ค้นหาบทความ

Category : คลังความรู้

Prevent-Forget-Children-In-The-Car

บางทีความ “เผลอเรอ” หรือความ “ประมาท” ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับลูกได้ อย่างเหตุการณ์ “เด็กติดอยู่ในรถ” ที่เกิดขึ้นเป็นข่าวหลายต่อหลายครา ทำให้เด็กเกิดความกลัว หรืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ปัญหาหลักๆ ของการที่เด็กติดอยู่ในรถนั้น ก็เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เด็กซน มือเผลอไปกดปุ่มล็อคประตูรถ หรือพ่อ-แม่ ลงจากรถไปทำธุระ โดยที่มีเด็กอยู่ในรถ แล้วระบบล็อครถยนต์ทำงานขึ้นมา หรือแม้แต่ในรถโรงเรียนเองก็ตาม ที่คุณครูอาจจะตรวจสอบเด็กที่ลงจากรถไม่ครบ จนเกิดเป็นข่าวเศร้ากันบ่อยๆ

โดยปกติ หากเด็กติดอยู่ในรถที่จอดกลางแดด 5 นาที ผ่านไป ในรถจะร้อนขึ้นจนไม่สามารถทนอยู่ได้ ยิ่งติดนานร่างกายยิ่งแย่ และถ้าหากติดอยู่ในรถนานกว่า 30 นาทีขึ้นไป เลือดภายในร่างกายจะมีภาวะเป็นกรด อาจช็อกหมดสติ สมองบวม และถึงขั้นเสียชีวิตได้

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ? ในการป้องกันเด็กติดอยู่ในรถ Mr.Carro มีคำแนะนำมาฝากคุณพ่อคุณแม่ครับ

Prevent-Forget-Children-In-The-Car

แง้มกระจกไว้หน่อย

กรณีที่ต้องให้เด็กอยู่ในรถด้วย ให้แง้มกระจกรถไว้ประมาณ 1 ส่วน 4 ของทั้ง 4 บาน เผื่อป้องกันเด็กติดอยู่ในรถ โดยผู้ใหญ่สามารถเอื้อมมือไปปลดล็อกที่ประตูได้

Prevent-Forget-Children-In-The-Car

พาเด็กลงไปด้วย

จริงๆ แล้ว นี่จัดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเลย เพราะอุ้มเด็ก หรือพาเด็กออกนอกรถไปด้วย ปลอดภัยสุด ป้องกันเด็กซน เล่นเซ็นทรัลล็อกประตู เบรกมือ หรือเปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเร่งเล่น ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้

กรณีถ้าเป็นรถโรงเรียน ครูพี่เลี้ยง หรือคนขับรถ ควรตรวจดูภายในรถให้เรียบร้อยก็ปิดล็อค เพื่อตรวจสอบว่ามีเด็กคนไหนหลับหรือหลบอยู่ โดยที่ครูไม่ทันสังเกตหรือไม่ รวมถึงจะได้ตรวจสอบสิ่งของที่ลืมไว้บนรถด้วย

ทางที่ดี พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็ก ควรโทรสอบถามครู หรือผู้ที่รับเด็กไปว่าถึงที่หมายหรือยัง เด็กลงจากรถและเข้าโรงเรียนแล้วหรือยัง หรืออาจถ่ายรูปเด็กที่รับส่งทุกคนให้พ่อแม่ทราบทางไลน์กลุ่ม ว่าลูกถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัยแล้ว

Prevent-Forget-Children-In-The-Car

ภาพจาก ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร

กรณีที่เด็กติดอยู่ในรถแล้ว …

หากเกิดกรณีที่เด็กติดในรถแล้ว รีบตามคนมาช่วยเป็นอันดับแรก เช่น ตามช่างกุญแจ ที่สามารถสะเดาะกุญแจได้ หรือตามตำรวจ หน่วยกู้ภัย มาช่วยด้วย เพเราะอาจจะต้องปฐมพยาบาลเด็กด้วย หรือถ้าหากยังเปิดประตูไม่ออก ขั้นสุดท้ายอาจต้องทุบกระจก (โดยเลือกทุบส่วนที่เป็นหูช้างบานหลัง) เพื่อเอื้อมมือเข้าไปเปิดล็อคภายในรถ

แล้วรีบอุ้มเด็กออกมาในสายที่อากาศถ่ายเท ปลดเสื้อหรือคลายเสื้อเด็กให้หลวม หาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวเด็ก เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อน เช็ดตามหน้า และตามตัว บริเวณหลอดเลือดใหญ่ อย่างเช่น ซอกคอ แขน และขา เป็นต้น

หากเด็กไม่หายใจให้รีบทำ CPR ปั๊มหัวใจทันที โดยวิธีการที่ถูกต้องก็คือ ให้วางส้นมือข้างหนึ่งไว้ตรงกลางหน้าอกของเด็กในระดับราวนม จากนั้นใช้มืออีกข้างวางบนหน้าผากพยายามให้เด็กหงายหน้าขึ้นเพื่อเปิดทางเดินหายใจ จากนั้นกดหน้าอกลงไปประมาณ 1 ใน 3 ของความลึกของหน้าอก โดยให้กดเร็วๆ แบบไม่หยุดครั้งละประมาณ 30 ครั้ง

Prevent-Forget-Children-In-The-Car

สอนเด็กอย่างไร ให้เอาตัวรอดได้

ถ้าหากคุณมีลูกที่โตหน่อย (ประมาณ 5-6 ขวบ ขึ้นไป เริ่มพอที่จะรู้เรื่องอะไรบ้างแล้ว) เช่น สอนให้เด็กกดแตรรถ เพื่อส่งสัญญาณให้คนภายนอกรู้ถึงความผิดปกติ หากมีอะไรเกิดขึ้นในรถ หรือการสอนให้เด็กรู้จักเปิดประตูรถเองได้ (ซึ่งควรจะสอนให้เด็กรู้ด้วยว่า ทำในยามจำเป็นเท่านั้น) ไว้ก็ดีนะครับผม แม้ว่าในยุคนี้ จะมีคนคิดค้น อุปกรณ์ช่วยเด็กติดในรถ พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือน แล้วก็ตามที …

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Carro-Masii-Car-Insurance-For-New-Driver

ปัจจุบันนี้ผู้คนหันมาออกรถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น เพราะว่าสะดวกสบายในการเดินทาง สามารถขับไปไหนมาไหนก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนขับรถทุกคนต้องผ่านประสบการณ์การเป็นมือใหม่หัดขับกันทั้งนั้น

