Carro-Compare-Toyota-Corolla-Cross-And-Nissan-Kicks-2020

รถในระดับ B-SUV ป้ายแดงยอดนิยม ในราคาเริ่มต้นประมาณ 8 แสนบาทปลายๆ ไปจนถึง 1 ล้านต้นๆ ชั่วโมงนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่า Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) และ Nissan Kicks (นิสสัน คิกส์) อีกแล้ว! เพราะเป็นรถที่เหมาะสำหรับคนมีครอบครัว หรือมีลูก 1-2 คน ไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน และไว้ใช้งานในวันหยุดได้

ซึ่งทั้งสองโมเดลนี้ ต่างก็เปิดตัวในไทยเป็นที่แรกของโลก คันหนึ่งใหม่หมดทั้งคัน อีกคันหนึ่งเป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ คันหนึ่งเป็นรถยนต์แบบ e-POWER ระบบ Hybrid ใช้น้ำมันให้เครื่องยนต์ไปปั่นมอเตอร์ไฟฟ้า ได้อารมณ์ขับรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนอีกคันหนึ่งยังเป็นแบบเบนซิน และระบบเบนซินแบบ Hybrid ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า

ถ้าหากในปี 2020 นี้ ทั่วโลกไม่เจอเจ้าโควิด-19 ซะก่อน ตลาดรถในกลุ่ม B-SUV คงจะคึกคักมากกว่านี้แน่นอน เนื่องด้วยกำลังซื้อที่ขาดหายไปมาก และบรรดาไฟแนนซ์ สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้การแข่งขันเพื่อชิงยอดขายนั้น ดุเดือดเลยทีเดียว หากฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำแล้ว บอกได้เลยว่าลำบากแน่!

ถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ในช่วงโควิด-19 สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

มาดูกันว่า Toyota Corolla Cross 2020 และ Nissan Kicks 2020 มีจุดเด่น ข้อดี ข้อเสีย ตรงไหนกันบ้าง ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ และไปดูตัวจริงในงาน Motor Show 2020 …

All-New-Corolla-Cross-2020

Toyota Corolla Cross 2020

ข้อดี : เป็นรถครอสโอเวอร์ไฮบริด รุ่นที่พ่วงชื่อ Corolla มาด้วย โดยเป็นการนำ DNA ของรถยนต์โคโรลล่า มาพัฒนาให้เกิดเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ บนแพลทฟอร์มใหม่อย่าง TNGA โดยใช้แพลตฟอร์มของโคโรลล่า ซีดาน และยังคล้ายกับในรุ่น C-HR อีกด้วย แต่ C-HR เน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่น ส่วน Corolla Cross จะเน้นกลุ่มคนวัยทำงานขึ้นมาหน่อย และมีครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังมีรถโชว์พร้อมขาย พร้อมให้ทดลองขับ และระบบ Hybrid ที่ไว้ใจได้

ข้อด้อย : เรื่องหน้าตาความชอบนั้นเป็นรสนิยม หลายคนอาจบอกว่าหน้าตาดูดุไปหน่อย แต่บางคนดูแล้วก็บอกว่า OK  ตัวรอง Top ดูคุ้มค่าเงินที่สุดกว่าตัวรุ่น Top

รายละเอียดตัวรถ : ตัวรถถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “ความกะทัดรัดที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย” (Compact yet Comfortable) และ “ความล้ำสมัยที่สะท้อนตัวตนของความภูมิฐานสำหรับชีวิตในเมือง” (Dignity Urban Vogue) มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) ควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)

ใช้ช่วงล่างแบบคานแข็งที่ได้รับการพัฒนาใหม่ เพื่อปรับช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพการเกาะถนน ส่วนพื้นที่จุสัมภาระด้านท้ายรถ มีมากถึง 487 ลิตร นอกจากนี้ ในส่วนของห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยประตูด้านหลังขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถขึ้นและลงจากรถได้อย่างสะดวกสบาย และยังมีการออกแบบที่ว่างเหนือศีรษะให้สูงพอดี มีความโปร่ง สบาย ไม่อึดอัด

All-New-Corolla-Cross-2020

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED แบบ Hybrid
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) LED แบบ Light Guiding
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้า LED
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ พร้อมระบบ Reverse Link
  • ราวหลังคา
  • สีภายใน สีแดง Terra Rossa / สีดำ (ขึ้นอยู่กับสีภายนอก)
  • จอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth และ USB
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start)
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย
  • ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display)
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Electro Chromic)
  • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน (Drive Start Control)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Brake Signal)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering Assist)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติพร้อมช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Dynamic Radar Cruise Control with Lane Tracing Assist)
  • ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)
    รวมทั้ง …
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ (Panoramic View Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS 7 ตำแหน่ง (Air Bags)

เครื่องยนต์ : เป็นแบบเบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร (18.05 กก.-ม.) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด CVT-i พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 150 กรัม/กม.

ส่วนรุ่น Hybrid มากับชุดระบบไฮบริดเจเนอเรชั่น 4 ที่พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE 98 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัส แม่เหล็กถาวร 53 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่แพคชนิด Ni-MH (นิคเกิล-เมทัล ไฮไดรด์) แบบใหม่ ให้กำลังรวมทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อม Shift Lock และเลือกโหมดในการขับเลือกได้ระหว่าง EV, Sport และ Eco

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 23.3 กม./ลิตร อัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 98 กรัม/กม.

มิติตัวรถ : ยาว 4,460 มม. กว้าง 1,825 มม. สูง 1,620 มม. ระยะฐานล้อ 2,640 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนกรกฏาคม 2563)

  • รุ่น 1.8 Sport ราคา 989,000 บาท** (ราคาพิเศษ 959,000 บาท ณ วันเปิดตัว – 30 กันยายน 2563 มีจำนวนจำกัด)
  • รุ่น Hybrid Smart ราคา 1,019,000 บาท**
  • รุ่น Hybrid Premium ราคา 1,089,000 บาท**
  • รุ่น Hybrid Premium Safety ราคา 1,199,000 บาท**

*สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท
**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม

Nissan-Kicks-ePower-2020

Nissan Kicks e-Power 2020

ข้อดี : เป็นรถครอสโอเวอร์ไฮบริด ที่มาพร้อมจุดเด่นอย่างการใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน และจ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับเคลื่อนรถยนต์อีกที ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) แต่ไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เหมาะกับการขับรถทางไกล

ข้อด้อย : หลายคนอาจผิดหวังกับความประหยัด ว่าประหยัดได้เท่า Eco-Car และไม่มีระบบ Active Cooling ให้กับแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งเมืองร้อน (มาก) อย่างบ้านเรา ควรจะเพิ่มระบบหล่อเย็นจุดนี้ แม้ว่าแบตเตอรี่จะถูกออกแบบมาให้ทนความร้อนได้สูงก็ตาม

อีกทั้งรถยังไม่มีให้ลูกค้าได้ทดสอบตามโชว์รูมต่างๆ และพร้อมส่งมอบ เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนติดปัญหาโควิด-19 ทำให้การผลิตชิ้นส่วนชะงัก และต้องแก้ QC ในชิ้นงานที่มีปัญหา อีกทั้งยังต้องผลิตรถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้มียอดจองเข้ามาหลายพันคัน ทำให้เกิดการล่าช้าในการผลิต หลายคนจึงเริ่มลงเลในการซื้อ กลายเป็นเจ้าพ่อตลาดวายไป

รายละเอียดตัวรถ : เป็นรถแบบ SUV ที่นิสสันพัฒนามาจากรถต้นแบบอย่าง Nissan Kicks Concept โดยเปิดตัวตัวรถผลิตขายจริงมาตั้งแต่ช่วงปี 2016 เพื่อทำตลาดในอเมริกาใต้เป็นหลัก ตัวรถพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม V แบบเดียวกับรถตระกูล Nissan Micra, Note, Pulsar หรือ Sylphy

ห้องโดยสารภายใน โดดเด่นด้วยการใช้สีทูโทนดำ – ส้ม (เฉพาะรุ่น VL) ด้วยแผงคอนโซล และเบาะหนัง พร้อมเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับหน้าจอเครื่องเสียง ผ่าน Apple CarPlay พร้อมระบบนำทาง Navigation System ผ่าน Google Map กับระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Recognition ที่ใช้งานง่าย

แถมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุมากถึง 432 ลิตร และยังมีความลึกของห้องเก็บสัมภาระที่มากถึง 900 มม. โดยที่ยังไม่พับเบาะหลัง

เวลาขับยังมีระบบอัจฉริยะ ช่วยให้คนขับมองเห็นพื้นที่ข้างรถได้รอบทิศทาง ผ่านกล้อง 4 จุดรอบคัน จับภาพขณะเคลื่อนไหวจริง และนำไปประมวลผล แล้วแสดงผลเป็นภาพจากมุมสูงผ่านหน้าจอวิทยุ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือน เมื่อตรวจพบบุคคล หรือวัตถุที่กล้องรอบคันจับการเคลื่อนไหวได้ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

Nissan-Kicks-ePower-2020

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • หน้าจอ TFT Digital Meter ขนาด 7 นิ้ว บนมาตรวัด
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape
  • กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Intelligent Key
  • ปุ่ม Push Start
  • กุญแจระบบ Immobilizer
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • กระจกไฟฟ้ารอบคัน พร้อมระบบป้องกันการหนีบ Anti-jam Protection ด้านผู้ขับ
  • ที่วางแก้วตอนหน้า 2 ตำแหน่ง
  • ช่องวางขวดน้ำบริเวณแผงประตูหน้า-หลัง 4 ตำแหน่ง
  • กล่องเก็บของด้านหน้า
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • ไฟห้องสัมภาระด้านท้าย
  • ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบตั้งเวลาหน่วง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลังแบบตั้งเวลา
  • ชุดระบบอินโฟเทนเมนท์ Nissan Connect จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ลำโพง 6 ตำแหน่ง Bluetooth, USB, AUX-in, ฟังก์ชั่น Apple CarPlay สำหรับ iOS (เฉพาะรุ่น V และ VL)
  • ชุดเครื่องเสียงมาตรฐาน วิทยุ AM/FM, Bluetooth, USB, AUX-in และลำโพง 4 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น S และ E)
  • เทคโนโลยร One-Pedal คันเร่งอัจฉริยะ
  • ระบบ Intelligent Cruise Control ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชั่นชลอความเร็วและรักษาระยะห่างตามรถคันหน้า
  • ระบบ Intelligent Forward Collision Warning ช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า
  • ระบบ Intelligent Emergency Braking ช่วยวิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วของรถยนต์ด้านหน้า เพื่อชะลอความเร็วหรือหยุดรถ ลดความเสียหายที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ
  • ระบบ Blind Spot Warning เตือนจุดอับสายตา
  • ระบบ Rear Cross Traffic Alert ช่วยเตือนในขณะถอยออก
  • ระบบ Intelligent Around View Monitor กล้องอัจฉริยะรอบทิศทาง พร้อมเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนเมื่อพบวัตถุหรือบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control
  • ระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ Intelligent Ride Control
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง Intelligent Trace Control
  • ถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด ประกอบด้วยคู่หน้า, ข้าง และม่านข้างซ้าย-ขวา (รุ่น VL) และถุงลมนิรภัยคู่หน้า (ทุกรุ่น)
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ Pretensioner and Load Limiter Seatbelts
  • จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กเด็กแบบ ISOFIX
  • ระบบเบรก ABS, EBD และ BA
  • กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror แสดงผลด้วยจอ LCD ที่แสดงภาพจากกล้องด้านหลังตัวรถ สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลระหว่างจอแสดงภาพ หรือภาพสะท้อนแบบปกติจากกระจกได้
  • ระบบ Hill Start Assist ช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน

Nissan-Kicks-e-POWER-ECO-Sticker

ECO Sticker ของ Nissan Kicks e-POWER 2020

เครื่องยนต์ : เป็นแบบเบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส HR12DE (แบบเดียวกับใน Note e-Power) แบบ 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด  79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปยังแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

จากนั้นจึงป้อนพลังไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC Synchronous Motor รหัส EM57 เป็นลูกเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Leaf ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (95 กิโลวัตต์) ที่ 4,000-8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ที่ 500-3,008 รอบ/นาที

หากรวมพลังทั้งหมด ให้แรงม้าสูงถึง 129 แรงม้า ที่ 4,000 – 8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ที่ 500 – 3,008 รอบ/นาที และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 23.8 กม./ลิตร (ตาม Eco Sticker) หรือ 4.2 ลิตร/100 กม.

มิติตัวรถ : ยาว 4,290 มม. กว้าง 1,760 มม. สูง 1,615 มม. ระยะฐานล้อ 2,615 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนพฤษภาคม 2563)

  • รุ่น S ราคา 889,000 บาท
  • รุ่น E ราคา 949,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 999,000 บาท (ราคาหลังโปรโมชั่น 1,049,000 บาท ปรับขึ้น 50,000 บาท)
  • รุ่น VL ราคา 1,049,000 บาท (ราคาหลังโปรโมชั่น 1,103,900 บาท ปรับขึ้น 54,900 บาท)

มิติตัวรถ / เครื่องยนต์ ของ Toyota Corolla Cross 2020 และ Nissan Kicks 2020

Specifications Toyota Corolla Cross Nissan Kicks e-POWER
ยาว (มม.) 4,460 4,290
กว้าง (มม.) 1,825 1,760
สูง (มม.) 1,620 1,615
ระยะฐานล้อ (มม.) 2,640 2,615
ความกว้างล้อหน้า/หลัง (มม.) 1,559/1,571 (รุ่น 1.8 Sport และ Hybrid Smart 1,569/1,581) 1,520/1,535
ระยะต่ำสุดจากพื้น (มม.) 161 175
วงเลี้ยวแคบสุด (เมตร) 5.2 5.1
น้ำหนัก (กิโลกรัม) 1,340-1,350
เครื่องยนต์ เบนซิน รหัส 2ZR-FBE 1,798 ซีซี แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เบนซิน Hybrid รหัส HR12DE 1,279 ซีซี แบบ 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว CVTC 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที

พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า EM57 ขนาด 95 กิโลวัตต์ รวมกำลังทั้งหมด 129 แรงม้า

เบนซิน Hybrid รหัส 2ZR-FXE 1,798 ซีซี 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที

พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 53 กิโลวัตต์ รวมกำลังทั้งหมด 122 แรงม้า

ระบบส่งกำลัง CVT-i 7 สปีด (รุ่นเบนซิน) / E-CVT (รุ่น Hybrid) แบบอัตโนมัติ Single Speed Gear Reduction
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 23.8 กม./ลิตร 15.4 กม./ลิตร (รุ่นเบนซิน) / 23.3 กม./ลิตร (รุ่น Hybrid)

ตารางผ่อนดาวน์ Toyota Corolla Cross 2020 ใหม่

Toyota-Corolla-Cross-2020-ตารางผ่อนดาวน์

โปรโมชั่น Toyota Corolla Cross 2020 ใหม่

พิเศษสำหรับลูกค้าซื้อ All-New Corolla Cross วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2563

  • เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.85% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care
  • ขยายระยะเวลารับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีค่าแรงเช็กระยะจนถึง 100,000 กม. มูลค่ากว่า 34,000 บาท
  • Toyota Privilege More ข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะลูกค้าโตโยต้า

ตารางผ่อนดาวน์ Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่

Nissan-Kicks-e-POWER-2020-ตารางผ่อนดาวน์

โปรโมชั่น Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่

Nissan-Kicks-ePower-2020

All-New Nissan Kicks รุ่น V

  • ราคาช่วงเปิดตัว 999,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.69%* (เงินดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี*
  • ฟรี รับประกันระบบ e-POWER 5 ปี รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี**
  • ฟรี ไส้กรองแอร์แบบพรีเมียม “Nissan Premium Air-Con filter”

* ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น

** รับประกันระบบรถยนต์ e-POWER เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ ระยะทาง 100,000 โลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และ รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เป็นระยะเวลา 10 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน โดยเป็นขยายการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มเติม ภายในปีที่ 6-10 จาก ปีที่ 5 โดยเพิ่มระยะทางจาก 100,000 กิโลเมตรเป็น 200,000 กิโลเมตร โดยลูกค้าสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เนื่องจากความเสียหาย ได้ 1 ครั้ง

All-New Nissan Kicks รุ่น VL

  • ราคาช่วงเปิดตัว 1,049,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.69%* (เงินดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี*
  • ฟรี รับประกันระบบ e-POWER 5 ปี รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี**
  • ฟรี ไส้กรองแอร์แบบพรีเมียม “Nissan Premium Air-Con filter”

* ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น

** รับประกันระบบรถยนต์ e-POWER เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ ระยะทาง 100,000 โลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และ รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เป็นระยะเวลา 10 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบ) แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน โดยเป็นขยายการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มเติม ภายในปีที่ 6-10 จาก ปีที่ 5 โดยเพิ่มระยะทางจาก 100,000 กิโลเมตรเป็น 200,000 กิโลเมตร โดยลูกค้าสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เนื่องจากความเสียหาย ได้ 1 ครั้ง

Carro-Roojai-The-Keys-To-Driving-Safety

ถ้าคุณคิดว่าการไปสอบใบขับขี่รถยนต์ ทั้งข้อเขียนและปฎิบัติ จะช่วยให้คุณรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้รถบนท้องถนนอย่างปลอดภัยแล้วล่ะก็… คุณกำลังคิดผิด เพราะในความจริงการใช้รถมันมีอะไรมากกว่านั้น คุณจึงไม่ควรพลาดเนื้อหาเหล่านี้ที่เรากำลังจะบอก เพื่อให้คุณขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่อง กฎจราจร หรือสิ่งที่ได้รู้จากตอน อบรมใบขับขี่ แต่เป็นความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับใครที่ต้องใช้รถในเมือง ความหนาแน่นในการจราจรมีสูง ทำให้ความเสี่ยงแปรผกผันตาม ไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

The-Keys-To-Driving-Safety

1. จอดรถให้ปลอดภัย

การจอดรถใช่ว่ามีที่ว่างตรงไหนก็จอดได้ เพราะมันอาจส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถของคุณด้วย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรเลี่ยงจอดรถในที่เปลี่ยว หรือถ้าต้องจอดรถค้างคืนในที่ที่ไม่เคยจอด ควรเลือกจอดให้อยู่ใน “สายตา” ของกล่องวงจรปิดสักหน่อย ที่เดี๋ยวนี้มีติดอยู่ทั่วไปตามหน้าบ้านหรือร้านค้า

จอดรถในที่ปลอดภัยแล้ว เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงว่ารถของคุณจะอยู่ในอันตราย ก็ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าใด ๆ ไว้ในรถด้วย ขโมยขโจรมันเยอะ บางทีสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย เกิดหายไปก็ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องอย่าลืมนึกด้วยล่ะ ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลังจากรถถูกงัดหรือโดนทุบไปแล้วอยู่ที่ราคาเท่าไร หลายคนก็คงไม่อยากต้องมาเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยไม่จำเป็นหรอก

2. ใช้ไฟสัญญาณรถให้เป็นนิสัย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสัญญาณไฟมีอยู่ไม่น้อย และเรารู้ว่าตอน อบรมใบขับขี่ เขาให้ใช้ แต่คุณให้ความสำคัญกับมันมากน้อยแค่ไหน? ทั้งการเปิดไฟส่องสว่างบ้าง ไฟสัญญาณบ้าง หรือไฟเบรกที่เสีย คุณใช้มันเป็นนิสัยแล้วหรือยัง?

ควรใช้เป็นประจำไม่ว่าในซอยเล็กๆ หรือถนนใหญ่ เพราะอย่าลืมว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่ใช้รถใช้ถนน คนอื่น ๆ ที่เขาใช้ร่วม เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะเลี้ยวหรือเบรก หรือจะขับรถไปทางไหน และมันคงไม่แฟร์กับพวกเขาถ้าต้องมาสูญเสียจากอุบัติเพราะความมักง่ายไม่ใช้ไฟสัญญาณ ดังนั้นใช้ไฟสัญญาณให้เป็นนิสัยไว้ดีที่สุด

The-Keys-To-Driving-Safety

3. ถ้ารถพร้อม การขับขี่ก็ปลอดภัยกว่า

ในตอนที่ สอบใบขับขี่ หลายคนน่าจะเน้นจำในเรื่องของ กฎจราจร เป็นสำคัญ ในตอนอบรมก็มีแทรกให้ความรู้เรื่องการดูแลรถอยู่บ้าง แต่ความจริงการดูแลรถมันมีอะไรมากกว่านั้น การเป็นเจ้าของรถจริง ๆ มันก็เหมือนเป็นภาระอันใหญ่ยิ่ง และถ้ารู้จักรถที่ตัวเองใช้ให้มากกว่าแค่ทั่วไป มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย

ขอแนะนำให้คุณหมั่นตรวจเช็ครถในส่วนของพื้นฐานการใช้งาน ตั้งแต่ในส่วนของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ระบบหล่อเย็น เบรก ยาง และอื่น ๆ มากไปกว่านั้น คุณควรหาความรู้เกี่ยวกับรถที่ตัวเองใช้ไว้บ้างด้วย ว่าถ้ามีปัญหาจากการใช้งานตรงไหนต้องซ่อมยังไง คอยหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวรถ รถมีปัญหาอะไรก็รีบแก้ อย่าปล่อยให้ลุกลามไปเสียที่จุดอื่นๆ จนเสียหายใหญ่ ซ่อมแพง หรือพาให้การใช้รถของคุณต้องปลอดภัยน้อยลงจากเดิม

4. โทรศัพท์ต้องพร้อมอยู่เสมอ

จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์บนรถหรอกนะ เพราะมันจะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ “มันก็ต้องมี” และจำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อคุณใช้รถ รถดับ รถพังกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุ โทรศัพท์นี่แหละคือตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มีอินเทอร์เน็ต ควรมีติดตัวไว้เสมอในตอนที่ใช้รถ เมมเบอร์ฉุกเฉินไว้ด้วยทั้งเบอร์ประกันรถของคุณ เบอร์ช่าง เบอร์อู่ หรือแม้แต่เบอร์รถยก เพื่อให้ตอนที่จะใช้จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาหา และควรมีพวกสายชาร์จไว้สำหรับชาร์จไฟโทรศัพท์ในรถด้วย

The-Keys-To-Driving-Safety

5. ออกจากซอย ระวังซ้ายมากขึ้นอีกนิด

หลายคนน่าจะเจอบ่อยเวลาที่ออกจากซอย เราก็มองขวาแล้วอย่างดี แต่มักจะมีรถมอเตอร์ไซค์ประเภท “ชอบแทรก” ขอไปก่อนเพราะเห็นว่ารถตัวเองเล็กกว่า แทรกแซงไปทางซ้าย บางคนไม่ระวังหรือไม่เห็นแล้วหักเลี้ยวมากไป ก็จะไปเบียดกับรถมอเตอร์ไซค์ แนะนำคือเวลาที่จะออกจากซอยให้ระวังซ้ายสักหน่อย มองขวาเห็นแล้วว่ารถไม่มีมีก็เหลียวระวังทางซ้ายไว้เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

6. ไม่ชัวร์ก็อย่าเปลี่ยนเลน

โดยเฉพาะสายซิ่งยิ่งต้องห้ามใจไว้สักหน่อย ทางแคบ ๆ ที่คิดว่าแซงได้หรือเคยแซงได้มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ตอนสอบใบขับขี่ก็บอกอยู่ว่าถ้าจะเปลี่ยนเลนให้มั่นใจว่ารถที่ตามมาต้องอยู่ในระยะห่างพอสมควร เห็นช่องเล็ก ๆ คิดจะแซง เปลี่ยนเลน ต้องให้ชัวร์ก่อนว่ารถคันหลังขับตามมาอยู่ไกลพอให้ไป อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะ “ถ้าไม่พ้น” ขึ้นมาจงจำไว้ว่ามันไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่จะต้องสูญเสีย

The-Keys-To-Driving-Safety

7. ใจกว้างขึ้นบนถนนก็ปลอดภัยขึ้น

ดูจากคลิปมากมายของพวก “หัวร้อน” ในการใช้รถ และคิดว่าตัวเองคงไม่ทำเรื่องแบบนั้น แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนใจกว้างในการใช้รถสักหน่อย เข้าใจว่าทุกคนมีพฤติกรรมในการใช้รถไม่เหมือนกัน บางคนนิสัยไม่ดีขี่แซงในจังหวะที่ไม่ควร แทรกรถเข้าไปทั้งที่แทรกไม่ได้

ทุกพฤติกรรมทำให้การใช้รถมีความสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่ถ้าทุกคนขับขี่ด้วยน้ำใจ อะไรปล่อยได้ก็ปล่อย ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบนท้องถนนจะปลอดภัย มากขึ้นอีกเยอะ

และทั้งหมดน่าจะช่วยให้ทุกคนใช้รถกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น รู้ว่า ขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย  เริ่มนับที่หนึ่งจากคุณและอีกหลาย ๆ คน บนท้องถนนก็จะเป็นที่ที่มีความสุขมากขึ้นได้แล้ว ปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถก็จะน้อยลง และที่สำคัญรถทุกคันต้องทำประกันรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้คุณอีกด้วยนะ สามารถเช็คราคาออนไลน์ พร้อมทั้งซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า คลิกเลย

Honda-CR-V-RE-G3

เนื่องในวาระโอกาส Honda CR-V ครบรอบ 25 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1995 MR.CARRO เลยจัดทำบทความพิเศษ แนะนำรถมือสอง Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) ให้ทุกท่านได้อ่านประวัติและรายละเอียดของแต่ละรุ่นอย่างเต็มอิ่ม นับตั้งแต่รุ่นแรก G1 มาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง G5 ให้ทุกท่านได้อ่านกันอย่างมันส์สะใจ และนี่ก็ถึงคราวของ Honda CR-V G3 หรือรหัสรุ่น RE1-RE5 และ RE7 ครับ

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G1) แนวคิดรองเท้าเดินป่า สู่รถ SUV ยอดนิยมของโลก!

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G2) ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยความใหญ่ที่มากขึ้น!

Honda-CR-V-Total-Sales-2006

ยอดจำหน่าย Honda CR-V ตั้งแต่ 9/1995 จนถึง 7/2006 สามารถขายได้มากกว่า 2.475 ล้านคัน

สำหรับ Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่ 3 หรือ G3 ได้ฤกษ์เปิดตัวสู่สาธารณชนทั่วโลก ในงาน Paris Motor Show 2006 และเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2006 ภายใต้รหัสโครงการ WQ

ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัว Honda CR-V ในปี 1995 มาจนถึงปี 2006 Honda ผลิตรถรุ่นนี้ออกมามากกว่า 2.5 ล้านคัน และขายไปกว่า 160 ประเทศทั่วโลก โดยยอดขาย 1.2 ล้านคัน อยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถรุ่นนี้

Honda-CR-V-G3-Concept

แนวคิดในการพัฒนา Honda CR-V รุ่นที่สอง (G2)

มาพร้อมรูปลักษณ์ที่เรียกได้ว่าโฉมใหม่ “Next Generation CR-V” ลบจุดด้อยเดิมๆ ออกไปให้หมด ภายใต้การพัฒนาของ Mitsuru Horikoshi ผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการออกแบบ CR-V ทั้ง 3 โฉม เน้นความเป็น SUV ของ “คนเมือง” มากขึ้น กับความหรูหราและสปอร์ต

การออกแบบ เน้นตาม Concept “Next Comfortable Runabout” การประกอบพยายามลดรอยต่อจุดต่างๆ ให้มากที่สุด เช่น รอยต่อระหว่างกันชนหน้า-หลัง ตัวรถจึงดูกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกัน หน้าตาใกล้เคียงรถเก๋ง แต่บางคนก็บอกว่าชุดกระจกและเส้นตัวถังด้านท้ายนั้น ดูละม้ายคล้ายกับ Honda Stream รุ่นเก่า

Honda-CR-V-2006

โดยตัวรถรุ่นนี้ ยังใช้พื้นฐานร่วมกันกับ Acura RDX ซึ่งเป็นรุ่นที่ Honda ทำแบรนด์ Acura ขึ้นมาเพื่อลุยตลาดอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ บนโครงสร้างตัวถังเทคโนโลยี G-CON

มิติตัวรถ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) ยาว 4,520 มม. (สั้นลงกว่ารุ่นเดิม 20 มม.) กว้าง 1,820 มม. (กว้างขึ้นกว่ารุ่นเดิม 35 มม.) สูง 1,690 มม. (เตี้ยลงกว่ารุ่นเดิม 20 มม.) ระยะฐานล้อ 2,620 มม. น้ำหนักประมาณ 1,480 – 1,560 กิโลกรัม

Honda-CR-V-2006

ยางอะไหล่ที่บานประตูท้าย ก็เอาลงไปไว้ใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายแบบถาวร และประตูบานท้ายเปิดแบบชิ้นเดียว ให้ประโยชน์ใช้สอยหลากหลายในแบบรถสปอร์ตอเนกประสงค์ ส่งผลให้เนื้อที่มีการเปลี่ยนแปลง

Honda-CR-V-2006

ห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่หมด เน้นโทนสีดำดูสุขุม และโทนสีครีมดูอบอุ่น พร้อมตกแต่งด้วยอลูมิเนียมสีเงิน พร้อมลายไม้ ส่วนชุดเกียร์ ก็ย้ายจากตำแหน่งข้างมาตรวัดความเร็ว มาอยู่บริเวณตอนล่างของคอนโซลกลางแทน และถึงแม้ว่าในรุ่นนี้ จะตัด Cooler Box ที่เก็บของแบบมีท่อแอร์ต่อมา (หรือจะเรียกว่าตู้เย็นก็ได้) ออกไป

แต่ในส่วนของจุดเด่นอีกอย่าง นั่นคือถาดอเนกประสงค์แบบ 2 ชั้น (Double-Deck Cargo Shelf) พร้อมที่วางแก้วบริเวณกลางเบาะคู่หน้า อันนี้ยังคงมีไว้เฉกเช่นรุ่นที่ผ่านมา ที่นั่งด้านหลังออกแบบให้เลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ พนักพิงแยกปรับอิสระแบบ 40:20:40 และปรับพับขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้อีกเท่าตัว

และในส่วนของหลังคากระจก Panoramic Sunroof อันนี้มีเฉพาะในเวอร์ชั่นยุโรป และหลังคาซันรูฟ สำหรับเวอร์ชั่นอเมริกาเท่านั้น

Honda-CR-V-2006

ในรุ่นพื้นฐานใช้เครื่องยนต์แบบใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร รหัส R20A ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน CR-V เวอร์ชั่นยุโรป เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.4 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที

และรุ่น Top ใช้เครื่องยนต์รหัส K24Z1 ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. ที่ 4,300 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลที่ขายในยุโรปยังคงทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เดิม ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (เวอร์ชั่นยุโรป) และอัตโนมัติ 5 สปีด ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Real Time 4WD

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร i-CTDi 140 แรงม้า อันนี้บ้านเราไม่มีจ้า เฉพาะเวอร์ชั่นยุโรปเท่านั้น

Honda-CR-V-G3-Thai

Honda-CR-V-G3-Thai

สำหรับในไทย เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ตามหลังญี่ปุ่นเพียงเดือนเดียว มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.0 S, 2.0 E และ 2.4 EL ซึ่งแต่ละรุ่น ก็มีจุดเด่นตามรายละเอียดด้านล่าง

  • รุ่น 2.0 S: ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ, ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว, เบาะหนัง, พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, เครื่องเล่นซีดี MP3 แบบ 6 แผ่น และระบบสัญญาณกันขโมย
  • รุ่น 2.0 E: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ, ชายล่างประตูและกันชนสีเทาเมทัลลิก, ไฟตัดหมอก, เซ็นเซอร์ระยะหลัง 4 จุด, ระบบปรับอากาศแบบดูอัลโซน, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • รุ่น 2.4 EL: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ, ไฟหน้าแบบ HID เปิด-ปิด และปรับระดับอัตโนมัติ, มือจับเปิดประตูตกแต่งด้วยโครเมี่ยม, เบาะที่นั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง, ลำโพง 6 ตัว, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ

Honda-CR-V-G3-Thai

Honda-CR-V-G3-Thai

พร้อมเครื่องยนต์สองขนาดคือ เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 150 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC ที่ให้สมรรถนะที่แรงยิ่งขึ้นด้วยกำลังสูงสุด 170 แรงม้า ทุกรุ่นใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด พร้อม Grade Logic Control

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเงินอลาบาสเตอร์, เทาซิลเวอร์สโตน, ทองแซทเทิลไลท์, เทาสปาร์คเกิล และ ดำไนท์ฮอว์ก

มาถึงเดือนธันวาคม 2551 Honda ประเทศไทย แนะนำ Honda CR-V Prestige 2.4 EL ติดตั้งชุดแต่งภายนอก “Aeropart Package” ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมกับติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ อาทิ ระบบนำทางเนวิเกเตอร์แบบสัมผัสหน้าจอ ชุดเครื่องเล่น DVD/CD MP3 ชุดกล้องส่องหลัง และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ Hand Free แบบบลูทูธ ในราคา 1,469,000 บาท

http://4.bp.blogspot.com/_kBathuba3oU/SlS3ks3HtxI/AAAAAAAAAVg/5zcf7m0LOUw/s1600/wise-edition-concept.jpg

เดือนมิถุนายน 2552 Honda ประเทศไทย กระตุ้นตลาดเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ด้วยรถสีขาว Brilliant White Pearl ภายใต้ชื่อรุ่น “Wise Edition” ผลิตจำนวนจำกัด ในรถทุกโมเดลของฮอนด้าในขณะนั้น รวมถึง CR-V ด้วย

มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์พิเศษ Wise Edition เพิ่มระบบนำทาง Navigator พร้อมเครื่องเล่น DVD กระจกมองข้างแบบปรับลงอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง สปอยเลอร์แบบ Tail Gate ปลอกท่อไอเสียและคิ้วบันไดสแตนเลส มีจำหน่ายเฉพาะ รุ่น 2.0E ในราคา 1,294,000 บาท

Honda-CR-V-G3-Thai-2009

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 2009 และในไทยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552 มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.0 S, 2.0 E, 2.4 EL 2WD และ 2.4 EL 4WD

และเครื่องยนต์สองขนาด สะดุดตายิ่งขึ้นทั้งกันชนหน้าและหลัง ฝากระโปรงหน้า ไฟตัดหมอก ล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time 4WDTM)

Honda-CR-V-G3-Thai-2009

ภายในออกแบบใหม่ ด้วยมือจับเปิดประตูคู่หน้าด้านในดีไซน์ใหม่ ระบบเครื่องเสียงดีไซน์ใหม่ ช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม USB สำหรับไอพ็อดและเครื่องเล่น MP3 ระบบนำทาง Navigator พร้อมเครื่องเล่น DVD และกล้องส่องภาพด้านหลัง พนักเท้าแขนพร้อมเบาะดีไซน์รอยเย็บใหม่ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) เป็นต้น ในราคา 1,130,000-1,513,000 บาท

โดย Honda ได้จ้าง จอร์จ-ธาดา วาริช ช่างภาพชื่อดัง มาเป็นพรีเซนเตอร์รถรุ่นนี้

Honda-CR-V-G3-Thai-2009

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda CR-V จัดเป็นรถ SUV ที่เน้นการใช้งานในเมือง มากกว่าแนวๆ Off-Road แบบในรุ่น G1 และ G2 แล้ว ยังจัดว่าเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่น่าใช้เหมือนเดิม ลุยน้ำได้แบบพองาม และได้ความหรูหรามากขึ้น ออพชั่นเยอะสะใจ ภายในนั่งสบาย เหมาะสำหรับคนมีครอบครัว และมีลูก 1-2 คน ซื้อไปติดแก๊ส LPG ได้เช่นกัน ถ้าเน้นใช้งานมาก

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้เป็นรถที่ยังถือว่าน่าขับ แต่ก็จะกินน้ำมันมากหน่อย ในรุ่น 2.4 ลิตร แต่ก็แลกมากับอัตราเร่งที่ทันใจกว่า วิ่งดีกว่าตัว 2.0 ลิตร และในตัวที่เป็น 4WD จะกินน้ำมันมากกว่าตัวขับหน้าไม่มาก รุ่น 2.4 ลิตร มักจะมีปัญหาเรื่องแร็คพวงมาลัยชอบรั่ว (ยกเว้นรุ่น 2.0 ลิตร ที่ใช้แร็คพวงมาลัยไฟฟ้า แต่ถ้าแร็คไฟฟ้ามีปัญหา หรือพัง แนะนำให้ซ่อมดีกว่าเปลี่ยนใหม่ ซึ่งก็ค่อนข้างแพงมาก ถ้าเปลี่ยนของศูนย์ฯ)

และช่วงล่างค่อนข้างกระด้าง และอาการรอบเดินเบาสั่น มีเสียงดังเข้ารถได้ชัด เช่น เสียงยางเวลาวิ่ง เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ อะไหล่มีทั้งแบบแท้ แบบเทียบ หรือแบบเทียม อีกทั้งอะไหล่เครื่องยนต์ ยังใช้กับของ Accord ได้ เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Rabbit-Finance-Ways-To-Help-Car-Accident

ถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้ขับขี่อย่างปลอดภัย แต่เราก็ยังพบเห็นข่าวการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน หลายๆ คน ต่างพากันขับรถเดินทางกลับบ้าน ปริมาณรถยนต์หนาแน่นมากกว่าปกติ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น การขับขี่รถยนต์นั้นถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ผู้ใช้รถยนต์จึงต้องระมัดระวังและมีสติอยู่ตลอดเวลา

Ways-To-Help-Car-Accident

จะทำอย่างไรดี เมื่อเจอรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

หากระหว่างทางคุณพบเจอรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุและดูเหมือนว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ ถ้าต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง rabbit finance ขอแนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

1. เปิดไฟฉุกเฉิน

ขั้นตอนแรกคือให้รถยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินเอาไว้ หากิ่งไม้หรือกรวยจราจรมาวางกั้น หรือทำสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้รถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมาบนเส้นทางนั้นจะได้ทราบว่าบริเวณนี้มีรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

2. สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ

สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบของบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ สภาพการจราจร เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดี จึงค่อยเข้าไปสอบถามและช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ เช็กจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ อาการบาดเจ็บของแต่ละคน พร้อมทั้งแจ้งตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือได้ รวมทั้งสอบถามผู้ที่มีสติอยู่ เพื่อให้ติดต่อประกันรถยนต์เข้ามาช่วยดูแลเรื่องค่าเสียหายต่างๆ

Ways-To-Help-Car-Accident

3. ช่วยเหลือในเบื้องต้น

ระหว่างรอตำรวจและทีมกู้ภัยที่กำลังเดินทางมา ลองประเมินอาการของผู้ประสบอุบัติเหตุว่ามีอาการบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด เพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่หมดสติ โดยเฉพาะผู้ที่หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น หรือผู้ที่เสียเลือดมาก โดยต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขณะช่วยเหลือ

4. เบอร์โทรศัพท์สายด่วนให้ความช่วยเหลือ

เมื่อรถยนต์ของคุณประสบอุบัติเหตุหรือพบเพื่อนร่วมทางกำลังประสบอุบัติเหตุ สามารถติดต่อเบอร์โทรฉุกเฉินดังต่อไปนี้เพื่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ค่ะ

  • ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุ 24 ชม. 02 – 751 – 0951 – 3
  • ศูนย์นเรนทร 1669
  • ศูนย์วิทยุปอเต๊กตึ๊ง 24 ชม. 02 – 226 – 4444 – 8
  • สถานีวิทยุ จส.100 *1808 (ฟรี) หรือ 1137 (มีค่าบริการ)
  • ศูนย์วิทยุรามา 02 – 354 – 6999
  • สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน 1677
  • สถานีวิทยุ สวพ.91 1644
  • สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155
  • ศูนย์ความปลอดภัย กรมทางหลวงชนบท 1146
  • แจ้งเหตุด่วน – เหตุร้ายทุกชนิด 191

อุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและไม่มีนักขับคนไหนอยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยของคุณและเพื่อนร่วมทาง อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถยนต์ เช็คประกันรถยนต์ และขับขี่อย่างไม่ประมาท เพื่อให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ

10-New-Normal-In-Automotive-Society

ในเวลานี้เราคงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะครับว่า การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่สร้างความเสียหาย และความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกอย่างชนิดที่ว่า พลิกฝ่ามือเลยทีเดียว จนทำให้หลายธุรกิจต้องปรับตัวหนีตาโควิด-19 กันเป็นแถว

และอีกสิ่งที่ทำให้พฤติกรรมผู้คน ต้องถูกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงในเวลาสั้นๆ ก็กลายมาเป็น “New Normal” หรือ “ความปรกติใหม่” หรือ “ฐานวิถีชีวิตใหม่” ในแทบทุกๆ ด้าน เพื่อสุขอนามัยและห่างไกลจากเชื้อโรค ทั้งไลฟ์สไตล์ ธุรกิจ สาธารณสุข สั่งอาหาร ซื้อของ โอนเงิน หรือการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เป็นต้น

บริษัทรถยนต์ ดีลเลอร์รถยนต์ และผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ทั้งหลาย ก็ต้องปรับตัวตาม New Normal ไปด้วยเช่นกัน แต่จะมีอะไรบ้าง MR.CARRO สรุปมาเล่าให้ฟัง 10 อย่างด้วยกัน…

Carro-Express

1. ซื้อรถ – ขายรถ ที่บ้าน

ในยุคโควิด-19 ก่อนหน้านี้ทำให้หลายคนต้อง Work From Home อยู่บ้าน ลดเชื้อ เพื่อชาติ หรือต้องผันตัวมาทำอาชีพอิสระ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทรถยนต์ก็ต้องปรับตัว ด้วยการให้บริการลูกค้าถึงบ้าน ง่ายๆ ด้วยการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ หรือจะโทรไป จะใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ติดต่อไปตามช่องทางการสื่อที่โชว์รูมรถแต่ละแห่งมี ก็ได้เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการ Test Drive รถยนต์ ก็จะมีการนำรถทดลองขับมาให้ลองกันถึงบ้าน หรือการจองรถ ซื้อรถ ถ้าลองแล้วถูกใจก็สามารถจองและซื้อได้เลย หรือจะผ่านระบบออนไลน์ก็ได้

ส่วนใครที่อยากจะขายรถคันเก่า เพื่อซื้อรถคันใหม่ ก็ง่ายนิดเดียว เพียงเข้าไปที่ “CARRO Express” กรอกรายละเอียดรุ่นรถ ปี เลขไมล์ ราคาที่คุณต้องการ และรูปรถของคุณ ก็สามารถขายรถออนไลน์ได้แล้ว ง่ายนิดเดียว

ทีนี้ก็รอการติดต่อกลับมาจากทางทีมงาน CARRO เพื่อตกลงราคาที่คุณพึงพอใจที่สุด ก่อนจะมาตรวจดูสภาพรถอีกที ถ้าคุณ OK ตกลง ก็พร้อมปิดการขาย ทำสัญญาซื้อขายรถ และรับเงินสดไปได้เลย

2. เปิดตัวรถออนไลน์

จากเหตุผลของการ Social Distrancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม และหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรค ทำให้หลายค่ายรถ ตัดสินใจเปิดตัวรถยนต์ออนไลน์

ที่ผู้สนใจสามารถติดตามการเปิดตัวรถรุ่นที่ตัวเองสนใจ ที่ไหนก็ได้ในโลก ขอให้มีแค่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง และยังสามารถ Comment ร่วมกับผู้ติดตามคนอื่นๆ หรือถามคำถามสดๆ ผ่านระบบโซเชียลมีเดียได้อีกด้วย

10-New-Normal-In-Automotive-Society

3. บริการ Mobile Service

ต่อไปนี้ถ้ารถคุณเกิดมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ หรือต้องตรวจเช็ครถตามระยะ แค่อยู่ที่บ้าน หรือที่เกิดเหตุ ไม่ต้องขับรถไปที่โชว์รูม ก็สามารถรอทีมช่างมาตรวจเช็คได้ด้วยรถ Mobile Service เพียงแค่นัดล่วงหน้าเท่านั้น

4. รถมือสอง และรถใหม่ จะขายดีขึ้น

แม้ว่าจะมีผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตกงานเป็นจำนวนมาก กระทบต่อเศรษฐกิจ และการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็ส่งผลให้รถมือสองราคาถูกๆ ขายดี และมีความต้องการมากขึ้น

เนื่องจากหลายคน พยายามหลีกเลี่ยงระบบขนส่งมวลชนบ้านเรา ถ้าไม่คุณภาพแย่ ไม่สะอาด เป็นแหล่งรวมเชื้อโรค หรือค่าโดยสาร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพง เมื่อคำนวณกับการใช้รถยนต์ส่วนตัว แถมต้องแออัดเบียดเสียดกับคนเยอะๆ ยิ่งในหน้าฝนนี่ยิ่งแย่

ซึ่งส่งผลให้ตลาดรถมือสอง กับรถใหม่ หลังเศรษฐกิจพื้นจะขายดีขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว

10-New-Normal-In-Automotive-Society

5. Drive Thru และต่อใบขับขี่ออนไลน์ มาแรงขึ้น

ปกติ Drive Thru ก็มีอยู่แล้วในหลายประเภท ตั้งแต่เข้าร้านอาหาร Fast Food, ไปรษณีย์ไดร์ฟทรู ส่งของไม่ต้องลงรถ หรือเลื่อนล้อต่อภาษี ไม่ต้องลงรถ สะดวก ปลอดภัย ต่อไปนี้จะมีหลายกิจการมากขึ้น ที่จะใช้วิธีการปฏิบัตินี้

อีกทั้งการต่อใบขับขี่ออนไลน์ จองคิวออนไลน์ จะเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น สำหรับผู้ที่ใบขับขี่รถหมดอายุไม่เกิน 1 ปี หรือผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่ล่วงหน้าไม่เกิน 90 วัน เพียงแค่ลงทะเบียนเข้ารับการอบรม ก่อนที่จะไปรับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และออกใบอนุญาตขับรถใหม่ได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผ่านการอบรม

อ่านเพิ่มเติม : 5 ขั้นตอนต่อใบขับขี่ออนไลน์ กับกรมการขนส่งทางบก ในช่วงโควิด-19 ระบาด!

6. ความสะอาดต้องเป็นที่หนึ่ง

โชว์รูมรถยนต์ นอกจากสถานที่จะต้องดูกว้างขวาง หรูหราใหญ่โต เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้อีกต่อไป ต้องมีทั้งเจลแอลกฮอลล์ หรือเจลล้างมือบริการ มีหน้ากากอนามัย และเฟซชิลด์ รวมถึงมีจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ให้ตรวจสอบพนักงานก่อนเริ่มปฏิบัติงาน รวมไปถึงตรวจเช็คลูกค้า ก่อนเข้าใช้บริการ

และการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง และทำความสะอาดรถทดลองขับทุกครั้ง หลังเสร็จสิ้นการทดลองขับ และทำความสะอาดห้องบริการต่างๆ เป็นพิเศษ เช่น มุมเด็กเล่น ห้องละหมาด พร้อมทั้งมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อในศูนย์บริการเป็นประจำ

10-New-Normal-In-Automotive-Society

7. พ่นน้ำยาฆาเชื้อ เป็นเรื่องปกติ

การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถ และในโชว์รูมรถ ที่ปกติตามโชว์รูมรถมักไม่ค่อยได้ทำ แต่ตอนนี้จะกลายเป็นมาตรฐานของรถยนต์ทุกแบรนด์ สำหรับผู้นำรถมาซ่อม หรือตรวจเช็คที่ศูนย์บริการ และเป็นแพคเกจของแถมสำหรับคนออกรถใหม่

8. จ่ายเงินแบบ Cashless

การจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเงินจอง เงินดาวน์ เงินค่างวด หรือค่าซ่อมรถ ค่าประกันภัย ค่าบริการต่างๆ ต่อไปนี้ไม่ต้องหอบเงินมาเป็นปึกๆ อีกแล้ว เพียงแค่คุณมีบัตรเครดิต หรือจ่ายเงินผ่าน Mobile Banking ในสมาร์ทโฟน บริษัทรถทุกแห่งก็พร้อมรับเงินจากคุณ โดยไม่ต้องสัมผัสธนบัตรที่อาจปนเปื้อนไปด้วยเชื้อโรค

10-New-Normal-In-Automotive-Society

9. รถยนต์ไฟฟ้า คนสนใจมากขึ้น

หลังยุคโควิด-19 จะเป็นการเร่งให้รถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรา เฟื่องฟูกันมากขึ้น แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกจะมียอดขายรถที่ตกฮวบฮาบไปทั่วโลก และดูถดถอยลงไปอย่างมาก แต่คนเริ่มตระหนักถึงมลพิษ และพลังงานสะอาด ที่ได้เห็นจากช่วงโควิด-19 ที่การใช้รถยนต์ลดลงเป็นอย่างมาก สภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมไปในทางที่ดีขึ้น

10. คนขับรถเที่ยวกันมากขึ้น

ผลจากการ Social Distrancing ทำให้คนที่เคยขึ้นรถทัวร์ รถไฟ อาจไม่สะดวกในการเดินทาง หรือการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเล็ก อาจเปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นการขับรถยนต์ส่วนตัว ท่องเที่ยวกันในช่วงวันหยุดมากขึ้น

ที่สำคัญ CARRO ขอเป็นพลังใจให้ทุกคนก้าวข้ามความยากลำบาก ให้ผ่านพ้นหลังหมดช่วงวิกฤต COVID-19 จบสิ้น ซึ่งแต่ละคนอาจมีเรื่องราวมากมาย และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ได้เล่าสู่กันฟังอย่างไม่รู้จบ

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในหลังหมดยุคโควิด-19 สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ตอนนี้ในทุกๆ วัน ปฎิเสธไม่ได้ว่าฝนได้เริ่มตกทุกวี่ทุกวันแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราได้เข้าสู่หน้าฝนแล้ว ซึ่งการที่ฝนตกนั้นอาจทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์เกิดความไม่สะดวกในขณะเดินทาง บางคนก็จอดหยุดพักรอฝนซา แล้วค่อยออกเดินทาง แต่บางคนกลับเลือกดั้นด้นขับเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย การทำแบบนั้นถือว่าอันตรายมากๆ และเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายบนท้องถนนได้

ข้อไม่ควรทำระหว่างขับรถขณะฝนตก

สำหรับช่วงนี้ที่มีฝนตกหนัก และมาพร้อมกับลมแรง Masii เลยรวบรวม ข้อไม่ควรทำขณะขับขี่รถยนต์ ในช่วงนี้มาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กัน จะได้เตรียมตัว และป้องกันอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนได้

Dont-Do-While-Driving-At-Raining

เปิดไฟสูง

เพื่อนๆ หลายคนมักคิดว่า ขณะที่ฝนตกอยู่นั้นต้องใช้ไฟสูง แต่จริงๆ แล้วลำแสงของไฟสูงจะไปชนกับดวงตาของรถคันที่สวนกับเรา จนสามารถเกิดตาพร่ามัวได้ เพราะฉะนั้นการเปิดไฟต่ำ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

อย่าเหยียบเบรกแรง

หากสภาพพื้นถนนเปียก และมีความลื่นอยู่นั้น หลายคนมักจะเลือกเหยียบเบรกแบบชอบเหยียบกดแรงๆ ในยามที่กระชั้นชิด ซึ่งแน่นอนว่าจะได้ผลกับพื้นถนนที่แห้งสนิท แต่สำหรับช่วงที่ฝนตกนั้น น้ำฝนจะส่งผลให้การสัมผัสของหน้ายางกับถนนน้อยลงไป จนทำให้รถของเราเสียหลักได้ ดังนั้นควรเลือกผ่อนเบรกเบาๆ เรื่อยๆ จะดีกว่า

Dont-Do-While-Driving-At-Raining

อย่าลุยน้ำลึก

ในขณะที่ฝนกำลังตกหนักจนน้ำท่วมพื้นนั้น เพื่อนๆ มักจะเลือกขับลุยฝ่าระดับน้ำที่ท่วมได้ แต่การขับรถลุยน้ำแบบนี้จะสามารถทำได้กับเฉพาะรถบางรุ่นเท่านั้น แต่สำหรับบางรถรุ่นที่ไม่สามารถทำได้ การดั้นด้นขับฝ่าลุยน้ำไป จะทำให้ห้องเครื่องดับทันที วิธีที่ดีที่สุดคือควรประเมินดูว่าหากจะขับลุยน้ำ อย่าให้น้ำสูงเกินกว่าขอบประตูด้านล่าง

ไฟฉุกเฉิน

การเปิดไฟฉุกเฉิน และไฟกะพริบอยู่ตลอดเวลาขณะที่ฝนตกอยู่นั้น อย่าได้ทำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นอาจเกิดอาการตาลาย และรวมไปถึงยากที่จะแยกแยะว่ารถของเรานั้น กำลังจะจอด หรือกำลังขับเคลื่อนอยู่

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ อันตราย และอุบัติเหตุ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลย ดังนั้นการเลือกทำประกันรถยนต์ติดตัวไว้จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจขณะขับขี่ตลอดเส้นทางเดินทางได้แน่นอน คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้ทันที หากมีข้อมูลสงสัยอยากสอบถามโทร 02 710 3100 เรามีทีมงานคอยให้คำปรึกษา

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

10-Most-Valuable-Auto-Companies-In-The-World

ในโลกของเรานี้มีบริษัทรถอยู่มากมาย บางยี่ห้อสามารถพาตัวเองขึ้นมาเป็นมูลค่าอันดับต้นๆ ของโลกได้ ต้องสั่งสมคุณภาพและมาตรฐาน เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้ใช้รถได้ยาวนานนับหลายสิบปี หรือร้อยปี จนสามารถผลิตรถได้หลายล้านคันต่อปี และมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

การที่บริษัทรถหลายแห่งได้รับความเชื่อใจจากลูกค้ามากมายทั่วโลก ก็ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นตาม นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มาก นั่นก็หมายถึงเงินปันผลที่เขาจะได้รับก็มากไปด้วยเช่นกัน และในขณะเดียวกัน บริษัทรถที่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ หรือลูกค้าเสียความเชื่อมั่น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น และฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเลี่ยงไม่ได้

MR.CARRO ขอนำรายละเอียด 10 อันดับ บริษัทรถยนต์ มูลค่ามากที่สุดในโลก ประจำปี 2020 มาฝากทุกท่านครับ

Tesla-One-Million-Cars-Production

1. Tesla

Tesla มูลค่าบริษัท 200.28 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ว่าได้ สำหรับ Tesla ที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 1 กรกฎาคม 2003 โดย Martin Eberhard และเพื่อนของเขา Marc Tarpenning ที่ต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความสปอร์ตและหรูหรา แล้วก็นำชื่อของ Nikola Tesla ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง เป็นต้น

ต่อมา Elon Musk เห็นว่าแนวคิดตรงกัน เลยเข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ พร้อมกับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกจำหน่าย โดยใช้เวลาเพียง 16 ปี ก็สามารถเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกได้

ทุกวันนี้ Tesla เปรียบได้กับตัวแทนของเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคต

Toyota-Century

2. Toyota

Toyota มูลค่าบริษัท 172.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

จากบริษัทโรงงานทอผ้า Toyoda Automatic Loom Works ที่ก่อตั้งโดย Sakichi Toyoda ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชานักประดิษฐ์” ของญี่ปุ่น ในปี 1929 ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติให้กับ Platt Brothers & Co ประเทศอังกฤษ พร้อมกับนำเงินทุนมาตั้งบริษัท Toyota Motor ลุยกับการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัว

โดย Kiichiro Toyoda ทำหน้าที่รับช่วงต่อ เริ่มผลิตรถ Toyoda AA (โตโยดะ เอเอ) ออกจำหน่ายในปี 1936 จนก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 1 ของโลกของยานยนต์ ที่ครองใจคนใช้รถไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Toyota ได้แก่ Toyota, Lexus, Daihatsu, Hino และยังถือหุ้นใน Mazda กับ Subaru อีกด้วย

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

3. Volkswagen

Volkswagen มูลค่าบริษัท 78.24 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นรถที่เกิดขึ้นในยุค Aldorf Hitler (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) หัวหน้าพรรคนาซี เป็นผู้นำประเทศ ในยุคเผด็จการฟาสซิสต์ขวาจัดตกขอบ ผู้สังหารหมู่ชาวยิวนับล้านคนและนำทัพเยอรมนีบุกไปหลายประเทศช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1937 ได้มีแนวคิดสร้างรถยนต์สำหรับประชาชนขึ้น โดยตั้งชื่อว่า Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ตามภาษาเยอรมันที่คำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วน Wagen แปลว่า รถยนต์ รวมกันแล้วเป็น “รถยนต์ของประชาชน”

ปัจจุบัน แบรนด์รถในเครือ Volkswagen มีหลายยี่ห้อ ได้แก่ Volkswagen, Porsche, Audi, Bugatti, Bentley, Lamborghini, Skoda, Scania, MAN, Neoplan และ Ducati เป็นต้น

Honda-Civic-Hatchback

4. Honda

Honda มูลค่าบริษัท 43.57 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Honda ก่อตั้งเมื่อปี 1948 โดย Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนดา) ลูกช่างตีเหล็กแห่งเมืองฮารามัตสุ ผู้หลงไหลในยานยนต์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ได้ฉายาว่าเป็น Henry Ford ของญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันเทคโนโลยีฮอนด้า เริ่มผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะก้าวมาสู่การผลิตรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ เครื่องยนต์เรือ เครื่องบินเจ็ท และขยายกิจการไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Honda ได้แก่ Honda และ Acura

5. Daimler

Daimler มูลค่าบริษัท 43.40 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

ชื่อ “Daimler” มาจากบริษัท Daimler Motoren Gesellschaft ของ Gottlieb Daimler (กอตต์ลีบ เดมเลอร์) ผู้ประดิษฐ์รถยนต์ 4 ล้อคันแรกของโลก ที่ถูก Wilhelm Maybach (วิลเฮลม์ มายบัค) เข้ามาสืบทอดกิจการต่อ

ในปี 1926 ได้รวมเข้ากับบริษัท Benz Cie & Co. จึงจับชื่อมาชนกัน แล้วขายรถในชื่อ “Mercedes-Benz” ตั้งแต่ปี 1926 แต่ยังคงใช้ชื่อบริษัทว่า Daimler-Benz ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Daimler-Chrysler เมื่อคราวรวมกิจการกับ Chrysler ในปี 1998 และกลับมาใช้ชื่อ Daimler AG อีกครั้งในปี 2007 หลังจากการแยกตัวของ Chrysler

แบรนด์รถในเครือ Mercedes-Benz ได้แก่ Mercedes-Benz, Smart, Maybach, AMG, Freightliner, Western Star, Bharat Benz, Setra, Fuso, Starliner

Ferrari-SF90-Stradale

6. Ferrari

Ferrari มูลค่าบริษัท 42.29 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Enzo Ferrari (เอนโซ่ เฟอร์รารี่) นักแข่งรถยนต์ในตำนาน เมื่ออายุ 42 ปี ในปี 1940 ซึ่งเคยเป็นนักแข่งรถให้ทาง Alfa Romeo มาก่อน เพื่อผลิตรถแข่งและผลิตรถสปอร์ต ที่มีชื่อเสียงก้องโลกในปัจจุบัน

BMW-Series-3-2019

7. BMW

BMW มูลค่าบริษัท 41.11 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

บีเอ็มดับเบิลยู ถือกำเนิดขึ้นในปี 1916 ที่เยอรมนี โดยวิศวกรเครื่องกลชาวบาวาเรีย 2 คน คือ Carl Rapp และ Max Friz ซึ่งเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน โดยใช้ชื่อว่า Bayerische Flugzkugwerke AG แต่ในปี 1918 ก็เปลี่ยนมาผลิตรถยนต์แทน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bayerische Motoren Werke AG ซึ่งแปลว่า งานผลิตรถยนต์ ของคนบาวาเรีย ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ BMW ได้แก่ BMW, Mini และ Rolls-Royce

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

8. GM

GM มูลค่าบริษัท 36.21 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

GM หรือ General Motors เคยได้ชื่อว่าบริษัทรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน จดทะเบียนครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน 1908 ในเมือง Flint รัฐ Michigan  และบริหารงานโดย William C. Durant เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Buick โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Charles Stewart Mott เป็นผู้ริเริ่มนำบริษัทควบรวมกับ Buick และภายหลังเขาก็เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ก่อนจะขยายกิจการด้วยการซื้อแบรนด์อื่นมารวมใน GM มากมาย

แบรนด์รถในเครือ Chevrolet, Cadillac, Buick, GMC และ Holden

New-MG-HS-2019

9. SAIC Group

SAIC Group มูลค่าบริษัท 28.31 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

SAIC Group หรือ Shanghai Automotive Industry Corporation เป็นกลุ่มธุรกิจรถยนต์ที่จัดเป็น 1 ใน 4 ยักษ์ใหญ่ของบริษัทรถในจีน มีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน รวบรวมบริษัทรถหลายแห่งในจีน และในส่วนที่ร่วมผลิตรถยนต์กับบริษัทรถยนต์ของต่างชาติ มารวมกันเป็น SAIC Group ในปี 2011

แบรนด์รถในเครือ SAIC ได้แก่ MG, Maxus, Roewe, Wuling, Baojun และ Sunwin เป็นต้น

BYD-M3

10. BYD

BYD มูลค่าบริษัท 25.18 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BYD หรือ Build Your Dreams ก่อตั้งเมื่อปี 1995 โดย Wang Chuanfu เติบโตมาจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือ ต่อมาในปี 2002 BYD เข้าซื้อกิจการของบริษัท Tsinchuan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน. ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น BYD Automobile Co.,Ltd.

ซึ่ง BYD นับตั้งแต่ปี 2008 เริ่มเน้นผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่ายมากเป็นพิเศษ จนถึงขนาด Warren Buffet เข้ามาซื้อหุ้นของ BYD บริษัทแม่ถึง 10% (คิดเป็นเงิน ณ ตอนนั้นราว 230 ล้านเหรียญ) จัดได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก (ในแง่ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์ มีทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุกไฟฟ้า และโรงงานผลิต เป็นต้น) ที่ในไทยก็มีตัวแทนจำหน่ายแล้ว

แบรนด์รถในเครือ BYD ได้แก่ BYD และ Denza เป็นต้น

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Carro-Frank-How-To-Adjust-Seating-For-Driving

เวลารถติดนานๆ หรือขับรถทางไกล แน่นอนว่าผู้ขับขี่อาจจะต้องมีอาการปวดเมื่อย ปวดหลังขณะขับรถอยู่แล้ว สาเหตุก็มาจากท่านั่งในการขับรถของคุณนั่นเอง หากคุณเลือกท่านั่งขับรถที่ผิดวิธี อย่างเช่น ก้มหน้ามากเกินไป นั่งหลังงอ หรือนั่งเอียงตัว ก็จะส่งผลให้คุณปวดเมื่อยหลังจากการขับขี่ได้ งั้นเราลองมาปรับท่านั่งขับรถที่ถูกต้องกันดีกว่า รับรองนั่งสบาย แถมปลอดภัยระหว่างขับขี่อีกด้วยนะ ทำง่ายนิดเดียวครับ

How-To-Adjust-Seating-For-Driving

1. ปรับความห่างของเบาะให้พอดี

อันดับแรกคุณจะต้องปรับระยะห่างของเบาะกับเบรก และระยะห่างของคันเร่งให้พอดี โดยปรับเบาะให้เข่างอตัวเพียงเล็กน้อย เอาแบบสบายๆ ไม่ต้องเกร็งจนเกินไปนะครับ ส่วนระยะห่างการจับพวงมาลัยจะต้องพอดีเช่นกัน เพราะมันจะช่วยทำให้คุณจับพวงมาลัยได้ง่าย และปลอดภัยขณะขับรถนั่นเอง

2. อย่าลืมปรับความสูงของเบาะด้วย

ต่อมาให้ปรับความสูงของเบาะให้พอดีระดับสายตาด้วย อย่างเช่น ถ้าเราเป็นคนที่ตัวเล็กเวลามองอาจจะไม่ค่อยเห็นชัดก็ต้องเพิ่มความสูงของเบาะ แต่ถ้าเราคนที่ตัวสูงก็อาจจะต้องลดระดับความสูงของเบาะ เพื่อช่วยให้คุณมองเห็นเส้นทางง่ายขึ้น

3. ปรับพนักพิงให้พอดีกับแผ่นหลัง

หากคุณอยากนั่งให้สบายๆ และปลอดภัยขณะขับขี่ด้วย ก็ลองปรับพนักพิงเอน 110 องศาก่อนสิ! เพียงแค่ปรับให้พอดีกับแผ่นหลังของคุณ และเอามือไปวางบนพวงมาลัยได้ถนัด มันจะช่วยให้คุณไม่เกร็งขณะขับรถนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อความสบายขึ้น เราสามารถปรับหัวเบาะ หรือหัวหมอนให้พอดีกับศีรษะคุณด้วย เวลาคุณเกิดเบรกกระทันหัน จะช่วยลดแรงกระแทกได้ดี และบรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นคอ

How-To-Adjust-Seating-For-Driving

4. จับพวงมาลัย 3 และ 9 นาฬิกา

ถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับรถเลยล่ะ เพราะพวงมาลัยเป็นอุปกรณ์ในการควบคุมทิศทางของรถยนต์ กรณีที่คุณจับพวงมาลัยไม่ถูกวิธี จะทำให้คุณบังคับทิศทางยาก โดยแนะนำให้เราจับพวงมาลัยตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา จะช่วยให้หมุนพวงมาลัยได้เร็ว และไม่หลุดมือด้วย

5. ปรับกระจกข้างและกระจกหลัง

เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนที่เราจะขับรถยนต์ก็ต้องปรับกระจกมองข้างและกระจกมองหลังให้ชัดเจน ถ้าเราปรับกระจกไม่พอดีกับตำแหน่งอาจจะทำให้คุณเสียหลักในการทรงตัว อีกทั้งอันตรายต่อตัวผู้ขับขี่ และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันด้วย

6. คาดเข็มขัดนิรภัยก่อนขับรถ

สุดท้ายก่อนออกเดินทาง เพื่อนๆ อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัยกันด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่ แถมไม่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกปรับด้วย เพียงแค่คุณดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาพาดเฉียงไล่ลงมาที่สะโพก หลังจากนั้นก็ล็อกสายเข็มขัดนิรภัยให้แน่น แล้วตรวจสอบด้วยนะครับว่าสายเข็มขัดล็อคแน่นหรือไม่ มันจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ดีเลยล่ะ

หลังจากเราปรับท่านั่งขับรถให้ถูกวิธีแล้ว มันจะช่วยให้เราควบคุมการขับขี่ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่คุณจับพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก หรือวิสัยทัศน์ในการมองเห็น เป็นต้น ถือว่าสำคัญในการขับรถยนต์มากๆ เพราะนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณ ยังเพิ่มความสะดวกสบายขณะขับรถอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรเพื่อนๆ ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ด้วยนะ จะได้มีคนคอยช่วยดูแลทั้งรถทั้งคุณตลอดเส้นทาง มีเผื่อไว้ก่อน ย่อมอุ่นใจกว่าเนอะ!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

Honda-CR-V-RD-G2

นับตั้งแต่ Honda (ฮอนด้า) ได้เริ่มกระโดดลงมาเล่นรถในกลุ่ม SUV อย่างเต็มตัวตั้งแต่ Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) โฉมแรก หรือ “G1” ที่คุ้นหูในบ้านเราเมื่อปี 1995 และเริ่มขายในไทยเมื่อปี 2539

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (RD) แนวคิดรองเท้าเดินป่า สู่รถ SUV ยอดนิยมของโลก!

ก็ทำให้ทาง Honda เอง เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ถ้าเราจะพัฒนารถในกลุ่ม SUV อย่างจริงจัง น่าจะเป็นผลดีต่อทาง Honda เองแน่นอน เพราะอย่าง CR-V โฉม G1 มียอดขายมากกว่า 1 คัน ตามหลังยอดขายของ Civic และ Accord มามากขนาดนี้

ด้วยเหตุนี้ Honda CR-V ในรุ่น G2 ทีมวิศวกรจึงต้องถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอย และความคุ้มค่าด้านต่างๆ เช่น การบำรุงรักษา ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อครองความเป็นอันดับ 1 ของรถ SUV ในไทยอย่างต่อเนื่อง

และในวันนี้ MR.CARRO จะมาแนะนำถึง Honda CR-V มือสอง ในรุ่น G2 กันต่อครับ ว่าเวลานี้ยังน่าใช้มากน้อยแค่ไหน

Honda-CR-V-2001-Concept

แนวคิดในการพัฒนา Honda CR-V รุ่นที่สอง (G2)

Honda CR-V รุ่นนี้พัฒนาโดยใช้พื้นฐานจาก Honda Civic (ES) หรือ Small Global Platform ด้วยแนวคิดในการพัฒนา ที่เริ่มต้นจากการใช้จุดเด่น และความคาดหมายของลูกค้าที่มีต่อรุ่นแรกมาเป็นรากฐาน ผนวกกับแนวคิด “DQR” คือ

  • Durability ความทนทาน
  • Quality คุณภาพ
  • Reliability ประสิทธิภาพการใช้งาน

Honda-CR-V-2001-Concept

ทุกองค์ประกอบได้รับการปรับปรุง ให้ใหญ่โตขึ้นในทุกมิติ นับตั้งแต่ความกว้างตัวรถที่เพิ่มขึ้น 30 มม. ระยะฐานล้อยาวขึ้น 65 มม. ยกเว้นความยาวของตัวรถลดลง 25 มม. รวมถึงมิติของเบาะนั่ง และพื้นที่เก็บสัมภาระ ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

Honda-CR-V-2001

เปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2001 ภายใต้ Concept การออกแบบ “Active Utility ‘More’ CR-V” ต้องให้ความรู้สึก “อิสระ” เวลาไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ออกแบบโดยแผนกดีไซน์ของ Honda เช่นเคย ภายใต้การนำของ Takahiro Hachigo Senior Researcher ของ Honda R&D และ Mitsuhiro Honda ด้วยการปรับรูปโฉมใหม่ทั้งคัน ภายนอกใหม่ หัวใจใหม่

Honda-CR-V-2001

รุ่นฝาท้ายไม่ติดยางอะไหล่ ในหลายเราก็นิยมเปลี่ยนกันหลายคัน

ปรับปรุงตัวรถให้ใหญ่ขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งคงเอกลักษณ์ของรุ่นเดิมเอาไว้ พร้อมชุดไฟท้ายแบบสี่เหลี่ยมแนวตั้งขนาดยาวขึ้น ฝาท้ายยังเปิดได้เฉพาะกระจก หรือจะเปิดฝาท้ายทั้งบานขึ้นก็ได้

มิติตัวรถยาว 4,535 มม. กว้าง 1,780 มม. สูง 1,710 มม. ระยะฐานล้อ 2,620 มม. ส่วนน้ำหนักรถ (เวอร์ชั่นไทย) อยู่ที่ 1,505-1,525 กิโลกรัม

Honda-CR-V-2002-Thai

เพิ่มเนื้อที่ห้องโดยสารให้โปร่งและกว้างขึ้น และถาดวางของ กับที่วางแก้วน้ำที่สามารถพับเก็บได้ ทำให้ผู้โดยสารเดินจากด้านหลัง ไปเบาะหน้า หรือจากเบาะหน้า ไปเบาะหลังได้ เป็นที่ถูกใจโดยเฉพาะเด็กๆ และเบรกมือซ่อนไว้บริเวณคอนโซลกลาง กับคันเกียร์อัตโนมัติ ปรับปรุงใหม่ไว้บริเวณด้านข้างแผงหน้าปัด และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัยคู่ กับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ กับกันขโมยแบบ Immobilizer

และในรุ่น G2 นี้ โต๊ะปิกนิกแบบพับเก็บได้ ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่มีมาให้! พร้อมปลั๊กไฟพิเศษ 12V บริเวณที่เก็บของด้านท้าย เพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

Honda-CR-V-2002-Thai

เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเพิ่มจากรุ่น G1 374 ลิตร มาเป็นขนาด 527 ลิตร และสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 948 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงและเลื่อนไปชิดกับเบาะหน้า (ซึ่งในรุ่นนี้ เวลาพับเบาะแถวที่สอง สามารถพับได้ในรูปแบบ 60:40 และไม่ต้องถอดพนักพิงศีรษะแล้ว คล้ายกับรถแบบ MPV) หรือจะบรรทุกจักรยานเสือภูเขา ขนาด 26 นิ้ว ก็ได้ถึง 2 คัน โดยที่ไม่ต้องถอดล้อออก

เปลี่ยนระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ Toe Control Link แม็กเฟอร์สันสตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยประหยัดเนื้อที่ และเกาะถนนได้ดี ซึ่งขยับตัวของชุดช่วงล่างใกล้เคียงกับรุ่นเดิมซึ่งใช้ระบบปีกนกคู่ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ด้านหลังเป็นแบบ Reactive Link ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง ขนาดกะทัดรัด ช่วยให้เนื้อที่พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมากขึ้น พร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ กับระบบเบรก ABS, EBD และ BA …

Honda-CR-V-2002-Thai

สำหรับ Honda CR-V รุ่นนี้ในเวอร์ชั่นไทย ประกอบในไทย เปิดตัวในวันที่ 29 มกราคม 2545 นำเสนอในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง มีเฉพาะแบบเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร i-VTEC S ราคา 1,146,000 บาท และรุ่น 2.0 ลิตร i-VTEC E ราคา 1,196,000 บาท ซึ่งแพงกว่ารุ่นเดิมเพียง 50,000 บาท เท่านั้น

เครื่องยนต์เบนซินถูกเปลี่ยนมาใช้รหัส K มีระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC (Variable Valve Timing and Lift Electronic Control) เป็นครั้งแรกของ Honda ในไทย กับเครื่องยนต์รหัส K20A4 ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิด 19.4 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากถึง 18.53 กม./ลิตร ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. (จากการทดสอบโดยวิศวกรของฮอนด้า)

ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติแบบ Real Time

แค่นี้ก็ขายดิบขายดี ซะจนผลิตไม่ทัน!

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล ไม่มีในไทยก็จริง แต่ในเวอร์ชั่นยุโรป Honda CR-V รุ่นนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกในปี 2004 กับขุมพลังเครื่องยนต์รหัส N22A ขนาด 2.2 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-CDTi ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 34.6 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา 5 สปีด และ 6 สปีด พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ 5 สปีด

Honda-CR-V-2003-Thai

ในมีนาคม 2546 ปรับปรุงเพิ่มเติม ภายในห้องโดยสารเพิ่มโทนสีน้ำตาล Saddle Brown ให้เลือก (มีเฉพาะรุ่นสีภายนอก สีแดง สีเทา สีทอง และสีดำ) และมีรุ่น 7 ที่นั่งให้เลือก ในรุ่นย่อย SF และ EF แต่ขอบอกไว้ก่อน ว่าเบาะนั่งแถวที่ 2 นั้น ปรับเลื่อนไม่ได้ และเหมาะสำหรับให้เด็กๆ นั่งมากกว่า เพราะมีขนาดเล็ก

Honda-CR-V-2003-Thai

Honda-CR-V-2003-Thai

และในปี 2546 Honda ได้เพิ่มรุ่น “Stylish Package” เพิ่มเติม กับชุดกันชนหน้าสปอร์ต, แผงใต้กันชน, บันไดข้าง, กระจกส่องหลัง และ สติ๊กเกอร์ฝาครอบยางอะไหล่สติ๊กเกอร์รูปคนกำลังปีนเขา ที่ได้แบบมาจากการประกวดชิงรางวัลออกแบบฝาครอบยางอะไหล่ของ Honda

Honda-CR-V-Prestige-2004

เดือนมีนาคม 2547 Honda ประเทศไทย ได้แนะนำ “CR-V Prestige” โดดเด่นด้วยสีขาวมุก, เครื่องเล่น DVD พร้อมกล้องมองหลัง และสัญลักษณ์ Prestige ติดด้านท้ายฝาครอบยางอะไหล่

Honda-CR-V-2004

ในรุ่น Minorchange เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2547 Honda ได้เพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส K24A มาเสริมความต้องการของลูกค้า แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ระบบควบคุมสายคันเร่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ECT (Electronic Throttle Control System) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System) และระบบ Grade Logic Control

และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติใหม่ (Real Time 4WD) ให้การตอบสนองในทุกสภาวะของการขับขี่ ให้ความนุ่มนวลต่อเนื่องทั้งการขับขี่แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ส่วนรุ่นย่อยยังมีทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง (แบบ ELF) เหมือนเดิม

ทุบรถ-Honda-CR-V

ภาพจาก Login นายอู @ Pantip.com

แต่ในวันที่ 27 มกราคม 2548 Honda CR-V รุ่นนี้ก็มีเรื่องที่ทำให้สะดุดขึ้น จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้รถ เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เมื่อคุณเดือนเพ็ญ ศิลาเกษ ได้ทำการ “ทุบรถ” Honda CR-V ป้ายแดง หน้าอาคารชินวัตร 3 เนื่องจากรถมีปัญหาตั้งแต่ซื้อมาใหม่ๆ ตั้งแต่เสียงดังที่เฟืองท้าย แบตเตอรี่เสื่อม สตาร์ทไม่ติด มีอาการกินซ้ายตลอด และยังมีเสียงดังออกมาจากบริเวณท้ายรถ

เข้าศูนย์ซ่อมมาหลายครั้งหลายหนแล้วก็ไม่หาย ทางศูนย์ฯ บอกว่ารถ 100 คัน จะมีปัญหาเพียง 1 คัน เขาบอกว่าลูกค้าคาดหวังเกินไป

จากนั้นจึงมีการเจรจากับทางผู้บริหารของฮอนด้าฯ แต่ได้คำตอบว่า บริษัทไม่มีนโยบายเปลี่ยนรถใหม่ให้ลูกค้า และประโยคที่ว่า “เสียใจ เขาจะไม่ให้ลูกค้ามามีอิทธิพลเหนือบริษัทฯ”

จึงต้องการร้องเรียนขอความเป็นธรรม และประกาศจะทุบรถคันนี้ทิ้งเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ โดยใช้ค้อนปอนด์ ทุบที่กระจกหน้ารถกว่า 10 ครั้ง จนกระจกรถแตก และได้ใช้พลั่วตีที่กระโปรงหน้ารถอีกนับ 10 ครั้ง จนกระโปรงหน้ารถบุบเสียหาย

วันรุ่งขึ้น ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ต้องนัด 2 ฝ่ายเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ทั้ง 2 ฝ่ายจึงสามารถตกลงกันได้ โดยบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับซื้อรถยนต์คันดังกล่าวคืนในราคาเต็ม

เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าจบซะที …

และในกรณี “Honda CR-V ย้อมแมว” เหตุจากดีลเลอร์ที่จังหวัดนครสวรรค์ ตัวแทนจำหน่ายฮอนด้าที่เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในจากรุ่น Top ที่ต้องเป็นเบาะหนังแท้เป็นเบาะปลอม จนผู้บริโภคออกมาเรียกร้อง ซึ่งทำให้ Honda ต้องแก้ปัญหา ด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในให้ และมีผลสรุปมาว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ แต่เป็นการกระทำของตัวแทนจำหน่ายเอง

รวมไปถึงการที่ Honda ออกมาโฆษณาถึงการประหยัดน้ำมันของรุ่น CR-V แต่ไม่เป็นความจริง จนมีการร้องเรียนไปทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.

ซึ่งก็ทำให้ยอดขาย Honda CR-V โฉมนี้ในเวลานั้น เป๋ไปเลยเหมือนกัน!

Honda-CR-V-Sports-2005

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2548 Honda ได้แนะนำ Honda CR-V “Sports” มาพร้อมชุดแต่งสไตล์สปอร์ต ของรุ่นเครื่องยนต์ 2.0i-VTEC E และรุ่นเครื่องยนต์ 2.4i-VTEC EL ด้วยกันชนแบบสปอร์ต แผงกันกระแทกใต้กันชนหน้าและหลัง ฝาครอบไฟตัดหมอก คิ้วขอบล้อ บันไดข้าง สปอยเลอร์หน้า สัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 ตำแหน่ง และสัญลักษณ์ “Sports”

แล้วก็ขายไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนเป็นโฉม G3 ในปี 2550

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda CR-V จัดเป็นรถแนวๆ Off-Road ที่พอจะลุยๆ ได้ และก็วิ่งใช้งานในเมืองได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นรถที่ใช้งานทุกวันได้ เวลาฝนตก ถนนลื่น ก็มั่นใจกับระบบ 4WD แบบ Real Time ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยความอเนกประสงค์เช่นเดียวกับในโฉม G1 แต่ในตัว G2 คุณจะได้ความกว้างสบายขึ้นในทุกมิติ และเครื่องยนต์ใหม่ ที่ใช้ระบบ i-VTEC ช่วยให้ขับสนุกมากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวและมีลูกเล็กๆ 1-2 คน กับงบประมาณแสนต้นๆ ก็ถอยออกมาขับได้แล้ว

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ตัวรถที่ออกได้ดูลงตัวมากขึ้น (แต่บางคนก็บอกว่าโฉม G1 ดูสวยสปอร์ตกว่า) อีกทั้งเครื่องยนต์ที่ให้อัตราเร่งที่ดีกว่า ทั้งในตัว 2.0 ลิตร แรงม้าเยอะ แรงบิดสูง รวมไปถึงช่วงล่าง ที่เกาะถนนมากขึ้นกว่าเดิม ทนทาน ไม่จุกจิก ขับไกลๆ ก็สบาย แต่เครื่องยนต์กลับกินน้ำมันมากขึ้น (ในขณะที่ถังน้ำมันลดขนาดลง เหลือเพียงความจุ 50 ลิตร) ตามอายุของเครื่องยนต์ที่มากขึ้น พร้อมทั้งติดแก๊สก็ได้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องเนื้อที่เก็บยางอะไหล่

แต่ในรุ่น 2.0 ลิตร เครื่องยนต์จะไม่ทนแก๊สนัก ส่วนในรุ่น 2.4 ลิตร จะประหยัดขึ้นมาหน่อย เนื่องจากเกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้น (นิดหน่อย)

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ อะไหล่มีทั้งแบบแท้ แบบเทียบ หรือแบบเทียม เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 15,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 130,000-  230,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Priceza-Insurance-For-Secondhand-Car

ในกรณีที่คุณซื้อรถมือหนึ่งป้ายแดงคุณจะได้รับประกันชั้น 1 มากับรถของคุณด้วย แต่หากคุณซื้อรถยนต์มือสองมาแล้ว ในบ้างครั้งก็อาจจะไม่มีประกันภัยมาให้ด้วย ซึ่งหลายๆ คนก็คงเกิดคำถามที่ว่า แล้วจะซื้อประกันแบบไหนดีให้กับรถมือสองละ?

ในส่วนนี้แนะนำให้ลองดูหลายๆ ปัจจัยเป็นส่วนประกอบ ตั้งแต่ลักษณะการขับขี่ หรือการใช้งานรถของคุณ จนไปถึงสภาพและอายุของรถ หากเป็นไปได้การเลือกใช้ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

แต่หากคุณไม่สามารถซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ได้ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ที่นี้เรามาดูถึงเหตุผลกันบ้างดีกว่า ว่าทำไมถึงต้องเลือกใช้ประกันภัยรถยนต์ 2 ตัวนี้

Insurance-For-Secondhand-Car

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

จะทำให้คุณสามารถขับขี่รถยนต์มือสองได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น เนื่องจากประกันภัยชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นประกันภัยที่ให้การคุ้มครองทั้งคนทั้งรถครอบคลุมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ หากรถของคุณเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะจากรถชนกัน รถชนริมฟุตบาท หรือแม้แต่เศษหินกระเด็นมาชนกระจกก็สามารถเรียกเครมได้ทุกกรณี หากมีการได้รับบาดเจ็บประกันภัยชนิดนี้ก็ให้ความดูแลทั้งกับตัวคุณ และคู่กรณีอีกด้วย

Insurance-For-Secondhand-Car

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+

เป็นประกันภัยที่ให้การคุ้มครองเกือบเทียบเท่ากับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เพียงจะประกันภัยชนิดนี้จะมีความแตกต่างกันตรงที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะต้องมีคู่กรณีร่วมด้วย นั่นจึงทำให้ประกันภัยชนิดนี้ไม่ได้คุ้มครองอุบัติเหตุชนสิ่งอื่น ๆ เช่น เสาไฟฟ้า รั้ว ต้นไม้ กำแพง หรือการพลิกคว่ำ และหากเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์คุณจะต้องทราบถึงเลขทะเบียนรถของฝ่ายคู่กรณีด้วยเพื่อใช้แจ้งเครมประกันกับเจ้าหน้าที่

ดังนั้น หากจะเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ แนะนำให้คุณติดตั้งกล้องหน้า-หลังรถ และขับขี่อย่างระมัดระวังมากกว่าการทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ขึ้นมาเล็กน้อย

การทำประกันรถยนต์มือสองนั้น ก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากการเลือกซื้อประกันภัยให้รถยนต์มือหนึ่งสักเท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วคุณก็ต้องเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ตามความเหมาะสมกับประเภทรถ และลักษณะการขับขี่

ก่อนเลือกซื้อแนะนำให้คุณลองหาข้อมูลของบริษัทประกันภัยเอาไว้หลายๆ เจ้า ร่วมความถึงรีวิวต่างๆ จากผู้ใช้งานจริง เพื่อนำมาเปรียบเทียบถึงข้อดี-ข้อเสีย จะได้เลือกประกันภัยที่มีความคุ้มค่า และเหมาะกับคุณได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องของค่าเบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่าย ทุนประกันที่ให้ความคุ้มครอง ไปจนถึงรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาแล้วมานั่งปวดหัวในภายหลัง

หากสนใจเปรียบเทียบประกันรถยนต์ คลิกที่นี่ เปรียบเทียบฟรี ทั้งเบี้ย ความคุ้มครอง ครบทุกรูปแบบในที่เดียว หรือสามารถติดตามข่าวสารได้ที่เพจ Pricezamoney เรามีแอดมินคอยให้คำแนะนำครับ