Carro-Tiresbid-Evolution-Of-Tires

สวัสดีครับ วันนี้จอร์จจากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ กับบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องยางรถยนต์ครับผม ถ้าพูดถึงยางเพื่อนๆคงอยากรู้ใช่ไหมครับ ว่ายางรถยนต์ในอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้างมันจะยังคงหน้าตาแบบเดิมอยู่ไหม หรือ ว่าจะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีก ซึ่งจากที่จอร์จทราบมา ณ ปัจจุบันมีความพยายามมากๆ ในการพัฒนาให้ยางนั้นมีความอเนกประสงค์มากยิ่งขึ้นครับ ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย การนำกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของความอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น

Evolution-Of-Tires

ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ยางก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะมีหลายๆครั้งที่อุบัติเหตุเกิดจากยางแตกทำให้รถเสียหลักจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องว่าจะทำอย่างไร ให้ยางที่สูญเสียลมหรือยางแตกนั้นสามารถใช้งานได้ต่อไปซึ่งถามว่าในปัจจุบันก็มี ยางรันแฟลต ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ในระดับที่เรียกว่าดีมากแล้วสำหรับปัจจุบัน แต่ข้อเสียก็คือ หากแตกเสียหายแบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระยะทาง หรือว่ายางก็จะเสียหายไปเลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งทำให้บริษัทยางต่างๆ พยายามคิดค้นยางที่ไม่ใช้ลม (ไม่ใช่ยางตันนะครับเพื่อนๆ ที่มาทดแทน)

Evolution-Of-Tires

ซึ่งยางในอนาคตต้องมีนวัตกรรมที่มีความนุ่มเงียบ และปลอดภัยมากขึ้นเสียหายได้ยากขึ้นครับ โดยจริงๆ ปัจจุบันได้มีการนำเอายางที่ไม่ใช้ลมและโดนตะปูมาใช้จริงแล้วนะครับ แต่ว่าเป็นรถที่ใช้สำรวจบนอวกาศ ซึ่งยังมีการใช้ที่น้อยมาก แต่ว่าหลังๆเพื่อนๆ อาจจะได้เห็นว่ามีตัวอย่างยางดังกล่าวออกมาให้เห็นบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้นำมาจำหน่ายหรือขายกันครับ เพราะในเรื่องของราคาและกระบวนการผลิตต่างๆ ครับ ก็เป็นนวัตกรรมเรื่องยางอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่บนท้องถนนปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้นครับ

Evolution-Of-Tires

ส่วนต่อมาถ้าพูดถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อนๆ คงสังเกตเห็นแล้วใช่ไหมละครับ ว่ากองยางที่ใช้แล้ว หรือเสียนั้น ปัจจุบันอาจเห็นได้ตามขยะ แม่น้ำลำคลองเต็มไปหมด เพราะว่ายางปัจจุบันใช้แล้วนั้นสามารถทำลายยางได้ครับ

ถ้านำไปทำลายก็มีอยู่ 2-3 วิธีการ คือ นำเอาไปแยกเส้นลวดกับยางออก แล้วนำเอาไปแปรรูปเป็นยางรองพื้นให้สัตว์เดินบ้าง เส้นลวดก็นำไปหลอมทำใหม่ต่อไป หรือ ไม่ก็นำไปเผาเพื่อให้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงใช้งานในโรงงานต่อๆ ไป ซึ่งก็ยังช่วยลดปริมาณขยะส่วนนี้ได้พอสมควร แต่จะทำยังไงให้วิธีพวกนี้หมดไป และดีต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด

Evolution-Of-Tires

ซึ่งบริษัทยางแต่ละที่ก็คิดพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ถามว่าปัจจุบันมีการยืดอายุได้ยังไงก็คือก็แกะร่องดอกยางในยางรถบรรทุก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยางใช้ได้นานขึ้น แต่กับยางรถเก๋งนั้นไม่ค่อยนิยมทำกันครับ ดังนั้นบริษัทยางก็ต้องออกยางที่ใช้ให้ได้คุ้มที่สุด โดยทำยังไงก็ได้ให้ยางใช้ได้จนหมดอายุการใช้งานแม้โดนเบียดแตกก็ยังใช้ได้อยู่

ส่วนต่อมา วัสดุที่ใช้นั้นยังมีการคิดวิเคราะห์และค้นหาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้วัตถุดิบ สารเคมีที่นำมาทดแทนทำให้การใช้งานได้ทั้งแบบยางที่ดีและสามารถย่อยสลายได้ง่ายด้วยครับ ก็จะเป็นสองส่วนที่ทางผู้ผลิตยางยังค้นหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจอร์จคิดว่าอีกไม่นานเราจะได้เห็นกันครับ

ส่วนสุดท้ายก็คือ ทำยังไงให้ยางนั้นอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตามที่ได้แจ้งเพื่อนๆไวตั้งแต่ในช่วงต้นบทความ โดยปัจจุบันเพื่อนๆก็เห็นยางมีหน้าที่แค่เกาะถนนกับใช้ในการขับเคลื่อนของรถใช่ไหมครับ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ยางรถนั้นอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้นรองรับไลฟ์สไตล์การใช้งานหลากหลายมากขึ้นในอนาคตต่อไป จากรถที่ต้องใช้งานการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์กลาง จะถูกปรับเปลี่ยนให้ยางแต่ละวงนั้น สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของยางเอง ซึ่งมีรูปภาพที่ออกมาแล้วในการพัฒนารูปแบบนี้ คือจะมีเครื่องยนต์ที่ติดกับล้อแต่ละล้อเลยครับ ซึ่งจะทำให้โลกของเราลดปริมาณการใช้เครื่องยนต์อีกเป็นจำนวนมากครับ

ซึ่งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องครับ สำหรับยางรถทุกประเภทเพื่อให้โลกเราได้ใช้ของที่ดียิ่งขึ้นไปครับ เพื่อนๆที่ต้องการหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องยางต่างๆสามารถเข้ามาหาอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ฟรี หรือเช็กราคายางเปรียบเทียบได้ที่เว็บไซต์ www.tiresbid.com ครับเรามีความรู้เรื่องยางและรีวิวยางมากมายหลายๆรุ่นครับ พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ทางไทร์บิดได้ฟรีที่ Line official : @tiresbid ขอขอบคุณมากครับที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ โอกาสหน้าติดตามบทความดีดีจากไทร์บิดใหม่ครับ

Carro-Roojai-Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัญหาแอร์รถไม่เย็นที่ผู้ขับขี่หลาย ๆ คนมักพบเจอ จริงอยู่ที่ในช่วงออกรถใหม่ ๆ เปิดแอร์รถได้เย็นฉ่ำ แต่พอใช้งานไปได้สักปี 2 ปี แอร์รถไม่เย็นเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่เร่งแอร์รถให้เย็นที่สุดแต่กลับรู้สึกไม่ค่อยเย็นแบบที่ควร หรือบางครั้งก็อาจจะเย็นเกินไป มันเป็นเพราะอะไร ? มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากอะไร แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

วันนี้ Roojai.com ได้รวบรวมสาระดี ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการรับมือกับปัญหาแอร์รถไม่เย็นด้วยตัวเองได้ แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้แอร์รถไม่เย็น แต่หากรู้สักนิดว่า ปัจจัยไหนที่ทำแล้วเสี่ยงต่อการทำให้แอร์รถเสีย ก็ควรเลี่ยง และโอกาสที่ต้องนั่งร้อนภายในรถก็คงมีน้อยลงเช่นกัน

ปัญหา แอร์รถไม่เย็น หากเกิดขึ้นบ่อย จะเป็นอย่างไร ?

อย่าปล่อยให้ปัญหาแอร์รถไม่เย็นเกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะไม่ส่งผลดีต่อคุณและรถยนต์ของคุณแน่ ๆ ควรรู้ไว้เลยว่าแอร์รถไม่เย็น แปลว่ารถยนต์ของคุณกำลังมีปัญหาและทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลงด้วย เป็นคำตอบว่า แอร์รถไม่เย็นเกิดจากอะไร สามารถเกิดขึ้นได้กับรถยนต์ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ ซึ่งมีหลายสาเหตุ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้และไม่ค่อยให้ความสนใจ มองว่าอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เชื่อไหมว่าแค่แอร์รถไม่เย็นสามารถส่งผลให้อายุการใช้งานของรถคุณสั้นลงกว่าปกติได้ ยังไม่รวมถึงปัญหาที่จะส่งผลให้รถเสียในภายหลังได้อีกมากมาย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัจจัยหลักที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

แน่นอนว่าปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลม มีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาแอร์หมด สายท่อแอร์รั่ว ระบบระบายความร้อนไม่ดี ลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม คลัทช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท และอื่นๆ อีกหลายปัจจัย แต่เพื่อให้คุณแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณแอร์ไม่เย็นหรือผิดปกติไหม ? ลองเช็คดูว่าตอนนี้กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่ ดังนี้

1.น้ำยาแอร์ขาดหรือหมด

น้ำยาแอร์ขาดหรือหมดก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้แอร์เย็นน้อยหรือไม่เย็นเลย จะมีแต่ลมร้อนๆ ออกมาจากช่องแอร์ วิธีแก้ไขให้ลองสตาร์ทเครื่องแล้วเปิดระบบเครื่องปรับอากาศปุ่ม A/C เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน แล้วส่องดูในช่องตรวจสอบน้ำยาที่อยู่ระหว่างแผงระบายความร้อนทางด้านหน้ารถ หากเห็นเป็นฟองอากาศเล็ก ๆ สีขาว แสดงว่าน้ำยาแอร์กำลังจะหมดให้รีบเติมน้ำยาทันที

2. ตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่วซึม

หากตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่ว ก็ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้ค่าแรงดันของน้ำยาแอร์ตก ลองตรวจสอบได้โดยการนำน้ำสบู่หรือน้ำแชมพูมาตีให้เป็นฟองแล้วนำไปทาตามข้อต่อต่าง ๆ ของระบบแอร์ เมื่อทาทั่วแล้วให้สังเกตว่าตรงจุดไหนเกิดเป็นฟองอากาศลอยขึ้นมา แสดงว่าจุดนั้นเกิดการรั่วซึมอยู่ ให้ทำการขันให้แน่น

3. ระบบระบายความร้อนบนแผงคอยล์ร้อนไม่ดี

เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย ลองเช็คโดยการเปิดฝากระโปรงรถ ติดเครื่องยนต์ และเปิดแอร์ไว้ เมื่อคอมเพรสเซอร์รถยนต์ทำงาน ลองสังเกตดูพัดลมหน้าแผงคอยล์ร้อนว่าหมุนช้าหรือมีเสียงดังไหม? หากมีปัญหาต้องเปลี่ยนพัดลมใหม่ หรือถ้าแผงคอยล์ร้อนสกปรกก็ต้องทำความสะอาดเพื่อให้การระบายความร้อนของน้ำยาแอร์ทำงานได้ดีขึ้น ระบบแอร์ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

4. ลูกสูบภายในคอมเพรสเซอร์หลวมไม่มีกำลังอัด

แอร์รถไม่เย็น สาเหตุ มาจากปัญหาลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม เพราะถ้าลูกลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวมจะทำให้ระดับความดันของน้ำยาแอร์มีน้อย เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้แอร์รถไม่เย็นในที่สุดนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ แล้วลองเร่งเครื่องยนต์แล้วแอร์เย็น แสดงว่าลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม โดยปกติจะต้องไม่เย็นขึ้นตอนเร่งเครื่องยนต์ ต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนลูกสูบใหม่ทันที

5. ชุดวาล์ว และดรายเออร์อุดตัน หรือเสื่อมคุณภาพ

เมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันหรือเสื่อมคุณภาพลง ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้เท่าที่ควร อาจเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง เพราะเมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันจะทำให้แรงดันน้ำยาแอร์ที่ออกจากคอมเพรสเซอร์ไหลผ่านเข้าคอยล์เย็นได้ไม่ดี เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้ระบบแอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ แอร์รถจึงไม่ค่อยเย็นนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ หากแอร์ไม่ค่อยเย็นและมีเสียงดัง ลองเร่งเครื่องยนต์แล้วสังเกตุดูว่าแอร์มีความเย็นขึ้นไหม หากเร่งเครื่องแล้วเย็นขึ้น นั่นแปลว่าชุดวาล์วและดรายเออร์เกิดการอุดตัน ต้องถอดเปลี่ยนชุดวาล์วและดรายเออร์ใหม่

6. คลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท

ปัญหาคลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท หรือปัญหาคลัตช์ลื่น เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง หรือบางทีอาจจะไม่มีความเย็นเลย มีแต่ลมออกมาจากช่องแอร์ ซึ่งเกิดจากกระแสไฟที่ส่งเข้ามายังคลัตช์แม่เหล็กมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำให้คลัตช์คอมเพรสเซอร์ติดเข้ากับมูลเลย์ได้ หรือติดได้แต่อาจไม่แน่นพอ เกิดการฟรีในบางจังหวะ ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง สามารถแก้ไขโดยการเช็ค 3 จุดนี้ คือ

  • ลองเช็คดูว่าระบบสายไฟที่ส่งมายังคลัตช์คอมเพรสเซอร์นั้นทำงานปกติไหม? บกพร่องหรือไม่
  • ลองเช็คชุดสวิตช์ระดับเซ็นเซอร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมความเย็นว่าทำงานปกติไหม หรือมีการเสื่อมสภาพ
  • ทำการปรับแต่งหน้าคลัตช์ให้เรียบเสมอ และตั้งระยะคลัตช์ใหม่ (การติดตั้งคลัตช์ใหม่จะมีค่าใช้จ่ายสูง)

7. สายพานคอมเพรสเซอร์หย่อนมากเกินไป

หากสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์หย่อนมากเกินไป ก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้คอมเพรสเซอร์ที่กำลังทำงานอยู่เกิดการฟรีได้ ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะฉุดให้คอมเพรสเซอร์หมุนได้ ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ จากนั้นสังเกตุดูว่าหากมีอาการคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่แล้วเกิดเสียงดัง ส่งผลให้แอร์รถไม่ค่อยเย็นหรือไม่มีความเย็นเลย สามารถแก้ไขโดยการปรับระดับสายพานให้ตึงขึ้น แต่ต้องระวัง หากสายพานมีรอยแตกหรือฉีกขาดควรเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ควรใช้เส้นเดิม

8. การใช้น้ำยาแอร์ที่ผิดประเภท

การเลือกใช้น้ำยาแอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น แล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ได้อีกด้วย รวมถึงการเลือกใช้น้ำยาแอร์ผิดประเภทหรือใช้น้ำยาแอร์ที่ผสมน้ำยาปลอมมา จะส่งผลเสียต่อระบบแอร์รถยนต์ได้ ทำให้อุปกรณ์ในระบบแอร์รถยนต์เกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถทนแรงดันสูงที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้ออกแบบไว้ ยังทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ค่อยๆ เสียหายและหมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง และนำวิธีแก้ไขของแต่ละสาเหตุไปใช้กับรถยนต์ของคุณได้ เพราะหากพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่งที่เราได้บอกไป ให้รีบทำการแก้ไขและซ่อมแซมทันที เพื่ออายุการใช้งานของรถที่ยาวนานขึ้น และประสิทธิภาพในการขับขี่รถยนต์ที่ดีของคุณ หากรถยนต์มีประสิทธิภาพที่ดี ความปลอดภัยในการขับขี่ก็ดีตามไปด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าอยากได้รับความคุ้มครองในกรณีเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงจากการใช้รถใช้ถนน ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ให้กับรถคู่ชีพของคุณด้วย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อคุณมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุมเอาไว้ด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้คลายความกังวลใจไปได้ ที่ Roojai.com ประกันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ ซื้อง่าย ราคาดี และเชื่อถือได้ พร้อมชำระเบี้ยแบบผ่อนได้ด้วยสูงสุด 10 งวดผ่านบัตรเดบิต ซื้อประกันออนไลน์ที่ Roojai.com คุ้มครองทันที ราคาดีโดนใจ

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

แม้ว่าในบ้านเรา ธุรกิจ E-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) จะมีบทบาทในไทยมานาน 20 กว่าปีได้แล้วก็ตาม แต่กระแสการ “ขายของออนไลน์” ของเหล่าพ่อค้าแม่ค้า เพิ่งจะมาเริ่มบูมจริงๆ ในช่วงสิบปีมานี้เอง ซึ่งสามารถสร้างฐานลูกค้า และฐานรายได้ที่สูงกว่าการค้าขายแบบเดิมๆ มาก และยิ่งโควิด-19 มา การค้าขายในยุค New Normal ยิ่งเร่งให้การขายของออนไลน์ คู่แข่งมากมาย ดุเดือดกันเข้าไปอีก

ในยุคนี้ นอกจากเราจะมีร้านค้าออนไลน์กันทั้งในเว็บไซต์ หรือในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นใน Facebook Fanpage, IG หรือใน Twitter ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เรามักเจอกันบ่อยมาก ก็คือเวลาลูกค้าทักมาถามใน Inbox บางคนอาจถามรายละเอียดมากมาย แต่กลับไม่สามารถปิดการขายในสำเร็จในตอนจบ เช่น ขอตัดสินใจก่อน, รอเงินพร้อมแล้วเดี๋ยวทักมา หรือเดี๋ยวทักมา เชื่อเถอะ ไม่มีกลับมาสักรายหรอก

ซึ่งถ้าหากเป็นการซื้อ-ขาย สินค้ามูลค่าสูง อาจเป็นความเสียโอกาสมากของคุณเลยก็ได้ เพราะกว่าจะมีลูกค้าคนใหม่เข้ามาสนใจ ไม่รู้ต้องรออีกนานเท่าไหร่

MR.CARRO ขอแนะนำ 6 เทคนิคสร้างยอดขายสุดปัง จากธนาคารกรุงเทพ มาฝากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กัน เพราะอาจช่วยให้คุณปิดการขายใน Inbox ได้มากขึ้น แต่จะมีอะไรนั้น อ่านได้เลยจ้า…

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

1. พลิกเกมเปลี่ยนจากการถูกถามเป็นฝ่ายถาม จะทำให้มีโอกาสในการคุมเกมได้มากกว่า

ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ทักแชทมาทาง Inbox ล้วนต้องการคำตอบและมักจะมาพร้อมกับการตั้งคำถาม ดังนั้นการหาจังหวะตั้งคำถามกลับไปจะทำให้รู้ข้อมูล ความต้องการ ไปจนถึงสามารถประเมินลูกค้าได้จากการตั้งคำถามย้อนกลับ เพื่อชักนำไปสู่สิ่งที่ลูกค้าต้องการและความต้องการซื้อ

2. นำเสนอจุดแข็งที่มีเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่างสุภาพ

เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ผ่านคำชมสินค้าของคู่แข่ง พร้อมกับเทียบเสนอข้อมูลสินค้าที่เป็นจุดแข็งจุดขายของเราให้ลูกค้าได้เห็นภาพและตัดสินใจเอง โดยที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกชักนำจนเกิดการคัดคานในใจ

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

3. กระตุ้นความต้องการของลูกค้า

การซักถามลูกค้าจะทำให้เห็นถึงความต้องการหรือเจตจำนงที่แอบแฝงอยู่ลึกๆ ของลูกค้า ซึ่งจะนำมาสู่การนำเสนอแบบยกเคสใกล้เคียงหรือการนำรีวิวมาประกอบการสนทนา เพื่อกระตุ้นความต้องการในใจของลูกค้าให้มีมากขึ้น จนสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ทันที