ยิ่งบางคนออกรถใหม่ป้ายแดงด้วย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้นไปอีก แล้วอย่างนี้ประกันรถยนต์แบบไหน จะเหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับกันบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยจ้า

Car-Insurance-For-New-Driver-

ประกันรถยนต์แบบไหน เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับ อย่างที่ทราบกันว่าประกันรถยนต์นั้นมีหลายประเภท และมีความคุ้มครองที่แตกต่างกันไปตามค่าเบี้ยกรมธรรม์ ซึ่งประกันรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ มือใหม่หัดขับ ก็คงหนีไม่พ้นประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองได้ครอบคลุมกว่าประกันรถยนต์ประเภทอื่น ตามมาด้วย ประกันรถยนต์ชั้น 2+ และ ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ซึ่งให้ความคุ้มครองดังนี้

Car-Insurance-For-New-Driver

ประกันรถยนต์ชั้น 1

  • ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี ทั้งการชนแบบมีและไม่มีคู่กรณี
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของผู้เอาประกัน
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา

ประกันรถยนต์ชั้น 2+

  • ให้ความคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันในกรณีที่ชนกับรถยนต์เท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา

ประกันรถยนต์ชั้น 3+

  • ให้ความคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันในกรณีที่ชนกับรถยนต์เท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา
  • ไม่คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม

Car-Insurance-For-New-Driver

เมื่อเพื่อนๆ ได้รู้กันไปแล้วว่าประกันรถยนต์ประเภทไหนที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับกันบ้าง ทั้งนี้หากใครสนใจอยากทำประกันรถยนต์ ก็สามารถ คลิกที่นี่ หรือโทรติดต่อกับมาสิได้เลยที่ 02-7103100 และนอกจากจะทำประกันรถยนต์แล้ว ก็อย่าลืมขับรถกันอย่างปลอดภัย ไม่ประมาท และปฏิบัติตามกฎจราจรกันอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ

What-Is-Excess-In-Insurance

เรื่องอุบัติเหตุระหว่างขับรถ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่เจ้าของจะต้องทำ นั่นคือ โทรเรียกประกันภัยรถยนต์ เพื่อมาตกลงกันระหว่างคู่กรณี

แต่บางคนก็อาจจะอารมณ์เสีย เพราะทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิด หรือเป็นฝ่ายก่ออุบัติเหตุก่อน กลับต้องมาเสียเงินจ่ายในจุดนี้ เพราะไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ซึ่งในทางประกัน ถือว่าเป็นความไม่ระมัดระวังในการใช้งาน

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังกันครับ ว่าทำไม ถึงต้องเสียค่า Excess ด้วย ..

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

สำหรับค่า Excess นั่นหมายถึง “ค่าเสียหายส่วนแรกเมื่อมีการเคลมที่เข้าเงื่อนไข” จัดเป็นค่าใช้จ่าย “ภาคบังคับ” ไม่ว่าคุณจะทำประกันภัยชั้นไหน หรือบริษัทใดก็ตาม ก็ต้องจ่ายหมด ซึ่งก็จะมีทั้งกรณีที่ต้องจ่าย และ กรณีที่ไม่ต้องจ่าย โดยเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดความคุ้มครองต่อรถยนต์ ข้อ 4 นั้น ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนแรก …

กรณีไหนบ้าง ที่เข้าข่ายการเก็บค่า Excess นั่นก็คือ

1. รถเสียหาย ที่ไม่ได้เกิดจากการชน หรือคว่ำ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความประมาท หรือความซวยของเจ้าของรถ อาทิเช่น ขับรถเหยียบตะปู มีรอยขูดขีดที่ตัวรถ รถตกถนน หินดีดใส่รถ สีรถเสียหาย เป็นต้น
2. หรือถูกชน แต่ไม่สามารถหาคู่กรณีได้ (เช่น มอเตอร์ไซค์วิ่งมาเฉี่ยวประตูรถตอนรถติด แล้วหนีไป ตามจับไม่ได้ หรือรถคันหน้าวิ่ง ทำหินดีดใส่ที่ตัวรถ เป็นต้น)
3. การเคลมสีรถรอบคัน เป็นต้น

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

แล้วกรณีไหนบ้างล่ะ ที่ไม่ต้องจ่ายค่า Excess ก็จะขอยกตัวอย่าง เช่น

1. ชน (สิ่งของ สถานที่ ที่ไม่ใช่ “รถ”) มีสภาพบุบ แตก ร้าว หรือไม่มีสภาพบุบ แตก ร้าว ที่ต้องเห็นได้ชัดเจน และบอกลักษณะการเกิดเหตุได้ เป็นต้น
2. ชน (คน หรือ สัตว์) หรือวัตถุที่ยึดแน่นกับพื้นดิน เช่น เสา กำแพง ประตู ต้นไม้ ราวสะพาน ป้ายจราจร ฟุตบาท เป็นต้น

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

ค่า Excess ปกติจ่ายกันเท่าไหร่?

ปกติแล้ว ค่า Excess บริษัทประกันภัยจะเรียกเก็บครั้งละ 1,000 – 2,000 บาท ต่อ 1 “เหตุการณ์” เท่านั้น แต่ทั้งนี้ถ้าเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ (เช่น รถมีรอยบุบ หลายๆ แผล) ก็จะถูกเรียกเก็บค่า Excess มากขึ้นตามไปด้วย

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

แล้วทำไมบางกรณี รถที่ทำประกันชั้น 1 เกิดเรื่อง น่าจะเข้าข่ายเสียค่า Excess แต่ทำไมถึงไม่เสียค่า Excess?

การเคลมมี 2 แบบ คือ

เคลมสด หมายถึง เกิดเรื่องปุ๊บ ก็แจ้งเคลมประกันเลย แบบนี้รถชนกันแล้วรอประกันมาที่เกิดเหตุ
เคลมแห้ง คือ เกิดเหตุนานแล้ว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรที่ไหนบ้าง แจ้งเคลมทีเดียว หรือแจ้งเคลมเก็บแผลรอบคัน

ในทางประกันภัยถือว่ามีความต่างกันมาก เพราะการเคลมรถยนต์กับสิ่งอื่นๆ (ที่ไม่ใช่รถยนต์) นั้น เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ที่ทำให้ตัวรถเสียหาย ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก แต่ต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบถึงลักษณะการเกิดเหตุ วัน เวลา และสถานที่ ได้อย่างชัดเจน

สำหรับในครั้งต่อไป เราจะมาอธิบายกันถึง “ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ (Deductible)” ให้ผู้อ่านได้หายสงสัยกันต่อครับ

