4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

จากกรณีที่มีข่าวรถตู้รับส่งนักเรียน ถอยทับคุณยายวัย 83 เนื่องจากคนขับมองไม่เห็นและไม่รู้ ซึ่งกรณีแบบนี้ ก็มีเกิดเรื่องมาให้เห็นกันแล้วหลายครั้งในอดีต

สิ่งที่ควรรู้ไว้ หากคุณขับรถตู้ ความรอบคอบ การกะระยะซ้ายขวาหน้าหลัง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่ารถตู้จะดูเหมือนขับไม่ยาก เพราะมีช่วงหน้ารถที่สั้น แซง แทรก เปลี่ยนเลน ง่ายมาก แต่ด้านท้ายนั้น เหมือนขับรถพ่วง เพราะจะมองไม่ค่อยเห็นในมุมด้านหลัง (เนื่องจากมีเบาะบังอยู่)

เวลาขับรถตู้ แล้วต้องถอยหลัง ต้องทำอย่างไร? วันนี้ Mr.Carro มีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกมองข้าง

ใช้กระจกมองข้างให้คล่อง เวลาถอย ดูซ้าย ดูขวา ว่ามีอะไรกีดขวางหรือไม่ ก่อนจะถอย

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกส่องท้ายรถตู้

อย่าลืมมองหันไปมองกระจกส่องท้ายรถตู้ (ถ้ามี) เพราะกระจกส่องท้ายรถตู้ จะติดตั้งในมุมที่มองเห็นด้านล้างของท้ายรถพอดี

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

กล้องมองภาพท้ายรถ / สัญญาณกะระยะท้ายรถ

เนื่องจากจุดบอดของรถตู้จะอยู่ที่ด้านท้าย เช่นเดียวกับรถบรรทุก หรือรถพ่วง การติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลังรถ หรือสัญญาณกะระยะท้ายรถ เมื่อมีสิ่งกีดขวาง สัญญาณจะดังขึ้นเรื่อยๆ หรือมองเห็นภาพได้จากในรถ ก็จะช่วยให้ถอยรถ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ลงมาดูท้ายรถ หรือ ให้คนช่วยดูท้ายรถให้

วิธีนี้ปลอดภัยสุด เมื่อไม่แน่ใจว่ามีสิ่งกีดขวาง ให้ลงมาดูด้านท้ายรถ หรือให้คนมายืนดูทางให้เวลาถอยรถ

ลองจำไว้ใช้ แล้วปฏิบัติตามกันดูนะครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หลายคนอาจตกใจ เมื่อเห็นหัวข้อของบทความนี้ ทำไมตั้งซะดูโหดร้ายจังเลย โดยเฉพาะคนรักสุนัข คนรักสัตว์

แต่ก็เป็นที่ทราบกันดี เพราะปัญหาสุนัขจรจัด (หรือ หมาจรจัด) ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน จากคนที่ไร้ความรับผิดชอบ หรือเลี้ยงไม่ไหว ก็มักจะแอบไปปล่อยตามวัด หรือตามซอยต่างๆ จนออกลูกหลานเต็มไปหมด

Human-and-Dog

คุณอาจจะเคยเห็นหมาที่นั่งๆ นอนๆ ตามหน้าร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่คนรักสัตว์ มักจะเอ็นดู ชื่นชอบและสงสาร คอยให้อาหารกันอยู่เป็นประจำ

แต่ในขณะเดียวกัน สุนัขเองก็มีไปสร้างความเดือดร้อน (ที่เวลาไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็จะหาคนที่มารับผิดชอบได้ยาก หรือไม่มี) เช่น การขับถ่าย ขี้-เยี่ยว เรี่ยราด หรือไล่กัดชาวบ้านที่เดินไปมา บางทีจู่ๆ กัดกันเอง หรือตกใจเสียงดังอะไรสักอย่าง วิ่งเตลิดออกทำคนตกใจไปทั่วก็มี

Family-Driving

สมมติว่าคุณขับรถไปบนถนนเส้นหนึ่ง ด้วยความเร็วพอประมาณ อยู่ๆ ก็มีหมาที่วิ่งออกมาจากไหนก็ไม่รู้ ตัดหน้ารถกะทันหัน ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร?

ในกรณีที่คุณตัดสินใจ “หักหลบเข้าข้างทาง” นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ “แต่” ก็ต้อดูสถานการณ์รอบข้างด้วย ว่าไม่มีสิ่งกีดขวางอะไรใดๆ ที่อยู่ด้านที่คุณจะหักหลบไป เพราะการหักหลบ อาจกลายเป็นเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดเรื่องมากกว่าที่คิด ไม่งั้น คุณอาจจะเจ็บตัวแทนหมาที่วิ่งตัดหน้ารถคุณแทน

