ที่สุดของยางรถยนต์ใหม่สำหรับครอบครัว

ปัจจุบันในบ้านเรามีรถหลากหลาย Segment มาก แต่ละแบรนด์ผลิตรถออกมาหลากหลายรุ่นเพื่อตอบสนองการใช้งานได้ให้ตรงกับการใช้งานจริงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถ Eco-Car รถเก๋งขนาดเล็ก รถ Compact รถ SUV รถกระบะ รถตู้ รถแวน แต่เพื่อนๆ รู้ไหมครับ ว่าประเภทรถไหนที่มีการเติบโตเพิ่มมากที่สุด ?? ต้องบอกตรงๆว่า กลุ่มรถ SUV รถอเนกประสงค์ กับ กระบะยกสูงมี % การเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อยๆทุกปีครับ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานมากที่สุดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ที่สุดของยางรถยนต์ใหม่สำหรับครอบครัว

ซึ่งรถประเภทนี้ก็จะเหมาะกับรถสำหรับครอบครัว สามารถใช้งานออกต่างจังหวัดได้ดี ซึ่งพอดูการใช้งานจริงๆ ไทร์บิดก็เห็นว่าความสำคัญของรถประเภทนี้ก็คือ เรื่องสมรรถนะการขับขี่ที่ต้องดีให้สามารถใช้งานได้ทุกสภาพถนน และ อีกเรื่องคือความสบายในการขับขี่ครับ ซึ่งส่วนหนึ่งของรถที่ส่งผลต่อปัจจัยทั้งสองส่วนก็คือ เรื่องของยางรถยนต์ครับ ทางไทร์บิดอยากจะแนะนำยางรุ่นใหม่รุ่นหนึ่งที่ค่อนข้างตอบโจทย์ทั้งสองปัจจัยมากๆ ครับ ก็คือยี่ห้อ Goodyear รุ่น Assurance MaxGuard SUV ซึ่งต้องบอกว่าเป็นยางที่สำหรับ SUV และกระบะยกสูงโดยเฉพาะครับ

ที่สุดของยางรถยนต์ใหม่สำหรับครอบครัว

ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ทาง Goodyear นำเสนอ 2 IN 1 ครับ ก็คือเรื่องของการรีดน้ำเกาะถนนบนถนนเปียก และ ความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานครับ ซึ่งทาง Goodyear ได้นำเทคโนโลยีหลักสองอย่างมาใช้ในยางรุ่น Assurance MaxGuard SUV ก็คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า ActiveGrip Technology และ DuraGuard Technology ซึ่งไทร์บิดจะมาอธิบายว่าสองเทคโนโลยีสองข้อดีมันมีดียังไงครับ

ที่สุดของยางรถยนต์ใหม่สำหรับครอบครัว

อย่างแรก ActiveGrip Technology ชื่อก็ชัดเจนแล้วครับเกี่ยวกับเรื่องของการยึดเกาะถนนครับ ซึ่ง ตัวเทคโนโลยีนี้จะแบ่งเป็นสองส่วนครับก็คือส่วนของ ลายดอกยาง และ สูตรเนื้อยางใหม่ สำหรับลายดอกยางการออกแบบใหม่ทำให้มีลายดอกยางทั้งแนวตั้งและแนวนอนเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการระบายน้ำออกจากหน้ายางและยังช่วยตัดฟิล์มน้ำทำให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนได้ดียิ่งขึ้นบนถนนเปียก ซึ่งเพื่อนๆวิ่งออกต่างจังหวัดก็ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นเพราะปัญหาการเหินน้ำเป็นปัญหาหลักๆของอุบัติเหตุบนท้องถนนรองลงมาจากเรื่องความประมาทครับ ส่วนต่อมาก็คือเรื่องของสูตรเนื้อยางเนื้อยางของ Goodyear Assurance MaxGuard SUV รุ่นนี้ มีโมเลกุลเล็กลงกว่ายางรุ่นเก่าครับทำให้เวลาแนบสนิทกับพื้นถนนนั้นทำได้ดียิ่งขึ้นซึ่งจะช่วยให้เพื่อนๆยิ่งมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับการยึดเกาะถนนบนถนนแห้งอีกด้วยครับ

ที่สุดของยางรถยนต์ใหม่สำหรับครอบครัว

ส่วนของเทคโนโลยีที่สอง DuraGuard Technology แน่นอนครับเป็นเรื่องของการปกป้องแข็งแรงของยางครับด้วยการพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งของเข็มขัดรัดหน้ายางของยาง Goodyear Assurance MaxGuard SUV ซึ่งเข็มขัดรัดหน้ายางจะอยู่ใต้ฐานดอกยางครับซึ่งจะทำหน้าที่สองส่วนครับ อย่างแรกเลยความแข็งแรงเมื่อโดนกระแทกบริเวณหน้ายางครับเช่นปัญหาการตกหลุมเทคโนโลยีนี้ก็จะทำให้ช่วยลดปัญหายางแตกเสียหายจากกระแทกครับ

ส่วนที่สองของเข็มขัดรัดหน้ายางที่แข็งแรงก็คือ หน้ายางจะถูกขึงตึงเพิ่มมากยิ่งขึ้นและมีการขยับตัวที่น้อยลง ซึ่งทำให้เวลาเราใช้งานแล้วหน้ายางสามารถสัมผัสกับพื้นถนนได้เต็มหน้าซึ่งจะส่งผลดีทั้งเรื่องของการยึดเกาะถนน และ อายุการใช้งานครับ เพื่อนๆอาจสงสัยใช่ไหมครับว่าเกี่ยวยังไงกับอายุการใช้งาน ไทร์บิดจะอธิบายให้ฟังครับ เป็นเพราะว่าเมื่อหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนได้เต็มหน้าเท่ากับว่าหน้ายางมีพื้นที่ในการรับน้ำหนักเยอะขึ้นเวลาถูกกดทับจากน้ำหนักรถก็จะถูกเฉลี่ยบนหน้ายางได้เยอะขึ้นทำให้การสึกก็จะช้าลง ส่งผลให้อายุการใช้งานของยาง Goodyear Assurance MaxGuard SUV มีอายุการใช้งานที่มากขึ้นครับ

เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับเรื่องที่เพื่อนๆค่อนข้างเป็นกังวลกับเรื่องยาง Goodyear ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียงและเรื่องของความแข็งของยาง ต้องบอกเลยว่าปัจจุบัน Goodyear เปลี่ยน New generation แล้วครับ เพราะยางทุกรุ่นของ Goodyear แก้ไขในเรื่องเก่าๆทั้งหมดแล้วครับเพราะภายใน สามปีนี้ Goodyear ออกมาทั้ง Assurance Duraplus2, Assurance Triplemax2, Eagle F1 Sport, Wrangler AT SilentTrac และสุดท้ายก็คือ Assurance MaxGuard SUV รุ่นนี้ครับเปลี่ยนใหม่หมด เพื่อนๆหายห่วงได้เลยครับกับภาพลักษณ์เก่าๆที่เพื่อนๆเคยเจอ ไทร์บิด ยืนยัน นั่งยัน นอนยันครับ และหากเพื่อนๆต้องการเช็กราคายางแต่ละรุ่นของทาง Goodyear สามารถเช็กได้ที่ https://tiresbid.com/home ได้ครับ เพราะ ไทร์บิด x Goodyear เรียบร้อยแล้วครับ ตัวแทนขายบนออนไลน์อย่างเป็นทางการของทาง Goodyear ครับ

หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยไม่รู้ว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนและช้อปเช็กยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com ได้เลยครับ เพราะเราเป็นเว็บที่ดีที่สุดครับ และเพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ เราเป็นตัวกลางยางมืออาชีพ ข้อมูลยางกว่า 16 ยี่ห้อ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์นะครับ วันนี้ก็ขอขอบคุณมากครับเพื่อนๆที่ติดตาม หากมีข้อสงสัยเลือกยางไม่ถูกสอบถามมาที่ไทร์บิดของเราได้เลยครับ ขอบคุณมากครับ

แนะนำวิธีรักษาความสะอาดภายในรถยนต์ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

ความสะอาดถือเป็นสุขอนามัยที่สำคัญมองข้ามไม่ได้สำหรับการใช้รถ โดยเฉพาะความสะอาดภายในห้องโดยสารที่มีผลต่อสุขภาพผู้ใช้รถโดยตรง การปล่อยปละละเลยการทำความสะอาดห้องโดยสารย่อมก่อให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นอับชื้น รวมไปถึงโอกาสแพร่กระจายของเชื้อ โควิด 19 ได้ง่าย ๆ ตัวอันตรายสำหรับสุขภาพอนามัยในยุคปัจจุบัน รู้ใจจึงอยากพาคุณไปตรวจหา “จุดซ่อนเร้น” ที่ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดภายในรถกันสักหน่อย รวมถึงวิธีการทำความสะอาด ใช้อะไรเช็ดภายในรถ รูปแบบต่าง ๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีภายในห้องโดยสาร ไม่เป็นจุดเสี่ยงรวมเชื้อโรคภายในรถ ปราศจากโอกาสที่เชื้อโควิด 19 จะมากล้ำกรายทุกคน

จุดรวมสิ่งสกปรกภายในรถ พร้อมวิธีดูแลรถยนต์ให้ไกลจากโควิด 19

ด้วยความใส่ใจในสุขภาพช่วงเวลาภาวะวิกฤตโควิด 19 การระบาดของโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจที่เจ้าเชื้อร้ายนี้สามารถแฝงเร้นอยู่ภายในรถคันโปรดของคุณได้ อีกทั้งยังมีอายุในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ยาวนานถึง 8-24 ชั่วโมง การมองหาจุดละเลยต่าง ๆ ที่อยู่รอบคันรถเราจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้จัดการปัญหาทุกอย่างได้อย่างราบรื่น

นอกจากเชื้อโควิด 19 จะห่างไกลไปจากทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ยังเป็นการป้องกันและรักษาสุขอนามัยภายในรถได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย และนี่คือ “5 จุดเสี่ยงภายในรถ” ที่ต้องใส่ใจในเรื่องความสะอาด มีตรงไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

แนะนำวิธีรักษาความสะอาดภายในรถยนต์ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

1.เบาะนั่งรถยนต์

ถือเป็นจุดที่ต้องดูแลใส่ใจอย่างเป็นพิเศษเพราะเบาะนั่งรถยนต์เป็นพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ถูกจับและสัมผัสมากที่สุด อีกทั้งเรายังต้องฝังตัวนั่งอยู่ในบริเวณตำแหน่งที่นั่งต่าง ๆ เป็นเวลานานตามระยะทางการเดินทางของเรา ซึ่งกลิ่นอับชื้นและเชื้อโรคต่าง ๆ มักฝังตัวอยู่ตามเบาะที่นั่งจากการสัมผัสและปนเปื้อนของสิ่งไม่พึ่งประสงค์เหล่านี้ ดังนั้นพื้นที่เบาะโดยสารจึงควรเป็นพื้นที่ที่ต้องเอาใจใส่มากเป็นจุดแรกสำหรับการดูแลรักษาทำความสะอาดให้เกิดสุขอนามัยที่ดี ไม่มีกลิ่นอับชื้นและเป็นการทำลายแหล่งเพาะตัวของเชื้อโควิด 19 อีกด้วย

สำหรับการทำความสะอาดเบาะรถนั้นต้องพิจารณาจากวัสดุที่ใช้ทำเบาะด้วย โดยทั่วไปเบาะรถยนต์จะใช้วัสดุในการหุ้มอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่เบาะผ้า เบาะหนังซึ่งมีทั้งหนังแท้และหนังสังเคราะห์ รวมไปถึงเบาะกำมะหยี่ ซึ่งการดูแลรักษาความสะอาดที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้

• การทำความสะอาดเบาะผ้า เป็นพื้นที่ที่คราบฝังแน่นต่าง ๆ เกาะติดง่ายที่สุด แต่ถึงกระนั้นการทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายที่สุดด้วยเช่นกัน วิธีการง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ โดยทุกครั้งที่จอดพักรถควรจอดรถเปิดประตูให้รถได้ถูกแสงแดดในการฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ นอกจากนั้นการใช้น้ำสบู่อ่อน ๆ ผสมน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดอยู่เป็นประจำก็ทำให้เบาะรถของเราห่างไกลจากสิ่งสกปรกไปได้มากทีเดียว
• การทำความสะอาดเบาะหนัง สามารถใช้น้ำผสมสบู่เช็ดเบาะหลังจากการใช้งาน เพียงเท่านี้ทั้งกลิ่นอับและเชื้อโรคก็พร้อมจากไกลไปจากรถคุณอย่างแน่นอน
• การทำความสะอาดเบาะผ้ากำมะหยี่ ต้องใช้ผงซักฟอกแบบพิเศษที่มีส่วนผสมของ ซิลเวอร์นาโน ช่วยฆ่าและยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยการผสมน้ำและใช้แปรงปัดถูกเบา ๆ ไปให้ทั่ว เพียงเท่านี้เบาะรถก็จะสะอาดเงางามและปราศจากเชื้อโรคอย่างแน่นอน

แนะนำวิธีรักษาความสะอาดภายในรถยนต์ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

