ค้นหาบทความ

Category : คลังความรู้

If-Car-Air-Conditioner-Bad-Smell

ปัญหาแอร์รถยนต์เหม็นอับ ถือเป็นเรื่องกวนใจของใครหลายๆ คน เมื่อเข้าสู่ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ช่องระบายอากาศอับชื้น เกิดการหมักหมมของเชื้อโรค เชื้อรา และกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ จนสร้างความรำคาญใจแก่ผู้ใช้รถไม่น้อย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ

วันนี้เราจะมาบอกวิธีแก้ปัญหาแอร์รถยนต์เหม็นอับที่เห็นผลได้จริง รับรองกลิ่นเหม็นอับจะไม่มากวนใจแน่นอน

If-Car-Air-Conditioner-Bad-Smell

1. เปิดพัดลมปิด A/C เพื่อไล่กลิ่นอับ

เริ่มจากกดปิด A/C และเปิดพัดลมให้สุดก่อนจดรถประมาณ 5 นาที เพื่อไล่ความชื้นออกจากคอยล์เย็น และช่วยลดกลิ่นอับของระบบแอร์ในรถ แล้วที่สำคัญอย่าลืมปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับสภาพอากาศด้วย

2. เปิดกระจก-เปิดประตูรถไว้ทุกบาน

เพราะบางทีรถอาจจะมีกลิ่นเหม็นอับตกค้างอยู่ ให้เราลองเปิดกระจกหรือเปิดประตูรถไว้ทุกบาน จะช่วยให้อากาศภายในรถถ่ายเทมากขึ้น แต่ก่อนที่จะเปิดกระจกหรือเปิดประตูรถ เราอย่าลืมปิดระบบแอร์ด้วยนะครับ

If-Car-Air-Conditioner-Bad-Smell

3. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ

สำหรับไส้กรองอากาศจะมีหน้าที่ช่วยดักจับฝุ่น เศษละอองต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ระบบแอร์ แต่ทั้งนี้ไส้กรองอากาศจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5,000 กิโลเมตร ดังนั้น เราควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศ หรือทางที่ดีเปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ซะเลย จะช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกไปเกาะที่ไส้กรองอากาศ

4. ล้างแอร์รถยนต์

ในกรณีที่เรายังได้กลิ่นเหม็นอับ หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดอยู่ในรถ แนะนำให้นำรถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมรถใกล้บ้าน เพื่อล้างแอร์มาทำความสะอาดดีกว่า เพราะถ้าจะให้ล้างแอร์เองคงจะยาก แล้วอีกอย่างเราอาจจะทำไม่ถูกต้องด้วย ซึ่งการล้างแอร์ปกติเราควรเปลี่ยนทุกๆ 30,000 กิโลเมตรครับ

If-Car-Air-Conditioner-Bad-Smell

5. ใช้สมุนไพรอ่อนๆ มาช่วยลดกลิ่น

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้สมุนไพรอ่อนๆ มาเป็นตัวช่วยได้นะ เช่น กลิ่นมะกรูด กลิ่นดอกลาเวนเดอร์ กลิ่นมะลิ เป็นต้น เพราะความหอมจากธรรมชาติจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ภายในรถได้ดี แล้วไม่เป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ และผู้โดยสารในรถด้วย

แต่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำหอมที่มีสารเคมีมาติดหน้ารถ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะไปเกาะติดเครื่องกรองแอร์ ทำให้แอร์อุดตัน และแอร์พังในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น น้ำหอมติดรถยนต์จะมีสารเคมีทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แนะนำให้ใช้เป็นสมุนไพรหรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมแทนจะดีกว่า

พอเข้าสู่ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ยิ่งทำให้แอร์รถเหม็นอับชื้นง่ายขึ้น ทางที่ดีเราควรหมั่นตรวจเช็กระบบแอร์เป็นประจำ เปลี่ยนไส้กรองอากาศตามกำหนด แล้วที่สำคัญอย่าลืมทำความสะอาดรถยนต์ให้ถูกวิธี ก็จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับภายในรถได้ ไม่ต้องคอยกังวลใจด้วยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

10-Very-Old-SRT-Train-Locomotive

พูดถึงเรื่องรถไฟไทยในบ้านเรา หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า มีประวัติอันยาวนานมากๆ ตั้งแต่ยุคก่อนรัชกาลที่ 5 ซะอีก

ในปี 2398 รัฐบาลสหราชอาณาจักร ให้ Sir John Bowring (เซอร์ จอห์น เบาริง) ผู้สำเร็จราชการเกาะฮ่องกง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม พร้อมด้วย Mr. Harry Smith Parkes (มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค) กงสุลเมืองเอ้หมึง เป็นอุปทูต เดินทางโดยเรือรบหลวงอังกฤษ เข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาทางราชไมตรีฉบับที่รัฐบาลอังกฤษที่อินเดีย ทำไว้กับรัฐบาลสยามเมื่อ 20 มิถุนายน 2369

พร้อมกับอัญเชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนางวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ทูลเกล้าฯ ถวาย รัชกาลที่ 4 ด้วย อาทิ รถไฟจำลองย่อส่วนจากของจริง ประกอบด้วย รถจักรไอน้ำ และรถพ่วงครบขบวน เดินบนรางด้วยแรงไอน้ำแบบเดียวกับรถใหญ่ที่ใช้อยู่ในอังกฤษ (ขณะนี้รถไฟเล็ก เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ)

แต่รถไฟในบ้านเรา กว่าจะได้กำเนิดขึ้นจริงๆ ก็ในยุคของรัชกาลที่ 5 เนื่องมาจากนโยบายขยายอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส แผ่มาครอบคลุมบริเวณแหลมอินโดจีน จึงต้องสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศเพื่อติดต่อกับมณฑลชายแดนก่อนอื่น เพื่อสะดวกแก่การปกครอง ตรวจตราป้องกันการรุกราน และเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการ ว่าจ้าง Mr. G. Murray Campbell (จี. มูเร แคมป์เบลล์) สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อ 9 มีนาคม 2434

จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี 2443 รัชกาลที่ 5 จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการเดินรถสายนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2443

แต่หลายคนมักชอบพูดถึงว่า รถไฟไทย (โดยเฉพาะตัวรถจักร) ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นความเชื่อผิดๆ และออกไปแนวทางเสียดสีมากกว่า MR.CARRO จึงขอพาไปดูรถไฟของ รฟท. ที่ยังมีใช้การในปัจจุบันกัน ว่ายังมีเหลือใช้งานกันได้อยู่กี่รุ่นบ้าง

Davenport-500

1. Davenport 500HP

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Davenport รุ่น 500 แรงม้า การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2507 จำนวน 30 คัน หมายเลข 511 – 540 สร้างโดย บริษัท Davenport Locomotive Works ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาคันละ 1,164,816.56 บาท (ในตอนนั้น)

ใช้เครื่องยนต์ Caterpillard.397 500 แรงม้า น้ำหนักกดเพลา 12 ตัน การจัดวางล้อแบบ Bo-Bo วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 82 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 9,893.2 มม. กว้าง 2,801.15 มม. สูง 3,848.1 มม. น้ำหนัก 48,124 กิโลกรัม

ปัจจุบันถูกตัดบัญชีไปเกือบหมดแล้ว จอดทิ้งอยู่ตามโรงรถจักร และในพื้นที่โรงงานรถไฟ คงและมีเหลือใช้งานสับเปลี่ยน ภายในย่านสถานีใหญ่ๆ ตามต่างจังหวัดเพียงไม่กี่คัน โดยคันที่ยังวิ่งได้ อาทิหมายเลข 527 เป็นต้น

GE-GEK

2. GE UM12C (GEK)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE รุ่น UM12C หรือ GEK การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2507 จำนวน 40 คัน หมายเลข 4001 – 4040 สร้างโดย บริษัท General Electric ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาคันละ 4,590,384.30 บาท (ในตอนนั้น)

เครื่องยนต์ตอนแรกนั้นใช้ KT38-L ภายหลังเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ Cummins KT38-L ขนาด 38,000 ซีซี. 12 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1320 แรงม้า ที่ 1,985 รอบ/นาที น้ำหนักกดเพลา 12.5 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 103 กม./ชม. (แต่ถูกกำหนดไว้ที่ 90 กม./ชม.)

