5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ล้างคราบแป้งและดินสอพอง ออกง่ายๆ ด้วย 5 วิธี ล้างคราบแป้งติดรถ

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดี” ในวันทำงานวันแรก หลังเทศกาลสงกรานต์นะครับ หลายคนคงสนุกสนานกับการท่องเที่ยวต่างจังหวัด ไปเล่นน้ำสงกรานต์ (หรือไปเมาแล้วตีกัน?) พาญาติพี่น้องไปไหว้พระทำบุญกันมา แล้วก็กลับมาลุยงานกันต่อ

ก็อย่างว่าล่ะครับ รถยนต์ที่ใช้ขับไปไหนต่อไหนมาไหนช่วงสงกรานต์ ก็ย่อมเลอะเทอะจากคราบน้ำ คราบแป้ง และดินสอพอง เมื่อคุณต้องการทำความสะอาดรถ ให้กลับมาเงางามดังเดิม มาดูกันว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง?

ทำได้ ทำทันที

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ถ้าคุณว่างจากภารกิจต่างๆ เมื่อไหร่ และรถของคุณก็ยังเลอะคราบแป้งอยู่อย่างนั้น เราขอแนะนำให้คุณล้างรถทันที เพราะว่าคราบน้ำ คราบแป้ง คราบหินปูน เมื่อแห้งแล้วจะเป็นคราบฝังลึกติดกับสีรถ กระจกรถ หรือเกาะจนเป็นคราบหินปูน เพราะความด่างของแป้งดินสอพอง ขัดเท่าไหร่ก็ขัดไม่ออก

ผ้าเช็ดรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ผ้าเช็ดรถ … ทางที่ดี ไม่ควรใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดรถ เพื่อสีของรถที่เงางาม และไม่เป็นรอยขนแมวตามตัวถังรถ ควรเลือกผ้าดีๆ หน่อย เช่น ผ้าชามัวร์ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์ สำหรับเช็ดรถ ซึ่งผ้าชามัวร์มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำได้เป็นอย่างดี และผ้าไมโครไฟเบอร์ มีเส้นใยที่สามารถดูดซึมฝุ่นละอองและคราบน้ำ ได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่นๆ

แชมพูล้างรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

แชมพูล้างรถ จะช่วยให้คุณล้างรถได้อย่างเบาแรงมากขึ้น ในการชะล้างสิ่งสกปรกออกจากตัวรถ ยิ่งแชมพูบางประเภทซึ่งมีผสม Wax เข้าไปด้วย ก็จะประหยัดเวลาเคลือบเงาสีรถไปได้ในตัว

ยาขัดรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ยาขัดรถที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้สีของรถ ดูเงางามมากขึ้น ใช้ยาขัดสีรถ ป้องกันคราบ และทำความสะอาดผิวแลคเกอร์ เพื่อให้รถดูเงางามสะอาดขึ้น ซึ่งก็มีขายกันตั้งแต่กระป๋องละหลักร้อย ไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยาขัดรถนั้นๆ พร้อมอาจจะใช้ดินน้ำมันขัดสีรถร่วมด้วยก็ได้

น้ำส้มสายชู

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

น้ำส้มสายชู บางคนอาจจะงงว่า เอามาใช้ทำอะไร? น้ำส้มสายชู ไว้ใช้ในกรณีที่คุณล้างรถแล้ว ยังมีคราบแป้งและคราบดินสอพองหลงเหลืออยู่ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำ ชุบผ้าแล้วค่อยๆ เช็ดตรงจุดที่ยังมีคราบอยู่ หากคราบจางหรือหายไปแล้วก็ต้องน้ำสะอาดล้างตรงจุดนั้นอีกครั้ง เพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หากทิ้งไว้นานจะกัดสีรถได้

แต่ถ้าหากคุณไม่มีเวลาจริงๆ ก็ขับรถเข้าคาร์แคร์ ล้างรถ ขัด-เคลือบสี ไปเลยก็ได้ ค่าใช้จ่ายก็จะเริ่มตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลายพันบาท แต่ถ้าคุณอยากประหยัดเงินส่วนนี้ ก็ลองทำตาม 5 วิธี ล้างคราบแป้งติดรถ หลังสงกรานต์ ดูนะครับผม …

Frank-ใช้รถยกขนย้ายรถยนต์มีข้อดียังไงนะ

หากคุณจำเป็นต้องใช้บริการ ‘รถยก’ หรือ ‘รถสไลด์’ เพื่อนำรถยนต์ของคุณเข้าอู่ หรือเข้าศูนย์ เพื่อซ่อมแซมรถยนต์จะมีข้อดีอะไรบ้าง ? เพราะเหตุใดถึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อยากรู้อ่านกันโล้ด!

ข้อดีการใช้รถยกขนย้ายรถ มีดังนี้

  1. รถยก/รถสไลด์ เหมาะสำหรับรถยนต์ใหม่ รถซุปเปอร์คาร์ และรถโหลดต่ำซึ่งจะช่วยดูแลช่วงล่างของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี  
  2. การใช้รถยกจะมีความปลอดภัยกับตัวรถยนต์ดีเยี่ยม มีระบบล็อคแน่นหนา ปลอดภัยในระหว่างการขนย้ายแน่นอน ไม่ทำให้ช่วงล่างของรถยนต์เสียหายด้วยล่ะ
  3. การใช้รถยกนั้น เหมาะสำหรับบริการรถยนต์เสียหายหนัก และมีความจำเป็นต้องยกไปซ่อมอู่ซ่อมในระยะทางไกล ๆ ตั้งแต่ 20 กิโลเมตรขึ้นไป

สำหรับวิธีการขนย้ายโดยรถยก

จะเริ่มจากการยกรถยนต์ที่เสียหายขึ้นบนรถบรรทุกขนาดใหญ่ ขึ้นไปวางทั้งคัน เหมือนเราจอดทิ้งไว้บนถาดสไลด์ ช่วยให้ช่วงล่างของรถยนต์ไม่สึกหรอ พร้อมกับยกรถทั้งคันไปยังจุดหมายปลายทาง

เพื่อให้รถยนต์ปลอดภัยสูงสุดการดูแลรถยนต์เกียร์ธรรมดาควรปลดเบรคมือ ใส่เกียร์ว่าง ส่วนรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ จะต้องให้ทำการปลดเบรคมือออกก่อน เลื่อนเกียร์ไปที่เกียร์ว่าง พร้อมกับดับเครื่องยนต์ก่อนขนย้าย เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก frank.co.th

CarroxGobear อ่านหนังสือในรถอย่างไร ให้ไม่เมารถ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านบทความอยู่ ณ ตอนนี้ คงรู้สึกเสียดายเวลาไปนั่งรถเที่ยวกับคนอื่นแล้วต้องนั่งเบื่ออยู่ในรถ เพราะไม่สามารถจะอ่านหนังสือในรถได้เลยเนื่องจากเป็นคนเมารถง่าย

หรือถ้าเพื่อนๆเป็นหนอนหนังสือตัวยงอยู่แล้ว ก็คงเสียดายเสียดายเวลาที่อยู่บนรถเอาอย่างมากเลยใช่ไหมล่ะค่ะ แทนที่จะได้อ่านหนังสือดีๆ หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังต้องเข้าสอบ ก็อดใช้เวลาตรงนี้ไปให้คุ้มค่าเพราะกลัวว่าจะเมารถ

เพื่อนๆทราบไหมค่ะว่า ปัญหาการอ่านหนังสือในรถที่ทำให้เพื่อนๆเมารถนั้น เกิดจากการที่การทำงานของประสาทรับรู้การมองเห็นและสมองไม่ไปในทางเดียวกัน เพราะดวงตาของเพื่อนๆจะส่งสัญญาณบอกสมองเสมอว่าเพื่อนๆไม่ได้เคลื่อนไหว ซึ่งขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงที่ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ทั้งหูชั้นใน กล้ามเนื้อ และข้อต่อ ล้วนบอกว่าเพื่อนๆกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนรถ ทำให้สมองเกิดอาการสับสนและคลื่นไส้จนเกิดเป็นอาการเมารถขึ้น

แต่ถ้าหากเพื่อนๆยังคงอยากอ่านหนังสือในรถ วันนี้เราได้พี่หมีจาก GoBear มาบอก 7 วิธีดีๆกันไม่ให้เพื่อนๆเมารถมาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลย

 

1) อย่าจมกับหนังสือนานๆ

ถ้าหากเพื่อนๆอยากอ่านหนังสือในรถได้ ก็อย่าพยายามพุ่งสายตาหรือใช้สายตามากเกินไปเป็นระยะเวลานาน แต่ให้เพื่อนๆลองละสายตา จากหนังสือออกมาดูวิวข้างนอกบ้างทุกๆ 10-30 วินาที แล้วให้มองโฟกัสไปที่วัตถุนิ่งๆชิ้นใดชิ้นหนึ่งบนถนน จะช่วยปรับลักษณะการมองเห็นให้เข้ากับสิ่งที่ร่างกายรู้สึกได้

โดยเพื่อนๆสามารถถือหนังสือให้สูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับสายตา ก็จะช่วยลดอาการเมารถได้เช่นกัน หรือถ้าหากเริ่มรู้สึกเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถ ก็ให้จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างหลายๆนาทีเลย หรือจะหลับตาลงแล้วเอามือปิดตาเอาไว้ก็ช่วยได้เช่นกันค่ะ

 

2) ลดความรู้สึกสั่นสะเทือนลง

หากเพื่อนๆอยากอ่านหนังสือในรถได้ ก็ให้ลองหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายของเพื่อนๆรู้สึกไม่สั่นสะเทือนมาก เช่น การนั่งที่เบาะหน้าที่จะสั่นน้อยกว่าการนั่งที่เบาะหลัง เป็นการป้องกันอาการเมารถได้ดี การพิงศีรษะไปที่พนักของเบาะ เพื่อให้ศีรษะไม่เคลื่อนไหวมากนัก หรือการละสายตาไม่อ่านหนังสือเมื่อเพื่อนๆกำลังลงจากทางด่วนหรือจากสะพานที่รถเคลื่อนเร็วแบบวูบ

 

3) เปิดหน้าต่าง

หากเพื่อนๆอยากจะอ่านหนังสือในรถโดยไม่เมารถ ให้ลองเปิดหน้าต่างที่จะช่วยนำเอาอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกเข้ามาถ่ายเทและทำให้เพื่อนๆสดชื่นขึ้น แต่เพื่อนๆก็ต้องถือหนังสือดีๆหน่อยนะคะ ไม่งั้นหน้าที่อ่านอยู่ก็อาจจะปลิวไปหมดได้

CarroxGobear อ่านหนังสือในรถอย่างไร ให้ไม่เมารถ

4) ทานอาหารเพียงเบาๆก่อนขึ้นรถ

ถ้าเพื่อนๆอยากอ่านหนังสือในรถได้แบบไม่มีปัญหา ก็พยายามอย่าทานอะไรหนักๆก่อนขึ้นรถ โดยเฉพาะอาหารมัน อาหารเผ็ด หรือแอลกอฮอล์ เพราะการที่เพื่อนๆรู้สึกอิ่มมากจะยิ่งทำให้รู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้มากกว่าปกติ นอกจากนี้ หากเพื่อนๆไม่ยอมทานอะไรเลยก็ไม่ควรเช่นกันนะคะ ทำให้เมาได้เช่นกัน จึงควรทานแต่พอดีให้ไม่อิ่มจนเกินไป

 

5) ทานของขบเคี้ยว

เพื่อนๆสามารถทานของขบเคี้ยวที่ช่วยลดอาการเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถได้ เช่น แครกเกอร์แบบแห้ง ที่จะช่วยดูดซับกรดในกระเพาะบางส่วน ลูกอมแบบแข็งโดยเฉพาะลูกอมมินต์ และเครื่องดื่มประเภทคาร์บอเนตที่จะทำให้กระเพาะรู้สึกดีขึ้น และมีเกลือแร่ช่วยให้รู้สึกมึนงงน้อยลง

 

6) อยู่ให้ไกลบุหรี่

เพราะรถที่มีกลิ่นบุหรี่หรือหากมีผู้โดยสารสูบบุหรี่บนรถ กลิ่นนั้นๆจะยิ่งทำให้เพื่อนๆเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถ เพราะเมื่อเพื่อนๆเกิดอาการเมาขึ้นมา จะยิ่ง sensitive กับกลิ่นต่างๆมากขึ้นและยิ่งทำให้เพื่อนๆรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่นั่นเองค่ะ นอกจากบุหรี่แล้ว กลิ่นเหล่านี้ยังรวมไปถึงน้ำหอมปรับอากาศในรถด้วยนะคะ

CarroxGobear อ่านหนังสือในรถอย่างไร ให้ไม่เมารถ

7) ทานขิง

เป็นอีกวิธีธรรมชาติหนึ่งที่พี่หมีอยากให้ลอง นั่นก็คือการใช้สมุนไพรธรรมชาติในการรักษาอาการเมารถ นั่นคือขิง ที่มีฤทธิ์ช่วยขับลมและทำให้กระเพาะอาหารทำงานได้เป็นปกติ แม้จะยังไม่มีผลการวิจัยใดออกมาพิสูจน์ได้ว่าขิงจะช่วยลดอาการได้ แต่ก็คุ้มที่จะลองอยู่นะคะ โดยเพื่อนๆสามารถดื่มน้ำขิง, เต้าฮวย ขนมคุกกี้ขิง หรือของขบเคี้ยวที่มีขิงเป็นส่วนประกอบค่ะ

 

หวังว่าเคล็ดลับที่พี่หมีเอามาฝากจะช่วยให้เพื่อนๆลดอาการเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถกันได้บ้างนะคะ และนอกจากการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยระหว่างขับขี่แล้ว ก็อย่าลืมดูแลรถยนต์ของเพื่อนๆด้วยการทำประกันรถยนต์ติดเอาไว้ด้วยนะคะ โดยเพื่อนๆสามารถเข้ามาเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ได้ที่ GoBear.com/th เลยนะคะ

The-10-Best-In-MotorShow-2019

10 “ที่สุด” ในงาน Motor Show 2019 ที่คุณยังไม่รู้ หรืออาจจะคาดไม่ถึง!

งาน “มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40” หรือ “Motor Show 2019” ที่มีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รุ่นใหม่ๆ และรถมือสอง (ที่อยู่ในฮอลล์ฝั่งตรงข้าม) มาโชว์แล้ว รวมไปถึงอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง อุปกรณ์ตกแต่ง โปรโมชั่น และพริตตี้สาวสวยที่หลายๆ คนชื่นชอบ …

ภายในงานยังถือได้ว่ามีเรื่องราว “ที่สุด” ของยานยนต์ทั้งหลายที่นำมาโชว์ในงานครั้งนี้ด้วย Carro ขอรวบรวม “10 ที่สุด” ที่เกี่ยวกับรถยนต์ในงาน “Motor Show 2019” มาให้ทุกท่านได้ทึ่งกัน ว่ามีด้วยหรือเนี่ย!

ถูกที่สุด

Suzuki-Carry-2019

รถที่ “ถูก” ที่สุดในงาน Motor Show 2019 ครั้งนี้ต้องยกให้ “Suzuki Carry” (ซูซูกิ แครี่) รถกระบะขนาดเล็กของซูซูกิ ที่มาในราคาเพียง 369,800 บาท ขายกันมายาวนานนับสิบปี มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 92 แรงม้า

ซึ่งรถรุ่นนี้มีความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพของตัวรถ รูปลักษณ์ ประโยชน์ใช้สอย และราคาที่คุ้มค่า นำไปดัดแปลงเป็นรถโมบายใช้งานในกิจการต่างๆ เช่น รถขายอาหาร รถส่งของ เป็นต้น

แพงที่สุด / เร็วที่สุด

Aston-Martin-Valkyrie

รถที่ขึ้นชื่อว่า “แพง” ที่สุดในงาน Motor Show 2019 ครั้งนี้คือ “Aston Martin Valkyrie AMR Pro” (แอสตัน มาร์ติน วัลครี่ เอเอ็มอาร์ โปร) ด้วยมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท! ไฮเปอร์คาร์ตัวแข่ง เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 2 ยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์อย่าง Aston Martin และ Red Bull Racing ออกแบบโดย มร.เอเดรียน นิวอี้ ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบรถแข่ง Formula 1 เป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิค ซึ่งจะมาจัดแสดงในงานนี้เพียง 7 วันเท่านั้น

ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V12 วางกลาง 6.5 ลิตร Naturally Aspirated พร้อม “Rimac Energy Recovery System” เทคโนโลยีไฮบริดที่พัฒนาจากรถแข่ง Formula 1 ขณะที่กล่อง ECU ก็ได้รับการปรับแต่งใหม่ให้มีแรงม้าสูงกว่า 1,100 แรงม้า อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 402 กม./ชม. โดยรถคันจริงจะเริ่มผลิตปีหน้า

รถ SUV แพงที่สุด

Rolls-Royce-Cullinan-Supreme-Liberty-2019

ส่วนรถ SUV ที่ขึ้นชื่อว่า “แพง” ที่สุดในงาน Motor Show 2019 ได้แก่ “Rolls-Royce Cullinan Supreme Liberty (โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน ซูพรีม ลิเบอร์ตี้) ตัวรถระดับ Ultra Luxury SUV รุ่นแรกของ Rolls-Royce สง่างามกับสีพิเศษ “Infinity-Black Metallic” ตัดด้วยโค้ชไลน์สี Mandarin เป็นเส้นสีส้มบางๆ คาดข้างตัวถังยาวจรดด้านหลัง

ห้องโดยสารของ Cullinan ใช้โทนสี Scivaro Gray (ซิวาโร่ เกรย์) ตัดกับสีดำ และเย็บตะเข็บเดินด้ายสี Mandarin ติดตั้งลายไม้ Blackwood Matted และเป็นคันแรกในไทยที่มาพร้อมออปชั่น “Immersive Seating with Centre Console” รวมทั้งมีอีก 2 ความพิเศษ ได้แก่ Commission Collection B-Spoke Umbrellas ร่มที่เดินด้ายบริเวณขอบเป็นสี Mandarin และ Signature Key กุญแจรถหุ้มหนังแท้สีเดียวกัน ในราคาประมาณ 30 กว่าล้านบาท

รถยนต์ไฟฟ้า ราคาถูกที่สุด

DT-Motor-Mini-Pickup-Truck

รถยนต์ไฟฟ้า ที่ราคาถูกสุดในงาน Motor Show 2019 ต้องยกให้ DT Motor ที่นำ Mini Pickup Car ราคาถูกสุดๆ เพียงแค่ 128,000 บาท! ที่ไม่ต้องจดทะเบียน สำหรับไว้วิ่งตามหมู่บ้าน ขับ 1 คน นั่ง 2 คน มีพัดลมติดมาให้ในรถ ใช้มอเตอร์ขนาด 60V กำลัง 1,500 วัตต์ ทำความเร็วได้สูงสุด 40 กม./ชม.  ชาร์จไฟเพียงครั้งละ 3 ชั่วโมง ก็วิ่งได้ถึง 30 กิโลเมตร

รถยนต์ไฟฟ้า ราคาแพงที่สุด

Jaguar-i-Pace-2019

รถยนต์ไฟฟ้าแพงที่สุดในงาน อยู่ที่บูธ Jaguar นั่นคือ Jaguar I-Pace (จากัวร์ ไอ-เพซ) รถ Crossover แบบไฟฟ้าล้วน (BEV) 5 ที่นั่ง รุ่นแรกของ Jaguar มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 394 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งภายในห้องโดยสาร ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสไตล์ Jaguar อยู่เช่นเคย

โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้น 5,499,000 บาท สำหรับรุ่น S ซึ่งโควต้าสำหรับจำหน่ายในประเทศไทย มีเพียง 12 คัน ในปี 2562

ใหญ่ที่สุด

Hyundai-County-2019

ไม่มีใครใหญ่ไปกว่านี้แล้วในงาน Motor Show 2019 ครั้งนี้ ต้องยกให้ “Hyundai County” (ฮุนได เคานตี้) รถบัสที่บริษัท ฮุนได คอมเมอร์เชียล เวฮิเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ ยนตรกิจ คอร์เปอเรชั่น เพิ่งจะได้สิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและประกอบขายในบ้านเรา ในชื่อการค้าคือ Hyundai Truck & Bus (ฮุนได ทรัค แอนด์ บัส)

สำหรับ Hyundai County เป็นรถบัสขนาด 18+1 ที่นั่ง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล D4D ขนาด 3.9 ลิตร แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ราคาเปิดตัวที่ 1,991,000 บาท

แปลกที่สุด

Speed-Boat-MotorShow-2019

แปลกที่สุดในงาน Motor Show 2019 ต้องยกให้เรือ “Speed Boat” ลำใหญ่ของบูธ SiamWatercraft ที่มาโชว์ในงานครั้งนี้

รถเก๋งคนสนใจเยอะสุด

Honda-Accord-2019

ในงาน Motor Show 2019 รถที่ดึงดูดคนให้เข้ามาดูได้เยอะที่สุดอีกรุ่น เห็นทีต้องยกให้ “Honda Accord” (ฮอนด้า แอคคอร์ด) ที่มีให้เลือกทั้งรุ่น Turbo และรุ่น Hybrid แยกจำหน่ายเป็น 3 รุ่นย่อย Honda Accord Hybrid Tech ราคาไม่เกิน 1,800,000 บาท, Honda Accord Hybrid ราคาไม่เกิน 1,650,000 บาท และ Honda Accord Turbo EL ราคาไม่เกิน 1,500,000 บาท

โดย Honda จะเริ่มจำหน่าย Accord ใหม่ พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562

รถ SUV คนสนใจเยอะสุด

Suzuki-Jimny-2019

ส่วนรถ SUV ที่คนสนใจเยอะที่สุดในงาน Motor Show 2019 ต้องยกให้ “Suzuki Jimny” (ซูซูกิ จิมนี่) ที่ดึงดูดคนดูได้แน่นบูธเลยทีเดียว กับล็อตแรกที่นำเข้ามา 30 คัน ถูกจองกันไปเรียบร้อย ตั้งแต่ 3 ชั่วโมงแรกของการเปิดจอง ซึ่งรถที่จะนำเข้ามาตามโควต้า 90 คันในปีนี้ (จากเดิมที่มีโควต้าแค่ 80 คัน) ก็ถูกจองหมดเรียบร้อย …

โดยเวอร์ชั่นในบ้านเรานั้น จะเป็นตัวเดียวกับ Jimny Sierra ที่ขายในญี่ปุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส K15B ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

สำหรับรถ Suzuki Jimny 30 คันแรก จะได้รับ Jimny Boxset ฟรี และป้าย Jimny Emblem Limited Serial Number ระบุเลขตัวรถเฉพาะคัน โดยราคารุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด อยู่ที่ 1,550,000 บาท และในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด อยู่ที่ 1,650,000 บาท!

รถมอเตอร์ไซค์แพงที่สุด

Harley-Davidson-CVO-Limited-2019

รถมอเตอร์ไซค์แพงที่สุดในงาน Motor Show 2019 ต้องยกให้ “Harley-Davidson CVO Limited” (ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซีวีโอ ลิมิเต็ด) เช่นเคย ในราคา 3,124,000 บาท

ดูแลรถของคุณให้พร้อมเผชิญกับอากาศร้อน

ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ สภาพอากาศในประเทศไทยเรียกว่าร้อนมากๆ ร้อนขนาดที่ว่าต้องร้องขอชีวิต จนต้องหาวิธีดับร้อนให้กับตัวเองกันถ้วนหน้า เเต่นอกจากที่เราต้องทรมานกับอากาศที่ร้อนจัดแล้ว รถยนต์ของเราเองก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนแผดเผาแล้ว เครื่องยนต์ของรถเองก็มีส่วนทำให้รถของเรายิ่งทวีคูณความร้อนเข้าไปอีก

เพราะฉะนั้นวันนี้ Carro ได้ทาง rabbit finance มาบอกวิธีดูแลรถยนต์ที่เรารักในช่วงหน้าร้อนมาฝาก จะมีวิธีไหนบ้าง งานนี้ใครที่มีรถละก็ห้ามพลาดบทความนี้เด็ดขาด!

เผยเทคนิคดูแลรถยนต์ ให้พร้อมเผชิญกับแดดประเทศไทย

หน้าร้อนประเทศไทย เรียกว่าร้อนแบบหาคำมาบรรยายไม่ได้ หลายคนบ่นกันอุบอิบ แต่รถที่แสนรักของเราไม่มีปาก ไม่มีเสียง บ่นไม่ได้ กว่าเราจะรู้ตัวอีกทีรถของเราก็โอเวอร์ฮีทเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีเทคนิคในการดูแลรถสำหรับหน้าร้อนเอาไว้ ดังนี้

อากาศร้อนส่งผลเสียให้กับรถยนต์

1.ติดฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มกรองเเสง ถือเป็นต้วยช่วยหนึ่งที่จะป้องกันแดดในขณะที่ขับรถ หรือแม้แต่ตอนจอดรถด้วยเช่นกัน เพราะฟิล์มติดรถจะช่วยลดความร้อนป้องกันแสงแดด และยังช่วยลดการทำงานของแอร์ได้อีกด้วย

ทั้งนี้เราควรเลือกฟิล์มกรองเเสง ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสง แต่ก็ไม่ควรสะท้อนแสงมากเกินไป เพราะแสงที่สะท้อนอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถคนอื่นได้ หรือเราก็ไม่ควรเลือกฟิล์มที่มืดจนเกินไป เพราะอาจทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่แย่ลงได้

2.ระบบปรับอากาศ

ในช่วงที่อากาศร้อน สิ่งหนึ่งที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษเลยก็คือ ระบบปรับอากาศหรือแอร์ ยิ่งในช่วงหน้าร้อนแบบนี้เราต้องหมั่นเช็กระบบปรับอากาศอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ระบบการทำงานของแอร์มีความผิดปกติหรือไม่

เพราะหากระบบปรับอากาศของคุณมีปัญหาในขณะที่คุณต้องติดอยู่กลางสี่แยกร้อนๆ ละก็ ไม่ไหวแน่ๆ ค่ะ ดังนั้นอย่าลืมเช็กระบบปรับอากาศสม่ำเสมอ หากพบปัญหาหรือสิ่งผิดปกติ แนะนำให้รีบไปให้ช่างในอู่ดูโดยด่วนค่ะ

3.ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์

ส่วนใหญ่แล้วที่รถเกิดอาการโอเวอร์ฮีทขึ้นก็เพราะ สภาพอากาศที่ร้อนจัด และการทำงานของเครื่องยนต์ที่ทำงานหนักเกินไป จนทำให้เครื่องยนต์เกิดอาการโอเวอร์ฮีทได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องคอยสังเกตและตรวจสอบหม้อน้ำให้ดี เช็กระดับน้ำ

ส่วนเรื่องระบบระบายความร้อน รถยนต์จะต้องมีระบบระบายความร้อนอย่างเช่น พัดลม เพื่อระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ หากคุณไม่มีพัดลม อาจทำให้ความร้อนในเครื่องยนต์ของเราเพิ่มสูงขึ้นได้

เพราะหากคุณไม่ดูแลรักษาระบบระบายความร้อนละก็ รถยนต์ของคุณอาจเกิดโอเวอร์ฮีทขึ้นได้ ซึ่งกว่าเราจะรอเครื่องให้หายเย็น ความร้อนลดลง ก็จะทำให้คุณทั้งเสียเวลา เสียอารมณ์ แถมยังทำให้การจราจรติดขัดได้อีกต่างหาก

 ดูแลรถที่เรารัก ให้เหมาะกับสภาพอากาศ

4.ยางรถยนต์

สำหรับหน้าร้อนแบบนี้ใครที่ใช้ยางอายุมากๆ และยังไม่ได้เปลี่ยนยางใหม่ มีความเสี่ยงที่ยางอาจจะเกิดระเบิดได้ ยิ่งใครที่ต้องขับรถเป็นระยะเวลานาน และมีอุณหภูมิที่สูง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบยาง ลมยางตามเกณฑ์ที่เหมาะสมของยางรถยนต์นั่นเอง

5.เทคนิคอื่นๆ

นอกเหนือจากสิ่งที่เรากล่าวไป ยังมีบางอย่างที่เราต้องดูแลรถเป็นพิเศษในช่วงหน้าร้อน อย่างเช่น การวางพาวเวอร์แบงค์ไว้ในรถ โอกาสที่พาวเวอร์แบงค์จะเกิดระเบิดขึ้นก็มีความเป็นไปได้ ยิ่งในช่วงหน้าร้อนเปอร์เซ็นต์ที่พาวเวอร์แบงค์ระเบิดก็มีมากกว่า เพราะในพาวเวอร์แบงค์(รุ่นเก่าบางรุ่น) มีลิเธียมไอออน ที่มีโอกาสเกิดการลัดวงจร ระเบิด หรือติดไฟจนลุกไหม้ขึ้นได้ หากได้รับความร้อนที่สูงมาก

นอกจากนี้เวลาจอดรถ ถ้าเราได้จอดรถในที่ร่มก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ แต่ถ้าต้องจอดรถในที่แจ้ง แนะนำว่าให้หาที่ร่มเท่าที่จะทำได้ ร่มไม้ก็ยังดีค่ะ อย่างน้อยรถของเราจะได้ไม่รับแดดแบบเต็มๆ หรือถ้าเลี่ยงแดดไม่ได้จริงๆ ผ้าคลุมรถก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจค่ะ

ในเมื่อเราไม่สามารถเอาตัวไปบังพระอาทิตย์ไม่ให้ส่องมาโดนรถของเรา หรือวิธีทำให้ประเทศไทยอากาศเย็นขึ้นเพื่อเป็นผลดีต่อรถยนต์ของเรา ทางที่ดีที่สุดคือการดูแลรถยนต์ของตัวเองในช่วงหน้าร้อนให้ถูกหลักนั่นเอง หรือใครที่คิดว่าเราคนเดียวดูแลรถไม่ไหวละก็ ให้ประกันรถจาก rabbit finance ช่วยดูแลได้เช่นกันค่ะ หากใครสนใจอยากมีประกันรถยนต์สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่นี่ https://rabbitfinance.com/car-insurance

 

4 เหตุผลที่รถมือสอง เหมาะกับประกันชั้น 2+

สำหรับใครที่ซื้อรถมือสองมาครอบครองแล้ว นอกเหนือจากการมีประกันภาคบังคับพ.ร.บ.รถยนต์ไว้ดูแลชีวิต ค่ารักษาพยาบาลแล้ว การซื้อประกันรถยนต์ หรือประกันภาคสมัครใจก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน รถหาย หรือรถไฟไหม้ หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับเบี้ยที่ไม่แพง ไม่แรงเกินไป อยากให้คนใช้รถมือสองลองพิจารณาประกัน 2 พลัส กับเหตุผลดี ๆ ที่นำมาเล่าตามนี้

 

1. เบี้ยประหยัด ราคาไม่แพง ดีต่อใจคนใช้รถมือสอง

หากคุณต้องการประหยัดเงิน และไม่อยากใช้งบเยอะ ประกันชั้น 2+ เป็นอะไรที่ดีต่อใจจริง ๆ เนื่องจากมีเบี้ยประหยัดกว่าประกันชั้น 1 ประมาณครึ่งนึง อย่างไรก็ดีการคำนวณเบี้ยกัน มาจากหลายตัวแปร เช่น

  • ทุนประกันรถที่ควรเลือกตามความต้องการของเราได้ตั้งแต่ 100,000 บาทเป็นต้น เมื่อทุนประกันต่างกันค่าเบี้ยประกันก็ต่างกันด้วย
  • ส่วนลดเบี้ยประกันต่าง ๆ เช่น ประวัติการขับขี่ดีในปีที่ผ่านมา, การเลือกมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ก็ช่วยประหยัดเบี้ยได้เป็นอย่างดี
  • ส่วนลดกล้องติดรถยนต์ก็ทำให้ได้ราคาเบี้ยประกันที่ถูกลงด้วยประมาณ 5-10% จากราคาเบี้ยสุทธิตามประกาศของ คปภ. แนะนำให้ลองพูดคุยขอส่วนลดกับบริษัทฯ ประกันหรือโบรกเกอร์ที่คุณกำลังจะซื้อประกันรถยนต์จะดีที่สุด

ประกันชั้น 2+ จึงเหมาะกับรถมือสองที่มี 4 ปีขึ้นไปที่ต้องการความคุ้มครองเทียบเท่าประกันชั้น 1 แต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยแพง ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

 

2. คุ้มครองคุ้มค่า ดูแลอุบัติเหตุ

ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการประหยัดเบี้ยประกัน ประกันชั้น 2+ สามารถตอบโจทย์คุณได้เพราะประกันชั้น 2+ หรือประกันรถยนต์ชั้น 2 พลัส ยังออกแบบมาเพื่อดูแลอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนของรถชนรถตามทุนประกันที่เลือกไว้ (เพียงแต่ประกันชั้น 2+ ไม่คุ้มครองดูแลเหตุรถชนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถ  เช่น ชนเสาไฟฟ้า ชนรั้วบ้าน หรือไปครูดฟุตบาท หรือเคสอุบัติเหตุที่ไม่สามารถระบุคู่กรณี จะต้องจ่ายค่าซ่อมเอง)

 

3. ประกันชั้น 2+ ช่วยดูแลเหตุรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ

อย่างที่บอกว่าประกันชั้น 2 พลัสมีความคุ้มครองที่เหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 1 นอกเหนือจากดูแลเหตุรถชนรถประกันชั้น 2+ ยังช่วยดูแลเหตุรถหาย ให้ความคุ้มครองตามทุนประกันที่ได้เลือกไว้เช่นเดียวกัน และกรณีรถไฟไหม้อีกด้วย ซึ่งจะดูแลตามทุนประกันล่ะ

นอกจากดูแลถยนต์สูญหาย, รถยนต์ไฟไหม้ ประกัน 2+ ยังคุ้มครองเหตุอื่น ๆ เช่น รถยนต์น้ำท่วม,  ผลกระทบจากภัยก่อการร้ายอุบัติเหตุส่วนบุคคลของคนขับและผู้โดยสาร รวมทั้งรักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตที่เกินจากความคุ้มครองของพ.ร.บ.รถยนต์ ตามด้วยการรักษาแบบต่อเนื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ฯลฯ เห็นไหมว่า ประกันชั้น 2+ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนขับรถมือสอง

 

4. เพราะประกันชั้น 2+ ช่วยจ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

กรมธรรม์ประกันชั้น 2+ นอกจากช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของคู่กรณี (ยานพาหนะทางบก) ยังช่วยจ่ายช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุนั้น ๆ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามทุนประกันที่เลือกไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เริ่มสนใจประกันชั้น 2+ เนื้อคู่ของรถมือสองบ้างหรือยัง ? เช็กเบี้ยที่ใช่กับ frank.co.th ได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank “ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ”

Find-Noises-In-Your-Car-Part-2

มาหาเสียง (ในรถยนต์) ช่วงโค้งสุดท้าย กันต่อดีกว่าครับ!

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่า น่าจะเป็นสัปดาห์ของการหาเสียง (ในรถยนต์) ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วครับ เพราะเดือนหน้าเราก็ต้องเตรียมพร้อมรถยนต์ สำหรับใช้ในการเดินทางช่วงหยุดยาว หรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วล่ะครับ

หาเสียงในรถยนต์ ยิ่งหาเจอได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี เพราะ “เสียง” ที่ว่านี้ อาจจะทำให้รถคุณพังกลางทาง หรือเสียเงินซ่อมกันบานปลายเลยก็ได้ ไปอ่านกันต่อครับ …

เสียงหอน (ที่ไม่ใช่คืนหมาหอน)

Differential

เสียงหอน … บางทีขับรถไปแล้ว มีเสียงหอนดังออกมาจากเพลาขับ หรือเฟืองท้าย ยิ่งขับเร็วเสียงยิ่งดัง อาจจะมาจากลูกปีนล้อแตก หรือเพลากลาง เพลาขับมีปัญหา และเฟืองท้ายมีปัญหา ต้องไล่สาเหตุดูเป็นจุดๆ ไป ถ้าต้นเสียงเกิดที่ด้านหน้ารถ ก็สันนิษฐานว่าเป็นที่ลูกปืนท้ายเกียร์ หรือเป็นที่ลูกปืนเพลากลาง ที่เรียกกันว่า “ยอย” หรือ “กากบาทเพลากลาง”

แต่ถ้ามาจากด้านท้าย ให้ถอดเฟืองท้ายออกมาเช็ก ว่ามาจากเฟืองเดือยหมู, เฟืองบายสี, เฟืองดอกจอก และเฟืองข้าง ทีเดียวไปเลย ถ้ามีเสียงหอน ลองปรับตั้งระยะห่างของเฟืองท้ายทั้ง 2 ใหม่ ให้ชิดเข้าไป ตรวจสอบการรั่วซึมของซีล ประเก็น ถ้าหมดสภาพก็เปลี่ยนใหม่ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายใหม่ ถ้าลูกปืนหน้าเฟืองท้ายชำรุด ก็จัดการเปลี่ยนลูกปืนใหม่ซะ

กุกๆ กักๆ ที่คอพวงมาลัย

Toyota-Steering-Wheel

กุกๆ กักๆ ที่คอพวงมาลัย … เสียงดังกึกกักที่คอพวงมาลัย อาจมาจากลูกปืนคอพวงมาลัยแตก ตัวรองแกนพวงมาลัยแตก หรือจารบีลูกปีนแห้ง ทางที่ดีตรวจเช็กลูกปีน, ตัวรองแกนพวงมาลัย หรืออัดจารบีตลับลูกปืนใหม่ แม้ว่าช่วงแรกจะไม่มีผลอะไร นอกจากเกิดความรำคาญเวลาหมุนพวงมาลัย แต่อาจจะกลายเป็นเสียมากขึ้น จนพวงมาลัยรถควบคุมรถไม่ได้ก็เป็นไปได้

เปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง

Manual-Transmission

เปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง … เสียงดังที่เกิดจากตัวเกียร์ เกิดจากนอกห้องเกียร์ เป็นเสียงแตกเสียงคราง หรือเสียงหอน ลองตรวจลูกปีนเกียร์ และเช็กน้ำมันเกียร์ ว่าเปลี่ยนถ่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูสภาพสีของน้ำมันเกียร์ ตรวจดูว่ายังมีน้ำมันเกียร์อยู่เต็มหรือไม่ เพราะมันอาจจะรั่วซึมหายไป เมื่อชุดเฟืองเกียร์กระทบกัน เสียงโลหะกระทบกัน มันก็ต้องมีเสียงดัง ต้องรีบซ่อมแซม ไม่อย่างนั้นจะได้เปลี่ยนเกียร์ใหม่ทั้งลูก …

อีกกรณีหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นได้จากการเหยียบคลัทช์ไม่สุดแล้วเข้าเกียร์ หรือการใส่เกียร์ไม่ตรงตำแหน่งเกียร์ (ในรถเกียร์ธรรมดา) ครับ

เวลาเลี้ยว เสียงดังจากยาง

Tire-Setting

เวลาเลี้ยว เสียงดังจากยาง … เวลาเลี้ยวรถแล้วเกิดเสียงดังเอี๊ยดๆ จากยาง มักได้ยินบ่อยๆ เวลาไปจอดรถบนพื้นผิวค่อนข้างลื่น อาจเกิดจากเนื้อยางเสื่อมสภาพ หรือถ้าหากยางยังดี อาจเกิดจากช่วงล่างหลวมก็เป็นไปได้

หลังดับเครื่อง

Catalytic-Converter

หลังดับเครื่อง … หลังจากดับเครื่องรถยนต์แล้ว คุณอาจได้ยินเสียงก๊องแก๊ง มาจากใต้ท้องรถ นั่นเป็นเสียงการทำงานของ Catalytic Converter ในระบบท่อไอเสีย ซึ่งเป็นเสียงการทำงานปกติอยู่แล้ว เสียงดังกล่าวอาจดังนานกว่าปกติ หากใช้รถด้วยความเร็วสูง หรือใช้เครื่องยนต์รอบจัดเป็นระยะเวลานาน แต่เสียงนี้ ไม่ได้เป็นความผิดปกติอันใดครับ …

เมื่อรับทราบอาการดังกล่าวได้แล้ว ว่ามาจากสาเหตุไหน อย่าลืมเอารถไปเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมรถ ให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจดูให้แน่ชัด แล้วเตรียมเสียเงินไว้ด้วย แต่ถ้าเสียงบางอย่างไม่มีผลใดๆ ต่อตัวรถ คุณก็สบายใจได้ …

Toyota-Corolla-Car-Nickname

คิดได้ไง! “หน้ายก” “กะเทย” “ท้ายตัด” “สามห่วง” ใครเป็นคนคิดฉายาให้ Toyota Corolla!

จากเมื่อเดือนที่แล้ว หากใครที่ติดตามเพจ Carro Blog ก็จะพบว่าเราได้ทำบทความเกี่ยวกับ “รวมฉายารถ Honda Civic สุดแปลกแหวกแนว” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเลยทีเดียว ในเดือนนี้เพื่อต่อยอดความรู้ ความสนใจ ให้กับผู้ที่นิยมชมชอบในรถมือสองเพิ่มเติม เราจึงขอนำเสนอ “รวมฉายารถ Toyota Corolla ที่คุณต้องตะลึง!” ต้อนรับหน้าร้อนนี้

สำหรับฉายาของรถ “Toyota Corolla” (โตโยต้า โคโรลล่า) นั้น ก็นับได้ว่าเป็นรุ่นรถที่มีฉายามากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน เอาละ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปอ่านกันได้เลย …

Toyota Corolla (KE30) “หน้ายก”, “บิ๊กบั้มเปอร์” และ “กันชนยักษ์”

Toyota-Corolla-KE30

สำหรับ Toyota Corolla (KE30) จัดเป็น Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ประกอบขายในไทย เปิดตัวจำหน่ายประมาณปี 2518 ยาวนานจนถึงปี 2522 มีให้เลือกทั้งแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า หายากหน่อย) และรุ่น 2 ประตู Hardtop … สำหรับเครื่องยนต์ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ในรหัส 3K

ฉายา “หน้ายก” นั้นได้มาจากในตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ชุดกระจังหน้า จะประดับด้วยขอบโครเมียมและยกตัวขึ้นมารับกับฝากระโปรงหน้านิดๆ และโฉมสุดท้ายอย่าง “บิ๊กบั้มเปอร์” (กันชนยักษ์) มาพร้อมกันชนหน้า-หลัง ขนาดใหญ่ พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในรุ่น Top

Toyota Corolla (KE70/TE71) “DX”, “กะเทย” และ “หน้าเท”

Toyota-Corolla-KE70

สำหรับ Toyota Corolla (KE70) จัดเป็น Toyota Corolla รุ่นสุดท้ายที่ทุกโมเดลออกมาในแบบขับเคลื่อนล้อหลัง ในไทยเปิดตัวจำหน่ายเมื่อต้นปี 2523 เริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง, ไฟเหลี่ยมเล็ก-เหลี่ยมใหญ่ จนถึงโฉมสุดท้ายโฉมหน้าเท โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K มีให้เลือกทั้งในแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า) รวมไปถึงรุ่น 1.6 DX Liftback (TE71) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T

ฉายา “DX” นั้นได้มาจากรุ่นถูกสุดของ Corolla โฉมนี้ ใช้ชื่อรุ่นย่อยว่า “DX” (ย่อมาจาก “Deluxe”) รวมไปถึงฉายา “กะเทย” ที่ไว้เรียก Corolla 2 ประตูซีดาน เท่านั้น (ซึ่งมาจากรูปร่างรถ จะเป็นคูเป้ก็ไม่ใช่ ซีดานก็ไม่เชิง) และสุดท้ายอย่าง “หน้าเท” คือชุดไฟหน้าและกระจังหน้าในโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย (ยกหน้าตามาจากรุ่น Sprinter ที่ขายในตลาดญี่ปุ่น)

Toyota Corolla (AE80/EE80/AE82) “ท้ายตัด”

Toyota-Corolla-AE80

Toyota Corolla เวอร์ชั่นขับหน้ารุ่นแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2527 มีให้เลือกใน 2 รูปแบบ นั่นคือ ซีดาน 4 ประตู, ลิฟท์แบค 5 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “ATOP” 2 แบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2A และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A พอปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น 1.3 ลิตร ก็ได้จัดแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรหัส 2E แบบ 12 วาล์ว

ฉายา “ท้ายตัด” นั้น ได้มาจากส่วนท้ายรถของรุ่น 4 ประตู ที่สั้นมาก จนดูเหมือนท้ายตัดไปนั่นเอง

Toyota Corolla (EE90/AE92) “โดเรมอน”

Toyota-Corolla-AE92

สำหรับ Corolla รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาหรือบางคนก็บอกว่ากระจกมองข้างโค้งๆ เหมือนมือของโดเรม่อนพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง”

Toyota-Corolla-AE92

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง หลังจากที่ทางโตโยต้าเริ่มใช้ตั้งแต่ทั่วโลกในปี 1989 (ยกเว้นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในมุมกระจังหน้า ที่ยังคงใช้สัญลักษณ์ของ Corollla ไว้เช่นเดิมแบบในรูป) โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ที่มาของคำว่า “สามห่วง” คือ Logo Toyota แบบใหม่นี่ล่ะครับ

Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Toyota-Corolla-AE111

Toyota Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

ที่มาของฉายา “ตองหนึ่ง” นั้น มาจากรหัสรุ่นของแบบเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร “AE111” ซึ่งเป็นเลขตองพอดี สามารถจำได้ง่าย และ “ตูดเป็ด” เป็นที่มาของโฉมแรก ที่ชุดฝาประโปรงท้ายมีมุมยกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลาดเอียงลงไป

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”, “ตาถั่ว”

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

Toyota Corolla โฉมนี้ออกแบบใหม่ทั้งหมดและตัวรถที่มีความกลมป่องขึ้นมาก ต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จัดเต็มทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 มาพร้อมเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ “ZZ-Series” ในรูปแบบ VVT-i ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2ZZ-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE ก่อนจะมีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์และเพิ่มรุ่นพิเศษไปอีกหลายรอบ

“หน้าหมู” ได้ชื่อมาจากกระจังหน้าด้านหน้าของรุ่นนี้ เมื่อดูไกลๆ คล้ายกับจมูกหมูและหน้าหมูมาก ส่วน “ตาถั่ว” มาจากชุดไฟหน้าที่ดูเป็นรูปวงรีโค้งๆ จึงเป็นที่มาของฉายานี้

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142) “หน้าแบน”

Toyota-Corolla-ZZE-141

Toyota Corolla ในโฉมนี้ ยังคงได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า ซึ่งฉายา “หน้าแบน” ได้มาจากหน้ารถที่ดูเรียบๆ แบนๆ ครับ

และสำหรับฉายาของ Toyota รุ่นอื่นๆ ที่คนในวงการรถมือสองเรียกกันนั้น จะมีอะไรต่ออีกบ้าง Mr.Carro จะมาเสนอให้อ่านต่อกันวันหลังครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Carro Blog)

Find-Noises-In-Your-Car-Part-1

หาเสียง (ในรถยนต์) กุกๆ กักๆ …. คุณรำคาญมากน้อยแค่ไหน? เวลาขับรถ

ช่วงนี้ บรรยากาศทางการเมืองในบ้านเรา กำลังร้อนแรง ต่างฝ่ายต่างออกมาหาเสียงกันเป็นแถว บางคนก็มาตามมารยาทสากล ตามข้อเท็จจริง แต่บางพรรคบางพวก ก็เล่นด้วยวิธีเดิมๆ บอกว่าจะทำนู่นทำนี่ได้สารพัดบ้างล่ะ โจมตีฝ่ายตรงข้าม เตะสกัด สาดโคลน แบบเดิมๆ ก็มีไม่เคยเปลี่ยน …

แต่นั่นมันเป็นการหาเสียงทางการเมือง! ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงการหาเสียง (ในรถยนต์) ต่างหาก!

หาเสียงในที่นี้ ยิ่งหากคุณหาเจอได้เร็วเท่าไหร่ มันก็จะเป็นผลดีสำหรับคุณมากขึ้นเท่านั้น เพราะ “เสียง” ที่ว่านี้ อาจจะทำให้รถคุณพังกลางทาง หรือเสียเงินซ่อมกันบานปลายเลยก็ได้ …


Find-Noises-In-Your-Car

เสียงที่เกิดจากรถยนต์ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องยนต์ หรือระบบอะไรก็แล้วแต่ เป็นความผิดปกติได้ทั้งนั้น บางเสียงก็อาจจะเป็นเรื่องปกติของการทำงานในตัวรถเอง หรือบางเสียง ก็อาจจะเกิดจากความไว (ของหู) ในแต่ละคน ที่ได้ยิน รับรู้ ไม่เหมือนกัน

เสียงจากเครื่องยนต์ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก หากเป็นช่างซ่อมรถที่เจนจัดกับการซ่อมรถมานักต่อนัก มักหาที่มาของเสียงได้ไม่ยาก จะด้วยการฟังหูเปล่า หรือฟังด้วยเครื่องฟัง ที่คล้ายๆ หูฟังของหมอนั่นล่ะครับ เริ่มต้นตั้งแต่ …

สตาร์ทรถ

Start-Button

สตาร์ทรถ … หากสตาร์ทรถแล้วมีเสียงดังเอี๊ยดๆ สีกัน ภายในห้องเครื่อง เมื่อคุณเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์ขึ้น เสียงจะลดระดับเบาลงไป แต่ก็ยังมีอยู่จนเครื่องร้อนได้ที่ แล้วถึงจะเงียบไป

อาการแบบนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสายพานต่างๆ หรือตัวดันสายพาน ลูกรอกสายพาน ที่หมดอายุการใช้งาน เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ

เปิดแอร์

Air-Condition

เปิดแอร์ … เมื่อสตาร์ทรถได้สักพัก พอเปิดแอร์แล้วได้ยินเสียงดังแกรกๆ อาการแบบนี้ ก็คาดไว้ก่อนเลยว่า น่าจะมาจากคอมเพรสเซอร์แอร์, ลูกรอกแอร์ หน้าคลัทช์คอมแอร์ หรือสายพานแอร์ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

เหยียบเบรก

Brake

เหยียบเบรก … เมื่อเหยียบเบรกไปแล้ว ไม่ว่าจะเหยียบเบาหรือแรง มีเสียงดังวิ้งๆ หรือครืดๆ ให้ก้มดูจานเบรกที่ล้อ ดูผ้าเบรกเป็นอันดับแรก เพราะผ้าเบรกหมด จนขูดจานเบรกเป็นรอย แล้วดูว่าจานเบรกนั้น มีรอยขูดหนาบางแค่ไหน เตรียมเสียเงินเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ได้

หรือถ้าจานเบรกมีรอยเส้นหนักๆ หน่อย ก็อาจจะต้องเจียรจานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่

เลี้ยวซ้ายสุด-ขวาสุด มีเสียงดัง

Rack-Steering-Wheel

เลี้ยวซ้ายสุด-ขวาสุด มีเสียงดัง … ลองตรวจเช็กดูช่วงล่าง ตั้งแต่ แร็คพวงมาลัย ยางหุ้มเพลา ลูกหมากปีกนก คันชักคันส่ง ฯลฯ เพราะมันอาจหมดอายุการใช้งาน เสียหายจากการกระแทกบ่อยๆ หรือหัวเพลาหลวม หัวเพลาแตก!

และก็เป็นไปได้ ที่ตัวปั้มพวงมาลัยเพาเวอร์ รั่วหรือแรงไม่พอ ลองดูว่ามีน้ำมันเพาเวอร์รั่วซึมหรือไม่

วิ่งผ่านเนินลูกระนาด … หน้าเด้ง ท้ายเด้ง!

Rubber-Speed-Humps

วิ่งผ่านเนินลูกระนาด … หน้าเด้ง ท้ายเด้ง! … อาการนี้ดูโช๊คอัพได้เลย เพราะไม่มีความหนืด ในการดูดซับแรงกระแทกอีกแล้ว หากอาการไม่หนักก็ซ่อม อัดน้ำมันเข้าไปใหม่ แต่ถ้าทำไปใช้งานได้สักพัก มันรั่วอีก ก็ลงทุนเปลี่ยนใหม่จะดีกว่า

วิธีเช็ก ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปที่ซุ้มล้อ ตรวจดูว่ามีน้ำมันซึมออกมาจากกระบอกโช๊คอัพหรือไม่ แล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองมือ กดลงไปบริเวณด้านที่มีโช๊คอัพเหนือล้อ ถ้าหนืด กดแล้วจะนิ่ง ไม่ยุบง่ายๆ แต่ถ้าโช๊คอัพหมดสภาพแล้ว กดแล้วปล่อยมือ รถยังเด้งดึ๋งต่อเลย!

เมื่อรับทราบอาการดังกล่าวได้แล้ว ว่ามาจากสาเหตุไหน ทางที่ดี คุณควรขับรถเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมรถ ให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจดูให้แน่ชัด แล้วเตรียมเสียเงินไว้ด้วยเทอญ …

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever

รถมือสอง บางรุ่น บางยี่ห้อ จากรถธรรมดาสามัญในอดีต กลายมาเป็น “รถในตำนาน” ในปัจจุบัน แล้วเวลาขายต่อ ราคาดันไม่ค่อยตกซะด้วยสิ!

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ครับ …

Toyota Celica (Gen.1)

Toyota-Celica-LB

Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) ในฉายา “เซลิก้าหน้าโหนก” หรือ “สาลิกา” โดย Celica รุ่นแรก ในอดีตถือเป็นรถ Sport 2 ประตู ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา มีนำเข้ามาในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2514 ทั้งแบบตัวถัง Coupe (TA22, TA23) และต่อมา นำเข้าตัวถังแบบ Liftback (TA27, TA28) มาขายด้วย เป็นรถที่ได้รับฉายาว่า “มัสแตงญี่ปุ่น” (Japanese Mustang) สร้างตำนานและความทรงจำ ทั้งบนท้องถนน และในสนามแข่งทางเรียบ และทางฝุ่น หลายยุคสมัย …

เมื่อก่อน ก็จัดว่าเป็นรถธรรมดาสามัญรุ่นหนึ่ง แต่มาในยุคปัจจุบัน กลับกลายเป็นรถที่นิยมในกลุ่มผู้เล่นรถ Retro Car (เรโทร คาร์) ทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปจากหลักหมื่น ขึ้นไปเป็นราคาหลักแสน บางคัน Full Restoration ดีๆ ราคาซื้อ-ขาย กันคันละหลายแสนบาทก็มี!

Nissan Figaro

Nissan-Figaro

Nissan Figaro (นิสสัน ฟิกาโร่) จัดเป็นรถเล็กสไตล์คลาสสิคอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวช่วงปี 1989 ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน ในรูปแบบสไตล์วิคตอเรียนทั้งภายนอกและภายใน โดย 8,000 คันแรกผลิตตามปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับ

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี รหัส MA10ET ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า ที่ยกมาจากรุ่น March ใช้เกียร์ออโต้ 3 สปีด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.6 กม./ลิตร นี่ก็จัดเป็นรถในตำนาน ที่นำเข้ามาในบ้านเรา (ช่วงรถจดประกอบ) มากพอสมควร และราคาขายก็ไม่ตกง่ายๆ ด้วย! มีตั้งแต่ 5 แสนกว่าบาท ไปจนถึง 8 แสนกว่าบาท!

Nissan Skyline (R34)

Nissan-Skyline-R34

Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) ชื่อนี้ถ้าเป็นคอรถซิ่ง คงไม่ต้องก็รู้ว่ามันคือรถในตำนาน! ที่นิยมมากๆ ในบ้านเรา ก็จะเป็นรุ่น R32, R33 และ R34 ซึ่งตำนานของ Skyline โดย R34 จัดเป็น Skyline เจเนอเรชั่นสุดท้ายของผู้ที่นิยมในความแรง (เพราะ Skyline รุ่นหลังมา คนก็เล่นกันน้อยลงละ) ในบ้านเรามีนำเข้ามาเยอะพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นแบบ 4 ประตู หรือแบบ 2 ประตู อาทิเช่น รุ่น 25GT Turbo, GT-R, GT-R V-Spec, GT-R M-Spec หรือแม้กระทั่งรุ่นใส่ชุดแต่งจาก Z-Tune หรือ NISMO ก็มีหลายคัน

นับว่าเป็นรถสปอร์ตที่เป็นดาวค้างฟ้าอีกหนึ่งคัน มาในราคาตั้งแต่ไม่กี่แสนบาทในรุ่น 4 ประตู ไปจนกระทั่งราคาหลัก 1.5-3 ล้านบาท ในรุ่น GT-R ขึ้นไป หรือรุ่นที่จัดว่าเป็น Limited Edition เป็นต้น …

Honda Prelude

Honda-Prelude

Honda Prelude (ฮอนด้า พรีลูด) รุ่นยอดฮิตของคนเล่นรถในบ้านเรา คงต้องยกให้เป็น เจเนอเรชั่น ที่ 4 เพราะช่วงนั้นถือเป็นช่วงเปิดเสรีการนำเข้ารถจากต่างประเทศ ค่ายรถแต่ละเจ้าก็สั่งรถเด็ดๆ เข้ามาชิงยอดขายกันเป็นแถว Honda รุ่นนี้ดีไซน์มาได้สวยในแบบ Timeless และภายในที่ดูล้ำยุค เลยเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนเล่น พรีลูด มาจนถึงทุกวันนี้

ในไทย บริษัทแม่นำเข้ามาทั้ง รุ่น 2.2 CX, 2.3 Si และ 2.2 VTi-R ปัจจุบันมีราคาขายในตลาดรถมือสองอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 แสนกว่าบาท ซึ่งคงจะไม่ตกไปมากกว่านี้อีกแล้ว

Mazda RX-7 (FD3S)

Mazda-RX-7

Mazda RX-7 (มาสด้า อาร์เอ็กซ์-7) จัดเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์สูบหมุนโรตารี่จาก Mazda ด้วยรูปทรง Low & Wide แบบสปอร์ตพันธุ์แท้ สวยอมตะอีกหนึ่งรุ่น ขายกันยาวนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ปี 1992 – 2002 สำหรับโฉมสุดท้ายอย่าง “FD3S” ในบ้านเรานั้น แม้ว่าจะไม่ได้นำเข้ามาอย่างเป็นทางการจากทาง กมลสุโกศล หรือ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) แต่ก็มีผู้จำหน่ายอิสระ และรถจดประกอบ นำเข้ามาพอสมควร

ในบ้านเรามีนำเข้ามาหลากหลายรุ่นย่อยมาก ใช้เครื่องโรตารี่รหัส 13B-REW Twin Turbo แบบ Sequential ที่พัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด แรงม้ามีตั้งแต่ 255 – 280 แรงม้า ราคาขายในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 1 – 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และจำนวนของแต่งที่มีให้!

Suzuki Caribian

Suzuki-Caribian

Suzuki Caribian (ซูซูกิ คาริเบียน) ถือเป็นรถแบบจี๊ป 4WD ขนาดเล็ก มาในฉายา “ตู้ปลา” เป็นรถมือสองยอดนิยมตลอดกาลของผู้นิยมเข้าป่าฝ่าดง เพราะน้ำหนักเบาและลุยได้ง่ายๆ เปิดตัวในไทยตั้งแต่สมัย 30 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ในชื่อรุ่น “SJ410” เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร ใช้เป็นรถสวัสดิการทหารอยู่ช่วงหนึ่ง จนพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นรถบ้านอย่าง “SJ413”

Suzuki Caribian มาในรูปแบบรถกระบะที่ต่อเติมหลังคาไฟเบอร์ด้านหลัง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร (ตอนหลังเปลี่ยนระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหัวฉีด) รวมไปถึงเวอร์ชั่นรถกระบะยุคท้ายๆ ปัจจุบันในตลาดรถมือสอง มีราคาตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงเกือบ 2 แสนปลายๆ ก็มีให้เห็น!

Land Rover Series I, II, III และ Defender

Land-Rover-Series-III

Land Rover Series & Defender (แลนด์โรเวอร์ ซีรี่ส์ และ ดีเฟนเดอร์) ขอจับมารวมกันเลยละกัน ง่ายดี ในฐานะรถ SUV ในตำนานของแลนด์โรเวอร์ บางคนยกให้เป็น “ลุงเชยจอมทรนง” เลย! เพราะรูปทรงเหลี่ยมๆ ที่คงเอกลักษณ์เอาไว้ยาวนานกว่า 70 ปี เพียงแต่ปรับปรุงหน้าตาและออพชั่น รวมไปถึงเครื่องยนต์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่เท่านั้น

ในบ้านเรานั้น จัดได้ว่าเป็นสุดยอดรถที่สำหรับใช้เข้าป่าฝ่าดงในอดีต เป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการ และยังได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่นด้วย ราคามือสองในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 -4 แสนบาท แต่ถ้าเป็นรุ่น Defender ราคามือสอง หลักล้านบาทก็ยังมี …

Volkswagen Beetle

Volkswagen-Beetle

Volkswagen Beetle (โฟล์คสวาเกน บีทเทิล) หรือ “Type 1”, “รถเต่า”, “โฟล์คเต่า” รถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย VW ที่นำเข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 ในหลากหลายรูปแบบ สารพัดฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, ตาตั้ง, กันชนใหญ่, กันชนเหลี่ยม, ไฟท้ายกลม หรือแม้แต่รุ่นเปิดประทุนก็มี!

แม้ว่าในอดีต โฟล์คเต่า ก็เป็นรถเก๋งธรรมดาสามัญทั่วๆ ไป แต่ด้วยความทนทาน รูปทรงที่น่ารัก บวกกับการผลิตที่ยาวนาน ทำให้ “รถเต่า” รุ่นนี้ เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนราคาในตลาดรถมือสองพุ่งทะยานขึ้นไปตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ไปถึงหลักล้านก็มีให้เห็น!

Volkswagen Type 2

Volkswagen-Type-2

Volkswagen Type 2 (โฟล์คสวาเกน ไทป์ ทู) ที่รู้จักกันดีในฉายา “โฟล์คตู้” นี่ก็จากรถธรรมดาๆ กลายเป็นรถตู้ในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเหมือนกัน รุ่นที่ฮิตๆ ในบ้านเราก็จะมีอย่างเช่น “T1” ในฉายา “ตู้หน้าวี” และ “T2” ในฉายา “หัวแตงโม” … 2 รุ่นนี้ล่ะครับ จัดเป็นรถโฟล์คตู้ ยอดนิยมตลอดกาล

สำหรับราคาในตลาดรถมือสอง ก็เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ในสภาพที่แบบวิ่งได้พร้อมใช้งาน ทะยานไปจนถึงหลักล้าน ก็มีให้เลือกซื้อเลือกสะสมกัน

Porsche 911

Porsche-911

Porsche 911 (ปอร์เช่ 911) รถสปอร์ตในตำนานอีกหนึ่งรุ่น สืบต่อความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบัน ถือว่านานมาก! ที่มีไว้แล้ว ราคาซื้อ-ขาย มือสองไม่ค่อยตกนัก สำหรับรุ่นที่คนเล่นกันก็จะมีตั้งแต่แบบ 911 โฉมแรก, 930, 964, 993, 996 (รุ่นนี้คนจะเล่นกันน้อยหน่อย เพราะฉีกจากเอกลักษณ์เดิมมากเกินไป), 997, 991 และ 991.2 เป็นต้น

ฉายาที่รู้จักกันดีอย่าง “เจ้าชายกบ” หรือ “ค่อมทรงพลัง” นั้น ก็มาจากรูปแบบของตัวรถนั่นเอง เครื่องยนต์แบบ Boxer วางท้าย เอกลักษณ์อันโดดเด่น และรุ่นที่โดดเด่นอย่าง Targa, Speedster หรือ GT ยิ่งน่าเก็บสะสมนัก! ในตลาดรถมือสองรุ่นนี้มักเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่แต่งโดย RUF, TechArt, KTW Tuning หรือ RWB (RAUH-Welt BEGRIFF) ราคาซื้อ-ขาย แพงกว่านี้แน่นอน

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น ที่ยกมาให้ชมกันในวันนี้นั้น น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