส้กรองอากาศ
5. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
6. ตรวจระดับน้ำมันเบรก / คลัทช์ (สำหรับรุ่นที่มี)
7. ตรวจระดับน้ำมัน พวงมาลัยเพาเวอร์ (สำหรับรุ่นที่มี)
8. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์
9. ตรวจสภาพสายพานขับด้านนอก
10. ตรวจสภาพยางปัดน้ำฝน
11. ตรวจระดับหัวฉีดน้ำล้างกระจก
12. ตรวจสภาพยาง วัดแรงดัน / เติมลมยาง 5 เส้น
13. ตรวจการทำงานของ ไฟสัญญาณ / ไฟส่องสว่าง
14. ตรวจการทำงานของ เข็มขัดนิรภัย
15. ตรวจการทำงานของ ระยะแป้นเบรก
16. ตรวจการทำงานของ ระยะยกคันโยกเบรกมือ
17. ตรวจการทำงานของ แม่ปั๊มเบรก และหม้อลมเบรก
18. ตรวจการทำงานของ ระบบปรับอากาศ (ความเย็น / ช่องทางลม)
19. ตรวจสภาพของ ท่ออ่อนเบรก 4 ล้อ
20. ตรวจลูกหมากและยางกันฝุ่นแร็คพวงมาลัย
21. ตรวจยางกันฝุ่นเพลาขับด้านซ้าย
22. ตรวจยางกันฝุ่นเพลาขับด้านขวา
23. ตรวจถังน้ำมันเชื้อเพลิง / ท่อ และข้อต่อท่อน้ำมันเชื้อเพลิง
24. ตรวจการทำงานของเครื่องยนต์ รอบเดินเบา / การรั่วซึม
25. ตรวจช่วงล่าง ลูกยาง และลูกหมากต่างๆ

Isuzu

อีซูซุ เคียงคู่ ดูแลคุณ ร้อนนี้ ชิลได้ จ่ายสบาย

  1. รับส่วนลด 15% สำหรับอะไหล่ ช่วงล่าง เบรก คลัตช์ ซีลล้อ ลูกปืนล้อ ยี่ห้ออะไหล่แท้ตรีเพชร
  2. แพ็กเกจล้างแอร์ และอบโอโซน ราคาพิเศษ 1,999 บาท
  3. รับส่วนลดเส้นละ 300 บาท เมื่อเปลี่ยนยางยี่ห้อบริดจสโตน ที่ศูนย์บริการฯ ทุกๆ 1 เส้น
  4. สามารถแบ่งชำระค่าบริการด้วยอัตราดอกเบี้ย 0%
  5. ตรวจเช็กสภาพทั่วไป 30 รายการ
รายการตรวจเช็กสภาพทั่วไป 30 รายการ (รายการอาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่นรถ)
1การสตาร์ท รอบหมุนเดินเบา การเร่งเครื่อง
2ระบบไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณ สวิทช์ควบคุมต่าง ๆ
3แป้นคันเร่ง ระยะฟรีแป้นเบรก แป้นคลัตช์ การกีดขวางของพรมปูพื้น
4ระยะฟรีวงพวงมาลัย การทำงานของแตร
5การทำงานของระบบเครื่องปรับอากาศ
6การหลวมคลอนของคันเกียร์ ระยะคันดึงเบรกมือ
7การทำงานของเข็มขัดนิรภัย
8ระดับน้ำมัน สี การรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง
9ระดับน้ำล้างกระจก
10สภาพท่อยาง ระดับน้ำมัน สี การรั่วซึม ของน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
11ระดับน้ำ สี การรั่วซึมของระบบหล่อเย็น ฝาหม้อน้ำ ถังพักน้ำ
12ความตึง ความเสียหายของสายพานทั้งหมด
13สภาพของไส้กรองอากาศ
14ระดับน้ำมัน สี การรั่วซึมของเบรก คลัตช์
15สภาพแบตเตอรี่ ระดับน้ำกลั่น ค่าความต่างศักย์ (V) และค่า CCA
16ความหลวมและการรั่วซึมของระบบบังคับเลี้ยว
17ความหลวมของลูกหมากและบูชปีกนก
18ความหลวมของเพลาขับหน้า (ลูกปืน) ยางกันฝุ่นเพลาขับ (รุ่น 4WD)
19การรั่วซึมระดับน้ำมันเกียร์ของระบบSHIFT-ON-THE-FLY เฟืองท้ายลูกหน้า (รุ่น4WD)
20การรั่วซึม ระดับน้ำมันของน้ำมันเกียร์ หรือเกียร์พร้อมเกียร์สโลว์ (รุ่น 4WD)
21สภาพ ความหลวม ของกากบาทเพลากลางและสายเบรกมือ
22สภาพแหนบ ยูโบลต์ สลักแหนบหน้าหลังหรือคอยล์สปริงหลัง
23การรั่วซึม ระดับน้ำมันของน้ำมันเฟืองท้ายลูกหลัง เสื้อเพลา
24ความเสียหาย หลวม ท่อไอเสีย
25การรั่วซึมของน้ำมันโช้กอัพ สภาพยางหูโช้กอัพ (หน้า-หลัง)
26การรั่วซึมของระบบทางเดินน้ำมัน ถังน้ำมันเชื้อเพลิง
27สภาพความหลวมของลูกปืนดุมล้อ (หน้า-หลัง)
28สภาพการยึดแน่นของนอตล้อ กระทะล้อ ความดันลมยาง (หน้า-หลัง)
29การรั่วซึม ข้อต่อ แป๊ปเบรก สายอ่อน (หน้า-หลัง)
30ตรวจสอบการทำงานของระบบเบรกเบื้องต้น
ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. 2564 – 31 พ.ค. 2564 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

Hyundai

Hyundai (ฮุนได) จัดซัมเมอร์ แคมเปญ เตรียมความพร้อมรถยนต์ของท่านเพื่อเข้าสู่ฤดูเดินทางท่องเที่ยว เชิญชวนลูกค้าตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 40 รายการ ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2564

และจัดส่วนลดพิเศษ 35% สำหรับผ้าเบรกหน้า-หลัง และจานเบรกหน้า-หลัง ของรถยนต์ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2564 – 8 มกราคม 2565

วิริยะประกันภัย

วิริยะประกันภัย ลูกค้าวิริยะประกันภัยและประชาชนทั่วไป สามารถนำรถยนต์เข้ามารับบริการตรวจเช็คสภาพเบื้องต้นฟรี จำนวน 20 รายการ อาทิ ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง สภาพยาง ระดับน้ำในหม้อน้ำ การทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ ระบบไฟชาร์จ ระดับน้ำเบรกและน้ำมันคลัตช์ ระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ระบบเบรก อุปกรณ์ปัดน้ำฝน สภาพการทำงานขอเครื่องยนต์ สภาพการใช้งานเข็มขัดนิรภัย ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่ติดป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ในระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 9 เมษายน 2564

อนึ่ง ศูนย์ซ่อมฯ ที่ให้บริการตรวจรถฟรี จำนวน 32 แห่ง ได้แก่  1.อู่ร่วมมิตรการาจ 2. บจ.นิวเพื่อนยนต์ 3. บริษัท ไทยรัตน์ยานยนต์ จำกัด 4. หจก. งามวงศ์วาน คาร์แคร์ 5. บจ.อู่นำชัย รัตนาธิเบศร์ 6. บจ.เจริญกิจ ออโต้ เซอร์วิส 7. บจ.เจริญกิจ ราชพฤกษ์ 8. บจ.เซอร์กิต ติวานนท์ 9. บจ. คุงการาจ 10. บจ.อู่นำชัย เตาปูน 11. บจ.เซอร์กิตบริการ 12. บจ.อู่กังวานชัยการช่าง 13. บริษัท อู่วิชัยยนต์ จำกัด 14. บจ.ทรัพย์สิทธิ คาร์ อินเตอร์ 15. บจ.เทวินทร์ คาร์เซ็นเตอร์ 16. อู่บอส 888 การาจ 17. บจ.ธนพัฒน์ ออโต้ เซ็นเตอร์ 18. บริษัท เพอร์เฟคท์ สปีด ไลน์ จำกัด 19. โสฬส ธนบดี 20. หจก. เจดีย์ออโต้เซอร์วิส 21. หจก.เป้งการาจ 22. บจ.เจ.เอส.อินเตอร์กรุ๊ป  23. บจ. อู่ เอส.เอส. อินเตอร์กรุ๊ป 24. บริษัท รุ่งเจริญ บอดี้ คลีนิค จำกัด 25. บจ.สุขุมวิท เอ.ที. เซอร์วิส 26. หจก.สุทินคาร์เซอร์วิส 27. บริษัท เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส จำกัด 28. บจ.วงษ์ศิริเลิศ คาร์ เซอร์วิส (1997) 29. บริษัท เจริญภัณฑ์ยนตรกิจ เซอร์วิส จำกัด 30. บจ.นที อินเตอร์เซอร์วิส สาขา 1 31. บริษัท อู่แม่กลอง จำกัด 32. บริษัท อ.พิพัฒน์ยนต์ (1989) จำกัด

B-Quik

บี-ควิก เอาใจเจ้าของรถทุกยี่ห้อ นำรถเข้าตรวจเช็กสุขภาพฟรี 30 รายการ ที่บี-ควิก ทุกสาขาทั่วไทย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ ไม่ต้องสมัครสมาชิก และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ แจ้งเจ้าหน้าที่ที่สาขาก่อนรับบริการได้เลย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1153

บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จัดแคมเปญ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย กับบริษัทกลางฯ” ปลี่ยนหลอดไฟรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นฟรี ณ บริษัทกลางฯ ทุกสาขา และ ภาคีเครือข่ายที่มีป้ายตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม – 10 เมษายน 2564 โดยเป็นการให้บริการประชาชนในการตรวจเช็คสภาพความพร้อมเบื้องต้นของรถจักรยานยนต์ทั่วประเทศ จำนวน 254 จุดบริการ

