ค้นหาบทความ

Category : ซื้อ-ขายรถมือสอง

Carro-Toyota-Hiace-Commuter-Secondhand-Price

ประเมินราคารถมือสอง Toyota Hiace / Commuter ทุกรุ่น ทุกแบบ เรารวบรวมมาไว้ให้คุณดูที่นี่!

รถตู้รุ่นถือได้ว่า ขายดีและขายได้มากที่สุดของ Toyota นั่นคือ … Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) ที่ได้รับความนิยม นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1967 ถึงปัจจุบันก็ 52 ปีพอดี ผ่านการขายมาแล้วถึง 5 เจเนอเรชั่น และยังเป็นที่นิยมของรถตู้ในบ้านเราอีกด้วย

สำหรับรถตู้ Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) จัดได้ว่าเป็นรถตู้ยอดนิยมในตลาดอันดับ 1 ก็ว่าได้ มีทั้งรถตู้ขนของ รถตู้รับจ้าง รถตู้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร ซึ่งทนทาน ซ่อมง่าย ศูนย์บริการเพียบ อะไหล่มีพร้อมทั้งของแท้ ของเทียบ ของเทียม ของเก่า ไม่ต้องห่วง

ที่นี่เรามาดูกันครับว่า ประเมินราคารถมือสอง (ประจำปี 2562) Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) ทาง Carro ขอประเมินราคาเฉพาะรุ่น “หัวจรวด” และรุ่นปัจจุบัน ที่ทาง Toyota เริ่มต้นขายรุ่นนี้มาตั้งแต่ปี 2532 – 2547 และ 2547 – ปัจจุบัน นะครับ ไปเช็คราคากันได้เลยครับ!

Toyota Hiace โฉมปี 1989-2004

Toyota-Hiace

รุ่นปี 1989-1993

  • ตู้เบนซิน 2.0 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 50,000 – 80,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 2.4 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 50,000 – 80,000 บาท
  • Hiace ตู้ Hi-Roof ดีเซล 2.4 ราคามือสองโดยประมาณ 50,000 – 90,000 บาท

Toyota-Hiace

รุ่นปี 1993-1996

  • ตู้เบนซิน 2.0 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 70,000 – 130,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 2.4 ช่วงสั้น / ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 70,000 – 130,000 บาท
  • Commuter ตู้ดีเซล 2.4 ช่วงยาว หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 90,000 – 150,000 บาท

Toyota-Hiace

รุ่นปี 1997-2000

  • ตู้เบนซิน 2.4 ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 90,000 – 180,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงยาว / ช่วงยาว GL ราคามือสองโดยประมาณ 90,000 – 180,000 บาท
  • Commuter ตู้ดีเซล 3.0 มาตรฐาน / หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 150,000 – 230,000 บาท
  • Super Wagon ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงสั้น ราคามือสองโดยประมาณ 110,000 – 160,000 บาท
  • Super Custom ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ 110,000 – 160,000 บาท

Toyota-Hiace

รุ่นปี 2001-2004

  • ตู้เบนซิน 2.4 ช่วงยาว ราคามือสองโดยประมาณ -150,000 – 250,000 บาท
  • ตู้ดีเซล 3.0 ช่วงยาว / ช่วงยาว GL ราคามือสองโดยประมาณ -150,000 – 250,000 บาท
  • Commuter ตู้ดีเซล 3.0 มาตรฐาน / หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 200,000 – 310,000 บาท
  • Super Wagon ตู้เบนซิน 2.5 ราคามือสองโดยประมาณ 130,000 – 180,000 บาท
  • Grand Wagon ตู้เบนซิน 2.5 ราคามือสองโดยประมาณ 130,000 – 190,000 บาท

Toyota Hiace / Commuter โฉมปี 2004-ปัจจุบัน

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2004-2006 (Hiace / Commuter ประกอบในญี่ปุ่น)

  • ดีเซล 2.5 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 300,000 – 400,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 Eco ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 500,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 GL ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 500,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 2.5 หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 330,000 – 650,000 บาท

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2006-2011 (Hiace ประกอบในมาเลเซีย)

  • ดีเซล 2.5 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 500,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 Eco ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 600,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 GL ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 600,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 2.5 หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 840,000 บาท
  • Ventury เบนซิน 2.7 V / G ราคามือสองโดยประมาณ 500,000 – 630,000 บาท
  • Ventury Majesty เบนซิน 2.7 ราคามือสองโดยประมาณ 590,000 – 730,000 บาท

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2012-2015 (Commuter ประกอบในไทย)

  • ดีเซล 2.5 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 700,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 Eco ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 700,000 บาท
  • ดีเซล 2.5 GL ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 700,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 3.0 หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 570,000 – 1,180,000 บาท
  • Ventury เบนซิน 2.7 V / G ราคามือสองโดยประมาณ 660,000 – 1,140,000 บาท

Toyota-Commuter

รุ่นปี 2015-ปัจจุบัน

  • ดีเซล 3.0 Eco ตู้ทึบ ราคามือสองโดยประมาณ 680,000 – 780,000 บาท
  • Commuter ดีเซล 3.0 M/T – A/T หลังคาสูง ราคามือสองโดยประมาณ 850,000 – 1,100,000 บาท
  • Ventury เบนซิน 2.7 G – ดีเซล 3.0 V / G ราคามือสองโดยประมาณ 860,000 – 1,300,000 บาท

หมายเหตุ:

ราคานี้ เป็นราคาต่ำสุด – สุดสุด โดยประมาณ ซึ่งตามหลักแล้ว ราคาประเมินอาจจะต่ำกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ ก็ได้ ซึ่งแตกต่างไปตามคุณลักษณะของสภาพรถ ปีที่ออกรถ ปีที่จดทะเบียน หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มี รวมไปถึงพื้นที่ในการขายรถของแต่ละภาค และรุ่นย่อยในแต่ละรุ่น ซึ่งมีผลต่อค่าเฉลี่ยของราคารถมือสอง

ใครที่กำลังอยากได้รถตู้ Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) หรือ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) รุ่นไหนอยู่ในใจ ลองติดต่อสอบถามกับทาง Carro ได้ครับ หรือคำนวณงบประมาณที่ตัวเองมี คำนวณเงินผ่อนและอัตราดอกเบี้ย ก่อนซื้อนะครับ จะได้ขับรถใช้งานได้อย่างมีความสุข และไม่กระทบเรื่องเงินในกระเป๋าตังค์ …

ขายรถ Carro

ก่อนลงขายรถ เตรียมตัวง่ายๆ ด้วยวิธีการเหล่านี้

ขายรถ Carro

1. ล้างรถ

คุณควรทำให้สภาพรถดูดี และสมบูรณ์ เพราะผู้ซื้อรถมือสองทุกคนก็อยากได้รถที่มีสภาพใหม่ เป็นรถที่สภาพพร้อมใช้งาน ดังนั้นคุณก็ควรที่จะนำไปตรวจสภาพตัวรถทั้งภายนอกภายใน ส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องยนต์ รวมไปถึงเปลี่ยนถ่ายของเหลวต่างๆ อีกทั้งทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในรถ ให้ดูสะอาด แค่นี้รถคุณก็จะเป็นที่น่าสนใจมากแล้วค่ะ

2. เช็กราคา

ก่อนที่คุณจะลงขายรถ ควรเช็กราคากลางของรถเสียก่อน โดยเช็กจากเว็บไซต์ขายรถยนต์มือสองเช่น เว็บ Carro เพื่อเปรียบเทียบกับรถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน ของคันอื่นๆ ว่าตั้งราคาไว้กันประมาณเท่าไหร่ หรืออาจใช้วิธีเอารถเข้าไปเต็นท์รถเพื่อตีราคา (ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินกับค่าประเมินราคารถ สามารถส่งรูปรถมาให้ Carro ตีราคาก่อนได้ Free!) ซึ่งถ้าเป็นรถตลาด สภาพดี และเป็นสีที่ได้รับความนิยม เช่น สีชาว สีบรอนซ์ สีทอง ใช้เวลาไม่นาน ก็ขายได้แน่นอน

การตั้งราคาโดยประมาณ ซึ่งตามหลักแล้ว ราคาที่ตั้งไว้อาจจะมีต่ำกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ก็ได้ ราคามือสองจะแตกต่างไปตามคุณลักษณะของสภาพรถ ปีที่ออกรถ ปีที่จดทะเบียน หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มี รวมไปถึงพื้นที่ในการขายรถของแต่ละภาค และรุ่นย่อยในแต่ละรุ่น ซึ่งมีผลต่อค่าเฉลี่ยของราคารถมือสอง

และจะมีค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ ที่ลดลงทุกปีตามอายุของรถ โดยราคาตกลงมาสุดเลยจริงๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1-3 หมื่นบาท/คัน (ยกเว้นประเภทรถรุ่นหายากๆ หรือรถที่นิยมเล่นกันเฉพาะกลุ่ม ราคาอาจจะคงที่ต่อเนื่องหลายปี ถึงราคาตกแต่ไม่ตกมากนัก เป็นต้น)

3. ข้อมูลรถ

คุณควรจะบอกตามสภาพรถจริง ว่าตรงไหนดี ตรงไหนชำรุด มีชนมาบ้างหรือไม่ วิ่งมามากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ผู้ซื้อจะได้สบายใจในระดับนึง และที่สำคัญเลยข้อมูลของรถ เช่น ยี่ห้อ รุ่นย่อย ปี และรถยังติดไฟแนนซ์อยู่ไหม? ติดอยู่เท่าไร พอผู้ซื้อถามจะได้ตอบได้ถูกต้องอย่างครบถ้วนค่ะ ทำให้การดำเนินการซื้อขายรถเป็นไปอย่างรวดเร็ว (ถ้าคุณไม่ทราบว่ารถของคุณเป็นรุ่นย่อย หรือปีอะไร สามารถดูในเล่มทะเบียนค่ะ)

 

พรบ., เอกสารประกันภัยรถยนต์,ภาษีรถยนต์ประจำปี

4. เอกสาร

คุณควรเตรียมเอกสารสำคัญเพื่อให้กับผู้ซื้อได้มั่นใจว่าเป็นรถถูกกฎหมาย เช่น มีเล่มทะเบียนที่ถูกต้อง (ถ้ากรณียังผ่อนไม่หมดสามารถใช้สำเนาเล่มทะเบียนแทนได้ค่ะ) พรบ., เอกสารประกันภัยรถยนต์,ภาษีรถยนต์ประจำปี แต่ถ้าภาษีรถขาด ก็ควรบอกให้ผู้ซื้อได้รับรู้  (ถ้าขาดต่อเกิน 3 ปี คาร์โร มีวิธีมาแนะนำ คลิก)

ซึ่งเอกสารของคุณที่ต้องเตรียมไป ได้แก่

  • สำเนาบัตรป.ช.ช ที่ยังไม่หมดอายุ (เพื่อจะได้โอนรถไปยังเจ้าของใหม่ได้)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน และสุดท้าย ต้องมีเอกสารการโอนรถให้ผู้ซื้ออย่างถูกต้อง (ซึ่งถ้าเป็นส่วนนี้ Carro จะเตรียมพร้อมให้กับผู้ลงขายรถทุกท่านค่ะ)

ขายรถ Carro

5. ถ่ายรูป

เมื่อคุณทำความสะอาดรถเรียบร้อย และเคลียร์ของที่ไม่จำเป็นออกนอกรถ ก็เตรียมหามุมสวยๆ ถ่ายรูปรถ เพราะรูปภาพที่ได้องค์ประกอบดี มุมต่างๆ ดูสมส่วนและสวยงาม ย่อมทำให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ใครถ่ายรูปไม่สวยอาจกังวล ไปดูวิธีง่ายๆ ถ่ายรูปรถให้สวย คลิก > https://goo.gl/rQkFYJ

ถ้าทำครบกันแล้ว อย่าลืม มาลงขายรถแบบด่วนๆ ได้ที่ Carro นะคะ สามารถไปกรอกรายละเอียดรถใน Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Fanpage “Carro Thailand” ค่ะ

Carro-Honda-City-Secondhand-Price

ประเมินราคารถมือสอง Honda City ทุกรุ่น ทุกแบบ เรารวบรวมมาไว้ให้คุณดูที่นี่!