แต่ถ้าหากคุณตัดสินใจ “ชนหมาทันที” นั้น ต้องเป็นเฉพาะเข้ามากระชั้นชิดจริงๆ แบบที่ไม่มีทางหลบได้แล้ว เพราะการชนหมา ก็ทำให้รถคุณเกิดความเสียหายขึ้นแน่นอน และต้องจ่ายซ่อมรถเอง ยกเว้นว่ารถประกันภัยชั้น 1 ก็จะได้รับความคุ้มครองและดูแลความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์

Car-Warning-System

แต่ถ้าคุณตัดสินใจ “เบรกอย่างรุนแรง” (หรือกระทืบเบรก) ถ้าคุณมองกระจกมองหลัง กระจกมองข้างในเสี้ยววินาทีแล้วว่า ไม่มีรถ หรือมอเตอร์ไซค์วิ่งตามหลังมา ก็เบรกได้เลย แต่คุณก็ต้องประคองรถให้ดีๆ ถึงแม้ว่ารถรุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่น จะมีติดตั้งระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อคตาย หรือระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ มาให้ก็ตาม

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ถ้าคุณขับรถผ่านในที่ชุมชน อย่าขับเร็วมาก (ใช้ความเร็วประมาณ 30-50 กม./ชม. ก็เพียงพอแล้ว) และหมั่นสังเกตสองข้างทาง จะมีหมา (หรือคน) มีท่าทีจะวิ่งออกมาตัดหน้ารถเราหรือเปล่า กดแตรเตือนไปก่อน (ไม่ต้องกดถี่ๆ เดี๋ยวจะกลายหมาเป็นตกใจขึ้นมาแทน) ก็ช่วยชีวิตมันได้แล้ว เพราะสัตว์ไม่เข้าใจ หรือกะในเรื่องความเร็วรถที่วิ่งมาได้หรอกครับ

เพราะหมามันก็รักชีวิต เท่ากับเราเหมือนกัน

Car-Accident

กรณีที่หมามีเจ้าของ แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ ใครจะต้องรับผิดชอบ?

ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

เมื่อเจ้าของหมา ดูแลหมาไม่ได้ ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และ พรบ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ

ซึ่ง พ.ร.บ. ป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ มาตรา 23 กล่าวว่า ด้วยการห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทําการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท

เจ้าของสัตว์จึงต้องรับผิด เว้นแต่คนขับรถจะขับรถประมาท ก็ต้องรับผิดตามสัดส่วน ว่าใครประมาท มากกว่ากัน

ขอขอบคุณข้อมูลกฏหมายจาก ทนายเกิดผล แก้วเกิด

unnamed

รถยนต์ส่วนมากที่ทุกคนเห็นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเป็นหลัก เพราะสีขาวเป็นสีที่ยอดฮิตสำหรับทุกคน และสามารถขายในตลอดรถยนต์มือสองได้ในราคาดี แต่รู้หรือหากเราดูแลรถไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้สีขาวนั้นเหลืองหมองไม่สวยงาม สภาพรถยนต์ของคุณดูเก่า และขายได้ในราคาที่ถูก SIAMCARDEAL.COM จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

หลีกเลี่ยงการตากแดด
⦁ หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากจอดกลางแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่น ทางที่ดีควรหาที่จอดไว้ในที่ร่มทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

ล้างรถอย่างน้อยสัแดาห์ละครั้ง
⦁ ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำให้ชั้นผิวสีเสียหาย แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น

เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
⦁ เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

⦁ เคลือบสีรถเป็นประจำ
ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลออาการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ ‘คานูบ้า’ เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

เคลือบสีรถเป็นประจำ

⦁ ใช้ดินน้ำมันล้างรถ
การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

คำแนะนำข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้กับรถทุกสี อาจจะดูง่าย และธรรมดาไปบ้าง แต่ถ้าหากเราปฎิบัติเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุของสีรถยังคงสดใสอย่างยาวนาน และน่ามองตลอดเวลา หากต้องการหาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดงอย่าลืมนึกถึง SIAMCARDEAL.COM

ขอบคุณภาพจาก www.freepik.com

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

ช่วงนี้ก็เป็นหน้าฝนนะครับ แต่การเดินทางของคนเรานั้น ยังจำเป็นอยู่เสมอ ซึ่งบางคนอาจจะมีความจำเป็นต้องเข้าป่า ไม่ว่าจะเข้าไปเที่ยวช่วงหน้าฝน เข้าไปส่งของอุปโภคบริโภคให้หมู่บ้านบนเขา หรือเหตุผลใดก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญ คือ “สภาพรถต้องพร้อม” อยู่เสมอ

แต่บางทีเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น รถต้องลุยน้ำในลำธารที่มีน้ำไหลเชี่ยว ดันใบพัดหม้อน้ำแตกแล้วไปโดนรังผึ้งหม้อน้ำ หรือไปกระแทกกับก้อนหิน โดนหม้อน้ำรั่วระหว่างอยู่ในป่า อุปกรณ์ เครื่องมือในการซ่อมก็ไม่มี แล้วจะมีวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างไร

Mr.Carro ขอแนะนำวิธีแก้ เมื่อหม้อน้ำรั่วรถในป่าครับ.

