Best-Tire-For-Highway-Driving

สวัสดีครับ จอร์จ จากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากมาแนะนำว่าทำไมเราถึงขับรถทางไกลแล้วเหนื่อย แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้เราลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถได้บ้างครับ จริงๆ แล้วการขับรถก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องสั่นบริเวณท้องที่ทำให้ช่วยลดน้ำหนักที่เราเห็นตามทีวีกันครับ เพราะยิ่งเครื่องสั่นจะช่วยทำให้เราใช้พลังงานเยอะขึ้น ถ้าใช้พลังงานเยอะขึ้นก็จะยิ่งทำให้เราเหนื่อยล้าด้วยครับ

เพราะฉะนั้น การที่ทำให้เราเหนื่อยน้อยลง เราก็ควรเลือกยางรถยนต์ที่ทำให้เพื่อนๆขับสบาย นุ่ม ลดอาการสั่นให้มากที่สุดครับ เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกายจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าน้อยลงครับ

จริงๆ แล้ว ยางมีให้เลือกหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งานครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆควรเลือกยางประเภทนุ่ม ซึ่งเป็นยางที่สามารถซึมซับแรงกระแทกได้ดีจะช่วยลดอาการสั่นได้ดีครับโดย จอร์จ จะมาแนะนำเป็นแต่ละประเภทการใช้งานของรถให้เพื่อนๆ กันครับ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยรถเก๋ง กลุ่มนี้ จอร์จ แนะนำว่ามีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายรุ่นมาก แต่จอร์จ จะเรียงจากระดับพรีเมี่ยมๆ ลงไปถึงยางราคาประหยัดที่มีความนุ่มขับสบายครับ โดย แบรนด์ชั้นนำ ก็จะมี Yokohama V552, Michelin Primacy 4, Bridgestone T005A, Continental UC6, Goodyear Triplemax2, Dunlop LM705, Apollo Alnac4g, Maxxis MS800 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มรถ SUV และรถกระบะครับ ซึ่ง จอร์จ ก็จะแนะนำยางจากพรีเมี่ยม ลง ไปถึงราคาประหยัดครับ โดยเริ่มจาก Michelin Primacy SUV, Yokohama G056, Bridgestone HL001, Continental UC6 SUV, Goodyear Efficient Grip Performance SUV, Dunlop PT3, Apollo Apterra HT2, Maxxis HT770 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยจริงๆ มีแบรนด์อื่นที่จอร์จไม่ได้พูดถึงอีกครับ แต่ขอแนะนำว่าถ้าเพื่อนๆ ที่ต้องการลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถระยะทางไกลนั่นยางที่มีความนุ่มลดอาการสั่นในการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยส่วนหนึ่ง ไม่มากก็น้อยที่จะทำให้เพื่อนๆนั่นลดอาการเหนื่อยได้ครับ แต่ก็จะมีส่วนอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพที่คอยช่วยซึมซับแรงกระแทก หรือ จะเป็นรถที่เหมาะสมกับการขับขี่ทางไกลเช่นรถที่มีกำลังเครื่องที่ใหญ่ตั้งแต่ 1800 ขึ้นไป ก็จะยิ่งช่วยลดการขับแบบเหยียบตลอดเวลา และยังช่วยลดอาการสึกหรอของรถได้อีกด้วย เพราะถ้าเรายิ่งเร่งเครื่องตลอดเวลา ก็อาจจะยิ่งทำให้เครื่องยนต์ หรือ รถ ของเพื่อนๆ ชำรุดได้เร็วขึ้นครับ

หากเพื่อนๆ ที่ต้องการสอบถาม หรือ ต้องการคำแนะนำเรื่องยาง ที่ไทร์บิดออนไลน์ของเรามีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเรื่องยางเพื่อให้ตรงกับประเภทการใช้งานของเพื่อนๆครับเพราะบางครั้งเพื่อนๆอาจจะเลือกยางผิดแล้วไม่ตรงกับฟังก์ชั่นการใช้งานเช่นต้องการยางนุ่มเงียบแต่กลับไปใช้ยางสไตล์สปอร์ตทำให้มีความกระด้างมากกว่าครับ

หรือเพื่อนๆ จะเข้าอ่านรีวิวยางรุ่นต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ของไทร์บิด www.tiresbid.com ได้ครับผม หรือแอดไลน์เข้ามาสอบถามที่ Line Official : @tiresbid ทางไทร์บิดเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆ ครับ โอกาสหน้าติตามบทความใหม่ๆ ของไทร์บิดอีกครับ ขอบคุณครับ

Safety-Driving-At-Rain-Season

ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนช่วงฝนตกสุดแสนจะอันตราย เพราะนอกจากถนนจะเปียกลื่นแล้ว ทัศนวิสัยในการมองเห็นทางก็ย่อมจะไม่มีด้วยเช่นกัน วันนี้ rabbit finance ขอแนะวิธีขับรถอย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝนมาฝากกัน

ขับรถช่วงหน้าฝนต้องระวังอะไรบ้าง

1. ไม่ขับรถเร็ว

สิ่งไม่คาดคิดขณะที่กำลังขับรถช่วงหน้าฝนย่อมเกินขึ้นได้เสมอกับอุบัติเหตุต่างๆ ฉะนั้นแล้วเมื่อฝนตก ตอนเวลาที่ขับรถอยู่บนท้องถนนควรที่จะลดความเร็วลงจากปกติ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ หรือมีต้นไม้หักกีดขวางทางถนนไว้ก็จะได้เบรกทัน ทำให้ไม่เกิดความสูญเสีย เพราะเรายังสามารถที่จะเบรกได้ทันนั่นเอง