4. แจ้งโปรโมชั่นทันทีที่ลูกค้าแสดงความต้องการที่ชัดเจน

หากการซักถามนำมาสู่การได้เห็นความต้องการที่ชัดเจนของลูกค้า และกระตุ้นให้เกิดความต้องการมากขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ควรรีบทำตามลำดับขั้นต่อไปก็คือ การนำเสนอข้อมูลโปรโมชั่น สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเร่งตัดสินใจ ซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดนาน

6-Tricks-For-Increase-Online-Sales

5. โชว์หลักฐานและภาพประกอบเพิ่มเติม

หากโปรโมชั่นยังไม่จูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันที การนำเสนอข้อมูลด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ควรทำเป็นลำดับต่อไป โดยอาจแสดงเอกสารหลักฐานยืนยันคุณภาพมาตรฐานประกอบสินค้าเพิ่มเติม หรือแม้แต่ภาพรีวิวต่างๆ ก็ช่วยให้ลดความลังเลและเกิดการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

6. ส่งเลขที่บัญชีและขั้นตอนการโอนเงิน

การที่เราสามารถดึงลูกค้าให้ผ่านมาถึงข้อ 5 ได้ เท่ากับลูกค้ามีความต้องการจะซื้อสินค้าแล้วเกินกว่า 50% และมีโอกาสปิดการขายได้สูงถึง 70% ฉะนั้นจงอย่ารั้งรอ รีบที่จะบอกกล่าววิธีการโอนเงินหรือส่งเลขที่บัญชีเข้าไปให้แก่ลูกค้า ที่เป็นเสมือนการบีบคั้นกลายๆ ให้ต้องชำระเงินเพื่อซื้อสินค้านี้หลังจากสอบถาม พร้อมปิดประโยคด้วยการสรุปยอดสินค้าที่คาดว่าลูกค้าน่าจะซื้อ และสอบถามที่อยู่ในการจัดส่งสินค้าโดยละเอียด

ก็เอาเป็นว่า พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ ลองทำดูกันได้นะครับ เชื่อว่ายอดลูกค้าที่ Inbox เข้ามาแล้วปิดการขายไม่จบ น่าจะลดไปได้พอสมควรครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Honda-HRV-RU-G1

สมรภูมิตลาดรถ SUV ในบ้านเราเริ่มจะมาดุเดือดกันจริงๆ ก็ตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายเจ้า เริ่มตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ด้านค่ายรถยนต์ Honda (ฮอนด้า) ก็เช่นกัน แม้ว่า Honda เองจะมีความเชี่ยวชาญตั้งแต่การขาย Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) มาแล้ว

แต่เมื่อรถยนต์ในรูปแบบ Crossover SUV กลุ่ม B-Segment ในไทยกำลังเริ่มบูมขึ้น ทางฮอนด้าคงอยู่เฉยไม่ได้ …

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) เลยต้องมาขายในไทยด้วยประการฉะนี้!

ประวัติรถรุ่นนี้ พร้อมข้อดี ข้อเสีย จะมีอย่างไร ใครที่กำลังมองหารถรุ่นนี้มาเล่น MR.CARRO จะมาเล่าประวัติของรถรุ่นนี้ให้ฟัง

Honda-J-WJ-Concept-1997

Honda J-WJ Concept

Honda HR-V เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น ด้วยรูปลักษณ์ของรถต้นแบบ J-WJ Concept (ที่ Honda เรียกว่าเป็นรถแบบ Fun Creation Car กับแนวคิดการออกแบบ “Small is Smart”) ที่มาเผยโฉมในงาน Tokyo Motor Show เมื่อปี 1997

ก่อนจะพัฒนามาเป็น Honda HR-V (ซึ่ง HR-V ย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า “Hi-Rider Revolutionary Vehicle”) ด้วยแนวคิด “Jet Feel Hi-Rider” เน้นความมีชีวิตชีวา ความสนุกสนานในการขับขี่ ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะขับไปทำงาน หรือขับไปเที่ยวในวันหยุด บนรูปลักษณ์ของตัวรถ ที่ดูเหมือนทั้งรถแวกอน และรถแบบ Coupe 2 ประตู

Honda-HR-V-GH

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 1998 มีให้เลือกทั้งรูปแบบ 3 ประตู และ 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส D16A ขนาด 1.6 ลิตร 105 แรงม้า และรหัส D16W ขนาด 1.6 ลิตร VTEC 125 แรงม้า

ก่อนจะทำตลาดยาวนานจนถึงปี 2006 โดยขายทั้งในญี่ปุ่น และยุโรป ภายหลังจึงทดแทนด้วย Crossover รุ่น Crossroad แต่ก็ขายอยู่ได้ไม่นาน แค่ช่วงปี 2007 – 2010 เท่านั้นเอง

Honda-Urban-SUV-Concept-2013

Honda Urban SUV Concept ในปี 2013

Honda-Vezel-G1-JDM

ต่อมา … Honda ได้เปิดตัวรถ Crossover ที่วางตลาดให้เล็กกว่ารุ่น CR-V ในวันที่ 19 ธันวาคม 2013 นั่นคือ Honda Vezel (ฮอนด้า วีเซล) ที่พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ Honda Fit (หรือ Jazz ในตลาดโลก) ซึ่งเป็นรถยนต์ในกลุ่ม B-Segment ก่อนจะมีแผนส่งขายในตลาดภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ในชื่อ “Honda HR-V”

ส่วนในชื่อ “Vezel” ที่ใช้ขายในญี่ปุ่น เป็นคำที่ผสมกับระหว่างคำว่า “Vehicle” และ “Bezel” ที่แปลว่า ขอบ หรือ ฐานสำหรับรองรับเพชรพลอยที่อยู่บนแหวน หรือกรอบโลหะวงแหวนที่ล้อมกระจกหน้าปัดนาฬิกา ในภาษาอังกฤษ เมื่อนำมารวมกับคำว่า “ยานพาหนะ” ซึ่งทาง Honda ให้ความหมายเหมือนกับว่า เป็นรถที่มีเสน่ห์และมีคุณค่า (ราวกับเพชร) ในหลายแง่มุม

ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดี จากลูกค้าในประเทศญี่ปุ่น (มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ Hybrid) ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 1 แสนคัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ตามมาด้วยประเทศจีน และประเทศไทย เป็นประเทศที่ 3 ของโลก และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่ผลิตและขายรถรุ่นนี้ โดยเปิดตัวในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557

Honda-HR-V-2014-Thai

ส่วนในไทย มาพร้อมคอนเซปต์การสื่อสารการตลาด Premium x Sport Crossover ผสานสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อกำเนิดใหม่แห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม

ซึ่งคู่แข่งของรถในกลุ่มนี้ ในบ้านเราก็มีอย่าง Nissan Juke (นิสสัน จู๊ค) หรือ Ford Ecosport (ฟอร์ด อีโคสปอร์ต) เป็นต้น

Honda-HR-V-2014-Thai

ตัวรถออกแบบโดย Yoshiharu Itai ฝ่ายพัฒนาอาวุโสของ Honda R&D ด้วยแนวคิดการออกแบบรถ Sport Crossover รุ่นนี้ เน้นเพิ่มความสปอร์ตปราดเปรียวในสไตล์รถสปอร์ตคูเป้ แบบ “Dynamic Cross Solid” ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ ในสไตล์รถมินิแวน ซึ่งดูคล้ายกับใน Honda HR-V รุ่นแรก

ตัวรถภายนอกมาพร้อมรูปลักษณ์ปราดเปรียว เสริมความรู้สึกแข็งแกร่ง ทรงพลัง ด้วยตัวถังด้านล่าง มาพร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน ลงตัวกับมือจับเปิดประตูด้านหลังแบบรถสปอร์ตคูเป้ และกระจังหน้า ออกแบบด้วยแนวคิด Solid Wing Face เสริมด้วยโทนสีดำเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและมีสไตล์

มิติตัวรถกว้าง 4,294 มม. ยาว 1,772 มม. สูง 1,605 มม. ระยะฐานล้อ 2,610 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 185 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,255 – 1,292 กิโลกรัม

เพิ่มความรู้สึกเหนือระดับ ด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบ Panoramic Sunroof พร้อมระบบเปิด-ปิด แบบ One-Touch ไฟหน้าพร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED และไฟท้าย LED แบบ Tube สไตล์สปอร์ตล้ำสมัย

Honda-HR-V-2014-Thai

การออกแบบภายใน เน้นความกว้างขวาง กับ Expansible Cockpit เน้นความโปร่งโล่งของพื้นที่เหนือแผงคอนโซล ผสานกับคอนโซลกลางแบบ 2 ชั้น ออกแบบสไตล์สปอร์ต พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Siri (สำหรับ iPhone 4s ขึ้นไป) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส มาตรวัดเรืองแสงปรับเปลี่ยนได้ 7 สี พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)

ทั้งยังยกระดับการใช้งานให้ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 565 ลิตร ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode เพื่อตอบรับทุกการใช้งาน

Honda-HR-V-2014-Thai

ขุมพลังที่ใช้ ต่างจากญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร โดยเวอร์ชั่นไทยวางเครื่องขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC แบบเดียวกับในรุ่น Civic ให้แรงม้าสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที

มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams มอบอัตราเร่งที่ดีเยี่ยม และการประหยัดน้ำมันได้ถึงถึง 15 กม./ลิตร ขับขี่ที่สนุกยิ่งขึ้นด้วยระบบ Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ แบบ 7 สปีด