มิติตัวรถยาว 16,288 มม. กว้าง 2,794 มม. สูง 3,753 มม. น้ำหนัก 86,500 กิโลกรัม *ปัจจุบัน 70.178 ตัน (เมื่อจอดนิ่ง) / 75.00 ตัน (ขณะทำขบวน)

และรุ่นที่สอง (ปี 2509) รถจักรหมายเลข 4041 – 4050 โดยทางสหรัฐอเมริกาจัดหามาทดแทนรถจักรดีเซลไฮดรอลิก Plymouth ที่การรถไฟฯ ได้รับมอบจากอเมริกามาก่อนหน้านี้ 10 คัน ซึ่งทางอเมริกาจะนำรถจักร Plymouth ไปใช้ต่อที่ประเทศเวียดนามใต้

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE ปัจจุบันยังคงใช้งานทำขบวนรถโดยสารของ รฟท. อยู่ แม้ว่าจะมีอายุการใช้งาน 50 กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังใช้งานได้ดี ทั้งทำขบวนรถโดยสาร รถสินค้า หรือรถสับเปลี่ยน โดยคงเหลือใช้การได้ทั้งหมด 45 คัน และตัดบัญชีไป 5 คัน

Krupp

3. Krupp (KP)

รถจักรดีเซลไฮดรอลิก Krupp การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2512 จำนวน 30 คัน หมายเลข 3101 – 3130 สร้างโดย บริษัท Krupp ประเทศเยอรมนี ราคาคันละ 4,530,907.06 บาท (ในตอนนั้น)

เครื่องยนต์ตอนแรกนั้นใช้ MB.835D6 (MTU) 12 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1500 แรงม้า การจัดวางล้อแบบ Bo-Bo วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 90 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 12,800 มม. กว้าง 2,800 มม. สูง 3,875 มม. น้ำหนัก 55,000 กิโลกรัม

สำหรับความพิเศษของรถจักร Krupp ด้วยการทำงานแบบดีเซลไฮดรอลิค ทำให้สามารถวิ่งลุยน้ำท่วมทางรถไฟที่สูงเกินกว่า 10 ซม. ได้ ปัจจุบันเหลือวิ่งได้แค่เพียงคันเดียว คือหมายเลข 3118 เนื่องจากปัญหาการซ่อมแซม อะไหล่ที่หายาก ทำให้รถจักรรุ่นนี้ ถูกตัดบัญชีไปจนเกือบหมด และบางส่วนถูกขายให้บริษัทก่อสร้างทางรถไฟของประเทศมาเลเซีย ซื้อไปซ่อมแซมใช้งานต่อ

Alsthom-ALS

4. Alsthom AD24C (ALS)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ ALS (ย่อมาจาก Alsthom France) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2517 (หมายเลข 4101 – 4130) และมกราคม – มิถุนายน 2518 (หมายเลข 4131 – 4154) จำนวน 54 คัน หมายเลข 4101 – 4154 สร้างโดย บริษัท Alsthom Atlantique ประเทศฝรั่งเศส ราคาคันละ 11,060,252.11 บาท (ในตอนนั้น) ซึ่งเป็นการจัดซื้อเพื่อทดแทนรถจักรไอน้ำ ที่กำลังทยอยปลดระวาง

เครื่องยนต์ตอนแรกนั้นใช้ SEMT Pielstick 16PA4V185VG ขนาด 70,000 ซีซี. 16 สูบ เครื่องยนต์เดียว ให้แรงม้าสูงสุด 2,400 แรงม้า ที่ 1,500 รอบ/นาที น้ำหนักกดเพลา 13.75 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 95 กม./ชม.

ภายหลังเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์หลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ของ Ganz ตอนหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น MTU 16V4000R41R, Caterpillar 3516BHD แต่ก็ยังมีคันที่ใช้เครื่องยนต์เดิมอยู่เพียงไม่กี่คัน

มิติตัวรถยาว 16,258 มม. กว้าง 2,800 มม. สูง 3,880 มม. น้ำหนักตัวรถ 77.50 ตัน (เมื่อจอดนิ่ง) / 82.50 ตัน (ขณะทำขบวน)

รุ่นนี้นับได้ว่าเป็นรถจักรรุ่นยอดนิยมมากที่สุดของ รฟท. เพราะมีการสั่งผลิตถึง 4 ครั้งด้วยกัน และเป็นที่นิยมในการใช้งานแทบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การทำขบวนรถธรรมดา รถเร็ว รถด่วน หรือรถสินค้า รถน้ำมัน เป็นต้น

Alsthom-AHK

5. Alsthom AD24C (AHK)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ AHK (ย่อมาจาก Alsthom Henshel Krupp) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2523 – 2524 จำนวน 30 คัน หมายเลข 4201 – 4230 สร้างโดย บริษัท Alsthom, Henschel/Krupp ประเทศฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยได้รับลิขสิทธิ์โครงประธาน (แชสซีส์) จาก Alsthom ราคาคันละ 23,541,744.98 บาท (ในตอนนั้น)

สำหรับมิติตัวรถ และรายละเอียดเครื่องยนต์ เหมือนกัน Alsthom (ALS) ทุกอย่าง เพียงแต่องค์ประกอบตัวรถภายนอก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในบางจุดเท่านั้น เช่น ด้านหน้ามีช่องเกี่ยวให้เครนยก เข้าบริเวณด้านใน พร้อมทำความเร็วได้สูงสุดเป็น 100 กม./ชม. และบางคันได้เป็นไปใช้เครื่องยนต์ของ MTU 16V4000R41R และ Caterpillar 3516BHD

Alsthom-ALD

6. Alsthom AD24C (ALD)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ ALD (ย่อมาจาก Alsthom Atlantique Dynamic Brake) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2526 จำนวน 9 คัน หมายเลข 4301 – 4309 สร้างโดย บริษัท Alsthom Atlantique ประเทศฝรั่งเศส ราคาคันละ 26,919,211.15 บาท (ในตอนนั้น)

สำหรับมิติตัวรถ และรายละเอียดเครื่องยนต์ เหมือนกัน Alsthom (ALS) ทุกอย่าง เพียงแต่องค์ประกอบตัวรถภายนอก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในบางจุดเท่านั้น เช่น ด้านหน้ามีช่องเกี่ยวให้เครนยก ติดตั้งออกบริเวณด้านนอก และบางคันได้เป็นไปใช้เครื่องยนต์ของ Caterpillar 3516BHD

Alsthom-ADD

7. Alsthom AD24C (ADD)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ ADD (ย่อมาจาก Alsthom Atlantique Dynamic & Dual) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2528 จำนวน 20 คัน หมายเลข 4401 – 4420 สร้างโดย บริษัท Alsthom Atlantique ประเทศฝรั่งเศส ราคาคันละ 42,387,625.24 บาท (ในตอนนั้น)

สำหรับมิติตัวรถ และรายละเอียดเครื่องยนต์ เหมือนกัน Alsthom (ALS) ทุกอย่าง เพียงแต่องค์ประกอบตัวรถภายนอก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในบางจุดเท่านั้น เช่น ด้านหน้าบริเวณแค็บ มีราวเหล็กติดตั้ง และบางคันได้เป็นไปใช้เครื่องยนต์ของ MTU 16V4000R41R และ Caterpillar 3516BHD

Hitachi-HID

8. Hitachi 8FA-36C (HID)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Hiatchi รุ่น 8FA-36C หรือ HID (ย่อมาจาก Hitachi DualBrake) มีจำนวน 22 คัน หมายเลข 4501 – 4522 สร้างโดย บริษัท Hitachi ที่โรงงาน Mito ประเทศญี่ปุ่น ราคาคันละ 75,059,743 บาท (ในตอนนั้น)

เริ่มทำการสร้างรถในสายการผลิตของโรงงานประมาณ เดือนตุลาคม 2535 กำหนดแล้วเสร็จครบถ้วนประมาณเดือนตุลาคม 2536 และรถจักร 4 คันแรก (4501 – 4504) กำหนดส่งเรือถึงประเทศไทยประมาณเดือน กรกฎาคม 2536

เครื่องยนต์เป็นแบบ KTTA50-L ขนาด 8,000 ซีซี. 16 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1,430 แรงม้า ที่ 1,800 รอบ/นาที (ปัจจุบันได้มีการลด Stage Turbo เหลือแค่ 1250 แรงม้า X 2 และเปลี่ยนรหัสเครื่องยนต์เป็น KTA-50L เหมือน GEA) น้ำหนักกดเพลา 15 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 19,900 มม. กว้าง 2,780 มม. สูง 3,870 มม. น้ำหนัก 86.50 ตัน (เมื่อจอดนิ่ง) / 90.00 ตัน (ขณะทำขบวน)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Hitachi ปัจจุบันยังคงใช้งานทำขบวนรถโดยสาร และขบวนรถสินค้าของ รฟท. อยู่ โดยปัจจุบันถูกตัดบัญชีไป 1 คัน

GE-GEA

9. GE CM22-7i (GEA)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE รุ่น CM22-7i หรือ GEA (ย่อมาจาก General Electric Airbrake) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2538 จำนวน 38 คัน หมายเลข 4523 – 4560 สร้างโดย บริษัท General Electric Transportation Systems ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาคันละ 54,350,498 บาท (ในตอนนั้น)

เครื่องยนต์ใช้ของ Cummins KTA50-L ขนาด 5,000 ซีซี. 16 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1,250 แรงม้า ที่ 1,800 รอบ/นาที X 2 น้ำหนักกดเพลา 15 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 19,355 มม. กว้าง 2,820 มม. สูง 3,635 มม. น้ำหนัก 80.60 ตัน (จอดนิ่ง) / 86.50 ตัน (ขณะทำขบวน)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE ปัจจุบันยังคงใช้งานทำขบวนรถโดยสาร และรถสินค้าของ รฟท. มีตัดบัญชีไป 2 คัน

CSR-Qishuyan-U20

10. CSR Qishuyan U20 (SDA3)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า CSR Qishuyan รุ่น U20 (SDA3) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้สั่งรถจักรจากประเทศจีนเป็นครั้งแรก และนำเข้ามาใช้งานเมื่อเดือนมกราคม 2558 (หมายเลข 5101 – 5102) และเมษายน-มิถุนายน 2558 (หมายเลข 5103 – 5120) จำนวน 20 คัน หมายเลข 5101 – 5120 สร้างโดย บริษัท CRRC Qishuyan ประเทศจีน

ซึ่ง รฟท. ได้ลงนามจัดซื้อกับทาง บริษัท ป่าไม้สันติ จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ซานโฟโก้อินเตอร์เนชันแนล จำกัด) เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2556 มูลค่า 3,300 ล้านบาท!