2. ไม่เหยียบเบรกกะทันหัน

ช่วงฝนตกพื้นถนนมีความลื่นหรือมีน้ำขังอยู่บนท้องถนน จึงควรขับรถอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมากต้องมีสติกว่าการขับรถในช่วงปกติเป็นเท่าตัว เพราะเมื่อขับรถยนต์อยู่บนท้องถนนแล้วเกิดเบรกกระทันหัน อาจทำให้รถของเรานั้นที่ขับอยู่เกิดเสียการทรงตัวจนไม่สามารถควบคุมรถได้ เพราะจากความลื่นของถนนอาจทำให้รถไถลจนไปชนรถด้านหน้าได้ รวมไปถึงรถที่ตามหลังมาด้านหลังอาจเบรกไม่ทันและชนท้ายของเราได้เช่นกัน

Safety-Driving-At-Rain-Season

3. เลี่ยงถนนที่เป็นแอ่งน้ำ

เมื่อเกิดฝนตกตอนขับขี่รถยนต์ ทำให้บางพื้นที่ของท้องถนนนั้นเกิดน้ำท่วมขัง ฉะนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัยในเวลาขับรถช่วงหน้าฝน ความหลีกเลี่ยงถนนช่วงที่มีน้ำขัง หรืองแอ่งน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ในขณะที่ถนนเปียกหรือมีน้ำเพิ่มมากขึ้นบนพื้นถนน ทำให้ยางหมุนอยู่บนฟิล์มน้ำแทน อันเป็นเหตุให้รถเสียการควบคุม และเกิดอาการลื่นไถลได้นั่นเอง

4. เปิดไฟรถยนต์

การเปิดไฟหน้าและหลังรถจะช่วยทำให้ผู้ขับรถนั้นสามารถมองเห็นถนนในช่วงเวลาที่มืดได้ดีขึ้น และผู้ขับขี่คนอื่นทั้่งที่อยู่คันหน้าและคันหลังจะได้เห็นสัญญาณไฟรถของเราชัดเจนมากขึ้น และทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นแล้วต้องไม่ลืมว่าช่วงที่มีฝนตกหนักนั้นการมองเห็นเส้นทางของถนนจะมีความยากมากกว่าปกติ ต้องขับด้วยความระมัดระวัง

Safety-Driving-At-Rain-Season

5. ทิ้งช่องว่างระยะห่างในการขับขี่

ช่วงที่เกิดฝนตกหนัก ถนนหนทางมีความเปียกและลื่น จึงทำให้ต้องมีการเว้นระยะห่างของการขับรถเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันและเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อต้องขับรถในช่วงหน้าฝนต้องขับรถอย่างมีสติ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก กับสภาพอากาศที่ไม่ปกติอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลานั่นเอง

6. ประกันรถยนต์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องเดินทางขับรถช่วงหน้าฝน ต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเรามีประกันรถยนต์ก็จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และไม่ว่าถูกหรือผิดก็มีสิทธิ์ได้รับค่าเสียหายตามประเภทของกรมธรรม์ได้

หากสนใจทำประกันรถยนต์แต่ไม่รู้ว่าจะทำประกันรถที่ไหนดี สามารถเช็กราคาประกันรถยนต์ได้ที่ rabbit finance หรืออ่านบทความดีๆ จากเราได้เป็นประจำ

Carro-Roojai-Driving-Safety-In-Rain-Season

เรื่องถนนลื่นคือความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ หากต้อง “ขับรถหน้าฝน” ความปลอดภัยบนท้องถนน จึงกลายเป็นสิ่งที่คุณต้องพึงนึกถึงไว้เสมอตอนที่อยู่หลังพวงมาลัยและมีสายฝนตกบนหน้ากระจกรถคุณ หากผู้ขับขี่มีเทคนิคในการขับขี่ที่ดี เส้นทางฝนตกที่ต้องเผชิญก็ไม่ใช่ปัญหา และสามารถขับไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพ

Driving-Safety-In-Rain-Season

Roojai.com จะพาคุณไปดูเทคนิค “ขับรถหน้าฝน” อย่างปลอดภัย เราจะแนะนำว่าอะไรบ้างที่ต้องทำ อะไรบ้างที่ต้องเตรียม และ ข้อควรระวัง ขณะขับรถหน้าฝน

“ขับรถหน้าฝน” ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพและปลอดภัยมากกว่าเดิม

อย่าเล่นโทรศัพท์มือถือ

สมาธิคือสิ่งสำคัญในการขับขี่ ด้วยสถานการณ์ที่ฝนตกหนัก ทรรศนะวิสัยการมองเห็นไม่ชัดเจน สิ่งรบกวนมีรอบตัวขณะขับขี่ การโฟกัสแต่สิ่งที่อยู่บนถนนข้างหน้าย่อมสำคัญกว่าหน้า Feed บน Facebook ดังนั้น “อย่าหยิบมือถือ” ให้วางมือถือไว้ไม่ต้องเล่น หากต้องขับรถขณะที่ฝนตก เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนในทุกเส้นทางของคุณ

Driving-Safety-In-Rain-Season

สภาพยางรถยนต์ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน

ถ้ายางรถยนต์เสื่อมสภาพแล้วก็จะทำให้ความสามารถในการเกาะถนนลดน้อยลง ยิ่งขับรถหน้าฝน ถนนลื่นยิ่งน่ากลัว ทางที่ดีควรตรวจสอบสภาพยางของรถคุณว่าเก่าไปหรือเปล่า ยังพอใช้งานได้หรือไม่ หรือว่าเนื้อยางไม่ไหวแล้วที่จะเกาะถนนก็ควรเปลี่ยนใหม่ แล้วคุณจะมั่นใจในจังหวะเลี้ยว จังหวะเบรก และทุกจังหวะของการขับขี่ได้มากกว่าเดิม ไม่เฉพาะแต่ตอนถนนเปียกเท่านั้น ตอนถนนแห้งรถก็ขับขี่ได้ดีกว่าเดิมกับยางใหม่

เตรียมยางปัดน้ำฝนให้พร้อม

Driving-Safety-In-Rain-Season

หงุดหงิดมั้ย? เวลาที่ปัดกระจกหน้ารถแล้วไม่สะอาด ช่วงหน้าฝนยิ่งควรเตรียมใบปัดน้ำฝนให้พร้อมกับประสิทธิภาพการทำงานที่เต็มร้อย ปัดแล้วสะอาดทันที ไม่ใช่เสื่อมสภาพ ยิ่งปัดยิ่งสกปรกมองไม่เห็น เตรียมพร้อมไว้ถ้าถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่จะใช้งานทีก็นึกขึ้นได้ที แบบนี้มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง

ถ้าไม่ไหว ให้จอดข้างทาง

ฝนตกหนัก ๆ บางทีข้างหน้าก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว วางใจไม่ได้ก็หาที่จอดข้างทางดีกว่า ถ้าคุณประเมินแล้วขับต่อไปยิ่งเสี่ยง ข้างหน้ามองไม่เห็น ข้างหลังก็มองยาก ให้หาที่จอดรถข้างทางที่เป็นที่สำหรับจอดปลอดภัยมากที่สุด ที่สำคัญอย่าจอดสุ่มสี่สุ่มห้าหรือจะจอดตรงไหนก็จอด เพราะอาจจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม คนอื่นมองไม่เห็นแล้วขับมาชนเอาได้

ให้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าเดิม

ฝนตกหนักๆ ไม่ควรใช้ความเร็วสูงนั้นถูกต้องแล้ว แต่ที่สำคัญอีกข้อก็คือ ควรเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้าให้มากกว่าเดิม เผื่อจังหวะไม่คาดฝัน เหยียบเบรกกระทันหัน จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ ห่างสัก 12-15 เมตรได้ยิ่งดี ถ้าอยู่ในเส้นทางที่รถโล่ง เผื่อระยะเบรกไว้สักหน่อย ยังไงก็ปลอดภัยกว่า

ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.

“ฝนตกถนนลื่น” คำนี้หลายคนน่าจะเคยได้ยิน และเมื่อขับรถเร็ว ๆ ต้องเบรกกระทันหันในบางสถานการณ์ สมรรถนะรถจะดีแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ถ้าถนนลื่น ถ้าไม่อยากเสี่ยง อย่าขับรถเร็วเมื่อฝนตก แม้ฝนจะหยุดแล้วแต่ถนนยังลื่นอยู่ก็ไม่ควรขับเร็วมากเกินไป ขับรถหน้าฝน ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. น่าจะปลอดภัยที่สุด

Driving-Safety-In-Rain-Season

เปิดไฟรถทั้งหน้าและหลัง

เปิดไฟหน้าก็เพื่อให้ทัศนวิสัยในการมองเส้นทางของคุณทำได้ง่ายขึ้น ส่วนไฟท้ายก็เพื่อให้รถคันหลังเห็นรถของคุณได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หลายคนถ้าเคยเจอเส้นทางที่ฝนตกหนักจริง ๆ จะรู้ดีว่ามันยากแค่ไหนที่จะมองเห็นรถคันข้างหน้า เพราะฉะนั้นการเปิดไฟรถทั้งหน้าและหลัง ก็จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยบนถนนได้เป็นอย่างดี

เพียงเท่านี้ การขับรถหน้าฝน ก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เตรียมรถให้พร้อม ถ้าคนขับรู้เทคนิคการใช้รถด้วย ยังไงก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ถึงอย่างไรรถทุกคันควรมีประกันรถยนต์ติดไว้ “ชัวร์” ขึ้นอีกขั้นว่าหากเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องกังวล และที่ Roojai.com ประกันรถออนไลน์ เราก็มีแผนประกันให้คุณเลือกและปรับเปลี่ยนได้เองตามต้องการ ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า แถมผ่อนเบี้ยสบายกระเป๋านานถึง 10 งวด ไม่ง้อบัตรเครดิต ใช้บัตรเดบิตผ่อนได้อีกด้วย

Carro-Roojai-The-Keys-To-Driving-Safety

ถ้าคุณคิดว่าการไปสอบใบขับขี่รถยนต์ ทั้งข้อเขียนและปฎิบัติ จะช่วยให้คุณรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้รถบนท้องถนนอย่างปลอดภัยแล้วล่ะก็… คุณกำลังคิดผิด เพราะในความจริงการใช้รถมันมีอะไรมากกว่านั้น คุณจึงไม่ควรพลาดเนื้อหาเหล่านี้ที่เรากำลังจะบอก เพื่อให้คุณขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่อง กฎจราจร หรือสิ่งที่ได้รู้จากตอน อบรมใบขับขี่ แต่เป็นความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับใครที่ต้องใช้รถในเมือง ความหนาแน่นในการจราจรมีสูง ทำให้ความเสี่ยงแปรผกผันตาม ไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

The-Keys-To-Driving-Safety

1. จอดรถให้ปลอดภัย

การจอดรถใช่ว่ามีที่ว่างตรงไหนก็จอดได้ เพราะมันอาจส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถของคุณด้วย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรเลี่ยงจอดรถในที่เปลี่ยว หรือถ้าต้องจอดรถค้างคืนในที่ที่ไม่เคยจอด ควรเลือกจอดให้อยู่ใน “สายตา” ของกล่องวงจรปิดสักหน่อย ที่เดี๋ยวนี้มีติดอยู่ทั่วไปตามหน้าบ้านหรือร้านค้า

จอดรถในที่ปลอดภัยแล้ว เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงว่ารถของคุณจะอยู่ในอันตราย ก็ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าใด ๆ ไว้ในรถด้วย ขโมยขโจรมันเยอะ บางทีสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย เกิดหายไปก็ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องอย่าลืมนึกด้วยล่ะ ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลังจากรถถูกงัดหรือโดนทุบไปแล้วอยู่ที่ราคาเท่าไร หลายคนก็คงไม่อยากต้องมาเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยไม่จำเป็นหรอก

2. ใช้ไฟสัญญาณรถให้เป็นนิสัย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสัญญาณไฟมีอยู่ไม่น้อย และเรารู้ว่าตอน อบรมใบขับขี่ เขาให้ใช้ แต่คุณให้ความสำคัญกับมันมากน้อยแค่ไหน? ทั้งการเปิดไฟส่องสว่างบ้าง ไฟสัญญาณบ้าง หรือไฟเบรกที่เสีย คุณใช้มันเป็นนิสัยแล้วหรือยัง?

ควรใช้เป็นประจำไม่ว่าในซอยเล็กๆ หรือถนนใหญ่ เพราะอย่าลืมว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่ใช้รถใช้ถนน คนอื่น ๆ ที่เขาใช้ร่วม เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะเลี้ยวหรือเบรก หรือจะขับรถไปทางไหน และมันคงไม่แฟร์กับพวกเขาถ้าต้องมาสูญเสียจากอุบัติเพราะความมักง่ายไม่ใช้ไฟสัญญาณ ดังนั้นใช้ไฟสัญญาณให้เป็นนิสัยไว้ดีที่สุด

The-Keys-To-Driving-Safety

3. ถ้ารถพร้อม การขับขี่ก็ปลอดภัยกว่า

ในตอนที่ สอบใบขับขี่ หลายคนน่าจะเน้นจำในเรื่องของ กฎจราจร เป็นสำคัญ ในตอนอบรมก็มีแทรกให้ความรู้เรื่องการดูแลรถอยู่บ้าง แต่ความจริงการดูแลรถมันมีอะไรมากกว่านั้น การเป็นเจ้าของรถจริง ๆ มันก็เหมือนเป็นภาระอันใหญ่ยิ่ง และถ้ารู้จักรถที่ตัวเองใช้ให้มากกว่าแค่ทั่วไป มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย

ขอแนะนำให้คุณหมั่นตรวจเช็ครถในส่วนของพื้นฐานการใช้งาน ตั้งแต่ในส่วนของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ระบบหล่อเย็น เบรก ยาง และอื่น ๆ มากไปกว่านั้น คุณควรหาความรู้เกี่ยวกับรถที่ตัวเองใช้ไว้บ้างด้วย ว่าถ้ามีปัญหาจากการใช้งานตรงไหนต้องซ่อมยังไง คอยหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวรถ รถมีปัญหาอะไรก็รีบแก้ อย่าปล่อยให้ลุกลามไปเสียที่จุดอื่นๆ จนเสียหายใหญ่ ซ่อมแพง หรือพาให้การใช้รถของคุณต้องปลอดภัยน้อยลงจากเดิม

4. โทรศัพท์ต้องพร้อมอยู่เสมอ

จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์บนรถหรอกนะ เพราะมันจะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ “มันก็ต้องมี” และจำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อคุณใช้รถ รถดับ รถพังกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุ โทรศัพท์นี่แหละคือตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มีอินเทอร์เน็ต ควรมีติดตัวไว้เสมอในตอนที่ใช้รถ เมมเบอร์ฉุกเฉินไว้ด้วยทั้งเบอร์ประกันรถของคุณ เบอร์ช่าง เบอร์อู่ หรือแม้แต่เบอร์รถยก เพื่อให้ตอนที่จะใช้จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาหา และควรมีพวกสายชาร์จไว้สำหรับชาร์จไฟโทรศัพท์ในรถด้วย

The-Keys-To-Driving-Safety

5. ออกจากซอย ระวังซ้ายมากขึ้นอีกนิด

หลายคนน่าจะเจอบ่อยเวลาที่ออกจากซอย เราก็มองขวาแล้วอย่างดี แต่มักจะมีรถมอเตอร์ไซค์ประเภท “ชอบแทรก” ขอไปก่อนเพราะเห็นว่ารถตัวเองเล็กกว่า แทรกแซงไปทางซ้าย บางคนไม่ระวังหรือไม่เห็นแล้วหักเลี้ยวมากไป ก็จะไปเบียดกับรถมอเตอร์ไซค์ แนะนำคือเวลาที่จะออกจากซอยให้ระวังซ้ายสักหน่อย มองขวาเห็นแล้วว่ารถไม่มีมีก็เหลียวระวังทางซ้ายไว้เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

6. ไม่ชัวร์ก็อย่าเปลี่ยนเลน

โดยเฉพาะสายซิ่งยิ่งต้องห้ามใจไว้สักหน่อย ทางแคบ ๆ ที่คิดว่าแซงได้หรือเคยแซงได้มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ตอนสอบใบขับขี่ก็บอกอยู่ว่าถ้าจะเปลี่ยนเลนให้มั่นใจว่ารถที่ตามมาต้องอยู่ในระยะห่างพอสมควร เห็นช่องเล็ก ๆ คิดจะแซง เปลี่ยนเลน ต้องให้ชัวร์ก่อนว่ารถคันหลังขับตามมาอยู่ไกลพอให้ไป อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะ “ถ้าไม่พ้น” ขึ้นมาจงจำไว้ว่ามันไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่จะต้องสูญเสีย

The-Keys-To-Driving-Safety

7. ใจกว้างขึ้นบนถนนก็ปลอดภัยขึ้น

ดูจากคลิปมากมายของพวก “หัวร้อน” ในการใช้รถ และคิดว่าตัวเองคงไม่ทำเรื่องแบบนั้น แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนใจกว้างในการใช้รถสักหน่อย เข้าใจว่าทุกคนมีพฤติกรรมในการใช้รถไม่เหมือนกัน บางคนนิสัยไม่ดีขี่แซงในจังหวะที่ไม่ควร แทรกรถเข้าไปทั้งที่แทรกไม่ได้

ทุกพฤติกรรมทำให้การใช้รถมีความสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่ถ้าทุกคนขับขี่ด้วยน้ำใจ อะไรปล่อยได้ก็ปล่อย ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบนท้องถนนจะปลอดภัย มากขึ้นอีกเยอะ

และทั้งหมดน่าจะช่วยให้ทุกคนใช้รถกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น รู้ว่า ขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย  เริ่มนับที่หนึ่งจากคุณและอีกหลาย ๆ คน บนท้องถนนก็จะเป็นที่ที่มีความสุขมากขึ้นได้แล้ว ปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถก็จะน้อยลง และที่สำคัญรถทุกคันต้องทำประกันรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้คุณอีกด้วยนะ สามารถเช็คราคาออนไลน์ พร้อมทั้งซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า คลิกเลย

