Best-Tire-For-Highway-Driving

สวัสดีครับ จอร์จ จากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากมาแนะนำว่าทำไมเราถึงขับรถทางไกลแล้วเหนื่อย แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้เราลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถได้บ้างครับ จริงๆ แล้วการขับรถก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องสั่นบริเวณท้องที่ทำให้ช่วยลดน้ำหนักที่เราเห็นตามทีวีกันครับ เพราะยิ่งเครื่องสั่นจะช่วยทำให้เราใช้พลังงานเยอะขึ้น ถ้าใช้พลังงานเยอะขึ้นก็จะยิ่งทำให้เราเหนื่อยล้าด้วยครับ

เพราะฉะนั้น การที่ทำให้เราเหนื่อยน้อยลง เราก็ควรเลือกยางรถยนต์ที่ทำให้เพื่อนๆขับสบาย นุ่ม ลดอาการสั่นให้มากที่สุดครับ เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกายจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าน้อยลงครับ

จริงๆ แล้ว ยางมีให้เลือกหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งานครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆควรเลือกยางประเภทนุ่ม ซึ่งเป็นยางที่สามารถซึมซับแรงกระแทกได้ดีจะช่วยลดอาการสั่นได้ดีครับโดย จอร์จ จะมาแนะนำเป็นแต่ละประเภทการใช้งานของรถให้เพื่อนๆ กันครับ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยรถเก๋ง กลุ่มนี้ จอร์จ แนะนำว่ามีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายรุ่นมาก แต่จอร์จ จะเรียงจากระดับพรีเมี่ยมๆ ลงไปถึงยางราคาประหยัดที่มีความนุ่มขับสบายครับ โดย แบรนด์ชั้นนำ ก็จะมี Yokohama V552, Michelin Primacy 4, Bridgestone T005A, Continental UC6, Goodyear Triplemax2, Dunlop LM705, Apollo Alnac4g, Maxxis MS800 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มรถ SUV และรถกระบะครับ ซึ่ง จอร์จ ก็จะแนะนำยางจากพรีเมี่ยม ลง ไปถึงราคาประหยัดครับ โดยเริ่มจาก Michelin Primacy SUV, Yokohama G056, Bridgestone HL001, Continental UC6 SUV, Goodyear Efficient Grip Performance SUV, Dunlop PT3, Apollo Apterra HT2, Maxxis HT770 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยจริงๆ มีแบรนด์อื่นที่จอร์จไม่ได้พูดถึงอีกครับ แต่ขอแนะนำว่าถ้าเพื่อนๆ ที่ต้องการลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถระยะทางไกลนั่นยางที่มีความนุ่มลดอาการสั่นในการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยส่วนหนึ่ง ไม่มากก็น้อยที่จะทำให้เพื่อนๆนั่นลดอาการเหนื่อยได้ครับ แต่ก็จะมีส่วนอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพที่คอยช่วยซึมซับแรงกระแทก หรือ จะเป็นรถที่เหมาะสมกับการขับขี่ทางไกลเช่นรถที่มีกำลังเครื่องที่ใหญ่ตั้งแต่ 1800 ขึ้นไป ก็จะยิ่งช่วยลดการขับแบบเหยียบตลอดเวลา และยังช่วยลดอาการสึกหรอของรถได้อีกด้วย เพราะถ้าเรายิ่งเร่งเครื่องตลอดเวลา ก็อาจจะยิ่งทำให้เครื่องยนต์ หรือ รถ ของเพื่อนๆ ชำรุดได้เร็วขึ้นครับ

หากเพื่อนๆ ที่ต้องการสอบถาม หรือ ต้องการคำแนะนำเรื่องยาง ที่ไทร์บิดออนไลน์ของเรามีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเรื่องยางเพื่อให้ตรงกับประเภทการใช้งานของเพื่อนๆครับเพราะบางครั้งเพื่อนๆอาจจะเลือกยางผิดแล้วไม่ตรงกับฟังก์ชั่นการใช้งานเช่นต้องการยางนุ่มเงียบแต่กลับไปใช้ยางสไตล์สปอร์ตทำให้มีความกระด้างมากกว่าครับ

หรือเพื่อนๆ จะเข้าอ่านรีวิวยางรุ่นต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ของไทร์บิด www.tiresbid.com ได้ครับผม หรือแอดไลน์เข้ามาสอบถามที่ Line Official : @tiresbid ทางไทร์บิดเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆ ครับ โอกาสหน้าติตามบทความใหม่ๆ ของไทร์บิดอีกครับ ขอบคุณครับ

Buy-European-Cars-In-Price-1-Million-Baht

ถ้าจะให้พูดถึงตลาดรถมือสองในบ้านเรานั้น ด้วยเงื่อนไขราคาและสภาพของรถ ถือว่ามีตัวเลือกเยอะมาก เริ่มต้นกันตั้งแต่ราคาระดับหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่ว่ามานี้ ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถซื้อรถญี่ปุ่นในระดับ Compact Car ป้ายแดงได้เลยทีเดียว

แต่งบก้อนเดียวกันนี้ หลายคนบอก “ไปเล่นรถยุโรปมือสองดีกว่า” ก็สามารถลงมาเล่นรถยุโรปมือสองที่ปีไม่เก่ามาก ได้อีกเหมือนกัน! อีกทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้อีกด้วย จากแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบรนด์อันหลากหลาย ดูแพงดูมีราคา

สำหรับงบไม่เกิน 1 ล้านบาท หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ก็ซื้อเงินสดได้เลย หรือจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถผ่อนดาวน์ได้ไม่ยาก อาจจะซื้อเป็นรถคันแรก หรือรถคันที่สองก็ย่อมได้ และก็อาจจะเป็นรถที่คนวัย 30+ ขึ้นไป เริ่มมองหารถยนต์ที่ดูเหมาะกับหน้าที่การงานอันมั่นคง หรือมีครอบครัวแล้ว แต่ได้รถแบรนด์ดี ขับแล้วดูดีราคา ขับใช้งานได้ทุกวัน

โดยปกติแล้ว รถแบรนด์ยุโรป คุณภาพการประกอบถือว่าดีกว่ารถญี่ปุ่น แต่ก็มีข้อด้อยอย่างเรื่องระบบอิเลกทรอนิกส์ ที่อาจจะต่างจากรถญี่ปุ่นโดยบางอย่างอาจใช้เฉพาะในสเปครถเมืองหนาว การ Service ต้องระวัง หลายอย่างถ้าแตกหักขึ้นมามีราคาแพงทีเดียว

ส่วนในเรื่องของค่าบำรุงรักษานั้น จะบอกว่าแพงกว่ารถญี่ปุ่นแน่นอน แต่ก็ไม่มากกว่ากันเท่าไหร่ อะไหล่บางชิ้นที่ถูกกว่าก็มี ถ้าคุณดูแลรถเป็น มีอู่นอกที่ไว้ใจได้ โอกาสที่ซ่อมแล้วไม่บานปลายก็มาก

MR.CARRO จะเล่าให้ฟังกัน ว่ามีงบ 1 ล้านบาท ซื้อรถยุโรปมือสองรุ่นไหน ถึงเหมาะกับการใช้งาน!

BMW-Series-3-F30

1. BMW Series 3 (F30)

BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ในรหัส F30 นับได้ว่าเป็นรถ Compact Car ยอดนิยมของคนไทยจริงๆ อีกทั้งยังถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 6 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1975 ที่ยังคงได้รับความนิยมจากตลาดรถยนต์ในไทยทุกยุคทุกสมัย

สำหรับ BMW Series-3 รุ่นนี้ เปิดตัวในเยอรมนีครั้งแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 2011 และเปิดตัวในไทยเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 320d Sport / Modern / Luxury ที่นำเข้าจากเยอรมนี ก่อนจะประกอบในประเทศ CKD ต่อมา

และในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2555 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 320i Sport / Modern / Luxury และ 328i Sport

ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นรถประมาณปี 2011 – 2013

สำหรับ BMW Series-3 โฉมนี้ มีมิติตัวรถใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทุกมิติ อีกทั้งยังลดน้ำหนักลงในจุดต่างๆ ทำให้รถรุ่นนี้กลับมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 40 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น)

และยังมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ TwinPower โดยใน 3 รุ่นหลักๆ ทั้ง 320i, 328i และ 320d มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รายละเอียดตามนี้

ในรุ่น 320i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.9 กม./ลิตร

ในรุ่น 328i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 4,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.4 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 15.9 กม./ลิตร

ส่วน 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.6 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 21.7 กม./ลิตร

เอาเป็นว่าไลฟ์สไตล์ใครชอบแบบไหน ชอบแรง ชอบประหยัด เชิญเลือกซื้อได้ตามอัธยาศัย …

BMW-Series-5-F10

2. BMW Series 5 (F10)

BMW Series-5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) ในรหัส F10 เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ออกแนวผู้บริหารนั่ง ซึ่งยังคงความเป็นเอกลัษณ์ของ BMW กับกระจังหน้าไตคู่ หลังคาลาดแบบสปอร์ต และเส้นขอบหน้าต่างบานหลังหักมุมในแบบ “Hofmeister Kink” แต่ก็มีราคาเริ่มต้นที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทแล้วเช่นกัน แม้ว่าตอนเปิดตัวใหม่ จะมีราคาสูงมากถึงหลายล้านบาทเลยทีเดียว!

สำหรับ BMW Series-5 รุ่นนี้ เปิดตัวในไทยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2553 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 530d และ 535i ที่นำเข้าจากเยอรมนี ต่อมาจึงเปิดตัว BMW 523i รุ่นประกอบในประเทศ โดยมี 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย BMW 523i และ BMW 523i Highline

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2553 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 520d และ 525d ซึ่งเข้ามาแทนที่ 530d รุ่นนำเข้า โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นรุ่นประกอบในประเทศ

ต่อมาในปี 2555 เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ในรุ่นเครื่องเบนซินอย่าง 520i, 528i, และ 528i Sport โดยทั้ง 3 รุ่น เข้ามาจำหน่ายแทน 523i

ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท จะเป็นรถประมาณปี 2010 – 2012 รุ่นที่น่าสนใจ ก็จะมีประมาณนี้ ในงบไม่เกิน 1 ล้านบาท …

BMW 520d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 7 แรงม้า หรือ 4% จากรุ่นก่อนหน้า) แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,900-2,750 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้น 30 นิวตัน-เมตร หรือ 9% จากรุ่นก่อนหน้า)ส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 8.1 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 19.2 กม./ลิตร (ดีขึ้น 8%)

สำหรับ BMW 525d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP Sports Automatic 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.2 วินาที อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.4 กม./ลิตร

มาพร้อมกับเทคโนโลยี EfficientDynamics ที่เหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยู เช่น ระบบ Brake Energy Re-Generation และระบบ Active Aerodynamics

และ BMW 523i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 2.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ส่งกำลังสู่ล้อหลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.5 วินาที (เร็วขึ้น 7%) อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 12.5 กม./ลิตร

Mercedes-Benz-C-Class-W204

3. Mercedes-Benz C-Class (W204)

Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส) รหัสรุ่น W204 จัดว่ามีราคามือสองในปี 2563 ที่จับต้องได้เลย เริ่มต้นประมาณ 5 แสนบาทก็พร้อมเป็นเจ้าของได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นรถที่ปีไม่เก่ามาก และช่างเบนซ์หลายอู่สามารถซ่อมได้ง่าย ซ่อมไม่ยาก

โฉมนี้เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 โดยนำเข้ารุ่น C 200 Kompressor และ C 230 Kompressor ในรุ่น C 200 Kompressor ให้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 163 แรงม้า เป็น 184 แรงม้า ซึ่งมากขึ้นถึง 13% และการเพิ่มขึ้นของแรงบิดกว่า 18%

ต่อมาในเดือนมกราคม 2551 เปิดตัว C 200 Kompressor Elegance และ C 200 Kompressor Avantgarde พร้อมชูประเด็นเรื่องระบบความปลอดภัย PRE-SAFE ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และความปราดเปรียวในการขับขี่ Agillity Control

และในปี 2553 เปิดตัว C 200 CGI BlueEFFICIENCY และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY Avantgarde กับเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด

สำหรับ C200 มาพร้อมกับขุมพลังเบนซินขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 250 นิวตันเมตร ที่ 2,800-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 230 กม./ชม. สั่งงานด้วยระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-touch Shift

ในส่วนของ C250 มาพร้อมกับขุมพลังดีเซลคอมมอนเรลเจเนเรชั่นที่ 4 ขนาด 2.1 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม.

ต่อมาในเดือนกรกฎาคมปี 2554 เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ ประเดิมด้วย C 200 BlueEFFICIENCY 184 แรงม้า และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY 204 แรงม้า และยังมีรุ่นย่อยที่แรงสุดอย่าง C300 4Matic ใช้ขุมพลังแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุด 228 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 7G-TRONIC PLUS ให้เลือกอีกด้วย …

Mercedes-Benz-E-Class-W212

4. Mercedes-Benz E-Class (W212)

Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัสรุ่น W212 จัดได้ว่าเป็นเบนซ์รุ่นยอดนิยมมากอีกหนึ่งรุ่น รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลมาจากรถต้นแบบที่ชื่อ Concept Fascination ที่เปิดตัวใน Paris Motorshow 2008 และยังคงรูปลักษณ์ของไฟหน้าแบบดวงคู่ฝั่งละ 2 ดวง เพียงแต่เปลี่ยนจากทรงกลมรี มาเป็นแบบสี่เหลี่ยมไม่เท่ากัน ที่เรียกว่า Rhomboid Headlamps แทน

นับว่าเป็นรถมือสองที่เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ รถหรู แนวผู้บริหารมากๆ ราคามือสองในปี 2563 ประมาณ 6 แสนบาทกลางๆ ก็หามาเป็นเจ้าของกันได้แล้ว

ในเดือนสิงหาคม 2552 เปิดตัว E 500 เครื่องยนต์ขนาด 5.5 ลิตร 388 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ที่ 5.2 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เปิดตัว E 250 CGI BlueEFFICIENCY Avantgarde เพิ่ม โดยเป็นการนำเข้าทั้งคันก่อน

เดือนมกราคม 2553 เปิดตัว E-Class รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรุ่น E300 Avantgarde มีรูปทรงที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 ทำให้เป็นยนตรกรรมหรูที่ลู่ลมมากที่สุด ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด 7G-Tronic พร้อมกับ Direct Select สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ที่พวงมาลัยอีกด้วย

ในปี 2555 เพิ่มระบบเกียร์ใหม่ ที่เหมาะทุกการขับขี่ ระบบส่งกำลังเป็นเยี่ยม 7G-Tronic Plus

สำหรับ E250 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 4,300 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.8 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 238 กม./ชม.

โดยในรุ่น E300 ที่เราแนะนำนั้น มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 5,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.4 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 247 กม./ชม.

MR.CARRO ยกตัวอย่างมาให้ดูกัน 4 รุ่น 4 สไตล์ หวังว่าคงถูกใจกันไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณด้วยล่ะครับ ที่ถึงแม้ว่าซื้อรถราคาคันละเกือบ 1 ล้านบาท ก็ยังต้องตั้งงบไว้สำหรับซ่อมบำรุง ตรวจเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ ด้วยนะครับ

ส่วนถ้าใครเป็นคนชอบรถ Option เยอะๆ ก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองว่า Option ที่รถมีอยู่นั้น ตัวเองมีโอกาสได้ใช้มากน้อยแค่ไหน? ถ้าใช้เยอะก็เลือกได้ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลือกรุ่นถูกลงมาหน่อยก็ได้ เพราะ Option เหล่านี้ มักจะเป็นระบบไฟฟ้าซะส่วนมาก ซึ่งเวลามันรวนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนนี่ บานเลยล่ะคุณ …

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถเบนซ์มือสอง หรือบีเอ็มมือสอง รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อมาใช้ดูสิครับ เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Safety-Driving-At-Rain-Season

ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนช่วงฝนตกสุดแสนจะอันตราย เพราะนอกจากถนนจะเปียกลื่นแล้ว ทัศนวิสัยในการมองเห็นทางก็ย่อมจะไม่มีด้วยเช่นกัน วันนี้ rabbit finance ขอแนะวิธีขับรถอย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝนมาฝากกัน

ขับรถช่วงหน้าฝนต้องระวังอะไรบ้าง

1. ไม่ขับรถเร็ว

สิ่งไม่คาดคิดขณะที่กำลังขับรถช่วงหน้าฝนย่อมเกินขึ้นได้เสมอกับอุบัติเหตุต่างๆ ฉะนั้นแล้วเมื่อฝนตก ตอนเวลาที่ขับรถอยู่บนท้องถนนควรที่จะลดความเร็วลงจากปกติ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ หรือมีต้นไม้หักกีดขวางทางถนนไว้ก็จะได้เบรกทัน ทำให้ไม่เกิดความสูญเสีย เพราะเรายังสามารถที่จะเบรกได้ทันนั่นเอง

2. ไม่เหยียบเบรกกะทันหัน

ช่วงฝนตกพื้นถนนมีความลื่นหรือมีน้ำขังอยู่บนท้องถนน จึงควรขับรถอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมากต้องมีสติกว่าการขับรถในช่วงปกติเป็นเท่าตัว เพราะเมื่อขับรถยนต์อยู่บนท้องถนนแล้วเกิดเบรกกระทันหัน อาจทำให้รถของเรานั้นที่ขับอยู่เกิดเสียการทรงตัวจนไม่สามารถควบคุมรถได้ เพราะจากความลื่นของถนนอาจทำให้รถไถลจนไปชนรถด้านหน้าได้ รวมไปถึงรถที่ตามหลังมาด้านหลังอาจเบรกไม่ทันและชนท้ายของเราได้เช่นกัน

Safety-Driving-At-Rain-Season

3. เลี่ยงถนนที่เป็นแอ่งน้ำ

เมื่อเกิดฝนตกตอนขับขี่รถยนต์ ทำให้บางพื้นที่ของท้องถนนนั้นเกิดน้ำท่วมขัง ฉะนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัยในเวลาขับรถช่วงหน้าฝน ความหลีกเลี่ยงถนนช่วงที่มีน้ำขัง หรืองแอ่งน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ในขณะที่ถนนเปียกหรือมีน้ำเพิ่มมากขึ้นบนพื้นถนน ทำให้ยางหมุนอยู่บนฟิล์มน้ำแทน อันเป็นเหตุให้รถเสียการควบคุม และเกิดอาการลื่นไถลได้นั่นเอง

4. เปิดไฟรถยนต์

การเปิดไฟหน้าและหลังรถจะช่วยทำให้ผู้ขับรถนั้นสามารถมองเห็นถนนในช่วงเวลาที่มืดได้ดีขึ้น และผู้ขับขี่คนอื่นทั้่งที่อยู่คันหน้าและคันหลังจะได้เห็นสัญญาณไฟรถของเราชัดเจนมากขึ้น และทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นแล้วต้องไม่ลืมว่าช่วงที่มีฝนตกหนักนั้นการมองเห็นเส้นทางของถนนจะมีความยากมากกว่าปกติ ต้องขับด้วยความระมัดระวัง

Safety-Driving-At-Rain-Season

5. ทิ้งช่องว่างระยะห่างในการขับขี่

ช่วงที่เกิดฝนตกหนัก ถนนหนทางมีความเปียกและลื่น จึงทำให้ต้องมีการเว้นระยะห่างของการขับรถเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันและเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อต้องขับรถในช่วงหน้าฝนต้องขับรถอย่างมีสติ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก กับสภาพอากาศที่ไม่ปกติอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลานั่นเอง

6. ประกันรถยนต์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องเดินทางขับรถช่วงหน้าฝน ต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเรามีประกันรถยนต์ก็จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และไม่ว่าถูกหรือผิดก็มีสิทธิ์ได้รับค่าเสียหายตามประเภทของกรมธรรม์ได้

หากสนใจทำประกันรถยนต์แต่ไม่รู้ว่าจะทำประกันรถที่ไหนดี สามารถเช็กราคาประกันรถยนต์ได้ที่ rabbit finance หรืออ่านบทความดีๆ จากเราได้เป็นประจำ

10-Very-Old-BMTA-Bus

ในปัจจุบัน ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยทุกปี กำลังเป็นที่วิตกของหลายๆ ฝ่าย เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งอีกหนึ่งในแนวทางที่ภาครัฐ ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตาม ได้แก่ “การออกมาใช้ระบบขนส่งมวลชน” เพื่อลดปัญหาฝุ่นและมลพิษ

แต่ทว่า … ระบบขนส่งมวลชนบ้านเราอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่ ไม่สามารถจูงใจให้คนมาใช้บริการได้ เมื่อรถเมล์มีสภาพเก่ามาก ควันดำ สกปรก กะเวลารอไม่ค่อยได้ บริการไม่ค่อยดีในบางคัน และไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

อีกทั้งรถไฟฟ้าก็ค่าโดยสารแพง และคนแน่น หลายคนที่บ้านอยู่ไกล เข้าซอยลึก หรือต้องไปติดต่อธุระ ส่งของหลายที่ต่อวัน จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่คนไทย สมัครใจและจำเป็นต้องซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสองก็ตาม ทำให้ในกรุงเทพฯ มีการจราจรที่ติดหนักทุกวัน

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า รถเมล์ ขสมก. หลายคันที่คุณๆ เห็นวิ่งกันอยู่ บางคันมีอายุมากกว่าเด็กเพิ่งเรียนจบ เพิ่งทำงานใหม่ๆ ซะอีก! MR.CARRO ขอนำเสนอข้อมูลของ รถเมล์ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากที่สุด 10 อันดับ ให้ทุกคนได้ตะลึงกันครับ!

Hino-AK176

ภาพจาก Ian Fuller

1. Hino AK176 (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino AK176 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

โดย Hino AK176 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส EH700 ขนาด 6.4 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 168 แรงม้า

สำหรับ Hino AK176 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 540 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 40XXX (40001 – 40540) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 3, 4 และ 5

Isuzu-MT111QB

ภาพจาก Ian Fuller

2. Isuzu MT111QB (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu MT111QB นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

โดย Isuzu MT111QB ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6BD1 ขนาด 5.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า

สำหรับ Isuzu MT111QB จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 540 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 50XXX (50001 – 50540) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 6, 7 และ 8

Mitsubishi-Fuso-RP118

ภาพจาก 

3. Mitsubishi Fuso RP118 (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mitsubishi Fuso RP118 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

และรุ่นนี้ ยังเป็นรุ่นที่มีราคาต่อคันแพงที่สุด เพราะเครื่องยนต์วางท้ายรถ แบบรถเมล์โดยสารที่นิยมใช้รถทั่วโลก รวมถึงตัวรถด้านหน้า ถอดแบบมาจากรถเมล์ Mitsubishi Fuso ของญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6D22-1A ขนาด 11.1 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 225 แรงม้า

สำหรับ Mitsubishi Fuso RP118 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 510 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 80XXX (80001 – 80510) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 2, 4 และ 8

Isuzu-LT112P

ภาพจาก Noltawat Rattanawan‎

4. Isuzu LT112P (2537 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LT112P คันนี้ จัดว่าเป็นรถ Rare Item ของ ขสมก. เพราะมีไว้ใช้ในฐานะรถสแปร์ ซึ่งเป็นของบริษัท Isuzu ให้หยิบยืมใช้ในระหว่างการนำรถเมล์คันใดคันหนึ่งเข้าศูนย์บริการ จัดได้ว่าเป็นรถเมล์ที่หายาก และวนเวียนไปในหลายสาย หลายเขตที่มีรถเมล์ Isuzu ใช้งานอยู่

สำหรับความพิเศษของรถคันนี้คือ เครื่องยนต์วางด้านท้าย และใช้เกียร์อัตโนมัติ ภายในเบาะนั่งขนาดใหญ่ กว้างขวาง

สำหรับ Isuzu LT112P มีเลขข้างรถ 7-50542 ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 6, 7 และ 8

Hino-HU3KSKL

5. Hino HU3KSKL (6 มีนาคม 2538 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino HU3KSKL นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อไว้ด้วยกัน 80 คัน เพื่อใช้งานในเขตการเดินรถที่ 11 (เขตรถปรับอากาศ) ในสาย ปอ.2 มีนบุรี-สีลม , ปอ.12 จตุจักร-ปากคลองตลาด และ ปอ.18 จตุจักร-ลาดกระบัง

ต่อมาภายหลังจากการยุบเขตการเดินรถที่ 11 จึงเปลี่ยนเขตการเดินรถ เป็นเขตการเดินรถที่ 2 และย้ายไปใช้งานในเขตการเดินรถที่ 4 จนถึงปัจจุบัน โดย Hino HU3KSKL ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส K13U ขนาด 13.2 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 260 แรงม้า

สำหรับ Hino HU3KSKL มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 40XX (4001 – 4080) (และรถสำรองอีก 1 คัน 4081) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 4

Isuzu-CQA650

6. Isuzu CQA650 (2538 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu CQA650 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อไว้ด้วยกัน 100 คัน เพื่อใช้งานในเขตการเดินรถที่ 11 (เขตรถปรับอากาศ) ต่อมาภายหลังจากการยุบเขตการเดินรถที่ 11 จึงเปลี่ยนเขตการเดินรถ ไปใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1 และ 7 จนถึงปัจจุบัน

โดย Isuzu CQA650 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6RB2 ขนาด 13.7 ลิตร แบบ 6 สูบ Boxer ให้แรงม้าสูงสุด 275 แรงม้า

สำหรับ Isuzu CQA650 มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 30XX (3001 – 3100)

Hino-RU1JSSL

ภาพจาก Express502

7. Hino RU1JSSL (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino RU1JSSL นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

โดย Hino RU1JSSL ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส J08C-TK ขนาด 8.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 250 แรงม้า ภายหลังจึงได้ดัดแปลงติดตั้งก๊าซ NGV เข้าไป

สำหรับ Hino RU1JSSL จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 200 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 44XXX (44001 – 44200) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 2, 3 และ 5

แต่ต่อมาในปี 2545 จึงได้จัดซื้อรถเมล์รุ่นเดียวกันนี้เพิ่มเติม อีก 125 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 45XXX (45001 – 45125)

Isuzu-LV223S

ภาพจาก Wikipedia

8. Isuzu LV223S (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LV223S นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

โดย Isuzu LV223S ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6SD1 ขนาด 9.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 270 แรงม้า

สำหรับ Isuzu LV223S จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 200 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 55XXX (55001 – 55200) ผลิตที่อู่เชิดชัย ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

Mercedes-Benz-OH1829-63

ภาพจาก Sira Sripairojkul

9. Mercedes-Benz OH1829/63 (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mercedes-Benz OH1829/63 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

สำหรับ Mercedes-Benz OH1829/63 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส OM441LA ขนาด 11.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 285 แรงม้า

สำหรับ Mercedes-Benz OH1829/63 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 397 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 66XXX (66001 – 66397) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

แต่ทว่ารถเมล์รุ่นนี้ มีปัญหาในเรื่องของควันดำมาก และในเรื่องของการจัดหาอะไหล่ซ่อมแซม ทำให้ต้องถูกปลดระวางไปจนหมดในปี 2561 ในตอนนี้จึงเหลือใช้งานอยู่แค่เพียงคันเดียว นั่นคือ 8-66249 ซึ่งเป็นรถที่ปรับสภาพใหม่ และซ่อมแซมโดยช่างของ ขสมก.

Isuzu-LV423R

ภาพจาก nighteye

10. Isuzu LV423R (2545 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LV423R นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ยูโรทูอีกครั้ง ในปี 2545 จำนวน 250 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino และ Isuzu ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู)

โดย Isuzu LV423R ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6SD1 ขนาด 9.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 270 แรงม้า

สำหรับ Isuzu LV423R จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 125 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 56XXX (56001 – 56125) ผลิตที่อู่เชิดชัย ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

*หมายเหตุ 10 อันดับ รถเมล์ใช้งานมานานที่สุด ของ ขสมก. เป็นข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563

ถ้าเบื่อรอรถเมล์แล้ว อยากซื้อรถใหม่ แต่มีงบไม่พอ หรืออยากขายรถเก่าออกแบบไวที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ ก็ให้ CARRO เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ …

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

Carro-Roojai-Driving-Safety-In-Rain-Season

เรื่องถนนลื่นคือความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ หากต้อง “ขับรถหน้าฝน” ความปลอดภัยบนท้องถนน จึงกลายเป็นสิ่งที่คุณต้องพึงนึกถึงไว้เสมอตอนที่อยู่หลังพวงมาลัยและมีสายฝนตกบนหน้ากระจกรถคุณ หากผู้ขับขี่มีเทคนิคในการขับขี่ที่ดี เส้นทางฝนตกที่ต้องเผชิญก็ไม่ใช่ปัญหา และสามารถขับไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพ

Driving-Safety-In-Rain-Season

Roojai.com จะพาคุณไปดูเทคนิค “ขับรถหน้าฝน” อย่างปลอดภัย เราจะแนะนำว่าอะไรบ้างที่ต้องทำ อะไรบ้างที่ต้องเตรียม และ ข้อควรระวัง ขณะขับรถหน้าฝน

“ขับรถหน้าฝน” ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพและปลอดภัยมากกว่าเดิม

อย่าเล่นโทรศัพท์มือถือ

สมาธิคือสิ่งสำคัญในการขับขี่ ด้วยสถานการณ์ที่ฝนตกหนัก ทรรศนะวิสัยการมองเห็นไม่ชัดเจน สิ่งรบกวนมีรอบตัวขณะขับขี่ การโฟกัสแต่สิ่งที่อยู่บนถนนข้างหน้าย่อมสำคัญกว่าหน้า Feed บน Facebook ดังนั้น “อย่าหยิบมือถือ” ให้วางมือถือไว้ไม่ต้องเล่น หากต้องขับรถขณะที่ฝนตก เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนในทุกเส้นทางของคุณ

Driving-Safety-In-Rain-Season

สภาพยางรถยนต์ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน

ถ้ายางรถยนต์เสื่อมสภาพแล้วก็จะทำให้ความสามารถในการเกาะถนนลดน้อยลง ยิ่งขับรถหน้าฝน ถนนลื่นยิ่งน่ากลัว ทางที่ดีควรตรวจสอบสภาพยางของรถคุณว่าเก่าไปหรือเปล่า ยังพอใช้งานได้หรือไม่ หรือว่าเนื้อยางไม่ไหวแล้วที่จะเกาะถนนก็ควรเปลี่ยนใหม่ แล้วคุณจะมั่นใจในจังหวะเลี้ยว จังหวะเบรก และทุกจังหวะของการขับขี่ได้มากกว่าเดิม ไม่เฉพาะแต่ตอนถนนเปียกเท่านั้น ตอนถนนแห้งรถก็ขับขี่ได้ดีกว่าเดิมกับยางใหม่

เตรียมยางปัดน้ำฝนให้พร้อม

Driving-Safety-In-Rain-Season

หงุดหงิดมั้ย? เวลาที่ปัดกระจกหน้ารถแล้วไม่สะอาด ช่วงหน้าฝนยิ่งควรเตรียมใบปัดน้ำฝนให้พร้อมกับประสิทธิภาพการทำงานที่เต็มร้อย ปัดแล้วสะอาดทันที ไม่ใช่เสื่อมสภาพ ยิ่งปัดยิ่งสกปรกมองไม่เห็น เตรียมพร้อมไว้ถ้าถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่จะใช้งานทีก็นึกขึ้นได้ที แบบนี้มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง

ถ้าไม่ไหว ให้จอดข้างทาง

ฝนตกหนัก ๆ บางทีข้างหน้าก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว วางใจไม่ได้ก็หาที่จอดข้างทางดีกว่า ถ้าคุณประเมินแล้วขับต่อไปยิ่งเสี่ยง ข้างหน้ามองไม่เห็น ข้างหลังก็มองยาก ให้หาที่จอดรถข้างทางที่เป็นที่สำหรับจอดปลอดภัยมากที่สุด ที่สำคัญอย่าจอดสุ่มสี่สุ่มห้าหรือจะจอดตรงไหนก็จอด เพราะอาจจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม คนอื่นมองไม่เห็นแล้วขับมาชนเอาได้

ให้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าเดิม

ฝนตกหนักๆ ไม่ควรใช้ความเร็วสูงนั้นถูกต้องแล้ว แต่ที่สำคัญอีกข้อก็คือ ควรเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้าให้มากกว่าเดิม เผื่อจังหวะไม่คาดฝัน เหยียบเบรกกระทันหัน จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ ห่างสัก 12-15 เมตรได้ยิ่งดี ถ้าอยู่ในเส้นทางที่รถโล่ง เผื่อระยะเบรกไว้สักหน่อย ยังไงก็ปลอดภัยกว่า

ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.

“ฝนตกถนนลื่น” คำนี้หลายคนน่าจะเคยได้ยิน และเมื่อขับรถเร็ว ๆ ต้องเบรกกระทันหันในบางสถานการณ์ สมรรถนะรถจะดีแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ถ้าถนนลื่น ถ้าไม่อยากเสี่ยง อย่าขับรถเร็วเมื่อฝนตก แม้ฝนจะหยุดแล้วแต่ถนนยังลื่นอยู่ก็ไม่ควรขับเร็วมากเกินไป ขับรถหน้าฝน ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. น่าจะปลอดภัยที่สุด

Driving-Safety-In-Rain-Season

เปิดไฟรถทั้งหน้าและหลัง

เปิดไฟหน้าก็เพื่อให้ทัศนวิสัยในการมองเส้นทางของคุณทำได้ง่ายขึ้น ส่วนไฟท้ายก็เพื่อให้รถคันหลังเห็นรถของคุณได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หลายคนถ้าเคยเจอเส้นทางที่ฝนตกหนักจริง ๆ จะรู้ดีว่ามันยากแค่ไหนที่จะมองเห็นรถคันข้างหน้า เพราะฉะนั้นการเปิดไฟรถทั้งหน้าและหลัง ก็จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยบนถนนได้เป็นอย่างดี

เพียงเท่านี้ การขับรถหน้าฝน ก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เตรียมรถให้พร้อม ถ้าคนขับรู้เทคนิคการใช้รถด้วย ยังไงก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ถึงอย่างไรรถทุกคันควรมีประกันรถยนต์ติดไว้ “ชัวร์” ขึ้นอีกขั้นว่าหากเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องกังวล และที่ Roojai.com ประกันรถออนไลน์ เราก็มีแผนประกันให้คุณเลือกและปรับเปลี่ยนได้เองตามต้องการ ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า แถมผ่อนเบี้ยสบายกระเป๋านานถึง 10 งวด ไม่ง้อบัตรเครดิต ใช้บัตรเดบิตผ่อนได้อีกด้วย

Memories-Toyota-Corolla-Submodels

รถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะเป็นมุมไหนของโลก ไม่ว่าจะทวีปไหนก็ตาม Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ต้องมีอยู่ที่นั่น! และยังเป็นรถยนต์ ที่สร้างชื่อชั้นให้ Toyota สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ของโลก

สำหรับ Toyota Corolla คือรุ่นรถที่ขายดีที่สุดในโลกของโตโยต้า กล่าวคือ โคโรลล่า ก็คือโตโยต้า นับตั้งแต่การเปิดตัวรถโคโรลล่ารุ่นแรกในประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และเป็นรถที่ขายดีที่สุดของโตโยต้า ปัจจุบันขายมาแล้ว 150 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสม 48 ล้านคัน (ยอดถึงในปี 2020)

คำว่า “Corolla” นั้น มีที่มาจากความหมายในภาษาอังกฤษ หมายถึง กลีบชั้นที่อยู่รอบเกสรดอกไม้ ซึ่งในอดีตของ Corolla หลายรุ่นๆ มักจะใช้สัญลักษณ์หน้ารถ (ซึ่งเลียนแบบมาจากตราประจำตระกูล แบบที่นิยมกันในยุโรปในอดีต) เป็นรูปตัว “C” และมีสัญลัษณ์รูปดอกไม้ เหนือคำว่าตัว C อีกที

แต่ในความหมายของ Corolla แล้ว ยังเป็นชื่อที่ทาง Toyota ได้ใช้และจำหน่าย เพื่อรักษาความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ยังได้แตกไลน์ออกไปเป็นรถรุ่นต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เราจะมาทำความรู้จัก กับประวัติคร่าวๆ ของ Toyota Corolla รุ่นย่อยต่างๆ กันอีกครั้งครับ นับตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน Toyota Corolla มีใช้ชื่อรุ่นแยกย่อยหลายรุ่นทีเดียว

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

1. Toyota Corolla Altis (1999 – ปัจจุบัน)

ต้นกำเนิดของ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในชื่อรุ่นแยกย่อย “Altis” นั้น ใช้ในไทยเป็นครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 กับโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 AE112 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ หรือ Toyota Hi-Torque GOA จะใช้ในรุ่น 1.6 ลิตร และ Altis จะใช้ในรุ่น 1.8 ลิตร (ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจกันว่าชื่อ Altis นั้น ใช้เป็นครั้งแรกในตัว อัลติสหน้าหมู)

คำว่า Altis มองอีกมุมหนึ่ง เป็นชื่อของศาสนสถานในกรีก ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโอลิมเปีย

ในส่วนของ Toyota Corolla Altis ESport นั้น เริ่มใช้ในไทยครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โดยขอเริ่มจากตัว E นั้นย่อมาจากคำว่า Excellent Extreme Exciting ซึ่งจะใช้ตัวอักษร E เพียงอักษรเดียว เพื่อสื่อสารถึงความยอดเยี่ยม ความเป็นที่สุด และความเร้าใจจากภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนคำที่สอง มาจากคำว่า Sporty แต่ใช้ย่อว่า Sport เพื่อบ่งบอกถึงสมรรถนะความเร้าใจในการขับขี่ที่น่าหลงไหล

Toyota-Corolla-Levin-TE27

2. Toyota Corolla Levin (1972 – 2000)

Toyota Coroll Levin (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) คือชื่อรถสปอร์ตตัวถังคูเป้ในตระกูล Corolla ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1972 ก่อนจะผลิตขายมาหลายโมเดลด้วยกัน รุ่นที่ดังมากคงต้องยกให้โฉมเจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ผลิตออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 1983 – 1987 ในรุ่นย่อย AE85 และ AE86

จนกระทั่งรุ่นสุดท้าย เจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 1995 และปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันในปี 1998 ก่อนจะเลิกขายไปในช่วงกลางปี 2000 เนื่องมาจากตลาดรถยนต์ 2 ประตู Coupe เสื่อมความนิยม ไม่คุ้มค่าต่อการผลิตต่อไป

สำหรับ “Levin” เป็นคำที่ใช้ใน Poetic word (บทกวีนิพนธ์) ซึ่งมาจากคำว่า “Lightning” (หรือ ฟ้าแลบ) ซึ่งทาง Toyota ให้ความหมายไว้ประมาณนี้ แต่บางข้อมูลก็บอกว่า เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า Corolla + Twincam

Toyota-Corolla-II

3. Toyota Corolla II (1982 – 1999)

Toyota Corolla II (โตโยต้า โคโรลล่า ทู) เป็นการแตกหน่อออกมาจากรถ Sub-Compact ขนาดเล็กรุ่นดังของ Toyota อย่าง Tercel และ Corsa เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม 1982 กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น

ผลิตออกจำหน่ายด้วยกันถึง 4 เจเนอเรชั่น ก่อนจะตัดสินใจเลิกผลิตไปเมื่อกลางปี 1999 เพื่อลดความซ้ำซ้อนของรถยนต์ในสายการผลิต

ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Corolla II นี้ ก็เพราะว่า Toyota ตั้งใจจะให้เป็นน้องชายของ Corolla ผู้พี่ โดย Corolla II ได้เริ่มจำหน่ายในเครือข่ายจำหน่าย Corolla แทนที่รุ่น Tercel ที่ถูกย้ายไปจำหน่ายในเครือข่ายของ Vista นั่นเอง

Toyota-Corolla-FX

4. Toyota Corolla FX (1984 – 1995)

Toyota Corolla FX (โตโยต้า โคโรลล่า เอฟเอ็กซ์) เป็นการแตกหน่อออกมาจาก Corolla Toyota กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1984

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันถึง 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะเลิกผลิตไปราวๆ กลางปี 1995

คำว่า “FX” นั้นแปลงมาจากคำว่า “FF 2-Box” นั้นหมายถึงว่ารถรุ่นนี้ เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และมีรูปทรงรถแบบ 2 Box นั่นเอง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุโรป จนกระแสนี้มาถึงญี่ปุ่นด้วย

Toyota-Corolla-Ceres

5. Toyota Corolla Ceres (1992 – 1998)

Toyota Corolla Ceres (โตโยต้า โคโรลล่า เซเรส) ถือกำเนิดในช่วงยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังบูม ฟองสบู่ยังไม่แตก ด้วยรูปแบบของรถ Hardtop Compact 4 ประตู ครั้งแรกของตระกูล Corolla ที่นิยมมากในยุค 90 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 1992 คู่กันไปกับรถฝาแฝดอย่าง Toyota Sprinter Marino ก่อนจะเลิกผลิตไปในเดือนมิถุนายน 1998

Ceres เป็นชื่อที่มาจาก เทพีเซเรส ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน เป็นเทพีแห่งพืชผลที่กำลังเจริญเติบโต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าธัญพืช) และความรักของมารดา

Toyota-Corolla-Spacio

6. Toyota Corolla Spacio (1997 – 2007)

Toyota Corolla Spacio (โตโยต้า โคโรลล่า สปาซิโอ) เป็นครั้งแรกของตระกูล Corolla กับรถในรูปแบบ Minivan MPV ที่กำลังบูมในช่วงปลายยุค 90 บนพื้นฐานเดียวกันกับ Toyota Corolla Sedan แต่มีที่นั่งด้วยกัน 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ส่วนในเวอร์ชั่นยุโรป ถูกแยกออกไปใช้ในชื่อว่า “Corolla Verso”

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันเพียง 2 เจเนอเรชั่นเท่านั้น ก่อนจะเลิกผลิตไปในช่วงเดือนมิถุนายน 2007

สำหรับ Spacio เป็นคำที่แผลงมาจากภาษาอิตาลี “Spazio” ที่หมายความว่า “ห้อง” หรือ “พื้นที่” (Space ในภาษาอังกฤษ)

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

7. Toyota Corolla Fielder (2000 – 2018)

Toyota Corolla Fielder (โตโยต้า โคโรลล่า ฟีลด์เดอร์) เป็นรุ่นย่อยของ Corolla ในตระกูล Corolla Van และ Wagon ที่ใช้กันมา นับตั้งแต่เปิดตัวเจเนอเรชั่นแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 เป็นรถแวกอนที่มีพื้นฐานเดียวกับในรุ่น Sedan ผลิตขายกันมา 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะยุติบทบาทชื่อนี้ไปในช่วงปี 2018

และในส่วนของ Corolla Van รุ่นดั้งเดิม ก็ถูกจับแยกออกไปทำตลาดเป็นรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะเลยในชื่อ Probox

คำว่า “Fielder” ในภาษาอังกฤษ มีได้หลายความหมาย เช่น คนรับลูกในกีฬาเบสบอลและคริกเก็ต แต่ในความหมายที่ Toyota ให้ไว้นั้น หมายถึง การทัศนศึกษา หรือมีกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งอื่นๆ

Toyota-Corolla-Runx-JDM

8. Toyota Corolla Runx (2001 – 2006)

Toyota Corolla Runx (โตโยต้า โคโรลล่า รังซ์) เป็น Corolla เวอร์ชั่น Hatchback ที่กลับมาเปิดตลาดในญี่ปุ่นอีกครั้ง กับเจเนอเรชั่นที่ 9 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2001 แต่รุ่นนี้จะเน้นการทำตลาดในยุโรปมากกว่า ด้วยรูปแบบ 3 ประตู Hatchback (เวอร์ชั่นยุโรป) และแบบ 5 ประตู Hatchback

พร้อมกับใช้ชื่อนี้ ขายกันมาจนถึงประมาณเดือนตุลาคม 2006 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อรุ่นไปเป็น “Auris” แทน …

สำหรับชื่อรุ่น “Runx” เป็นการรวมเอาคำว่า Run และเพิ่มคำว่า “X” เข้าไป

Toyota-Corolla-Rumion

9. Toyota Corolla Rumion (2007 – 2015)

Toyota Corolla Rumion (โตโยต้า โคโรลล่า รูเมี่ยน) เปิดตัวออกมาขายด้วยชื่อนี้ เพียงแค่โฉมเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นการสานต่อมาจากรุ่น Spacio กับรถในรูปแบบ Tall Wagon Compact ซึ่งเป็นรถรุ่นเดียวกับ Scion xB ที่ Toyota ผลิตจำหน่ายใน USA และ Toyota Rukus ในออสเตรเลีย

โดยรุ่นนี้ใช้พื้นฐานร่วมกันกับรุ่น Auris และ Blade มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร และ 1.8 ลิตร

ชื่อรุ่นย่อยนี้ เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า “Roomy” และ “Unique” ด้วยห้องโดยสารที่ให้การใช้งานแบบอเนกประสงค์ ไม่เหมือนใคร

Toyota-Corolla-Axio

10. Toyota Corolla Axio (2006 – 2019)

Toyota Corolla Axio (โตโยต้า โคโรลล่า แอกซิโอ้) เป็นการแยกกัน Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น กับ Corolla เวอร์ชั่นรุกตลาดโลก เอาใจตลาดบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น เน้นใช้งานง่าย ดีไซน์ดูสุขุม และราคาถูก ซึ่งถูกใจผู้ใช้รถชาวญี่ปุ่นมากกว่า

เริ่มด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2006 ในรุ่น 4 ประตู Sedan ผลิตออกมาด้วยชื่อต่อท้ายนี้เพียงแค่ 2 เจเนอเรชั่น ก่อนจะหวนกลับไปใช้ชื่อ Corolla เพียวๆ แบบเดิมอีกครั้ง …

สำหรับชื่อของ Axio นั้นมาจากในภาษากรีก “Axia” ที่หมายถึง “คุณค่า” และ “คุณภาพ”

Toyota-Corolla-Cross-2020

11. Toyota Corolla Cross (2020 – ปัจจุบัน)

Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) ใหม่ นับเป็นรถอเนกประสงค์ SUV เปิดตัวครั้งแรกของโลกในไทยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ทั้วในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ที่มาพร้อมสโลแกน A New Journey…ให้ชีวิตเดินทาง กับเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตเพื่อที่สุดของความสะดวกสบาย

แนวคิดของรถคันนี้คือ “การนำ DNA ของรถยนต์โคโรลล่า มาพัฒนาให้เกิดเป็นรถยนต์อเนกประสงค์” รวมทั้งความหรูหรา พร้อมประโยชน์ใช้สอยที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า “ความแข็งแกร่งสำหรับชีวิตในเมือง” (Urban Toughness)

คำว่า Cross มีความหมายได้หลายความหมาย เช่น ข้าม, กากบาท หรือไม้กางเขน และยังหมายถึงคำว่า โกรธ ได้อีกด้วย เป็นต้น

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ Toyota Corolla รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อ Toyota Corolla รุ่นเหล่านี้มาใช้ดู เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Honda-CRV-RM-G4

เนื่องในวาระโอกาส Honda CR-V ครบรอบ 25 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1995 MR.CARRO เลยจัดทำบทความพิเศษ แนะนำรถมือสอง Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) ให้ทุกท่านได้อ่านประวัติและรายละเอียดของแต่ละรุ่นอย่างเต็มอิ่ม นับตั้งแต่รุ่นแรก G1 มาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง G5 ให้ทุกท่านได้อ่านกันอย่างมันส์สะใจ และนี่ก็ถึงคราวของ Honda CR-V G4 หรือรหัสรุ่น RM1-RM4 ครับ

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G1) แนวคิดรองเท้าเดินป่า สู่รถ SUV ยอดนิยมของโลก!

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G2) ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยความใหญ่ที่มากขึ้น!

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G3) พลิกโฉมใหม่หมด ใหญ่และหรูหราขึ้น

Honda-CR-V-2011-JDM

Honda CR-V โฉมนี้ ได้ฤกษ์เปิดตัวสู่ชาวโลกในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2011 ที่งาน Los Angeles Auto Show และในญี่ปุ่นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2011 ซึ่งจัดเป็น Honda CR-V รุ่นสุดท้ายที่ทำตลาดในญี่ปุ่น

ตัวรถออกแบบใหม่ทั้งคันจากด้านหน้าจรดด้านท้าย ใน Concept “Super CR-V” เป็นรถที่กว่า 160 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสมทั่วโลกรวมกว่า 4.9 ล้านคัน (นับถึงปี 2012)

ส่วนในไทย Honda CR-V เป็นรถยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งของ Honda โดยนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2539 และมียอดขายสะสมกว่า 90,000 คัน (ยอดถึงปี 2555)

Honda-CR-V-G3-Concept

มร.ซาโตชิ มาคิโนะ (Satoshi Makino) ผู้ช่วยผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนารถยนต์ Honda CR-V บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวว่า “การพัฒนารถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ยังคงใช้แนวคิดหลัก Man Maximum, Machine Minimum ที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่ใช้สอยที่ให้อรรถประโยชน์และความสะดวกสบายมากที่สุด ซึ่งแนวคิดการออกแบบ ซีอาร์-วี ใหม่ สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง (Bold) ผสานกับความล้ำสมัย (Advance) อย่างชัดเจนและลงตัว”

Honda-CR-V-G3-Concept

ตัวรถได้ออกแบบด้วยโครงสร้าง Uni-Body ที่พัฒนาเชิงวิศวกรรมแบบใหม่ทั้งหมด แต่มีความยาวเท่าเดิม พร้อมลดความสูงลง 30 มม. และลดระยะฐานล้อลง 30 มม. แต่พื้นที่ภายในห้องโดยสาร ขยายยาวขึ้น 225 มม. และความกว้างช่วงล่างขยายเพิ่มอีก 75 มม.

มิติตัวรถยาว 4,535 มม. (เวอร์ชั่นไทย 4,534 มม.) กว้าง 1,820 มม. สูง 1,650 มม. (เวอร์ชั่นไทย 1,685 มม.) ระยะฐานล้อ 2,620 มม. น้ำหนักรถ (เวอร์ชั่นไทย) 1,485-1,585 กิโลกรัม

Honda-CR-V-G4-Thai

ดีไซน์ไฟหน้าใหม่แบบโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ กระจังหน้าใหม่แบบ 3 ชั้นพร้อมคิ้วโครเมี่ยม ไฟตัดหมอกรูปวงรี รวมไปถึงกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ไฟท้ายและไฟเบรกแบบแนวตั้งกับเสาหลังคา ตลอดจนการใช้เสาอากาศแบบครีบ และล้ออัลลอย 5 ก้านขนาดใหญ่

Honda-CR-V-G4-Thai

ห้องโดยสารภายใน เพิ่มความสะดวกสบายในการจัดเก็บสัมภาระ ด้วยเทคนิคใหม่ของการพับเบาะแบบจังหวะเดียว เพียงดึงคันโยก หรือสายด้านข้างเพียงครั้งเดียว (One Motion) แยกพับลงได้แบบ 60:40 จนเกือบแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้นที่เก็บสัมภาระ พร้อมเพิ่มเนื้อที่เก็บสัมภาระด้านหลังอีก 65 ลิตร

Honda-CR-V-G4-Thai

มีหน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ i-MID แผงมาตรวัดแบบเรืองแสง ระบบเนวิเกเตอร์พร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth ผสานระบบเครื่องเสียงที่มีโหมดการปรับความดังของเพลงอัตโนมัติตามความเร็วของรถยนต์ (Speed-Sensitive Volume Control: SVC)

Honda-CR-V-G4-Thai

รวมไปถึงระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ One Push Ignition System และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Honda Smart Key System พร้อมระบบความปลอดภัย เต็มรูปแบบ

ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส R20A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น 150 แรงม้า) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.4 กก.-ม. ที่ 4,300 รอบ/นาที

Honda-CR-V-G4-Thai

และเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส K24Z7 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น 190 แรงม้า) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 22.4 กก.-ม. ที่ 4,300 รอบ/นาที

ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (เวอร์ชั่นต่างประเทศ) และอัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมทั้งเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Real Time 4WD และยังมีระบบช่วยการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน Eco Assist / ECON Mode ทั้งยังรองรับการเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85

Honda-CR-V-G4-Thai

ส่วนในไทยเปิดตัวเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 มาพร้อมแนวคิดในการโฆษณา “Life will never be the same” “ก้าวข้าม…ทุกข้อจำกัดของชีวิต” พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร และ 2.4 ลิตร และสีให้เลือก 6 สี โดยมี 2 สีใหม่ นั่นคือ สีน้ำเงินทไวไลท์ (เมทัลลิก) และสีขาวออร์คิด (มุก) (ราคาเพิ่มในตอนนั้น 12,000 บาท)

มีจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น คือ

  • รุ่น 2.0 S 2WD ราคา 1,164,000 บาท
  • รุ่น 2.0 E 4WD ราคา 1,274,000 บาท
  • รุ่น 2.4 EL 2WD ราคา 1,444,000 บาท
  • รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,524,000 บาท

Honda-CR-V-G4-Thai-2014

Honda-CR-V-G4-Thai-2014

ต่อมา … ในเดือนตุลาคม 2557 Honda ประเทศไทย ได้ปรับโฉม Minorchange CR-V อีกรอบเพื่อความสดใหม่ ด้วยไฟหน้าพร้อมไฟ Datyime Running Light แบบ LED กระจังหน้า กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ พร้อมแผงใต้กันชน คิ้วฝากระโปรงท้ายแบบโครเมียม และล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ เพิ่มระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ตลอดจนติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอย่างครบครันในทุกรุ่น

Honda-CR-V-G4-Thai-2014

ภายในมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วแบบ Advanced Touch พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIR I(สำหรับ iphone4S ขึ้นไป) และการเชื่อมต่อ Smart Phone (ในบางรุ่น) ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องเชื่อมต่อ USB จำนวน 2 จุด พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น สวิตช์ควบคุมระบบ i-MID พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์

มิติตัวรถยาว 4,582 มม. กว้าง 1,820 มม. สูง 1,685 มม. ระยะฐานล้อ 2,620 มม. น้ำหนักรถ (เวอร์ชั่นไทย) 1,485-1,591 กิโลกรัม

Honda-CR-V-G4-Special-Edition-2016

ในวันที่ 16 กันยายน 2559 Honda ได้เปิดตัว Honda CR-V Special Edition (2.0 SE 4WD) ที่มาพร้อมเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น เพิ่มอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่เหนือระดับ

กระจังหน้าโครเมียม กันชนหน้า-หลังแบบสปอร์ต และสปอยเลอร์หลัง ไฟหน้าแบบ HID พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ล้ออัลลอยรมดำใหม่ขนาด 17 นิ้ว พร้อมระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) เป็นต้น ในราคา 1,417,000 บาท

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda CR-V จัดเป็นรถ SUV ที่เน้นการใช้งานในเมือง มากกว่าแนวๆ Off-Road หากเทียบกับตัว G3 แล้ว G4 ได้รับการปรับปรุงดีขึ้นหลายจุด ยิ่งในรุ่น Minorchange หลายคนชมว่าออกแบบได้สวยขึ้นมา รุ่นนี้อาจไม่เน้นลุยๆ นัก เน้นขับใช้งานในเมือง ลุยน้ำเวลาฝนตก แล้วก็ความหรูหรามากขึ้น เหมาะสำหรับคนมีครอบครัว และมีลูก 1-2 คน

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เน้นใช้งานประหยัด แต่อืด ส่วนใน 2.4 ลิตร เน้นอัตราเร่ง แรง แต่กินน้ำมัน ช่วงล่างนุ่มนวล ได้ออพชั่นทันสมัย ส่วนภายในถือว่าขับขี่ได้สบายๆ แต่ที่นั่งแถวที่ 3 เหมาะสำหรับให้เด็กๆ นั่งมากกว่า ถ้าผู้ใหญ่อาจอึดอัดได้ หากใช้งานทั่วไป ดูแลรักษาตามระยะ รถแทบไม่มีปัญหาใดๆ เลย ยกเว้นเรื่องแร็คพวงมาลัย ตัวล็อคเบาะหลัง และเรื่องการเก็บเสียงในห้องโดยสาร

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาได้ทั้งในศูนย์และนอกศูนย์ เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 460,000 – 800,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

  • Catalogue และ Press Kit Honda CR-V
  • ย้อนประวัติ Honda CR-V : 22 ปี แห่งความสำเร็จ
  • Honda Factbook
  • LIM-Catalogue

Carro-Frank-Motorcycle-And-Road-Accident-Victims-Protection-Act

เคยสงสัยไหมว่า? ทำไมรถมอเตอร์ไซค์ทุกคันถึงต้องต่อ พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ด้วยนะ ทั้งๆ ที่เราก็ขับรถดีอยู่แล้ว จนแทบไม่ได้เคลมเลยก็เสียเงินทิ้งเปล่าๆ แถมยังเสียเวลามานั่งต่อพ.ร.บ.รถมอเตอร์ไซค์ทุกปีด้วย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยกันว่า ถ้าเกิดคุณไม่มีพรบรถมอเตอร์ไซค์จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามีคำตอบให้แล้ว

Motorcycle-And-Road-Accident-Victims-Protection-Act

1. หากเป็นฝ่ายผิด ต้องจ่ายค่ารักษาให้คู่กรณีเอง

แน่นอนเราทำผิดเราก็ต้องรับผิดชอบความเสียหายเอง สมมติว่าถ้าคุณเกิดขับรถไปชนคู่กรณีแล้วทำให้คู่กรณีได้รับบาดเจ็บจน เราจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คู่กรณีเองทั้งหมดโดยไม่รวมกับค่าซ่อมรถ แต่หากคุณไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาให้กับคู่กรณีก็สามารถขอเบิกกับกองทุนผู้ประสบภัยได้ไม่เกิน 15,000 บาทตามจริง แล้วคุณจะต้องจ่ายเงินคืนกับกองทุนพร้อมจ่ายค่าขอเบิกเพิ่มเติมด้วย

2. เมื่อบาดเจ็บเอง ก็ต้องจ่ายเองด้วย

แต่ถ้าคุณเป็นฝ่ายโชคร้ายซะเองล่ะ สมมติว่าจู่ๆ วันหนึ่งเราขับรถไปชนกับต้นไม้จนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงผู้โดยสารที่อยู่ในรถด้วย ก็จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ตั้งแต่เริ่มการรักษาจนถึงออกจากโรงพยาบาลเลย ด้วยเหตุนี้เองผู้ขับขี่จะต้องมีพรบรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกับเรา โดยไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก เราจะได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 30,000 บาทต่อคน

Motorcycle-And-Road-Accident-Victims-Protection-Act

3. ไม่ได้ความคุ้มครองกรณีพิการหรือเสียชีวิต

หากเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ก็ย่อมมีคนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราไม่มีพ.ร.บ.มอเตอร์ไซค์ จะไม่ได้รับความคุ้มครองกรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพอย่างถาวร ค่ากะโหลกศีรษะเทียม รวมถึงกรณีเสียชีวิต ทำให้เป็นภาระให้กับคนที่อยู่ข้างหลังเราได้

4. โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับปรับได้

เพราะทางกฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันทำพรบ หรือต่อพ.ร.บ.อยู่แล้ว อันนี้เลือกจ่ายเองไม่ได้นะครับ ต้องจ่ายตามกฎหมายเท่านั้น แต่ถ้าคุณฝ่าฝืนไม่มีพ.ร.บ.รถมอเตอร์ไซค์จะต้องจ่ายค่าปรับไม่เกิน 10,000 บาท เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากเสียค่าปรับฟรีๆ ก็อย่าลืมต่อพรบล่วงหน้ากันด้วยนะ สำหรับใครที่กลัวว่าจะลืมต่อพ.ร.บ. เราสามารถต่อต่อพ.ร.บ.ล่วงหน้าได้ 3 เดือน หรือประมาณ 90 วันก่อนพ.ร.บ.จะหมดอายุ

Motorcycle-And-Road-Accident-Victims-Protection-Act

5. ถ้าไม่มีพ.ร.บ. ก็ต่อภาษีรถไม่ได้

ทุกครั้งก่อนที่เราจะต่อภาษีรถ (ป้ายวงกลม) จะต้องต่ออายุพ.ร.บ.ก่อน ก็คือหากเกิดคุณไม่มีพ.ร.บ.มอเตอร์ไซค์ก็ไม่สามารถต่อภาษีรถได้ แล้วถ้าไม่ได้ต่อภาษีประจำปีก็จะต้องเสียค่าปรับอีกไม่เกิน 1,000 บาท พร้อมเตรียมเสียค่าปรับในการชำระภาษีภายหลัง 1% ต่อเดือนด้วย ไม่เพียงแค่นั้นยังส่งผลให้ป้ายทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ถูกระงับการใช้งาน แถมยังเสียเวลาอีกด้วย

เอาเป็นว่า เพื่อนๆ อย่าลืมเช็กอายุพ.ร.บ.กันด้วยนะ หากใกล้จะหมดอายุแล้วก็ต้องรีบนำไปต่อ เพราะทางพ.ร.บ.จะเข้ามาช่วยคุ้มครองแก่ชีวิตและค่ารักษาพยาบาลให้ ถึงแม้เราจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูกก็จะได้รับความชดเชยเบื้องต้นทันที นอกจากนี้เราสามารถซื้อประกันรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองแก่ตัวรถและทรัพย์สินได้ด้วย เผื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันกับรถของเรา เช่น รถชน รถสูญหาย รถไฟไหม้ ประกันรถมอเตอร์ไซค์ก็จะช่วยลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

Carro-Compare-Toyota-Corolla-Cross-And-Nissan-Kicks-2020

รถในระดับ B-SUV ป้ายแดงยอดนิยม ในราคาเริ่มต้นประมาณ 8 แสนบาทปลายๆ ไปจนถึง 1 ล้านต้นๆ ชั่วโมงนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่า Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) และ Nissan Kicks (นิสสัน คิกส์) อีกแล้ว! เพราะเป็นรถที่เหมาะสำหรับคนมีครอบครัว หรือมีลูก 1-2 คน ไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน และไว้ใช้งานในวันหยุดได้

ซึ่งทั้งสองโมเดลนี้ ต่างก็เปิดตัวในไทยเป็นที่แรกของโลก คันหนึ่งใหม่หมดทั้งคัน อีกคันหนึ่งเป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ คันหนึ่งเป็นรถยนต์แบบ e-POWER ระบบ Hybrid ใช้น้ำมันให้เครื่องยนต์ไปปั่นมอเตอร์ไฟฟ้า ได้อารมณ์ขับรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนอีกคันหนึ่งยังเป็นแบบเบนซิน และระบบเบนซินแบบ Hybrid ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า

ถ้าหากในปี 2020 นี้ ทั่วโลกไม่เจอเจ้าโควิด-19 ซะก่อน ตลาดรถในกลุ่ม B-SUV คงจะคึกคักมากกว่านี้แน่นอน เนื่องด้วยกำลังซื้อที่ขาดหายไปมาก และบรรดาไฟแนนซ์ สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้การแข่งขันเพื่อชิงยอดขายนั้น ดุเดือดเลยทีเดียว หากฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำแล้ว บอกได้เลยว่าลำบากแน่!

ถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ในช่วงโควิด-19 สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

มาดูกันว่า Toyota Corolla Cross 2020 และ Nissan Kicks 2020 มีจุดเด่น ข้อดี ข้อเสีย ตรงไหนกันบ้าง ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ และไปดูตัวจริงในงาน Motor Show 2020 …

All-New-Corolla-Cross-2020

Toyota Corolla Cross 2020

ข้อดี : เป็นรถครอสโอเวอร์ไฮบริด รุ่นที่พ่วงชื่อ Corolla มาด้วย โดยเป็นการนำ DNA ของรถยนต์โคโรลล่า มาพัฒนาให้เกิดเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ บนแพลทฟอร์มใหม่อย่าง TNGA โดยใช้แพลตฟอร์มของโคโรลล่า ซีดาน และยังคล้ายกับในรุ่น C-HR อีกด้วย แต่ C-HR เน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่น ส่วน Corolla Cross จะเน้นกลุ่มคนวัยทำงานขึ้นมาหน่อย และมีครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังมีรถโชว์พร้อมขาย พร้อมให้ทดลองขับ และระบบ Hybrid ที่ไว้ใจได้

ข้อด้อย : เรื่องหน้าตาความชอบนั้นเป็นรสนิยม หลายคนอาจบอกว่าหน้าตาดูดุไปหน่อย แต่บางคนดูแล้วก็บอกว่า OK  ตัวรอง Top ดูคุ้มค่าเงินที่สุดกว่าตัวรุ่น Top

รายละเอียดตัวรถ : ตัวรถถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “ความกะทัดรัดที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย” (Compact yet Comfortable) และ “ความล้ำสมัยที่สะท้อนตัวตนของความภูมิฐานสำหรับชีวิตในเมือง” (Dignity Urban Vogue) มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) ควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)

ใช้ช่วงล่างแบบคานแข็งที่ได้รับการพัฒนาใหม่ เพื่อปรับช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพการเกาะถนน ส่วนพื้นที่จุสัมภาระด้านท้ายรถ มีมากถึง 487 ลิตร นอกจากนี้ ในส่วนของห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยประตูด้านหลังขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถขึ้นและลงจากรถได้อย่างสะดวกสบาย และยังมีการออกแบบที่ว่างเหนือศีรษะให้สูงพอดี มีความโปร่ง สบาย ไม่อึดอัด

All-New-Corolla-Cross-2020

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED แบบ Hybrid
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) LED แบบ Light Guiding
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้า LED
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ พร้อมระบบ Reverse Link
  • ราวหลังคา
  • สีภายใน สีแดง Terra Rossa / สีดำ (ขึ้นอยู่กับสีภายนอก)
  • จอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth และ USB
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start)
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย
  • ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display)
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Electro Chromic)
  • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน (Drive Start Control)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Brake Signal)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering Assist)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติพร้อมช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Dynamic Radar Cruise Control with Lane Tracing Assist)
  • ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)
    รวมทั้ง …
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ (Panoramic View Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS 7 ตำแหน่ง (Air Bags)

เครื่องยนต์ : เป็นแบบเบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร (18.05 กก.-ม.) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด CVT-i พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 150 กรัม/กม.

ส่วนรุ่น Hybrid มากับชุดระบบไฮบริดเจเนอเรชั่น 4 ที่พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE 98 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัส แม่เหล็กถาวร 53 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่แพคชนิด Ni-MH (นิคเกิล-เมทัล ไฮไดรด์) แบบใหม่ ให้กำลังรวมทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อม Shift Lock และเลือกโหมดในการขับเลือกได้ระหว่าง EV, Sport และ Eco

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 23.3 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 98 กรัม/กม.

มิติตัวรถ : ยาว 4,460 มม. กว้าง 1,825 มม. สูง 1,620 มม. ระยะฐานล้อ 2,640 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนกรกฏาคม 2563)

  • รุ่น 1.8 Sport ราคา 989,000 บาท** (ราคาพิเศษ 959,000 บาท ณ วันเปิดตัว – 30 กันยายน 2563 มีจำนวนจำกัด)
  • รุ่น Hybrid Smart ราคา 1,019,000 บาท**
  • รุ่น Hybrid Premium ราคา 1,089,000 บาท**
  • รุ่น Hybrid Premium Safety ราคา 1,199,000 บาท**

*สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท
**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม

Nissan-Kicks-ePower-2020

Nissan Kicks e-Power 2020

ข้อดี : เป็นรถครอสโอเวอร์ไฮบริด ที่มาพร้อมจุดเด่นอย่างการใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน และจ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับเคลื่อนรถยนต์อีกที ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) แต่ไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เหมาะกับการขับรถทางไกล

ข้อด้อย : หลายคนอาจผิดหวังกับความประหยัด ว่าประหยัดได้เท่า Eco-Car และไม่มีระบบ Active Cooling ให้กับแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งเมืองร้อน (มาก) อย่างบ้านเรา ควรจะเพิ่มระบบหล่อเย็นจุดนี้ แม้ว่าแบตเตอรี่จะถูกออกแบบมาให้ทนความร้อนได้สูงก็ตาม

อีกทั้งรถยังไม่มีให้ลูกค้าได้ทดสอบตามโชว์รูมต่างๆ และพร้อมส่งมอบ เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนติดปัญหาโควิด-19 ทำให้การผลิตชิ้นส่วนชะงัก และต้องแก้ QC ในชิ้นงานที่มีปัญหา อีกทั้งยังต้องผลิตรถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้มียอดจองเข้ามาหลายพันคัน ทำให้เกิดการล่าช้าในการผลิต หลายคนจึงเริ่มลงเลในการซื้อ กลายเป็นเจ้าพ่อตลาดวายไป

รายละเอียดตัวรถ : เป็นรถแบบ SUV ที่นิสสันพัฒนามาจากรถต้นแบบอย่าง Nissan Kicks Concept โดยเปิดตัวตัวรถผลิตขายจริงมาตั้งแต่ช่วงปี 2016 เพื่อทำตลาดในอเมริกาใต้เป็นหลัก ตัวรถพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม V แบบเดียวกับรถตระกูล Nissan Micra, Note, Pulsar หรือ Sylphy

ห้องโดยสารภายใน โดดเด่นด้วยการใช้สีทูโทนดำ – ส้ม (เฉพาะรุ่น VL) ด้วยแผงคอนโซล และเบาะหนัง พร้อมเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับหน้าจอเครื่องเสียง ผ่าน Apple CarPlay พร้อมระบบนำทาง Navigation System ผ่าน Google Map กับระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Recognition ที่ใช้งานง่าย

แถมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุมากถึง 432 ลิตร และยังมีความลึกของห้องเก็บสัมภาระที่มากถึง 900 มม. โดยที่ยังไม่พับเบาะหลัง

เวลาขับยังมีระบบอัจฉริยะ ช่วยให้คนขับมองเห็นพื้นที่ข้างรถได้รอบทิศทาง ผ่านกล้อง 4 จุดรอบคัน จับภาพขณะเคลื่อนไหวจริง และนำไปประมวลผล แล้วแสดงผลเป็นภาพจากมุมสูงผ่านหน้าจอวิทยุ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือน เมื่อตรวจพบบุคคล หรือวัตถุที่กล้องรอบคันจับการเคลื่อนไหวได้ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

Nissan-Kicks-ePower-2020

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • หน้าจอ TFT Digital Meter ขนาด 7 นิ้ว บนมาตรวัด
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape
  • กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Intelligent Key
  • ปุ่ม Push Start
  • กุญแจระบบ Immobilizer
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • กระจกไฟฟ้ารอบคัน พร้อมระบบป้องกันการหนีบ Anti-jam Protection ด้านผู้ขับ
  • ที่วางแก้วตอนหน้า 2 ตำแหน่ง
  • ช่องวางขวดน้ำบริเวณแผงประตูหน้า-หลัง 4 ตำแหน่ง
  • กล่องเก็บของด้านหน้า
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • ไฟห้องสัมภาระด้านท้าย
  • ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบตั้งเวลาหน่วง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลังแบบตั้งเวลา
  • ชุดระบบอินโฟเทนเมนท์ Nissan Connect จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ลำโพง 6 ตำแหน่ง Bluetooth, USB, AUX-in, ฟังก์ชั่น Apple CarPlay สำหรับ iOS (เฉพาะรุ่น V และ VL)
  • ชุดเครื่องเสียงมาตรฐาน วิทยุ AM/FM, Bluetooth, USB, AUX-in และลำโพง 4 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น S และ E)
  • เทคโนโลยร One-Pedal คันเร่งอัจฉริยะ
  • ระบบ Intelligent Cruise Control ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชั่นชลอความเร็วและรักษาระยะห่างตามรถคันหน้า
  • ระบบ Intelligent Forward Collision Warning ช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า
  • ระบบ Intelligent Emergency Braking ช่วยวิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วของรถยนต์ด้านหน้า เพื่อชะลอความเร็วหรือหยุดรถ ลดความเสียหายที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ
  • ระบบ Blind Spot Warning เตือนจุดอับสายตา
  • ระบบ Rear Cross Traffic Alert ช่วยเตือนในขณะถอยออก
  • ระบบ Intelligent Around View Monitor กล้องอัจฉริยะรอบทิศทาง พร้อมเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนเมื่อพบวัตถุหรือบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control
  • ระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ Intelligent Ride Control
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง Intelligent Trace Control
  • ถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด ประกอบด้วยคู่หน้า, ข้าง และม่านข้างซ้าย-ขวา (รุ่น VL) และถุงลมนิรภัยคู่หน้า (ทุกรุ่น)
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ Pretensioner and Load Limiter Seatbelts
  • จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กเด็กแบบ ISOFIX
  • ระบบเบรก ABS, EBD และ BA
  • กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror แสดงผลด้วยจอ LCD ที่แสดงภาพจากกล้องด้านหลังตัวรถ สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลระหว่างจอแสดงภาพ หรือภาพสะท้อนแบบปกติจากกระจกได้
  • ระบบ Hill Start Assist ช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน

Nissan-Kicks-e-POWER-ECO-Sticker

ECO Sticker ของ Nissan Kicks e-POWER 2020

เครื่องยนต์ : เป็นแบบเบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส HR12DE (แบบเดียวกับใน Note e-Power) แบบ 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด  79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปยังแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

จากนั้นจึงป้อนพลังไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC Synchronous Motor รหัส EM57 เป็นลูกเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Leaf ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (95 กิโลวัตต์) ที่ 4,000-8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ที่ 500-3,008 รอบ/นาที

หากรวมพลังทั้งหมด ให้แรงม้าสูงถึง 129 แรงม้า ที่ 4,000 – 8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ที่ 500 – 3,008 รอบ/นาที และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 23.8 กม./ลิตร (ตาม Eco Sticker) หรือ 4.2 ลิตร/100 กม.

มิติตัวรถ : ยาว 4,290 มม. กว้าง 1,760 มม. สูง 1,615 มม. ระยะฐานล้อ 2,615 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนพฤษภาคม 2563)

  • รุ่น S ราคา 889,000 บาท
  • รุ่น E ราคา 949,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 999,000 บาท (ราคาหลังโปรโมชั่น 1,049,000 บาท ปรับขึ้น 50,000 บาท)
  • รุ่น VL ราคา 1,049,000 บาท (ราคาหลังโปรโมชั่น 1,103,900 บาท ปรับขึ้น 54,900 บาท)

มิติตัวรถ / เครื่องยนต์ ของ Toyota Corolla Cross 2020 และ Nissan Kicks 2020

Specifications Toyota Corolla Cross Nissan Kicks e-POWER
ยาว (มม.) 4,460 4,290
กว้าง (มม.) 1,825 1,760
สูง (มม.) 1,620 1,615
ระยะฐานล้อ (มม.) 2,640 2,615
ความกว้างล้อหน้า/หลัง (มม.) 1,559/1,571 (รุ่น 1.8 Sport และ Hybrid Smart 1,569/1,581) 1,520/1,535
ระยะต่ำสุดจากพื้น (มม.) 161 175
วงเลี้ยวแคบสุด (เมตร) 5.2 5.1
น้ำหนัก (กิโลกรัม) 1,340-1,350
เครื่องยนต์ เบนซิน รหัส 2ZR-FBE 1,798 ซีซี แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เบนซิน Hybrid รหัส HR12DE 1,279 ซีซี แบบ 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว CVTC 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที

พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า EM57 ขนาด 95 กิโลวัตต์ รวมกำลังทั้งหมด 129 แรงม้า

เบนซิน Hybrid รหัส 2ZR-FXE 1,798 ซีซี 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที

พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 53 กิโลวัตต์ รวมกำลังทั้งหมด 122 แรงม้า

ระบบส่งกำลัง CVT-i 7 สปีด (รุ่นเบนซิน) / E-CVT (รุ่น Hybrid) แบบอัตโนมัติ Single Speed Gear Reduction
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 23.8 กม./ลิตร 15.4 กม./ลิตร (รุ่นเบนซิน) / 23.3 กม./ลิตร (รุ่น Hybrid)

ตารางผ่อนดาวน์ Toyota Corolla Cross 2020 ใหม่

Toyota-Corolla-Cross-2020-ตารางผ่อนดาวน์

โปรโมชั่น Toyota Corolla Cross 2020 ใหม่

พิเศษสำหรับลูกค้าซื้อ All-New Corolla Cross วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2563

  • เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.85% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care
  • ขยายระยะเวลารับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีค่าแรงเช็กระยะจนถึง 100,000 กม. มูลค่ากว่า 34,000 บาท
  • Toyota Privilege More ข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะลูกค้าโตโยต้า

ตารางผ่อนดาวน์ Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่

Nissan-Kicks-e-POWER-2020-ตารางผ่อนดาวน์

โปรโมชั่น Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่

Nissan-Kicks-ePower-2020

All-New Nissan Kicks รุ่น V

  • ราคาช่วงเปิดตัว 999,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.69%* (เงินดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี*
  • ฟรี รับประกันระบบ e-POWER 5 ปี รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี**
  • ฟรี ไส้กรองแอร์แบบพรีเมียม “Nissan Premium Air-Con filter”

* ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น

** รับประกันระบบรถยนต์ e-POWER เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ ระยะทาง 100,000 โลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และ รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เป็นระยะเวลา 10 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน โดยเป็นขยายการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มเติม ภายในปีที่ 6-10 จาก ปีที่ 5 โดยเพิ่มระยะทางจาก 100,000 กิโลเมตรเป็น 200,000 กิโลเมตร โดยลูกค้าสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เนื่องจากความเสียหาย ได้ 1 ครั้ง

All-New Nissan Kicks รุ่น VL

  • ราคาช่วงเปิดตัว 1,049,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.69%* (เงินดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี*
  • ฟรี รับประกันระบบ e-POWER 5 ปี รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี**
  • ฟรี ไส้กรองแอร์แบบพรีเมียม “Nissan Premium Air-Con filter”

* ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น

** รับประกันระบบรถยนต์ e-POWER เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ ระยะทาง 100,000 โลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และ รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เป็นระยะเวลา 10 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน โดยเป็นขยายการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มเติม ภายในปีที่ 6-10 จาก ปีที่ 5 โดยเพิ่มระยะทางจาก 100,000 กิโลเมตรเป็น 200,000 กิโลเมตร โดยลูกค้าสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เนื่องจากความเสียหาย ได้ 1 ครั้ง

Carro-Roojai-The-Keys-To-Driving-Safety

ถ้าคุณคิดว่าการไปสอบใบขับขี่รถยนต์ ทั้งข้อเขียนและปฎิบัติ จะช่วยให้คุณรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้รถบนท้องถนนอย่างปลอดภัยแล้วล่ะก็… คุณกำลังคิดผิด เพราะในความจริงการใช้รถมันมีอะไรมากกว่านั้น คุณจึงไม่ควรพลาดเนื้อหาเหล่านี้ที่เรากำลังจะบอก เพื่อให้คุณขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่อง กฎจราจร หรือสิ่งที่ได้รู้จากตอน อบรมใบขับขี่ แต่เป็นความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับใครที่ต้องใช้รถในเมือง ความหนาแน่นในการจราจรมีสูง ทำให้ความเสี่ยงแปรผกผันตาม ไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

The-Keys-To-Driving-Safety

1. จอดรถให้ปลอดภัย

การจอดรถใช่ว่ามีที่ว่างตรงไหนก็จอดได้ เพราะมันอาจส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถของคุณด้วย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรเลี่ยงจอดรถในที่เปลี่ยว หรือถ้าต้องจอดรถค้างคืนในที่ที่ไม่เคยจอด ควรเลือกจอดให้อยู่ใน “สายตา” ของกล่องวงจรปิดสักหน่อย ที่เดี๋ยวนี้มีติดอยู่ทั่วไปตามหน้าบ้านหรือร้านค้า

จอดรถในที่ปลอดภัยแล้ว เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงว่ารถของคุณจะอยู่ในอันตราย ก็ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าใด ๆ ไว้ในรถด้วย ขโมยขโจรมันเยอะ บางทีสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย เกิดหายไปก็ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องอย่าลืมนึกด้วยล่ะ ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลังจากรถถูกงัดหรือโดนทุบไปแล้วอยู่ที่ราคาเท่าไร หลายคนก็คงไม่อยากต้องมาเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยไม่จำเป็นหรอก

2. ใช้ไฟสัญญาณรถให้เป็นนิสัย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสัญญาณไฟมีอยู่ไม่น้อย และเรารู้ว่าตอน อบรมใบขับขี่ เขาให้ใช้ แต่คุณให้ความสำคัญกับมันมากน้อยแค่ไหน? ทั้งการเปิดไฟส่องสว่างบ้าง ไฟสัญญาณบ้าง หรือไฟเบรกที่เสีย คุณใช้มันเป็นนิสัยแล้วหรือยัง?

ควรใช้เป็นประจำไม่ว่าในซอยเล็กๆ หรือถนนใหญ่ เพราะอย่าลืมว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่ใช้รถใช้ถนน คนอื่น ๆ ที่เขาใช้ร่วม เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะเลี้ยวหรือเบรก หรือจะขับรถไปทางไหน และมันคงไม่แฟร์กับพวกเขาถ้าต้องมาสูญเสียจากอุบัติเพราะความมักง่ายไม่ใช้ไฟสัญญาณ ดังนั้นใช้ไฟสัญญาณให้เป็นนิสัยไว้ดีที่สุด

The-Keys-To-Driving-Safety

3. ถ้ารถพร้อม การขับขี่ก็ปลอดภัยกว่า

ในตอนที่ สอบใบขับขี่ หลายคนน่าจะเน้นจำในเรื่องของ กฎจราจร เป็นสำคัญ ในตอนอบรมก็มีแทรกให้ความรู้เรื่องการดูแลรถอยู่บ้าง แต่ความจริงการดูแลรถมันมีอะไรมากกว่านั้น การเป็นเจ้าของรถจริง ๆ มันก็เหมือนเป็นภาระอันใหญ่ยิ่ง และถ้ารู้จักรถที่ตัวเองใช้ให้มากกว่าแค่ทั่วไป มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย

ขอแนะนำให้คุณหมั่นตรวจเช็ครถในส่วนของพื้นฐานการใช้งาน ตั้งแต่ในส่วนของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ระบบหล่อเย็น เบรก ยาง และอื่น ๆ มากไปกว่านั้น คุณควรหาความรู้เกี่ยวกับรถที่ตัวเองใช้ไว้บ้างด้วย ว่าถ้ามีปัญหาจากการใช้งานตรงไหนต้องซ่อมยังไง คอยหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวรถ รถมีปัญหาอะไรก็รีบแก้ อย่าปล่อยให้ลุกลามไปเสียที่จุดอื่นๆ จนเสียหายใหญ่ ซ่อมแพง หรือพาให้การใช้รถของคุณต้องปลอดภัยน้อยลงจากเดิม

4. โทรศัพท์ต้องพร้อมอยู่เสมอ

จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์บนรถหรอกนะ เพราะมันจะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ “มันก็ต้องมี” และจำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อคุณใช้รถ รถดับ รถพังกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุ โทรศัพท์นี่แหละคือตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มีอินเทอร์เน็ต ควรมีติดตัวไว้เสมอในตอนที่ใช้รถ เมมเบอร์ฉุกเฉินไว้ด้วยทั้งเบอร์ประกันรถของคุณ เบอร์ช่าง เบอร์อู่ หรือแม้แต่เบอร์รถยก เพื่อให้ตอนที่จะใช้จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาหา และควรมีพวกสายชาร์จไว้สำหรับชาร์จไฟโทรศัพท์ในรถด้วย

The-Keys-To-Driving-Safety

5. ออกจากซอย ระวังซ้ายมากขึ้นอีกนิด

หลายคนน่าจะเจอบ่อยเวลาที่ออกจากซอย เราก็มองขวาแล้วอย่างดี แต่มักจะมีรถมอเตอร์ไซค์ประเภท “ชอบแทรก” ขอไปก่อนเพราะเห็นว่ารถตัวเองเล็กกว่า แทรกแซงไปทางซ้าย บางคนไม่ระวังหรือไม่เห็นแล้วหักเลี้ยวมากไป ก็จะไปเบียดกับรถมอเตอร์ไซค์ แนะนำคือเวลาที่จะออกจากซอยให้ระวังซ้ายสักหน่อย มองขวาเห็นแล้วว่ารถไม่มีมีก็เหลียวระวังทางซ้ายไว้เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

6. ไม่ชัวร์ก็อย่าเปลี่ยนเลน

โดยเฉพาะสายซิ่งยิ่งต้องห้ามใจไว้สักหน่อย ทางแคบ ๆ ที่คิดว่าแซงได้หรือเคยแซงได้มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ตอนสอบใบขับขี่ก็บอกอยู่ว่าถ้าจะเปลี่ยนเลนให้มั่นใจว่ารถที่ตามมาต้องอยู่ในระยะห่างพอสมควร เห็นช่องเล็ก ๆ คิดจะแซง เปลี่ยนเลน ต้องให้ชัวร์ก่อนว่ารถคันหลังขับตามมาอยู่ไกลพอให้ไป อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะ “ถ้าไม่พ้น” ขึ้นมาจงจำไว้ว่ามันไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่จะต้องสูญเสีย

The-Keys-To-Driving-Safety

7. ใจกว้างขึ้นบนถนนก็ปลอดภัยขึ้น

ดูจากคลิปมากมายของพวก “หัวร้อน” ในการใช้รถ และคิดว่าตัวเองคงไม่ทำเรื่องแบบนั้น แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนใจกว้างในการใช้รถสักหน่อย เข้าใจว่าทุกคนมีพฤติกรรมในการใช้รถไม่เหมือนกัน บางคนนิสัยไม่ดีขี่แซงในจังหวะที่ไม่ควร แทรกรถเข้าไปทั้งที่แทรกไม่ได้

ทุกพฤติกรรมทำให้การใช้รถมีความสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่ถ้าทุกคนขับขี่ด้วยน้ำใจ อะไรปล่อยได้ก็ปล่อย ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบนท้องถนนจะปลอดภัย มากขึ้นอีกเยอะ

และทั้งหมดน่าจะช่วยให้ทุกคนใช้รถกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น รู้ว่า ขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย  เริ่มนับที่หนึ่งจากคุณและอีกหลาย ๆ คน บนท้องถนนก็จะเป็นที่ที่มีความสุขมากขึ้นได้แล้ว ปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถก็จะน้อยลง และที่สำคัญรถทุกคันต้องทำประกันรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้คุณอีกด้วยนะ สามารถเช็คราคาออนไลน์ พร้อมทั้งซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า คลิกเลย