ค้นหาบทความ

Category : คลังความรู้

Gadget-ติดรถยนต์สำหรับคุณแม่สมัยนี้!

ยุคสมัยนี้แล้ว คุณแม่หลายคนน่าจะเป็น Working Woman กันส่วนใหญ่ เพราะแน่นอนว่า เรายังต้องมีภาระ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในทุกๆ วันอยู่แล้ว ดังนั้น Gadget ที่จะเหมาะกับคุณแม่สมัยนี้แบบนี้ จะมีอะไรบ้างลองเข้ามาหาดูกันเลยดีกว่าจ้า

Gadget ติดรถสำหรับคุณแม่สมัยนี้

1.กล้องติดรถยนต์

 

Windshield has installed a car camera on a rainy day.

ไอเทมแรกนั้นเป็นสิ่งที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ หรือคุณแม่ทั้งหลายเลือกติดรถยนต์เอาไว้เลย เพราะนอกจากไอเทมกล้องติดรถยนต์จะช่วยดูแลในเรื่องของความปลอดภัยต่อตัวรถยนต์และตัวเราแล้ว ยังสามารถช่วยได้ดีในเรื่องของการหาตัวคนร้ายในกรณีที่รถยนต์ของเขามาชนเราแล้วหนี หรือเกิดอุบัติเหตุ ทำให้สามารถเอาผิดตัวการที่ทำให้เราเกิดอุบัติเหตุได้ และราคาของกล้องติดรถยนต์ในปัจจุบันนั้นก็เริ่มต้นไม่แพงด้วย หลักร้อยก็มีแล้ว เรียกได้ว่าเรายอมลงทุนการซื้อกล้องรถยนต์เพื่อความสบายใจของเราในอนาคตกันดีกว่า ยิ่งถ้าคุณแม่คนไหนที่ต้องใช้รถยนต์ทุกวันก็อย่าลืมเลือกซื้อกล้องมาติดรถยนต์กันนะคะ

2.GPS

 

Business man is driving a car in raining day with moving wiper blades

สำหรับตัวติดตั้ง GPS หลายคนอาจจะมองข้ามว่าเราไม่จำเป็นต้องติดตั้งไว้ภายในรถยนต์ของเราก็ได้เหมือนกัน เพราะว่าปัจจุบันนั้นเราสามารถดู GPS ได้ทันทีบนแอปพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือของเราได้เลย แต่ลองนึกดูสิในกรณีโทรศัพท์มือถือของเราแบตหมดขึ้นแบบนี้เราอาจจะไปไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องการจะไปได้เลยนะ ดังนั้นการมี GPS ติดไว้ภายในรถยนต์ถือว่าเป็นอีกไอเทมจะช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นแน่นอนจ้า

3.ที่ชาร์จแบต

 

Charger plug phone on car

อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า หากอยู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเราแบตโทรศัพท์ของเราหมดขึ้นมากลางทาง เราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ ยิ่งถ้าหากต้องขับรถยนต์คนเดียวและไม่มีผู้โดยสารไปด้วยที่พอจะช่วยเราได้ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเอาแน่ๆ เพราะอาจจะไม่สามารถเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสื่อสารกับใครได้เลย เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอีกหนึ่งไอเทมที่คุณแม่ทั้งหลายควรที่ชาร์จอุปกรณ์ที่ชาร์จแบต รวมไปถึง Powerbank ด้วยนะ หากเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมา อย่างน้อยเราก็ยังสามารถนำโทรศัพท์ของเราชาร์จบนรถได้จ้า

เพียงเท่านี้ไอเทมที่ทางเรานำมาฝากกันก็คงจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่คุณแม่กันแล้ว หากใครกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่จะช่วยให้เราอุ่นใจได้มากขึ้นหากเกิดอะไรขึ้นมาก็ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้เลย มีข้อมูลสงสัยโทร 02 710 3100 หรือแอดไลน์ @masii เข้ามาได้เลยค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ในยุคที่ งานหายาก แถมเงินก็หายาก ในเมื่อคนเราก็ยังต้องกินต้องใช้กันอยู่ทุกวัน สำหรับใครที่ชอบขับรถ หรือมีประสบการณ์ในการขับรถมายาวนานหลายปี ก็อาจจะเลือกงานที่เกี่ยวกับการขับรถ เช่น ขับรถแท็กซี่ ขับรถโรงแรม ขับรถส่วนกลางของบริษัท หรือในหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ ก็มีให้เลือกหลากหลายตามความชอบ

แต่ก็มีคนขับรถอยู่แบบหนึ่ง ที่คุณจะมีโอกาสได้ขับรถแพงๆ ซึ่งรถบางคัน ราคาอาจสูงถึงหลักสิบล้านบาทเลยก็มี อีกทั้งยังได้โอกาสอยู่กับบรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ระดับมหาชน หรือระดับองค์กรของประเทศ อีกทั้งอาจมีโอกาสได้ฝึกภาษาต่างประเทศ ไปด้วยในตัว … นั่นคือ “คนขับรถผู้บริหาร” ครับ

ปัจจุบัน คนขับรถผู้บริหาร มีบรรดาบริษัทจัดหางานต่างๆ มักจะมาลงประกาศหาคนขับรถผู้บริหารกัน ในเว็บหางานเรื่อยๆ หรือตามกลุ่ม Facebook ก็มีเยอะแยะ อาทิ กลุ่ม สมาคมคนขับรถผู้บริหาร ( Official ) เป็นต้น

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

คุณสมบัติของอาชีพนี้ (โดยประมาณ ซึ่งแต่ละบริษัท มีความต้องการไม่เหมือนกัน)

– เพศชาย หรือเพศหญิง

– อายุ (เรื่องอายุ หลายบริษัทมักเลือกอายุ 25 ปี ขึ้นไป จนถึง 50 ปี แต่จะมีน้อยกว่านั้น หรือมากกว่านั้นก็ได้)

– มีประสบการณ์ขับรถ (แน่นอน เพราะอาชีพนี้ต้องใช้ความรับผิดชอบ ทักษะ และประสบการณ์สูง อย่างน้อยต้องมีประสบการณ์ในการขับรถหลายปีขึ้นไป)

– ชำนาญเส้นทางใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือในจังหวัดนั้นๆ ที่คุณทำงานอยู่ สามารถใช้ Google Map หรือ GPS ได้ดี

– ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน (อันนี้สำคัญเลย ถ้ามีกลิ่นบุหรี่ติดตัว หรือกลิ่นเหล้า นายหลายคนไม่ชอบแน่ๆ)

– สุภาพเรียบร้อย มีกริยามารยาทดี ไม่มีประวัติอาชญากรรม (หลายบริษัท มีเช็คประวัติอาชญากรรมด้วยนะครับ)

– หากใครที่ต้องการขับรถให้นายต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ควรจะได้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาของนายบ้างนิดๆ หน่อย ก็จะดี เพราะจะได้พอสื่อสารกันได้ ยิ่งถ้าใครมีประสบการณ์เคยขับรถให้นายต่างชาติมาก่อน โอกาสที่จะได้งานก็จะมากขึ้น

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ลักษณะงาน

โดยมากแล้ว บริษัทจัดหางาน หรือคนที่ลงประกาศรับคนขับรถผู้บริหาร มักจะกำหนดรายละเอียดคร่าวๆ มาแล้วว่า คุณสมบัตินาย เป็นคนไทย หรือคนชาติอะไร ที่ตั้งบ้านของนายอยู่ที่ไหน คุณต้องไปรับนายที่ไหนบ้าง ไปส่งนายที่ไหนบ้าง เช่น บริษัท โรงงาน หรือพานายไปเที่ยว ไปตีกอล์ฟ (ในกรณีวันเสาร์-อาทิตย์)

หรือบางที อาจจะต้องขับรถพาเมียของนายไปช้อปปิ้งที่ห้าง หรือไปส่ง-รับ ลูกๆ ของนาย ที่โรงเรียนด้วยซ้ำไป!

ส่วนมากแล้วอาชีพนี้ จะทำงานกัน 6 วัน (จันทร์-เสาร์) เผลอๆ มีวันอาทิตย์ด้วยต่างหาก คุณอาจจะต้องรับได้กับความไม่มีเวลา หรือความไม่เป็นส่วนตัวได้

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

เงินเดือน

พูดถึงเงินเดือน ถ้าคุณทำงานขับรถส่วนกลาง หรือของราชการ และรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนอาจไม่เยอะ บางที่เริ่มต้นแค่ 9,000 กว่าบาทก็ยังมี!

แต่ถ้าเป็นคนขับรถผู้บริหาร ก็จะมี “ฐานเงินเดือน” ที่เยอะขึ้นมาหน่อย โดยประมาณแล้วอยู่ที่ 10,000 – 15,000 บาท ไม่นับรวม OT โอที เบี้ยขยัน ค่าอาหาร ค่าแท็กซี่ หลายที่มักบอกถึงรายได้โดยรวมต่อเดือน ตั้งแต่ 20,000 – 30,000 บาท

ยิ่งถ้าใครมีโอกาสได้เป็นคนขับรถผู้บริหาร ที่มีประสบการณ์หลายสิบปี ในบริษัทใหญ่มากๆ หรือบริษัทต่างชาติ รายได้ + เงิน OT ต่อเดือนรับไม่ต่ำกว่า 40,000 – 50,000 บาท เลยทีเดียว!

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ข้อดี

– ได้ขับรถราคาแพงๆ ที่ในชีวิตนี้ คุณอาจจะซื้อไม่ไหว แต่มีโอกาสได้ขับทุกวัน เสมือนเราเป็นเจ้าของรถคนที่สอง

– ได้รู้ถึงเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ สามารถเรียนรู้ความสำเร็จของบรรดาเจ้าสัว เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารใหญ่ๆ มาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ จากการฟังสิ่งที่เขาคุยกันนี่ล่ะครับ

– รายได้ที่สมเหตุสมผล บวกกับ OT ที่ได้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ

– โชคดีเจอนายใจดี รับเงินยิบย่อยทุกเทศกาล ตั้งแต่ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ คลอดลูก แต่งงาน ฯลฯ

– ได้ทักษะ ในการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นเป็น รู้จักการใช้รถรุ่นนั้นๆ อย่างเชี่ยวชาญ

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ข้อเสีย

ต้องบอกไว้ก่อน ว่าปัญหาเหล่านี้ มีทั้งที่เกิดจากตัวของนาย และตัวของคนขับเองครับ

– ต้องเป็นคนรักษาความลับเก่ง ยิ่งเวลานายคุยเรื่องส่วนตัว เรื่องธุรกิจ หรือไปเที่ยวในที่อโคจร คุณคือผู้กุมความลับขององค์กร ไม่ควรจะไปเล่าหรือบอกต่อใครเขา เพราะคุณอาจโดนเล่นงานในภายหลังได้

– ความอดทนต้องมีสูงมาก เช่น ระหว่างรถติด แล้วต้องทำเวลาไปส่งนายให้ทัน หรือต้องทนฟังนายบ่นด่า หรือรีบสั่งให้ขับรถไวๆ เพราะตัวเองสายเอง เป็นต้น

หรือระหว่างรอนายประชุม บางอาคารสถานที่ อาจจะมีเตรียมห้องพักคนขับรถไว้ นั่งพักนอนพัก หรือหาอะไรทำแก้เซ็ง เช่น เล่นหุ้น หากที่ไหนไม่มี คุณก็ต้องนั่งพักผ่อนในรถ หรือใช้เวลาทำความสะอาดรถ ดูแลรักษารถไปพลางๆ ระหว่างรอ

– เวลาส่วนตัวไม่ค่อยมี เพราะทำงานอาทิตย์หนึ่งแทบทุกวัน แทบทั้งวัน และเลิกงานไม่เป็นเวลา บางทีเริ่มงานตีหกโมงเช้า เลิกงานสองทุ่มก็มี ค่อนข้าง Flexible พอสมควร

– จะหยุดล่วงหน้า ต้องแจ้งกันนานหน่อย

– คนมีครอบครัวแล้ว ทางบ้านควรเข้าใจ เรื่องเวลาส่วนตัวมีน้อย

ใครที่มั่นใจว่า ทำได้ ทำไหว ทำทันที รับได้ ทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็ลองหางานคนขับรถผู้บริหารดูได้ ตามอัธยาศัยครับผม …

และสำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Hog-Parking-On-The-Road