เครื่องยนต์ใช้ของ Caterpillar C175-16 ACERT ขนาด 5,000 ซีซี. 16 สูบ 2 เครื่องยนต์ 3,800 แรงม้า (ใช้จริง 3,200 แรงม้า) น้ำหนักกดเพลา 20 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 120 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 20,490 มม. กว้าง 2,836 มม. สูง 4,000 มม. น้ำหนัก 120 ตัน

ปัจจุบันนับว่าเป็นรถจักรดีเซลรุ่นล่าสุดของ รฟท. ที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้ เน้นใช้ในการขนสินค้าเป็นหลัก แต่ก็มีปัญหาตรงที่อะไหล่รอนาน ใช้เวลาซ่อมนาน ทั้งที่อยู่ในระยะรับประกัน เจอปัญหากำลังลากจูงต่ำ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงชำรุด หรือ Traction Motor Pinion ชำรุด เป็นต้น

*หมายเหตุ 10 อันดับ รถไฟใช้งานนานสุดของ รฟท. เป็นข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2563

ถ้าเบื่อรอรถไฟแล้ว อยากซื้อรถใหม่ แต่มีงบไม่พอ หรืออยากขายรถเก่าออกแบบไวที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ ก็ให้ CARRO เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ …

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

รูป และแหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

สวัสดีครับ ไทร์บิด กลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากพูดคุยกับเพื่อนๆครับ ว่าจริงๆ แล้ว ศูนย์บริการที่ปัจจุบันที่มีเยอะขึ้นมาก กับร้านยางดั้งเดิม (ที่ไม่ใช่เป็นเพิงข้างทางนะครับ) แตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

เพื่อนๆ ไทร์บิดหรือว่าจะเป็นคนยุคเก่ายุคใหม่ที่ใช้รถคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนยางรถกัน แต่ว่าร้านยางหรือไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการเปลี่ยนยางนั้นมีเยอะมากจนเพื่อนๆ นั่นไม่แน่ใจว่าจะเลือกเข้ารับบริการเปลี่ยนยางในรูปแบบร้านไหนดีใช่ไหมครับ

วันนี้ ไทร์บิดจะมาให้ข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ระหว่างสองรูปแบบ ว่ามีแตกต่างกันยังไงเป็นข้อๆ ครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องแรก คุณภาพของยาง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการ หรือ ร้านยางดั้งเดิม นั้น คุณภาพยางใหม่เหมือนกันแน่นอนเพราะมาจากโรงงานเดียวกันในยี่ห้อแบรนด์ชั้นนำนะครับ ไม่นับรวมยางจีนหรือยางไม่มียี่ห้อนะครับ

เพราะยี่ห้อยางชั้นนำโดยปกติก็ขายตรงให้กับร้านยางแบบดั้งเดิมอยู่แล้วครับ ส่วนในเรื่องปีผลิตนั้นจริงๆ ไม่แตกต่างกันครับ เพราะร้านยางดั้งเดิมปัจจุบัน มีการปรับตัวทำให้ยางที่เป็นสต็อกของร้านนั้นค่อนข้างจะปีใหม่อยู่แล้วครับ แต่ทางไทร์บิดชี้แจงครับว่า เดือนผลิตที่แตกต่าง ไม่มีผลต่อการใช้งานแน่นอนครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องที่สอง เรื่องราคา เรื่องนี้จะเป็นข้อได้เปรียบของร้านยางดั้งเดิมครับ ในกรณีที่ขายปกติไม่รวมช่วงโปรโมชั่นต่างๆ ครับ เนื่องจากร้านยางดั้งเดิม จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าศูนย์บริการแน่นอนครับ ในเรื่องของค่าการตลาด และ ค่าอื่นๆ ที่ทางศูนย์บริการมีเยอะกว่า

ทำให้ร้านยางดั้งเดิม มีโอกาสขายยางได้ในราคาที่ถูกกว่าศูนย์บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยางธรรมดา และยางรันแฟลตครับ แต่ว่าในความแพงก็มีส่วนดีหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประกันทุกกรณี ที่ทางศูนย์บริการมีมาให้เพิ่มเติมมากกว่าร้านดั้งเดิมครับ

อันนี้เพื่อนๆ อาจจะต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่าการใช้งานของทางเรามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด อันไหนคุ้มกว่ากันครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องที่สาม คุณภาพการติดตั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างตอบยากเพราะว่าขึ้นอยู่กับงานฝีมือของช่างไม่ว่าจะเป็นการถอดประกอบใส่ หรือ จะเป็นเรื่องของการถ่วงล้อ

แต่ถามว่าการใช้เครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ช่วยเสริมต่างๆนั้น ศูนย์บริการค่อนข้างจะได้มาตรฐานมากกว่า อาทิ การใช้ครีมทายางก่อนประกอบใส่เพื่อป้องกันขอบยางฉีกขาด หรือ ไม่ว่าจะเป็นการขันนอตที่ใช้กากบาท และใช้ประแจปอนด์ย้ำเพื่อความแน่นของนอตล้อ

แต่ปัจจุบัน ร้านยางดั้งเดิมที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์บริการ ก็มีการปรับเปลี่ยนทำให้งานติดตั้งได้มาตรฐาน ซึ่งเพื่อนๆ หายห่วงได้แน่นอนครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของความสะดวกในการรับบริการ ก็ถือว่าศูนย์บริการยุคใหม่นั้น ค่อนข้างได้เปรียบเพราะว่าเพื่อนๆ สามารถเข้าใช้บริการได้ทุกสาขาเหมือนกัน

แต่หลักๆ น่าจะเป็นในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน ที่เราจะใช้ศูนย์บริการที่มีหลายสาขา หรือ อีกเรื่องคือการเติมลมยางที่สะดวกมีที่เติมลมในทุกๆ ที่ แต่ถ้าถามว่าในเรื่องของบริการหลังกายขายเช่นสลับยางถ่วงล้อ นั้น เราก็คงเลือกร้านยางหรือศูนย์บริการใกล้ๆ บ้านอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่มีความแตกต่างอะไรกันมากระหว่างศูนย์บริการกับร้านยางดั้งเดิม

ก็เป็น 4 เรื่องหลักๆ ที่ ไทร์บิดอยากมาบอกต่อกับเพื่อนๆเพื่อให้ทราบถึง ข้อดี ข้อเสีย ของการเข้าศูนย์บริการกับร้านยางดั้งเดิมนั่นมีความแตกต่างกันอย่างไรเพื่อให้เพื่อนๆ ได้ลองชั่งใจและเลือกใช้บริการดูครับว่าเมื่อถึงเวลาเราเปลี่ยนยางนั้นเราจะเข้าที่ไหนดีครับ

แต่ถ้าเพื่อนๆไม่แน่ใจว่าเข้าที่ไหน หรือเลือกยางอะไร ทางไทร์บิดของเรา มีจุดบริการรองรับเพื่อน พร้อมทั้งยังมีรถบริการเปลี่ยนยางถึงบ้าน ที่ได้มาตรฐานเหมือนเข้าที่จุดบริการแน่นอนครับ เพื่อนๆ สามารถเข้าที่เว็บไซต์ไทร์บิดของเรา www.tiresbid.com เพื่อศึกษาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาง และ เรื่องของการบริการได้ครับ แถมอ่านบทความยาง เพิ่มความรู้กันแบบฟรีๆ อีกด้วย

แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าจะสะดวกแบบไหนสามารถสอบถามไทร์บิดผ่านทาง Line Official : @tiresbid ได้ครับ

ทางเรามีทีมงานคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆไทร์บิดทุกท่านครับ โอกาสหน้าติดตามบทความดีดีจากไทร์บิดกันอีกนะครับ

Carro-Roojai-5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

หากพื้นที่จอดรถไม่มีหลังคาที่จอดรถ หลายคนมักจะคิดว่าขอจอดรถใต้ต้นไม้เพราะได้จอดรถในร่ม ยังไงก็ดีกว่า แต่นั่นอาจไม่จริงเสมอไปเพราะมันอาจมีภัยที่ทำร้ายกับรถของคุณมากกว่าข้อดีที่แค่ช่วยให้รถไม่ต้องตากแดดร้อน ๆ

Roojai.com จึงอยากพาผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนได้ “เบิกเนตร” เห็นความจริงของภัยร้ายข้อเสียเมื่อคุณเลือกจอดรถใต้ต้นไม้ ยิ่งจอดทิ้งไว้นาน ๆ ก็จะยิ่งส่งผลเสียกับรถของคุณโดยเฉพาะเรื่องของความเงางามของสีรถ และมากกว่านั้น ต่อไปนี้คือ 5 เหตุผลที่เราไม่อยากให้คุณนำรถไปทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ ไม่ว่าจะต้นไหนที่ไหน จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

เมื่อจอดรถใต้ต้นไม้ ไม่ได้ปกป้องสีรถของคุณ

จะเรียกว่าเป็น “ความเชื่อ การทำตาม หรือสัญชาตญาณ” ของผู้ใช้รถที่มักนิยมว่าการจอดรถใต้ต้นไม้นั้นเหมือนเป็นการช่วยปกป้องรถ ทั้งสีรถก็ดี ชิ้นส่วนภายในของรถก็ดีที่ไม่ต้องจอดกลางแดดร้อน ๆ จอดใต้ต้นไม้ยังไงก็ดีกว่า จอดรถตากแดด ปล่อยให้ต้องร้อน ข้อนั้นดีแน่นอนถ้ารถได้จอดไว้ในที่จอดซึ่งมีหลังคาที่จอดรถคลุมเป็นกิจจะลักษณะ นั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับรถของคุณ แต่การที่อาศัย จอดรถในร่ม ด้วยร่มไม้จากต้นไม้อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีในการช่วยรักษารถของคุณได้มากเท่าไร

ข้อเสียมากมายของร่มไม้ที่เมื่อคุณจอดรถ หลายคนอาจไม่รู้หรือลืมสังเกต มารู้อีกทีร่มไม้ที่คุณว่าช่วยให้รถของคุณไม่ต้องทนกับการตากแดดร้อน ๆ ก็กลับทำร้ายรถของคุณให้เสียหายจนเกินเยียวยาอย่างไม่คาดคิดแล้ว และต่อไปนี้คือเหตุผลที่เราไม่อยากให้คุณจอดรถไว้ใต้ต้นไม้