โดยจัดให้มีการให้บริการเปลี่ยนหลอดไฟจักรยานยนต์ ฟรี ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว เพื่อให้ยานพาหนะปลอดภัย ผู้ใช้บริการสามารถสังเกตจุดให้บริการที่มีสัญลักษณ์ ป้ายแบนเนอร์ชื่อโครงการติดไว้หน้าจุดบริการที่ร้านจำหน่ายจักรยานยนต์, ตรอ. และสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center บริษัทกลางฯ สายด่วน 1791 หรือผ่านไลน์ @iRVP ได้อีกด้วย

หากช่วงนี้ ใครกำลังอยากขายรถคันเดิมอยู่ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

ในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์แบบนี้ หลายๆ ท่าน กำลังเริ่มวางแผนที่จะไปเที่ยวกันแล้วเชียว หลังจากที่เจอวิกฤตโควิด-19 กันไปอย่างหนักหน่วงในสงกรานต์ปีที่ผ่านมา

ก็ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า สงกรานต์ปีนี้ โควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ จะกลับมาระบาดรอบใหม่ จากคลัสเตอร์ทองหล่อ สถานบันเทิงย่านทองหล่อ แล้วก็แพร่กันไปทั่วหลายสิบจังหวัด ติดโควิดตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี, ทหารระดับอธิบดี, สส., อัยการ, หมอ, นักร้อง, นักแสดง, ยูทูบเบอร์ หรือพริตตี้สาวมอเตอร์โชว์ เป็นต้น

ใครที่จะเดินทางกลับบ้าน พบปะญาติพี่น้องในปีนี้ ก็ต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีนะครับ และช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้คนเดินทางกันจำนวนมาก อย่าลืมเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ

และบรรดาหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ต้องหาทางบรรเทาความแออัดจากการเดินทาง นั่นคือการคือมอบ “ของขวัญ” (ที่เอาภาษีประชาชนมาจ่ายทีหลัง …) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง ให้กับประชาชนที่ใช้บริการ … ที่สำคัญ เมาไม่ขับ ระหว่างเดินทางกลับบ้านนะครับ

CARRO ขอรวบรวมจุดพักรถ จุดช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่จอดรถฟรี ค่าผ่านทางฟรี ในสถานที่ต่างๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 ให้ทุกท่านได้วางแผนการเดินทางล่วงหน้า และกลับบ้านสงกรานต์กันอย่างมีความสุข และปลอดโควิด-19 ครับ.

จุดพักรถ

กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย ตลอดการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2564 จำนวน 259 จุดทั่วประเทศ บนถนนสายหลัก บริเวณสถานีบริการน้ำมัน หรือจุดให้บริการร่วมกับกรมการขนส่งทางบก/หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้บริการผู้ขับรถและผู้เดินทางที่เหนื่อยล้าจากการเดินทาง ตลอดจนเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขับรถและผู้เดินทางกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะนักเรียนนักศึกษาในสังกัด สอศ. ให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกร่วมกับภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2564 – 10 เมษายน 2564 สามารถนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการของภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ก่อนเดินทางไกล เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ 2564 เป็นเทศกาลแห่งความสุขและปลอดภัยของคนไทยทุกคน

เดินทางด้วยรถเมล์

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดแผนการเดินรถเพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยให้กับประชาชน ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดต่อเนื่องเทศกาลสงกรานต์ 2564 ระหว่างวันที่ 10-16 เม.ย. 2564 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ในเส้นทางปกติ จัดรถออกวิ่ง เฉลี่ยวันละ 2,788 คัน จำนวน 20,453 เที่ยว

2. จัดเดินรถ AIRPORT BUS เชื่อมต่อท่าอากาศยาน จำนวน 5 เส้นทาง ดังนี้

  • สาย A 1 ท่าอากาศยานดอนเมือง – สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร เฉลี่ยวันละ 21 คัน
  • สาย A 2 ท่าอากาศยานดอนเมือง – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เฉลี่ยวันละ 15 คัน
  • สาย A 3 ท่าอากาศยานดอนเมือง – สวนลุมพินี เฉลี่ยวันละ 10 คัน
  • สาย A 4 ท่าอากาศยานดอนเมือง – สนามหลวง เฉลี่ยวันละ 10 คัน
  • สาย S 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – สนามหลวง เฉลี่ยวันละ  6 คัน

3. จัดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่งกรุงเทพ จำนวน 4 สถานี รวม 34 เส้นทาง ดังนี้

  • สถานีขนส่งกรุงเทพ (จตุจักร) จำนวน 12 เส้นทาง ได้แก่ สาย 3, 16, 49, 77, 96, 134, 136, 138, 145, 509, 517 และ 536
  • สถานีขนส่งกรุงเทพ (เอกมัย) จำนวน 8 เส้นทาง ได้แก่ สาย 2, 23, 25, 71, 72, 501, 508 และ 511
  • สถานีขนส่งกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) จำนวน 6 เส้นทาง ได้แก่ สาย 66, 79, 511, 515, 516 และ 556
  • สถานีรถไฟหัวลำโพง จำนวน 8 เส้นทาง ได้แก่ สาย 4, 7, 21, 25, 34, 73, 73ก และ 501

4จัดเดินรถให้บริการฟรี “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เม.ย. 64” สำหรับผู้ใช้บริการที่มีอายุ ตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป โดยผู้สูงอายุจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเก็บค่าโดยสาร เพื่อใช้สิทธิ์บริการฟรี ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ

ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการใช้บริการสอบถามเส้นทางรถเมล์ หรือ แนะนำบริการได้ที่ Facebook : BMTA องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ Call Center 1348 ทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 5.00 – 22.00 น.

SRT-Train

เดินทางด้วยรถไฟ

การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดมาตรการอำนวยความสะดวกรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2564 ระหว่างวันที่ 9 – 15 เมษายน 2564 โดยเพิ่มเที่ยวขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร 16 ขบวน และพ่วงตู้โดยสารจนเต็มหน่วยลากจูง รองรับการเดินทางได้สูงสุด 100,000 คนต่อวัน พร้อมจัดศูนย์ปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ดูแลประชาชนตลอดการเดินทาง ไม่ให้เกิดปัญหาผู้โดยสารตกค้าง

ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Facebook แฟนเพจ ทีมพีอาร์ รฟท.

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

เดินทางด้วยรถไฟฟ้า

บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ร่วมสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2564 พาผู้สูงวัยนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส บีอาร์ที สายสีทอง ฟรี ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ถึง 24.00 น.

ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ที่ห้องจำหน่ายตั๋วบีทีเอส บีอาร์ที และรถไฟฟ้าสายสีทองในทุกสถานี รับคูปองโดยสารฟรี

สำหรับบัตรแรบบิทผู้สูงอายุ ใช้เดินทางฟรี สามารถแตะบัตรเข้าระบบได้เลย ระบบจะไม่หักเงิน และไม่ต้องรับคูปองครับ

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในช่วงเทศกาลฯ ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบข้อมูลการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส แบบ Real Time ได้ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “BTS SkyTrain” ทาง App Store และ Google Play Store

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ฉลองเทศกาลสงกรานต์และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เชิญชวนผู้โดยสารที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยสารรถไฟฟ้า MRT ฟรี ระหว่างวันที่ 13 – 15  เมษายน 2564 ตลอดระยะเวลาให้บริการ

ผู้สูงอายุสามารถติดต่อที่ห้องออกบัตรโดยสารได้ทั้ง 2 สาย สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ทุกสถานี เพื่อรับคูปองโดยสารรถไฟฟ้าฟรี เพื่อเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวในการพาผู้สูงอายุเดินทางท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ รอบเส้นทางรถไฟฟ้า MRT

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลโทร. 02-624-5200 หรือติดตามทางช่องทางต่างๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ก: MRT Bangkok Metro / ทวิตเตอร์: MRT Bangkok Metro / อินสตาแกรม : mrt_bangkok และโมบายแอปพลิเคชัน : Bangkok MRT “เดินทางปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า MRT”

จอดรถฟรี

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะยกเว้นค่าบริการจอดรถยนต์ให้แก่ผู้โดยสารที่นำรถมาจอดที่ลานจอดรถระยะยาว (Long Term Parking) โซน C ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 เวลา 08.00 น. – วันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2564 เวลา 17.00 น. (รวม 8 วัน) โดยลานจอดรถโซนดังกล่าว สามารถรองรับรถยนต์ได้จำนวน 718 คัน

ทั้งนี้ ทสภ. มีรถ Shuttle Bus สาย A วิ่งให้บริการรับ – ส่ง ผู้โดยสารทุก ๆ 15 นาที ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง และนอกจากลานจอดรถยนต์ระยะยาวโซน C แล้ว ทสภ. ยังมีอาคารและลานจอดรถยนต์โซนอื่น ๆ รองรับการให้บริการได้แก่ อาคารจอดรถยนต์โซน 3 รองรับช่องจอดได้ 2,038 คัน, ลานจอดรถโซน 4 รองรับช่องจอดได้ 251 คัน, ลานจอดรถโซน 5 รองรับช่องจอดได้ 455 คัน , ลานจอดรถโซน 6 มีหลังคากันแดด รองรับช่องจอดได้ 689 คัน และลานจอดรถโซน 7 มีหลังคากันแดด รองรับช่องจอดได้ 666 คัน โดยคิดอัตราค่าบริการชั่วโมงละ 25 บาท หากเกิน 7 ชั่วโมง จะคิดเป็นอัตราเหมาวันละ 250 บาท

ผู้ใช้บริการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการอาคารจอดรถยนต์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-132-9511 ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง สามารถจอดรถฟรีได้ที่อาคารจอดรถยนต์ 5 ชั้น (เฉพาะชั้น 2) จำนวน 150 คัน

ค่าเดินทางฟรี

กรมทางหลวง ให้ทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) “ฟรี” 3 เส้นทาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 ได้แก่

  • มอเตอร์เวย์หมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) เส้นทาง กรุงเทพ – ชลบุรี – พัทยา
  • มอเตอร์เวย์หมายเลข 9 เส้นทาง บางปะอิน – บางพลี และ พระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน

ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 9 เมษายน 2564 ถึง เวลา 24.00 น. ของวันที่ 16 เมษายน 2564 (รวม 8 วัน)

นอกจากนี้ มอเตอร์เวย์หมายเลข 6 ช่วง ปากช่อง – สีคิ้ว ระยะทาง 35.75 กิโลเมตร เปิดให้วิ่งฟรีชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 9 – 19 เมษายน 2564 (รวม 11 วัน) เพื่อรองรับการเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) อีกด้วย

โดยผู้ใช้ทางสามารถติดตามการรายงานสภาพจริงการจราจร Online แบบ Real time ผ่านแอพพลิเคชั่น M-Traffic (ทางหลวงพิเศษ) / Thailand Highway Traffic และ QR code รวมทั้ง เฟสบุ๊ค “ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุกรมทางหลวง”

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้จัดตั้งจุดให้บริการทั่วไทย 421 แห่ง โดยร่วมกับตำรวจทางหลวง และหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งภายในจุดบริการทั่วไทย มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการประชาชนผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ การให้ข้อมูลเส้นทาง แนะนำเส้นทางเลือก บริการน้ำดื่ม รวมทั้ง แอลกอฮอล์เจลล้างมือ หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันและควบคุมเชื้อไวรัส โควิด-19 พร้อมทั้งจัดเตรียมจุดห้องน้ำบริการประชาชน 581 แห่ง (ในพื้นที่หมวดทางหลวงทั่วประเทศ) อีกด้วย

หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง ติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193

ค่าทางด่วนฟรี

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม จัดทางด่วนฟรีสงกรานต์ 2564 ดังนี้

  1. ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี)
  2. ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์)

ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 เวลา 00.01 น. ถึงวันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2564 เวลา 24.00 น. (รวม 8 วัน) ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เช่นเดียวกับกรมทางหลวง เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564

ส่วนทางด่วนฟรีวันที่ 13 – 15 เมษายน 2564 (รวม 3 วัน) ภายใต้สัญญาสัมปทานแก้ไขใหม่

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1)
  • ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2)
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน – ปากเกร็ด)

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทางพิเศษสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง สภาพการจราจร และขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ EXAT Call Center โทร 1543 และสามารถดาวน์โหลด Application “EXAT Portal”เพื่อตรวจสอบยอดเงินคงเหลือและการใช้บัตร Easy Pass รับข่าวสารโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ และเรียกใช้งาน Application อื่นๆ ของ กทพ. อาทิ EXAT Traffic อีกทั้งยังสามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

หากช่วงนี้ ใครกำลังอยากขายรถคันเดิมอยู่ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

ถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวสารเรื่องรถยนต์ในตอนนี้ จะเห็นได้ว่ากระแส “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือรถ EV (Electric Vehicle) นั้นถือว่ากำลังมาแรงมาก และเป็นที่นิยมมากขึ้นไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นรถที่ไม่ปล่อยมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังให้ระยะทางต่อการชาร์จไฟจนเต็มแต่ละครั้งที่มากขึ้น ตามคุณภาพของแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

แต่การใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น ก็อาจจะมีจุดด้อยตรงที่เมื่อใช้ไปจนแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็ต้องรีบหาสถานีชาร์จ เพื่อจอดเติมพลังให้รถ และให้คนได้ลงไปยืดเส้นยืดสายด้วย แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากกว่าตอนเติมน้ำมันรถก็ตาม จุดนี้เอง ทำให้ทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ต่างต้องรีบลงทุนมหาศาล ตั้งสถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าตามจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้มากขึ้น

CARRO เลยขอรวบรวมจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ และทั่วไทย มีจุดไหนใกล้คุณ ประจำปี 2564 มาให้คุณได้เก็บไว้เป็น Database เอาไว้ใช้เวลาหาจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าครับ

MEA-EV-Charging-Station

MEA EV การไฟฟ้านครหลวง

สำหรับจุดชาร์จไฟของ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ที่แตกย่อยธุรกิจ มาลงทุนเกี่ยวจุดชาร์จไฟฟ้ารถยนต์เป็นรายแรกๆ ในไทย อีกทั้งยังมี MEA EV Application ซึ่งเป็น Application ที่พัฒนาขึ้นบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

สามารถใช้ค้นหาสถานีชาร์จรถ ได้ทั้งของการไฟฟ้านครหลวง (MEA), บริษัท EA Anywhere (EA) และ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) พร้อมแสดงเส้นทางไปยังสถานีชาร์จด้วยแผนที่ GIS ร่วมกับการนำทางของ Google Application รวมถึงสามารถจองสถานีชาร์จ หรือหัวชาร์จได้ด้วยแบบเรียลไทม์ (เฉพาะสถานีที่ลงทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น)

นอกจากนี้ ยังสามารถสั่ง เริ่ม-หยุด ชาร์จไฟฟ้าได้ เฉพาะสถานีไฟฟ้า หรือสถานีอัดประจุ ที่ลงทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น และยังมีฟังก์ชันงานอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับจุดชาร์จไฟของ MEA EV มีรายละเอียดดังนี้

  • กฟน. สำนักงานใหญ่ เพลินจิต
  • กฟน. เขตวัดเลียบ
  • กฟน. เขตสามเสน
  • กฟน. เขตบางเขน
  • กฟน. เขตบางขุนเทียน
  • กฟน. เขตลาดกระบัง
  • กฟน. เขตบางใหญ่
  • กฟน. เขตสมุทรปราการ
  • กฟน. เขตราษฎร์บูรณะ
  • กฟน. เขตธนบุรี
  • กฟน. ที่ทำการบางพูด

และล่าสุด การไฟฟ้านครหลวง ได้ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพิ่มจุดติดตั้ง MEA EV Charging Station บริเวณร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จำนวน 2 แห่ง ให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คือ

  • 7-Eleven สาขา บ้านสวนลาซาล (ศรีนครินทร์) และ
  • 7-Eleven สาขา สน.บางขุนนนท์

เพื่อรองรับการใช้บริการของผู้ขับขี่รถ EV ในพื้นที่ ซึ่งมีสถานที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล ชุมชน และหน่วยงานราชการ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาครับ

MEA EV App ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ https://onelink.to/meaev

PEA-VOLTA-EV-Charging-Station

PEA การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ก็กระโดดลงมาให้บริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน โดยมีสถานีชาร์จไฟฟ้าให้บริการครบทั้ง 4 ภาค ทั้งหมด 11 สถานี ประกอบด้วย

  • สำนักงานใหญ่ กฟภ. จำนวน 1 สถานี
  • สายภาคเหนือ (กรุงเทพฯ – พระนครศรีอยุธยา) จำนวน 2 สถานี
  • สายภาคใต้ (กรุงเทพฯ – หัวหิน) จำนวน 4 สถานี
  • สายภาคตะวันออก (กรุงเทพฯ – พัทยา) จำนวน 3 สถานี
  • สายภาคตะวันตก (กรุงเทพฯ – นครปฐม) จำนวน 1 สถานี

และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยังร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ติดตั้งจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้า (EV Charger Station) ให้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจากมากที่สุดในไทย ซึ่งจะเปิดให้บริการบนเส้นทางสายหลัก 56 สาขา ต่อเนื่องทุกระยะ 100 กิโลเมตรรองรับการเดินทางขาเข้า-ออกเมือง โดยเปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA ณ PEA VOLTA BCP (ปั๊มบางจาก) ชะอำปาร์ค จ.เพชรบุรี เป็นที่แรก

เครื่องอัดประจุไฟฟ้าเป็นแบบ Multi-Standard (CHAdeMO (ย่อมาจาก CHArge de Move แปลได้ว่า ชาร์จไฟแล้วขับต่อไป), CCS COMBO2, AC TYPE2) ตามมาตรฐานนานาชาติ รองรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งหัวจ่ายกระแสไฟฟ้าตามมาตรฐานยุโรปและญี่ปุ่น การอัดประจุไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว (QUICK CHARGE) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

โดย PEA เป็นผู้พัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า ประกอบด้วยระบบและช่องทางการสื่อสารข้อมูลจากเครื่องอัดประจุไฟฟ้า และส่วนของระบบบริหารจัดการข้อมูล ที่แสดงผลผ่าน Mobile Application และ Web Service

PEA-VOLTA-EV-Charging-Station

อัตราค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าในการใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) ในช่วง Peak ค่าบริการ 7.5798 บาท/หน่วย ในช่วง Off-Peak  ค่าบริการ 4.1972 บาท/หน่วย (ราคา ณ เดือนสิงหาคม 2563)

อัตราค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าในการใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charger) ในช่วง Peak ค่าบริการ 7.5798 บาท/หน่วยในช่วง Off-Peak ค่าบริการ 4.1972 บาท/หน่วย (ราคา ณ เดือนสิงหาคม 2563)

ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ผู้ใช้สามารถใช้งาน PEA VOLTA Application ได้ ณ สถานี PEA VOLTA  5 แห่งแรก ได้แก่

  • PEA VOLTA สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
  • PEA VOLTA จ.สมุทรสาคร
  • PEA VOLTA เขาย้อย จ.เพชรบุรี
  • PEA VOLTA หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
  • PEA VOLTA พัทยาใต้ จ.ชลบุรี

ปัจจุบัน PEA VOLTA เปิดให้บริการจำนวน 17 สถานีหลัก สามารถเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานได้ค้นหาตำแหน่งสถานีและนำทางไปยังสถานี ตรวจสอบสถานะสถานีอัดประจุ พร้อมชำระค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าผ่านระบบการเติมเงินได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และรวดเร็ว เพราะเป็นหัวจ่ายแบบชาร์จเร็ว โดย 1 สถานีมี 5 หัวจ่าย ซึ่งผู้ใช้งานสามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง

PEA VOLTA App ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ – https://apps.apple.com/th/app/pea-volta/id1503297093?l=th สำหรับ iOS และ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.pea.peavolta สำหรับ Android