2.ช่องแอร์ภายในตัวรถ

ไม่ว่าจะเป็นรถส่วนบุคคล หรือรถโดยสารขนาดใหญ่ รวมไปถึงรถอเนกประสงค์ SUV ช่องแอร์ที่มีอยู่อย่างมากมายรอบคันรถ ถ้าหากดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดีจะเป็นอุปกรณ์ที่สร้างอากาศที่ดียอดเยี่ยมให้กับคุณ แต่ถ้าขาดการบำรุงดูแลรักษา และเอาใจใส่อย่างเหมาะสมก็จะกลายเป็นสถานที่พักเชื้อรวมไปถึงเชื้อโควิด 19 ที่พร้อมกระโดดออกมาทำร้ายทุกคนที่คุณรักได้ด้วย ดังนั้นการทำความสะอาดช่องแอร์ รวมไปถึงระบบแอร์ภายในรถจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลระบบแอร์และช่องแอร์ภายในรถคือการหมั่นเช็ดทำความสะอาดในส่วนของบานพับแอร์ต่าง ๆ รวมไปถึงจุดที่สามารถสัมผัสได้เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นปุ่มเปิดปิดแอร์ ปุ่มปรับอุณหภูมิ ในเวลานี้การเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถทำได้ในทุกเวลาที่ต้องการ ระมัดระวังการใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นในการเช็ดทำความสะอาดเพราะความแรงของแอลกอฮอล์นั้น จะทำให้สีหลุดลอกออกมาได้ง่าย
และอีกหนึ่งวิธีการดูแลช่องแอร์แบบง่าย ๆ คือการไม่นำอาหารหรือสิ่งที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เข้ามาในรถเพราะจะทำให้ระบบแอร์ทำงานหนัก ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการระบายอากาศและการฟอกอาการทำได้อย่างไม่เต็มที่ และควรตรวจสอบระบบการทำงานของแอร์รถทุก ๆ 6 เดือนอีกด้วย

แนะนำวิธีรักษาความสะอาดภายในรถยนต์ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

3.จุดวางของภายในรถ

ถือเป็นจุดที่ถูกละเลยอยู่เป็นประจำ จุดวางของที่เล็กและไม่เป็นที่สังเกตจึงถูกหมางเมินไม่ให้ความใส่ใจในการทำความสะอาดมากนัก ส่วนใหญ่จุดเหล่านี้จะถูกทำออกมาในรูปแบบของลิ้นชักหรือบานพับที่ซ่อนตัวในโครงสร้างรถได้อย่างลงตัว นอกจากทำให้ดูไม่เกะกะตาแล้ว ยังคงทำให้คุณไม่สามารถมองดูได้อย่างถ้วนถี่ว่าทำความสะอาดดีแล้วหรือไม่ และเมื่อถึงคราวฉุกเฉินที่ต้องการเก็บของยามใด การเปิดใส่ของเข้าไปโดยไม่สำรวจตอบสอบให้ดี ยิ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับการหมักหมมของกลิ่นอับและเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าไปอีกด้วย

ดังนั้นหลังจาก การใช้รถ ทุกครั้ง ใช้เวลาซักนิดตรวจสอบลิ้นชักเล็ก ๆ รวมไปถึงจุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อวางของต่าง ๆ ภายในรถให้ดี การใช้ทิชชู่เปียก หรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดฝุ่นในรถ ทำความสะอาดอยู่เป็นประจำจะเป็นการทำลายแหล่งเพาะเชื้อและหมักหมมของฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อโควิด 19 ที่อาจแฝงตัวมาอยู่ในบริเวณนั้นด้วยก็เป็นได้

แนะนำวิธีรักษาความสะอาดภายในรถยนต์ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

4.ที่จับเปิด-ปิดประตู และกระจกรถ

อีกหนึ่งสิ่งของที่ถูกใช้งานมากที่สุด แต่ถูกละเลยมากที่สุดเช่นกัน สิ่งสกปรกต่าง ๆ มักเข้าไปแฝงเร้นซ้อนตัวอยู่อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในภาวะเร่งรีบที่ทุกคนต่างนำอาหารขึ้นมากินบนรถ เมื่อมือเปื้อนพร้อมกับทำความสะอาดได้ไม่ดีมากนัก เมื่อถึงจุดหมายทุกคนต่างจับบานพับปลดล็อก เปิดประตู พร้อมกับนำคราบสกปรกต่าง ๆ ไปฝังตัวอยู่ในบริเวณนั้น ยิ่งรถคันใดผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานมักจะเกิดเป็นรอยบุ๋มลึกลงไปยากต่อการทำความสะอาดและยังเป็นแหล่งรวมความสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ดังนั้นทุกครั้งหลังจากการใช้งานแล้ว คุณควรไล่ เช็ดฝุ่นรถ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้อยู่เสมอโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมน้ำเช็ดตามบานพับและจุดที่เป็นร่องรูต่าง ๆ ตามพื้นที่เปิด-ปิดประตูรวมไปถึงสวิตซ์เปิดกระจกให้สะอาดไม่มีคราบสกปรกสะสมอยู่ตลอดเวลา

แนะนำวิธีรักษาความสะอาดภายในรถยนต์ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

5.ปุ่มล็อกเข็มขัดนิรภัย

เชื่อแน่ว่าเป็นชุดอุปกรณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการถูกจับและสัมผัสจนกลายเป็นแหล่งรวมสิ่งสกปรก จุดหมักหมม รวมไปถึงการเกิดโอกาสการแพร่เชื้อโควิด 19 ผ่านทางปุ่มล็อกเข็มขัดนิรภัยนี้ เรียกว่า นอกจากบานพับเปิด-ปิดประตูรถแล้ว เจ้าปุ่มล็อกเข็มขัดนิรภัยจะเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ผ่านมือคนมากที่สุด ได้รับการสัมผัสบ่อยที่สุด และแน่นอนความพลั้งเผลอจึงเป็นการนำเชื้อโรคไวรัสไปเกาะติดรอให้ผู้ใช้งานคนอื่นมาสัมผัสและรับเชื้อไปจากจุดสัมผัสเหล่านั้น

เนื่องจากปุ่มสัมผัสเหล่านี้เป็นพลาสติกแข็งทำความสะอาดได้ง่าย การเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอยู่เป็นประจำย่อมเพียงพอต่อการ ดูแลสุขอนามัยภายในรถ ของคุณให้ห่างไกลจากกลิ่นเหม็นอับในจุดที่ถูกละเลย รวมไปถึงการจัดการแหล่งเพาะเชื้อของโควิด 19 ให้ห่างไกลจากทุกคนในรถของคุณให้มากที่สุด

ใช้อะไรเช็ดภายในรถ กับจุดอับที่คุณมักนึกไม่ถึงว่าจะเป็นแหล่ง “สะสม” ของสิ่งสกปรก กลิ่นเหม็นอับ และเชื้อโรคโดยเฉพาะโควิด 19 ที่แฝงเร้นมาอยู่ในรถคันเก่งของคุณ รู้ใจ อยากให้คุณเอาใจใส่ทำความสะอาดพื้นที่เหล่านี้ให้ดี ด้วยรูปแบบการทำความสะอาดที่เหมาะสม มั่นใจว่าสะอาดชัวร์ รวมไปถึงการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของทุกคนในรถคู่ไปกับการมองหารูปแบบการคุ้มครองจากประกันสุขภาพซึ่งที่ รู้ใจ มาพร้อมกับประกันโควิดออนไลน์ให้คุณเลือก ซื้อง่าย สบายใจกว่า! ให้คุณและคนที่คุณรักพร้อมสู้โรคโควิด ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจไม่มีสะดุด

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นใหม่ ๆ จากรู้ใจได้ทาง FB Fan page: Roojai หรือ คลิก add Official Line ของเราไว้ได้เช่นกัน

เจาะลึกรถยนต์ที่มาพร้อมระบบเกียร์ CVT และการดูแลรักษา

ว่าด้วยการขับรถยนต์ที่มีระบบเกียร์ CVT ระบบการขับเคลื่อนรถที่สุดล้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเร่งความเร็วพร้อมกับความปลอดภัย ให้ทุกการขับขี่ของคุณเต็มไปด้วยความมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักกับการขับรถยนต์เกียร์ CVT ในรูปแบบนี้ ดังนั้นคำถามคือก่อนการซื้อรถครั้งต่อไปของคุณ ควรเลือกรถที่ใช้ระบบเกียร์ CVT ดีหรือไม่ พร้อมทั้งการบำรุงรักษาเป็นอย่างไร วันนี้ รู้ใจ จะมาบอกกัน อะไรบ้างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนของรถประเภทนี้ เราไปดูกันเลย

เจาะลึกรถยนต์ที่มาพร้อมระบบเกียร์ CVT และการดูแลรักษา

ทำความรู้จักกับระบบเกียร์ CVT และความแตกต่างจากเกียร์อัตโนมัติทั่วไป

เรียกว่าคนขับรถโดยทั่วไปแทบไม่เคยรู้กันมาก่อนเลยว่าในปัจจุบันนี้มีการออกแบบระบบเกียร์สำหรับการขับเคลื่อนออกมาหลายรูปแบบ และรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง มีใช้อยู่ในรถหลาย ๆ รุ่น หลากหลายแบรนด์ คือระบบเกียร์ CVT ระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงความปลอดภัยในการควบคุมที่ดียอดเยี่ยม มาดูกันว่าระบบเกียร์ CVT นี้มีการพัฒนาการทำงานที่เหนือกว่าเกียร์ประเภทอื่นอย่างไร

เจาะลึกรถยนต์ที่มาพร้อมระบบเกียร์ CVT และการดูแลรักษา

ทั่วไปแล้วระบบการทำงานของเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ปกตินั้น จะมาในรูปแบบของอัตรากำลังทดที่ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วให้สูงขึ้น โดยการเลื่อนขยับของชุดเฟืองในระบบเกียร์ตามระดับของความเร็ว สิ่งที่สามารถรู้สึกได้นั่นคือ ทุกจังหวะที่เกียร์เปลี่ยนคุณจะสัมผัสถึงแรง “กระชาก” ที่เกิดขึ้นระหว่างเกียร์ที่เปลี่ยนอยู่เสมอ

แต่การทำงานของระบบเกียร์ CVT หรือที่เรียกกันในภาษาช่างว่าเป็นระบบ CONTINOUS VARIABLE TRANSMISSION นั้นจะต่างออกไป เป็นการทำงานแบบ “ระบบเกียร์แปรผัน” เป็นการทำงานประสานกันของพูเลย์สองตัวที่จะทำหน้าที่แปรผันระบบเกียร์ที่เราใช้งานตามความเร็วของรถนั่นเอง

ข้อดีของการขับรถยนต์ระบบเกียร์ CVT

สำหรับรถยุคใหม่ในปัจจุบันยิ่งในรถที่ถูกผลิตผ่านโรงงานของเครือข่ายจากประเทศญี่ปุ่น จะเลือกใช้ระบบเกียร์ CVT กันมากยิ่งขึ้น เหตุผลก็เพราะด้านการขับขี่ที่เต็มไปด้วยความปลอดภัยสูง รวมไปถึงการจัดการความเร็วที่ช่วยให้การขับขี่ต่อเนื่อง ในการขับเคลื่อนแต่ละช่วงความเร็วจะไม่พบกับอาการกระชากกระตุกเปลี่ยนเกียร์ ทุกอย่างจะขับเคลื่อนไปด้วยความนุ่มนวล ซึ่งคุณจะไม่เจอกับจังหวะกระชากใด ๆ ในระหว่างการขับขี่แม้แต่น้อยตั้งแต่รถเริ่มวิ่งจนทำความเร็วสูงสุด

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถือเป็นจุดอ่อนของระบบเกียร์ CVT คือเรื่อง “อัตราเร่ง” ที่จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รวดเร็วทันใจเมื่อเทียบกับระบบเกียร์อัตโนมัติหรือแม้แต่เกียร์ธรรมดา “สายซิ่ง” อาจไม่ถูกใจสิ่งนี้ที่ชอบความแรงแบบทันใจทุกการเหยียบคันเร่ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระบบเกียร์ CVT นี้ถูกออกแบบมาก็เพื่อในเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะเมื่ออุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากใช้รถความเร็วสูง ระบบเกียร์ CVT นี่แหละจะทำให้ความเร็วมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น ช่วยลดความเร็วของรถได้ระดับนึง

เจาะลึกรถยนต์ที่มาพร้อมระบบเกียร์ CVT และการดูแลรักษา

แล้วระบบเกียร์ CVT มีวิธีดูแลรักษาอย่างไร

สำหรับรถยนต์ระบบเกียร์ CVT วิธีดูแลนั้นแทบไม่มีอะไรยุ่งยากเลย ซึ่งหัวใจสำคัญสำหรับการดูแลรักษารถยนต์ระบบเกียร์ CVT คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถนั่นเอง ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการยืดอายุการใช้งานของเกียร์ประเภทนี้ได้ ซึ่งคำแนะนำการใช้งานต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

1.งดการออกตัวแบบกระชากคันเร่ง

การขับรถยนต์ระบบเกียร์ CVT เป็นระบบการขับเคลื่อนที่เน้นการไต่ระดับของความเร็วขึ้นไปทีละน้อยเพื่อลดอาการกระชากที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหากคุณเหยียบคันเร่งเข้าไปเต็มแรง แน่นอนว่าสำหรับการขับขี่ที่เกิดเหตุอันไม่ตั้งใจ ระบเกียร์ CVT จะไม่ทำให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบคุมไม่อยู่

แต่สำหรับนักขับ “สายซิ่ง” อาจรู้สึกไม่ทันใจกับพลังของเครื่องยนต์ที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นในรูปแบบ “รอรอบ” จังหวะการทดของเกียร์ ทำให้แทนที่จะเห็นรถวิ่งฉิวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว แต่กลับต้องทนรอจังหวะรถที่ค่อย ๆ ไต่ความเร็วขึ้นไป ซึ่งการเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วในทันทีนี้ จะทำให้ระบบเกียร์ CVT พังเร็วมากยิ่งขึ้น

2.ลดจังหวะการขับรถแบบคิกดาวน์

หลายคนคงสงสัยกันว่า การขับรถแบบคิกดาวน์คืออะไร และคุณเองกำลังมีพฤติกรรมการขับรถในแบบนี้อยู่หรือเปล่า สำหรับการขับรถแบบคิกดาวน์ คือการเหยียบคันเร่งเพื่อเค้นการทำงานของระบบเครื่องและระบบเกียร์ให้ออกมาเต็มกำลัง หรือที่เรามักเรียกกันในหมู่นักขับว่า “เหยียบกันมิดคันเร่งมิดไมล์“ ซึ่งโดยส่วนใหญ่การขับในรูปแบบนี้ เรามักใช้ในจังหวะการแซงรถซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าการขับแบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเกียร์รถยนต์สักเท่าไร

การขับแบบคิกดาวน์บ่อย ๆ นั้น จะทำให้แรงบิด แรงเค้น เกิดขึ้นบ่อยในระบบเกียร์ แม้ว่าระบบเกียร์ CVT จะใช้วัสดุโลหะผสมที่มีความทนทานสูงมาขึ้นรูปชิ้นงานก็ตาม แต่เมื่อทำงานหนักบ่อยๆ ก็ไม่อาจทานทนต่อแรงเค้นมหาศาลที่เกิดขึ้นได้ ก่อให้เกิดอาการสึกหรอของชุดเกียร์ที่อาจมีบทลงเอยด้วยการเสียค่าซ่อมรถด้วยเงินทุนมหาศาลเลยที่เปรียบเสมือนฝันร้ายในการใช้รถของคุณเลยก็ว่าได้

3.การขับรถทางไกลด้วยความเร็วคงที่

สำหรับนักขับผู้ชื่นชอบการเดินทางไกลและต้องเดินทางไปกับรถที่มีระบบเกียร์ CVT ต้องห้ามใจกันซักนิดที่จะไม่เพิ่มความเร็วให้กับรถอย่างเต็มแรงจนเกินไป เพราะถึงอย่างไร รถในระบบเกียร์ CVT จะค่อยๆ ปรับความเร็วขึ้นไปช้าๆ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการออกแบบมาเพื่อให้รถสามารถทำความเร็วในระดับสูงได้ด้วยการใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าปกติ สิ่งที่ตามมาก็คือ รถในระบบเกียร์ CVT จะมีอัตราการประหยัดพลังงงานน้ำมันที่สูงมาก

ดังนั้นการคะยั้นคะยอเพิ่มความเร็วให้กับรถ นอกจากจะทำให้เกิดการสึกกับระบบเกียร์ที่ต้องรับภาระในการขับขี่ที่หนักหน่วงแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาของการที่รถใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ทางที่ดีควรปล่อยให้รถค่อย ๆ เพิ่มความเร็วด้วยตัวเองตามระบบการทดรอบของเกียร์ วิธีนี้จะช่วยเค้นประสิทธิภาพการเดินทางได้ดีกว่าการเปลี่ยนรอบความเร็วขึ้นลงอยู่บ่อยครั้งที่จะทำให้ระบบเกียร์สึกหรอได้ไวยิ่งขึ้นอีกด้วย

4.หลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนเกียร์แบบ Paddle shift

สำหรับนักขับที่ชื่นชอบความแรงและความไวมักเค้นประสิทธิภาพของรถเกียร์ออโต้ด้วยการ “Shift” เกียร์อยู่เสมอ ด้วยการใช้เทคนิคการทดรอบขึ้นลงแบบรถเกียร์ธรรมดา (MT) ใช่แหละว่าช่วยให้คุณขับสนุกมากขึ้น ช่วยให้เกิดพลังการขับเคลื่อนที่พุ่งไปข้างหน้าได้มากกว่า แต่อีกแง่..! การขับเช่นนี้เป็นการทำร้ายระบบเกียร์ CVT อย่างมาก! ไม่ว่าจะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐานหรือระบบเกียร์ CVT ต่างไม่ชอบจังหวะการ Shift เกียร์โดยไม่จำเป็นแบบนี้แทบทั้งสิ้น

เพราะระบบการเปลี่ยนแปลงเกียร์ถูกออกแบบมาเพื่อการขับเคลื่อนในพื้นที่คับขัน ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับความเร็วให้กับรถในการวิ่ง และยิ่งเป็นระบบเกียร์ CVT แล้วจะทำให้เกิดแรงเค้นสุดมหาศาลกับระบบเกียร์ โดยเฉพาะในส่วนของสายพานเกียร์ที่จะทำงานในระบบอัตราทดแบบ FIX จะเกิดภาวะสึกหรอได้เร็วขึ้น บั่นทอนอายุการใช้งานไปอย่างไม่จำเป็น

5.ซ่อมบำรุงอย่างเข้าใจในประสิทธิภาพของรถ

ระบบเกียร์ CVT ในส่วนของการซ่อมบำรุงต้องทำอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับเกียร์อัตโนมัติทั่วไป โดยปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์จะทำกันที่ประมาณ 40,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะการบำรุงที่ควรทำอยู่เป็นประจำ โดยปกติสำหรับรถที่ใช้งานทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะทำการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ซักครั้ง ดังนั้น เมื่อถึงรอบระยะไมล์การซ่อมบำรุง ก็ควรดูแลที่ส่วนนี้ “อย่าให้ขาด” เพื่อการเตรียมความพร้อมด้านการขับขี่ให้เต็มประสิทธิภาพ หมดห่วงตอนใช้งานว่าจะขึ้นยานแม่

เจาะลึกรถยนต์ที่มาพร้อมระบบเกียร์ CVT และการดูแลรักษา

เมื่อทำความรู้จักกับระบบเกียร์ CVT กันไปแล้ว เชื่อว่าคุณน่าจะเข้าใจกับระบบขับเคลื่อนนี้มากขึ้น เข้าใจในการขับขี่และการดูแลรักษาเกียร์รถของคุณ (หากใช้ระบบเกียร์ CVT) หรือรู้ก่อนซื้อ หากรถคันที่คุณสนใจใช้ระบบเกียร์ CVT และเพื่อเพิ่มความมั่นใจไปอีกระดับ! การมองหาเพื่อนที่รู้ใจช่วยดูแลสุขสภาพรถของคุณด้วยประกันรถยนต์ที่ง่าย ราคาดี ไม่ซับซ้อน ก็เป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ทำประกันรถยนต์กับทางรู้ใจ ประกันออนไลน์ “รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า” สำหรับรถที่คุณรักและเพื่อความปลอดภัยของคุณในทุกเส้นทาง เช็คราคาประกันฟรีใน 60 วิ ประหยัดสูงสุด 30% ราคาดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ปลอดภัย ทุนประกันสูง คุ้มครองทันที มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. คำตอบสุดท้ายของประกันรถยนต์ออนไลน์ต้องที่นี่เลย

คุณยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นใหม่ ๆ จากรู้ใจได้ทาง FB Fanpage: Roojai หรือ คลิก add Official Line ของเราไว้ได้เช่นกัน

เคล็ดลับจัดไฟแนนซ์รถมือสอง ดอกเบี้ยต่ำ โดย CARRO Automall

ทุกวันนี้ หากคุณคิดจะออกรถยนต์สักคันหนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยความอยากได้ ความจำเป็นในการใช้งาน ถ้าหากซื้อด้วยเงินสดได้เลยก็คงจะดี เพราะไม่ต้องมีภาระมาผ่อนรถทุกเดือนในภายหลัง

แต่คนส่วนใหญ่มักติดเรื่องงบประมาณมีไม่เพียงพอ การซื้อรถมือสองมาใช้งานสักคัน ก็จะช่วยให้คุณประหยัดงบประมาณไปได้ รวมถึง ยังนำเงินก้อนหนึ่งไปวางดาวน์รถได้อีกด้วย

เรื่องต้องรู้ : เคล็ดลับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ ผ่อนรถมือสอง ให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ โดย CARRO Automall

สำหรับบริษัทไฟแนนซ์ ลีสซิ่ง หรือธนาคาร มักจะให้คนเช่าซื้อรถ วางเงินดาวน์กันขั้นต่ำตั้งแต่ 10% – 20% หรือบางแห่งก็มีจัดโปรโมชั่นดาวน์ 0% เพื่อต้องการให้คุณเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น แต่ภาระดอกเบี้ยก็ต้องจ่ายมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน โดยแต่ละแห่ง ก็มีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากัน

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายตลอดอายุสัญญา โดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยรถมือสองจะสูงกว่าดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่งประมาณ 4% – 15% แต่การคิดดอกเบี้ยรถมือสอง คำนวณค่างวด ผ่อนรถ จะมีวิธีการคำนวณการผ่อนรถมือสองอย่างไร CARRO Automall มีข้อมูลมาฝากครับ

อ่านเพิ่มเติม >> รวมอัตราดอกเบี้ยรถมือสอง ปี 2564 ทุกสถาบันการเงิน และไฟแนนซ์

ดูเพิ่มเติม >> เครื่องคำนวณสินเชื่อรถ โดย CARRO Automall

เรื่องต้องรู้ : เคล็ดลับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ ผ่อนรถมือสอง ให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ โดย CARRO Automall

สูตรคำนวณการผ่อนรถมือสอง มีดังนี้

1. หาดอกเบี้ยต่อปี = ยอดจัด X ดอกเบี้ย %
2. ได้ดอกเบี้ยต่อปี ก็หาดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา (ขึ้นกับจำนวนปีที่ผ่อน) = ดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนปีที่ผ่อน
3. ได้ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา ก็หายอดสินเชื่อรวมดอกเบี้ย = ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา + ยอดจัดไฟแนนซ์
4. ได้ยอดสินเชื่อรวมดอกเบี้ย ก็หา VAT = ยอดสินเชื่อรวมดอกเบี้ย X 7%
5. ได้ VAT ก็หายอดรวมสินเชื่อหลัง VAT = ยอดสินเชื่อรวมดอกเบี้ย + VAT
6. ได้ยอดรวมสินเชื่อหลัง VAT ก็หายอดผ่อนต่อเดือน = ยอดรวมสินเชื่อหลัง VAT / จำนวนเดือนที่ผ่อน

เพียงเท่านี้ ก็จะได้ค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือน

เรื่องต้องรู้ : เคล็ดลับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ ผ่อนรถมือสอง ให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ โดย CARRO Automall

ยกตัวอย่างเช่น

รถยนต์ Toyota Fortuner 2.4 V ปี 2019 ราคาขายอยู่ที่ 999,000 บาท หากคุณเลือกผ่อน 60 งวด ในอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.75% เมื่อดาวน์ไป 100,000 บาท จะคงเหลือยอดจัดไฟแนนซ์อยู่ที่ 899,000 บาท สามารถคำนวณได้ดังนี้

1. 999,000 X 3.75% = 22,750 –> ดอกเบี้ยต่อปีเท่ากับ 37,462 บาท
2. 37,462 X 5 = 187,310 –> ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาเท่ากับ 187,310 บาท
3. 187,310 + 899,000 = 1,086,310 –> ยอดสินเชื่อรวมดอกเบี้ย
4. 1,086,310 x 7% = 76,041.70 บาท ปัดเศษเป็น 76,042 บาท –> VAT ตลอดอายุสัญญา
5. 1,086,310 + 76,042 = 1,162,352 –> ยอดสินเชื่อหลัง VAT
6. 1,162,352 / 60 = 19,372.50 บาท –> ยอดผ่อนต่อเดือน

*การคำนวณนี้ใช้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้

แต่ถ้าหากคุณคำนวณไม่ถูก ก็สามารถติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่ของ CARRO ได้เลยครับผม ที่หน้า Fanpage Facebook CARRO Thailand

เรื่องต้องรู้ : เคล็ดลับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ ผ่อนรถมือสอง ให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ โดย CARRO Automall

เคล็ดไม่ลับ เลือกรถยนต์ให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ ไฟแนนซ์ชอบ

  • เครดิตของผู้ขอสินเชื่อดี เช่น ทำงานมั่นคง (บริษัทเอกชนขนาดใหญ่, ข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ), มีเงินหมุนเวียนเข้าบัญชีสม่ำเสมอ หรือไม่เคยติดหนี้ ติดแบล็คลิสต์จากสถาบันการเงินที่ใดที่หนึ่ง
  • เลือกรถที่เป็นรถตลาด ยี่ห้อยอดนิยม ซื้อง่าย ขายง่าย มีศูนย์บริการทั่วประเทศ รถแบบนี้ราคาจะตกน้อย มีผลต่ออัตราดอกเบี้ย บริษัทไฟแนนซ์ ลีสซิ่ง ชอบ เพราะสามารถปล่อยออกได้ง่ายกว่า กรณีที่ถูกยึดมาขายทอดตลาด
  • เลือกรถอายุปีน้อยๆ เนื่องจากตัวรถ เครื่องยนต์ ยังสภาพสมบูรณ์กว่ารถมากปี เหตุผลเดียวกับข้อบน
  • จ่ายเงินดาวน์เยอะ ถ้าเป็นไปได้ ดอกเบี้ยรถก็จะต่ำลง
  • เลือกผ่อนจำนวนเดือนน้อยๆ เช่น 24 เดือน หรือ 36 เดือน ดอกเบี้ยรถก็จะต่ำเช่นกัน

และสำหรับใครที่ต้องการซื้อรถกับทาง CARRO Automall เราก็มีไฟแนนซ์ ลีสซิ่ง สถาบันการเงิน ให้บริการคุณอยู่มากมายหลายเจ้าด้วยเช่นกัน อาทิ ไทยพาณิชย์, กสิกรไทย, กรุงศรี, CIMB Thai, TISCO, เกียรตินาคิน, ICBC หรือ ซิตี้ ลิสซิ่ง เป็นต้น

ซึ่งดอกเบี้ยต่ำสุด จะเป็นของ ธ.เกียรตินาคิน อยู่ที่ 2.45% ครับผม (*เป็นอัตราดอกเบี้ย ณ เดือนธันวาคม 2564)

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

ถ้าใครอยากขายรถคันเดิม เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ จะได้ผ่อนดาวน์กันน้อยลง มาขายรถกับทาง CARRO Express ได้ที่  https://th.carro.co/sell-car/express หรือถ้าหากต้องการซื้อรถคุณภาพเยี่ยม CARRO เราก็มีพร้อมให้คุณเลือกอย่างมากมายด้วยเช่นกัน พร้อมรับประกันสูงสุดถึง 1 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร กับ CARRO Automall ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

ส่วนช่วงปลายปีนี้ ใครอยากซื้อรถมือสองสภาพเยี่ยม ราคาสบายๆ CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ ตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลา 1 นาที!