รถยนต์นั่งในรูปแบบ Sub-Compact ยอดนิยมที่สุดอีกรุ่นหนึ่งของ Honda นั่นคือ … Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) ที่ได้รับความนิยม นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2539 ถึงปัจจุบันก็ 22 ปีพอดี ผ่านการขายมาแล้วถึง 4 เจเนอเรชั่น เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ยอดขายนั้นมีมากมายขนาดไหน

แถมยังเป็นรถที่คนเล่นรถมือสอง นิยมซื้อมาใช้ในหลากหลายภารกิจ ตั้งแต่ใช้งานในเมือง ขับรถไปส่งลูก ส่งของ ทำธุระ หรือจะได้ขับออกต่างจังหวัดก็ได้ เป็นรถที่จัดว่าขับสนุก ช่วงล่างใช้ได้ ศูนย์บริการเพียบ อะไหล่มีพร้อมทั้งของแท้ ของเทียบ ของเทียม ของเก่า ไม่ต้องห่วง

ที่นี่เรามาดูกันครับว่า ประเมินราคารถมือสอง Honda City (ประจำปี 2562) ตอนนี้ อยู่ในตลาดที่ประมาณเท่าใดบ้าง? ไปเช็คราคากันได้เลยครับ

Honda City โฉมปี 1996-2002

Honda-City-Gen-1

รุ่นเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร ปี 1996-1999 (นับรวม City S ที่ออกมาในปี 1997 ด้วย)

  • 1.3 Li / LXi / EXi ราคามือสองโดยประมาณ 35,000 – 70,000 บาท

เพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ในปี 1997

รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทุกรุ่นย่อย ปรับเป็นรุ่น “Limited” (เพิ่มกุญแจรีโมท / พนักเท้าแขน / ไฟเบรกดวงที่ 3 / แผ่นรองป้ายทะเบียนโครเมียม / คิ้วบันไดสแตนเลส) ในปี 1998

  • 1.5 LXi / EXi / EXi Airbag / LXi-S / EXi-S ราคามือสองโดยประมาณ 40,000 – 75,000 บาท
  • 1.5 R ใส่ชุดแต่งทั้งคัน (ปี 1997) ไม่พบการซื้อ-ขาย รุ่นนี้ ในท้องตลาด

ปี 1999 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เป็น “City Type Z” + เครื่องยนต์ VTEC LEV

  • 1.5 Li / EXi MT – AT / VTi MT – AT / 1.5 VTi AT (AS = ABS / Airbag) ราคามือสองโดยประมาณ 65,000 – 110,000 บาท
  • รุ่น Millennium (ปี 2000) ราคามือสองโดยประมาณ 65,000 – 110,000 บาท
  • 1.5 LXi (ปี 2001) ราคามือสองโดยประมาณ 65,000 – 90,000 บาท
  • รุ่น Smart เพิ่มเครื่องเสียงชุดใหญ่จาก KENWOOD และสัญญาณกันขโมย (ปี 2001) 1.5 EXi MT – AT / VTi MT – AT / 1.5 VTi AT (AS = ABS / Airbag) ราคามือสองโดยประมาณ 65,000 – 110,000 บาท

Honda City โฉมปี 2002-2009

Honda-City-Gen-2

ปี 2002 เครื่องยนต์ i-DSi

  • 1.5 A MT / AT / (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 110,000 – 180,000 บาท
  • 1.5 S MT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 120,000 – 190,000 บาท
  • 1.5 E MT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 130,000 – 200,000 บาท

ปี 2004 เพิ่มเครื่องยนต์ VTEC

  • 1.5 A MT / AT / (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 130,000 – 190,000 บาท
  • 1.5 S MT / AT / (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 140,000 – 200,000 บาท
  • 1.5 E MT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 150,000 – 210,000 บาท
  • 1.5 E-V MT (AS) / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 150,000 – 210,000 บาท
  • 1.5 Sports E-V MT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 150,000 – 210,000 บาท

ปี 2005 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เป็น “City ZX”

  • 1.5 A (เครื่อง i-DSi) MT / AT ราคามือสองโดยประมาณ 145,000 – 250,000 บาท
  • 1.5 V MT / AT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 170,000 – 250,000 บาท
  • 1.5 SV MT / AT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 180,000 – 260,000 บาท
  • 1.5 EV AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 180,000 – 260,000 บาท
  • 1.5 LV (เบาะหนังแท้) AT (AS) (ปี 2006) ราคามือสองโดยประมาณ 180,000 – 260,000 บาท

Honda City โฉมปี 2009-2014

Honda-City-Gen-3

*รวมรุ่นปี 2011 เปิดตัวรุ่น Minorchange

  • 1.5 S MT / AT ราคามือสองโดยประมาณ 230,000 – 450,000 บาท
  • 1.5 V AT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 260,000 – 450,000 บาท
  • 1.5 SV AT (SRS) ราคามือสองโดยประมาณ 290,000 – 470,000 บาท
  • 1.5 V Society AT / AT (SRS) (ปี 2011) ราคามือสองโดยประมาณ 340,000 – 380,000 บาท
  • 1.5 V Modulo AT (ปี 2012) ราคามือสองโดยประมาณ 390,000 – 430,000 บาท
  • 1.5 V Wise Edition AT / AT (AS) ราคามือสองโดยประมาณ 300,000 – 380,000 บาท
  • 1.5 SV AT (VSA) (ปี 2013) ราคามือสองโดยประมาณ 425,000 – 460,000 บาท

ปี 2012 เปิดตัวรุ่น CNG

  • 1.5 S CNG AT ราคามือสองโดยประมาณ 295,000 – 400,000 บาท
  • 1.5 V CNG AT ราคามือสองโดยประมาณ 330,000 – 440,000 บาท

Honda City โฉมปี 2014-ปัจจุบัน

Honda-City-Gen-4

  • 1.5 S MT / AT ราคามือสองโดยประมาณ 340,000 – 500,000 บาท
  • 1.5 V CVT ราคามือสองโดยประมาณ 400,000 – 530,000 บาท
  • 1.5 V+ CVT ราคามือสองโดยประมาณ 420,000 – 550,000 บาท
  • 1.5 SV CVT ราคามือสองโดยประมาณ 460,000 – 599,000 บาท
  • 1.5 SV+ CVT ราคามือสองโดยประมาณ 480,000 – 600,000 บาท

ปี 2014 เปิดตัวรุ่น CNG

  • 1.5 S CNG AT ราคามือสองโดยประมาณ 420,000 – 470,000 บาท
  • 1.5 V CNG AT ราคามือสองโดยประมาณ 430,000 – 500,000 บาท

ปี 2017 เปิดตัวรุ่น Minorchange

  • 1.5 S MT / AT ราคามือสองโดยประมาณ 455,000 – 510,000 บาท
  • 1.5 V CVT ราคามือสองโดยประมาณ 500,000 – 520,000 บาท
  • 1.5 V+ CVT ราคามือสองโดยประมาณ 520,000 – 530,000 บาท
  • 1.5 SV CVT ราคามือสองโดยประมาณ 530,000 – 600,000 บาท
  • 1.5 SV+ CVT ราคามือสองโดยประมาณ 600,000 – 620,000 บาท

หมายเหตุ:

ราคานี้ เป็นราคาต่ำสุด – สุดสุด โดยประมาณ ซึ่งตามหลักแล้ว ราคาประเมินอาจจะต่ำกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ ก็ได้ ซึ่งแตกต่างไปตามคุณลักษณะของสภาพรถ ปีที่ออกรถ ปีที่จดทะเบียน หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มี รวมไปถึงพื้นที่ในการขายรถของแต่ละภาค และรุ่นย่อยในแต่ละรุ่น ซึ่งมีผลต่อค่าเฉลี่ยของราคารถมือสอง

ใครที่กำลังอยากได้ Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) รุ่นไหนอยู่ในใจ ลองคำนวณงบประมาณที่ตัวเองมี คำนวณเงินผ่อนและอัตราดอกเบี้ย ก่อนซื้อนะครับ จะได้ขับรถไปไหนมาไหน อย่างมีความสุข และไม่กระทบเรื่องเงินในกระเป๋าตังค์ …

Cover-Carro-Toyota-Fortuner-Secondhand-Price

ประเมินราคารถมือสอง Toyota Fortuner ทุกรุ่น ทุกแบบ เรารวบรวมมาไว้ให้คุณดูที่นี่!

รถยนต์อเนกประสงค์ที่ขายดีมากๆ อีกรุ่นหนึ่งของโตโยต้า นั่นคือ “Toyota Fortuner” ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2548 ของโครงการ IMV: Innovative International Multi-Purpose Vehicle ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้รถยนต์อย่างล้นหลาม ยอดจองมากมาย กลายเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ ประเภท PPV ในประเทศไทย และยังเป็นรถยอดฮิตในตลาดต่างประเทศ อีกด้วย

ย้อนไปเวลานั้น … หลายคนอาจจะซื้อรุ่นนี้ ในตอนที่ยังเป็นรถป้ายแดงไม่ไหว เนื่องจากมีราคาอยู่ที่ประมาณหนึ่งล้านบาทได้ ก็ต้องมามองหารถมือสองดู เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า และสามารถนำเงินไปต่อยอดทำธุรกิจ หรือจับจ่ายใช้สอยอย่างอื่นได้

ที่นี่เรามาดูกันครับว่า ประเมินราคารถมือสอง Toyota Fortuner (ประจำปี 2562) ตอนนี้ อยู่ในตลาดที่ประมาณเท่าใดบ้าง? ไปเช็คราคากันได้เลยครับ

Toyota Fortuner โฉมปี 2004 (ปลายปี) -2008

Toyota-Fortuner

  • 2.7 V 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 405,000 – 520,000 บาท
  • 3.0 V 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 385,000 – 670,000 บาท
  • 3.0 V 4WD Exclusive (ปี 2005-2006) ราคามือสองโดยประมาณ 550,000 – 620,000 บาท
  • 3.0 V 4WD Smart (ปี 2006-2007) ราคามือสองโดยประมาณ 540,000 – 650,000 บาท
  • 3.0 G 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 385,000 – 570,000 บาท

Toyota Fortuner โฉมปี 2008-2011

Toyota-Fortuner

  • 2.5 G 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 580,000 – 730,000 บาท
  • 2.7 V 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 495,000 – 780,000 บาท
  • 3.0 V 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 590,000 – 950,000 บาท
  • 3.0 G 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 600,000 – 800,000 บาท
  • 3.0 V 2WD Aperto (ปี 2009) ราคามือสองโดยประมาณ 680,000 – 750,000 บาท
  • 3.0 V 2WD Aperto II ปี 2010) ราคามือสองโดยประมาณ 750,000 – 850,000 บาท
  • 3.0 V 4WD TRD Sportivo I / II (ปี 2009-2010) ราคามือสองโดยประมาณ 625,000 – 800,000 บาท

Toyota Fortuner โฉมปี 2011-2015

Toyota-Fortuner

  • 2.5 G 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 640,000 – 850,000 บาท
  • 2.5 V 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 700,000 – 900,000 บาท
  • 2.7 V 2WD / 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 680,000 – 860,000 บาท
  • 3.0 V 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 760,000 – 1,120,000 บาท
  • 3.0 V 2WD 50 ปี โตโยต้า (ปี 2012) ราคามือสองโดยประมาณ 850,000 – 950,000 บาท
  • 3.0 G 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 780,000 – 1,050,000 บาท
  • 3.0 V 4WD TRD Sportivo (ปี 2012 – 2015) ราคามือสองโดยประมาณ 760,000 – 1,120,000 บาท

Toyota Fortuner โฉมปี 2015-2018

Toyota-Fortuner

  • 2.4 G MT 2WD ราคามือสองโดยประมาณ 1,000,000 – 1,120,000 บาท
  • 2.4 V 2WD ราคามือสองโดยประมาณ 1,050,000 – 1,350,000 บาท
  • 2.7 V 2WD ราคามือสองโดยประมาณ 1,230,000 – 1,360,000 บาท
  • 2.8 V 2WD ราคามือสองโดยประมาณ 1,350,000 – 1,490,000 บาท
  • 2.8 V 4WD ราคามือสองโดยประมาณ 1,140,000 – 1,530,000 บาท
  • 2.8 V 4WD TRD Sportivo ราคามือสองโดยประมาณ 1,380,000 – 1,560,000 บาท

หมายเหตุ:

ราคานี้ เป็นราคาต่ำสุด – สุดสุด โดยประมาณ ซึ่งตามหลักแล้ว ราคาประเมินอาจจะต่ำกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ ก็ได้ ซึ่งแตกต่างไปตามคุณลักษณะของสภาพรถ ปีที่ออกรถ ปีที่จดทะเบียน หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มี รวมไปถึงพื้นที่ในการขายรถของแต่ละภาค และรุ่นย่อยในแต่ละรุ่น ซึ่งมีผลต่อค่าเฉลี่ยของราคารถมือสอง

ถึงไม่มีเงินล้าน คุณก็เป็นเจ้าของ Toyota Fortuner ได้เช่นกัน ถึงจะเป็น Toyota Fortuner มือสองก็ตามที การได้เป็นเจ้าของรถยอดนิยม รถใช้งานได้ดี จ่ายถูกกว่าแต่ใช้งานได้คุ้มกว่าน่าจะเป็นความสุขของคนใช้รถ ที่สำคัญหากวันไหนคุณเบื่ออยากเปลี่ยนรถใหม่ รถ Toyota Fortuner มือสองของคุณ น่าจะซื้อง่ายขายคล่องเป็นที่ต้องการของตลาดรถยนต์มือสองแน่นอน

ลงขายรถ รถมือสอง

โพสต์ขายรถบ้าน รถมือสองออนไลน์ ฟรี !!

การใช้ชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน คงเรียกได้ว่าเป็นยุคที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตค่อยข้างมีอิทธิพลอย่างมาก โดยหลาย ๆ อย่างมักทำผ่านระบบออนไลน์เพื่อความสะดวก สบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือการสร้างรายได้ แม้กระทั่งการขายรถมือสองผ่านเว็ปไซต์ออนไลน์

ถ้าพูดถึงการขายรถมือสองผ่านระบบออนไลน์ หลายคนคงเลือกขายรถผ่านเว็บไซต์รถมือสองออนไลน์เจ้าดัง ๆ เพราะมีผู้คนมาเยี่ยมชมรถจำนวนมาก ทำให้โอกาสในการขายรถออกเร็ว ๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยที่ไม่ต้องไปฝากขายกับเต็นท์ให้เสียเวลา

ซึ่ง เว็บไซต์คาร์โร คือหนึ่งในเว็บไซต์รถมือสองคุณภาพในเมืองไทย โดยก่อนหน้านี้ระบบของเราประสบความสำเร็จอย่างมากมาแล้วจากประเทศสิงคโปร์ คุณจึงมั่นใจได้ว่าเว็บไซต์ขายรถมือสองของคาร์โร มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ระบบความปลอดภัยสูง จนเปรียบเสมือนเป็น Hero สำหรับเรื่องรถยนต์ของคุณ

ด้วยระบบที่ใช้งานง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำให้คุณสามารถโพสต์ลงขายรถได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วินาที หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อย ต่อจากนั้นรถของคุณจะขึ้นระบบในทันที อีกทั้งคุณสามารถมาแก้ไขข้อมูลรถได้ตลอดเวลา ที่สำคัญเว็บไซต์คาร์โรของเราให้ใช้บริการฟรี ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ อย่างแน่นอน และข้อดีของการโพสต์ขายรถมือสองออนไลน์ คือ คุณสามารถตั้งราคาขายตามที่ต้องการอีกด้วย

 

โดยขั้นตอนการโพสต์ขายรถออนไลน์ ง่าย ๆ ดังนี้

1 คลิก ลงขายออนไลน์

รถมือสอง

2 ลงทะเบียนครั้งแรกด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของคุณ หลังจากนั้นจะมี sms ส่งรหัสเพื่อความปลอดภัย เมื่อคุณได้รหัสแล้วให้กรอกลงไป เป็นการลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย ซึ่งหลังจากนี้คุณสามารถเข้าระบบได้ด้วยหมายเลขโทรศัพท์

รถมือสอง

3 กรอกข้อมูลการติดต่อที่สะดวกที่สุด

รถมือสอง

4 คลิกปุ่ม ลงขายรถ และกรอกข้อมูลรถทั้งหมด

รถมือสอง

5 อัพโหลดรูปภาพรถ ( ตัวอย่าง รูปที่ดีเพิ่มโอกาสในการขาย คือ รูปรถเฉียงหน้าซ้าย-ขวา, เฉียงหลังซ้าย-ขวา,แผงหน้าปัทม์ (dashboard+console), เบาะนั่งคู่หน้า-หลัง, เล่มทะเบียนหรือสำเนาเล่มทะเบียน , กุญแจ ฯลฯ )

รถมือสอง

6 เสร็จเรียบร้อย เหลือแค่รออนุมัติจากทาง คาร์โร  รถของคุณก็จะขึ้นระบบทันที ! ( ไม่ต้องกังวลว่าจะรออนุมัตินาน ทางเรามีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบตลอดเวลาทำการ )

รถมือสอง

7 หากคุณมีรถมือสองที่อยากจะขายอีก สามารถคลิก ลงขายรถเพิ่ม

รถมือสอง

ส่วนถ้าไม่แน่ใจว่าคุณต้องการจะขายราคาเท่าไหร่ หรืออยากทราบราคาตลาดรถขณะนั้น สามารถโทรมาสอบถามราคาได้ที่ 096-463-3298  ตลอดเวลาทำการ ชอบตรงนี้นะ อ่านแล้วน่าสนใจดี

สุดท้าย อีกหนึ่งเทคนิคที่ คาร์โร อยากจะฝากให้คุณลองทำตาม เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายรถให้ออกได้อย่างรวดเร็ว คุณต้องกรอกข้อมูลตามจริง ที่สำคัญกรอกให้ครบถ้วน และเพิ่มรายละเอียดเพื่อดึงดูดความสนใจให้คนที่เยี่ยมชมรถของคุณมีโอกาสตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น แต่ถ้าคุณรีบขายรถ อยากรู้ผลเร็ว ๆ คลิกที่นี้ > th.carro.co/sell-car/express

5-SUV-PPV-Secondhand-Cars

สำหรับใครหลายๆ คน ที่ตอนนี้ อาจจะมีครอบครัว หรือมีลูกอยู่แล้ว 1-2 คน แต่ชื่นชอบการท่องเที่ยว ชอบออกไปต่างจังหวัดในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือในช่วงเทศกาลหยุดยาวก็ตาม

Toyota-Sport-Rider-Turbo

รถที่เหมาะสมกับการใช้งานก็คงจะหนีไม่พ้น รถแนว “SUV” (Sport Utility Vehicle) และ “PPV” (รถกระบะดัดแปลง PPV – Pickup Passenger Vehicle ที่กรมสรรพสามิตบ้านเรา สร้างศัพท์บัญญัติขึ้นมารายเดียวในโลก เพื่อใช้เรียกจัดเก็บภาษีรถแนวนี้) ที่ให้ความอเนกประสงค์ สะดวกสบาย ปรับรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย และใช้งานในเมืองก็ลงตัว

หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสองซักคัน ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือ ไปผ่อนบ้าน หรือใช้จ่ายในครอบครัว จ่ายค่าเทอมลูก เป็นต้น (แต่คนโสดจะซื้อไปใช้ ก็ได้เช่นกันนะครับ)

Mr.Carro ขอแนะนำรถ SUV และ PPV ที่นั่งได้ตั้งแต่ 5-7 คน ใช้ขนของก็ได้ ไปได้กันทั้งครอบครัว ในราคาตัวรถที่ไม่เกิน 400,000 บาท มาให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

1. Toyota Sport Rider

Toyota-Sport-Rider

Toyota Sport Rider (โตโยต้า สปอร์ต ไรเดอร์) ในโฉมแรกใช้ชื่อว่า “Hilux Sport Rider” ถือเป็นรถยนต์ PPV แบบ 7 ที่นั่ง ยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งของโตโยต้า พัฒนามาจากรถกระบะรุ่น Hilux Tiger ชื่อรุ่นมาจากภาษาอังกฤษ มีความหมายตรงตัว “Sport Rider” (ผู้ขับสปอร์ต)

Toyota Sport Rider ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2541 (และเป็นที่นิยมของขโมยในเวลานั้นด้วย) โดย โตโยต้า เป็นผู้บุกเบิกรถแนวนี้ในเมืองไทย (โดยผลิตที่โรงงาน Thai Auto Works – TAW) ยอดขายแซงรถ SUV แท้ๆ ซะอีก จนค่ายคู่แข่งต้องทำออกมาขายบ้าง มีรูปทรงที่สวยงาม ออกแบบได้อย่างลงตัว แม้ว่าบางมุมมองจะยังคงเหมือนรถกระบะก็ตาม ภายในยกชุดมาจาก Hilux Tiger เพิ่มเบาะนั่งแถวที่ 3

มีให้เลือกกันทั้งในแบบขับเคลื่อนล้อหลัง และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด ECT-i (เฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ D-4D ขับเคลื่อนล้อหลัง) …

โฉมแรก เครื่องยนต์มี 2 แบบ ได้แก่ ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 5L ให้แรงม้าสูงสุด 97 แรงม้า และรหัส 5L-E แบบ 4 สูบ OHC ให้แรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.3 กก.-ม. (200 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,600 รอบ/นาที

กลางปี 2543 เพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร จากเครื่องยนต์ที่กำเนิดขึ้นเพื่อใช้ใน Off Road รุ่นใหญ่ อย่าง Land Cruiser Prado จนได้รับสมญานามว่า จ้าวแห่งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ (King of Diesel Turbo Engine) รหัส 1KZ-TE แบบ 4 สูบ OHC ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 32.1 กก.-ม. (315 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 15.3 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 160 กม./ชม.