EGAT-EV-Charging-Station

EGAT การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ด้าน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มแรกด้วยการตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า กฟผ. ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 (รายละเอียดตามตารางด้านล่าง)

EGAT-EV-Charging-Station

ในเดือนมีนาคม 2564 จึงเริ่มจัดตั้ง สถานีอัดประจุไฟฟ้า “EleX by EGAT” ภายใต้ธุรกิจใหม่ของ กฟผ. EGAT EV Business Solutions ที่ชาร์จไฟได้รวดเร็ว ปลอดภัย มั่นใจ เพื่อรองรับทุกการเดินทางของผู้ใช้ยานยนต์ทั่วประเทศ

โดยปัจจุบัน กฟผ. ได้ติดตั้งไปแล้ว 13 สถานี และตั้งเป้าหมายติดตั้งเพิ่มเป็น 48 สถานี ภายในสิ้นปี 2564 โดยเน้นขยายสถานีไปตามเส้นทางการเดินทางหลักทั่วประเทศ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุด

และ กฟผ. ยังได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือผู้ให้บริการปั้มน้ำมัน PT เปิดตัวจุดสถานีชาร์จแห่งแรกชื่อ EleX by EGAT ทดลองนำร่องที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และสถานีบริการน้ำมัน พีที อีกจำนวนทั้งสิ้น 4 สถานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในการเดินทางไปยังทุกภูมิภาคทั่วไทย ได้แก่

  • สาขาปากช่อง 3 จ.นครราชสีมา
  • สาขาเขาย้อย จ.เพชรบุรี
  • สาขาพยุหะคีรี 2 จ.นครสวรรค์
  • สาขาบางพระ จ.ชลบุรี และ
  • สาขาบ้านใต้ จ.กาญจนบุรี

EA-Anywhere-EV-Charging-Station

EA Anywhere

EA Anywhere เป็นแบรนด์ภายใต้ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จํากัด (มหาชน) หรือ EA อีกที จักตั้งขึ้นเพื่อทำสร้างสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และชื่อบริษัท มีความหมายสื่อให้เห็นถึงสถานีประจุไฟฟ้าของเราที่มีอยู่ครอบคลุมทุกหนแห่ง ทั่วไทย

EA Anywhere คือผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle – BEV)

เครื่องอัดประจุไฟฟ้าของเราเหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีปลั๊กประเภท 2 (Type 2 Socket) ตามมาตรฐานประเทศไทย สถานี EA Anywhere ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นหลัก คุณสามารถหาสถานีได้อย่างง่ายดายจากแอปพลิเคชัน EA Anywhere บนโทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชันที่จะช่วยคุณหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าของเรา

สามารถดาวน์โหลดได้แล้วผ่านทาง App store บนระบบปฏิบัติการ iOS หรือ Play store บนระบบปฏิบัติการ Android ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eaanywhere.com/

EA พร้อมเปิดให้บริการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าระบบ DC (Fast Charge) 150 kW โดยกำหนดช่วงเวลาในการให้บริการในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 22.00-08.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย) ตลอด 24 ชั่วโมง อัตราค่าบริการ 6.50 บาท/kWh

โดยในปี 2563 ทางบริษัทฯ ได้เปิดให้บริการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าระบบ DC (Fast charge) 150 kW กว่า 54 สถานี ได้แก่

  • สถานี 7-Eleven สาขาชุมชนศักดิ์มงคลชั
  • สถานี 7-Eleven สาขาท่าข้าม 11
  • สถานี 7-Eleven สาขาพระปิ่น 5
  • สถานี 7-Eleven สาขาพุทธบูชา 36
  • สถานี 7-Eleven สาขาพัฒนาชนบท 3
  • สถานี 7-Eleven สาขาร่มเกล้า 23
  • สถานี 7-Eleven สาขาลาซาล
  • สถานี 7-Eleven สาขารามคำแหง 170
  • สถานี 7-Eleven นนทบุรี ซอย 8 (เลี่ยงเมืองนนท์)
  • สถานี 7-Eleven ประชาราษฎร์
  • สถานี 7-Eleven เรวดี
  • สถานี 7-Eleven สาขาหมู่บ้านเอื้อพัฒนานิเวศน์ (หนามแดง)
  • สถานี 7-Eleven สาขาศรีด่าน 22
  • สถานี 7-Eleven สีตบุตร,
  • สถานี 7-Eleven รัตนาธิเบศร์ 22
  • สถานี 7-Eleven สาขางามวงศ์วาน 23 แยก 18
  • สถานี 7-Eleven ทานสัมฤทธิ์
  • สถานี Big C สาขาลาดพร้าว 2
  • สถานี ศูนย์การค้าไอทีสแควร์ (หลักสี่)
  • สถานี AEQUA Residence สุขุมวิท 49
  • สถานี TC Footballclub Rama 3
  • สถานี Supalai River Place
  • สถานี สนามฟุตบอล Wining Seven (พุทธมณฑลสาย 1)
  • สถานี Robinson ศรีสมาน
  • สถานี Robinson สมุทรปราการ
  • สถานี Robinson ปราจีนบุรี
  • สถานี ร้านคุณพราว สิงห์บุรี
  • สถานี HAPPY HUB SPORT AND RECREATION (ถนนสุคนธสวัสดิ์)
  • สถานี บริษัท ศิลา ฟิวเจอร์ จำกัด
  • สถานี Caltex สาขาเพชรพระเทพ
  • สถานี Swim Kidz (พุทธมณฑลสาย 1)
  • สถานี Kspace Mini Mall
  • สถานี บริษัท คาร์ลอฟท์ ออโต้ อิมพอร์ต จำกัด
  • สถานี Global House ลพบุรี
  • สถานี FN Factory OUTLET สาขาหัวหิน
  • สถานี MG 824 Co.,Ltd (ราชพฤกษ์)
  • สถานี MG NC International บางบัวทอง
  • สถานี MG Bangpu Land and Automobile Co.,Ltd. (บางปู)
  • สถานี MG Krungthai (บางนา)
  • สถานี นครหลวง จำกัด สาขาบางนา
  • สถานี MG Wimio Co.,Ltd. (สวนหลวง)
  • สถานี MG Rungcharoen (ลาดกระบัง)
  • สถานี MG Krungthep (สุวินทวงศ์)
  • สถานี MG Sequoya Co., Ltd. (คันนายาว)
  • สถานี MG Best Auto Sales Co., Ltd. (รามคำแหง)
  • สถานี The Bloc (ราชพฤกษ์)
  • สถานี FN ฉะเชิงเทรา
  • สถานี S.T.Motor Sport
  • สถานี ม่วงศิริ (บางบอน 5)
  • สถานี Morino Hotel Siracha
  • สถานี คอนโด โอเรียลเต็ล เอกมัย 12
  • สถานี โรงแรม วาบัวร์ ลอด์จ (ลาดพร้าว 130)
  • สถานี ภัตตาคาร แวร์ซายเรสเตอร์รอง (นนทบุรี)
  • สถานี เมเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ มอลล์ (2014) จำกัด จ.สุพรรณบุรี และ
  • สถานี บริษัท แคปต้า ออโต้เวิร์ค จำกัด (โชว์รูมเกียร์ ตลิ่งชัน)

EA-Anywhere-EV-Charging-Station

และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา EA Anywhere ได้ประกาศเปิดสถานีชาร์จ DC (Fast Charge) หรือแบบชาร์จเร็วเพิ่มอีก 35 สถานี ได้แก่

  1. สถานี Big C สุขาภิบาล 3
  2. สถานี CALTEX (สินทรัพย์มงคลชัย)
  3. สถานี SUSCO สาขาบางบัวทอง (ไทรน้อย)
  4. สถานี SUSCO สาขาบางใหญ่
  5. สถานี บริษัท เบสท์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด สาขา 22 (บางนาขาเข้า)
  6. สถานีบริษัท เบสท์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด  สาขา 23 (บางพลี)
  7. สถานี บริษัท เบสท์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด สาขา 25 (กิ่งแก้ว)
  8. สถานี อาคาร อาคเนย์ประกันภัย จำกัด
  9. สถานี โรงพยาบาลพระราม 9
  10. สถานี Bizzo Bangna
  11. สถานี The Explace Mall (กาญจนาภิเษก)
  12. สถานี The Walk สาขาราชพฤกษ์
  13. สถานี The Visda Park
  14. สถานี ศูนย์การค้า EASE PARK รามอินทรา
  15. สถานี One One Food Avenue (ซอยสามัคคี)
  16. สถานี สนามบินน้ำมาร์เก็ตพาร์ค
  17. สถานี ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ST.1
  18. สถานี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
  19. สถานี สถานบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
  20. สถานี MG จันทบุรี
  21. สถานี MG อุดรธานี
  22. สถานี MG HITECH T&N Co.,Ltd. บุรีรัมย์
  23. สถานี MG HITECH T&N Co.,Ltd. (นางรอง)
  24. สถานี MG รวมกิจ (นครพนม)
  25. สถานี MG Areemit (มหาสารคาม)
  26. สถานี MG ร่วมใจเอ็มจีเมืองเลย
  27. สถานี MG ร่วมใจเอ็มจีหนองบัวลำภู
  28. สถานี MG Deelert Auto Car (จ.อำนาจเจริญ)
  29. สถานี MG M2 Motorsports (จ.อุบลราชธานี)
  30. สถานี ESCAPE KHAO YAI HOTEL
  31. สถานี ROYCE Privata Residences ซอยสุขุมวิท 23
  32. สถานี บริษัท Eastern Group (ซอยโยธินพัฒนา 3 แยก 2)
  33. สถานี B AUTOHAUS (ถ.วิภาวดีรังสิต)
  34. สถานี Saksit Alloy Group
  35. สถานี บริษัท 909 มหาคุณ จำกัด

และสาขาล่าสุด ในวันที่ 7 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา คือ สถานี Big C Extra ลาดพร้าว 2

PTT-OR-EV-Charging-Station

ปตท.

