6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

แม้ว่าในบ้านเรา ธุรกิจ E-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) จะมีบทบาทในไทยมานาน 20 กว่าปีได้แล้วก็ตาม แต่กระแสการ “ขายของออนไลน์” ของเหล่าพ่อค้าแม่ค้า เพิ่งจะมาเริ่มบูมจริงๆ ในช่วงสิบปีมานี้เอง ซึ่งสามารถสร้างฐานลูกค้า และฐานรายได้ที่สูงกว่าการค้าขายแบบเดิมๆ มาก และยิ่งโควิด-19 มา การค้าขายในยุค New Normal ยิ่งเร่งให้การขายของออนไลน์ คู่แข่งมากมาย ดุเดือดกันเข้าไปอีก

ในยุคนี้ นอกจากเราจะมีร้านค้าออนไลน์กันทั้งในเว็บไซต์ หรือในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นใน Facebook Fanpage, IG หรือใน Twitter ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เรามักเจอกันบ่อยมาก ก็คือเวลาลูกค้าทักมาถามใน Inbox บางคนอาจถามรายละเอียดมากมาย แต่กลับไม่สามารถปิดการขายในสำเร็จในตอนจบ เช่น ขอตัดสินใจก่อน, รอเงินพร้อมแล้วเดี๋ยวทักมา หรือเดี๋ยวทักมา เชื่อเถอะ ไม่มีกลับมาสักรายหรอก

ซึ่งถ้าหากเป็นการซื้อ-ขาย สินค้ามูลค่าสูง อาจเป็นความเสียโอกาสมากของคุณเลยก็ได้ เพราะกว่าจะมีลูกค้าคนใหม่เข้ามาสนใจ ไม่รู้ต้องรออีกนานเท่าไหร่

MR.CARRO ขอแนะนำ 6 เทคนิคสร้างยอดขายสุดปัง จากธนาคารกรุงเทพ มาฝากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กัน เพราะอาจช่วยให้คุณปิดการขายใน Inbox ได้มากขึ้น แต่จะมีอะไรนั้น อ่านได้เลยจ้า…

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

1. พลิกเกมเปลี่ยนจากการถูกถามเป็นฝ่ายถาม จะทำให้มีโอกาสในการคุมเกมได้มากกว่า

ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ทักแชทมาทาง Inbox ล้วนต้องการคำตอบและมักจะมาพร้อมกับการตั้งคำถาม ดังนั้นการหาจังหวะตั้งคำถามกลับไปจะทำให้รู้ข้อมูล ความต้องการ ไปจนถึงสามารถประเมินลูกค้าได้จากการตั้งคำถามย้อนกลับ เพื่อชักนำไปสู่สิ่งที่ลูกค้าต้องการและความต้องการซื้อ

2. นำเสนอจุดแข็งที่มีเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่างสุภาพ

เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ผ่านคำชมสินค้าของคู่แข่ง พร้อมกับเทียบเสนอข้อมูลสินค้าที่เป็นจุดแข็งจุดขายของเราให้ลูกค้าได้เห็นภาพและตัดสินใจเอง โดยที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกชักนำจนเกิดการคัดคานในใจ

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

3. กระตุ้นความต้องการของลูกค้า

การซักถามลูกค้าจะทำให้เห็นถึงความต้องการหรือเจตจำนงที่แอบแฝงอยู่ลึกๆ ของลูกค้า ซึ่งจะนำมาสู่การนำเสนอแบบยกเคสใกล้เคียงหรือการนำรีวิวมาประกอบการสนทนา เพื่อกระตุ้นความต้องการในใจของลูกค้าให้มีมากขึ้น จนสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ทันที

4. แจ้งโปรโมชั่นทันทีที่ลูกค้าแสดงความต้องการที่ชัดเจน

หากการซักถามนำมาสู่การได้เห็นความต้องการที่ชัดเจนของลูกค้า และกระตุ้นให้เกิดความต้องการมากขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ควรรีบทำตามลำดับขั้นต่อไปก็คือ การนำเสนอข้อมูลโปรโมชั่น สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเร่งตัดสินใจ ซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดนาน

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

5. โชว์หลักฐานและภาพประกอบเพิ่มเติม

หากโปรโมชั่นยังไม่จูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันที การนำเสนอข้อมูลด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ควรทำเป็นลำดับต่อไป โดยอาจแสดงเอกสารหลักฐานยืนยันคุณภาพมาตรฐานประกอบสินค้าเพิ่มเติม หรือแม้แต่ภาพรีวิวต่างๆ ก็ช่วยให้ลดความลังเลและเกิดการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

6. ส่งเลขที่บัญชีและขั้นตอนการโอนเงิน

การที่เราสามารถดึงลูกค้าให้ผ่านมาถึงข้อ 5 ได้ เท่ากับลูกค้ามีความต้องการจะซื้อสินค้าแล้วเกินกว่า 50% และมีโอกาสปิดการขายได้สูงถึง 70% ฉะนั้นจงอย่ารั้งรอ รีบที่จะบอกกล่าววิธีการโอนเงินหรือส่งเลขที่บัญชีเข้าไปให้แก่ลูกค้า ที่เป็นเสมือนการบีบคั้นกลายๆ ให้ต้องชำระเงินเพื่อซื้อสินค้านี้หลังจากสอบถาม พร้อมปิดประโยคด้วยการสรุปยอดสินค้าที่คาดว่าลูกค้าน่าจะซื้อ และสอบถามที่อยู่ในการจัดส่งสินค้าโดยละเอียด

ก็เอาเป็นว่า พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ ลองทำดูกันได้นะครับ เชื่อว่ายอดลูกค้าที่ Inbox เข้ามาแล้วปิดการขายไม่จบ น่าจะลดไปได้พอสมควรครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ว่าด้วยการ ซื้อรถใหม่ รถใหม่ราคาถูก ที่จัด “โปรฯ แรง” ราคารถใหม่ที่เงินดาวน์รถต่ำ ผ่อนรถถูก จะซื้อรถด้วยเหตุผลแค่นี้อาจยังไม่พอ เพราะก่อนคุณเป็นเจ้าของรถสักคันอาจต้องทำการบ้านสักหน่อย เมื่อรถไม่ใช่ราคาบาทสองบาท ถ้าจ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านแต่ได้รถที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา จะเอาไปเปลี่ยนเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ก็คงไม่ใช่ คุณว่าจริงมั้ย ?

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ดังนั้น Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูกันกับ “สิ่งที่ต้องทำ” To Do List ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน ไม่ยาก เพียงตอบคำถามง่าย ๆ คุณก็จะได้มาซึ่งรถคันที่ถูกใจตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุดแล้ว ซื้อรถใหม่ ต้องดูอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ซื้อรถใหม่ ต้องไม่ลืมทำเช็คลิสต์ต่อไปนี้

สิ่งแรกใน ขั้นตอนการซื้อรถใหม่ ป้ายแดงทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณต้องตอบคำถามของตัวเองเกี่ยวกับรถคันที่กำลังสนใจซื้อตามเช็คลิสต์ต่อไปนี้ ดูว่าทำแล้วหรือยัง ซึ่งคำถามที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

1. เช็คลิสต์งบประมาณในการซื้อรถอยู่ที่เท่าไร

สำคัญที่สุดใน การซื้อรถใหม่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณในการซื้อ ถ้าคุณตอบได้ในข้อนี้ ตัวเลือกรถที่ชัดเจนขึ้นก็จะมากกว่าเดิม หาได้แค่ว่าฉันชอบรถรุ่นนั้น คันนี้สวยดี หรือกำลังจัดโปรเร้ากระชากใจดาวน์ 0% ผ่อนถูกสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรู้งบประมาณในการซื้อรถของคุณก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร (หรือพอใจที่จะเป็นหนี้แค่ไหน) ในกรณีที่ซื้อผ่านไฟแนนซ์

2. เช็คลิสต์ว่ารถประเภทไหนที่คุณต้องการ “จริงๆ”

ต่อไปที่ต้องเช็คลิสต์กันก็คือเรื่องของประเภทรถ ซึ่งในตลาดบ้านเรามีที่นิยมอยู่หลายประเภทแตกต่างตามการใช้งาน และคำถามที่คุณต้องตอบให้นั้นก็คือ คุณจะซื้อรถไปทำอะไรเป็นหลัก เน้นโดยสารคนหรือบรรทุกของใช้ประกอบอาชีพ เป็นรถสำหรับครอบครัวโดยสารหลายคนหรือเน้นขับไปทำงานใช้ 1-2 คนเป็นประจำมากกว่า ถ้าตรงนี้ชัด รถที่ใช่สำหรับคุณก็จะชัดเจนมากขึ้นตามว่าเป็นรุ่นไหน แบรนด์อะไร