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

ขึ้นชื่อว่า “หนู” แล้ว ในบริบทของภาษาไทย ก็มีอยู่หลายความหมาย ตั้งแต่ หนูที่เป็นสัตว์ตระกูลฟันแทะ มีตั้งแต่ หนูท่อ, หนูหริ่ง, หนูขาว, หนูนา และหนูเลี้ยง เช่น แฮมสเตอร์ หรือคำที่ไว้เรียกเด็กๆ อายุน้อยกว่าว่าเป็น “คุณหนู” หรือจะเป็นคำที่ไว้เรียกคนในวงการการเมือง อย่าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เช่นกัน …

แต่หนูที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ คือ “หนูบ้าน” หรือ “หนูท่อ” ครับ ที่เป็นตัวสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ทั้งสกปรกและอันตราย อีกทั้งกรณีรถยนต์ที่เกิดไฟไหม้หลายต่อหลายครั้ง หรือสตาร์ทไม่ติด ไฟเดินไม่ครบทั้งระบบ ก็มีสาเหตุมาจากหนูกัดสายไฟ ในห้องเครื่องยนต์นี่ล่ะครับ

Mr.Carro จะมาบอกเคล็ดไม่ลับ ของวิธีป้องกันหนูมากัดสายไฟในรถกันครับ …

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

บางคนจอดรถ ในพื้นที่ที่มีที่ทิ้งเศษอาหาร กองขยะ ซึ่งเป็นแหล่งที่หนูชุกชุมอยู่แล้ว ภายในห้องเครื่องยนต์มีพื้นที่เป็นซอกมุมหลายส่วน อีกทั้งฉนวนสายไฟในรถ ยังทำมาจากวัสดุที่มีส่วนผสมของธรรมชาติ นั่นคือ “ถั่วเหลือง” ซึ่งจัดว่าเป็นของโปรดของคุณหนูๆ เลยล่ะ

วิธีป้องกันแบบเบสิก ก็เริ่มต้นด้วย ใช้กาวดักหนู หรือยาเบื่อหนู มาวางไว้ที่บริเวณใต้ท้องรถ หรือบริเวณรอบๆ รถ เพื่อให้หนูโดนของพวกนี้ก่อน

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

เครื่องยนต์เขรอะแบบนี้ หนูชอบมาก!

เปิดฝากระโปรงรถเอาไว้เสมอ เวลาจอดรถตรงบริเวณที่มักโดนหนูกัดสายไฟบ่อยๆ เพราะหนูมักจะไม่ชอบที่สว่างๆ นัก รวมถึงพยายามทำความสะอาดห้องเครื่องยนต์ ไม่ให้มีกลิ่นหนูหรือกลิ่นสาปต่าางๆ หรือหาแผ่นอะไรก็ได้มาปิดไว้บริเวณใต้ท้องรถ ในจุดที่หนูเข้ามาได้

หรือจะนำน้ำผสมกับพริกป่น ใส่กระบอกฉีดน้ำ ฉีดเข้าไปในบริเวณห้องเครื่อง ตรงที่หนูชอบเข้าไปซุกตัว หรือจะใช้น้ำมันสน (หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้าง) ชุบเศษผ้าวางไว้ตามจุดที่หนูอยู่ หากเกรงว่ากลิ่นน้ำมันจะแรงไป ให้ผสมน้ำมันกับเกล็ดการบูร เพื่อกลิ่นจะได้ไม่ฉุนเกินไป

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

ต้นยี่โถ (ภาพจาก WeKnow.in.th)

ถ้าเน้นแนวธรรมชาติ ก็ใช้ไม้ยี่โถ วางไว้บริเวณใต้ท้องรถก็ได้ เพราะกลิ่นของต้นไม้ชนิดนี้ ไม่ถูกประสาทการรับกลิ่นของหนูเลย แต่ต้องเปลี่ยนไม้ยี่โถราว 3 เดือนครั้ง เพราะกลิ่นจะจางลง แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ลองใช้น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันระกำ น้ำมันไพล น้ำมันยูคาลิปตัส กลิ่นจำพวกยาหม่อง น้ำมันมวย เนื่องจากหนูมีประสาทรับกลิ่นที่ไวมาก เพราะหนูมักไม่ชอบกลิ่นหอม

หรือเลี้ยงแมว หรือหมา (ต้องเป็นตัวที่จับหนูเก่งๆ ด้วยนะ) ไว้คอยไล่จับหนู

กรณีหนูกัดสายไฟในรถ แล้วต้องการเคลมประกันภัย

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

ส่วนรถใครที่เกิดความเสียหายจากการที่หนูกัดสายไฟในห้องครื่องยนต์แล้ว หากมีทำประกัยภัยชั้น 1 ไว้ ก็สามารถเคลมประกันได้ครับ เเพราะถือเป็นอุบัติเหตุอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะการเฉี่ยวชนเท่านั้น โดยเจ้าของรถอาจต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก หรือค่า Excess ซึ่งยังไงก็คุ้มกว่าจ่ายเงินซ่อมเองทั้งหมดอยู่ดี

ในกรณีที่ต้องการเคลมประกัน เนื่องจากถูกหนูกัดสายไฟ ให้ถ่ายรูปรอยเท้าหนู และร่องรอยความเสียหายรอบๆ และไม่ควรทำความสะอาดจุดเสียหายจนกว่าเจ้าหน้าที่ประกันภัยจะออกใบเคลมให้ แล้วค่อยแจ้งบริษัทประกันภัยเคลมต่อไป

แต่ทางที่ดี ถ้ารู้ว่าจุดไหนหนูเยอะ พยายามหลีกเลี่ยงในการจอดรถ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ลองทำตามวิธีที่ว่ามาข้างต้นเถอะครับ …

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Debt-Restructuring-Your-Car

“ปัญหา” ของคนไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้ คือ “รายจ่าย” มากกว่า “รายได้” เนื่องจากค่าเงินที่เฟ้อขึ้นทุกปี ทำให้รายได้ในแต่ละปี ค่าแรง หรือโบนัสต่างๆ ขึ้นตามกันไปไม่ทัน จนหลายคน “ติดกับดักทางการเงิน” กันเป็นแถว ซึ่งส่วนหนึ่งก็ขาดการวางแผนทางการเงินด้วยล่ะครับ

Debt-Restructuring-Your-Car

เป็นที่ทราบกันดีว่า หากคุณค้างค่างวดเกิน 3 เดือนติดต่อกัน มีผลให้สัญญาเช่าซื้อรถสิ้นสุดลง ไฟแนนซ์มีสิทธิ์ยึดรถเราได้โดยชอบตามกฎหมาย แล้วก็จะเอารถของเราไปขายทอดตลาด

แต่ถ้าขายทอดตลาดแล้ว ยังไม่พอล้างหนี้อีก (เนื่องจากราคาขายทอดตลาด ก็ค่อนข้างถูกมากจริงๆ) บวกกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าขาดประโยชน์, ค่าติดตามทวงถาม, ค่าครอบครองรถขณะรอขายทอดตลาด เป็นต้น คุณก็จะต้องจ่ายหนี้เพิ่ม ถ้าไม่จ่ายก็โดนยื่นฟ้องร้อง บวกกับมีประวัติค้างชำระกับเครดิตบูโร และทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินไม่ได้ เป็นต้น

แต่หลายๆไฟแนนซ์ เลยให้โอกาสกับคนผ่อนรถ ด้วยการ “ปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อให้คนที่ผ่อนรถไม่ไหว หรือจะเหตุสุดวิสัยอะไรก็แล้วแต่ Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าการปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร..