ผู้ค้าน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ยังได้ปรับแผนธุรกิจ ลงมาให้บริการจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ได้ดัดแปลงพื้นที่ปั้มน้ำมันส่วนหนึ่งให้เป็น สถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถ EV (PTT EV Charging Station) ด้วยกำลังไฟ 50 กิโลวัตต์/เครื่อง หัวชาร์จ DC รูปแบบ CCS Combo 2 และ CHAdeMO และหัวชาร์จ AC รูปแบบ Type 2 โดยสามารถชาร์จได้พร้อมกัน 2 หัวจ่าย ระหว่าง DC และ AC อีกทั้ง ยังมี EV Station ในรูปแบบ Normal Charge ที่เปิดให้บริการแล้ว 25 สถานี

ปัจจุบันมีจุดชาร์จไฟแบบ Quick Charge 5 แห่ง

  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาพหลโยธิน กม. 25 กรุงเทพฯ
  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาวงแหวนกาญจนาภิเษก-ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาพัฒนาการ ขาออก กรุงเทพฯ
  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาหนองแขม กรุงเทพฯ
  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาแยกหาดจอมเทียน พัทยา

จุดชาร์จไฟแบบธรรมดา 25 แห่ง ทั่วประเทศ

  1. สถานีบริการ สาขาแยกประชาอุทิศ-ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
  2. สถานีบริการ สาขาเอกมัย-รามอินทรา กรุงเทพฯ
  3. สถานีบริการ สาขาลาดพร้าว วังหิน กรุงเทพฯ
  4. สถานีบริการ สาขามัยลาภ กรุงเทพฯ
  5. สถานีบริการ สาขาประชาชื่น 2 กรุงเทพฯ
  6. สถานีบริการ สาขาบรมราชชนนี ขาเข้า กรุงเทพฯ
  7. สถานีบริการ สาขาราชพฤกษ์ 1 กรุงเทพฯ
  8. สถานีบริการ สาขาราษฎร์บูรณะ(ขาออก) กรุงเทพฯ
  9. สถานีบริการ สาขาทุ่งครุ กรุงเทพฯ
  10. สถานีบริการ สาขาพระราม 2 (ขาเข้า) กรุงเทพฯ
  11. สถานีบริการ สาขาพระราม 2 (ขาออก) กรุงเทพฯ
  12. สถานีบริการ สาขานวลจันทร์
  13. สถานีบริการ สาขาพุทธมณฑล สาย 4 จ.นครปฐม
  14. สถานีบริการ สาขาพุทธมณฑล สาย 5 จ. นครปฐม
  15. สถานีบริการ สาขาตำบลมาบข่า จ. ระยอง
  16. สถานีบริการ สาขาโรงแยกก๊าซ จ. ระยอง
  17. สถานีบริการ สาขาเมืองขอนแก่น จ. ขอนแก่น
  18. สถานีบริการ สาขาสารภี จ. เชียงใหม่
  19. สถานีบริการ สาขาสระบุรี จ. สระบุรี
  20. สถานีบริการ สาขาวังน้อย จ. อยุธยา
  21. สถานีบริการ สาขาบางปะอิน จ. อยุธยา
  22. สถานีบริการ สาขาวงแหวนตะวันตก (ขาเข้า) จ. ปทุมธานี
  23. สถานีบริการ สาขาแยกสันติสุข จ. ปทุมธานี
  24. สถานีบริการ สาขาคลองหลวง กม.6 จ. ปทุมธานี
  25. สถานีบริการ สาขาหาดใหญ่ใน (ขาออก) จ.สงขลา

PEA-VOLTA-EV-Charging-Station

แต่สำหรับใครที่ใช้ Smartphone ก็สามารถค้นหาจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าได้เช่นกัน ผ่านทาง Application ต่างๆ ได้ อาทิ

  • MG i-smart (App + Card) (ติดต่อศูนย์บริการ)
  • EA Anywhere
  • Greenlot (App + Card)
  • MEA EV
  • PEA Volta
  • PTT EV Station
  • To-U
  • EVolt (App + Card)
  • Sharge
  • B charge
  • PlugShare

หากช่วงนี้ ใครกำลังอยากขายรถคันเดิมอยู่ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

หมายเหตุ : *ข้อมูลสถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลที่ Update ณ เดือนเมษายน 2564 เมื่อเวลาผ่านไปสถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือสถานีล่าสุด ได้ที่หน่วยงานผู้ให้บริการอีกครั้ง

10-Parking-Fee-In-Bangkok

อีกหนึ่งข้อสงสัยที่คนเมืองกรุงโดยเฉพาะสาวๆ ต้องคิดคำนวณกันแบบไม่ตก ในระหว่างการเดินทางไปทำธุระบางอย่าง หรือเลือกช้อปสินค้าต่างๆ ที่ห้างสรรพสินค้า ว่าการคิดค่าที่จอดรถของแต่ละที่นั้น มีอัตราเท่าไร มีค่าธรรมเนียมต่างหากหรือไม่ จอดห้างไหนที่ใกล้ๆ กัน แต่มีอัตราค่าจอดที่ถูกกว่า

ซึ่งแค่สำหรับการวนหาที่จอดรถนั้นเหมือนดั่งหาขุมทรัพย์แล้ว เราต้องช้อปให้ถึงเท่าไร หรือใช้บริการอะไร ถึงจะได้จอดฟรี!

วันนี้ CARRO จึงได้รวบรวมมาให้คุณที่นี้แล้ว สำหรับ 10 ย่านดัง กับค่าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้ายอดนิยมในกรุงเทพฯ ประจำปี 2564 จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกัน

Ladprao-Area

1. ลาดพร้าว

มาเริ่มกันที่ย่านแรกอย่าง “ลาดพร้าว” ซึ่งย่านนี้มีห้างสรรพสินค้าดังคือ CentralPlaza Lardprao, Union Mall มีอัตราอัตราค่าที่จอดรถ ดังนี้

  • CentralPlaza Lardprao (เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว) เรทสตาร์ท 1 ชั่วโมงแรกฟรี 3 ชั่วโมงต่อมาคิด 20 บาท, 4 ชั่วโมงเป็นต้นไป คิด 50 บาท แต่คุณสามารถแสตมป์บัตรได้ โดยนำใบเสร็จสินค้าราคา 2,000 บาท เป็นส่วนลดค่าบริการจอดรถ 3 ชั่วโมงแรก (มูลค่า 20 บาท), ใบเสร็จสินค้าราคา 4,000 บาท ส่วนลดค่าบริการจอดรถ 4 ชั่วโมงแรก (มูลค่า 40 บาท) และใบเสร็จสินค้าราคา 7,000 บาท เป็นส่วนลดค่าบริการจอดรถ 6 ชั่วโมงแรก (มูลค่า 60 บาท)
  • ส่วนบริการ Quick Parking บริการที่จอดรถแบบเร่งด่วน ชั้น G จอดฟรี!! 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงถัดไป 50 บาท สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการไม่เกิน 2 ชม. สามารถจอดรถได้ที่ชั้น G
  • Union Mall (ยูเนี่ยน มอลล์) ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ บริการจอดรถฟรี 3 ชั่วโมงแรก (*หลังจากนั้นคิดค่าบริการตามอัตราปกติ หากจอดรถค้างคืน เหมาจ่าย 500 บาท) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป
  • Big C Extra ลาดพร้าว 2 (บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ลาดพร้าว 2) บริการจอดรถฟรี 3 ชั่วโมงแรก
  • Central Festival Eastville (เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์) จอดฟรีตลอดวัน ยกเว้น QUICK PARKING จอดรถฟรี 2 ชั่วโมงแรก หากเกิน 2 ชั่วโมง คิดค่าบริการ 50 บาท ทุกๆ 1 ชั่วโมง (เศษของนาทีคิดเป็น 1 ชั่วโมง)

Siam-Area

2. สยาม

ส่วนย่านที่สองคือ “สยาม” เป็นอีกหนึ่งย่านที่ใครหลายคนคงคิดว่ามีราคาอัตราค่าที่จอดรถที่ค่อนข้างแพง แต่ทว่าหากคุณลองเทียบกันดูแล้ว ก็จะพบว่ามันไม่ได้แพงอย่างที่คุณคิดสักเท่าไร

  • Siam Paragon (สยามพารากอน) และ Siam Car Park คิดอัตราเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการให้จอดรถฟรี 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงต่อไปเริ่มที่ 30 บาท / ชั่วโมงที่ 7 เป็นต้นไป ชั่วโมงละ 60 บาท
    – จอดฟรี 3 ชั่วโมงแรก : เมื่อดูหนังที่ Paragon Cineplex, เข้าชม Sea Life Bangkok Ocean World หรือเล่น Fitness First Platinum Siam Paragon
    – จอดฟรี 4 ชั่วโมงแรก : เมื่อแสดงใบเสร็จ 800 บาทขึ้นไป
    – จอดฟรี 6 ชั่วโมงแรก : เมื่อแสดงใบเสร็จ 3,000 บาทขึ้นไป หรือใช้บริการที่ KidZania Bangkok
    – จอดฟรี 8 ชั่วโมงแรก : เมื่อแสดงใบเสร็จ 6,000 บาทขึ้นไป
  • Siam Center (สยามเซ็นเตอร์) ,Siam Discovery (สยามดิสคัพเวอรี่) จอดรถฟรี 2 ชั่วโมงแรก (เฉพาะเสาร์-อาทิตย์) ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 30 บาท แต่หากจอดเกิน 6 ชั่วโมงคิดชั่วโมงละ 60 บาท ซึ่งคุณสามารถลดค่าจอดด้วยการซื้อสินค้าครบตามกำหนดดังนี้ 800 บาท ฟรี 2 ชั่วโมง, 3,000 บาท ฟรี 4 ชั่วโมง

แต่ในปี 2564 นี้ Siam Discovery , Siam Center และ Siam Paragon ให้จอดรถฟรีตั้งแต่ 18.00 – 22.00 น.!