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

กรณีต้องขับรถลุยน้ำในลำธารที่เชี่ยวกราก ถ้าคุณสามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ขับรถผ่านลำธารไปด้วยความระมัดระวัง และใช้ความเร็วที่เหมาะสม หรือถ้าคุณมีผ้า หรือกระสอบ นำมาปิดบริเวณกระจังหน้ารถเพื่อกันแรงดันน้ำ ก็จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น

สมมติว่า ถ้าถูกกระแสน้ำตีเอาใบพัดแตก แล้วกระทบกับหม้อน้ำรังผึ้งรั่วขึ้นมา จะทำอย่างไร?

E-Pox-E5-Steel-Filler

การเดินทางเข้าป่า หรือถิ่นทุรกันดาร นอกเหนือจากของกินของใช้ส่วนตัวที่นำติดรถไปแล้ว ควรนำอะไหล่บางอย่างติดรถไปด้วย ถ้ายิ่งรู้ว่าจะต้องขับรถลุยน้ำด้วยแล้ว ควรเตรียมใบพัดหม้อน้ำ กับ E-Pox E5 Steel Filler (หรือ อีพ็อกซี่ปะเหล็ก) ในรูปแบบหลอด ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

ในการแก้ปัญหา ต้องถอดหม้อน้ำออกเพื่อทำการซ่อมแซม สำรวจดูว่า มีรอยรั่วมากน้อยเพียงใด เมื่อพบรอยรั่วแล้ว ใช้ไขควงแบนกดบริเวณที่เป็นรังผึ้งให้ราบลง เพื่อให้เห็นเพียงช่องน้ำผ่านของรังผั้ง

จากนั้น ตัดช่องน้ำผ่านบริเวณที่เป็นจุดรอยรั่วออก แล้วใช้คีมพับปลายของช่องน้ำผ่านทั้ง 2 ด้านให้แน่น หากมีหลายจุดที่รั่ว ก็ทำลักษณะเดียวกัน กรณีที่มีกาว E-Pox E5 Steel Filler ติดมาด้วย ก็ทำการผสมกาวตามสัดส่วนที่กำหนด แล้วทาปิดบริเวณที่พับปล่อยจนกว่ากาวจะแห้ง หากไม่มีกาวก็ไม่เป็นไร แต่ควรพับบริเวณที่ช่องน้ำผ่านให้แน่น

จากนั้นทำการทดสอบการรั่ว โดยการเป่าลมเข้าไปในหม้อน้ำทางช่องเติมน้ำ ซึ่งต้องใช้มือปิดบริเวณท่อนต่อท่อยางหม้อน้ำบนและล่างเสียก่อน หากพบว่ายังมีลมออกมา แสดงว่ายังมีรอยรั่วอยู่ ก็ต้องหาจุดกันอีกครั้ง

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

เปลี่ยนใบพัดหม้อน้ำถ้ามีสำรองมาหรือถ้าไม่มีติดมา หากใบพัดหักเพียงใบหนึ่งหรือสองใบ ก็ยังใช้งานต่อไปได้ชั่วคราว เมื่อใส่หม้อน้ำเสร็จแล้วเต็มน้ำให้เต็ม สตาร์ทเครื่องแล้วเติมน้ำเข้าไปอีกครั้งให้เต็มสังเกตดูหากน้ำไม่ยุบก็ OK เดินทางต่อได้ แต่ควรดูเกจ์ความร้อนบ่อยๆ เพื่อความไม่ประมาท

เพียงเท่านี้ คุณก็ไม่ต้องกินข้าวลิงในป่าแล้ว …

ขอขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก :

  • คุณจาลึก เอี่ยมเจริญ
5-Way-For-Driving-Through-Floods

นี่ก็เข้าสู่ช่วงหน้าฝนอย่างเต็มตัวแล้วนะครับ ในแต่ละวัน นอกจากจะต้องมาลุ้นกับปัญหารถติดแล้ว บางวันอาจต้องลุ้นปัญหาฝนตกหนัก แล้วเกิดน้ำท่วม ต้องขับรถลุยน้ำกันอีกด้วย

แต่ถ้าเกิดรถเรามีปัญหา ช่วงตอนลุยน้ำล่ะ จะทำอย่างไร! เรียกให้คนมาช่วยกันเข็น เรียกตำรวจจราจรมาช่วย ถ้าเกิดไม่มีใครมาช่วย ลองเตรียมวิธีแก้ป้องกันปัญหาดีไหมล่ะ เพื่อเป็นการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ

Mr.Carro ขอนำเคล็ดลับดีๆ อย่าง 5 วิธี เอาตัวรอด หากต้องขับรถลุยน้ำ มาฝากทุกท่านครับ …

5-Way-For-Driving-Through-Floods

พกสเปรย์ไล่ความชื้น

สเปรย์ไล่ความชื้นมีประโยชน์อย่างมากในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ควรหามาพกติดรถเอาไว้ กรณีรถสตาร์ทไม่ติด จะได้ไว้ฉีดตามขั้วแบตเตอรี่ ระบบไฟ จานจ่ายหัวเทียน คอยล์ต่างๆ หรือแผงฟิวส์ เพื่อไล่ความชื้นได้

5-Way-For-Driving-Through-Floods

ปิดแอร์

หากต้องขับรถลุยน้ำท่วม ควรปิดแอร์ เพราะถ้าเปิดแอร์ พัดลมไฟฟ้าของแอร์จะตีน้ำท่วม เข้ามากระจายไปในเครื่องยนต์ แล้วอาจทำให้ใบพัดแตกหัก หรือพัดเอาเศษขยะ เศษใบไม้ พลาสติก เข้ามาได้ ถ้าพัดลมไฟฟ้าเสียจะส่งผลต่อระบบระบายความร้อนของระบบแอร์อีก

ถ้าฝนไม่ตก ก็ใช้วิธีแง้มกระจกรถ เพื่อให้ลมเข้ามาหน่อยก็ได้ จะได้ไม่ร้อน

5-Way-For-Driving-Through-Floods

ใช้เกียร์ต่ำ ความเร็วสม่ำเสมอ

การขับรถลุยน้ำ ควรใช้เกียร์ 1 ก็พอ เพราะทำให้รถมีกำลังพอที่ต้านกระแสน้ำ จากรถคันอื่นที่สร้างคลื่นมาปะทะ รวมทั้งรักษาระดับความเร็วอย่างสม่ำเสมอ ใช้รอบเครื่องประมาณ 1,500-2,000 รอบ/นาที เพราะถ้ารอบเครื่องที่สูง จะทำให้สายพานหมุนแรงขึ้น จะปั่นน้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่องยนต์ รวมถึงอาจทำให้พัดลมไฟฟ้าทำงาน ก็อาจจะตีน้ำเข้าเครื่องยนต์ได้

5-Way-For-Driving-Through-Floods

ขับช้าๆ เว้นระยะห่างจากคันหน้า

การขับรถลุยน้ำ ย่อมจะสร้างคลื่นให้ไปกระทบกับรถคันอื่นด้วย การขับรถช้าๆ นอกจากจะไม่ทำให้รถเราเครื่องดับแล้ว คลื่นจากรถเราจะไม่ไปกระแทกรถคันอื่นด้วย และควรเว้นระยะจากคันหน้า เผื่อคันหน้าเกิดเบรกกะทันหัน ก็จะได้หยุดทันนั่นเอง

5-Way-For-Driving-Through-Floods

ถึงที่หมายแล้ว ไม่ต้องรีบดับเครื่อง

หากคุณขับรถผ่านจุดที่น้ำท่วมมาแล้ว พยายามย้ำเบรกหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ระบบเบรกไล่น้ำออกจากจานเบรกไปให้ได้มากที่สุด และถ้าหากถึงที่หมายแล้ว จอดติดเครื่องทิ้งไว้ก่อนสักประมาณ 5-10 นาที เพื่อไล่น้ำตามเครื่องยนต์ ตามท่อไอเสีย ระเหยออกจากระบบให้หมดนั่นเอง พร้อมกับเหยียบคลัทช์ย้ำๆ หลายๆ ครั้ง (ในรถเกียร์ธรรมดา) เพื่อรีดน้ำออก คลัทช์จะได้ไม่ลื่น

เห็นไหมครับ วิธีขับลยลุยน้ำ ง่ายนิดเดียว แค่ปฏิบัติตาม ก็เดินทางได้อย่างราบรื่นแล้วล่ะครับ

  • ขอขอบคุณภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

มิถุนายนแล้ว แน่นอนว่าเรากำลังสู่ช่วงกลางปีอย่างแท้จริงแล้ว ส่วนสำหรับฤดูที่มาพร้อมกับกลางปีแบบนี้ คงหนีไม่พ้นจริงๆ สำหรับฤดูฝน ที่หลายคนต่างชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ

สำหรับคนที่ชื่นชอบคงเพลิดเพลินไปกับเสียงน้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แต่สำหรับใครไม่ที่ชื่นชอบฤดูฝนสิ คงปวดหัวกับการเดินทางไปไหนมา หรือแม้แต่การเผื่อเวลาสำหรับทำธุระในช่วงหน้าฝน ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร ให้ปลอดภัย

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ของตนเองในการขับรถไปไหนมา ไม่สามารถจะใช้การขนส่งทางสาธารณะได้ คงแอบกังวลกันไม่น้อยสำหรับรถยนต์ของตัวเราเองว่า ถ้าหากเราขับรถไปลุยน้ำฝนขึ้นมา รถยนต์ของเราจะเสียหายไหมนะ หรือแม้แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำอย่างไรดี วันนี้มาสิมีเคล็ดลับขับรถลุยน้ำท่วมง่ายๆ ให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนแบบนี้มาฝากกัน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

เช็กรถของตัวเองให้พร้อม

แน่นอนว่า วิธีเบื้องต้นที่เพื่อนๆ สามารถทำได้เลยคือ การเช็กรถยนต์ของเราให้มีสภาพพร้อมขับ ระบบส่องไฟสว่าง ไฟหน้า-หลัง ยังสามารถใช้งานได้อยู่ ไฟสัญญาณบอกทางต่างๆ หากเกิดชำรุดขึ้นมา ให้รีบแก้ไขโดยทันที ระบบเบรค ที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝน ตรงนี้เพื่อนๆ ก็ควรเช็กให้เรียบร้อย รวมไปถึงยาง ลูกดอกยาง ควรมีสภาพการใช้งานที่พร้อม

อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน

บนท้องถนนที่ลื่นไหลจากการที่ฝนตกหนักนั้น เพื่อนๆ ควรอย่างยิ่ง ที่จะระมัดระวังอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายได้ หากจำเป็นต้องเบรก แนะนำว่าให้ชะลอความเร็ว แล้วค่อยๆ เหยียบเบรกเอา

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ขับรถด้วยความเร็วคงที่

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่ชอบการขับรถเร็วเป็นปกติ อยากให้เพื่อนๆ ใจเย็นลงในช่วงหน้าฝนแบบนี้ หากเรายังปฎิบัติแบบนั้นอยู่ อุบัติเหตุและอันตรายจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน ควรขับอยู่ในความเร็วที่ 90 กม./ชม. เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองและผู้โดยสารคนอื่นที่อยู่บนรถ รวมถึงเพื่อเป็นการใส่ใจเพื่อนร่วมทางด้วย

ฝนตกหนัก พักรถก่อน

หากเพื่อนๆ กำลังเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ไม่สามารถมองเห็นทางและพื้นถนนได้ สิ่งที่เพื่อนๆ ควรทำอย่างยิ่ง คือ จอดรถข้างทางไว้ก่อนเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ควรที่จะฝืนขับไปยังจุดหมายเรื่อยๆ แบบนั้นจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม พอฝนตกเบาลง ค่อยๆ ขับเคลื่อนรถไปอย่างช้าๆ ทำแบบนี้ รับรองว่าหายห่วงเรื่องอุบัติเหตุและอันตรายอย่างแน่นอน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ทำประกันรถยนต์

อีกข้อหนึ่งที่หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วคือ การทำประกันภัยรถยนต์ เผื่อในกรณีที่เราต้องเจอกับอุบัติเหตุและอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพื่อที่ประกันภัยรถยนต์จะได้คุ้มครองเราและรถยนต์ เพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้ทำหรือกำลังจะต่อประกันภัยรถยนต์ ก็ขอแนะนำให้รีบจัดการให้เรียบร้อยกันตั้งแต่ตอนนี้เลย

เท่านี้เพื่อนๆ ก็คงทราบถึงวิธีการขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัยกันแล้ว หน้าฝนแบบนี้ ขับขี่รถกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้หากเราประมาทจนเกินไป

ถ้าใครสนใจอยากทำประกันภัยรถยนต์ไว้ให้อุ่นใจ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันหรือโทร 02-7103100 เข้ามาสอบถามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของมาสิกันได้เลย

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Washing-Car-And-Hot-Brakes

คนใช้รถหลายคนอาจไม่รู้! ว่าอาการพวงมาลัยสั่น โดยเฉพาะเวลาเหยียบเบรก ซึ่งเกิดมาจากจานเบรกคดนั้น นอกจากจะมีอาการจากผ้าเบรกจับจานเบรกไม่สม่ำเสมอ จานเบรกเริ่มบาง หรืออาจจะเป็นที่ยางสึกไม่เท่ากันทั้งเส้น

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ และมักชอบปฎิบัติ หลังจากการขับรถใช้งานต่อเนื่องมานานหลายชั่วโมง หรือขับรถขึ้นเขา ลงเขา ใช้งานเบรกมาอย่างหนัก นั่นก็คือ “ล้างรถ” พอตัดสินใจขับรถเข้าคาร์แคร์ ว่าจะล้างรถให้สะอาดซะหน่อย เด็กล้างรถก็ไม่รู้ ฉีดน้ำล้างล้อรถ ทำให้น้ำแรงดันสูงอัดเข้าไปในจานเบรกอย่างแรง จนดิสก์เบรกเกิดอาการ “จานเบรกคด” ขึ้นมา …

ทำไมจานเบรกถึงคดได้ งงมาก ทั้งๆ ที่แค่ฉีดน้ำใส่ เดี๋ยว Mr.Carro จะเล่าให้ฟัง …

Washing-Car-And-Hot-Brakes

การเกิดจานเบรคคด ก็คือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน ซึ่งการขับรถมาเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง (โดยเฉพาะขับรถทางยาวๆ หรือขับรถขึ้น-ลง ทางชันๆ ที่ต้องใช้เบรกมาก) ทำให้จานเบรกมีความร้อนสะสมมากกว่าปกติ เมื่อเจอที่ฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างล้อรถ แล้วทะลุซี่ล้อไปโดนกับจานดิสก์เบรกที่ร้อนจัดอยู่ เมื่อเจอกับน้ำเย็นๆ ทันที ก็อาจทำให้จานเบรคคดงอได้