ซึ่งรถของ CARRO Automall เรามีให้คุณเลือกมากมาย รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพอย่างละเอียดแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด รวมไปถึงการการปรับสภาพ (Car Reconditioning) ด้วยทีมช่างมืออาชีพ ที่ผ่านการผึกอบรมตามมาตรฐานคาร์โรกว่า 40 คน พร้อมให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว กว่า 20 คัน/วัน

อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” เลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา รวมถึงมีเทคโนโลยีสนับสนุนฝ่ายขาย ทั้ง Digital Device ที่เชื่อมต่อกับ Digital Screen นำเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และจัดการเรื่องเอกสารให้กับลูกค้าให้ตั้งแต่ต้นจนจบ บวกกับ Online Viewing Service ที่ลูกค้าสามารถวิดีโอคอล ตรวจสภาพรถยนต์คันที่สนใจได้แบบเรียลไทม์ 

เรารับประกันคุณภาพรถ 1 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร! (CARRO Quality Assurance) อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม กับ CARRO Automall สิ!

สำหรับช่วงเปิดตัว Flagship Store แห่งแรกของ CARRO ช่วงปลายปี 2564 นี้ ขอมอบโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ รับส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท พร้อมแจก Cash Back มูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท! และยังสามารถเลือกรับความคุ้มค่าได้อีกต่อ กับดอกเบี้ยต่ำ 2.69% หรือผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

ปี 2021 ผ่านมาแล้ว 11 เดือนก็ถือว่าตลาดยางรถยนต์ปีนี้มีความคึกคักเป็นช่วงๆ เพราะด้วยสาเหตุของสถานการณ์โควิดที่แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศไทยตั้งแต่ในช่วงสงกรานต์ยาวมาถึงเดือนตุลาคม เพิ่งจะเริ่มสถานการณ์ที่ดีขึ้นมา แต่ด้วยการเดินทางหลักของผู้คนที่ใช้รถสาธารณะน้อยลงหันมาใช้รถส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณการเปลี่ยนยางในบ้านเรายังคงไม่ลดกว่าปีก่อนๆเท่าไหร่นักครับ

วันนี้ ไทร์บิด จึงอยากมาบอกกับเพื่อนๆว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมาที่ธุรกิจขาดสภาพคล่องนั้นจะทำให้แบรนด์ยางราคาประหยัดขยับอันดับขึ้นมาบ้างไหมจากปี 2020 ครับ เบื้องต้นผมขอเกริ่นก่อนว่าปีที่แล้วใครได้ที่เท่าไหร่บ้างเรียงลำดับจากนิยมมากที่สุดไปนิยมรองลงมาตามลำดับ 10 อันดับครับ (Michelin, Bridgestone, Continental, Dunlop, Goodyear, Pirelli, Hankook, Yokohama, LINGLONG และ Sumitomo) ทั้ง 10 แบรนด์มี 9 แบรนด์ที่คนไทยเรารู้จักนะ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

เรามาเริ่มกันเลยครับ อันดับที่ 1 นั่นก็คือ Michelin (มิชลิน) ยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุดครับสำหรับแบรนด์นี้และยังเป็นแบรนด์ที่มีราคาแพงที่สุดใน 10 อันดับด้วยละครับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้ว เพื่อนๆยังใส่ใจกับความปลอดภัยมากกว่ามูลค่าของยางที่ถูกลงครับ และ ปีนี้มิชลิน ก็ออกยางรุ่นใหม่ออกมาอยู่ สองรุ่นครับ 1.) Primacy Tour A/S 2.) LTX TRAIL ซึ่งเป็นยางสำหรับกระบะ และรถอเนกประสงค์ SUV นั่นเองครับตอกย้ำว่ากลุ่มรถประเภทนี้มีปริมาณที่เยอะขึ้นจริงๆครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 2 Bridgestone คู่แข่งเดิมของมิชลินครับ ก็ไม่หนีกันครับต้องบอกตัดมูลค่ากันอย่างชิวเฉียดจริงๆครับ ซึ่งปีนี้ Bridgestone ก็ไม่ได้มียางรุ่นใหม่ออกมาครับ คาดว่ากำลังพัฒนารุ่นใหม่ออกมาในเร็วๆนี้ แต่ปีก่อนออก Potenza Adrenalin RE004 มาก็ยอดขายถล่มทลาย ติดตลาดไปเรียบร้อยแล้วครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 3 Continental อันดับเดิมครับ เพื่อนๆอาจไม่ค่อยรู้จักกัน แต่ไทร์บิดขอบอกครับแบรนด์นี้คุณภาพเทียบเท่ายางพรีเมียม แต่ราคาสบายกระเป๋ากว่าครับ มักจะเป็นยาง OEM ติดรถหรูมากมาย ถ้าได้สัมผัสแล้วมีติดใจไม่แปลกเลยครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 4 Dunlop ยังคงอยู่อันดับที่ 4 เหมือนเดิม ปีนี้ทาง Dunlop ก็ไม่ได้มีสินค้าใหม่ออกมาครับ ก็ออกมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 ทั้ง SP Sport LM705 และ Dunlop Grandtrek AT5 หลักๆ ครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 5 Goodyear อันดับเดิมเช่นกันครับ แต่ต้องบอกเลยว่าในบ้านเราปีนี้ Goodyear เปลี่ยนแปลงสินค้าหมดยกทุกรุ่นใหม่ครับเป็น Generation 2 และ มีรุ่นใหม่ออกมาทุก Segment ครับ Assurance Duraplus 2, Assurance Triplemax2, Eagle F1 Sport, Wrangler AT SilentTrac, Cargo Max และ Assurance MaxGuard SUV ครบหมดเปลี่ยนใหม่หมดทุกรุ่นจริงๆครับ สบายใจกับยางได้แน่นอน ภาพลักษณ์เก่าไม่มีแล้วครับ แข็งเร็ว เสียงดัง ลืมไปได้เลย

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 6 Pirelli ก็อันดับเดิมเช่นกันส่วนใหญ่ ติดรถยุโรปกันเยอะครับในบ้านเราอาจจะไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่นอกจากรถ เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยูครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 7 Hankook ต้องบอกว่ายังคงเดิมแต่ในไทยเป็นแบรนด์ที่สายซิ่งชอบมากครับ ด้วยลายดอกยางที่สไตล์สปอร์ต และ ราคาในบ้านเราค่อนข้างย่อมเยาว์เป็นอย่างมากครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 8 Yokohama ถือเป็นแบรนด์พรีเมียมที่เน้นคุณภาพและราคาสูง ซึ่งจริงๆแล้วในเมืองไทยได้รับความยอมรับเป็นอย่างมากในเรื่องของสมรรถนะของรถ และความนุ่มนวล ซึ่งถ้าเทียบเท่าคุณภาพก็ไม่ต่างกับยี่ห้อ Michelin และ Bridgestone เลยครับ

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 9 Sumitomo ปีนี้พลิกโผครับ เพราะขึ้นนำเป็นอันดับจากที่ 9 เมื่อเทียบปีที่แล้วครับ จริงในบ้านเราถือว่าเป็นโรงงานผลิตยางเจ้าใหญ่มากในประเทศไทยแต่ในบ้านเราเค้าไม่ได้ผลิตออกมาวางจำหน่ายในแบรนด์ Sumitomo ครับ แต่เค้ารับผลิตแบรนด์อื่นๆอีกหลายแบรนด์ครับในประเทศไทย

10 ยี่ห้อยางยอดนิยมประจำปี 2021

อันดับที่ 10 Ling Long เป็นแบรนด์จีนที่บอกเลยว่ามีคุณภาพมาตรฐานในการผลิตเทียบเท่ากับแบรนด์ญี่ปุ่นทีเดียวเลยครับ ซึ่งในประเทศไทยก็ได้รับการยอมรับที่ดีเนื่องจากคุณภาพ แต่ ราคาค่อนข้างประหยัดอยู่มากทำให้ในบ้านเราได้รับความนิยมเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ

ก็จบไปแล้วครับกับ 10 อันดับ ยางที่ยอดนิยมประจำปี 2021 ครับ ไม่ค่อยพลิกโผมากนักครับ สำหรับปีนี้เป็นไปตามเก่าเมื่อปี 2020 นั่นก็หมายความว่าราคานั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเลือกตัดสินใจ แต่ส่วนที่สำคัญที่คนเลือกซื้อยางนั้นก็คือเรื่องของความปลอดภัยมากกว่า เพื่อนๆยังคงมีความมั่นใจกับแบรนด์ที่คุณภาพ ยางมิชลิน บริดจสโตน ดันลอป Goodyear Yokohama เป็นต้น ซึ่งไทร์บิดก็อยากแนะนำอย่างนั้นเช่นกันครับเพราะ ยางเราเปลี่ยน 3-4 ปีครั้ง ซึ่งถ้าเราเอาอายุยางมาหารเฉลี่ยกับราคายางมันไม่ได้มากมายจริงๆครับ แต่เพื่อนๆจะได้ความมั่นใจในการขับขี่และความปลอดภัยที่มากกว่าครับ

หากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยไม่รู้ว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนและช้อปเช็กยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com ได้เลยครับ เพราะเราเป็นเว็บที่ดีที่สุดครับ และเพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ เราเป็นตัวกลางยางมืออาชีพ ข้อมูลยางกว่า 16 ยี่ห้อ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์นะครับ วันนี้ก็ขอขอบคุณมากครับเพื่อนๆที่ติดตาม หากมีข้อสงสัยเลือกยางไม่ถูกสอบถามมาที่ไทร์บิดของเราได้เลยครับ วันนี้ขอบคุณมากครับ

6 ข้อ เลือกรถให้คุ้มค่าเงินในงาน Motor Expo 2021

ทุกครั้งเวลาที่มีงาน Motor Expo ในช่วงปลายปี หรือในงาน Motor Show ที่จัดกันในช่วงต้นปี และในงาน BIG Motor Sale ในช่วงกลางปี มักจะมีผู้คนถามไถ่กันมาเสมอว่า ผมมีงบประมาณเท่านี้ สนใจรถแนวนี้ น่าซื้อหรือไม่? หรือฉันต้องการการรถประเภทนี้ไว้ใช้งาน เหมาะสมหรือไม่?

ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้เขียนได้รับมาเป็นประจำ โดยปุถุชนส่วนใหญ่นั้น การจะเป็นเจ้าของรถยนต์ใหม่ป้ายแดงได้สักคัน หลายคนต้องแลกหยาดเหงื่อแรงกายทำงานเก็บเงินกันนานหลายปีก็มี กว่าจะได้รถที่ตัวเองชอบและรัก จึงต้องรอบคอบในการตัดสินใจซื้อ เพื่อความคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่เสียไป

โดยบางคน อาจจะอยากเปลี่ยนรถที่ตัวเองมีอยู่แล้วเป็นรถใหม่ หรือบางคน อาจจะอยากซื้อรถเพิ่มใหม่อีกหนึ่งคัน … แต่จะซื้ออย่างไร ให้คุ้มค่าเงินที่คุณต้องจ่ายไป ซื้อแล้วไม่เป็นทุกข์กับการผ่อนรถ และมีความสุขกับรถใหม่ของคุณ มาดูกันครับ …

Purchase-Car-In-Motor-Expo

1. หาข้อมูล ดูกำลังทรัพย์ และ วัตถุประสงค์ในการซื้อรถ

ก่อนจะไปงาน Motor Expo หรืองาน Motor Show ต้องใช้สื่อออนไลน์ให้คุ้ม ด้วยการค้นหาข้อมูลรถที่คุณสนใจ ดูรีวิวจากผู้ใช้จริง หรือเปรียบเทียบออพชั่นต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนไปดูรถของจริง

ไม่ว่าจะเป็นงาน Motor Expo หรืองาน Motor Show ถือเป็นการนัดพบกันระหว่างผู้อยากซื้อรถ และผู้อยากขายรถ คือคุณสามารถเดินดูรถยนต์รุ่นที่คุณสนใจได้ภายในงาน และเลือกเปรียบเทียบถึงคุณสมบัติของรถรุ่นต่างๆ ได้จนกว่าคุณจะพอใจ หลายคนมักมีรถที่สนใจอยู่หลายรุ่น ถือเป็นโอกาสดีในการทดลองนั่ง ทดลองขับ จากของจริงๆ ที่มีโชว์ภายในงาน และได้เปรียบเทียบรถรุ่นต่างๆ โดยเฉพาะความคุ้มค่าของออพชั่น ของรถยนต์แต่ละคัน กับเงินที่ต้องจ่ายไป

สิ่งสำคัญคือกำลังทรัพย์ของคุณ ต้องวางแผนทางการเงินก่อน ประเมินรายได้ดูว่ามีความสามารถในการผ่อนรถกี่ปี (ซึ่งเดี๋ยวนี้ มีให้ผ่อนได้สูงถึง 84 งวดเลย แต่ดอกเบี้ยก็ต้องจ่ายมากตามไปด้วย) วางดาวน์เท่าไหร่ (ยิ่งดาวน์มาก ก็จะยิ่งผ่อนน้อยลง และดอกเบี้ยไม่มี 0% ตลอดไป)

และวัตถุประสงค์ในการซื้อรถนั้น ซื้อไปเพื่ออะไร เช่น ซื้อไปอวดสาว ซื้อไปขับรถแค่คนเดียว หรือคนในบ้านใช้ขับกันด้วย มีรถไว้ใช้ทำงานหาเงิน ใช้ในกิจการบริษัท ใช้ในเมือง หรือใช้ในต่างจังหวัด หรือไว้ใช้แค่ขับไปซื้อของจ่ายตลาด รับส่งลูก เป็นต้น ก็จะช่วยให้การเลือกรถนั้น “เหมาะ” กับไลฟ์สไตล์และ “ความชอบ” ของคุณยิ่งขึ้น โดยรถที่คนไทยนิยมหลักๆ ก็จะเป็นประเภท รถกระบะ, รถ SUV, รถเก๋ง และรถ Eco-Car เป็นต้น

6 ข้อ เลือกรถให้คุ้มค่าเงินในงาน Motor Expo 2021

2. ดูราคา และ โปรโมชั่น

ในช่วงงาน Motor Expo หรือในงาน Motor Show ถือเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่อยากมีรถใหม่ เพราะหลายบริษัทเตรียมจัดของแถมอย่างมากมาย ถือเป็นโอกาสทองของผู้อยากซื้อรถ อาทิเช่น ประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี 1 ปี หรือดอกเบี้ยผ่อนรถที่ถูกลง รวมทั้งของแต่งรถและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ในช่วงเวลาปกติ อาจจะมีให้แค่บางอย่าง และโปรโมชั่นของสถาบันการเงินต่างๆ ที่พร้อมให้บริการภายในงานด้วย

ถ้าหากคุณสนใจที่อยากจะซื้อรถใหม่ในเวลานี้ ผมแนะนำให้รีบศึกษาข้อมูล และ ดูโปรโมชั่นรถใหม่กันแต่เนินๆ (คลิก “ดูโปรโมชั่นรถใหม่ในงาน Motor Expo 2021“) ได้เลยครับ

Purchase-Car-In-Motor-Expo

3. ค่ายรถยอดนิยม

รู้หรือไม่ว่า … แบรนด์รถ และรุ่นรถ มีผลต่อการขายต่อ เมื่อคุณเบื่อรถคันเก่าแล้ว

ค่ายรถยอดนิยมในบ้านเรา คงหนีไม่พ้นรถจากค่ายญี่ปุ่น และค่ายยุโรป (จากเยอรมนี) เป็นส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นรถยอดนิยมของคนไทย ในด้านความคุ้มค่าคุ้มราคา ราคาขายต่อตกไม่มากนัก มีศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ถ้าฟากฝั่งรถญี่ปุ่นก็ยกให้ Toyota (โตโยต้า) ที่ออกอะไรมาก็ขายได้หมด ในส่วนของรถกระบะก็ต้องยกให้ Isuzu (อีซูซุ) ถ้าความโดดเด่นของรถเก๋งก็ต้องยกให้ Honda (ฮอนด้า) ในส่วนของ Mazda (มาสด้า), Nissan (นิสสัน), Mitsubishi (มิตซูบิชิ), Suzuki (ซูซูกิ) หรือ Subaru (ซูบารุ) ก็ได้รับความนิยมรองๆ ลงไป แต่ก็ถือได้ว่าทุกค่ายนั้นมีของดีเหมือนกันหมด

ส่วนฟากฝั่งรถยุโรป ในบ้านเราต้องให้ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) และ BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) ที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงด้านการขายกันมานาน และเป็นที่นิยมมากๆ สำหรับคนชอบรถยุโรปในบ้านเรามานาน ขับแล้วดูดีมีระดับ

ส่วนรถยนต์แบรนด์เกาหลี แบรนด์อังกฤษ แบรนด์ฝรั่งเศส แบรนด์สวีเดน แบรนด์อเมริกัน แบรนด์มาเลเซีย หรือแบรนด์จีน ก็ได้รับความนิยมรองๆ ลงไป จากผู้ใช้รถ

Purchase-Car-In-Motor-Expo

4. เลือกเซลล์ขายรถ

คนที่ทำให้ฝันของคุณเป็นจริงและราบรื่นในการซื้อรถ นั่นก็คือ “เซลล์ขายรถ” อย่าดูกันแค่เพียงความสวยหล่อ แต่ขอให้ดูสิ่งที่เซลส์ขายรถ Offer ให้กับท่านด้วย …

คุยกับ “ที่ปรึกษาการขาย” (เรียกแบบหรูๆ หน่อย) ให้แน่ชัดถึงของแถมต่างๆ หรือส่วนลดต่างๆ ที่คุณควรจะได้เมื่อตัดสินใจจองรถไปแล้ว หากเป็นไปได้ ควรจะหาเซลล์ที่มาจากโชว์รูมที่ใกล้บ้านคุณมากที่สุด เพื่อสะดวกในการรับบริการหลังการขาย

Purchase-Car-In-Motor-Expo

5. ได้ทดลองขับ

การทดลองขับหรือ Test Drive ในงาน Motor Expo หรือในงาน Motor Show หลายคนอาจกังวลเพราะความไม่คุ้นเคยกับรถ อาจจะคิดว่าต้องขับรถออกไปวิ่งถนนด้านนอก บอกได้เลยว่า ไม่ต้องกังวลครับ เพราะมีสนามทดสอบชั่วคราวอยู่บริเวณด้านหลัง Hall จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

พร้อมกับมีเซลล์ขายรถ และ Instructor ของทางบริษัทรถยนต์ คอยอธิบายและให้คำแนะนำเกี่ยวรถยนต์ ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในรถ หรือระบบความปลอดภัยต่างๆ กับคุณ ในระหว่างการทดลองขับด้วย ทำให้คุณตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น เกี่ยวกับรถคันที่คุณอยากซื้อ …

Purchase-Car-In-Motor-Expo

6. อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ

ถ้าคุณกำลังจะตัดสินใจซื้อรถใหม่จริงๆ ผมแนะนำว่า ให้ไปที่งานสักสองครั้งครับ อย่ารีบตัดสินใจภายในวันเดียว เพราะเซลล์ขายรถ (ทั้งหมดก็ว่าได้) มักจะพยายามปิดการขายให้เสร็จหลังจากที่นั่งโต๊ะคุยกัน เพื่อสร้างยอดจองยอดขาย

แต่เราก็สามารถนำข้อเสนอต่างๆ ที่เซลล์ขายรถ Offer ให้มานั้น กลับไปตัดสินใจดูก่อน แล้วค่อยมาที่งานใหม่ หรือติดต่อเซลล์ขายรถที่เราคุยด้วยในภายหลังก็ได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณ และรถที่คุณอยากได้ ก็ยังคงไม่หนีไปไหนด้วย …

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าทุกอย่างลงตัวและสามารถตอบโจทย์ทุกข้อได้ ก็ถือว่าดีครับ ได้รถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายไป

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

ถ้าใครสนใจอยากขายรถคันเดิม ไปซื้อรถยนต์คันใหม่ หรือจะรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถนำรถคันเดิมมาขายกับ CARRO ได้เลย เราพร้อมรับซื้อรถของคุณ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Fanpage CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

สำหรับใครที่อยากซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่ถ้ามีงบไม่พอ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถของเราทุกคันผ่านการตรวจสภาพ 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนาน 1 ปี หรือสูงสุด 30,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

ขอขอบคุณภาพจาก:

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

สวัสดีครับไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ กลับมาเอาใจสายกระบะและรถ SUV กันว่ามียางอะไรใหม่ๆ และยางยี่ห้อ และ รุ่นไหนที่หน้าใช้บ้างครับ โดยไทร์บิดเราจะแบ่งแยกประเภทดอกยาง HT กับ AT และก็เป็นยางกระบะรุ่น Standard เหมือนเดิมครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

มาเริ่มกันที่กระบะตัว Standard กันก่อนเลยครับ ที่มาแรงในปีนี้ก็คงเป็นยี่ห้อไหนไปไม่ได้ครับกับการพัฒนายางรถกระบะของยี่ห้อ Michelin จากรุ่น Agilis ธรรมดามาเป็น Agilis3 ซึ่งถือว่าพัฒนาเปลี่ยนแปลงหน้าตาบริเวณแก้มยางที่มีเนื้อยางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเสียหายของแก้มยางพร้อมกับเสริมคุณภาพความแข็งแรงของโครงยางที่ทำได้ดียิ่งขึ้น รถน้ำหนักได้ดีขึ้นประกอบกับอายุการใช้งานที่มากขึ้นด้วยครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

ส่วนอีกยี่ห้อหนึ่งจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ ในปัจจุบันเพราะพลิกโฉมผลิตภัณฑ์มากมายสำหรับยางยี่ห้อ Goodyear โดยยางสึกช้าขึ้นและเค้าก็ใส่ใจเรื่องเสียงได้ดียิ่งขึ้นมากๆอีกด้วยครับ โดยยางกระบะ Standard ก็เป็นรุ่น Cargo Max ซึ่งมีพี่บัวขาวเป็นพรีเซนเตอร์ที่บ่งบอกถึงความแข็งแรงถึกทนทาน เหมือนพี่ดำดอทคอมครับ ซึ่งก็เป็นยางคุณภาพเกรดกลางที่สามารถใช้งานบรรทุกได้จริงอีกยี่ห้อหนึ่งครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

ต่อมาเราก็คงมาพูดถึงรถ SUV ปีนี้ก็ต้องยอมว่ายังเป็น Michelin Primacy SUV ที่ถือว่ายังได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะก็ถือว่าเป็นยางที่มีความนุ่มเงียบมากที่สุด และเป็นกลุ่มยางพรีเมียมที่ค่อนข้างตรงกับกลุ่มประเภทรถนี้ที่มีราคาแพงและเน้นความหรูหราก็ไม่แปลกใจที่ Michelin Primacy SUV เป็นที่นิยมที่สุดครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

อีกรุ่นหนึ่งที่เพิ่งมาหมาดๆใหม่ๆสดๆร้อนใน ไตรมาส 4 / 2564 นี้ ซึ่งเป็นยี่ห้อ Goodyear ครับ พลิกโฉมเลยสำหรับรถ SUV โดยเฉพาะครับชื่อรุ่น Assurance MaxGuard SUV ที่เน้นของเรื่องการรีดน้ำที่ดี และ มีความคงทนสึกช้า แถมกับดอกยางเรียบที่มีเสียงที่ค่อนข้างต่ำกว่ารุ่นก่อนที่เป็นรุ่น Wrangler TripleMax ครับ ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่น่าลองมากอีกรุ่นหนึ่งที่เข้ามาในตลาดครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

ผมขอเพิ่มเติมสำหรับยางกระบะและ SUV ครับ มียี่ห้อหนึ่งที่มาแรงและได้ความนิยมเพิ่มมากขึ้นมากๆนั่นก็คือ Dayton รุ่น HT100 ครับ ซึ่งจริงๆเป็นแบรนด์อเมริกา และ บริดจสโตน ได้นำเข้ามาผลิต และจัดจำหน่ายในประเทศเรา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของยี่ห้อนี้ก็คือเรื่องของราคาที่มีราคาที่ไม่แพงมาก และได้เรื่องคุณภาพรับประกันโดย บริดจสโตน ทำให้ผู้คนมั่นใจกับการใช้งานยี่ห้อนี้บวกกับการใช้งานจริงก็ยังทำได้ดีใช้งานในเมือง สบายๆ ได้ครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