Debt-Restructuring-Your-Car

เงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ มีดังนี้ (ซึ่งในแต่ละที่ อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปบ้าง โปรดสอบถามไฟแนนซ์ หรือสถาบันการเงินของท่านอีกครั้ง)

1. รถยนต์ต้องจดทะเบียนรถยนต์ และต่อภาษีประจำปี จนถึงปีปัจจุบัน
2. มีการผ่อนชำระค่างวดมาไม่น้อยกว่า 12 งวด
3. ระยะเวลาขั้นต่ำที่สามารถขยายได้ คือ 48 งวด และสูงสุด โดยรวมกับสัญญาเดิม ไม่เกิน 96 งวด
4. อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับระยะเวลา ที่ต้องการขยาย ตามที่บริษัทฯ กำหนด
5. ต้องชำระค่างวดค้างและค่าเบี้ยปรับ รวมถึงค่าใช้จ่ายคงค้าง อื่นๆ ก่อนทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
6. มีผู้ค้ำประกันทุกกรณี
7. แนบสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 (อายุกรมธรรม์คงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
8. นำรถมาถ่ายรูปตัวรถ ถ่ายรูปหมายเลขเครื่อง-หมายเลขตัวถัง

Debt-Restructuring-Your-Car

การปรับโครงสร้างหนี้ จะทำให้หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ยังไม่เป็นหนี้เสีย ถือเป็นการให้โอกาสในการผ่อนชำระ ไฟแนนซ์เองก็ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายฟ้องร้องคดีแพ่ง เสียเวลาเอารถมาจอดแช่จนโทรม เพื่อรอขายทอดตลาด แถมได้เก็บดอกเบี้ยจากคุณเพิ่มอีก

ส่วนฝ่ายคุณก็จะได้บริหารเงินให้ลงตัว ในการจ่ายหนี้ และมีเวลาผ่อนได้มากขึ้น (แต่ดอกเบี้ยก็สูงขึ้นไปด้วย) และไม่ต้องเสียรถที่คุณผ่อนไปมากแล้ว นับว่าเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

ซึ่งมันก็อาจจะดีสำหรับคนที่กำลังถังแตก ในยุคเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ได้

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever-Part-2

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ภาค 2 ต่อครับ …

1. Toyota Sprinter Trueno (AE85/AE86)

Toyota-Sprinter-Trueno-AE86-Shuichi-Shigeno

Shuichi Shigeno ผู้เขียนการ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า กับ AE86 คันโปรดของเขา

Toyota Sprinter Trueno (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) จากที่เป็นรถ 2 ประตู Coupe หรือรถแบบ 3 ประตู Hatchback ธรรมดาๆ ที่บ้านเราไม่มีขาย มีแต่การนำเข้ามาโดยนักเรียนนอก (ซึ่งสมัยนั้นเท่าที่เห็น จะเป็นโฉม Corolla SR5 ที่นำเข้ามาจาก USA) และเป็นรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาก่อนที่กฎหมายจะห้าม ในโฉมนี้จะมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U 83 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU 130 แรงม้า

จุดที่ทำให้รถรุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตก นั่นคือ การ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเกี่ยวกับการแข่งรถและการแต่งรถ แต่งโดย Shuichi Shigeno (ชูอิจิ ชิเงโนะ) ที่พระเอกในเรื่อง “ทาคูมิ” ใช้รถคันนี้ขับขึ้น-ลงเขาอากินะ ในลักษณะดริฟท์เพื่อส่งเต้าหู้ อีกทั้งยังเอาไปทำเป็นหนังฮ่องกงอีก รถรุ่นนี้ราคาเลยพุ่งกระฉูด จากในอดีตที่มีราคาไม่กี่แสนบาท กลายมาเป็นหลักล้านไปได้!

2. Nissan Silvia (S13)

Nissan-Silvia-S13

Nissan Silvia (นิสสัน ซิลเวีย) จากชื่อรุ่นที่มาจากเทพธิดาแห่งความงามของเทพนิยายกรีก กลายเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของนักซิ่ง นักดริฟท์ในบ้านเรา มาพร้อมนิยาม Art Force SILVIA จัดเป็นรถที่หายากในบ้านเราอีกหนึ่งรุ่น เนื่องจากสยามกลการในเวลานั้น ไม่ได้นำเข้ามาขาย มีแต่เอามาโชว์ในงาน Motor Show ปี 1989 เท่านั้น แต่ก็มีนำเข้ามาโดยผู้นำเข้าอิสระตอนนั้น และรถจดประกอบ (อ่อ รุ่นนี้ มีเวอร์ชั่นเปิดประทุน ในไทยด้วยครับ) …

เครื่องยนต์แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ นั่นคือขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DE 135 แรงม้า และรหัส CA18DET 175 แรงม้า กับขนาด 2.0 ลิตรรหัส SR20DE 140 แรงม้า และรหัส SR20DET 205 แรงม้า ในโฉมไมเนอร์เชนจ์

จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

3. Nissan 200SX (S13)

Nissan-200SX-S13

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Nissan 200SX (นิสสัน 200เอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมตลอดกาลของนักดริฟท์อีกหนึ่งรุ่น นี่ถือว่าเป็น “น้องแท้ๆ” ของ Silvia เลยล่ะ ซึ่งในญี่ปุ่นจะใช้ชื่อรุ่นว่า “180SX” (หากเป็นเวอร์ชั่น USA ก็จะใช้ชื่อว่ารุ่น 240SX) แต่รุ่นนี้จะเน้นออกไปลุยตลาดโลกมากกว่า กับดีไซน์ไฟหน้าแบบ Pop-Up ยอดฮิตสุดๆ ในช่วงปลายยุค 80 ไปจนถึงยุค 90 ผลิตขายตั้งแต่ปี 1989 – 1998 มีอายุยาวนานกว่า Silvia (S13) ด้วยซะอีก