  • Siam Square (สยามสแควร์) หรือฝั่งตึกสยามสแควร์ เริ่มจอดฟรี 15 นาที ชั่วโมงแรก 10 บาท ส่วนชั่วโมงที่ 2-4 ชั่วโมงละ 20 บาท และชั่วโมงที่ 5 เป็นต้นไปชั่วโมงละ 30 บาท
  • อาคารวิทยกิตต์ (ศูนย์หนังสือจุฬา) 4 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 10 บาท ชั่วโมงที่ 5 ขึ้นไป ชั่วโมงละ 20 บาท
  • MBK Center (มาบุญครอง) 4 ชั่วโมงแรก เหมาจ่าย 40 บาท หลังจากนั้นชั่วโมงละ 20 บาท
  • หอศิลป์กรุงเทพฯ 15 นาทีแรกจอดฟรี 15 นาที ถึง 2 ชั่วโมง 20 บาท หากชั่วโมงที่ 3-4 ชั่วโมงละ 30 บาท และ 5 ชั่วโมงขึ้นไป ชั่วโมงละ 40 บาท หากชมนิทรรศการ สาารถประทับตราบัตรจอดรถฟรี 2 ชั่วโมง ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 5

Samyan-Area

3. สามย่าน

ส่วนย่านที่สามคือ “สามย่าน” เป็นอีกหนึ่งย่านที่พัฒนาจากตึกแถวเก่า ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และศูนย์กลางการเรียนรู้ หรือ Edutainment Center ที่ขยายออกมาจากฝั่งสยาม เอาใจคนที่อยู่ในฝั่งสี่พระยา ถนนพระรามที่ 4 ให้มาเจอะเจอกัน มีทั้งแหล่งชิม แหล่งช้อป พร้อมโซนให้บริการ 24 ชั่วโมง และอุโมงค์ สามย่านมิตรทาวน์ ที่หลายคนชอบมาถ่ายรูปกัน

Samyan-Mitrtown-Parking-Fee-2020-2021

Ratchaprasong-Area

4. ราชประสงค์ – ชิดลม – เพลินจิต

ขึ้นชื่อว่า “ราชประสงค์” ในย่านนี้จัดว่าเป็นศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ และร้านค้าดังๆ เอาไว้มากมายนานหลายสิบปี รวมไปถึงยังเป็นย่านธุรกิจ โรงแรม โรงพยาบาล และยังเป็นที่ชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย เป็นย่านที่เรียกได้ว่าคึกคักที่สุดในกรุงเทพฯ รวมไปถึงรถติดที่สุดในกรุงเทพฯ อีกจุดด้วย

CentralWorld-Free-Parking-2021

  • CentralWorld (เซ็นทรัลเวิลด์) จอดรถฟรี 6 ชั่วโมงแรก และเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป นำไปประทับตราที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ รับฟรีเพิ่มอีก 1 ชม. เป็น 7 ชม. (รวม 6 ชม.แรก) ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2564 เป็นต้นไป
  • Amarin Plaza (อัมรินทร์พลาซ่า) ค่าจอดรถ 3 ชั่วโมง 10 บาท เพียง Shopping ในอัมรินทร์ พลาซ่า และนำไป Stamp ที่ประชาสัมพันธ์ได้ค่ะ
  • Gaysorn Village (เกสรวิลเลจ) จอดฟรี 30 นาทีแรก ชั่วโมงต่อไปคิดชั่วโมงละ 30 บาท ซื้อสินค้าครบตั้งแต่ 500 บาท รับสิทธิ์จอดฟรี 4 ชั่วโมง
  • บิ๊กซี ราชดําริ จอดฟรี 1 ชั่วโมง
  • The Market Bangkok จอดฟรี สามารถจอดได้ที่ชั้น B หรือจุดจอดเร่งด่วนรอบศูนย์การค้าเท่านั้น!
  • Central Chidlom (เซ็นทรัลชิดลม) จอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงที่ 3-5 ชั่วโมงละ 30 บาท ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป คิดชั่วโมงละ 60 บาท
  • Central Embassy (เซ็นทรัลเอ็มบาสซี) จอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงที่ 3-5 ชั่วโมงละ 30 บาท ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 6 คิดชั่วโมงละ 60 บาท – ใช้จ่ายครบ 800 บาทขึ้นไป ฟรี 4 ชั่วโมงแรก ใช้จ่ายครบ 3,000 ฟรี 6 ชั่วโมงแรก ใช้จ่ายครบ 6,000 ฟรี 8 ชั่วโมงแรก
  • The Mercury Ville @Chidlom (เดอะเมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม) จอดฟรี 15 นาทีแรก เกิน 15 นาที นับเป็น 1 ชั่วโมง คิดอัตราค่าจอด 50 บาท/ชั่วโมง ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จอดฟรี! 3 ชั่วโมง

Pratunam-Area

5. ประตูน้ำ

ย่านค้าส่งสินค้าเสื้อผ้า และของประดับที่เก่าแก่ในกรุงเทพฯ มาพร้อมความคับคั่งของรถที่ติดขัดแทบทุกวัน

Sukhumvit-Area

6. สุขุมวิท

ย่านสุขุมวิท จัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและย่านธุรกิจอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ เลย เป็นศูนย์รวมของชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น และยังมีผับ บาร์ ต่างๆ มากมาย ที่จอดรถย่านนี้อาจหายากหน่อย มาดูกันว่าค่าจอดรถแต่ละที่ แพงเท่าไหร่กัน

  • Terminal21 Asok Shopping Mall (เทอร์มินอล 21) ชั่วโมงที่ 1 – 3 จอดฟรี ชั่วโมงที่ 4 – 6 ชั่วโมงละ 20 บาท ชั่วโมงที่ 7 ชั่วโมงละ 20 บาท ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 8 ชั่วโมงละ 50 บาท หากซื้อสินค้าครบ 500 บาท จอดฟรี 6 ชั่วโมง
  • The Emporium / The EmQuertier (ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์) จอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก เมื่อซื้อสินค้าและบริการครบ 500 บาท จอดฟรี 4 ชั่วโมง (รวม 2 ชั่วโมงแรก) ชั่วโมงถัดไป ชั่วโมงละ 50 บาท
  • Rain Hill Sukhumvit 47 (เรน ฮิลล์ สุขุมวิท 47) 30 นาทีแรกจอดฟรี!!! ซื้อสินค้า/บริการต่อวัน 200 บาทขึ้นไป จอดฟรี 2 ชั่วโมง ชั่วโมงถัดไปชั่วโมงละ 20 บาm เฉพาะโรงเรียนสอนพิเศษ จอดฟรี 4 ชั่วโมง ชั่วโมงถัดไปชั่วโมงละ 20 บาท แสตมป์บัตรได้ที่ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น L1
  • J Avenue Thonglor (เจ อเวนิว ทองหล่อ) ค่าที่จอดรถ 3 ชั่วโมงแรก 20 บาท ชั่วโมงต่อไป ชั่วโมงละ 40 บาท
  • Gateway Ekamai (เกทเวย์ เอกมัย) จอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงที่ 3-6 ชั่วโมงละ 20 บาท ชั่วโมงที่ 7 เป็นต้นไป ชั่วโมงละ 50 บาท
  • Fifty Fifth Thonglor (55 ทองหล่อ) 3 ชั่วโมงแรก 20 บาท ชั่วโมงที่ 4 ชั่วโมงละ 30 บาท ชั่วโมงที่ 5 ขึ้นไป ชั่วโมงละ 100 บาท
  • Park Lane Bangkok Ekamai (พาร์ค เลน เอกมัย) ปั้มบัตรจอดรถ จอดฟรี 3 ชั่วโมง
  • Don Don Donki Thailand (ดองดองดองกิ ทองหล่อ) เวลา 7.00 – 22.00 น. ค่าจอด 3 ชั่วโมง 20 บาท ถ้าหลัง 22.00 น. ชั่วโมงละ 100 บาท ถ้าซื้อของครบ 500 บาท ประทับตราจอดรถได้ 1 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จอดฟรี 1 ชั่วโมง ชั่วโมงตถัดไป ชั่วโมงละ 50 บาท
  • Big C Ekamai (บิ๊กซี เอกมัย) จอดฟรี 15 นาทีแรก ไม่มีตราประทับร้านค้า ชั่วโมงละ 30 บาท มีตราประทับร้านค้า 2 ชั่วโมงแรก ฟรี
  • W District (ดับเบิ้ลยู ดิสทริค) ตึก E88 จอดฟรี  1 ชั่วโมง (เมื่อมีตราประทับของดับเบิ้ลยู ดิสทริค) หลังจากนั้นคิดค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท สำหรับลูกค้างานสัมมนาหรืออีเว้นต์ จอดฟรี 10 ชั่วโมง (เมื่อมีตราประทับของดับเบิ้ลยู ดิสทริค)

Khlongtoei-Area

7. คลองเตย

ย่านคลองเตย นอกจากจะเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นแหล่งธุรกิจ ท่าเรือ และมีสำนักงานต่างๆ เป็นจำนวนมากด้วย

Pinklao-Area

8. ปิ่นเกล้า

มาสู่ย่านเมืองเก่าอย่าง ย่านปิ่นเกล้า ที่รวมแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญต่างๆ ไว้โดยรอบ

Ratchadapisek-Area

9. รัชดา – พระรามเก้า

ย่าน รัชดา-พระรามเก้า เป็นอีกย่านที่คึกคักทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ด้วยมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ตลาดนัดทั้งเล็กและใหญ่ รวมไปถึงห้างสรรพค้าหลากหลายรูปแบบ ที่ให้คุณได้เลือกช้อปสินค้าได้อย่างจุใจ จะมีค่าที่จอดในอัตราเท่าไหร่ มาดูกัน