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าคุณอยากล้างรถที่เพิ่งผ่านการใช้งานมาหมาดๆ จริงๆ ก็ขอแนะนำให้ล้างตัวถังรถไปก่อน ลองเอามืออังดูที่บริเวณล้อรถดูก่อน ว่ามีไอร้อนที่แผ่ออกมาจากดิสก์เบรก มากหรือน้อย ถ้าไม่มีแล้ว นั่นล่ะ ถึงจะค่อยฉีดน้ำล้างล้อได้เต็มที่

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ล้างแค่บริเวณด้านนอกของล้อก็ได้ พยายามอย่าฉีดน้ำเข้าไปถูกจานดิสก์เบรก โดยใช้วิธีเปิดน้ำแบบไม่ต้องแรง ล้างเฉพาะบริเวณวงล้อรอบนอกก็พอ เพื่อให้เหมือนกับการขับรถลุยฝน ที่มีละอองน้ำกระเซ็นโดนจานเบรคอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ความร้อนบริเวณจานเบรกค่อยๆ ลดลง

วิธีปฎิบัติง่ายๆ แค่นี้ คุณก็ทำได้ครับ อีกทั้งยังยืดอายุจานเบรกของรถ ให้ใช้งานได้อีกยาวนานอีกด้วย

Carro-How-To-Use-Automatic-Transmission

รถเกียร์อัตโนมัติ หรือ รถเกียร์ออโต้ เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมใช้งานในรถยนต์ กันมาตั้งแต่ในช่วงยุค 50 ที่แพร่หลายมาจากในรถอเมริกัน ก่อนจะแพร่หลายมายังในรถยุโรปและรถญี่ปุ่น ซึ่งในบ้านเราเริ่มจะรู้จัก “เกียร์อัตโนมัติ” กันตั้งแต่ในยุค 60 จากรถอเมริกัน แต่ที่มีแพร่หลายมากขึ้น ก็เริ่มกันตั้งแต่ในช่วงประมาณยุค 80 ที่รถญี่ปุ่นรุ่นท็อปๆ เริ่มติดตั้งมาให้

แต่ยุคปัจจุบัน จากสภาพจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก รวมไปถึงระบบเกียร์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว จนคนรุ่นใหม่ เวลาเรียนขับรถส่วนใหญ่ ก็หัดจากรถเกียร์อัตโนมัติกัน

แต่บางคนก็อาจจะละเลยถึงความสำคัญของตำแหน่ง “เกียร์อัตโนมัติ” หรือ “เกียร์ออโต้” ไป Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟังกันครับ …

How-To-Use-Automatic-Transmission

เกียร์อัตโนมัติในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ เกียร์อัตโนมัติแบบมีลำดับขั้น (ซึ่งก็มีแยกออกไปอีก ทั้งแบบต้องกดปุ่มเปลี่ยนเกียร์ ตามยาว และแบบ Gate-Type หรือแบบขั้นบันได ที่ไม่มีปุ่มให้กด แต่ใช้วิธีเลื่อนไปตามตำแหน่งต่างๆ ตามรอยหยัก) และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งในการเรียกตำแหน่งเกียร์ ก็ยังคงใช้ชื่อเรียกตำแหน่งเกียร์เหมือนกัน

ตำแหน่ง P (Parking)

ตำแหน่ง P (Parking) ใช้สำหรับจอดรถแบบล็อคล้อ ไม่ต้องการให้รถเคลื่อน หรือ จอดบนทางลาดชัน

ตำแหน่งเกียร์ P จะอยู่ด้านบนสุด ควรใช้ต่อเมื่อรถจอดดับเครื่องเรียบร้อยแล้ว เพราะจะเป็นการล็อคล้อไว้ไม่ให้รถเคลื่อนได้ และถ้าจะจอดบนทางลาดชัน ก็ใช้ตำแหน่งเกียร์ P นี้เช่นกัน ทางที่ดีควรดึงเบรกมือไว้ด้วย เพื่อป้องกันเกียร์เสียหาย กรณีที่ถูกชนท้าย และควรใช้ต่อเมื่อจอดรถในตำแหน่งที่ไม่มีรถกีดขวางอยู่ครับ (เพราะคนอื่นจะเข็นรถคุณไม่ได้!)

ตำแหน่ง R (Reverse)

ตำแหน่ง R (Reverse) คือ เกียร์ถอยหลัง

ตำแหน่งเกียร์ R แล้ว ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นเกียร์ถอยหลัง เมื่อใช้เกียร์ตำแหน่งนี้ รถก็จะถอยหลังได้เองอย่างช้าๆ โดยที่เรานั้นไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ระหว่างถอย คุณก็เตรียมวางเท้าขวาเอาไว้ที่แป้นเบรกตลอดเวลา

หากคุณจะเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง P มาตำแหน่ง R จะต้องเหยียบเบรกก่อน แล้วกดปุ่มปลดล็อคบริเวณหัวเกียร์ด้วย แต่หากเป็นรถใช้เกียร์แบบขั้นบันได ก็เหยียบเบรกแล้วเลื่อนคันเกียร์ไปด้านข้าง ก็เข้าเกียร์ R ได้แล้ว

ตำแหน่ง N (Neutral)

ตำแหน่ง N (Neutral) คือ เกียร์ว่าง

ตำแหน่งเกียร์ N ไว้สำหรับจอดรถชั่วคราว เช่น จอดรถติดไฟแดง เป็นต้น และการจอดรถที่ใส่เกียร์ในตำแหน่ง N นี้ รถก็ยังสามารถเข็นไปมาได้ ซึ่งเหมาะจะใช้ในกรณีการจอดรถในห้าง หรือริมถนนมาก

ตำแหน่ง D (Drive)

ตำแหน่ง D (Drive) หรือ เกียร์ขับ

เมื่อเราทำการเปลี่ยนเกียร์มาที่ D แล้ว รถจะไหลไปอย่างช้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่ง รถจะเริ่มทำความเร็ว แล้วเปลี่ยนเกียร์ไปตามรอบเครื่องให้เองโดยอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไปจนเกียร์ 10 ที่นับว่าเป็นเกียร์ที่สูงสุด ในรถเกียร์อัตโนมัติยุคปัจจุบัน ถือเป็นตำแหน่งเกียร์หลักๆ ในการขับรถไปข้างหน้า

ตำแหน่ง L (Low)

ตำแหน่ง L (Low) ใช้ในการขับรถขึ้น-ลงเนินที่ค่อนข้างชัน

ตำแหน่งเกียร์ L หรือ D2 จะใช้ขับรถขึ้น-ลงทางชัน เช่น ในลานจอดรถ หรือทางขึ้น-ลง ภูเขา เป็นต้น ซึ่งรถจะไม่มีการปรับอัตราทดเกียร์ให้ หรือเวลาที่ต้องการแรงเบรกจากเครื่องยนต์

ตำแหน่ง S (Sport) หรือ B (Brake)

ตำแหน่ง S (Sport) หรือ B (Brake) อันนี้หลายคนอาจไม่คุ้นเคย เพราะมีมาไม่นานนี้ สำหรับตำแหน่ง S ไว้ใช้สำหรับเร่งแซง ลากรอบได้สูง และในส่วนของ B นั้น ใช้เพื่อขับรถขึ้น-ลงทางชัน การทำงานเหมือนกับเกียร์ L ครับ

How-To-Use-Automatic-Transmission

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดของตำแห่งเกียร์ที่ทาง Mr.Carro นำมาอธิบายในครั้งนี้ ซึ่งในครั้งหน้า เราจะขอนำเสนอเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของรถยนต์เกียร์อัตโนมัติกันเพิ่มเติมครับ

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Trick-To-Change-Wiper-By-Yourself

ช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าฝนกันแล้ว อุปกรณ์เล็กๆ ของรถ แต่ความสำคัญไม่เล็กอย่าง “ที่ปัดน้ำฝน” ถือว่าเป็นของที่จำเป็นต้องใช้งานเลยล่ะ หลายคนอาจจะละเลยที่ปัดน้ำฝนไป พอจะเปิดใช้งาน กลับมีเสียงยางขูดกระจกดังครืดๆ ซะแล้ว!

ซึ่งอาการที่ว่ามานี้ หมายถึงยางปัดน้ำฝนเสื่อมแล้ว ถ้ายังฝืนใช้ต่อไป อาจจะทำให้กระจกบังลมหน้าเป็นรอยขูดได้ หรือทำให้รู้สึกรำคาญ เวลาขับรถอีก

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าวิธีเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนนั้น ง่ายนิดเดียว …

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

ใบปัดน้ำฝนที่ดี ต้องสามารถรีดน้ำได้หมดจด และใบปัดไม่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ และตัวก้านปัดน้ำฝนของรถ มักจะสั้น-ยาว ไม่เท่ากัน เพราะทางผู้ผลิตก็ออกแบบมาเพื่อให้รับกับส่วนโค้งของกระจก สามารถปัดได้มุมกว้างมากที่สุดบนกระจกบังลมหน้า ส่วนก้านปัดน้ำฝนในด้านท้ายรถ ส่วนใหญ่จะมีในรถเก๋งท้ายตัด เพื่อปัดกวาดน้ำฝน และฝุ่นที่บริเวณกระจกบานท้าย

เราขอแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 1 ปี ราคาก็เพียงชุดละหลักร้อยบาท คุ้มค่ากับการใช้งาน ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งแบบยาง หรือแบบซิลิโคน ที่ไม่ต้องใช้โครงเหล็ก

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

วิธีการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน มีง่ายๆ ดังนี้ครับ …

– ยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับหมุนใบปัดเป็น 90 องศา
– ดันสลักเล็กๆ ออก พร้อมเอาใบปัดน้ำฝนออก
– ดึงยางอันเก่าพร้อมเส้นเหล็กออก
– ใส่เส้นเหล็ก (ที่ด้านบนของร่องยาง) พร้อมใส่กลับเข้าไปในโครงเหล็กใบปัดน้ำฝน
– ถ้ามียางส่วนเกิน ก็ตัดออกซะ
– ทำเรียบร้อย ใส่กลับไปในก้านปัดน้ำฝน แค่นี้ก็พร้อมใช้งานแล้ว

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

สิ่งสำคัญ อย่าลืมทำความสะอาดชุดปัดน้ำฝน และกระจกหน้ารถอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตรวจเช็คน้ำยาล้างกระจกให้พร้อม แค่นี้ใบปัดน้ำฝนก็พร้อมใช้งานในช่วงหน้าฝนนี้แล้ว รับรองขับรถได้อย่างปลอดภัยหายห่วง

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ก่อนฤดูฝน คุณตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์กันแล้วหรือยัง?

ใกล้เข้าฤดูฝนแล้ว บางพื้นที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นถนนมีความลื้น ลำบากต่อการกับขี่รถด้วยความเร็ว ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมพร้อมต้อนรับหน้าฝน คือ การตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์ ตั้งแต่อายุยาง ดอกยาง ลมยาง เพราะหากยังฝืนขับรถบนถนนที่ลื่นหรือเปียกฝน อาจจะเสี่ยงเกิดอันตรายกับรถยนต์และตัวของคุณเอง วันนี้ Carro จะพาไปเช็คสภาพยางรถยนต์ ก่อนขับลุยหน้าฝน กันนะคะ

พอเข้าหน้าฝน อย่างแรกที่น่าห่วงก็คือ การขับขี่รถยนต์บนห้องถนน มักจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และยิ่งเมื่อฝนตกแล้วการมองเห็นของผู้ขับขี่จะลดลง จะเพิ่มความยากให้กับการขับขี่ มองไม่เห็น หลุม บ่อ และแอ่งน้ำ

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจเช็คลมยาง

ควรเช็คสภาพลมยาง เดือนละ 1 ครั้ง และในช่วงหน้าฝนหรือก่อนออกเดินทางไปที่ไกลๆ ที่ต้องลุยถนนเปียก ดังนั้นควรเติมลมยางเผื่อไว้อีกประมาณ 1-2 ปอนด์ เพื่อให้ยางแข็งและรีดน้ำได้ดี แต่อย่าลืมเช็คลมขณะที่ยางเย็น

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

เปลี่ยนยางรถยนต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยาง อยู่เสมอควรสลับตำแหน่งทุก 10,000 กม

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจสอบสภาพของดอกยาง

ควรสังเกตความลึกของดอกยางรถยนต์ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ซึ่งความลึกของดอกยางใหม่จะมีความลึกประมาณ 8 – 9 มิลลิเมตร หรือไม่อาจใช้ไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่อง ยางรถยนต์ ถ้าคุณเห็นหัวไม้ขีดสีแดง ก็หมายความว่าดอกยางเหลือน้อยเกินไปที่จะใช้งานต่อไป

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

อายุของยางรถยนต์

โดยทั่วไปรถยนต์จะถึงเวลาเปลี่ยนยางใหม่เมื่อยางถูกใช้งานไปแล้ว 5 ปี ประมาณ 50,000 – 80,000 กิโลเมตรขึ้นไป ยางควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ถ้ารถไม่ค่อยได้ใช้งานหรือวิ่งระยะไกล ดอกยางยังแน่นและไม่มีการสึกหรอ ก็สามารถใช้ยางต่อไปได้ บางคันสามารถใช้งานได้ถึง 10 ปี

วิธีขับรถลุยฝน ให้ปลอดภัย ห่างไกลอุบัติเหตุ

  1. ควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  2. เปิดที่ปัดน้ำฝน โดยปรับระดับความเร็วให้เหมาะสมกับความแรงและปริมาณฝนที่ตกลงมา
  3. เว้นระยะห่างจากรถคันด้านหน้าประมาณ 10-15 เมตร
  4. เปิดไฟต่ำตลอดทางการขับรถ
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยแอ่งน้ำ
  6. ไม่ควร’ เปิดไฟฉุกเฉิน แต่ควรเปิดไฟตัดหมอกหน้า-หลัง

สุดท้ายนี้ หากเช็คลมยางละสภาพรถยนต์เรียบร้อยแล้ว อย่าประมาทในการขับขี่รถยนต์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน และหากต้องการขายรถยนต์ใหม่ป้ายแดง สามารถเช็คโปรโมชั่นของแต่ละค่ายได้ที่ siamcardeal.com เราพร้อมให้คำแนะนำ และให้โปรโมชั่นที่ดีที่สุดกับคุณ

1 2 3 6