ช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในเดือนกันยายน 2545 ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เทคโนโลยี D-4D มีดังนี้ …

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ มีขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว D-4D ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม. (260 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว D-4D ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 32.1 กก.-ม. (315 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที

โดย Toyota Sport Rider ในตลาดรถมือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 135,000 – 320,000 บาท

สำหรับราคาค่าตัวในเครื่อง 5L เวอร์ชั่นแรกนั้น ไม่แพงนักเมื่อเทียบกับตัวรถ เริ่มต้นประมาณ 1 แสนกว่าบาท ส่วนตัวไมเนอร์เชนจ์หลังปี 2545 นั้น บล็อก D4-D อยู่ที่ประมาณ 2 แสนกลางๆ จนถึง 3 แสนต้นๆ ตามสภาพ

2. Isuzu MU-7

Isuzu-MU-7

หลังจากที่ Isuzu เห็นรถค่ายคู่แข่งอย่าง … กอบโกยยอดขายรถแนว PPV ไปมากมายแล้ว จึงต้องนำ Isuzu D-Max มาพัฒนาเป็นรถยนต์อเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง จนได้ออกมาเป็น “Isuzu MU-7” (อีซูซุ มิว-เซเว่น) ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งออกแบบผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรกในโลก ตัวรถดัดแปลงได้ใกล้เคียงรถ SUV มาก จากการใช้ระบบส่งกำลังขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา การหดระยะฐานล้อ และปรับระบบรองรับด้านหลัง เป็นแบบคอยล์สปริง

แม้ตัวเลขยอดจำหน่ายจะตามหลังคู่แข่งอยู่พอสมควร แต่ มิว-7 ก็ยังขายได้ดี เพราะมีแบรนด์ Isuzu เป็นการันตี … สำหรับ MU-7 มีการปรับโฉมแทบทุกปี ตั้งแต่รุ่น Gold Series, Platinum Series รวมไปถึงรุ่นพิเศษอย่างรุ่น Limited, Executive, Groove หรือ Choiz เป็นต้น …

ใช้เครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 3000 Ddi” ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาใหม่หมด

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที

โดย MU-7 ในตลาดรถมือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 275,000 – 400,000 บาท (หลังรุ่นปี 2007 และ 2008 ราคาจะขึ้นไปมากกว่า 400,000 บาท)

3. Mitsubishi Strada G-Wagon

Mitsubishi-G-Wagon

มิตซูบิชิ เปิดตัว Strada G-Wagon (สตราด้า จี-แวกอน) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 ที่ในเวอร์ชั่นตลาดโลกใช้ชื่อว่า ชาเลนเจอร์ (Challenger) ในตลาดโลก ตัวนี้ใช้พื้นฐานเดียวกับรถกระบะ Strada โดยปรับหน้าตาให้เหมือนกันกับ Strada ซึ่งรุ่นนี้มีการปรับโฉมหน้าตากันอีกหลายครั้ง (ปรับโฉมครั้งที่ 2 ประมาณกลางปี 2546 และสุดท้ายในปี 2548) มีรุ่นพิเศษออกมาเยอะแยะเช่นกัน อาทิเช่น Rally Master หรือ Euro Evolution เป็นต้น

ระยะแรกใช้เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 4M40 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 96 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.2 กก.-ม. (199 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ช่วงปี 2545 … Strada G-Wagon แนะนำเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4D56 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VG Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 24.4 กก.-ม. (240 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

พอเวลาผ่านไป Mitsubishi ก็หันกลับมาใช้เครื่องยนต์รหัส 4M40 แต่เพิ่ม Turbo Intercooler เข้าไป สะใจขาลุย ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 29.7 กก.-ม. (291 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

โดย Strada G-Wagon ในตลาดรถมือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 160,000 – 250,000 บาท

4. Honda CR-V (เจนเนอเรชั่นที่ 2)

Honda-CR-V

การมาของ “Honda CR-V” (ฮอนด้า ซีอาร์-วี) ที่ทำให้ตลาดรถยนต์ในกลุ่ม SUV ตื่นตัวขึ้นมากกว่าเดิมนับตั้งแต่ในรุ่นแรก โดยโฉมที่ Carro จะแนะนำในครั้งนี้ เป็น ซีอาร์-วี รุ่นที่ 2 ซึ่งเปิดตัวในบ้านเราในเดือนมกราคม 2545 มีให้เลือกทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง โครงสร้างตัวรถออกแบบขึ้นโดยมี Civic รุ่นที่ 7 เป็นต้นแบบ และได้นำเครื่องยนต์หัวฉีด i-VTEC มาใช้อย่างเต็มรูปแบบทุกรุ่นย่อย …

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส K20A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC LEV ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.4 กก.-ม. (191 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ในรุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวไปในบ้านเราเมื่อธันวาคม 2547 … และได้เพิ่มเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร เป็นตัวเลือกใหม่ รหัส K24A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC LEV ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. (219 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติใหม่ (Real Time 4WD)

โดย Honda CR-V (เจนเนอเรชั่นที่ 2) ในตลาดรถมือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 160,000 – 260,000 บาท

5. Chevrolet Captiva 

Chevrolet-Captiva

Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) เปิดตัวเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2550 เป็นรถ SUV แบบ 7 ที่นั่ง เบาะแถว 2 และ 3 สามารถพับเก็บได้ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แบบ Tiptronic (เวอร์ชั่นปัจจุบัน เป็น 6 สปีด แล้ว) และถือเป็นรถที่ขายนานที่สุดอีกหนึ่งรุ่นของ Chevrolet โดยปัจจุบันก็ยังมีรุ่นใหม่ของตัวนี้ขายอยู่ …

ในรุ่นเครื่อง 2.0 ลิตร จะเป็นเครื่องยนต์แบบดีเซล แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว Turbo แบบแปรผัน ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม. (320 นิวตันเมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที

ส่วนในรุ่น 2.4 ลิตร จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Flex Fuel รองรับเชื้อเพลิง E20 และ E85 ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. (220 นิวตันเมตร) ที่ 2,200 รอบ/นาที

ภายหลังรุ่นเบนซิน 2.4 ลิตร เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Double CVC ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 23.0 กก.-ม. (225 นิวตันเมตร) ที่ 4,600 รอบ/นาที

อีกหนึ่งจุดเด่นที่มาพร้อมกับความจุห้องโดยสารที่มาก เมื่อพับเบาะแถวที่ 3 ลงจะมีปริมาตรในการขนสัมภาระอยู่ที่ 465 ลิตร แต่ถ้าพับเบาะแถวที่ 2 ลงอีก ความจุก็จะเพิ่มเป็น 930 ลิตร

โดย Chevrolet Captiva (โฉมแรก) ในตลาดรถมือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 400,000 บาท

อันนี้แถมให้ครับ … Ford Everest

Ford-Everest

Ford เปิดตัว Everest (เอเวอเรสต์) PPV 7 ที่นั่งรุ่นแรก ในเดือนมีนาคม 2546 วาระเดียวกับการฉลองครบรอบ 100 ปี ของ ฟอร์ด ซึ่งดัดแปลงมาจากพื้นฐานของกระบะอย่าง “Ranger” โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ฟอร์ด ซึ่งใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากถึงร้อยละ 80 และตั้งความหวังไว้กับรถรุ่นนี้มาก โดยผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศ และส่งออกไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก

เอเวอเรสต์ รุ่นแรก มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ เครื่องยนต์ยังไม่ใช่คอมมอนเรล แต่ใช้ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส WLT แบบ 4 สูบ Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.5 กก.-ม. (270 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ซึ่งขึ้นชื่อว่าแรงที่สุดในเวลานั้น

หลังจากนั้นได้ปรับปรุงอุปกรณ์ตกแต่งอีกเป็นระยะ โดย Ford Everest (เจนเนอเรชั่นที่ 1) มีอายุรวมในตลาดไม่ถึง 4 ปีดี

โดย Everest (รุ่นก่อนปี 2007) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 200,000 – 270,000 บาท

Mr.Carro หวังว่ารถ SUV และ PPV ในราคาคุ้มค่า ไม่เกิน 4 แสนบาท ที่นำมาเสนอนั้น น่าจะถูกใจหลายๆ คนกันนะครับ

Mitsubishi-Mirage

น่ารัก ประหยัด ทนทาน ถูกใจคนทุกวัย

Mitsubishi-Mirage-นิชคุณ

รถอะไรเอ่ย? ที่เป็นรถยนต์ในโครงการ Eco-Car ของ Mitsubishi (มิตซูบิชิ) ….. คนชอบรถจะรู้กันแน่นอน ว่ามันคือ “Mitsubishi Mirage” (มิตซูบิชิ มิราจ) ที่ถือกำเนิดไล่หลังมาคู่กับ Eco-Car ยี่ห้ออื่นๆ และตอนนี้ ก็ยังมีขายในรูปแบบของรถมือหนึ่งอยู่

Mitsubishi-Mirage

ต้นกำเนิดของ “Mirage” มีมานานแล้ว ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1979 ในประเทศญี่ปุ่น ออกมาในรูปแบบ 3 ประตู และ 5 ประตู ที่สำคัญ เคยประกอบขายในบ้านเราด้วย แต่แล้วชื่อนี้ก็หายไปในไทย (เพราะ Mirage ในรุ่นต่อๆ มา ที่ขายในญี่ปุ่น แชร์ตัวถังร่วมกับ Lancer) … จนกลับมาใหม่ในรูปแบบของรถ Eco-Car

คำว่า “Mirage” (มิราจ) มาจากภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า เงา ความฝัน หรือ ภาพลวงตา โดย Mirage ในรูปแบบ Eco-Car ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่ “สืบทอด” คุณสมบัติเด่นๆ ตั้งแต่มิราจรุ่นแรก คือ สมรรถนะเยี่ยม และฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน แม้จะเป็นรถยนต์ขนาดเล็กก็ตาม

Mitsubishi-Global-Small-Concept Mitsubishi-Global-Small-Concept

ความเป็นมาของ Mirage ในบ้านเรา ขอย้อนไปปี 2551 …

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนการลงทุนในโครงการอีโคคาร์ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย ก่อนจะได้รับการอนุมัติแบบการผลิตจากกระทรวงอุตสาหกรรม และผ่านการพิจารณาอนุมัติการผลิตอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ โดยผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคของรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท และผลิต ณ โรงงานใหม่แห่งที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี

Mitsubishi-Global-Small-Concept

Mitsubishi-Global-Small-Concept

ช่วงปลายปี 2554 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้ทำการเผยโฉม “Mitsubishi Global Small Concept” หรือว่า “อีโคคาร์” คันต้นแบบในไทย และเตรียมผลิตในไทยเป็นที่แรกในโลก จากแนวคิด “กะทัดรัด” “สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย” และ “ประหยัดน้ำมัน” ที่ออกมาเมื่อตั้งแต่ตอนต้นปี 2554

Mitsubishi-Mirage-Front

และแล้ว … ในวันที่ 20 มีนาคม 2555 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว “Mitsubishi Mirage” อย่างเป็นทางการ … ซึ่งตอนนั้น ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบาย “รถยนต์คันแรก” ของรัฐบาล ได้รับสิทธิ์คืนเงินภาษีสูงสุดถึงประมาณ 79,000 บาท ในเวลานั้น และยังดึงเอานักร้องชื่อดังอย่าง คุณ-นิชคุณ หรเวชกุล มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณารถรุ่นนี้อีกด้วย …

Mitsubishi-Mirage-Side

มิราจ โดดเด่นด้วยหน้าตาที่น่ารัก ลู่ลม ง่ายต่อการขับขี่ตามแบบของรถยนต์ขนาดเล็ก มาพร้อมยางลดแรงต้านทาน ประกอบกับและเทคโนโลยีการลดน้ำหนักของตัวรถ โครงสร้างตัวถังแบบ RISE Body ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

Mitsubishi-Mirage-Interior

ห้องโดยสารภายใน กว้างขวาง นั่งได้ถึง 5 คน แผงคอนโซลออกแบบได้สวยงาม มีที่วางแก้ว ที่เก็บของ ตามจุดต่างๆ รอบคัน เบาะนั่งหลังสามารถพับแบบ 60:40 ได้ (ยกเว้นรุ่น GL) นอกจากนี้ยังมีการติดตั้ง ปุ่ม Start เครื่องยนต์ (ในรุ่น GLS-Ltd.) ชุดวิทยุ CD MP3 DVD จอภาพแบบ Touch Screen ขนาด 7 นิ้ว ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) ระบบ (Navigator และช่อง USB ในขณะที่รุ่น GLX และ GLS มาพร้อมวิทยุ CD MP3 พร้อมช่อง AUX-in และช่อง USB … ส่วนรุ่น GL ต้องไปหาซื้อมาติดเอาเอง

Mitsubishi-Mirage-Interior

สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ “ETACS” (Electronic Time And Alarm Control System) อาทิเช่น กุญแจรีโมทพร้อมระบบควบคุมการพับและกางกระจกมองข้างอัตโนมัติ หรือไฟหน้าปิดได้เองโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ รหัส 3A92 ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ DOHC MIVEC 12 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.2 กก.-ม. (100 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ Invecs-III CVT รองรับทั้งน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 แก๊สโซฮอล์ 91, 95 และ E20 โดยประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 22 กม./ลิตร

Mitsubishi-Mirage-Back

มีสีให้เลือกหลากหลายมากถึง 8 สี ได้แก่ …

1. สีขาวมุก White Pearl (ราคาเพิ่ม 5,000 บาท)
2. สีเหลือง Lemonade Yellow Metallic
3. สีเขียว Pop Green Metallic
4. สีแดง Red Metallic
5. สีฟ้า Cerulean Blue Mica
6. สีเทาดำ Eisen Gray Mica
7. สีดำ Pyreness Black Mica
และ 8. สีเงิน Cool Silver

Mitsubishi-Mirage-Export-To-Japan

ต่อมา … ในเดือนกรกฎาคม 2555 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้จัดพิธีฉลองการส่งออกรถยนต์ “มิราจ” ไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวมิตซูบิชิ ที่รถยนต์ฝีมือของคนไทย ได้ส่งไปขายยังประเทศต้นกำเนิดของรถรุ่นนี้ …

Mitsubishi-Mirage-Bloom-Edition

ในวันที่ 13 มีนาคม 2556 มิตซูบิชิ มิราจ ฉลองครบรอบ 1 ปี ในไทย กับยอดขายรวม 49,296 คัน เลยออก Mitsubishi Mirage Bloom Edition เพื่อเฉลิมฉลอง ภายในมาพร้อมเบาะผ้าแบบพรีเมียม พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมการตกแต่งสีเงินแบบ Silver Decoration และสัญลักษณ์ Bloom Edition ที่ประตูท้าย โดยมี 2 สีให้เลือก คือ สีม่วง (Blossom Purple) และสีขาวมุก (White Pearl)

Mitsubishi-Mirage-Hello-Kitty

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้แนะนำชุดตกแต่ง “Hello Kitty” (ฮัลโหล คิตตี้) สำหรับ Mirage เพื่อคนที่ชื่นชอบความน่ารักและสดใส โดยมีชุดตกแต่งให้เลือกทั้งภายนอกและภายใน

สำหรับชุดตกแต่ง Hello Kitty มาพร้อมชุดตกแต่งสติกเกอร์ 6 ชิ้นประกอบด้วย ชุดตกแต่งฝากระโปรงหน้า ประตูข้าง 4 ประตู ประตูท้าย เพิ่มความน่ารักด้วยมือจับประตูด้านนอกสีชมพู ฝาปิดถังน้ำมันลายโบว์สีแดง และ สปอยเลอร์หลังสีชมพู ในขณะที่ชุดตกแต่งภายใน มาพร้อมผ้าคลุมเบาะพิเศษ และแผ่นรองวางของลาย Hello Kitty

2014-Mitsubishi-Mirage

ในวันที่ 11 สิงหาคม 2557 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ปรับโฉม มิตซูบิชิ มิราจ เฉพาะรุ่น GLS Ltd. โดยพร้อมแนวคิด “Make Life More Fun” – สนุกได้มากกว่า ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้โดดเด่นมากขึ้น ด้วยล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED และเสาอากาศแบบสั้น

2014-Mitsubishi-Mirage

ตกแต่งภายในใหม่ ด้วย Piano Black และพวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนังตกแต่งแบบ Silver Decoration พร้อมระบบควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย แผงระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติตกแต่งโครเมียม และสะดวกสบายยิ่งขึ้นจากการปรับช่องใส่ของอเนกประสงค์ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มช่องเก็บของบริเวณใต้คอพวงมาลัยและราวจับเหนือศรีษะ 3 ตำแหน่ง

2014-Mitsubishi-Mirage

โดย Mitsubishi Mirage GLS Ltd. ยังมาพร้อมระบบเครื่องเสียงพร้อม Navigator ใหม่ และจอภาพแบบ Touch Screen รวมไปถึงไฟส่องสว่างห้องสัมภาระ และฐานเกียร์พร้อมไฟแสดงตำแหน่ง เพิ่มความปลอดภัยขึ้นด้วยระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS (Emergency Stop Signal System) เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติคู่ด้านคนขับ และเหล็กกันโคลงด้านหน้า

Mitsubishi-Mirage-POP-Japan

ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำเสนอ “Mirage Pop Japan” เอาใจวัยรุ่น ด้วยชุดแต่งแท้รอบคันจากประเทศญี่ปุ่น (ยกเว้นสปอยเลอร์หลัง) จำนวนจำกัด 200 ชุด เท่านั้น

สำหรับชุดตกแต่งภายนอกประกอบด้วย ชุดตกแต่งชายกันชนหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง และสปอยเลอร์หลัง มีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีเหลือง, สีเขียว, สีฟ้า, สีแดง, สีบรอนซ์เงิน, สีเทาดำ และสีดำ (สปอยเลอร์หลัง มีเฉพาะรุ่น GL และ GLX เท่านั้น และไม่มีสปอยเลอร์หลังสีบรอนซ์เงิน)

Mitsubishi-Mirage-Ralliart

และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย แนะนำชุดสติ๊กเกอร์ตกแต่ง Mirage ของแท้จากแรลลี่อาร์ต (RalliArt) เอาใจวัยรุ่น ประกอบด้วย สติ๊กเกอร์ติดฝากระโปรงหน้า กันชนหน้า ด้านข้างรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา และสัญลักษณ์แรลลี่อาร์ตติดท้ายรถ จะเลือกซื้อเป็นรายชิ้นก็ได้ จำนวนจำกัดเพียง 250 ชุดเท่านั้น

Mitsubishi-Mirage-2016

เวลาก็ผ่านไปเร็วมาก … ในวันที่ 1 ธันวาคม 2558 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว “Mirage ใหม่ : ให้คุณมากกว่าที่คิด” มาพร้อม 3 คุณสมบัติหลัก …

“Stylish” – โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกและภายในใหม่ ตามแนวคิด “Spicy Small” และเพิ่มสีมาตรฐานใหม่ 3 สี คือ สีแดง (Red Wine) สีส้ม (Sunrise Orange) สีเทาไทเทเนียม (Titanium Grey)
“Smart Safety” – ครบครันด้วยระบบเสริมความปลอดภัยอัจฉริยะที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถอีโค คาร์
และ “Saving” – ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.8 กม./ลิตร

Mitsubishi-Mirage-2016

ปรับโฉมภายนอก ทั้งกระโปรงหน้า กระจังหน้า และกันชนหน้า-หลัง พร้อมการตกแต่งด้านล่างกระจังหน้าแบบโครเมียม และไฟท้ายแบบ LED โดยในรุ่น GLS-LTD และ GLS มีการติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ Bi-Xenon HID ไฟหรี่แบบสเปคตรัม LED ไฟตัดหมอกหน้า และสปอยเลอร์หลังแบบใหม่พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED รวมทั้งล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว แบบทูโทน ลายใหม่

Mitsubishi-Mirage-2016

ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ แบบ Piano Black บริเวณแผงคอนโซลหน้า ฐานเกียร์ และแผงประตู โดยในรุ่น GLS-LTD และ GLS มาพร้อมเบาะผ้าสีดำลายใหม่เย็บด้ายสีเงิน พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน ออกแบบใหม่ ตกแต่งด้วยโครเมี่ยมผสมผสานกับวัสดุสีดำแบบ Piano Black และมาตรวัดการขับขี่แบบ Semi-High Contrast (ยกเว้นรุ่น GL) รวมทั้งเพิ่มฟังก์ชั่นที่สะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น อาทิ ระบบควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยมาพร้อมระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียงและปุ่มรับสาย-วางสายที่พวงมาลัย ในรุ่น GLS และ GLX

Mitsubishi-Mirage-2016

ในรุ่น GLS-LTD และ GLS มีการติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยอัจฉริยะที่ถือเป็นครั้งแรก ในอีโคคาร์ นั่นคือ …

– ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS : Forward Collision Mitigation System-Low Speed Range)
– ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-Forward : Radar Sensing Misacceleration Mitigation System-Forward)

และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ทุกรุ่นติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) รวมทั้งเสริมความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS-Anti Lock Braking System) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD-Electronic Brake Force Distribution) และระบบเสริมแรงเบรก (BA-Brake Assist) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้าและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่งซึ่งในรุ่น GLS-LTD และ GLS เป็นแบบ 2 ทิศทาง (ด้านคนขับ)

บทสรุป … สำหรับ Mitsubishi Mirage ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถ Eco-Car มือสองรุ่นยอดนิยมมาก รูปทรงน่ารัก สมรรถนะดี อัตราเร่งดี วงเลี้ยวแคบ จอดได้ง่าย คุณภาพคับแก้ว อะไหล่หาง่าย ประหยัดน้ำมัน ของแต่งมีให้เลือกเยอะ ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง นั่งแล้วไม่อึดอัด เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง หรือจะใช้งานในต่างจังหวัดก็ได้เช่นกัน แต่การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร อาจจะยังไม่ดีนัก

ราคาในตลาดรถมือสอง ปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 190,000-500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย และสภาพของตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Mitsubishi Mirage รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Mitsubishi-Mirage ได้เลยครับผม

(สงวนลิขสิทธิ์)

Motor-Expo-2017-Analysis

Motor Expo ปีนี้ มั่นใจยอดจองรถยนต์ 40,000 คัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง

Motor-Expo-2016

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับคนรักรถยนต์นะครับ ว่า ในบ้านเราตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีงานแสดงรถยนต์ขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมของคนที่ชอบรถต้องไปเดินเที่ยวในงานสม่ำเสมอ นั่นคืองานต้นปีอย่าง “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ของค่ายกรังด์ปรีซ์ และงานปลายปี “มหกรรมยานยนต์” ของค่ายสื่อสากล และภายหลังก็มีงานกลางปีของ “BIG Motor Sale” หรืองาน “มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ” จากค่ายยานยนต์ …

Motor-Expo-2016

และก็ยังมีงานยิบย่อยต่างๆ ที่จัดโชว์รถยนต์กันตามห้างบ้าง หรือตามภูมิภาคต่างๆ แทบทุกเดือน ขอร่วมลงมาแบ่งเค้กก้อนนี้จากการจัดงาน Event ด้วยคน …

แต่ฉันใดก็ฉันนั้น ยามเศรษฐกิจดี เงินสะพัด ผู้คนก็กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย กล้าที่จะซื้อรถมือหนึ่ง แต่เมื่อยามเศรษฐกิจซบเซา การปล่อยสินเชื่อและราคาของรถใหม่ และสถานะทางการเงิน ย่อมทำให้ผู้ที่ตัดสินใจซื้อต้องคิดหนัก ตัวเลือกอย่างรถมือสองในตลาด จึงเป็นที่หมายปองและสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้นเช่นกัน …

Motor-Expo-2016

สำหรับงาน Motor Expo นั้น จาก Concept ของการจัดงานแต่แรกเริ่มในปี 2527 “มหกรรมยานยนต์” เน้นโชว์รถยนต์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ภายหลังจึงพัฒนามาเป็นงาน Thailand International Motor Expo คือเป็นทั้งงานโชว์รถยนต์ รถต้นแบบ และนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก และรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ต่างพร้อมใจกันขายรถอย่างดุเดือด จัดเต็มทั้งแคมเปญและโปรโมชั่น นับเป็นโอกาสดีของผู้บริโภคที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ และรถมือสอง ได้เข้ามาเลือกชมรถที่ตัวเองชอบ ได้ทดลองขับรถดูภายในงาน ก่อนจะตัดสินใจจองรถ หรือซื้อรถใหม่ภายในงาน

Motor-Expo-2017-Poster

แนวคิดของงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34” คือ “ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง” หรือ “New Age Vehicles … A Distant Dream Come True” เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชมยานยนต์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่พวกเขาเคยฝันไว้ และเพื่อยืนยันว่า ทุกความฝันเป็นจริงได้ในโลกยานยนต์ …

ภายรวมของงาน Motor Expo 2016 ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามากของประเทศไทย แต่งานนี้ แสดงถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของอาเซียน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในงานรวม 4.5 หมื่นล้านบาท

Pretty-Mazda

อีกทั้งการแต่งกายของพริตตี้ในงาน มีความเรียบหรู เรียบร้อยกว่าปีก่อนๆ และเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองกับวัฒนธรรมที่งดงามของไทยอีกด้วย คาดว่าในงาน Motor Expo 2017 บรรดาน้องๆ พริตตี้ ก็ยังคง Concept ของความเรียบร้อย (คือไม่แต่งตัวโป๊) ไปมากจนเกินไปเฉกเช่นปีที่ผ่านมา

Motor-Expo

ด้านยอดจองรถในงานปีที่ผ่านมาของ Motor Expo 2016 มีตัวเลขเป็นที่น่าพอใจ รถยนต์มียอดจองรวมอยู่ที่ 32,422 คัน ลดลงจากปีก่อน 17.1% เนื่องจากบ้านเมืองยังอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้า รวมทั้งรถใหม่หลายรุ่นที่ประชาชนสนใจได้เลื่อนการเปิดตัวออกไป อย่างไรก็ตามในส่วนของรถจักรยานยนต์ สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจองสูงถึง 7,942 คัน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 98.6 % ด้านราคาเฉลี่ยรถที่ขายได้ในงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,177,393 บาท เนื่องจากปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสนใจรถเก๋งหรู รถ SUV และรถกระบะ เพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้เข้าชมงานจำนวน 1,191,718 คน ลดลง 19.3%

Motor-Expo

สำหรับในงาน Motor Expo 2017 ตลาดรถยนต์บ้านเราปีนี้จะสดใสขึ้นเหมือนฟ้าหลังฝน แต่ทางผู้จัดงานก็คาดการณ์ยอดจองรถยนต์ในงานไว้สูงถึง 40,000 คัน! และยอดจองรถจักรยานยนต์ 7,000 คัน ส่วนจำนวนผู้ชมคาดว่าจะสูงถึง 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซึมๆ ทรงตัวอยู่ในขณะนี้ ก็ยังมีปัจจัยทางตรงที่ช่วยให้ตลาดรถปลายปีนี้คึกคักขึ้น อาทิ การสิ้นสุดเงื่อนไขครอบครอง 5 ปี ของผู้เข้าร่วมโครงการรถคันแรก ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่เวลานั้นยังไม่ส่งผลต่อตลาด เนื่องจากเป็นช่วงทุกข์โศกของคนไทยทั้งประเทศพอดี พอปี 2560 นี้ เจ้าของรถคันแรกที่พ้นเงื่อนไข บางส่วนก็จะมองหารถใหม่กัน และปัจจัยทางอ้อม จากราคาสินค้าเกษตรหลายอย่าง มีราคาดีขึ้น

และในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ มีรถยนต์ที่รอเปิดตัวกันอยู่หลายรุ่น ซึ่งหนักไปทางรถแนว SUV หลายรุ่นจากค่ายญี่ปุ่นและค่ายยุโรป รอให้ผู้บริโภคได้เป็นเจ้าของ เชื่อว่าจะกระตุ้นให้ยอดขายรถปลายปีนี้ คึกคักมากยิ่งขึ้น

ยอดขายรถยนต์ในงาน Motor Expo 2017 ที่ตั้งไว้ 40,000 คัน และยอดขายรถจักรยานยนต์ 7,000 คัน คาดว่าจะทำได้ถึงเป้า … หรือไม่ ก็ต้องคอยติดตามดูกันต่อไปครับ

Easy-Buy-Secondhand-Car

ซื้อรถมือสองในต่างจังหวัด ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

Secondhand-Car

ทุกวันนี้ การตัดสินใจเลือกซื้อรถมือสองสักคันของผู้บริโภค ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันไป เช่น งบประมาณที่มี ความชอบในรูปร่างหน้าตาของตัวรถ สมรรถนะเครื่องยนต์ ราคาขายต่อ วัตถุประสงค์การใช้งานกับกิจการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของผู้ซื้อ

Secondhand-Car

มุมมองของคนที่ซื้อรถมือสอง มีความคิดเห็นว่า รถมือสองยังตอบสนองผู้ที่ต้องการใช้รถได้ดี แม้ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขณะนี้ เพราะรถมือสองอายุไม่กี่ปีที่เป็นที่นิยมในท้องตลาด ยังมีคุณภาพดีและน่าใช้ไม่แพ้รถใหม่มือหนึ่ง และมีราคาถูกกว่ารถมือหนึ่งถึงหลายแสนบาทในบางรุ่น แถมสามารถลดภาระค่างวดได้อีกมาก เมื่อเทียบกับการผ่อนรถยนต์ใหม่ป้ายแดง

Secondhand-Car

โดยตลาดรถมือสองหลักๆ ของรถเต็นท์ในต่างจังหวัด ประมาณ 80% ยังเป็นกลุ่มลูกค้าเกษตรกร ที่ใช้รถกระบะเพื่อบรรทุกสินค้าทางด้านเกษตร และการเดินทางที่เน้นประหยัดน้ำมัน เน้นขนคนนั่งได้เยอะๆ ส่วนตลาดรถเก๋ง 20% เป็นลูกค้ากลุ่มข้าราชการ และคนทำงานในบริษัทท้องถิ่นนั้น

เคล็ดลับควรรู้ ในการเลือกซื้อรถมือสอง

Secondhand-Car

ควรดูรถในที่กลางแจ้ง มีแสงสว่างหรือแดดจ้า เส้นสายตัวถังตัวรถ กับทรงของรถต้องเรียบเดิม ไม่เบี้ยวหรือยับ หรือผุมาก สภาพสีต้องสม่ำเสมอกันทั้งคัน ดูรอยอาร์ค ตะเข็บตามจุดต่างๆ น็อตต่างๆ ต้องเรียบร้อย ไม่มีรอยบาก รอยงัด รอยถอดออกมา ควรตรวจเช็คระบบไฟทั้งภายนอกและภายในรถ ภายในเครื่องยนต์ ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ ระบบสายพานต่างๆ ระบบแอร์ ท่อยาง วาล์ว หัวเทียน การทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น ทางที่ดี ควรเลือกรถที่เดิมๆ หรือสภาพใกล้เคียงที่สุดจากโรงงาน

Secondhand-Car

ภายในห้องโดยสาร ตรวจดูสภาพขององค์ประกอบต่างๆ ภายในทั้งหมด ว่ามีจุดใดกรอบแตก หรือหมดสภาพแล้วหรือไม่ เบาะนั่งที่ดีควรแข็ง นิ่ม ไม่ยวบยาบหรือขาด ดูระบบทำงานภายในรถทั้งหมด ที่ปัดน้ำฝน ไฟสัญญาณต่างๆ กระจกไฟฟ้า วิทยุ ฯลฯ มีตรงไหนใช้ไม่ได้หรือเปล่า และมีกลิ่นเหม็นๆ กลิ่นอับ ภายในรถหรือไม่

Secondhand-Car

จากนั้นก็ลองทดสอบขับ เสียงเครื่องยนต์เป็นอย่างไรเวลาเร่งเครื่อง ตอนเลี้ยวซ้าย-ขวา ถอยหลัง มีเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ จากตัวรถหรือไม่ สภาพช่วงล่าง โช็คอัพ วิ่งแล้วมียวบยาบ สะดุด หรือมีเสียงดังหรือไม่ ก่อนจะตรวจดูใต้ท้องรถด้วย มีหยดน้ำมันหรือของเหลว รั่วออกมาจากส่วนต่างๆ หรือไม่

Secondhand-Car

การซื้อเลือกสักคันนั้น ควรเลือกให้ตรงกับความต้องการของตัวเอง เช่น

รถอีโคคาร์ (Eco-Car) เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก มีเครื่องยนต์ประมาณ 1.0 – 1.2 ลิตร ประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับขับในเมือง เช่น Toyota Yaris, Nissan March, Mitsubishi Mirage หรือ Suzuki Swift เป็นต้น

รถเก๋ง 4 ประตู หรือที่เรียกว่ารถซีดาน มีในตลาดหลายแบบ เช่น แบบ Sub-Compact (เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร), แบบ Compact (เครื่องยนต์ 1.6 – 2.0 ลิตร) และแบบ Mid-Size (เครื่องยนต์ 2.0 – 2.5 ลิตร) เหมาะที่จะขับในเมืองหรือนอกเมือง ให้กำลังมาก เช่น Toyota Altis, Honda Civic, Mazda3 หรือ Nissan Sylphy เป็นต้น