  • Esplanade Ratchadaphisek (เอสพลานาด รัชดาภิเษก) จอดฟรีใน 30 นาทีแรก ชั่วโมงต่อไปคิดเป็นชั่วโมงละ 70 บาท หากคุณซื้อสินค้าหรือบริการครบ 500 บาท ให้นำใบเสร็จไปประทับตรา ใช้เป็นส่วนลดค่าจอดรถ 4 ชั่วโมงแรก 20 บาท ถ้าซื้อสินค้าหรือบริการครบ 1,500 บาท ให้นำใบเสร็จไปประทับตรา ใช้เป็นส่วนลดค่าจอดรถ 5 ชั่วโมงแรก 20 บาท ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการโรงภาพยนตร์ หรือ Blu-O ประทับตราจอดรถได้ 5 ชั่วโมงแรก 20 บาท
  • Big C Extra Ratchadaphisek (บิ๊กซี รัชดาภิเษก) จอดฟรี 3 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 50 บาท
  • The Street Ratchada (เดอะ สตรีท รัชดา) รถยนต์ จอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงที่ 3 ชั่วโมงละ 20 บาท ส่วนชั่วโมงที่ 4 ชั่วโมงละ 30 บาท มีใบเสร็จมูลค่า 500 บาทขึ้นไป จอดฟรีเพิ่ม 2 ชั่วโมง ส่วนรถจักรยานยนต์ ฟรี 3 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงถัดไปคิดชั่วโมงละ 20 บาท
  • CentralPlaza Grand Rama IX (เซ็นทรัลพระราม 9) จอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก ทุกชั่วโมงถัดไป 20 บาท/ชั่วโมง หากซื้อสินค้า หรือบริการจากร้านค้าในศูนย์การค้า (และจากอาคาร G Tower เฉพาะวันหยุด, เสาร์ และอาทิตย์) 500 บาท ขึ้นไป เพิ่มเวลาจอดรถฟรี อีก 2 ชั่วโมง และ 1,500 บาท ขึ้นไป เพื่อเพิ่มเวลาจอดรถฟรี อีก 4 ชั่วโมง
  • Fortune Town (ฟอร์จูนทาวน์) วันจันทร์-ศุกร์ คิดค่าที่จอดรถเริ่มต้นที่ จอดรถฟรี 1 ชั่วโมง ส่วนในชั่วโมงที่ 2-4 คิดค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท เศษของชั่วโมงคิดเป็น 1 ชั่วโมง และในวันเสาร์, วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จอดรถฟรี 3 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงถัดไปคิดค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท เศษของชั่วโมงคิดเป็น 1 ชั่วโมง

Rangsit-Area

10. รังสิต

จบท้ายด้วย ย่านที่ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองกรุงเทพฯ เท่าไหร่ แต่ด้วยความเจริญทำให้เราไม่พูดถึงคงไม่ได้อย่างย่าน รังสิต ที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่อย่าง Future Park Rangsit และ Zpell อีกทั้งยังมี Big C, Tesco lotus และ Zeer Rangsit

  • Future Park Rangsit (ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต) + Zpell (สเปลล์) จอดรถฟรี 4 ชั่วโมง ชั่วโมงถัดไป ชั่วโมงละ 10 บาท ซื้อสินค้าภายในศูนย์การค้าครบ 500 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์จอดฟรี เพิ่มอีก 4 ชั่วโมง ส่วนลูกค้ากลุ่มโรงเรียน ให้ Stamp จอดฟรีเพิ่ม 8 ชั่วโมง ในวันที่มีเรียนได้ *สิทธิ์บัตร Member / บัตรสมาชิก และสิทธิพิเศษอื่นๆ สอบถามได้ที่ เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ หากจอดก่อน 7.00 สามารถจอดชั้น B (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
  • Big C Rangsit (บิ๊กซี รังสิต) จอดฟรีตลอดทั้งวัน
  • Lotus Rangsit (โลตัส รังสิต) จอดฟรี 3 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงถัดไปคิดชั่วโมงละ 50 บาท
  • Zeer Rangsit (เซียร์ รังสิต) จอดรถฟรี 3 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 20 บาท

โดยรวมแล้วระบบการคิดอัตราค่าที่จอดรถของแต่ละห้างสรรพสินค้ายอดนิยมในย่านดังต่างๆ ในกรุงเทพฯ ค่อนข้างที่จะหลากหลายพอสมควร ซึ่งหากคุณลองบวกลบกันดูนั้นจะพบว่า หากไม่จอดแช่เกิน 5-6 ชั่วโมง ก็คุ้มค่าพอที่จะเสียเงิน โดยที่ไม่ประทับตราหรือแสตมป์บัตรอะไร

ซึ่งนอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับธุระของคุณอีกด้วย เพราะหากมีการซื้อสินค้าและใช้บริการอะไรบ้าง ตามกำหนดของแต่ละห้างสรรพสินค้า คุณก็ได้จอดฟรีแบบไม่ต้องเสียเงิน ทำให้คุ้มค่าโดยไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อนค่ะ

หากช่วงนี้ ใครกำลังอยากขายรถคันเดิมอยู่ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

Naga-Footprint-In-Car

หลายคนที่เป็นคอหวย นักเสี่ยงโชค นักเล่นหวย ยิ่งพอเวลาใกล้วันหวยออก เอาละ สื่อต่างๆ ก็เริ่มเล่นข่าวแบบนี้ก็อยู่ตลอด ล่าสุดก็มีข่าว “รอยพญานาค” บนรถ ก็เป็นข่าวขึ้นมาอีกแล้ว และก็มีข่าวแบบนี้ให้ได้เห็นกันทุกปี แล้วหลายคนก็เอาเลขทะเบียนรถ ไปตีเป็นตัวเลขหวยกัน

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หลายคนงง และสงสัยมานานว่า รอยประหลาดที่เลื้อยเป็นทางยาวบนฝากระโปรงรถ มันคืออะไรกันแน่ๆ รอยพญานาคบนรถจริงหรือ?

MR.CARRO เลยขอหาคำตอบ มาให้คอหวย นักเสี่ยงโชค นักเล่นหวย ได้อ่านกันครับ

Naga-Footprint-In-Car

ก่อนอื่นต้องขอย้อนไปในเดือนพฤศจิกายน 2559 ได้มีสมาชิกเฟซบุ๊ก Nick Genie ได้นำภาพรอยประหลาดโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก พร้อมระบุว่า “เฉลยที่มาของรอยพญานาค เรื่องของเรื่องคือเมื่อคืนผมบังเอิญสังเกตุเห็นร่องรอยแปลกๆ บนหลังคารถตู้ของผม มันคล้ายๆแบบที่เค้าเข้าใจว่าเป็นรอย…พญานาค! หรือจะเป็นจริงตามคำร่ำลือ แต่ผมกับภรรยายังไม่รีบร้อนปักใจเชื่อ

นึกขึ้นได้ว่าผมมีกล้องวงจรปิด เลยรีบเข้าโหมดดูย้อนหลัง เผื่อจะเห็นพญานาคองค์เป็นๆ คนแรกของโลก ผมไล่ดูสลับไปมาจนเริ่มเห็นช่วงที่ยังไม่เกิดรอยประหลาดนั้น เฝ้าตั้งใจดูอยู่นาน แล้วในที่สุดผมก็ได้เห็น…พญานาคตัวเล็กมาก!?”

พร้อมทั้งโพสต์คลิปเฉลยที่มาของรอยพญานาค ว่า จริงๆ แล้วคือ แมลงขนาดเล็กที่ลงมาเล่นไฟตอนกลางคืน หรือผึ้งที่ตกลงบนฝากระโปรงรถถูไปถูมานั่นเอง

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครรู้สึกว่า คุ้นหวย เก็งหวย แทงหวยเพื่อหวังเงินก้อนโตจนเหนื่อยแล้ว จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็มาขายรถกับ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Mitsuoka-Himiko-ม้า-อรนภา

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่อยู่วงการบันเทิงมาหลายสิบปี อย่าง “ม้า อรนภา กฤษฎี” จะออกมาแสดงออกทางการเมืองของเหล่า นิสิต นักศึกษา และนักเรียน ที่ชูสามนิ้วและผูกโบว์ขาว ด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง จนกลายเป็นดราม่าในโลกออนไลน์

จากกระแสสังคมดังกล่าว ม้า-อรนภา จึงถูกปลดออกจากรายการที่ทำอยู่ทั้งหมด และตกงานมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต้องมาช่วยแม่ไลฟ์สดขายห่อหมก ขายของลูกค้า หรือนำเสื้อผ้าแบรนด์เนมออกมาขาย ล่าสุดประกาศขายรถสปอร์ตสุดหรู คลาสสิค ที่มีชื่อว่า Mitsuoka Himiko (มิทสึโอกะ ฮิมิโกะ) อีกด้วย หลังจากได้ Toyota Corolla Cross ป้ายแดง ที่แฟนหนุ่มได้ซื้อมาให้ใช้เป็นที่เรียบร้อย

MR.CARRO คิดว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า รถที่ ม้า อรนภา ใช้อยู่ เป็นรถที่มีชื่อเสียงเรียงนามมาจากไหน ใครเป็นคนขาย วันนี้เลยขอโอกาสมาเล่าให้ฟังกันครับ …

Mitsuoka-Himiko

บริษัท Mitsuoka Motor นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายเล็กของญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 1968 โดย Susumu Mitsuoka เน้นจุดขายที่คุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลา ความคลาสสิคของรถในสไตล์อังกฤษ หรือสไตล์อเมริกันในยุค 50 และ 60 ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงในยุคปัจจุบัน และในช่วงแรกเริ่มของบริษัท มีจะผลิตรถยนต์ขนาดจิ๋ว Micro Car ด้วย

สำหรับรถยนต์ที่มีชื่อเสียงในอดีตของค่ายนี้ ก็มีอย่างเช่น BUBU, MC-1, Zero-1, SSK, Speedster, Ray, Ryoka, Le-Seyde, Orochi หรือ Like เป็นต้น

Mitsuoka-Motor-Famous-Cars

โดย Mitsuoka เริ่มนำรถยนต์ขนาดใหญ่มาตกแต่ง จริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกด้วยการนำ Nissan Silvia (S13) มาตกแต่งใหม่ให้เป็นรถยนต์สปอร์ตคลาสสิค ในชื่อรุ่น Le-Seyde ในปี 1990 ที่จำลองแบบมาจากรถ Zimmer Golden Spirit เพียง 500 คันเท่านั้น

