Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ในยุคที่ งานหายาก แถมเงินก็หายาก ในเมื่อคนเราก็ยังต้องกินต้องใช้กันอยู่ทุกวัน สำหรับใครที่ชอบขับรถ หรือมีประสบการณ์ในการขับรถมายาวนานหลายปี ก็อาจจะเลือกงานที่เกี่ยวกับการขับรถ เช่น ขับรถแท็กซี่ ขับรถโรงแรม ขับรถส่วนกลางของบริษัท หรือในหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ ก็มีให้เลือกหลากหลายตามความชอบ

แต่ก็มีคนขับรถอยู่แบบหนึ่ง ที่คุณจะมีโอกาสได้ขับรถแพงๆ ซึ่งรถบางคัน ราคาอาจสูงถึงหลักสิบล้านบาทเลยก็มี อีกทั้งยังได้โอกาสอยู่กับบรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ระดับมหาชน หรือระดับองค์กรของประเทศ อีกทั้งอาจมีโอกาสได้ฝึกภาษาต่างประเทศ ไปด้วยในตัว … นั่นคือ “คนขับรถผู้บริหาร” ครับ

ปัจจุบัน คนขับรถผู้บริหาร มีบรรดาบริษัทจัดหางานต่างๆ มักจะมาลงประกาศหาคนขับรถผู้บริหารกัน ในเว็บหางานเรื่อยๆ หรือตามกลุ่ม Facebook ก็มีเยอะแยะ อาทิ กลุ่ม สมาคมคนขับรถผู้บริหาร ( Official ) เป็นต้น

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

คุณสมบัติของอาชีพนี้ (โดยประมาณ ซึ่งแต่ละบริษัท มีความต้องการไม่เหมือนกัน)

– เพศชาย หรือเพศหญิง

– อายุ (เรื่องอายุ หลายบริษัทมักเลือกอายุ 25 ปี ขึ้นไป จนถึง 50 ปี แต่จะมีน้อยกว่านั้น หรือมากกว่านั้นก็ได้)

– มีประสบการณ์ขับรถ (แน่นอน เพราะอาชีพนี้ต้องใช้ความรับผิดชอบ ทักษะ และประสบการณ์สูง อย่างน้อยต้องมีประสบการณ์ในการขับรถหลายปีขึ้นไป)

– ชำนาญเส้นทางใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือในจังหวัดนั้นๆ ที่คุณทำงานอยู่ สามารถใช้ Google Map หรือ GPS ได้ดี

– ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน (อันนี้สำคัญเลย ถ้ามีกลิ่นบุหรี่ติดตัว หรือกลิ่นเหล้า นายหลายคนไม่ชอบแน่ๆ)

– สุภาพเรียบร้อย มีกริยามารยาทดี ไม่มีประวัติอาชญากรรม (หลายบริษัท มีเช็คประวัติอาชญากรรมด้วยนะครับ)

– หากใครที่ต้องการขับรถให้นายต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ควรจะได้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาของนายบ้างนิดๆ หน่อย ก็จะดี เพราะจะได้พอสื่อสารกันได้ ยิ่งถ้าใครมีประสบการณ์เคยขับรถให้นายต่างชาติมาก่อน โอกาสที่จะได้งานก็จะมากขึ้น

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ลักษณะงาน

โดยมากแล้ว บริษัทจัดหางาน หรือคนที่ลงประกาศรับคนขับรถผู้บริหาร มักจะกำหนดรายละเอียดคร่าวๆ มาแล้วว่า คุณสมบัตินาย เป็นคนไทย หรือคนชาติอะไร ที่ตั้งบ้านของนายอยู่ที่ไหน คุณต้องไปรับนายที่ไหนบ้าง ไปส่งนายที่ไหนบ้าง เช่น บริษัท โรงงาน หรือพานายไปเที่ยว ไปตีกอล์ฟ (ในกรณีวันเสาร์-อาทิตย์)

หรือบางที อาจจะต้องขับรถพาเมียของนายไปช้อปปิ้งที่ห้าง หรือไปส่ง-รับ ลูกๆ ของนาย ที่โรงเรียนด้วยซ้ำไป!

ส่วนมากแล้วอาชีพนี้ จะทำงานกัน 6 วัน (จันทร์-เสาร์) เผลอๆ มีวันอาทิตย์ด้วยต่างหาก คุณอาจจะต้องรับได้กับความไม่มีเวลา หรือความไม่เป็นส่วนตัวได้

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

เงินเดือน

พูดถึงเงินเดือน ถ้าคุณทำงานขับรถส่วนกลาง หรือของราชการ และรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนอาจไม่เยอะ บางที่เริ่มต้นแค่ 9,000 กว่าบาทก็ยังมี!

แต่ถ้าเป็นคนขับรถผู้บริหาร ก็จะมี “ฐานเงินเดือน” ที่เยอะขึ้นมาหน่อย โดยประมาณแล้วอยู่ที่ 10,000 – 15,000 บาท ไม่นับรวม OT โอที เบี้ยขยัน ค่าอาหาร ค่าแท็กซี่ หลายที่มักบอกถึงรายได้โดยรวมต่อเดือน ตั้งแต่ 20,000 – 30,000 บาท

ยิ่งถ้าใครมีโอกาสได้เป็นคนขับรถผู้บริหาร ที่มีประสบการณ์หลายสิบปี ในบริษัทใหญ่มากๆ หรือบริษัทต่างชาติ รายได้ + เงิน OT ต่อเดือนรับไม่ต่ำกว่า 40,000 – 50,000 บาท เลยทีเดียว!

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ข้อดี

– ได้ขับรถราคาแพงๆ ที่ในชีวิตนี้ คุณอาจจะซื้อไม่ไหว แต่มีโอกาสได้ขับทุกวัน เสมือนเราเป็นเจ้าของรถคนที่สอง

– ได้รู้ถึงเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ สามารถเรียนรู้ความสำเร็จของบรรดาเจ้าสัว เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารใหญ่ๆ มาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ จากการฟังสิ่งที่เขาคุยกันนี่ล่ะครับ

– รายได้ที่สมเหตุสมผล บวกกับ OT ที่ได้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ

– โชคดีเจอนายใจดี รับเงินยิบย่อยทุกเทศกาล ตั้งแต่ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ คลอดลูก แต่งงาน ฯลฯ

– ได้ทักษะ ในการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นเป็น รู้จักการใช้รถรุ่นนั้นๆ อย่างเชี่ยวชาญ

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ข้อเสีย

ต้องบอกไว้ก่อน ว่าปัญหาเหล่านี้ มีทั้งที่เกิดจากตัวของนาย และตัวของคนขับเองครับ

– ต้องเป็นคนรักษาความลับเก่ง ยิ่งเวลานายคุยเรื่องส่วนตัว เรื่องธุรกิจ หรือไปเที่ยวในที่อโคจร คุณคือผู้กุมความลับขององค์กร ไม่ควรจะไปเล่าหรือบอกต่อใครเขา เพราะคุณอาจโดนเล่นงานในภายหลังได้

– ความอดทนต้องมีสูงมาก เช่น ระหว่างรถติด แล้วต้องทำเวลาไปส่งนายให้ทัน หรือต้องทนฟังนายบ่นด่า หรือรีบสั่งให้ขับรถไวๆ เพราะตัวเองสายเอง เป็นต้น

หรือระหว่างรอนายประชุม บางอาคารสถานที่ อาจจะมีเตรียมห้องพักคนขับรถไว้ นั่งพักนอนพัก หรือหาอะไรทำแก้เซ็ง เช่น เล่นหุ้น หากที่ไหนไม่มี คุณก็ต้องนั่งพักผ่อนในรถ หรือใช้เวลาทำความสะอาดรถ ดูแลรักษารถไปพลางๆ ระหว่างรอ

– เวลาส่วนตัวไม่ค่อยมี เพราะทำงานอาทิตย์หนึ่งแทบทุกวัน แทบทั้งวัน และเลิกงานไม่เป็นเวลา บางทีเริ่มงานตีหกโมงเช้า เลิกงานสองทุ่มก็มี ค่อนข้าง Flexible พอสมควร

– จะหยุดล่วงหน้า ต้องแจ้งกันนานหน่อย

– คนมีครอบครัวแล้ว ทางบ้านควรเข้าใจ เรื่องเวลาส่วนตัวมีน้อย

ใครที่มั่นใจว่า ทำได้ ทำไหว ทำทันที รับได้ ทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็ลองหางานคนขับรถผู้บริหารดูได้ ตามอัธยาศัยครับผม …

และสำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Hog-Parking-On-The-Road

ปัญหาเรื่อง “ที่จอดรถ” ในบ้านเรานี่ก็จัดเป็นปัญหาโลกแตก เป็นปัญหาที่แก้ไม่มีวันจบซะที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามหมู่บ้านจัดสรร หรือตามถนนสายต่างๆ ที่อาจจะมีร้านอาหารยอดนิยม สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม หรือบรรดาสถานเริงรมย์ต่างๆ

มักสังเกตเห็นได้ว่า ริมถนนบางที่มักจะมีสิ่งกีดขวาง มาวางเกะกะบนถนนเพื่อ “กั๊กที่จอดรถ” ไว้ให้ลูกค้าตัวเอง หรือบ้านตัวเองบ้างล่ะ ใช้ถนนเป็นที่จอดรถส่วนตัวซะงั้น

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในทางกฎหมายนั้น ผิดเต็มๆ เลยนะครับ แต่จะผิดด้วยข้อหาอะไรบ้าง Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟัง …

Hog-Parking-On-The-Road

กั๊กที่จอดรถ ถือเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19 กล่าวคือ “ห้ามมิให้ผู้ใดตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนถนน เว้นแต่เป็นการกระทำในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร”

สำหรับคำว่า “ถนน” ใน พ.ร.บ. นี้ ครอบคลุมถึงทางเดินรถ ทางเท้า ขอบทาง ไหล่ทาง ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ตรอก ซอย สะพาน หรือ “ถนนส่วนบุคคล” ซึ่งเจ้าของที่ดิน ยินยอมให้ประชาชนใช้ผ่านเป็นทางสัญจรได้

และในมาตรา 57 ยังกล่าวอีกว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท นั่นหมายความว่า หากมีผู้ไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใครที่กระทำการใดๆ เพื่อกั๊กที่จอดรถ จะมีโทษปรับ (ซึ่งปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท)
นอกจากนี้ ผู้แจ้ง จะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของค่าปรับ ตามมาตรา 48 อีกด้วยนะครับ โดยค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบ ให้แบ่งแก่ผู้แจ้งกึ่งหนึ่ง และพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานจราจร หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมจราจร ผู้จับกุมอีกกึ่งหนึ่ง

Hog-Parking-On-The-Road

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ส่วนใครที่พบเจอปัญหาเหล่านี้ ก็สามารถแจ้งไปได้ตามส่วนงานที่รับผิดในเรื่องดังกล่าวได้ ตามรายละเอียดด้านล่าง

– ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร
– ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต และผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร

– ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด
– ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายอำเภอ สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด

– นายกเทศมนตรี สำหรับในเขตเทศบาล
– ปลัดเทศบาลและรองปลัดเทศบาล สำหรับในเขตเทศบาล

– ประธานกรรมการสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล
– ปลัดสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล

– หัวหน้าผู้บริหารท้องถิ่นขององค์การปกครองท้องถิ่นอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับในเขตราชการส่วนท้องถิ่นนั้น หรือผู้ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ

– ปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา (เขตปกครองพิเศษ)
– รองปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา (เขตปกครองพิเศษ)

ถ้าเป็นหมู่บ้านจัดสรร ก็ให้ไปแจ้งที่นิติบุคคลของหมู่บ้าน แต่ถ้าหมู่บ้านเก่าๆ ไม่มีนิติบุคคลแล้ว ก็คงต้องพึ่งโซเชียลมีเดีย ครับ …

Hog-Parking-On-The-Road

ภาพจาก สน.หลักสอง

แต่ที่นี่คือประเทศไทย ก็อย่างที่รู้ๆ กันน่ะครับ ว่า กฎหมายบ้านเราค่อนข้างจะหย่อนยาน ตำรวจหรือเทศกิจ อาจจะฟิตจับปรับในช่วงแรกๆ ที่เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมา พอหลังจากนั้น สถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กั๊กที่จอดกันตามสะดวกเหมือนเดิม …..

แม้ว่ากฏหมายจะออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งก็ถือว่าเกือบๆ 30 ปีแล้ว แต่การกระทำดังกล่าว ยังถือว่าทันสมัยมาก เพราะมีให้เห็นได้ทุกวัน!

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

ซื้ออะไรก่อนดี-ระหว่าง-บ้าน-กับ-รถ

ปัญหาโลกแตก สำหรับคนที่อยากจะมีทั้งรถ และ บ้าน ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะบรรดามนุษย์เงินเดือน หรือเด็กจบใหม่ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว มีเงินเก็บได้ประมาณก้อนหนึ่ง หรือว่ามีแฟนแล้ว ก็อยากที่จะหาอะไรที่เป็นหลักประกันในชีวิต รวมไปถึงความสะดวกสบายในการเดินทางไปไหนมาไหนด้วย

แต่การจะซื้อทั้งบ้าน และรถ พร้อมๆ กัน มันก็จะดูหนักมากสำหรับใครหลายๆ คน ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณโชคดี มีฐานเงินเดือนที่สูงมากจริงๆ หรือฐานะทางบ้านดี (หรือ “รวย” ก็ได้) มีครอบครัวคอยช่วยผ่อน ช่วยอุดหนุนให้

และนี่ก็เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาระยะหลายปีมานี้ Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าการซื้อบ้าน หรือ ซื้อรถ อะไรควรซื้อก่อนหลังดี …

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

1. เพราะ “รถ” มีแต่ “ลด”

ปกติแล้ว รถยนต์ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมมูลค่าลงทุกปี ส่วนทางกับบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่แทบจะไม่มีการเสื่อมมูลค่า มีแต่เก็บไว้แล้วมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัย หรือซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ล้วนแล้วแต่มูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

แต่ในบางอาชีพ ที่อาจจะต้องใช้รถยนต์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ขับรถแท็กซี่, รถกระบะส่งของ, เซลส์แมน หรือจะขับ Grab Car อะไรก็สุดแท้แต่ … การมีรถไว้ใช้หาเงินได้ ถือเป็นเครื่องมือที่จำเป็น และทำให้ชีวิตคุณสะดวกสบายขึ้น อาจจะต้องมองตรงจุดนี้ด้วยเช่นกัน

และถ้าคุณมีรายได้น้อย ก็ควรจะซื้อรถ ก่อนซื้อบ้าน … แต่ถ้าคุณเป็นลูกคนรวย มีเงินเหลือเฟือ จะซื้อทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ไม่มีใครว่า!

2. ผ่อนรถ น้อยกว่าผ่อนบ้าน

ทำไมถึงควรซื้อรถก่อนซื้อบ้าน ก็เพราะว่าการซื้อรถนั้น เราใช้เงินดาวน์ไม่มาก และก็ใช้เวลาผ่อนก็ไม่มาก (โดยส่วนใหญ่ ผ่อนกัน 4 – 7 ปี) ซึ่งต่างจากบ้าน, คอนโดมิเนียม หรือที่ดิน ที่เวลาทำสัญญาผ่อนแล้ว คุณก็จะต้องผ่อนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ 25 – 30 ปี

การซื้อรถนั้น ยิ่งถ้าคุณวางดาวน์ไว้เยอะ หรือสามารถโปะค่างวดได้มากกว่าเดิม เงินต้นก็ยิ่งหมดเร็วขึ้นเท่านั้น … หรือจะเลือกซื้อรถมือสองก็ได้เช่นกัน

รถที่มีราคาถูกๆ อย่างรถราคาหลักหมื่นบาท ผมเชื่อว่าหลายๆ คน สามารถซื้อรถด้วยเงินสดได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องผ่อนด้วยซ้ำไป! แต่ก็ต้องลุ้นกับการเก็บงาน เตรียมเงินไว้ซ่อม เช่นเดียวกันกับการซื้อบ้านมือสอง ที่ก็ต้องเตรียมงบไว้ตกแต่ง หรือซ่อมแซมด้วยเช่นกัน

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

3. การผ่อนรถ เครดิตมาถึงการซื้อบ้าน

ถ้าคุณมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี นั่นคือเครดิตที่ช่วยให้คุณกู้เงินซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น และได้วงเงินมากขึ้น เนื่องจากบริษัทไฟแนนซ์ จะส่งข้อมูลประวัติการชำระเงิน ให้กับทางเครดิตบูโรอีกที

4. ถามตัวเองว่าผ่อนไหวมั้ย

การที่จะผ่อนอะไรต่อมิอะไร ไม่ว่าจะเป็น รถ หรือ บ้าน ต้องถามฐานะทางการเงินของคุณก่อนว่า “ผ่อนไหวมั้ย” เพราะถ้าหากคุณตัดสินใจผ่อนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เกิดค้างค่างวด ผ่อนไม่ไหวขึ้นมา ก็อาจจะโดนยึดทั้งบ้าน ทั้งรถ ขายทอดตลาดได้ ยิ่งถ้าของที่คุณโดนยึดขายทอดตลาดไปแล้ว ขายได้ต่ำกว่าราคาประเมิน คุณก็จะต้องควักเงินใช้หนี้เพิ่มอีกด้วยครับ

สำหรับความสามารถในการผ่อนชำระ ถ้าคุณคิดจะซื้อบ้าน ต้องผ่อนไม่เกิน 40% ของเงินรายได้ต่อเดือน และสำหรับการผ่อนชำระค่างวดรถยนต์ ต้องไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่ถ้าจะซื้อทั้งบ้าน ทั้งรถ 2 อย่างพร้อมกัน การผ่อนชำระรวมกันต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน

เพราะนอกจากเงินผ่อนที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนแล้ว อย่าลืมว่า มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงตามมาตลอด เช่า ค่าน้ำมัน ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าซ่อมบำรุง เป็นต้น

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

5. ความจำเป็น

ความจำเป็น และความพร้อม นับว่าสำคัญมาก เพราะการซื้อรถสักคัน หรือบ้านสักหลัง (หรือจะผ่อนคอนโดมิเนียมก็เหมือนกัน) มีเงื่อนไขในการผ่อนชำระต้องต่อเนื่องยาวนานหลายปี ดูสิว่ามีเงินวางดาวน์เท่าไหร่ เงินเดือนในแต่ละเดือน รายรับเท่าไหร่ รายจ่ายเท่าไหร่ ถ้ามีลูกแล้ว ต้องจ่ายค่ากิน ค่าเทอมเท่าไหร่ ฯลฯ

เมื่อหักลบกลบค่าใช้จ่ายกินอยู่แล้ว จะเหลือเงินเท่าไหร่ ในการผ่อนรถ หรือ บ้าน บ้าง อันนี้สำคัญนะครับ

มาดูกันว่า เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจะได้วงเงินกู้สูงสุด และจำนวนเงินผ่อนต่องวดบ้าง …

เงินเดือน (บาท)

จำนวนเงินผ่อนต่องวด

วงเงินกู้สูงสุด

15,000 6,000 1,000,000
20,000 8,000 1,300,000
25,000 10,000 1,600,000
30,000 12,000 2,000,000
35,000 14,000 2,300,000
40,000 16,000 2,600,000
45,000 18,000 3,000,000
50,000 20,000 3,300,000
55,000 22,000 3,600,000
60,000 24,000 4,000,000
65,000 26,000 4,300,000
70,000 28,000 4,600,000
75,000 30,000 5,000,000
80,000 32,000 5,300,000
85,000 34,000 5,600,000
90,000 36,000 6,000,000
95,000 38,000 6,300,000
100,000 40,000 6,600,000

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ มีช่องทางในการหาเงินง่ายกว่าคนรุ่นเก่ามาก แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งราคารถที่แพงขึ้น ราคาบ้านที่สูงขึ้น หรือเงินเฟ้อ ข้าวของขายยากขึ้น กำลังซื้อของผู้คนหายไปมาก ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ หลายๆ คน ตอนนี้ ตั้งตัวได้ยากกว่าคนรุ่นเก่าด้วยเช่นกัน

แนะนำ-5-แอป-กล้องติดรถยนที่น่าสนใจ

ทุกวันนี้รถยนต์ส่วนใหญ่ต่างนิยมใช้กล้องติดหน้ารถกันมากขึ้น เพราะช่วยบันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ หรืออุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถใช้เป็นหลักฐานส่งให้กับทางตำรวจหรือบริษัทประกันภัยได้ แต่หากใครไม่สะดวกในการติดตั้งก็สามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่ไม่ใช้แล้วให้เป็นกล้องติดหน้ารถระดับเทพด้วยแอปพลิเคชันได้ รับรองว่าใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากในการติดตั้ง แถมยังประหยัดเงินอีกด้วย

1. Daily Roads Voyager
บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดความยาวและคุณภาพของไฟล์ได้ตามต้องการ หรือจะเลือกเก็บข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องการไว้ดู โดยไฟล์ภาพจะไม่ถูกบันทึกทับ พร้อมกับมีฟังก์ชันปรับความสว่าง ช่วยลดแสงรบกวนระหว่างขับรถในตอนกลางคืน นอกจากนี้แล้วระหว่างกำลังบันทึกภาพยังสามารถเปิดแอปพลิเคชันอื่น ๆ เช่น ฟังเพลง ดูแผนที่ หรือปิดหน้าจอมือถือเพื่อประหยัดแบตเตอรี่

 

Daily Roads Voyager
Cr: App Daily Roads Voyager

 

2.AutoBoy Dash Cam – BlackBox
แอปพลิเคชันกล้องติดหน้ารถที่นอกจากบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น โหมดกล้องสามารถสลับกล้องหน้า-หลังได้ และมีระบบตรวจจับการสั่นสะเทือนในกรณีที่รถชนพร้อมโทรออกไปยังเบอร์ฉุกเฉินทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงบันทึกภาพเคลื่อนไหวตลอดเวลาแม้ว่าจะปิดหน้าจอ

AutoBoy Dash Cam - BlackBox
Cr: App AutoBoy Dash Cam – BlackBox

3.CamOnRoad
หน้าตาของแอปพลิเคชันดูน่าใช้ ฟังก์ชันต่าง ๆ เข้าใจง่าย แถมครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้งาน เพราะไม่ใช่แค่ช่วยบันทึกภาพและเหตุการ์ณต่าง ๆ ขณะขับรถเท่านั้น ยังสามารถเปิดแผนที่นำทางผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้เลย พร้อมจัดเก็บคลิปโดยแบ่งเป็นช่วง ๆ ให้แต่ละไฟล์มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ของมือถือ

 

CamOnRoad
Cr: App CamOnRoad

4.Carcorder
บันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะขับรถได้อย่างชัดเจนด้วยความละเอียดสูงถึง 1080P และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุสามารถตั้งค่าให้โทรออกอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีโหมดแจ้งเตือนความเร็วและแผนที่นำทางด้วยสัญญาณ GPS ผ่าน Google Maps อีกด้วย ซึ่งฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในแอปพลิเคชันค่อนข้างใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน

Carcorder

Cr: App Carcorder

5.Save Drives – Car Dashboard
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเดียวติดมือถือไว้ได้ครบทั้งกล้องติดหน้ารถและแผนที่นำทาง ที่สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง พร้อมบันทึกวิดีโอได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเกิดอุบัติเหตุสามารถเลือกตัดไฟล์วิดีโอความยาว 10-30 วินาที เพื่อง่ายต่อการส่งไฟล์ให้ตำรวจและบริษัทประกันภัย

Save Drives – Car Dashboard
Cr: App Save Drives – Car Dashboard

เรียกว่าเป็นแอปพลิเคชันฟรีที่มีประโยชน์ต่อคนขับรถยนต์ ช่วยทำให้การเดินทางสนุก ได้เก็บบันทึกทุกเรื่องราวที่ต้องการโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อกล้องติดหน้ารถ แต่ยังไงเพื่อความปลอดภัยก็อย่าลืมขับรถด้วยความระมัดระวัง และเพิ่มความอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยการทำประกันรถยนต์ โดยสามารถ คลิกที่นี่ หรือโทรสอบถามกับมาสิได้เลยที่ 02 710 3100 หรือง่าย ๆ แอด LINE มาคุยกันที่ @masii

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก www.masii.com

What-Car-Can-Use-Diesel-B20-Oil

ในยุคที่น้ำมันดีเซลบ้านเรา มีการพัฒนาคุณภาพไปจากแต่ก่อนมาก ซึ่งก็มีผลดีต่อรถยนต์ ช่วยให้การทำงานของเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบเผาไหม้ดีขึ้น รวมไปถึงยังช่วยลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ในขณะเดียวกันก็มีผู้ค้นคิดน้ำมันดีเซลแบบ “Bio Diesel” (ไบโอดีเซล) ขึ้นมา ซึ่งเป็นการนำสารอินทรีย์ต่างๆ เช่น น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ น้ำมันปาล์ม หรือสาหร่าย มาผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า Transesterifcation โดยทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ (Ethanol หรือ Methanol) และมีด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) จะได้ผลิตผลเป็น Ester และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ Glycerol ซึ่งเราจะเรียกชนิดของ Bio Diesel แบบ Ester นี้ ตามชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมือนกับน้ำมันดีเซลมากที่สุด

ปัจจุบันน้ำมันดีเซลในบ้านเรา จึงมีทั้งแบบธรรมดา และแบบไบโอดีเซล B5, B7 และแบบ B10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานของประเทศไทย

ส่วน น้ำมันดีเซล B20 ก็คือ น้ำมันที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล ประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกดไขมัน (B100) ในอัตราส่วนร้อยละ 20 โดยปริมาตรนั่นเอง

ข้อดีของน้ำมันดีเซล B20 คือ ช่วยลดการสึกหรอของปั๊มเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ และการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ง่ายขึ้น แถมยังไม่มีสารอะโนมาติกส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ได้ถึง 10% อีกด้วย

แต่รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ก็ไม่ใช่ทุกรุ่นที่สามารถใช้น้ำมันดีเซล B20 นี้ได้ เพราะอาจจะทำให้หัวฉีด ท่อทางเดินน้ำมัน หรือไส้กรองน้ำมัน เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ … แล้วมีรถรุ่นไหนบ้างล่ะ ที่ค่ายรถออกมารองรับว่าสามารถใช้น้ำมันดีเซล B20 ได้? มาดูกัน

Toyota

Toyota-Hilux-Revo-Diesel-B20

รถยนต์กระบะ Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) และ Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) รุ่นใหม่ ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป มีทั้งหมดจำนวน 41 รุ่น สามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ โดยไม่มีเงื่อนไข

ยี่ห้อ รุ่น / แบบ รหัสเครื่องยนต์ มาตรฐานมลพิษ ปี ค.ศ. ที่ผลิต / นำเข้า / รุ่นปี
Toyota Hilux / GUN123R-BTMLYT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN126R-BTFXHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN126R-CTFMHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN136R-CTFMHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN136R-DTTHHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN126R-DTFHHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN126R-DTTHHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN112R-BTMLYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-BTFXYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN120R-BTTXHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-BTFXYT3 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN120R-BTTXHT3 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTFXYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN120R-CTTLHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTFLYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTFSYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTFMYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-CTFLHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-CTFSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-CTFMHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-CTTSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-CTTMHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN125R-CTFSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-DTFLYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN120R-DTTLHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-DTFSYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-DTFLHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-DTFSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-DTFMHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-DTTSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN135R-DTTMHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN125R-DTFSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-BTMXYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-BTMXYT3 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTMXYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTMSYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTMLYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-CTMMYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-DTMLYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Hilux / GUN122R-DTMSYT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Fortuner / GUN156R-STTMHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Fortuner / GUN166R-STTMHT 1GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Fortuner / GUN155R-STTMHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Fortuner / GUN165R-STTMHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Fortuner / GUN165R-STTSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป
Toyota Fortuner / GUN165R-STFSHT 2GD-FTV EURO4 2015 เป็นต้นไป

รถยนต์กระบะ Toyota Fortuner และ Toyota Hilux รุ่นเก่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2554 ถึงปี 2558 จำนวน 24 รุ่น สามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ถ้าหากมีการเติมน้ำมัน B20 บ่อยๆ และใช้งานในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ต้องติดต่อศูนย์จำหน่ายรถโตโยต้า เพื่อขอรับคำแนะนำเพิ่มเติม

ยี่ห้อ รุ่น / แบบ รหัสเครื่องยนต์ มาตรฐานมลพิษ ปี ค.ศ. ที่ผลิต / นำเข้า / รุ่นปี
Toyota Hilux / KUN26R-URMSYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN36R-URMSYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN16R-PRASYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN26R-PRASYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN26R-PRMSYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN36R-PRASYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN36R-PRMSYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN15R-TRMDHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN15R-URMDHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN15R-URMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN25R-URMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN35R-URASHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN35R-URMDHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN35R-URMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN15R-PRMDHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN15R-PRMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN25R-PRMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN35R-PRASHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN35R-PRMDHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Hilux / KUN35R-PRMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Fortuner / KUN51R-NKASYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Fortuner/ KUN61R-NKASYT 1KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Fortuner / KUN60R-NKASHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015
Toyota Fortuner / KUN60R-NKMSHT 2KD-FTV EURO4 สิงหาคม 2011 – 2015

Isuzu

Isuzu-New-Car-Promotion

รถยนต์กระบะ Isuzu D-Max (อีซูซุ ดีแมคซ์) รุ่นตั้งแต่ปี 2555-2562 จำนวน 20 รุ่น สามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ภายใต้คำแนะนำและการตรวจสอบ รวมถึงการเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อจำเป็นโดยศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ

ยี่ห้อ รุ่น / แบบ รหัสเครื่องยนต์ มาตรฐานมลพิษ ปี ค.ศ. ที่ผลิต / นำเข้า / รุ่นปี
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO4 2019
Isuzu D-Max RZ4E-TC EURO4 2019
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO4 2018
Isuzu D-Max RZ4E-TC EURO4 2018
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO4 2017
Isuzu D-Max RZ4E-TC EURO4 2017
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO4 2016
Isuzu D-Max RZ4E-TC EURO4 2016
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO4 2015
Isuzu D-Max 4JK1-TCX EURO4 2015
Isuzu D-Max 4JK1-TC EURO4 2015
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO4 2014
Isuzu D-Max 4JK1-TCX EURO4 2014
Isuzu D-Max 4JK1-TC EURO4 2014
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO3 2013
Isuzu D-Max 4JK1-TCX EURO3 2013
Isuzu D-Max 4JK1-TC EURO3/EURO4 2013
Isuzu D-Max 4JJ1-TCX EURO3 2012
Isuzu D-Max 4JK1-TCX EURO3 2012
Isuzu D-Max 4JK1-TC EURO3 2012

รถยนต์กระบะ Isuzu MU-X รุ่นปี 2557-2562 จำนวน 12 รุ่น สามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ ภายใต้คำแนะนำและการตรวจสอบรวมถึงการเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อจำเป็นโดยศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ

ยี่ห้อ รุ่น / แบบ รหัสเครื่องยนต์ มาตรฐานมลพิษ ปี ค.ศ. ที่ผลิต / นำเข้า / รุ่นปี
Isuzu MU-X 4JJ1-TCX EURO4 2019
Isuzu MU-X RZ4E-TC EURO4 2019
Isuzu MU-X 4JJ1-TCX EURO4 2018
Isuzu MU-X RZ4E-TC EURO4 2018
Isuzu MU-X 4JJ1-TCX EURO4 2017
Isuzu MU-X RZ4E-TC EURO4 2017
Isuzu MU-X 4JJ1-TCX EURO4 2016
Isuzu MU-X RZ4E-TC EURO4 2016
Isuzu MU-X 4JJ1-TCX EURO4 2015
Isuzu MU-X 4JK1-TCX EURO4 2015
Isuzu MU-X 4JJ1-TCX EURO4 2014
Isuzu MU-X 4JK1-TCX EURO4 2014

Nissan

Nissan-Navara-Diesel-B20

Nissan Navara (นิสสัน นาวารา) รองรับการใช้งานน้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้แล้ว โดยต้องเป็นเครื่องยนต์ดีเซล YD ของรถกระบะ D23 ทุกรุ่น (รถ D23 ที่จำหน่ายตั้งแต่กันยายน 2557) ถูกออกแบบให้รองรับการใช้ B20 ได้ แต่เพื่อให้รถยนต์มีสมรรถนะที่ดีและพร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอ ต้องปฏิบัติตามมีคำแนะนำดังต่อไปนี้

– เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงทุก 18 เดือน หรือ ระยะ 30,000 กม แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีของไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากน้ำมัน B20 มีส่วนผสมที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันทั่วไป

– ควรตรวจเช็คระยะทุกๆ 6 เดือน หรือ 10,000 กม เมื่อระยะใดถึงก่อน ที่ศูนย์บริการนิสสันที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

– ตรวจเช็คสภาพของรถให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ และควรใช้อะไหล่แท้ของนิสสันทุกครั้งเมื่อทำการเปลี่ยน เพื่อรักษาสมรรถนะที่ดีและการใช้งานที่ยาวนาน

– การใช้รถควรจะอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 16 องศาเซลเซียส เพราะในสภาวการณ์ที่ต่ำกว่าอุณหภูมิดังกล่าว อาจทำให้เกิดไขขึ้นในน้ำมันที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์

– หากพบว่าเครื่องยนต์มีอาการผิดปกติ กรุณาติดต่อศูนย์บริการนิสสันทันที

– เติมน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันที่ได้มาตรฐานซึ่งได้รับการรับรองจากกรมธุรกิจพลังงานเท่านั้น

วิธีการตรวจสอบรุ่นรถยนต์ Nissan Navara ที่รองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20

Nissan-Navara-B20

1. ตรวจสอบรหัสโมเดลและรหัสเครื่องยนต์ที่บริเวณห้องเครื่องยนต์ด้านคนขับ

1) ตรวจสอบรหัสโมเดล 18 หลัก
โดยดูรหัสตำแหน่งที่  8 / 9 / 10
จะต้องระบุว่าเป็น  D / 2 / 3
2) ตรวจสอบรหัสเครื่องยนต์ ต้องระบุว่าเป็น YD25DDTi

2. หากรหัสทั้ง 2 จุด ตรงกับข้อมูลข้างบน แสดงว่ารถยนต์ของท่านรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20

[ตัวอย่างเช่น]
MODEL = CVL4LZLD23ICP-DBFQ
ENGINE = YD25DDTi

ส่วนรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่สามารถใช้น้ำมันดีเซล B20 ได้ มียี่ห้อ Hino, Isuzu, MAN, Scania, UD Trucks และ Volvo Trucks

แหล่งที่มา: เนื้อหาบางส่วนจาก

unnamed

รถยนต์ส่วนมากที่ทุกคนเห็นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเป็นหลัก เพราะสีขาวเป็นสีที่ยอดฮิตสำหรับทุกคน และสามารถขายในตลอดรถยนต์มือสองได้ในราคาดี แต่รู้หรือหากเราดูแลรถไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้สีขาวนั้นเหลืองหมองไม่สวยงาม สภาพรถยนต์ของคุณดูเก่า และขายได้ในราคาที่ถูก SIAMCARDEAL.COM จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

หลีกเลี่ยงการตากแดด
⦁ หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากจอดกลางแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่น ทางที่ดีควรหาที่จอดไว้ในที่ร่มทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

ล้างรถอย่างน้อยสัแดาห์ละครั้ง
⦁ ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำให้ชั้นผิวสีเสียหาย แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น

เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
⦁ เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

⦁ เคลือบสีรถเป็นประจำ
ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลออาการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ ‘คานูบ้า’ เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

เคลือบสีรถเป็นประจำ

⦁ ใช้ดินน้ำมันล้างรถ
การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

คำแนะนำข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้กับรถทุกสี อาจจะดูง่าย และธรรมดาไปบ้าง แต่ถ้าหากเราปฎิบัติเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุของสีรถยังคงสดใสอย่างยาวนาน และน่ามองตลอดเวลา หากต้องการหาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดงอย่าลืมนึกถึง SIAMCARDEAL.COM

ขอบคุณภาพจาก www.freepik.com

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประกันภัยชั้น 1 มักจะแถมมาให้กับรถป้ายแดงแทบจะทุกคันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นมาตรฐานเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นความคุ้มครองที่มีให้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เราชนเขา เขาชนเรา หรือเกิดจากสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากก่อการร้าย เป็นต้น

แต่พอหลังจากที่ประกันภัยชั้น 1 หมดอายุแล้ว ถ้าเราต้องการจะต่ออายุใหม่ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเบิ้ยประกันนับหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนในเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ มีรายจ่ายสารพัด นอกจากค่าผ่อนรถแล้ว รายจ่ายในการทำประกันภัยรถ ก็ยังจำเป็นต้องทำอีกด้วย (สำหรับคนที่เพิ่งซื้อรถได้ไม่นาน หรือเพิ่งมือใหม่หัดขับ มีไว้มันก็อุ่นใจน่ะ)

Mr.Carro จึงขอแนะนำวิธีทำประกันภัยชั้น 1 อย่างไร ให้ถูกกว่าปกติสูงสุดถึง 50% ครับ.

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

1. ส่วนลดเบี้ยประกันรถจากประวัติดี

อันนี้ถือเป็นรางวัลของคนที่ขับรถดี ไม่มีเคลมครับ (ซึ่งบริษัทประกันภัยก็ชอบด้วย ฮา…) จึงมีส่วนรถเบี้ยประกันสำหรับประวัติการขับรถดี มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน

– ขั้นแรก ลด 20% เมื่อไม่มีการเคลมในปีแรก
– ขั้นที่ 2 ลด 30% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 2 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 3 ลด 40% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 3 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 4 ลด 50% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 4 ปีติดต่อกัน หรือมากกว่านั้น

แต่ถ้าเกิดว่า เราเกิดเป็นฝ่ายผิดหรือประมาท (พูดง่ายๆ คือ ขับรถไปชนคน หรือสิ่งของ นั่นล่ะ) ส่วนลดเบี้ยประกันของคุณ ก็จะลดลงตามขั้นไป

2. เลือกทุนประกันรถยนต์ที่เหมาะสม

การเลือกทุนประกันรถยนต์ครับ ล้วนมีผลต่อเบี้ยประกันเช่นกัน ซึ่งจะมีโปรแกรมคำนวณอัตโนมัติ จากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสมที่สุดอยุ่ที่ 80% ของราคารถยนต์ในปีแรก และจะคำนวณเป็น 90% ของทุนประกันปีก่อนหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงราคานี้ สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามการคำนวณ เพราะทุนประกันมาก ก็ต้องจ่ายค่าเบื้ยประกันมากตามไปด้วย

แต่ไม่สามารถเลือกทุนประกันให้สูงเกินมูลค่ารถได้นะครับ เพราะว่ารถทุกคันมันมีค่าเสื่อมจากการใช้งานครับ ซึ่งมูลค่ารถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ ปีละ 10% หรือตามราคากลางรถยนต์ในปีนั้นๆ

3. เพิ่มค่า Excess Fee ช่วยลดค่าเบี้ยได้

ค่า Excess Fee ถือเป็นค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณี ซึ่งปกติจะอยู่ที่ครั้งละ 1,000 บาท แต่หากมั่นใจว่าเราคนขับรถดี ไม่ชนบ่อยๆ การเลือกประกันภัยที่มีค่าเสียหายส่วนแรกสูงๆ (ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท) ก็ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้เช่นกัน

4. ระบุชื่อคนขับรถ

การระบุชื่อและอายุของผู้ขับขี่ (ว่าใครเป็นคนขับรถคันนี้แน่นอน) ก็ลดเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ได้เช่นกัน โดยอัตราค่าเบี้ยประกันที่ลดลง มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามอายุของผู้เอาประกัน โดยหากระบุผู้ขับขี่ 2 คน ให้ยึดผู้ที่มีอายุน้อยสุดเป็นหลัก ดังนี้

– อายุ 18-24 ปี ได้ส่วนลด 5%
– อายุ 25-35 ปี ได้ส่วนลด 10%
– อายุ 36-50 ปี ได้ส่วนลด 15%
– อายุ 50 ปีขึ้นไป ได้ส่วนลด 20%

5. เลือกซ่อมอู่นอกก็ได้

บางกรณีที่รถคุณมีแค่รอบเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเคลมเพื่อเข้าศูนย์บริการอย่างเดียวก็ได้ ลองเลือกอู่ซ่อมรถที่ไว้ในได้ และเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันภัยที่คุณจะทำอยู่ดู เพราะการเลือกประกันแบบซ่อมอู่ ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้ 10-30% ทีเดียว

ลองเลือกดูตามความเหมาะสมนะครับ แล้วคุณจะได้ขับรถอย่างสบายใจ และประหยัดเงินอีกด้วยครับ

Symbols-On-Car-Mirror

คุณเคยสังเกตกันหรือไม่ว่า บนกระจกรถทุกคัน จะต้องมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนเนื้อกระจกเลย นับตั้งแต่กระจกบานหน้า กระจกบานข้าง บานหลัง เป็นต้น

หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจ แต่กระจกเหล่านี้ ล้วนมีผลต่อการดูรถมือสองได้ด้วยเช่นกัน และยังมีประโยชน์ ในการตรวจสอบมาตรฐานของกระจกชนิดนั้นๆ ด้วย ว่าได้มาตรฐาน ได้ผ่านการรับรองจากองค์กรทั้งในไทย หรือในระดับนานาชาติหรือไม่ …

Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟังครับว่า สัญลักษณ์บนกระจกรถ หมายถึงอะไรบ้าง …

Symbols-In-Car-Mirror

สำหรับรถยนต์ที่ขายในบ้านเรา นับตั้งแต่ 30 กว่าปีที่ผ่านมาแล้ว จะสังเกตได้ว่า กระจกรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) และมีสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน มอก. เท่านั้น

มอก.

รวมไปถึงสัญลักษณ์ “TIS” (Thai Industrial Standard) และ TIS 2602-2556 (2013) สำหรับกระจกนิรภัยรถยนต์ ทั้งเทมเปอร์และลามิเนต

ซึ่งถ้าเป็นรถที่ผลิตในไทย ต้องมีประทับตรา อย่างน้อยๆ 3 อย่างนี้ แน่นอนครับ

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตในญี่ปุ่น หรือรถแบรนด์ญี่ปุ่นที่ผลิตในไทยล่ะ?

JIS

Logo JIS แบบเก่า และ แบบปัจจุบัน

JIS (Japanese Industrial Standards) เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งขึ้นโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Japan Industrial Standards Committee (JISC) ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปี 1949 เป็นการกำหนดและพัฒนามาตรฐานของ JIS ให้ได้คุณภาพตามที่กำหนดแก่ผู้ผลิตรายต่างๆ

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตในยุโรป หรือรถแบรนด์ยุโรปที่ผลิตในไทยล่ะ?

European-Standard

สำหรับรถยุโรป บนกระจกรถยนต์ทุกรุ่น ก็จะใช้เป็นมาตรฐาน EEC (European Standard) ตามมาตรฐานยุโรป ที่สามารถแยกย่อยออกเป็นประเทศต่างๆ ได้ดังนี้

E1 Germany
E2 France
E3 Italy
E4 Netherlands
E5 Sweden
E6 Belgium
E7 Hungary
E8 Czech Republic
E9 Spain
E10 Yugoslavia
E11 United Kingdom
E12 Austria
E13 Luxembourg
E14 Switzerland
E16 Norway
E17 Finland
E18 Denmark
E19 Romania
E20 Poland
E21 Portugal
E22 Russian Federation
E23 Greece
E24 Ireland
E25 Croatia
E26 Slovenia
E27 Slovakia
E28 Belarus
E29 Estonia
E31 Bosnia and Herzegovina
E32 Latvia
E34 Bulgaria
E37 Turkey
E40 The former Yugoslav Republic of Macedonia
E42 European Community
E43 Japan
E45 Australia
E46 Ukraine
E47 South Africa
E48 New Zealand
E49 Cyprus
E50 Malta
E51 Republic of Korea
E52 Malaysia
E53 Thailand

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตในจีน หรือรถแบรนด์จีนที่ผลิตในไทยล่ะ?

CCC-Mark

ของทางจีน จะเป็นมาตรฐาน CCC Mark หรือ China Compulsory Certification Mark ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม ที่ผลิตในประเทศจีน และสินค้าที่จะผลิตส่งเข้าไปขายในจีน โดยผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้นำเข้าต้องมีใบรับรองกำกับ พร้อมติดเครื่องหมาย CCC Mark จึงจะนำสินค้านั้นๆ ขายในจีนได้

โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2002 และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2003 เป็นต้นไป

แล้วถ้าเป็นรถที่ผลิตใน USA หรือรถแบรนด์ USA ที่ผลิตในไทยล่ะ?

ANSI-Logo

ANSI (American National Standard Institute) หรือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ใช้ในการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1918

TSG-AGC-Glass

และในส่วนของ “TSG” (Thai Safety Glass) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “AGC” คือชื่อบริษัทผู้ผลิตกระจกรถยนต์กลุ่ม Asahi จากประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมลงทุนกับคนไทยตั้งแต่ปี 2517 ต่อมาในปี 2548 ทางญี่ปุ่นจึงเข้าถือหุ้นเต็ม 100% และเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น AGC Automotive (Thailand)

Saint-Gobain-Sekurit

และบริษัท Saint-Gobain Sekurit (เเซง-โกเเบ็ง ซีคิวริท) ก็เป็นบริษัทผู้ผลิตกระจกรถยนต์เช่นเดียวกัน โดยเริ่มทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ 2540 เน้นธุรกิจกลุ่มวัสดุนวัตกรรม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก่อนจะผลิตกระจกรถยนต์ OEM และจำหน่ายในปี 2541

กระจกรถยนต์ทั้ง 2 ยี่ห้อ ที่ออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ จะมีการประทับตราโลโก้ยี่ห้อรถยนต์ตามที่บริษัทรถยนต์สั่งผลิตเท่านั้น ส่วนกระจกที่ส่งขายตามร้านกระจกรถยนต์ทั่วไป จะไม่มีการประทับตรายี่ห้อรถยนต์ เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์ แต่สินค้าทั้ง 2 ยี่ห้อ จะได้มาตรฐาน OEM เหมือนกันทั้งหมด

และกระจกรถยนต์ในปัจจุบันทั้งหมด จะเป็นกระจกนิรภัยแบบเทมเปอร์ (Tempered Glass หรือ T/P) หรือที่เรียกทั่วไปว่า “กระจกอบ” เป็นกระจกที่นิยมใช้เป็นกระจกนิรภัย เพราะแตกจะแตกเป็นเกล็ดเล็กๆ คล้ายเม็ดข้าวโพด และไม่มีคม จึงเกิดอันตรายน้อย

แหล่งที่มา :

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

ช่วงนี้ก็เป็นหน้าฝนนะครับ แต่การเดินทางของคนเรานั้น ยังจำเป็นอยู่เสมอ ซึ่งบางคนอาจจะมีความจำเป็นต้องเข้าป่า ไม่ว่าจะเข้าไปเที่ยวช่วงหน้าฝน เข้าไปส่งของอุปโภคบริโภคให้หมู่บ้านบนเขา หรือเหตุผลใดก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญ คือ “สภาพรถต้องพร้อม” อยู่เสมอ

แต่บางทีเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น รถต้องลุยน้ำในลำธารที่มีน้ำไหลเชี่ยว ดันใบพัดหม้อน้ำแตกแล้วไปโดนรังผึ้งหม้อน้ำ หรือไปกระแทกกับก้อนหิน โดนหม้อน้ำรั่วระหว่างอยู่ในป่า อุปกรณ์ เครื่องมือในการซ่อมก็ไม่มี แล้วจะมีวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างไร

Mr.Carro ขอแนะนำวิธีแก้ เมื่อหม้อน้ำรั่วรถในป่าครับ.

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

กรณีต้องขับรถลุยน้ำในลำธารที่เชี่ยวกราก ถ้าคุณสามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ขับรถผ่านลำธารไปด้วยความระมัดระวัง และใช้ความเร็วที่เหมาะสม หรือถ้าคุณมีผ้า หรือกระสอบ นำมาปิดบริเวณกระจังหน้ารถเพื่อกันแรงดันน้ำ ก็จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น

สมมติว่า ถ้าถูกกระแสน้ำตีเอาใบพัดแตก แล้วกระทบกับหม้อน้ำรังผึ้งรั่วขึ้นมา จะทำอย่างไร?

E-Pox-E5-Steel-Filler

การเดินทางเข้าป่า หรือถิ่นทุรกันดาร นอกเหนือจากของกินของใช้ส่วนตัวที่นำติดรถไปแล้ว ควรนำอะไหล่บางอย่างติดรถไปด้วย ถ้ายิ่งรู้ว่าจะต้องขับรถลุยน้ำด้วยแล้ว ควรเตรียมใบพัดหม้อน้ำ กับ E-Pox E5 Steel Filler (หรือ อีพ็อกซี่ปะเหล็ก) ในรูปแบบหลอด ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

ในการแก้ปัญหา ต้องถอดหม้อน้ำออกเพื่อทำการซ่อมแซม สำรวจดูว่า มีรอยรั่วมากน้อยเพียงใด เมื่อพบรอยรั่วแล้ว ใช้ไขควงแบนกดบริเวณที่เป็นรังผึ้งให้ราบลง เพื่อให้เห็นเพียงช่องน้ำผ่านของรังผั้ง

จากนั้น ตัดช่องน้ำผ่านบริเวณที่เป็นจุดรอยรั่วออก แล้วใช้คีมพับปลายของช่องน้ำผ่านทั้ง 2 ด้านให้แน่น หากมีหลายจุดที่รั่ว ก็ทำลักษณะเดียวกัน กรณีที่มีกาว E-Pox E5 Steel Filler ติดมาด้วย ก็ทำการผสมกาวตามสัดส่วนที่กำหนด แล้วทาปิดบริเวณที่พับปล่อยจนกว่ากาวจะแห้ง หากไม่มีกาวก็ไม่เป็นไร แต่ควรพับบริเวณที่ช่องน้ำผ่านให้แน่น

จากนั้นทำการทดสอบการรั่ว โดยการเป่าลมเข้าไปในหม้อน้ำทางช่องเติมน้ำ ซึ่งต้องใช้มือปิดบริเวณท่อนต่อท่อยางหม้อน้ำบนและล่างเสียก่อน หากพบว่ายังมีลมออกมา แสดงว่ายังมีรอยรั่วอยู่ ก็ต้องหาจุดกันอีกครั้ง

Emergency-Repair-Radiator-In-Forest

เปลี่ยนใบพัดหม้อน้ำถ้ามีสำรองมาหรือถ้าไม่มีติดมา หากใบพัดหักเพียงใบหนึ่งหรือสองใบ ก็ยังใช้งานต่อไปได้ชั่วคราว เมื่อใส่หม้อน้ำเสร็จแล้วเต็มน้ำให้เต็ม สตาร์ทเครื่องแล้วเติมน้ำเข้าไปอีกครั้งให้เต็มสังเกตดูหากน้ำไม่ยุบก็ OK เดินทางต่อได้ แต่ควรดูเกจ์ความร้อนบ่อยๆ เพื่อความไม่ประมาท

เพียงเท่านี้ คุณก็ไม่ต้องกินข้าวลิงในป่าแล้ว …

ขอขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก :

  • คุณจาลึก เอี่ยมเจริญ
3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

ใครที่ขับรถเก่าๆ รถ Retro หรือรถกระบะยุคเก่าๆ หน่อย จะรู้ซึ้งกันดีว่า เวลาขับรถ ยิ่งวิ่งเร็วเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลม เสียงเครื่องยนต์ เสียงยาง ต่างเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารดังแข่งพอๆ กับ เสียงจากวิทยุที่เปิดในรถเลยทีเดียว

หลายคนอาจะรู้สึกไม่เป็นปลื้มนัก เพราะวัสดุดูดซับเสียงตามจุดต่างๆ ทีติดรถมานั้น ย่อมเสื่อมสภาพไปตามเวลา หรือแม้แต่รถใหม่เองก็เป็นได้เช่นกัน แต่จะมีวิธีแก้ได้หรือเปล่า สำหรับคนรักความสงบ (เวลาขับรถ) ทั้งหลายมักสงสัยกัน …

Mr. Carro ขอแนะนำ 3 วิธีลดเสียงดังในห้องโดยสาร ไม่จำเป็นต้องต้องจ่ายแพง! ครับ.

1. Damp (แดมป์) พื้นรถ-ประตูรถ

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

การ Damp รอบคัน ด้วยวัสดุซับเสียง (Sound Deadening) ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุด โดยต้องถอดรื้อเบาะนั่งและพรมปูพื้นในรถออก เพื่อติดตั้งแผ่นซับเสียงลงบนพื้นตัวรถ ตรงผนังซุ้มล้อ และผนังกั้นระหว่างห้องเครื่องยนต์ รวมไปถึงบริเวณด้านในของแผงประตูรถทั้ง 4 บาน

ซึ่งแผ่นกันเสียงก็มีให้เลือกหลายแบบ เริ่มตั้งแต่เนื้อยาง สามารถติดตั้งได้เลย โดยไม่ต้องทากาว หรือจะเป็นแผ่นกันเสียงชนิดฟองน้ำ เป็นเนื้อโฟม เนื้อนุ่ม ติดตั้งได้รอบคันรถ

ซึ่งจริงๆ แล้ว การติดตั้งแผ่น Damp สามารถทำเองก็ได้ แต่ก็ต้องใช้เวลามาก เพราะต้องถอดอุปกรณ์ภายในรถออก แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็ให้ร้านเครื่องเสียง หรือร้านประดับยนต์ทำให้ ค่าใช้จ่ายก็มีอยู่ตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ติดตั้งด้วย

2. เปลี่ยน หรือเสริมยางขอบประตู

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

ขอบประตู เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เสียงภายนอกสามารถเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารได้ ยิ่งในรถเก่าๆ ที่ยางขอบประตู หรือยางกระดูกงูขอบประตูเสื่อมสภาพ เสียงก็ลอดเข้ามาได้มากกว่า หากยางขอบประตูรถคุณเก่าแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนเส้นใหม่ ซึ่งก็ควรเลือกให้เหมือนหรือคล้ายกับของเดิม เพื่อตัดปัญหาเมื่อติดตั้งไปแล้ว ประตูรถปิดไม่ได้ หรือปิดไม่สนิทอีก

ถ้ายางขอบประตูใหม่อยู่ แต่มีเสียงเล็ดลอดเข้ามา ก็สามารถเลือกติดตั้งยางกันเสียงเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะเป็นการติดคนละตำแหน่งกับยางขอบประตูเดิม ก็จะช่วยลดเสียงได้มากขึ้น

3.พ่นซุ้มล้อ

3-Tips-To-Reduce-Noise-In-Car

ปัจจุบันมีสเปรย์สำหรับพ่นใต้ซุ้มล้อ (Rubberized Undercoating) โดยวัสดุที่พ่น จะเป็นน้ำยาสีดำคล้ายยาง ที่สามารถป้องกันเสียงจากล้อเข้ามายังโดยสารได้ในระดับหนึ่ง วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงพ่นไปยังที่ด้านในของซุ้มล้อทั้ง 4 ข้าง แล้วปล่อยให้แห้งประมาณ 30 นาที

แต่ถ้าคุณมีงบประมาณมากหน่อย ก็อาจจะจัดแบบ Sound Clad พ่นทั้งซุ้มล้อทั้งใต้ท้องรถไปเลย ก็ได้เช่นกัน