Carro-Rabbit-Finance-Ways-To-Help-Car-Accident

ถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้ขับขี่อย่างปลอดภัย แต่เราก็ยังพบเห็นข่าวการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน หลายๆ คน ต่างพากันขับรถเดินทางกลับบ้าน ปริมาณรถยนต์หนาแน่นมากกว่าปกติ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น การขับขี่รถยนต์นั้นถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ผู้ใช้รถยนต์จึงต้องระมัดระวังและมีสติอยู่ตลอดเวลา

Ways-To-Help-Car-Accident

จะทำอย่างไรดี เมื่อเจอรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

หากระหว่างทางคุณพบเจอรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุและดูเหมือนว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ ถ้าต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง rabbit finance ขอแนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

1. เปิดไฟฉุกเฉิน

ขั้นตอนแรกคือให้รถยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินเอาไว้ หากิ่งไม้หรือกรวยจราจรมาวางกั้น หรือทำสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้รถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมาบนเส้นทางนั้นจะได้ทราบว่าบริเวณนี้มีรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

2. สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ

สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบของบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ สภาพการจราจร เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดี จึงค่อยเข้าไปสอบถามและช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ เช็กจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ อาการบาดเจ็บของแต่ละคน พร้อมทั้งแจ้งตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือได้ รวมทั้งสอบถามผู้ที่มีสติอยู่ เพื่อให้ติดต่อประกันรถยนต์เข้ามาช่วยดูแลเรื่องค่าเสียหายต่างๆ

Ways-To-Help-Car-Accident

3. ช่วยเหลือในเบื้องต้น

ระหว่างรอตำรวจและทีมกู้ภัยที่กำลังเดินทางมา ลองประเมินอาการของผู้ประสบอุบัติเหตุว่ามีอาการบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด เพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่หมดสติ โดยเฉพาะผู้ที่หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น หรือผู้ที่เสียเลือดมาก โดยต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขณะช่วยเหลือ

4. เบอร์โทรศัพท์สายด่วนให้ความช่วยเหลือ

เมื่อรถยนต์ของคุณประสบอุบัติเหตุหรือพบเพื่อนร่วมทางกำลังประสบอุบัติเหตุ สามารถติดต่อเบอร์โทรฉุกเฉินดังต่อไปนี้เพื่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ค่ะ

  • ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุ 24 ชม. 02 – 751 – 0951 – 3
  • ศูนย์นเรนทร 1669
  • ศูนย์วิทยุปอเต๊กตึ๊ง 24 ชม. 02 – 226 – 4444 – 8
  • สถานีวิทยุ จส.100 *1808 (ฟรี) หรือ 1137 (มีค่าบริการ)
  • ศูนย์วิทยุรามา 02 – 354 – 6999
  • สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน 1677
  • สถานีวิทยุ สวพ.91 1644
  • สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155
  • ศูนย์ความปลอดภัย กรมทางหลวงชนบท 1146
  • แจ้งเหตุด่วน – เหตุร้ายทุกชนิด 191

อุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและไม่มีนักขับคนไหนอยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยของคุณและเพื่อนร่วมทาง อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถยนต์ เช็คประกันรถยนต์ และขับขี่อย่างไม่ประมาท เพื่อให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ตอนนี้ในทุกๆ วัน ปฎิเสธไม่ได้ว่าฝนได้เริ่มตกทุกวี่ทุกวันแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราได้เข้าสู่หน้าฝนแล้ว ซึ่งการที่ฝนตกนั้นอาจทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์เกิดความไม่สะดวกในขณะเดินทาง บางคนก็จอดหยุดพักรอฝนซา แล้วค่อยออกเดินทาง แต่บางคนกลับเลือกดั้นด้นขับเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย การทำแบบนั้นถือว่าอันตรายมากๆ และเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายบนท้องถนนได้

ข้อไม่ควรทำระหว่างขับรถขณะฝนตก

สำหรับช่วงนี้ที่มีฝนตกหนัก และมาพร้อมกับลมแรง Masii เลยรวบรวม ข้อไม่ควรทำขณะขับขี่รถยนต์ ในช่วงนี้มาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กัน จะได้เตรียมตัว และป้องกันอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนได้

Dont-Do-While-Driving-At-Raining

เปิดไฟสูง

เพื่อนๆ หลายคนมักคิดว่า ขณะที่ฝนตกอยู่นั้นต้องใช้ไฟสูง แต่จริงๆ แล้วลำแสงของไฟสูงจะไปชนกับดวงตาของรถคันที่สวนกับเรา จนสามารถเกิดตาพร่ามัวได้ เพราะฉะนั้นการเปิดไฟต่ำ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

อย่าเหยียบเบรกแรง

หากสภาพพื้นถนนเปียก และมีความลื่นอยู่นั้น หลายคนมักจะเลือกเหยียบเบรกแบบชอบเหยียบกดแรงๆ ในยามที่กระชั้นชิด ซึ่งแน่นอนว่าจะได้ผลกับพื้นถนนที่แห้งสนิท แต่สำหรับช่วงที่ฝนตกนั้น น้ำฝนจะส่งผลให้การสัมผัสของหน้ายางกับถนนน้อยลงไป จนทำให้รถของเราเสียหลักได้ ดังนั้นควรเลือกผ่อนเบรกเบาๆ เรื่อยๆ จะดีกว่า

Dont-Do-While-Driving-At-Raining

อย่าลุยน้ำลึก

ในขณะที่ฝนกำลังตกหนักจนน้ำท่วมพื้นนั้น เพื่อนๆ มักจะเลือกขับลุยฝ่าระดับน้ำที่ท่วมได้ แต่การขับรถลุยน้ำแบบนี้จะสามารถทำได้กับเฉพาะรถบางรุ่นเท่านั้น แต่สำหรับบางรถรุ่นที่ไม่สามารถทำได้ การดั้นด้นขับฝ่าลุยน้ำไป จะทำให้ห้องเครื่องดับทันที วิธีที่ดีที่สุดคือควรประเมินดูว่าหากจะขับลุยน้ำ อย่าให้น้ำสูงเกินกว่าขอบประตูด้านล่าง

ไฟฉุกเฉิน

การเปิดไฟฉุกเฉิน และไฟกะพริบอยู่ตลอดเวลาขณะที่ฝนตกอยู่นั้น อย่าได้ทำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นอาจเกิดอาการตาลาย และรวมไปถึงยากที่จะแยกแยะว่ารถของเรานั้น กำลังจะจอด หรือกำลังขับเคลื่อนอยู่

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ อันตราย และอุบัติเหตุ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลย ดังนั้นการเลือกทำประกันรถยนต์ติดตัวไว้จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจขณะขับขี่ตลอดเส้นทางเดินทางได้แน่นอน คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้ทันที หากมีข้อมูลสงสัยอยากสอบถามโทร 02 710 3100 เรามีทีมงานคอยให้คำปรึกษา

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Howto-Payment-Car-Tax-Online

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าโควิด-19 จะเริ่มระบาดซาลงไปแล้วก็ตาม แต่วิถีชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปมาก หรืออย่างที่เรียกกันติดปากว่า “New Normal” หรือ “ความปกติใหม่” ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก นับตั้งแต่การทำงานแบบ Work From Home การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distrancing) การสั่งอาหารให้มาส่งที่บ้าน หรือการดูแลสุขภาพ ใส่ใจตัวเองมากขึ้น เป็นต้น

ด้วยพฤติกรรมของ New Normal หรือ ฐานวิถีชีวิตใหม่ ผลักดันให้คนหันมาใช้ระบบออนไลน์มากขึ้น บรรดาหน่วยงานราชการต่างๆ ก็เริ่มนำวิถีนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน เช่นการจำกัดผู้คนในสถานที่ต่างๆ เพื่อลดความแออัด

แม้แต่การชำระภาษีรถยนต์ประจำปีก็เช่นกัน โดยปกติเรามักไปจ่ายกันที่สำนักงานขนส่งพื้นที่ต่างๆ ธนาคาร ไปรษณีย์ ห้างสรรพสินค้าที่มีจุดบริการของกรมการขนส่งทางบก หรือแม้แต่การเลื่อนล้อต่อภาษีที่ขนส่งฯ เป็นต้น MR.CARRO จะมาแนะนำวิธีการต่อภาษีรถยนต์ช่วงโควิด-19 วิธีการใช้บริการจะต้องทำอย่างไร ง่ายนิดเดียวเองครับ.

รถประเภทไหนบ้าง ที่ต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ได้

  • รถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล เท่านั้น
  • รถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ อายุต้องไม่เกิน 7 ปี หากเกินกว่านั้นไม่สามารถต่อภาษีออนไลน์ได้
  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล อายุต้องไม่เกิน 5 ปี หากเกินไม่สามารถต่อภาษีออนไลน์ได้ต้องไปต่อเองที่ขนส่ง
  • รถที่ค้างชำระภาษี ต้องไม่เกิน 1 ปี และชำระภาษีล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือน หากเกินไม่สามารถต่อภาษีออนไลน์ได้
  • รถที่ต่อภาษีออนไลน์ เป็นรถทะเบียนจังหวัดใดก็ได้

DLT-E-Service

1. ต่อภาษีรถยนต์ช่วงโควิด-19 เริ่มต้นด้วยการเข้าเว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th/esvapp/login.jsf เลือก “ลงทะเบียนสมาชิกใหม่”

DLT-E-Service

2. กรอกรายละเอียดให้ครบ หลังจากนั้นกดปุ่ม “บันทึก” เช่น วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่สำหรับการจัดส่งเอกสาร พร้อมขอรับรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ

หากลงทะเบียนเอาไว้แล้ว แต่เกิดลืมรหัสผ่านขึ้นมา ก็สามารถขอรับใหม่ได้ โดยกดตรงคำว่า “ลืมรหัสผ่าน” หลังจากนั้นกรอกเลขที่บัตรประชาชนระบบจะสุ่มคำถามพื้นฐานให้ท่านตอบและจะได้รหัสผ่านมา

DLT-E-Service-2

3. เมื่อได้รหัสผ่านมาแล้ว ก็ “เข้าสู่ระบบ”

DLT-E-Service

4. เลือก “ชำระภาษีรถประจำปี” และคลิกไปที่ “ชำระภาษีรถประจำปีผ่านอินเตอร์เน็ต”

DLT-E-Service-4

5. มาถึงหน้านี้ กรณีคุณใช้ต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์เป็นครั้งแรก ให้ “ลงทะเบียนรถ” ด้านขวามือของภาพก่อน

โดยกรอกประเภทรถ, จังหวัด, เลขทะเบียนรถ, ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากชื่อเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ ก็ใส่ชื่อบริษัทลงไป แต่ไม่ต้องมีคำหน้าว่า “บริษัท” หรือหากเป็นชื่อของเราเอง ให้ใส่ชื่อเว้นวรรคนามสกุล แล้วกดบันทึก

DLT-E-Service

6. เมื่อปรากฏข้อมูลรถของคุณขึ้นมาใน “รายการข้อมูลทะเบียนรถ” แล้ว ให้กด “ยื่นชำระภาษี” มุมขวาสุด

7. สำหรับรถยนต์ที่ติดแก๊ส ให้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานเพิ่ม อาทิ เลขที่รับรองถังแก๊ส ชื่อ-นามสกุล วิศวกรผู้ตรวจสอบ และวันที่รับรอง

DLT-E-Service

8. ถ้าไม่รถไม่ได้ติดแก๊ส ให้เลือกที่ พ.ร.บ. ต่อ ถ้าคุณมี พ.ร.บ. แล้ว ให้เลือกที่ช่อง “มีแล้ว” ส่วนใครที่ยังไม่มี ให้เลือก “ซื้อเพิ่ม” โดยให้ผู้ยื่นชำระภาษี ซื้อ พ.ร.บ. จากผู้ให้บริการภายนอกได้ แล้วนำข้อมูลมากรอกในระบบให้ถูกต้อง เพื่อใช้ยื่นชำระภาษีรถประจำปีออนไลน์

จากนั้นจะทราบค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย เมื่อเสร็จแล้ว คลิกที่ “กรอกสถานที่จัดส่งเอกสาร” เอาตามที่อยู่ที่คุณสะดวก ไม่จำเป็นต้องตรงกับที่อยู่ในเล่มทะเบียนรถก็ได้ จากนั้น เลือก “วิธีการชำระเงิน”

DLT-E-Service

9. เลือกชำระเงินต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ กับธนาคาร และห้างร้านที่ร่วมรายการได้ เพียง 1 ช่องทาง ตามตัวเลือกด้านล่าง

  • ชำระผ่านการหักจากบัญชีออนไลน์ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารยูโอบี
  • ชำระผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ ธนาคารกรุงเทพ
  • ชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ ตู้ ATM หรือ Application ของธนาคาร/สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี เคาน์เตอร์เซอร์วิส เคาน์เตอร์ห้างเทสโก้โลตัส หรือทรูมันนี่เซอร์วิส (จ่ายผ่านมือถือได้) เป็นต้น

เมื่อเสร็จขั้นตอนเรียบร้อย กรมการขนส่งทางบก จะจัดส่งใบเสร็จรับเงิน ให้ผู้ชำระเงินผ่านทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่จัดส่งเอกสารที่กรอกผ่านหน้าเว็บไซต์

อัตราค่าบริการ

  • ค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ รายการละ 32 บาท
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร รายการละ 20 บาท (กรณีจ่ายผ่านเคาน์เตอร์บริการ หรือหักบัญชีเงินฝาก)
  • ค่าธรรมเนียมการใช้บัตร ร้อยละ 2% และ VAT 7% (กรณีชำระผ่านบัตรเครดิต)

คุณสามารถติดตามสถานะการดำเนินการยื่นชำระภาษี สถานะการจัดส่งเอกสาร หมายเลข EMS เลขกรมธรรม์ หรือปัญหาจากการยื่นชำระ ได้ ที่เมนู “ตรวจสอบผลการชำระภาษี/เปลี่ยนช่องทางชำระเงิน” และยังสามารถพิมพ์ออกมาเป็นรายละเอียดการชำระเงินเป็นราย Reference เพื่อดูได้อีกด้วย

ท้ายสุด เจ้าของรถสามารถนำใบคู่มือจดทะเบียนรถไปปรับบันทึกรายการชำระภาษีได้ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ

เอาล่ะครับ เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ ซึ่งถ้าใครได้ใช้แล้ว บอกได้เลยว่าสะดวกสบาย ประหยัดเวลาไปได้พอสมควรเลย

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียวเพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย ง่ายนิดเดียว แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

จากกรณีที่มีข่าวรถตู้รับส่งนักเรียน ถอยทับคุณยายวัย 83 เนื่องจากคนขับมองไม่เห็นและไม่รู้ ซึ่งกรณีแบบนี้ ก็มีเกิดเรื่องมาให้เห็นกันแล้วหลายครั้งในอดีต

สิ่งที่ควรรู้ไว้ หากคุณขับรถตู้ ความรอบคอบ การกะระยะซ้ายขวาหน้าหลัง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่ารถตู้จะดูเหมือนขับไม่ยาก เพราะมีช่วงหน้ารถที่สั้น แซง แทรก เปลี่ยนเลน ง่ายมาก แต่ด้านท้ายนั้น เหมือนขับรถพ่วง เพราะจะมองไม่ค่อยเห็นในมุมด้านหลัง (เนื่องจากมีเบาะบังอยู่)

เวลาขับรถตู้ แล้วต้องถอยหลัง ต้องทำอย่างไร? วันนี้ Mr.Carro มีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกมองข้าง

ใช้กระจกมองข้างให้คล่อง เวลาถอย ดูซ้าย ดูขวา ว่ามีอะไรกีดขวางหรือไม่ ก่อนจะถอย

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกส่องท้ายรถตู้

อย่าลืมมองหันไปมองกระจกส่องท้ายรถตู้ (ถ้ามี) เพราะกระจกส่องท้ายรถตู้ จะติดตั้งในมุมที่มองเห็นด้านล้างของท้ายรถพอดี

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

กล้องมองภาพท้ายรถ / สัญญาณกะระยะท้ายรถ

เนื่องจากจุดบอดของรถตู้จะอยู่ที่ด้านท้าย เช่นเดียวกับรถบรรทุก หรือรถพ่วง การติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลังรถ หรือสัญญาณกะระยะท้ายรถ เมื่อมีสิ่งกีดขวาง สัญญาณจะดังขึ้นเรื่อยๆ หรือมองเห็นภาพได้จากในรถ ก็จะช่วยให้ถอยรถ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ลงมาดูท้ายรถ หรือ ให้คนช่วยดูท้ายรถให้

วิธีนี้ปลอดภัยสุด เมื่อไม่แน่ใจว่ามีสิ่งกีดขวาง ให้ลงมาดูด้านท้ายรถ หรือให้คนมายืนดูทางให้เวลาถอยรถ

ลองจำไว้ใช้ แล้วปฏิบัติตามกันดูนะครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หลายคนอาจตกใจ เมื่อเห็นหัวข้อของบทความนี้ ทำไมตั้งซะดูโหดร้ายจังเลย โดยเฉพาะคนรักสุนัข คนรักสัตว์

แต่ก็เป็นที่ทราบกันดี เพราะปัญหาสุนัขจรจัด (หรือ หมาจรจัด) ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน จากคนที่ไร้ความรับผิดชอบ หรือเลี้ยงไม่ไหว ก็มักจะแอบไปปล่อยตามวัด หรือตามซอยต่างๆ จนออกลูกหลานเต็มไปหมด

Human-and-Dog

คุณอาจจะเคยเห็นหมาที่นั่งๆ นอนๆ ตามหน้าร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่คนรักสัตว์ มักจะเอ็นดู ชื่นชอบและสงสาร คอยให้อาหารกันอยู่เป็นประจำ

แต่ในขณะเดียวกัน สุนัขเองก็มีไปสร้างความเดือดร้อน (ที่เวลาไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็จะหาคนที่มารับผิดชอบได้ยาก หรือไม่มี) เช่น การขับถ่าย ขี้-เยี่ยว เรี่ยราด หรือไล่กัดชาวบ้านที่เดินไปมา บางทีจู่ๆ กัดกันเอง หรือตกใจเสียงดังอะไรสักอย่าง วิ่งเตลิดออกทำคนตกใจไปทั่วก็มี

Family-Driving

สมมติว่าคุณขับรถไปบนถนนเส้นหนึ่ง ด้วยความเร็วพอประมาณ อยู่ๆ ก็มีหมาที่วิ่งออกมาจากไหนก็ไม่รู้ ตัดหน้ารถกะทันหัน ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร?

ในกรณีที่คุณตัดสินใจ “หักหลบเข้าข้างทาง” นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ “แต่” ก็ต้องมี “สติ” และดูสถานการณ์รอบข้างด้วย ว่าไม่มีสิ่งกีดขวางอะไรใดๆ รอบด้าน หรือรถวิ่งสวนมาในมุมที่คุณจะหักหลบไป และดูความเร็วที่ใช้มาด้วย เพราะการหักหลบ อาจกลายเป็นเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดเรื่องมากกว่าที่คิด ไม่งั้น คุณอาจจะเจ็บตัวแทนหมาที่วิ่งตัดหน้ารถคุณแทน

แต่ถ้าหากคุณตัดสินใจ “ชนหมาทันที” นั้น ต้องเป็นเฉพาะเข้ามากระชั้นชิดจริงๆ แบบที่ไม่มีทางหลบได้แล้ว

เพราะการชนหมา ก็ทำให้รถคุณเกิดความเสียหายขึ้นแน่นอน และต้องจ่ายซ่อมรถเอง ยกเว้นว่ารถประกันภัยชั้น 1 ก็จะได้รับความคุ้มครองและดูแลความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์

Car-Warning-System

แต่ถ้าคุณตัดสินใจ “เบรกอย่างรุนแรง” (หรือกระทืบเบรก) ถ้าคุณมองกระจกมองหลัง กระจกมองข้างในเสี้ยววินาทีแล้วว่า ไม่มีรถ หรือมอเตอร์ไซค์วิ่งตามหลังมา ก็เบรกได้เลย แต่คุณก็ต้องประคองรถให้ดีๆ ถึงแม้ว่ารถรุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่น จะมีติดตั้งระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อคตาย หรือระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ มาให้ก็ตาม

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ถ้าคุณขับรถผ่านในที่ชุมชน อย่าขับเร็วมาก (ใช้ความเร็วประมาณ 30-50 กม./ชม. ก็เพียงพอแล้ว) และหมั่นสังเกตสองข้างทาง จะมีหมา (หรือคน) มีท่าทีจะวิ่งออกมาตัดหน้ารถเราหรือเปล่า กดแตรเตือนไปก่อน (ไม่ต้องกดแตรถี่ๆ เดี๋ยวจะกลายหมาเป็นตกใจขึ้นมาแทน) ก็ช่วยชีวิตมันได้แล้ว เพราะสัตว์ไม่เข้าใจ หรือกะในเรื่องความเร็วรถที่วิ่งมาได้หรอกครับ

เพราะหมามันก็รักชีวิต เท่ากับเราเหมือนกัน

Car-Accident

กรณีที่หมามีเจ้าของ แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ ใครจะต้องรับผิดชอบ?

ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

เมื่อเจ้าของหมา ดูแลหมาไม่ได้ ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และ พรบ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ

ซึ่ง พ.ร.บ. ป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ มาตรา 23 กล่าวว่า ด้วยการห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทําการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท

เจ้าของสัตว์จึงต้องรับผิด เว้นแต่คนขับรถจะขับรถประมาท ก็ต้องรับผิดตามสัดส่วน ว่าใครประมาท มากกว่ากัน

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลกฏหมายจาก

  • ทนายเกิดผล แก้วเกิด
unnamed

รถยนต์ส่วนมากที่ทุกคนเห็นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเป็นหลัก เพราะสีขาวเป็นสีที่ยอดฮิตสำหรับทุกคน และสามารถขายในตลอดรถยนต์มือสองได้ในราคาดี แต่รู้หรือหากเราดูแลรถไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้สีขาวนั้นเหลืองหมองไม่สวยงาม สภาพรถยนต์ของคุณดูเก่า และขายได้ในราคาที่ถูก SIAMCARDEAL.COM จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

หลีกเลี่ยงการตากแดด
⦁ หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากจอดกลางแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่น ทางที่ดีควรหาที่จอดไว้ในที่ร่มทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

ล้างรถอย่างน้อยสัแดาห์ละครั้ง
⦁ ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำให้ชั้นผิวสีเสียหาย แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น

เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
⦁ เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

⦁ เคลือบสีรถเป็นประจำ
ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลออาการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ ‘คานูบ้า’ เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

เคลือบสีรถเป็นประจำ

⦁ ใช้ดินน้ำมันล้างรถ
การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

คำแนะนำข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้กับรถทุกสี อาจจะดูง่าย และธรรมดาไปบ้าง แต่ถ้าหากเราปฎิบัติเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุของสีรถยังคงสดใสอย่างยาวนาน และน่ามองตลอดเวลา หากต้องการหาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดงอย่าลืมนึกถึง SIAMCARDEAL.COM

ขอบคุณภาพจาก www.freepik.com

1 2 3 6