To-Do-List-When-Buying-New-Car

3. เช็คลิสต์ศูนย์บริการใกล้บ้านว่ามีมั้ยด้วย

ข้อนี้คงต้องโฟกัสไปที่เรื่องของแบรนด์รถหรือยี่ห้อ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่บางทีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถคือการเลี้ยวเข้าศูนย์บริการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องศูนย์บริการเพื่อการตรวจเช็คสภาพหรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถจึงมีความสำคัญด้วยไม่น้อย เพราะบางทีคุณอาจได้รถที่ใช่ตรงใจออกมาแล้ว แต่ติดที่แบรนด์รถนั้น ๆ มีศูนย์บริการอยู่ไกลบ้านเกินไปก็อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปเป็นรถตัวเลือกที่ 2-3 ได้ด้วยเหมือนกัน

4. เช็คลิสต์ “ฟีล” การใช้งานจริงเมื่อทดลองขับ

อีกขั้นตอนสำคัญของการซื้อรถใหม่ ป้ายแดง ราคาถูก และให้ถูกจริตคุณมากที่สุดจะต้อง “ทดลองขับ” ทดลองการใช้งานเหมือนใช้รถจริง การขับขี่เป็นอย่างไรเมื่อนำรถไปใช้จริง อัตราเร่งโอเคมั้ย ห้องโดยสารกว้างพอสำหรับคุณหรือเปล่า การทดลองขับนี้จะช่วยตอบทุกคำถามให้คุณได้หมดในนี้

5. เช็คลิสต์เงินดาวน์ที่มีและยอดค่างวดที่ไหวไม่หนักเกินไป

ซื้อรถป้ายแดงถ้าไม่มีโปรเร้าใจอะไรให้ตื่นตา อย่างดาวน์ 0% ก็จะต้องมีเรื่องเงินดาวน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคุณต้องมีเตรียมไว้ 15%-30% หรือมากกว่านั้นของราคารถ คุณมีอยู่เท่าไร เตรียมไว้แค่ไหน อย่าลืมว่า! ยิ่งดาวน์มากค่างวดผ่อนก็จะยิ่งถูกลง ระยะเวลาในการผ่อนก็สั้นลง เช่นเดียวกันกับยอดค่างวดที่ผ่อนไหวคุณก็ต้องรู้ประมาณตัวเองได้ด้วยว่าต้องไม่หนักอึ้งจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าอีหรอบประมาณว่ามีรถใหม่ป้ายแดงขับ แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับแย่ลงกว่าเดิมได้เพราะเอาเงินไปผ่อนค่ารถหมดนั่นเอง

To-Do-List-When-Buying-New-Car

6. เช็คลิสต์เอกสารซื้อรถ มีอะไรบ้างที่คุณต้องเตรียม

สมมติว่าเมื่อได้ออกมาแล้วสำหรับรถคันที่ตรงใจคุณมากที่สุด จะไปซื้อละก็ต้องมีการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไปด้วย เช็คลิสต์ให้ดีเตรียมให้พร้อม และต่อไปนี้คือเอกสารซื้อรถที่คุณจะต้องใช้เมื่อซื้อรถป้ายแดง มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือสลิปเงินเดือน
  • สเตทเมนต์เงินเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

7. เช็คลิสต์เตรียมค่าประกันภัยรถยนต์เอาไว้ด้วย

ซื้อรถป้ายแดง รถยนต์ จากศูนย์ใหม่ ๆ เขาจะบังคับให้ทำประกันกับทางศูนย์ซึ่งคุณอาจเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้ในปีแรก และในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องมีเตรียมไว้ด้วยในกระเป๋า ราคาของประกันก็จะอยู่ประมาณ 10,000-30,000 บาท/ปี โดยเฉลี่ย คุณต้องมีเตรียมไว้ในกระเป๋าด้วยเพิ่มเติมจากเงินดาวน์

ข่าวดีก็คือถ้าใช้รถเข้าปีที่สองแล้ว คุณก็สามารถ เลือกประกันรถยนต์ ได้ด้วยตัวเองเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณได้มากขึ้น แนะนำ! เลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ จาก Roojai.com ที่มีให้เลือกเยอะกว่า ปรับแต่งแผนกรมธรรม์เองได้ตามที่คุณใช้งานจริง ที่สำคัญยังผ่อนได้นานสูงสุดถึง 10 งวด สบาย ๆ ไม่บล็อกวงเงิน ผ่อนผ่านบัตรเดบิตก็ได้อีกด้วย ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องง่ายมากกว่าเดิมที่ต้องจ่ายตู้ม! เดียวเป็นหลักหมื่น

ซื้อรถใหม่ ป้ายแดง “ให้คุ้มกว่า” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงทำเช็คลิสต์ตามที่เรานำมาฝากนี้ คุณก็จะได้รถที่ตอบโจทย์ตรงใจมากกว่าแค่รถใหม่ธรรมดาคันหนึ่งแล้ว ก่อนเลือกซื้อรถ ลองนำไปใช้กันดูกับสิ่งที่ต้องทำ รับประกันว่ารถคันใหม่ที่คุณขับนี้จะคุ้มค่า ไม่มีคำว่า “คิดผิด” เข้ามารบกวนใจอย่างแน่นอน

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ขับรถบ่อย ๆ นั่งอยู่หลังพวงมาลัยวันละหลาย ๆ ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่ารถติดในคืนวันศุกร์แห่งชาติ หรือเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด หากคุณไม่ได้ปรับท่านั่งในการขับรถให้ดี ระวังจะมีปัญหาปวดหลัง ปวดเอวเมื่อเดินทางถึงที่หมาย ซ้ำร้ายกว่านั้น หากต้องขับรถในท่าทางที่ไม่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลให้ปวดหลังเรื้อรัง อีกทั้งอาจทำให้ขับรถไม่ปลอดภัยอีกด้วย เราจึงได้รวบรวมเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีท่าทางในการขับรถที่ถูกต้องเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยเช่นกัน

Prevent-Back-Pain-While-Driving

มานั่งขับรถให้ถูกวิธีกันดีกว่า Roojai.com จะพาทุกคนไปดูวิธีปรับท่านั่งบนรถให้ถูกวิธี หนีอาการปวดหลังเมื่อต้องอยู่บนรถนาน ๆ วิธีการจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลย

ขับรถไม่ให้ปวดหลัง เรื่องง่าย ๆ แค่ปรับเบาะกับท่าทาง

คนขับรถหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าการขับรถให้สบายนั้น ควรจะปรับเอนหลังเบาะลงไปเยอะหน่อย แล้วนั่งพิงหลังไป วางแขนวางเท้าให้สบาย จะทำให้สามารถขับรถได้ผ่อนคลายและร่างกายไม่เมื่อยล้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการปรับเบาะไม่ให้ปวดหลัง เพราะการขับรถนั้น ร่างกายหลาย ๆ ส่วนต้องทำงานให้สอดคล้องกัน เพื่อควบคุมรถของคุณให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างปลอดภัย ใช้สายตาในการมองจ้องไปบนท้องถนนตลอดเวลา แขนทั้งสองข้างถือพวงมาลัย เตรียมเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เปลี่ยนเกียร์ และต้องใช้เท้าในการเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก เพื่อขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า

ซึ่งถ้าคุณปรับเบาะเอนหลังต่ำจนเกินไป การมองเห็นของคุณก็จะทำได้ไม่ดี เหลือพื้นที่กระจกให้คุณสามารถมองเห็นได้น้อยลง จะมองกระจกข้างทีก็ต้องยกตัวขึ้นมา ชะโงกหน้า เอี้ยวตัวหลายครั้งกว่าจะเห็นจนชัด ต้องเอื้อมมือหรือยืดแขนมาบังคับพวงมาลัย ซึ่งส่งผลให้ต้องเกร็งแขนยกไหล่ตลอดเวลาที่ขับรถ เท้าเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกไม่ถนัด เพราะถอยเบาะไกลจากคันเร่งเกินไป ทำให้ต้องเกร็งขาเอาไว้ตลอดเวลาที่ขับรถ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในการขับรถอีกด้วย เพราะท่าทางที่ไม่ถูกต้องส่งผลให้บังคับรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ดังนั้น การปรับเบาะ ปรับท่าทางในการขับรถของคุณให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการเกร็งส่วนต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองของร่างกายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ช่วยให้มองเห็นถนนได้ดียิ่งขึ้น ลดการเอี้ยว การเอื้อม เพื่อมองกระจกข้าง กระจกหลังให้เห็นได้ชัดเจน โดยมีเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้

  1. ปรับพนักพิงเอนหลังเล็กน้อยก็พอ

สำหรับองศาของพนักพิงเอนหลังจะอยู่ที่ประมาณ 110 องศา ซึ่งจะไม่ใช่การเอนเบาะลงไปมาก ๆ อย่างที่คุณเข้าใจว่าจะทำให้เกิดความสบาย แต่การปรับเบาะตามคำแนะนำนี้ จะช่วยให้คุณมีระยะในการมองเห็น หรือได้ทัศนวิสัยข้างหน้าสมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดการชะเง้อ เบี่ยงตัว หันซ้าย หันขวา รวมทั้งไม่ต้องเอื้อมไปจับพวงมาลัยให้หัวไหล่ถูกใช้งานหนักตลอดเวลาด้วย

  1. ปรับเบาะนั่งขับรถ ให้ห่างแบบพอดี

การเลื่อนเบาะออกไปห่างจนเกินไป ส่งผลให้คุณจับพวงมาลัย และเหยียบคันเร่งได้ไม่ถนัด ซึ่งอาจจส่งผลให้เหยียบเบรกได้ไม่สุด หรือตอบสนองได้ไม่ดีเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น การเลื่อนเบาะให้อยู่ในระยะที่พอดี สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้แบบเต็ม ๆ เท้า หัวเข่างอเล็กน้อย ช่วงแขนถึงพวงมาลัยอยู่ในระยะที่จับพวงมาลัยได้ถนัด สามารถบังคับทิศทางได้ง่าย จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้สบายมากขึ้น โดยที่คงความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้

Prevent-Back-Pain-While-Driving

  1. ปรับความสูงเบาะรถยนต์ ให้สอดคล้องกับความสูงคุณ

รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นเบาะไฟฟ้าจะสามารถปรับความสูงของเบาะนั่งขึ้นลงได้ด้วย ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนตัวเล็ก ก็ควรยกเบาะให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้มองเห็นถนนได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เห็นพื้นที่ตรงคอนโซลเยอะจนเกินไป สำหรับคนตัวสูงก็ควรปรับเบาะลงมาให้ต่ำ โดยระยะห่างที่แนะนำระหว่างศีรษะถึงหลังคาจะอยู่ที่หนึ่งกำปั้น ซึ่งคุณสามารถเช็คได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองว่าปรับความสูงเบาะได้ระดับที่เหมาะสมหรือยัง

  1. ปรับพวงมาลัย ระยะห่างพวงมาลัยให้เหมาะสม

เช่นเดียวกันกับเรื่องการปรับเบาะที่นั่ง พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นใหม่  ๆ สามารถปรับระดับได้ทั้งดึงเข้า ดึงออก และสูงขึ้นหรือต่ำลง คุณจึงหาระยะที่เหมาะสมที่จะทำให้คุณสามารถบังคับพวงมาลัยได้ถนัดมากที่สุด ไม่ต้องเกร็งร่างกายเมื่อต้องขับรถเป็นเวลานาน ๆ

  1. จับพวงมาลัยให้ถูกวิธีก็สำคัญ

อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการจับพวงมาลัยให้ถูกต้อง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมรถยนต์ ซึ่งจะต้องอยู่ในมือของคุณตลอดการขับขี่ การจับพวงมาลัยหลวมหรือแน่นเกินไป นอกจากจะทำให้เมื่อยแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยให้ดีได้เท่าที่ควร ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง มือของคุณจะต้องอยู่ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถหมุนพวงมาลัยได้ถนัดและไม่หลุดมือนั่นเอง

  1. ปรับหัวเบาะให้รองรับคอให้พอดี

การขับขี่ทางไกล หรือการขับรถที่ใช้เวลานาน ควรปรับหัวเบาะของพนักพิงให้รองรับกับช่วงศีรษะและลำคอของคุณด้วย เพราะนอกจากจะทำให้คุณได้ใช้โอกาสพิงเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่คอของคุณแล้ว ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เจ้าเบาะนี้จะทำหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชน ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นกับคอหรือศีรษะของคุณได้ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

  1. ปรับกระจกมองข้างให้เป็นมุมกว้าง

การขับรถที่ดีต้องมีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่สมบูรณ์ด้วย การปรับกระจกมองข้างจึงควรปรับให้เห็นเป็นมุมกว้าง เห็นรถคันอื่นชัด ๆ เห็นพื้นที่ถนนเยอะ ๆ มากกว่าที่จะเห็นตัวรถของคุณเป็นหลัก โดยให้กระจกข้างตั้งฉากกับตัวรถของคุณ จะได้เห็นสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน

  1. ปรับกระจกหลัง ให้เห็นรถหลังที่ขับตามมา

ซึ่งควรปรับแบบตรง ๆ ให้เห็นถนนด้านหลังทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมองกระจกหลังได้ง่ายขึ้น ร่างกายไม่ต้องยืดขึ้นยืดลง เอี้ยวไปเอี้ยวมา เพื่อทำให้เห็นรถข้างหลังได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ที่ทำได้ง่ายและมอบความปลอดภัยในการขับรถให้คุณด้วย

เมื่อปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้องตามหลักสรีระแล้ว การขับรถทางไกล หรือผจญรถติดในเมืองก็ไม่ใช่ปัญหา นอกจากจะช่วยให้ขับรถได้สบายมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้คุณได้ด้วย โดยเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลังที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้ ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้ง่าย ๆ และได้ผลดีมากมายเกินกว่าที่คิดไว้อย่างแน่นอน ในเมื่อปรับท่าทางให้ถูกต้องได้แล้ว คุณจะสังเกตเห็นได้เลยว่าอาการล้า ปวดหลังหายไป สามารถขับรถได้สบายมากขึ้นกว่าที่เคย นอกจากนี้ต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อช่วยปกป้องคุณจากสิ่งไม่คาดฝันบนท้องถนนด้วย

ที่ Roojai.com เราให้บริการประกันรถออนไลน์ ช่วยคุ้มครองคุณและรถยนต์ของคุณจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เข้ามาเช็คราคาด้วยตัวคุณเองได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเราออนไลน์ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพียงกรอกข้อมูลของรถและคนขับ ภายในไม่กี่นาที คุณก็จะได้แผนประกันภัยที่คุณต้องการ และยังปรับแผนได้เองตามที่ต้องการอีกด้วย ระบบจะแจ้งเบี้ยประกันให้คุณทราบพร้อมรายละเอียดความคุ้มครองทั้งหมด บริการรู้ใจกว่า ประหยัดกว่า…

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถ add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8

Howto-Clean-Headlights

สำหรับปัญหาไฟหน้ารถเหลือง ถือเป็นเรื่องกวนใจของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานาน มักจะเจอปัญหาไฟหน้ารถมีสีหม่นๆ หรือสีเหลือง ดังนั้น คนรักรถอย่างเราที่ดูแลรักษารถมาเป็นอย่างดี ลองมาหาวิธีขัดไฟหน้ารถให้ใสเหมือนใหม่กันเถอะ รับรองว่าหลังจากใช้วิธีนี้แล้ว ไฟหน้ารถของคุณก็จะกลับมาใสเหมือนเดิม แถมไม่ต้องเปลืองเงินขัดไฟหน้ารถด้วย

Howto-Clean-Headlights

1. ใช้ยาสีฟันมาเป็นตัวช่วย

รู้หรือไม่ว่า? นอกจากยาสีฟันจะช่วยทำให้ฟันขาวสะอาดแล้ว ยาสีฟันยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยขจัดคราบเหลืองบนไฟหน้ารถอีกด้วย แต่แนะนำให้ใช้เป็นยาสีฟันแบบครีม เน้นฟลูออไรด์ หรือสูตรฟันขาวจะช่วยขจัดไฟเหลืองหน้ารถได้ดี เพียงคุณทำตามวิธีดังนี้

  • ล้างไฟหน้ารถให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า
  • เช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง
  • จากนั้นบีบยาสีฟันยี่ห้ออะไรก็ได้
  • ใช้ผ้าหรือโฟมถูบริเวณที่มีคราบเหลืองเกาะติด ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
  • ล้างน้ำเปล่าให้สะอาดก็เป็นอันเรียบร้อย

2. ขัดไฟหน้ารถด้วยสเตคลีน

ต่อด้วยสเตคลีน ครีมสำหรับทำความสะอาดเครื่องหนังแ และพลาสติกที่หาได้ง่าย มีชาวเน็ตหลายคนบอกว่าสเตคลีนสามารถขัดไฟหน้ารถเหลืองให้ขาวสะอาดได้ เพียงทำตามขั้นตอนง่ายๆ ได้แก่

  • นำสเตคลีนทาบริเวณไฟหน้ารถที่มีคราบเหลือง
  • จากนั้นให้ใช้ผ้าสะอาดขัดออก ทิ้งพักไว้ 2 นาที
  • หลังจากนั้นคราบเหลืองก็จะหายไป

