ค้นหาบทความ

Category : คลังความรู้

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะนำรถไปขับขี่บนท้องถนน จำเป็นต้องมีใบขับขี่กันเสียก่อนแล้ว รู้ไหมครับว่าเวลาไป “สอบใบขับขี่ เราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง” วันนี้แฟรงค์มิตรรักนักขับได้รวบรวมมาบอกคุณแล้ว

เอกสารที่ต้องเตรียมตอนไปสอบใบขับขี่

5-Tricks-For-Get-Driving-License

1.ใบเอกสารการจองอบรม

ก่อนจะไปสอบใบขับขี่ แฟรงค์แนะนำให้จองคิวอบรมก่อนนะครับ โดยสามารถเข้าไปจองได้ที่ DLT e-Booking ได้เลยครับ เมื่อจองเสร็จแล้วเราจะได้เป็นไฟล์ Ticket ที่จะบอกรายละเอียด ชื่อ ที่อยู่ รวมถึงวัน – เวลาในการอบรมของเรามา ให้เราปรินท์ใบนี้แล้วนำไปในวันสอบใบขับขี่ด้วยนะครับ

2. บัตรประชาชนตัวจริง

ต้องเป็นบัตรประชาชนตัวจริงนะครับ ใช้สำเนาไม่ได้นะ โดยต้องใช้บัตรที่ชื่อและใบหน้าในบัตรยังชัดเจน ไม่เลือนด้วยนะครับ

3.ใบรับรองแพทย์

เนื่องจากผู้ขอใบขับขี่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน โดยเราจะต้องนำหลักฐานใบรับรองแพทย์ที่มีผู้รับรองกำหนด และตราประทับสถานพยาบาลชัดเจน มาด้วยในวันสอบใบขับขี่ โดยที่ใบรองแพทย์จะต้องมีอายุไม่เกิน 1 เดือนด้วยนะครับ

5-Tricks-For-Get-Driving-License

4.ใบอนุญาตขับรถฉบับเดิม (ในกรณีที่ไปต่อใบขับขี่)

อันนี้เฉพาะคนที่มีใบขับขี่อยู่แล้ว และต้องการไปต่อใบขับขี่นะครับ คนที่ไม่เคยมีหรือต้องการไปทำใบขับขี่ใบแรกไม่ต้องนะ

5. เตรียมความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ไปด้วยนะ

เพราะเมื่อถึงวันสอบ เราจะต้องผ่านการทดสอบมากมาย ทั้งการอบรมเบื้องต้น การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย สอบภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

ถ้าใครกังวล กลัวว่ายังเตรียมความรู้ไม่แน่นพอ ก็สามารถอ่าน ข้อสอบใบขับขี่ 2563 สำหรับรถยนต์และมอไซค์ ฉบับอัปเดต! เตรียมความพร้อมได้นะครับ ไปถึงจะได้สอบผ่านฉลุย และที่สำคัญ ต้องทำ “ประกันรถยนต์” จาก Frank.co.th ไว้ดูแลด้วยนะครับ

หากเราย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000 ตอนนั้นหลายกำลังตื่นเต้นกับความเป็นยุค “มิลเลนเนียม” หรือ “สหัสวรรษใหม่” และ “Y2K” กันเอามากๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นในอดีตก็ยังถือว่ามีราคาที่แพงมากในการเข้าถึง เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์หรูๆ จากญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่ต้องเรียกว่ามีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นหลายคนอาจจะยังเป็นเด็ก อาจจะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่สามารถเป็นเจ้าของรถได้ ก็ต้องเก็บความอยากได้ ความชื่นชอบ เอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไป 20 ปี (ปี 2563) รถหรูระดับ Mid-Size หรือ Full-Size เหล่านี้ ราคาก็ตกลงมามากแล้ว บางคันอาจจะถูกแบบเหลือเชื่อ ถูกกว่ารถ Eco-Car ในปัจจุบัน หรือราคาต่ำกว่าแสนด้วยซ้ำไป! แต่ว่าจะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ ยังน่าเล่นในยุคนี้บ้าง MR.CARRO รวบรวมมาให้ชมกัน …

2000-Audi-A6

ภาพจาก Benny Thanutpon

1. Audi A6 2.4 Tiptronic ราคา 2,720,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

สำหรับ Audi A6 (ออดี้ เอ6) ในรหัสรุ่น C5 ก็นับว่าเป็นรถยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2542 ซึ่งในเวลานั้น บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย Audi A6 รุ่นนี้ ขุมพลังแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร V6 DOHC 30 วาล์ว 165 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

มีตัวเลือกทั้งรุ่นขับหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และแบบ Avant ให้เลือก โดยเป็นการนำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2543 จึงเพิ่มรุ่นประกอบในประเทศด้วย

2000-BMW-523-iA

ภาพจาก ซื้อขายรถยนต์นำเข้า รับจำนำรถยนต์

2. BMW 523iA (MY2000) ราคา 2,999,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 140,000 – 170,000 บาท

BMW Series 5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) รหัส E39 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เป็นรุ่นสุดท้ายที่ ยนตรกิจ ขายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ของ BMW จากเยอรมนี จะเข้ามาสานการขายต่อในปี 2541

สำหรับ BMW 523iA ในเวลานั้นถือว่าเป็นรถที่ขายดีมาก ภายในหรูหรา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ 184 แรงม้า

2000-BMW-730iAL

ภาพจาก Boyd Saharat

3. BMW 730iAL ราคา 7,083,400 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 300,000 บาท

BMW Series 7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รหัส E38 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทคในราคาที่แพงระยับในยุคนั้น โดยในรุ่นย่อย 730iAL จัดเป็นรุ่นที่มีระยะฐานล้อยาวเป็นพิเศษ นั่งสบายดั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ในราคามือสองที่ถูกกว่าอีโคคาร์ สำหรับท่านประธานขี้เมื่อยโดยเฉพาะ

สำหรับรุ่นนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส M60B30 แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว 215 แรงม้า

2000-Citroen-XM

ภาพจาก Motor 1

4. Citroen XM 3.0i V6 24 V ราคา 3,300,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท

Citroen XM (ซีตรอง เอ็กซ์เอ็ม) กลายเป็นรถที่คนเล่นกันเฉพาะกลุ่มไปแล้ว สำหรับ XM ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราในแบบฝรั่งเศส ช่วงล่างแบบระบบไฮแดรกทีฟ ใช้เซ็นเตอร์ 5 ตัว คอยตรวจจับการทำงาน และปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพถนนได้ ให้ความนุ่มนวลมากถึง 85% ตลอดระยะทางการขับขี่ เกาะถนน

เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2534 มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร, ขนาด 3.0 ลิตร และแบบ Break แวกอน ส่วนในรุ่น 3.0 ลิตร ที่เรานำมาเสนอนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ZPJ แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า

2000-Lexus-LS

5. Lexus LS400 ราคา 6,580,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 250,000 – 320,000 บาท

Lexus LS400 (เลกซัส แอลเอส 400) ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น “ไม่ใช่แค่รถยนต์ เลกซัส ยานยนต์ปฏิวัติ” เพื่อลุยตลาดโลกของ Lexus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Toyota Celsior (โตโยต้า เซลซิเออร์) เป็นรถรุ่นแรกที่ Toyota เลือกใช้แบรนด์ Lexus ส่งไปลุยตลาดยุโรป และอเมริกา ก่อนจะเปิดตัวขายในบ้านเราเป็นรุ่นชูโรงเมื่อปี 2535

ส่วนในรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 2 (ที่พัฒนามาจากเจนฯ แรก) เผยโฉมกันในปี 2540 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร รหัส 1UZ-FE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว VVT-i 290 แรงม้า แถมยังมีระบบความปลอดภัยเพียบ ทั้งระบบเบรก ABS/EBD ระบบการควบคุมการทรงตัว VSC และระบบยึดเกาะถนน TRC เป็นต้น

2000-Mercedes-Benz-E-240

ภาพจาก Seven Car

6. Mercedes-Benz E 240 ราคา 3,950,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 330,000 บาท

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัส W210 ขวัญใจอาเสี่ยในยุค 90 ที่ตอนนี้ราคาถูกกว่าอีโคคาร์ซะอีก แต่ได้ขับหรือนั่ง ก็ดูเท่กว่าเห็นๆ โดยในบ้านเราก็มีเจ้า เบนซ์ ตากลม รุ่นนี้ให้เลือกกันอยู่หลายรุ่นย่อย แต่ที่เรายกมาคันนี้ คือรุ่นย่อยที่แพงที่สุดในปี 2543 ซึ่งในบ้านเรามีทั้งรุ่นประกอบในประเทศ และรุ่นนำเข้าอย่าง E 240 2.6

สำหรับ E 240 ใช้ขุมพลังขนาด 2.4 ลิตร รหัส M112.911 แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า และในตัว E 240 2.6 เป็นแบบขนาด 2.6 ลิตร แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

2000-Mercedes-Benz-S-500-L

7. Mercedes-Benz S500L ราคา 13,100,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 580,000 – 700,000 บาท

Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) รหัส W220 ที่สุดของความหรูหรา สำหรับ “ท่านประธาน” เท่านั้น! ขายในไทยตั้งแต่ปี 2541 มีรุ่นยอดนิยมในตลาดรถมือสอง อาทิเช่น S280, S 320 L และ S 500 L โดยรุ่นแพงที่สุดคงต้องเป็นรุ่นย่อย “S 500 L” ฐานล้อยาว สำหรับท่านประธานที่ชอบความสบายของการยืดขาสุดๆ มีเฉพาะรถนำเข้าเท่านั้น ในราคาออกใหม่หลักสิบล้าน! แต่ตอนนี้ราคาเท่าอีโคคาร์!

สำหรับ S 240 ใช้ขุมพลังขนาด 5.0 ลิตร รหัส M113 E50 แบบ V8 SOHC 24 วาล์ว 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 460 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เรียกว่าแรงสั่งได้เลยทีเดียว!

2000-Peugeot-605

8. Peugeot 605 SV 3.0 ราคา 2,275,890 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 บาท

Peugeot 605 (เปอโยต์ 605) อันนี้จัดว่าเป็นรถในระดับ Executive Car “The Leader of the Lions” รถธงของค่ายเปอโยต์ อันน่าภาคภูมิใจอีกรุ่น แม้ว่าคนเล่นรถส่วนใหญ่จะลืมไปแล้วก็ตาม … สำหรับ 605 ซึ่งในไทยมีขายทั้งรุ่นแรก และโฉมไมเนอร์เชนจ์เลย ซึ่งในตลาดโลกรุ่นนี้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 แต่ในราคาที่ทาง MR.CARRO อ้างอิงมา ในปี 2543 ยังคงมีขายเหลืออยู่ครับ

บ้านเรามีทั้งรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 130 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Citroen XM นั่นแล …

2000-Toyota-Crown-Royal-Saloon

9. Toyota Crown 3.0 Royal Saloon เบาะหนังแท้ ราคา 3,750,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 350,000 บาท

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจเนอเรชั่นที่ 11 สะท้อนศักดิ์ศรี แห่งความเป็นเลิศ ในแบบฉบับญี่ปุ่น เป็นรถยอดนิยมของผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2543 มีทั้งรุ่น Royal Saloon เบาะผ้า และรุ่นเบาะหนังแท้ หรูหราในแบบญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ETCS-i (Electronic Throttle Control System Intelligent) ช่วยให้การขับขี่ที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ทำงานเต็มกำลังและประหยัดน้ำมัน

2000-Volvo-S80

10. Volvo S80 ราคา 2,980,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

Volvo S80 (วอลโว่ เอส80) ความหรูหราเรียบง่ายแบบสวีเดน ผสานกับการใช้สอยที่ลงตัว โดยโฉมนี้บ้านเราเปิดตัวในปี 2543 มีดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Volvo รุ่นที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้

โฉมนี้ในบ้านเรามาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.3 ลิตร รหัส B5234T7 แบบ 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว Light Pressure Turbo 193 แรงม้า

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ราคารถมือสอง 10 รุ่นข้างต้นนี้ เป็นราคารถยนต์มือสองที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาของราคารถมือสอง ในปี 2543

  • นิตยสารวัฏจักรรถ 2000 ปีที่ 11 (1) ฉบับที่ 597 (44) วันจันทร์ที่ 6 – 13 มีนาคม 2543
10-Cheapest-New-Automatic-Cars-2020

ถ้าจะให้พูดถึงการขับรถในปัจจุบัน ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ๆ มักเจอปัญหารถติดกันทุกวัน การจะขับรถเกียร์ธรรมดาขณะรถติดทุกวันนั้น สุขภาพเข่าซ้ายก็คงไม่สู้ดีนัก ต้องเหยียบคลัทช์กันจนขาล้าเลย และคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ ก็ขับรถเกียร์ธรรมดากันไม่ค่อยเป็นแล้ว …

รถเกียร์ออโต้ (หรือรถเกียร์อัตโนมัติ) ในอดีต มักจะเป็นรถราคาแพง หรือรถรุ่น Top ของรุ่นนั้นๆ … มาจนถึงยุคปัจจุบัน รถเกียร์ออโต้ กลายเป็นของธรรมดาสามัญมาก มีให้เลือกในทุกรุ่น ไม่เว้นแม้แต่รถราคาถูก ก็มีให้เลือกซื้อเลือกใช้กัน

MR.CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ รถเกียร์ออโต้ป้ายแดงราคาถูกสุด ประจำปี 2020 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

Suzuki-Celerio

1. Suzuki Celerio GL CVT ราคา 398,000 บาท

Suzuki Celerio (ซูซูกิ เซเลริโอ) รถ Eco-Car น้องเล็กจาก Suzuki ที่ขายในบ้านเรา ชู 3 จุดเด่น ด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง หลังคาตัวรถสูง ให้สมรรถนะเกินตัว ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม สูงถึง 22 กม./ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : กุญแจรีโมท, เซ็นทรัลล็อค, กระจกไฟฟ้า, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ล้อกระทะ 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบ

Nissan-March

2. Nissan March 1.2E CVT ราคา 495,000 บาท

Nissan March (นิสสัน มาร์ช) จัดเป็น “Eco-Car” รุ่นแรกของไทยที่ผลิตขายอย่างเป็นทางการในปี 2553 มีจุดเด่นที่ขนาดตัวรถเล็ก ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย ขับง่าย มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ประหยัดน้ำมันได้สูงถึง 20 กม./ลิตร

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED, ไฟท้าย LED, สปอยเลอร์หลัง, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, กุญแจรีโมท, เบาะนั่งด้านหลังพับ 60:40, เครื่องเสียง CD/MP3 พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD และล้อกระทะขนาด 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบ

Honda-Brio

3. Honda Brio V CVT ราคา 495,000 บาท

Honda Brio (ฮอนด้า บริโอ้) อีโคคาร์อเนกประสงค์ 5 ประตู ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว คุ้มค่าในการใช้งาน ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ เปิดตัวออกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 90 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : แอร์อัตโนมัติ, เครื่องเสียงแบบ 2DIN พร้อม USB, สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, กระจกไฟฟ้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และล้อแม็กขนาด 14 นิ้ว

Nissan-Almera-2020

4. Nissan Almera Turbo S CVT ราคา 499,000 บาท

Nissan Almera (นิสสัน อัลเมร่า) จัดเป็น Eco-Car ขนาด 4 ประตูรุ่นแรกของไทยที่ยังมีขายอยู่ในปัจจุบัน มาในรูปแบบ “เรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า-ไฟท้าย ทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (Kick-Up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (Floating Roof)

เครื่องยนต์สมรรถนะดี เร่งแซงได้ทันใจ ในรหัส รหัส HRA0 ให้แรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร ที่ 2,400-4,000 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร และให้อัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT พร้อม D-Step Logic

https://www-asia.nissan-cdn.net/content/dam/Nissan/th/vehicles/almera/All-New-Nissan-Almera-2019/Thumb/All-New-Almera-Thumb-S.jpg.ximg.l_12_m.smart.jpg

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ: กุญแจรีโมท, กระจกไฟฟ้า, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD/BA, เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC), เทคโนโลยีออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA), ระบบกุญแจ Immobilizer และล้อกระทะเหล็ก 15 นิ้ว

Suzuki-Swift

5. Suzuki Swift GA CVT ราคา 499,000 บาท

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) รถ Eco-Car รุ่นใหม่จากค่ายซูซูกิ ที่นำพาความสปอร์ตมาอย่างเต็มที่ ทั้งภายนอกและภายใน โดดเด่นด้วยมาตรวัดแบบสปอร์ต เบาะนั่งแบบสปอร์ต ช่องเก็บของมากมาย พร้อมพื้นที่เก็บของด้านหลังที่มากถึง 265 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 83 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ CVT

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟท้าย LED, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, กระจกไฟฟ้าคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Hold Control, ระบบ Idling Stop และล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบ (รุ่นนี้ไม่มีวิทยุมาให้ แต่มีลำโพงคู่หน้าให้)

New-Mitsubishi-Mirage-2020

6. Mitsubishi Mirage GLX CVT ราคา 509,000 บาท

Mitsubishi Mirage (มิตซูบิชิ มิราจ) อีกหนึ่งรถ Eco-Car จาก มิตซูบิชิ ตัวรถที่ขนาดเล็กน่ารัก ด้วยดีไซน์สปอร์ตรอบคัน มาพร้อมกับออพชั่นใหม่ๆ และอุปกรณ์ความปลอดภัยเพียบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 78 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร เรียกได้ว่าน่าใช้อีกรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟ LED ที่กันชนหน้า, กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว LED, ไฟท้าย LED, กุญแจรีโมท, เบาะนั่งด้านหลังพับ 60:40, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, ระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI และระบบเชื่อมต่อบลูทูธ, สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, สวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบป้องกันการลื่นไถล และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA

Honda-Brio-Amaze

7. Honda Brio Brio V CVT ราคา 517,000 บาท

Honda Brio Amaze (ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ) อีโคคาร์ซีดาน 4 ประตู ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว คุ้มค่าในการใช้งาน ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ เปิดตัวออกมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 90 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : แอร์อัตโนมัติ, เครื่องเสียงแบบ 2DIN พร้อม USB, สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, กระจกไฟฟ้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และล้อแม็กขนาด 14 นิ้ว

 

MG3

8. MG3 1.5C ราคา 519,000 บาท

MG3 (เอ็มจี3) จัดเป็นรถซิตี้คาร์ที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่น มารูปทรงสไตล์สปอร์ต ภายใต้แนวคิด Brit Dynamic น่าใช้ พร้อมออพชั่นที่ให้มากมายเกินคาด ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 112 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ: ไฟหน้าโปรเจคเตอร์, ระบบปรับไฟหน้าสูง-ต่ำ, กระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยว, ไฟท้าย LED, ไฟตัดหมอกหลัง, กุญแจรีโมท, ระบบ Bluetooth + ช่อง USB, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบควบคุมเบรกขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อลดเกียร์ต่ำฉับพลัน MSR, Follow Me Home Light, ระบบล็อคประตูอัตโนมัติ และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว

New-Mitsubishi-Attrage-2020

9. Mitsubishi Attrage GLX CVT ราคา 529,000 บาท

Mitsubishi Attrage (มิตซูบิชิ แอททราจ) ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Mirage แต่ออกแบบเป็นรถ 4 ประตู ตัวรถดีไซน์สปอร์ต ภายในหรูหรา กว้างขวาง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 78 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.8 กม./ลิตร

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟ LED ที่กันชนหน้า, กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว LED, ไฟท้าย LED, กุญแจรีโมท, เบาะนั่งด้านหลังพับ 60:40, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, ระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI และระบบเชื่อมต่อบลูทูธ, สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, สวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบป้องกันการลื่นไถล และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA

Toyota-Yaris-ATIV-2020

10. Toyota Yaris ATIV Entry ราคา 529,000 บาท

Toyota Yaris Hatchback (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) รถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตูขนาดเล็ก ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยรุ่น ห้องโดยสารดีไซน์ทันสมัย กว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระมากมาย ขับง่าย หาที่จอดง่าย มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้า และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i

https://www.toyota.co.th/media/files_usage/product/large/9735db93bc875c36a3c7b65b9991cb1d3194c55c144293800b5d5ca84e38ad3f.png

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : วิทยุ พร้อม USB และ AUX, สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และโทรศัพท์ บนพวงมาลัย, กุญแจรีโมท, กระจกไฟฟ้า, ระบบเบรก ABS/EBD/ฺBA, ระบบควบคุมเสถียรภาพ VSC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC, ถุงลมนิรภัย 7 ใบ และล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบ

MR.CARRO หวังว่า 10 อันดับ รถเกียร์ออโต้ป้ายแดงราคาถูกสุดที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ก็ลองขายรถคันเดิมของคุณกับทาง Carro ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง!

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

Trick-To-Get-Secondhard-Car-For-You

สำหรับใครที่มองหารถยนต์สภาพดี คุณภาพไม่มีที่ติ นอกเหนือจากรถยนต์มือหนึ่งป้ายแดงแล้ว รถยนต์มือสองก็ตอบโจทย์ได้ไม่แพ้ใครเหมือนกันนะครับ แถมยังมีราคาที่ประหยัดกว่า เรื่องของคุณภาพก็แทบจะไม่ต่างกับมือหนึ่งมากนัก

เทคนิคง่ายๆ ซื้อรถมือสองให้คุ้ม

แต่แน่นอนว่าการซื้อรถมือสองนั้นมีเงื่อนไข และการตรวจสอบ การตรวจเช็กสภาพรถก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ใครเลยด้วยนะ เพราะถ้าเราเจอคนขายที่ไว้ใจได้ก็ถือว่าโชคดีของเรา แต่หากเจอกับมิจฉาชีพ คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไร ดังนั้น Masii เลยมีเทคนิคการเลือกซื้อรถมือสองแบบง่ายๆ มาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กันครับ

Trick-To-Get-Secondhard-Car-For-You

ราคาต้องเหมาะสม

สำหรับรถมือสองนั้นต้องยอมรับก่อนว่ามีหลากหลายราคาเอามากๆ ให้เราเลือกได้อย่างอิสระ และเหตุที่ทำให้รถมือสองนั้นมีราคาที่แตกต่างกันออกไปก็เพราะยี่ห้อรถ รุ่นรถ รวมไปถึงเลขไมล์ และสภาพรถที่ใช้งานมา ดังนั้นเราก็ต้องเลือกดูยี่ห้อ รุ่น ให้เหมาะสมกับเรทราคาที่เราตั้งไว้ สภาพต้องดี

ใครๆ ก็อยากได้รถสภาพดีๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง แต่ถ้าหากเลือกมองราคาถูกไว้ก่อน กลับได้รถมือสองมาในสภาพที่ไม่โอเค ต้องคอยไปเสียค่าซ่อมตามหลัง แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกซื้อรถมือหนึ่ง ทางที่ดีเราควรเช็กสภาพรถมือสองอย่างละเอียดให้ครบถ้วน ถ้าไม่มั่นใจก็ลองให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือมีความรู้มาตรวจดูจะดีที่สุด

ดูรถหลายๆ คัน

ต้องมีความใจเย็นในการเลือกซื้อรถมือสอง ค่อยๆ ตัดสินใจไปทีละขั้นตอน และถ้าหากมีเวลา ให้เราลองเปรียบเทียบรถมือสองที่เราต้องการดูแต่ละที่ และเก็บข้อมูลเพื่อประกอบตัดสินใจอีกครั้ง

Trick-To-Get-Secondhard-Car-For-You

เลือกแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือ

ใช่ว่าเราจะซื้อรถมือสองที่ไหนก็ได้นะครับ บางที่อาจจะมาอยู่ในรูปแบบมิจฉาชีพ หลอกหลวงเรา นำเสนอโดยการให้ราคาที่พิเศษกับเรา แต่ที่แท้อาจจะเลือกรถยนต์ที่ย้อมแมวมาขายให้กับเรา ดังนั้น การเลือกซื้อผ่านบริษัทที่ได้รับความน่าเชื่อถือจะช่วยให้เราอุ่นใจได้รถมือสองที่คุณภาพดีแน่นอน ต่อให้ซื้อรถยนต์มือสองแล้ว การทำประกันรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน หากเกิดอุบัติเหตุใดๆ บนท้องถนน ประกันจะช่วยดูแลคุ้มครองเราอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ได้ทันที

มีข้อมูลสงสัยอยากสอบถาม โทรเข้ามาที่ 02 710 3100 เรามีทีมงานคอยให้คำตอบอยู่ครับ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

5-Ways-Prevent-Mouse-And-Cockroach-In-Your-Car

อีกหนึ่งปัญหาของคนที่ต้องจอดรถไว้นอกบ้าน หรือตามสถานที่กลางแจ้งเป็นประจำ หลายคนมักเจอ หนูเข้ารถ หนูกัดสายไฟรถ หรือมีแมลงสาบเข้าไปซ่อนตามมุมต่างๆ ของรถ ที่สร้างความเสียหาย กับการกัดสายไฟในรถ ส่งกลิ่นเหม็นๆ ไม่พึงประสงค์ ทั้งอึทั้งฉี่ เผลอๆ มันวิ่งโผล่มาทักทายที่ขาคุณ ตอนกำลังขับรถอยู่อีกต่างหากๆ!

นับได้ว่าเป็นเรื่องสยองขวัญในจิตใจคุณ และสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์คุณโดยไม่น้อยเลยทีเดียว และยังต้องใช้เงินในการซ่อมแซมรถ จากปัญหาดังกล่าวอีกไม่น้อย และยังเสียความรู้สึกอีกด้วย ว่าจะต้องเจออีกหรือไม่ ในกรณีที่กำจัดได้ไม่หมด

MR.CARRO จะมาแนะนำ 5 วิธี ป้องกันกองทัพหนู และแมลงสาบ บุกยึดรถยนต์ของคุณครับ!

5-Ways-Prevent-Mouse-And-Cockroach-In-Your-Car

1. รู้ถึงต้นตอของปัญหา

สาเหตุที่หนูและแมลงสาบ สามารถบุกเข้ามาในรถได้ มีอยู่หลากหลายปัจจัย อาทิ

– จอดรถในพื้นที่เสี่ยง เช่น ใกล้ท่อระบายน้ำ ใกล้ถังขยะ ที่เป็นแหล่งรวมหนูและแมลงสาบสารพัดชนิด เห็นรถของคุณเป็นที่พักพิง หรือมีรูผุ แตกปริส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่พวกนี้สามารถเข้ามาซ่อนได้บริเวณท่อแอร์ หรือรางน้ำฝน
– ชอบกินอาหารในรถ และทำหล่นตามส่วนต่างๆ ในรถ เลอะเทอะ หรือไม่ได้นำออกไปทิ้งนอกรถ ก็เป็นการเชิญแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาได้ ทั้ง มด หนู แมลงสาบ

5-Ways-Prevent-Mouse-And-Cockroach-In-Your-Car

2. หมั่นทำความสะอาดรถบ่อยๆ

การทำความสะอาดรถนับเป็นทางออกที่ดี และป้องกันแขกที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะบริเวณพื้นรถ พรมปูพื้น ตามซอกต่างๆ ที่เก็บของข้างประตู หรือในแผงฟิวส์ด้านข้างประตูรถบางรุ่น ซอกระหว่างเบาะที่นั่ง และห้องเครื่องยนต์ เพราะหนู และแมลงสาบ สามารถเข้าไปซ่อนทำรังได้ ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นในการดูดเพื่อความง่ายต่อการทำความสะอาด

5-Ways-Prevent-Mouse-And-Cockroach-In-Your-Car

3. ไล่แขกไม่ได้รับเชิญ

เมื่อคุณพบเจอหนู หรือแมลงสาบ ใกล้ๆ ที่คุณจอดรถ สามารถใช้ลูกเหม็น หรือแอมโมเนียไปวางตามที่คุณจอดรถ เพื่อไล่หนู หรือจะใช้ยาเบื่อหนู และกาวดักหนูวางไว้แทนก็ได้ หรือจะเลี้ยงแมวไว้แถวๆ ที่จอดรถก็ได้ เพราะกลิ่นของแมวหนูมักกลัว

ส่วนถ้าเจอในรถ หรือในห้องเครื่องยนต์ นำน้ำผสมกับพริกป่นฉีดเข้าไปบริเวณที่เจอรอยเท้าหนูเข้ามาเยอะๆ ก็ฉีดเน้นเข้าไปตรงนั้น หากจอดรถในบ้านที่มีแสงสว่าง สามารถเปิดฝากระโปรงรถทิ้งไว้ได้ เพราะสัตว์พวกนี้ไม่ชอบที่สว่างๆ นัก

ส่วนการไล่แมลงสาบ นอกจากจะใช้ยาฆ่าแมลงฉีดตามจุดต่างๆ แล้ว ลองใช้ “ใบเตย” ไว้ในรถดู เพราะกลิ่นของใบเตยช่วยไล่แมลงสาบได้ แต่ต้องเช็ดให้แห้ง เพราะอาจกลายเป็นอาหารของแมลงไปซะได้

4. ปิดรูทุกจุด

ตามห้องเครื่องหรือส่วนต่างๆ ของตัวรถ อาจจะมีรูหรือช่องที่หนู กับ แมลสาบ เล็ดลอดเข้ามาได้ เมื่อพบเจอช่องที่คาดว่าสามารถเข้ามาได้ ก็จัดการอุดมันไว้ซะ หรือใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด มาล้อมรถซะเลย

5-Ways-Prevent-Mouse-And-Cockroach-In-Your-Car

5. ประกันชั้น 1 จ่าย ไม่ต้องห่วง

สำหรับกรณีที่รถของคุณโดนหนูกัดสายไฟในรถ แล้วประกันภัยจะรับผิดชอบหรือไม่? คำตอบคือ “รับครับ” แต่เฉพาะคนที่ทำประกันภัยชั้น 1 เอาไว้เท่านั้นนะครับ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องของของค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) และพร้อมกับถ่ายรูปมุมที่มีปัญหาเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ประกันภัยทราบ ถ้าคุณทำประกันภัยรถยนต์ชั้นอื่น ก็เตรียมตัวเสียเงินตามระเบียบ

นี่ล่ะครับ 5 วิธีกำจัดหนูและแมลงสาบในรถของคุณอย่างง่ายๆ ที่ควรลองทำดู แต่ทางที่ดี ก็ควรหาที่จอดรถในที่ที่เหมาะสม และพยายามไม่กินอะไรจนหกเลอะเทอะในรถนะครับ เป็นดีที่สุด

สำหรับใครที่ยังนึกไม่ออกว่า ขายรถที่ไหนดี? เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Why-Pearl-Color-Expensive-More-Other-Colors

ถ้าจะให้ย้อนกลับในอดีต “รถสีขาว” เป็นรถที่คนส่วนใหญ่มักไม่นิยมกัน เพราะจะมองเป็นรถบริษัท หรือรถสำหรับใช้งานในหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งการดูแลรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยาก มองเห็นคราบสกปรกได้ง่าย และสีขาวจะหมองไว เปลี่ยนสีไปเป็นออกเหลืองๆ บวกกับเวลาซ่อมสี จะสังเกตได้ง่ายว่าสีบนพื้นผิวรถไม่เท่ากัน จึงต้องจ่ายค่าทำสีมากกว่าเดิม คนจึงไม่นิยมกันเท่าไหร่

ผิดกับทางฝั่งญี่ปุ่น “รถสีขาว” ได้รับความนิยมอย่างสูงมาตั้งแต่ในอดีต ที่ภายหลังพัฒนาจากสีขาวธรรมดาๆ ให้มาเป็น “สีเมทัลลิค” (Metallic) หรือ “สีมุก” (Pearl) อีกด้วย ซึ่งเพิ่มความสวยงามกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ดูมีเปล่งประกายเวลาสะท้อนกับแสงแดด

แต่วันนี้ MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง ว่าทำไม “สีขาวมุก” หรือสีพิเศษบางสี ราคาถึงต้อง “จ่าย” เพิ่มแพงกว่า

Why-Pearl-Color-Expensive-More-Other-Colors

กรรมวิธีการผลิตสีรถยนต์ โดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่ 3 แบบ คือ

1. Solid Color – คือ การพ่นสีตัวถังแบบทั่วไป มีต้นทุนไม่แพง เนื้อสีจะมันวาวในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สะท้อน ออกเรียบๆ ทึบๆ โดยพ่นสีเพียงแค่ชั้นเดียว มักนิยมในรถรุ่นพื้นฐาน หรือรถกระบะส่งของ เป็นต้น

2. Metallic Color – เป็นสีผสมผงโลหะ ที่เรียกว่า Metallic ปกติเเล้วตัวสีไม่มีความเงางาม แต่จะพ่นแล็กเกอร์เคลือบอีกหนึ่งชั้น เพื่อให้เกิดความเงางาม แวววาว ดูสีมีเม็ดประกาย และป้องกันผงโลหะเหล่านั้นหลุดร่อน

3. Pearl Color – มีขั้นตอนการพ่นสีหลายชั้น เช่น สีขาวมุก สีดำมุก ก็ต้องพ่นสีขาวธรรมดาก่อน แล้วเคลือบเงาด้วยการพ่นสีเมทัลลิก ทับเนื้อสีขาว ซึ่งอาจจะต้องพ่นกันหลายครั้งเพื่อให้เกิดประกายมุก แวววาว ซึ่งจะต่างจากสีอื่นที่สามารถผสมสี แล้วพ่นทีเดียวได้เลย แล้วจึงค่อยพ่นสีเคลือบเงาทับเป็นขั้นตอนสุดท้ายจนเงางามเวลาสะท้อนเเสงเกิดประกายมุก

Why-Pearl-Color-Expensive-More-Other-Colors

ในบ้านเรา ผมจำได้ว่ารถสีขาวมุก เริ่มบูมแรกๆ ในช่วงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ทาง Honda ทำ Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) ออกมาขายพร้อมกับสีขาวมุก และเป็นที่นิยมอย่างมาก จนรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ ต้องทำสีขาวมุกออกมาขายกันเป็นแถว เลยยิ่งทำให้รถสีขาวมุกได้รับความนิยม จนกลายเป็นสีมาตรฐานที่มีให้เลือกในรถหลายยี่ห้อจนถึงทุกวันนี้ และก็มีผู้คนนิยมจำนวนมาก แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มจากปกติ 6,000 – 15,000 บาท ก็ตาม

Why-Pearl-Color-Expensive-More-Other-Colors

แต่การใช้รถสีขาวมุกแล้ว การดูแลรักษารถที่ดีก็มีส่วนสำคัญในสีรถมีความสดใสยาวนาน วิธีง่ายๆ คือการล้างรถที่ถูกวิธี ไม่จอดรถตากแดดจัดๆ เป็นเวลานาน หรือจอดรถตากน้ำค้าง ตากฝน หรือใต้ต้นไม้ที่มีน้ำยาง เช่น มะม่วง แค่นี้สีรถของคุณ ไม่ว่าจะเป็นสีธรรมดา สีเมทัลลิก หรือสีมุก ก็พร้อมให้คนมาชื่นชมแล้วล่ะครับ

The-All-New-Mazda3-2019

สำหรับใครที่ยังนึกไม่ออกว่า ขายรถที่ไหนดี? เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Chevrolet-Thailand-20-Years-In-Business

นับตั้งแต่การประกาศของ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทย ภายในสิ้นปี 2563 และขายโรงงานประกอบรถยนต์ รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่ จ.ระยอง ให้ Great Wall Motors (เกรท วอล มอเตอร์ส) จากจีน ซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ไป ก็ทำให้ผู้คนในวงการยานยนต์ ตะลึงกันไปตามๆ กัน

สำหรับ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 ก็ล้วนมีทั้งเรื่องราวอันน่ายินดี และเรื่องราวที่น่าผิดหวัง ตามประสาบริษัทที่ทำธุรกิจ ก็ย่อมมีทั้งสิ่งที่ถูกใจลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย บริษัทอะไหล่ ปะปนกันไป ซึ่ง Chevrolet ก็จะอยู่ในหัวใจของคนไทยหลายๆ คน ตลอดไปอย่างแน่นอน …

MR.CARRO ขอนำเสนอเรื่องราวอันน่าโดดเด่น ของ GM และ Chevrolet ในประเทศไทย ในรอบ 20 ปี (2543 – 2563) ให้ทุกท่านได้อ่านกัน

1. เปิดตัวครั้งแรก ในงาน Motor Show 2000

Chevrolet กลับมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่แบรนด์ Opel (โอเปิล) ถูกเลิกขายในบ้านเราไป โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Bangkok Interational Motor Show 2000 ครั้งนั้น Chevrolet ได้นำรถมาโชว์อยู่หลากหลายรุ่น อาทิ รถต้นแบบ YGM-1, Chevrolet Zafira, Chevrolet Cavalier, Chevrolet Lumina และ Chevrolet Blazer

Chevrolet-Zafira

2. เปิดตัว Chevrolet Zafira

Chevrolet Zafira (เชฟโรเลต ซาฟิร่า) เป็นการบุกเบิกตลาดรถยนต์เอนกประสงค์รายแรกของประเทศไทย หรือ Compact MPV แบบ 5 ประตู เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส X18XE ECOTEC 115 แรงม้า ใน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.8 GL และ 1.8 CD

ต่อมาในปี 2544 เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 2.2 CDX ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส Z22SE ECOTEC 145 แรงม้า และเปลี่ยนรหัสใหม่ในเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ทุกรุ่นย่อย เป็นรหัส Z18XE ECOTEC 123 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และมีรุ่นย่อย รุ่นพิเศษต่อเนื่อง จนเลิกผลิตไปในปี 2548

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Zafira ในไทย

Chevrolet-Optra

3. เปิดตัว Chevrolet Optra

Chevrolet Optra (เชฟโรเลต ออพตร้า) ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Daewoo Lacetti โดยตัวรถได้สำนัก Pininfarina เป็นผู้ออกแบบ และ GMDAT บริษัทในกลุ่ม GM ใช้เวลาพัฒนากว่า 30 เดือน เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2546 ใช้เครื่องยนต์รหัส Z16XE ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า และรหัส Z18XE ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า

ในปี 2548 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเปิดตัวรุ่น Estate และในวันที่ 26 กรกฏาคม 2550 Chevrolet Optra ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกครั้ง ที่มาพร้อมรุ่นใช้ก๊าซ CNG ให้เลือก ในยุคน้ำมันแพง

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Optra ในไทย

4. เปิดตัว Chevrolet Lumina

Chevrolet เริ่มนำเข้ารถหรูในราคาไม่แพงจากออสเตรเลีย อย่าง Chevrolet Lumina (เชฟโรเลต ลูมิน่า) ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร 206 แรงม้า และต่อมานำเข้ารุ่นเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.6 ลิตร 255 แรงม้า แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก

Chevrolet-Colorado-Z71

5. เปิดตัว Chevrolet Colorado

กระโดดลงมาเล่นตลาดรถกระบะอย่างเต็มตัว กับ Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) ในปี 2547 ที่ผลิตจากโรงงานของ GM ใน จ.ระยอง เป็นการออกแบบร่วมกันระหว่าง GM กับ Isuzu ซึ่งของ Isuzu นั่นก็คือตัว D-Max นั่นเอง รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Commonrail ต่อมาในปี 2549 เปลื่ยนเป็น เครื่องยนต์ CTI ทั้ง 2.5 ลิตร 116 แรงม้า และ 3.0 ลิตร 146 แรงม้า พร้อมเพิ่มเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร CTI Max VGS Turbo 163 แรงม้า

ในช่วงปลายปี 2550 มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่ พร้อมรุ่นติดก๊าซ CNG ออกมาจำหน่ายในปี 2551 และในปี 2553 ได้มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกรอบ

Chevrolet-Aveo

6. เปิดตัว Chevrolet Aveo

หลังจากที่ Chevrolet เห็นว่าตลาดรถเก๋งของตนน่าจะไปได้สวย จึงเจาะตลาดรถ Sub-Compact ด้วยการส่ง Chevrolet Aveo (เชฟโรเลต อาวีโอ) ออกมาจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2549 ในแบบเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 94 แรงม้า พร้อมปรับเครื่องยนต์ให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

ก่อนจะปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 102 แรงม้า ในช่วงปลายปี 2552 และรุ่นติดตั้งก๊าซ CNG ในปี 2554

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Aveo ในไทย

Chevrolet-Captiva-Centennial-White-Edition

7. เปิดตัว Chevrolet Captiva

นับเป็นรถรุ่นที่ Chevrolet ขายในบ้านเรามายาวนานที่สุดอีกหนึ่งรุ่น สำหรับ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) เป็นรถยนต์ SUV ขนาดกลางแบบ 7 ที่นั่งของ Chevrolet ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์ออกแบบของ GM ในเมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร CRDi 150 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร 142 แรงม้า ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร 165 แรงม้า ในปี 2552

ในปี 2554 จึงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ และในปี 2555 จึงใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร Commonrail Turbo 163 แรงม้า และพัฒนาให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ ในปี 2557

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Captiva ในไทย

Chevrolet-Cruze

8. เปิดตัว Chevrolet Cruze

Chevrolet เปิดตัว Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) ที่เป็นแบบ Global Compact Car หรือ รถคอมแพกต์ซีดานระดับโลก ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วทุกมุมโลก มาขายในไทยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ใช้ขุมพลังขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า และขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Commonrail Diesel Turbo 150 แรงม้า

มีการปรับโฉมในเดือนมีนาคม 2556 และในเดือนสิงหาคม 2558 ก่อนจะเลิกขายไป

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Cruze ในไทย

9. เปิดตัวโรงงานผลิตเครื่องยนต์ Duramax

GM ประเทศไทย เปิดศูนย์การผลิตเครื่องยนต์ที่จังหวัดระยอง โดยผลิตเครื่องยนต์ Duramax 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร ในปี 2554 ด้วยมูลค่า 6,000 ล้านบาท

Chevrolet-Colorado-2014

10. เปิดตัว Chevrolet Colorado ใหม่

ในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 Chevrolet เปิดตัว Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) เจเนอเรชั่นที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ ชิ้นส่วนหลายอย่างยังใช้ร่วมกับ Isuzu D-Max ได้ ยกเว้นเครื่องยนต์ เกียร์ และส่วนประกอบของตัวถังกับภายในรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Duramax 150 แรงม้า และ 2.8 ลิตร Duramax 180 แรงม้า เป็นการเริ่มต้นโครงการใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ของ Chevrolet

Chevrolet-Sonic

11. เปิดตัว Chevrolet Sonic

สำหรับ Chevrolet Sonic (เชฟโรเล็ต โซนิค) เป็นรถยนต์ Sub-Compact ที่มาทดแทนรุ่น Aveo เปิดตัวช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งมีทั้งแบบ Northback 4 ประตู และแบบ Hatchback 5 ประตู ให้เลือก

ใช้ขุมพลัง 4 สูบรุ่นใหม่ของจีเอ็ม รหัส A14FXR ขนาด 1.4 ลิตร 100 แรงม้า และต่อมาอัพเกรดเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า รองรับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ E85 แต่สุดท้ายก็เลิกขายไป

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Sonic ในไทย

Chevrolet-Spin

12. เปิดตัว Chevrolet Spin

จัดเป็นรถที่มาไวไปไว สำหรับ Chevrolet Spin (เชฟโรเลต สปิน) รถ MPV 7 ที่นั่ง ที่ Chevrolet หวนกลับมาทำตลาดอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2556 โดยนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ใช้ขุมพลัง 1.5 ลิตร 107 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Driver Shift Control

13. ปรับโครงสร้างบริษัท

เมื่อ GM ในสหรัฐอเมริกาเจอวิกฤต ล้มละลาย นับตั้งแต่ปี 2552 บริษัทในเครือ GM ทั่วโลก ก็ถูกผลกระทบไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนต้องปรับลดคนงานมากถึง 30% พร้อมลดการผลิต เปลี่ยนทีมผู้บริหารกันค่อนข้างบ่อย ล่วงมาจนถึงการประกาศยุติกิจการในไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

14. 100 ปี รถกระบะ Chevrolet

เมื่อปี 2460 เป็นครั้งแรกที่ Chevrolet ผลิตรถกระบะขาย ก่อนจะได้รับความนิยมใน USA และได้รับความนิยมในทั่วโลกเวลาต่อมา

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

15. เปิดตัว Chevrolet Captiva

เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) ที่เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2562 นับว่าเป็นรถ Chevrolet รุ่นสุดท้ายที่เปิดตัวในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Turbo 143 แรงม้า

ถ้าคุณอยากขายรถ Chevrolet คันเดิม เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Not-Forget-If-Double-Parking

อะไรเอ่ย หายากกว่าค่าผ่อนรถ คำตอบก็คือ “ที่จอดรถ” นั่นเองครับ ค่าผ่อนรถถ้าเรามีการวางแผนการเงินที่ดี ไม่สุรุ่ยสุร่าย ยังไงก็มีเงินผ่อนรถแน่ๆ

แต่ที่จอดรถนี่สิครับ บางทีวนแล้ววนอีก วนจนตาลาย ก็ยังหาที่จอดรถไม่เจอซักที ทางเลือกที่เหลืออยู่ก็คือต้อง “จอดซ้อนคัน” แต่การจอดรถซ้อนคันนั้นมีอะไรต้องคำนึงและห้ามลืมบ้าง วันนี้เพนกวิน Frank ได้นำมาเสนอคุณแล้ว

Not-Forget-If-Double-Parking

1. คำนึงถึงระยะห่าง

ถ้าเราจอดรถในซองที่มีเส้นแบ่งชัดเจนก็คงไม่เป็นปัญหา แต่การจอดซ้อนคันมันไม่มีเส้นแบ่งเป็นสัญลักษณ์ให้เรา แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ ถ้าใครกังวล แฟรงค์ขอแนะนำให้คุณ “เว้นระยะห่างให้มากกว่าปกติ” โดยแฟรงค์แนะนำให้มีพื้นที่ว่างอย่างน้อยหนึ่งช่วงรถ ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพื่อความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกกรณีต้องมีการเคลื่อนย้ายรถด้วย

2. ดูทำเลที่จอดรถซ้อนคันของเราด้วย

การจอดรถซ้อนคัน ใช่ว่าจะจอดที่ไหนก็ได้นะครับ เพราะถ้าเราจอดไม่ดูทำเลอาจกลายเป็นว่าไปขวางทางเข้าออกของคนอื่น หรือดันไปจอดในที่ที่มีความลาดชันมากจนอาจเกิดอุบัติเหตุรถไหลไปชนคันอื่นได้ ดังนั้น เราต้องดูทำเลที่จอดให้ดีๆ นะครับ ห้ามลาดชัน ห้ามขวางทาง จำให้มั่น

Not-Forget-If-Double-Parking

3. จอดรถให้สามารถเคลื่อนย้ายได้

เพราะการจอดรถซ้อนคัน เราต้องคำนึงถึงรถคันที่เราไปซ้อนด้วยครับ ดังนั้น เราต้องจอดรถให้ดี เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายรถได้สะดวก โดยแฟรงค์แนะนำให้คุณทำตามดังนี้ครับ

1. ตั้งล้อให้เป็นแนวตรง ก่อนที่จะดับเครื่องและลงจากรถ ให้เราหมุนพวงมาลัยให้เป็นแนวตรงก่อนครับ เพื่อที่เวลาคนจะมาเคลื่อนย้ายรถเราจะได้เข็นเป็นเส้นตรง ไม่เบี้ยวไปชนรถคันอืนๆ
2. เข้าเกียร์ N หรือเกียร์ว่าง เพื่อให้รถสามารถเคลื่อนย้ายได้ ห้ามใส่เกียร์ P เด็ดขาดนะครับ
3. เอาเบรกมือลง หลายคนเคยชินกับการจอดรถโดยยกเบรกมือขึ้น แต่ถ้าเราจอดรถซ้อนคัน ต้องห้ามเอาเบรกมือขึ้นเด็ดขาดครับ

4. ทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ซักหน่อย

สุดท้ายแล้วเผื่อไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน ให้เราลองเขียนข้อความชื่อ พร้อมเบอร์ติดต่อแนบไว้หน้ากระจกรถของคุณ หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น ก็จะมีคนติดต่อคุณได้นั่นเองครับ

และนี่ก็คือสิ่งที่ห้ามลืมเมื่อจอดรถซ้อนคัน ที่จะช่วยให้การจอดรถซ้อนคันของคุณปลอดภัยขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่ไม่ว่าจะปลอดภัยแค่ไหน เปอร์เซนต์การเกิดอุบัติเหตุก็ยังคงไม่เป็นศูนย์อยู่ดี ดังนั้น อย่าลืมทำประกันรถยนต์จาก www.frank.co.th ไว้ดูแลคุณนะครับ

5-Military-Vehicles-Made-In-Thailand

เป็นที่ทราบกันดีว่างบประมาณแผ่นดินของไทยปีๆ หนึ่ง ซึ่งมาจากภาษีประชาชนทั้งประเทศนั้น ได้ถูกจัดสรรให้กับหน่วยงานของรัฐต่างๆ เป็นจำนวนมาก และหลายหน่วยงานของกองทัพ (เช่น กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ) ต่างก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณ (จากภาษีประชาชน) ต่อปีรวมกันนับหลายแสนล้านบาท

ส่วนหนึ่งของงบประมาณที่ได้รับ สิ่งที่ต้องนำไปจัดสรรหาใหม่ หรือทดแทนของเดิมอยู่เป็นระยะๆ คือ การนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล เพื่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหลักๆ ไทยก็จัดมาจากประเทศตะวันตก (แต่ช่วงหลังๆ ก็จัดหามาจากจีนเยอะละ) ซึ่งทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้าไปก็ไม่น้อยเลยทีเดียว

Jeep-ชัยเสรี

รถ Jeep ดัดแปลงจากรถกระบะ ฝีมือของ “ชัยเสรี”

เพื่อเป็นการสร้างนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาของคนไทย ที่ผ่านมาจึงมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการดัดแปลงรถยนต์ที่ประกอบในประเทศ พัฒนาให้เป็นรถทหารสำหรับใช้ในภารกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตระเวนชายแดน การลาดตระเวน ลำเลียงพล การช่วยเหลือประชาชนในวาระต่างๆ

ซึ่งแสดงถึงแสนยานุภาพของกองทัพ ความสามารถของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก และลดการสูญเงินตราออกไปยังต่างประเทศ และลดปัญหาเกี่ยวกับการจัดหาอะไหล่สำรองของยานยนต์ทหาร ได้อีกด้วย

5 รถทหารไทย จะรุ่นไหนบ้าง ที่สร้างโดยคนไทย เพื่อกองทัพไทย MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง เท่าที่รู้และหาข้อมูลได้..

รถหุ้มเกราะอัศวิน

ภาพจาก UH-1D @ Thaifighterclub

1. รถหุ้มเกราะอัศวิน

ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2549 ตอนนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เริ่มให้การสนับสนุนโครงการ “ต้นแบบยานยนต์หุ้มเกราะอเนกประสงค์” กับ บริษัท ไทยทศกิจอุปกรณ์ จำกัด สร้างต้นแบบยานยนต์หุ้มเกราะอเนกประสงค์ขนาดเบาทางยุทธวิธี “อัศวิน” ซึ่งดัดแปลงมาจากรถกระบะ Mitsubishi Strada 4X4 (มิตซูบิชิ สตราด้า) มีมูลค่ารวมของโครงการกว่า 6 ล้านบาท

รถหุ้มเกราะอัศวิน เป็นรถที่มีความเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ เพราะความกว้างฐานล้อเพียง 1.56 เมตร และระยะช่วงล้อ 2.78 เมตร ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะของต่างประเทศนั้น ไม่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศในแถบนี้ ด้วยความกว้างฐานล้อกว่า 2.18 เมตร และระยะช่วงล้อ 3.30 เมตร ใช้ชุดระบบขับเคลื่อน (Power Train) รุ่น Pajero V78 W

ออกแบบตัวถังและโครงหลังคาใหม่ พร้อมช่องติดปืนกล ESCS ที่มีระบบควบคุมการยิงจากภายในตัวถังรถ โดยประกอบเชื่อมตัวถังเป็นแบบ Monocoque ซึ่งตัวถังเป็นเกราะแข็งกันกระสุน ใช้เซรามิกที่มีผลิตจากส่วนผสมของใยสังเคราะห์ และอะลูมิเนียมออกไซด์ มีน้ำหนักเบา สามารถยืดหยุ่น และป้องกันแรงกระแทกจากกระสุนได้ เป็นรถที่ได้มาตรฐานของ NATO (นาโต้) และกระทรวงกลาโหมของไทย

รถหุ้มเกราะ-ชัยปราบศึก

2. รถทหาร ชัยปราบศึก

ถ้าจะพูดถึงรถถัง รถหุ้มเกราะ รถทหาร ในบ้านเราที่ใหญ่และโด่งดังสุดคงต้องยกให้ “บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธของไทย ที่อธิบายตัวเองว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบป้องกันดินแดน” ทั้งออกแบบ ผลิต และอัพเกรดยานเกราะ ในระบบย่อย และระบบตีนตะขาบ พร้อมกับออกแบบรถให้กองทัพด้วย นำโดย “มาดามรถถัง” นพรัตน์ กุลหิรัญ ผู้ก่อตั้งบริษัท

ผลงานของชัยเสรีนั้น ก็มีให้เห็นอยู่หลายคัน เริ่มตั้งแต่รถ Jeep (จี๊ป) ที่ดัดแปลงจากรถกระบะให้คล้ายกับรถจี๊ป M151 ของ ทบ. หรือรถ “ชัยปราบศึก” ที่ทางชัยเสรี นำออกมาทดสอบในปี 2559 เพื่อทดแทนรถแบบ M.151 ติด ปรส. สำหรับใช้ลาดตระเวน ของกองทัพบก

รถหุ้มเกราะ-ชัยปราบศึก

โดยรถชัยปราบศึก มีมิติตัวรถยาว 4,560 มม. กว้าง 2,290 มม. สูง 2,090 มม. ระยะสูงจากพื้น 450 มม. น้ำหนักตัวรถเปล่า 2,850 กิโลกรัมลุยน้ำได้ลึก 700 มม.

สำหรับรถ “ชัยปราบศึก” คันนี้ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล V8 ขนาด 6.5 ลิตร ของ GM ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 447 นิวตัน-เมตร ที่ 2,100 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 26.97 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 110 กม./ชม. ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงบนถนน 5.96 กม./ลิตร ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในภูมิประเทศ 3.35 กม./ลิตร

ทั้งนี้ รถคันนี้ ไม่มีจำหน่ายสำหรับคนทั่วไปนะครับ สำหรับจำหน่ายให้กองทัพเท่านั้น

รถหุ้มเกราะ-First-Win

3. รถหุ้มเกราะ First Win

นี่จัดเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดง ของทางชัยเสรีเลยก็ว่าได้ สำหรับ First Win (เฟิร์สวิน) เป็นรถเกราะป้องกันทุ่นระเบิด สำหรับทหารราบใช้งาน ด้วยการเชื่อมตัวถังรูปตัว V แบบ Monocoque ทั้งหมด เพื่อการปกป้องในระดับสูงต่อภัยคุกคามในสนามรบที่หลากหลาย รวมถึงทุ่นระเบิดและระเบิดแสวงเครื่อง

รถหุ้มเกราะ-First-Win

ตัวรถมีน้ำหนักประมาณ 9 ตัน และสามารถบรรทุกกำลังพลได้ถึง 10 คน พร้อมคนขับ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล Cummins 300 แรงม้า (ส่วนรุ่น E มี 250 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติของ Allison 3000 SP (ส่วนรุ่น E เกียร์ Allison 2500 SP) มีพวงมาลัยเพาเวอร์ ระบบกันสะเทือนแบบอิสระ และยางรันแฟลต การป้องกันเชิงวิถีศาสตร์ขึ้นอยู่กับสตาแนก 4569 ระดับ 2 และการป้องกันทุ่นระเบิดถึงระดับ 3B ภายใต้ศูนย์ตัวถัง และระดับ 4A ภายใต้ที่ตั้งใดๆ

เป็นรถเกราะที่ประสบความสำเร็จด้านการขายอีกรุ่นหนึ่ง นอกจากจะขายให้กองทัพบกไทยแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย อีกด้วย

รถหุ้มเกราะ-First-Win

โดย First Win แบบออกได้เป็นหลายลักษณะตามการใช้งาน ดังนี้

  • First Win : รูปแบบเดิม เป็นที่รู้จักในฐานะรถหุ้มเกราะอเนกประสงค์ First Win (เฟิร์สวิน)
  • First Win-E : รุ่นที่กะทัดรัดกว่า ด้วยน้ำหนักรถรวม 10 ตัน เปรียบได้กับ ฮัมวี่
  • First Win ป้องกันการจลาจล: ใช้โดยตำรวจไทย พร้อมป้อมปืนระบบรีโมตคอนโทรลด้านบน มีความจุผู้โดยสารแปดคน
  • First Win APC : ปรากฏตัวครั้งแรกในงาน Defense & Security 2015 กับลำตัวที่ยาวขึ้นเพื่อรองรับผู้โดยสารมากขึ้น
    AV4 Lipan Bara (ลีปันบารา) : สัญญาอนุญาตสร้างโดย Deftech สำหรับกองทัพมาเลเซีย และตำรวจมาเลเซีย โดยวางแผนไว้ที่ 200 คัน ซึ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น Lipan Bara (ลีปันบารา) ตั้งชื่อตามตะขาบพิษที่พบในประเทศมาเลเซีย โดยนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อครั้งไปเยี่ยมชมบูธของ Deftech ในงาน Defense Service Asia 2016 โดยติดตั้งเครื่องยนต์ 300 แรงม้า อัพเกรด และเสริมเกราะป้องกันสูงถึงสตาแนก 4569 ระดับ 3 และการติดตั้งของปืนแก็ตลิง M134D-H ตามมาตรฐานกองทัพมาเลเซีย

Nissan-Navara-หุ้มเกราะ

4. Nissan Navara หุ้มเกราะ

อีกหนึ่งรถกระบะที่ได้รับการดัดแปลงเป็นรถหุ้มเกราะ นั่นคือ Nissan Navara 4X4 (นิสสัน นาวาร่า) ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร โดยใช้เป็นรถลาดตระเวนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หุ้มเกราะด้วยเหล็กกล้าทั้งคัน ตัวถังและกระจกกันกระสุน พร้อมกล้องมองข้าง และอุปกรณ์ทางทหาร

พื้นที่โดยสารแบ่งเป็นแถวยาว 2 แถว หันหน้าชนกันสำหรับทหารจำนวน 10 นาย มีกระจกด้านข้าง พร้อมช่องยิงปืนจากภายในฝั่งละ 3 จุด และติดสปอร์ตไลท์รอบคัน จำนวน 8 จุด ราคาตัวรถเดิม 800,000 กว่าบาท หลังแปลงเป็นรถหุ้มเกราะ ราคาขยับขึ้นมาเป็น 3 ล้านกว่าบาท

Thairung-MUV4-ทหาร

5. Thairung MUV4

Thairung MUV4 (ไทยรุ่ง เอ็มยูวี 4) เป็นรถทหารที่มีคนรู้จักกันมากหน่อย เพราะมีการผลิตจำหน่ายจริงในชื่อ TR Transformer (ทีอาร์ ทรานฟอร์เมอร์)

โดย Thairung MUV4 (หรือ Military Utility Vehicle) เป็นรถตรวจการณ์ลาดตระเวนทางการทหาร 4 ที่นั่ง ออกแบบพิเศษ สำหรับทหารใช้งานโดยเฉพาะเป็นครั้งแรกในเมืองไทย บนโครงสร้างของรถกระบะ (Pick Up) ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1KD-FTV (I/C) ขนาด 3.0 ลิตร 163 แรงม้า ที่มีการผลิตขายในประเทศ มีทั้งรุ่นหลังคาเหล็ก, หลังคาผ้าใบ และแบบสเตชั่นแวกอน เป็นต้น

Thairung-MUV4-ทหาร

จุดประสงค์ในการออกแบบ เพื่อให้เป็นรถยนต์ประเภท รยบ. ขนาดเบา แบบ 4 X 4 แบบ 50 (หรือ M50) และแบบ 51 (หรือ M51) เป็นรถลาดตระเวนของกองทัพบก ตามที่กรมสรรพาวุธทหารบก ต้องการใช้งาน รวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจตระเวนชายแดน เป็นต้น

Thairung-MUV4-ทหาร

ตัวรถออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ CAD, CAE, CAM มาตรฐานสากล และมีการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Simulates) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การผลิตชิ้นส่วนด้วยโลหะขึ้นรูป ตัวถังรถทั้งคันผ่านระบบชุบสีกันสนิม โดยประจุไฟฟ้า (EDP) และขบวนการพ่นสีมาตรฐานเดียวกับกับผู้ผลิตรถยนต์

มีการทดสอบในรูปแบบการใช้งานบนถนนจริง และบนอุปสรรคต่างๆ ซึ่งสามารถลุยน้ำได้สูงถึง 50 ซม. สามารถไต่ทางลาดชันได้ 40 องศา และไต่ทางลาดเอียงได้ 30 องศา

อ่านเพิ่มเติม >>> CARRO แนะนำรถมือสอง : Thairung Transformer จากรถ “ฮัมวี่” ผลิตให้ทหาร กลายเป็นรถบ้าน!

MR.CARRO เชื่อว่าหลายคนอ่านจนจบแล้ว รู้สึกอยากได้ขึ้นมาไว้ขับลุยป่าฝ่าดงเลยล่ะ แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า รถเหล่านี้ไม่มีขาย หรือทำดัดแปลงให้ประชาชนคนทั่วไปได้ใช้ครับ เพราะถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์สำหรับกองทัพเท่านั้น มีเงินก็ซื้อไม่ได้ครับ นอกจากจะเอารถของตัวเอง มาทำเลียนแบบก็อีกเรื่องนึง

รู้สึกชอบรถทหาร รถหุ้มเกราะ แต่เกิดเบื่อรถคันเดิม อยากขายรถขึ้นมา เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

If-You-Car-License-Plate-Lost

อยู่ๆ กลับพบว่าแผ่นป้ายทะเบียนรถของเราหลุดหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อนี้ ก็อย่าเพิ่งตกใจกันไปนะครับทุกคน หากใครที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ให้ มาสิ เป็นคนให้คำตอบเองดีกว่าทุกคน

ป้ายทะเบียนรถหาย รับมืออย่างไรดี

สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ที่ทำป้ายทะเบียนหายไป เราสามารถยื่นขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถยนต์ของเรานั้นอยู่ในความรับผิดชอบ โดยไม่ต้องเป็นต้องแจ้งความใดๆ ก่อนเลย แต่จะมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่แผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และเราจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถภายใน 15 วันหลังยื่นขอดำเนินการ โดยระหว่างนี้ เพื่อนๆ สามารถใช้ใบเสร็จที่เราได้รับมา เพื่อยืนยันแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้เช่นกันครับ

If-You-Car-License-Plate-Lost

เอกสารที่ใช้สำหรับยื่นขอรับป้ายทะเบียนใหม่

  • คู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง
  • บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงของเจ้าของรถ

ขอเพิ่มเติมนิดนึงว่าถ้าหากเจ้าของรถยนต์ไม่สะดวก หรือไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตนเองได้ เราสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาทำเรื่องขอรับป้ายทะเบียนใหม่แทนได้ โดยเพียงต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจติดมาแสดงด้วยครับ

และขอทิ้งท้ายเรื่องสำคัญไว้อีกนิดหนึ่งก่อนจากกัน เมื่อป้ายทะเบียนรถยนต์หาย ห้ามทำแผ่นป้ายทะเบียนรถขึ้นเองโดยเด็ดขาดครับ เพราะจะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนที่มีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

หวังว่าเกร็ดความรู้ตรงนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกคนกันนะครับ ส่วนเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนน การเลือกทำประกันรถยนต์ก็ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้เราได้ หากกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ก็มีประกันคอยคุ้มครองให้เรา คลิกที่นี่ เพื่อเลือกทำประกันรถยนต์ มีข้อมูลสงสัยโทร 02 710 3100 เรามีทีมงานคอยให้คำตอบอยู่ครับ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com