แน่นอนว่าในไทย สยามกลการ นำเข้ารุ่นนี้จากออสเตรเลียมาขายครับ เมื่อปี 2534 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DET 171 แรงม้า มียอดขายรวมประมาณ 447 คัน

นี่ก็จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง (เช่นกัน)

4. Honda Civic 3-Door

Honda-Civic-3-Door-EG

ภาพจาก คมสันต์ โถสกุล

Honda Civic 3-Door (ฮอนด้า ซีวิค 3 ประตู) หนึ่งเดียวของ Civic 3 ประตู ที่ Honda ผลิตขายในไทยเรา ยอดนิยมสุดๆ นับตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆ ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดจองถึง 10,000 คัน! มาจนถึงกลุ่มนักแต่งรถในตอนนี้ ด้วยราคาซื้อ-ขาย มือสอง ที่ไม่ตกมากนัก (ยกเว้นว่า รถจะสภาพเน่าจริงๆ ก็ตกเยอะหน่อย)

เวอร์ชั่นไทยเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2536 ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 91 แรงม้า มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ต่อมามีรุ่นปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพิ่มล้อแม็ก เพิ่มเบาะลายใหม่ กึ่งหนังกึ่งผ้า และสีตัวรถใหม่ เช่น สีเขียวสด เป็นต้น

5. Honda NSX

Honda-NSX

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Honda NSX (ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถ Exotic Car ในตำนานจากฝั่งญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี 1990 – 2004 (เปิดตัวในไทย ปลายปี 2534) ในรหัส NA1 และ NA2 เรียกได้ว่ารวมสุดยอดเทคโนโลยีของมอเตอร์สปอร์ตแห่งยุค 90 เอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิ ชูความโดดเด่นด้วยตัวถังแบบอลูมิเนียม และราคานำเข้าสุดโหดในสมัยนั้น

ใช้เครื่องยนต์วางกลางขนาด 3.0 ลิตร VTEC รหัส C30A ที่ไม่พึ่ง Turbo แต่รีดแรงมาได้ถึง 280 แรงม้า (274 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) (เกียร์อัตโนมัติ เหลือ 265 แรงม้า – 256 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) และเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร รหัส C32B 280 แรงม้า

ในบ้านเราบอกได้เลย ว่ารุ่นนี้หายากพอตัว และราคาขายต่อก็ตกน้อยมากๆ อีกด้วย

6. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

สำหรับ Mazda MX-5 Miata (NA) บอกได้เลยว่าราคาตกน้อยมากๆ (รุ่น NB ที่มาทีหลัง บางคัน ราคายังกลับตกมากกว่า!) เพราะเป็นรถที่มีแฟนคลับอยู่อย่างเหนียวแน่น ราคาตกน้อยมาก

7. MINI

MINI-Mr-Bean

MINI (มินิ) จัดเป็นรถในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเลยก็ว่าได้ สำหรับ “MINI” ที่ตัวเล็กราคาแรงสมชื่อ ผลิตออกจำหน่ายยาวนานตั้งแต่ปี 1959 – 2000 ในหลายรูปแบบ อาทิเช่น Mini Cooper, Mini Countryman, Mini Clubman หรือ Mini Pickup เป็นต้น

สำหรับในไทย ต้องย้อนไปยังประมาณปี 2502 – 2503 MINI ถูกนำเข้าของบริษัท C K R Motor เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนผู้นำเข้าไปหลายเจ้า ตั้งแต่เลย์ไทยมอเตอร์ มาจนถึงยุคไทยอัลติเมทคาร์

และยังจัดเป็นรถยอดนิยมในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องอีกด้วย แต่ทีเห็นทีจะดังสุดขีดก็เรื่อง The Italian Job และหนังตลกอย่าง Mr Bean นี่ละครับ ที่ทำให้ MINI คันเล็กแต่ราคาไม่เล็ก ดังจุดฉุดไม่อยู่ และราคาก็พุ่งปาเข้าไปหลักล้านเลยทีเดียว

8. Daihatsu Mira

Daihatsu-Mira

Daihatsu Mira (ไดฮัทสุ มิร่า) จัดเป็นรถเล็กขนาดเบา ที่ราคาไม่ตกมากนักอีกรุ่น (เพราะว่ามีกลุ่มคนที่รอเล่น รอซื้อ และรอขายกันอยู่ตลอดเวลา) ในบ้านเราเปิดตัวเมื่อปี 2534 เริ่มต้นด้วยรูปแบบกระบะ ต่อมาเป็นแบบมีหลังคาไฟเบอร์ครอบ และแบบกระบะมีแค็บเล็กๆ คั่น มาจนถึงรุ่น Mira Mint ในช่วงปลายยุค 90

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี รหัส ED-10 43 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ก็ทำให้ผู้ที่ชอบแต่งรถนั้นต่างก็ต้องซื้อรถรุ่นนี้กันเป็นเจ้าของ บางคนก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เป็น 660 ซีซี Turbo ให้แรงขึ้น หรือแต่งให้ดูเป็นเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นกว่าเดิม

9. Ford Mustang

Ford-Mustang

ภาพจาก ดรีม พงษ์ศักดิ์ 

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1964 มัสแตง ก็ยังได้รับความนิยมอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน (แต่ก็มีบางโฉม ที่คนไม่เล่นกัน โดยเฉพาะในรุ่นช่วงกลางยุค 70 – 80)

จัดเป็นหนึ่งในรถหายาก โดยเฉพาะ Mustang รุ่นตั้งแต่ปี 1964 – 1973 ทั้งแบบ 2 ประตู Coupe, รุ่นเปิดประทุน และรุ่น Fastback มีราคาสูงมากในบ้านเรา และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

10. Chevrolet Camaro

Chevrolet-Camaro-Z28

Chevrolet Camaro (เชฟโรเลต คามาโร่) เปิดตัวต้นแบบครั้งแรกในปี 1966 เพื่อออกมาแข่งกับเจ้าตลาดรถ Pony Car อย่าง Ford Mustang นี่ก็จัดเป็นหนึ่งในรถหายากในบ้านเรา (หายากกว่า Mustang อีก) มีราคาสูงมาก และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

รุ่นที่ถือว่าหายาก และได้รับความนิยมสุดขีดคงต้องยกให้โฉมแรก ปี 1967 – 1969 (ซึ่งยังมีคู่แฝดอีกด้วย ในชื่อ Pontiac Firebird) ราคาขายกันตอนนี้ หลักล้านขึ้นไป

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น (ในภาค 2 นี้) ที่ยกมาให้ชมกัน น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