หากคราบเหลืองยังไม่หาย ก็สามารถทาสเตคลีนซ้ำอีก แล้วขัดวนไปจนกว่าไฟหน้ารถจะกลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง เห็นไม่ล่ะว่าง่ายนิดเดียว อีกทั้งยังช่วยให้รถดูเงางามด้วย

Howto-Clean-Headlights

3. ขัดไฟหน้ารถด้วยน้ำยาขัดโคมไฟ

เริ่มต้นด้วยวิธีแรกสำหรับ “น้ำยาขัดโคมไฟ” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพียงลงทุนซื้อยาขัดโคมไฟหน้ารถมา ก็สามารถนำมาขัดไฟหน้ารถได้แล้วครับ ซึ่งให้เตรียมอุปกรณ์แค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ น้ำยาขัดโคมไฟ และผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์สัก 2-3 ผืน ให้เราลองทำตามวิธีดังนี้

  • ล้างไฟหน้ารถให้สะอาดก่อน
  • นำผ้าไมโคไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์มาเช็ดให้แห้ง
  • เทน้ำยาขัดโคมไฟลงผ้าไมโคไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์
  • ขัดไฟหน้ารถเหลืองให้ทั่วบริเวณ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที
  • ให้นำผ้าสะอาดมาเช็ดคราบน้ำยาขัดโคมไฟให้ออกก็เรียบร้อย

ทั้งหมดนี้ก็คือ วิธีขจัดไฟหน้ารถเหลืองให้กลับมาขาวใหม่อีกครั้ง ซึ่งเราสามารถหาอุปกรณ์ง่ายๆ ได้ตามท้องตลาด แล้วใช้ตามคำแนะนำที่บอกข้างต้นได้เลย เพียงเท่านี้ไฟหน้ารถของคุณก็จะวิบวับเหมือนเดิม แถมยังช่วยเซฟค่าใช้จ่ายของคุณอีกด้วย เอาเป็นเราลองมาทำกันดูนะครับ ง่ายนิดเดียว!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

Howto-Prevent-Car-Theft

กว่าจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องดูแลรถยนต์อย่างใส่ใจ เพื่อให้รถมีสภาพที่ดี พร้อมใช้งาน และอยู่กับเราไปนาน ๆ

ไม่เพียงแค่เรื่องของอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายให้กับรถยนต์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่อง “รถยนต์หาย” ที่จะสร้างปัญหาและผลกระทบทางการเงินให้ไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้เลย

เคล็ดลับการดูแลรถยนต์ เพื่อป้องกันรถหาย

Howto-Prevent-Car-Theft

จอดรถยนต์ในพื้นที่สว่าง มองเห็นง่าย

เมื่อคุณต้องจอดรถยนต์ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อย่างเช่นห้างสรรพสินค้า หรือลานจอดรถสาธารณะ แนะนำให้เลือกจอดในพื้นที่ที่มีแสงสว่างส่องทั่วบริเวณ และผู้คนที่สัญจรไปมาสามารถมองเห็นได้ง่าย ไม่อยู่ในที่ลับตาคน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เหล่ามิจฉาชีพใช้ความมืดในการแอบขโมยรถหรืองัดรถของคุณ

ลำดับถัดมาก็คือ เมื่อมีแสงสว่างแล้ว ก็ควรมีกล้องวงจรปิดที่จับภาพบริเวณลานจอดรถเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยในการสอดส่องดูแล หากเกิดเหตุใดๆ ขึ้นมาจริง ๆ จะได้ใช้ภาพที่ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวงจรปิดมาใช้เป็นหลักฐานในการจับตัวคนร้ายได้

อย่าลืมล็อกรถให้เรียบร้อย

เป็นวิธีป้องกันรถยนต์หายแบบง่ายๆ ที่ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองเลย กับการล็อกรถยนต์ ซึ่งเป็นด่านแรกในการป้องกัน หากเจ้าของรถยนต์ไม่รอบคอบ แล้วเผลอจอดรถทิ้งไว้โดยไม่ได้ล็อกให้เรียบร้อย ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เหล่ามิจฉาชีพดีๆ นี่เอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนเดินออกจากตัวรถยนต์ก็คือการเช็กให้เรียบร้อยว่าได้ทำการล็อกรถยนต์แน่นสนิทแล้ว

โดยคุณสามารถซื้อที่ล็อกพวงมาลัยรถยนต์มาใช้เพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงในการลักลอบขับรถยนต์ออกไป ต่อให้เหล่ามิจฉาชีพจะสะเดาะกลอนประตูเข้ามาในรถของเราได้ แต่ก็ไม่สามารถขับออกไปได้ และอาจจะเสียเวลากับการปลดล็อกกลอนพวงมาลัยเป็นเวลานาน ซึ่งในขณะนั้นก็จะมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติได้ก่อน

ใช้ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์

ลองใช้เทคโนโลยีมาช่วยก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ว่าก็คือ Engine Immobilizer System ที่จะคอยตรวจสอบในตอนที่เราเสียบกุญแจรถเพื่อสตาร์ทรถ โดยทั้งลูกกุญแจและแม่กุญแจจะทำการส่งสัญญาณสื่อสารโค้ดเฉพาะ หากว่าการเข้ารหัสมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ระบบจะตัดสัญญาณการสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที จึงไม่สามารถสตาร์ทรถยนต์ได้อีก วิธีนี้เหมาะกับรถยนต์ที่ขับมือเดียว มีกุญแจชุดเดียว เพราะกุญแจปั๊มจะไม่สามารถนำมาใช้เข้ารหัสกับระบบป้องกันนี้ได้

Howto-Prevent-Car-Theft

เช็กการทำงานของสัญญาณกันขโมยเสมอ

หากว่ากันตามความเป็นจริง สัญญาณกันขโมยในรถยนต์นั้นอาจเป็นระบบที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มที่เท่าใดนัก เราจะรู้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับรถยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้เกิดนัก แล้วถ้าการทำงานของสัญญาณกันขโมยผิดปกติล่ะ เราจะรู้ได้อย่างไร?

ดังนั้น การเช็กการทำงานของสัญญาณกันขโมยรถยนต์จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก จึงไม่อยากให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกคนมองข้ามไป เราจึงควรตรวจสอบให้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบการทำงานของมันยังคงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้เสมอ จะได้อุ่นใจมากขึ้นด้วย

เลือกความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์

การทำประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุมกรณีที่รถยนต์หาย เป็นการวางแผนเพื่อรองรับความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง เพราะถ้าเกิดรถหายขึ้นมาจริง ๆ คุณสามารถแจ้งกับทางบริษัทประกันภัย เพื่อให้ทางประกันฯ มาตรวจสอบสถานที่ วันเวลาที่รถหาย และช่วยดำเนินการเรื่องการเคลมประกันและจ่ายเงินค่าชดเชยกับบริษัทประกันภัยตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งนี้ ความคุ้มครองจากประกันรถยนต์ยังช่วยดูแลในกรณีอื่น ๆ ที่รถยนต์ได้รับความเสียหายอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับในการดูแลป้องกันไม่ให้รถยนต์หาย ที่ rabbit finance นำมาแบ่งปันเหล่าคนรักรถทุกท่าน เพราะรถยนต์เป็นสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่มีราคาสูง จึงอยากให้ทุกคนรักษาให้ดี เพื่อให้รถยนต์คันโปรดอยู่กับคุณไปนานๆ

3-Reason-Testdrive-Car-Before-Buy

ทุกวันนี้ การจะตัดสินใจจองรถ หรือซื้อรถใช้สักคันนั้น มันช่างง่ายเสียยิ่งกระไร ยิ่งเดี๋ยวนี้บรรดาค่ายรถใหม่หลายค่าย เปิดให้บริการจองรถออนไลน์ได้แค่คลิก หรือบางทีคุณอาจมีความชอบ ความในใจกับรถรุ่นนี้อยู่แล้วว่า อย่างไรฉันก็จะต้องเป็นเจ้าของมันให้ได้ ก็ตัดสินใจซื้อเลยทันที! โดยไม่ได้ลองขับหรือสัมผัสอะไรทั้งสิ้น

แต่บางคนก็คิดแล้วคิดอีก จะซื้อรถรุ่นไหน แบบไหน ให้เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด …

อย่าลืมว่า… การทดลองขับ เป็นหัวใจสำคัญในการเลือกซื้อรถเลยทีเดียว รถบางคัน อาจสวยถูกใจ แต่ขับแล้ว ใช้งานไม่ถนัดเลยก็มี แล้วก็มาบ่นว่ารถคันนี้ ไม่ดีอย่างนู้น อย่างนี้

เรามาดูกันว่า 3 เหตุผล ที่คุณต้องทดลองขับรถก่อนซื้อ ไม่ว่ารถป้ายแดง หรือรถมือสอง! จะมีอะไรบ้าง…

3-Reason-Testdrive-Car-Before-Buy

1. รถที่คนส่วนใหญ่ชอบ เราขับแล้วอาจไม่ชอบก็ได้

หลายคนอาจเคยดูรีวิว จากสารพัดช่องใน Youtube หรือรีวิวรถยนต์ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือแม้แต่ฟังจากเพื่อนฝูงที่ซื้อรถรุ่นนั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าคุณดูจากรีวิว แทบจะร้อยทั้งร้อย ต่างบอกแต่ข้อดีของรถรุ่นนั้นๆ ทั้งนั้น จนคุณดูแล้วเคลิ้ม อยากได้เลยล่ะ แต่เมื่อซื้อไปแล้ว ใช้งานไม่ถูกใจ หรือรถเกิดปัญหาบ่อย แทบอยากจะกลับไปด่าคนรีวิวเลยก็มี

เป็นปกติของรถยนต์ คือ ไม่มีรถรุ่นใดๆ ในโลกนี้ ที่จะ Perfect ดีพร้อมไปหมดทุกด้าน หรือแย่ไปหมดทุกด้านเช่นกัน

การเลือกรถยนต์ จะรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ต้องใช้องค์ประกอบในหลายๆ ด้าน (พูดง่ายๆ คือทำการบ้านมาก่อน) ทั้ง งบประมาณที่มี แบรนด์ รุ่น ขนาด ลักษณะการใช้งาน หรือสมรรถนะ รวมถึงบริการหลังการขาย ซึ่งหลายคนถ้างบไม่พอถึงในการเล่นรถป้ายแดง ก็อาจจะซื้อเป็นรถมือสองก็ได้

ขั้นตอนต่อมาคือการทดลองขับ ดูว่าถูกใจเราไหม ในด้านอัตราเร่ง สมรรถนะ การเร่งแซง เข้าโค้ง การเกาะถนน ความแม่นยำของพวงมาลัย เบรก ท่านั่ง มุมมองตัวรถเมื่อนั่งจากที่คนขับ เสียงภายในห้องโดยสาร ดูว่าถูกใจเราหรือไม่ ออพชั่นต่างๆ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทดลองใช้ดูแล้ว เราพอใจหรือไม่

3-Reason-Testdrive-Car-Before-Buy

2. บริการหลังการขาย

รถที่น่าใช้ คือ รถที่ซื้อมาแล้ว ต้องมีศูนย์บริการ ให้บริการหลังการขายที่ดี ครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถวางใจใช้งานรถไปได้ 5 – 10 ปี หรือนานกว่านั้นได้ รวมไปถึงราคาอะไหล่ที่เหมาะสม คุณภาพอะไหล่ต้องใช้งานได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคา ที่เราจะฝากความไว้วางใจได้ ไม่ใช่ซื้อรถมาใช้แล้ว กลับเป็นทุกข์แทน หรือเจอศูนย์บริการแย่ๆ ซ่อมรถรออะไหล่นาน หรือมีรายจ่ายงอกมากกว่าเดิม

ในปัจจุบัน รถยนต์ที่ผลิตในไทย คุณภาพและอุปกรณ์มาตรฐาน ผมถือได้ว่าเทียบเท่ากับมาตรฐานสากล หรือรถที่ขายในทั่วโลกแล้ว แต่ในบางยี่ห้อ ตัวแบรนด์อาจจะยังมีน่าเชื่อถือน้อยก็มี หรือซื้อแล้ว อาจมีปัญหาเฉพาะจุด เฉพาะรุ่น ต้องแก้ปัญหากันไม่จบ จนต้องเคลมกับผู้แทนจำหน่ายอยู่เรื่อยๆ จนต้องลอยแพปิดบริษัท เลิกให้ Service ไปเลยก็มี

3-Reason-Testdrive-Car-Before-Buy

3. เข้ากลุ่มผู้ใช้รถ รุ่นที่คุณสนใจ

ในปัจจุบัน ตั้งแต่สังคมอินเตอร์เนตถือกำเนิดขึ้น ย้อนไปสัก 10 กว่าปีก่อน กลุ่มเว็บบอร์ดคลับรถแต่ละรุ่น เกิดขึ้นกันเพียบ จนปัจจุบันโยกย้ายกันมาอยู่ในสังคมโซเชียลมีเดียเพียบ นี่ล่ะถือเป็นเสียง User Voice ชั้นดีเลย

ซึ่งคุณอาจจะหาข้อมูล แบบ Real ได้ด้วยการเป็นสมาชิกในกลุ่ม Facebook รถรุ่นที่คุณสนใจ เพราะ User Voice มักจะมีพูดถึงทั้งข้อดี และข้อเสียของรถรุ่นนั้นๆ หรือปรึกษาอาการของรถรุ่นนั้นๆ และแหล่งหาอะไหล่แท้ อะไหล่เทียบ อะไหล่เทียม กันอย่างสม่ำเสมอ

รถค่ายใหญ่ๆ บางค่ายที่เราคิดว่ามาตรฐานสูงส่ง แต่ก็ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความบกพร่องของตัวรถ และการรับประกันหลังการขายให้กับลูกค้าอยู่สารพัด ดังนั้น การตัดสินใจเลือกว่าจะซื้อรถใหม่ของยี่ห้อไหน ก็สำคัญเช่นกัน

ถ้าใครมีโอกาสจะได้เปลี่ยนรถใหม่ ซื้อรถใหม่ ก็อยากบอกให้ไปหาโอกาสทดลองขับดู หลายๆ รุ่นกันนะครับ ว่ารุ่นไหนบ้างที่จะเหมาะกับคุณ …

3-Reason-Testdrive-Car-Before-Buy

ไหนๆ จะไปดู ไปซื้อรถใหม่ ทดลองขับรถใหม่ ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ เราพร้อมรับซื้อรถของคุณ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Fanpage CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก:

  • Motor Expo

Drive-Safely-In-Flooding

ในช่วงนี้มีหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโนอึล ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดภัยน้ำท่วม มีน้ำท่วมสูง และเกิดน้ำท่วมขัง ต้องขับรถลุยน้ำท่วมตามที่เห็นในภาพข่าวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างจังหวัด พายุถาโถมจนหลายเมือง หลายตำบลจมน้ำไปเรียบร้อยแล้ว ถึงขนาดต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปส่งถุงยังชีพกัน เพราะว่าประชาชนติดอยู่ในบ้านไม่สามารถออกไปไหนได้

Drive-Safely-In-Flooding

ส่วนทางฝั่งคนกรุงเทพที่อยากจะร่วมด้วยช่วยกันเที่ยวเมืองไทย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้หายซบเซาจากพิษของโควิด 19 หากจะเดินทางไปพื้นที่ต่างจังหวัดในช่วงเวลานี้ ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารดีๆ ว่าพื้นที่ไหนที่ฝนตกหนักน้ำท่วมสูงมาก “รอระบาย” ก็ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะในตอนขับหรือหลังขับรถลุยน้ำท่วมแล้ว สามารถสร้างความเสียหายให้กับรถอันเป็นที่รักของคุณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้ำเข้าห้องเครื่องหรือห้องโดยสารแล้วละก็ ไม่แคล้วต้องเสียเงินซ่อมกันเป็นเรื่องใหญ่ได้

Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูวิธี “เอาตัวรอด” ให้กับรถของคุณเมื่อต้องเจอเส้นทางที่เปรียบเสมือนทะเลแบบนี้ จะต้องทำอย่างไร เพื่อให้รถของคุณขับผ่านน้ำท่วมได้โดยที่ไม่มีความเสียหายตามมา ตามไปดูกันเลย

ขับรถลุยน้ำท่วม ว่าแย่แล้ว ลุยฝนไปด้วย เครียดกว่าเดิมอีกสองเท่า

ช่วงนี้เราเข้าสู่หน้าฝนกันแบบเต็มตัวแล้ว ไม่ว่าจะเจอน้ำท่วมหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แน่ๆ ก็คือสายฝนโปรยปราย ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้ตกหนักมาก คุณก็ยังสามารถขับรถไปได้แบบชิลล์ๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเจอกับสายฝนโปรยปรายตกกระหน่ำเม็ดใหญ่ ๆ เปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์แรงสุดแล้วยังแทบไม่เห็นทาง วิสัยทัศน์ในการมองเห็นจะลดลงเป็นอย่างมาก แบบนี้ขับไปเครียดไปแน่นอน อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงมากที่ฝนตกหนักลักษณะนี้ จะทำให้คุณเจอกับน้ำท่วมด้วย เพราะน้ำมักจะระบายออกไปได้ไม่ทัน จนสุดท้ายถนนทุกสายกลายเป็นทะเลกรุงเทพดี ๆ นี่เอง