1. ยางต้นไม้ ทำลายสีรถของคุณมากกว่าที่คิด

เมื่อคุณหวังให้ต้นไม้บังแดดสำหรับการจอดรถของคุณ แน่นอนว่าทุกคนคงไม่เดินไปดูหรอกใช่มั้ยว่าต้นไม้ที่รถไปจอดนั้นเป็นต้นอะไร จะมียางต้นไม้ มีอะไรจะหยดใส่รถหรือเปล่า และนี่คือความจริงที่ต้องรู้ว่าภัยจากยางไม้คือศัตรูร้ายตัวฉกาจของสีรถ หยดใส่รถทีถ้าไม่ล้างให้ดีให้สะอาดแล้วปล่อยทิ้งไว้พาแต่จะกลายเป็นคราบฝังลึกขัดออกยาก หรือแย่กว่านั้น! คือขัดไม่ออก จนกลายเป็นตราบาปที่ติดรถของคุณไปตลอด และวิธีขัดสีรถ วิธีเดียวที่จะทำให้รถดูดีได้เหมือนเดิมก็คือการทำสีเป็นทางออกสุดท้าย

5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

2. ขี้นกก็ร้ายต่อสีรถไม่น้อย

“นี่ก็ร้าย” พอกัน สำหรับคราบขี้นก หยดใส่หัวยังล้างได้ แต่ถ้าใส่สีรถแล้วคุณไม่รีบล้าง มันคือฝันร้ายของสีรถอย่างแท้จริง นี่ยังเป็นกรณีที่คุณสังเกตเห็นนะ ถ้าดันมาหยดมาขี้ใส่ในส่วนที่คุณไม่ทันสังเกตแล้วปล่อยทิ้งไว้นาน มันก็อาจทำให้คุณต้องกุมขมับกันได้เลยถ้าจะขัดให้ออกที

5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

3. เศษกิ่งไม้ หล่นใส่รถจนกลายเป็นลักยิ้ม

นี่เราไม่ได้หมายถึงกิ่งใหญ่ ๆ นะ เป็นแค่เศษกิ่งเล็ก ๆ หรือตัวเมล็ด แค่นี้ก็ร้ายพอที่จะทำให้รถของคุณ “บุบ” เป็นริ้วรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะส่วนของหลังคา ส่วนของฝากระโปรงซึ่งเป็นพื้นที่รองรับแรงตกกระแทกเต็ม ๆ เมื่อนำรถไปจอด ซึ่งมันอาจทำให้รถของคุณเป็นรอยบุบลักยิ้มเล็ก ๆ ที่แก้ได้ยาก วิธีขัดสีรถต่าง ๆ ก็อาจช่วยไม่ได้และอาจเป็น “งานใหญ่” จนถึงขั้นทำสีรถในส่วนนั้น ๆ ใหม่ได้เลย

4. น้ำฝน ที่นำมาสู่คราบฝังลึก

เรารู้ว่าพื้นที่จอดรถอย่าง ต้นไม้ หรือ ลานจอดรถ ไม่สามารถช่วยบังน้ำฝันได้เต็ม ๆ ยังไงรถก็เปียกอยู่ดี แต่ข่าวร้ายก็คือการจอดรถใต้ต้นไม้ในตอนที่ฝนตก น้ำฝนจะชะล้างคราบยางของต้นไม้ลงมาโดนสีรถคุณด้วย จนกลายเป็นคราบเมื่อรถแห้งและล้างออกยาก ซึ่งจะว่าไปจอดรถที่โล่ง ๆ กลางฝนยังดีกว่าซะอีก

5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

5. สัตว์เลื้อยคลาน

จอดรถใต้ต้นไม้นาน ๆ คุณกลับมาใช้รถทีอาจมีเพื่อนร่วมทางไม่รู้ตัว พวกสัตว์เลื้อยคลานอาจอาศัยรถของคุณเป็นที่พักหลบฝน จะงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตะขาบ หนู หรือแม้กระทั่ง มด อาจนัดกันไปรวมตัวทำรังอยู่ที่รถคุณก็เป็นได้ มีต้นไม้ก็ต้องมีดินอยู่รอบ ๆ และพื้นที่เป็นดินซึ่งคุณใช้เป็นที่จอดรถ ก็คือเส้นทางให้พวกสัตว์เหล่านั้นไปหารถคุณ

พื้นที่จอดรถ และวิธีที่จะช่วยดูแลรถคุณได้อย่างแท้จริง

  • จอดรถในร่ม ในที่สำหรับจอดซึ่งเป็นหลังคาที่จอดรถที่บังแดด ไม่ใช่ร่มไม้
  • เลี่ยงการจอดรถบนพื้นที่เป็นดิน เพื่อช่วยป้องกันรถเป็นที่พักอาศัยของพวกสัตว์ทั้งหลาย
  • ถ้าต้องจอดรถตากแดดนาน ๆ ใช้ม่านบังแดดเพื่อลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร
  • ถ้าสังเกตเจอคราบยางไม้หรือขี้นกให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที
  • ถ้าต้องจอดรถกลางแดดเป็นประจำ ควรเลือกใช้ฟิล์มกันแดดที่มีคุณภาพ สามารถกันความร้อนได้จริง

เพียงเท่านี้การใช้รถของคุณเมื่อต้องจอดรถที่ไหนก็จะเหมือนเป็นการดูแลรถได้ ด้วยเทคนิคและสิ่งที่ควรเลี่ยงที่เรานำมาฝาก จะช่วยป้องกันการทำร้ายรถของคุณในทางอ้อมได้เป็นอย่างดี และถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่รักรถ ก็ย่อมต้องการการคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์คุณภาพใช่มั้ยล่ะ? เลือกประกันรถยนต์ออนไลน์จาก Roojai.com ที่มาพร้อมกับตัวเลือกในการคุ้มครองมากมายซึ่งคุณสามารถปรับแต่งแผนได้เอง เลือกได้ตามที่เหมาะกับการใช้งานรถของคุณ รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า ที่สำคัญผ่อนได้ ไม่ง้อบัตรเครดิต ถูกใจคนรักรถทุกคนอย่างแน่นอน คลิกเช็คราคาประกันรถยนต์ออนไลน์ที่นี่ได้เลย

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

เชื่อว่า หลาย ๆ คนอาจจะชั่งใจหรือลังเลอยู่ว่าถ้าหากจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่งนั้น เราควรเลือกระหว่างมือหนึ่งใหม่เอี่ยมไปเลย หรือรถมือสองที่สภาพยังดีอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคงมีหลายเสียงบอกมาว่า หากซื้อรถทั้งทีก็เอาดีๆ ไปเลย แบบนี้ เรามาลองเปรียบเทียบความคุ้มค่ากันดีไหมว่า ซื้อรถยนต์มือหนึ่งหรือรถมือสอง แบบไหนจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากกว่า

ซื้อรถใหม่ เอารถมือหนึ่งหรือรถมือสอง อะไรดีกว่ากัน

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

1. ราคาที่ต้องจ่าย

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เงินทองเริ่มหายากมากขึ้น การจะซื้อรถยนต์สักคันจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดและทบทวนหลายรอบว่า ซื้อรถรุ่นไหนคุ้มกว่ากันนะ เมื่อเกิดคำถามหรือกำลังลังเลอยู่นั้น ลองให้ masii เปรียบเทียบให้ดูกันดีกว่า

รถมือหนึ่ง

ถึงแม้ราคาของรถมือหนึ่ง หรือรถป้ายแดงจะแพงกว่า แต่กลับเสียดอกเบี้ยและเงินดาวน์น้อยกว่ารถมือสอง ปัจจุบันนั้นรถมือหนึ่งมีความน่าซื้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า มีโปรโมชั่นดี ๆ อย่างดอกเบี้ย 0% หรือลดเงินดาวน์ รวมไปถึงมีวิธีการเลือกผ่อนชำระค่างวดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกซื้อรถมือหนึ่งกันเป็นจำนวนมาก

รถมือสอง

รถมือสองในปัจจุบันมีให้เลือกซื้อมากมาย แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนมักจะกลัวกันคือ การไม่ทราบประวัติและข้อมูลของรถว่าได้ผ่านอะไรมาแล้วบ้าง แต่สำหรับเรื่องที่เราควรยอมรับก็คือ ในจำนวนเงินที่เท่ากันนั้นสามารถซื้อรถมือสองที่รุ่นใหญ่กว่า หรือซื้อรุ่นท็อปก็ได้ และแน่นอนว่าหลายคนที่หันมาเลือกซื้อรถมือสองคงเป็นเพราะราคาที่เข้าถึงได้ รวมไปถึงคุณภาพรถก็ดีไม่แพ้รถมือหนึ่งนั่นเอง

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

2. สมรรถนะ

รถมือหนึ่ง

หากมองหาสิ่งที่โดดเด่นในรถมือหนึ่งนั่นก็คือ เรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ ที่มีระบบขับเคลื่อนที่ดีกว่า มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ใหม่เอี่ยม ทันสมัย อีกทั้งรถยนต์บางรุ่นยังช่วยเรื่องการประหยัดพลังงาน แถมมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เราจึงสามารถไว้วางใจคุณภาพของการใช้งานได้ทันที รวมไปถึงหากรถมีปัญหาก็สามารถติดต่อเคลมประกันกับศูนย์ได้โดยตรง

รถมือสอง

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสภาพการใช้งานรถมือสองคงดีไม่เท่ากับรถมือหนึ่ง เพราะยังไงก็ต้องผ่านการใช้งานมาแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งการจะเลือกซื้อรถมือสองจำเป็นต้องเช็กเลขไมล์ก่อน เพื่อประเมินการใช้งานรถ รวมถึงบำรุงรักษา แต่ถ้าหากโชคดีว่ารถมือสองที่เราเล็งไว้มีสภาพดี เราก็คงไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อการซ่อมแซมในอนาคต

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

3. ออปชั่นเสริมในรถ

รถมือหนึ่ง

ยิ่งมีรถใหม่ออกมามากขึ้นเท่าไร เทคโนโลยีภายในรถก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น ทั้งเรื่องของการพัฒนาออปชั่นต่าง ๆ ที่ทันสมัยให้สามารถรองรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมไปถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง ระบบตรวจจับความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ และด้วยออปชั่นเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ราคาของรถมือหนึ่งจึงสูงมากขึ้นไปด้วย

รถมือสอง

แม้ออปชั่นภายในรถจะไม่ได้ดีหรือทันสมัยเท่ารถมือหนึ่ง แต่บางออปชั่นในรถมือหนึ่งก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ขับขี่เสมอไป เทียบกับรถมือสองบางคันที่มีออปชั่นจำกัด แต่กลับตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ได้มากกว่า ทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าการซื้อรถมือหนึ่ง หากใครที่มีงบไม่มาก การซื้อรถมือสองก็น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ว่า รถมือหนึ่งหรือรถมือสอง จะตอบโจทย์เราได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกซื้อรถแบบไหน ก็ควรทำประกันรถยนต์ควบคู่ไว้ ช่วยเพิ่มให้เราอุ่นใจขณะขับขี่ได้ตลอดเวลา คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยได้ทันที

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Bad-Result-For-Drive-Through-Water

พอเข้าสู่ช่วงเดือนหน้าฝนทีไร ก็คงหนีไม่พ้นกับปัญหา “ฝนตก รถติด” นอกจากจะสร้างความรำคาญใจและอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนแล้ว ยังเกิดผลเสียต่อรถของเราอีกด้วย โดยเฉพาะสถานการณ์จำเป็นที่ต้องขับรถลุยน้ำท่วมขัง หากคุณขับรถลุยน้ำไปนานๆ อาจจะทำให้รถพังเร็วกว่าที่คิดได้ แล้วปัญหานี้จะส่งผลเสียต่อรถของเรายังไงบ้าง มาอ่านกันเลยครับ

1. สภาพเครื่องยนต์ทำงานหนัก

แน่นอนเวลาขับรถลุยน้ำ พลังของมวลน้ำจะมาปะทะที่ตัวรถเรา จึงทำให้รถหนักและเคลื่อนตัวได้ช้าลง ยิ่งถ้าคุณเหยียบคันเร่งเพื่อที่จะเร่งเครื่อง ก็จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักหรือร้อนมากขึ้น ดังนั้น หากคุณขับรถลุยฝนไม่ถูกวิธี ท้ายที่สุดจะทำให้เครื่องยนต์ดูดน้ำเข้าไปในห้องเครื่อง และทำให้เครื่องยนต์พังนั่นเอง

Bad-Result-For-Drive-Through-Water

2. ผ้าเบรกเสื่อมสภาพไว

สำหรับระบบ “เบรก” ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญมากๆ เมื่อเกิดน้ำท่วมอาจจะทำให้น้ำเข้าสู่การทำงานของเบรค แล้วทำให้เบรคเกิดอาการขัดข้องได้ง่าย ไม่เพียงเท่านั้นความชื้นของเบรคยังส่งผลให้เบรคมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เช่น เบรคเป็นสนิม เบรคแล้วไม่อยู่ เบรคแล้วลื่น เป็นต้น ทางที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด หลังจากขับรถลุยน้ำแล้วอย่าลืมไล่ความชื่นด้วยการเหยียบเบรคเบาๆ มันก็จะช่วยให้ผ้าเบรคแห้ง และกลับมาเป็นปกติได้

3. ระบบไฟฟ้าในรถเสียหาย

เพราะน้ำกับไฟเป็นสิ่งไม่คู่กันอยู่แล้ว หากเราไม่ดูแลรถหลังจากขับรถลุยน้ำท่วม ก็อาจจะทำให้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดภายในเครื่องเสียหายตามมาได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นกล่องควบคุมไฟฟ้าภายในเครื่องยนต์ ระบบแอร์ เเบตเตอรี่รถยนต์ รวมถึงระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ ก็จะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือรถสตาร์ทไม่ติดอีกด้วย

Bad-Result-For-Drive-Through-Water

4. รถพัง รถเป็นสนิม

นอกจากปัญหาฝนตกรถติด น้ำท่วมจะทำให้ระบบภายในเครื่องยนต์เสียหายแล้ว หากคุณไม่ล้างรถและเช็ดรถให้แห้งหลังจากขับรถลุยฝน ยังส่งผลให้รถภายนอกของคุณเป็นสนิม เสื่อมโทรมเร็วกว่าที่คิดด้วย เพราะคราบน้ำฝนจะกลายเป็นคราบฝังแน่น และทำลายสีรถได้ รวมถึงเศษฝุ่น เศษดิน เศษใบไม้ใบกิ่งไม้ ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้รถของคุณดูเก่าเร็ว เกิดคราบสนิมเกาะบนผิวรถอีกด้วย

ดังนั้น หากเราไม่รู้จักดูแลรถหลังจากขับรถลุยฝน ก็จะยิ่งทำให้รถของคุณพัง และเสื่อมสภาพตามมาครับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้าภายใน ระบบเบรค ระบบแอร์ ระบบท่อไอดี และสีของรถ ทางที่ดีเราควรหมั่นดูแลรักษาเครื่องยนต์ เพื่อให้รถสุดที่รักอยู่กับเราไปนานๆ

แล้วที่สำคัญเราอย่าลืมต่อประกันรถยนต์ให้ช่วยคุ้มครองรถจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันด้วยนะ อย่างน้อยประกันรถยนต์จะช่วยดูแลเราในทุกการขับขี่มากขึ้น สบายใจได้เปราะหนึ่งเลยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากพูดถึง รถมือสอง หลายคนมักจะเบือนหน้าหนี เพราะรู้สึกว่าการซื้อรถมือสองจะไม่อุ่นใจเท่ากับซื้อรถมือหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว รถมือสองที่วางขายอยู่ในปัจจุบันนั้นถือได้ว่า สภาพของรถยนต์นั้นสูสีไม่แพ้รถมือหนึ่งแต่อย่างใดเลย วันนี้ masii เลยนำเหตุผล 4 ข้อดีของรถมือสองที่ไม่ควรมองข้ามมาฝากกัน

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

1. ราคาประหยัดกว่า

ถ้าถามเหตุผลส่วนใหญ่ที่หลายคนเลือกซื้อรถมืองคงหนีไม่พ้นกับ ราคาของรถยนต์ที่แสนประหยัด จึงถือได้ว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครๆ ต่างตัดสินใจซื้อรถมือสองมาใช้งานกัน

และเนื่องจากยิ่งเวลาของรถผ่านไปนานเท่าไร ราคาก็จะยิ่งถูกลงมากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่ใครหลายคนจะเลือกซื้อรถมือสอง เพราะช่วยให้ประหยัดได้ด้วย

2. ได้รถขนาดและคุณภาพเหมาะสม

เหตุผลที่หลายคนเบือนหน้าหนีไป เพราะว่าสภาพรถมือสอง อาจจะไม่ได้คุณภาพที่ดีเท่ากับรถมือหนึ่ง

แต่สำหรับรถมือสองที่มีประวัติการใช้งานที่ดี และไม่เคยชนหนักหรือประสบอุบัติเหตุมาก่อน ก็จะส่งผลให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงราคาของรถมือสองที่ถูกลงอาจทำให้เราได้ขนาดรุ่นรถใหญ่มากขึ้น และมีระบบความปลอดภัยที่ดีอีกด้วย

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

3. ซื้อผ่านเงินสดได้ง่าย

ราคาของรถมือสองจะถูกกว่ารถป้ายแดงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว หลายคนจึงมีความคิดที่ว่าเก็บออมเงินสะสมเพื่อนำไปซื้อรถมือสองกันมากกว่า และในปัจจุบันนั้น การซื้อรถมือสองยังสะดวกสบายได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยการยื่นขอกู้ผ่านธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินได้อีกด้วยนะ

4. ค่าเสื่อมรถราคาน้อยกว่าป้ายแดง

หากเพื่อนๆ เลือกซื้อรถมือหนึ่งป้ายแดงออกจากโชว์รูม แน่นอนว่ามูลค่าของรถอาจจะตกลงมา แต่สำหรับรถมือสองในปัจจุบันนั้นหล่นลงจากป้ายแดงมาก้อนใหญ่แล้ว

หากไม่พึงพอใจกับรถมือสองคันปัจจุบัน ต้องการจะเปลี่ยนคันใหม่ มูลค่าอาจจะลดลงเพียงแค่หลักหมื่นบาทเท่านั้นเอง

ใช่ว่ารถมือสองคันที่เราซื้อมาจะเลือกทำประกันรถยนต์ไม่ได้นะ เรายังสามารถทำประกันรถยนต์เพื่อความอุ่นใจขณะขับขี่ได้ทุกเวลา คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์หรือสอบถามเกี่ยวกับประกันรถยนต์ผ่านเว็บไซต์ได้ทันที เรามีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาอยู่ค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Cheat-Pledge-Money-For-Buy-Car

เดี๋ยวนี้ การจะซื้อรถยนต์ในโลกออนไลน์สักคันนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าสมัยก่อนมากๆ ที่ต้องอาศัยการดูจากในนิตยสารเป็นหลัก ซึ่งแทบทั้งหมดลงขายก็มีแค่รูปเดียว แถมยังต้องโทรศัพท์นัดเพื่อไปดูรถอีก ถ้าดูแล้วไม่ถูกใจก็เสียเวลาไป

ก่อนจะเข้ามาสู่ยุคดอทคอม ที่ต้องไปส่องหาคนประกาศขายตามเว็บบอร์ดต่างๆ เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านรายละเอียดและรูป จนมาถึงในยุคปัจจุบัน ทีแค่เข้าโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์รถยนต์ต่างๆ ก็มีให้มาให้เลือก จนดูกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว และยังสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายมาก เมื่อดูจากภาพประกอบมากมาย หรือ Clip VDO ที่ผู้ขายนำเสนอ

แต่กระนั้น ก็ยังเป็นช่องทางที่เหล่ามิจฉาชีพ ใช้แฝงตัวในการหากินด้วยเช่นกัน เช่น การหลอกให้โอนเงินมัดจำมาก่อน หรือการตั้งราคารถที่ดูสวนทางกับสภาพรถ โดยราคามักจะมีราคาที่ถูกมากจนผิดสังเกต ซึ่งบางคนก็อ้างว่าร้อนเงิน ต้องใช้เงินด่วน

และบางคนยังขโมยรูปรถของคนอื่น มาทำทีเป็นการหลอกขายรถเพื่อเอาเงินมัดจำก็มี หรือนัดดูรถแล้วบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมเจอกันก็มี ก็จะบล๊อคทั้งไลน์ ทั้ง Facebook! ให้เจ็บใจเปล่าๆ

MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง ว่าโอนเงินมัดจำรถไปแล้วโดนโกง ต้องทำอย่างไรถึงได้เงินคืน

Cheat-Pledge-Money-For-Buy-Car

1. ดูอย่างไร ว่าคนขายไม่โกง?

การตรวจสอบประวัติผู้ขาย เป็นที่ควรทำ ก่อนจะตัดสินใจซื้อของอะไรสักอย่างในโลกออนไลน์ หรือในโซเชียลมีเดีย ถ้าเป็นการขายรถในกลุ่ม Facebook อาจจะลองถามสมาชิกในกลุ่มดูว่า คนนี้ขายรถมีตัวตนจริง ขายจริงหรือไม่ แสดงราคาขายชัดเจนหรือเปล่า ไม่ใช่ให้ Inbox ถามอย่างเดียว

เช็คดู Profile ว่าใช้งานมายาวนานหรือยัง ถ้าหากเป็นมิจฉาชีพ มักใช้ Facebook เป็นชื่อนามแฝง ไม่ใช้รูปตัวเองเป็นรูปโปรไฟล์ หรือเอารูปคนอื่นมาเป็นรูปโปรไฟล์ หรือ Facebook อาจจะเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ไม่นานนัก เป็นต้น

ส่วนตามเว็บไซต์ขายรถ ก็อาจจะเช็คกับทางผู้ให้บริการดู ว่าชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์นี้ เคยมีอยู่ใน Blacklist ของทางเว็บไซต์หรือไม่

เข้า Google หรือ Blacklistseller.com พิมพ์ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร เลขบัญชี หรือชื่อบัญชี ดูว่ามี Feedback มาในทางใดบ้าง หากเป็นมิจฉาชีพ ที่มีประวัติเคยฉ้อโกง คุณอาจพบคนประจาน หรือมีข่าวของผู้ขายชื่อนี้ แต่หากไม่พบข้อมูลอะไร ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ขายรายนี้ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพนะ แต่ก็ต้องลองดู

ทางที่ดี นัดเจอแล้วดูรถก่อนจ่ายเงินมัดจำ หรือจ่ายเงินทั้งหมด จะดีกว่า รับรองปลอดภัยมากที่สุด

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

2. แต่ถ้าโดนโกงไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไรดี

รวบรวมหลักฐานที่เราติดต่อกับคนขายรถไว้ทั้งหมด แล้วพิมพ์เป็นเอกสารออกมา เช่น

  • หน้าเว็บไซต์ หรือหน้า Facebook ที่ขายของ รูปโปรไฟล์ของผู้ขายรถ
  • ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขที่บัญชีของผู้ขายรถ
  • ข้อความในแชทที่เราพูดคุยกับคนขาย ไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม สั่งซื้อ การโอนเงินมัดจำ หรือจ่ายเงินค่ารถยนต์ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นใน LINE, Facebook หรือ Instagram
  • หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี เช่น สลิป, ใบนำฝาก
  • สมุดบัญชีธนาคาร
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเรา

แจ้งความ

นำหลักฐานทั้งหมด เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ (สน. ที่คุณไปโอนเงิน) ภายใน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่รู้ว่าถูกโกง โดยระบุว่าต้องการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีจนกว่าจะถึงที่สุด ไม่ใช่แค่ลงบันทึกประจำวัน

หรือจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ ก็ได้ ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีในการติดตามหาตัวคนร้ายได้รวดเร็วขึ้น

แต่การแจ้งความที่ ปอท. เราอาจจะต้องเดินทางมาขึ้นศาลที่กรุงเทพฯ ถ้าหากต่างจังหวัดอาจไม่สะดวกในการมาติดต่อนัก หากคุณอยู่ต่างจังหวัด แจ้งความกับตำรวจท้องที่จะสะดวกกว่า หรือบางเรื่อง ปอท. อาจโอนคดีไปให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการเพื่อความสะดวกเช่นกัน

หลังจากแจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนจะส่งหมายเลขบัญชี ให้ธนาคารตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของบัญชีตัวจริง หรือสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนอื่น รวมทั้งตรวจสอบหลักฐานการกดเงิน ความเคลื่อนไหวทางบัญชีต่าง ๆ และอีกทางหนึ่งก็คือการตรวจสอบทะเบียนราษฎรเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมตรวจสอบเลข IP Address จากนั้นจะออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีมาสอบปากคำ ก่อนจะดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

กรณีโอนเงินมัดจำ หรือจ่ายเงินเพื่อซื้อรถไปแล้ว มีความผิดตามข้อหา “ฉ้อโกง”

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกหรือแจ้งให้ทราบ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีอายุความ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด)

และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 นำเข้าซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ หลอกลวง ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท (มีอายุความ 10 ปี)

แม้ว่าโอกาสได้เงินคืนอาจจะยาก เพราะคนร้ายมักจะถอนเงินออกไปทันที แต่ถ้าหากตามตัวโจรได้ โจรอาจเจรจาไกล่เกลี่ยคืนเงินหรือชดใช้เงินให้เพื่อแลกกับการถอนแจ้งความและยุติคดี ซึ่งกรณีนี้สามารถทำได้ เพราะคดีฉ้อโกงสามารถยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ยกเว้นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน)

แต่หากคนร้ายไม่ยอมคืนเงิน หรือไม่มีเงินคืน ก็จะต้องรอจนศาลพิพากษาคดี จึงจะมีโอกาสได้เงินคืน

หากใครถูกโกง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองปราบปราม หรือที่ กองกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ที่เว็บไซต์ tcsd.go.th หรือโทร. 02-1438447, 02-1438763

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

10-Very-Old-BMTA-Bus

ในปัจจุบัน ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยทุกปี กำลังเป็นที่วิตกของหลายๆ ฝ่าย เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งอีกหนึ่งในแนวทางที่ภาครัฐ ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตาม ได้แก่ “การออกมาใช้ระบบขนส่งมวลชน” เพื่อลดปัญหาฝุ่นและมลพิษ

แต่ทว่า … ระบบขนส่งมวลชนบ้านเราอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่ ไม่สามารถจูงใจให้คนมาใช้บริการได้ เมื่อรถเมล์มีสภาพเก่ามาก ควันดำ สกปรก กะเวลารอไม่ค่อยได้ บริการไม่ค่อยดีในบางคัน และไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

อีกทั้งรถไฟฟ้าก็ค่าโดยสารแพง และคนแน่น หลายคนที่บ้านอยู่ไกล เข้าซอยลึก หรือต้องไปติดต่อธุระ ส่งของหลายที่ต่อวัน จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่คนไทย สมัครใจและจำเป็นต้องซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสองก็ตาม ทำให้ในกรุงเทพฯ มีการจราจรที่ติดหนักทุกวัน

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า รถเมล์ ขสมก. หลายคันที่คุณๆ เห็นวิ่งกันอยู่ บางคันมีอายุมากกว่าเด็กเพิ่งเรียนจบ เพิ่งทำงานใหม่ๆ ซะอีก! MR.CARRO ขอนำเสนอข้อมูลของ รถเมล์ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากที่สุด 10 อันดับ ให้ทุกคนได้ตะลึงกันครับ!

Hino-AK176

ภาพจาก Ian Fuller

1. Hino AK176 (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino AK176 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

โดย Hino AK176 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส EH700 ขนาด 6.4 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 168 แรงม้า

สำหรับ Hino AK176 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 540 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 40XXX (40001 – 40540) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 3, 4 และ 5

Isuzu-MT111QB

ภาพจาก Ian Fuller

2. Isuzu MT111QB (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu MT111QB นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

โดย Isuzu MT111QB ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6BD1 ขนาด 5.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า

สำหรับ Isuzu MT111QB จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 540 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 50XXX (50001 – 50540) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 6, 7 และ 8

Mitsubishi-Fuso-RP118

ภาพจาก 

3. Mitsubishi Fuso RP118 (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mitsubishi Fuso RP118 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

และรุ่นนี้ ยังเป็นรุ่นที่มีราคาต่อคันแพงที่สุด เพราะเครื่องยนต์วางท้ายรถ แบบรถเมล์โดยสารที่นิยมใช้รถทั่วโลก รวมถึงตัวรถด้านหน้า ถอดแบบมาจากรถเมล์ Mitsubishi Fuso ของญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6D22-1A ขนาด 11.1 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 225 แรงม้า

สำหรับ Mitsubishi Fuso RP118 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 510 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 80XXX (80001 – 80510) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 2, 4 และ 8

Isuzu-LT112P

ภาพจาก Noltawat Rattanawan‎

4. Isuzu LT112P (2537 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LT112P คันนี้ จัดว่าเป็นรถ Rare Item ของ ขสมก. เพราะมีไว้ใช้ในฐานะรถสแปร์ ซึ่งเป็นของบริษัท Isuzu ให้หยิบยืมใช้ในระหว่างการนำรถเมล์คันใดคันหนึ่งเข้าศูนย์บริการ จัดได้ว่าเป็นรถเมล์ที่หายาก และวนเวียนไปในหลายสาย หลายเขตที่มีรถเมล์ Isuzu ใช้งานอยู่

สำหรับความพิเศษของรถคันนี้คือ เครื่องยนต์วางด้านท้าย และใช้เกียร์อัตโนมัติ ภายในเบาะนั่งขนาดใหญ่ กว้างขวาง

สำหรับ Isuzu LT112P มีเลขข้างรถ 7-50542 ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 6, 7 และ 8

Hino-HU3KSKL

5. Hino HU3KSKL (6 มีนาคม 2538 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino HU3KSKL นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อไว้ด้วยกัน 80 คัน เพื่อใช้งานในเขตการเดินรถที่ 11 (เขตรถปรับอากาศ) ในสาย ปอ.2 มีนบุรี-สีลม , ปอ.12 จตุจักร-ปากคลองตลาด และ ปอ.18 จตุจักร-ลาดกระบัง

ต่อมาภายหลังจากการยุบเขตการเดินรถที่ 11 จึงเปลี่ยนเขตการเดินรถ เป็นเขตการเดินรถที่ 2 และย้ายไปใช้งานในเขตการเดินรถที่ 4 จนถึงปัจจุบัน โดย Hino HU3KSKL ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส K13U ขนาด 13.2 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 260 แรงม้า

สำหรับ Hino HU3KSKL มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 40XX (4001 – 4080) (และรถสำรองอีก 1 คัน 4081) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 4

Isuzu-CQA650

6. Isuzu CQA650 (2538 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu CQA650 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อไว้ด้วยกัน 100 คัน เพื่อใช้งานในเขตการเดินรถที่ 11 (เขตรถปรับอากาศ) ต่อมาภายหลังจากการยุบเขตการเดินรถที่ 11 จึงเปลี่ยนเขตการเดินรถ ไปใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1 และ 7 จนถึงปัจจุบัน

โดย Isuzu CQA650 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6RB2 ขนาด 13.7 ลิตร แบบ 6 สูบ Boxer ให้แรงม้าสูงสุด 275 แรงม้า

สำหรับ Isuzu CQA650 มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 30XX (3001 – 3100)

Hino-RU1JSSL

ภาพจาก Express502

7. Hino RU1JSSL (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino RU1JSSL นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

โดย Hino RU1JSSL ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส J08C-TK ขนาด 8.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 250 แรงม้า ภายหลังจึงได้ดัดแปลงติดตั้งก๊าซ NGV เข้าไป

สำหรับ Hino RU1JSSL จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 200 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 44XXX (44001 – 44200) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 2, 3 และ 5

แต่ต่อมาในปี 2545 จึงได้จัดซื้อรถเมล์รุ่นเดียวกันนี้เพิ่มเติม อีก 125 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 45XXX (45001 – 45125)

Isuzu-LV223S

ภาพจาก Wikipedia

8. Isuzu LV223S (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LV223S นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

โดย Isuzu LV223S ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6SD1 ขนาด 9.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 270 แรงม้า

สำหรับ Isuzu LV223S จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 200 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 55XXX (55001 – 55200) ผลิตที่อู่เชิดชัย ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

Mercedes-Benz-OH1829-63

ภาพจาก Sira Sripairojkul

9. Mercedes-Benz OH1829/63 (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mercedes-Benz OH1829/63 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

สำหรับ Mercedes-Benz OH1829/63 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส OM441LA ขนาด 11.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 285 แรงม้า

สำหรับ Mercedes-Benz OH1829/63 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 397 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 66XXX (66001 – 66397) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

แต่ทว่ารถเมล์รุ่นนี้ มีปัญหาในเรื่องของควันดำมาก และในเรื่องของการจัดหาอะไหล่ซ่อมแซม ทำให้ต้องถูกปลดระวางไปจนหมดในปี 2561 ในตอนนี้จึงเหลือใช้งานอยู่แค่เพียงคันเดียว นั่นคือ 8-66249 ซึ่งเป็นรถที่ปรับสภาพใหม่ และซ่อมแซมโดยช่างของ ขสมก.

Daewoo-BH115

ภาพจาก Wikipedia

9. Daewoo BH115 (2544 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Daewoo BH115 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. จัดซื้อรถเมล์แบบ Euro II รอบสอง จำนวน 250 คัน เริ่มออกให้บริการตั้งแต่ช่วงปลายปี 2544 มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 67XXX (67001 – 67250) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ เหลือใช้งานในเขตการเดินรถที่ 8 เพียงเขตเดียว

สำหรับ Daewoo BH115 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส DE12 ขนาด 11.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 235 แรงม้า

แต่ทว่ารถเมล์รุ่นนี้ เคยมีปัญหาในเรื่องของควันดำมาก และถุงลมช่วงล่างที่ชอบแตก จนต้องปลดระวางรถที่มีปัญหาไปเกือบๆ 200 คัน แต่รถเมล์ที่เหลือภายหลังได้รับการแก้ไขซ่อมแซมแล้ว

Isuzu-LV423R

ภาพจาก nighteye

อันนี้แถมให้ … Isuzu LV423R (2545 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LV423R นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์แบบ Euro II อีกครั้ง ในปี 2545 จำนวน 250 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino และ Isuzu ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู)

โดย Isuzu LV423R ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6SD1 ขนาด 9.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 270 แรงม้า

สำหรับ Isuzu LV423R จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 125 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 56XXX (56001 – 56125) ผลิตที่อู่เชิดชัย ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

*หมายเหตุ 10 อันดับ รถเมล์ใช้งานมานานที่สุด ของ ขสมก. เป็นข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563

ถ้าเบื่อรอรถเมล์แล้ว อยากซื้อรถใหม่ แต่มีงบไม่พอ หรืออยากขายรถเก่าออกแบบไวที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ ก็ให้ CARRO เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ …

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

Memories-Toyota-Corolla-Submodels

รถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะเป็นมุมไหนของโลก ไม่ว่าจะทวีปไหนก็ตาม Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ต้องมีอยู่ที่นั่น! และยังเป็นรถยนต์ ที่สร้างชื่อชั้นให้ Toyota สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ของโลก

สำหรับ Toyota Corolla คือรุ่นรถที่ขายดีที่สุดในโลกของโตโยต้า กล่าวคือ โคโรลล่า ก็คือโตโยต้า นับตั้งแต่การเปิดตัวรถโคโรลล่ารุ่นแรกในประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และเป็นรถที่ขายดีที่สุดของโตโยต้า ปัจจุบันขายมาแล้ว 150 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสม 48 ล้านคัน (ยอดถึงในปี 2020)

คำว่า “Corolla” นั้น มีที่มาจากความหมายในภาษาอังกฤษ หมายถึง กลีบชั้นที่อยู่รอบเกสรดอกไม้ ซึ่งในอดีตของ Corolla หลายรุ่นๆ มักจะใช้สัญลักษณ์หน้ารถ (ซึ่งเลียนแบบมาจากตราประจำตระกูล แบบที่นิยมกันในยุโรปในอดีต) เป็นรูปตัว “C” และมีสัญลัษณ์รูปดอกไม้ เหนือคำว่าตัว C อีกที

แต่ในความหมายของ Corolla แล้ว ยังเป็นชื่อที่ทาง Toyota ได้ใช้และจำหน่าย เพื่อรักษาความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ยังได้แตกไลน์ออกไปเป็นรถรุ่นต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เราจะมาทำความรู้จัก กับประวัติคร่าวๆ ของ Toyota Corolla รุ่นย่อยต่างๆ กันอีกครั้งครับ นับตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน Toyota Corolla มีใช้ชื่อรุ่นแยกย่อยหลายรุ่นทีเดียว

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

1. Toyota Corolla Altis (1999 – ปัจจุบัน)

ต้นกำเนิดของ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในชื่อรุ่นแยกย่อย “Altis” นั้น ใช้ในไทยเป็นครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 กับโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 AE112 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ หรือ Toyota Hi-Torque GOA จะใช้ในรุ่น 1.6 ลิตร และ Altis จะใช้ในรุ่น 1.8 ลิตร (ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจกันว่าชื่อ Altis นั้น ใช้เป็นครั้งแรกในตัว อัลติสหน้าหมู)

คำว่า Altis มองอีกมุมหนึ่ง เป็นชื่อของศาสนสถานในกรีก ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโอลิมเปีย

ในส่วนของ Toyota Corolla Altis ESport นั้น เริ่มใช้ในไทยครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โดยขอเริ่มจากตัว E นั้นย่อมาจากคำว่า Excellent Extreme Exciting ซึ่งจะใช้ตัวอักษร E เพียงอักษรเดียว เพื่อสื่อสารถึงความยอดเยี่ยม ความเป็นที่สุด และความเร้าใจจากภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนคำที่สอง มาจากคำว่า Sporty แต่ใช้ย่อว่า Sport เพื่อบ่งบอกถึงสมรรถนะความเร้าใจในการขับขี่ที่น่าหลงไหล

Toyota-Corolla-Levin-TE27

2. Toyota Corolla Levin (1972 – 2000)

Toyota Coroll Levin (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) คือชื่อรถสปอร์ตตัวถังคูเป้ในตระกูล Corolla ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1972 ก่อนจะผลิตขายมาหลายโมเดลด้วยกัน รุ่นที่ดังมากคงต้องยกให้โฉมเจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ผลิตออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 1983 – 1987 ในรุ่นย่อย AE85 และ AE86

จนกระทั่งรุ่นสุดท้าย เจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 1995 และปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันในปี 1998 ก่อนจะเลิกขายไปในช่วงกลางปี 2000 เนื่องมาจากตลาดรถยนต์ 2 ประตู Coupe เสื่อมความนิยม ไม่คุ้มค่าต่อการผลิตต่อไป

สำหรับ “Levin” เป็นคำที่ใช้ใน Poetic word (บทกวีนิพนธ์) ซึ่งมาจากคำว่า “Lightning” (หรือ ฟ้าแลบ) ซึ่งทาง Toyota ให้ความหมายไว้ประมาณนี้ แต่บางข้อมูลก็บอกว่า เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า Corolla + Twincam

Toyota-Corolla-II

3. Toyota Corolla II (1982 – 1999)

Toyota Corolla II (โตโยต้า โคโรลล่า ทู) เป็นการแตกหน่อออกมาจากรถ Sub-Compact ขนาดเล็กรุ่นดังของ Toyota อย่าง Tercel และ Corsa เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม 1982 กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น

ผลิตออกจำหน่ายด้วยกันถึง 4 เจเนอเรชั่น ก่อนจะตัดสินใจเลิกผลิตไปเมื่อกลางปี 1999 เพื่อลดความซ้ำซ้อนของรถยนต์ในสายการผลิต

ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Corolla II นี้ ก็เพราะว่า Toyota ตั้งใจจะให้เป็นน้องชายของ Corolla ผู้พี่ โดย Corolla II ได้เริ่มจำหน่ายในเครือข่ายจำหน่าย Corolla แทนที่รุ่น Tercel ที่ถูกย้ายไปจำหน่ายในเครือข่ายของ Vista นั่นเอง

Toyota-Corolla-FX

4. Toyota Corolla FX (1984 – 1995)

Toyota Corolla FX (โตโยต้า โคโรลล่า เอฟเอ็กซ์) เป็นการแตกหน่อออกมาจาก Corolla Toyota กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1984

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันถึง 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะเลิกผลิตไปราวๆ กลางปี 1995

คำว่า “FX” นั้นแปลงมาจากคำว่า “FF 2-Box” นั้นหมายถึงว่ารถรุ่นนี้ เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และมีรูปทรงรถแบบ 2 Box นั่นเอง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุโรป จนกระแสนี้มาถึงญี่ปุ่นด้วย

Toyota-Corolla-Ceres

5. Toyota Corolla Ceres (1992 – 1998)

Toyota Corolla Ceres (โตโยต้า โคโรลล่า เซเรส) ถือกำเนิดในช่วงยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังบูม ฟองสบู่ยังไม่แตก ด้วยรูปแบบของรถ Hardtop Compact 4 ประตู ครั้งแรกของตระกูล Corolla ที่นิยมมากในยุค 90 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 1992 คู่กันไปกับรถฝาแฝดอย่าง Toyota Sprinter Marino ก่อนจะเลิกผลิตไปในเดือนมิถุนายน 1998

Ceres เป็นชื่อที่มาจาก เทพีเซเรส ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน เป็นเทพีแห่งพืชผลที่กำลังเจริญเติบโต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าธัญพืช) และความรักของมารดา

Toyota-Corolla-Spacio

6. Toyota Corolla Spacio (1997 – 2007)

Toyota Corolla Spacio (โตโยต้า โคโรลล่า สปาซิโอ) เป็นครั้งแรกของตระกูล Corolla กับรถในรูปแบบ Minivan MPV ที่กำลังบูมในช่วงปลายยุค 90 บนพื้นฐานเดียวกันกับ Toyota Corolla Sedan แต่มีที่นั่งด้วยกัน 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ส่วนในเวอร์ชั่นยุโรป ถูกแยกออกไปใช้ในชื่อว่า “Corolla Verso”

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันเพียง 2 เจเนอเรชั่นเท่านั้น ก่อนจะเลิกผลิตไปในช่วงเดือนมิถุนายน 2007

สำหรับ Spacio เป็นคำที่แผลงมาจากภาษาอิตาลี “Spazio” ที่หมายความว่า “ห้อง” หรือ “พื้นที่” (Space ในภาษาอังกฤษ)

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

7. Toyota Corolla Fielder (2000 – 2018)

Toyota Corolla Fielder (โตโยต้า โคโรลล่า ฟีลด์เดอร์) เป็นรุ่นย่อยของ Corolla ในตระกูล Corolla Van และ Wagon ที่ใช้กันมา นับตั้งแต่เปิดตัวเจเนอเรชั่นแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 เป็นรถแวกอนที่มีพื้นฐานเดียวกับในรุ่น Sedan ผลิตขายกันมา 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะยุติบทบาทชื่อนี้ไปในช่วงปี 2018

และในส่วนของ Corolla Van รุ่นดั้งเดิม ก็ถูกจับแยกออกไปทำตลาดเป็นรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะเลยในชื่อ Probox

คำว่า “Fielder” ในภาษาอังกฤษ มีได้หลายความหมาย เช่น คนรับลูกในกีฬาเบสบอลและคริกเก็ต แต่ในความหมายที่ Toyota ให้ไว้นั้น หมายถึง การทัศนศึกษา หรือมีกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งอื่นๆ

Toyota-Corolla-Runx-JDM

8. Toyota Corolla Runx (2001 – 2006)

Toyota Corolla Runx (โตโยต้า โคโรลล่า รังซ์) เป็น Corolla เวอร์ชั่น Hatchback ที่กลับมาเปิดตลาดในญี่ปุ่นอีกครั้ง กับเจเนอเรชั่นที่ 9 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2001 แต่รุ่นนี้จะเน้นการทำตลาดในยุโรปมากกว่า ด้วยรูปแบบ 3 ประตู Hatchback (เวอร์ชั่นยุโรป) และแบบ 5 ประตู Hatchback

พร้อมกับใช้ชื่อนี้ ขายกันมาจนถึงประมาณเดือนตุลาคม 2006 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อรุ่นไปเป็น “Auris” แทน …

สำหรับชื่อรุ่น “Runx” เป็นการรวมเอาคำว่า Run และเพิ่มคำว่า “X” เข้าไป

Toyota-Corolla-Rumion

9. Toyota Corolla Rumion (2007 – 2015)

Toyota Corolla Rumion (โตโยต้า โคโรลล่า รูเมี่ยน) เปิดตัวออกมาขายด้วยชื่อนี้ เพียงแค่โฉมเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นการสานต่อมาจากรุ่น Spacio กับรถในรูปแบบ Tall Wagon Compact ซึ่งเป็นรถรุ่นเดียวกับ Scion xB ที่ Toyota ผลิตจำหน่ายใน USA และ Toyota Rukus ในออสเตรเลีย

โดยรุ่นนี้ใช้พื้นฐานร่วมกันกับรุ่น Auris และ Blade มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร และ 1.8 ลิตร

ชื่อรุ่นย่อยนี้ เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า “Roomy” และ “Unique” ด้วยห้องโดยสารที่ให้การใช้งานแบบอเนกประสงค์ ไม่เหมือนใคร

Toyota-Corolla-Axio

10. Toyota Corolla Axio (2006 – 2019)

Toyota Corolla Axio (โตโยต้า โคโรลล่า แอกซิโอ้) เป็นการแยกกัน Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น กับ Corolla เวอร์ชั่นรุกตลาดโลก เอาใจตลาดบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น เน้นใช้งานง่าย ดีไซน์ดูสุขุม และราคาถูก ซึ่งถูกใจผู้ใช้รถชาวญี่ปุ่นมากกว่า

เริ่มด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2006 ในรุ่น 4 ประตู Sedan ผลิตออกมาด้วยชื่อต่อท้ายนี้เพียงแค่ 2 เจเนอเรชั่น ก่อนจะหวนกลับไปใช้ชื่อ Corolla เพียวๆ แบบเดิมอีกครั้ง …

สำหรับชื่อของ Axio นั้นมาจากในภาษากรีก “Axia” ที่หมายถึง “คุณค่า” และ “คุณภาพ”

Toyota-Corolla-Cross-2020

11. Toyota Corolla Cross (2020 – ปัจจุบัน)

Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) ใหม่ นับเป็นรถอเนกประสงค์ SUV เปิดตัวครั้งแรกของโลกในไทยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ทั้วในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ที่มาพร้อมสโลแกน A New Journey…ให้ชีวิตเดินทาง กับเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตเพื่อที่สุดของความสะดวกสบาย

แนวคิดของรถคันนี้คือ “การนำ DNA ของรถยนต์โคโรลล่า มาพัฒนาให้เกิดเป็นรถยนต์อเนกประสงค์” รวมทั้งความหรูหรา พร้อมประโยชน์ใช้สอยที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า “ความแข็งแกร่งสำหรับชีวิตในเมือง” (Urban Toughness)

คำว่า Cross มีความหมายได้หลายความหมาย เช่น ข้าม, กากบาท หรือไม้กางเขน หรือจะเป็นคำย่อมาจากคำว่า Crossover และยังหมายถึงคำว่า โกรธ ได้อีกด้วย เป็นต้น

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ Toyota Corolla รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อ Toyota Corolla รุ่นเหล่านี้มาใช้ดู เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน