ค้นหาบทความ

Category : เทคนิค

มิถุนายนแล้ว แน่นอนว่าเรากำลังสู่ช่วงกลางปีอย่างแท้จริงแล้ว ส่วนสำหรับฤดูที่มาพร้อมกับกลางปีแบบนี้ คงหนีไม่พ้นจริงๆ สำหรับฤดูฝน ที่หลายคนต่างชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ

สำหรับคนที่ชื่นชอบคงเพลิดเพลินไปกับเสียงน้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แต่สำหรับใครไม่ที่ชื่นชอบฤดูฝนสิ คงปวดหัวกับการเดินทางไปไหนมา หรือแม้แต่การเผื่อเวลาสำหรับทำธุระในช่วงหน้าฝน ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร ให้ปลอดภัย

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ของตนเองในการขับรถไปไหนมา ไม่สามารถจะใช้การขนส่งทางสาธารณะได้ คงแอบกังวลกันไม่น้อยสำหรับรถยนต์ของตัวเราเองว่า ถ้าหากเราขับรถไปลุยน้ำฝนขึ้นมา รถยนต์ของเราจะเสียหายไหมนะ หรือแม้แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำอย่างไรดี วันนี้มาสิมีเคล็ดลับขับรถลุยน้ำท่วมง่ายๆ ให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนแบบนี้มาฝากกัน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

เช็กรถของตัวเองให้พร้อม

แน่นอนว่า วิธีเบื้องต้นที่เพื่อนๆ สามารถทำได้เลยคือ การเช็กรถยนต์ของเราให้มีสภาพพร้อมขับ ระบบส่องไฟสว่าง ไฟหน้า-หลัง ยังสามารถใช้งานได้อยู่ ไฟสัญญาณบอกทางต่างๆ หากเกิดชำรุดขึ้นมา ให้รีบแก้ไขโดยทันที ระบบเบรค ที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝน ตรงนี้เพื่อนๆ ก็ควรเช็กให้เรียบร้อย รวมไปถึงยาง ลูกดอกยาง ควรมีสภาพการใช้งานที่พร้อม

อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน

บนท้องถนนที่ลื่นไหลจากการที่ฝนตกหนักนั้น เพื่อนๆ ควรอย่างยิ่ง ที่จะระมัดระวังอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายได้ หากจำเป็นต้องเบรก แนะนำว่าให้ชะลอความเร็ว แล้วค่อยๆ เหยียบเบรกเอา

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ขับรถด้วยความเร็วคงที่

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่ชอบการขับรถเร็วเป็นปกติ อยากให้เพื่อนๆ ใจเย็นลงในช่วงหน้าฝนแบบนี้ หากเรายังปฎิบัติแบบนั้นอยู่ อุบัติเหตุและอันตรายจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน ควรขับอยู่ในความเร็วที่ 90 กม./ชม. เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองและผู้โดยสารคนอื่นที่อยู่บนรถ รวมถึงเพื่อเป็นการใส่ใจเพื่อนร่วมทางด้วย

ฝนตกหนัก พักรถก่อน

หากเพื่อนๆ กำลังเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ไม่สามารถมองเห็นทางและพื้นถนนได้ สิ่งที่เพื่อนๆ ควรทำอย่างยิ่ง คือ จอดรถข้างทางไว้ก่อนเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ควรที่จะฝืนขับไปยังจุดหมายเรื่อยๆ แบบนั้นจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม พอฝนตกเบาลง ค่อยๆ ขับเคลื่อนรถไปอย่างช้าๆ ทำแบบนี้ รับรองว่าหายห่วงเรื่องอุบัติเหตุและอันตรายอย่างแน่นอน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ทำประกันรถยนต์

อีกข้อหนึ่งที่หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วคือ การทำประกันภัยรถยนต์ เผื่อในกรณีที่เราต้องเจอกับอุบัติเหตุและอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพื่อที่ประกันภัยรถยนต์จะได้คุ้มครองเราและรถยนต์ เพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้ทำหรือกำลังจะต่อประกันภัยรถยนต์ ก็ขอแนะนำให้รีบจัดการให้เรียบร้อยกันตั้งแต่ตอนนี้เลย

เท่านี้เพื่อนๆ ก็คงทราบถึงวิธีการขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัยกันแล้ว หน้าฝนแบบนี้ ขับขี่รถกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้หากเราประมาทจนเกินไป

ถ้าใครสนใจอยากทำประกันภัยรถยนต์ไว้ให้อุ่นใจ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันหรือโทร 02-7103100 เข้ามาสอบถามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของมาสิกันได้เลย

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Washing-Car-And-Hot-Brakes

คนใช้รถหลายคนอาจไม่รู้! ว่าอาการพวงมาลัยสั่น โดยเฉพาะเวลาเหยียบเบรก ซึ่งเกิดมาจากจานเบรกคดนั้น นอกจากจะมีอาการจากผ้าเบรกจับจานเบรกไม่สม่ำเสมอ จานเบรกเริ่มบาง หรืออาจจะเป็นที่ยางสึกไม่เท่ากันทั้งเส้น

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ และมักชอบปฎิบัติ หลังจากการขับรถใช้งานต่อเนื่องมานานหลายชั่วโมง หรือขับรถขึ้นเขา ลงเขา ใช้งานเบรกมาอย่างหนัก นั่นก็คือ “ล้างรถ” พอตัดสินใจขับรถเข้าคาร์แคร์ ว่าจะล้างรถให้สะอาดซะหน่อย เด็กล้างรถก็ไม่รู้ ฉีดน้ำล้างล้อรถ ทำให้น้ำแรงดันสูงอัดเข้าไปในจานเบรกอย่างแรง จนดิสก์เบรกเกิดอาการ “จานเบรกคด” ขึ้นมา …

ทำไมจานเบรกถึงคดได้ งงมาก ทั้งๆ ที่แค่ฉีดน้ำใส่ เดี๋ยว Mr.Carro จะเล่าให้ฟัง …

Washing-Car-And-Hot-Brakes

การเกิดจานเบรคคด ก็คือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน ซึ่งการขับรถมาเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง (โดยเฉพาะขับรถทางยาวๆ หรือขับรถขึ้น-ลง ทางชันๆ ที่ต้องใช้เบรกมาก) ทำให้จานเบรกมีความร้อนสะสมมากกว่าปกติ เมื่อเจอที่ฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างล้อรถ แล้วทะลุซี่ล้อไปโดนกับจานดิสก์เบรกที่ร้อนจัดอยู่ เมื่อเจอกับน้ำเย็นๆ ทันที ก็อาจทำให้จานเบรคคดงอได้

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าคุณอยากล้างรถที่เพิ่งผ่านการใช้งานมาหมาดๆ จริงๆ ก็ขอแนะนำให้ล้างตัวถังรถไปก่อน ลองเอามืออังดูที่บริเวณล้อรถดูก่อน ว่ามีไอร้อนที่แผ่ออกมาจากดิสก์เบรก มากหรือน้อย ถ้าไม่มีแล้ว นั่นล่ะ ถึงจะค่อยฉีดน้ำล้างล้อได้เต็มที่

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ล้างแค่บริเวณด้านนอกของล้อก็ได้ พยายามอย่าฉีดน้ำเข้าไปถูกจานดิสก์เบรก โดยใช้วิธีเปิดน้ำแบบไม่ต้องแรง ล้างเฉพาะบริเวณวงล้อรอบนอกก็พอ เพื่อให้เหมือนกับการขับรถลุยฝน ที่มีละอองน้ำกระเซ็นโดนจานเบรคอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ความร้อนบริเวณจานเบรกค่อยๆ ลดลง

วิธีปฎิบัติง่ายๆ แค่นี้ คุณก็ทำได้ครับ อีกทั้งยังยืดอายุจานเบรกของรถ ให้ใช้งานได้อีกยาวนานอีกด้วย

Carro-How-To-Use-Automatic-Transmission

รถเกียร์อัตโนมัติ หรือ รถเกียร์ออโต้ เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมใช้งานในรถยนต์ กันมาตั้งแต่ในช่วงยุค 50 ที่แพร่หลายมาจากในรถอเมริกัน ก่อนจะแพร่หลายมายังในรถยุโรปและรถญี่ปุ่น ซึ่งในบ้านเราเริ่มจะรู้จัก “เกียร์อัตโนมัติ” กันตั้งแต่ในยุค 60 จากรถอเมริกัน แต่ที่มีแพร่หลายมากขึ้น ก็เริ่มกันตั้งแต่ในช่วงประมาณยุค 80 ที่รถญี่ปุ่นรุ่นท็อปๆ เริ่มติดตั้งมาให้

แต่ยุคปัจจุบัน จากสภาพจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก รวมไปถึงระบบเกียร์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว จนคนรุ่นใหม่ เวลาเรียนขับรถส่วนใหญ่ ก็หัดจากรถเกียร์อัตโนมัติกัน

แต่บางคนก็อาจจะละเลยถึงความสำคัญของตำแหน่ง “เกียร์อัตโนมัติ” หรือ “เกียร์ออโต้” ไป Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟังกันครับ …

How-To-Use-Automatic-Transmission

เกียร์อัตโนมัติในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ เกียร์อัตโนมัติแบบมีลำดับขั้น (ซึ่งก็มีแยกออกไปอีก ทั้งแบบต้องกดปุ่มเปลี่ยนเกียร์ ตามยาว และแบบ Gate-Type หรือแบบขั้นบันได ที่ไม่มีปุ่มให้กด แต่ใช้วิธีเลื่อนไปตามตำแหน่งต่างๆ ตามรอยหยัก) และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งในการเรียกตำแหน่งเกียร์ ก็ยังคงใช้ชื่อเรียกตำแหน่งเกียร์เหมือนกัน

ตำแหน่ง P (Parking)

ตำแหน่ง P (Parking) ใช้สำหรับจอดรถแบบล็อคล้อ ไม่ต้องการให้รถเคลื่อน หรือ จอดบนทางลาดชัน

ตำแหน่งเกียร์ P จะอยู่ด้านบนสุด ควรใช้ต่อเมื่อรถจอดดับเครื่องเรียบร้อยแล้ว เพราะจะเป็นการล็อคล้อไว้ไม่ให้รถเคลื่อนได้ และถ้าจะจอดบนทางลาดชัน ก็ใช้ตำแหน่งเกียร์ P นี้เช่นกัน ทางที่ดีควรดึงเบรกมือไว้ด้วย เพื่อป้องกันเกียร์เสียหาย กรณีที่ถูกชนท้าย และควรใช้ต่อเมื่อจอดรถในตำแหน่งที่ไม่มีรถกีดขวางอยู่ครับ (เพราะคนอื่นจะเข็นรถคุณไม่ได้!)

ตำแหน่ง R (Reverse)

ตำแหน่ง R (Reverse) คือ เกียร์ถอยหลัง

ตำแหน่งเกียร์ R แล้ว ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นเกียร์ถอยหลัง เมื่อใช้เกียร์ตำแหน่งนี้ รถก็จะถอยหลังได้เองอย่างช้าๆ โดยที่เรานั้นไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ระหว่างถอย คุณก็เตรียมวางเท้าขวาเอาไว้ที่แป้นเบรกตลอดเวลา

หากคุณจะเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง P มาตำแหน่ง R จะต้องเหยียบเบรกก่อน แล้วกดปุ่มปลดล็อคบริเวณหัวเกียร์ด้วย แต่หากเป็นรถใช้เกียร์แบบขั้นบันได ก็เหยียบเบรกแล้วเลื่อนคันเกียร์ไปด้านข้าง ก็เข้าเกียร์ R ได้แล้ว

ตำแหน่ง N (Neutral)

ตำแหน่ง N (Neutral) คือ เกียร์ว่าง

ตำแหน่งเกียร์ N ไว้สำหรับจอดรถชั่วคราว เช่น จอดรถติดไฟแดง เป็นต้น และการจอดรถที่ใส่เกียร์ในตำแหน่ง N นี้ รถก็ยังสามารถเข็นไปมาได้ ซึ่งเหมาะจะใช้ในกรณีการจอดรถในห้าง หรือริมถนนมาก

ตำแหน่ง D (Drive)

ตำแหน่ง D (Drive) หรือ เกียร์ขับ

เมื่อเราทำการเปลี่ยนเกียร์มาที่ D แล้ว รถจะไหลไปอย่างช้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่ง รถจะเริ่มทำความเร็ว แล้วเปลี่ยนเกียร์ไปตามรอบเครื่องให้เองโดยอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไปจนเกียร์ 10 ที่นับว่าเป็นเกียร์ที่สูงสุด ในรถเกียร์อัตโนมัติยุคปัจจุบัน ถือเป็นตำแหน่งเกียร์หลักๆ ในการขับรถไปข้างหน้า

ตำแหน่ง L (Low)

ตำแหน่ง L (Low) ใช้ในการขับรถขึ้น-ลงเนินที่ค่อนข้างชัน

ตำแหน่งเกียร์ L หรือ D2 จะใช้ขับรถขึ้น-ลงทางชัน เช่น ในลานจอดรถ หรือทางขึ้น-ลง ภูเขา เป็นต้น ซึ่งรถจะไม่มีการปรับอัตราทดเกียร์ให้ หรือเวลาที่ต้องการแรงเบรกจากเครื่องยนต์

ตำแหน่ง S (Sport) หรือ B (Brake)

ตำแหน่ง S (Sport) หรือ B (Brake) อันนี้หลายคนอาจไม่คุ้นเคย เพราะมีมาไม่นานนี้ สำหรับตำแหน่ง S ไว้ใช้สำหรับเร่งแซง ลากรอบได้สูง และในส่วนของ B นั้น ใช้เพื่อขับรถขึ้น-ลงทางชัน การทำงานเหมือนกับเกียร์ L ครับ

How-To-Use-Automatic-Transmission

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดของตำแห่งเกียร์ที่ทาง Mr.Carro นำมาอธิบายในครั้งนี้ ซึ่งในครั้งหน้า เราจะขอนำเสนอเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของรถยนต์เกียร์อัตโนมัติกันเพิ่มเติมครับ

Carro-Trick-To-Change-Wiper-By-Yourself

ช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าฝนกันแล้ว อุปกรณ์เล็กๆ ของรถ แต่ความสำคัญไม่เล็กอย่าง “ที่ปัดน้ำฝน” ถือว่าเป็นของที่จำเป็นต้องใช้งานเลยล่ะ หลายคนอาจจะละเลยที่ปัดน้ำฝนไป พอจะเปิดใช้งาน กลับมีเสียงยางขูดกระจกดังครืดๆ ซะแล้ว!

ซึ่งอาการที่ว่ามานี้ หมายถึงยางปัดน้ำฝนเสื่อมแล้ว ถ้ายังฝืนใช้ต่อไป อาจจะทำให้กระจกบังลมหน้าเป็นรอยขูดได้ หรือทำให้รู้สึกรำคาญ เวลาขับรถอีก

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าวิธีเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนนั้น ง่ายนิดเดียว …

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

ใบปัดน้ำฝนที่ดี ต้องสามารถรีดน้ำได้หมดจด และใบปัดไม่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ และตัวก้านปัดน้ำฝนของรถ มักจะสั้น-ยาว ไม่เท่ากัน เพราะทางผู้ผลิตก็ออกแบบมาเพื่อให้รับกับส่วนโค้งของกระจก สามารถปัดได้มุมกว้างมากที่สุดบนกระจกบังลมหน้า ส่วนก้านปัดน้ำฝนในด้านท้ายรถ ส่วนใหญ่จะมีในรถเก๋งท้ายตัด เพื่อปัดกวาดน้ำฝน และฝุ่นที่บริเวณกระจกบานท้าย

เราขอแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 1 ปี ราคาก็เพียงชุดละหลักร้อยบาท คุ้มค่ากับการใช้งาน ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งแบบยาง หรือแบบซิลิโคน ที่ไม่ต้องใช้โครงเหล็ก

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

วิธีการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน มีง่ายๆ ดังนี้ครับ …

– ยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับหมุนใบปัดเป็น 90 องศา
– ดันสลักเล็กๆ ออก พร้อมเอาใบปัดน้ำฝนออก
– ดึงยางอันเก่าพร้อมเส้นเหล็กออก
– ใส่เส้นเหล็ก (ที่ด้านบนของร่องยาง) พร้อมใส่กลับเข้าไปในโครงเหล็กใบปัดน้ำฝน
– ถ้ามียางส่วนเกิน ก็ตัดออกซะ
– ทำเรียบร้อย ใส่กลับไปในก้านปัดน้ำฝน แค่นี้ก็พร้อมใช้งานแล้ว

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

สิ่งสำคัญ อย่าลืมทำความสะอาดชุดปัดน้ำฝน และกระจกหน้ารถอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตรวจเช็คน้ำยาล้างกระจกให้พร้อม แค่นี้ใบปัดน้ำฝนก็พร้อมใช้งานในช่วงหน้าฝนนี้แล้ว รับรองขับรถได้อย่างปลอดภัยหายห่วง

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ก่อนฤดูฝน คุณตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์กันแล้วหรือยัง?

ใกล้เข้าฤดูฝนแล้ว บางพื้นที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นถนนมีความลื้น ลำบากต่อการกับขี่รถด้วยความเร็ว ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมพร้อมต้อนรับหน้าฝน คือ การตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์ ตั้งแต่อายุยาง ดอกยาง ลมยาง เพราะหากยังฝืนขับรถบนถนนที่ลื่นหรือเปียกฝน อาจจะเสี่ยงเกิดอันตรายกับรถยนต์และตัวของคุณเอง วันนี้ Carro จะพาไปเช็คสภาพยางรถยนต์ ก่อนขับลุยหน้าฝน กันนะคะ

พอเข้าหน้าฝน อย่างแรกที่น่าห่วงก็คือ การขับขี่รถยนต์บนห้องถนน มักจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และยิ่งเมื่อฝนตกแล้วการมองเห็นของผู้ขับขี่จะลดลง จะเพิ่มความยากให้กับการขับขี่ มองไม่เห็น หลุม บ่อ และแอ่งน้ำ

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจเช็คลมยาง

ควรเช็คสภาพลมยาง เดือนละ 1 ครั้ง และในช่วงหน้าฝนหรือก่อนออกเดินทางไปที่ไกลๆ ที่ต้องลุยถนนเปียก ดังนั้นควรเติมลมยางเผื่อไว้อีกประมาณ 1-2 ปอนด์ เพื่อให้ยางแข็งและรีดน้ำได้ดี แต่อย่าลืมเช็คลมขณะที่ยางเย็น

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

เปลี่ยนยางรถยนต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยาง อยู่เสมอควรสลับตำแหน่งทุก 10,000 กม

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจสอบสภาพของดอกยาง

ควรสังเกตความลึกของดอกยางรถยนต์ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ซึ่งความลึกของดอกยางใหม่จะมีความลึกประมาณ 8 – 9 มิลลิเมตร หรือไม่อาจใช้ไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่อง ยางรถยนต์ ถ้าคุณเห็นหัวไม้ขีดสีแดง ก็หมายความว่าดอกยางเหลือน้อยเกินไปที่จะใช้งานต่อไป

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

อายุของยางรถยนต์

โดยทั่วไปรถยนต์จะถึงเวลาเปลี่ยนยางใหม่เมื่อยางถูกใช้งานไปแล้ว 5 ปี ประมาณ 50,000 – 80,000 กิโลเมตรขึ้นไป ยางควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ถ้ารถไม่ค่อยได้ใช้งานหรือวิ่งระยะไกล ดอกยางยังแน่นและไม่มีการสึกหรอ ก็สามารถใช้ยางต่อไปได้ บางคันสามารถใช้งานได้ถึง 10 ปี

วิธีขับรถลุยฝน ให้ปลอดภัย ห่างไกลอุบัติเหตุ

  1. ควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  2. เปิดที่ปัดน้ำฝน โดยปรับระดับความเร็วให้เหมาะสมกับความแรงและปริมาณฝนที่ตกลงมา
  3. เว้นระยะห่างจากรถคันด้านหน้าประมาณ 10-15 เมตร
  4. เปิดไฟต่ำตลอดทางการขับรถ
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยแอ่งน้ำ
  6. ไม่ควร’ เปิดไฟฉุกเฉิน แต่ควรเปิดไฟตัดหมอกหน้า-หลัง

สุดท้ายนี้ หากเช็คลมยางละสภาพรถยนต์เรียบร้อยแล้ว อย่าประมาทในการขับขี่รถยนต์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน และหากต้องการขายรถยนต์ใหม่ป้ายแดง สามารถเช็คโปรโมชั่นของแต่ละค่ายได้ที่ siamcardeal.com เราพร้อมให้คำแนะนำ และให้โปรโมชั่นที่ดีที่สุดกับคุณ

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

อีกเรื่องหนึ่งเลยของคนขับรถในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่นอกจากเผชิญกับรถติดแล้ว ยังต้องมาเจอเหล่านักบิด หรือ “มอเตอร์ไซค์” ทั้งหลาย เบียด ปาด แทรก ขึ้นมาด้านข้างตัวรถเป็นประจำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ วิ่งถนนแคบๆ แล้วรถติดๆ ด้วยนะ รู้สึกได้เลย

บางทีก็เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมา เช่น แฮนด์รถจักรยานยนต์ เฉี่ยวกระจกมองข้าง! ถ้าไม่มากก็แค่เฉี่ยวกระจกมองข้างเป็นรอยถลอก หรืองอไปข้างหน้า ถ้าหนักหน่อยก็หักทั้งยวงเลย

ก็คงได้แต่ทำใจ เพราะ 99.99% ของมอเตอร์ไซค์ที่มาเฉี่ยว มักจะไม่รับผิดชอบ ไปเลย! … Mr.Carro ขอนำเสนอวิธีขับรถ ที่ได้มาจากผู้คร่ำหวอดในวงการนักข่าวสายรถจักรยานยนต์มานาน แนะนำวิธีเลี่ยงไม่ให้มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกมองข้าง ได้มากที่สุดครับ …

วิธีที่ 1

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

เวลาขับรถ พยายามขับรถให้อยู่จุดกึ่งกลาง ระหว่างเส้นแบ่งเลนจราจรมากที่สุด พยายามอย่าชิดเส้นขอบทางไปด้านซ้าย-ขวา มากเกินไป

เพราะเวลามอเตอร์ไซค์จะแทรกเข้ามาด้านข้างตัวรถของเรา เขาจะค่อยๆ ขี่ไปได้อย่างไม่ลำบากนัก (เพราะถ้าเขาซิกแซก ซอกแซกลำบาก ไปๆ มาๆ แฮนด์อาจมากระแทก โดนกระจกมองข้างรถของเราแทน!)

วิธีที่ 2

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

เมื่อคุณจอดรถติดไฟแดง หรือติดอะไรก็แล้วแต่ พยายาม “อย่า” จอดรถติดเสมอกับกระจกมองข้างรถคันด้านข้างๆ ให้จอดรถเหลื่อมกันไว้ บวกกับเว้นระยะห่างจากคันหน้าไว้ เพราะมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มา มักจะพยายามหาวิธีแทรก เกิดไปเจอรถจอดติดกันสองคัน กระจกมองข้างอยู่มุมเสมอกันพอดี บางทีหลบกระจกมองข้างรถอีกคันได้ แต่กลับไปเฉี่ยวกระจกมองข้างรถอีกคันแทน!

ถ้าโดนเฉี่ยวแล้ว เรียกประกันภัยอย่างไร?

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

อย่างแรก คือ ต้องแจ้งบริษัทประกันภัย กับแจ้งความกับตำรวจไว้ และแจ้งเคลมบริษัทประกันรถยนต์ทันทีที่เกิดเหตุ (กรณี เช่น กระจกมองข้างหัก) ถ้ามีหลักฐาน เช่น ป้ายรถทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์คันที่เฉี่ยว ภาพจากกล้องหน้ารถ ภาพจากกล้องวงจรปิด ก็เตรียมไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อเจ้าหน้าที่รับแจ้งสอบถามข้อมูลการเกิดเหตุเบื้องต้นแล้ว จะส่งเจ้าหน้าที่มาดู ณ จุดเกิดเหตุ เช่น ถ้าจุดนั้นมีติดตั้งกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ก็จะติดต่อตำรวจเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดช่วงเกิดเหตุ ถ้าเห็นป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกเจ้าของรถจักรยานยนต์คันนั้นมาสอบสวน เข้าสู่กระบวนการติดตามผู้กระทำความผิด หรือทำให้รถยนต์เสียหายต่อไป

ทั้งนี้ เอกสารเคลมที่บันทึกของพนักงานสอบสวน สามารถระบุป้ายทะเบียน หรือรายละเอียดอื่นๆ ของรถคู่กรณี ได้ครบถ้วน ทั้งหมวดตัวอักษรและหมวดจังหวัด จะมีประโยชน์ที่ประกันภัยจะละเว้นไม่เรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไขของ คปภ. ในข้อที่ระบุไว้ว่า ความเสียหายต่อตัวรถยนต์ กรณีถูกคู่กรณีเฉี่ยวชนและไม่สามารถระบุรายละเอียดของคู่กรณีได้ ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก (ค่า Excess) เฉพาะกรณีนี้ต่อเหตุการณ์ๆ ละ 1,000 บาท สำหรับการประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ถ้าหากเป็นประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 + หรือ 3+ จะคุ้มครองเฉพาะเวลาโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว แล้วคุณสามารถ “จำหมายเลขทะเบียนได้” เพราะจะไม่ได้ถือว่า เป็นการถูกเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี แต่ประเภท 2 + หรือ 3+ จะไม่คุ้มครองการถูกมอเตอร์ไซค์ชนแล้วหลบหนี

รู้แบบนี้แล้ว ก็ลองไปปฏิบัติใช้ดู แต่ทางที่ดี ก็ต้องระวังมอเตอร์ไซค์มาเฉี่ยว อยู่ดีละครับ!

ฟิล์มติดรถยนต์

การนำรถไปติดฟิล์มติดรถยนต์ หลายๆคนก็อาจจะไม่ค่อยแน่ใจว่าควรเลือกฟิล์มติดรถยนต์แบบไหนเพราะมีให้เลือกหลากหลายแบบมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกฟิล์มติดรถยนต์ ค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่แล้วแต่ความชอบของบุคคลมากๆ เพื่อนๆก็จะต้องดูด้วยว่าฟิล์มแต่ละแบบมีคุณภาพคงทนมากน้อยแค่ไหน

ในวันนี้ พี่หมีจึงนำเอาประเภทของฟิล์มติดรถยนต์ยนต์ทั้ง 4 ประเภทมาฝากกัน เพื่อดูว่าในแต่ละแบบมีคุณสมบัติอะไรและมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เป็นตัวช่วยเพื่อนๆสามารถเลือกฟิล์มติดกระจกที่เหมาะกับรถ และ lifestyle ของเพื่อนๆได้จริงๆครับ ไปดูกันเลย

 

  1. ฟิล์มติดรถยนต์ธรรมดา (Dyed Car Tint)

 

ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้ถือว่าเป็นฟิล์มที่มีราคาถูกที่สุด และมีคุณภาพเบสิคที่สุด โดยจะมีการแทรกชั้นเคลือบสีไว้ที่ระหว่างชั้นกาวใสและชั้นนอกกันรอยขีดข่วน เพื่อนๆสามารถเลือกระดับการปกป้องรังสียูวีได้ตั้งแต่ 5%-50% ครับ

ทำให้ข้อดีของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ มีราคาน่าคบ สามารถกันแสงยูวีได้ในระดับที่ถือว่าโอเค มีสีเข้มเมื่อมองจากภายนอก แต่อย่างไรก็ดี ฟิล์มประเภทนี้อาจจะหลุดลอกได้ตามกาลเวลา หรือมีฟองอากาศแทรกตัวเข้าไปด้านในทำให้กระจกรถยนต์ดูไม่สวย และด้วยคุณสมบัติที่จะดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้เพียงส่วนหนึ่ง ก็ยังดูดซับความร้อนได้ไม่มีประสิทธิภาพหากอยู่ในอากาศเมืองไทยครับ

 

  1. ฟิล์มปรอท (Metallic Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ จะแทรกแผ่นฟิล์มเคลือบไอโลหะไว้ที่ตรงกลาง ซึ่งจะมีความสามารถในการกันแสง uv และสะท้อนความร้อนออกไป โดยเมื่อติดฟิล์มลงบนรถยนต์แล้ว ฟิล์มกรองแสงแบบนี้จะมีหน้าตาคล้ายกระจกเงาที่คนข้างนอกจะมองเข้าไปในตัวรถไม่ได้เลยในเวลากลางวัน แต่กลางคืนจะสามารถมองเข้าไปได้

ฟิล์มชนิดนี้ สามารถกันแสงได้มากตั้งแต่ 60%-90% และกันความร้อนได้ตั้งแต่ 35%-90%

ข้อเสียของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะเงาวับด้านนอกอาจจะไม่ได้เข้ากับรสนิยมของคนทุกคน รวมถึงแผ่นฟิล์มเคลือบโลหะอาจจะเข้ามารบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ  GPS หรือสัญญาณวิทยุได้ครับ นอกจากนี้ก็จะมีราคาที่แพงกว่าฟิล์มกรองแสงธรรมดาแน่นอน

 

  1. ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์แบบคาร์บอนจะไม่ได้มีชั้นฟิล์มโลหะแทรกอยู่ ทำให้ไม่มีปัญหากับเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือหรือระบบ GPS โดยฟิล์มคาร์บอนจะมีลักษณะมืดและมีเนื้อด้าน เมื่อนำไปติดบนรถยนต์ทำให้ดูมีรสนิยม โดยฟิล์มคาร์บอนสามารถกันแสงอินฟราเรดได้ถึง 40% ทำให้ปกป้องรถจากความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง และสามารถกันรังสี UVA และ UVB ได้มากถึง 99% แม้ข้อดีเยอะแยะขนาดนี้ แต่แน่นอนว่า ฟิล์มกรองแสงคาร์บอนย่อมมาพร้อมกับราคาที่สูงมากนั่นเองครับ

 

  1. ฟิล์มเซรามิค (Ceramic Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์แบบเซรามิคจะเป็นการแทรกฟิล์มบางๆด้วยวัสดุเซรามิกเข้าไป ทำให้สามารถกันการแผ่รังสี UV ได้มากถึง 50%-70% กันความร้อนได้ 70% และกันแสงอินฟราเรดได้มากถึง 97%

ฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ จะไม่สะท้อนเป็นกระจกเงา สีไม่ซีด ไม่กันสัญญาณโทรศัพท์และบล็อกรังสี UV ลดแสงสะท้อนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีฟิล์มชนิดนี้ก็มีราคาแพงมากๆเช่นกันครับ

โดยในประเทศไทย มีกฎหมายข้อบังคับเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงออกมาว่า เพื่อนๆจะสามารถติดฟิล์ม ติดรถยนต์ที่กระจกหน้าและหลังที่ความเข้มไม่เกิน 40% ส่วนกระจกข้างจะติดฟิล์มที่ความเข้มได้ไม่เกิน 60% เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่นั้นเองครับ ทำให้ไม่ว่าเพื่อนๆจะเลือกสิ่งใด ก็ขอให้เน้นเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อนด้วยนะครับ และถ้าจะให้ชัวร์ ให้เพื่อนๆทำประกันรถยนต์ติดไว้ จะได้อุ่นใจได้ตลอดเวลานั่นเอง โดยเพื่อนๆสามารถเข้ามาเช็คว่าประกันรถยนต์ชั้นไหนเหมาะกับตัวคุณได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะครับ

Look-Air-Condition-Car-In-Hot-Season

อากาศร้อนแบบนี้ คนก็ทนร้อนไม่ไหว แอร์รถยนต์ก็ทำงานไม่ไหว … ทำอย่างไรดี?

น่าสังเกตกันไหมครับว่า ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ โลกเราพบกับสภาวะโลกร้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินเลย การกินอยู่และการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ล้วนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น

ในประเทศไทยเองนั้น ก็ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ซึ่งอากาศร้อนชื้นอยู่แล้ว ในหน้าร้อน อากาศก็ยิ่งร้อนมากขึ้นกว่าเดิม ขนาดแอร์รถป้ายแดงยังเหนื่อย ถ้าเป็นรถมือสองอายุหลายปี ยิ่งไม่เย็นใหญ่ …

Carro มีเคล็ดลับมาบอกครับ ว่าเตรียมแอร์รถยนต์อย่างไร ให้สู้ลมร้อนได้อยู่หมัด

1. เครื่องยนต์ต้องสมบูรณ์

Prepare-Car-Air-Condition-In-Hot-Season

ระบบเครื่องยนต์ต้องสมบูรณ์ เพราะเครื่องยนต์นั้นย่อมมีผลไปถึงระบบแอร์ด้วย ตรวจดูหม้อน้ำว่ามีรอยรั่วซึมหรือไม่ ดูท่อทางเดินน้ำจุดต่างๆ มีรอยแตกลายงา หรือแข็งแล้วหรือยัง เช็กซีล จุกยางจุดต่างๆ ดูสภาพเป็นไงบ้าง ตัวแหวนรัด ปั้มน้ำ และสายพาน ไปด้วยก็ดี อันไหนเสื่อมสภาพ ก็เปลี่ยนใหม่ซะ

2. ฟิล์มกรองแสง

Prepare-Car-Air-Condition-In-Hot-Season

ฟิล์มกรองแสงควรเลือกชนิดที่มีการสะท้อนความร้อนได้ดี ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่ก็จะช่วยให้แอร์ในห้องโดยสารรถ เย็นขึ้นได้เช่นกัน

3. พัดลมไฟฟ้า

Prepare-Car-Air-Condition-In-Hot-Season

พัดลมระบายความร้อน ก็สำคัญ เพราะมีผลต่อระบบระบายความร้อนและแอร์ ในรถขับหลัง หรือรถกระบะส่วนมาก ใช้พัดลมจากการหมุนของเครื่องยนต์ ซึ่งมี Free Blade อยู่ มันจะตัดการทำงานของพัดลมเมื่อรอบเครื่องยนต์สูงๆ เพื่อไม่ให้กินกำลัง เพราะยังไงเครื่องยนต์รอบสูง ก็มีลมปะทะมาช่วยระบายความร้อนที่หม้อน้ำและแผงคอยล์ร้อนของแอร์ หากซิลิโคนใน Free Blade เสื่อมสภาพ ลมจากใบพัดก็จะหมุนได้ช้าลง และทำให้แอร์รถไม่เย็นตามไปด้วย

4. ไดเออร์

Prepare-Car-Air-Condition-In-Hot-Season

ไดเออร์ (Drier) เป็นตัวกรองความชื้นในระบบแอร์ จะมีกระจกเล็กๆ ใสๆ ที่เรียกว่า “ตาแมว” ติดอยู่ วิธีสังเกต ให้ติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ จากนั้นดูปริมาณสารทำความเย็นที่ไหลผ่าน ดูฟองที่เกิดขึ้นว่าเป็นแบบไหน

ถ้าฟองที่ไหลผ่าน ไหลเป็นเส้นประเหมือนไข่ปลา มีปริมาณเล็กน้อย แสดงว่าสารทำความเย็นพอดี ถ้าเห็นฟองมาก แสดงว่าน้อยไป ถ้าไม่เห็นฟองเลย สารทำความเย็นอาจจะรั่วหมด หรือไม่ก็มากเกินไป วิธีแก้ไขคือเติมน้ำยาแอร์เข้าไปให้พอดี แต่ถ้าแอร์ไม่เย็นอีก ก็ต้องเปลี่ยนไดเออร์ใหม่

5. ล้างตู้แอร์

Prepare-Car-Air-Condition-In-Hot-Season

สำหรับรถที่ใช้งานมาหลายปี แต่ไม่เคยล้างตู้แอร์เลย ก็ลองล้างตู้แอร์หรือคอยล์เย็นบ้างสักครั้ง เพราะบ้านเราฝุ่นเยอะ ในห้องโดยสารก็มีฝุ่นแฝงเข้าไปตามจุดต่างๆ ตลอด เมื่อสะสมฝุ่นมากก็ทำให้ตู้แอร์ตัน มีกลิ่นเหม็นอับ ลมแอร์ไม่แรง รวมถึงการอุดตันที่ Expansion Valve (ตัวฉีดน้ำยาแอร์ให้กลายเป็นไอ) ในคอยล์เย็น ก็ทำให้แอร์ไม่เย็นเช่นกัน โดยวิธีล้างแอร์ ก็มีทั้งรื้อคอนโซลออกมาล้าง และแบบส่องกล้องล้าง

ไหนๆ จะล้างตู้แอร์แล้ว ก็ตรวจเช็กการรั่วซึม วัดกำลังอัดของระบบแอร์ด้วย ไม่งั้นล้างตู้แอร์มาแล้วแอร์ไม่เย็นอีก ก็เสียเงินฟรีเปล่าๆ …

Prepare-Car-Air-Condition-In-Hot-Season

แต่ถ้าทำทุกวิถีทางแล้ว แอร์ก็ยังไม่เย็น เพราะกำลังอัดของคอมเพรสเซอร์แอร์ตกไปตามอายุ มีเสียงดัง หรือมีน้ำมันคอมแอร์ฯ รั่ว หรือคอมเพรสเซอร์แอร์ใกล้หมดอายุแล้ว คุณอาจจะต้องลงทุนมากหน่อย เพื่อเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์แอร์ลูกใหม่ รับรองเย็นอย่างแน่นอนครับ …

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคล็ดลับขายรถง่าย ขายรถไว สำหรับคุณผู้หญิง

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่าเข้าใกล้สู่เทศกาลของงาน Motor Show 2019 กันแล้ว คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะถือโอกาสอันดีนี้ ได้ปล่อยรถคันเดิมออกไป แล้วเป็นหนี้ก้อนใหม่ ด้วยการซื้อรถใหม่ป้ายแดงซะที

แต่การที่จะขายรถคันเดิมออกไปนั้น ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยเวลาที่มากหน่อย หรือการต่อรองราคาที่ในเศรษฐกิจแบบนี้ ขายเทิร์นไปในราคาถูกๆ เพราะตอนนี้คนซื้อย่อมได้เปรียบมากกว่าคนขายเสมอ รวมไปถึงสภาพรถ ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

Carro ขอแนะนำ 5 วิธีขายรถง่ายๆ สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ครับ

1. เวลาลงขาย ไม่ต้องบอกก็ได้ว่า “รถผู้หญิงใช้”

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคยสังเกตตามโฆษณาขายรถในเว็บไซต์ หรือตามกลุ่มใน Facebook ไหมครับว่า? ผู้ขายหลายคนมักจะมีคำว่า “รถผู้หญิงใช้” ประกอบอยู่ ซึ่งผู้หญิงใช้ ซึ่งเป็นวิธีของผู้ขายรถ อยากให้คนเข้าใจว่า รถใช้น้อย เพียงแค่เอาไว้ใช้รับส่งลูกที่โรงเรียน เอาไว้จ่ายตลาด ซื้อกับข้าว เข้าศูนย์บริการตลอด ประมาณนั้น

แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่สนใจในจุดนี้ ร้อยทั้งร้อย สนใจสภาพรถมากกว่า เพราะรถผู้หญิงใช้ (หรือรถผู้ชายใช้ก็ตาม) หลายคันใช้รถแบบ ขับ กับเติมน้ำมันแค่นั้น สภาพโทรมทั้งตัวรถทั้งเครื่องยนต์ หรือภายในเบาะขาดเละเทะก็มี ขับเบียดขับชน เห็นหลุมอะไรก็วิ่งลงไป จนช่วงล่างเยิน น้ำมันเครื่องแห้งก็มี … ถ้าเป็นไปได้ ดูแลรถให้ดีก่อนขายดีกว่าครับ

2. ราคาขายอย่าเว่อร์

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ราคารถที่คุณจะขาย คุณควรลองศึกษาดูก่อนว่า รถที่คุณใช้ ในตลาดตอนนี้ขายกันอยู่เท่าไหร่? หลักการตั้งราคารถ มันก็ขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อ รุ่น ปี ของรถ ถ้าหากเป็นรถยี่ห้อ-รุ่นยอดนิยมหน่อย ราคามือสองก็จะสูงหน่อย ก็ตั้งราคาขายเผื่อคนต่อไว้ได้ กรณีที่ไม่ได้รีบร้อนอะไร …

แต่ถ้าเป็นรถรักเจ้าของ ยี่ห้อ-รุ่นแบรนด์ที่คนไม่เล่นกัน เครื่องชอบพัง เกียร์ชอบเสีย อะไรเนี่ย ก็ลองตั้งราคาขายถูกกว่าในท้องตลาดหน่อยละกัน เผื่อจะมีเนื้อคู่มาสนใจ เพราะเก็บไว้นาน ก็เป็นภาระเปล่าๆ ในกรณีที่ “ใจ” คุณอยากจะออกรถใหม่ไวๆ แล้ว

3. ขายรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จัก

5-Ways-For-Women-Sell-Car

คนซื้อรถมือสองทั้งหมดนั่นล่ะ เขาก็อยากได้ประวัติการดูแลรักษารถยนต์ที่ดี (เช่น มี Book Service เช็คประวัติรายละเอียดต่างๆ ของรถคันนั้น ว่าทำอะไรบ้างจากศูนย์บริการ) ซึ่งการซื้อรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จักนี่ล่ะ อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่า เรารู้จักเจ้าของรถคนเดิมอยู่ รู้ว่าเขาใช้รถมานานเท่าไหร่ เวลามีปัญหาอะไรก็พอสอบถามได้

ดังนั้น ถ้าคุณมีเพื่อนหรือคนรู้จัก สนใจรถคุณอยู่ ก็ลองเสนอเขาดูนะ …

4. เอกสารต้องครบ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ก่อนที่คุณจะขายรถ ควรจะเตรียมเอกสารไว้ให้ครบๆ ไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง พวกสัญญาซื้อ-ขาย สำเนาบัตรประชาชน ต้องขีดคร่อม ระบุวันที่ พร้อมเขียนกำกับไว้ว่าทำอะไร และชุดโอนรถ เป็นต้น

เวลาขายรถไปแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง

5. เอาง่ายๆ ก็มาขายรถที่ Carro สิ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ถ้าคุณผู้หญิงไม่อยากรอคอย หรือใจอยากจะไปออกรถใหม่ไวๆ ในงาน Motor Show 2019 แล้ว ก็มาลงขายรถที่ Carro ดูสิ ซึ่ง Carro เป็นบริษัท Startup ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสองจากสิงคโปร์ และได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้สนใจรถยนต์มือสองในวงกว้าง มีสาขาอยู่ทั้งในประเทศไทย และในอินโดนีเซีย

ถ้าคุณมั่นใจว่ารถคุณมีสภาพที่ดี เป็นยี่ห้อรถตลาดที่คนใช้กันเยอะ อีกทั้งราคาที่ตั้งขายไม่แพงอย่างที่คนทั่วไปเห็น โอกาสที่คุณจะขายรถได้ง่ายๆ เร็วไว ก็มีแค่นี้ล่ะครับ

พอคุณกรอกข้อมูลอยากขายรถไปแล้ว แป๊ปเดียว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกค้าก็โทรมาหาคุณภายในไม่กี่ชั่วโมง หากปิดการขายได้สำเร็จ ก็รับเงินสดหลังจบการขายทันที แนะนำลงขายที่ Carro เลย —> https://th.carro.co/sell-car/express

frankxcarro

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันรถออนไลน์ ต้องเช็กสิ่งเหล่านี้ก่อน!

กับการใช้ชีวิตยุคนี้สมัยนี้สมาร์ทโฟนและสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตเลยล่ะ ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น การซื้อของออนไลน์ส่งถึงบ้าน และการซื้อประกันออนไลน์ที่อ่านกรมธรรม์ธรรม์ผ่านหน้าจอ และซื้อทันทีผ่านปลายนิ้วสัมผัส

โดยเฉพาะวันนี้ที่มีโบรกเกอร์ประกันภัยมากมายหลายแบรนด์ผุดเป็นดอกเห็ด การเลือกซื้อประกันดี ๆ สักกรมธรรม์ในยุค InsurTech ป็อปปูล่าเช่นนี้ เราควรพิจารณาเลือกซื้อประกันออนไลน์จากอะไรกันนะ ?

1. ดูจากความน่าเชื่อถือเป็นหลัก

เมื่อการซื้อประกันออนไลน์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ด้วยข้อดีเพราะไม่ยุ่งยากสะดวกสบาย ช่วยประหยัดเวลา สามารถซื้อได้ทันทีไม่ต้องออกจากบ้าน  หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ ประกันรถมอเตอร์ไซค์ ประกันการเดินทาง ประกันอุบัติเหตุ หรือการซื้อประกันชีวิต คุณควรมองหาประกันออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือเป็นหลักครับ

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเว็บไซต์นั้นน่าเชื่อถือ ?

สังเกตง่าย ๆ เลยบนเว็บไซต์ประกันออนไลน์นั้น ๆ จะแสดงเลขที่ใบอนุญาตตัวแทนนายหน้าประกันวินาศภัยจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (ค.ป.ภ.) ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้ชัดเจน (OIC license for non-life insurance registration number) เพราะเป็นเครื่องหมายการันตีให้ชัดเจนว่าน่าเชื่อถือ มีการการันตีจากหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก  ยกตัวอย่างเว็บไซต์ Frank.co.th ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนบนหน้าเว็บไซต์

“OIC license for non-life insurance registration number : 00017/2559” ดังเช่นในภาพ

สิ่งที่ต้องมองหาก่อนซื้อประกันออนไลน์ผ่านโบรกเกอร์02

2. เว็บไซต์ต้องมีรายละเอียดครบครัน ไม่มีประวัติเสีย

ความครบเครื่อง ครบครัน !! เว็บไซต์ประกันออนไลน์นั้น ๆ จะต้องบอกเล่ารายละเอียด เงื่อนไขให้ครบถ้วน เข้าใจง่ายไม่มีหมกเม็ดและต้องเคลมง่ายด้วยครับ เช่น ประกันรถยนต์ Frank.co.th ที่บอกเล่าความคุ้มครองประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ ประกันชั้น 2 และประกันชั้น 3 อย่างละเอียดถี่ถ้วน และอย่าลืมเช็กประวัติของเว็บไซต์บริการประกันออนไลน์นั้น ๆ ด้วยนะ สามารถเสิร์ซหาง่าย ๆ จาก Google เพื่อดูว่า บริษัทฯ นั้น ๆ ให้บริการเป็นอย่างไร ดูแลลูกค้าดีแค่ไหน มีประวัติเสียมาก่อนหน้านี้หรือไม่ การเช็กรีวิวจากลูกค้าด้วยกันจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้เป็นอย่างดีครับ

3. ใส่ใจบริการหลังการขาย

ซื้อประกันออนไลน์จะให้ดีจะต้องมีบริการหลังการขายที่ครบครัน จริง ๆ แล้วการซื้อประกันคือการซื้อความคุ้มครองในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น ควรมีช่องทางการโทร หรือติดต่อง่ายดาย รวมทั้งบริการในช่องทางอื่น ๆ ที่ดูแลด้วยใจจริง เช่น เมื่อเราต้องการคำตอบ แชทเข้าไลน์แอด ([email protected]) ทางบริษัทฯ ประกันนั้น ๆ ก็ตอบได้อย่างรวดเร็วทันที ช่วยเหลือทันการตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

4. ต้องมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า

ความดีงามของการซื้อประกันออนไลน์ คุณจะได้รับราคาที่คุ้มค่า การคุ้มครองที่มาพร้อมกับสิทธิพิเศษที่ได้รับมาด้วย เป็นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน เช่น ส่วนลด ของแถม หรือบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ จากบริการ Frank.co.th ที่มีสิทธิพิเศษ Penguin Privileges มอบดีลพิเศษให้เสมอ และทั้งหมดนี้ก็เป็นทริคการเลือกประกันออนไลน์แบบคร่าว ๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อประกันให้ง่ายขึ้นนั้นเองล่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก frank.co.th

 

1 2 3 5