Carro-Honda-Freed-GB

“ผมมีครอบครัว มีภรรยาแล้ว มีลูกชายหนึ่งคน พร้อม พ่อ-แม่ ที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ มีงบอยู่ไม่เกิน 5 แสนบาท กำลังหารถมือสองมินิแวนมาใช้สักคัน เอาแบบที่เด็กๆ และผู้สูงอายุ เข้า-ออกง่าย จะเลือกรุ่นไหน มาใช้ดีครับ?”

คุณคงเคยได้ยินคำถามแนวๆ นี้ มาบ้าง ไม่มากก็น้อย … บางคนอาจจะกำลังขายรถคันเก่า และต้องการเปลี่ยนรถใหม่

สำหรับในตลาดรถมือสอง เมื่อเช็คราคารถดูแล้ว งบประมาณ 5 แสนบาท สามารถเลือกเล่นรถในระดับ MPV ไซส์ใหญ่ ได้หลากหลายรุ่นเลยทีเดียว

แต่บางคันก็อาจจะไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่เวลาขึ้น-ลง นัก หรือมีขนาดที่ใหญ่โต (ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวใหญ่ มีลูกหลายๆ คนมากกว่า) จนอาจจะไม่สะดวกในการใช้งานในเมือง หรือการดูแลรักษา และอัตราสิ้นเหลืองเชื้อเพลิง

Honda Freed (ฮอนด้า ฟรีด) อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งรุ่น ที่ในวันนี้ Mr.Carro จะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน …

Honda-Odyssey

Honda Odyssey รุ่นแรก ผู้เปิดตลาดรถ MPV ใหกับ Honda อย่างเป็นทางการ

ต้นกำเนิดของ Honda Freed นั้น คงต้องย้อนขึ้นไปตั้งแต่ Honda ผลิตรถ MPV ขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงต้นๆ ยุค 90 ซึ่งได้แก่ Honda Odyssey (ฮอนด้า โอดีสซีย์) ต่อมาจึงอยากเล่นในตลาดที่เล็กลงมา เพื่อสู้กับคู่แข่งบ้าง อย่างเช่น Honda Stream (ฮอนด้า สตรีม) และก็รถ MPV ในระดับหรูอย่าง Honda Elysion (ฮอนด้า อิลิชั่น)

Honda-Mobilio-GB

Honda Mobilio รุ่นแรก ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้านการขายนัก

เมื่อมองดูไปถึงรถ MPV ตลาดที่เล็กกว่า Honda Stream นั้นก็ยังมีอยู่ และก็มีกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่พอสมควร Honda ยังจับทางไม่ถูกนัก ในปี 2001 Honda จึงเปิดตัว Honda Mobilio (ฮอนด้า โมบิลิโอ้) (ซึ่งเป็นคนละแบบ กับ Mobilio รุ่นที่ขายในไทยปัจจุบัน) และ Honda Mobilio Spike ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น ในรูปแบบ Compact Minivan ตั้งใจจะชนกับ Toyota bB ในสไตล์รถทรงกล่อง ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ Honda Jazz

แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ Honda Mobilio ในญี่ปุ่น จึงต้องหายไป แต่ Honda ก็ยังไม่ลดละความพยายาม …

Honda-Freed-JDM

ในปี 2008 Honda จึงได้พัฒนาเจ้า Honda Freed ออกมาขายอีกครั้ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากร้านกาแฟในย่าน เซตากายะ เมืองโตเกียว และในประเทศอิตาลี ส่วนชื่อรุ่นที่มาจากคำว่า “Freedom” (แต่ตัดคำว่า “OM” ออกไป) หรือจะหมายถึง Free + Do ก็ได้เช่นกัน

และเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2008 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยมีเดียว พร้อมคว้ารางวัล “Best Value” จากงานรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น (Japan Car of the Year) ในปี 2008-2009

Honda-Freed-Free-Life-Creation

แนวคิดในการออกแบบ Honda Freed รุ่นแรก

ตัวรถพัฒนาขึ้นโดย Hiroshi Yasuda ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมออกแบบจาก Honda R&D ด้วย Concept “Free Life Creation” กับรูปแบบของตัวรถที่มาในสไตล์ European “Low Floor, Low Center of Gravity” (พื้นต่ำ + จุดศูนย์ถ่วงต่ำ) ทำให้เป็นมิตรกับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้า-ออก ตัวรถ พร้อมที่นั่งที่มีทั้งในรูปแบบ 5 ที่นั่ง, 7 ที่นั่ง และ 8 ที่นั่ง

Honda-Freed-Idea

การออกแบบภายในของ Honda Freed เน้นความกว้างขวาง เดินเข้าได้ง่ายทุกจุด

Honda-Freed-Idea

ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเบาะ 5 ที่นั่ง, 7 ที่นั่ง หรือ 8 ที่นั่ง ก็สามารถปรับพับเบาะนั่งแถวที่ 3 แล้วขนจักรยานเข้าไปได้

Honda-Freed-Idea

ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น Honda Freed สามารถประหยัดน้ำมันได้มากถึง 16.4 กม./ลิตร (วัดตามโหมด 10-15 ในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า)

ด้วยรูปทรงสามเหลี่ยม แนวคิด “Tri-Angle + Square” ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง กว้างขวาง สะดวกสบาย ขับง่าย คล่องตัว รูปแบบเสาเอ ออกแบบให้มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้พื้นที่กระจกบานหน้าขนาดใหญ่มากขึ้น

Honda-Freed-2009

ย้อนกลับไปในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดตัว “Honda Freed” ที่ Honda จัดเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์เซกเมนท์ใหม่ MUV (หรือ Multipurpose Utility Vehicle) จับกลุ่มครอบครัวสมัยใหม่ และคนวัยทำงานช่วงอายุ 25-35 ปี โดยรถยนต์ Honda Freed รุ่นที่ขายในไทย นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย

Honda-Freed-Dimensions

มิติตัวถังมีขนาดยาว 4,215 มม. กว้าง 1,700 มม. สูง 1,735 มม. ระยะฐานล้อ 2,740 มม. ความสูงในห้องโดยสาร 1,265 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร เลี้ยวรถ และจอดรถได้ง่าย เหมาะกับในเมืองมาก

Honda-Freed-2009

ตัวรถออกแบบให้นั่งได้ 7 ที่นั่ง แบ่งเป็น 3 แถว พื้นรถแบบแบนราบ Flat Floor สามารถเดินถึงกันได้แบบ Walk-Through ส่วนเบาะแถวสองดีไซน์แบบ Captain’s Seats ปีกเบาะโอบกระชับ เบาะแถวที่ 3 พับเก็บได้ โดยเบาะแถวที่ 3 เมื่อพับแล้วห้องสัมภาระจะมีขนาด 670 ลิตร

ในส่วนของประตู่คู่หน้านั้น สามารถแบ่งการเปิดได้เป็น 3 ระยะ เปิดได้กว้างสุดถึง 920 มม. ส่วนประตูสไลด์ด้านข้าง ให้ความกว้างถึง 600 มม.

Honda-Freed-2009

ภายในออกแบบคอนโซลด้วยลักษณะที่เรียกว่า Open Cafe เป็นแบบ 2 ชั้น กว้าง ใช้งานได้หลากหลาย ใช้วางข้าวกล่อง นั่งทานอาหารในรถตอนรถติดๆ ได้ด้วย มันดีตรงนี้ล่ะ! ส่วนระบบเครื่องเสียงของฟรีด สามารถเชื่อมต่อ iPod และ USB ได้

Honda-Freed-2009

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 147 นิวตันเมตร (14.9 กก.-ม.) ที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด Shift Hold Control Transmission พร้อมรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 บนน้ำหนักตัวถัง 1,330 – 1,355 กิโลกรัม และความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร

ระบบกันสะเทือนหน้า แบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลัง ทอร์ชั่นบีม แบบ H-Shape Torsion Beam

Honda-Freed-2009

Honda Freed เมื่อขายในบ้านเราครั้งแรก มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย นั่นคือ

Honda Freed S

อุปกรณ์เด่นๆ … ได้แก่ ประตูข้างสไลด์ ซ้าย-ขวา ห้องโดยสารภายในสีเบจ มาตรวัดเรืองแสง กระจกไฟฟ้า กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อค เบรกมือที่เท้า วิทยุ-CD MP3 ช่อง USB/AUX พร้อมลำโพง 4 ตัว และระบบเบรก ABS + EBD กับ BA และระบบสัญญาณกันขโมย ในราคา 894,500 บาท

Honda Freed E

สำหรับรุ่น Top ของ Freed เพิ่ม! กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ แบบ 3 ชั้น พร้อมคิ้วโครเมียม ประตูข้างแบบสไลด์อัตโนมัติซ้าย-ขวา ควบคุมด้วยรีโมท และกระจกมองข้างพับ-ปรับไฟฟ้า ในราคา 974,500 บาท

Honda-Freed-2009

Honda Freed E Sport

เพิ่ม! กระจังหน้าแบบสปอร์ต สีเดียวกับตัวรถ ไฟตัดหมอกคู่หน้า สปอยเลอร์หลัง คิ้วบันไดแสตนเลส และหัวเกียร์หุ้มหนัง ในราคา 1,014,500 บาท

Honda Freed E Navi Sport

เพิ่ม! Navigator + เครื่องเล่น DVD กล้องมองภาพด้านหลัง กระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟตัดหมอกคู่หน้า สปอยเลอร์หลัง คิ้วบันไดแสตนเลส และหัวเกียร์หุ้มหนัง ในราคา 1,074,500 บาท

Honda-Freed-Limited

ในเดือนสิงหาคม เพิ่มรุ่น Limited เพิ่ม NAVI + DVD และกล้องมองภาพด้านหลัง เข้ามา

สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ Honda Freed ขายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เป็นต้นมา สามารถขายได้มากถึง 11,400 คัน (นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2553 – ก.ค. 2555)

Honda-Freed-2012

Honda Freed ถึงเวลาไมเนอร์เชนจ์เสียที โดยเปิดตัวในวันที่ 4 กันยายน 2555 ภายนอกมากับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม คิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียม ล้ออัลลอยลายใหม่ รุ่น Top อย่าง EL มีสปอยเลอร์หลัง กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัว

ห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ รุ่น Top มาพร้อมเบาะหนังแท้ เพิ่มที่วางแขนผู้โดยสารแถวหน้า และแถว 2

ส่วนชุดเครื่องเสียงแบบวิทยุ MP3 พร้อมจอ LCD ทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว มี Port USB และ AUX รุ่น Top อย่าง EL มีสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ด้วย Bluetooth ส่วนผู้โดยสารตอนหลังมีเครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 10 นิ้ว

Honda-Freed-2012

ต่อมา ในวันที่ 23 กันยายน 2556 Honda Freed เปิดรุ่นปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ด้วยการเพิ่มแอร์หลัง (ที่คนใช้รุ่นนี้เรียกร้องกันมามาก) ก่อนหายจากตลาดเงียบๆ ไป …

Honda-Freed-2012

สำหรับ Honda Freed รุ่น Minorchange มีรายดังเอียดคร่าวๆ ประมาณนี้ …

Honda Freed SE

มาพร้อมกระจังหน้าแบบโครเมียม กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ โคมไฟหน้าสีเงิน ไฟท้ายและคิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียม พร้อมสปอยเล่อร์หลัง ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งด้านคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ มีพนักเท้าแขนทั้งผู้โดยสารแถวหน้า และแถว 2 เพิ่มมาให้ ในราคา 839,000 บาท (โฉมปี 2556 ราคา 834,000 บาท)

Honda Freed E

(โฉมปี 2556) ซึ่งเป็นรุ่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ให้ความหรูหราด้วยเบาะหนัง ระบบแอร์อัตโนมัติ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และวิทยุ CD MP3 แบบ 1 แผ่น ในราคา 879,000 บาท

Honda Freed EL

ซึ่งเป็นรุ่น Top สุด เพิ่ม! เบาะหนัง วิทยุ MP3 พร้อมจอ LCD ระบบสัมผัส 7 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และระบบ Bluetooth กล้องส่องภาพด้านหลัง ส่วนก้านหลังมีเครื่องเล่น DVD พร้อม LCD ขนาด 10 นิ้ว ในราคา 949,000 บาท (โฉมปี 2556 959,000 บาท)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Freed (GE) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม สำหรับคนที่เพิ่งจะมีครอบครัว อารมณ์ประมาณแบบ พ่อ-แม่-ลูก รวมไปถึงอาจจะมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน และต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางบ่อยๆ รุ่นนี้นับว่าลงตัวมาก

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

Honda Freed มือสอง จัดว่ามีข้อดีเยอะหลายอย่าง แต่จุดด้อยก็จะมีในเรื่องอัตราเร่งที่สู้รถครอบครัวที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้ เพราะต้องแบกน้ำหนักรถที่มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 14.5 วินาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างอืดสำหรับรถยนต์เครื่อง 1.5 ลิตร

แต่หากคุณไม่ได้รีบร้อนอะไร รถคันนี้เป็นรถครอบครัวที่ดี อัตราเร่งถือว่ารับได้ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองนั้น ประมาณ 14.1 กม./ลิตร แม้จะเป็นการขับที่รถไม่ติดก็ตาม แต่ถ้ารถติดๆ ในชั่วโมงเร่งด่วนแล้วละก็ อาจเหลือไม่ถึง 10 กม./ลิตร

แต่ถ้าเน้นประหยัด รุ่นนี้ก็สามารถติดแก๊ส LPG ได้ ใช้ถังแบบโดนัท ก็จะช่วยให้ประหยัดได้มากขึ้นครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการหาไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ ในกรณีที่รถสภาพยังสมบูรณ์อยู่

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีพอประมาณ ทั้งจากศูนย์บริการ รถเก่าในบ้านเรา หรือจะเป็นของเก่าจากญี่ปุ่นก็ตาม

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 278,000 – 550,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Freed (GE) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Freed ได้เลยครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Ladies-Car-Maintenance-Technique

สำหรับผู้หญิงบางคนนั้น เรื่องของการขับขี่รถยนต์บนพื้นท้องถนน อาจจะเป็นเรื่องยาก หรืออาจจะเป็นเรื่องท้าทายเกินความสามารถของเธอ แต่เมื่อถึงจุดใดจุดหนึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุจำเป็นใดๆ ที่มีเหตุทำให้ต้องขับรถยนต์ ผู้หญิงเหล่านั้นก็สามารถข้ามผ่านสิ่งที่ติดอยู่ในใจของตัวเองให้สามารถขับรถยนต์ได้อย่างเต็มที่

เทคนิคดูแลรถยนต์สำหรับผู้หญิง

แต่แน่นอนว่าจากการขับรถในทุกๆ วันแล้ว ผู้หญิงหลายคนมักจะไม่ทราบถึงวิธีการดูแลรถยนต์ของตัวเองมากสักเท่าไรนัก เพราะอาจจะมองเป็นเรื่องยาก บางครั้งเมื่ออุปกรณ์เครื่องรถยนต์เกิดชำรุดต่างๆ ก็มักจะโทรหาประกันทันที เพราะไม่สามารถจัดการกับปัญหาตรงหน้าได้ ดังนั้น masii จึงอยากจะนำเทคนิคการดูแลรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้นสำหรับผู้หญิงมาฝากกันจ้า

Ladies-Car-Maintenance-Technique

1. ควรหมั่นเช็กลมยาง

ลมยางนั้นสำคัญมากๆ และมีผลต่อการทรงตัวของรถยนต์ ถ้าหากยางรถยนต์ของสาวๆ มีระดับที่ไม่ได้มาตรฐานจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ง่าย และเป็นการลดอายุของยางให้สั้นในระยะเวลาภายหลัง ดังนั้นถ้าหากรู้สึกว่ายางรถยนต์ของเราอ่อนลง ให้รีบไปเติมลมได้ที่ด้วยเครื่องเติมลมอัตโนมัติตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ได้เลย และถ้าหากเติมลมไประดับที่ได้มาตราฐานแล้วรถยนต์ของเรายังมีอาการผิดปกติ ให้นำรถไปเช็กสภาพที่ศูนย์เพื่อหาที่มาของปัญหา จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีค่ะ

Ladies-Car-Maintenance-Technique

2. ตรวจดูระบบระบายความร้อน

สาวๆ หลายคนมักไม่ค่อยได้ใส่ใจ ใส่รายละเอียดสำหรับการดูฝาหม้อระบายน้ำ ถ้าหากเพื่อนๆ พบว่า น้ำพร่อง หรือน้อยลงไป ทาง มาสิ แนะนำให้สาวๆ เติมน้ำสะอาดลงไปให้เต็ม แต่ข้อควรระวังนะคะ ห้ามเปิดทันทีในขณะที่เพิ่งใช้รถยนต์มาใหม่ๆ เพราะไอน้ำจะมีความร้อนที่สูงมาก อาจจะเกิดอันตรายแก่ตัวเองได้ ควรจอดแช่รถไว้สักพักก่อนจึงค่อยลงมือทำ

Ladies-Car-Maintenance-Technique

3. เช็กรอยหยดรั่วของน้ำมัน

เพิ่มความอุ่นใจในการขับรถยนต์เดินทางบนท้องถนนสำหรับสาวๆ เพื่อนๆ สามารถหมั่นตรวจเช็กดูที่ใต้ท้องรถของเราก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ออกเดินทางหรือหลังดับเครื่องยนต์ก็ได้ ถ้าหากว่ามีรอยน้ำมันรั่ว​ ซึมออกมา ให้รีบนำรถยนต์ของเพื่อนๆ ไปซ่อมที่อู่รถยนต์ หรือศูนย์ซ่อมรถยนต์ทันที เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอันตราย และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เพียงเท่านี้สำหรับปัญหาเบื้องต้นที่ทาง มาสิ หยิบยกมาบอกต่อพร้อมวิธีเทคนิคการดูแลง่ายๆ ที่สาวๆ ทุกคนสามารถทำได้​โดยแทบไม่ต้องพึ่งคนอื่นเลย แต่สำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากได้ความอุ่นใจทุกๆ การขับขี่รถยนต์ การทำประกันภัยรถยนต์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยได้ทันที หากมีข้อมูลสงสัย​โทรเข้ามาที่ 02 710 3100 เรามีทีมงานคอยให้คำตอบอยู่จ้า

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

5-Problem-From-Car-Fall

เป็นที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าท้องถนนในกรุงเทพฯ และประเทศไทยของเรา มีปัญหาอยู่อย่างมากเลยทีเดียว นับตั้งแต่เรื่องมอเตอร์ไซค์ ขึ้นไปขี่บนฟุตบาท หาบเร่แผงลอยยึดฟุตบาท ล่วงมาจนถึงสภาพถนนหลายสาย ที่แย่มาก และถนนที่ขยันขุดแล้วขุดอีก หรือย่านสร้างรถไฟฟ้า ที่รถปูน รถดิน วิ่งถล่มถนนกัน รวมไปถึงกับดักต่างๆ เช่น ฝาท่อ หรือร่องบนพื้นผิวถนน

ถนนบางสาย ก็ขยันเอางบแปรญัตติมาทำกันจัง (ทั้งๆ ที่ถนนผิวคอนกรีตเดิม สภาพก็ยังไม่แย่นัก) ยิ่งประเภทลาดยางด้วยแอลฟัสต์เนี่ย พอใช้งานไปได้ไม่นาน ผิวถนนกลับหายเป็นหย่อมๆ หรือไม่เรียบ กลายเป็นหลุมบ่อมาแทน!

เมื่อรถวิ่งมาเร็วๆ ตกลงไป ถึงขั้นทำให้ช่วงล่างพังได้ และยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ อยู่บ่อยๆ เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ได้ซะที สำหรับถนนของประเทศนี้

Mr.Carro จะมาเล่าถึงผลเสียของการขับรถตกหลุมบ่อย 4 ข้อว่า มีข้อเสียอะไรบ้าง.

5-Problem-From-Car-Fall

สภาพถนนเข้าหมู่บ้านในร้อยเอ็ด

1. ล้อแม็กคด หรือแตก

เมื่อรถยนต์หากวิ่งตกหลุมด้วยความเร็วที่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะส่งผลให้ทั้งยางและล้อแม็ก เกิดความเสียหายได้มากขึ้นเท่านั้น อาการส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นล้อแม็กคด หรือดุ้ง ซึ่งถ้าเป็นไม่มากก็ไม่เป็นไร แต่ก็ควรดัดคด เพื่อให้ล้อกลมเหมือนเดิม ช่วยป้องกันอาการรถสั่น ขณะขับด้วยความเร็วสูงได้

แต่ถ้าหนักหน่อยถึงขั้นล้อแม็กแตก ส่วนใหญ่มักจะเป็นล้อแม็กที่ผลิตขายกันแบบยี่ห้อโนเนม ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งกรณีล้อแม็กแตกนั้น อาจทำให้รถถึงขั้นเสียการควบคุม เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้

2. ยางบวม หรือยางแตก

การขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูง แน่นอนว่า “ยาง” ซึ่งเป็นด่านหน้าในการรับกระแทกอย่างรุนแรง จนอาจเกิดอาการบวมขึ้นได้ และยางบวมยังส่งผลต่อการขับขี่ของรถ ทำให้เกิดอาการสั่น ขับรถได้อย่างไม่นิ่มนวล

ซึ่งถ้าหากในหลุมที่ตกลงไปนั้น มีเหลี่ยมคมเข้าไปอีก ถึงขั้นยางระเบิดได้

5-Problem-From-Car-Fall

3. ลูกปีนล้อแตก

ลูกปืนล้อ เป็นชิ้นส่วนที่เรียกได้ว่าอาจจะไม่ทนนัก สำหรับรถบางรุ่น หากมีการกระแทกที่ล้ออย่างรุนแรง ก็ส่งผลทำให้ลูกปืนล้อแตกได้

โดยอาการของลูกปืนล้อแตก จะมีเสียงหอนดังจากล้อข้างใดข้างหนึ่ง และจะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความเร็วรถสูงขึ้น

4. ตัวถังรถ (โดยเฉพาะด้านหน้า) อาจเสียหาย

การขับรถลงหลุมด้วยความเร็วและรุนแรง อาจสร้างความเสียหายให้เกิดกับช่วงล่างได้ รวมไปถึงชุดกันชนหน้า ชุดสเกิร์ตหน้า ก็อาจถูกแรงสั่นสะเทือน หรือกระแทกเสียหายได้

5-Problem-From-Car-Fall

5. ช่วงล่างพังเร็ว

ถ้ารถของคุณใช้งานมานาน และตกหลุมบ่อยพอสมควร สังเกตได้เลยว่า เวลาลงหลุมแล้วรถจะไม่นิ่มนวล มีเสียงดังเอียดอ๊าด หรือตึงตังที่ช่วงล่างประจำ เพราะช่วงล่างหลวมจากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ถูกแรงกระแทกมาอย่างยาวนาน เริ่มไม่ยึดแน่นคงที่

นั่นเพราะ โช็คอัพ, เบ้าโช๊คอัพ, ปีกนก, ลูกหมากคันชัก-คันส่ง, ลูกหมากแร็ค (หรือ ไม้ตีกลอง), ยางแท่นเครื่อง หรือ เพลาขับ ก็จะเกิดอาการเสื่อมภาพ พังเร็วขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนทั้งหลายนี้ ก็นับตั้งแต่ราคาหลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่นบาทได้

ทางที่ดี เวลาขับรถตามท้องถนน เมื่อเจอหลุมบ่อ เนินลูกระนาด ควรชะลอช้าๆ แล้วค่อยๆ ลง แต่ถ้าหาทางเลี่ยงได้ เลี่ยงเลยครับ เพราะช่วงล่างพังไวขึ้น ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าซ่อมบานแน่ๆ

ถ้าคุณเบื่อซ่อมช่วงล่างรถคันเดิมอยากเปลี่ยนรถใหม่ ขายรถด่วน เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Frank-X-Carro-Car-Insurance-Type3-Plus

สวัสดีครับชาว Carro หากคุณสงสัยว่า “รถมือสองจำเป็นต้องมีประกันรถยนต์ไหม?” คงต้องบอกว่า “จำเป็นครับ” หากคุณมีงบไม่มากแต่ต้องการความดูแลทุกการขับขี่ แนะนำประกันรถยนต์ชั้น 3+ หรือประกันชั้น 3 พลัสก็เหมาะ เพราะเบี้ยไม่แพงความคุ้มครองก็ไม่เบาเลยครับ

ด้วยข้อดี คือ “เบี้ยถูก” ประกันชั้น 3+ เบี้ยประกันรถยนต์จึงมีราคาถูกที่สุดตามทุนประกันที่ 100,000 บาท และประกัน 3+ ยังเหมาะกับรถยนต์ที่มีอายุ 4-15 ปีขึ้นไป หมายความว่า รถมือสองซื้อประกันชั้นนี้ได้แน่ๆ และดูแลค่าซ่อมรถยนต์เราหากเกิดอุบัติเหตุด้วยนะครับ ซึ่งให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมจากประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ ที่เรามี จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รถมือสองอุ่นใจทุกการขับขี่ได้อีกเปราะ

ประกันชั้น 3+ คุ้มครองเหตุอะไร ?

หากคุณกำลังสงสัยว่า ประกันชั้น 3+ นั้นคุ้มครองอะไรบ้าง เดี๋ยวจะสรุปให้เข้าใจแบบสั้น ๆ ตามนี้ครับ

  • คุ้มครองหากเกิดเหตุรถชนรถ ดูแลค่ารักษาพยาบาล ดูแลกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เพิ่มเติมจากพ.ร.บ.
  • หากเกิดอุบัติเหตุประกันชั้น 3+ จะช่วยรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ตามทุนประกันของคุณ
  • ดูแลเฉพาะเหตุรถชนรถเท่านั้น และต้องระบุคู่กรณีให้ชัดเจน มีหลักฐานในการแจ้งเคลม
  • กรณีขับรถชนคนเสียชีวิต ประกัน 3+ จะช่วยประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญาที่ต้องส่งฟ้องศาล ตามทุนประกันที่เลือกไว้

เรียกได้ว่า ประกันชั้น 3+ ช่างเป็นประกันภัยที่ดีต่อใจรถมือสอง เพราะมีความคุ้มครองแบบพลัสๆ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

3-Trick-For-Prevent-Dust-PM25-In-Car

ช่วงนี้เป็นที่รู้ๆ กันว่า ในกรุงเทพฯ มีฝุ่นค่อนข้างเยอะมากๆ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากรถยนต์ รถเมล์ รถบรรทุก ที่เครื่องยนต์ดีเซลเสื่อมสภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ปล่อยควันพิษกันออกมามาก แล้วออกมาวิ่งกันบนถนนเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการสร้างคอนโดมิเนียมในตัวเมือง ก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษ PM2.5 ขึ้นอย่างมากมาย

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน เปรียบได้กับขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ โดยขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรองได้

หลายคนคิดว่า เฮ้ย! นั่งอยู่ในรถแล้ว ยังไงก็ปลอดภัย ยิ่งถ้าเป็นรถยนต์สมัยใหม่ มีระบบกรองอากาศ ระบบฟอกอากาศมากมาย ซึ่งบางรุ่นยังมีระบบระบบไฟฟ้าสถิตย์ ปล่อยประจุไฟฟ้าลบ เพื่อไปเกาะจับอนุภาคฝุ่นในอากาศอีกด้วย

แต่ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีออพชั่นแบบนี้ จะทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยจากเจ้าฝุ่น PM2.5 ขณะขับรถอยู่ในเมืองได้ล่ะ Mr.Carro ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์จาก Carro มี 3 วิธี จะมาเล่าให้ฟัง.

3-Trick-For-Prevent-Dust-PM25-In-Car

สำหรับฝุ่น PM2.5 นั้น จัดว่าเป็นฝุ่นที่มีความอันตรายต่อร่างกาย และผู้ป่วย ซึ่งมีความหนาแน่นในชั้นบรรยากาศ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคล้ายหมอก ปกติฝุ่น PM2.5 จะเยอะในช่วงเปลี่ยนฤดูหนาวไปฤดูร้อน และช่วงฤดูฝน (ที่ฝนขาดช่วง) ก่อนจะไปสู่ฤดูหนาว

โดยฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาก สามารถเข้าไปถึงถุงลมในปอด ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง

วิธีการป้องกัน คือ ใส่หน้ากาก N95 หรือหน้ากากอย่างน้อย 2 ชั้น เพื่อลดจำนวนฝุ่นที่เข้าถึงปอดได้

แต่ถ้านั่งอยู่ในรถ ตามจริงแล้วก็ดูปลอดภัยจากฝุ่นอยู่พอสมควร (ถ้าหากไม่เปิดประตูรถ หรือเปิดกระจกรถในย่านที่รถติดๆ ฝุ่นเยอะๆ) จะให้ใส่หน้ากากอนามัยปิดปากตลอด บางทีก็ดูอึดอัด … วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 เข้ารถแบบง่ายๆ มีด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่ …

กรองแอร์

3-Trick-For-Prevent-Dust-PM25-In-Car

คุณควรเลือกกรองแอร์ ชนิดแบบ HEPA Airfilter ที่สามารถกรอกฝุ่นมลพิษได้ที่ PM2.5 – PM0.3 ซึ่งปัจจุบันมีขายตามท้องตลาดทั่วไป พร้อมกับหมั่นทำความสะอาดระบบแอร์ หรือเปลี่ยนกรองแอร์อย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุกๆ 15,000 กิโลเมตร

เปิดระบบหมุนเวียนอากาศภายในรถ

3-Trick-For-Prevent-Dust-PM25-In-Car

ระบบปรับอากาศในรถ โดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 แบบ นั่นคือ รับอากาศจากข้างนอกเข้าอย่างเดียว (Fresh), อากาศหมุนเวียนเฉพาะในรถอย่างเดียว (Recirc หรือ Recirculation) และแบบผสม รับทั้งอากาศภายนอกเข้ามา และอากาศหมุนเวียนภายในด้วย

กรณีนี้ เราขอแนะนำให้คุณเลือกใช้เฉพาะโหมด อากาศหมุนเวียนเฉพาะในรถอย่างเดียว เท่านั้น

เครื่องฟอกอากาศ

3-Trick-For-Prevent-Dust-PM25-In-Car

แต่ถ้าใครยังกังวลอยู่ล่ะกก็ ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพิ่มเติมเลยก็ได้ เพื่อความสบายใจ ซึ่งในท้องตลาดตอนนี้ก็มีให้เลือกอยู่หลากหลายยี่ห้อ เพื่อกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก กลิ่นไม่พึงประสงค์ กรองแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อโรคในอากาศ กรองควันบุหรี่ ได้ เป็นต้น

แค่ลองทำตาม 3 วิธีนี้ ก็ช่วยลดปัญหาของฝุ่น PM2.5 ไปได้เยอะแล้วล่ะครับ แต่ก็อย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถยนต์ สภาพเครื่องยนต์ ให้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่อย่างนั้นรถของคุณเองนั่นแหละ ที่จะเป็นตัวปล่อยฝุ่น PM2.5 ซะเอง

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือได้เงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

“สิงคโปร์” (Singapore) เป็นประเทศเล็กๆ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ในฐานะเกาะเล็กๆ (ที่เป็นประเทศด้วย) ที่แยกตัวออกมาจากประเทศมาเลเซีย มีพื้นที่แค่เพียง 718.3 ตร.กม. ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเหมือนประเทศอื่น มีเพียงทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น แต่สามารถสร้างประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าขาย ในระดับ ASEAN และในระดับโลกได้

เป็นศูนย์รวมของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก มีสำนักงานในประเทศนี้ และศูนย์รวมเรือสินค้าจากทั่วโลก เพราะมีท่าเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี ให้ผู้ซื้อ-ผู้ขาย มาทำการซื้อขายได้ที่นี่ ด้วยความที่สิงคโปร์เป็น “พ่อค้าคนกลาง” นั่นเอง

ตัวประเทศสิงคโปร์เอง ยังมีฐานะทางเศรษฐกิจดี (แม้ว่าช่วงนี้ อาจจะมีอาการ “สะดุด” ออกมาให้เห็นอยู่บ้างก็ตาม) จากการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการค้ามาหลายสิบปี อีกทั้งยังมีแรงงานต่างชาติ ที่นิยมเข้าไปทำงานเป็นจำนวนมากอีกด้วย

พอย้อนกลับมาที่หัวเรื่อง ก็สงสัยว่าแต่ทำไม? ประเทศไทย เวลาปรับขึ้นหรือลงราคาน้ำมัน ถึงต้องอิงราคาน้ำมัน จากประเทศสิงคโปร์ด้วย?

Carro-Gas-Station

ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน มีรายละเอียดอธิบายดังนี้ …

สาเหตุที่ต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ นั่นหมายถึง เป็นราคาที่สะท้อนถึงการซื้อ-ขาย ของทุกประเทศ ในภูมิภาคนี้

1. สะท้อนต้นทุนการนำเข้าของไทยในระดับต่ำสุด ตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคเอเซีย ซึ่งใกล้ไทยมากที่สุด ดังนั้น ต้นทุนในการนำเข้า จึงเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดที่โรงกลั่นไทยต้องแข่งขันด้วย

2. ปริมาณการซื้อ-ขาย สูง ซึ่ง สิงคโปร์ จะเป็นตลาดที่ซื้อขายน้ำมันเช่นเดียวกับนิวยอร์ค (NYMEX) โดยน้ำมันที่ทำการซื้อขาย อาจไม่ได้เก็บไว้ในสิงคโปร์ แต่จะมีการตกลงซื้อขายในสิงคโปร์ เนื่องจากจะมีบริษัทที่ทำธุรกิจซื้อขายน้ำมัน มาเปิดดำเนินการในสิงคโปร์ ปริมาณการซื้อขายน้ำมันในสิงคโปร์ จะอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับตลาดใหญ่ ในพื้นที่อื่น (ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง) ซึ่งทำให้ยากต่อการปั่นราคา

โดยผู้ซื้อหรือผู้ขาย และราคาจะสะท้อน จากความสามารถในการจัดหา และความต้องการน้ำมันของภูมิภาคนี้

3. ราคาสะท้อนความสามารถในการจัดหา และความต้องการของเอเซีย แม้สิงคโปร์จะมีกำลังการกลั่นรวมอยู่ที่ 1.5 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งยังเป็นระดับที่ต่ำกว่า จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่การกลั่นของสิงคโปร์ เป็นการกลั่นเพื่อส่งออก ในขณะที่ประเทศที่มีกำลังกลั่น มากกว่าสิงคโปร์ดังกล่าว เป็นการกลั่นเพื่อใช้ในประเทศเป็นหลัก เมื่อเหลือแล้วจึงส่งออก จากการกลั่นเพื่อส่งออกเป็นหลัก ทำให้ราคาจำหน่ายของตลาดสิงคโปร์ จะสะท้อนราคาส่งออกที่แท้จริง ซึ่งจะสะท้อนความสามารถในการจัดหา และสภาพความต้องการนำน้ำมันสำเร็จรูป ของภูมิภาคเอเซีย

Singapore-Refinery-Photo

4. ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดจรสิงคโปร์ เป็นฐานกำหนดราคาส่งออกของประเทศต่างๆ แม้ว่าการส่งออกของสิงคโปร์จะเริ่มลดลง เพราะมีกำลังกลั่นเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แต่ราคาที่ส่งออกของประเทศต่างๆ ยังคงใช้ราคาน้ำมันของตลาดสิงคโปร์ เป็นฐานในการกำหนดราคาส่งออก และการซื้อขายเพื่อส่งออกจากประเทศต่างๆ ยังทำการซื้อขายที่สิงคโปร์เป็นหลัก

5. ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับตลาดอื่นๆ ทั่วโลก สพช. ได้ศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดต่างๆ ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดยุโรป ตลาดอเมริกา และตลาดจรสิงคโปร์พบว่า ราคาน้ำมันสำเร็จรูปทุกตลาดต่างปรับตัวเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน และในระดับที่ใกล้เคียงกัน อาจมีบางช่วงที่ราคา ของบางตลาดเปลี่ยนแปลงในทิศทาง หรือระดับที่แตกต่างกับตลาดอื่นๆ ซึ่งเป็นเพราะภาวะที่ความต้องการ และปริมาณน้ำมันในตลาด ไม่มีความสมดุลในช่วงเวลานั้นๆ

แต่ต่อมาราคาที่แตกต่างจากตลาดอื่นมาก จะทำให้เกิดการไหลเข้า / หรือออกของน้ำมันจากตลาดอื่น จนทำให้ระดับของราคาตลาดนั้น ปรับตัวสู่ภาวะสมดุลกับตลาดอื่น ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่ายในทุกตลาด เป็นสินค้าภายใต้ระบบการค้าเสรี และเป็นสากล

6. ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ผันผวนน้อยกว่าตลาดอื่นๆ จากการสังเกตความเคลื่อนไหว ของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดจรสิงคโปร์ มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดอื่นๆ

และการปรับตัวของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดจรสิงคโปร์ ในช่วงที่มีความแตกต่างจากตลาดอื่นมาก ตลาดสิงคโปร์จะใช้เวลาในการปรับตัวสู่สมดุลในเวลาประมาณ 1-3 วัน ซึ่งจะเห็นว่าการแข็งตัวของราคาน้ำมันสำเร็จรูป ในเดือนมีนาคมในตลาดจรสิงคโปร์ ได้ปรับตัวสู่ระดับปกติในช่วงหลังของเดือน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วีระ ธีรภัทร

และอันนี้เป็นความคิดเห็นในส่วนของ “วีระ ธีรภัทร” หรือ วีระ ธีระภัทรานนท์ ผู้จัดรายการชื่อดังจากรายการ คุยได้ คุยดี “Talk news & Music” ที่กล่าวไว้ในรายการเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2562 จากความทรงจำ …

“ราคาอ้างอิงสิงคโปร์ คือราคาหน้าโรงกลั่นประเทศไทย ที่อ้างอิงราคาจากที่สิงคโปร์ ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปั้มน้ำมันในประเทศสิงคโปร์

ทำไมถึงใช้อ้างอิงกัน ทั้ง ญี่ปุ่น, เวียดนาม, อินโดนีเซีย เป็นต้น เพราะสิงคโปร์ มีการซื้อ-ขาย น้ำมัน ในสิงคโปร์มากที่สุดในภูมิภาคนี้ เปรียบเหมือน “ตลาดไท” ในบ้านเรา เราเชื่อว่าราคาส้มโอ หรือแตงโมที่ตลาดไท น่าจะถูกกว่าที่ตลาดสดติดบ้านเรา คุณคิดว่าถูกกว่า? หรือแพงกว่า?

แล้วทำไมเราใช้ราคาอ้างอิงที่ถูกกว่า เพราะเราใช้ราคาที่อื่นไม่ได้แล้ว อันนี้คือวิธีคิด ฉันใดฉันนั้น เพราะผู้ซื้อผู้ขายเยอะ และราคานี้ก็ขึ้นลงได้เร็ว เพราะ Demand / Supply เยอะ

ถ้าถามว่าเราไม่ใช้ราคานี้ได้ไหม ได้ ก็อิงจากราคาหน้าโรงกลั่นไป

แต่ถ้าคุณทำราคาได้ต่ำกว่าราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์ คุณก็ได้กำไรไป”

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ที่ประหยัดน้ำมันขึ้น หรือขับเคลื่อนธุรกิจคุณ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มา :

Brake-Lines-Is-Important

ระบบเบรกในรถยนต์ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเลยก็ว่าได้ เพราะถ้ารถของคุณมีระบบเบรกที่พร้อมใช้งาน ระบบเบรกที่ดี ก็ช่วยให้คุณขับรถได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น (แต่ก็ต้องมาพร้อมกับยางรถยนต์สภาพดี ที่ได้คุณภาพด้วยเช่นกัน)

แต่เชื่อไหมครับว่า เวลาที่หลายต่อหลายคน นำรถไปเข้าอู่ หรือศูนย์บริการ เพื่อทำระบบเบรก ไม่ว่าจะไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก เปลี่ยนผ้าเบรก เจียรจานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่ก็ตาม หลายคนอาจจะละเลย “ท่ออ่อนเบรก” (Brake Lines) ไป หลายครั้งที่มีข่าวรถยนต์เบรกแตก เกิดอาการเหยียบเบรกไม่อยู่ เบรกจม จนเกิดอุบัติเหตุสร้างความเสียหาย หลายต่อหลายครั้ง มาจาก “ท่ออ่อนเบรก” ที่หมดสภาพ

Mr.Carro จะมาอธิบายว่า “ท่ออ่อนเบรก” มันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกันครับ.

Brake-Lines-Is-Important

ท่ออ่อนเบรก คือ ส่วนที่สามารถขยับตัวได้ระหว่างตัวถังกับล้อ ทำให้การส่งน้ำมันเบรกไปยังดุมล้อนั้น ต้องขยับตัวและรับแรงบิดตามการเลี้ยวของล้อ

ท่ออ่อนเบรกนั้นจึงสำคัญมาก โดยวัสดุที่มักจะเอามาทำท่ออ่อนเบรกนั้น จะทำมาจากยางแล้วถักด้วยเส้นด้าย เมื่อหักล้อ เลี้ยว หักพวงมาลัยไปนานๆ ท่ออ่อนเบรกอาจมีอาการบวม พอง แตก หรือแตกตามข้อต่อ ทำให้น้ำมันเบรกรั่วออกมาได้ หรือมีอาการตันในท่ออ่อนเบรก

Brake-Lines-Is-Important

อาการต่างๆ ที่เกิดจากท่ออ่อนเบรกตัน หรือบวม มีอะไรบ้าง?

1. เบรกติดใขณะที่เหยียบเบรก น้ำมันถูกส่งออกมาจากแม่ปั้มเบรก ไปยังลูกสูบเบรกดันให้ฝักเบรกอ้าออก แต่ในเวลาที่ปล่อยเบรก น้ำมันเบรกไม่สามารถไหลกลับได้เพราะท่ออ่อนตีบตัน หรือไหลกลับแต่ช้ามาก ทำให้การคืนตัวของฝักเบรกช้า ทำให้เบรกติด

2. เบรกไม่อยู่ อาจจะเป็นที่ล้อใดล้อหนึ่ง เพราะน้ำมันเบรกไม่สามารถไหลผ่านท่ออ่อนไปยังลูกสูบเบรกได้

อายุของท่ออ่อนเบรก ส่วนใหญ่ใช้งานได้ประมาณ 4-5 ปี หรือประมาณ 50,000 กิโลเมตร หรือถ้าหากจับตัวดูแล้วรู้สึกยางเริ่มแข็ง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว ซึ่งสายอ่อนเบรกที่ดีนั้น ต้องทนต่อแรงดันน้ำมันเบรก ความชื้น ความร้อน สารเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง และข้อต่อปลายต้องกันสนิมได้

3. เบรกแตก (อาการยอดฮิต ของรถบรรทุกเก่าๆ ในอดีต เป็นกันบ่อย) คือถ้าคุณใช้รถไปนานๆ ไม่เคยก้มลงไปตรวจสภาพสายอ่อนเบรกของทั้ง 4 ล้อดูเลย เมื่อเกิดอาการเสื่อมสภาพ จะทนแรงดันไม่ไหว ขณะเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน แรงดันน้ำมันเบรกจะมาสูงมาก ทำให้ท่ออ่อนเบรกทนต่อแรงดันไม่ไหว ก็อาจจะแตกหรือขาดออก ทำให้น้ำมันเบรกรั่ว และรถเบรกไม่อยู่

Brake-Lines-Is-Important

ทางที่ดี เมื่อคุณจะตรวจเปลี่ยนอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับระบบเบรกทุกครั้ง อย่าลืมตรวจสภาพ “ท่ออ่อนเบรก” ทุกครั้งนะครับ!

ถ้าคุณเกิดเบื่อซ่อมรถคันเดิม คิดอยากจะขายรถเมื่อไหร่ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Renew-Or-Choose-New-Company-Car-Insurance

ลังเลใจไม่น้อยเมื่อประกันรถยนต์ใกล้หมดแบบนี้ จะต่อประกันรถยนต์ที่เก่าดี หรือที่ใหม่ดีนะ มีข้อดีข้อเสียต่างกันยังไง ตามเรามาดูกันเลยดีกว่า 

ต่อประกันรถยนต์กับที่เดิม

ใครที่อยากจะต่อประกันรถยนต์ที่เดิมนั่น เหมาะมากๆ สำหรับใครที่ธุรกิจรัดตัว เวลาว่างไม่เยอะ ไม่ต้องการความยุ่งยากให้กับชีวิต เพราะจะต่อประกันรถยนต์ใหม่สักเจ้า นอกเหนือจากเบี้ยประกันแล้ว เราต้องศึกษาเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติม แถมต้องคอยเปรียบเทียบประกันอีก ทำให้หลายคนตัดปัญหาที่แสนยุ่งยากเหล่านั้นดว้ยการต่อประกันภัยรถยนต์ที่เดิมแทน

นอกจากนี้ ข้อดีของการต่อประกันรถยนต์ที่เดิม คือ มีส่วนลดเบี้ยประกันภัยในปีต่อไป หากคุณต้องการตัดรายจ่าย ถ้าได้ความคุ้มครองเท่าเดิม แต่จ่ายน้อยลง ที่เดิมนี่แหละที่ตอบโจทย์! แถมยังสะดวกสบายไม่ต้องตระเตรียมเอกสารใหม่ๆ ให้ยุ่งยาก 

ถ้าประกันรถยนต์เจ้าเดิมของคุณไม่มีปัญหา ตอบโจทย์ครบถ้วนอยู่แล้ว ก็คงไม่มีใครคิดจะอยากเปลี่ยนเจ้าประกันรถยนต์หรอก จริงไหมล่ะ

Renew-Or-Choose-New-Company-Car-Insurance

ต่อประกันรถยนต์เปลี่ยนที่ใหม่

ถ้าประกันรถยนต์เจ้าเก่าไม่ค่อยตอบโจทย์เอาเสียเลย การเปลี่ยนไปต่อประกันรถยนต์เจ้าใหม่ๆ น่าจะตอบโจทย์มากกว่า! นอกจากนี้การเปลี่ยนเจ้าต่อประกันรถยนต์นั้น ให้ข้อดีใจแง่การเคลมนั่นเอง เพราะหากคุณเคลมบ่อย อยากจ่ายเบี้ยปีหน้าถูกลง จะต้องย้ายค่ายไปหาเจ้าใหม่จะช่วยให้เบี้ยประกันคุณถูกลงมากกว่า

นอกจากนี้ อาจจะมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดมากกว่าอีกด้วย เพราะหลายเจ้ามักมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมให้กับลูกค้าใหม่ๆ  แต่การเปลี่ยนเจ้า เปลี่ยนที่ต่อประกันรถยนต์ใหม่นั่น มีข้อเสียคือเสี่ยงนั่นเอง เสี่ยงว่าถ้าเราเปรียบเทียบไม่ดี ก็อาจจะเจอประกันรถยนต์ที่แย่กว่าเจ้าเก่าได้ และกว่าจะเปลี่ยนก็ต้องรออีกทีปีหน้าเลยนะ! 

แบบนี้เลือกยังไงให้ชัวร์ ? 

สำหรับใครที่ยังลังเล ชั่งใจว่าจะต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดี ที่เก่า หรือที่ใหม่ดีนะ ขอแบบนี้บอกเลยว่าไม่ตายตัว และขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ปัจจัยต่างๆ ขอแต่ละคน เช่น ถ้าประกันเจ้าเดิมดี มีส่วนลดต่างๆ ที่น่าสนใจ เวลาเคลม ไปอู่ซ่อมก็สบาย ไม่ยากอะไร คุณก็อาจจะต่อที่เดิมก็ได้

แต่ถ้าใครที่อยากจะเปลี่ยนที่ใหม่ แสวงหาประกันรถยนต์ที่ดีกว่าประกันรถยนต์เดิมๆ ลองมาทำความรู้จักกับ บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์จาก rabbit finance ที่ให้คุณเปรียบเทียบประกันรถยนต์ได้สะดวกสบาย ไม่ต้องยุ่งยาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถค้นหาประกัรรถยนต์พร้อมโปรโมชั่นที่โดนใจ เหมาะกับเงินในกระเป๋าได้ง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยากอีกต่อไป

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

ในยุคปัจจุบัน ที่ราคาน้ำมันแม้ว่าจะถูกลงกว่าช่วงเมื่อสิบกว่าปีแล้วมาก ที่ในยุคนั้นผมจำได้ว่า คนทยอยแห่กันนำรถไปติดตั้งระบบแก๊ส LPG และ NGV กันเป็นแถว เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถยนต์ ทำมาหากิน ไปจนถึงขับเที่ยวพักผ่อน และในบ้านเรา รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ต่างเลือกติดแก๊ส LPG เป็นเชื้อเพลิงคู่ใจ

มาถึงยุคปีนี้ เศรษฐกิจก็ไม่ใช่ว่าจะดี (แย่เลยล่ะ) ราคาน้ำมันเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ผันแปรไปตามสถานการณ์โลกอีก เอาเข้าไป!

หลายคนที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หรืออาจจะเพิ่งนำรถยนต์ไปติดตั้งแก๊ส LPG หรือซื้อรถที่ใช้แก๊ส LPG มา แต่อยากจะทำให้มันถูกต้องไปเลย ไม่ต้องมาใช้แบบไม่แจ้งลงเล่ม เพราะกลัวต้องมาเปลี่ยนถังเมื่อครบ 10 ปี (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม รถติดแก๊ส LPG ครบ 10 ปี ไม่ต้องเปลี่ยนถังใหม่! ตรวจถังได้)

เมื่อพอใกล้จะถึงเวลาตรวจสภาพรถกับ ตรอ. แล้ว ก็จะมาหาทางถามอยู่เรื่อยว่า ถังแก๊สจะโดนตรวจหรือไม่ จะตรวจสภาพรถผ่านหรือเปล่า ประมาณนั้น …

Mr.Carro จะมาขอ Review จากประสบการณ์ตรง เล่าให้ทุกท่านฟัง …

Review-Transfer-LPG-Powered

เริ่มแรก ในกรณีที่รถของคุณเพิ่งซื้อมาใหม่ป้ายแเดง หรือซื้อรถมือสองมา รวมไปถึงกรณี เปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใหม่ เมื่อถังของเดิมมีอายุครบ 10 ปี หรือว่าใช้ถังแก๊ส LPG ที่เป็นมาตรฐานแบบเก่า (ที่มีวาล์วที่ถังเป็นแบบวาล์ว เขียว-แดง หรือวาล์วทองเหลืองแบบ Super) จะต่ออายุถังไม่ผ่าน หรือขนส่งฯ ไม่ให้ถังผ่านการตรวจสภาพ

บางคนอาจจะสู้ราคากับการเปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใบใหม่ ที่ต้องใช้งบประมาณมากถึง 7,XXX – 10,XXX บาท อาจจะเลือกใช้ถังแก๊ส LPG มือสอง (ที่ยังไม่หมดอายุ) ก็ได้เช่นกัน เพราะสามารถติดตั้งในรถของคุณ และไปแจ้งลงเล่มได้เช่นเดียวกัน

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

นำรถมาตรวจสภาพรถ ที่ฝ่ายตรวจสภาพรถ

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

เปิดฝากระโปรงหน้า – ฝากระโปรงท้าย ให้เจ้าหน้าที่ขูดเลขตัวถัง และเลขถังแก๊ส LPG กับวันที่ทดสอบถัง กรณีเปลี่ยนถังมาใหม่

เมื่อขับรถมาถึงขนส่งฯ นำรถไปเข้าที่ฝ่าย “ตรวจสภาพ” ได้เลย แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถ มาขอเอกสาร คุณก็เตรียมไปให้เรียบร้อย แล้วแจ้งว่ามาโอนกรรมสิทธิ์รถ

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

เมื่อตรวจสภาพเสร็จ รอรับเอกสารที่มุมนี้

เอกสารที่ต้องใช้ ในการยื่นแจ้งเพิ่มชนิดเชื้อเพลิง หรือแจ้งเปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใหม่ …

– เล่มทะเบียนตัวจริง
– หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบการติดตั้งรถใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง (ใบวิศวะ)
– หนังสือรายละเอียดการติดตั้งถังก๊าซ LPG / ภาพถ่ายวิศวกรผู้รับรอง คู่กับหน้ารถ (ถ้ามี)
– แบบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนรถ (เอกสารชุดนี้ เอาที่ขนส่งฯ ก็ได้)
– สำเนาบัตรประชาชน

เอกสารมีอายุ 30 วัน ต้องรีบแจ้งขนส่งให้ทันนะครับ ถ้าเลยจากนั้น ต้องไปขอใบวิศวะใหม่อีก

ส่วนถ้าจะโอนกรรมสิทธิ์รถ เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ …

– เล่มทะเบียนตัวจริง
– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ถ้ากรณีเป็นนิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
– สัญญาซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
– สำเนาใบมรณะบัตรเจ้าของรถ และคำสั่งศาลหรือพินัยกรรมพร้อมสำเนา (กรณีโอนรับมรดก)
– แบบคำขอโอนและรับโอน ซึ่งกรอกรายการและลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนเรียนร้อยแล้ว
– หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอง กรณีผู้โอน และ/หรือผู้รับโอนมิได้มาดำเนินการด้วยตัวเอง

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

หน้าตาของเอกสารที่ตรวจสภาพเสร็จ พร้อมเอารายละเอียดถังแก๊ส LPG ที่เปลี่ยนใหม่ ไปแจ้งลงเล่ม

กรณีเปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใบใหม่ จะมีการแก้ไขหมายเลขถังแก๊ส และลงบันทึกหลังเล่มทะเบียนว่า ใช้ถังเลขที่ … โดยวิศวกร …

กรณีรถของคุณ ใช้วิธีตรวจถังแก๊ส LPG เมื่ออายุเกิน 10 ปี ซึ่งวิศวกรตรวจรับรองถังแก๊ส LPG ในรถคุณเรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถใช้ถังแก๊ส LPG ใบนี้ได้ต่อไปอีก 5 ปี

กรณีนี้ ไม่ต้องนำรถเข้าตรวจและลงบันทึกใดๆ ที่ ขนส่งฯ เพราะยังใช้ถังแก๊ส LPG ใบเดิม เพียงแค่เก็บใบวิศวกรตรวจการติดตั้งระบบแก๊ส (ตัวจริง) เอาไว้ เพราะหากต่อภาษีในปีถัดๆ ไป ก็ใช้วิธีถ่ายสำเนาไปแทน

ส่วนการตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG และส่วนควบทั้งคัน นั้น จากเดิมที่ตรวจอุปกรณ์ส่วนควบ ทุกๆ 5 ปี เป็นตรวจทุกปี เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 2561 เป็นต้นไป และใบตรวจนั้น มีอายุไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันทำการตรวจทดสอบ (ย้ำอีกครั้ง)

ซึ่งถ้าใครตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG มาแล้ว ก็อย่าลืมรีบไปเสียภาษีรถยนต์ ก่อนใบวิศวะหมดอายุนะครับ

ส่วนรถที่มีการตรวจสอบระบบไปแล้ว ก่อนวันที่ 2 ก.พ. 2561 ให้ถือตามใบรับรองเดิม ใช้ได้ 5 ปี จนครบกำหนด หลังจากนั้นให้ตรวจทุกปีเช่นกัน

ชุดโอน

เอกสารการโอนกรรมสิทธิ์รถ และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีเจ้าของรถ ไม่ได้มาโอนเอง)

กรณีโอนรถแล้วต้องการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีไปด้วยเลย (คุณสามารถเสียภาษีได้ล่วงหน้า ภายใน 90 วัน ก่อนถึงวันหมดอายุ) ก็สามารถเสียภาษี และตรวจสภาพรถยนต์ที่ขนส่งฯ ได้เลย มีค่าตรวจสภาพเพียง 50 บาท (สำหรับรถยนต์อายุเกิน 7 ปี) โดยไม่ต้องตรวจ ตรอ. จากข้างนอกก็ได้ ส่วน พรบ. ก็สามารถหาซื้อได้จากเคาน์เตอร์บริษัทประกันภัย ภายในขนส่งฯ ก็ได้ครับ

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

นำเอกสารที่เตรียมเรียบร้อยแล้ว + รับบัตรคิว มารอโอนกรรมสิทธิ์รถจุดนี้ จ่ายเงิน (หรือต่อภาษีรถพร้อมกันไปเลยก็ได้) เป็นอันเสร็จพิธี

สรุปค่าใช้จ่าย โอนรถติดแก๊ส LPG …

  • หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบการติดตั้งรถใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง (ใบวิศวะ) / หนังสือรายละเอียดการติดตั้งถังก๊าซ LPG ประมาณ 500 – 1,500 บาท (แต่ละที่ ราคาไม่เท่ากัน โปรดเช็คราคาที่อู่ติดแก๊สของคุณอีกครั้ง)
  • ค่า พรบ. รถยนต์ 645 บาท
  • ค่าตรวจสภาพรถ (ตรวจในขนส่งฯ) 50 บาท / กรณีตรวจ ตรอ. ข้างนอก 200 บาท
  • ค่าแก้ไขรายละเอียดในเล่มทะเบียน 50 บาท
  • ค่าโอนทะเบียนรถ 100 บาท
  • ค่าธรรมเนียมโอนรถ (ขึ้นอยู่กับราคารถของคุณ ว่าเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ประเมินอยู่ที่เท่าไหร่ ค่าอากรแสตมป์ 500 บาท ต่อราคาประเมินรถทุก 100,000 บาท)
  • กรณีเปลี่ยนเล่มทะเบียน เล่มละ 100 บาท (กรณีเล่มทะเบียนขาด เก่า หรือ ชำรุด)
  • กรณีเปลี่ยนป้ายทะเบียน แผ่นละ 100 บาท (หากจะเปลี่ยน)

เห็นมั้ยครับ เพียงแค่ยอมเสียเวลาไปสักครึ่งวัน หรือหนึ่งวัน ไปทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์รถด้วยตัวเอง ง่ายๆ แค่เสียเวลากับค่าใช้จ่ายนิดหน่อย โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์จากที่ขนส่งฯ มั่นใจว่าเราได้ครอบครองรถจริงๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน แค่นี้ก็สบายใจแล้วล่ะครับ

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Drive-Wear-Shoes-Or-Without-Shoes

นี่ก็นับเป็นปัญหาโลกแตก ของคนขับรถอีกละครับ สำหรับเรื่อง “รองเท้า”

บางคนบอก ใส่รองเท้าขับรถดีกว่า เพราะอย่างน้อย มันก็ปลอดภัยเวลาขับรถ ที่รองเท้าอาจจะไหลลื่น ไปขัดกับคลัทช์, เบรก หรือ คันเร่ง จนไม่สามารถเหยียบได้ เกิดอุบัติเหตุเมหือนที่เป็นข่าวอยู่หลายครั้ง … แต่ฝ่ายที่บอกว่า ไม่ใส่รองเท้าขับรถ เพราะว่าเวลาเหยียบคลัทช์, เบรก และคันเร่ง มันกะน้ำหนักได้มากกว่าใส่รองเท้า

ลองมาดูกันว่า เวลาขับรถ ใส่รองเท้า หรือไม่ใส่รองเท้า อันไหนดีกว่ากัน เหมาะกว่ากัน?

Drive-Wear-Shoes-Or-Without-Shoes

โดยปกติแล้ว แป้นคลัทช์, เบรก และคันเร่ง ออกแบบมาสำหรับให้รองรับกับรองเท้า ซึ่งการขับขี่รถยนต์โดยใส่รองเท้า นับว่าถูกต้อง แต่การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ใส่แล้วกระชับ ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป ก็จะช่วยให้ขับรถได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังมีการผลิตรองเท้าสำหรับใส่ขับรถ ออกมาขายอีกด้วยนะครับ

Drive-Wear-Shoes-Or-Without-Shoes

โดยรองเท้าอะไรบ้าง ที่ไม่เหมาะสมเวลาใส่ขับรถ Mr.Carro ขออธิบายดังนี้

– รองเท้าส้นสูง เพราะ ส้นของรองเท้า อาจไปติดกับเบรกหรือคันเร่ง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
– รองเท้าแตะ เพราะ รองเท้าแตะบางคู่ พื้นเรียบจนลื่นแล้ว อาจทำให้เหยียบแป้นคลัทช์, เบรก และคันเร่ง พลาดได้ กรณีที่เข้ามานั่งขับรถช่วงฝนตก
– รองเท้าหลวม เพราะ เท้าที่เล็กกว่ารองเท้า ทำให้การเหยียบแป้นคลัทช์, เบรก และคันเร่ง ได้ลำบากมากขึ้น

Drive-Wear-Shoes-Or-Without-Shoes

การขับรถโดยถอดรองเท้า ตามจริงแล้วก็ไม่ผิดนะครับ (ยกเว้นผู้ที่เป็นคนขับรถสาธารณะ ไม่สามารถถอดรองเท้าขับรถได้ เพราะผิดกฎหมาย) เพียงแต่ไม่ปลอดภัย และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ กรณีที่มีรองเท้า ไหลเข้าไปขัดอยู่ที่แป้นคลัทช์, เบรก และคันเร่ง

อีกทั้งการวางสิ่งของต่างๆ เช่น ขวดน้ำ กระบอกน้ำ กล่องแว่นตา กระเป๋า ไว้บริเวณที่พักเท้าด้านคนขับ ก็ยังจัดว่าอัตรายอีกด้วย! เพราะสิ่งของอาจะเลื่อนไหลไปขัดที่แป้นคลัทช์, เบรก และคันเร่ง ได้!

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ที่ประหยัดน้ำมันขึ้น หรือขับเคลื่อนธุรกิจคุณ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน