ค้นหาบทความ

Category : คลังความรู้

10 อันดับ รถอเนกประสงค์ SUV - PPV และ Crossover ถูกสุดในไทย ปี 2021

ถ้าจะให้พูดถึง “รถ SUV” (Sport Utility Vehicle) แล้ว ในบ้านเราก็มีอยู่หลากหลายประเภท เริ่มต้นตั้งแต่แบบ Crossover ซึ่งมาจากคำว่า Crossover Utility Vehicle ซึ่งเป็นรถที่ประกอบเป็นชิ้นเดียวกันทั้งคัน ดูคล้ายกับรถเก๋งยกสูง รูปร่างหน้าตาสวย เน้นความอเนกประสงค์ ตัวรถไม่ใหญ่มากนัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก หรืออาจจะลุยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับแบบ SUV แท้ๆ

สำหรับรถ SUV นั้น ก็ยังมีอีก 2 แบบหลักๆ ได้แก่ SUV แบบที่มีลักษณะเดียวกันกับรถแนว Crossover แต่มีขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่า ดูลุยกว่า มีที่นั่งทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

และรถ SUV ที่มีพื้นฐานตัวรถเป็นแชสซีส์ แบบเดียวกับรถกระบะ หรือที่บ้านเรามักเรียกกันว่า “รถ PPV” หรือ Pick-up Passenger Vehicle แต่ปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น ด้วยการใช้คอยล์สปริง ตัวรถมีขนาดใหญ่ นั่งได้ 7 ที่นั่ง สามารถวิ่งในเมือง หรือลุยในทางฝุ่น เข้าป่าฝ่าดงได้

ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงรถอเนกประสงค์ ใช้งานได้หลากหลาย ขับไปทำงาน ไปพักผ่อนหย่อนใจกันได้ทั้งครอบครัว ฝนตกก็พอลุยน้ำท่วมได้ หรือเข้าทางลูกรังก็พอลุยได้ มีให้เลือกกันทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งยังแบ่งออกไปได้อีกเป็นแบบ Part-Time หรือแบบ Full-Time เป็นต้น

CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ SUV – PPV และ Crossover ราคาถูกสุดในไทย ประจำปี 2021 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

New-MG-ZS-2020

1. MG ZS 1.5 C ราคา 689,000 บาท

MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) เป็นรถที่พวกลื้ออาจจะถามว่า กี่ล้านนนนน แต่ตอนพวกลื้อจะขาย ก็อาจจะถามว่า เหลือกี่แสนนนนน …..

โดย MG ZS จัดเป็นรถในระดับ B-SUV รุ่นไมเนอรเชนจ์ล่าสุด ตามประสารถใหม่ 2020 เอาใจคนรุ่นใหม่ด้วยความเป็น Smart SUV ที่ชูจุดเด่นอย่างระบบ i-Smart ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย และยังดูสถานะและสั่งงานระบบต่างๆ ของตัวรถผ่านแอพพลิเคชั่น MG iSMART บนโทรศัพท์มือถือ ได้อีกทั้งยังตั้งราคาในแบบที่ว่า “จับต้องได้” จนหลายต่อหลายคนต้องลองซื้อไปใช้กัน ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง หรูหรา ใช้งานได้อเนกประสงค์

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดียวกับที่ใช้ใน MG3 และ MG5 แต่ปรับแรงม้าให้มากขึ้นมาเป็น 114 แรงม้า พร้อมกับปรับปรุงชิ้นส่วนภายใน และช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension ส่งกำลังผ่านระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT ใหม่

Honda-BR-V-2019

2. Honda BR-V 1.5 V ราคา 765,000 บาท

Honda BR-V (ฮอนด้า บีอาร์วี) เป็นรถแนว Active Sport Crossover มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่และไฟ LED สำหรับวิ่งกลางวัน, ไฟตัดหมอกใหม่ เสาอากาศแบบครีบฉลาม (Shark Fin) ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว แถมยังสีภายนอกเพิ่มสีใหม่ แดงมุก Passion Red

ชูจุดเด่นด้วยภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทนดำ-แดงสไตล์สปอร์ต มีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ซึ่งเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 หรือพับตลบจังหวะเดียว (One Motion) ปรับเลื่อนหน้า-หลัง เพื่อให้ผู้โดยสาร แถวที่ 3 เข้า-ออกได้สะดวกยิ่งขึ้น และพนักพิงปรับเอนได้ถึง 3 ระดับ โดยเบาะนั่งแถวที่ 3 มีพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย และแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร แบบเดียวกับใน Honda City (รุ่นเก่า) ให้แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT โดยทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams พร้อมรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85

Mazda-CX-3-2021-Collection

3. Mazda CX-3 2.0 Base 2021 Collection ราคา 769,000 บาท

Mazda CX-3 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-3) ฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์โฉมใหม่ 2021 Collection ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถอเนกประสงค์ Compact SUV โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ตัวรถดูเรียบหรู ภายใต้ Concept “Less is More”

ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเข้าไปจนล้นคัน อาทิ ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ กล้องมองหลังไฟ รองรับระบบ Apple CarPlay แบบไร้สาย และระบบ Android Auto ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button) เป็นต้น

มาพร้อมขุมพลังเบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว SkyActiv-G ให้แรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ให้กำลังเครื่องยนต์มากที่สุดและประหยัดน้ำมันมากที่สุดถึง 16.4 กม./ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

Nissan-Kicks-e-Power-Motor-Expo-2020

4. Nissan Kicks e-POWER S ราคา 889,000 บาท

Nissan Kicks e-POWER (นิสสัน คิกส์) เป็นรถครอสโอเวอร์ไฮบริด ที่มาพร้อมจุดเด่นอย่างการใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน และจ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับเคลื่อนรถยนต์อีกที ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) แต่ไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เหมาะกับการขับรถทางไกล

ขุมพลังหลักคือเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร ขนาด 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 79 แรงม้า ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปยังแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

จากนั้นจึงป้อนพลังไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC Synchronous Motor รหัส EM57 เป็นลูกเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Leaf ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (95 กิโลวัตต์) หากรวมพลังทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จะให้แรงม้าสูงถึง 129 แรงม้า

DFSK Glory i-Auto

5. DFSK Glory i-Auto ราคา 899,000 บาท

การกลับมาใหม่อีกครั้ง สำหร้บ DFSK (ดีเอฟเอสเค) ที่เคยผลิตและนำเข้ารถบรรทุกเล็กกับรถตู้มาขายในไทย ก่อนจะเลิกไป งวดนี้ตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ ได้นำเข้า DFSK Glory i-Auto (ดีเอฟเอสเค กลอรี่ ไอ-ออโต้) รถ Crossover SUV สัญชาติจีนแบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งในตลาดจีนเองใช้ชื่อว่า Dongfeng Fengguang 580 (ตงฟง เฟิงกวง 580) เปิดตัวไปตั้งแต่ช่วงปี 2016 มาขายในไทย

ภายนอกมาพร้อมกระจังหน้าแบบ Infinite Starlight Design ชุดไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ส่วนไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential, หลังคาแบบ Panoramic Sunroof ที่สั่งการเปิดได้ด้วยเสียง, ประตูบานท้ายแบบไฟฟ้า พร้อมเซ็นเซอร์เท้า, กล้อง 360 องศารอบคัน และล้อแม็กแบบสปอร์ตขนาด 18 นิ้ว

ส่วนภายในห้องโดยสาร ตกแต่งหรูหราพร้อมลายไม้ มาพร้อมหน้าจอ Infotainment แบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว กับปุ่มสั่งงานบริเวณแผงคอนโซล, ระบบสั่งการด้วยเสียง i-Talk, เบาะหนังแท้ 7 ที่นั่ง พร้อมกล้องบันทึกภาพขณะรถวิ่ง และระบบความปลอดภัยมากมาย

ขุมพลังมีขนาด 1.5 ลิตร ที่เสริมความแรงไว้ด้วย Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT บนน้ำหนักตัวรถ 1,510 กิโลกรัม

New-MG-HS-2019

6. MG HS 1.5 T 2WD C ราคา 919,000 บาท

New MG HS (เอ็มจี เอชเอส) รถยนต์ SUV รุ่นล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “Elegance” นิยามของ SUV ที่เหนือระดับ ดีไซน์ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน

ภายในห้องโดยสารออกแบบให้โค้งมนโอบรับสรีระ พร้อมเล่นระดับ และตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า แผงประตูหน้า-หลัง และเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตสีดำสลับแดงที่มีส่วนหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara พร้อมหน้าจอแสดงผลที่มาตรวัดแบบ Interactive Multi – Function Display ขนาด 7 นิ้ว ส่วนหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด  250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบ/นาที โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85

Honda-HR-V-2019

7. Honda HR-V E ราคา 949,000 บาท

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) จัดว่าเป็นรถ Crossover ที่ขายดีมากเมื่อหลายปีก่อน ช่วงตั้งแต่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2556 กวาดยอดขายไปกว่า 83,000 คัน (ยอดขายถึงเดือนมิถุนายน 2562) ด้วยตัวรถที่โดดเด่น ภายในห้องโดยสารอเนกประสงค์ โดนเด่นด้วยออพชั่นต่างๆ เช่น เบรกมือไฟฟ้า หรือระบบ Honda LaneWatch และเบาะหลังปรับพับได้ 3 รูปแบบ Long Mode, Tall Mode และ Utility Mode

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 141 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams และยังรองรับน้ำมัน E85 อีกด้วย

Mazda-CX-30-2020

8. Mazda CX-30 2.0 C ราคา 979,000 บาท

Mazda CX-30 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-30) เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ออกแบบภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion เป็นรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Mazda3 เพิ่มทางเลือกระหว่างรุ่น CX-3 และ CX-5 โดย CX-30 ยังเป็นรถที่ได้รางวัล 1 ใน 3 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกปี 2020 มั่นใจได้ทั้งคุณภาพและการชับขี่ ภายในนั่งกันได้ 4 คนสบายๆ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลาง หรือชอบที่ชื่นชอบรถ SUV แนวสปอร์ต

มาพร้อมขุมพลังเบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว SkyActiv-G ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.4 กม./ลิตร และสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้

Toyota-Corolla-Cross-2020

9. Toyota Corolla Cross 1.8 Sport ราคา 989,000 บาท

Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) นับได้ว่าเป็นรถ SUV Crossover ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ความกะทัดรัดที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย” (Compact yet Comfortable) และ “ความล้ำสมัยที่สะท้อนตัวตนของความภูมิฐานสำหรับชีวิตในเมือง” (Dignity Urban Vogue)

ตัวรถภายนอกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว หรูหราแข็งแกร่ง มาพร้อมหลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ราวหลังคา ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ส่วนห้องโดยสารภายในใช้โทนสีแดงใหม่ Terra Rossa มีจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) ขนาด 7 นิ้ว เบาะคนขับปรับไฟฟ้า ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone พนักพิงด้านหลังปรับเอนได้ 6 องศา พนักวางแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ ช่องระบายอากาศและช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมประตูท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติ ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเซนเซอร์เปิด-ปิดประตูท้ายแบบ Kick Activated และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)

เครื่องยนต์ เริ่มต้นด้วยรุ่นเบนซินรหัส 2ZR-FBE ขนาด 1.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร (18.05 กก.-ม.) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด CVT-i พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร

ส่วนรุ่น Hybrid มากับชุดระบบไฮบริดเจเนอเรชั่น 4 ที่พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE 98 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัส แม่เหล็กถาวร 53 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่แพคชนิด Ni-MH (นิคเกิล-เมทัล ไฮไดรด์) แบบใหม่ ให้กำลังรวมทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อม Shift Lock และเลือกโหมดในการขับเลือกได้ระหว่าง EV, Sport และ Eco อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 23.3 กม./ลิตร

Subaru-Forester-2019

10. Subaru Forester 2.0 i-L AWD ราคา 1,030,000 บาท

Subaru Forester (ซูบารุ ฟอเรสเตอร์) จัดเป็นรถ SUV ที่ประกอบในไทย ด้วยมาตรฐานการผลิตเดียวกับญี่ปุ่น มีราคาเริ่มต้นเร้าใจมากๆ ใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด นั่นคือ Subaru Global Platform เพิ่มการดูดซับแรงกระแทกมากขึ้นถึง 40% ลดการสั่นโคลงได้มากขึ้น 50% อีกทั้งตัวรถ ยังมีหน้าตาที่ดูทะมัดทะแมง บึกบึนขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ห้องโดยสารสไตล์รถครอบครัว นั่งสบายทั้ง 5 ที่นั่ง ส่วนในรุ่น Top สุด ยังมีระบบ Eyesight กล้องคู่ ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบเบรกอัตโนมัติก่อนการชน, ระบบถอนคันเร่งก่อนการชน, ระบบปรับความเร็วรถอัตโนมัติ, ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่, ระบบเตือนเมื่อรถออกจากเลนและเมื่อรถส่าย ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกด้วย และพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้นในห้องโดยสารด้านหลัง พื้นที่บรรทุกสัมภาระที่ใหญ่ขึ้น ช่องเปิดท้ายรถที่กว้างขึ้น มีประตูพาวเวอร์ด้านหลัง ช่วยให้เปิด-ปิด และล็อคประตูทุกด้านของรถ ได้ด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ Boxer DOHC 16 วาล์ว Di 156 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic แบบแปรผันอัตราทดต่อเนื่อง CVT 7 สปีด บนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD Symmetrical All-Wheel Drive ส่งพลังขับเคลื่อนสู่ล้อทั้งสี่แบบตลอดเวลา ช่วยให้รถเกาะถนน และช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยสูงสุด และฟังก์ชั่น X-MODE ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่บนสภาพภูมิประเทศที่ท้าทาย

อันนี้แถมให้ …

All-New-Isuzu-MU-X-2020

10. Isuzu MU-X 4X2 1.9 Ddi Active A/T ราคา 1,109,000 บาท

“All-New Isuzu MU-X (ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์)” ใหม่ เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2563 ยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นใหม่หมดระดับ Masterpiece ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ…เหนือทุกความสำเร็จ (Originality Redefined)” พลิกโฉมใหม่ทั้งภายนอกจรดภายใน ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา สะดวกสบาย ประณีตในทุกรายละเอียด

ตัวรถภายนอก หรู ล้ำสไตล์ สง่างาม โฉบเฉี่ยวเร้าอารมณ์ ภายใต้แนวคิด Emotional & Solid ผสานความหนักแน่นและพลิ้วไหวเข้าไว้ด้วยกันตลอดทั้งคัน ส่วนภายในกว้างขวาง โอ่อ่า ด้วยแนวคิดการออกแบบ Fine, Rich & Impressive Craftsmanship ด้วยวิธีการออกแบบ Integrated Cockpit คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง จัดวางเรียบหรู

มีให้เลือกครบครันด้วยสไตล์ที่หลากหลายรวม 4 รุ่น ได้แก่ Ultimate, Elegant, Luxury และ Active เครื่องยนต์ 3.0 Ddi Blue Power 190 แรงม้า และ 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 150 แรงม้า พร้อมทางเลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ พร้อมระบบขับเคลื่อน Rough Terrain Mode ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทำงานได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L

New Toyota C-HR 2021

10. Toyota C-HR HV Premium Safety ราคา 1,139,000 บาท

Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) โฉมไมเนอร์เชนจ์ ชื่อรุ่น C-HR นั้นย่อมาจากคำว่า Coupe High Rider จัดเป็นรถประเภท Compact SUV เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 กับดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด บนโครงสร้าง TNGA (Toyota Global New Architecture) และปลอดภัยสูงสุดกับ Toyota Safety Sense

มีเครื่องยนต์ ช่วงก่อนหน้านี้มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร 140 แรงม้า แต่ตอนนี้เลิกผลิตไปแล้ว

เหลือเพียงแต่ในรุ่น Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังขับรวมมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ที่พัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริด รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง

MR.CARRO หวังว่า 10 อันดับ รถ SUV – PPV และ Crossover ถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี!

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

สำหรับใครที่กำลังอยากขายรถคันเดิมเวลานี้ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

แต่ถ้าหากช่วงนี้ใครอยากเปลี่ยนรถคันใหม่ มาใช้แทนที่รถคันเดิม CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนกันยายน 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

**การจัดอันดับ หากเป็นรถ SUV รุ่นที่มีราคาเท่ากันในหลายยี่ห้อนั้น ทางเราจะจัดอันดับเรียงตามการเปิดตัวโฉมใหม่ล่าสุด หรือการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุด ขึ้นเป็นอันดับแรก

ลายดอกยางมีกี่แบบ ลักษณะใช้งานต่างกันอย่างไร

สวัสดีครับไทร์บิดอยากมาอธิบายว่าทำไมยางรถยนต์ของเราถึงต้องมีลายดอกยางที่หลากหลายแบบเพราะฉะนั้นลายดอกยางก็ต้องมีคุณสมบัติต่างๆ มากมาย ดังนั้นไทร์บิดจึงอยากมาอธิบายอย่างละเอียดว่าแต่ละส่วนมีหน้าที่ยังไงบ้างครับ

ลายดอกยางมีกี่แบบ ลักษณะใช้งานต่างกันอย่างไร

ข้อแรกเลยคุณสมบัติของลายดอกยางนั้นก็คือเรื่องของการป้องกันการเหินน้ำ ยางใช้งานปัจจุบันจะมีลายดอกยางทุกเส้นซึ่งลายดอกยางจะมีหน้าที่ทำให้น้ำสามารถไหลผ่านของหน้ายางออกได้ทำให้เพื่อนๆ เวลาขับผ่านแอ่งน้ำ หรือ ถนนเปียกก็จะป้องกันการเหินน้ำได้ เปรียบกับยางของรถแข่ง F1 ที่ไม่มีร่องดอกยางเลยแต่พอเวลามีฝนตกก็จะต้องเปลี่ยนยางชุดใหม่ที่มีลายดอกยางเพื่อลดอาการเหินน้ำครับ

ลายดอกยางมีกี่แบบ ลักษณะใช้งานต่างกันอย่างไร

คุณสมบัติข้อที่สองก็คือเพื่อช่วยยึดเกาะถนนบนถนนเปียก ซึ่งหน้าที่นี้จะทำงานแตกต่างกับข้อแรกครับที่จะทำหน้าที่ระบายน้ำแต่ลายดอกยางยังช่วยทำหน้าที่ในการตัดน้ำเวลาหน้ายางกระทบกับน้ำ เวลาลายดอกยางกระทบกับพื้นน้ำจะทำหน้าที่ตัดฟิล์มน้ำออกซึ่งจะทำให้น้ำกระจายออกด้านข้างซึ่งจะส่งผลให้หน้ายางสามารถสัมผัสกับพื้นถนนได้ดีขึ้นจะทำให้ยางเกาะถนนแม้ว่าถนนนั้นเปียก

ลายดอกยางมีกี่แบบ ลักษณะใช้งานต่างกันอย่างไร

คุณสมบัติที่สามก็คือช่วยในเรื่องเสียงรบกวน เสียงนั้นปกติจะเกิดจากการที่ลมไหลผ่าน และ เสียงยางที่กระทบกับพื้นซึ่งทั้งสองพอประกอบกันจะทำให้เกิดเสียงดัง ดังนั้นผู้ผลิตยางจึงต้องออกแบบลายดอกยางเพื่อทำให้ลดเกิดเสียงต่างๆ ออกมาโดยการที่จะเกิดเสียงจะเกิดขึ้นโดยให้ลมผ่านลายดอกยาง ซึ่งเวลาออกแบบลายดอกยางจากเสียงเกิดขึ้นมากมายเสียงดัง เสียงเงียบแต่พอมาผสมผสานกันแล้วนะจะได้ค่าเสียงเดซิเบลที่ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นขั้นตอนในการออกแบบของเสียง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทยางด้วยเพราะลายดอกยางสไตล์สปอร์ต ต้องการโฟกัสที่เรื่องการยึดเกาะถนนมากกว่าก็อาจจะทำให้เสียงที่ออกมาเสียงดังครับ

ลายดอกยางมีกี่แบบ ลักษณะใช้งานต่างกันอย่างไร

คุณสมบัติที่สี่ก็เพื่อสามารถขับเคลื่อนและส่งผลในเรื่องของแรงตะกรุยที่ดีขึ้นโดยปกติ ถ้ายางเรียบๆจะไม่มีแรงที่จะสามารถตะกรุยได้ดีซึ่งจะทำให้ยางนั้นปั่นฟรีได้ง่ายๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องออกแบบลายดอกยางออกมาเพื่อให้ยางเวลาขับเคลื่อนนั่นสามารถมีแรงตะกรุย และ ออกตัวได้ดีขึ้นโดยปกติการออกแบบลายดอกยางไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ ทางหินลูกรังก็จะมีลักษณะลายดอกยางที่แตกต่างออกไปเพื่อให้รองรับกับประเภทการใช้งานได้ดีที่สุด ไม่งั้นถ้าอยู่ในทางหินทางดินพอลายดอกยางเป็นดอกเรียบๆ ก็ไม่สามารถตะกรุยออกตัวได้จึงต้องทำเป็นลายดอกก้อนๆ ใหญ่ๆ ครับ

ลายดอกยางมีกี่แบบ ลักษณะใช้งานต่างกันอย่างไร

คุณสมบัติสุดท้ายก็คือ ทำให้หน้ายางสามารถตอบสนองการขับขี่ได้รวดเร็วขึ้น เวลาหน้ายางที่มีการขยับตัวถ้าไม่มีลายดอกยางที่ทำหน้าที่ยืดหดก็จะทำให้ยางไม่สามารถสัมผัสกับพื้นถนนได้เต็มประสิทธิภาพเพราะฉะนั้นการออกแบบลายดอกยางเพื่อให้หน้ายางมีการขยับตัวได้ดียิ่งขึ้นและทำให้สัมผัสกับพื้นถนนได้เต็มหน้าตลอดเวลาก็จะช่วยส่งผลทำให้ยางสามารถตอบสนองการขับขี่ได้อย่างทันท่วงทีครับผม

แล้วลายดอกยางมีอยู่กี่ประเภท ?? ลายดอกยางมีอยู่ 3 ประเภทครับ ก็จะมีลายดอกยางแบบสมมาตร ลายดอกยางไม่สมมาตร ลายดอกยางทิศทางเดียว โดยแบ่งคุณสมบัติหลักๆต่างกันครับ

ลายดอกยางแบบสมมาตร ก็จะเป็นลายดอกยางที่ไม่ใช้สมรรณนะสูงซึ่งส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มระกระบะ รถ SUV ต่างๆ ครับ ลายดอกยางแบบนี้สามารถใส่สลับหน้ายางได้เลยไม่ว่าจะข้างในข้างนอกดอกยางไม่มีผลต่อการใช้งานครับ

ส่วนที่สองลายดอกยางไม่สมมาตร ลายดอกแบบนี้จะค่อนข้างอเนกประสงค์เพราะใช้ได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าทางตรงและทางคดเคี้ยวซึ่งปัจจุบัน ยางลายดอกแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมมากในทุกๆยี่ห้อเพราะมีความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากที่สุด ลายดอกยางลักษณะนี้จะเป็นลายดอกยางที่หน้ายางจากฝั่งซ้ายสุดไปขวาสุดจะไม่เหมือนกันครับ โดยจุดสังเกตุอีกจุดก็จะเป็นแก้มยางจะมีเขียนคำว่า Inside Outside ครับ คือ Outside ให้หันออกนอกตัวถังครับ

ลายดอกทิศทางเดียว เป็นลายดอกยางที่มีการรีดน้ำได้ดีและมีความสามารถในการออกตัวได้ดีและเน้นการใช้งานแบบวิ่งทางตรง ซึ่งลักษณดอกยางจะหันไปทางเดียวกันเสมอ จะมีจุดบอกที่แก้มยางคำว่า Rotation ครับโดยยางลักษณะนี้ถ้าใส่กลับด้านจะทำให้สมรรถนะ ยางลดลงไปประมาณ 20-30% ได้ครับ

ก็จะเป็นคุณสมบัติและลายดอกยางครับที่อธิบายไป แต่หากเพื่อนๆยังมีข้อสงสัยว่ายางไหนที่เหมาะกับเพื่อนๆ มีข้อสงสัยไม่รู้ว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนและช้อปเช็กยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com ได้ครับทางเรามีข้อมูลและอธิบายชัดเจนบนเว็บไซต์ของเราครับ และเพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์ครับ ทักมาให้พวกเราได้เลยครับผม ขอบคุณมากครับ

บรรทุกของหนักในรถอย่างไร ถึงปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน

หลายคนที่ใช้รถยนต์, รถ Crossover, รถ SUV หรือรถกระบะในการทำมาหากิน ไปทำธุระ ส่งของ ขนของ หาลูกค้า หรือมีไลฟ์สไตล์เริ่มอยากท่องเที่ยว หลังจากที่ต้อง Work From Home อยู่บ้านทำงานกันมานาน ก็เริ่มใช้รถยนต์ในการเดินทางกันในช่วงนี้ ที่ค่อนข้างมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่เนื่องด้วยการบรรทุกของหนักนั้น ย่อมส่งผลต่อสมรรถนะรถ การควบคุมรถ และความปลอดภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งในช่วงหน้าฝน การขับขี่รถยนต์ย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ดังนั้น MR.CARRO จะมาแนะนำเคล็ดลับในการขนของขึ้นรถ บรรทุกหนักได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย กันตามนี้เลยครับ …

บรรทุกของหนักในรถอย่างไร ถึงปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน

1. คำนวณน้ำหนักบรรทุกก่อน

ตามปกติ ในรถยนต์ประเภท SUV และรถกระบะ จะมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระค่อนข้างกว้างขวาง แต่ผู้ใช้ก็ไม่ควรขนทุกอย่างใส่จนเต็มรถตั้งแต่พื้นจนถึงเพดานรถ ควรคำนึงถึงน้ำหนักในการบรรทุก ซึ่งก็คือความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักสูงสุดของรถ ซึ่งรถแต่ละคันออกแบบมาให้รับน้ำหนักสูงสุดได้ไม่เท่ากัน ถ้าเป็นรถ SUV โดยเฉลี่ยเริ่มตั้งแต่ 400 กิโลกรัมเป็นต้นไป

แต่ถ้าเป็นรถกระบะตอนเดียว บรรทุกได้สูงถึง 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) ตามมาตรฐานของผู้ผลิตรถกระบะแต่ละยี่ห้อ ถ้าจะเอาบรรทุกให้มากกว่านั้น ก็คงต้องทำคอกสูง เสริมแหนบ ใส่ล้อกระทะบรรทุก ใส่เพลาลอย แล้วแหละ

การคำนวณน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์นั้น คำนวณได้จากน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Gross Vehicle Weight) ลบด้วยน้ำหนักของรถยนต์ในขณะว่างเปล่า ตามด้วยน้ำหนักรวมของผู้โดยสาร และเชื้อเพลิง

ตัวอย่างเช่น ผู้โดยสารเป็นผู้ใหญ่หนัก 60 กิโลกรัม 2 คน และเด็กน้ำหนัก 40 กิโลกรัม 2 คน คุณจะต้องลดน้ำหนักการบรรทุกสัมภาระลงไปอีก 200 กิโลกรัม และอย่าลืมคำนวณน้ำหนักของน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยนะครับ

2. รักษาจุดศูนย์ถ่วงให้เหมาะสม

ตามปกติ ไม่ว่าคุณจะใช้รถประเภทไหนก็ตาม ควรวางสัมภาระที่หนักที่สุดไว้บริเวณด้านล่างสุดของพื้นที่เก็บสัมภาระโดยวางสัมภาระให้กระจายน้ำหนักทั่วทั้งพื้นที่บรรทุก เพื่อช่วยให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ลดโอกาสในการพลิกคว่ำ

นอกจากนี้ ยังช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการควบคุมรถซึ่งเกิดจากน้ำหนักของรถนั่นเอง การนำสัมภาระที่มีน้ำหนักมากไว้ท้ายรถจะทำให้ล้อหน้าลอย ซึ่งอาจส่งผลต่อสมรรถนะการบังคับเลี้ยวและการเบรก

บรรทุกของหนักในรถอย่างไร ถึงปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน

3. รัดแน่นไว้ปลอดภัยดี

เพื่อป้องกันไม่ให้สัมภาระกลายเป็นสิ่งอันตรายเมื่อต้องเบรกกระทันหัน ควรเก็บสัมภาระขนาดเล็กใส่กล่องให้เรียบร้อย ส่วนสัมภาระขนาดใหญ่หน่อย ควรทำการรัดไว้ในช่องเก็บของ

ทำแบบนี้แล้ว สัมภาระในรถจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้โดยสารเมื่อรถต้องเบรคอย่างกระทันหัน

4. ปรับกระจกให้มองเห็นชัดเจน

พยายามหลีกเลี่ยงการบรรทุกตั้งแต่พื้นจนถึงเพดานรถ และปรับกระจกให้มองเห็นชัดเจน จำไว้ว่าถ้ากระจกมองหลังไม่ชัด จะทำให้การขับขี่เป็นเรื่องยากและก่อให้เกิดความเสี่ยงขณะถอยหลัง (เนื่องจากของวางจนสูง บังจนมองไม่ค่อยเห็น กรณีมองผ่านกระจกมองหลัง) ถ้ามองเห็นข้างหลังไม่ชัดก็มีโอกาสสูงที่จะถอยชนคน หรือสิ่งของได้

เว้นเสียแต่ว่ารถคุณจะติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลัง หรือสัญญาณกะระยะถอยหลัง ซึ่งจะช่วยให้การถอยหลังง่ายขึ้น

บรรทุกของหนักในรถอย่างไร ถึงปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน

5. การเก็บสัมภาระไว้บนหลังคา

ควรหลีกเลี่ยงการบรรทุกสัมภาระบนหลังคารถยนต์ เพราะมีผลเสียตามหลักอากาศพลศาสตร์และศูนย์ถ่วง ซึ่งส่งผลต่อการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและการควบคุมรถแม้ในขณะขับด้วยความเร็วต่ำ นอกจากนี้ หากมีสัมภาระหลุดลอยไปขณะที่รถเคลื่อนที่อยู่อาจเป็นอันตรายต่อรถคันอื่น

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแร็คหลังคาอย่างถูกต้องพร้อมราง จะช่วยเก็บสัมภาระให้ปลอดภัย ซึ่งควรเลือกกล่องเก็บของบนหลังคาที่ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาตร์ มีความปลอดภัย กันน้ำได้ และหลีกเลี่ยงการบรรทุกของหนักพร้อมทำการรัดสัมภาระให้แน่นไม่โยกเคลื่อน

6. เก็บสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้ให้หยิบง่ายเสมอ

ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าเก็บชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน อันได้แก่สายเคเบิลสำหรับจั๊มสตาร์ท โทรศัพท์มือถือ และน้ำดื่ม ไว้ในที่ที่หยิบได้ง่ายเมื่อต้องการใช้ ในรถ SUV บางรุ่น ยางอะไหล่ หรือชุดปะยางฉุกเฉิน อาจถูกเก็บไว้ในพื้นที่เก็บสัมภาระในรถ ดังนั้นรถบางรุ่นอาจไม่สามารถเก็บสัมภาระอื่นเพิ่มเติมได้

บรรทุกของหนักในรถอย่างไร ถึงปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน

7. ตรวจสอบลมและสภาพยาง

ก่อนขับขี่ คุณควรตรวจสอบยางของคุณเพื่อให้แน่ใจว่ายางอยู่ในสภาพดี ไม่สึกหรอ ดอกยางสภาพพร้อมใช้งาน มีการเติมลมยางอย่างถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำที่ติดไว้บริเวณประตูด้านข้างของคนขับ ด้านในฝาน้ำมัน หรือในคู่มือผู้ใช้งาน

ผู้ขับควรเติมลมตามตัวเลขที่แนะนำไว้ ไม่ใช่ตามตัวเลขความดันสูงสุดที่เห็นบนขอบยาง เนื่องจากรถยนต์แต่ละรุ่นอาจต้องเติมลมยางแตกต่างกันเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง หรือขณะบรรทุกสัมภาระหนัก

8. อย่าบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็น

อย่าบรรทุกสัมภาระเกินน้ำหนักที่รถยนต์สามารถรับไหว ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ หรือรถรุ่นใดๆ ก็ตาม ถ้ารู้สึกว่ากำลังบรรทุกเกินพิกัด ควรหาวิธีลดสัมภาระ จำไว้ว่า “ความปลอดภัย” คือสิ่งสำคัญที่สุด

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

ส่วนช่วงนี้ ใครอยากซื้อรถ SUV, รถ Crossover หรือรถกระบะมือสอง สภาพเยี่ยม ราคาเบาๆ CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร!

อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถ SUV, รถ Crossover หรือรถกระบะมือสอง รุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • Chevrolet

เพราะเหตุใด รถเก๋งที่ขายในไทย ถึงไม่มีปัดน้ำฝนหลัง

ที่ผมจั่วหัวมาแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะว่าคำถามนี้ ก็จัดเป็นหนึ่งในคำถามของผู้ที่สงสัยกันมานาน และมักถามกันบ่อยๆ ตามสื่อโซเชียลมีเดีย ว่าทำไม “รถเก๋ง ถึงไม่มีปัดน้ำฝนหลัง เหมือนแบบรถยนต์แบบ 3 ประตู / 5 ประตู Hatchback หรือรถยนต์แบบรถ Crossover SUV หรือรถ SUV บ้าง?”

ตามจริงแล้ว จะบอกว่ารถเก๋งที่ขายในไทย ไม่เคยติดตั้งที่ปัดน้ำฝนหลังมาให้เลย ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว …

เพราะเหตุใด รถเก๋งที่ขายในไทย ถึงไม่มีปัดน้ำฝนหลัง

ในอดีต รถเก๋งที่ขายในไทย ที่มีติดตั้งปัดน้ำฝนหลังมาให้ ก็จะมีแค่ Mazda 323 (มาสด้า 323) (BF), Mitsubishi Galant (มิตซูบิชิ กาแลนท์), Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) และ Peugeot 406 (เปอโยต์ 406) รุ่นที่นำเข้าจากฝรั่งเศส ประมาณนี้

เพราะเหตุใด รถเก๋งที่ขายในไทย ถึงไม่มีปัดน้ำฝนหลัง

ว่ากันด้วยตามหลักการของหลักอากาศพลศาสตร์ เมื่ออากาศที่ไหลผ่านรถยนต์เวลาเคลื่อนที่จนไปถึงท้ายรถแล้ว ลักษณะอากาศจะเกิดหมุนแบบปั่นป่วน เกิดกระแสลมหมุน เนื่องจากด้านหลังมีการเคลื่อนที่ของอากาศที่มาจากรอบคันรถ ไม่ว่าจะด้านบน ด้านข้าง หรือด้านล่าง

เพราะเหตุใด รถเก๋งที่ขายในไทย ถึงไม่มีปัดน้ำฝนหลัง

ซึ่งในตัวรถเก๋ง อากาศจะไหลผ่านไปยังกระจกที่ลาดและท้ายที่ยื่นยาวออกมา อากาศจะไปปั่นป่วนบริเวณด้านท้ายรถ พร้อมกับพัดพาสิ่งสกปรก (ส่วนหนึ่ง) ออกไปหมุนอยู่แถวท้ายรถ ซึ่งต่างจากในรถประเภทท้ายตัด หรือท้ายสั้นอย่าง Hatchback (แฮทช์แบค), Liftback (ลิฟท์แบค), Coupe (คูเป้) หรือแบบ Van / Wagon (แวน / แวกอน) อากาศจะไปหมุนอยู่ที่บริเวณกระจกบานท้าย ทำให้มีสิ่งสกปรกติดกระจกมากกว่า จึงต้องมีที่ปัดน้ำฝนหลังไว้ใช้งาน

เพราะเหตุใด รถเก๋งที่ขายในไทย ถึงไม่มีปัดน้ำฝนหลัง

และอีกเหตุผลหนึ่ง สำหรับรถยนต์ที่ใช้ในเมืองหนาว (บางประเทศ) ผู้ผลิตรถอาจติดตั้งที่ปัดน้ำฝนหลังให้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเวลาหิมะตก สามารถใช้ปัดหิมะที่บริเวณกระจกบานหลัง และไฟเบรกดวงที่ 3 (เฉพารุ่นที่ติดตั้งด้านในรถ) ให้เห็นชัดขึ้น (บางรุ่นมีให้เลือกเป็น Option คุณต้องจ่ายเงินเพิ่มนะครับ)

เรื่องก็มีอยู่แค่นี้แหละครับ ถ้ารถคุณมีปัน้ำฝนหลัง ก็อย่าลืมหาโอกาสใช้งาน จะช่วงฝนตก หรือปัดคราบสกปรกบนกระจกหลังออกบ้างนะครับ

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ! เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Mazda2 ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน

ช่วงหน้าฝนนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่เรามักเลี่ยงได้ยาก หากอยู่ในเขตพื้นที่ต่ำ อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร หรือจุดที่ท่อระบายน้ำ ไม่เคยลอกท่อมานานนม เมื่อฝนตกหนักๆ ลงมา สิ่งที่ตามมานั่นก็คือ “น้ำท่วม” (หรือเรียกให้ดูดีหน่อยก็ “น้ำรอการระบาย”) นั่นเอง

ซึ่งทำให้รถยนต์แบบกระบะ, รถแบบ Crossover SUV หรือรถ SUV ที่ออกแบบมาให้ยกสูงหน่อย ใช้ระบบขับเคลื่อนทั้ง 2 ล้อ และ 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่ต้องการของคนใช้รถในบ้านเรามาก เพราะความอเนกประสงค์ในการใช้งานแล้ว ยังลุยน้ำท่วมได้ไหวอีกต่างหาก (แม้ว่ารถทุกคัน จะไม่ได้ออกแบบมาให้ลุยน้ำเป็นหลักก็ตาม)

โดยรถที่มีระยะต่ำสุดจากพื้น (หรือ ความสูงใต้ท้องรถ) (Ground Clearance) น้อยหรือมาก ก็มีผลต่อการลุยน้ำของรถรุ่นนั้นๆ ด้วย และรถที่ลุยน้ำได้ รวมไปถึงช่วงล่างหน้า เครื่องยนต์ ท่ออากาศ ไดชาร์จ และระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งในห้องเครื่องยนต์ ล้วนมีผลต่อการลุยน้ำทั้งสิ้น

สำหรับในบทความนี้ ใครที่กำลังมองหารถกระบะมาใช้งานในช่วงหน้าฝนนี้ แล้วอยากรู้ว่า รถกระบะป้ายแดง หรือรถกระบะมือสองที่มีขายในท้องตลาด มีความสามารถในการลุยน้ำได้มากน้อยแค่ไหน หรือลุยน้ำได้ลึกสุดเท่าไหร่ MR.CARRO จะมาแนะนำ 7 รถกระบะให้ชมกัน

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน

1. Isuzu D-Max

กระบะ Isuzu D-Max (อีซูซุ ดีแมคซ์) รถกระบะยอดนิยมของชาวไทย นับตั้งแต่โฉมปี 2011 – 2019 ในรุ่นโฉม Spark, Spacecab, Cab4 หรือ X-Series (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 190 – 200 มม. และในแบบ Spark 4X4, Hi-Lander, V-Cross 4X4 หรือ X-Series (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 225 – 235 มม.

สำหรับ Isuzu D-Max ในส่วนที่เป็นรุ่นโฉมปี 2020 – ปัจจุบัน ในรุ่นโฉม Spark, Spacecab, Cab4 หรือ X-Series (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 190 – 200 มม. และในแบบ Spark 4X4, Hi-Lander, V-Cross 4X4 หรือ X-Series (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 220 – 240 มม.

พูดง่ายๆ คือถ้าคุณเลือกรถกระบะ Isuzu D-Max รุ่น Spark 4X4, Hi-Lander, V-Cross 4X4 หรือ X-Series (ยกสูง) สามารถลุยน้ำได้ประมาณ 80 เซนติเมตร (ในรุ่นยกสูงนะครับ) คือตั้งแต่ช่วงประมาณใต้กระจังหน้าของรถ หรือบริเวณใต้โป่งซุ้มล้อของรถนั่นเอง ส่วนรุ่นนอกเหนือจากนั้น ลุยได้แค่ครึ่งล้อรถก็น่าพอใจมาก มากกว่านี้อย่าเสี่ยง

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / Toyota Hilux Revo

2. Toyota Revo

Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) รุ่นตั้งแต่โฉมปี 2015 – 2021 ในรุ่นโฉม Standard Cab, Smart Cab, Double Cab รวมถึง Z Edition (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 154 – 165 มม. และในแบบ Prerunner, 4X4, Rocco และ TRD Sporivo / GR Sport (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม. และ 216 – 217 มม.

แม้ว่าตัวรถจะมีระยะต่ำสุดจากพื้นน้อยกว่าในกระบะยี่ห้ออื่นๆ แต่ทาง Toyota ก็ให้ความมั่นใจว่า สามารถนำ Toyota Revo ไปลุยน้ำได้ลึกที่สุดถึง 80 เซนติเมตร (ในรุ่นยกสูง) เลยทีเดียว

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / Nissan Navara

3. Nissan Navara

Nissan Navara (นิสสัน นาวารา) กระบะพันธุ์กล้าแกร่ง ขับดีแต่ขายไม่ค่อยดี รุ่นตั้งแต่โฉมปี 2014 – 2020 ในโฉม Single Cab, King Cab Cab, Double Cab (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 180 – 205 มม. และในแบบ Double Cab, 4X4, Calibre และ Sportech หรือ Black Edition (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 204 – 220 มม.

ส่วนโฉมปัจจุบัน ในรุ่นโฉม Single Cab, King Cab Cab, Double Cab มีระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม. และในแบบ Double Cab, 4X4, Calibre หรือ PRO2X และ PRO4X มีระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม. และ 225 มม.

ในส่วนของ Nissan Navara (รุ่นยกสูง) สามารถลุยน้ำได้ถึง 70 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นโฉมใหม่ในรุ่น PRO2X และ PRO4X ลุยน้ำได้ถึง 80 เซนติเมตรเลยทีเดียว แต่ถ้าจะเอาระยะปลอดภัย ลุยน้ำสูงแค่ 45 เซนติเมตร ตามที่ Nissan เคยบอกเมื่อหลายปีก่อนก็พอละกัน …

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / Mitsubishi Triton

4. Mitsubishi Triton

Mitsubishi Triton (มิตซูบิชิ ไทรทัน) สุดหล่อจอมลุย รุ่นตั้งแต่โฉมปี 2014 – ปัจจุบัน ในรุ่นโฉม Standard Cab, Mega Cab, Double Cab (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 200 มม. และในแบบ Triton Plus, 4X4 และ Athlete (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 200 – 220 มม.

สามารถลุยน้ำได้ลึกสุดถึง 70 – 80 เซนติเมตร (ในรุ่นยกสูง) เลยครับ

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / Mazda BT-50

5. Mazda BT-50

อีกหนึ่งในรถกระบะจากค่ายมาสด้า อย่าง Mazda BT-50 PRO (มาสด้า บีที-50) รุ่นตั้งแต่ปี 2011 – 2020 ในรุ่นโฉม Standard Cab, Freestyle Cab และ Double Cab (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 201 มม. และในแบบ Hi-Racer, 4X4 และ Thunder (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 237 มม.

ส่วน Mazda BT-50 ใหม่ ที่เป็นคู่แฝดกันกับ Isuzu D-Max ในรุ่นโฉม Standard Cab, Freestyle Cab และ Double Cab (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 190 – 200 มม. และในแบบ Hi-Racer และ 4X4 (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 235 – 240 มม.

สามารถลุยน้ำลึกได้ถึง 80 เซนติเมตรเช่นกัน ไม่แพ้รถจากค่ายอื่นๆ

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / MG Extender

6. MG Extender

กระบะน้องใหม่ในตลาดรถยนต์บ้านเราอย่าง MG Extender (เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์) ก็มีคุณสมบัติพร้อมลุยไม่แพ้เพื่อนๆ ปิคอัพในระดับเดียวกัน สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 70 เซนติเมตร (ตัวเตี้ย) และ 80 เซนติเมตร (รุ่นยกสูง)

ในรุ่นโฉม Giant Cab และ Extended Cab (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 145 มม. และ 183 มม. กับในแบบ Giant Cab และ Extended Cab (ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 231 มม.

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / Ford Ranger Raptor

7. Ford Ranger

สำหรับรถกระบ Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) ในรุ่นโฉม Hi-Rider, Wildtrak และ 4X4 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2011 – ปัจจุบัน ทาง Ford เอง รับประกันว่าสามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มม. (หรือ 80 เซนติเมตร) ก็อยู่ช่วงประมาณใต้กระจังหน้าของรถ หรือบริเวณใต้โป่งซุ้มล้อของรถ โดยใช้ความเร็วไม่เกิน 7 กม./ชม. ตามที่ระบุไว้ในคู่มือรถ

ส่วนในรุ่นกระบะพื้นฐาน ความสูงปกติ สามารถลุยน้ำที่สูงได้ไม่เกิน 600 มม. (60 เซนติเมตร)

ซึ่ง Ford Ranger โฉมปี 2011 – 2014 ตัวรถมีระยะต่ำสุดจากพื้น 201- 232 มม., โฉมปี 2015 – ปัจจุบัน อยู่ที่ 230 มม. ส่วนในรุ่น Ranger Raptor (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) ระยะต่ำสุดจากพื้นอยู่ที่ 281 มม. สามารถลุยน้ำได้ลึกที่สุด 85 เซนติเมตร

ส่วนประกอบสำคัญๆ ของเครื่องยนต์ ไดชาร์จ ระบบไฟฟ้า ถูกออกแบบมาให้สูงพ้นระดับน้ำดังกล่าว และจุดที่เป็นระบบไฟฟ้าก็หุ้มห่อถึง 2 ชั้น อีกทั้งหม้อกรองอากาศก็ติดตั้งวาล์วกันน้ำเข้าอีกด้วย

8 รถกระบะน่าใช้ รุ่นไหนลุยน้ำเก่ง ลุยน้ำสูง ลุยน้ำได้ลึกสุด ที่เหมาะกับหน้าฝน / Chevrolet Colorado

8. Chevrolet Colorado

สำหรับ Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโรลาโด้) ที่แม้ว่าจะกลายเป็นตำนานไปซะแล้ว (เพราะบริษัทแม่กลับประเทศไป) แต่ความน่าใช้ และความทนทาน ก็ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม

ในรุ่นโฉม S-Cab, X-Cab และ G-Cab (ตัวเตี้ย) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 187 มม. – 194 มม. กับในแบบ High Country, Z71 และ Z71 4X4 และรุ่นพิเศษต่างๆ (ที่ยกสูง) มีระยะต่ำสุดจากพื้น 198 – 270 มม.

สามารถลุยน้ำที่สูงถึงระดับ 70 – 80 เซนติเมตร อย่างไม่ลำบากยากเย็นนัก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าทางผู้ผลิตรถยนต์จะระบุว่า ลุยน้ำได้ลึกสุดกี่เซนติเมตรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า น้ำจะไม่ได้เข้ามาในรถนะครับ! การขับขี่ให้ใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ต่ำ รักษาความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงคลื่นที่อยู่ด้านหน้าของรถยนต์และอย่าหยุดรถ และต้องระมัดระวังเครื่องยนต์และชุดกรองอากาศ หากน้ำไหลเข้าหม้อกรองอากาศจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

ที่สำคัญ หลังจากการลุยน้ำท่วมมาแล้ว อย่าลืมนำรถไปตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ เกียร์ เบรก ที่อู่ซ่อมรถหรือศูนย์ด้วยนะครับผม

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ! เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Mazda2 ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

ข้อพึงระวังในการล้างอัดฉีด

สวัสดีค่ะ ชาว CARRO กลับมาพบกันกับบทความดีๆ ของทาง Siamcardeal กันนะคะ

ในช่วงนี้ประเทศของเรา ยังคงมีข่าวคราวการระบาดของโควิด-19 กันอยู่นะคะ และช่วงนี้แอดมินนำสาระดีๆ เกี่ยวกับรถยนต์ มาฝากกันเช่นเคยค่ะ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าการนำรถเข้ารับบริการล้างอัดฉีด จะช่วยจัดคราบความสกปรกต่างๆ ที่เกาะติดอยู่ตามตัวถังรถได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อพึงระวังดังนี้

1. ไม่ควรล้างรถในขณะที่เครื่องยนต์ยังมีอุณหภูมิสูง เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ยังคงมีความร้อนสะสมอยู่ เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้

2. น้ำที่แรงดันสูง อาจจะก่อให้เกิดผลเสียกับสีรถ โดยเฉพาะรถเก่าซึ่งสีตามบริเวณขอบมุมต่างๆ อาจจะหลุดล่อนได้ง่าย

3. ไม่ควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูง เพราะอาจจะทำให้วัสดุประเภทพลาสติก เสียรูปทรงได้

4. ในขณะฉีดน้ำล้างรถ หัวฉีดควรอยู่ห่างจากตัวรถอย่างน้อย 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันความแรงของสายน้ำ

5. ไม่ควรล้างรถในเวลากลางคืน เพราะความชื้นที่เกิดจากการล้างรถ บริเวณซอกมุมต่างๆ จะแห้งช้า ซึ่งความชื้นดังกล่าวนี้จะป็นสเหตุให้เกิดสนิมได้ง่าย

5 ออฟชั่นติดรถ ที่ได้ใช้แน่นอน ในวันฝนตก

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ การขับรถอย่างปลอดภัยนั้น เป็นที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อฝนตก ทัศนวิสัยในการขับขี่ย่อมแย่ลง และยังต้องระวังเพื่อนร่วมทางอีก ทั้งคนเดินทาง รถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ

ตามปกติแล้ว ออฟชั่นติดรถที่ธรรมดาสามัญๆ หลายๆ อย่างนั้น ในยุคปัจจุบันก็ถือว่ามีมากกว่ารถในยุคเก่าๆ มาก ซึ่งก็ช่วยให้เราสามารถขับรถได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยขึ้น แต่หลายคนก็อาจยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่า ก้าน สวิทช์ หรือออฟชั่นนั้นๆ มีไว้สำหรับใช้เพื่ออะไร? และความเหมาะสมในการใช้งานจริงๆ ต้องเป็นช่วงเวลาไหน หรือว่าแค่ช่วงฝนตกอย่างเดียว?

MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังถึง 5 ออฟชั่นติดรถ ที่ได้ใช้แน่นอน ในวันฝนตกครับ …

5 ออฟชั่นติดรถ ที่ได้ใช้แน่นอน ในวันฝนตก

ภาพจาก Web Cartop

1. ไฟตัดหมอก หน้า-หลัง

สำหรับไฟตัดหมอกหน้า-หลัง นอกจากจะใช้เปิดในช่วงที่หมอกลงจัดแล้ว ยังสามารถใช้งานได้ในช่วงที่ฝนตกหนักๆ อีกด้วย เนื่องจากลำแสงของไฟตัดหมอกจะพุ่งตรงไปข้างหน้าหรือหลังได้ดียิ่งกว่า ช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นคุณได้จากระยะไกลมากขึ้น ซึ่งไฟตัดหมอก จะเป็นแบบแสงสีขาว หรือแสงสีเหลืองก็ได้

ส่วนไฟตัดหมอกท้าย นิยมใช้เป็นสีแดง เช่นเดียวกับสีของไฟเบรก และจะติดตั้งในมุมเดียวกับพวงมาลัยรถ

แต่ถ้าฝนเบาลงแล้ว ก็อย่าลืมปิดไฟตัดหมอกด้วยนะครับ เพราะลำแสงของมันจะไปแยงตาคนที่เดินผ่าน หรือคนที่ขับรถสวนมาได้ และอาจถูกตำรวจจับปรับได้ด้วย

2. ไล่ฝ้าหน้า-หลัง

ตามปกติแล้ว เวลาฝนเทลงมาในวันที่มีอากาศเย็นๆ มักจะเกิดฝ้าขึ้นบริเวณกระจกหน้า-หลัง ถ้าเป็นด้านหน้า วิธีแก้ง่ายๆ คือการเปิดที่ปัดน้ำฝน เพื่อลบฝ้าบริเวณกระจกหน้าออกได้อย่างรวดเร็ว แต่ตัวฝ้าก็จะเกิดขึ้นมาอย่างเร็วเช่นกัน

วิธีแก้ปัญหา คือ ให้เลื่อนหรือกดสวิทช์แอร์ไปที่ฟังก์ชั่นไล่ฝ้า ซึ่ง ระบบแอร์ก็จะดึงอากาศจากในรถมาเป่าบริเวณกระจกหน้า ให้อุณหภูมิภายในเท่ากับภายนอก บริเวณหน้ากระจกรถฝ้าก็จะหายไป หรือฝ้ายังมีเกิดขึ้นในช่วงที่ฝนหยุดตกแล้ว ให้ลองแง้มหน้าต่างรถยนต์นิดหน่อยก็จะช่วยลดฝ้าที่กระจกได้

ส่วนไล่ฝ้าหลัง จะใช้กระแสไฟวิ่งผ่านเส้นลวดทองแดงที่ฝังอยู่ในกระจกหลัง เมื่อกดปุ่มก็จะเกิดความร้อนที่เส้นทองแเดง ช่วยให้ฝ้าหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่หากเป็นรถรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีระบบตัดไล่ฝ้าอัตโนมัติ ก็ควรปิดทันทีเมื่อฝ้าหายหมดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้กระจกแตก เนื่องจากเปิดทิ้งไว้นานเกินไป

5 ออฟชั่นติดรถ ที่ได้ใช้แน่นอน ในวันฝนตก

3. ที่ปัดน้ำฝนหน้า-หลัง

นี่จัดว่าเป็นของธรรมดาสามัญมากๆ อีกอย่าง สำหรับชุดที่ปัดน้ำฝนหน้า และที่ปัดน้ำฝนหลัง

ซึ่งในรถยุคใหม่ๆ หลายรุ่นมีติดตั้งระบบเปิด-ปิด ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ซึ่งการทำงานก็จะมี Rain Sensor คอยตรวจจับปริมาณหยดน้ำที่บริเวณกระจกหน้า หรือตรงกระจกมองหลัง เมื่อฝนตกที่ปัดน้ำฝนก็จะทำงานเองโดยอัตโนมัติ คู่ไปกับระบบหน่วงเวลา ซึ่งคุณสามารถปรับเลือกความถี่ในการปัดได้จากก้านปัดน้ำฝน

ส่วนที่ปัดน้ำฝนหลัง โดยส่วนใหญ่มักจะติดตั้งมากับในรถท้ายตัดอย่าง Hatchback (แฮทช์แบค), รถท้ายลาดแบบ Liftback (ลิฟท์แบค) และรถแบบแวกอน เพราะว่า รถยนต์ท้ายตัด จะเกิดลมวนบริเวณท้ายรถค่อนข้างมาก ยิ่งเวลาขับรถด้วยความเร็วสูง ลมที่วนมักจะพัดเอาน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาจากล้อ ไปเป็นละลองน้ำอยู่บนกระจกบานหลัง ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง

4. ฮีตเตอร์ (Heater)

ในอดีต ฮีตเตอร์ เป็นอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิที่ติดตั้งมากับระบบแอร์รถยนต์ในรถยุโรป, รถอเมริกัน หรือรถญี่ปุ่นรุ่นที่นำเข้ามาขาย โดยมากมักเป็นรถที่ใช้ในเขตหนาว หรือเป็นออฟชั่นติดรถมาเป็นพิเศษ (สำหรับขายในเมืองร้อน ฮ่า ฮ่า)

หลักการทำงาน เพียงแค่เลื่อนหรือหมุนไปที่ขีดแดงของส่วนอุณหภูมิระบบแอร์รถยนต์ ฮีตเตอร์ที่มีลักษณะคล้ายๆ หม้อน้ำเล็กๆ เป่าลมร้อนที่ได้มาจากน้ำหล่อเย็นของเครื่องยนต์ ผสมกับลมเย็น ผ่านคอยล์เย็นต่อเข้ามายังท่อแอร์ในห้องโดยสารรถ

แต่ในยุคปัจจุบัน รถที่ขายในบ้านเราหลายรุ่น ก็ติดตั้งฮีตเตอร์ (หรือแอร์ร้อน) มาให้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ ในการเปิดช่วงฝนตก หรือช่วงฤดูหนาว อีกทั้งยังช่วยไล่ความชื้นในระบบแอร์ได้ดีด้วย แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน เช่น คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักขึ้น กินน้ำมันมากขึ้น หรือถ้าท่อแอร์รั่ว หรือผุ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายเพิ่ม

5 ออฟชั่นติดรถ ที่ได้ใช้แน่นอน ในวันฝนตก

5. กันสาดรถ

อุปกรณ์ชิ้นนี้ หลายคนอาจมองว่ามีประโยชน์แค่ในช่วงหน้าร้อนอย่างเดียว เพราะสามารถแง้มกระจกรถเอาไว้ให้ระบายความร้อนในรถได้ แต่ในช่วงหน้าฝน ก็มีประโยชน์เช่นเดียวกันครับ นั่นคือ สามารถแง้มกระจกในช่วงฝนตก เพื่อระบายลมหรือกลิ่นที่อยู่ในรถออกไปได้

อีกทั้งน้ำฝนที่ตกลงมา จะไม่มาเกาะติดกระจกด้านข้างประตูมากนัก ทำให้มองเห็นกระจกมองข้างได้ชัดเจนกว่า แต่ข้อเสียก็มีนิดหน่อย ก็แค่ทำความสะอาดยาก หรือเสียงลมบริเวณประตูดังหน่อย เวลาขับรถด้วยความเร็ว หรือถ้ากาวเสื่อม อาจปลิวไปโดนรถคันอื่นได้

และนี่ก็คือสิ่งที่คุณควรรู้กันไว้ ในการขับรถในช่วงหน้าฝนนี้นะครับผม

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ! เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Mazda2 ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน

มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับรถในยุคปัจจุบัน ต้องบอกก่อนเลยว่าพัฒนาดีกว่ารถยนต์ในเมื่อยุค 20 ปีที่แล้ว หรือ 10 ปีที่แล้วมาก อีกทั้งอุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยที่เคยเป็นของรถยนต์ “ราคาแพง” เมื่อการผลิต เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกล และการผลิตจำนวน ทำให้ต้นทุนถูกลง บวกกับข้อกฎหมายบังคับในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ระบบความปลอดภัยหลายอย่าง มีติดตั้งมาในรถตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

สำหรับรถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่คนไทยนิยมกันทั้งในรูปแบบรถป้ายแดง หรือรถมือสอง คงต้องยกให้ “รถ Eco-Car” (รถอีโค่คาร์) ซึ่งเป็นรถที่ตอบโจทย์คนทำงานในเมือง ด้วยความอเนกประสงค์ในการใช้งาน เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน แต่ให้กำลังที่เพียงพอต่อการใช้งาน รวมไปถึงค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

และรถยนต์ Eco-Car ทุกรุ่น คุณภาพไม่ได้น้อยเหมือนราคาตัวรถ แต่ละค่ายต่างก็อัดฟังก์ชั่นต่างๆ มาในรถกันเต็มที่ และยิ่งในช่วงหน้าฝน ฟังก์ชั่นต่างๆ นี้ย่อมได้ใช้ประโยชน์แน่นอน

MR.CARRO เลยขอนำเสนอ 7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน ให้คุณรู้ว่า ที่ติดรถมา ใช้ประโยชน์ตอนไหนได้บ้าง …

7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน

1. ปัดน้ำฝนหลัง

ปัดน้ำฝนหลัง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาสามัญสำหรับรถ Eco-Car แบบ Hatchback ท้ายตัดมาแต่ไหนแต่ไร ที่หลายคนอาจมองไม่เห็นความสำคัญ ว่ามันก็เป็นจุดเด่นได้เหมือนกัน!

เหตุผลที่มีปัดน้ำฝนหลังสำหรับรถ Eco-Car แบบ Hatchback ก็เพราะว่า รถยนต์ท้ายตัด จะเกิดลมวนบริเวณท้ายรถค่อนข้างมาก ยิ่งเวลาขับรถด้วยความเร็วสูง ลมที่วนมักจะพัดเอาน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาจากล้อ ไปเป็นละลองน้ำอยู่บนกระจกบานหลัง ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง

คือถ้าไม่มีปัดน้ำฝนหลังใช้งาน เวลาขับรถตอนฝนตก ตอนเลี้ยว หรือเปลี่ยนเลน คงลำบากหน่อย เมื่อต้องสังเกตรถที่มาจากทางด้านหลังผ่านกระจกมองหลัง

2. ไฟตัดหมอก

ไฟตัดหมอก เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถ Eco-Car มีติดตั้งมาให้ในหลายๆ รุ่น ซึ่งนอกจากจะใช้ในช่วงหมอกลงจัดแล้ว ยังพอใช้ในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก หรือหนักมาก (เท่านั้น) ได้อีกด้วย ซึ่งในรถบางรุ่น อาจติดตั้งไฟตัดหมอกหลัง มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอีกด้วย

แต่ข้อควรรู้ เมื่อฝนเริ่มซาลง มองเห็นทัศนวิสัยด้านหน้าได้ชัดเจนขึ้น ให้ปิดไฟตัดหมอกทันที เพราะแสงจากไฟตัดหมอกจะไปแยงตารบกวนรถคันที่วิ่งสวนมา! และไม่ควรเปิดพร่ำเพรื่อ เพราะอาจโดนตำรวจจับได้

7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน

3. ระบบเบรก ABS / EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA

ระบบเบรก ABS จากที่เคยมีในรถราคาแพง ตอนนี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถ Eco-Car ทุกรุ่นต้องมีให้ ถ้าไม่มีก็เชยแย่เลย

อีกทั้งยังพัฒนาต่อยอดไปเป็นระบบต่างๆ อีกด้วย เช่น ระบบ EBD (ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก), ระบบ ESP / ESC (ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว) และระบบ BA (ระบบเสริมแรงเบรก) เป็นต้น

4. ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (หรือ ESC / ESP)

ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control หรือ Electronic Stability Program) จะช่วยให้คุณทรงตัวรถได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงต้องเร่งความเร็ว และการเข้าโค้ง ระบบนี้จะช่วยลดการลื่นไถล มุดโค้ง หรือแหกโค้งไปได้

จัดเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ใช้ได้ดีในช่วงฝนตก และยังทำงานร่วมกับระบบ TRC และ ABS/EBD กับ BA อีกด้วย

7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน

5. ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC

ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System) จะช่วยให้คุณคุมรถตอนฝนตกได้ดีขึ้น เนื่องจากกล่อง ECU จะตรวจจับการทำงานร่วมกับระบบ VSC เมื่อพบว่าล้อใดล้อหนึ่งที่หมุนเร็วกว่าล้อฝั่งอื่นๆ พร้อมส่งสัญญาณไปยังระบบเบรกให้สร้างแรงดันน้ำมันเบรก ไปชะลอความเร็วล้อหลัง และลดกำลังรอบเครื่องยนต์ให้เบาลง

ป้องกันอาการท้ายปัดหรือลื่นของรถ ทั้งในช่วงการออกตัว เข้าโค้ง เมื่อต้องขับด้วยความเร็วในช่วงฝนตก หรือเลี้ยวโค้งช่วงทางโค้ง เป็นต้น ซึ่งจะมีสวิทช์อยู่แถวๆ ด้านคนขับ คุณสามารถเปิด-ปิด การใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้

6. ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน LDA

ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน LDA (Lane Departure Alert) จากฟังก์ชั่นที่มีในรถราคาแพงๆ เมื่อครั้งอดีต ตอนนี้ก็มีเป็นมาตรฐานในรถ Eco-Car ซึ่งถือว่าถือประโยชน์เวลาขับรถตอนฝนตกครับ

ระบบดังกล่าวนี้ จะทำงานร่วมกับกล้องจับภาพหน้ารถที่บริเวณกระจกบังลมหน้า โดยตัวกล้องจะคอยตรวจจับเส้นของช่องทางการเดินรถ (เมื่อรถคุณใช้ความเร็วเกิน 50 กม./ชม. ขึ้นไป ระบบจะเริ่มทำงาน) และส่งเสียงเตือนเมื่อรถคุณไถลออกนอกเลน ยามเกิดถนนลื่น หรือเผลอหลับจนรถเป๋ออก ซึ่งจะมีสวิทช์อยู่แถวๆ ด้านคนขับเช่นกัน คุณสามารถเปิด-ปิด การใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้

7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน

7. ถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านนิรภัยด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ

ถุงลมนิรภัย ถือเป็นของสามัญในรถ Eco-Car ทุกรุ่น ที่จะช่วยปกป้องชีวิตคุณ ในยามที่ขับรถตอนฝนตกลื่นๆ ได้

จากเดิมที่มีแค่ด้านคนขับ ก็เพิ่มมาทั้งฝั่งผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ม่านนิรภัยด้านข้าง และในบางรุ่นยังมีถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าด้านคนขับอีกด้วย

7 ฟังก์ชั่นเด่นๆ ในรถ Eco-Car ที่มีแล้วอุ่นใจ ในการขับรถช่วงหน้าฝน

ที่สำคัญ หน้าฝนนี้ ต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวัง มีสติ ใช้ความเร็วไม่ต้องมาก แค่นี้ก็ปลอดภัยทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทางแล้วล่ะครับ

และสำหรับรถ Eco-Car รุ่นที่มีฟังก์ชั่นดังกล่าว ใน CARRO Automall ก็มีรถให้เลือกมากมายหลายรุ่น ได้แก่ Toyota Yaris, Toyota Yaris ATIV, Nissan March, Nissan Almera, Nissan Note, Mitsubishi Mirage, Mitsubishi Attrage, Suzuki Celerio, Suzuki Swift หรือ Mazda2 เป็นต้น

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ! เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Mazda2 ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

5 รถยนต์น่าซื้อ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่ง

ทุกวันนี้ สังคมไทยจัดได้ว่าเข้าสู่ในยุค “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว แต่บางทีอายุก็เป็นเพียงตัวเลข เพราะผู้สูงอายุหลายคนยังคงมีไฟ มีความกระฉับกระเฉง กำลังกายยังแข็งแรง สามารถทำอะไรเองได้หลายต่อหลายอย่าง โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานมาก หรือแม้กระทั่งการขับรถไปซื้อของ หรือไปหาหมอ ก็ขับได้ในระยะทางไม่ไกลมากนัก

อ่านเพิ่มเติม >> เลือกรถยนต์แบบไหน ถึงจะเหมาะกับ วัยเกษียณอายุ!

ลูกๆ หลายคนที่ทำงานจนพอจะมีฐานะขึ้นมาบ้างแล้ว ก็อยากจะตอบแทนพระคุณแม่ ในเดือนแห่งวันแม่ โดยการเลือกรถให้คุณแม่ไว้นั่งสักคัน ซึ่งการเลือกรถให้ผู้สูงอายุนั้น ควรจะเป็นรถยนต์ที่ขับได้ง่าย ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนนัก รวมไปถึงความสูงของรถที่มากหน่อย (ถ้าเป็นไปได้) สามารถเข้า-ออก ตัวรถได้ง่าย (ถ้าใครเคยใช้รถโหลดเตี้ยจะรู้ เข้า-ออก บางทีพลาด หัวโขกโดนขอบประตู)

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกสองสิ่ง นั่นก็คือ งบประมาณ และความพึงพอใจของคุณแม่คุณ ว่าอยากได้รถประเภทไหน …

ในวันนี้ CARRO Automall (คาร์โร ออโต้มอลล์) จะขอมาแนะนำให้คุณแม่ คุณลูก และทุกท่านรู้จักรถมือสอง 5 แบบที่น่าซื้อมาใช้ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่งกันครับ ว่ามีความน่าสนใจตรงไหนบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่า …

5 รถยนต์น่าซื้อ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่ง

1. รถ Eco-Car

สำหรับรถ Eco-Car (รถอีโคคาร์) มีคุณสมบัติเด่นๆ อยู่หลายอย่าง อาทิ มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก (ตั้งแต่ 1.0 ลิตร – 1.25 ลิตร) พอใช้งานในเมืองได้สบายๆ ประหยัดน้ำมัน รูปทรงขนาดกะทัดรัด หาที่จอดในเมืองง่าย รวมไปถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่าย ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน ก็มีมาให้แทบทุกรุ่น แถมยังเป็นรถขายดี ซื้อง่ายขายคล่อง

และศูนย์บริการ กับอะไหล่ ก็มีให้เลือกทั้งแบบแท้ เทียบ เทียม ไม่กระทบถึงรายจ่ายมาก เมื่อถึงเวลาต้องนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการ

สำหรับรถ ECO-Car สภาพเยี่ยม ทาง CARRO Automall ก็มีมาให้ท่านเลือกด้วยกันหลายคัน อาทิ

NISSAN MARCH 1.2 E 2017 เทา

NISSAN MARCH 1.2 E 2017 เทา

1. Nissan March 1.2 E ปี 2017 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 50,415 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 245,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/nissan-march-2017-E1KJ10.html

TOYOTA YARIS 1.2 E 2018 ขาว

TOYOTA YARIS 1.2 E 2018 ขาว

2. Toyota Yaris 1.2 E ปี 2018 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 100,299 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 389,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/toyota-yaris-2018-D5O3O4.html

SUZUKI SWIFT 1.2 GL 2019 น้ำเงิน

SUZUKI SWIFT 1.2 GL 2019 น้ำเงิน

3. Suzuki Swift 1.2 GL ปี 2019 เลขไมล์ 17,220 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 379,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/suzuki-swift-2019-D26936.html

5 รถยนต์น่าซื้อ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่ง

2. รถ Sub-Compact

ในส่วนของรถ Sub-Compact นอกจากจะเป็นรถขายดีแล้ว มีคุณสมบัติเด่นๆ เพิ่มเติมจากรถประเภท Eco-Car อยู่หลายอย่าง (ซึ่งบางรุ่น ก็ยังสามารถจัดเป็นรถ Eco-Car ได้อีกด้วย) อาทิ มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น (ตั้งแต่ 1.3 ลิตร – 1.5 ลิตร) เผื่อให้ลูกหลานไว้ใช้งานได้ด้วย และประหยัดน้ำมัน รูปทรงขนาดกะทัดรัด หาที่จอดในเมืองง่าย รวมไปถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่าย ซึ่งบางรุ่นก็ออกแบบมาให้คล้ายกับรถแบบ MPV ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน มีมาให้แทบทุกรุ่น

ส่วนศูนย์บริการ กับอะไหล่ ก็มีให้เลือกทั้งแบบแท้ เทียบ เทียม ไม่กระทบถึงรายจ่ายนัก เมื่อต้องนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการเช่นกัน

สำหรับรถ Sub-Compact สภาพเยี่ยม ทาง CARRO Automall ก็มีมาให้ท่านเลือกด้วยกันหลายคัน อาทิ

TOYOTA VIOS 1.5 J 2018 ขาว

TOYOTA VIOS 1.5 J 2018 ขาว

1. Toyota Vios 1.5 J ปี 2018 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 48,166 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 399,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/toyota-vios-2018-E4N2NX.html

HONDA CITY 1.5 V i-VTEC 2017 เทา-ดำ

HONDA CITY 1.5 V i-VTEC 2017 เทา-ดำ

2. Honda City 1.5 V i-VTEC ปี 2017 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 51,218 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 429,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/honda-city-2017-GJ6QN6.html

HONDA JAZZ 1.5 i-VTEC RS 2018 ส้ม

HONDA JAZZ 1.5 i-VTEC RS 2018 ส้ม

3. Honda Jazz 1.5 RS ปี 2018 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 57,643 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 519,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/honda-jazz-2018-DR1R15.html

5 รถยนต์น่าซื้อ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่ง

3. รถ Crossover SUV

อันนี้สำหรับคุณแม่ที่ชอบแนวลุยๆ หรือแนวบ้านอยู่ต่างจังหวัดหน่อย เพราะรถแนว Crossover SUV หรือ SUV จะมีความใกล้เคียงกับรถเก๋ง และรถประเภท 4WD มาผสมกัน เครื่องยนต์มักมีขนาดตั้งแต่ 1.8 ลิตร ไปจนถึง 2.5 ลิตร ซึ่งก็กินน้ำมันในระดับหนึ่ง และบรรทุกผู้โดยสารได้ 5-7 คน จัดเป็นรถขายดีเช่นกัน

สามารถขับได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง ลุยน้ำท่วมได้ ลุยดินโคลนเบาๆ ได้ ภายในปรับเบาะตามการใช้งานได้ เหมาะสำหรับคุณแม่ ที่ยังทำมาค้าขาย หรือต้องขนสัมภาระ ขนของไปส่งที่ไปรษณีย์บ่อยๆ

สำหรับรถ Crossover SUV สภาพเยี่ยม ทาง CARRO Automall ก็มีมาให้ท่านเลือกด้วยกันหลายคัน อาทิ

HONDA HRV 1.8 EL 2019 เทา

HONDA HRV 1.8 EL 2019 เทา

1. Honda HR-V 1.8 EL ปี 2019 เลขไมล์ 17,617 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 739,000 บาท! รถผู้หญิงมือเดียวใช้งานน้อยมาก

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/honda-hrv-2019-DO11RJ.html

NISSAN X-TRAIL 2.5V 2019 ดำ

NISSAN X-TRAIL 2.5V 2019 ดำ

2. Nissan X-Trail 2.5 V ปี 2019 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 9,048 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 899,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/nissan-x-trail-2019-GYP90Q.html

5 รถยนต์น่าซื้อ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่ง

4. รถ PPV

อันนี้สำหรับคุณแม่สายลุยอย่างแท้จริง เพราะรถ PPV นั้นมีพื้นฐานมาจากรถกระบะ ที่นำตัวรถแบบ SUV มาครอบลงไปอีกที เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งแบบเบนซิน และดีเซล มีตั้งแต่ขนาด 2.0 ลิตร ไปจนถึง 3.2 ลิตร และหลายรุ่นยังตกแต่งมาหรูหรากว่ารถเก๋งอีกด้วย

เน้นความแข็งแรง ทนทาน ลุยได้มากกว่า การขับขี่อาจต้องออกแรงหน่อย และนั่งอาจไม่สบายสักหน่อย อาจไม่เหมาะกับคุณแม่ที่อยู่ในวัยสูงอายุนัก ส่วนการดูแลรักษาก็คล้ายกับรถกระบะ ไม่ค่อยจุกจิกอะไรมาก

สำหรับรถ PPV สภาพเยี่ยม ทาง CARRO Automall ก็มีมาให้ท่านเลือกด้วยกันหลายคัน อาทิ

ISUZU MU-X 3.0 (DVD Navi) 2013 เทา

ISUZU MU-X 3.0 (DVD Navi) 2013 เทา

1. Isuzu MU-X 3.0 Ddi Navi ปี 2013 เลขไมล์ 70,060 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 659,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/isuzu-mu-x-2013-GM9R08.html

TOYOTA FORTUNER 2.8 V TRD BLACK TOP 2017 ขาว

TOYOTA FORTUNER 2.8 V TRD BLACK TOP 2017 ขาว

2. Toyota Fortuner 2.8 V TRD Sportivo Black Top ปี 2017 เลขไมล์ 46,531 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 1,119,000 บาท! รถบ้าน เจ้าของคนเดียว

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/toyota-fortuner-2017-D8RJY7.html

5 รถยนต์น่าซื้อ ราคาไม่แรง เหมาะสำหรับให้คุณแม่นั่ง

5. รถ MPV

นี่ล่ะ ถือเป็นขวัญใจของคนมีครอบครัวใหญ่ ญาติพี่น้องเยอะ หรือลูกหลายคนเลยทีเดียว สำหรับรถ MPV ที่สามารถนั่งได้ตั้งแต่ 7-11 คน บางรุ่นมีประตูสไลด์ไฟฟ้า เข้า-ออก ง่าย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีครอบครัวใหญ่ๆ มีเด็กๆ เป็นได้ทั้งรถผู้สูงอายุ และรถคันที่สองของบ้าน แต่การใช้รถแนวนี้ ก็อาจจะต้องแลกมากับค่าน้ำมัน ราคาตัวรถ และค่าบำรุงรักษาที่มากหน่อยนะ

สำหรับรถ MPV สภาพเยี่ยม ทาง CARRO Automall ก็มีมาให้ท่านเลือกด้วยกันหลายคัน อาทิ

TOYOTA SIENTA 1.5G 2018 เทา

TOYOTA SIENTA 1.5G 2018 เทา

TOYOTA SIENTA 1.5G 2018 เทา

1. Toyota Sienta 1.5 G ปี 2018 เลขไมล์ 36,058 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 479,000 บาท!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/toyota-sienta-2018-DR1573.html

HONDA FREED 1.5 SE 2012 เงิน

HONDA FREED 1.5 SE 2012 เงิน

2. Honda Freed 1.5 SE ปี 2012 (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เลขไมล์ 100,299 กิโลเมตร สภาพเยี่ยม ฟรีดาวน์! ราคา 433,000 บาท!

(สามารถฟังเสียงเครื่องยนต์ รวมถึงดูภาพภายนอกรถ-ภายในรถแบบ 360 องศา ได้)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม – https://th.carro.co/cardetail/honda-freed-2012-G0J0NX.html

ถ้าคุณลูกกำลังมองหารถ 5 ประเภทนี้ แล้วอยากซื้อมาให้คุณแม่ใช้งาน หรือคุณแม่จะขับเองก็ดี CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถได้ทั้งภายนอก ภายใน กันแบบ 360 องศา เลยทีเดียว รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

หมายเหตุ: ข้อมูลรถแนะนำจาก CARRO Automall เป็นข้อมูลรถยนต์ที่มีจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2564 / เลขกิโลเมตร ณ วันตรวจสภาพรถ

เปลี่ยนยางคนละรุ่นยี่ห้อ เลือกใส่คู่หน้าหลังดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาอีกครั้งครับ เกร็ดความรู้เล็กๆน้อย โดย จอร์จ ไทร์บิด ครับ เป็นปัญหาที่เพื่อนๆเจอกันบ่อยครับเมื่อใช้ยางไปได้สักระยะแล้วเกิดเหตุที่จะต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่เพียงหนึ่งเส้นเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือเปลี่ยนเป็นคู่เนื่องจากยางสึกแค่คู่เดียวอีกคู่ยังใช้ได้อยู่ หรือไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนยางคู่หน้าและคู่หลังคนละยี่ห้อเรามีข้อสังเกตที่จะยึดว่ายางรุ่นไหนไว้คู่หน้ายางไหนไว้คู่หลังดี เพื่อนๆคงมีข้อสงสัยว่าต้องใส่แบบไหนถึงดีสำหรับการใช้งานยางให้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม เพื่อนๆจะทำอย่างไรวันนี้ จอร์จ มีคำตอบมาให้ครับ

เปลี่ยนยางคนละรุ่นยี่ห้อ เลือกใส่คู่หน้าหลังดี

กรณีแรก ก่อนครับเมื่อเพื่อนๆ เกิดอุบัติเหตุยางแตก หรือ ยางสึกผิดปกติทำให้ต้องเปลี่ยนยาง 1 เส้นจอร์จ แนะนำว่าควรเลือก ยางที่เป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกันกับคู่นั้นๆ ครับ เพราะยางแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่น จะมีการยึดเกาะถนนที่แตกต่างกันครับ หากใส่คนละรุ่น หรือ คนละประเภท จะทำให้ยางที่เกาะถนนมากกว่าทำงานหนักมากกว่าอีกฝั่ง ซึ่งจะส่งผลทำให้ยางที่เกาะถนนมากกว่าจะสึกเร็วกว่า และแถมจะยังมีโอกาสทำให้สูญเสียสมรรถนะในการขับขี่ซึ่งเกิดจากการเกาะถนนที่ไม่เท่ากันของสองฝั่ง และระยะเบรกที่มีความแตกต่างกันครับ ซึ่งจะทำให้ยางใช้งานได้ไม่คุ้มค่า และ ไม่เต็มสมรรถนะแน่นอนครับ แต่ก็จะมีอีกเกร็ดเล็กๆนิดนึงครับ สำหรับเพื่อนที่ใช้งานยางมาสักระยะใหญ่ๆแล้ว แล้วยางสึกไปถึง 50% แล้ว ก็แนะนำให้เปลี่ยนเป็นคู่แทนนะครับเพราะการที่เปลี่ยนใหม่เส้นเดียวจะทำให้เกิดการห่างกันระหว่างยางที่มีดอกยางเต็มๆกับดอกยางตื้นซึ่งจะทำให้ยางที่มีดอกยางเต็มสึกเร็วกว่าปกติและจะใช้ไม่คุ้มค่าครับผม

เปลี่ยนยางคนละรุ่นยี่ห้อ เลือกใส่คู่หน้าหลังดี

แล้วถ้ากรณีที่เราเปลี่ยนยาง 4 เส้น แต่ยางที่เปลี่ยนมีสองรุ่น รุ่นละคู่ เราจะเลือกอย่างไรว่า รุ่นไหนควรไว้คู่หน้า หรือ คู่หลัง จอร์จ แนะนำให้เพื่อนๆ ดูในส่วนของดัชนีความเร็วครับ ยางรุ่นไหนที่มีดัชนีความเร็วมากกว่าให้ไว้คู่หน้าครับไม่ควรไว้คู่หลังเพราะจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการท้ายปัดมากกว่าครับ เนื่องมาจากว่ายางที่มีดัชนีความเร็วที่สูงกว่านั้น มีโอกาสลอยตัวและยึดเกาะถนนได้ต่ำกว่ายางที่มีดัชนีต่ำครับ ซึ่งจริงๆ แล้วจอร์จก็ไม่แนะนำให้เปลี่ยนแบบนี้ครับ อย่างไรควรเปลี่ยนเป็นรุ่นเดียวกันทั้ง 4 เส้นครับจะเป็นการง่ายในการดูแลของการสลับยาง

เปลี่ยนยางคนละรุ่นยี่ห้อ เลือกใส่คู่หน้าหลังดี

ส่วนถ้าเปลี่ยนยาง 2 เส้นผม แต่คนละรุ่นกันจะไว้คู่หน้าหรือคู่หลัง ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ 80% ต้องคิดว่าต้องเปลี่ยนคู่หน้าแน่ๆ ใช่ไหมละครับ ก็เป็นความคิดที่ถูกประมาณ 50% ครับเพราะมีหลายๆปัจจัยที่อยากให้เพื่อนๆดูเพิ่มเติมครับผม อันดับแรกเลย จอร์จ อยากให้เพื่อนๆพิจารณาก่อนครับว่ายางทั้ง 4 เส้น เราเป็นอย่างไรบ้างครับ โดยปกติถ้าเพื่อนๆที่ไม่ค่อยได้สลับยาง ยางล้อหลังจะอยู่ในสภาพที่ดอกยางจะสึกน้อยกว่ายางคู่หน้า เวลาเราเปลี่ยนสองเส้น แนะนำให้เอายางคู่หลังที่ดอกยางเยอะหรือมีดอกยางเหลือประมาณ 70% ลงมาอยู่ไปใส่ไว้คู่หน้าแทนที่ยางที่ดอกยางหมด และยางใหม่ใส่ไว้คู่หลัง เป็นเพราะว่า ยางหลังมีความสำคัญสำหรับการรีดน้ำมากครับถ้ายางล้อหลังไม่สามารถรีดน้ำได้ดีมีโอกาสทำให้ยางเหินน้ำและเสียการควบคุมจนทำให้เกิดท้ายปัดได้ครับ แต่ถ้าอีกแบบคือ ยางล้อหลังก็ยังใหม่ๆอยู่เลยคุณภาพ 70% ขึ้นไป เราก็เปลี่ยนยางคู่ใหม่ที่คู่หน้าได้เลยครับเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลา สลับล้อหลังขึ้นมาไว้หน้าซึ่งจะทำให้ยางที่สึกมากกว่าสึกเร็วลงไปอีกซึ่งการทำวิธีนี้จะทำให้ยางทั้ง สี่เส้นสึกเสมอกันครับ

แถมอีกนิดนึงครับ กรณีที่ยางคู่หน้าคู่หลังคนละไซส์กัน โดยปกติ แล้วก็คงไม่สามารถสลับยางคู่หน้าคู่หลังได้ ถ้าแนะนำก็ให้เปลี่ยนเป็นคู่ในทุกๆครั้ง หรือ ถ้าใช้ไปได้สักระยะแล้วจริงๆมีเหตุต้องเปลี่ยนหนึ่งเส้นให้เปลี่ยนคู่เหมือนกัน และ เก็บยางอีกเส้นไว้เป็นยางอะไหล่ครับผม เพราะยางกลุ่มรถประเภทนี้ไม่ค่อยมียางอะไหล่ครับ

ก็หวังว่าบทความวันนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่กำลังจะเปลี่ยนยางนะครับ เพื่อนๆ สามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน และช้อปยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์ครับ ทักมาให้พวกเราได้เลยครับผม วันนี้ จอร์จ ขอตัวลาละครับ โอกาสหน้ามีบทความอะไรใหม่ๆ ติดตามกันนะครับ