ปัญหาเรื่อง “ที่จอดรถ” ในบ้านเรานี่ก็จัดเป็นปัญหาโลกแตก เป็นปัญหาที่แก้ไม่มีวันจบซะที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามหมู่บ้านจัดสรร หรือตามถนนสายต่างๆ ที่อาจจะมีร้านอาหารยอดนิยม สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม หรือบรรดาสถานเริงรมย์ต่างๆ

มักสังเกตเห็นได้ว่า ริมถนนบางที่มักจะมีสิ่งกีดขวาง มาวางเกะกะบนถนนเพื่อ “กั๊กที่จอดรถ” ไว้ให้ลูกค้าตัวเอง หรือบ้านตัวเองบ้างล่ะ ใช้ถนนเป็นที่จอดรถส่วนตัวซะงั้น

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในทางกฎหมายนั้น ผิดเต็มๆ เลยนะครับ แต่จะผิดด้วยข้อหาอะไรบ้าง Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟัง …

Hog-Parking-On-The-Road

กั๊กที่จอดรถ ถือเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19 กล่าวคือ “ห้ามมิให้ผู้ใดตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนถนน เว้นแต่เป็นการกระทำในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร”

สำหรับคำว่า “ถนน” ใน พ.ร.บ. นี้ ครอบคลุมถึงทางเดินรถ ทางเท้า ขอบทาง ไหล่ทาง ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ตรอก ซอย สะพาน หรือ “ถนนส่วนบุคคล” ซึ่งเจ้าของที่ดิน ยินยอมให้ประชาชนใช้ผ่านเป็นทางสัญจรได้

และในมาตรา 57 ยังกล่าวอีกว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท นั่นหมายความว่า หากมีผู้ไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใครที่กระทำการใดๆ เพื่อกั๊กที่จอดรถ จะมีโทษปรับ (ซึ่งปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท)
นอกจากนี้ ผู้แจ้ง จะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของค่าปรับ ตามมาตรา 48 อีกด้วยนะครับ โดยค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบ ให้แบ่งแก่ผู้แจ้งกึ่งหนึ่ง และพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานจราจร หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมจราจร ผู้จับกุมอีกกึ่งหนึ่ง

Hog-Parking-On-The-Road

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ส่วนใครที่พบเจอปัญหาเหล่านี้ ก็สามารถแจ้งไปได้ตามส่วนงานที่รับผิดในเรื่องดังกล่าวได้ ตามรายละเอียดด้านล่าง

– ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร
– ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต และผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร

– ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด
– ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายอำเภอ สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด

– นายกเทศมนตรี สำหรับในเขตเทศบาล
– ปลัดเทศบาลและรองปลัดเทศบาล สำหรับในเขตเทศบาล

– ประธานกรรมการสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล
– ปลัดสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล

– หัวหน้าผู้บริหารท้องถิ่นขององค์การปกครองท้องถิ่นอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับในเขตราชการส่วนท้องถิ่นนั้น หรือผู้ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ

– ปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา (เขตปกครองพิเศษ)
– รองปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา (เขตปกครองพิเศษ)

ถ้าเป็นหมู่บ้านจัดสรร ก็ให้ไปแจ้งที่นิติบุคคลของหมู่บ้าน แต่ถ้าหมู่บ้านเก่าๆ ไม่มีนิติบุคคลแล้ว ก็คงต้องพึ่งโซเชียลมีเดีย ครับ …

Hog-Parking-On-The-Road

ภาพจาก สน.หลักสอง

แต่ที่นี่คือประเทศไทย ก็อย่างที่รู้ๆ กันน่ะครับ ว่า กฎหมายบ้านเราค่อนข้างจะหย่อนยาน ตำรวจหรือเทศกิจ อาจจะฟิตจับปรับในช่วงแรกๆ ที่เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมา พอหลังจากนั้น สถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กั๊กที่จอดกันตามสะดวกเหมือนเดิม …..

แม้ว่ากฏหมายจะออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งก็ถือว่าเกือบๆ 30 ปีแล้ว แต่การกระทำดังกล่าว ยังถือว่าทันสมัยมาก เพราะมีให้เห็นได้ทุกวัน!

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

ซื้ออะไรก่อนดี-ระหว่าง-บ้าน-กับ-รถ

ปัญหาโลกแตก สำหรับคนที่อยากจะมีทั้งรถ และ บ้าน ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะบรรดามนุษย์เงินเดือน หรือเด็กจบใหม่ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว มีเงินเก็บได้ประมาณก้อนหนึ่ง หรือว่ามีแฟนแล้ว ก็อยากที่จะหาอะไรที่เป็นหลักประกันในชีวิต รวมไปถึงความสะดวกสบายในการเดินทางไปไหนมาไหนด้วย

แต่การจะซื้อทั้งบ้าน และรถ พร้อมๆ กัน มันก็จะดูหนักมากสำหรับใครหลายๆ คน ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณโชคดี มีฐานเงินเดือนที่สูงมากจริงๆ หรือฐานะทางบ้านดี (หรือ “รวย” ก็ได้) มีครอบครัวคอยช่วยผ่อน ช่วยอุดหนุนให้

และนี่ก็เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาระยะหลายปีมานี้ Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าการซื้อบ้าน หรือ ซื้อรถ อะไรควรซื้อก่อนหลังดี …

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

1. เพราะ “รถ” มีแต่ “ลด”

ปกติแล้ว รถยนต์ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมมูลค่าลงทุกปี ส่วนทางกับบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่แทบจะไม่มีการเสื่อมมูลค่า มีแต่เก็บไว้แล้วมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัย หรือซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ล้วนแล้วแต่มูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

แต่ในบางอาชีพ ที่อาจจะต้องใช้รถยนต์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ขับรถแท็กซี่, รถกระบะส่งของ, เซลส์แมน หรือจะขับ Grab Car อะไรก็สุดแท้แต่ … การมีรถไว้ใช้หาเงินได้ ถือเป็นเครื่องมือที่จำเป็น และทำให้ชีวิตคุณสะดวกสบายขึ้น อาจจะต้องมองตรงจุดนี้ด้วยเช่นกัน

และถ้าคุณมีรายได้น้อย ก็ควรจะซื้อรถ ก่อนซื้อบ้าน … แต่ถ้าคุณเป็นลูกคนรวย มีเงินเหลือเฟือ จะซื้อทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ไม่มีใครว่า!

2. ผ่อนรถ น้อยกว่าผ่อนบ้าน

ทำไมถึงควรซื้อรถก่อนซื้อบ้าน ก็เพราะว่าการซื้อรถนั้น เราใช้เงินดาวน์ไม่มาก และก็ใช้เวลาผ่อนก็ไม่มาก (โดยส่วนใหญ่ ผ่อนกัน 4 – 7 ปี) ซึ่งต่างจากบ้าน, คอนโดมิเนียม หรือที่ดิน ที่เวลาทำสัญญาผ่อนแล้ว คุณก็จะต้องผ่อนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ 25 – 30 ปี

การซื้อรถนั้น ยิ่งถ้าคุณวางดาวน์ไว้เยอะ หรือสามารถโปะค่างวดได้มากกว่าเดิม เงินต้นก็ยิ่งหมดเร็วขึ้นเท่านั้น … หรือจะเลือกซื้อรถมือสองก็ได้เช่นกัน

รถที่มีราคาถูกๆ อย่างรถราคาหลักหมื่นบาท ผมเชื่อว่าหลายๆ คน สามารถซื้อรถด้วยเงินสดได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องผ่อนด้วยซ้ำไป! แต่ก็ต้องลุ้นกับการเก็บงาน เตรียมเงินไว้ซ่อม เช่นเดียวกันกับการซื้อบ้านมือสอง ที่ก็ต้องเตรียมงบไว้ตกแต่ง หรือซ่อมแซมด้วยเช่นกัน

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

3. การผ่อนรถ เครดิตมาถึงการซื้อบ้าน

ถ้าคุณมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี นั่นคือเครดิตที่ช่วยให้คุณกู้เงินซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น และได้วงเงินมากขึ้น เนื่องจากบริษัทไฟแนนซ์ จะส่งข้อมูลประวัติการชำระเงิน ให้กับทางเครดิตบูโรอีกที

4. ถามตัวเองว่าผ่อนไหวมั้ย

การที่จะผ่อนอะไรต่อมิอะไร ไม่ว่าจะเป็น รถ หรือ บ้าน ต้องถามฐานะทางการเงินของคุณก่อนว่า “ผ่อนไหวมั้ย” เพราะถ้าหากคุณตัดสินใจผ่อนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เกิดค้างค่างวด ผ่อนไม่ไหวขึ้นมา ก็อาจจะโดนยึดทั้งบ้าน ทั้งรถ ขายทอดตลาดได้ ยิ่งถ้าของที่คุณโดนยึดขายทอดตลาดไปแล้ว ขายได้ต่ำกว่าราคาประเมิน คุณก็จะต้องควักเงินใช้หนี้เพิ่มอีกด้วยครับ

สำหรับความสามารถในการผ่อนชำระ ถ้าคุณคิดจะซื้อบ้าน ต้องผ่อนไม่เกิน 40% ของเงินรายได้ต่อเดือน และสำหรับการผ่อนชำระค่างวดรถยนต์ ต้องไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่ถ้าจะซื้อทั้งบ้าน ทั้งรถ 2 อย่างพร้อมกัน การผ่อนชำระรวมกันต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน

เพราะนอกจากเงินผ่อนที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนแล้ว อย่าลืมว่า มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงตามมาตลอด เช่า ค่าน้ำมัน ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าซ่อมบำรุง เป็นต้น

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

5. ความจำเป็น

ความจำเป็น และความพร้อม นับว่าสำคัญมาก เพราะการซื้อรถสักคัน หรือบ้านสักหลัง (หรือจะผ่อนคอนโดมิเนียมก็เหมือนกัน) มีเงื่อนไขในการผ่อนชำระต้องต่อเนื่องยาวนานหลายปี ดูสิว่ามีเงินวางดาวน์เท่าไหร่ เงินเดือนในแต่ละเดือน รายรับเท่าไหร่ รายจ่ายเท่าไหร่ ถ้ามีลูกแล้ว ต้องจ่ายค่ากิน ค่าเทอมเท่าไหร่ ฯลฯ

เมื่อหักลบกลบค่าใช้จ่ายกินอยู่แล้ว จะเหลือเงินเท่าไหร่ ในการผ่อนรถ หรือ บ้าน บ้าง อันนี้สำคัญนะครับ

มาดูกันว่า เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจะได้วงเงินกู้สูงสุด และจำนวนเงินผ่อนต่องวดบ้าง …

เงินเดือน (บาท)

จำนวนเงินผ่อนต่องวด

วงเงินกู้สูงสุด

15,000 6,000 1,000,000
20,000 8,000 1,300,000
25,000 10,000 1,600,000
30,000 12,000 2,000,000
35,000 14,000 2,300,000
40,000 16,000 2,600,000
45,000 18,000 3,000,000
50,000 20,000 3,300,000
55,000 22,000 3,600,000
60,000 24,000 4,000,000
65,000 26,000 4,300,000
70,000 28,000 4,600,000
75,000 30,000 5,000,000
80,000 32,000 5,300,000
85,000 34,000 5,600,000
90,000 36,000 6,000,000
95,000 38,000 6,300,000
100,000 40,000 6,600,000

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ มีช่องทางในการหาเงินง่ายกว่าคนรุ่นเก่ามาก แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งราคารถที่แพงขึ้น ราคาบ้านที่สูงขึ้น หรือเงินเฟ้อ ข้าวของขายยากขึ้น กำลังซื้อของผู้คนหายไปมาก ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ หลายๆ คน ตอนนี้ ตั้งตัวได้ยากกว่าคนรุ่นเก่าด้วยเช่นกัน

unnamed

รถยนต์ส่วนมากที่ทุกคนเห็นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเป็นหลัก เพราะสีขาวเป็นสีที่ยอดฮิตสำหรับทุกคน และสามารถขายในตลอดรถยนต์มือสองได้ในราคาดี แต่รู้หรือหากเราดูแลรถไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้สีขาวนั้นเหลืองหมองไม่สวยงาม สภาพรถยนต์ของคุณดูเก่า และขายได้ในราคาที่ถูก SIAMCARDEAL.COM จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

หลีกเลี่ยงการตากแดด
⦁ หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากจอดกลางแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่น ทางที่ดีควรหาที่จอดไว้ในที่ร่มทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

ล้างรถอย่างน้อยสัแดาห์ละครั้ง
⦁ ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำให้ชั้นผิวสีเสียหาย แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น

เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
⦁ เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

⦁ เคลือบสีรถเป็นประจำ
ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลออาการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ ‘คานูบ้า’ เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

เคลือบสีรถเป็นประจำ

⦁ ใช้ดินน้ำมันล้างรถ
การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

คำแนะนำข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้กับรถทุกสี อาจจะดูง่าย และธรรมดาไปบ้าง แต่ถ้าหากเราปฎิบัติเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุของสีรถยังคงสดใสอย่างยาวนาน และน่ามองตลอดเวลา หากต้องการหาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดงอย่าลืมนึกถึง SIAMCARDEAL.COM

ขอบคุณภาพจาก www.freepik.com

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประกันภัยชั้น 1 มักจะแถมมาให้กับรถป้ายแดงแทบจะทุกคันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นมาตรฐานเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นความคุ้มครองที่มีให้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เราชนเขา เขาชนเรา หรือเกิดจากสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากก่อการร้าย เป็นต้น

แต่พอหลังจากที่ประกันภัยชั้น 1 หมดอายุแล้ว ถ้าเราต้องการจะต่ออายุใหม่ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเบิ้ยประกันนับหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนในเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ มีรายจ่ายสารพัด นอกจากค่าผ่อนรถแล้ว รายจ่ายในการทำประกันภัยรถ ก็ยังจำเป็นต้องทำอีกด้วย (สำหรับคนที่เพิ่งซื้อรถได้ไม่นาน หรือเพิ่งมือใหม่หัดขับ มีไว้มันก็อุ่นใจน่ะ)

Mr.Carro จึงขอแนะนำวิธีทำประกันภัยชั้น 1 อย่างไร ให้ถูกกว่าปกติสูงสุดถึง 50% ครับ.

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

1. ส่วนลดเบี้ยประกันรถจากประวัติดี

อันนี้ถือเป็นรางวัลของคนที่ขับรถดี ไม่มีเคลมครับ (ซึ่งบริษัทประกันภัยก็ชอบด้วย ฮา…) จึงมีส่วนรถเบี้ยประกันสำหรับประวัติการขับรถดี มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน

– ขั้นแรก ลด 20% เมื่อไม่มีการเคลมในปีแรก
– ขั้นที่ 2 ลด 30% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 2 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 3 ลด 40% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 3 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 4 ลด 50% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 4 ปีติดต่อกัน หรือมากกว่านั้น

แต่ถ้าเกิดว่า เราเกิดเป็นฝ่ายผิดหรือประมาท (พูดง่ายๆ คือ ขับรถไปชนคน หรือสิ่งของ นั่นล่ะ) ส่วนลดเบี้ยประกันของคุณ ก็จะลดลงตามขั้นไป

2. เลือกทุนประกันรถยนต์ที่เหมาะสม

การเลือกทุนประกันรถยนต์ครับ ล้วนมีผลต่อเบี้ยประกันเช่นกัน ซึ่งจะมีโปรแกรมคำนวณอัตโนมัติ จากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสมที่สุดอยุ่ที่ 80% ของราคารถยนต์ในปีแรก และจะคำนวณเป็น 90% ของทุนประกันปีก่อนหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงราคานี้ สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามการคำนวณ เพราะทุนประกันมาก ก็ต้องจ่ายค่าเบื้ยประกันมากตามไปด้วย

แต่ไม่สามารถเลือกทุนประกันให้สูงเกินมูลค่ารถได้นะครับ เพราะว่ารถทุกคันมันมีค่าเสื่อมจากการใช้งานครับ ซึ่งมูลค่ารถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ ปีละ 10% หรือตามราคากลางรถยนต์ในปีนั้นๆ

3. เพิ่มค่า Excess Fee ช่วยลดค่าเบี้ยได้

ค่า Excess Fee ถือเป็นค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณี ซึ่งปกติจะอยู่ที่ครั้งละ 1,000 บาท แต่หากมั่นใจว่าเราคนขับรถดี ไม่ชนบ่อยๆ การเลือกประกันภัยที่มีค่าเสียหายส่วนแรกสูงๆ (ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท) ก็ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้เช่นกัน

4. ระบุชื่อคนขับรถ

การระบุชื่อและอายุของผู้ขับขี่ (ว่าใครเป็นคนขับรถคันนี้แน่นอน) ก็ลดเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ได้เช่นกัน โดยอัตราค่าเบี้ยประกันที่ลดลง มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามอายุของผู้เอาประกัน โดยหากระบุผู้ขับขี่ 2 คน ให้ยึดผู้ที่มีอายุน้อยสุดเป็นหลัก ดังนี้

– อายุ 18-24 ปี ได้ส่วนลด 5%
– อายุ 25-35 ปี ได้ส่วนลด 10%
– อายุ 36-50 ปี ได้ส่วนลด 15%
– อายุ 50 ปีขึ้นไป ได้ส่วนลด 20%

5. เลือกซ่อมอู่นอกก็ได้

บางกรณีที่รถคุณมีแค่รอบเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเคลมเพื่อเข้าศูนย์บริการอย่างเดียวก็ได้ ลองเลือกอู่ซ่อมรถที่ไว้ในได้ และเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันภัยที่คุณจะทำอยู่ดู เพราะการเลือกประกันแบบซ่อมอู่ ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้ 10-30% ทีเดียว

ลองเลือกดูตามความเหมาะสมนะครับ แล้วคุณจะได้ขับรถอย่างสบายใจ และประหยัดเงินอีกด้วยครับ

Symbols-On-Car-Mirror

คุณเคยสังเกตกันหรือไม่ว่า บนกระจกรถทุกคัน จะต้องมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนเนื้อกระจกเลย นับตั้งแต่กระจกบานหน้า กระจกบานข้าง บานหลัง เป็นต้น

หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจ แต่กระจกเหล่านี้ ล้วนมีผลต่อการดูรถมือสองได้ด้วยเช่นกัน และยังมีประโยชน์ ในการตรวจสอบมาตรฐานของกระจกชนิดนั้นๆ ด้วย ว่าได้มาตรฐาน ได้ผ่านการรับรองจากองค์กรทั้งในไทย หรือในระดับนานาชาติหรือไม่ …

Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟังครับว่า สัญลักษณ์บนกระจกรถ หมายถึงอะไรบ้าง …

Symbols-In-Car-Mirror

สำหรับรถยนต์ที่ขายในบ้านเรา นับตั้งแต่ 30 กว่าปีที่ผ่านมาแล้ว จะสังเกตได้ว่า กระจกรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) และมีสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน มอก. เท่านั้น

มอก.

รวมไปถึงสัญลักษณ์ “TIS” (Thai Industrial Standard) และ TIS 2602-2556 (2013) สำหรับกระจกนิรภัยรถยนต์ ทั้งเทมเปอร์และลามิเนต

ซึ่งถ้าเป็นรถที่ผลิตในไทย ต้องมีประทับตรา อย่างน้อยๆ 3 อย่างนี้ แน่นอนครับ

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตในญี่ปุ่น หรือรถแบรนด์ญี่ปุ่นที่ผลิตในไทยล่ะ?

JIS

Logo JIS แบบเก่า และ แบบปัจจุบัน

JIS (Japanese Industrial Standards) เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งขึ้นโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Japan Industrial Standards Committee (JISC) ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปี 1949 เป็นการกำหนดและพัฒนามาตรฐานของ JIS ให้ได้คุณภาพตามที่กำหนดแก่ผู้ผลิตรายต่างๆ

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตในยุโรป หรือรถแบรนด์ยุโรปที่ผลิตในไทยล่ะ?

European-Standard

สำหรับรถยุโรป บนกระจกรถยนต์ทุกรุ่น ก็จะใช้เป็นมาตรฐาน EEC (European Standard) ตามมาตรฐานยุโรป ที่สามารถแยกย่อยออกเป็นประเทศต่างๆ ได้ดังนี้

E1 Germany
E2 France
E3 Italy
E4 Netherlands
E5 Sweden
E6 Belgium
E7 Hungary
E8 Czech Republic
E9 Spain
E10 Yugoslavia
E11 United Kingdom
E12 Austria
E13 Luxembourg
E14 Switzerland
E16 Norway
E17 Finland
E18 Denmark
E19 Romania
E20 Poland
E21 Portugal
E22 Russian Federation
E23 Greece
E24 Ireland
E25 Croatia
E26 Slovenia
E27 Slovakia
E28 Belarus
E29 Estonia
E31 Bosnia and Herzegovina
E32 Latvia
E34 Bulgaria
E37 Turkey
E40 The former Yugoslav Republic of Macedonia
E42 European Community
E43 Japan
E45 Australia
E46 Ukraine
E47 South Africa
E48 New Zealand
E49 Cyprus
E50 Malta
E51 Republic of Korea
E52 Malaysia
E53 Thailand

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตในจีน หรือรถแบรนด์จีนที่ผลิตในไทยล่ะ?

CCC-Mark

ของทางจีน จะเป็นมาตรฐาน CCC Mark หรือ China Compulsory Certification Mark ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม ที่ผลิตในประเทศจีน และสินค้าที่จะผลิตส่งเข้าไปขายในจีน โดยผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้นำเข้าต้องมีใบรับรองกำกับ พร้อมติดเครื่องหมาย CCC Mark จึงจะนำสินค้านั้นๆ ขายในจีนได้

โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2002 และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2003 เป็นต้นไป

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตใน USA หรือรถแบรนด์ USA ที่ผลิตในไทยล่ะ?

ANSI-Logo

ANSI (American National Standard Institute) หรือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ใช้ในการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1918

TSG-AGC-Glass

และในส่วนของ “TSG” (Thai Safety Glass) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “AGC” คือชื่อบริษัทผู้ผลิตกระจกรถยนต์กลุ่ม Asahi จากประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมลงทุนกับคนไทยตั้งแต่ปี 2517 ต่อมาในปี 2548 ทางญี่ปุ่นจึงเข้าถือหุ้นเต็ม 100% และเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น AGC Automotive (Thailand)

Saint-Gobain-Sekurit

และบริษัท Saint-Gobain Sekurit (เเซง-โกเเบ็ง ซีคิวริท) ก็เป็นบริษัทผู้ผลิตกระจกรถยนต์เช่นเดียวกัน โดยเริ่มทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ 2540 เน้นธุรกิจกลุ่มวัสดุนวัตกรรม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก่อนจะผลิตกระจกรถยนต์ OEM และจำหน่ายในปี 2541

กระจกรถยนต์ทั้ง 2 ยี่ห้อ ที่ออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ จะมีการประทับตราโลโก้ยี่ห้อรถยนต์ตามที่บริษัทรถยนต์สั่งผลิตเท่านั้น ส่วนกระจกที่ส่งขายตามร้านกระจกรถยนต์ทั่วไป จะไม่มีการประทับตรายี่ห้อรถยนต์ เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์ แต่สินค้าทั้ง 2 ยี่ห้อ จะได้มาตรฐาน OEM เหมือนกันทั้งหมด

และกระจกรถยนต์ในปัจจุบันทั้งหมด จะเป็นกระจกนิรภัยแบบเทมเปอร์ (Tempered Glass หรือ T/P) หรือที่เรียกทั่วไปว่า “กระจกอบ” เป็นกระจกที่นิยมใช้เป็นกระจกนิรภัย เพราะแตกจะแตกเป็นเกล็ดเล็กๆ คล้ายเม็ดข้าวโพด และไม่มีคม จึงเกิดอันตรายน้อย

แหล่งที่มา :

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

ใครที่ขับรถเก่าๆ รถ Retro หรือรถกระบะยุคเก่าๆ หน่อย จะรู้ซึ้งกันดีว่า เวลาขับรถ ยิ่งวิ่งเร็วเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลม เสียงเครื่องยนต์ เสียงยาง ต่างเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารดังแข่งพอๆ กับ เสียงจากวิทยุที่เปิดในรถเลยทีเดียว

หลายคนอาจะรู้สึกไม่เป็นปลื้มนัก เพราะวัสดุดูดซับเสียงตามจุดต่างๆ ทีติดรถมานั้น ย่อมเสื่อมสภาพไปตามเวลา หรือแม้แต่รถใหม่เองก็เป็นได้เช่นกัน แต่จะมีวิธีแก้ได้หรือเปล่า สำหรับคนรักความสงบ (เวลาขับรถ) ทั้งหลายมักสงสัยกัน …

Mr. Carro ขอแนะนำ 3 วิธีลดเสียงดังในห้องโดยสาร ไม่จำเป็นต้องต้องจ่ายแพง! ครับ.

1. Damp (แดมป์) พื้นรถ-ประตูรถ

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

การ Damp รอบคัน ด้วยวัสดุซับเสียง (Sound Deadening) ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุด โดยต้องถอดรื้อเบาะนั่งและพรมปูพื้นในรถออก เพื่อติดตั้งแผ่นซับเสียงลงบนพื้นตัวรถ ตรงผนังซุ้มล้อ และผนังกั้นระหว่างห้องเครื่องยนต์ รวมไปถึงบริเวณด้านในของแผงประตูรถทั้ง 4 บาน

ซึ่งแผ่นกันเสียงก็มีให้เลือกหลายแบบ เริ่มตั้งแต่เนื้อยาง สามารถติดตั้งได้เลย โดยไม่ต้องทากาว หรือจะเป็นแผ่นกันเสียงชนิดฟองน้ำ เป็นเนื้อโฟม เนื้อนุ่ม ติดตั้งได้รอบคันรถ

ซึ่งจริงๆ แล้ว การติดตั้งแผ่น Damp สามารถทำเองก็ได้ แต่ก็ต้องใช้เวลามาก เพราะต้องถอดอุปกรณ์ภายในรถออก แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็ให้ร้านเครื่องเสียง หรือร้านประดับยนต์ทำให้ ค่าใช้จ่ายก็มีอยู่ตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ติดตั้งด้วย

2. เปลี่ยน หรือเสริมยางขอบประตู

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

ขอบประตู เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เสียงภายนอกสามารถเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารได้ ยิ่งในรถเก่าๆ ที่ยางขอบประตู หรือยางกระดูกงูขอบประตูเสื่อมสภาพ เสียงก็ลอดเข้ามาได้มากกว่า หากยางขอบประตูรถคุณเก่าแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนเส้นใหม่ ซึ่งก็ควรเลือกให้เหมือนหรือคล้ายกับของเดิม เพื่อตัดปัญหาเมื่อติดตั้งไปแล้ว ประตูรถปิดไม่ได้ หรือปิดไม่สนิทอีก

ถ้ายางขอบประตูใหม่อยู่ แต่มีเสียงเล็ดลอดเข้ามา ก็สามารถเลือกติดตั้งยางกันเสียงเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะเป็นการติดคนละตำแหน่งกับยางขอบประตูเดิม ก็จะช่วยลดเสียงได้มากขึ้น

3.พ่นซุ้มล้อ

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

ปัจจุบันมีสเปรย์สำหรับพ่นใต้ซุ้มล้อ (Rubberized Undercoating) โดยวัสดุที่พ่น จะเป็นน้ำยาสีดำคล้ายยาง ที่สามารถป้องกันเสียงจากล้อเข้ามายังโดยสารได้ในระดับหนึ่ง วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงพ่นไปยังที่ด้านในของซุ้มล้อทั้ง 4 ข้าง แล้วปล่อยให้แห้งประมาณ 30 นาที

แต่ถ้าคุณมีงบประมาณมากหน่อย ก็อาจจะจัดแบบ Sound Clad พ่นทั้งซุ้มล้อทั้งใต้ท้องรถไปเลย ก็ได้เช่นกัน

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ปัจจุบันนี้ รถมือสองในบ้านเราก็จัดได้ว่ามีจำนวนมาก (ซึ่งย้อนเวลาไปหลายปีก่อน รถพวกนี้ก็คือรถใหม่นั่นล่ะ) ซึ่งก็มีหลายคันที่อายุเกิน 7 ปีขึ้นไปแล้ว โดยปกติแล้วถ้าซื้อมาใช้ตั้งแต่ตอนยังเป็นป้ายแเดง ก็จะมีประกันภัยชั้น 1 ติดรถมาด้วย ซึ่งโดยปกติ ถ้าคุณต่อประกันภัยชั้น 1 กับบริษัทเดิมอย่างต่อเนื่อง และมีประวัติที่ดี ก็อาจจะต่อประกันภัยชั้น 1 ได้นานถึง 10 ปี หรือมากกว่านั้นก็ยังได้ …

ข้อดีและข้อเสียของประกันภัยชั้น 1 อย่างที่รู้ๆ กัน นั่นคือ ให้ความคุ้มครองมาก เช่น กรณีรถถูกชนแล้วหนี ซึ่งประกันภัยประเภทอื่นไม่คุ้มครอง แถมยังได้ส่วนลดทุกปี ถ้าคุณใช้รถเก๋งมือสองแบบ Compact Car ทั่วไป บางทีจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่ถึง 1 หมื่นบาท ด้วยซ้ำ ถ้าประวัติการเคลมของคุณมีน้อยๆ นะ แต่ค่าเบี้ยประกันภัยที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

แต่รถมือสองหลายคัน อาจจะไม่ได้ต่อประภันภัยชั้น 1 มานานแล้ว เมื่อเราไปซื้อรถมือสองมาจากรถบ้าน หรือรถเต็นท์ แล้วอยากที่จะทำประกันภัยชั้น 1 ก็ลำบากซะแล้ว เพราะบริษัทประกันภัย จะรับทำประกันภัยชั้น 1 กับรถยนต์ที่อายุไม่เกิน 7 ปีเท่านั้น

ประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับจุดนี้ เหมาะสำหรับรถมือสองที่มีอายุเกิน 4 ปีขึ้น ไป เพราะอะไร? ลองดูคุณสมบัติกัน …

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 ต่างกันเพียงคุ้มครองแค่อุบัติเหตุ ที่เกิดจากการชนของ “รถยนต์” เท่านั้น (ซึ่ง ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ หรือพาหนะอื่นๆ มาชน จะไม่ได้รับความคุ้มครอง) ราคาเบี้ยประกันไม่แพงมาก เหมาะสำหรับคนที่มีเคลมน้อยๆ

สำหรับความคุ้มครอง แยกออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

– ความเสียหายต่อตัวรถ เฉพาะกรณีชนกับพาหนะทางบก
– ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์เอาประกันภัย
– ทรัพย์สินบุคคลภายนอก
– การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่
– การสูญหายและไฟไหม้ตัวรถ
– ภัยธรรมชาติ หรือ ภัยก่อการร้าย

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ถือว่าคุ้มค่ามาก เหมาะสำหรับรถเก่าๆ หรือคนที่ไม่ได้ขับรถบ่อยๆ เท่าไหร่ เพราะเป็นประกันภัยที่เน้นจ่ายเฉพาะเราขับไปชนคนอื่นเป็นหลัก อีกทั้งถ้ารถคุณมีประวัติดี ไม่เคยเคลม เวลาต่อประกันภัย ก็ยังได้ส่วนลดประวัติอีกด้วย และเบี้ยประกันภัยก็ไม่แพงมาก

สำหรับความคุ้มครอง แยกออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

– ความเสียหายต่อตัวรถ เฉพาะกรณีชนกับพาหนะทางบก
– ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์เอาประกันภัย
– ทรัพย์สินบุคคลภายนอก
– การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่

ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแล้วล่ะครับ ถ้าจะเลือกทำประกันภัยแบบไหน เอาตามงบที่มี หรือเอาตามเงื่อนไขความคุ้มครอง ล้วนแล้วดีทั้งหมดครับ

—–

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก จส.100

5-Ways-if-You-Forget-Key-Car

ความขี้ลืมของคนเรานั้น เกิดขึ้นได้เสมอ บางทีเรื่องที่กำลังนึกคิดอยู่ไม่ทันไร อ้าว! ลืมไปซะแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การลืมกุญแจรถก็เช่นกัน บางทีก็อาจจะทำหล่นในรถ หรือทำหล่นตามสถานที่ต่างๆ …

แต่เมื่อคุณลืมกุญแจรถ หรือ กุญแจรีโมท ขึ้นมาแล้ว จะต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูกันครับ

5-Ways-If-You-Forget-Key-Car

1. ตั้งสติ

พยายามตั้งสติ นึกก่อนว่าเราไปลืมไว้ตรงไหน หรือจุดใด หรือเปล่า อย่าเพิ่งตกใจ ค่อยๆ คิดก่อน

2. กุญแจสำรอง

ตามปกติแล้ว รถทุกคันจะมีกุญแจสำรองมาให้ 1 ดอก หรือบางคน อาจจะไปทำกุญแจสำรองเพิ่มมากกว่า 1 ดอก ก็มี ถ้าเกิดคุณขับรถออกไปทำธุระที่ไม่ไกลจากบ้านนัก กลับไปเอากุญแจสำรองมาไขก่อนดีกว่า หรือวันหลังถ้ากลัวลืมอีก ก็ลงทุนปั้มกุญแจสำรองอีก 1 ดอก พกติดตัวไว้ในกระเป๋าสตางค์เลยก็ได้

5-Ways-If-You-Forget-Key-Car

ภาพจาก thaicop.blogspot.com

3. ตามช่างกุญแจ หรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

ถ้าเกิดลืมกุญแจขณะจอดรถอยู่ในที่ย่านชุมชน ลอง Search หาช่างกุญแจในมือถือดู หรือเดินหาดูว่าตรงไหนมีช่างกุญแจอยู่บ้างหรือเปล่า เพราะช่างกุญแจหลายคนมีทักษะในการเปิดประตูรถได้ (ซึ่งบางคน สามารถใช้เพียงคลิปหนีบกระดาษ ไขสะเดากุญแจได้แล้ว!) หรือมีกุญแจพิเศษ (กุญแจผี) ที่สามารถไขเปิดประตูรถได้

ถ้าเป็นรถรุ่นปีใหม่ๆ หน่อย มักจะมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินอยู่ ก็สามารถโทรติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือได้ เพราะอาจจะมีเครื่องมือที่สามารถสะเดาะกุญแจได้ ที่สำคัญ ต้องสอบถามเรื่องราคาก่อน ไม่เช่นนั้น อาจจ่ายแพงกว่าที่คิด

ถ้าหากรถรถคุณมีตัวล็อคประตูแบบเงี่ยงที่สามารถงัดขึ้นได้ อาจจะลองใช้ลวดตะขอ หรือเชือกเส้นเล็กๆ ผูกเป็นห่วงที่ปลาย แล้วสอดเข้าไปตรงที่ขอบยางของประตูรถ ให้ห่วงหรือตะขอเกี่ยว เข้ากับ ตัวล็อคแล้วงัดขึ้นมา

4. โทรแจ้งตำรวจ หรือสถานีวิทยุเพื่อสังคม

กรณีที่รอบๆ ตัวที่รถและคุณอยู่ ไม่มีช่างกุญแจ ก็ลองโทรหาตำรวจ 191 หรือสายด่วน บก. 02 โทร. 1197 หรือแจ้งไปที่ Fanpage “ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร” หรือเบอร์โทรของโครงการ โทร. 02-354-6324 ตำรวจจราจรในพระราชดำริ ดู เพราะมีตำรวจช่างจราจรช่วยท่านได้

หรือโทรไปยังรายการวิทยุเพื่อสังคม อย่างเช่น สวพ.91 (โทร. 1644) และ จส.100 (โทร. 1137) ดู เพราะอาจจะมีคนขับรถแท็กซี่ หรือคนที่มีทักษะในการสะเดาะกุญแจฟังอยู่ อาจจะเป็นจิตอาสา มาช่วยเหลือคุณในยามยากได้

5-Ways-If-You-Forget-Key-Car

5. ทุบกระจก

ถ้ากรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ แล้วดันมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือว่ามีเด็กเล็กๆ ติดอยู่ในรถด้วย บางทีการ “ทุบกระจกรถ” ก็อาจจะเป็นทางเลทอกสุดท้ายที่ต้องทำ

ในกรณีที่ต้องการทุบกระจก ให้เลือกทุบที่บริเวณกระจกหูช้างบานหลัง (ซึ่งเป็นกระจกที่ทำไว้ สามารถให้กระจกบานหลังลงได้มากที่สุด) แค่พอเอื้อมมือไปปลดล็อคประตูรถได้ ครับ

ทางที่ดี กุญแจรถถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อขับรถแล้วดับเครื่องยนต์แล้ว พยายามพกกุญแจรถติดตัว ใส่กระเป๋ากางเกงไว้ก่อนเลย เพื่อป้องกันการลืมไว้ในรถ หรือไปลืมไว้ที่ไหนอีกครับผม