รถ SUV หรือรถ PPV (แบบที่คนไทยเรียก Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport เป็นต้น) เป็นรถนั่งอเนกประสงค์ขนาด 7-8 ที่นั่ง มีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ใช้งานในเมืองก็ได้ หรือขับลุยทางลูกรังในต่างจังหวัดก็ได้

รถ MPV เป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 7-13 ที่นั่ง เน้นกลุ่มครอบครัวใหญ่ สำหรับใช้งานหรือในเมือง หรือใช้งานในต่างจังหวัด พอลุยได้บ้างนิดหน่อย เช่น Toyota Innova, Honda Freed, Suzuki Ertiga หรือ Mitsubishi Space Wagon เป็นต้น

รถกระบะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้บรรทุกของจำนวนมาก ลุยป่าฝ่าดง หรือใช้ในกิจการขนส่งต่างๆ และธุรกิจต่างๆ เช่น Toyota Hilux, Nissan Navara, Mitsubishi Triton, Mazda BT-50, Isuzu D-Max หรือ Chevrolet Colorado เป็นต้น

Secondhand-Car

ความสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อรถมือสอง ถ้าคุณไม่ได้ซื้อรถมือสองด้วยเงินสด คุณจะต้องผ่อนรถทุกเดือนต่อเนื่องกันเป็นปี และยังต้องมีค่าซ่อมบำรุงรถต่างๆ (ที่จำเป็นต้องจ่ายประจำทุกปีอยู่แล้ว) อาทิ ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ค่าเปลี่ยนผ้าเบรก ค่าช่วงล่าง ค่าปรับจูนเครื่องยนต์ ฯลฯ รวมถึงค่าน้ำมันในระหว่างเดือนอีกด้วย เพราะฉะนั้น วางแผนการเงินของคุณให้รอบคอบ ทั้งเงินดาวน์ ยอดผ่อน รวมถึงค่าจิปาถะต่างๆ และยังต้องกันงบไว้ส่วนนึงไว้ สำหรับซ่อมแซม หรือดูแลรักษารถ

หากคุณสนใจที่จะขายรถมือสองในช่วงเวลานี้ แต่อาจจะพักอาศัย หรือทำงานในต่างจังหวัด Carro เรามีบริการรับซื้อรถยนต์ของคุณถึงที่ โดยที่คุณจะไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการเรื่องขายรถยนต์ สามารถเข้าไปกรอกรายละเอียดได้ที่ https://th.carro.co/yousellcar หรือหากสนใจที่จะซื้อรถยนต์มือสอง ทาง Carro ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ คอยดำเนินการด้านการจัดหารถยนต์ และจัดการเรื่องไฟแนนซ์ให้ครับ

Carro-แนะนำรถมือสอง-Isuzu-D-Max

รถกระบะยอดนิยมของคนไทย อึด ทนทาน ใช้ดี ราคาขายต่อก็ดีด้วย

Isuzu-Spark-EX

ถ้าพูดถึงรถกระบะที่ยอดนิยมที่สุด ใช้งานทนทาน แข็งแรง อดทน ทรหด ที่สุด คุณจะนึกถึงรถกระบะรุ่นไหน?

เชื่อได้ว่า หลายคนคงต้องนึกถึง “Isuzu D-Max” (อีซูซุ ดีแมคซ์) แน่นอน เพราะหลายคนใช้อยู่ ที่คงจะสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าดีหรือไม่

Carro ขอแนะนำรถมือสอง : Isuzu D-Max เจเนอเรชั่นที่ 1 โฉมนี้ มีการปรับปรุงเปลี่ยนโฉมกันอยู่หลายครั้ง เปลี่ยนทุกปีก็ว่าได้ มีรุ่นพิเศษที่ค่อนข้างเยอะมาก Carro ขอรวบรวมข้อมูลไว้แบบละเอียด แต่กระชับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

Isuzu-D-Max-Design

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 อีซูซุ ได้เปิดตัวรถกระบะที่สมบูรณ์แบบที่สุดของอีซูซุเท่าที่เคยมีมา คือ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max) ส่วนชื่อรุ่น “D” มาจากภาษาไทย หมายถึง “ดี” ส่วน “Max” มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ที่สุด” เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย และได้สร้างกระแส “ดีแมคซ์ ฟีเวอร์” ด้วยยอดจองสูงกว่า 10,000 คัน ภายใน 10 วันแรกของการออกสู่ตลาด และยอดจองกว่า 22,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเศษๆ พร้อมทำยอดขายสูงถึง 100,000 คัน ในเวลาเพียง 1 ปี

คำว่า “D” นั้น อีซูซุ ให้นิยามไว้หลายความหมาย … ยอดแห่งความสมบูรณ์แบบ

D : Diesel………ยอดแห่งเครื่องยนต์ดีเซล
D : Direct Injection………ยอดแห่งเทคโนโลยีไดเร็คอินเจ็คชั่น
D : Design………ยอดแห่งการออกแบบ
D : Durability………ยอดแห่งความแข็งแกร่งทนทาน
D : Dragon………ยอดแห่งพลังอำนาจมังกรทอง

และคำว่า “Max” อีซูซุ ให้นิยามไว้หลายความหมายเช่นกัน … ยอดแห่งความยอดเยี่ยม

Max Design… ยอดแห่งการออกแบบ
Max Size… ยอดแห่งขนาดรถ
Max Comfort… ยอดแห่งความสะดวกสบาย
Max Technology… ยอดแห่งเทคโนโลยี
Max Performance… ยอดแห่งสมรรถนะ
Max Safety… ยอดแห่งระบบเพื่อความปลอดภัย
Max Durability… ยอดแห่งความทนทาน
Max Lineup… ยอดแห่งความหลากหลาย

Isuzu-D-Max Isuzu-D-Max

รูปโฉมภายนอกถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง ลู่ลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) ต่ำสุดเพียง 0.43 ตัวถังใหญ่โตบึกบึน โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า ขณะที่กระจังหน้าและกันชนออกแบบดูทันสมัยมากขึ้น กระจกหลังแบบใหม่ไร้ขอบยาง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 รวมถึงชุดไฟท้ายใหม่แบบ 3 มิติ … ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่สไตล์รถเก๋ง ตกแต่งแผงคอนโซลหน้าแบบ Mono Graphic Interior โดยเน้นโทนสีอ่อน พร้อมมาตรวัดระยะแบบดิจิตอล พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

ในเวลานั้น มีให้เลือกทั้งกระบะตอนเดียว Spark EX, กระบะมีแค็บ Space Cab และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Rodeo

Isuzu-D-Max-Engine

อย่างไรก็ตาม D-Max รุ่นนี้ยังใช้เครื่องยนต์ตัวเก่าขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4JA1-T MAX แบบ 4 สูบ 8 วาล์ว OHV ไดเร็คอินเจคชั่น Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 3,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.9 กก.-ม. (176 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

และเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JH1-T MAX แบบ 4 สูบ OHV 8 วาล์ว ไดเร็คอินเจคชั่น Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.0 กก.-ม. (245 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรืออัตโนมัติ 4 สปีด

พอช่วงปลายๆ ปี 2545 Isuzu จึงส่งรุ่น “Cab4” และรุ่น “Rodeo” แบบ 4 ประตู รวมไปถึง “Hi-Lander” ขับ 2 ยกสูง ออกมาล่ายอดขายในตลาด …

Isuzu-D-Max-Hi-Lander

ในปี 2546 อีซูซุ ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากประเทศญี่ปุ่นมาไทยตามนโยบาย “ดีแมคซ์ เมด อิน ไทยแลนด์” เพื่อเตรียมส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 100 ประเทศแล้ว อีซูซุยังนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น “ดีแมคซ์ สปาร์ค” ที่เครื่องยนต์แรงกว่าเดิม “ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” หรูด้วยดีไซน์และเทคโนโลยีครบครัน

โดยแยกอุปกรณ์พิเศษ ไฟหน้าซีนอน เบรก ABS พร้อม EBD และถุงลมนิรภัยคู่ พร้อมแนะนำ “D-Max Rodeo 4WD” ขับเคลื่อน 4ล้อ รวมถึง Isuzu D-Max Cab4 Flex-Plus และ “D-Max Hi-Lander” 4×2 ยกสูง มีให้เลือกทั้ง 2 ประตู และ 4 ประตู

Isuzu-D-Max-Spark-EX-2004 Isuzu-D-Max-Spacecab-2004 Isuzu-D-Max-Cab4-2004

Isuzu-D-Max-Cab4-Interior-2004

ช่วงกลางปี 2547 หลังจากที่ค่ายคู่แข่ง Toyota นำเสนอรถกระบะ Hilux Vigo ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์คอมมอลเรลแบบใหม่หมดจด ในวันที่ 6 ตุลาคม 2547 อีซูซุ ก็สวนกลับด้วยการวางเครื่องยนต์คอมมอนเรลให้กับดีแมคซ์เช่นกัน พร้อมกับสโลแกนเด็ด “ซูเปอร์คอมมอนเรล สายพันธุ์แท้”

พร้อมทั้งแนะนำเครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 3000 Ddi” ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาใหม่หมด

โดยนำข้อดีของระบบไดเร็คอินเจคชั่น ที่โดดเด่นด้านการประหยัดน้ำมัน ความทนทานและการบำรุงรักษา รวมกับข้อดีของระบบคอมมอนเรล ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะ และมีความเงียบ รวมถึงการสั่นสะเทือนที่น้อยกว่า ทั้งยังเป็นการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยอีกเช่นเคย

16 กุมภาพันธ์ 2548 อีซูซู เสริมทัพดีแมคซ์ ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 2500 Ddi” ขนาด 2.5 ลิตร ซูเปอร์คอมมอนเรล รหัส 4JK1-TC ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที (แรงม้าเพิ่มขึ้น 47%) แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,200 รอบ/นาที (แรงบิดเพิ่มขึ้น 59%) พร้อมปรับปรุงระบบส่งกำลังทั้ง อัตราทดเกียร์ อัตราทดเฟืองท้าย รวมถึงคลัตช์ใหม่ ขณะเดียวกันยังชูความประหยัดน้ำมันเหมือนเดิม โดยมีให้เลือกในรุ่น Spark EX, Space Cab SX และ SLX, Cab4 SX และ SLX

Isuzu-D-Max-Rodeo

20 กันยายน 2548 อีซูซุ แนะนำ “อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรล ใหม่สุด!” ที่ได้ปรับเปลี่ยนทุกรุ่น ทั้งในรุ่น Econovan รถปิกอัพตู้บรรทุก, Spark, Space Cab, Cab4, Hi-Lander และ Rodeo รวมทั้ง “Isuzu MU-7 ซูเปอร์ คอมมอนเรล โฉมใหม่”

เสริมรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เสริมไฟเลี้ยวแบบ LED ใหม่ ที่กระจกมองข้าง สปอยเลอร์ใต้กันชนหน้าใหม่ (Air Dam) (ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อทุกรุ่น ยกเว้น Hi-Lander) เครื่องเสียงใหม่แบบ Full Logic วิทยุ-เทป CD ขนาด 2 Din และกุญแจรีโมท พร้อมระบบ Immobilizer เป็นต้น พร้อมสีใหม่ให้เลือกมากขึ้นอีก 3 สี ได้แก่ สีฟ้าอ่อนเมทาลิค (Silky Blue Metallic) สีดำเมทาลิค (Starry Black Metallic) และสีเงินเมทาลิค (Sterling Silver Metallic)

ช่วงมอเตอร์โชว์ 2006 อีซูซุ ฉลองยอดขาย 500,000 คัน ของอีซูซุ ดีแมคซ์ พร้อมนำเสนอ อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่นพิเศษ “Limited” ทั้งแบบ Rodeo และ Hi-Lander มีจำหน่ายเพียงแค่รุ่นละ 90 คันเท่านั้น

Isuzu D-Max Hi-Lander Super Commonrail รุ่น “Limited” เกียร์ออโตเมติก สีบรอนซ์เงิน (Sterling Silver) ได้รับการตกแต่งด้วยชุดคิ้วกันสาดรอบคัน แถบกันกระแทกประตูข้าง, ล้ออัลลอยด์สีพิเศษ, คอนโซลลายไม้, เครื่องเล่น DVD พร้อมจอด้านหน้า และลำโพงทวีทเตอร์ซ้าย-ขวา ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 90 คันเท่านั้น

Isuzu D-Max Rodeo 4X4 Super Commonrail รุ่น “Limited” สีดำ ตกแต่งพิเศษด้วยชุดเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ คอนโซลลายไม้สีพิเศษ ชุดคิ้วกันสาดคู่หน้าดีไซน์แบบโค้งมนเข้ารูป แถบกันกระแทกประตูข้าง สวยงาม เข้ารูป และยางแบบ All Terrain พร้อมล้ออัลลอยด์สีเงาพิเศษ ติดตั้งฝาครอบกระจกมองข้างแบบโครเมี่ยมเข้าชุดกับมือจับที่เปิดประตูแบบโครเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์รุ่น “Limited” จำนวนจำกัดเพียง 90 คันเช่นกัน

Isuzu-D-Max-Space-Cab-2006

8 สิงหาคม 2549 อีซูซุ ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ D-Max ใหม่หมดทุกรุ่น พร้อมปรับเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 38.9 กก.-ม. (360 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800 – 2,800 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ออโตเมติก

สำหรับรุ่นเกียร์ออโต้ ได้เพิ่มเกียร์รุ่นใหม่ “Maxmatic III” 4 สปีด พร้อมโอเวอร์ไดรฟ์ ควบคุมด้วยกล่องสมองกลรุ่นล่าสุด พร้อมระบบ 3rd Start Mode ป้องกันการลื่นไถล เมื่อออกรถบนทางลื่น ในรุ่นเครื่องยนต์3000 Ddi VGS Turbo และยังคงเกียร์รุ่น “Maxmatic II” 4 สปีด เอาไว้ในรุ่นเครื่องยนต์ 3000 Ddi เช่นเดิม

อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ใหม่ VGS Turbo จะวางอยู่ใน ดีแมคซ์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ Cab4 เท่านั้น (รวมถึง MU-7 ทั้ง 3 รุ่นย่อย) ทั้งยังเพิ่มเครื่องยนต์ 2500 Ddi ใน D-Max Hi-Lander รุ่น 2 ประตู – 4 ประตู และ Rodeo 4WD อีกด้วย

Isuzu-Spacecab-Gold-Series Isuzu-D-Max-Cab-4-Gold

ในเดือนมีนาคม 2550 เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีทอง การดำเนินกิจการอีซูซุในประเทศไทย และฉลองยอดผลิต และยอดจำหน่ายอีซูซุทุกรุ่นครบ 2,000,000 คัน แนะนำสุดยอดยนตรกรรมรุ่นพิเศษ “Isuzu D-Max Gold Seriesใหม่!” ที่สุดแห่งคุณค่าระดับทอง และ “Isuzu MU-7 Gold Series ใหม่!”

Isuzu-D-Max-Cab4-Gold-Interior

มาพร้อมโลโก้ Isuzu สีทองรอบคัน, กระจังหน้าแบบ Full Face Grille, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED, เสาอากาศแบบ Active Roof Antenna , ไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED และกุญแจแบบ Integrated Key เป็นต้น พร้อมคว้า 4 ศิลปินชื่อดัง “ก๊อท – จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ, โดม – ปกรณ์ ลัม, ปีเตอร์ – ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และ มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

อีกทั้งยังเพิ่มรุ่นย่อย “SLX Smart” โดยต่างจากรุ่น SLX ตรงที่ชุดไฟหน้าไม่ใช่แบบโปรเจคเตอร์ และไม่มีไฟตัดหมอกหน้า

ในระยะเวลาเพียง 5 ปีเศษ อีซูซุ ดีแมคซ์ สามารถสร้างยอดจำหน่ายมากกว่า 800,000 คัน!

ในเดือนพฤศจิกายน 2550 อีซูซุ ได้ออกรุ่นพิเศษอย่าง D-Max Gold Series “Speed” ขับ 2 ล้อ เกียร์ธรรมดา ใส่ชุดแต่งทั้งคัน มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์แบบ 2.5 ลิตร และขนาด 3.0 ลิตร และ D-Max Cab4 Gold Series “GT” ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่ชุดแต่งรอบคัน จำนวนจำกัด มีใเฉพาะเครื่องยนต์แบบ 3.0 ลิตร เท่านั้น

Isuzu-D-Max-Platinum

Isuzu D-Max Spacecab Super Platinum Speed

9 ตุลาคม 2551 “อีซูซุ” จัดงานเปิดตัว D-Max และ MU-7 “Platinum” (แพลททินั่ม) แต่งหน้านิดหน่อย เสริมออพชั่นเพิ่ม กระจังหน้า และโลโก้คำว่า อีซูซุ ทุกตำแหน่งที่เคยเป็นสีทอง เปลี่ยนไปเป็นสีเงินแบบ แพลททินั่ม

Isuzu-D-Max-Super-Platinum

17 กันยายน 2552 “อีซูซุ” เปิดตัว D-Max และ MU-7 “Super Platinum” (ซูเปอร์ แพลททินั่ม) ซึ่งได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย อาทิ กันชนหน้า กระจังหน้า ล้ออัลลอยด์ลายใหม่ พร้อมเพิ่มทางเลือกด้วย “ไอ-จินนี่” ระบบนำทางที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานจากผู้ผลิตครั้งแรกในตลาดปิกอัพเมืองไทย

ห้องโดยสารโทนสีเบจในรุ่น 4 ประตู และแผงคอนโซลสไตล์ “Black Modern Graphite” เพียบพร้อมด้วย Platinum Entertainment จาก Kenwood ด้วยเครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบไร้สาย Built-in Bluetooth และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้ทั้ง iPhone, iPod และ เครื่องเล่น MP3 พร้อมเมนูภาษาไทย ติดตั้ง กล้องมองภาพขณะถอยจอด Platinum Vision Camera จาก Kenwood รวมถึงระบบนำทาง “ไอ-จินนี่” ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานจากผู้ผลิตครั้งแรกในตลาดปิกอัพเมืองไทย

Isuzu D-Max Hi-Lander Super Platinum Modern Move

ในงาน Motor Expo 2009 อีซูซุ ส่งรุ่นพิเศษกระตุ้นตลาด “Isuzu D-Max Hi-Lander Super Platinum” รุ่น 4 ประตู Modern Move สี “Omega White Pearl” แต่งแบบ “Modern Move” รอบคัน ภายในเบาะหนังสีเบจ พร้อมลายไม้ “Black Blue Pearl” และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ จำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น

และรุ่นพิเศษ “Isuzu D-Max Space Cab Super Platinum Speed 2500 DDi” สีพิเศษ “Starry Black Mica” มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน ภายในตกแต่งด้วยลายไม้ “Black Blue Pearl” ผลิตจำนวนจำกัด 1,200 คัน (เฉพาะสีดำ ผลิตเพียง 720 คัน)

Isuzu-X-Series-Speed

18 กุมภาพันธ์ 2553 อีซูซุ เปิดตัว “Isuzu D-Max X-Series” (อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์- ซีรี่ส์) ใหม่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบรถกระบะแนวสปอร์ตโดยเฉพาะ ใส่ชุดแต่งทั้งภายนอกและภายใน เน้นสีดำ-แดง

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Super-Titanium

23 กันยายน 2553 อีซูซุ เปิดตัว “Isuzu D-Max” และ “MU-7 “Super Titanium” (ซูเปอร์ ไททาเนียม) อีกแล้ว! และเป็นครั้งสุดท้ายที่มีปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นนี้ โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในวงการรถปิคอัพในเมืองไทย ที่มีการติดตั้ง กล้องมองภาพด้านหน้า หรือที่ อีซูซุ เรียกว่า Titanium Vision ช่วยในการมองภาพในมุมอับเวลาถอยจอด โดยกล้องมองภาพด้านหน้า มีมุมมองด้านหน้า กว้าง 190 องศา ในขณะที่ด้านหลัง กว้าง 135 องศา

และในส่วนของภายใน ใช้มาตรวัดเรืองแสงแบบ สีส้มแอมเบอร์ สไตล์สปอร์ต แบบ Super Vision พร้อมจอแสดงข้อมูลแบบ Multi-information Meter ส่วนระบบเนวิเกเตอร์ i-Genii มากับดีไซน์ ไอคอนเมนูใหม่ Scrolling 3D Icon และทำการอัพเกรดซอฟต์แวร์ใหม่, แผนที่ใหม่ แสดงผลแบบ 3 มิติ

มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ในรุ่น Speed, รุ่น Hi-Lander 2 ประตู และ 4 ประตู แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น Rodeo และรุ่น LS 4 ประตู …

Isuzu-D-Max-Rodeo-2007

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับ Isuzu D-Max เจเนอเรชั่นแรก ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถกระบะมือสองรุ่นยอดนิยมสุดๆ รูปทรงสวย ทนทาน อะไหล่หาง่าย คุณภาพคับแก้ว ของแต่งเยอะ แข็งแกร่งและประหยัดตามสไตล์อีซูซุ และราคาขายต่อ ที่ตกน้อยกว่า

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถกระบะยอดอรรถประโยชน์ ทนทาน แข็งแกร่ง ไม่จุกจิก สำหรับไว้ใช้งาน ภายในกว้างขวาง จะบรรทุกขนของ ขับขี่ท่องเที่ยวก็ได้ ประหยัดน้ำมัน แต่ข้อด้อยก็อาจจะมี ตรงที่ปัญหาแหนบดัง กินน้ำมันเครื่อง (ในรุ่นที่ต่ำกว่าปี 2008) หรือเสียงเครื่องดีเซลดังเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล กระบะรุ่นนี้ทนทาน ยอดขายเยอะ อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ศูนย์บริการดี เคลมง่าย อันไหนพัง เปลี่ยนให้ใหม่เลย จบ … เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็พอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 110,000 – 600,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ปีรถ รุ่นย่อย แบบของตัวรถกระบะ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Isuzu D-Max รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิ๊กเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/isuzu-d-max ได้เลยครับผม

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก :
Press Kit Isuzu D-Max / ข้อมูลสื่อมวลชน หลากหลายรุ่น
http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9480000128435
http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9490000100762
http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9490000042260
http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9490000134584
http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120489
https://mgronline.com/motoring/detail/9500000113799
https://mgronline.com/motoring/detail/9520000108867
https://mgronline.com/motoring/detail/9530000023903
http://topicstock.pantip.com/ratchada/topicstock/2010/09/V9700262/V9700262.html

(สงวนลิขสิทธิ์)