ซึ่ง Naohisa Morishita หัวหน้าทีมวิศวกรพัฒนา Honda HR-V ของ Honda R&D ยังบอกว่า เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร สมดุลที่สุดกับรถยนต์รุ่นนี้ ในเรื่องของสมรรถนะ และความสมดุลล้วนๆ

ระบบช่วงล่างหน้า แบบแมคเฟอร์สันสตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลัง ทอร์ชั่นบีมแบบ H-Shape ติดตั้งโช๊คอัพแบบ Amplitude Reactive Dampers ใช้ลูกสูบโช๊คอัพแยกกัน 2 ตัว ดูดซับแรงกระแทกแบบที่หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวหลัก จะทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกสำหรับการขับขี่ในความเร็วต่ำ ส่วนอีกจุดหนึ่ง สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง อีกทั้งยังรองรับแก๊สโซฮอล์ E85

Honda-HR-V-2014-Thai

ครบครันด้วยอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ

  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ที่ใช้งานง่ายเพียงดึงสวิตช์ที่คอนโซลกลางขึ้นเมื่อต้องการใช้เบรกมือ และระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) ที่จะทำการหน่วงเบรกต่อโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)
  • ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
  • ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
  • ด้วยกล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera)
  • ระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมด้านคนขับอัจฉริยะ (i-SRS) ถุงลมด้านผู้โดยสารด้านหน้า (SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbags) ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์-วี) ใหม่ มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น S ราคา 890,000 บาท รุ่น E ราคา 975,000 บาท และรุ่น EL ราคา 1,045,000 บาท

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวออร์คิด (มุก) และสีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) และ 2 สีใหม่ คือ สีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก) สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก)

Honda-HR-V-E-Limited-2015

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2558 Honda มียอดจองสะสมของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี กว่า 25,000 คัน ภายในระยะเวลา 8 เดือน จึงได้เปิดตัว Honda HR-V รุ่น E Limited เป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้า ในราคา 1,005,000 บาท

ส่วนในรุ่นปกติ ในเดือนธันวาคม 2558 ก็อัดออพชั่นเพิ่มเติม อาทิ เพิ่มสีใหม่ คือ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก), เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น E, E Limited และ EL), ระบบเครื่องเสียง หน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ เป็นต้น

และก็ปรับราคารถทุกรุ่นเพิ่มตามไปด้วย ได้แก่ รุ่น S ราคา 933,000 บาท รุ่น E ราคา 999,000 บาท รุ่น E Limited ราคา 1,050,000 บาท และรุ่น EL ราคา 1,099,000 บาท (สำหรับ สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น E, E Limited และ EL)

ในเดือนมกราคม 2559 ปรับราคารถลดลง ตามโครงสร้างภาษีใหม่ เหลือเพียง 890,000 – 1,045,000 บาท

Honda-HR-V-2018-Thai

เดือนมิถุนายน 2561 ปรับโฉม Minorchange หลังจากที่ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน โดยสื่อสารทางการตลาดด้วย Concept – What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน…ตามไปให้สุด

โดยแนะนำรุ่น RS ใหม่ และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) กันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LED ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต

Honda-HR-V-2018-Thai

ส่วนภายในรถ เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ พร้อมระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)

มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda HR-V โฉมนี้เน้นเป็นรถ Crossover SUV สำหรับใช้งานในเมืองแทบจะเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังใช้งานออกต่างจังหวัดได้อย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งรูปทรงแบบกึ่งๆ รถสปอร์ตคูเป้ ที่ยังคงความเป็นรถอเนกประสงค์ในแบบ SUV ทำให้หลายคนนิยม เพราะสามารถในงานได้อเนกประสงค์ ทั้งในกลุ่มคนวัยทำงาน และคนที่มีครอบครัว แม่บ้านก็ขับได้ เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้เน้นความกว้างสบาย แต่ในมุมมองด้านหลังเวลาขับ และผู้โดยสารหลังเวลานั่ง อาจไม่ชินนักในช่วงแรก ตามลักษณะของรถ ส่วนด้านการขับขี่ เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งเหลือเฟือ รอบเครื่องยนต์เร่งไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ดีดสูงขึ้นเองแบบเกียร์ CVT รุ่นเก่าๆ ช่วยให้ขับสนุก เร่งแซงได้ทันใจ ช่วงล่างเซ็ทมาค่อนข้างแข็ง อาจกระด้างไปบ้าง เหมาะกับการขับช่วงความเร็วไม่สูงนัก

ระบบ Auto Brake Hold ช่วยให้การขับรถติดๆ ในกรุงเทพฯ เหนื่อยน้อยลงจากเดิมไปมาก แถมลุยน้ำท่วมเล็กๆ ได้ อีกทั้งความอเนกประสงค์ พับเบาะขนของได้อีก

ส่วนข้อเสียก็มีเบรกหน้าดังจี้ดๆ ซึ่งเป็นกันหลายคัน และเครื่องเสียง ที่ติดตั้งมาดูไม่สมราคาตัวรถ การเข้าโค้ง ยังไม่หนักแน่นนัก มีโคลงบ้าง กรณีใช้ความเร็วสูง การเก็บเสียงช่วงล่าง การเก็บเสียงห้องโดยสาร กรณีใช้ความเร็วสูงจะรู้สึกได้ว่ายังไม่ดีนัก

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาได้ทั้งในศูนย์และนอกศูนย์ รวมไปถึงของเก่าจากญี่ปุ่น เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 490,000 – 900,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถ ตอนนี้ CARRO Automall เรามี Honda HR-V มือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรืออยากหารถฮอนด้า ซีวิค มือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690

หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถ เปลี่ยนรถคันใหม่ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถคันเดิมอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถตู้ก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Tiresbid-How-To-Choose-Tire-For-Car

ยางรถยนต์แต่ละยี่ห้อทำไมราคาช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ทั้งๆที่บางทีใช้งานก็ไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่ ข้อสงสัยของเพื่อนๆ ที่คาดว่ามีอยู่ในปัจจุบันจำนวนมากเลย ทำให้เพื่อนๆไม่รู้ว่าจะเลือกใช้ยี่ห้อไหนดี เลือกใช้ตามแบรนด์ที่ตัวเองมั่นใจ หรือว่าเลือกใช้ตามงบประมาณที่ตัวเองมีพอ หรือมีปัจจัยอื่นควรพิจารณาก่อนเปลี่ยนใหม่กันแน่นะ ??

ในบ้านเราปัจจุบันมีแบรนด์ยางมากกว่า 20 แบรนด์ครับ ซึ่งมีตั้งแต่ทุกคนพูดชื่อแล้วรู้จักเลย กับอีกแบบคือพูดมาแล้วไม่เคยได้ยินเลยถึงกับงงว่าและสงสัยว่ายางได้คุณภาพรึเปล่า ซึ่งไทร์บิดขอมาแบ่งยางแต่ละแบบคร่าวๆ ก่อนในปัจจุบันที่บ้านเรามีก็คือ กลุ่มรถบ้าน กลุ่มรถแต่ง ซึ่งจะแบ่งหลักๆ ได้อยู่ 2 ประเภทครับ 

How-To-Choose-Tire-For-Car

กลุ่มรถบ้าน เป็นกลุ่มที่ปริมาณการใช้เยอะที่สุด ซึ่งจะมีแบรนด์ชั้นนำที่เพื่อนๆรู้จักชื่ออยู่แล้ว ตั้งแต่ มิชลิน บริดจสโตน โยโกฮามา กู๊ดเยียร์ ดันลอป คอนติเนนทอล ดีสโตน แม๊กซิส โอตานิ อพอลโล ฯลฯ ซึ่งในกลุ่มแบรนด์พวกนี้จะมีให้เพื่อนๆ ได้เลือกกันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยางประเภทนุ่มเงียบ ยางสปอร์ต ยางกระบะบรรทุก หรือ จะเป็นยางอเนกประสงค์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ

ซึ่งทุกแบรนด์พยายามทำให้ทั้งลายดอกยาง และ แก้มยางนั้นมีความทันสมัยให้ดูสวยเตะตา ซึ่งแต่ละแบรนด์ยางจะมีความโดดเด่นของแต่ละแบรนด์ที่มากกว่ากันครับ เช่นบางแบรนด์เน้นนุ่มเงียบ บางแบรนด์เน้นการใช้งานสมรรถนะการขับขี่ที่ดี บางแบรนด์เน้นอายุการใช้งานที่ยาวนาน หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาที่ประหยัดจับต้องได้

How-To-Choose-Tire-For-Car

แต่ก็อาจจะแลกมาด้วยอายุการใช้งานของยางแบรนด์นั้นๆ ครับ ซึ่งถ้าเทียบกันจุดแตกต่างที่ชัดเจนของทุกๆแบรนด์นั้นจะเกี่ยวกับเรื่องของอายุการใช้งานครับส ภาพของเนื้อยางนั้นจะมีความทนทานที่แตกต่างกัน ในกลุ่มแบรนด์พรีเมียม กับ กลุ่มยางราคาประหยัดครับ ซึ่งถ้าเทียบความต่างกันจะอยู่ราวๆ 30-40% ครับ ซึ่งราคาอาจจะไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น

แต่สิ่งที่ต่างรองลงมาในกลุ่มนี้ก็จะเป็นเรื่องของสมรรถนะและความนุ่มเงียบครับ ก็แตกต่างกันไป อยู่ประมาณ 10-30% (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเลือกยางให้ตรงกับคุณลักษณ์ของลายดอกยางนะครับ จะไม่สามารถเอายางสปอร์ตมาเทียบกับยางประเภทนุ่มเงียบเพราะการใช้งานจะแตกต่างกันครับ) ซึ่งโดยรวมก็จะเป็นค่าการตลาดที่แตกต่างกันไปครับ เห็นแบรนด์ใดบ่อยๆก็แปลว่าการตลาดหนักต้นทุนก็แพง ก็บวกราคาไปในค่าสินค้านั่นแหละครับ

How-To-Choose-Tire-For-Car

กลุ่มรถแต่ง จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มแรกไม่ว่าจะเป็นเรื่องลายดอกยางที่เน้นการเกาะถนน หรือ ว่าจะเป็นไซส์ยางที่แปลกไปจากปกติ ที่เน้นให้มีซีรี่ส์ที่ต่ำเพื่อให้รถสวย และช่วยในการทรงตัวการขับขี่ที่ดีครับ ซึ่งยางกลุ่มนี้มียี่ห้อที่คุณภาพที่คนส่วนใหญ่รู้จักก็จะมี Yokohama Nitto Toyo ส่วนแบรนด์อื่นๆก็จะมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จีน ซึ่งถ้าพูดชื่อแบรนด์ไปคาดว่าจะไม่คุ้นหูครับ แต่กลุ่มแต่งรถซิ่งยังไงก็ต้องเคยได้ยินครับ

กลุ่มรถซิ่งจริงๆก็มีการแบ่งเกรดเช่นกันทั้งเกรดพรีเมียม และ เกรดยางราคาประหยัด ซึ่งกลุ่มแบรนด์พรีเมียมจะมีสมรรถนะที่ดีมาก และมีความคงทนที่ดี แต่กลุ่มราคาประหยัดถ้าสังเกตบางทีจะลายดอกยางเหมือนกับแบรนด์บนๆครับ อาจจะคล้ายแต่ไม่เหมือนซะทีเดียวซึ่งการใช้ไม่คล้ายกันเลยครับ เพราะการยึดเกาะถนนการรีดน้ำอาจทำได้น้อยกว่า เพราะว่าเป็นส่วนของเรื่องสูตรเนื้อยางมาประกอบด้วย

แต่ถามว่าทุกแบรนด์ที่ผลิตในบ้านเราใช้ได้หายห่วงไหม เดี๋ยวนี้แทบจะ 100% แล้วครับตั้งแต่มี มอก. เข้ามาควบคุมการดูแล เพราะไม่ใช่ว่าใครอยากจะเอายางมาขายในบ้านเราได้แล้วครับ ยางทุกเส้นต้องมีมาตราฐานที่ดี 

เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ไม่ต้องงงนะครับ เวลาจะเลือกยาง ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นรถบ้านทั่วไป เข้าตามจุดบริการใกล้บ้านหาแบรนด์ชั้นนำยังไงก็เจอแล้ว เราค่อยมาลงรายละเอียดว่าเน้นใช้งานแบบนุ่มเงียบ สปอร์ต บรรทุก อะไรก็ว่าไป แล้วมาดูที่ราคาครับ ต้องบอกว่าราคาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชี้วัดได้ในระดับหนึ่งสำหรับยางครับ แต่ถ้าหากเพื่อนๆมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ทางไทร์บิดได้ที่ Line official : @tiresbid หรืออ่านบทความรู้ยางรถยนต์ฟรี และหากต้องการข้อมูลเรื่องยางเช็กเปรียบเทียบข้อมูลได้เลยที่ www.tiresbid.com ครับข้อมูลครบถ้วนครับผม

Toyota-Mega-Cruiser

ขึ้นชื่อว่า Toyota (โตโยต้า) ผู้ผลิตรถรายใหญ่ของโลกแล้ว ไม่มีอะไรที่ Toyota ทำไม่ได้! นับตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์แทบจะทุกประเภทที่ในโลกมีขาย Toyota ก็สามารถสร้างสรรค์ออกมาจำหน่ายได้หมด นับตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็ก ไปจนถึงรถยนต์ในรูปแบบ SUV ขนาด Full-Size ชื่อดังอย่าง Land Cruiser (แลนด์ ครุยเซอร์) ก็ตาม …

แต่รถยนต์ที่ใช้งานในทางการทหาร นี่สิ! ที่ทาง Toyota ยังไม่เคยได้ผลิตออกมาเลย ช่วงต้นยุค 90 พอดีทาง Toyota ก็เล็งเห็นอยู่ว่าฝั่งอเมริกัน ได้ผลิตรถยนต์ Hummer (ฮัมเมอร์) ในรูปแบบที่สำหรับใช้งานด้านการทหารโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีจำหน่ายสำหรับเวอร์ชั่นพลเรือนด้วยในชื่อ Hummer H1 (ฮัมเมอร์ เอชวัน)

Toyota-Mega-Cruiser-BXD10

ด้วยเหตุฉะนี้ Toyota ก็เลยขอทำ Mega Cruiser (เมก้า ครุยเซอร์) ออกมาเพื่อกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น รวมไปถึงจำหน่ายให้พลเรือน ด้วยบ้างละกัน! จะว่าเป็น Hummer เวอร์ชั่นพวงมาลัยขวาก็ได้ (แต่ก็มีผลิตแบบพวงมาลัยซ้าย ตาม Order ไป 12 คัน) เดี๋ยว MR.CARRO จะมาเล่าประวัติรถรุ่นนี้ให้ฟัง …

Toyota Mega Cruiser Video Catalog ของญี่ปุ่น

Toyota Mega Cruiser นับว่าเป็นรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่ที่สุดที่ผลิตออกมาเพื่อใช้งานด้านการทหาร โดยผลิตที่โรงงาน Gifu Auto Body Industry ของ Toyota ใน Gifu และพร้อมนำรถต้นแบบออกโชว์สู่สาธารณชนในงาน Tokyo Auto Show เมื่อปี 1993

Toyota-Mega-Cruiser-BXD10

เป้าหมายหลักๆ ของ Toyota Mega Cruiser รหัสรุ่น BXD10 เวอร์ชั่นทหาร คือการให้ “กองกําลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น” หรือ Japan Self Defense Forces (JSDF), กองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น Japan Ground Self-Defense Force (JGSDF), กองกําลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น หรือ Japan Maritime Self-Defense Force (JMSDF) และ กองกําลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น หรือ Japan Air Self-Defense Force (JASDF) ใช้งานในด้านภารกิจทางทหาร

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20-JAF

นอกจากนั้น ยังมีใช้ในหน่วยงานตำรวจ หรือ National Police Agency (NPA), สหพันธ์รถยนต์ประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Automobile Federation (JAF) และหน่วยงานดับเพลิง เป็นต้น

ในปี 2020 ทาง Toyota ได้สรุปถึงยอดจำนวนการผลิต Toyota Mega Cruiser ว่ามีอยู่ประมาณ 3,000 คันได้ นับตั้งแต่การผลิตในปี 1995 – 2001

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

ตอนหลังจึงพัฒนาในเวอร์ชั่นพลเรือนขึ้นมาด้วย ในรหัส BXD20 ซึ่งเปิดจำหน่ายกันจริงๆ ในวันที่ 9 มกราคม 1996 ผ่านทาง Toyota Store ซึ่งก็มีบุคคลทั่วไป ซื้อรถรุ่นนี้ไปใช้งานจริงๆ เพียงแค่ 132 คัน

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

ด้วยรูปทรงรถภายนอกบึกบึน ถอดแบบมาจาก Hummer H1 ก็ว่าได้ พร้อมลุยได้ทุกอุปสรรค ไม่ว่าจะน้ำท่วม เลนโคลน หรือหิมะหนาจัดก็ตาม ในราคา 9.62 ล้านเยน

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

เอา Toyota Crown (S150) มาเทียบกับ Toyota Mega Cruiser (BXD20) หน่อย

มิติตัวรถยาว 5,090 มม. กว้าง 2,170 มม. สูง 2,075 มม. ระยะฐานล้อ 3,395 มม. น้ำหนักตัวรถ 2,850 กิโลกรัม ตัวรถสูงจากพื้น 420 มม. มุมไต่ด้านหน้ารถ 49 องศา และมุมจากด้านหลัง 45 องศา

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

ห้องโดยสารภายใน ต้องถือว่ามีความใหญ่โตมาก นั่งได้ 6 คน! มาพร้อมแอร์ วิทยุ เทป กระจกไฟฟ้า กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้า เป็นต้น

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

ขุมพลังใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 4.1 ลิตร (4,104 ซีซี) รหัส 15B-FT แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 39.0 กก.-ม. ที่ 1,800 รอบ/นาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ECT ของ Aisin A443F พร้อมทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ส่งกำลังลงบนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ นอกจากนี้ยังมีระบบ Differential Lock ที่เฟืองท้ายกลาง 2 สปีด และเฟืองท้าย Differential แยกที่แต่ละเพลา พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ 4 Wheel Steering (4WS) ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.6 เมตร

ระบบช่วงล่าง ใช้แบบปีกนกคู่ดับเบิลวิชโบน 4 ล้อ ส่วนระบบเบรก ดิสก์เบรก 4 ล้อ แบบมีครีบระบายความร้อน มาพร้อมระบบเพิ่ม-ลดลมยางได้เองอีกด้วย บนยางขนาด 37X12.50R17.5 8PR LT

Toyota-Mega-Cruiser-BXD20

ล่วงมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 1999 Toyota ได้ปรับปรุง Mega Cruiser อีกครั้ง กับการติดตั้งระบบ Intercooler เพิ่มในเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้ ทำให้แรงม้าสูงสุดเพิ่มขึ้นมาเป็น 170 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 43.0 กก.-ม. ที่ 1,600 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 15%) ในราคาเริ่มต้นที่ 9.8 ล้านเยน

มีให้เลือกเพียง 2 สี ได้แก่ สีขาว และ สีน้ำเงิน ก่อนจะยุติการผลิตในเดือนสิงหาคม 2001 และยุติการขายในเดือนธันวาคม 2001 ด้วยยอดขายเพียง 132 คัน

แล้วนี่ก็เป็นประวัติโดยสังเขปของ Toyota Mega Cruiser นะครับ ซึ่งในไทยเองก็มีคนนำเข้ามาใช้งานด้วย เท่าที่ผมเคยเห็น ก็มีทั้งแบบรถทหาร BXD10 และรถแบบพลเรือน BXD20 เลยครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

How-To-Buy-A-Car-With-Bad-Credit

อีกหนึ่งปัญหามากที่สุดของคนอยากมีรถ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่า “ติดบูโร” นั่นเอง! ซึ่งอาจจะเป็นความผิดพลาดในอดีต ที่เคยไปขอสินเชื่อซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง หรือซื้อรถยนต์ แล้วขาดส่ง จนกลายเป็นหนี้เสีย หนี้เน่า ทำให้นอกจากจะถูกยึดของไปแล้ว เผลอๆ ยังต้องชดใช้เงินส่วนต่างให้ไปอีก

เมื่อใดก็ตามที่คุณจะไปขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงิน ต่างก็ต้องขอให้คุณเซ็น “แบบฟอร์มยินยอมเปิดเผยข้อมูลเครดิต” เพื่อตรวจสอบประวัติค้างชำระ หรือผิดนัดชำระหนี้กับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ National Credit Bureau (NCB) ซึ่งเป็นบริษัทที่เก็บข้อมูลสินเชื่อของลูกหนี้ทั้งประเทศ หรือ เครดิตบูโร นั่นเอง

โดยสถาบันการเงินต่างๆ จะใช้ข้อมูลส่วนนี้ ประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อให้กับลูกค้าแต่ละราย ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆ อย่าง

แต่การติดเครดิตบูโร ไม่ใช่ว่าโอกาสในการซื้อของชิ้นใหญ่ของคุณ จะหมดไปเสียทีเดียว MR.CARRO ขอจัดถาม-ตอบให้อ่านกัน …

How-To-Buy-A-Car-With-Bad-Credit

ถาม : เครดิตบูโร เมื่อติดแล้ว มีวันหมดอายุหรือไม่?

ตอบ : ถ้าคุณติดเครดิตบูโร ภายใน 36 เดือน หรือ 3 ปี โอกาสที่จะไปซื้ออะไรสักอย่าง แทบไม่มีเลย เพราะไฟแนนซ์ไม่ยอมอนุมัติ

แต่ว่า … บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (หรือ เครดิตบูโร) จะเก็บข้อมูลลูกหนี้แต่ละราย ไว้สูงสุดเพียง 3 ปีเท่านั้น ซึ่งหากคุณพยายามใช้หนี้เดิมที่คงค้างอยู่กับสถาบันการเงินจนหมดแล้ว ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี ประวัติค้างชำระเดิมถึงจะหายไปจากระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งเครดิตของคุณก็จะกลับมาใสสะอาด และโอกาสที่จะได้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น

เช่น ถ้าคุณมีค้างชำระบัตรเครดิตที่ค้างชำระในเดือนมีนาคม ต่อมาใช้หนี้จนหมดในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลเครดิตของเดือนพฤษภาคม จะแสดงยอดหนี้เป็น “0” มีสถานะบัญชีเป็น “ปิดบัญชี” และแสดงข้อมูลอยู่ในเครดิตบูโรอีกไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับรายงานข้อมูลการปิดบัญชีจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกหลังจากนั้น ซึ่งแม้ว่าคุณจะใช้หนี้หมดก่อน 3 ปีแล้ว แต่เครดิตบูโร ไม่สามารถลบข้อมูลบัญชีบัตรเครดิตได้ในทันที

หมายเหตุ* เงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อของแต่ละธนาคาร อาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป โปรดตรวจสอบกับทางธนาคาร ที่คุณขอสินเชื่ออีกครั้ง

How-To-Buy-A-Car-With-Bad-Credit

ถาม : ถ้าซื้อรถมือสอง ติดเครดิตบูโร ซื้อรถเลยได้หรือไม่?

ตอบ : ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับทางสถาบันการเงิน หรือไฟแนนซ์ผู้อนุมัติสินเชื่อเป็นหลัก ซึ่งส่วนมากแล้วจะเข้มงวดกับลูกค้าที่เคยติดแบล็คลิสไม่ต่างจากตอนซื้อรถป้ายแดง

แต่สถาบันการเงินบางแห่ง อาจอนุมัติให้สินเชื่อคุณผ่านได้ แต่ก็อาจต้องแลกกับดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ หรือต้องวางเงินดาวน์ก้อนหนึ่งก่อน จึงจะได้รับการอนุมัติ

แต่ถ้ามีคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ต้องเป็นเจ้าของบ้าน, ที่ดิน หรือมีข้าราชการ มีคนค้ำประกันที่น่าเชื่อถือ เป็นต้น ก็มีโอกาสขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

How-To-Buy-A-Car-With-Bad-Credit

ถาม : ถ้าสงสัยว่า เรายังติดเครดิตบูโรหรือไม่ จะเช็คได้ที่ไหน?

ตอบ : ในกรณีที่คุณติดเครดิตบูโร แต่อาจลืม หรือไม่ทราบว่าพ้นเครดิตบูโรไปแล้วหรือยัง สามารถไปตรวจสอบข้อมูล “เครดิตบูโร” ก่อนทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ได้ เพียงนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าว ไปที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ที่มีสาขาทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด ใช้เวลาเพียง 15 นาที ก็รอรับผลได้เลย หลังยื่นเอกสารเสร็จเรียบร้อย โดยมีค่าบริการ 100 บาท

อ่านเพิ่มเติม >> เช็กเครดิตบูโร เช็กแบล็คลิส ด้วยตัวเอง ง่ายๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน (Update ล่าสุด! ปี 2564)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน หรือผ่อนรถต่อไม่ไหว และไม่อยากติดเครดิตบูโร สามารถนำอยากขายรถกับ CARRO ได้เลย รับเงินสดทันทีหลังปิดการขาย สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ว่าด้วยการ ซื้อรถใหม่ รถใหม่ราคาถูก ที่จัด “โปรฯ แรง” ราคารถใหม่ที่เงินดาวน์รถต่ำ ผ่อนรถถูก จะซื้อรถด้วยเหตุผลแค่นี้อาจยังไม่พอ เพราะก่อนคุณเป็นเจ้าของรถสักคันอาจต้องทำการบ้านสักหน่อย เมื่อรถไม่ใช่ราคาบาทสองบาท ถ้าจ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านแต่ได้รถที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา จะเอาไปเปลี่ยนเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ก็คงไม่ใช่ คุณว่าจริงมั้ย ?

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ดังนั้น Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูกันกับ “สิ่งที่ต้องทำ” To Do List ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน ไม่ยาก เพียงตอบคำถามง่าย ๆ คุณก็จะได้มาซึ่งรถคันที่ถูกใจตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุดแล้ว ซื้อรถใหม่ ต้องดูอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ซื้อรถใหม่ ต้องไม่ลืมทำเช็คลิสต์ต่อไปนี้

สิ่งแรกใน ขั้นตอนการซื้อรถใหม่ ป้ายแดงทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณต้องตอบคำถามของตัวเองเกี่ยวกับรถคันที่กำลังสนใจซื้อตามเช็คลิสต์ต่อไปนี้ ดูว่าทำแล้วหรือยัง ซึ่งคำถามที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

1. เช็คลิสต์งบประมาณในการซื้อรถอยู่ที่เท่าไร

สำคัญที่สุดใน การซื้อรถใหม่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณในการซื้อ ถ้าคุณตอบได้ในข้อนี้ ตัวเลือกรถที่ชัดเจนขึ้นก็จะมากกว่าเดิม หาได้แค่ว่าฉันชอบรถรุ่นนั้น คันนี้สวยดี หรือกำลังจัดโปรเร้ากระชากใจดาวน์ 0% ผ่อนถูกสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรู้งบประมาณในการซื้อรถของคุณก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร (หรือพอใจที่จะเป็นหนี้แค่ไหน) ในกรณีที่ซื้อผ่านไฟแนนซ์

2. เช็คลิสต์ว่ารถประเภทไหนที่คุณต้องการ “จริงๆ”

ต่อไปที่ต้องเช็คลิสต์กันก็คือเรื่องของประเภทรถ ซึ่งในตลาดบ้านเรามีที่นิยมอยู่หลายประเภทแตกต่างตามการใช้งาน และคำถามที่คุณต้องตอบให้นั้นก็คือ คุณจะซื้อรถไปทำอะไรเป็นหลัก เน้นโดยสารคนหรือบรรทุกของใช้ประกอบอาชีพ เป็นรถสำหรับครอบครัวโดยสารหลายคนหรือเน้นขับไปทำงานใช้ 1-2 คนเป็นประจำมากกว่า ถ้าตรงนี้ชัด รถที่ใช่สำหรับคุณก็จะชัดเจนมากขึ้นตามว่าเป็นรุ่นไหน แบรนด์อะไร

To-Do-List-When-Buying-New-Car

3. เช็คลิสต์ศูนย์บริการใกล้บ้านว่ามีมั้ยด้วย

ข้อนี้คงต้องโฟกัสไปที่เรื่องของแบรนด์รถหรือยี่ห้อ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่บางทีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถคือการเลี้ยวเข้าศูนย์บริการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องศูนย์บริการเพื่อการตรวจเช็คสภาพหรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถจึงมีความสำคัญด้วยไม่น้อย เพราะบางทีคุณอาจได้รถที่ใช่ตรงใจออกมาแล้ว แต่ติดที่แบรนด์รถนั้น ๆ มีศูนย์บริการอยู่ไกลบ้านเกินไปก็อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปเป็นรถตัวเลือกที่ 2-3 ได้ด้วยเหมือนกัน

4. เช็คลิสต์ “ฟีล” การใช้งานจริงเมื่อทดลองขับ

อีกขั้นตอนสำคัญของการซื้อรถใหม่ ป้ายแดง ราคาถูก และให้ถูกจริตคุณมากที่สุดจะต้อง “ทดลองขับ” ทดลองการใช้งานเหมือนใช้รถจริง การขับขี่เป็นอย่างไรเมื่อนำรถไปใช้จริง อัตราเร่งโอเคมั้ย ห้องโดยสารกว้างพอสำหรับคุณหรือเปล่า การทดลองขับนี้จะช่วยตอบทุกคำถามให้คุณได้หมดในนี้

5. เช็คลิสต์เงินดาวน์ที่มีและยอดค่างวดที่ไหวไม่หนักเกินไป

ซื้อรถป้ายแดงถ้าไม่มีโปรเร้าใจอะไรให้ตื่นตา อย่างดาวน์ 0% ก็จะต้องมีเรื่องเงินดาวน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคุณต้องมีเตรียมไว้ 15%-30% หรือมากกว่านั้นของราคารถ คุณมีอยู่เท่าไร เตรียมไว้แค่ไหน อย่าลืมว่า! ยิ่งดาวน์มากค่างวดผ่อนก็จะยิ่งถูกลง ระยะเวลาในการผ่อนก็สั้นลง เช่นเดียวกันกับยอดค่างวดที่ผ่อนไหวคุณก็ต้องรู้ประมาณตัวเองได้ด้วยว่าต้องไม่หนักอึ้งจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าอีหรอบประมาณว่ามีรถใหม่ป้ายแดงขับ แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับแย่ลงกว่าเดิมได้เพราะเอาเงินไปผ่อนค่ารถหมดนั่นเอง

To-Do-List-When-Buying-New-Car

6. เช็คลิสต์เอกสารซื้อรถ มีอะไรบ้างที่คุณต้องเตรียม

สมมติว่าเมื่อได้ออกมาแล้วสำหรับรถคันที่ตรงใจคุณมากที่สุด จะไปซื้อละก็ต้องมีการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไปด้วย เช็คลิสต์ให้ดีเตรียมให้พร้อม และต่อไปนี้คือเอกสารซื้อรถที่คุณจะต้องใช้เมื่อซื้อรถป้ายแดง มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือสลิปเงินเดือน
  • สเตทเมนต์เงินเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

7. เช็คลิสต์เตรียมค่าประกันภัยรถยนต์เอาไว้ด้วย

ซื้อรถป้ายแดง รถยนต์ จากศูนย์ใหม่ ๆ เขาจะบังคับให้ทำประกันกับทางศูนย์ซึ่งคุณอาจเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้ในปีแรก และในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องมีเตรียมไว้ด้วยในกระเป๋า ราคาของประกันก็จะอยู่ประมาณ 10,000-30,000 บาท/ปี โดยเฉลี่ย คุณต้องมีเตรียมไว้ในกระเป๋าด้วยเพิ่มเติมจากเงินดาวน์

ข่าวดีก็คือถ้าใช้รถเข้าปีที่สองแล้ว คุณก็สามารถ เลือกประกันรถยนต์ ได้ด้วยตัวเองเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณได้มากขึ้น แนะนำ! เลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ จาก Roojai.com ที่มีให้เลือกเยอะกว่า ปรับแต่งแผนกรมธรรม์เองได้ตามที่คุณใช้งานจริง ที่สำคัญยังผ่อนได้นานสูงสุดถึง 10 งวด สบาย ๆ ไม่บล็อกวงเงิน ผ่อนผ่านบัตรเดบิตก็ได้อีกด้วย ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องง่ายมากกว่าเดิมที่ต้องจ่ายตู้ม! เดียวเป็นหลักหมื่น

ซื้อรถใหม่ ป้ายแดง “ให้คุ้มกว่า” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงทำเช็คลิสต์ตามที่เรานำมาฝากนี้ คุณก็จะได้รถที่ตอบโจทย์ตรงใจมากกว่าแค่รถใหม่ธรรมดาคันหนึ่งแล้ว ก่อนเลือกซื้อรถ ลองนำไปใช้กันดูกับสิ่งที่ต้องทำ รับประกันว่ารถคันใหม่ที่คุณขับนี้จะคุ้มค่า ไม่มีคำว่า “คิดผิด” เข้ามารบกวนใจอย่างแน่นอน

Monk-And-Novice-In-Buddhist-Driving-Car

พอถึงวันพระใหญ่ทีไร ก็มักจะมีส่งภาพในโลกโซเชียล แชร์รูป หรือคลิปวิดีโอ ที่มีพระขับรถ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ คนถามเข้ามากันหลายคนเลยว่า “พระสามารถขับรถได้หรือไม่” ซึ่งเอาจริงๆ ผมเองก็เห็นมีทั้งสามเณร และพระภิกษุ ขับรถกันมานานแล้วในต่างจังหวัด ซึ่งรถบางคันก็อาจจะเป็นของพระ (ที่ครอบครองไว้ตั้งแต่ก่อนบวช) เอง หรือรถที่ญาติโยมถวายให้วัด

พระบางรูปอาจจะมีความจำเป็นในการต้องใช้รถยนต์ เนื่องจากวัดค่อนข้างห่างไกลจากหมู่บ้าน หรือตัวเมือง เช่น ต้องเดินทางไปศึกษาเล่าเรียน หรือไปรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาล เป็นต้น

และระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด ก็มีจำกัดมาก ไม่มีรถแท็กซี่ รถเมล์ รถไฟ ให้เดินทางระยะไกลๆ ได้ การจะพึ่งพาญาติโยมบางทีอาจติดธุระ หรือไปส่งไม่ได้ พระขับรถยนต์ก็อาจเป็นทางออกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้ไม่ลำบากในการเดินทาง

แต่ก็ยังมีคำถามที่ฆราวาสสงสัยกันอยู่เสมอ MR.CARRO เลยขอหาคำตอบมาเล่าให้ฟัง และจะบอกว่า “พระภิกษุสงฆ์” สามารถขับรถได้ครับ!

Monk-And-Novice-In-Buddhist-Driving-Car

ถ้าหากจะดูสภาวะของสังคมในยุคปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ หรือสามเณร ก็น่าจะขับรถยนต์ได้ ซึ่งไม่ถือเป็นการผิดพระธรรมวินัย (ซึ่งในยุคพุทธกาล รถยนต์ก็ยังไม่มี ในพระธรรมวินัยก็ไม่มีบัญญัติกฎไว้ชัดเจน) ซึ่งในอดีต พระสงฆ์ที่จารึกแสวงบุญ หรือไปเผยแผ่ศาสนาตามที่ต่างๆ ก็มีพาหนะส่วนตัวต่างๆ ในการเดินทาง เช่น ขี่ม้า หรือพายเรือ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการขับรถยนต์ หรือขี่รถมอเตอร์ไซค์ ในยุคปัจจุบัน

แต่ก็ต้องดูความเหมาะสม ความจำเป็นด้วย ถ้าทางที่ดี ก็หาคุณโยมมาช่วยขับให้นั่งดีกว่าครับ

ในส่วนของใบขับขี่ กรณีพระสงฆ์สามารถต่อใบขับขี่ได้เช่นเดียวกัน ถ้ามีหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติตรงตามการทำใบขับขี่รถยนต์ ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งไม่มีข้อห้ามพระภิกษุสงฆ์ หรือสามเณร ทำใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่รถยนต์

ในส่วนของฆราวาสที่บวชเป็นพระ แล้วใบขับขี่หมดอายุพอดี สามารถทำใหม่ได้ครับ โดยใช้ชื่อพระ และรูปถ่ายในชุดพระภิกษุสงฆ์ หรือพระบางรูปอาจจะบวชสักระยะ แล้วลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสตามเดิม ก็ค่อยไปต่อใบขับขี่ทีหลังได้ครับ

ภาพจาก เรื่องเล่าเช้านี้

ด้าน นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรที่ขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เนื่องจากที่ผ่านมา ตำรวจเมื่อพบพระภิกษุ-สามเณร ขับรถยนต์ และจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่จะไม่ดำเนินคดี อย่างมากก็จะส่งให้เจ้าคณะปกครอง ทำการตักเตือนเท่านั้น

เพื่อมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ที่ประชุม มส. มีมติรับทราบ และให้ พศ. ดำเนินการ ดังนี้

1.แจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 ฝ่าย ทราบ เพื่อแจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดตามลำดับ สอดส่อง ดูแล กำชับให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง และจารีตประเพณี

2.แจ้งมติ มส. นี้ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจตรา การขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ของพระภิกษุสามเณรเยี่ยงประชาชนทั่วไป

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ จะสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปได้ทันที ซึ่งถ้าหากพบการฝ่าฝืน ทำผิดกฎจราจร ตำรวจสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้อย่างเคร่งครัด กรณีอุบัติเหตุ ขับรถชนผู้อื่นเสียชีวิต เข้าขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นสงฆ์ และไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ด้วย

ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ หรือสามเณร สามารถขับรถได้ แต่ต้องมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ เพราะทางโลกจะโลกะวัชชะเอา แต่เราก็ต้องควรมีโยนิโสมนสิการครับ! เจริญพร …

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ค่ะ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

สิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันเพื่อช่วยเพิ่มความสวยงามหรือเสริมความเท่ห์ให้กับรถคันเก่งของคุณก็คือ การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ ซึ่งโดยทั่วไปจะนิยมเพิ่มขนาดความกว้างของล้อแม็กไปพร้อมๆ กับการใช้ชุดแต่งสเกิร์ต เพื่อทำให้รถดูโหลดเตี้ยลงอีกนิด ถือเป็นการปรับโฉมยอดนิยมที่ “เพิ่มความคูล” ให้กับรถของคุณได้แบบผิดหูผิดตา

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ที่คุณอาจจะยังนึกไม่ถึง มีด้วยกันอยู่หลายข้อ ไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายหลักหมื่นที่เพิ่มขึ้นมาจากการซื้อแม็กทั้ง 4 ล้อ ยิ่งถ้าหากเลือกวัสดุทำสีพิเศษ แล้วเป็นอัลลอยน้ำหนักเบาด้วยแล้วล่ะก็ ต้นทุนค่าทำสวยครั้งนี้ก็หมดไปไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเปลี่ยนล้อแม็กนั้น เป็นสิ่งที่คุณควรพิจารณาร่วมกับขนาดของล้อแม็กที่ต้องการจะเปลี่ยน เพราะว่าส่งผลกับความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณได้นั่นเอง

การขับขี่หลังจากเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์

ทั่วไปแล้วคนมักจะมีความเข้าใจว่า การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็จะต้องใช้ยางรถยนต์ที่มีหน้ายางกว้างขึ้นกว่าเดิมด้วยนั้น จะช่วยให้รถของคุณเกาะถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้ก็มีความจริงอยู่ แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ในทุกกรณี เนื่องจากต้องพิจารณาในเรื่องของกำลังแรงม้า และขนาดของล้อแม็กที่คุณเลือกด้วย เพราะว่าถ้าผิวสัมผัสของหน้ายางกับพื้นถนนมีมาก อีกทั้งกำลังส่งหรือเครื่องยนต์ของรถคุณนั้นมีกำลังไม่มากพอ จะเกิดอาการ “พวงมาลัยรถหนัก”

อาการที่ว่านี้จะทำให้คุณขับขี่ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม การบังคับพวงมาลัยรถเพื่อเลี้ยวจะทำได้ลำบากขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า เกิดแรงต้านมากขึ้น เพราะล้อทั้ง 4 ล้อมีผิวสัมผัสกับถนนเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะทำให้คุณรู้สึกว่ารถเกาะถนนดีขึ้น แต่กลับไม่สามารถบังคับพวงมาลัยรถได้ง่ายเหมือนเดิม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เมื่อมีการเปลี่ยนเลนในระยะกระชั้นชิด รวมไปทั้งการถอยรถเข้าจอดในซองก็จะค่อนข้างลำบาก

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ มีอะไรบ้าง? ไปดูกัน

นอกจากปัญหาเรื่องการบังคับรถยาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างขับขี่ได้แล้วนั้น ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ที่คุณควรรู้เอาไว้ก่อนตัดสินใจ ยังมีด้วยกันอีกหลายข้อ ดังนี้

  • ทำให้ช่วงล่างแข็งขึ้น

โดยทั่วไปเมื่อยางมีขนาดใหญ่ขึ้น แก้มยางก็จะเตี้ยลง ผลที่ตามมาก็คือ ช่วงล่างจะแข็งขึ้น ไม่นุ่มสบายเหมือนกับที่โรงงานตั้งค่ามาให้ตั้งแต่ต้น แก้มยางที่บางลงจะส่งผลโดยตรง กับการซับแรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ถ้าหากโชคร้ายขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูงล่ะก็ โอกาสเสี่ยงที่ยางระเบิดจะมีสูงด้วยเช่นกัน ในกรณีที่เลวร้ายมาก ๆ อาจทำให้ “ล้อดุ้ง” เลยก็มี

  • ออกตัวอืดและมีอัตราเร่งแย่ลง

ล้อและยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้แรงบิดจากเครื่องยนต์มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อไปกระทำต่อล้อและส่งกำลังให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้ จึงส่งผลให้รถออกตัวได้อืดกว่าเดิม รวมถึงในกรณีที่ต้องการเร่งแซง คุณจำเป็นที่จะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้น เพื่อเร่งให้รถวิ่งได้เร็วขึ้นตามที่ต้องการ เพราะพื้นผิวสัมผัสของยางรถยนต์ กับพื้นถนนมีมาก จึงเร่งเครื่องรถยนต์ ได้ไม่ดีเท่ากับล้อมาตรฐานที่มาจากโรงงาน

  • กินน้ำมันมากกว่าเดิม

ผลที่ตามมาจากการที่ต้องเร่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นเพื่อให้รถวิ่งได้ในความเร็วที่ต้องการ แน่นอนว่ารถจะกินน้ำมันมากขึ้น เพราะเกิดพื้นที่เสียดทานระหว่างหน้ายางและผิวถนน มากกว่าเดิม จึงต้องใช้กำลังเครื่องยนต์มากกว่าเดิมในการขับเคลื่อน โดยทั่วไปจะสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการขับรถของแต่ละคนด้วย

  • ไมล์ความเร็วอ่านค่าผิดเพี้ยน

การตั้งค่าไมล์ความเร็วของวิศวกรจากโรงงาน จะตั้งค่าเรือนไมล์ให้มีความเร็วถูกต้องตรงตามขนาดล้อและยางของรถแต่ละรุ่น สเปคตามโรงงาน แต่ถ้าคุณนำรถไปเปลี่ยนแม็กและยางเอง จะทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า “ไมล์แข็งขึ้น” หรือความเร็วบนหน้าปัดที่แสดงนั้น น้อยกว่าความเร็วจริงที่คุณขับขี่อยู่ ซึ่งจะส่งผลให้คุณได้รับใบสั่งที่บอกว่า ขับด้วยความเร็วเกินกำหนดแบบไม่รู้ตัว

  • ค่าบำรุงรักษาแสนแพง

เมื่ออยากได้รถสวยก็ต้องทำใจ เรื่องนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับยางรถยนต์ด้วย เพราะยางที่ใหญ่ขึ้น จะมีราคาสูงกว่ายางขนาดปกติพอสมควรเลย เมื่อถึงอายุการใช้งานที่จะต้องเปลี่ยนยางแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นรออยู่แน่นอน และถ้าหากคุณไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ตัวเมือง ยางบางรุ่นก็จะกลายเป็นของหายากโดยปริยาย เพราะที่ร้านก็จะไม่ค่อยสต๊อกยางแต่งในลักษณะนี้เอาไว้เท่าไหร่

ถึงแม้ข้อเสียของการแต่งล้อแม็กรถยนต์นั้นจะมีด้วยกันอยู่หลายข้อ แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว เพราะการเลือกขนาดของล้อแม็กที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้รถของคุณมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

แล้วข้อดีของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ล่ะ มีอะไรบ้าง?

ในวงการยานยนต์เริ่มมีการใช้ล้อขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากทางวิศวกรมีความต้องการที่จะเช็กรถให้มีความสามารถในการขับขี่มากขึ้น อีกทั้งต้องการเพิ่มความสวยงามโดดเด่นให้กับรถรุ่นใหม่ ๆ ให้มีความสะดุดตามากกว่า ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกันดีว่า การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์นั้นมีข้อดีด้วยกันหลายอย่าง ดังนี้

  • เพิ่มความสวยงามสะดุดตา

การเปลี่ยนล้อแม็กให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะช่วยให้ล้อดูเต็มซุ้ม ไม่มีพื้นที่ช่องว่างระหว่างซุ้มล้อกับยาง ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งยังสามารถบ่งบอกถึงคาแรกเตอร์ของเจ้าของรถ หรือให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับรถคันนั้นได้อีกด้วย ไม่ต่างจากการทำสีรถเลย

  • เพิ่มการเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าเมื่อแต่งล้อแม็กรถยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ขนาดยางที่มีหน้าสัมผัสเพิ่มมากขึ้น จะทำให้รถสามารถเกาะถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม เข้าโค้งได้ดีกว่าเก่า เพราะพื้นสัมผัสที่เพิ่มขึ้นในทั้ง 4 ล้อ รวมไปถึงแก้มยางที่เตี้ยลง จะช่วยลดการโยนตัวในระหว่างที่เข้าโค้งด้วยความเร็วนั่นเอง

  • เบรกดีกว่าเดิม

คุณจะได้ประสิทธิภาพของระบบเบรกที่ดีขึ้นกว่าเดิมซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการใช้ยางที่มีหน้าสัมผัสใหญ่ขึ้น เมื่อคุณเหยียบเบรก จะสามารถสั่งห้ามล้อหรือลดความเร็วได้ดีกว่าเก่า ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถทางไกล ที่ใช้ความเร็วสูงสม่ำเสมอในการเดินทาง

เมื่อคุณรู้แล้วว่าข้อดีและข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์เป็นอย่างไร เมื่อต้องการเลือกที่จะเปลี่ยนล้อ ก็อย่าลืมคำนึงถึงขนาดของล้อแม็กที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยและได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าการใช้ล้อและยางมาตรฐานที่มาจากโรงงาน โดยในส่วนของความสิ้นเปลืองอัตราการใช้น้ำมันที่มากขึ้นนั้น ก็จะเป็นรายจ่ายคงที่ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อย ๆ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาตามระยะทาง ก็จะโดนเป็นแบบครั้งคราวไป

และถ้าหากคุณอยากขับขี่และใช้รถใช้ถนนได้อย่างอุ่นใจ ก็อย่าลืมมองหาการคุ้มครองด้วยการซื้อประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ของคุณ ที่ Roojai.com เรามีประกันรถยนต์หลากหลายรูปแบบ รวมถึงประกันมอเตอร์ไซค์และบิ๊กไบค์สำหรับชาวไบค์เกอร์อีกด้วย เพียงกรอกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรถและผู้ขับขี่ สามารถเช็คเบี้ยประกันและความคุ้มครองของประกันแต่ละรูปแบบ พร้อมทั้งซื้อได้ภายใน 5 นาที พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษากับคุณ เพื่อเลือกแผนประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ๆ และเรื่องราวดีๆ ก็สามารถ Add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8