King-Rama-10-Royal-Cars

ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นับเป็นช่วงแห่งความปลื้มปิติของเหล่าพสกนิกรชาวไทย ในการขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 อย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

และเนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดด้านการทหารและการบินเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน ซึ่งพระองค์ทรงใฝ่รู้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และในส่วนของรถยนต์และเครื่องยนต์กลไก พระองค์ก็ทรงโปรดมากๆ เช่นเดียวกัน

Carro จึงขอนำเสนอถึง “รถยนต์พระที่นั่ง” ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เท่าที่ค้นหามาได้ ให้ทุกท่านได้รับชมกันครับ

1.Daimler DE36

Daimler-DE36

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำลึกถึงพระราชบิดา ด้วยการทรงนำรถยนต์พระที่นั่ง Daimler DE36 Landaulette Chassis เลขตัวถัง 51747 ซึ่งเป็นรถยนต์พระที่นั่ง “อย่างเป็นทางการ” คันแรก ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (หมายเลขทะเบียน “ร.ย.ล. 1”) กลับมาประจำการในฐานะรถยนต์พระที่นั่งทรงอีกครั้งในรอบ 40 กว่าปี หลังจากปลดประจำการ

2.Delahaye G.F.A. 180

Delahaye-GFA-180

Delahaye G.F.A. 180 ปี 1953 เดิมเป็นรถพระที่นั่งของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ แต่ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำออกมาใช้งานในพิธีต่างๆ บ้าง

ผลิตเมื่อปี 2496 ตัวถังแบบลีมูซีน (หมายเลขแชสซีส์ 825018) ตัวถังผลิตโดย Henri Chapron (หมายเลขตัวถัง 6961) ตัวรถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye มีหน้าต่างกระจกกั้นพระที่นั่งตอนหน้า และตอนหลัง กระจกหน้าต่างแบบไฮดรอลิก และหน้าต่างรับแดด (ซันรูฟ) บนหลังคา ส่งกำลังผ่านเกียร์ 4 สปีด

3.Rolls-Royce Phantom Limousine De Ville

Rolls-Royce-Phantom-Limousine-De-Ville

Rolls-Royce Phantom Limousine De Ville ปี พ.ศ. 2482 (หมายเลขแชสซีส์ 3DL 158) ผลิตที่โรงงานโรลล์ส-รอยส์ ในเมืองดาร์บี ใช้เครื่องยนต์แบบ V 12 สูบ (หมายเลขเครื่อง W98 H) มีจานจ่าย 2 ชุด ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

ลงเรือที่เซาท์แธมตัน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2482 เจ้าของเดิมคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ต่อมา สมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำออกมาใช้งานในพิธีต่างๆ บ้าง

4.Volvo 264 TE

Volvo-264-TE

Volvo 264 TE รุ่นนี้ ออกแบบโดย “Bertone” เครื่องยนต์รหัส B27E ขนาด 2.7 ลิตร แบบ V6 OHC ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด ทำความเร็วได้กว่า 165 กม./ชม.

บริษัท สวีเดนมอเตอร์ส จำกัด มอบหมายให้นายวันนิวัติ ศรีไกรวิน และนางจุไรรัตน์ ศรีไกรวิน เป็นผู้แทนของบริษัทฯ น้อมเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ป้ายทะเบียน ร.ย.ล. 14

5.Mercedes-Benz 450 SEL 6.9

Mercedes-Benz-450-SEL-6.9

Mercedes-Benz 450 SEL 6.9 รถยนต์พระที่นั่ง ป้ายทะเบียน ร.ย.ล. 10 (ปัจจุบัน ทะเบียน 1ด-0106 กรุงเทพมหานคร)

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงอภิเษกสมรส กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาฯ ในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานรถยนต์ Mercedes-Benz 450 SEL 6.9 เครื่องยนต์ขนาด 6.9 ลิตร เป็นของขวัญ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดรถพระราชทานคันนี้มาก ในระหว่างทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ทรงขับรถคันนี้ เสด็จพระราชดำเนินต่างจังหวัดอยู่เสมอ ทรงขับจากกรุงเทพฯ ถึงนราธิวาส และจากกรุงเทพฯ ถึงอุดรธานี พิษณุโลก และ ลำปาง

6.Rolls-Royce Corniche Convertible

Rolls-Royce-Corniche-Convertible

Rolls-Royce Corniche Convertible เป็นรถที่พสกนิกรหลายท่านคุ้นตาในอดีต เพราะเป็นรถที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใช้ทรงงานมากที่สุดอีกรุ่น แต่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีใช้งานด้วยเช่นกัน

7.Rolls-Royce Silver Spur Limousine

Rolls-Royce-Silver-Spur-Limousine

Rolls-Royce Silver Spur นับเป็นรถลิมูซีน ที่คุ้นตาพสกนิกรมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น เพราะใช้ในงานพระราชพิธีบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นรถประจำของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเป็นหนึ่งในรถยนต์พระที่นั่ง ที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประทับนั่งเป็นประจำ

ขอขอบคุณภาพจาก
– ข่าวสด
ประชาชาติธุรกิจ
– คุณ Sanga Tearnanusorn

6-Danger-Items-Not-Keep-In-Car

หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดเป็นประจำ เพราะแค่หาที่จอดรถก็จะยากแสนยากแล้ว ซึ่งปกติแล้วการจอดรถไว้กลางแดดโดยปิดกระจกทุกบาน ความร้อนภายในรถจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากจอดรถกลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัดทะลุ 37°C อุณหภูมิภายในรถอาจสูงถึง 60°C เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นระดับความร้อนแม้แต่คนยังไม่สามารถทนได้

ยิ่งช่วงนี้มีข่าวบ่อย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บโทรศัพท์มือถือ สเปรย์น้ำหอม หรือ Power Bank ไว้ในรถ แล้วจอดรถทิ้งไว้กลางแดดจัดๆ จนเกิดเรื่องระเบิดขึ้นมาบ้าง ไฟไหม้หน้ารถบ้าง ก็ตามที …

ดังนั้น สิ่งของอันตราย หากจัดเก็บไม่ถูกวิธี เมื่อได้รับความร้อนอาจทำให้เกิดระเบิด หรือเพลิงไหม้ ก่อให้เกิดอันตรายได้ เพื่อความปลอดภัย คาร์โร จึงรวบรวม 6 สิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ในรถขณะจอดกลางแดด เพื่อป้องกันไม่ให้รถเกิดความเสียหาย ซึ่งมีอะไรบ้าง? ไปดูกันเลย

1. ไฟแช็ก

ไฟแช็ค

หากวางไว้บนคอนโซลรถและถูกแสงแดดที่มีความร้อนสูงกระทบเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการระเบิด ซึ่งจะส่งผลให้กระจกรถยนต์แตกร้าว หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้

 

2. กระป๋องสเปรย์

สีสเปรย์

เมื่อถูกความร้อนจะทำให้วัตถุ สารเคมี และแก๊สในกระป๋องขยายตัว จึงเกิดประกายไฟหรือระเบิดได้

 

3. แบตเตอรี่สำรอง

Powerbank

สารลิเธียมในแบตเตอรี่สำรองเป็นโลหะที่ไวต่อปฏิกิริยาทางเคมี เมื่อได้รับความร้อน อาจทำให้เกิดการลัดวงจร ส่งผลให้เกิดการระเบิดได้

4. โทรศัพท์มือถือ

iPhone

ความร้อนทำให้วงจรภายในโทรศัพท์ได้รับความเสียหาย และแบตเตอรี่โทรศัพท์เกิดการระเบิด โดยเฉพาะหากเปิดใช้งาน จะทำให้ความร้อนสูงขึ้น จึงเสี่ยงต่อการระเบิดได้

5. น้ำแข็งแห้ง

น้ำแข็งแห้ง

เมื่อน้ำแข็งแห้งระเบิดจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโดยสารหมดสติ เพื่อความปลอดภัย ควรเก็บไว้ในภาชนะที่มีช่องระบายอากาศ แยกจากห้องโดยสาร หากเก็บในห้องโดยสาร ควรเปิดกระจกรถ เพื่อระบายอากาศออกสู่ภายนอก

6. แผ่นยางกันลื่น

แผ่นยางกันลื่น-มือถือ

แผ่นยางกันลื่นสำหรับวางโทรศัพท์ ที่มักวางไว้เหนือแผงคอนโซล แม้ว่าจะไม่เกิดการระเบิดเหมือนข้ออื่นๆที่ผ่านมา แต่อาจละลายติดไปกับคอนโซลได้ หากได้รับความร้อนเป็นเวลานาน

เชื่อว่าหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าสิ่งของเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความเสียหายได้ และนอกจากจะทำให้สิ่งของเสียหายแล้ว ยังทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโดยสารเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอีกด้วย

5-Secondhand-Hybrid-Cars-Price-Not-Over-500000-Baht

รถ Hybrid (รถไฮบริด) จัดเป็นรถยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้ โดยจะสังเกตได้จากยอดขายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก อีกทั้งการพัฒนาของแบตเตอรี่ ที่สามารถเก็บพลังงาน และให้ระยะทางการวิ่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทำได้ดีมากขึ้นไปด้วย

แต่ถ้าหากเป็นรถไฮบริดมือสองนั้น อาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนักในบ้านเรา เนื่องจากหลายคนเกรงเรื่องค่าบำรุงรักษา อะไหล่ เรื่องค่าแบตเตอรี่ที่ต้องเปลี่ยน ซึ่งอาจจะมีราคาสูงมากๆ บางรุ่นถึงเกือบ 2 ส่วน 4 ของราคาตัวรถมือสองทีเดียว รถไฮบริดราคามือสองจึงตกมาก …

แต่ถ้ามองในมุมผม คุณใช้งานรถต่อวันเยอะหรือเปล่าล่ะ? ถ้าใช้รถเยอะ รถ Hybrid ก็น่าจะเป็นทางออก ที่ช่วยให้คุณประหยัดเงินเติมน้ำมันได้มากขึ้น ในยุคน้ำมันเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ

Mr.Carro ขอพาคุณไปชม 5 รถไฮบริดมือสอง ที่น่าสนใจจากตลาดรถยนต์มือสอง ในราคาไม่ถึง 5 แสนบาท ด้วยกัน 5 รุ่นครับ …

1. Toyota Prius

Toyota-Prius

Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) จัดเป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลก ที่ทาง Toyota ผลิตออกมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 1997 ก่อนจะเปิดตัวจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ในรูปแบบเจเนอเรชั่นที่ 3

โดดเด่นด้วยรูปทรงแอโรไดนามิค ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบ LED พร้อมภายในแบบล้ำยุค มีระบบ Head-up Display บนกระจกหน้า ยิ่งรุ่นไมเนอร์เชนจ์ มีออพชั่นหลังคาแก้ว ระบบระบายอากาศอัตโนมัติ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบปรับอากาศ เปิด – ปิดด้วยกุญแจรีโมท อีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Atkinson Cycle รหัส 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 99 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร (14.5 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า) แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ โหมดการขับขี่แบ่งเป็น PWR Mode, ECO Mode และ EV Mode

โดย Toyota Prius ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 330,000 – 580,000 บาท

2. Toyota Camry Hybrid

Toyota-Camry-Hybrid

Toyota Camry Hybrid (โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด) โอกาสทองของคนที่อยากได้รถไฮบริดหรูๆ ในราคาไม่ถึงห้าแสนบาทมาแล้วครับ! สำหรับ Camry Hybrid รุ่นแรกในตลาด ตอนนั้นเปิดตัวเมื่อ 27 กรกฎาคม 2552 ตัวรถตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมโลโก้ Toyota สีฟ้า เอกลักษณ์เฉพาะรุ่นไฮบริด ภายในมีอุปกรณ์เด่นๆ อย่าง ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator และเบาะนั่ง Seat Ventilator เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Atkinson Cycle รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 187 นิวตัน-เมตร (19.1 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ ECVT

โดย Toyota Camry Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 370,000 – 600,000 บาท

3. Toyota Alphard Hybrid

Toyota-Alphard-Hybrid

Toyota Alphard Hybrid (โตโยต้า อัลฟาร์ด ไฮบริด) หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า เฮ้ย! Alphard Hybrid มีราคาต่ำกว่า 5 แสน ด้วยหรือเนี่ย! ก็ต้องบอกเลยว่า “มีครับ” แต่เป็น Alphard Hybrid เจเนอเรชั่นแรกนะครับ ซึ่งรถอาจจะปีลึกหน่อย และเป็นรถที่นำเข้ามาจากผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น ซึ่งรถรุ่นนี้ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2546 ที่ประเทศญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 131 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร (19.4 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ขนาดกำลัง 13 และ 18 กิโลวัตต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-Four

โดย Toyota Alphard Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 499,000 บาท

4. Honda Jazz Hybrid

Honda-Jazz-Hybrid

Honda Jazz Hybrid (ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด) เป็นครั้งแรกของรถในประเภท Sub-Compact ที่มีรถ Hybrid ขายเป็นครั้งแรกในไทย และก็ยังเป็น Honda Jazz รุ่นแรกและรุ่นเดียวในไทย ที่ขายในรูปแบบรถไฮบริด เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555

ออกแบบโดยใช้แนวคิดเรียบ และล้ำสมัย (Advance & Clean) กับชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ IPU ขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา ถูกจัดวางไว้บริเวณพื้นห้องเก็บสัมภาระด้านหลังของตัวรถ พร้อมขยายประกันแบตเตอรี่ เป็น 10 ปี*

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 121 นิวตัน-เมตร (12.3 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 10 กิโลวัตต์ (14 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 21.3 กม./ลิตร (หรือ 4.7 ลิตร/100 กม.)

โดย Honda Jazz Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 360,000 – 440,000 บาท

5. Honda Civic Hybrid

Honda-Civic-Hybrid

Honda Civic Hybrid (ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด) นับเป็นครั้งแรกของไทยอีกเช่นกัน สำหรับ Civic Hybrid รุ่นประกอบในไทยเป็นครั้งแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พร้อมเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน และขยายประกันแบตเตอรี่ เป็น 10 ปี*

สำหรับเทคโนโลยีอัจฉริยะใน Civic Hybrid เด่นๆ เลย อาทิเช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์, Smart Key System, จอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ หรือ i-MID: Intelligent Multi-Information Display พร้อมระบบ Idling Stop รวมไปถึงระบบ Eco Assist สำหรับช่วยเหลือในการขับขี่แบบประหยัด

มาพร้อมเครื่องยนต์ Parallel Hybrid ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 132 นิวตัน-เมตร (13.46 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 17 กิโลวัตต์ (23 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

โดย Honda Civic Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 440,000 – 540,000 บาท

เอาเป็นว่า ถูกใจคันไหน ชอบคันไหน ไปเลือกดูรถตัวจริง ทดลองขับ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อกันได้เลยครับ … ที่แน่ๆ อย่าลืมหาเงินสำรองไว้รอเปลี่ยนแบตเตอรี่ กับ Inverter ด้วยนะครับผม!

*การขยายเวลารับประกันแบตเตอรี่ของ Honda Jazz Hybrid และ Civic Hybrid จาก 5 ปี เป็น 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง มีผลสำหรับลูกค้าที่ซื้อหรือสั่งจอง Honda Hybrid ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2556 รวมทั้งยังครอบคลุมถึงลูกค้าที่ได้ซื้อไปก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ล้างคราบแป้งและดินสอพอง ออกง่ายๆ ด้วย 5 วิธี ล้างคราบแป้งติดรถ

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดี” ในวันทำงานวันแรก หลังเทศกาลสงกรานต์นะครับ หลายคนคงสนุกสนานกับการท่องเที่ยวต่างจังหวัด ไปเล่นน้ำสงกรานต์ (หรือไปเมาแล้วตีกัน?) พาญาติพี่น้องไปไหว้พระทำบุญกันมา แล้วก็กลับมาลุยงานกันต่อ

ก็อย่างว่าล่ะครับ รถยนต์ที่ใช้ขับไปไหนต่อไหนมาไหนช่วงสงกรานต์ ก็ย่อมเลอะเทอะจากคราบน้ำ คราบแป้ง และดินสอพอง เมื่อคุณต้องการทำความสะอาดรถ ให้กลับมาเงางามดังเดิม มาดูกันว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง?

ทำได้ ทำทันที

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ถ้าคุณว่างจากภารกิจต่างๆ เมื่อไหร่ และรถของคุณก็ยังเลอะคราบแป้งอยู่อย่างนั้น เราขอแนะนำให้คุณล้างรถทันที เพราะว่าคราบน้ำ คราบแป้ง คราบหินปูน เมื่อแห้งแล้วจะเป็นคราบฝังลึกติดกับสีรถ กระจกรถ หรือเกาะจนเป็นคราบหินปูน เพราะความด่างของแป้งดินสอพอง ขัดเท่าไหร่ก็ขัดไม่ออก

ผ้าเช็ดรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ผ้าเช็ดรถ … ทางที่ดี ไม่ควรใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดรถ เพื่อสีของรถที่เงางาม และไม่เป็นรอยขนแมวตามตัวถังรถ ควรเลือกผ้าดีๆ หน่อย เช่น ผ้าชามัวร์ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์ สำหรับเช็ดรถ ซึ่งผ้าชามัวร์มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำได้เป็นอย่างดี และผ้าไมโครไฟเบอร์ มีเส้นใยที่สามารถดูดซึมฝุ่นละอองและคราบน้ำ ได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่นๆ

แชมพูล้างรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

แชมพูล้างรถ จะช่วยให้คุณล้างรถได้อย่างเบาแรงมากขึ้น ในการชะล้างสิ่งสกปรกออกจากตัวรถ ยิ่งแชมพูบางประเภทซึ่งมีผสม Wax เข้าไปด้วย ก็จะประหยัดเวลาเคลือบเงาสีรถไปได้ในตัว

ยาขัดรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ยาขัดรถที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้สีของรถ ดูเงางามมากขึ้น ใช้ยาขัดสีรถ ป้องกันคราบ และทำความสะอาดผิวแลคเกอร์ เพื่อให้รถดูเงางามสะอาดขึ้น ซึ่งก็มีขายกันตั้งแต่กระป๋องละหลักร้อย ไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยาขัดรถนั้นๆ พร้อมอาจจะใช้ดินน้ำมันขัดสีรถร่วมด้วยก็ได้

น้ำส้มสายชู

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

น้ำส้มสายชู บางคนอาจจะงงว่า เอามาใช้ทำอะไร? น้ำส้มสายชู ไว้ใช้ในกรณีที่คุณล้างรถแล้ว ยังมีคราบแป้งและคราบดินสอพองหลงเหลืออยู่ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำ ชุบผ้าแล้วค่อยๆ เช็ดตรงจุดที่ยังมีคราบอยู่ หากคราบจางหรือหายไปแล้วก็ต้องน้ำสะอาดล้างตรงจุดนั้นอีกครั้ง เพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หากทิ้งไว้นานจะกัดสีรถได้

แต่ถ้าหากคุณไม่มีเวลาจริงๆ ก็ขับรถเข้าคาร์แคร์ ล้างรถ ขัด-เคลือบสี ไปเลยก็ได้ ค่าใช้จ่ายก็จะเริ่มตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลายพันบาท แต่ถ้าคุณอยากประหยัดเงินส่วนนี้ ก็ลองทำตาม 5 วิธี ล้างคราบแป้งติดรถ หลังสงกรานต์ ดูนะครับผม …