What-Is-Excess-In-Insurance

เรื่องอุบัติเหตุระหว่างขับรถ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่เจ้าของจะต้องทำ นั่นคือ โทรเรียกประกันภัยรถยนต์ เพื่อมาตกลงกันระหว่างคู่กรณี

แต่บางคนก็อาจจะอารมณ์เสีย เพราะทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิด หรือเป็นฝ่ายก่ออุบัติเหตุก่อน กลับต้องมาเสียเงินจ่ายในจุดนี้ เพราะไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ซึ่งในทางประกัน ถือว่าเป็นความไม่ระมัดระวังในการใช้งาน

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังกันครับ ว่าทำไม ถึงต้องเสียค่า Excess ด้วย ..

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

สำหรับค่า Excess นั่นหมายถึง “ค่าเสียหายส่วนแรกเมื่อมีการเคลมที่เข้าเงื่อนไข” จัดเป็นค่าใช้จ่าย “ภาคบังคับ” ไม่ว่าคุณจะทำประกันภัยชั้นไหน หรือบริษัทใดก็ตาม ก็ต้องจ่ายหมด ซึ่งก็จะมีทั้งกรณีที่ต้องจ่าย และ กรณีที่ไม่ต้องจ่าย โดยเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดความคุ้มครองต่อรถยนต์ ข้อ 4 นั้น ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนแรก …

กรณีไหนบ้าง ที่เข้าข่ายการเก็บค่า Excess นั่นก็คือ

1. รถเสียหาย ที่ไม่ได้เกิดจากการชน หรือคว่ำ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความประมาท หรือความซวยของเจ้าของรถ อาทิเช่น ขับรถเหยียบตะปู มีรอยขูดขีดที่ตัวรถ รถตกถนน หินดีดใส่รถ สีรถเสียหาย เป็นต้น
2. หรือถูกชน แต่ไม่สามารถหาคู่กรณีได้ (เช่น มอเตอร์ไซค์วิ่งมาเฉี่ยวประตูรถตอนรถติด แล้วหนีไป ตามจับไม่ได้ หรือรถคันหน้าวิ่ง ทำหินดีดใส่ที่ตัวรถ เป็นต้น)
3. การเคลมสีรถรอบคัน เป็นต้น

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

แล้วกรณีไหนบ้างล่ะ ที่ไม่ต้องจ่ายค่า Excess ก็จะขอยกตัวอย่าง เช่น

1. ชน (สิ่งของ สถานที่ ที่ไม่ใช่ “รถ”) มีสภาพบุบ แตก ร้าว หรือไม่มีสภาพบุบ แตก ร้าว ที่ต้องเห็นได้ชัดเจน และบอกลักษณะการเกิดเหตุได้ เป็นต้น
2. ชน (คน หรือ สัตว์) หรือวัตถุที่ยึดแน่นกับพื้นดิน เช่น เสา กำแพง ประตู ต้นไม้ ราวสะพาน ป้ายจราจร ฟุตบาท เป็นต้น

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

ค่า Excess ปกติจ่ายกันเท่าไหร่?

ปกติแล้ว ค่า Excess บริษัทประกันภัยจะเรียกเก็บครั้งละ 1,000 – 2,000 บาท ต่อ 1 “เหตุการณ์” เท่านั้น แต่ทั้งนี้ถ้าเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ (เช่น รถมีรอยบุบ หลายๆ แผล) ก็จะถูกเรียกเก็บค่า Excess มากขึ้นตามไปด้วย

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

แล้วทำไมบางกรณี รถที่ทำประกันชั้น 1 เกิดเรื่อง น่าจะเข้าข่ายเสียค่า Excess แต่ทำไมถึงไม่เสียค่า Excess?

การเคลมมี 2 แบบ คือ

เคลมสด หมายถึง เกิดเรื่องปุ๊บ ก็แจ้งเคลมประกันเลย แบบนี้รถชนกันแล้วรอประกันมาที่เกิดเหตุ
เคลมแห้ง คือ เกิดเหตุนานแล้ว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรที่ไหนบ้าง แจ้งเคลมทีเดียว หรือแจ้งเคลมเก็บแผลรอบคัน

ในทางประกันภัยถือว่ามีความต่างกันมาก เพราะการเคลมรถยนต์กับสิ่งอื่นๆ (ที่ไม่ใช่รถยนต์) นั้น เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ที่ทำให้ตัวรถเสียหาย ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก แต่ต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบถึงลักษณะการเกิดเหตุ วัน เวลา และสถานที่ ได้อย่างชัดเจน

สำหรับในครั้งต่อไป เราจะมาอธิบายกันถึง “ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ (Deductible)” ให้ผู้อ่านได้หายสงสัยกันต่อครับ

มิถุนายนแล้ว แน่นอนว่าเรากำลังสู่ช่วงกลางปีอย่างแท้จริงแล้ว ส่วนสำหรับฤดูที่มาพร้อมกับกลางปีแบบนี้ คงหนีไม่พ้นจริงๆ สำหรับฤดูฝน ที่หลายคนต่างชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ

สำหรับคนที่ชื่นชอบคงเพลิดเพลินไปกับเสียงน้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แต่สำหรับใครไม่ที่ชื่นชอบฤดูฝนสิ คงปวดหัวกับการเดินทางไปไหนมา หรือแม้แต่การเผื่อเวลาสำหรับทำธุระในช่วงหน้าฝน ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร ให้ปลอดภัย

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ของตนเองในการขับรถไปไหนมา ไม่สามารถจะใช้การขนส่งทางสาธารณะได้ คงแอบกังวลกันไม่น้อยสำหรับรถยนต์ของตัวเราเองว่า ถ้าหากเราขับรถไปลุยน้ำฝนขึ้นมา รถยนต์ของเราจะเสียหายไหมนะ หรือแม้แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำอย่างไรดี วันนี้มาสิมีเคล็ดลับขับรถลุยน้ำท่วมง่ายๆ ให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนแบบนี้มาฝากกัน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

เช็กรถของตัวเองให้พร้อม

แน่นอนว่า วิธีเบื้องต้นที่เพื่อนๆ สามารถทำได้เลยคือ การเช็กรถยนต์ของเราให้มีสภาพพร้อมขับ ระบบส่องไฟสว่าง ไฟหน้า-หลัง ยังสามารถใช้งานได้อยู่ ไฟสัญญาณบอกทางต่างๆ หากเกิดชำรุดขึ้นมา ให้รีบแก้ไขโดยทันที ระบบเบรค ที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝน ตรงนี้เพื่อนๆ ก็ควรเช็กให้เรียบร้อย รวมไปถึงยาง ลูกดอกยาง ควรมีสภาพการใช้งานที่พร้อม

อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน

บนท้องถนนที่ลื่นไหลจากการที่ฝนตกหนักนั้น เพื่อนๆ ควรอย่างยิ่ง ที่จะระมัดระวังอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายได้ หากจำเป็นต้องเบรก แนะนำว่าให้ชะลอความเร็ว แล้วค่อยๆ เหยียบเบรกเอา

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ขับรถด้วยความเร็วคงที่

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่ชอบการขับรถเร็วเป็นปกติ อยากให้เพื่อนๆ ใจเย็นลงในช่วงหน้าฝนแบบนี้ หากเรายังปฎิบัติแบบนั้นอยู่ อุบัติเหตุและอันตรายจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน ควรขับอยู่ในความเร็วที่ 90 กม./ชม. เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองและผู้โดยสารคนอื่นที่อยู่บนรถ รวมถึงเพื่อเป็นการใส่ใจเพื่อนร่วมทางด้วย

ฝนตกหนัก พักรถก่อน

หากเพื่อนๆ กำลังเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ไม่สามารถมองเห็นทางและพื้นถนนได้ สิ่งที่เพื่อนๆ ควรทำอย่างยิ่ง คือ จอดรถข้างทางไว้ก่อนเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ควรที่จะฝืนขับไปยังจุดหมายเรื่อยๆ แบบนั้นจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม พอฝนตกเบาลง ค่อยๆ ขับเคลื่อนรถไปอย่างช้าๆ ทำแบบนี้ รับรองว่าหายห่วงเรื่องอุบัติเหตุและอันตรายอย่างแน่นอน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ทำประกันรถยนต์

อีกข้อหนึ่งที่หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วคือ การทำประกันภัยรถยนต์ เผื่อในกรณีที่เราต้องเจอกับอุบัติเหตุและอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพื่อที่ประกันภัยรถยนต์จะได้คุ้มครองเราและรถยนต์ เพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้ทำหรือกำลังจะต่อประกันภัยรถยนต์ ก็ขอแนะนำให้รีบจัดการให้เรียบร้อยกันตั้งแต่ตอนนี้เลย

เท่านี้เพื่อนๆ ก็คงทราบถึงวิธีการขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัยกันแล้ว หน้าฝนแบบนี้ ขับขี่รถกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้หากเราประมาทจนเกินไป

ถ้าใครสนใจอยากทำประกันภัยรถยนต์ไว้ให้อุ่นใจ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันหรือโทร 02-7103100 เข้ามาสอบถามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของมาสิกันได้เลย

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Washing-Car-And-Hot-Brakes

คนใช้รถหลายคนอาจไม่รู้! ว่าอาการพวงมาลัยสั่น โดยเฉพาะเวลาเหยียบเบรก ซึ่งเกิดมาจากจานเบรกคดนั้น นอกจากจะมีอาการจากผ้าเบรกจับจานเบรกไม่สม่ำเสมอ จานเบรกเริ่มบาง หรืออาจจะเป็นที่ยางสึกไม่เท่ากันทั้งเส้น

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ และมักชอบปฎิบัติ หลังจากการขับรถใช้งานต่อเนื่องมานานหลายชั่วโมง หรือขับรถขึ้นเขา ลงเขา ใช้งานเบรกมาอย่างหนัก นั่นก็คือ “ล้างรถ” พอตัดสินใจขับรถเข้าคาร์แคร์ ว่าจะล้างรถให้สะอาดซะหน่อย เด็กล้างรถก็ไม่รู้ ฉีดน้ำล้างล้อรถ ทำให้น้ำแรงดันสูงอัดเข้าไปในจานเบรกอย่างแรง จนดิสก์เบรกเกิดอาการ “จานเบรกคด” ขึ้นมา …

ทำไมจานเบรกถึงคดได้ งงมาก ทั้งๆ ที่แค่ฉีดน้ำใส่ เดี๋ยว Mr.Carro จะเล่าให้ฟัง …

Washing-Car-And-Hot-Brakes

การเกิดจานเบรคคด ก็คือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน ซึ่งการขับรถมาเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง (โดยเฉพาะขับรถทางยาวๆ หรือขับรถขึ้น-ลง ทางชันๆ ที่ต้องใช้เบรกมาก) ทำให้จานเบรกมีความร้อนสะสมมากกว่าปกติ เมื่อเจอที่ฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างล้อรถ แล้วทะลุซี่ล้อไปโดนกับจานดิสก์เบรกที่ร้อนจัดอยู่ เมื่อเจอกับน้ำเย็นๆ ทันที ก็อาจทำให้จานเบรคคดงอได้

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าคุณอยากล้างรถที่เพิ่งผ่านการใช้งานมาหมาดๆ จริงๆ ก็ขอแนะนำให้ล้างตัวถังรถไปก่อน ลองเอามืออังดูที่บริเวณล้อรถดูก่อน ว่ามีไอร้อนที่แผ่ออกมาจากดิสก์เบรก มากหรือน้อย ถ้าไม่มีแล้ว นั่นล่ะ ถึงจะค่อยฉีดน้ำล้างล้อได้เต็มที่

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ล้างแค่บริเวณด้านนอกของล้อก็ได้ พยายามอย่าฉีดน้ำเข้าไปถูกจานดิสก์เบรก โดยใช้วิธีเปิดน้ำแบบไม่ต้องแรง ล้างเฉพาะบริเวณวงล้อรอบนอกก็พอ เพื่อให้เหมือนกับการขับรถลุยฝน ที่มีละอองน้ำกระเซ็นโดนจานเบรคอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ความร้อนบริเวณจานเบรกค่อยๆ ลดลง

วิธีปฎิบัติง่ายๆ แค่นี้ คุณก็ทำได้ครับ อีกทั้งยังยืดอายุจานเบรกของรถ ให้ใช้งานได้อีกยาวนานอีกด้วย

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

ขึ้นชื่อว่า “หนู” แล้ว ในบริบทของภาษาไทย ก็มีอยู่หลายความหมาย ตั้งแต่ หนูที่เป็นสัตว์ตระกูลฟันแทะ มีตั้งแต่ หนูท่อ, หนูหริ่ง, หนูขาว, หนูนา และหนูเลี้ยง เช่น แฮมสเตอร์ หรือคำที่ไว้เรียกเด็กๆ อายุน้อยกว่าว่าเป็น “คุณหนู” หรือจะเป็นคำที่ไว้เรียกคนในวงการการเมือง อย่าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เช่นกัน …

แต่หนูที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ คือ “หนูบ้าน” หรือ “หนูท่อ” ครับ ที่เป็นตัวสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ทั้งสกปรกและอันตราย อีกทั้งกรณีรถยนต์ที่เกิดไฟไหม้หลายต่อหลายครั้ง หรือสตาร์ทไม่ติด ไฟเดินไม่ครบทั้งระบบ ก็มีสาเหตุมาจากหนูกัดสายไฟ ในห้องเครื่องยนต์นี่ล่ะครับ

Mr.Carro จะมาบอกเคล็ดไม่ลับ ของวิธีป้องกันหนูมากัดสายไฟในรถกันครับ …

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

บางคนจอดรถ ในพื้นที่ที่มีที่ทิ้งเศษอาหาร กองขยะ ซึ่งเป็นแหล่งที่หนูชุกชุมอยู่แล้ว ภายในห้องเครื่องยนต์มีพื้นที่เป็นซอกมุมหลายส่วน อีกทั้งฉนวนสายไฟในรถ ยังทำมาจากวัสดุที่มีส่วนผสมของธรรมชาติ นั่นคือ “ถั่วเหลือง” ซึ่งจัดว่าเป็นของโปรดของคุณหนูๆ เลยล่ะ

วิธีป้องกันแบบเบสิก ก็เริ่มต้นด้วย ใช้กาวดักหนู หรือยาเบื่อหนู มาวางไว้ที่บริเวณใต้ท้องรถ หรือบริเวณรอบๆ รถ เพื่อให้หนูโดนของพวกนี้ก่อน

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

เครื่องยนต์เขรอะแบบนี้ หนูชอบมาก!

เปิดฝากระโปรงรถเอาไว้เสมอ เวลาจอดรถตรงบริเวณที่มักโดนหนูกัดสายไฟบ่อยๆ เพราะหนูมักจะไม่ชอบที่สว่างๆ นัก รวมถึงพยายามทำความสะอาดห้องเครื่องยนต์ ไม่ให้มีกลิ่นหนูหรือกลิ่นสาปต่าางๆ หรือหาแผ่นอะไรก็ได้มาปิดไว้บริเวณใต้ท้องรถ ในจุดที่หนูเข้ามาได้

หรือจะนำน้ำผสมกับพริกป่น ใส่กระบอกฉีดน้ำ ฉีดเข้าไปในบริเวณห้องเครื่อง ตรงที่หนูชอบเข้าไปซุกตัว หรือจะใช้น้ำมันสน (หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้าง) ชุบเศษผ้าวางไว้ตามจุดที่หนูอยู่ หากเกรงว่ากลิ่นน้ำมันจะแรงไป ให้ผสมน้ำมันกับเกล็ดการบูร เพื่อกลิ่นจะได้ไม่ฉุนเกินไป

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

ต้นยี่โถ (ภาพจาก WeKnow.in.th)

ถ้าเน้นแนวธรรมชาติ ก็ใช้ไม้ยี่โถ วางไว้บริเวณใต้ท้องรถก็ได้ เพราะกลิ่นของต้นไม้ชนิดนี้ ไม่ถูกประสาทการรับกลิ่นของหนูเลย แต่ต้องเปลี่ยนไม้ยี่โถราว 3 เดือนครั้ง เพราะกลิ่นจะจางลง แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ลองใช้น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันระกำ น้ำมันไพล น้ำมันยูคาลิปตัส กลิ่นจำพวกยาหม่อง น้ำมันมวย เนื่องจากหนูมีประสาทรับกลิ่นที่ไวมาก เพราะหนูมักไม่ชอบกลิ่นหอม

หรือเลี้ยงแมว หรือหมา (ต้องเป็นตัวที่จับหนูเก่งๆ ด้วยนะ) ไว้คอยไล่จับหนู

กรณีหนูกัดสายไฟในรถ แล้วต้องการเคลมประกันภัย

Protect-Your-Car-From-Rats-And-Mice

ส่วนรถใครที่เกิดความเสียหายจากการที่หนูกัดสายไฟในห้องครื่องยนต์แล้ว หากมีทำประกัยภัยชั้น 1 ไว้ ก็สามารถเคลมประกันได้ครับ เเพราะถือเป็นอุบัติเหตุอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะการเฉี่ยวชนเท่านั้น โดยเจ้าของรถอาจต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก หรือค่า Excess ซึ่งยังไงก็คุ้มกว่าจ่ายเงินซ่อมเองทั้งหมดอยู่ดี

ในกรณีที่ต้องการเคลมประกัน เนื่องจากถูกหนูกัดสายไฟ ให้ถ่ายรูปรอยเท้าหนู และร่องรอยความเสียหายรอบๆ และไม่ควรทำความสะอาดจุดเสียหายจนกว่าเจ้าหน้าที่ประกันภัยจะออกใบเคลมให้ แล้วค่อยแจ้งบริษัทประกันภัยเคลมต่อไป

แต่ทางที่ดี ถ้ารู้ว่าจุดไหนหนูเยอะ พยายามหลีกเลี่ยงในการจอดรถ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ลองทำตามวิธีที่ว่ามาข้างต้นเถอะครับ …

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

CarroxGobear-May

เมื่อเพื่อนๆซื้อรถมาแล้ว สิ่งจำเป็นที่เพื่อนๆต้องทำเลยก็คือการหาอู่ซ่อมรถที่ไว้วางใจได้ ซึ่งจะเป็นผู้คอยดูแลรถยนต์ของเพื่อนๆ ทั้งการดูแลรถยนต์ ตรวจเช็กรถยนต์ประจําปี และการซ่อมแซมในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ

หลายๆคนน่าจะเคยสงสัย และไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกส่งรถซ่อมกับอู่ทั่วไปแถวบ้าน หรือส่งรถเข้าศูนย์บริการซ่อมดี พี่มีแนะนำเลยว่า ให้ดูจุดประสงค์การซ่อมรถ งบประมาณของเพื่อนๆ แล้วเลือกว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน เพราะอู่ซ่อมรถทั่วไปกับศูนย์ซ่อมรถก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป ไปดูกันเลยครับ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของคุณ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของศูนย์ซ่อมรถ

 

  1. ไม่ละเมิดเงื่อนไขการรับประกันแน่นอน

 

ถ้าหากเพื่อนๆซื้อรถยี่ห้อนั้นๆมา แล้วนำไปเข้าศูนย์ซ่อมรถของรถยี่ห้อนั้นๆ ก็แทบไม่ต้องคิดมากเรื่องการรับประกันเป็นโมฆะเลยครับ เพราะแน่นอนว่า ศูนย์ซ่อมรถจะทำการซ่อมรถได้มาตรฐานแบรนด์ แล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ศูนย์จำหน่ายรถก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเพราะเพื่อนๆเอารถไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถอื่นนั่นเอง

 

  1. เข้าใจเทคโนโลยี ใหม่ๆของรถ

โดยในปัจจุบัน รถยี่ห้อต่างๆล้วนแข่งกันออกเทคโนโลยีล้ำใส่เข้ามาในรถไปเรื่อยๆ ทำให้ถ้าหากรถของเพื่อนๆเป็นรถรุ่นใหม่ๆ การหาอู่ซ่อมรถที่เป็นศูนย์ซ่อมของแบรนด์เองก็จะอุ่นใจได้มากกว่า เพราะศูนย์ซ่อมเหล่านี้จะรู้ไส้รู้พุงถึงระบบรถยนต์แบรนด์ของตัวเองเป็นอย่างดี ถ้าหากเพื่อนๆนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆไปซ่อมที่อู่ทั่วไป ช่างก็อาจจะไม่ได้มีความรู้หรืออัพเดตเพียงพอ ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ครับ

 

  1. ขายต่อได้ราคาดี

นั่นเป็นเพราะเวลาเพื่อนๆจะขายต่อรถยนต์ จะต้องมีการเช็กประวัติการดูแลรถยนต์อย่างละเอียดและดูว่าเพื่อนๆนำรถไปซ่อมที่ไหนบ้าง หากรถเพื่อนๆมีประวัติว่าซ่อมที่ศูนย์ซ่อมของแบรนด์มาตลอด ก็ถือว่าเป็นประวัติที่ดีและเชื่อใจได้ ทำให้ราคาขายรถยนต์มือสองสูงขึ้นไปอีกครับ

 

  1. ราคาคุ้มค่าคุณภาพ

หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่า การนำรถส่งเข้าศูนย์ซ่อมจะต้องมีราคาแพงกว่าอู่ซ่อมรถทั่วไปแน่นอน เพราะดูมีความโปรมากกว่า ราคาที่สูงกว่านิดหน่อยนี้ทำให้เพื่อนๆได้คุณภาพการบริการที่ได้มาตรฐาน อาจจะดีกว่าการนำไปซ่อมที่อู่ทั่วไปแล้วรถเสียบ่อยๆจนต้องกลับมาซ่อมใหม่เรื่อยๆ นะครับ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของอู่ซ่อมรถ

  1. ค่าแรงถูกกว่า

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปเลยนะครับ ด้วยความที่ค่าแรงถูกกว่าทำให้เพื่อนๆเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เพื่อนๆก็จะต้องคอยดูให้ดีว่าทางอู่ใช้อะไหล่ น้ำมัน และไส้กรองของแท้ โดยยอมจ่ายราคาเต็มสำหรับสิ่งของเหล่านี้ แล้วได้ประโยชน์สำหรับค่าแรงที่ถูกลงจะดีกว่านั่นเองครับ การใช้บริการอู่ซ่อมรถทั่วไปจึงเหมาะกับงานดูแลรถยนต์ที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก อู่ที่ไหนก็สามารถทำได้

 

  1. การรับประกันไม่เป็นโมฆะเสมอไป

มักมีหลายๆคนที่กลัวว่าการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปแทนการเข้าศูนย์ซ่อมจะทำให้การรับประกันเป็นโมฆะทันที แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริงครับ ถ้าหากเพื่อนๆ เพียงแค่ให้อู่เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรอง อันเป็นงานเล็กๆน้อยๆ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการรับประกันรถยนต์แต่ละอย่างใดครับ

 

  1. มีอู่ซ่อมรถเฉพาะด้าน

นี่ก็เป็นอีกข้อดีที่ศูนย์ซ่อมรถอาจจะทำไม่ได้ เพราะศูนย์ซ่อมรถโดยทั่วไปจะมีมาตรฐานในการซ่อมที่เป็นแบบแผนเดียวกันหมด หากเพื่อนๆต้องการซ่อมรถ ที่ต้องใช้ความเชี่ยววชาญเฉพาะด้าน ในบางครั้งศูนย์ซ่อมรถก็อาจจะทำไม่ได้ แต่อู่บางแห่งอาจมีการบอกกันปากต่อปากว่าที่นี่เชี่ยววชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเลือกใช้อู่เหล่านี้ได้เช่นกันครับ

 

ดังนั้นแล้ว ก่อนที่เพื่อนๆจะเลือกอู่ซ่อมรถ ก็ให้ดูว่าจุดประสงค์การซ่อม คุณภาพ และงบประมาณแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของเพื่อนๆนั่นเองครับ หากเพื่อนๆเลือกอู่ซ่อมรถได้แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันรถยนต์ของอะไรดี ก็เข้ามาที่เว็บไซต์โกแบร์เพื่อเลือกประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยนะครับ

Debt-Restructuring-Your-Car

“ปัญหา” ของคนไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้ คือ “รายจ่าย” มากกว่า “รายได้” เนื่องจากค่าเงินที่เฟ้อขึ้นทุกปี ทำให้รายได้ในแต่ละปี ค่าแรง หรือโบนัสต่างๆ ขึ้นตามกันไปไม่ทัน จนหลายคน “ติดกับดักทางการเงิน” กันเป็นแถว ซึ่งส่วนหนึ่งก็ขาดการวางแผนทางการเงินด้วยล่ะครับ

Debt-Restructuring-Your-Car

เป็นที่ทราบกันดีว่า หากคุณค้างค่างวดเกิน 3 เดือนติดต่อกัน มีผลให้สัญญาเช่าซื้อรถสิ้นสุดลง ไฟแนนซ์มีสิทธิ์ยึดรถเราได้โดยชอบตามกฎหมาย แล้วก็จะเอารถของเราไปขายทอดตลาด

แต่ถ้าขายทอดตลาดแล้ว ยังไม่พอล้างหนี้อีก (เนื่องจากราคาขายทอดตลาด ก็ค่อนข้างถูกมากจริงๆ) บวกกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าขาดประโยชน์, ค่าติดตามทวงถาม, ค่าครอบครองรถขณะรอขายทอดตลาด เป็นต้น คุณก็จะต้องจ่ายหนี้เพิ่ม ถ้าไม่จ่ายก็โดนยื่นฟ้องร้อง บวกกับมีประวัติค้างชำระกับเครดิตบูโร และทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินไม่ได้ เป็นต้น

แต่หลายๆไฟแนนซ์ เลยให้โอกาสกับคนผ่อนรถ ด้วยการ “ปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อให้คนที่ผ่อนรถไม่ไหว หรือจะเหตุสุดวิสัยอะไรก็แล้วแต่ Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าการปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร..

Debt-Restructuring-Your-Car

เงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ มีดังนี้ (ซึ่งในแต่ละที่ อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปบ้าง โปรดสอบถามไฟแนนซ์ หรือสถาบันการเงินของท่านอีกครั้ง)

1. รถยนต์ต้องจดทะเบียนรถยนต์ และต่อภาษีประจำปี จนถึงปีปัจจุบัน
2. มีการผ่อนชำระค่างวดมาไม่น้อยกว่า 12 งวด
3. ระยะเวลาขั้นต่ำที่สามารถขยายได้ คือ 48 งวด และสูงสุด โดยรวมกับสัญญาเดิม ไม่เกิน 96 งวด
4. อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับระยะเวลา ที่ต้องการขยาย ตามที่บริษัทฯ กำหนด
5. ต้องชำระค่างวดค้างและค่าเบี้ยปรับ รวมถึงค่าใช้จ่ายคงค้าง อื่นๆ ก่อนทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
6. มีผู้ค้ำประกันทุกกรณี
7. แนบสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 (อายุกรมธรรม์คงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
8. นำรถมาถ่ายรูปตัวรถ ถ่ายรูปหมายเลขเครื่อง-หมายเลขตัวถัง

Debt-Restructuring-Your-Car

การปรับโครงสร้างหนี้ จะทำให้หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ยังไม่เป็นหนี้เสีย ถือเป็นการให้โอกาสในการผ่อนชำระ ไฟแนนซ์เองก็ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายฟ้องร้องคดีแพ่ง เสียเวลาเอารถมาจอดแช่จนโทรม เพื่อรอขายทอดตลาด แถมได้เก็บดอกเบี้ยจากคุณเพิ่มอีก

ส่วนฝ่ายคุณก็จะได้บริหารเงินให้ลงตัว ในการจ่ายหนี้ และมีเวลาผ่อนได้มากขึ้น (แต่ดอกเบี้ยก็สูงขึ้นไปด้วย) และไม่ต้องเสียรถที่คุณผ่อนไปมากแล้ว นับว่าเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

ซึ่งมันก็อาจจะดีสำหรับคนที่กำลังถังแตก ในยุคเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ได้

Carro-How-To-Use-Automatic-Transmission

รถเกียร์อัตโนมัติ หรือ รถเกียร์ออโต้ เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมใช้งานในรถยนต์ กันมาตั้งแต่ในช่วงยุค 50 ที่แพร่หลายมาจากในรถอเมริกัน ก่อนจะแพร่หลายมายังในรถยุโรปและรถญี่ปุ่น ซึ่งในบ้านเราเริ่มจะรู้จัก “เกียร์อัตโนมัติ” กันตั้งแต่ในยุค 60 จากรถอเมริกัน แต่ที่มีแพร่หลายมากขึ้น ก็เริ่มกันตั้งแต่ในช่วงประมาณยุค 80 ที่รถญี่ปุ่นรุ่นท็อปๆ เริ่มติดตั้งมาให้

แต่ยุคปัจจุบัน จากสภาพจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก รวมไปถึงระบบเกียร์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว จนคนรุ่นใหม่ เวลาเรียนขับรถส่วนใหญ่ ก็หัดจากรถเกียร์อัตโนมัติกัน

แต่บางคนก็อาจจะละเลยถึงความสำคัญของตำแหน่ง “เกียร์อัตโนมัติ” หรือ “เกียร์ออโต้” ไป Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟังกันครับ …

How-To-Use-Automatic-Transmission

เกียร์อัตโนมัติในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ เกียร์อัตโนมัติแบบมีลำดับขั้น (ซึ่งก็มีแยกออกไปอีก ทั้งแบบต้องกดปุ่มเปลี่ยนเกียร์ ตามยาว และแบบ Gate-Type หรือแบบขั้นบันได ที่ไม่มีปุ่มให้กด แต่ใช้วิธีเลื่อนไปตามตำแหน่งต่างๆ ตามรอยหยัก) และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งในการเรียกตำแหน่งเกียร์ ก็ยังคงใช้ชื่อเรียกตำแหน่งเกียร์เหมือนกัน

ตำแหน่ง P (Parking)

ตำแหน่ง P (Parking) ใช้สำหรับจอดรถแบบล็อคล้อ ไม่ต้องการให้รถเคลื่อน หรือ จอดบนทางลาดชัน

ตำแหน่งเกียร์ P จะอยู่ด้านบนสุด ควรใช้ต่อเมื่อรถจอดดับเครื่องเรียบร้อยแล้ว เพราะจะเป็นการล็อคล้อไว้ไม่ให้รถเคลื่อนได้ และถ้าจะจอดบนทางลาดชัน ก็ใช้ตำแหน่งเกียร์ P นี้เช่นกัน ทางที่ดีควรดึงเบรกมือไว้ด้วย เพื่อป้องกันเกียร์เสียหาย กรณีที่ถูกชนท้าย และควรใช้ต่อเมื่อจอดรถในตำแหน่งที่ไม่มีรถกีดขวางอยู่ครับ (เพราะคนอื่นจะเข็นรถคุณไม่ได้!)

ตำแหน่ง R (Reverse)

ตำแหน่ง R (Reverse) คือ เกียร์ถอยหลัง

ตำแหน่งเกียร์ R แล้ว ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นเกียร์ถอยหลัง เมื่อใช้เกียร์ตำแหน่งนี้ รถก็จะถอยหลังได้เองอย่างช้าๆ โดยที่เรานั้นไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ระหว่างถอย คุณก็เตรียมวางเท้าขวาเอาไว้ที่แป้นเบรกตลอดเวลา

หากคุณจะเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง P มาตำแหน่ง R จะต้องเหยียบเบรกก่อน แล้วกดปุ่มปลดล็อคบริเวณหัวเกียร์ด้วย แต่หากเป็นรถใช้เกียร์แบบขั้นบันได ก็เหยียบเบรกแล้วเลื่อนคันเกียร์ไปด้านข้าง ก็เข้าเกียร์ R ได้แล้ว

ตำแหน่ง N (Neutral)

ตำแหน่ง N (Neutral) คือ เกียร์ว่าง

ตำแหน่งเกียร์ N ไว้สำหรับจอดรถชั่วคราว เช่น จอดรถติดไฟแดง เป็นต้น และการจอดรถที่ใส่เกียร์ในตำแหน่ง N นี้ รถก็ยังสามารถเข็นไปมาได้ ซึ่งเหมาะจะใช้ในกรณีการจอดรถในห้าง หรือริมถนนมาก

ตำแหน่ง D (Drive)

ตำแหน่ง D (Drive) หรือ เกียร์ขับ

เมื่อเราทำการเปลี่ยนเกียร์มาที่ D แล้ว รถจะไหลไปอย่างช้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่ง รถจะเริ่มทำความเร็ว แล้วเปลี่ยนเกียร์ไปตามรอบเครื่องให้เองโดยอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไปจนเกียร์ 10 ที่นับว่าเป็นเกียร์ที่สูงสุด ในรถเกียร์อัตโนมัติยุคปัจจุบัน ถือเป็นตำแหน่งเกียร์หลักๆ ในการขับรถไปข้างหน้า

ตำแหน่ง L (Low)

ตำแหน่ง L (Low) ใช้ในการขับรถขึ้น-ลงเนินที่ค่อนข้างชัน

ตำแหน่งเกียร์ L หรือ D2 จะใช้ขับรถขึ้น-ลงทางชัน เช่น ในลานจอดรถ หรือทางขึ้น-ลง ภูเขา เป็นต้น ซึ่งรถจะไม่มีการปรับอัตราทดเกียร์ให้ หรือเวลาที่ต้องการแรงเบรกจากเครื่องยนต์

ตำแหน่ง S (Sport) หรือ B (Brake)

ตำแหน่ง S (Sport) หรือ B (Brake) อันนี้หลายคนอาจไม่คุ้นเคย เพราะมีมาไม่นานนี้ สำหรับตำแหน่ง S ไว้ใช้สำหรับเร่งแซง ลากรอบได้สูง และในส่วนของ B นั้น ใช้เพื่อขับรถขึ้น-ลงทางชัน การทำงานเหมือนกับเกียร์ L ครับ

How-To-Use-Automatic-Transmission

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดของตำแห่งเกียร์ที่ทาง Mr.Carro นำมาอธิบายในครั้งนี้ ซึ่งในครั้งหน้า เราจะขอนำเสนอเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของรถยนต์เกียร์อัตโนมัติกันเพิ่มเติมครับ

Carro-Trick-To-Change-Wiper-By-Yourself

ช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าฝนกันแล้ว อุปกรณ์เล็กๆ ของรถ แต่ความสำคัญไม่เล็กอย่าง “ที่ปัดน้ำฝน” ถือว่าเป็นของที่จำเป็นต้องใช้งานเลยล่ะ หลายคนอาจจะละเลยที่ปัดน้ำฝนไป พอจะเปิดใช้งาน กลับมีเสียงยางขูดกระจกดังครืดๆ ซะแล้ว!

ซึ่งอาการที่ว่ามานี้ หมายถึงยางปัดน้ำฝนเสื่อมแล้ว ถ้ายังฝืนใช้ต่อไป อาจจะทำให้กระจกบังลมหน้าเป็นรอยขูดได้ หรือทำให้รู้สึกรำคาญ เวลาขับรถอีก

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าวิธีเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนนั้น ง่ายนิดเดียว …

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

ใบปัดน้ำฝนที่ดี ต้องสามารถรีดน้ำได้หมดจด และใบปัดไม่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ และตัวก้านปัดน้ำฝนของรถ มักจะสั้น-ยาว ไม่เท่ากัน เพราะทางผู้ผลิตก็ออกแบบมาเพื่อให้รับกับส่วนโค้งของกระจก สามารถปัดได้มุมกว้างมากที่สุดบนกระจกบังลมหน้า ส่วนก้านปัดน้ำฝนในด้านท้ายรถ ส่วนใหญ่จะมีในรถเก๋งท้ายตัด เพื่อปัดกวาดน้ำฝน และฝุ่นที่บริเวณกระจกบานท้าย

เราขอแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 1 ปี ราคาก็เพียงชุดละหลักร้อยบาท คุ้มค่ากับการใช้งาน ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งแบบยาง หรือแบบซิลิโคน ที่ไม่ต้องใช้โครงเหล็ก

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

วิธีการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน มีง่ายๆ ดังนี้ครับ …

– ยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับหมุนใบปัดเป็น 90 องศา
– ดันสลักเล็กๆ ออก พร้อมเอาใบปัดน้ำฝนออก
– ดึงยางอันเก่าพร้อมเส้นเหล็กออก
– ใส่เส้นเหล็ก (ที่ด้านบนของร่องยาง) พร้อมใส่กลับเข้าไปในโครงเหล็กใบปัดน้ำฝน
– ถ้ามียางส่วนเกิน ก็ตัดออกซะ
– ทำเรียบร้อย ใส่กลับไปในก้านปัดน้ำฝน แค่นี้ก็พร้อมใช้งานแล้ว

Thick-To-Change-Wiper-By-Yourself

สิ่งสำคัญ อย่าลืมทำความสะอาดชุดปัดน้ำฝน และกระจกหน้ารถอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตรวจเช็คน้ำยาล้างกระจกให้พร้อม แค่นี้ใบปัดน้ำฝนก็พร้อมใช้งานในช่วงหน้าฝนนี้แล้ว รับรองขับรถได้อย่างปลอดภัยหายห่วง

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ก่อนฤดูฝน คุณตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์กันแล้วหรือยัง?

ใกล้เข้าฤดูฝนแล้ว บางพื้นที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นถนนมีความลื้น ลำบากต่อการกับขี่รถด้วยความเร็ว ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมพร้อมต้อนรับหน้าฝน คือ การตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์ ตั้งแต่อายุยาง ดอกยาง ลมยาง เพราะหากยังฝืนขับรถบนถนนที่ลื่นหรือเปียกฝน อาจจะเสี่ยงเกิดอันตรายกับรถยนต์และตัวของคุณเอง วันนี้ Carro จะพาไปเช็คสภาพยางรถยนต์ ก่อนขับลุยหน้าฝน กันนะคะ

พอเข้าหน้าฝน อย่างแรกที่น่าห่วงก็คือ การขับขี่รถยนต์บนห้องถนน มักจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และยิ่งเมื่อฝนตกแล้วการมองเห็นของผู้ขับขี่จะลดลง จะเพิ่มความยากให้กับการขับขี่ มองไม่เห็น หลุม บ่อ และแอ่งน้ำ

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจเช็คลมยาง

ควรเช็คสภาพลมยาง เดือนละ 1 ครั้ง และในช่วงหน้าฝนหรือก่อนออกเดินทางไปที่ไกลๆ ที่ต้องลุยถนนเปียก ดังนั้นควรเติมลมยางเผื่อไว้อีกประมาณ 1-2 ปอนด์ เพื่อให้ยางแข็งและรีดน้ำได้ดี แต่อย่าลืมเช็คลมขณะที่ยางเย็น

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

เปลี่ยนยางรถยนต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยาง อยู่เสมอควรสลับตำแหน่งทุก 10,000 กม

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจสอบสภาพของดอกยาง

ควรสังเกตความลึกของดอกยางรถยนต์ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ซึ่งความลึกของดอกยางใหม่จะมีความลึกประมาณ 8 – 9 มิลลิเมตร หรือไม่อาจใช้ไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่อง ยางรถยนต์ ถ้าคุณเห็นหัวไม้ขีดสีแดง ก็หมายความว่าดอกยางเหลือน้อยเกินไปที่จะใช้งานต่อไป

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

อายุของยางรถยนต์

โดยทั่วไปรถยนต์จะถึงเวลาเปลี่ยนยางใหม่เมื่อยางถูกใช้งานไปแล้ว 5 ปี ประมาณ 50,000 – 80,000 กิโลเมตรขึ้นไป ยางควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ถ้ารถไม่ค่อยได้ใช้งานหรือวิ่งระยะไกล ดอกยางยังแน่นและไม่มีการสึกหรอ ก็สามารถใช้ยางต่อไปได้ บางคันสามารถใช้งานได้ถึง 10 ปี

วิธีขับรถลุยฝน ให้ปลอดภัย ห่างไกลอุบัติเหตุ

  1. ควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  2. เปิดที่ปัดน้ำฝน โดยปรับระดับความเร็วให้เหมาะสมกับความแรงและปริมาณฝนที่ตกลงมา
  3. เว้นระยะห่างจากรถคันด้านหน้าประมาณ 10-15 เมตร
  4. เปิดไฟต่ำตลอดทางการขับรถ
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยแอ่งน้ำ
  6. ไม่ควร’ เปิดไฟฉุกเฉิน แต่ควรเปิดไฟตัดหมอกหน้า-หลัง

สุดท้ายนี้ หากเช็คลมยางละสภาพรถยนต์เรียบร้อยแล้ว อย่าประมาทในการขับขี่รถยนต์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน และหากต้องการขายรถยนต์ใหม่ป้ายแดง สามารถเช็คโปรโมชั่นของแต่ละค่ายได้ที่ siamcardeal.com เราพร้อมให้คำแนะนำ และให้โปรโมชั่นที่ดีที่สุดกับคุณ

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

อีกเรื่องหนึ่งเลยของคนขับรถในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่นอกจากเผชิญกับรถติดแล้ว ยังต้องมาเจอเหล่านักบิด หรือ “มอเตอร์ไซค์” ทั้งหลาย เบียด ปาด แทรก ขึ้นมาด้านข้างตัวรถเป็นประจำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ วิ่งถนนแคบๆ แล้วรถติดๆ ด้วยนะ รู้สึกได้เลย

บางทีก็เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมา เช่น แฮนด์รถจักรยานยนต์ เฉี่ยวกระจกมองข้าง! ถ้าไม่มากก็แค่เฉี่ยวกระจกมองข้างเป็นรอยถลอก หรืองอไปข้างหน้า ถ้าหนักหน่อยก็หักทั้งยวงเลย

ก็คงได้แต่ทำใจ เพราะ 99.99% ของมอเตอร์ไซค์ที่มาเฉี่ยว มักจะไม่รับผิดชอบ ไปเลย! … Mr.Carro ขอนำเสนอวิธีขับรถ ที่ได้มาจากผู้คร่ำหวอดในวงการนักข่าวสายรถจักรยานยนต์มานาน แนะนำวิธีเลี่ยงไม่ให้มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกมองข้าง ได้มากที่สุดครับ …

วิธีที่ 1

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

เวลาขับรถ พยายามขับรถให้อยู่จุดกึ่งกลาง ระหว่างเส้นแบ่งเลนจราจรมากที่สุด พยายามอย่าชิดเส้นขอบทางไปด้านซ้าย-ขวา มากเกินไป

เพราะเวลามอเตอร์ไซค์จะแทรกเข้ามาด้านข้างตัวรถของเรา เขาจะค่อยๆ ขี่ไปได้อย่างไม่ลำบากนัก (เพราะถ้าเขาซิกแซก ซอกแซกลำบาก ไปๆ มาๆ แฮนด์อาจมากระแทก โดนกระจกมองข้างรถของเราแทน!)

วิธีที่ 2

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

เมื่อคุณจอดรถติดไฟแดง หรือติดอะไรก็แล้วแต่ พยายาม “อย่า” จอดรถติดเสมอกับกระจกมองข้างรถคันด้านข้างๆ ให้จอดรถเหลื่อมกันไว้ บวกกับเว้นระยะห่างจากคันหน้าไว้ เพราะมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มา มักจะพยายามหาวิธีแทรก เกิดไปเจอรถจอดติดกันสองคัน กระจกมองข้างอยู่มุมเสมอกันพอดี บางทีหลบกระจกมองข้างรถอีกคันได้ แต่กลับไปเฉี่ยวกระจกมองข้างรถอีกคันแทน!

ถ้าโดนเฉี่ยวแล้ว เรียกประกันภัยอย่างไร?

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

อย่างแรก คือ ต้องแจ้งบริษัทประกันภัย กับแจ้งความกับตำรวจไว้ และแจ้งเคลมบริษัทประกันรถยนต์ทันทีที่เกิดเหตุ (กรณี เช่น กระจกมองข้างหัก) ถ้ามีหลักฐาน เช่น ป้ายรถทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์คันที่เฉี่ยว ภาพจากกล้องหน้ารถ ภาพจากกล้องวงจรปิด ก็เตรียมไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อเจ้าหน้าที่รับแจ้งสอบถามข้อมูลการเกิดเหตุเบื้องต้นแล้ว จะส่งเจ้าหน้าที่มาดู ณ จุดเกิดเหตุ เช่น ถ้าจุดนั้นมีติดตั้งกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ก็จะติดต่อตำรวจเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดช่วงเกิดเหตุ ถ้าเห็นป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกเจ้าของรถจักรยานยนต์คันนั้นมาสอบสวน เข้าสู่กระบวนการติดตามผู้กระทำความผิด หรือทำให้รถยนต์เสียหายต่อไป

ทั้งนี้ เอกสารเคลมที่บันทึกของพนักงานสอบสวน สามารถระบุป้ายทะเบียน หรือรายละเอียดอื่นๆ ของรถคู่กรณี ได้ครบถ้วน ทั้งหมวดตัวอักษรและหมวดจังหวัด จะมีประโยชน์ที่ประกันภัยจะละเว้นไม่เรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไขของ คปภ. ในข้อที่ระบุไว้ว่า ความเสียหายต่อตัวรถยนต์ กรณีถูกคู่กรณีเฉี่ยวชนและไม่สามารถระบุรายละเอียดของคู่กรณีได้ ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก (ค่า Excess) เฉพาะกรณีนี้ต่อเหตุการณ์ๆ ละ 1,000 บาท สำหรับการประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ถ้าหากเป็นประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 + หรือ 3+ จะคุ้มครองเฉพาะเวลาโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว แล้วคุณสามารถ “จำหมายเลขทะเบียนได้” เพราะจะไม่ได้ถือว่า เป็นการถูกเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี แต่ประเภท 2 + หรือ 3+ จะไม่คุ้มครองการถูกมอเตอร์ไซค์ชนแล้วหลบหนี

รู้แบบนี้แล้ว ก็ลองไปปฏิบัติใช้ดู แต่ทางที่ดี ก็ต้องระวังมอเตอร์ไซค์มาเฉี่ยว อยู่ดีละครับ!