การขับรถภายใต้การมองเห็นที่จำกัด วิสัยทัศน์ไม่ดี จำเป็นต้องใช้สมาธิในการเพ่งท้องถนนเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าหากเจอน้ำท่วมซ้ำอีกด้วยแล้วล่ะก็ สามารถทำให้เครียดได้เลยทีเดียว เพราะมองทางก็ไม่เห็น จะขับต่อก็กลัว แต่จะหยุดรถกลางทางก็ไม่ได้ ดังนั้นคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ พยายามอย่าขับรถฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำไปไหนถ้าไม่จำเป็น รอจนฝนซาสักนิดแล้วค่อยเริ่มออกรถจะปลอดภัยกว่า หรือหาปั๊มน้ำมันใกล้ๆ เข้าไปพักรถก่อน เพื่อรอเวลาขับต่อไปนั่นเอง

อย่าลืมประเมินสถานการณ์

ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คงต้อง “ลุยน้ำ” กันไป โดยสิ่งที่คุณควรเตรียมตัว เริ่มจากขั้นตอนการประเมินสถานการณ์ก่อนเลย ซึ่งถ้าหากว่าน้ำสูงเกินที่จะลุยไปได้ ยังไงก็ต้องจอดรอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือ ประเมินความสูงของน้ำ และ ประเมินความเตี้ยของรถคุณ

ต้องเข้าใจก่อนว่ารถคันอื่นวิ่งได้ไม่ได้หมายความว่ารถคุณจะวิ่งได้ด้วย สำหรับรถที่ได้เปรียบมากกว่าในการขับลุยน้ำท่วม ก็จะเป็นรถกระบะยกสูงหรือรถยนต์อเนกประสงค์ SUV หรือ PPV ต่างๆ โดยจะมีระดับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22 เซนติเมตร เปรียบเทียบกับรถเก๋งทั่วไป จะมีระดับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถอยู่ที่ประมาณ 14-15 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นนอกจากคาดการณ์ว่าน้ำท่วมขังสูงแค่ไหนได้แล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่ารถของคุณมีระดับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถอยู่ที่เท่าไหร่อีกด้วย

Drive-Safely-In-Flooding

ขับรถลุยน้ำท่วม อย่างไรให้ปลอดภัยกับรถของคุณ

สำหรับระดับความสูงของน้ำท่วม ที่สามารถขับขี่และปลอดภัยอย่างแน่นอนก็คือ น้ำท่วมยังไม่ถึงใต้ท้องรถ หรือ ยังไม่ถึงขอบประตูรถ โดยข้อควรปฏิบัติให้รถลุยน้ำ ขับไปได้ มีดังนี้

  • ปิดแอร์

การเปิดแอร์เอาไว้จะทำให้พัดลมระบายความร้อนของหม้อน้ำทำงาน ซึ่งถ้าหากน้ำท่วมถึงพัดลมก็จะทำให้พัดลมตีน้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่องได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ดับ หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นอาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้ ดังนั้นเมื่อมีความจำเป็นต้องขับรถในขณะน้ำท่วมก็ควรปิดแอร์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในภายหลัง

  • ใช้เกียร์ต่ำ

การขับรถด้วยการใช้เกียร์ต่ำ เป็นสภาวะที่เครื่องยนต์ดับได้ยากที่สุด เนื่องจากใช้รอบเครื่องยนต์ 1,500-2,000 รอบ/นาที  โดยสำหรับรถธรรมาดาก็จะหมายถึงการใช้เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้น ส่วนรถเกียร์ออโต้ก็คือการขับด้วยเกียร์ L นั่นเอง

  • รักษาความเร็วคงที่

เมื่อใช้เกียร์ต่ำแล้วก็ควรรักษาความเร็วสม่ำเสมอด้วย ไม่เร่งเครื่องหรือเปลี่ยนความเร็วกะทันหัน เนื่องจากจะทำให้เกิดกระแสน้ำวิ่งไปกระทบกับฟุตพาท แล้วเกิดการตีกลับของกระแสน้ำเข้าสู่รถได้

  • ให้รถคันหน้านำทางให้

โดยการขับรถทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 50 เมตร เพื่อที่คุณจะได้เห็นว่ารถคันหน้าที่กำลังวิ่งบนเส้นทางเดียวกันกับคุณอยู่นั้น สามารถวิ่งได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ มีหลุมหรือสิ่งกีดขวางต่าง ๆ หรือเปล่า เพื่อที่คุณจะได้หลีกเลี่ยงได้ทันเวลานั่นเอง

  • หากเครื่องดับห้ามสตาร์ทเครื่องใหม่เด็ดขาด

กรณีเลวร้ายที่สุดก็คือ เมื่อตัดสินใจขับรถตอนน้ำท่วมไปแล้ว เกิดรถดับกลางทาง สิ่งที่คุณควรทำคือการเข็นรถเข้าข้างทาง โดยพยายามหาพื้นที่สูงเข้าไว้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้คลื่นน้ำที่เกิดจากรถยนต์คันอื่นไหลเข้าสู่รถของคุณ โดยคุณต้องไม่พยายามสตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงที่จะทำให้น้ำไหลเข้าสู่เครื่องยนต์และทำให้เกิดความเสียหาย

  • หลีกเลี่ยงการ ขับรถลุยน้ำท่วม ในพื้นที่ที่คุณไม่คุ้นเคย

กรณีที่เป็นการขับรถไปในพื้นที่คุ้นเคยหรือเส้นทางที่คุณใช้เป็นประจำ คุณจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ง่ายกว่า ว่าควรจะเสี่ยงขับรถลุยน้ำไปดีหรือไม่ เนื่องจากคุณจะรู้ว่าถนนเส้นนั้น ๆ เป็นเส้นที่น้ำท่วมขังเป็นระยะทางสั้นๆ หรือว่าท่วมยาวทั้งเส้นร่วมสิบกิโล รวมไปถึงการที่เคยเห็นสภาพถนนตอนที่น้ำไม่ท่วม ว่ามีตรงไหนต้องระวังหรือมีถนนช่วงไหนไม่ดี จะช่วยให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยกว่า

แต่ด้วยความจำเป็นที่ทำให้คุณต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แล้วยังต้องไปเสี่ยงกับการขับรถน้ำท่วมบนถนนที่คุณไม่คุ้นเคยมาก่อน คุณจะไม่รู้เลยว่ายิ่งขับไปน้ำจะยิ่งท่วมสูงขึ้นหรือว่าจะลดลงนั่นเอง รวมทั้งทางข้างหน้ามีการก่อสร้างทาง หรือถนนมีหลุมมีบ่ออย่างไรบ้าง คุณก็ไม่สามารถรู้ได้เลย ถ้าเป็นไปได้เราอยากแนะนำให้คุณแวะหลบฝนหลบน้ำที่ปั๊มน้ำมันก่อนจะปลอดภัยกว่า

Drive-Safely-In-Flooding

เมื่อผ่านพ้นเส้นทางลุยน้ำวิบากมาแล้วต้องทำอย่างไร

หลังจากที่คุณรอดจากสถานการณ์หลังขับรถลุยน้ำท่วม ก็อย่าเพิ่งรีบจอดรถลงไปหาซื้อของกินมาฉลอง เพราะว่ายังมีข้อควรปฏิบัติที่คุณควรรู้ หลังจากฝ่าน้ำท่วมมาได้ คือ

  • หลังจากที่เพิ่งขับพ้นช่วงถนนที่น้ำท่วมสูง ให้ขับต่อไปโดยใช้ความเร็วต่ำ และให้ทำการไล่น้ำออกจากคาลิเปอร์-ผ้าเบรก โดยการเหยียบเบรกเบาๆ ย้ำๆ ไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่ขับด้วยความเร็วต่ำอีกสักระยะ ซึ่งจะช่วยไล่น้ำและความชื้นจากเครื่องยนต์ได้
  • ไม่หยุดพักรถและดับเครื่องโดยทันทีหลังจากที่เพิ่งลุยน้ำท่วมมาเสร็จ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้น้ำที่ค้างอยู่ที่ท่อไอเสียย้อนกลับเข้าไปได้ รวมทั้งความชื้นที่ยังมีอยู่อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ด้วย ที่สำคัญอีกอย่างก็อย่าลืมเช็ครถหลังลุยน้ำท่วมด้วย ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

รถลุยน้ำได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นระดับน้ำสูง จะขับรถลุยน้ำ จำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างสูง เพื่อที่จะประคองรถให้ฝ่าน้ำท่วมไปได้อย่างปลอดภัยทั้งรถและคุณ อีกทั้งยังมีโอกาสที่คุณจะเจอทั้งสายฝนกระหน่ำและน้ำท่วมในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้คุณต้องใช้สมาธิจดจ่อในการขับรถมากกว่าเดิม การรู้เท่าทันและการเตรียมตัวที่ดี จะช่วยให้คุณสามารถประคับประคองสถานการณ์ หรือขับรถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ง่ายยิ่งขึ้น ง่ายเหมือนซื้อประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ ที่ Roojai.com ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ มาพร้อมตัวเลือกที่หลากหลาย สามารถปรับแต่งแผนกรมธรรม์ได้ด้วยตัวคุณเอง เลือกความคุ้มครองที่ตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด ที่สำคัญผ่อนสบายๆ ผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิตได้นานสูงสุดถึง 10 งวด คลิกเช็คราคาออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. เลย

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

“ฝากระโปรงรถ” สิ่งนี้ ผู้ใช้รถหลายคนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่จุดนี้ นับว่าเป็นหัวใจของรถยนต์เลยก็ว่าได้ ทั้งในการตรวจสอบระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ น้ำมันคลัทช์ น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง ชุดกรองอากาศ หัวเทียน ช่วงล่างคู่หน้า หรือหม้อต้มแก๊ส รวมไปถึงการเติมน้ำยาหม้อน้ำ หรือเติมน้ำฉีดกระปุกปัดน้ำฝน เป็นต้น ที่ปกติเราต้องตรวจสอบอยู่สม่ำเสมออยู่แล้ว เพื่อให้รถพร้อมใช้งาน

และหลายคนที่เดินทางไกล ออกต่างจังหวัดบ่อยๆ อาจจะเจอรถจอดเปิดฝากระโปรงหน้าทิ้งไว้ตามปั้มน้ำมัน เพื่อระบายความร้อน แต่จริงๆ แล้ว การเปิดฝากระโปรงหลังดับเครื่องยนต์ มันจำเป็นหรือไม่?

MR.CARRO มี 3 ข้อดี ของการเปิดฝากระโปรงหน้ารถ มาให้ได้อ่านและลองทำดูกันครับ รับรองได้ประโยชน์

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

1. ช่วยระบายความร้อน

แม้ว่าเครื่องยนต์โดยปกติแล้ว จะมีน้ำช่วยระบายความร้อน และมีอากาศไหลเวียนตลอดเวลาในการขับรถก็ตาม ซึ่งยิ่งขับรถเร็วเท่าไหร่ การระบายความร้อนในห้องเครื่องยนต์ ก็ยิ่งดีเท่านั้น

แต่การเปิดฝากระโปรงหน้ารถนั้น จะช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น ในกรณีที่รถเก่า ระบบระบายความร้อนไม่ดี หรือพัดลมหม้อน้ำไม่ดี เป็นต้น เนื่องจากความร้อนมักจะขึ้นสู่ที่สูง

และยิ่งในรถที่ติดแก๊ส LPG ที่ปกติแล้ว จะร้อนมากกว่าเครื่องยนต์ที่น้ำมันอย่างเดียว การเปิดฝากระโปรงรถเมื่อดับเครื่องแล้ว จะช่วยยืดอายุการใช้งานชิ้นส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

2. ยืดอายุชิ้นส่วนยาง และพลาสติก

ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ เช่น สายไฟ เทปพันสายไฟ โอริง หรือซีลยางต่างๆ แม้ว่าจะผลิตมาให้ทนกับความร้อนก็จริง แต่ต้องเจอกับความร้อนภายในเครื่องยนต์ตลอด ยิ่งบ้านเราเป็นเมืองร้อนแล้ว ชิ้นส่วนที่เป็นยาง พลาสติก หรือสายไฟ มักจะกรอบแตกหมดสภาพไว

การเปิดฝากระโปรงเพื่อระบายความร้อน ก็จะช่วยให้ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น รวมถึงช่วยยืดอายุฉนวนกันความร้อนใต้ฝากระโปรงได้อีกด้วย

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

3. ตรวจดูสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา

บางทีภายในห้องเครื่องยนต์ของเรา อาจจะเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดีของแขกไม่ได้รับเชิญอย่าง หนู แมว แมลงสาบ หรือ งู ก็เป็นได้ เพราะมีซอกมุมที่สามารถซ่อนได้ การเปิดฝากระโปรงหน้ารถ ยังได้ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมไปในตัว

สำหรับรถที่ใช้งานในเมือง ซึ่งจอดติดมากกว่าวิ่ง ทำให้การระบายความร้อนในเครื่องยนต์อาจไม่ดีนักในรถยนต์เก่าๆ เมื่อกลับถึงบ้านดับเครื่องยนต์แล้ว ก็อย่าลืมเปิดฝากระโปรงรถระบายความร้อน เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานของรถคุณยังไงล่ะครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่มาใช้เร็วๆ นี้ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Tiresbid-Howto-Recap-Tires

สวัสดีครับ วันนี้คิมไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ มีเพื่อนๆหลายคนถามคิมว่าถ้าเราปะยางแล้ว ยางรถของเราจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100% เหมือนเดิมไหม คิมต้องบอกว่าถ้าเราปะยางอย่างถูกวิธีการใช้งานจะกลับมา 100% แน่นอนครับ แต่ว่าก็มีหลายๆกรณีโดยคิมจะจำแนกไว้ตามนี้เลยครับ

เรามาจำแนกก่อนเลยครับ ว่าบริเวณไหนที่เราสามารถปะซ่อมได้ และปะซ่อมไม่ได้ บริเวณที่ปะซ่อมยางได้จะเป็นบริเวณหน้ายางครับบริเวณที่แข็งแรงที่สุดโดยเป็นบริเวณที่มีเข็มขัดรัดหน้ายางครับ ส่วนบริเวณที่ปะซ่อมได้แต่ปะซ่อมได้ยากก็จะเป็นบริเวณไหล่ยางที่เป็นส่วนลอยต่อระหว่างหน้ายางกับแก้มยาง ซึ่งบริเวณนี้ถ้าแผ่นปะสามารถติดได้เต็มแผ่นโดยไม่ไปแปะบริเวณที่ติดกับแก้มยางนั้นก็ยังสามารถปะได้อยู่ครับ เพราะบริเวณนี้ยังมีการขยับตัวที่เยอะและไม่มีโครงสร้างรองรับให้มีความแข็งแรงเหมือนเดิม และบริเวณที่ปะซ่อมไม่ได้แน่นอนก็คือบริเวณแก้มยางครับผม

ซึ่งเหตุผลที่ไม่สามารถปะซ่อมได้ ก็เพราะว่าบริเวณแก้มยางนั้นไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรงประกอบ กับมีการยืดหดตัวตลอดเวลา ทำให้การปะนั้นจะปะไม่อยู่ และจะส่งผลให้แผลรั่วหรือรอยบาดนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ครับ

เรามาจำแนกต่อว่าวิธีการปะในบ้านเราปัจจุบันมีการซ่อมกี่แบบ ถ้าเพื่อนๆรู้จักกันก็จะมี 4 แบบหลักๆ แทงใยไหม ปะสตรีมร้อน ปะสตรีมเย็น ปะดอกเห็ด ซึ่งการปะแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อไม่ดีแตกต่างกันไป เดี๋ยวคิมไทร์บิดจะอธิบายเป็นแต่ละอย่างเลยว่าข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไรบ้าง

Howto-Recap-Tires

แทงใยไหมเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดครับ ไม่ต้องยางออกจากล้อแค่เอาใยไหมเสียบลงไปบริเวณที่รั่วแล้วปล่อยคาไว้ถือว่าจบ ข้อดี ก็คือรวดเร็ว ใช้ได้สำหรับรูรั่วเล็กๆ ข้อเสียคือ มีโอกาสเสี่ยงที่ปะไม่อยู่บ่อย มีโอกาสทำให้แผลหรือรูรั่วมีรูที่ใหญ่ขึ้น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับชั่วคราวเท่านั้น

Howto-Recap-Tires

ปะสตรีมร้อนเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในบ้านเราครับ ไปร้านไหนๆก็จะปะสตรีมร้อนให้เพราะว่าเป็นวิธีที่ปะได้อยู่ที่สุดเพราะการปะสตรีมร้อนจะทำให้ยางที่นำไปปะกับเนื้อยางเก่าติดกันแน่นที่สุด แต่ไม่ถึงกับเป็นยางชิ้นเดียวกันนะครับ แต่ข้อเสียก็ยังมีอยู่ครับเพราะว่ากรณีที่ปะสตรีมร้อนจะทำให้ยางบริเวณนั้นอาจมีโอกาสเสียหายได้หรือทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มสมรรถนะ 100% ครับ

Howto-Recap-Tires

ปะสตรีมเย็น จะมีสองรูปแบบโดยเป็นการใช้แค่แผ่นปะกับการใช้วัสดุที่ชื่อว่าดอกเห็ด (การแปะแบบ PRP) ซึ่งการปะสตรีมเย็นในแบบแผ่นปะนั่นดีในแง่ของทำให้โครงยางไม่เสียครับ แต่ว่ารูด้านนอกที่ไม่ได้ปะนั่นเป็นข้อเสียของการเฉพาะแผ่นปะด้านในเพราะความชื้นจะเข้าไปในรูดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้โครงยางนั้นเกิดสนิมและอาจทำให้ยางบวมได้ ส่วนการปะแบบดอกเห็ดหรือ PRP นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะว่าทำให้โครงยางนั่นไม่เสียหายและยังมีเดือยที่มาปิดบริเวณรูรั่วซึ่งทำให้ไม่มีความชื้นเข้าในโครงยางไม่ส่งผลเสียต่อยาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางนั้นกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100%

เพราะฉะนั้น บริเวณที่สามารถปะได้ กับ การปะที่ดีที่สุดนั่นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ยางนั้นกลับมาใช้งานได้ 100% เหมือนเดิมครับ ปะยางบริเวณหน้ายาง และ ปะแบบดอกเห็ดนั้นยางกลับมาได้ 100% ประยางบริเวณไหล่ยางและปะแบบดอกเห็ดยางอาจกลับมาใช้ได้ 50-80% (ขึ้นอยู่กับความใกล้ของแก้มยาง หรือถ้าไม่อยากจะเปลี่ยนยางใหม่แล้วนำไปปะสตรีมร้อนอาจจะเป็นวิธีที่สุดที่ให้ยางใช้ได้ต่อแต่ว่าอาจมีโอกาสเสี่ยงในการที่ปะไม่อยู่หรือว่ายางบวมได้)

แถมให้อีกนิดครับสำหรับยางรันแฟลตนั้น จะสามารถปะซ่อมได้ครั้งเดียวเพราะว่ายางประเภทรันแฟลตนี้ นั้นต้องการความแข็งแรงของโครงยางมากที่สุด ถ้ามีการปะซ่อมบ่อยๆ โอกาสทำให้โครงยางรันแฟลตนั้นไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งหากเกิดการยางระเบิดหรือรั่วโครงยางรันแฟลตอาจจะใช้งานไม่ได้ก็อาจเป็นได้ แต่ถ้าเป็นยางธรรมดาก็ไม่ควรปะซ่อมเกิน 3 แผล และเป็นแผลที่ต้องไปใกล้กัน

แถมสุดท้าย จริงๆแล้วรูรั่วนั้นก็มีผลต่อการใช้งาน ถ้ารูรั่วใหญ่เกินกว่า 6 มม. ก็จะส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงยาง และ ถ้าใหญ่กว่ากว่า 1 เซนติเมตรก็ไม่แนะนำให้ปะซ่อม (ถึงแม้ปะซ่อมได้แต่ก็อาจทำให้ยางไม่แข็งแรงเหมือนเดิมมีโอกาสยางเสียหายได้ง่ายกว่าปกติ) เพราะก่อนที่จะปะซ่อมเราต้องประเมินก่อนว่ารูรั่วของเราเป็นไซส์ขนาดความกว้างเท่าไหร่ครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องยางหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องยางติดต่อเลย Line Official : @tiresbid และสามารถอ่านบทความรู้ไทร์บิดได้ที่ www.tiresbid.com หรือโทรเลย 090-986-8762 วันนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆ มากครับ

Fix-Problem-Broken-Tire

ใครๆ ก็ไม่อยากได้ประสบการณ์ที่ขับรถแล้วยางแตก แน่ๆ เพราะอาจทำให้เกิดเหตุที่ร้ายแรงจนถึงกับชีวิตได้ แบบนี้เราจะรู้ได้ยังไง ว่ายางรถของเรากำลังจะแตก มาเช็กกันดีกว่า

Fix-Problem-Broken-Tire

ทำยังไง? ถ้ารถยางแตก

โดยปกติ ก่อนที่จะเกิดเหตุยางระเบิดนั้น มักจะมีสัญญาณเตือนก่อนเสมอ ลองสังเกตดูว่า ขณะขับรถอยู่นั้น รถเกิดอาการสั่นสะเทือน หรือพวงมาลัยมีอาการสั่นผิดปกติหรือไม่ การบังคับรถยากขึ้นไหม?

โดยเฉพาะขณะเลี้ยวรถ หรือขับเข้าโค้ง ทั้ง ๆ ที่รถไม่ได้มีปัญหาเรื่องถ่วงล้อ และศูนย์ล้อหน้าก็ปกติดี ไม่มีส่วนใดของรถที่ได้รับความเสียหาย เพราะอาการเช่นนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ยางรถของคุณเริ่มบวมและพร้อมที่จะระเบิดแล้ว

ถ้าตอนนี้ รถของคุณมีลักษณะดังกล่าว เราแนะนำให้รีบตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ทันที

หรือถ้าจู่ ๆ รถยางเกิดระเบิดระหว่างที่ขับขี่ รถจะเริ่มแฉลบสะบัดไปมา ซึ่งทำให้ควบคุมรถได้ยาก ให้คุณใจเย็น รีบเรียกสติ มือสองข้าง จับพวงมาลัยให้มั่น เพื่อประคองรถไว้ ไม่ให้รถส่ายไปชนรถ หรือสิ่งของรอบข้าง

จากนั้นถอนคันเร่งออก และแตะเบรกเบาๆ (ห้ามแตะแรง) ให้รถค่อยๆ ลดความเร็วลง เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อขอทาง และพยายามประคองรถให้จอดในที่ที่ปลอดภัย

โดยสิ่งที่คุณห้ามทำเลย เมื่อยางแตก คือ ห้ามใช้เบรกมือ เพราะจะทำให้รถหมุนคว้าง หรือถ้ารถเป็นเกียร์ธรรมดา อย่าเพิ่งใช้คลัชจนกว่ารถจะใกล้จอดแล้ว

Fix-Problem-Broken-Tire

แล้ว ยางแตก เกิดจากอะไรได้บ้าง?

  • ยางรถยนต์หมดอายุการใช้งาน ลักษณะแก้มยางจะมีรอยแตก บวม ฉีกขาด หรือดอกยางหมดสภาพ
  • บรรทุกของหนักเกินกำหนด ทำให้ยางแบกรับภาระมากเกินไป
  • ขับรถใช้ความเร็วเกินกว่าที่ยางรถยนต์กำหนดไว้
  • ยางรถยนต์ร้อนจัดจากการเบรก และอาจทำให้ยางรถยนต์เกิดไฟไหม้ได้
  • สูบลมยางไม่ถูกต้อง เช่น เปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ แต่ยังใช้จุกเติมลมอันเก่า, เติมลมยางรถยนต์อ่อนเกินไป หรือเติมมากเกินไป
  • ขับรถเจอหลุมบ่อบนถนนบ่อย ทำให้ยางเสี่ยงแตกง่ายขึ้น
  • ใช้ยางรถยนต์ไม่ถูกขนาด เช่น นำยางรถเก๋งมาใส่รถปิคอัพ เป็นต้น

Fix-Problem-Broken-Tire

ทำยังไง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ยางแตกอีก?

ยางรถยนต์ระเบิด ขณะใช้งานนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการเลือกยางที่ไม่เหมาะสมกับรถยนต์นั่นเอง ดังนั้น การเลือกยางรถให้เหมาะจึงสำคัญไม่แพ้กัน และเราสามารถเลือกได้ โดยใช้เทคนิคเหล่านี้

  • เลือกขนาดยาง และกระทะล้อ ให้ถูกต้องตรงตามที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนด
  • เลือกยางที่รหัสความเร็ว และน้ำหนักบรรทุก เหมาะสมกับรถของคุณ
  • การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ควรตั้งศูนย์ล้อทั้ง 4 ล้อทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง
  • ควรเปลี่ยนยางโดยช่างผู้มีความชำนาญ และอุปกรณ์ที่มีความพร้อม
  • เติมลมยางให้พอเหมาะ ไม่แข็งเกินไป หรืออ่อนเกินไป
  • ตรวจสภาพยางสม่ำเสมอ พร้อมๆ กับการหมั่นตรวจสภาพรถยนต์

Fix-Problem-Broken-Tire

เพราะทุกอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ อย่าลืมตั้งสติให้มั่น และที่สำคัญอย่าลืม เช็กประกันรถยนต์ ก่อนการใช้งานรถยนต์ทุกครั้ง วิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหนทาง ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น พร้อมกันนี้ ตัวคุณเองก็ไม่ควรละเลยที่จะตรวจสภาพรถยนต์บ่อยๆ ด้วย

หากคุณกำลังมองหาประกันภัยรถยนต์ rabbit finance โบรกเกอร์ประกันภัย ที่มีประกันรถยนต์หลากหลายรูปแบบและราคา ให้คุณได้เลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ พร้อมเบี้ยประกันที่คุ้มค่า และบริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ออนไลน์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณ ให้การใส่ใจรถยนต์เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น

1 2 3 7