ต่อมาเป็นยางที่สายลุยๆ ที่อยากจะแนะนำครับ ดอกยางอเนกประสงค์หรือดอกยาง A/T ยี่ห้อและ ที่อยากจะแนะนำก็คือ Michelin ครับ แต่เพื่อนๆอาจจะนึกถึง LTX Force ใช่ไหมครับ แต่ว่าไม่ครับ เป็นรุ่นใหม่ครับที่พัฒนามาจาก LTX Force ก็คือ LTX TRAIL ครับ เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเลยออกจำหน่ายเดือน ตุลาคม 2564 นี้เองครับ ซึ่งใช้งานได้อเนกประสงค์มากขึ้นจริงๆครับเพราะดอกยางประเภทนี้คนนำมาใช้จริงก็วิ่งบนถนนหลวงเยอะขึ้นแล้ว ซึ่งกลายเป็นว่ายาง LTX TRAIL มีความนุ่มขับสบายเพิ่มมากยิ่งขึ้นและสามารถใช้บนถนนหลวงได้ดีขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการเกาะถนนบนถนนเปียก ซึ่ง Michelin LTX TRAIL ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานบนนถนนหลวงได้ดีขึ้นอย่างมากจริงๆ ครับ

อัพเดทยาง กระบะและรถ SUV ใหม่ที่น่าใช้สำหรับครึ่งปีหลัง 2021

ตัวรองลงมาเป็นดอกยาง AT ที่อยากจะพูดถึงก็คือยี่ห้อ Dunlop AT5 ครับ ถือว่าเป็นยางที่ลายดอกยางดุดันสวยมากใครที่ชอบแต่งรถสไตล์ดุดัน Dunlop AT5 ก็ตอบโจทย์ มีตัวอักษรสีขาวสำหรับไซส์กระบะแนวยกสูงอยู่แล้วทำให้ยิ่งดูเท่ดูดีมากยิ่งขึ้นไปอีก ประกอบกับคุณภาพพัฒนาขึ้นมามากทำให้ยางมีความคงทนและตะกุยได้ดียิ่งขึ้นทำให้การใช้งานจริงแบบลุยๆ ทำได้เยี่ยมอีกด้วยครับเพราะฉะนั้น Dunlop AT5 ถือว่าตอบโจทย์ยางรถกระบะที่เป็นแนวยางดอก A/T อย่างแน่นอนครับ

ก็ถือว่ายางที่ผมแนะนำไปจริงๆมีทั้งยางที่ขายดีคนใช้ค่อนข้างเยอะกับยางที่เป็นรุ่นใหม่เพิ่งออกมาล่าสุดที่น่าทดลองใช้กันครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยไม่รู้ว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนและช้อปเช็กยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com ได้เลยครับ เพราะเราเป็นเว็บที่ดีที่สุดครับ และเพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆ ต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ เราเป็นตัวกลางยางมืออาชีพ ข้อมูลยางกว่า 14 ยี่ห้อ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์นะครับ วันนี้ก็ขอขอบคุณมากครับเพื่อนๆ ที่ติดตาม หากมีข้อสงสัยเลือกยางไม่ถูกสอบถามมาที่ไทร์บิดของเราได้เลยครับ ขอบคุณมากครับ

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

เป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา ของคนที่ซื้อรถใหม่มาใช้ (แต่ใช้งานมาหลายปีแล้ว) หรือจะเป็นรถมือสองอายุหลายปีก็ตาม …

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ต้องจัดการก่อนต่อภาษีรถประจำปี นั่นก็คือ “การตรวจสภาพรถ” เพื่อให้ทราบถึงสภาพรถหรือรถจักรยานยนต์ของคุณว่ายังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และต้องใช้เป็นหลักฐานในการต่อภาษีรถยนต์ประจำปีอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม >> ชาวรถเก่าเฮ! รถอายุเกิน 7 ปี กรมการขนส่งทางบก ให้ต่อภาษีรถออนไลน์ได้แล้ว!

อ่านเพิ่มเติม >> 9 ขั้นตอน ต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ ง่าย สะดวก ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโควิด-19!

ซึ่งหลายคนก็อาจจะสงสัยว่า สถานตรวจสภาพรถ หรือ ตรอ. เขามีขั้นตอนการทำงานอย่างไร กี่ขั้นตอน และค่าบริการเท่าไหร่ วันนี้ MR.CARRO มีรายละเอียดต่างๆ มาแนะนำให้คุณได้เป็นความรู้กันครับ

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

โดยพื้นฐานแล้ว สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  • สถานตรวจสภาพรถจักรยานยนต์ (อย่างเดียว)
  • สถานตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม และรถจักรยานยนต์
  • สถานตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ทุกประเภทและทุกขนาดน้ำหนัก

รถประเภทต่างๆ ที่ต้องตรวจสภาพรถยนต์ ที่สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ก่อนต่อภาษีประจำปี

1. รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก

  • รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทุกประเภท โดยไม่จำกัดอายุการใช้งาน (เช่น รถกระป๊อ, รถแท็กซี่, รถเมล์ เป็นต้น)
  • รถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ เว้นแต่รถที่ใช้ในการบรรทุกวัสดุอันตราย และรถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วง ที่ติดตั้งถังบรรทุกวัสดุอันตราย

2. รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1)
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รย.2)
  • รถบรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กก. (รย.3)
  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (รย.12) ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก

3. รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่ค้างชำระภาษีประจำปีเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี

โดยรถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ ต้องตรวจสภาพกับสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น ยกเว้น

  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม จะตรวจสภาพที่ ตรอ. หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกก็ได้
  • รถของส่วนราชการ บุคคลในคณะผู้แทนทางการฑูต คณะผู้แทนทางกงสุล องค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ จะตรวจสภาพที่ ตรอ. หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก ก็ได้
  • รถที่มีการดัดแปลงสภาพ รถที่เปลี่ยนสี เปลี่ยนเครื่องยนต์ รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถ หรือเลขเครื่องยนต์ รถที่ขาดต่ออายุทะเบียนเกิน 1 ปี ฯลฯ ให้นำรถไปตรวจสภาพ ณ หน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

ค่าบริการการตรวจสภาพรถ

  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,000 กก. ค่าบริการ 200 บาท/คัน
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 2,000 กก. ค่าบริการ 300 บาท/คัน
  • รถจักรยานยนต์ ค่าบริการ 60 บาท/คัน

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

ขั้นตอนการตรวจ ตรอ. มีอะไรบ้าง?

1. ตรวจสอบเล่มทะเบียนกันก่อน (รวมถึงสำเนา) ว่ารายละเอียดของรถยนต์ เลขตัวถัง เลขเครื่องยนต์ สีรถ ชนิดเชื้อเพลิง ชื่อเจ้าของรถ มีความถูกต้องตรงกันหรือไม่

หากรถของคุณติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV จำเป็นจะต้องมีใบตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG และ NGV มาก่อนนำรถมาตรวจที่ ตรอ. มิฉะนั้นจะยังไม่สามารถตรวจสภาพรถได้ และการติดตั้งแก๊ส LPG/NGV ต้องลงเล่มแล้วเท่านั้น (กรณีติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV มาใหม่ จะต้องมีหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ด้วย)

อีกทั้งกรณีแผ่นป้ายทะเบียนสูญหาย, ชำรุด หรือตัวเลข ชื่อจังหวัดลบเลือน ก็ยังไม่สามารถตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ได้ ต้องไปจัดการซ่อม หรือทำแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ก่อน

2. ตรวจสภาพรถทั้งคัน ตามรายละเอียดต่างๆ ด้านล่าง …

ตรวจสภาพภายนอกรถโดยรวม

  • กระจกกันลมหน้า-หลังและส่วนที่เป็นกระจก
  • ล้อและยาง
  • ศูนย์ล้อ
  • ค่าไฟพุ่งไกล ไฟพุ่งต่ำ
  • ตำแหน่งไฟพุ่งไกล ด้านซ้าย-ขวา
  • ตำแหน่งไฟพุ่งต่ำ ด้านซ้าย-ขวา
  • ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟหยุด
  • ไฟส่องป้ายทะเบียน ไฟอื่นๆ
  • สภาพตัวถังและโครงรถ
  • ประตูและพื้นรถ
  • ปัดน้ำฝน

ค่าไอเสีย-วัดเสียงท่อไอเสีย

  • ค่า CO (Carbon Monoxide)
  • ค่า HC (Hydrocarbon)
  • ค่าเครื่องวัดเสียง

สภาพใต้ท้องรถ-เครื่องยนต์

  • ระบบบังคับเลี้ยวและพวงมาลัย
  • ถังเชื้อเพลิง และท่อส่ง
  • เครื่องล่าง
  • หมายเลขเครื่องยนต์

ภายในรถ-การบังคับรถ

  • แตรรถยนต์
  • มาตรวัดความเร็ว
  • เข็มขัดนิรภัย
  • เบรกมือ
  • เบรก
  • ประสิทธิภาพห้ามล้อ
  • ประสิทธิภาพเบรกมือ
  • แรงห้ามล้อของแต่ละล้อ
  • น้ำหนักลงเพลาหน้า-หลัง

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

3. ตรวจวัดโคมไฟแสงพุ่งไกล (ไฟสูง) และโคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟต่ำ) ของไฟหน้าแต่ละข้าง

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

4. การทดสอบศูนย์ล้อคู่หน้า โดยขับรถผ่านเครื่องทดสอบด้วยความเร็วประมาณ 3-5 กม./ชม. ขณะล้อหน้าผ่านเครื่องทดสอบ ค่าเบี่ยงเบนของศูนย์ล้อหน้าจะต้องไม่เกิน +-5 เมตรต่อกิโลเมตร

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

5. ทดสอบระบบเบรก ด้วยวิธีการค่อยๆ เหยียบเบรกจนจมสุด

  • เบรกมือ แรงเบรกทุกล้อ รวมกันไม่น้อยกว่า 20% ของน้ำหนักรถ
  • เบรกเท้า แรงเบรกทุกล้อ รวมกันไม่น้อยกว่า 50% ของน้ำหนักรถ
  • ผลต่างของแรงเบรก ผลต่างแรงเบรกล้อซ้าย-ขวาต้องไม่เกิน 25% ของแรงเบรกสูงสุดในเพลานั้น

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

6. ตรวจสอบค่าไอเสีย และควันดำ ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์วัดค่าก๊าซ CO และ HC ตามรายละเอียดด้านล่าง

รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ลักษณะเก๋ง

  • จดทะเบียนก่อน 1 พ.ย. 2536
    • CO ต้องไม่เกินร้อยละ 4.5
    • HC ต้องไม่เกิน 600 ส่วนในล้านส่วน
  • จดทะเบียน 1 พ.ย. 2536 – 31 ธ.ค. 2549
    • CO ไม่เกินร้อยละ 1.5
    • HC ไม่เกินร้อยละ 200 ส่วนในล้านส่วน

รถยนต์อื่นนอกจากข้อ 1 ที่จดทะเบียนก่อน 1 ม.ค. 2550

  • CO ต้องไม่เกินร้อยละ 4.5
  • HC ต้องไม่เกิน 600 ส่วนในล้านส่วน

รถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2550

  • CO ต้องไม่เกินร้อยละ 0.5
  • HC ต้องไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน

ส่วนการตรวจวัดควันดำ (โดยเฉพาะรถเครื่องยนต์ดีเซล) จะตรวจวัดขณะเร่งเครื่องประมาณ 3-4 พันรอบ ในเกียร์ว่างและปิดแอร์ ผ่านเครื่องมือวัดแบบกระดาษกรอง (Filter) โดยเก็บค่าควันดำจำนวน 2 ครั้ง ใช้ค่าที่วัดได้สูงสุด ค่าควันดำต้องไม่เกิน 50% และเครื่องมือวัดระบบวัดความทึบแสง (Opacity) ค่าควันดำต้องไม่เกิน 45%

และวัดความดังของท่อไอเสีย กรณีเป็นเครื่องยนต์ดีเซล จะเร่งเครื่องยนต์จนสุดคันเร่ง ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน จะเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 3 ใน 4 ของรอบที่ให้กำลังม้าสูงสุดจนกระทั่งเครื่องยนต์ทำงานด้วยความเร็วรอบคงที่ ค่าระดับเสียงสูงสุดต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล เอ

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

รายงานผลตรวจสภาพรถ

รถที่ผ่านการตรวจสภาพรถ เจ้าหน้าที่จะจัดพิมพ์รายงานผลการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จากระบบสารสนเทศของกรมการขนส่งทางบก โดยจะมีระบุวันที่ส่งผลการตรวจ สถานที่ตรวจ เลขใบอนุญาติจัดตั้ง ตรอ. และหมายเลขทะเบียนของรถที่ตรวจ ประเภทรถ และสรุปผลการตรวจสภาพ ซึ่งคุณสามารถดูผานระบบออนไลน์ได้ที่ – https://v5.inspection.in.th/inspectionreport/searchinfo

ซึ่ง ตรอ.จะจัดเก็บเอกสารส่วนที่ 1 และมอบเอกสารส่วนที่ 2 ให้กับผู้ที่นำรถมาตรวจสภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับต่อภาษีรถยนต์ โดยมีอายุ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ผ่านการตรวจสภาพรถ

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ต้องตรวจอะไรบ้าง คนใช้รถต้องรู้!