ภายหลังจึงเริ่มขยายสู่ตลาด Mass มากขึ้น ด้วยการนำรถยนต์จากค่ายรถชื่อดังหลายแบรนด์ อาทิ Toyota, Nissan หรือ Mazda มาดัดแปลงให้เป็นรถยนต์แบบคลาสสิก ด้วยช่างฝืมือผู้ชำนาญงาน ประกอบด้วยมือ ซึ่งใช้เวลาผลิตต่อคันอยู่ที่ประมาณ 3-9 เดือน

ปัจจุบัน Mitsuoka มีรถยนต์ขายหลากหลายรุ่น อาทิ Viewt, Galue, Ryuki, Rock Star, Himiko, Buddy และสามล้ออย่าง Like-T3 เป็นต้น

Mitsuoka-Himiko

สำหรับ Mitsuoka เข้ามาในไทยได้อย่างไรนั้น? ก็ต้องขอบอกเลยว่า บริษัท มิทสึโอกะ มอเตอร์เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับทาง ยนตรกิจ คอร์ป ในวันที่ 15 กันยายน 2553 ลงขันเปิดบริษัทร่วมกัน ในสัดส่วนการลงทุนระหว่าง Mitsuoka Motor ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 45% กับยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้น 40% ที่เหลือเป็นบริษัทอื่นๆ

เตรียมพร้อมตั้งฐานประกอบรถในไทย โดยใช้โรงงานประกอบรถยนต์ ของยนตรกิจอุตสาหกรรม ย่านร่มเกล้า หลังจากที่แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2551 หวังเปิดตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง ประเดิมเปิดไลน์ประกอบ 2 รุ่น Galue IV และ Himiko ในปี 2554 แต่ก็ทำตลาดในบ้านเราถึงปี 2559 ก็ตัดสินใจยุบตลาด ถอยทัพกลับประเทศไป …

Mitsuoka-Himiko

Mitsuoka Himoko (มิทสึโอกะ ฮิมิโกะ) เป็นยนตรกรรมสปอร์ตคลาสสิค 2 ที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 โดยนำพื้นฐานของ Mazda Roadster (หรือ Mazda MX-5) รหัสรุ่น NC มาตกแต่งใหม่ด้วยช่างผู้ชำนาญมากถึง 45 คน

ตั้งชื่อรุ่นรถตามองค์ราชินี “ฮิมิโกะ” ผู้ปกครองอาณาจักร “ยามาไต” ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีอยู่จริงประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว ให้ภาพความสง่างาม เกียรติยศ และรัศมีแห่งความงดงามที่เปี่ยมคุณค่า น่าหลงใหล มีพลังที่น่าดึงดูดใจตามรูปลักษณ์ของราชินี Himiko อย่างแท้จริง ในราคา 3,750,000 บาท

ตัวรถภายนอก ออกแบบโดย Takanori Aoki ผสมผสานกลมกลืนระหว่างรถยนต์สมัยใหม่ กับเส้นสายโค้งมนของรถคลาสสิค แบบ Long-Nose / Short-Deck กล่าวคือ อัตราส่วนระหว่าง ความยาวของบังโคลนหน้ากับช่วงท้ายรถ เป็นอัตราส่วนทอง คือ 7 : 3 งดงามเปรียบประดุจอัญมณีล้ำค่า แลดูยังคล้ายกับรถ Jaguar XK120 และ Morgan Aero 8 อีกด้วย

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 162 แรงม้า ที่ 6,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 189 นิวตัน-เมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Manual Shift Mode ขับเคลื่อนล้อหลัง เปิดประทุนได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ในเวลา 12 วินาที

Mitsuoka-Himiko-Classic

ในปี 2555 ได้เปิดตัว Mitsuoka Himiko Classic ตกแต่งพิเศษด้วยตัวถังสีทูโทน Brilliant Black / Strong Red เบาะที่นั่งพร้อมแผงประตูหนังแท้สีแดง ตัดเย็บด้วยช่างฝีมือประณีต ภายในตกแต่งด้วยลายไม้สวยเก๋ คลาสสิคอย่างเหมาะเจาะลงตัว เพิ่มความหรูหราอีกระดับด้วยคิ้วโครเมี่ยมรอบคัน ผลิตเพียง 20 คัน เท่านั้น ในราคา 3,880,000 บาท

Mitsuoka-Himiko-Limited-Edition-2015

จนในเดือนมิถุนายน 2558 เปิดตัว Mitsuoka Himiko Limited Edition High Impack Color ในงาน Bangkok Auto Salon 2015 ออกแบบด้วยสีสันตัวรถที่สดใส ใช้โทนเขียวและส้ม ตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ดำ เอาใจคนรักสปอร์ตสไตล์คลาสสิก ใช้ล้อแม็กสีดำขนาด 17 นิ้ว ท่อไอเสียคู่ ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยพัฒนาร่วมกับ TRUST / GReddy บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับจากทั้ง Race & Street Tuner

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนเขียวและส้ม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น ในราคา 3,980,000 บาท!

แล้วก็หายไปเงียบจากท้องตลาด!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothai คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Play-Mobile-Phone-Near-Sighted

ทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธว่า แทบทุกคนต้องมีโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนใช้ ซึ่งการใช้งานก็หลากหลายสารพัด บางคนใช้เพื่อธุรกิจ บางคนใช้เพื่อความบันเทิง หรือใช้เล่นเกมส์เป็นหลักก็มี ซึ่งบางคนติดมือถือมาก ละห่างนานเกินนาทีไม่ได้เลย

ไม่เว้นแม้กระทั่งก่อนนอน ก็ยังเล่นโทรศัพท์ในที่มืด ซึ่งทำให้เกิดความไม่สบายตามากกว่าการเล่นขณะเปิดไฟ เพราะต้องเพ่งมากกว่าปกติ และมีแสงสะท้อนเข้าตามากกว่าปกติ ทำให้ตาล้ามากขึ้น

แต่ก็มักจะมีคำถามมาเสมอๆ ว่า เล่นมือถือ สายตาสั้น อันนี้จริงหรือไม่? CARRO มีคำตอบมาฝากกันครับ

Play-Mobile-Phone-Near-Sighted

นายแพทย์เอกเทศ ชันซื่อ ผู้อำนวยการแพทย์ และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธีเลสิค และ ReLEx ให้คำแนะนำว่า คนที่เล่นมือถือ สายตาสั้น “สำหรับผู้ใหญ่ ไม่มีหลักฐาน แต่สำหรับเด็ก อาจมีผล”

ในผู้ใหญ่ ไม่มีข้อสรุปทางด้านวิทยาศาสตร์ที่บอกได้ชัดเจน 100% ว่าการใช้สายตาเยอะๆ จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสายตาโดยถาวรขึ้นมาได้ อาจมีสายตาสั้นแบบชั่วคราวเพิ่มขึ้นมาได้จากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ หรือการเพ่ง เรียกว่า Accommodative Spasm ซึ่งหากได้พักสายตา อาการเกร็งนี้จะค่อยๆ หายไป ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า Accommodative Spasm จะทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นโดยถาวร

แต่ในเด็ก การเล่นมือถืออาจมีผล การวิจัยสรุปได้ว่าเด็กที่ชอบใช้เวลาทำกิจกรรม Outdoors มีโอกาสเสี่ยงที่จะสายตาสั้นน้อยกว่าเด็กที่อยู่แต่ Indoors

อย่างไรก็ตาม การใช้สายตานาน ควรจะแบ่งย่อยเป็นช่วงสั้นๆ ต่อเนื่องกัน อย่างเช่น ทุกๆ 20 นาที นั่งพักมองไปไกลๆ หรือว่าหลับตาสัก 20 วินาที

Play-Mobile-Phone-Near-Sighted

ด้านนายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า ปัญหาสายตาที่น่าห่วงขณะนี้ เป็นปัญหาจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ประชาชนใช้สายตาในเรื่องนี้มาก

โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เด็กจะใช้สายตามาก จะทำให้สายตาสั้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งมีทั้งสั้นเทียม หรือสั้นชั่วคราวและสั้นถาวร โดยอัตราการเกิดปัญหาสายตาสั้นขณะนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ส่วนกลุ่มที่อายุเกิน 15 ปี จะไม่มีปัญหาสายตาสั้นเทียม แต่จะเกิดปัญหา เมื่อยล้า แสบตา ตาแห้ง มีอาการปวดศีรษะ หรือทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนกำเริบ

หากเป็นผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยทำงาน ตามปกติสายตาจะเริ่มยาว หากใช้สายตามากกว่าปกติ จะเกิดอาการเมื่อยล้า ปวดตา ตาแดง แสบตามากขึ้น และสำหรับวัยหลังเกษียณ การเล่นไลน์ หรือคอมพิวเตอร์มาก จะมีอาการแสบตา ตาแห้ง ปวดตา อาการจะเป็นมากกว่าผู้ที่อายุน้อย เนื่องมาจากความเสื่อมการทำงานของอวัยวะที่เกิดตามวัย

การใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตอย่างถูกวิธี มีข้อแนะนำดังนี้

1. พักสายตาทุก 30 นาที

2. กระพริบตาให้ได้ 4-6 ครั้ง/นาที ไม่ฝืนอ่านตัวอักษรที่มีขนาดเล็กมากจนเกินไป

3. เว้นระยะห่างจากหน้าจอประมาณ 30-40 เซนติเมตร

4. ปรับความสว่างของหน้าจอให้พอดีไม่มืดเกินไปหรือสว่างเกินไป

5. ไม่ใช้งานมือถือหากอยู่บนพาหนะที่มีความสั่นไหวทำให้มองจอได้ยาก

6. อากาศแห้งไม่ควรใช้สายตานานจนเกินไป และหากอยู่ในช่วงพักผ่อน ควรหาโอกาสทำสิ่งอื่นนอกจากเล่นมือถือ เพื่อลดการจ้องมองจอ เป็นต้น

ส่วนถ้าใครกำลังอยากขายรถคันเดิมในเวลานี้ เอารถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี ได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothai คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก: