3 เคล็ดไม่ลับ วิธีเช็ดกระจกใสไร้ฝุ่น ไร้คราบน้ำ คราบหินปูน

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ถ้าหากคุณยังไม่ได้ Word From Home หรือทำงานที่บ้านเป็นหลัก คุณอาจต้องใช้รถยนต์ในช่วงนี้มากหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เพราะเสี่ยงกับโควิด-19 มาก

แต่ในช่วงหน้าฝน ต้องขับรถลุยฝนกันเป็นประจำ ยิ่งตามร้าน Car Care ก็ยังติด Lockdown หลายเจ้าก็ยังปิดให้บริการอยู่ในขณะนี้ ทำให้หลายคนต้องสลัดความขี้เกียจ ขยันทำความสะอาดรถกันบ่อยหน่อย

ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในเวลาขับรถ นั่นคือ “ทัศนวิสัยที่ดี” แต่กระจกรถเขรอะไปด้วยคราบน้ำ ฝุ่น ขี้นก หรือรอยน้ำยางจากต้นไม้ ฯลฯ แบบนี้จะไหวหรือ? MR.CARRO เลยขอมาแนะนำ 3 เคล็ดไม่ลับ วิธีเช็ดกระจกใสไร้ฝุ่น ไร้คราบน้ำ ตลอดช่วงหน้าฝน กันครับ

ก่อนอื่นเลย … เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ทั้งผ้าแห้งสะอาด หรือหนังสือพิมพ์ (ยุคนี้คงแทบไม่มีใครซื้ออ่านกันแล้ว แต่ถ้ามีก็ใช้ได้) ฟองน้ำเช็ดกระจกรถ หรือแปรงเช็ดกระจก แว็กซ์สำหรับเช็ดรถ และถังน้ำ

3 เคล็ดไม่ลับ วิธีเช็ดกระจกใสไร้ฝุ่น ไร้คราบน้ำ คราบหินปูน

1. กรณีเช็ดกระจกรถ ด้วยแชมพูล้างรถ

นำเกลือหรือแชมพูล้างรถ มาผสมกับน้ำสะอาด แล้วเช็ดทำความสะอาดกระจกให้ทั่ว ซึ่งจะช่วยให้ขจัดคราบสกปรก กระจกมัว คราบน้ำ คราบฝุ่น ออกได้

หรือจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ เช็ดด้วยเบคกิ้งโซดาผสมน้ำหรือน้ำส้มสายชู เช็ดกระจกก็ได้เช่นกัน

3 เคล็ดไม่ลับ วิธีเช็ดกระจกใสไร้ฝุ่น ไร้คราบน้ำ คราบหินปูน

2. กรณีเช็ดกระจกรถ ด้วยแว็กซ์สำหรับเช็ดรถ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า แว็กซ์สำหรับเช็ดรถ (ควรเลือกแบบไม่มีผงขัด เพราะอาจทำให้กระจกรถเป็นรอยขนแมวได้) ก็เช็ดกระจกรถให้เงาวาวได้ กับเคล็ดลับง่ายๆ เพียงใช้แว็กซ์เช็ดรถผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน แล้วก็เอาฟองน้ำไปเช็ดบริเวณกระจก แว็กซ์นอกจากจะช่วยให้ผิวกระจกรถคุณเงางามแล้ว ชั้นฟิล์มบางๆ ของแว็กซ์ ยังช่วยให้น้ำไม่เกาะตัวกันบริเวณกระจกรถอีกด้วยครับ

3 เคล็ดไม่ลับ วิธีเช็ดกระจกใสไร้ฝุ่น ไร้คราบน้ำ คราบหินปูน

3. ลบรอยขีดข่วน หรือคราบน้ำ คราบหินปูน

กรณีรถคุณมีรอยขีดข่วนมากที่กระจกรถ ลองใช้กลีเซอรีนหรือยาสีฟัน โดยนำมาเช็ดจนทั่วกระจกแล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดออก ก็ช่วยให้รอยขีดข่วนน้อยลงไปได้

และในส่วนของรถเก่าๆ บางคัน อาจจะมีรอยคราบน้ำที่แห้งกรัง ฝังแน่นติดบริเวณเนื้อกระจก ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการใช้น้ำประปา หรือใช้น้ำบาดาลมาล้างรถ ซึ่งมีแร่ธาตุหลากหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียม และแมกนีเซียม ทำให้น้ำมีความกระด้างสูง ถ้าใช้รถไปนานๆ แล้วไม่เคยเช็ดกระจก ก็จะเกิดคราบหินปูนขึ้นมา

คราบหินปูนอาจเช็ดออกยากหน่อย ขั้นต้นให้ลองใช้น้ำส้มสายชู เจือกับน้ำ ลองค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดดู ถ้ายังไม่ออก ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำยาขจัดคราบน้ำบนกระจกรถ กรดเกลือ หรือน้ำยาล้างห้องน้ำ ที่มีส่วนผสมของกรดเกลืออย่างน้อย 10 – 20% แต่ถ้ายังไม่ออกอีก ให้ใช้มีดโกนขูดกระจก หรือไปให้ร้านที่มีเครื่องขัดผิวกระจกขัดออกโลด …

3 เคล็ดไม่ลับ วิธีเช็ดกระจกใสไร้ฝุ่น ไร้คราบน้ำ คราบหินปูน

ทุกครั้งของการเช็ดกระจกรถยนต์ หรือขจัดคราบหินปูนบนกระจกรถ ต้องระวังอย่าให้บรรดาแว็กซ์ น้ำส้มสายชู หรือน้ำยาล้างห้องน้ำ กระเด้นเข้าตา ปาก หรือผิวหนัง และอย่าให้น้ำยาล้างห้องน้ำสัมผัสกับตัวรถ และส่วนอื่นๆ ของรถยนต์เด็ดขาด เพราะอาจไปกัดสีรถยนต์ของคุณแทนนะครับ

เพียงแค่ลองทำตามดู แค่นี้รถของคุณ ก็จะมีกระจกสวยใส พร้อมขับรถไปตลอดหน้าฝนแล้วล่ะครับ

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

ในยุคที่ “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ “รถ EV” กำลังบูมสุดขีดในปัจจุบันนี้ ที่ทั่วโลกต่างเล็งเห็นถึงวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมที่ธรรมชาติเริ่มลงโทษมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเทรนด์รักษ์โลกของหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการลดการปล่อยไอเสียออกสู่ชั้นบรรยากาศให้น้อยที่สุด รถยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นสิ่งที่พูดถึงเป็นอันดับต้นๆ

บรรดาค่ายรถตั้งแต่ในยุค 90 ต่างก็เริ่มเข็นรถยนต์ไฟฟ้าออกมามีให้เลือกกันหลายประเภท หลายขนาด ตามรูปแบบการใช้งาน ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงรถขนาดจิ๋วที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ผู้คนมักนึกถึงรถจากจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า รถ K-Car หรือ “รถกระป๊อ” และ “รถตู้เล็ก” ที่ในบ้านเรานิยมเล่นกัน ก็มีรถ EV ทำออกมาขายกันเขาอยู่เหมือนกัน

MR.CARRO วันนี้เลยจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับ Mitsubishi Minicab MiEV (มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ) กันครับ.

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

Mitsubishi Minicab (มิตซูบิชิ มินิแค็บ) จัดเป็นรถ K-Car เพื่อการพาณิชย์ของ Mitsubishi (มิตซูบิชิ) ที่เริ่มผลิตขึ้นมานับตั้งแต่ปี 1966 จนถึงปัจจุบัน โดยใน Minicab โฉมนี้รุ่น จัดอยู่ในเจเนอเรชั่นที่ 6 ที่ออกมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ 1999 และผ่านการปรับโฉมมาแล้วหลายครั้ง

ส่วน Mitsubishi Minicab MiEV (มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ) จัดเป็นรถตู้เล็กแบบ EV หรือรถพลังงานไฟฟ้าขนาดจิ๋ว ที่ในตลาดแทบจะไร้คู่แข่งเลยทีเดียว (คู่แข่งที่เห็น ก็มีแค่ Daihatsu Hijet EV และ Suzuki Every EV) เปิดตัวในเดือนเมษายน 2011 ด้วยการนำเทคโนโลยีของ Mitsubishi i-MiEV มาต่อยอดในรูปแบบรถเชิงพาณิชย์ ก่อนจะประกาศขายจริงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2011ในราคา 2,400,000 – 2,971,000 เยน (ที่จัดว่าแพงมากทีเดียว)

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

สำหรับโฉมแรก มีให้เลือกด้วยกัน 2 รูปแบบ นั่นคือ แบบ CD 10.5 kWh ให้ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง อยู่ที่ 100 กิโลเมตร และ CD 16.0 kW ให้ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง อยู่ที่ 150 กิโลเมตร

และยังผลิตรถบรรทุกเล็กอย่าง Mitsubishi Minicab Truck MiEV ตามออกมาภายหลังอีกด้วย โดยขายตั้งแต่ปี 2013 – 2017

ซึ่ง Mitsubishi ยังได้ร่วมมือกับทาง Suzuki (ซูซูกิ) ในการให้จัดหารถไฟฟ้าขนาดเล็กแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) ป้อนให้กับทาง Suzuki นำไปติดยี่ห้อของตัวเองขายอีกด้วย ซึ่งเริ่มขายในชื่อ Suzuki Every EV ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2012

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

ก่อนจะปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ในเดือนพฤศจิกายน 2013, เดือนตุลาคม 2014, เดือนกรกฎาคม 2015, เดือนมกราคม 2017 และล่าสุดในเดือนกันยายน 2020 ที่เหลือเพียงรุ่นย่อยเดียว CD 16.0 kW ก่อนจะประกาศยุติการผลิตในวันที่ 31 มีนาคม 2021 แต่ก็ยังจะขายรถตู้เล็กรุ่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดสต๊อก

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

Mitsubishi Minicab MiEV มีมิติตัวรถยาว 3,395 มม. กว้าง 1,475 มม. สูง 1,915 มม. ระยะฐานล้อ 2,390 มม. น้ำหนักรถ 1,100 – 1,110 กิโลกรัม

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

ห้องโดยสารภายใน มีอุปกรณ์ให้เท่าที่จำเป็น แอร์ วิทยุ รองรับการบรรทุกสินค้าที่หลากหลาย ถูกออกแบบให้สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 350 กก. พร้อมผู้โดยสาร 2 คน (หรือ 4 คน) พื้นที่เก็บสัมภาระเมื่อพับเบาะผู้โดยสารลงมีความยาว 2,685 มม. และประตูแบบสไลด์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนถ่าย

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส Y51 ให้กำลังสูงสุด 30 กิโลวัตต์ (41 แรงม้า) ที่ 2,500-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 0-3,000 รอบ/นาที และแบตเตอรี่ขนาด 16 kWh กำลังไฟ 330V รองรับการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO สามารถชาร์จไฟได้สูงสุด 80% ภายใน 35 นาที หรือด้วยการชาร์จไฟแบบปกติจนเต็มแบตเตอรี่ 100% ใช้เวลา 7 ชั่วโมง โดยให้ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง อยู่ที่ 150 กิโลเมตร (ตามโหมด JC-08)

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีระบบคืนพลังงานขณะเบรก ที่จะช่วยแปลงพลังงานจากการเบรกเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ขณะขับขี่ และยังสามารถเป็นแหล่งพลังงาน ภายใต้ Concept ระบบนิเวศพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต หรือ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) เหมือนกับ Mitsubishi Outlander PHEV (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) อีกด้วย

ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 2,431,000 เยน ในรุ่น 2 ที่นั่ง และ 2,453,000 เยน ในรุ่น 4 ที่นั่ง

ซึ่ง Mitsubishi Minicab MiEV เป็นรถตู้เล็กที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจในบ้านเรา หามาใช้งานจริงๆ ทั้งขับง่าย สะดวก คล่องตัว ช่วยลดต้นทุนกิจการของคุณ และทุกการเดินทาง ยังเงียบสงบ และไม่ปลอยมลพิษอีกด้วย ว่าแต่คุณสู้ราคาไหวหรือเปล่าล่ะ?

Mitsubishi Minicab MiEV รถตู้เล็กพลังงานไฟฟ้า

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

เปรียบเทียบ มวยคู่เด็ด! Honda City Turbo VS MG5 กับข้อดี ข้อเสีย ราคา ก่อนจะตัดสินใจซื้อ!

CARRO Thailand ขอเปรียบเทียบรถยอดนิยมแห่งปี 2021 กับรายละเอียดต่างๆ ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางราคา และอัตราดอกเบี้ย กับ Honda City 2021 (ฮอนด้า ซิตี้) จัดว่าเป็นรถขายดีในเวลานี้ และ All-New MG5 2021 (เอ็มจี5) ใหม่ล่าสุดจากค่ายเอ็มจี

ซึ่งการมาของ MG5 ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถ Eco-Car (อีโคคาร์) กันอีกครั้ง และตัวรถยังให้อารมณ์สปอร์ตเหมือนกันทั้งคู่ CARRO เลยจับมาเปรียบเทียบกันให้เห็นกันจะๆ! หากใครสนใจรุ่นไหนอยู่ ลองคำนวณงบประมาณที่มี แล้วเลือกดูว่า จะผ่อนจะซื้อกันแบบไหนได้เลย

ถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

Honda City 2021 / ฮอนด้า ซิตี้ 2021

Honda City 2021

ข้อดี : รูปทรงสวย สปอร์ต ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระ ใหญ่มาก เครื่อง 1.5 Turbo ที่แรงม้ามากกว่า อันนี้เป็นจุดได้เปรียบกว่า MG5 (ซึ่งสายซิ่งคงถูกใจแน่ๆ เพราะเอาไปต่อยอด แต่งได้อีกเพียบ) ช่วงล่างเกาะถนน ห้องเครื่องเก็บสายไฟ เก็บท่อต่างๆ ได้เรียบร้อย ชุดแต่ง ของแต่งในตลาดมีเพียบ เพราะได้เปรียบกว่าตรงที่ออกมาได้ 1 ปีกว่าแล้ว

ข้อด้อย : ราคาจำหน่าย ที่สูงไปนิดนึง อันนี้ถือเป็นข้อด้อยเมื่อเทียบกับ All-New MG5 ส่วนชุดคอนโซลภายใน ดูการดีไซน์รู้สึกเรียบง่ายไปหน่อย ซึ่งก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน กับระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch ที่หลายคนอาจจะไม่ “สะใจ” กับฟังก์ชั่นที่มีมาให้นัก

รายละเอียดตัวรถ : เป็นรถในขนาด B-Segment (หรือ Sub-Compact ที่กระโดดลงมาเล่นในตลาดรถ Eco-Car Phase 2 แต่ทาง Honda ไม่เรียก Eco-Car แต่เรียกเป็น Ecology Car)

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED และไฟท้ายแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (ในรุ่น RS)
  • กระจังหน้าแบบโครเมียม
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม
  • ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว และ 16 นิ้ว (ในรุ่น RS)
  • เบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV)
  • คอนโซลหน้าแบบ Piano Black (เฉพาะรุ่น SV/RS)
  • มาตรวัดเรืองแสงสีขาวพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่
  • ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT (ในรุ่น RS)
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI
  • พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (ในรุ่น RS)
  • พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (ยกเว้นรุ่น S)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ในรุ่น RS)
  • ชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน (ในรุ่น RS)
  • กระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS (ในรุ่น RS)
  • ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED (ในรุ่น RS)
  • กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว (ในรุ่น RS)
  • สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS (ในรุ่น RS)
  • เบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง (ในรุ่น RS)

Honda City 2021 / ฮอนด้า ซิตี้ 2021

เครื่องยนต์ : ขนาด 1.0 ลิตร แบบ 3 สูบ DOHC VTEC 12 วาล์ว Turbocharger ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม) และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ทุกรุ่น ให้อัตราเร่ง และประหยัดน้ำมันได้ถึง 23.8 กม./ลิตร และมี Paddle Shifts เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ แบบ 7 สปีด และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้

มิติตัวรถ : ยาว 4,553 มม. กว้าง 1,748 มม. สูง 1,467 มม. ระยะฐานล้อ 2,589 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 135 มม. น้ำหนักรถ 1,150 – 1,165 กิโลกรัม

มีสีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีขาว Platinum (มุก) เฉพาะรุ่น RS และรุ่น SV สีดำ Crystal (มุก) สีเงิน Lunar (เมทัลลิก) สีเทา Modern Steel (เมทัลลิก) และสีขาว Taffata เฉพาะรุ่น V และรุ่น S

ราคาจำหน่าย :

  • รุ่น S (รุ่นเริ่มต้น) ราคา 579,500 บาท
  • รุ่น V (รุ่นกลาง) ราคา 609,000 บาท
  • รุ่น SV (รุ่นท็อป) ราคา 665,000 บาท
  • รุ่น RS (รุ่นท็อป-สปอร์ต) ราคา 739,000 บาท

จุดเด่น All-New MG5 ใหม่

All-New MG5 2021

ข้อดี : รูปทรงสวย สปอร์ต มาพร้อมนิยาม “BEYOND” ที่สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ที่มีความโดดเด่นและมีมุมมองที่เหนือระดับ ได้เปรียบกับความใหญ่ของตัวรถที่กินขาดรถ C-Segment หรือใหญ่เทียบเท่า Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ทีเดียว รวมถึงหน้าตารถ และท้ายรถ ที่ดูคล้ายกับรถยุโรปอย่าง Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) เรื่องการดีไซน์ถือว่าสอบผ่านเลยทีเดียว ถูกใจคนชอบรถยนต์แนวยุโรป แต่ราคาสบายกระเป๋ากว่ามากครับ

และห้องโดยสารภายในที่มีความใหญ่กว่า ออฟชั่นมาตรึม! พร้อมกับหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว “ใหญ่สะใจ” คนชอบหน้าจอโตๆ ผนวกกับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART สังการทำงานด้วยเสียงได้ พัฒนาดีขึ้นกว่าเดิม กับระบบ Smart Check, Smart Command และ Smart Connect อันเป็นจุดเด่นของ MG รวมถึงซันรูฟไฟฟ้า หลังคาเปิดได้ อันนี้ถือว่าได้เปรียบมากกว่า Honda City Turbo อย่างเห็นได้ชัด

ข้อด้อย : อาจจะเป็นในเรื่องของวัสดุพลาสติก ที่สมราคา แต่ก็ไม่แย่นะ การเก็บงาน ความหนาของชิ้นงาน ถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ ซึ่งฝากระโปรงท้าย มีเพิ่มพลาสติกตัวเหล็กยกด้วย กับในส่วนของเครื่องยนต์ที่จุดนี้อาจจะดูด้อยกว่า City Turbo หน่อย หลายคนอาจจะผิดหวังที่ MG5 ตัว Turbo ไม่มา แต่เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรตัวนี้ เน้นใช้งานในเมืองก็ถือว่า OK แม้จะไม่แรง แต่ก็ได้ประหยัดน้ำมัน

รวมถึงศูนย์บริการที่แม้จะมีถึง 150 แห่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเทียบกับของ Honda ที่มีมากกว่ามาก อาจจะเป็นจุดด้อยสำหรับคนที่ต้องนำรถเข้ารับบริการ กรณีอยู่ในต่างจังหวัด

รายละเอียดตัวรถ : เป็นรถในขนาด B-Segment ที่มีใหญ่กว่ารถยนต์ประเภท B-Segment ทั่วไป

จุดเด่น All-New MG5 ใหม่

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED พร้อมระบบเปิดปิดอัตโนมัติ
  • ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว (เฉพาะรุ่น X)
  • หลังคาซันรูฟ (เฉพาะรุ่น X)
  • วัสดุภายในเป็นแบบผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ในหลายตำแหน่ง
  • เบาะหนังสังเคราะห์ (ยกเว้นรุ่น C)
  • หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และโทรศัพท์มือถือระบบ Android
  • พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น
  • ปุ่ม PUSH Start
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • กรองอากาศ PM 2.5
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (เฉพาะรุ่น X)
  • มาตรวัดอัจฉริยะแสดงผลแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับรถยนต์ MG ที่โดดเด่นด้วยระบบการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยซึ่งมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ล่าสุด คือ กุญแจดิจิตอล (Digital Key) ที่เจ้าของรถสามารถส่งผ่านมายังโทรศัพท์มือถือ โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้กุญแจในการสตาร์ท อีกทั้งยังสามารถส่งกุญแจดิจิตอลให้กับผู้อื่นเพื่อใช้งานรถยนต์ได้ด้วยการรับ-ส่งโค้ด ผ่านทางแอพพลิเคชั่น i-SMART (เฉพาะรุ่น X)
  • ดิสก์เบรก 4 ล้อ มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA
  • เบรกมือไฟฟ้า (EPB)
  • ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA) (เฉพาะรุ่น X)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) (เฉพาะรุ่น X)
  • ม่านถุงลมนิรภัย (เฉพาะรุ่น X)
  • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ (เฉพาะรุ่น X)
  • ระบบควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้ง (XDS)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล (TCS)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS) และอื่นๆ อีกมากมาย

จุดเด่น All-New MG5 ใหม่

เครื่องยนต์ : ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTi-TECH ให้แรงม้าสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที

ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด และประหยัดน้ำมันได้ถึง 17.9 กม./ลิตร (ตาม ECO Sticker) และสามารถรองรับน้ำมัน E85 ได้

มิติตัวรถ : ยาว 4,675 มม. กว้าง 1,842 มม. สูง 1,473 มม. (รุ่น X 1,480 มม.) ระยะฐานล้อ 2,680 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 138 มม. น้ำหนักรถ ประมาณ 1,2XX กิโลกรัม

มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีเหลือง (Nuclear Yellow), สีขาว (Arctic White), สีดำ (Black Knight), สีเงิน (Silver Metallic), สีแดง (Scarlet Red) และสีเทา (Metal Ash Grey)

*สำหรับรุ่น C มีให้เลือก 3 สี คือ สีขาว, สีดำ และสีเงิน, รุ่น D มีให้เลือก 4 สี คือ สีขาว, สีดำ, สีเงิน และสีเทา และรุ่น X มีให้เลือก 5 สี คือ สีขาว, สีดำ, สีเทา, สีเหลือง และสีแดง

ราคาจำหน่าย :

  • รุ่น C (รุ่นเริ่มต้น) ราคา 559,000 บาท
  • รุ่น D (รุ่นกลาง) ราคา 599,000 บาท
  • รุ่น X (รุ่นท็อป) ราคา 689,000 บาท

ตารางผ่อนดาวน์ Honda City 2021

ตารางผ่อนดาวน์ Honda City 2021 / ฮอนด้า ซิตี้ 2021

ตารางผ่อนดาวน์ All-New MG5 2021 ใหม่

  • รุ่น C ราคา 559,000 บาท
  • รุ่น D ราคา 599,000 บาท
  • รุ่น X ราคา 689,000 บาท

ตารางผ่อนดาวน์ All-New MG5 2021 ใหม่

อย่างไรก็ตาม ขอให้บทความนี้เป็นเครื่องมือช่วยให้ทุกท่าน เลือกรถคู่ใจได้ตามความต้องการ และตามงบที่มี เพราะการเลือกซื้อรถแต่ละคัน แต่ละคนย่อมมีรสนิยม ความชอบ ความพึงพอใจ ในหลายองค์ประกอบไม่เหมือนกัน

รวมไปถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์ด้วย ที่ต่างคนก็ต่างมีประสบการณ์ในการเจอที่ปรึกษาการขาย เจอดีลเลอร์ เจอการซ่อม การเคลม หรือราคาอะไหล่ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่คุณเลือกรถใช้แบรนด์ต่างจากคนอื่น ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใดจ้า

สำหรับใครที่มองหารถใหม่ ในรูปแบบอีโค่คาร์ อย่าพลาด! แต่ถ้าอยากขายรถคันเดิม ต้องนึกถึงเรา มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แน่นอนว่าการขับรถฝ่าสายฝนคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราจะมีวิธีขับรถในช่วงหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุ และไม่เกิดเหตุการณ์รถเหินน้ำ เวลาที่ต้องขับลุยพื้นถนนที่เปียกลื่นหรือมีแอ่งน้ำขังกันได้บ้าง วันนี้ masii ก็มีคำตอบและวิธีขับรถในช่วงหน้าฝนมาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กันแล้วค่ะ ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

อาการรถเหินน้ำ หรือ Hydroplane สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อขับรถบนถนนเปียก หรือมีแอ่งน้ำขัง โดยมักเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์ขับมาด้วยความเร็ว ทำให้ยางรถยนต์ไม่สามารถรีดน้ำบนหน้ายางออกได้ทันท่วงที กลายเป็นยางรถยนต์หมุนอยู่บนผิวน้ำ ไม่ได้สัมผัสกับพื้นถนน จึงทำให้ควบคุมรถได้ยาก รถลื่น และหากผู้ขับขี่เหยียบเบรกกะทันหัน หรือจับพวงมาลัยไม่แน่น ก็มีโอกาสที่รถจะเสียหลักหมุนได้อย่างรวดเร็ว

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ

พื้นถนนที่เปียกมีโอกาสที่จะเกิดการเหินน้ำได้สูง ยิ่งหากเป็นพื้นถนนคอนกรีตด้วย ยิ่งมีโอกาสเหินน้ำมากกว่าถนนยางมะตอย เนื่องจากพื้นถนนอาจมีร่องน้ำตามรูของพื้นถนนมากกว่านั่นเอง ซึ่งเรามีวิธีป้องกันรถเหินน้ำ พร้อมกับวิธีขับรถให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝน ดังต่อไปนี้

1. ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป

ควรลดความเร็วหรือใช้เกียร์ต่ำขณะขับรถในช่วงฝนตก หรือใช้ความเร็วประมาณ 70-80 กม./ชม. จะทำให้ยางรถยนต์เกาะยึดพื้นถนน และดอกยางสามารถรีดน้ำออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากต้องขับรถลุยแอ่งน้ำ ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป เพราะจะทำให้รถเหินน้ำ ลื่นไถลออกนอกเส้นทาง หรือเสียหลักพลิกคว่ำได้

2. หลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำ

แต่ถ้าจะให้ดีควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำ จะลดความเสี่ยงในการเหินน้ำได้ดีที่สุด หรือขับรถในเลนกลางเสมอ เพราะแอ่งน้ำขังมักอยู่เลนนอกสุด ริมข้างทาง ข้างแบริเออร์ หรือข้างเกาะกลางถนน

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

3. ไม่เหยียบเบรกกะทันหัน

ไม่ว่าจะขับรถอยู่บนแอ่งน้ำหรือไม่ก็ตาม แต่การขับรถบนพื้นถนนที่เปียกลื่นก็ไม่ควรเหยียบเบรกทันที เพราะจะทำให้ล้อหยุดหมุนทันที ส่งผลให้รถเสียหลักได้ ยิ่งถนนเปียกก็ยิ่งทำให้รถลื่นไถลได้มากกว่าเดิม ที่สำคัญไม่ควรเหยียบเบรกแรงขณะขับทางโค้ง เพราะมีโอกาสที่รถจะหลุดโค้งได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรค่อยๆ ชะลอความเร็วและแตะเบรกทีละนิดจะดีที่สุด

4. จับพวงมาลัยแน่นๆ

ขณะขับรถในช่วงที่ฝนตก ถนนจะลื่นกว่าปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นไถล เสียหลักได้ง่าย ยังไงแล้วผู้ขับขี่ควรจับพวงมาลัยไว้ให้แน่นๆ เพื่อการควบคุมรถที่ดี และยิ่งหากต้องขับรถลุยแอ่งน้ำ หรือ รถเกิดอาการเหินน้ำแล้ว ให้จับพวงมาลัยแน่นๆ ประคองรถให้ดีๆ ชะลอความเร็ว และแตะเบรกเบาๆ ห้ามเบรกกะทันหัน หรือหันพวงมาลัยหนีเด็ดขาด

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

5. เติมลมยางให้พอดี

การเติมลมยางที่เหมาะสมก็ช่วยป้องกันรถยนต์เหินน้ำได้ หากลมยางอ่อนเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลง และมีโอกาสเหินน้ำได้ง่ายกว่ายางรถยนต์ที่เติมลมยางปกติ นอกจากนี้ควรหมั่นเช็กสภาพยางรถยนต์เป็นประจำ หากดอกยางเริ่มตื้นหรือโล้นแล้ว ควรรีบเปลี่ยนยางทันที

และนี่ก็คือวิธีป้องกันรถเหินน้ำ รวมถึงวิธีขับรถให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนที่ masii นำมาฝากกัน ยังไงแล้วก็ขอให้เพื่อนๆ ขับขี่รถยนต์กันอย่างปลอดภัย ไม่ประมาท และถ้าจะให้ดีอย่าลืมซื้อประกันรถยนต์ไว้ด้วยเพื่อความอุ่นใจ โดยสามารถ คลิกที่นี่ เพื่อซื้อประกันรถยนต์ หรือต่อประกันรถยนต์กับมาสิได้ง่ายๆ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.co.th

ไม่หลบรถฉุกเฉิน รถพยาบาลขณะเปิดไซเรน โทษหนัก

ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนักมากในประเทศไทย ผู้ป่วยวันละหนึ่งหมื่นกว่าคน และโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มียอดผู้ป่วยวันละสองสามพันคน ทำให้พวกเราได้เห็นรถฉุกเฉิน รถพยาบาล เปิดไซเรนวิ่งรับส่งผู้ป่วยกันบนถนนทุกชั่วโมงเลยก็ว่าได้

แต่ถึงแม้ว่าช่วงนี้ถนนจะโล่งๆ เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็อยู่บ้าน ไม่ออกไปไหนเท่าที่จำเป็นจริงๆ แต่ก่อนหน้านั้นก็ยังมีข่าวที่โลกโซเชียลแชร์คลิปรถแกล้งขับช้าๆ กีดขวางรถฉุกเฉินที่ต้องไปรับหรือส่งผู้ป่วย ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้ ผิดกฎหมายและมีโทษหนักกว่าที่คาดไว้ แต่จะมีอะไรบ้าง MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง

รถฉุกเฉิน รถพยาบาล

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามของ “รถฉุกเฉิน” ไว้ว่า รถดับเพลิง และรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาคและราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนดให้

และมาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้สัญญาณแสงวับวาบหรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน ผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหน้าต้องให้ทางรถฉุกเฉินไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 500 บาท

รถฉุกเฉิน รถพยาบาล

แม้ว่าโทษปรับจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้เจ็บป่วยในรถพยาบาล หรือรถฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ก็อาจโดนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 “ผู้ใดกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ซึ่งมีโทษต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ทางที่ดี เมื่อคุณเจอรถฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นรถพยาบาล, รถกู้ชีพ หรือรถประเภทอื่นๆ อย่าง รถตำรวจ, รถทหาร หรือรถที่ได้รับอนุญาตให้ติดตั้งสัญญาณไฟวับวาบ (ไฟไซเรน) ได้อย่างถูกต้องตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย ให้หยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย หรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางซ้ายสุดของทาง ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก

สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด ถ้าเป็นผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก

รถฉุกเฉิน รถพยาบาล

หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท ตามมาตรา 76 ทั้งหมด

เมื่อคุณรู้แล้ว ก็อย่าเจตนาทำ หรืออย่าขับรถเฉื่อยชา ในขณะที่รถพยาบาล หรือรถฉุกเฉิน วิ่งมาด้านหลังเลยนะครับ

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

ในช่วงที่เศรษฐกิจของไทย ย่ำแย่ติดต่อกันมาในช่วงหลายปีก่อนหน้า หรือการ Disruption ในหลายวงการอาชีพ หรือจะผลกระทบจากโควิด-19 กำลังระบาดหนักในไทยนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้อาชีพการงานแบบเดิมๆ ที่เคยทำกันมานาน ทั้งบริษัทเล็กๆ แบบ SMEs หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้รับผลกระทบกันมหาศาล ทั้งด้านการท่องเที่ยว สายการบิน การศึกษา ร้านนวด สปา ผับ บาร์ หรือร้านอาหารทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ สตรีทฟู้ด ต้องปิดตัวกันไปนับแสนราย

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ทำให้หลายคนต้องหาทางเอาตัวรอด หาทางสร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ๆ กันเป็นแถว บางคน อาจจะมีทุนมาก ก็มีสายป่านยาวหน่อย ส่วนคนที่ทุนน้อย ก็อาจต้องลงแรงมากหน่อย เพื่อให้การเริ่มต้นเป็น “นายตัวเอง” ไปต่อได้ ในยุคที่ต้องปรับตัวในการหาเงิน และสู้กับโควิดไปด้วย อย่าง “รถเร่ขายของ” ก็เช่นกัน มีผู้เริ่มมาทำกันมาก ในหลากหลายอาชีพ ทำเลไหนดีก็ขับไปขายทุกวัน ทำเลไหนไม่ดี ก็เปลี่ยนที่ไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องเช่าห้องแถว เช่าที่ให้วุ่นวาย

แถมยังใช้สื่อออนไลน์อย่าง Facebook, IG, YouTube หรือ Twitter เรียกลูกค้ามาพิสูจน์ได้เพียบอีกด้วย! และสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ในแต่ละวันได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งในวิกฤตช่วงนี้ ก็ยังไม่สิ้นโอกาสทีเดียว ใครที่มีรถกระบะ CARRO จะมาแนะนำ 10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ ใครมีรถ มาเปิดท้ายขายของ ทำได้ทันทีครับ!

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก ออนิว ผักซิ่ง

1. รถพุ่มพวง

รถพุ่มพวง เป็นอะไรที่ชาวกรุงคงต้องเห็นกันคุ้นหูคุ้นตาอยู่แล้ว กับรถเร่ขายของไปตามซอย ตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมเปิดเสียงออกลำโพงเรียกลูกค้า ขายผัก ขายกับข้าว บ้างล่ะ

ชื่อของรถพุ่มพวง นั้น ก็มาจากการห้อยสินค้าเป็นห้อยถุงๆ โตงเตงไว้รอบท้ายกระบะ ซึ่งก็ยังไปพ้องกับไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์ อีกต่างหาก ซึ่งรถพุ่มพวงส่วนหนึ่ง มาจากหาบเร่แผงลอย ที่มักจะถูกเทศกิจไล่บ่อยๆ หรือทำเลที่เคยอยู่ค่าเช่าแพง หรือขายไม่ดี จึงเปลี่ยนรูปแบบการขายมาเป็นการขับรถขายของแทน ซึ่งเริ่มเห็นมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540

ส่วนใหญ่สินค้ามักเป็นของกิน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก เน้นขับเข้าไปตามซอยลึกๆ ไปตามหมู่บ้านต่างๆ หรือไซต์งานก่อสร้าง ที่ร้านสะดวกซื้อ อาจจะยังเข้าไม่ถึง เอาใจแม่บ้านถึงที่นั่นล่ะ

แต่รถพุ่มพวง อาจจะไม่จำเป็นต้องขายกับข้าวอย่างเดียวเสมอไป อาจจะขายผัก ขายรองเท้า ขายของกินเล่น ก็มี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อมาเป็นแพ็คๆ หรือเป็นกิโล แล้วมาขายปลีก ให้ได้กำไรมากขึ้นครับ

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก ร้านบุญมีรับซื้อของเก่า-ข้างรพ.โคกสำโรง

2. รับซื้อของเก่า

อาชีพรับซื้อของเก่า อาจจะเป็นอาชีพที่บางคนดูถูกดูแคลน เพราะต้องอยู่กับของสกปรกทั้งวัน และยังเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี เชื้อโรคต่างๆ แต่ก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำได้อยู่ ทั้งการนำของเก่าไปรีไซเคิลขาย แถมยังช่วยลดขยะตามบ้านอย่างได้ผลอีกด้วย

บางคนอาจจะยึดอาชีพรับซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ นำไปซ่อมแล้วขายใหม่ แต่บางคนก็อาจจะเน้นรับซื้อพวกกล่องกระดาษเก่า ขวดพลาสติก ขวดเบียร์ เศษเหล็ก กระป๋องอะลูมิเนียม หรือหนังสือเก่า ตามความถนัด ซึ่งถ้ามีประสบการณ์มากขึ้น สามารถผันตัวมาเปิดร้าน หรือเปิดพื้นที่รับซื้อของเก่าได้เลย

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก Nongying Siwaporn

3. ขายกาแฟ

ในยุค Work From Home ต้องทำงานอยู่บ้านแบบนี้ มนุษย์เงินเดือนที่เคยติดกาแฟ ต้องสั่งกาแฟแก้วละเป็นร้อยมากิน จะสั่งออนไลน์ก็เจอค่าส่งเยอะ อาจจะไม่ได้ดื่มกาแฟบ่อยเหมือนแต่ก่อน ถ้าคุณมีฝืมือ หรือเคยเรียนชงกาแฟ จะแบบมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพมาบ้าง อาจจะนำรถกระบะที่ตัวเองมี วางเครื่องชงกาแฟ ตกแต่งรถอีกหน่อย พร้อมชงกาแฟสดๆ ทำเป็นร้านกาแฟเคลื่อนที่ได้เลย

บางคนอาจจะหารายได้เพิ่ม นอกจากจะขายกาแฟเพียงอย่างเดียวแล้ว ก็อาจจะนำเมล็ดกาแฟให้ขายให้ตามร้านต่างๆ ได้ด้วย เรียกว่ารับรายได้สองทางเลย

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก สวนประภัสราพันธุ์ไม้-คลอง15

4. ขายต้นไม้

เป็นที่รู้กันว่าเหล่าบรรดาแม่บ้าน หรือพ่อบ้าน มักนิยมปลูกต้นไม้ไว้รอบๆ บ้าน การเอารถกระบะมาดัดแปลงเป็นรถขายต้นไม้ ไปรับต้นไม้จากสวนมาขายก็น่าจะไปได้สวย ในช่วงเวลาที่คนอยู่บ้าน Work From Home กันเยอะ

ถ้าหากใครอยากรวยเร็วหน่อย ก็อาจจะหาต้นไม้ หรือสมุนไพร ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 มาขายในขณะนี้ เช่น ฟ้าทะลายโจร, กระชายขาว, ขมิ้นชัน, ขิง, มะขามป้อม, กระเทียม, สันพร้าหอม หรือต้นสายน้ำผึ้งมาขาย รับรองขายดีจนหามาขายไม่ทันทีเดียว

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

5. ขายข้าว

ถ้าใครมีอาชีพขายข้าวอยู่ มีหน้าร้านข้าว หรือรู้จักกับคนที่ทำงานโรงสีข้าว ก็ลองเอารถกระบะที่มี หาข้าวหลายๆ ชนิด หรือข้าวสารเป็นถุงๆ ใส่รถกระบะไปแบ่งขายตามหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้ เพราะอย่างไรทุกคนก็ต้องกินข้าว

 

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก Tee Motor

6. ขายผลไม้

นี่ก็จัดว่าเป็นอาชีพยอดฮิตของรถเร่ขายของเลยทีเดียว ซึ่งบางส่วนอาจมีสวนของตนเอง หรือมีแหล่งรับผลไม้จากสวน จากตลาดไท หรือตลาดสี่มุมเมือง ทางที่ดีคุณควรรับผลไม้จากสวน ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เน้นอย่าขายแพง แต่ขายให้หมดไวๆ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงขาดทุน เนื่องจากผลไม้สุก งอม หรือเน่าซะก่อน

สำหรับผลไม้ที่นิยมนำใส่รถกระบะมาขาย ก็มีอยู่หลากหลายประเภท โดยมากมักเป็นผลไม้ตามฤดูกาล อาทิ ส้ม, กล้วย, มังคุด, สัปปะรด, เงาะ, ขนุน, มะขาม, ทุเรียน, ลิ้นจี่, ลองกอง, ลางสาด, มะม่วง, ฝรั่ง, มะพร้าว, มะละกอ เป็นต้น ซึ่งผลไม้ที่เหลือจากขาย บางอย่างนำมาแปรรูป เช่น กวน เชื่อม เป็นสินค้าใหม่ขายได้อีก

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก ซูซูกิ101โปรดีby_yu

7. ขายก๋วยเตี๋ยว

บางคนอาจจะเคยเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว หรือเคยเป็นลูกมืออยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว เอารถกระบะที่มีมาดัดแปลงทำเป็นรถ Food Truck (ฟู้ดทรัค) ขายก๋วยเตี๋ยวก็น่าสนใจ อาจจะต้องลงทุนมาหน่อยในการเตรียมเครื่องครัว วัตถุดิบต่างๆ หาที่จอดขายตามหมู่บ้าน หรือตามซอยก็ได้

ซึ่งก็สามารถทำได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ, ก๋วยเตี๋ยวหมู, ก๋วยเตี๋ยวเป็ด, เย็นตาโฟ, บะหมี่น้ำ, บะหมี่หมูแดง, บะหมี่เป็ดย่าง, บะหมี่ไก่ตุ๋น, บะหมี่เป็ดตุ๋น หรือก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เป็นต้น เหมาะสำหรับคนมีฝืมือด้านการทำอาหารเลย

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก Cut In Car Barbertruck

8. ทำร้านตัดผม

ช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้หลายคนออกไปนอกบ้านเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แถมร้านตัดผมก็ปิด จนผมยาวรุงรังกันไปหมด ถ้าใครเคยเรียนทำผม เรียนตัดผมมา นี่จัดว่าเป็นทางออกที่เหมาะเหม็งมากในยุคนี้ คือการดัดแปลงรถกระบะ ติดแอร์ ทำเป็น “บาร์เบอร์ทรัค” ร้านตัดผมเคลื่อนที่

สะดวกนัดเจอคนตัดเมื่อไหร่ ก็ไปบริการถึงที่ได้เลย พอหลังจากตัดผมคนแรกเสร็จ ก็จะทำความสะอาดภายในก่อน ที่จะให้ลูกค้าคนต่อไปขึ้นมาต่อ ถือเป็นการตอบโจทย์ให้กับลูกค้าในช่วงสถานการณ์โควิด เพราะให้บริการถึงที่ ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้านด้วย

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

9. ขายของเบ็ดเตล็ด

ขายของเบ็ดเตล็ด อย่างอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน ไม้กวาด ไม้ถูพื้น เสื้อผ้ารองเท้า ขันน้ำ กะละมัง ฯลฯ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ขายตามหมู่บ้านในยุคนี้อาจรายได้ไม่เยอะนัก เพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กันเป็นหลัก อาจจะลองขายตามไซต์งานก่อสร้าง หรือโซนที่เป็นชุมชน มีตลาด มีแม่บ้านอยู่เยอะๆ น่าจะขายได้หน่อย

สำหรับข้อดีของการขายของเบ็ดเตล็ด คือของเก็บไว้ได้นาน ไม่ต้องกังวลในเรื่องของเน่าบูด หมดอายุ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงหน่อย

10 อาชีพ ขายของบนรถกระบะ รถพุ่มพวง รถเร่ขายของ

ภาพจาก Nattapon Yoowattana

10. รถรับจ้าง

สำหรับใครที่ไม่ได้มีทุนรอนมากมายในการลงทุนซื้อของมาขาย หรือทำอาหารขาย ก็ลองเอารถกระบะที่มีมาเป็นรถรับจ้างก็ได้ ตามป้ายประกาศที่ติดตามเสาไฟฟ้าเยอะๆ นั่นล่ะ ตั้งแต่ไปขนของ ส่งของ ย้ายบ้าน ย้ายหอพัก เป็นต้น

เพียงแต่รถกระบะที่จะนำมาทำเป็นรถรับจ้าง ควรเป็นรถกระบะตอนเดียว ที่มีคอกด้านหลังสูงๆ หน่อยนะ เพราะงานนี้เน้นขนกันจริงๆ

นี่ก็จัดว่าเป็นแนวทางให้คุณลองนำไปใช้ดูนะครับ ซึ่งการดัดแปลงรถ อาจต้องใช้งบประมาณตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสน ในช่วงเริ่มแรก และต้องคำนวณต้นทุนกำไรในแต่ละวัน โดยรถเร่บางอาชีพ รายได้อาจดีกว่างานประจำ แต่ใช่ว่าทุกคนที่ขายจะมีรายได้แบบนี้ บางวันเกิดฝนตก ขายไม่ได้เลยก็มี ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับทำเลขาย เวลาออกขายในแต่ละวัน ซึ่งคุณอาจคว้าโอกาสรายได้เดือนละครึ่งแสนก็เป็นได้นะ จะบอกให้

CARRO Automall Pick-Up Festival 2021

สำหรับลูกค้าที่กำลังอยากได้รถกระบะคันใหม่ มาใช้ลงทุนทำมาหากินช่วงนี้ ขอเชิญพบกับ CARRO Pick-Up Festival ที่ทาง CARRO Automall ขนทัพรถกระบะหลายหลายรุ่นมาให้เลือกชมกันในราคาสุดพิเศษ ตั้งแต่ 19 ก.ค. – 19 ส.ค. 2564 พร้อมกับลุ้นรับส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท! ที่ CARRO Automall สาขาดอนเมือง ดูรายละเอียดรถกระบะได้ที่นี่ >> รายละเอียดเพิ่มเติม

สนใจเข้าชมงานออนไลน์ สามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อนัดเวลาได้เลยครับ [คลิกเลย] >> https://bit.ly/36GxxrW (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

ส่วนท่านใดที่อยากมาดูรถตัวจริงที่ CARRO Automall สาขาดอนเมือง สามารถเดินทางมาตามแผนที่ด้านล่างได้ครับ

CARRO Automall สาขาดอนเมือง ตั้งอยู่ ณ 292 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทร. 02-508-8690

ประวัติรถเหล็ก Tomica

เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายคนที่ชื่นชอบรถยนต์เป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตในวัยเด็ก ย่อมต้องผูกพันกับ “รถเด็กเล่น” หรือ “รถเหล็ก” มาไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ซึ่งในตลาดรถเหล็กก็มีให้เลือกอยู่หลายยี่ห้อเลย

ประวัติ Tomica / Tomy

และแน่นอน รถเหล็กที่ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ยอดนิยมในบ้านเราอีกแบรนด์หนึ่ง นั่นก็คือ “Tomy” ของบริษัทผู้ผลิตของเล่นชื่อดังอย่าง “Tomica” (โทมิก้า) (หรือในชื่อปัจจุบัน Takara Tomy) นั่นเอง

หลายคนอาจจะมีความสงสัย กับตำนานของ Tomica ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร? และทำไมรถเหล็ก Tomica ถึงอยู่ในใจเด็กๆ ชาวญี่ปุ่น ถึงกับต้องยกให้วันเสาร์ที่ 3 ของเดือน เป็นวัน “Tomica” ที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องไปหาซื้อรถ Tomica มาให้คุณลูกเล่นกันเลยทีเดียว MR.CARRO จะเล่าให้ฟังครับ

ประวัติ Tomica / Tomy

Eiichiro Tomiyama ผู้ก่อตั้ง TOMY และโรงงาน Tomiyama Toy Seisakusho กับของเล่นในยุคแรก

Eiichiro Tomiyama (เออิจิโร่ โทมิยาม่า) (หรือ Eijiro) ผู้ก่อตั้ง TOMY เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1902 ในเมืองโยชิกาว่า จังหวัดไซตามะ ผู้เป็นลูกของ Teijiro Tomiyama ซึ่งมีอาชีพเป็นพ่อค้า โดย Eijiro เอง เริ่มต้นการฝึกงานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม ในร้านทำหนังสือของ Kaneko Seihonsho ในอายุ 9 ขวบ

จนกระทั่งได้เริ่มต้นฝึกงานในบริษัทของเล่นอย่าง Kawano Toy Seisakusho ต่อมาจึงได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองในชื่อ Tomiyama Toy Seisakusho เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1924 โดยตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทด้วยทุนก่อตั้งเพียง 1,000 เยน กับโรงงานเล็กๆ ที่เริ่มต้นผลิตของเล่นสังกะสี เช่น เครื่องบิน ต่อมาจึงได้พัฒนาและขยายการผลิตของเล่นรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย

จนกระทั่งมาสะดุดในช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากวัสดุอย่างสังกะสีและเหล็ก ไม่มีเหลือ และถูกรัฐบาลญี่ปุ่นห้ามนำมาผลิตของเล่น (เนื่องจากต้องนำวัตถุดิบไปใช้ในสงครามหมด) จนต้องเปิดโรงงานไม้ Taiyo ในปี 1941 เพื่อผลิตของเล่นที่ทำด้วยกระดาษ ไม้อัด ไม้ ไม้ไผ่ และดินเหนียวแทน แต่ก็ถูกกองทัพญี่ปุ่น ใช้เป็นที่ผลิตยุทโธปกรณ์ ที่ทำจากบล็อกไม้ สำหรับทำรอก ทำม่านทึบแสงสำหรับเรือประจัญบานแทน

ก่อนที่ Eiichiro Tomiyama จะกลับมาผลิตของเล่นสำหรับเด็กใหม่อีกครั้ง ในปี 1946 และในวันที่ 17 มกราคม 1953 ก็ได้ก่อตั้งบริษัท Tomy Company Limited เพื่อผลิตของเล่น และพัฒนาบริษัทให้ทันสมัยขึ้น กับบริษัท Takara Company Limited ในวันที่ 17 กันยายน 1955 เพื่อผลิตของเล่นพลาสติกโดยเฉพาะ

ประวัติ Tomica / Tomy

ภาพจาก Twitter @mitsuwo117

Tomica จัดว่าเป็นรถเหล็กจำลองขนาดจิ๋ว (สเกลไม่เกิน 1/64) เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อปี 1970 ซึ่งเป็นการนำชื่อ Tomica + Car มารวมกัน หลังจากได้แรงบันดาลใจมาจากรถเหล็กของ Matchbox และ Hot Wheels

ซึ่ง Eiichiro และทีมนักออกแบบของ Tomica ได้นำข้อดีและข้อเสียของ Matchbox และ Hot Wheels มาปรับปรุงใหม่ เช่น ระบบแกนล้อที่มีความคล่องตัวสูงของ Hot Wheels ร่วมกับการย่อส่วนที่ได้สัดส่วนของ Matchbox ซึ่งแต่ก่อน Matchbox ใช้ระบบแกนล้อที่มีความฝีดมาก (Regular Wheels) อีกทั้งผู้ผลิตรถเหล็กจากฝั่งตะวันตก มักไม่ค่อยจะผลิตรถเหล็กของค่ายรถญี่ปุ่นนัก

โดย Eiichiro ตั้งใจที่จะผลิตรถเหล็กที่เป็นยี่ห้อรถของชาวญี่ปุ่น ด้วยฝีมือของชาวญี่ปุ่น ให้เด็กๆ ญี่ปุ่นได้รู้จัก ได้สัมผัส เพื่อสร้างจินตนาการ เขาบอกว่า “นี่เป็นรถคันเล็กๆ ที่บรรทุกความฝันอันยิ่งใหญ่” ซึ่งมีขนาดเล็กที่พอจะวางลงบนฝ่ามือของเด็กๆ และมีราคาที่เหมาะสม พ่อแม่ซื้อไหว

ประวัติ Tomica / Tomy

สำหรับโมเดลรถเหล็ก 7 แบบแรก ที่ Tomica เริ่มผลิตในปี 1970 มีดังนี้ครับ

1. Nissan Bluebird SSS Coupe

2. Toyota Corona Mark II

3. Toyota Crown Super Deluxe

4. Toyota Crown Patrol Car

5. Toyota 2000GT

6. Nissan Fairlady Z432

7. Honda 1300 Coupe 9

ประวัติ Tomica / Tomy

ชุดของเล่น Tomica ในยุค 80-90 จาก Twitter @jibikenn

โดยรถเหล็กของ Tomica ก็ได้เริ่มทำการพัฒนารูปแบบ ให้มีความสมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งขยาย Line-Up การผลิตออกไปถึง 140 หมายเลข (ซึ่งใน 140 หมายเลขนี้ แม้ว่าตัวรถก็จะมีการออกรุ่นใหม่ แบบใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่จะใช้ตัวเลขทดแทนของเดิม) จนถึงปัจจุบันมีการผลิตแล้วมากกว่า 800 แบบ* กับ 140 หมายเลขในสายการผลิต และมียอดผลิตรวมมากกว่า 554 ล้านคัน* (*ยอดนับถึงเดือนมีนาคม 2011)

โดย Takara Tomy จะออกรถเหล็ก Tomica แบบใหม่ๆ ทุกวันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของแต่ละเดือน จนได้ชื่อว่าเป็นวัน “Tomica” นั่นเอง

ประวัติ Tomica / Tomy

ในเวลาต่อมา Tomy ก็ได้เอาใจคนชอบรถเหล็กที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และสมจริงขึ้นอย่าง “Tomica Dandy” ในสเกล 1/43 ซึ่งผลิตขึ้นระหว่างปี 1972 – 1993

ประวัติ Tomica / Tomy

ก่อนจะพัฒนามาเป็นรถเหล็กเหมือนจริง อย่าง Tomica Limited Vintage Neo, Tomica Collection หรือ Tomica Premium ในปัจจุบัน

สำหรับในไทยเองนั้น รถเหล็ก Tomica ได้มีการนำเข้ามาขายนานมาก ไม่ต่ำกว่า 35 ปีได้ ซึ่งตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านของเล่นใหญ่ๆ มักสั่งเข้ามาจำหน่าย พร้อม Set ชุดร้านค้า ป้อมตำรวจ ที่จอดรถ หรือรถไฟ สำหรับสร้างเมืองของ Tomica ด้วย โดยในอดีตเป็นการผลิตชิ้นงานทั้งที่ญี่ปุ่น ก่อนจะมีฐานการผลิตเพิ่มที่จีน, ไทย และเวียดนาม

ซึ่งในยุคที่รถเหล็ก Tomica ยังประกอบในญี่ปุ่น มีราคา (เท่าที่จำได้) คันละ 49 บาท ต่อมาจนปรับขึ้นเป็น 59 บาท และปรับขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้ปรับราคาขึ้นไปเป็นคันละ 229 บาทแล้ว

ปัจจุบัน บริษัท ก.เจริญ ทอยส์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์ Takara Tomy ทั้งหมดครับ

ประวัติ Tomica / Tomy

Kantaro Tomitama ประธานบริษัท Takara Tomy ในปัจจุบัน

และในปี 2006 ก็ได้มีการควบรวมบริษัทกันระหว่างบริษัท Tomy และบริษัท Takara เข้าด้วยกัน เพื่อก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในโลกของเล่น ในชื่อ Takara Tomy ซึ่งในปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 25,000 คน (ยอด ณ 31 มีนาคม 2011) โดยมี Kantaro Tomitama เป็นประธานบริษัท และในเดือนมกราคม 2020 Tomica ก็ได้ฉลองครบรอบ 50 ปี ของการผลิตรถเหล็ก Tomica ไปเองครับ

ส่วนใครที่สนใจในรถเหล็ก Tomica รุ่นต่างๆ สามารถเข้าไปดูกันได้ที่นี่เลยครับ – https://www.takaratomy.co.jp/products/tomica/

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ชาว CARRO จอร์จเป็นห่วงเพื่อนจริงๆ ครับเห็นเพื่อนๆ เห็นใช้รถกันแต่ไม่ค่อยดูแลยางเท่าไหร่ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากๆในเรื่องความปลอดภัย วันนี้เลยอยากมาแนะนำการดูแลยางเบื้องต้นกันครับทำง่ายๆ แต่ทำให้ขับรถปลอดภัยหายห่วงแน่นอนครับจะได้ปลอดภัยต่อต่อเองและเพื่อนร่วมทางครับ แนะนำกันเลยนะครับเพื่อไม่ให้เสียเวลา

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

สเต็ปแรกเลยครับ จอร์จแนะนำ ก่อนขึ้นรถควรเดินวนดูรอบรถซะหน่อยครับดูก่อนเลยว่ายางมีปัญหารึเปล่า เช่น ยางแบน มีตะปูคาอยู่ที่ยาง ยางบวม และ ยางปริแตก เพราะสามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยกรณีความเสียหาย หากยางรั่วและตะปูตำควรทำการซ่อมทันที  กรณียางบวม และยางปริแตกความเปลี่ยนยางทันที  เชื่อกันไหมครับต่างประเทศทำสถิติมาแล้วครับการเดินเช็กสภาพรอบรถประจำวัน ช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 50% เลยนะครับเพราะฉะนั้นเสียเวลากันสักนิดนะครับไม่ถึง 1 นาทีปลอดภัยขึ้นอีกเยอะครับ 

ข้อแนะนำเพิ่มเติมครับจริงๆแล้วอยากแนะนำว่ารถทุกคันควรมียางอะไหล่ หรือเครื่องเติมลมฉุกเฉินไว้ในรถครับเพราะว่าโดยปกติส่วนมากที่มีปัญหารายวันก็คือยางรั่วซึ่งทำให้ยางแบนครับกรณีนี้ถ้ามียางอะไหล่ควรเปลี่ยนยางอะไหล่แต่อาจจะทำให้เราเสียเหงื่อยเยอะหรือบางคนอาจจะทำไม่เป็น แต่ถ้ามีเครื่องเติมลมฉุกเฉิน เราแค่เติมลมเข้าไปให้ปกติ และขับรถไปหาร้านยางต่อได้ครับซึ่งจะสะดวกรวดเร็วขึ้นมากในกรณีเร่งด่วนครับ ถ้าหากเพื่อนๆไม่มีทั้งสองอย่างกลายเป็นว่าเราต้องเรียก บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือ บดยางไปหาร้านยางซึ่งมีโอกาสทำให้ยางเสียหายได้จะทำให้เราอาจมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากยางที่เพิ่มขึ้นได้ครับ

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

สเต็ปต่อมา อาจต้องลงมือทำ และ อาจจะต้องเสียเหงื่อบ้างครับ แต่ทำไม่บ่อยครับ จอร์จ แนะนำให้เช็ก อาทิตย์ละครั้งครับ คือเช็กในเรื่องของ ลมยาง ความลึกดอกยาง และ สภาพยาง  ซึ่งสามารถทำได้พร้อมๆกันครับ โดยในส่วนของเช็กลมยางควรเช็กและเติมลมตามที่รถแต่ละคันระบุไว้ที่ประตูข้างคนขับ ซึ่งเป็นค่าลมยางที่เหมาะสมกับรถที่สุดขยายความครับ ค่าเติมลมยางที่ผู้ผลิตรถแนะนำมาจะเป็นค่าที่ทำให้รถและยางสามารถตอบสนองการขับขี่ได้ดีที่สุดโดยคำนวณจากหลักทางวิศวยานยนต์ครับ แต่ถ้าความรู้สึกในการขับไม่ได้อาจจะปรับเพิ่มลดได้อยู่ครับ 1-3 PSI การเติมลมยางไม่ว่าจะเติมลมธรรมดาหรือลมไนโตรเจนถ้าเราเช็กลมยางเป็นประจำแทบจะไม่มีความแตกต่างของอายุการใช้งานของยางเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าเพื่อนๆแทบไม่ได้เช็กเลยก็แนะนำว่าให้เติมลมไนโตรเจนดีกว่าเพราะการซึมออกจะช้ากว่าลมปกติ 

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

แต่ถึงอย่างไรก็ตามควรเช็กลมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งครับ  และในขณะที่เติมลมยาง เราก็สามารถดูความลึกดอกยางและสภาพยางไปด้วยได้ครับ โดยความลึกดอกยาง ยางทุกเส้นนั้นจะมีสะพานยางอยู่ตรงร่องดอกยาง หากดอกยางสึกจนถึงสะพานยางแล้วนั่นหมายถึงยางควรจะต้องเปลี่ยนยางแล้ว เพราะยางนั้นจะรีดน้ำได้ไม่ดีส่งผลทำให้การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียกได้ไม่ดีไปด้วย มีโอกาสทำให้เกิดการเหินน้ำของยางได้ครับ ส่วนในยางเสื่อมสภาพนั้น ยางจะมีสภาพยางแข็งกระด้างและแตกลายงาซึ่งทั้งสองกรณีของดอกยางหมดและยางเสื่อมสภาพก็ควรเปลี่ยนยางครับเพราะยางหมดประสิทธิภาพการใช้งานครับ

แต่ต้องของอธิบายเพิ่มเติมนิดนึงครับสำหรับการแตกลายงาโดยปกติแล้วยางเมื่อเจอความร้อน เจอความเย็นเจอฝน เจออากาศเมื่อเป็นระยะเวลานานๆมีโอกาสที่จะแตกลายงาได้อยู่แล้วครับ ซึ่งเบื้องต้นถ้าการแตกลายงาแค่ผิวเล็กๆอันนี้ถือเป็นเรื่องปกติครับถ้าทางเทคนิคจะเรียกว่า OZONE Crack ครับแต่ถ้ามันลายงาลึกไปถึงชั้นโครงยาง หรือ รอยลายงากว้างเกินไปอันนี้ถึงจะเรียกว่ายางเสื่อมสภาพครับผม ซึ่งก็ควรเปลี่ยนยางใหม่เพื่อให้ยางสามารถเกาะถนนกลับมามีประสิทธิภาพการใช้งานได้ดีเหมือนเดิมครับ

จอร์จ ขอแนะนำเลยครับ สเต็ปแรกควรทำทุกวันครับเพราะง่ายที่สุด ส่วน สเต็ปที่สองก็อาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ครั้งครับ จอร์จ เป็นห่วงเพื่อนๆทุกคนครับ อยากให้ขับรถกลับบ้านหาคนที่เรารักได้อย่างปลอดภัยครับ เพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน และช้อปยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์ครับ ทักมาให้พวกเราได้เลยครับผม วันนี้ผมขอไปหาคนที่รักก่อนครับแล้ววันหลัง จอร์จ จะมาแนะนำเรื่องอื่นๆครับ ขอบคุณมากครับ

ชื่อโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ตรงกับชื่อรุ่นรถยนต์ชื่อดัง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

นับตั้งแต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มต้นจากในประเทศจีน เมื่อช่วงปลายปี 2019 ก่อนจะเริ่มระบาดไปทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2020 เป็นต้นมา ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับโลกใบนี้อย่างมหาศาล มีจำนวนผู้ป่วยในทั่วโลก ถึงปัจจุบันแล้วกว่าหนึ่งร้อยกว่าล้านคน ผู้เสียชีวิตอีกสามล้านกว่าคน รวมถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน ผับ บาร์ ร้านนวด หรือหน้าที่การงาน ฯลฯ อีกนับพันล้านคนทั่วโลก!

เมื่อโควิด-19 เกิดการกระจายไปยังประเทศต่างๆ เจ้าตัวไวรัสเองก็สามารถกลายพันธุ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม พัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่นั้นๆ ได้เองตามธรรมชาติ และเชื้อ Sars-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ก็เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นหลายพันครั้ง ในหลายประเทศด้วยกัน …

จนผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข หรือคนทั่วไป มักจะเรียกโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ที่กลายพันธุ์ว่า สายพันธุ์อินเดีย, สายพันธุ์บราซิล, สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือสายพันธุ์อังกฤษ เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการอ้างอิงถึง

ซึ่งสร้างความไม่พอใจ สำหรับผู้คนในประเทศนั้นๆ นัก …

WHO หรือ องค์การอนามัยโลก จึงตัดสินใจใช้ระบบเรียกชื่อของเชื้อโรคโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ตามอักษรกรีก แทนการเรียกด้วยชื่อประเทศหรือสถานที่ เพื่อลดการตราหน้า หรือการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองที่มาจากประเทศที่มีเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์

แต่ชื่อที่ว่านี้ มันดันพ้องกับชื่อรุ่นรถยนต์ ทั้งในปัจจุบันและอดีตเสียด้วยสิ แต่จะมีรุ่นไหนบ้าง MR.CARRO จะเล่าให้ฟัง

Toyota Alphard / โตโยต้า อัลฟาร์ด

1. Alpha (อัลฟ่า) หรือโควิดสายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7)

Alpha (อัลฟา) (Αα) หรือแอลฟา เป็นอักษรกรีกตัวที่ 1 และเป็นเลขกรีกที่มีค่าเท่ากับ 1

แอลฟามีที่มาจาก Aleph (อาเลฟ) ซึ่งเป็นอักษรฟินิเชียและฮีบรู เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงวัวตัวผู้ หรือผู้นำ

นอกจากนี้ Alpha ยังเป็นรากในการกำเนิดอักษรตัวอื่นด้วย เช่น เอ (A) ในภาษาลาติน และ อา (A) ในอักษรซีริลลิกในภาษาอังกฤษ

คำว่า “แอลฟา” ซึ่งเป็นคำนาม มีความหมายว่า “การเริ่มต้น” หรือ “อันดับแรก” (ในอนุกรมหรือลำดับ) ซึ่งสอดคล้องกับรากศัพท์ในภาษากรีก

และคำว่า “Alpha” ยังเป็นคำที่นำมาใช้ตั้งชื่อรถยนต์ “Toyota Alphard” (โตโยต้า อัลฟาร์ด) อีกด้วย โดยโตโยต้าเริ่มนำชื่อนี้มาใช้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2002 – ปัจจุบัน

โดย Toyota สื่อความหมายของชื่อนี้ว่ามาจากดาว Alpha Hydre ซึ่งเป็นดาวที่สว่างที่สุด ในกลุ่มดาวงูไฮดรา มีความสว่างปรากฏ +2.0 อยู่ห่างออกไปประมาณ 177 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ มีสเปคตรัม K3 จึงมีสีส้มแดง และตอนนี้ อัลฟาร์ดได้พัฒนาเลยขั้นวิถีหลัก (Main-Sequence) ไปแล้ว โดยกำลังอยู่ช่วงการเปลี่ยนไปสู่ดาวยักษ์สีส้ม

ชื่อ Alphard มาจากภาษาอารบิกว่า Al-Fard ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่โดดเดี่ยว (The Solitary One) เนื่องจากไม่มีดาวฤกษ์สว่างดวงอื่นอยู่ใกล้มันเลย ชาวอาหรับรู้จักอัลฟาร์ดในชื่อ “สันหลังของงู” โดยมีความหมายที่คล้ายกับในภาษากรีกเช่นเดียวกัน

Lancia Beta / แลนเซีย เบต้า

2. Beta (เบตา) หรือโควิดสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (B.1.351)

Beta (เบตา) (Ββ) หรือบีตา เป็นอักษรกรีกตัวที่ 2 และเป็นเลขกรีกที่มีค่าเท่ากับ 2 ในภาษากรีกโบราณ ซึ่ง บีตา ยังเป็นรากในการกำเนิดอักษรอื่นด้วย เช่น อักษรโรมัน (B) และอักษรซีริลลิก (Б) และ (В)

โดย Beta ถูกใช้เป็นชื่อรุ่นของรถยนต์ Lancia ในรุ่น Lancia Beta (แลนเซีย เบต้า) (828) ในปี 1972 – 1984 ซึ่งในไทยเองก็เคยมีประกอบขาย ทั้งในแบบ Berlina 4 ประตู แบบ Fastback และแบบ Coupe 2 ประตู

Lancia Gamma / แลนเซีย แกรมม่า

3. Gamma (แกรมมา) หรือโควิดสายพันธุ์บราซิล (P.1)

Gamma (แกรมมา) (Γγ) เป็นอักษรกรีกตัวที่ 3 และเป็นเลขกรีกที่มีค่าเท่ากับ 3 และยังใช้เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น γ ใช้เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ใช้แทนรังสีแกมมา, อนุภาคโฟตอน, ตัวคูณลอเรนซ์ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ

หรือแทนอัตราส่วนของความร้อนจำเพาะภายใต้สภาวะความดันคงที่ กับปริมาตรคงที่ CP/CV ในอุณหพลวัตศาสตร์ และแทนค่าคงตัวออยเลอร์-แมสเชโรนี (Euler–Mascheroni Constant)

และ Gamma นี้ ยังถูกใช้เป็นชื่อรุ่นของ Lancia Gamma (แลนเซีย แกรมม่า) (830) ในปี 1976 – 1984 เป็นรถรุ่นใหญ่ของ Lancia ทั้งในแบบ Berlina 4 ประตู แบบ Fastback และแบบ Coupe 2 ประตู

รวมไปถึงรถจักรยานยนต์รุ่นดังอย่าง Suzuki RG Gamma (ซูซูกิ อาร์จี แกรมม่า) อันโด่งดังในยุค 80 และ 90 อีกด้วย

Lancia Delta HF Integrale EVO / แลนเซีย เดลต้า

4. Delta (เดลต้า) หรือโควิดสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.2)

Delta (เดลต้า) (Δδ) เป็นอักษรกรีกตัวที่ 4 และมีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 4 ใช้แทนตัวอักษร d เมื่อมีการใช้งานแทนแล้ว

สำหรับ Delta ถูกใช้เป็นชื่อรุ่นรถของ Lancia เช่นเคย โดย Lancia Delta (แลนเซีย เดลต้า) (831) รถ 5 ประตู Hatchback ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1979 – 1999 ซึ่งเป็นรุ่นที่โด่งดังในด้านแรลลี่ และนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2008 – 2014

Lancia Epsilon Corsa / แลนเซีย เอปไซลอน

5. Epsilon (เอปไซลอน) หรือโควิดสายพันธุ์สหรัฐ (B.1.427 / B.1.429)

Epsilon (เอปไซลอน) (Εε) เป็นอักษรกรีกตัวที่ 5 และมีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 5

สำหรับ Epsilon ถูกใช้ในรถ Lancia Epsilon (แลนเซีย เอปไซลอน) ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 1911 – 1912

Lancia Zeta / แลนเซีย ซีต้า

6. Zeta (ซีต้า) หรือโควิดสายพันธุ์บราซิล (P.2)

Zeta (ซีต้า) (Ζζ) เป็นอักษรกรีกตัวที่ 6 และมีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 7

Zeta ก็ยังคงถูกใช้เป็นชื่อรุ่นของรถ Lancia อีกเช่นเคยครับ โดยใช้ใน Lancia Zeta (แลนเซีย ซีต้า) ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1912–1914 และถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบรถ MPV เมื่อปี 1994 – 2001

Lancia Theta / แลนเซีย ธีตา

7. Theta (ธีตา) หรือโควิดสายพันธุ์ที่พบในหลายประเทศ (B.1.525)

Theta (ธีตา) (Εε) หรือเธตา เป็นอักษรกรีกตัวที่ 8 และมีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 9 ปัจจุบันใช้แทนค่ามุมใดๆ ในทางคณิตศาสตร์ หรือ แทนมุมหักเห มุมตกกระทบ และมุมสะท้อนของแสงในทางวิทยาศาสตร์

สำหรับ Theta ถูกใช้ในรถ Lancia Theta (แลนเซีย ธีตา) ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 1913 – 1918

Lancia Jota / แลนเซีย โจตา

8. Iota (ไอโอตา) หรือโควิดสายพันธุ์สหรัฐ (B.1.526)

Iota (ไอโอตา) (Ι ι) หรือโยตา เป็นอักษรกรีกตัวที่ 9 และมีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 10

สำหรับ Iota ถูกใช้ในรถ Lancia Jota (แลนเซีย โจตา) (มาจากคำว่า Djota หรือ Eptajota ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า Iota) ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 1915 – 1935

Lancia Kappa / แลนเซีย แคปปา

9. Kappa (แคปปา) หรือโควิดสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.1)

Kappa (แคปปา) (Κκ) หรือกาปา เป็นอักษรกรีกตัวที่ 10 และมีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 20

สำหรับ Kappa ถูกตั้งเป็นชื่อรถ Lancia Kappa (แลนเซีย แคปปา) ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 1919 – 1922 และกลับมาผลิตใหม่อีกครั้งในปี 1994 – 2000 ในรูปลักษณ์ของรถหรูหรา

Mitsubishi Galant Lambda / มิตซูบิชิ กาแลนท์ แลมด้า

10. Lambda (แลมบ์ดา) หรือโควิดสายพันธุ์เปรู (C.37)

Lambda (แลมบ์ดา) (Λλ) หรือแลมด้า เป็นอักษรกรีกตัวที่ 11 มีค่าของเลขกรีกเท่ากับ 30 และใช้ในสมการต่างๆ -ฟิสิกส์ แทนความยาวคลื่น

สำหรับ Lambda ถูกตั้งเป็นชื่อรถ Lancia Lambda (แลนเซีย แลมด้า) ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 1922 – 1931 และถูกใช้เป็นชื่อรุ่นย่อยของรถ Mitsubishi Galant Lambda (มิตซูบิชิ กาแลนท์ แลมด้า) รถสปอร์ตสุดหรู 2 ประตู จากค่ายมิตซูบิชิ ที่ผลิตในปี 1976 – 1984

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

อีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

ว่าด้วยการ “ดูแลรถยนต์เบื้องต้น” รถยนต์คือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับใครหลาย ๆ คน ที่ใช้สำหรับการเดินทาง การทำงาน ชีวิตส่วนตัวและอื่น ๆ แน่นอนว่าทุกคนล้วนอยากให้รถยนต์ของคุณมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและสภาพเครื่องที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ นั่นจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จัก วิธีดูแลรถยนต์เบื้องต้น เพื่อให้รถของคุณได้รับการบำรุงและสามารถซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

การดูแลรถ นั้นมีอยู่หลากหลายวิธีที่หลายครั้งเรามักจะเกิดคำถามหรือมีข้อสงสัยว่าทำไมสิ่งที่ต้องคอยตรวจเช็คและหมั่นเปลี่ยนเป็นประจำ รวมถึงสิ่งที่ควรมีติดรถว่าสำคัญอย่างไร

รู้ใจได้รวบรวม 10 คำถามในการดูแลรักษารถยนต์ที่มักจะมีคำถามเกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่าทำไมถึงสำคัญ เพื่อให้คุณได้เห็นถึงประโยชน์ของแต่ละองค์ประกอบ รวมถึงได้เรียนรู้ถึงหลักการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ส่งผลที่ดีต่อรถยนต์คู่ใจที่จะมีประสิทธิภาพที่ดี พร้อมสำหรับการใช้งานอย่างราบรื่นและปลอดภัยอยู่เสมอ

1. ทำไมถึงควรเช็คหัวเทียนเป็นประจำ?

หัวเทียน เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ในการ “จุดระเบิด” ให้กับเครื่องยนต์ ผ่านการทำงานด้วยการปล่อยกระแสไฟแรงดันสูง เป็นกลไกสำคัญของเครื่องยนต์เบนซิน รวมถึง แก๊ส และ ก๊าซ ที่ถ้าหากคุณใช้เครื่องยนต์เบนซินควรที่จะมีการหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ ซึ่งโดยปกติแล้วหัวเทียนจะมีอายุในการใช้งานที่ยาวนาน ในรถยนต์บางคันสามารถใช้งานได้เกิน 100,000 กิโลเมตร จึงจะเริ่มแสดงอาการที่ผิดปกติ

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

โดยให้คุณสังเกตอาการเกี่ยวกับความผิดปกติเมื่อหัวเทียนจะหมดอายุการใช้งาน ได้แก่ น้ำมันสิ้นเปลืองมากกว่าปกติ, เร่งรถแซงแล้วพุ่งไปไม่เร็วเหมือนเดิม หรือ รอบเดินมีอาการเบาและสั่นเนื่องจากหัวเทียนมีการจุดระเบิดไม่เต็มที่

2. ทำไมต้องเปลี่ยนกรองแอร์อย่างสม่ำเสมอ?

การดูแลรถ หลายคนมักจะสงสัยว่า ทำไมถึงควรเปลี่ยน กรองอากาศเครื่องปรับอากาศ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กรองแอร์” ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าท่ามกลางสภาพอากาศในปัจจุบันที่มากไปด้วยฝุ่นละอองและมลภาวะทางอากาศ ที่ กรองแอร์ จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับคุณภาพอากาศภายในรถที่ดี อากาศสะอาดและเป็นมิตรต่อสุขภาพ โดยแนะนำให้มีการเปลี่ยนเป็นประจำในตอนที่คุณพารถยนต์ไปถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้ง

3. ทำไมควรล้างรถบ่อยๆ?

เรียกได้ว่าเป็นข้อสงสัยที่พบได้บ่อยเลยทีเดียว ว่าทำไมเราถึงควรล้างรถบ่อย ๆ ทั้งที่จะปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ต้องบอกเลยว่าการดูแลรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์ หมั่นเช็ดล้างและทำความสะอาดเป็นประจำนั้นจะช่วยให้รถของคุณดูใหม่ สีไม่ซีด ไม่มีสนิมขึ้น แสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของรถได้เป็นอย่างดี เมื่อคุณนำไปขายต่อก็ไม่ทำให้รถราคาตกอย่างแน่นอน

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

นอกจากนี้ ในหลาย ๆ ครั้งที่เราต้องขับรถผ่านบริเวณที่มีฝุ่นเยอะหรือที่พักใกล้ทะเลที่จะมีคราบเกลือคอยเกาะสะสมไว้เรื่อยๆ ภายในใต้ท้องเครื่อง ก็อาจจะเสี่ยงต่อการทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ตลอดจนเหล่าซากแมลงและขี้นกที่จะทำให้สีเกิดการกร่อยและยังมีปัญหาที่ส่งผลกระทบอีกมากมายที่เรียกได้ว่าการล้างรถนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ

4. ทำไมต้องเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำอยู่เสมอ?

ระดับน้ำในหม้อน้ำ ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในรถยนต์คันใหม่หรือคันเก่าก็ตาม เพราะถ้าหากหมอน้ำรถยนต์มีน้ำในระดับที่ต่ำอาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์มีปัญหาติดขัดในระหว่างการทำงานที่ออกกลางแจ้งหรืออยู่ท่ามกลางอุณภูมิที่ร้อนระอุในช่วงเวลากลางวัน

ผู้ใช้รถ ควรตรวจเช็คระดับของน้ำหล่อเย็นภายในถังพักน้ำหรือหม้อน้ำ โดยการเช็คระดับน้ำควรทำในขณะที่ไม่ได้มีการสตาร์ทเครื่องยนต์หรือในช่วงที่เครื่องยนต์มีสภาพที่เย็นอยู่

ถ้าหากไม่มีการตรวจเช็คเกี่ยวกับระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอนั้น น้ำที่ขาดการระบายความร้อนหรือมีระดับน้ำต่ำกว่าที่กำหนด จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างติดขัด ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เสี่ยงต่อการเสียหายลุกลามและสึกหรอได้

5. ทำไมยังต้องเช็คลมยาง?

เรียกได้ว่าเป็นเรื่อง ดูแลรถ ที่หลาย ๆ คนละเลยอย่างมาก สำหรับการเช็คลมยาง ซึ่ง ยางรถยนต์ มีหน้าที่ในการรับน้ำหนักของตัวรถทั้งคัน ที่ถ้าหากไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก็อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการขับขี่ เนื่องจากลมยางและยางรถยนต์มีผลต่อสมรรถนะการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเบรก การควบคุม การประหยัดน้ำมัน การบังคับเลี้ยว ตลอดจนการสึกหรอและอายุการใช้งานของยางรถยนต์ที่จะเสื่อมสมรรถภาพเร็วกว่าปกติ

นอกจากจะหมั่นเช็คลมยาวแล้ว ควรทำการเปลี่ยนยางตามสภาพของยางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการเบรก การยึดเกาะถนนรวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในระหว่างการขับขี่

6. ทำไมถึงควรเช็คน้ำมันเบรกทุกๆ 1 ปี?

เป็นอีกหนึ่งการ ดูแลรถยนต์ ที่ไม่ควรมองข้ามและมีความสำคัญอย่างมาก น้ำมันเบรก ทำหน้าที่ในการส่งแรงดันไปยังปั๊มเบรก ซึ่งหลังจากใช้งานไปสักระยะหนึ่งแล้ว น้ำมันเบรกจะค่อยๆ เสื่อมอายุการใช้งานและประสิทธิภาพที่ลดน้อยลงกลายเป็นสีที่เริ่มคล้ำพร้อมกับส่งผลต่อศักยภาพในการระบายความร้อนที่ลดลง เพราะฉะนั้น ควรที่จะมีการหมั่นเช็คน้ำมันเบรกเป็นประจำทุกๆ 1 ปี รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติเพิ่มเติม เช่น เบรกวืด, เบรกไม่อยู่ หรือ เบรกไหล เป็นต้น

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

7. ทำไมถึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนด?

สิ่งที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ใน เทคนิคดูแลรถ ก็คือ น้ำมันเครื่อง ที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ที่จะคอยทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่อง ปกป้องชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์รวมถึงชำระล้างสิ่งสกปรก

การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรที่จะเปลี่ยนทุกๆ 8,000 กิโลเมตร ไม่เกิน 10,000 กิโลเมตรหรือทำการเปลี่ยนทุกๆ 4 เดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แต่ละรูปแบบ

8. ทำไมถึงควรทำความสะอาดกรองอากาศเครื่องยนต์?

กรองอากาศ ทำหน้าที่ในการดักจับฝุ่นละออง กรองฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ให้เข้าไปยังเครื่องยนต์ ที่เมื่อมีการสะสมในระยะยาวจะเกิดการอุดตันและทำให้กระบอกสูบได้รับอากาศที่น้อยลง ส่งผลให้มีการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ โดยเครื่องกรองอากาศควรมีการล้างและทำความสะอาดหรือเปลี่ยนทุก ๆ 20,000 กิโลเมตรหรือถ้าหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ ควรที่จะเปลี่ยนทุก ๆ ระยะ 10,000 กิโลเมตร

9. ทำไมถึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์?

ไม่ว่ารถของคุณจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT หรือ เกียร์อัตโนมัติแบบปกติที่อยู่ในระดับต่าง ๆ การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง น้ำมันเกียร์จะช่วยลดการสึกหรอรวมถึงช่วยลดแรงเสียดทานของระบบเกียร์ พร้อมทั้งยังสามารถชะล้างพวกเศษโลหะที่มาจากการเสียดสีที่บริเวณหน้าฟันเกียร์ให้หลุดออกไป ให้ระบบการทำงานสะอาดในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่าย ประสิทธิภาพการทำงานก็ย่อมดีขึ้น

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ควรที่จะมีการเปลี่ยนทุกๆ ระยะ 50,000 หรือ 100,000 กิโลเมตร ที่ถ้าหากคุณมีการใช้งานในเมืองหรือขับขี่ด้วยการกดคันเร่งหนักๆ ก็ควรที่จะเพิ่มความถี่ในการเปลี่ยนเป็นระยะ 30,000 – 45,000 กิโลเมตร

10. ทำไมถึงควรทำประกันรถยนต์?

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการ ดูแลรถ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับการทำประกันรถยนต์ที่จะช่วยให้คุณและรถยนต์ได้รับการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยงในการใช้รถยนต์ให้แก่ผู้ขับขี่ ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการได้รับการคุ้มครองเมื่อต้องเดินทาง ขับขี่ไปยังที่ต่างๆ เป็นสิ่งที่จะเข้ามารองรับเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ช่วยให้คุณประหยัดเงินทั้งสำหรับตัวคุณเองและบุคคลภายนอก ตลอดจนยังเป็นการคุ้มครองรถยนต์ของคุณเมื่อเกิดไฟไหม้ การถูกโจรกรรมต่างๆ อีกด้วย

และนี่ก็เป็น 10 คำถามของการ ดูแลรถยนต์เบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความสำคัญในการดูแลและรักษาเครื่องยนต์ที่นอกจากจะดีต่อรถคู่ใจของคุณแล้ว ยังช่วยให้คุณปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับข้อสุดท้ายเราอยากจะระบุเพิ่มเติมว่า ทำไมควรซื้อประกันรถออนไลน์ที่รู้ใจ นั่นก็เพราะว่าเรามีข้อดีหลายอย่าง มั่นใจได้ในเรื่องบริการและการคุ้มครอง เคลมได้ง่ายๆ ผ่านแอป มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ ซื้อง่าย ราคาดี บริการรู้ใจกว่า ราคาประหยัดกว่า แถมยังผ่อนได้นานถึง 10 งวดผ่านบัตรเดบิตได้อีกด้วย คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ๆ และเรื่องราวดีๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เช่นกัน