กรณีตรวจสภาพรถไม่ผ่าน จะมีการแจ้งผลการตรวจสภาพและข้อบกพร่องให้ทราบ พร้อมมอบเอกสารส่วนที่ 2 เพื่อให้เป็นหลักฐานในการตรวจสภาพรถอีกครั้ง ภายหลังจากแก้ไขข้อบกพร่องแล้ว โดยมีรายละเอียดการตรวจสภาพรถใหม่ ดังนี้

  • กรณีตรวจสภาพรถใหม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพครั้งแรก ให้ตรวจเฉพาะรายการข้อบกพร่องที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ เสียค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งตามอัตราปกติ
  • กรณีตรวจสภาพรถใหม่เกิน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพครั้งแรก ให้ตรวจสภาพใหม่ทุกรายการ เสียค่าใช้จ่ายเต็มอัตรา

หากตรวจสภาพรถเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณไม่สะดวกไปจ่ายภาษีเอง ก็สามารถจ่ายภาษีรถออนไลน์ได้แล้ว+ กรมการขนส่งทางบก ยังได้ปรับปรุงระบบชำระภาษี ให้กับผู้ที่มีรถยนต์อายุเกิน 7 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 5 ปี ที่ตรวจ ตรอ. ผ่านเรียบร้อยแล้ว สามารถต่อภาษีประจำปีผ่านระบบออนไลน์ได้ และจ่ายภาษีได้ผ่านทางระบบ e-Banking ของแต่ละธนาคาร, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, เคาน์เตอร์ธนาคาร และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

จากนั้น จะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีและใบเสร็จรับเงินทางไปรษณีย์ภายใน 5 วันทำการ รวมถึงสามารถชำระภาษีล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วันก่อนวันครบกำหนดชำระภาษี

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

ถ้าใครสนใจอยากขายรถคันเดิมที่อายุมากกว่า 7 ปี เพราะเบื่อตรวจสภาพรถ ตรอ. หรือจะรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถนำรถคันเดิมมาขายกับ CARRO ได้เลย เราพร้อมรับซื้อรถของคุณ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Fanpage CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

สำหรับใครที่อยากซื้อรถใหม่ที่อายุน้อยกว่า 7 ปี จะได้ไม่ต้องตรวจสภาพรถ ตรอ. แต่ถ้ามีงบไม่พอ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถของเราทุกคันผ่านการตรวจสภาพ 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนาน 1 ปี หรือสูงสุด 30,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ช่วงนี้ กระแสรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรง และอีกแบรนด์หนึ่งที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมาก ก็คงต้องกล่าวถึง ORA (โอร่า) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันชาญฉลาดและล้ำสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคนี้

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

แบรนด์ ORA ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2018 นับเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle : BEV) ของ Great Wall Motor (เกรท วอลล์ มอเตอร์) ที่ได้ลงทุนซื้อตัวทีมงานนักวิจัย นักพัฒนา และนักออกแบบและเปี่ยมไปด้วยความเชี่ยวชาญจาก มาหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ จีน, เยอรมนี, ออสเตรีย, สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ชื่อแบรนด์ ORA (อ่านว่า “โอร่า”) มาจากการออกเสียงคล้ายเสียง Euler ซึ่งเป็นนามสกุลของ Leonhard Euler นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชื่อดังของโลก ที่เปี่ยมไปด้วยความอัจฉริยะ และมีผลงานที่ช่วยต่อยอดสู่นวัตกรรมต่างๆ มากที่สุดคนหนึ่งในโลก อีกทั้งยังเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มใช้คำว่า “ฟังก์ชัน” (Function) ในแวดวงคณิตศาสตร์

และ ORA ยังหมายถึง Open, Reliable และ Attraction ได้อีกด้วย …

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

สะท้อนถึงรถยนต์จากแบรนด์ ORA ที่เป็นยานยนต์พลังงานใหม่ ที่เปี่ยมไปด้วยความล้ำสมัยและเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ส่วนโลโก้ของ ORA ถูกออกแบบเป็นวงกลมซ้อนอยู่ในวงรี มีที่มาจากเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่ง พร้อมสร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ ให้ทุกคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต และพบกับความตื่นเต้นที่ไม่รู้จบไปด้วยกัน

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

รถยนต์ของ ORA ในแต่ละรุ่น จัดเป็นรถยนต์ไฟฟ้า New Category สร้างความแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง ด้วยรูปลักษณ์และการดีไซน์แบบไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่าย ดึงดูดความสนใจด้วยความเป็นแฟชั่นนิสต้า ผสานกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะอย่างลงตัว โดนใจผู้ขับขี่โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับส่งมอบการขับขี่ที่สนุกสนานในทุกๆ เส้นทาง

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

หลังจาก Great Wall Motor ประกาศเปิดตัวแบรนด์ ORA ในเดือนสิงหาคม 2018 ORA ได้รุกตลาดจีนด้วยการเปิดตัว ORA Black Cat (โอร่า แบล็คแคท) ในปลายปีเดียวกัน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่ได้รับการตอบรับจากตลาดรถยนต์เป็นอย่างดีในด้านดีไซน์ที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับคุณภาพของรถยนต์ และให้การขับขี่ที่ดี

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ORA Black Cat ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ได้อย่างหลากหลาย และวิ่งได้ถึง 405 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ส่งผลให้ ORA Black Cat กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีมากอีกรุ่นหนึ่งในประเทศจีน กวาดยอดขายรวมเกินกว่า 100,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ต่อมาในช่วงกลางปี 2020 แบรนด์ ORA ได้เพิ่มความหลากหลายให้กับไลน์ผลิตภัณฑ์ ด้วยการเปิดตัว ORA White Cat (โอร่า ไวท์แคท) รถยนต์ไฟฟ้า 5 ประตู โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ล้ำสมัยมากขึ้น แข็งแกร่งด้วยโครงสร้างเหล็กแบบ High Tensile Steel และขับเคลื่อนได้มากกว่า 400 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ นั่งสบายด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่มีความปลอดภัยสูง และเป็นรถยนต์อัจฉริยะ (Smart Car) ที่เชื่อมต่อกับระบบ Smart Home ได้เป็นอย่างดี

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ในปี 2020 นี้เอง Great Wall Motor ก็เริ่มสร้างประวัติศาสตร์ให้โลกรถยนต์ไฟฟ้า ด้วย ORA Good Cat (โอร่า กู๊ดแคท) เปิดตัวครั้งแรกในงาน เฉิงตู มอเตอร์โชว์ เมื่อกลางปี 2020 ในประเทศจีน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2020 โดย ORA Good Cat มาพร้อมความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โค้งมนในสไตล์ Retro Futuristic แสดงถึงการดีไซน์แบบคลาสสิค ผสานเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ล่าสุด

อ่านเพิ่มเติม >> ซื้อมั้ย? เปิดสเปก ORA Good Cat 2021 รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน ก่อนขายจริง พร้อมราคาในไทย!

นอกจากนี้ ORA Good Cat ยังได้รับการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าอัจฉริยะ ที่มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะและความปลอดภัยขั้นสูง

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี ORA ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทยอยเผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อีกมากมาย อาทิ ORA Good Cat GT Mulan (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ORA Ballet Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ORA Lightning Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ORA Punk Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) และ ORA Cherry Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน)

อ่านเพิ่มเติม >> ORA R1 รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ราคาถูกสุดในโลก ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 301-405 กม. บุกไทยเร็วๆ นี้!

อ่านเพิ่มเติม >> ORA Punk Cat เซอร์ไพรส์! โชว์รถเต่าไฟฟ้า ดีไซน์ย้อนยุค ครั้งแรกในงาน Auto Shanghai 2021

อ่านเพิ่มเติม >> ORA เปิดตัว ORA Lightning Cat แมวสายฟ้า รูปทรง Porsche ในราคาจับต้องได้! ในงาน Auto Shanghai 2021

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนมีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบ และฟังก์ชั่นการใช้งานที่โดดเด่น เต็มไปด้วยสีสันที่สดใส สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ในเดือนสิงหาคม 2021 ที่ผ่านมา แบรนด์ ORA สามารถสร้างยอดขายสูงถึง 12,163 คัน ในตลาดจีน โดยมียอดขายสะสมในปี 2021 อยู่ที่ 71,961 คัน เติบโตขึ้นกว่า 316% จากปีก่อน

ประวัติแบรนด์ ORA (โอร่า) ผู้พลิกโฉมใหม่ ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน!

ซึ่งความสำเร็จของแบรนด์ ORA ในระยะเวลาเพียง 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ของการเลือกใช้พลังงานการขับเคลื่อนยานพาหนะเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการผสานวิวัฒนาการ ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบาย ชาญฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

สำหรับใครที่กำลังอยากขายรถคันเดิมเวลานี้ ไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO สิ ได้ราคาดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

แต่ถ้าหากใครงบไม่พอซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่อยากเปลี่ยนรถคันใหม่ มาใช้แทนรถคันเดิม CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร!

อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

10 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ราคาถูกสุดในไทย ปี 2021

ในยุคปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ Electric Vehicle (รถ EV) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการยานยนต์โลก และวงการยานยนต์ไทย ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างมากจากผู้ใช้รถยนต์ในบ้านเรา ทำให้เกิดกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น จากที่เคยเป็นรถมีราคาแพงมาก ก็เริ่มได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในด้านภาษี หรือเรื่องจุดชาร์จไฟ และการดูแลรักษา หลายคนจึงไม่ลังเล ที่จะลองซื้อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ มาใช้งานดูบ้าง

อ่านเพิ่มเติม >> รวมจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ และทั่วไทย มีจุดไหนใกล้คุณ ประจำปี 2564

ส่วนถ้าใครกำลังอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปถอยรถยนต์ไฟฟ้ามาลองใช้ดูบ้าง ต้อนรับปี 2022 ลองมาขายกับ CARRO Express ดูสิ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

MR.CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกสุด ประจำปี 2021 – 2022 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

Wuling-Hongguang-Mini-EV-2021

1. Wuling Hongguang MINI EV ราคา 369,000 บาท

Wuling Hongguang MINI EV (วู่หลิง ฮงกวง มินิ อีวี) หรือ 五菱宏光 ในภาษาจีน จัดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Microcar ยอดนิยมของวัยรุ่นจีน เริ่มจำหน่ายในจีนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2020 ที่ผ่านมา ปัจจุบันสามารถทำยอดขายถึงเดือนกันยายน 2021 มากกว่า 400,000 คัน! รวมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย และในบ้านเราก็มีผู้จำหน่ายอิสระนำเข้ามาจำหน่าย แบบพวงมาลัยซ้ายเท่านั้น ในราคา 369,000 บาท (หากรวมภาษีแล้วอยู่ที่ 394,830 บาท)

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 27 แรงม้า ส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมโพลิเมอร์มีขนาด 9.3 kWh (กินเวลาชาร์จ 6.5 ชั่วโมง) สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และยังมีแบตเตอรี่ขนาด 13.9 kWh (กินเวลาชาร์จ 9 ชั่วโมง) ที่เพิ่มระยะทางขึ้นเป็น 170 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ให้เลือก

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Motor 27 แรงม้า 85 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion Polymer ความจุ 9.3 หรือ 13.9 kWh 120 – 170 กิโลเมตร

Pocco Duoduo

2. Pocco Duoduo ราคา 389,000 บาท

Pocco Duoduo (ป๊อคโค่ ตั่วตั่ว) หรือ 朋克多多 เป็นรถภายใต้แบรนด์ 朋克 (เผิงเค่อ) มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Punk (พังก์) เป็นรถพลังงานไฟฟ้าแบบ Tall Boy 4 ประตู (ดูคล้ายกับรถ K-Car ของญี่ปุ่น) นั่งได้ 4-5 ที่นั่ง ผสมผสานการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ จุดชาร์จไฟอยู่บริเวณด้านหน้ารถ โดยใช้สีทูโทนเพื่อให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพิ่งเปิดตัวไปในจีนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สนนราคารุ่น L เริ่มต้นที่ 389,000 บาท! (รุ่นแบตเตอรี่ 10.3 kWh) และรุ่น K ราคา 449,000 บาท (รุ่นแบตเตอรี่ 14.5 kWh)

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 29 กิโลวัตต์ (39 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 110 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนฟอสเฟต มีขนาด 10.3 kWh (ใช้เวลาชาร์จ 6-8 ชั่วโมง) สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางประมาณ 128 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC (ไฟบ้าน 0-100%) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

และยังมีแบตเตอรี่ขนาด 14.5 kWh (ใช้เวลาชาร์จ 6-8 ชั่วโมง) ที่เพิ่มระยะทางขึ้นเป็น 178 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ต่อการชาร์จ (ไฟบ้าน 0-100%) หนึ่งครั้ง ให้เลือก ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Motor 39 แรงม้า 110 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 10.3 หรือ 14.5 kWh 128 – 178 กิโลเมตร

Pocco Meimei

3. Pocco Meimei ราคา 399,000 บาท

Pocco Meimei Mini EV (ป๊อคโค่ เม่ยเม่ย) หรือ 朋克美美 เป็นรถพลังงานไฟฟ้าแบบ 3 ประตู 4 ที่นั่ง ขนาดเล็ก ที่เปิดตัวในจีนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา สามารถขับขี่ในเมืองได้อย่างสะดวก กับนวัตกรรมสุดล้ำ ยิ่งทวีคูณความน่ารัก น่าเลิฟ ถูกใจคุณผู้หญิงอย่างแน่นอน สนนราคารุ่น L เริ่มต้นที่ 399,000 บาท! (รุ่นแบตเตอรี่ 10.3 kWh) และรุ่น K ราคา 469,000 บาท (รุ่นแบตเตอรี่ 14.5 kWh)

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 20 กิโลวัตต์ (27 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร และกำลังสูงสุด 29 กิโลวัตต์ (39 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 105 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนฟอสเฟต มีขนาด 9.2 kWh (ใช้เวลาชาร์จ 6-8 ชั่วโมง) สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางประมาณ 116 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC (ไฟบ้าน 0-100%) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

และยังมีแบตเตอรี่ขนาด 14 kWh (ใช้เวลาชาร์จ 6-8 ชั่วโมง) ที่เพิ่มระยะทางขึ้นเป็น 170 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ต่อการชาร์จ (ไฟบ้าน 0-100%) หนึ่งครั้ง ให้เลือก ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Motor 27 แรงม้า 100 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 10.3 หรือ 14.5 kWh 116 – 170 กิโลเมตร

Takano-Auto-Thailand-2020

4. Takano TTE500 ราคา 490,000 บาท

Takano (ทากาโน่) TTE500 นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกสุดในไทยตอนนี้ โดยรถกระบะไฟฟ้าขนาดจิ๋วคันนี้ พาคุณไปได้ทุกที่ สามารถรับน้ำหนักในการบรรทุกได้มากถึง 300 กิโลกรัม

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ 12V 125 แอมป์ ขนาด 6 ลูก ใต้พื้นกระบะหลัง และเครื่องยนต์เบนซินขนาดจิ๋วช่วยปั่นไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ ให้ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 100-120 กิโลเมตร โดยใช้เงินเพียง 30 บาท และทำความเร็วได้สูงสุด 60 กม./ชม.

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบกระแสตรง 6.7 แรงม้า แบบ 12V 125 Amp X 6 ความจุ 11 kWh 72 – 80 V 100 – 120 กิโลเมตร

FOMM-One-2019

5. Fomm ONE ราคา 499,900 บาท

FOMM One (ฟอมม์ วัน) เป็นรถไฟฟ้า 4 ที่นั่ง ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เหมาะสำหรับใช้งานในเมืองมาก พร้อมจดทะเบียนได้

ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ In-wheel ขนาด 5 kW จำนวน 2 ตัว ให้แรงบิดรวมสูงสุด 560 นิวตัน-เมตร สามารถชาร์จไฟจนเต็ม (0-100%) ในเวลา 6 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากถึง 160 กิโลเมตร และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 80 กม./ชม. เลยทีเดียว

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ In-Wheel 5 กิโลวัตต์ X 2 (13.4 แรงม้า) 280 นิวตัน-เมตร X 2 แบบ Lithium-Manganese ความจุ 2.96 kWh 160 กิโลเมตร

MG-EP-2021

6. MG EP ราคา 988,000 บาท

MG EP (เอ็มจี อีพี) รถยนต์ในรูปแบบ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย ที่มาพร้อมแนวคิด EVeryone ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของทุกคน” 

ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่ ขนาดของห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอย ที่กว้างขวางรองรับการบรรทุกทั้งคนและสิ่งของ โดดเด่นด้วยสมรรถนะของ EV เทคโนโลยีที่ให้กำลังเพียงพอต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมระบบความปลอดภัยที่ครบครัน นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งหน้าจอ Touchscreen ขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay

และสมรรถนะจาก EV เทคโนโลยี (EV Technology) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุด 163 แรงม้า มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 8.8 วินาที พร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบ คือ Eco, Normal และ Sport รวมทั้งมีระบบชาร์จไฟกลับเมื่อชะลอความเร็ว หรือ KERS Mode รวม 3 ระดับ

สำหรับแบตเตอรี่ของ NEW MG EP เป็นลิเธียมไอออนแบบโมดูล ที่สามารถแยกซ่อมแต่ละโมดูลได้อิสระ โดยมีขนาดความจุถึง 50.3 kWh ให้ระยะทางในการขับขี่ได้ไกลถึง 380 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้ 2 รูปแบบ คือ การชาร์จในรูปแบบ Normal Charge จาก 0-100% ผ่าน MG Home Charger ที่ใช้เวลา 7.15 ชั่วโมง และรูปแบบ Quick Charge จาก 0-80% ผ่านสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว ซึ่งใช้ระยะเวลาเพียง 40 นาที

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor 163 แรงม้า 260 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 50.3 kWh 380 กิโลเมตร

ORA Good Cat 2022 ใหม่ มา 2 รุ่นย่อย ลุ้นราคาต่ำกว่าล้าน เปิดตัวกลางเดือนตุลาคม 2564!

7. ORA Good Cat ราคา 989,000 บาท

Great Wall Motor (เกรท วอลล์ มอเตอร์) ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้โลกรถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) กับ ORA Good Cat (โอร่า กู๊ดแคท) (หรือชื่อในภาษาจีน 好猫”) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2020 และ ORA Good Cat ก็มาเผยโฉมในไทยเมื่อต้นปีนี้ พร้อมกับความโดดเด่น น่ารักด้วยรูปลักษณ์โค้งมนในสไตล์ Retro Futuristic แสดงถึงการดีไซน์แบบคลาสสิค ซึ่งออกแบบโดย Emanuel Derta อดีตนักออกแบบจาก Porsche ผสานเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ล่าสุด

ORA Good Cat ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่ง 0-50 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 152 กม./ชม. ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ ORA-Goddess Easy Drive พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ

การชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC (30%–>80%) ใช้เวลาประมาณ ≈32 นาที และ 40 นาที (ในรุ่น 500 Ultra), ชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC (0%–>80%) ใช้เวลาประมาณ ≈45 นาที และ ≈60 นาที (ในรุ่น 500 Ultra) กับการชาร์จไฟบ้านแบบ AC ใช้เวลาประมาณ ≈8 ชั่วโมง และ ≈10 ชั่วโมง (ในรุ่น 500 Ultra)

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor 143 แรงม้า 210 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 47.788 kWh และ 63.139 kWh 400 – 500 กิโลเมตร

BYD-T3

8. BYD T3 ราคา 999,000 บาท

BYD T3 (บีวายดี ที3) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นบนพื้นฐาน Nissan B Platform (หรือ Nissan NV200) เป็นรถตู้ทึบ ใช้งานในเชิงพาณิชย์ โดยมาพร้อมกับตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ Siam ATR ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสยามกลการ

และยังมีแยกออกเป็นรุ่น M3 แบบรถอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งให้เลือก ในราคา 1,059,000 บาท และรุ่น 7 ที่นั่ง ในราคา 1,089,000 บาท สามารถรองรับสัมภาระได้มากถึง 1,800 ลิตร (ในรุ่น 5 ที่นั่ง) และ 3,800 ลิตร (ในรุ่น 2 ที่นั่ง รถตู้ทึบ)

มาพร้อมด้วยระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ด้วยมอเตอร์ 70 kWh พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 300 กม. (คำนวณจากที่รวมน้ำหนักบรรทุก 700 กก. หรือเทียบเท่ามีผู้โดยสาร 7 คน) อัตราการสิ้นเปลือง 1 kWh : 6 กม. เทียบเท่ากับ กม.ละ เพียง 0.833 บาท ซึ่งประหยัดกว่าค่าน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 3 เท่า

ระยะเวลาในการชาร์จแบบ DC จะใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 1.30 ชั่วโมง และชาร์จด้วยไฟ AC จะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ AC Permanent Magnet Synchronous Motor 94 แรงม้า 180 นิวตัน-เมตร แบบ NCM ความจุ 50 kWh กำลังไฟ DC 40 kW / AC 6.6 kW 300 กิโลเมตร

Nissan-Leaf-2021

9. Nissan Leaf ราคา 1,490,000 บาท

Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ) “Simply Amazing” เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า “100%” และมีอัตราการปล่อยมลพิษเป็น “0” และถือเป็นรถค่ายญี่ปุ่นเจ้าแรก ที่กระโดดลงมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างจริงจัง แม้ว่าราคาของตัวรถจะยังสูงอยู่ก็ตาม

Nissan Leaf ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.9 วินาที รองรับการขับขี่เป็นระยะทาง 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 40 kWh สามารถชาร์จด้วยกำลังไฟขนาด 3.6 kW ได้ในเวลา 12 ชั่วโมง และกำลังไฟขนาด 6.6 kW ในเวลา 6 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด่วนจนถึงระดับ 80% ได้ในเวลา 40 นาที

Nissan Leaf ได้ปรับลดราคาจาก 1,999,000 บาท ลงมาเหลือ 1,490,000 บาท เพื่อให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ AC Synchronous 150 แรงม้า 320 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 40 kWh 311 กิโลเมตร

Mini-Electric-2020

10. Mini Electric ราคา 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

MINI Cooper SE (มินิ คูเปอร์ เอสอี) ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู ในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้า

ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ล้ำสมัย มาพร้อมไฟหน้า LED พร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Power Spoke พร้อมยางรันแฟลตพิเศษเฉพาะ ฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric

ขุมพลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่ BMW Group ได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 kWh ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และมอบแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กม./ชม. ได้ภายใน 3.9 วินาที โดยมอบพลังหากชาร์จเต็มหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทาง 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่นๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน จึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่นๆ 18 มิลลิเมตร

MINI Cooper SE ยังติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะรุ่นเท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะถูกปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากเกิดการชน

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ AC Synchronous 184 แรงม้า 270 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 32.6 kWh 217 กิโลเมตร

อันนี้แถมให้ …

Volvo XC40 Recharge

Volvo XC40 Recharge Pure Electric ราคา 2,590,000 บาท

Volvo XC40 Recharge Pure Electric (วอลโว่ เอ็กซ์ซี40 เพียว อิเล็กทริค) รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Crossover SUV ขนาด Compact รุ่นแรกจากค่าย Volvo ที่ทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทย เปิดตัว (แต่ไม่มีรถตัวจริงมาโชว์) ไปในงาน Motor Show 2021 ที่ผ่านมา

ภายนอกใช้กระจังหน้าเป็นแบบยูนิบอดี้ เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่านี่คือรถตระกูลไฟฟ้าของ Volvo พร้อมการตกแต่งภายในระดับพรีเมียมด้วยวัสดุหนังสีดำ รวมถึงระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS ที่พัฒนาร่วมกับ Google ที่ใช้ในการขับขี่ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงเต็มรูปแบบ

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่งขนาด 204 แรงม้า ที่ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ให้กำลังรวมสูงสุด 408 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 660 นิวตันเมตร พร้อมความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงแบบลิเธียมไอออน ขนาด 78 kWh

ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 180 กม./ชม. ให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 418 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP  ต่อการชาร์จเต็มในแต่ละครั้ง สามารถชาร์จผ่าน Wallbox ขนาด 11 kw จาก 0-100% ได้ในเวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง และรองรับระบบชาร์จด่วนจนถึงระดับ 80% ในเวลาประมาณ 40 นาที

สำหรับราคาจำหน่าย ยังครอบคลุมถึงค่าบริการชาร์จไฟจาก EA Anywhere เป็นเวลา 1 ปีเต็ม

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent-Magnet Synchronous Motors X 2 408 แรงม้า 660 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 78 kWh 418 กิโลเมตร

Tesla Model Y

Tesla Model Y ราคา 2,990,000 บาท

Tesla Model Y (เทสลา โมเดล วาย) รถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังที่สุดในโลก ในรูปแบบ Crossover 5 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด สร้างบนพื้นฐานของ Tesla Model 3 กับราคาที่จับต้องได้ ที่แม้ว่าในบ้านเรา Tesla ยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง แต่ก็มีผู้จำหน่ายอิสระได้นำเข้ามาขายกันหลายเจ้าเลยทีเดียว ราคาอยู่ที่ 2,990,000 บาท

ขุมพลัง มีให้เลือกทั้งแบบ Single Motor และ Dual Motor ขับเคลื่อนล้อหลัง และแบบ AWD ในรุ่น Dual Motor มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 283 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ที่มีให้เลือกทั้งแบบ Standard Plus, Long Range และ Performance เป็นแบบขนาด 75 kWh

ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที (Standard Plus), 5 วินาที (Long Range) และ 3.3 วินาที (Performance) ทำความเร็วได้สูงสุด 217 กม./ชม. (Standard Plus, Long Range) และ 249 กม./ชม. (Performance) ให้ระยะทางวิ่ง 525 กิโลเมตร (Single Motor), 594 กิโลเมตร (Dual Motor) และ 567 กิโลเมตร (Performance) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (คำนวณตามมาตรฐาน EPA) โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 6 – 6.5 ชั่วโมง

สมรรถนะ (Long Range / MY2021)

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor X 2 283 แรงม้า 450 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 75 kWh 525 กิโลเมตร

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

MR.CARRO หวังว่า 10 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO สิ ได้ราคาดีที่สุด พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express https://th.carro.co/sell-car/express

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

หรือถ้าหากต้องการซื้อรถคุณภาพเยี่ยม CARRO เราก็มีพร้อมให้คุณเลือกอย่างมากมายด้วยเช่นกัน พร้อมรับประกันสูงสุดถึง 1 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร กับ CARRO Automall ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/

รถของเราทุกคันผ่านการตรวจสภาพ 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนาน 1 ปี หรือสูงสุด 30,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

หมายเหตุ : ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนธันวาคม 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง