ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

สวัสดีครับผม วันนี้จะมาไขข้อสงสัยให้กับเพื่อนๆหลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดว่า การตั้งศูนย์กับถ่วงล้อ คืออย่างอย่างเดียวกันไหม ไทร์บิดเลยอยากจะมาขออธิบายอีกว่าทั้งสองอย่างนี้คืออะไร และ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้างครับ

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

อย่างแรกเลย การถ่วงล้อ คือ การทำให้ล้อนั้นมีความสมดุลของน้ำหนักเท่ากันทั้งวง โดยจะทำเมื่อมีการถอดใส่ยางใหม่กับแม็กซ์ครับ ไม่ว่าจะมีการถอดเอามาปะซ่อม หรือเปลี่ยนจุ๊บยางก็ตาม ก็ควรจะมีการถ่วงใหม่ทุกครั้ง เนื่องจากตำแหน่งยางมีการเปลี่ยนตำแหน่งอาจทำให้น้ำหนักของยางทั้งวงไม่เหมือนเดิมได้ซึ่งจะทำให้เกิดอาการสั่นเมื่อใช้งาน

การถ่วงล้อ ไม่ว่ายางจุดสีแดงหรือสีเหลือง จะอยู่ที่จุดใดบนแม็กซ์ไม่มีผลต่อการใช้งานหลังถ่วงล้อเสร็จ เพราะ หลังจากถ่วงล้อเสร็จน้ำหนักของวงจะเท่ากันทั้งหมด แต่จุดเหลือแดงเป็นจุดที่ทำให้คนถ่วงนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น และ ใช้ตะกั่วถ่วงได้น้อยลงเท่านั้น

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

อย่างที่สองคือตั้งศูนย์ การตั้งศูนย์นั้นจะทำให้ศูนย์ล้ออยู่ในองศาที่ถูกต้องไม่แบะออกเกินไป หรือ ไม่หุบเกินไป ซึ่งจะทำให้การขับขี่ของรถเรานั้นสมบูรณ์มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์ของมุมแคสเตอร์ และ แคมเบอร์ ปัญหาของศูนย์ล้อเมื่อมีปัญหาอาการที่จะบ่งชี้จะมีอยู่ สองอย่าง แรกคือมีอาการกินซ้ายหรือกินขวาเวลาขับขี่ สองอาการสึกของหน้ายางมีปัญหากินสึกไม่เท่ากันของ ขอบในหรือขอบนอก (กรณีที่ยางสึกเป็นลูกคลื่นนั้นจะเกิดปัญหาจากช่วงล่างที่ต้องเช็กแก้ไขก่อนและค่อยนำมาตั้งศูนย์)

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

ซึ่งการตั้งศูนย์นั้น แล้วเปลี่ยนยางใหม่ต้องตั้งศูนย์ ถ่วงล้อไหม?? แน่นอนครับ สิ่งที่ต้องทำคือ ถ่วงล้อครับอย่างที่แจ้งเป็นข้างต้นเพราะหากล้อที่ใส่ยางใหม่มานั้นไม่มีความสมดุลในล้อทั้งวง เมื่อใช้งานก็จะเกิดอาการสั่นเมื่อใช้ความเร็วเยอะๆ เพราะเนื่องมาจากว่าล้อกลิ้งไม่กลมทั้งวงครับ

แต่ถ้าเพื่อนมาถามว่าแล้วตั้งศูนย์ละจำเป็นไหม ไทร์บิดต้องเรียนแจ้งก่อนว่าเมื่อเราเปลี่ยนยางเราถอดแมกซ์ออกจากดุมล้อ และ ใส่กลับเข้าไปที่เดิมเพราะฉะนั้น การเปลี่ยนยางใหม่จะไม่ได้กระทบกับช่วงล่าง และ ศูนย์ล้อเดิมเลยครับ ซึ่งจริงๆ แล้วศูนย์ล้อเนี่ยเป็นส่วนที่ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่ควรจะไปปรับแต่งหรือยุ่งกับมันครับ เพราะทุกครั้งที่ร้านแจ้งว่าตั้งศูนย์นั้นหมายถึงทางร้านจะทำการเช็กศูนย์ให้โดยขึ้นที่เครื่องและตรวจสอบแต่ส่วนมากแทบไม่ได้ปรับแต่งต้องทำอะไรกับศูนย์เท่าไหร่ครับ แต่ถ้ามีอาการหรือปัญหาเหมือนข้างต้นแน่นอนครับควรตั้งศูนย์แต่ก่อนจะตั้งศูนย์แน่นอนว่าต้องมีการบำรุงช่วงล่างหรือหาสาเหตุที่ให้แน่ชัดก่อนครับว่า ปัญหาที่ศูนย์เพี้ยนเกิดจากอะไร

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

แต่ก็จะมีเคสที่เป็นปัญหาก็คือ เมื่อเปลี่ยนยางแล้วมีปัญหาการกินซ้ายและขวาทั้งๆที่ตั้งศูนย์แล้วก็ยังไม่หายส่วนมากเหตุการณ์แบบนี้ขอให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นคือช่วงล่างมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคันชักคันส่ง หรือว่าแร็คพวงมาลัยที่อยู่ด้านในที่มีปัญหามีโอกาสทำให้มีปัญหาการดึงซ้ายหรือดึงขวาเหมือนเดิมครับ

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

และก็จะมีอีกปัญหาหนึ่งก็คือ เมื่อเปลี่ยนยางแล้วเส้นเก่าไม่เคยมีปัญหาการดึงซ้ายหรือขวา เลย แล้วทำไมเปลี่ยนยางเส้นใหม่แล้วมีปัญหากินขวากินซ้ายทั้งๆที่ศูนย์ล้อเดิมก็ไม่มีปัญหา อันนี้ผลมาจาก ยางเส้นเก่าที่ก่อนเปลี่ยนนั้นมีการสึกรับกับศูนย์ที่เพี้ยนไปแล้วจนถึงกระทั่งทำให้มีการวิ่งที่ตรง หรือ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์เพื่อรองรับกับยางที่สึกผิดปกติทั้งๆ ที่มีปัญหาการกินซ้ายกินขวาอยู่แล้ว พอมาเปลี่ยนยางใหม่ที่มีการสึกเรียบอยู่ทำให้ศูนย์ที่เคยเป็นอยู่นั้นเพี้ยนไปด้วยครับ 

เพราะฉะนั้นจริงๆ เรื่องของการเปลี่ยนยางนั้น ที่แน่ๆเราต้องถ่วงล้อแน่นอน ถ้าเกิดอาการสั่นให้เพื่อนๆไปถ่วงล้อใหม่ครับ แต่ถ้ากินซ้ายกินขวา สึกผิดปกติขอบด้านใน หรือด้านนอกอย่างเดียวก็ให้ไปเช็กเรื่องศูนย์ล้อครับ และอยากให้เพื่อนๆหมั่นเช็กช่วงล่าง และ แมกซ์ด้วยครับเมื่อมีปัญหาข้างต้นเกิดขึ้น แล้วเพื่อนๆ ก็จะพบปัญหาที่แท้จริงๆ ที่ทำให้เพื่อนๆเข้าใจว่า ไม่ใช่ปัญหาที่ยางมีปัญหาครับ เพื่อนๆสามารถที่จะอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ เรามีรีวิวยางและบทความรู้ยานยนต์ได้อย่างครบถ้วนครับผม หรือสะดวกช้อปยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com ถ้าหากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยเรื่องยางไม่แน่ใจว่ารถตัวเองใช้กับยางรุ่นไหนถึงเหมาะสม เราก็มีบริการที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ที่คอยให้คำแนะนำ โดยสามารถติดต่อช่องทาง Line OA : @tiresbid (มี @ ด้วยนะครับ) โอกาสหน้ามีบทความอะไรใหม่ๆติดตามกันนะครับ

Battery Charger สำหรับรถยนต์

ในช่วงที่โควิด-19 กลับมาระบาดอย่างหนักในระลอกสามนี้ เห็นที่ท่าว่ายังไม่มีทางหยุดยั้งกันง่ายๆ ซะด้วยสิ เมื่อดูจากตัวเลขผู้ป่วยนับพันในแต่ละวัน ทำให้บรรดาหน่วยงานราชการต่างๆ บริษัทห้างร้านเอกชน ต่างก็ขยายเวลาการทำงานแบบ Work From Home ให้กับพนักงานกันเป็นแถว เพื่อหลีกเลี่ยงการรวมตัวของคนจำนวนมากในสำนักงาน และยังเป็นวิถีการทำงานในรูปแบบใหม่ New Normal อีกด้วย

สำหรับรถยนต์ จากเดิมที่เคยใช้งานกันแทบทุกวัน หลายคนตอนนี้อาจจะทำงานแบบ Work From Home ทำให้รถแทบไม่ได้ใช้งาน บางทีจอดทิ้งไว้เป็นเดือน ไม่ได้สตาร์ทหรือขับออกไปไหน จอดจนยางแบนเลยก็มี ทำให้รถหลายคันแบตเตอรี่หมด หรือแบตเตอรี่เสื่อมก่อนอายุการใช้งาน

จึงมีหลายคนถามกันมามากว่า จะซื้อ Battery Charger มาใช้ดีหรือไม่? ในช่วงเวลานี้ MR.CARRO เห็นด้วยนะครับ ว่าควรซื้อมาใช้ เหมาะสำหรับซื้อมาติดบ้านไว้ใช้งานสักอัน แต่รายละเอียดของ Battery Charger จะมีอย่างไรบ้างนั้น เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังกัน

Battery-Charger-For-Car

ตามปกติแล้ว แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานรถยนต์ แต่แบตเตอรี่รถยนต์ ก็ยังคงต้องทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถอยู่เสมอ เช่น นาฬิกา, กันขโมย, แผงวงจรต่างๆ หรืออาจจะมีไฟรั่วตามจุดต่างๆ ได้ ซึ่งประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ก็จะคายประจุ ลดลงไปเรื่อยๆ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

ทำให้หลายครั้งที่ต้องมาสตาร์ทรถทิ้งไว้ 10-20 นาที หรือเอาออกไปขับวนสัก 2-3 รอบ เพื่อให้ไดชาร์จได้อัดประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ รักษาสภาพของแบตเตอรี่ไว้

ดังนั้น การมี Battery Charger ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้มากขึ้น ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จ ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ และประจุไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่แต่ละลูก ซึ่งอาจใช้เวลาอยู่ที่ 2 – 20 กว่าชั่วโมง

Battery-Charger-For-Car

วิธีการใช้งาน ก็ควรชาร์จแบตเตอรี่ด้วยกระแสไฟไม่เกิน 10-15% ของความจุแบตเตอรี่ โดยดูจากแบตเตอรี่รถยนต์คุณก่อนว่ามีขนาดความจุแบตเตอรี่ (Ah) เท่าไหร่ (ซึ่งถ้าเป็นรถยนต์บ้านๆ ทั่วไป ก็จะอยู่ที่ 12V 65Ah หรือ 100Ah) แล้วก็ปรับเครื่องชาร์จ หรือปรับกระแสไฟให้เหมาะสม ตัวเครื่องก็จะอัดประจุไฟให้อัตโนมัติเอง และก็ตัดการทำงานอัตโนมัติ เมื่อแบตเตอรี่ของคุณชาร์จเต็มแล้ว

เพียงแค่นี้ล่ะครับ ก็จะช่วยให้คุณมีเวลา Work From Home ได้เต็มที่ในช่วงที่ไม่ได้ใช้รถแล้ว อีกทั้งแบตเตอรี่รถยนต์คุณก็จะพร้อมใช้งานตลอดเวลาด้วยครับ แต่ถ้าคิดว่าไม่ได้รถนานจริงๆ ก็อย่าลืมถอดขั้วแบตเตอรี่ออกนะครับ

Battery-Charger-For-Car

สำหรับใครที่อยากขายรถ เพราะไม่ได้ใช้รถในตอนนี้หรืออยากได้เงินไปใข้จ่าย มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

ย้ายประเทศ ซื้อรถในอเมริกา USA

ช่วงนี้กระแส “ย้ายประเทศ” กำลังมาแรงมากเลยทีเดียว นับตั้งแต่กลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย”) ที่ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 1 ล้านคนแล้ว ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในไทยนั้นตื่นตัวกันอย่างมากถึงการออกไปทำงานในประเทศอื่นๆ ของโลกใบนี้

สำหรับ “สหรัฐอเมริกา” ก็นับได้ว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของคนไทยที่อยากย้ายประเทศไปทำมาหากินที่นั่น ซึ่งในปัจจุบันเองก็มีคนไทยที่อพยพไปเรียนหนังสือ แต่งงาน ทำธุรกิจ หรือมีลูกหลานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เป็นจำนวนประมาณราวๆ 3 แสนคน

เมื่อหลายคนเริ่มลงหลักปักฐาน ทำมาหากิน ก่อนอื่นก็ต้องซื้อรถก่อนเลย เพราะถ้าหากคุณไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีรถก็เหมือนไม่มีขาเดิน สำหรับประเทศที่มีเนื้อที่ใหญ่ระดับทวีป อีกทั้งระบบขนส่งสาธารณะนั้น มีเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น

ที่สำคัญ อัตราการเป็นเจ้าของรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่มีถึงร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด คุณก็คิดดูเอาละกันว่าปริมาณคนใช้รถยนต์ใน USA มันมากแค่ไหน แค่จำนวนประชากรที่มีใบขับขี่ ก็ปาเข้าไป 227 ล้านคนแล้ว

เอาล่ะ ไปเรียนรู้กับสิ่งที่คุณต้องรู้กันเลยดีกว่า เมื่อจะซื้อรถในอเมริกาครับ

Howto-Purchase-Car-In-USA

1. ใบขับขี่

เมื่อไปอยู่อเมริกา จะซื้อรถ ก็ต้องมีใบขับขี่ก่อน …

กรณีที่คุณต้องการใช้ใบขับขี่ที่มีจากไทยไป (กรณีที่คิดว่าไปอยู่ ไปเรียนต่อ หรือไปทำงานไม่นาน) ก็ให้ทำใบขับขี่สากลเตรียมตัวไปก่อน

ซึ่งกรมการขนส่งทางบก สามารถดำเนินการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเวียนนา 1968 เพิ่มเติมจากใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวา 1949 เดิมที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศตามอนุสัญญาเจนีวา 1949 มีอายุ 1 ปี นำไปใช้ได้ใน 101 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ เป็นต้น
  • ส่วนใบขับขี่สากลแบบใหม่ของกรมการขนส่งทางบก (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2564) เป็นไปตามอนุสัญญาเวียนนา 1968 นำไปใช้ได้ใน 84 ประเทศทั่วโลก

และสำหรับประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับ เช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวีเดน รวมถึงประเทศไทย สามารถใช้ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศที่ออกตามอนุสัญญาเวียนนา 1968 เพียงฉบับเดียวได้

สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับใบขับขี่สากล สามารถแจ้งรายชื่อประเทศที่ต้องการนำใบอนุญาตขับรถไปใช้ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความเกี่ยวข้องในการร่วมเป็นภาคีตามอนุสัญญา และออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศให้ได้อย่างถูกต้องตามแบบที่กำหนด

โดยใบขับขี่สากล มีอายุ 3 ปี นับแต่วันออกใบอนุญาต หรือไม่เกินกว่าอายุของใบอนุญาตขับรถภายในประเทศที่ผู้ถือมีอยู่ โดยมีหลักฐานประกอบคำขอ ดังนี้

1. สำเนาหนังสือเดินทาง เล่มที่ใช้ในการเดินทาง ประวัติหน้าที่แก้ไข (พร้อมฉบับจริง) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ
2. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ
3. ใบขับขี่ประเภทต่างๆ แล้วแต่กรณี (ต้องไม่ใช่ชนิดชั่วคราว)
4. รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) ถ่ายรูปหน้าตรง ไม่สวมหมวกหรือสวมแว่นตาสีเข้ม, ไม่มีภาพวิวหลังรูป
5. สำเนาหลักฐานการแก้ไขชื่อ- สกุล, ทะเบียนสมรส หรือใบหย่า
6. ค่าธรรมเนียม 505 บาท

กรณีมอบอำนาจ เตรียมหลักฐานเพิ่มดังนี้

1. หนังมือสองอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท
2. สำเนาหลักฐานผู้มอบอำนาจพร้อมเซ็นชื่อรับรองสำเนา
3. บัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบ (กรณีต่างชาติต้องแนบตัวจริงพร้อมสำเนา)

สามารถติดต่อทำได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5

หรือจะให้ทางสถานทูตไทยในสหรัฐฯ ที่ฝ่ายกงสุล งานนิติกรณ์ แปลและรับรองคำแปลให้ กรณีที่ไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมาจากประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://thaiembdc.org/th/translation/ (การรับรองคำแปลสำหรับเอกสารราชการไทย)

โดยในการรับรองคำแปล คุณต้องจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษมา หรือจะให้ใครแปลมาให้ก็ได้ โดยต้องพิมพ์มาให้เรียบร้อย และผู้แปลต้องลงชื่อรับรองคำแปลถูกต้อง และจะต้องเป็นเอกสารต้นฉบับเท่านั้น

สถานเอกอัครราชทูตฯ จะประทับตรา “Seen at the Royal Thai Embassy” ในการรับรองคำแปล โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่รับรองข้อความใดๆ ที่ปรากฎในเอกสาร

Howto-Purchase-Car-In-USA

แต่ในส่วนของใครที่ต้องการทำใบขับขี่ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใบขับขี่เดิมหมดอายุแล้ว หรือต้องการอยู่นานกว่านั้น อันนี้รายละเอียดจัดว่าค่อนข้างเยอะ ผู้เขียนขอรวบรวม Link ที่คนไทยในอเมริกามาแนะนำการทำใบขับขี่ในหลายๆ รัฐของสหรัฐอเมริกา สามารถกดดูได้ในด้านล่างครับ (รัฐที่คนไทยอยู่เยอะๆ การสอบใบขับขี่ มีข้อสอบภาษาไทยให้เลือกด้วยครับ)

Howto-Purchase-Car-In-USA

2. เริ่มซื้อรถ

ซื้อรถที่อเมริกา ต้องเช็คราคา และประวัติของรถก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ก่อนจะซื้อ ก็ลองเข้าไปดูตามกลุ่ม Facebook ของรถรุ่นนั้นๆ ดูก่อน อ่าน User Voice ดู Consumer Report ดูก่อน ดูว่ารถรุ่นนี้มี Recall มั้ย หรือมีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อที่ซื้อมาแล้ว จะได้เตรียมตัวซ่อมหรือเปลี่ยนได้

Howto-Purchase-Car-In-USA

ที่อเมริกานั้น รถญี่ปุ่น จะได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เนื่องจากคุณภาพทนทาน ไม่จุกจิก (หลายคนอาจไม่ทราบว่า ค่าซ่อมรถในอเมริกานี่แพงแค่ไหน บางเคสค่าซ่อมแพงกว่าราคารถมือสองถูกๆ เสียอีก) ซึ่งรถญี่ปุ่นมือสอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ราคาดีกว่า รถเกาหลี รถยุโรป และรถอเมริกัน โดยส่วนมากจะใช้งานกันไม่กี่ปีก็ขายแล้ว

ราคาขายรถมือสอง ก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเหรียญ (ส่วนใหญ่นะ สภาพรถจะปีเก่าๆ หรือสภาพแย่ๆ หน่อย) แต่ถ้าสภาพรถดีๆ ก็จะมีราคาพันเหรียญขึ้นไป จนถึงหลักหมื่นเหรียญต้นๆ กรณีรถปีไม่เก่ามากนัก ทั้งนี้ราคาก็ขึ้นอยู่กับประเภทรถ ปีรถ สภาพรถ และยี่ห้อรถด้วย

Howto-Purchase-Car-In-USA

แต่ถ้าไม่มั่นใจ ที่อเมริกาก็มีบรรดา Pre-Purchase Car Inspections รับดูรถให้คุณด้วย ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่มีในไทย เสียค่าบริการนะครับ! (ไม่ฟรี) เริ่มต้นค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 100 ดอลล่าร์สหรัฐ เป็นต้น (*แต่อย่าลืมว่า Dealer ส่วนใหญ่ เขาอนุญาตให้ Inspection ไปดูรถได้เฉพาะที่ศูนย์ของเขานะครับ ไม่ให้เรานำรถออกไป Inspection นอกสถานที่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะจ้างไปดูรถบ้านที่เจ้าของขายเอง)

แนะนำว่าถ้า Dealer ที่เราจะซื้อรถมีหน้าเว็บ ให้เช็คราคาจากหน้าเว็บไซต์ก่อน (หรือเช็คราคากลางรถยนต์ได้ที่ KBB (Kelly Blue Book) – https://www.kbb.com/) ลองเช็คราคารถจากหลายๆ โชว์รูมก่อน แล้วค่อยไปดูรถตัวจริง แนะนำให้ต่อราคาให้ได้ Invoice Price เลย เพราะเขาบวกราคาตัวรถไปค่อนข้างเยอะ

กรณีซื้อรถใหม่ ถ้าหากคุณเข้าไปดูรถแบบ Walk-In เข้าไปในโชว์รูมเลย เซลล์ขายรถก็จะให้ราคาแบบ Walk-In ซึ่งอาจจะแพงกว่าราคาที่เราเข้าไปดูหน้าเว็บไซต์ แล้วดูพวกของที่ใส่เข้ามาในรายการรถ ที่บางทีเราอาจมีในสิ่งที่เราไม่ต้องการ ทำให้ราคาสูงตัวรถขึ้นไปอีก

กรณีที่ซื้อรถมือสองที่ศูนย์ขายรถ หรือรถบ้านเจ้าของขายเอง ก็ต้องเช็ครายละเอียดของรถดูก่อนว่า เป๊ะ! ทุกอย่างหรือไม่ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ใช้ดูรถได้ทั่วโลก การดูรถก็ไม่ต่างกัน ดูตัวถัง การทำงานเครื่องยนต์ ของเกียร์ องค์ประกอบภายในรถ ทดลองขับ ฯลฯ อันนี้เป็น Basic เหมือนๆ กัน

Howto-Purchase-Car-In-USA

ยิ่งบางคัน เป็นรถ Rebuilt Title หรือ Salvage Title มา อันนี้ไม่น่าเล่นเท่าไหร่ แม้ว่าราคาตัวรถจะถูกมาก แต่เวลาคุณจะเอาไปขายต่อ ขายยาก ถ้าบ้านเราก็อาจจะเป็น รถย้อมแมวววววว …

รถ Rebuilt Title หรือ Salvage Title อาจจะเคยเป็นรถเคยโดนชนมา จะน้อยจะมาก หรือรถที่บริษัทประกันภัยตีเป็น Total Loss จ่ายเงินสดเป็นมูลค่าของตัวรถ หรือค่าซ่อมแพงกว่าราคาตัวรถ เลยขายทอดตลาดออกมา แล้วอู่ซ่อมรถเอามาซ่อมขาย หรือขายตามสภาพนั่นเอง รถประเภทนี้เบี้ยประกันภัยตัวรถจะแพงเป็นพิเศษ

ซึ่งรถประเภทนี้เมื่อซ่อมมาแล้ว เจ้าของรถต้องส่งเรื่องให้ DMV (กฎระเบียบตามรัฐนั้นๆ) กรณีจะใช้รถคันนี้ต่อ จากนั้น DMV จะส่ง Inspector มาเช็คสภาพรถ ถ้ารถผ่าน Inspection จะได้สถานะเป็น Rebuilt Title นั่นเอง

Howto-Purchase-Car-In-USA

ซึ่งคุณอาจจะเช็คใน Carfax ดูว่าข้อมูลรถของคุณจากเจ้าของเก่า รายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง ไมล์แท้ๆ เลยหรือไม่ เพราะคนอเมริกัน มักใช้รถกันแบบสมบุกสมบัน ไม่ค่อยดูแลรักษารถกันเท่าไหร่ อีกทั้งใช้รถกันเลขไมล์ค่อนข้างเยอะ

วิธีเช็คก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่กรอกรหัสตัวถังรถ (VIN = Vehicle Identification Number) ที่คุณจะซื้อเข้าไป แค่นี้ก็มีข้อมูลขึ้นมาแล้ว

เมื่อคุณตกลงปลงใจเลือกรถได้เรียบร้อย ก็เตรียมบัตรเครดิต หรือ Cashier Check ไปจ่ายเงินกับทางศูนย์ หรือถ้าคุณซื้อรถบ้าน ก็อาจจะจ่ายเงินสดก็ได้ พร้อมจ่าย Sales Tax ไปด้วย

Howto-Purchase-Car-In-USA

3. ประกันภัย

คุณรู้หรือไม่ว่าที่อเมริกา รถยนต์ทุกคัน จะต้องทำประกันภัยทุกคัน มิฉะนั้นจะนำออกมาวิ่งบนถนนไม่ได้เลย เพราะถ้าหากถูกตำรวจตรวจเจอ อาจติดคุกและโดนปรับหนักได้ หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อาจต้องจ่ายกันจนหมดตัวได้

ซึ่งไม่ว่าคุณจะซื้อรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ทางศูนย์ หรือบริษัทไฟแนนซ์ ก่อนจ่ายเงินซื้อ เขาจะบังคับให้คุณซื้อประกันภัยรถ (ที่ทางศูนย์มีดีลไว้อยู่แล้ว) ก่อนเลย หรือเราจะซื้อประกันรถออนไลน์ไปเองก็ได้

สำหรับประกันภัยรถยอดฮิตในอเมริกา หลักๆ ก็จะมีอยู่สองอย่าง คือ Full-Coverage และ Liability …

1. Full-Coverage เปรียบเหมือนประกันภัยชั้นหนึ่งในไทย ไม่ว่าเราจะผิด หรือ ถูก ประกันก็จ่ายให้หมด เรียกได้ว่า คุ้มครองทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ว่าค่าเบี้ยประกันภัยก็แพงด้วยเช่นกัน

2. Liability เปรียบเหมือนกับประกันภัยชั้นสาม ที่คุ้มครองเฉพาะบุคคลอื่นเท่านั้น คือถ้าเราเป็นฝ่ายผิด คุณต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้กับคู่กรณีเอง แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกชน คู่กรณีของคุณเป็นคนรับผิดชอบ

ทั้งนี้ เบี้ยประกันก็มีราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ เพศ, อายุของผู้ถือใบขับขี่, ประเภทใบขับขี่ (ถ้าหากคุณใช้ใบขับขี่สากลที่มาจากไทย ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงกว่าใบขับขี่ใน USA มาก) ยี่ห้อรถยนต์, อายุของรถยนต์, ปีที่ซื้อรถ, เลขไมล์, ประวัติการขับรถ หรือสถานที่เก็บรถ

ซึ่งถ้าหากคุณมีประวัติชนบ่อย หรือเป็นรถที่มีราคาแพง, รถรุ่นยอดฮิตของขโมย หรืออายุผู้ขับขี่ที่ต่ำกว่า 25 ปี มือใหม่หัดขับ ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงขึ้น ทางที่ดีไม่อยากจ่ายแพง ให้ทำใบขับขี่ของอเมริกาครับ

แต่ถ้าหากคุณขับรถดี ใช้รถยี่ห้อตลาดทั่วไป ขับรถไม่เคยโดนใบสั่ง ไม่เคยไปชนอะไร มีอายุมากกว่า 25 ปี และมีประสบการณ์ขับรถมาก หรือรถเลขไมล์ใช้งานไม่เยอะ อันนี้ก็จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยถูกกว่า

ในเรื่องเพศสภาพ เพศหญิง จ่ายเบี้ยประกันภัยถูกกว่าเพศชาย เพราะบริษัทประกันศึกษามาแล้วว่า ผู้ชายขับรถอันตรายและมีอุบัติเหตุบ่อยกว่าผู้หญิง

และการย้ายบริษัทประกันภัยไปทำเจ้าใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าฐานข้อมูลจะเริ่มต้นใหม่แบบไทยๆ นะครับ เพราะที่ USA มีหน่วยงานกลางเพื่อเก็บข้อมูลประกันภัยไว้เลย!

Howto-Purchase-Car-In-USA

4. จดทะเบียนรถ

กรณีที่คุณซื้อรถป้ายแดงจากศูนย์ อันนี้ง่ายหน่อย เพราะทางศูนย์เขาจะจัดการเดินเรื่องทำทะเบียนรถให้เสร็จสรรพ แต่ต้องจ่าย Dealer Fee เพิ่มต่างหาก

แต่ถ้าหากคุณซื้อรถมือสองจากรถบ้านมา (ซึ่งเจ้าของรถเดิมเขาจะเก็บทะเบียนรถเอาไว้) คุณต้องไปจดทะเบียนรถใหม่เอง โดยนำ Certificate of Title (ประมาณเล่มทะเบียนในบ้านเรา) ที่เจ้าของรถคนเดิมต้องเซ็นโอนรถมาให้ด้านหลัง พร้อม Bill of Sale (ใบซื้อขาย) หรือ Pink Slip (ใบรับรองการเป็นเจ้าของรถ)

แล้วคุณก็มีหน้าที่ไปจัดแจงโอนรถที่ Department of Motor Vehicles (DMV) ทันที! เพราะขับแบบไม่มีป้ายทะเบียน มิสิทธิ์โดนตำรวจเรียกทุกวัน แม้ว่ากฎหมายให้เวลาในการโอนรถ 30 วัน ก็ตาม (ถ้าโอนรถหลังจากนั้น โดนปรับนะครับ) เว้นเสียแต่ว่าคุณซื้อรถจาก Dealer จะมีป้ายของศูนย์มาให้ ตำรวจไม่จับ ขับได้ 30 วันก่อนได้ป้ายจริง ซึ่งคุณต้องเตรียม Title รถไว้ + ประกันภัย เตรียมให้ตำรวจดูได้เลย

ทางที่ดี กรณีซื้อรถบ้านเสร็จ นัดเจ้าของไปโอนรถที่ Tag Office เลย จะได้ขอทะเบียนใหม่ทีเดียว พร้อมใช้งาน

สำหรับการโอนรถ ในบางรัฐ หรือการโอนรถต่างรัฐ (คล้ายๆกับในไทย รถ กทม. โอนไปต่างจังหวัด) ก็อาจจะต้องตรวจสภาพรถ Brake And Lamp Inspection / Smog Check ก่อนนะครับ ถึงจะจดทะเบียนใหม่ได้ ซึ่งก็มีอู่ทั่วไปรับ Adjusting ด้วย (คล้ายๆ กับตรวจ ตรอ. ในไทย) แต่บางรัฐก็ไม่ต้องตรวจสภาพ กรณีที่โอนรถในรัฐเดียวกัน

สำหรับหลักฐานในการโอนรถ แต่ละรัฐก็มีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน คร่าวๆ คือต้องใช้ …

  • Title
  • เอกสารยืนยันที่อยู่ 2 ฉบับ
  • ใบขับขี่
  • ประกันภัย
  • Emission Test / Smog Check ในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย … ตอนซื้อรถถามเจ้าของด้วยว่า รถตรวจสภาพไอเสีย (Emission Control) ผ่านหรือยัง ถ้ายังไม่ผ่าน โอนรถไม่ได้นะครับ ข้อมูลจะขึ้นในระบบออนไลน์ โดยใบ Smog สามารถใช้ได้ภายใน 90 วันจากวันที่ตรวจผ่าน (เหมือนการตรวจไอเสีย ของ ตรอ. ในไทย)

ซึ่งคนซื้อรถต้องแจ้ง DMV ภายใน 10 วัน จากวันที่มีการซื้อขาย ส่วนคนขายรถต้องแจ้ง DMV ภายใน 5 วัน หลังจากการขายรถให้กับเจ้าของใหม่ พร้อมกรอกแบบฟอร์ม Notice of Transfer and Release of Liability (NRL) ให้ DMV ทันที เพื่อที่คนขายไม่ต้องรับผิดชอบ ในกรณีเช่น ผู้ซื้อขับไปชนใคร หรือนำรถไปใช้ทำอะไรผิดกฎหมาย คนขายไม่ต้องรับผิดชอบหากมีการฟ้องร้องในภายหลัง

Howto-Purchase-Car-In-USA

ไปวันเดียวก็ได้ป้ายทะเบียนมาเลย พร้อมจ่ายค่าป้ายทะเบียน + ภาษี ถ้าอยากได้ป้ายทะเบียนเป็นตัวอักษรแจ๋วๆ ใส่เลขสวยๆ หน่อย แค่เพิ่มเงินก็ได้แล้ว

ในส่วนของภาษีรถยนต์ประจำของสหรัฐ ก็จัดเก็บในแต่ละปีไม่เหมือนกันอีก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละรัฐ

ขอให้สนุกกับการไปเรียน ไปทำงาน หรือแต่งงานไปอยู่ประเทศใหม่ และการซื้อรถยนต์คันใหม่ ใน USA นะครับ!

สำหรับใครที่อยากขายรถก่อนย้ายประเทศ เอารถคันเดิมของคุณมาขายที่ CARRO สิ ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก

กิจกรรมตอนขับรถ

สมาธิ เป็นสิ่งสำคัญในการกระทำสิ่งต่าง ๆ การที่คนเรามีสมาธิและจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะช่วยให้สิ่งที่กระทำอยู่นั้นได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

การขับรถก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก เพราะต้องใช้สายตาในการมองไปข้างหน้า ด้านข้าง รวมถึงต้องใช้มือและเท้าในการบังคับรถยนต์ให้ไปในเส้นทางที่ต้องการ เพื่อให้รถยนต์นั้นไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยและทันเวลานั่นเอง

5 กิจกรรมที่ทำหลุดโฟกัสขณะขับรถ

บทความนี้ขอหยิบเอาเรื่องราวของกิจกรรมที่อาจพาให้คุณหลุดโฟกัส และไม่ควรทำมันในขณะที่กำลังขับรถ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ทานอาหารบนรถ

ด้วยสภาพความเร่งรีบของคนในเมืองหลวง ทำให้หลายคนมักจะพกอาหารขึ้นมาทานบนรถยนต์เพื่อประหยัดเวลาและเพื่อความสะดวก แต่การทานอาหารบนรถก็มีความเสี่ยง เพราะถ้าต้องการที่จะทานอาหารแล้วก็จะต้องผละจากการควบคุมพวงมาลัยรถยนต์เพื่อใช้มือหยิบจับอาหาร ทำให้ผู้ขับต้องละสายตาและมือออกจากพวงมาลัย และไม่ได้โฟกัสอยู่ที่เส้นทางตรงหน้า

อุ้มเด็กนั่งตักตอนขับรถ

สำหรับรถยนต์ที่มีเด็กร่วมทางไปด้วยแล้วผู้ขับนำเด็กมานั่งบนตักก็จะทำให้ประสิทธิภาพการขับรถลดลง และยังอันตรายกับตัวเด็กมาก ๆ เนื่องจากเด็กยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการขับขี่ที่ปลอดภัย จึงอาจเล่นพวงมาลัยหรือเกียร์ด้วยความไม่รู้ ทำให้คนขับสูญเสียสมาธิในการควบคุมรถ เนื่องจากต้องดูแลเด็กพร้อมกับควบคุมรถยนต์ไปพร้อมๆ กัน

ในกรณีนี้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำให้เด็กที่นั่งบนตักได้รับแรงกระแทกมากกว่า และอาจกลายเป็นถุงลมนิรภัยให้กับตัวผู้ขับไปโดยปริยาย ซึ่งตัวเด็กก็จะได้รับบาดเจ็บมากกว่า ทางที่ดีควรให้เด็กนั่งที่เบาะข้าง ๆ หรือนั่งบนคาร์ซีท จะปลอดภัยกับเด็กและตัวผู้ขับรถยนต์มากกว่า

Activities-To-Avoid-While-Driving

คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ

การคุยโทรศัพท์ขณะที่คุณกำลังขับรถนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติถึง 2 – 4 เท่า เพราะทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ มีปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง การเหยียบเบรคและบังคับพวงมาลัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะช้าลงกว่าปกติ 0.5 วินาที รวมทั้งส่งผลต่อการมองเห็นป้ายสัญลักษณ์ หรือป้ายบอกทาง

เพราะการคุยโทรศัพท์ไปด้วยขับรถไปด้วยจะทำให้สมองต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องแบ่งการโฟกัสทั้งคนที่คุยด้วย และกับพวงมาลัยที่อยู่ตรงหน้า นอกจากจะเสี่ยงกับตัวผู้ขับแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงให้กับเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ อีกด้วย

การดู TV บนรถ

เวลาที่รถติดและไปไหนไม่ได้ ทำได้แค่นั่งเบื่อ ๆ อยู่ในรถ การเปิดทีวีดูก็อาจช่วยให้หายเหงา คลายความเครียดลงไปได้บ้าง แต่ความสว่างของจอภาพ รวมทั้งภาพที่เคลื่อนไหว เสียงจากทีวีหรือเพลง จะทำให้สมาธิในการขับรถของคุณลดลง และสนใจเหตุการณ์รอบตัวน้อยลง และเสียงยังกระตุ้นให้ขับรถเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

Activities-To-Avoid-While-Driving

แต่งหน้าขณะขับรถ

สาว ๆ นักขับ ที่ชอบแต่งเติมใบหน้าระหว่างขับรถนั้นต้องขอให้เลี่ยงกิจกรรมนี้เลย เข้าใจว่าความสวยจะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และถึงแม้ว่าจะแต่งหน้าได้เร็ว-คล่องแคล่วขนาดไหน แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อนดีกว่า เพราะการแต่งหน้าบนรถจะทำให้ความสนใจของเราไปจดจ่ออยู่กับกระจกแทน จนอาจหลุดโฟกัสจากการขับรถ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการแต่งหน้า

เพราะการขับรถต้องใช้พลังงานสมองอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับรถระบุว่า “การขับขี่บนถนนแบบปกติต้องใช้พลังงานสมองมากถึง 85% ส่วนการส่งข้อความ หรือการพูดคุยกับผู้โดยสาร ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่นั่นก็ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้พลังงานสมองเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ หากใช้พลังงานสมองจนเกินความสามารถ”

เมื่อขับรถ สมองของคุณต้องใช้พลังงานในการรับรู้ถึง 85% สมองของคุณจะไม่มีความสามารถในการทำสิ่งอื่นอย่างเต็มที่ได้แล้ว

การขับรถอย่างมีสมาธิและไม่มีสิ่งใดมารบกวนจะเป็นการขับขี่ที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อให้การเดินทางของคุณและคนที่คุณรักปลอดภัย ขอแนะนำให้ผู้ขับตั้งสติ และโฟกัสอยู่กับทางที่อยู่ตรงหน้า ไม่ประมาทในการขับรถ เพื่อความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทาง คนที่คุณรัก และตัวคุณเอง อย่าลืมต่อประกันรถยนต์เสมอเพื่อรับความคุ้มครองและวงเงินชดเชยหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หากกำลังมองหาประกันรถยนต์ราคาถูก ลองเข้ามาใช้บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ที่เหมาะกับคุณ ผ่านบริการของ rabbit finance ได้เลย

Nissan-Skyline-R32-GTR-Godzilla

ถ้าจะให้ผมพูดถึงรถในตำนานของ Nissan (นิสสัน) อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งถ้าใครที่เป็นคนเล่นรถอยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางไม่รู้จักกันอย่างแน่นอน กับ Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) จากต้นกำเนิดที่เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางระดับหรู Prince Skyline (พรินซ์ สกายไลน์) ของแบรนด์ Prince Motor (พรินซ์ มอเตอร์) ที่ถือกำเนิดในเดือนเมษายน 1957

ต่อมา ทาง Nissan Motor (นิสสัน มอเตอร์) ไปควบรวมกิจการของ Prince Motor เป็นผลสำเร็จในช่วงเดือนสิงหาคม 1966 จากนี้ Nissan จึงพัฒนาต่อเป็นรถยนต์ในชื่อ Nissan Skyline และก็ได้เริ่มปฐมบทแห่งตำนานรถซิ่ง ที่นักสะสมรถตัวจริงจากทั่วโลกต้องหามาเก็บไว้ จวบจนปัจจุบัน

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

แต่ถ้าเราจะโฟกัสไปถึงประวัติและรายละเอียดของ Nissan Skyline แต่ละรุ่น ก็ต้องขอบอกก่อนเลยว่ามีค่อนข้างเยอะมากๆๆๆ เนื่องจากเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ส่วนหนึ่งเพราะจากชื่อเสียงของ GT-R (จีทีอาร์) ที่ถือกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1969 ภายใต้รหัส C10 และ C110 นั่นเอง

ก่อนที่โลกนี้จะเจอวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงานช่วงกลางยุค 70 ทำให้ชื่อของ GT-R ก็พลอยหายไปด้วย … และกลับมาใหม่ในอีก 16 ปีต่อมา (ปี 1989) นี่ถือว่าเป็นจุดที่ GT-R เริ่มกลับมาโดดเด่นอย่างแท้จริง ในโฉม R32, R33 และบูมสุดขีดกับในรหัส R34

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

ทำให้รถยนต์ในตระกูล Skyline มือสอง ไม่ว่าจะในไทย ในญี่ปุ่น หรือในโลกนี้ ต่างมีราคาพุ่งขึ้นมาอย่างมหาศาล! และโดดเด่นถึงขั้นเทียบเท่าระดับรถสปอร์ตระดับ Super Car ไปแล้วในยุคปัจจุบัน

ทำไม Skyline R32 ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไรนั้น? MR.CARRO จะพาท่านไปรู้จักกับประวัติ Skyline R32 กันให้ละเอียดหนำใจครับ

Nissan-Skyline-R32-Naganori-Ito

ผู้ออกแบบ Nissan Skyline (R32) – Naganori Ito

Nissan Skyline (R32) ได้เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 8 พฤษภาคม 1989 เป็นผลงานการออกแบบโดย Naganori Ito (伊藤修令) ในฐานะลูกศิษย์ผู้รับช่วงต่อจาก Shinichiro Sakurai (桜井眞一郎) ในปี 1986 ที่สร้างผลงานการออกแบบ Nissan Skyline มานับตั้งแต่รหัสรุ่น S50 ยาวนานจนถึงโฉม R31 อย่างเต็มตัว (โดย Skyline R31 Naganori Ito ก็ยังได้มีส่วนช่วยในการออกแบบร่วมกับ Shinichiro Sakurai ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม)

Nissan-Skyline-R32-GTS-t-Coupe-1989

Nissan-Skyline-R32-GTS-t-Sedan-1989

Nissan Skyline (FR32/HR32/HCR32/HNR32/ER32/ECR32/BNR32) ในโฉมนี้ให้เลือกเฉพาะรูปแบบ 4 ประตู Hardtop และ 2 ประตู Coupe เท่านั้น รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล กับตัวถังแบบแวกอน ไม่มีในโฉมนี้อีกต่อไป (ซึ่งต่อมาแตกไลน์ออกไปเป็น Nissan Stagea) ตัวรถผลิตที่โรงงานใน Musashimurayama ประเทศญี่ปุ่น โดยเจ้า R32 ออกมาในช่วงที่ Skyline ผลิตครบ 3 ล้านคันพอดี!

ได้รับคำชมเชยอย่างมากในเรื่องของการออกแบบตัวรถภายนอก ที่ดูไหลลื่น สวยงามอย่างไร้ที่ติ เสมือน “Space Fish” (ปลาอวกาศ) ที่ทาง John Dykstra ผู้อำนวยการสร้าง Special Effects โฆษณาของ Skyline รุ่นนี้ (ในชุดแรก) ให้ฉายาไว้ บวกกับไฟท้ายแบบโดนัท 4 ดวงอันโดดเด่น

Nissan-Skyline-R32-AD-1989-1991

สำหรับโฆษณาของ Skyline ที่ฉายทาง TV ในชุดต่อๆ มา (ในตัว Minorchange) นั้น อาจจะออกดูหวานๆ โรแมนติก เน้นกลุ่มสาวๆ ซื้อไปขับด้วยซ้ำไป! I Love You, SKYLINE.

มิติตัวรถของทุกรุ่น ยาว 4,530 – 4,580 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,325 – 1,345 มม. ระยะฐานล้อ 2,615 มม.

Nissan-Skyline-R32-Interior

ห้องโดยสารภายใน ออกแบบให้ชุดแผงคอนโซลดูเรียบง่าย พร้อมเบาะนั่งหนานุ่ม กระชับ มาพร้อมพวงมาลัย 3 ก้านรูปทรงผอมเพรียว พร้อมนำสวิทช์ควบคุมปัดน้ำฝน และสวิทช์ไฟหน้า ไปติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของตัวชุดแผงหน้าปัด ดูล้ำสมัย มาพร้อมระบบ Active Amenity System หรือ แอร์ไฟฟ้า และชุดเครื่องเสียง PRO Acoustic Sound ส่วนถุงลมนิรภัยด้านคนขับ ยังเป็นอุปกรณ์ติดตั้งพิเศษ

Nissan-Skyline-R32-Interior

Nissan-Skyline-R32-Interior

ชุดช่วงล่างหน้า-หลัง แบบมัลติลิงค์อิสระ พร้อมระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อ HICAS (High Capacity Actively Controlled Steering) ที่ใช้แรงดันจากปั๊มเพาเวอร์ 2 ห้อง ควบคุมการเลี้ยวของล้อหน้าและล้อหลัง ช่วงให้วงเลี้ยวแคบขึ้น และทำงานร่วมกับดิสก์เบรก 4 ล้อ ส่วนระบบส่งกำลัง มีทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

Nissan-Skyline-R32-Engine

สำหรับรุ่นย่อย โอ โอ้ว! บอกได้เลยว่ามีหลากหลายมากๆ เริ่มด้วยตั้งแต่ …

– รุ่น GXi, GXi Type X (FR32) แบบ 4 ประตู Sedan มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18i แบบ 4 สูบ SOHC ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม. ที่ 3,200 รอบ/นาที

– รุ่น GTE, GTE Type-X/X.V, SV/V (HR32) ในรุ่น Sedan มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E แบบ 6 สูบ SOHC ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.5 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที

– รุ่น GTS, GTS SV/V, Type-J/X, Urban Road (HR32), GTS (HCR32 – เพิ่ม Super HICAS) ในรุ่น Sedan และ Coupe มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DE แบบ 6 สูบ DOHC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.8 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

– รุ่น GTS-t, GTS-t Type-M/S (HCR32), GTS-4 (HNR32 – ขับ 4WD + เพิ่ม Super HICAS ตามมาในเดือนสิงหาคม 1989) ในรุ่น Sedan และ Coupe มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DET แบบ 6 สูบ DOHC Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 215 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม. ที่ 3,200 รอบ/นาที

*รหัสรุ่น H หมายถึงเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร

Nissan-Skyline-R32-Suspension

ส่วนรายละเอียดเครื่องยนต์ในรุ่น Minorchange อ่านต่อด้านล่างเน้อ …

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1989 Nissan ได้เปิดตัว “Nissan Skyline GT-R (BNR32)” อีกครั้ง หลังจากที่ยุติการผลิตไป 16 ปี เพื่อต้องการส่งรถเข้าแข่งขันในรายการ Japanese Touring Car Championship (JTCC) ใน Group A จึงพัฒนา Nissan Skyline GT-R ในรหัส BNR32 ออกมาโดยเฉพาะ แล้วส่งรถเข้าแข่งขัน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศ และต่างประเทศเสียด้วยสิ และกลายเป็นรถในตำนานของ Skyline จวบจนปัจจุบัน

Nissan-Skyline-R32-JTCC

นอกจากจะชนะการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในญี่ปุ่น 29 รางวัล และชนะ Super GT 2 ปีซ้อนติดต่อกัน แถมยังชนะการแข่งขัน Australian Touring Car Championship (ATCC) ถึง 3 ปีติดต่อกัน ระหว่างปี 1990 – 1992

Nissan-Skyline-R32-ATCC

ซึ่ง R32 ได้ฉายา “Godzila” (ก็อตซิลล่า) ก็มาจากการแข่งขันที่ครองแชมป์มาหลายปี Skyline สามารถล้มยักษ์ตัวเต็งได้ จนสื่อออสเตรเลียเอาไปเรียกว่าเป็น “Monster From Japan” นี่ล่ะครับ!

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

วางขุมพลังอันลือลั่นระดับโลก ของคนรักรถซิ่งตลอดกาล กับรหัส RB26DETT ขนาด 2.6 ลิตร (2,568 ซีซี) แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 36.0 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

ต่อจากนี้ Nissan ก็จะออกรุ่นพิเศษให้กับ Skyline มาเยอะมากๆ เริ่มตั้งแต่ …

Nissan-Skyline-R32-GTR-NISMO-1990

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 NISMO (นิสโม) สำนักแต่งของนิสสัน ทำ Skyline GT-R NISMO รุ่นพิเศษออกมาจำหน่าย จำนวนจำกัดแค่ 500 คันเท่านั้น (และยังมีรุ่นสำหรับการแข่งขัน อีก 60 คัน)

26 กันยายน 1990 เปิดตัวรุ่นพิเศษ Urban Road แบบ 4 ประตู GTS ใช้เครื่องยนต์ RB20DE

24 มกราคม 1991 เปิดตัวรุ่นพิเศษ V Selection แบบ 2 ประตู Sports Coupe GTS ฉลองแชมป์ All-Japan Touring Car Championship ในปี 1990 ของญี่ปุ่น

Nissan-Skyline-R32-V-Selection-Reebok

เดือนพฤษภาคม 1991 เปิดตัวรุ่นพิเศษ Reebok Version แบบ 2 ประตู Sports Coupe GTS

ส่วนรุ่น GT-R N1 สำหรับแข่งขันในสนาม ตามออกมาในเดือนกรกฎาคม 1991 ผลิตออกมาประมาณ 228 คัน

Nissan-Skyline-R32-1991

พอถึง 20 สิงหาคม 1991 ก็ได้เวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์สักที … พร้อมเพิ่มรุ่น GTS-25 SV, Type-X (ER32) และ GTS-25 Type-S/XG (ECR32) ลงมาเล่นในตลาด 2.5 ลิตร เป็นครั้งแรก และปลดเครื่องยนต์รหัส RB20DE ขนาด 2.0 ลิตร ออกไป

วางขุมพลังรหัส RB25DE ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 23.0 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด 5E-AT

Nissan-Skyline-R32-V-Selection-II-Autech

17 มกราคม 1992 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTS-V Selection-II ฉลองแชมป์ All-Japan Touring Car Championship อีกครั้ง

20 เมษายน 1992 Autech Japan บริษัทลูกของนิสสัน จับรุ่น 4 ประตู มาแต่งในชื่อ Autech Version GTS-4 (HNR32) ยัดพลังรหัส RB26DE ที่ตัด Turbo คู่ใน RB26DETT ออกไป ให้แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 220 แรงม้า ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.0 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด E-AT

พร้อมระบบ ATTESA 4WD (ย่อมาจาก Advance Total Traction Engineering System For All-Terrain) และ Super HICAS ผลิตจำนวนจำกัด 201 คัน

เดือนพฤษภาคม 1992 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTS SV แบบ 2 ประตู Sports Coupe ฉลองครบรอบการผลิตรถยนต์ครบ 40 ล้านคัน

5 พฤศจิกายน 1992 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTE Type X / V แบบ 4 ประตู ฉลองครบรอบ 35 ปี ของสกายไลน์

เดือนมกราคม 1993 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTS type J และรุ่น GTS-t Type M แบบ 2 ประตู Sports Coupe ฉลองครบรอบ 60 ปี Nissan

Nissan-Skyline-R32-GTR-V-Spec-1993

3 กุมภาพันธ์ 1993 เปิดตัว GT-R V-Spec (V-Spec ย่อมาจาก Victory Specification) รุ่นปรับแต่งของ GT-R ให้แรงขึ้นไปอีก โดดเด่นด้วยชุดฝากระโปรงและกันชนหน้าจาก NISMO ระบบเบรก Brembo หรือล้อแม็ก BBS ขนาด 17 นิ้ว เป็นต้น

เดือนพฤษภาคม 1993 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTE Type X แบบ 4 ประตู และรุ่น GTS Type J แบบ 2 ประตู Sports Coupe ฉลองครบรอบ 60 ปี Nissan

แม้ว่า Nissan Skyline (R33) เจเนอเรชั่นที่ 9 จะเปิดตัวจำหน่ายแล้ว ในเดือนสิงหาคม 1993 Nissan ก็ยังเดินหน้าผลิต R32 GT-R ต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม 1994 (ส่วนรุ่น R32 เวอร์ชั่นธรรมดา เลิกผลิตตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 1993 แล้ว)

Nissan-Skyline-R32-GTR-V-Spec-II-1994

จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 ก็มีรุ่นทิ้งทวนอย่าง GT-R V-Spec II ปรับออพชั่น ลดน้ำหนักตัวรถ ออกมาจำหน่ายให้เป็นตำนานของ R32 ก่อนจะปิดตำนานในเดือนพฤศจิกายน 1994 …

บทสรุป … Nissan Skyline (R32) มียอดการผลิตทั้งหมด 313,491 คัน แบ่งออกเป็นรุ่นปกติ 269,554 คัน และรุ่น GT-R 43,937 คัน ส่วนแบบ V-Spec มียอดผลิตรวม 2,756 คัน

Nissan-Skyline-R32-Modify

นอกจากนี้ ยังมีบรรดาสำนักแต่งรถต่างๆ จับเอาเจ้า Skyline R32 มาแต่งในสูตรของตัวเองเพื่อออกจำหน่ายกันอยู่ก็ค่อนข้างเยอะ อาทิ Tommykaira M20 (จากรุ่น GTS-t Coupe), Tommykaira M30 (จากรุ่น GTS-t Coupe), Tommykaira R (จากรุ่น GT-R), HKS EN2-A (จากรุ่น GTS-t Coupe), HKS Zero-R (จากรุ่น GT-R), HKS Zero-R 2006 Spec (จากรุ่น GT-R), IMPUL R32 Sports Limited (จากรุ่น GTS-t Type M), IMPUL R32-R (จากรุ่น GT-R)

และ Skyline GT-R S&S Limited Version ที่พัฒนาโดย Shinichiro Sakurai หรือ “บิดาแห่ง Skyline” ในเดือนตุลาคม 2000 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 32 คัน ซึ่งขายหมดภายในนาทีเดียว! และเป็น GT-R R32 เพียงคันเดียวในโลกเท่านั้น ที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับ Skyline R32 จัดว่าเป็นรถยนต์ในตำนานไปแล้ว มีแต่คนมองหา มาสะสมกัน ทั้งในแบบ 2 ประตู และ 4 ประตู และกฎหมายนำเข้ารถใช้แล้ว (หรือรถจดประกอบ) หรือนำเข้าสิทธินักเรียนนอก ในบ้านเราไม่อนุญาตแล้ว ส่งผลให้ราคาตัวรถยิ่งดีดขึ้นกระฉูด ในบ้านเรานำรุ่นธรรมดาหลายคัน มาแปลงเป็น GT-R ก็เยอะ หากเป็นรุ่น V-Spec แท้ๆ ยิ่งเป็นที่ต้องการ เพราะหายากมากในไทย!

ส่วนตัวแท้ๆ ที่นำเข้ามาในยุคสยามกลการ ผมเคยได้ยินเสียงเล่าเสียงลือจากในอดีต เห็นว่านำเข้ามาแค่ 2 คันเท่านั้น และก็มีทาง เอม มอเตอร์ สปอร์ต นำเข้าตัวแข่งของ GT-R ในยุคนั้น

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รถแนวนี้ การใช้งานในชีวิตประจำวันคงมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เน้นแต่งซิ่ง เก็บสะสม การขับขี่ค่อนข้างจะแบบดิบๆ หน่อย เน้นความมันส์

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รถรุ่นนี้แทบจะร้อยทั้งร้อยมักอัดของแต่งมาเต็มที่ เปลี่ยนเครื่อง โมเครื่อง กันมาเกือบหมด มาทีหลายร้อยแรงม้า การดูแลก็ย่อมต้องเต็มที่ไปด้วยเช่นกัน เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 50,000 – 200,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี เพราะที่ญี่ปุ่นยังเล่นกันเยอะ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 1,000,000 – 6,000,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

สำหรับใครที่อยากขายรถ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ได้ เราให้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามทำการ Copy เป็นอันขาด! หากมิได้รับอนญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียน)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Roojai-How-Far-To-Go-Without-Gas

ในปัจจุบัน หลายคนยังไม่รู้ว่าเมื่อเกิดปัญหารถน้ำมันหมดก่อนไปถึงที่หมายควรทำอย่างไร ก่อนที่รถน้ำมันหมดทุกครั้งจะมีสัญญาณเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ขึ้นเป็นสีเหลืองรูปถังน้ำมัน บ่งบอกว่าน้ำมันรถจะหมดแล้ว หากฝืนขับต่อไปเรื่อย ๆ อาจทำให้เครื่องดับและเกิดปัญหาภายหลังตามมาได้ Roojai.com จึงมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้ไกลขึ้นกว่าเดิม เพื่อยืดเวลารถดับออกไปให้คุณสามารถหาปั๊มเพื่อเติมน้ำมันรถได้ทันเวลานั่นเอง

How-Far-To-Go-Without-Gas

เพราะปัญหารถน้ํามันหมดเร็ว เป็นอีกปัญหาหลักที่หนีกันไม่พ้นสำหรับนักขับขี่ส่วนใหญ่ หลายคนเมื่อเจอปัญหานี้ ต่างก็รีบปักหมุดหาปั๊มน้ำมันกัน โชคดีหน่อยก็อาจเจอเร็ว แต่ถ้าไม่.. ปั๊มน้ำมันอยู่ไกลก็อาจเจอปัญหารถดับ ต้องเหนื่อยตามเข็นหาปั๊มให้วุ่นวาย คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการรู้เคล็ดลับในการช่วยยืดระยะทางการขับรถออกไปให้ได้ไกลขึ้น ก่อนรถดับต้องเข็น คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ใช่น้อย

เมื่อมีไฟเตือน รถน้ำมันหมด ยังวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร

หลายคนอาจสงสัยเหมือนกันใช่ไหมว่า รถยนต์ในท้องตลาดแต่ละรุ่นเมื่อเจอปัญหา รถน้ำมันหมด หากยังวิ่งต่อไปได้สามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร จากข้อมูลที่เราได้รวบรวมมาทั้งหมด บอกได้เลยว่า โดยปกติแล้วรถในท้องตลาดส่วนใหญ่ เมื่อเจอปัญหาน้ำมันหมด รถยนต์ในสมัยนี้จะมีสัญญาณเตือนให้เติมน้ำมันขึ้นเป็นสีเหลืองรูปถังน้ำมัน

สัญญาณเตือนน้ํามันหมดนี้ จะเตือนก็ต่อเมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อยกว่า 10 ลิตร หากดูตรงเข็มหน้าปัดรถยนต์จะมีการคำนวณบอกด้วยว่าสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร และจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนเหลือ 0 กิโลเมตร ซึ่งรถยนต์แต่ละคันมีระยะทางการขับขี่ไม่เท่ากัน แต่สำหรับรถรุ่นเก่าจะไม่มีการคำนวณบอกว่าสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร เมื่อขึ้นสัญญาณเตือนน้ำมันหมด ต้องหาปั๊มให้ได้ภายในรัศมี 30 กิโลเมตร

How-Far-To-Go-Without-Gas

ฟีเจอร์คำนวณระยะทางหลังไฟเตือนรถน้ำมันหมด ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

จริงอยู่ที่รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบันมีตัวช่วยในการคำนวณระยะทางให้ผู้ขับขี่รู้ว่ารถสามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารถน้ำมันหมด หากหน้าปัดรถยนต์ระบุว่ายังวิ่งได้อีก 20-30 กิโลเมตร แต่จะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน การคำนวณจะตรงตามระยะทางที่รถวิ่งได้จริงหรือไม่ ทางเราเองก็ยังระบุให้รู้แบบชัดเจนไม่ได้

ทางสื่อยานยนต์ของอังกฤษ ‘The Sun’ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “ตัวเลขนบนหน้าปัดรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่ช่วยบอกระยะทางที่เหลือหลังจากไฟเตือนน้ำมันหมดขึ้นนั้น มาจากการคำนวนอัตราการบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ยที่เจ้าของรถขับก่อนหน้านี้ ทำให้บางครั้งตัวเลขที่ระบุระยะทางการวิ่งนั้นอาจไม่ถูกต้องกับสภาพการขับขี่จริง ๆ ณ เวลานั้น”

How-Far-To-Go-Without-Gas

8 รุ่นรถยอดนิยมในประเทศอังกฤษกับระยะทางที่ยังขับต่อได้

ผลสำรวจจากบริษัทประกันภัยชั้นนำของอังกฤษซึ่งได้นำรถยนต์รุ่นที่ชาวอังกฤษนิยมซื้อใช้ มาจัดอันดับระยะทางที่รถยนต์วิ่งไปได้เมื่อรถน้ำมันหมด โดยเริ่มวัดระยะเมื่อไฟแจ้งเตือนน้ำมันติดขึ้น ผลที่ออกมาบอกว่าอันดับที่ 1 ที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุด สามารถวิ่งได้ไกลถึง 74 กม. รถรุ่นนั้นคือ Mercedes-Benz C-Class ส่วนลำดับถัดไปมีดังนี้

  • Mercedes-Benz C-Class: 74 กม.
  • Mini Cooper: 72 กม.
  • Nissan Qashqai: 69 กม.
  • Volkswagen Golf: 67 กม.
  • Audi A3: 67 กม.
  • Ford Focus: 64 ไมล์
  • Volkswagen Polo: 62 กม.
  • Ford Fiesta: 59 กม.

สำหรับรถรุ่นอื่น ๆ ทั่วไปในท้องตลาด จากผลสำรวจแห่งเดียวกันระบุว่า เมื่อไฟแจ้งเตือนรถน้ำมันหมดติดขึ้น รถยนต์ทั่วไปก็ยังคงสามารถขับไปได้อยู่จนกว่าน้ำมันที่มีจะเกลี้ยงถัง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถขับไปได้อีก 40 – 50 กม. อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ไม่ควรรอจนน้ำมันเกลี้ยงถัง เมื่อมีไฟแจ้งเตือน หรือ หากให้ดีคือก่อนขึ้นไฟแจ้งเตือน ควรรีบหาปั๊มที่ใกล้ที่สุดทันที ควรคำนวณระยะทางให้พอดีที่จะถึงปั๊มน้ำมันต่อไป

ไฟเตือนรถน้ำมันหมดขึ้นบ่อยๆ ต้องคอยเช็คดีๆ

การปล่อยให้เกิดไฟเตือนรถน้ำมันหมดขึ้นบ่อยๆ ไม่ได้ดีอย่างที่คิด เพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคอยระมัดระวัง ผู้ขับขี่ต้องคอยเช็คดี ๆ เพราะน้ำมันที่เหลือน้อยจนไฟสัญญานเตือนนั้นหมายถึง ‘ปั๊มติ๊ก’ หรือตัวปั๊มที่ทำหน้าที่ในการดูดน้ำมันจากถังส่งไปเลี้ยงเครื่องยนต์เพื่อใช้ในการจุดระเบิดจะต้องทำงานหนักกว่าปกติ หากปั๊มติ๊กทำงานหนัก ปั๊มติ๊กจะร้อนเกินไปอาจส่งผลให้ปั๊มติ๊กพัง ใช้งานไม่ได้ เติมน้ำมันไปแต่รถก็สตาร์ทไม่ติด ไปจนถึงอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ในระยะยาวอีกด้วย หากคุณไม่อยากให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นกับรถของคุณ ควรหมั่นตรวจเช็คปั๊มติ๊กและอย่าให้เกิดไฟเตือนรถน้ำมันหมดบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

How-Far-To-Go-Without-Gas

วิธีปฎิบัติเมื่อไฟเตือนรถน้ำมันหมดโชว์ขึ้นมา

นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยยืดระยะเวลารถดับออกไปได้ เมื่อไฟเตือนรถน้ำมันหมด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พยายามทำให้รถใช้พลังงานน้ำมันน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น ปิดแอร์ หรือขับขี่ในอัตราเร่งคงที่เพื่อลดพลังงานที่ใช้น้ำมันน้อยลง ประมาณว่าใช้น้ำมันทุกหยดอย่างคุ้มค่า เป็นการเซฟให้ได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น เซฟน้ำมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่น้ำมันมีเหลืออยู่ในถังจะทำได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดถ้าไม่อยากเจอปัญหารถน้ำมันหมด ควรเติมน้ำมันไว้ให้เต็มถังอยู่ตลอดเวลาจะดีกว่า เมื่อเห็นว่าน้ำมันรถเหลือน้อยก็แวะปั๊มเติมให้เต็มไว้ทันที ปลอดภัยสุด ไม่ต้องคอยกังวลว่าเครื่องยนต์จะดับแล้วต้องวนหาปั๊มก่อนที่เครื่องยนต์จะดับเพื่อทำเวลา และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไฟเตือนน้ำมันหมด คือ ควบคุมความเร็วของรถให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ พยายามควบคุมความเร็วให้คงที่ เพื่อเป็นการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยข้อควรปฏิบัติเมื่อน้ำมันใกล้หมด มีดังนี้

  1. หาปั๊มที่ใกล้ที่สุดเพื่อเติมน้ำมัน พยายามหาปั๊มที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 30-40 กม.
  2. อย่าเบรกบ่อย หรือ ลดความเร็วโดยไม่จำเป็น เพราะการเบรก ลด หรือเร่งความเร็วบ่อย ๆ จะทำให้ใช้พลังงานจากน้ำมันมากขึ้น
  3. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าภายในรถทั้งหมด เพื่อลดพลังงานแบตเตอรี่ เช่น ปิดแอร์ ปิดวิทยุ เนื่องจากมีส่วนทำให้น้ำมันหมดเร็วเช่นกัน
  4. ปิดกระจก เพื่อไม่ให้ลมจากภายนอกเข้ามาภายในรถยนต์ เพราะลมที่เข้ามาจะทำให้มีอากาศในรถมากขึ้น ส่งผลให้รถต้องใช้แรงวิ่งมากขึ้นเพราะมีมวลอากาศอยู่ด้านใน
  5. หลีกเลี่ยงถนนที่มีการจราจรติดขัด หรือ เส้นทางที่มีหลุม บ่อ เพื่อลดการใช้พลังงานของเครื่องยนต์

หากน้ำมันหมดขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรดี?

ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับจากสาเหตุ น้ำมันรถหมด จะมีอาการให้สังเกตุดังนี้ รถยนต์จะเกิดการกระตุกเหมือนเครื่องจะดับ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ให้รีบขับรถไปยังพื้นที่ปลอดทันที หากขับอยู่เลนกลางให้ตบซ้ายชิดขอบฟุตบาททันที หรือหากอยู่บนทางด่วนแล้วเครื่องดับ ให้รีบโทรแจ้ง 1543 สายด่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ 1586 สายด่วนกรมทางหลวงได้เลยทันที หรืออีกช่องทางจาก Roadside Assistance ของรถที่คุณขับขี่ได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ํามันรถหมด ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้เสมอ หากเกิดปัญหาน้ำมันรถหมดจริง ๆ ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในการขับขี่ได้ ปลอดภัย มีประโยชน์แน่นอน

ถ้าหากคุณกังวลในเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน การทำประกันรถยนต์ชั้น 1 จะมอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากกว่าประกันรูปแบบอื่น ซึ่งที่ Roojai เราการันตีเบี้ยประกันราคาดีที่สุด ผ่อนชำระเบี้ยประกันผ่านบัตรเดดิตได้ 10 งวด

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย

8-SUV-Crossover-Plug-In-Hybrid-Most-Electric-Range-2021
รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid Electric Vehicle มักจะเรียกแบบย่อว่า PHEV) หรือ รถพลังไฟฟ้า (ที่ยังคงมีเครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน แต่สามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เพื่อใช้เป็นพลังขับเคลื่อนได้) นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับความนิยมในช่วงสิบกว่าปีมานี้ สำหรับ “รถเสียบปลั๊ก” แบบ Plug-In Hybrid ที่หลายคนก็เรียกรวมอยู่ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

รถปลั๊กอินไฮบริด มีจุดเด่นตรงที่เหมาะสำหรับคนที่อาจจะยังไม่สะดวกในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ตรงที่ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟเป็นประจำ เนื่องจากเครื่องยนต์ยังคงเป็นกำลังหลัก และไม่ต้องหาที่แวะชาร์จในเวลาขับ ไปได้ทุกที่ ไม่ต้องกังวล อีกทั้งยังชาร์จไฟได้เต็มไวกว่า

สำหรับในบ้านเรา รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด มีผลิตและนำเข้ามาขายด้วยกันหลากหลายยี่ห้อ แต่จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ และในระยะทางในการวิ่งได้มากที่สุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง MR.CARRO รวบรวมข้อมูล 8 รุ่นเด็ดๆ มาเล่าให้ฟัง

Mercedes-Benz-GLE-350-de-4MATIC-Exclusive-2021

1. Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive ราคา 4,699,000 บาท ระยะทาง 106 กิโลเมตร

Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive (เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี 350 ดีอี) ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดและความแข็งแกร่งในแบบฉบับของเครื่องยนต์ดีเซลเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก

การออกแบบภายนอก ให้อารมณ์สปอร์ตในทุกมิติด้วยดีไซน์แบบ Exclusive Body Styling พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่มีความโดดเด่นในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED High-Performance ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 20 นิ้ว ตลอดจนความแข็งแกร่งของส่วนท้าย ที่บ่งบอกถึงความโดดเด่น

กับครั้งแรกของระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว โดยพัฒนามาจากนวัตกรรม AI และยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน

พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อม Turbocharger และ Intercooler ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี Plug-In Hybrid เจเนอเรชันที่ 3 พร้อมแรงม้าสูงสุดถึง 320 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และสามารถวิ่งด้วยวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 106 กิโลเมตร

BMW-X5-xDrive45e-M-Sport-2020

2. BMW X5 xDrive45e M Sport ราคา 4,999,000 บาท ระยะทาง 67-87 กิโลเมตร

BMW X5 xDrive45e M Sport (บีเอ็มดับเบิลยู X5) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ BMW X5 มาในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดผสานขุมพลังการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า เข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) มาพร้อมชุดไฟหน้า Adaptive LED ฝาท้ายอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปลดล็อคประตูอัจฉริยะ Comfort Access System หลังคากระจกแบบ Panorama เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เป็นต้น พร้อมกุญแจรีโมทระบบสัมผัส BMW Display Key

ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนังแท้ และอะลูมิเนียมลาย Tetragon ที่มาพร้อมเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Vernesca ปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบความจำฝั่งคนขับ ที่ปรับดันหลังไฟฟ้า เบาะนั่งคู่หน้า ส่วนเบาะนั่งด้านหลัง แบ่งพับแบบ 40 : 20 : 40 พวงมาลัย Multifunction หุ้มหนังแบบ M Sport มีระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ 4 Zones และระบบจัดเก็บสัมภาระท้ายรถ Luggage Compartment Package เป็นต้น

ซึ่ง BMW X5 xDrive45e M Sport ใหม่ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กม./ลิตร ตาม ECO Sticker โดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กม./ชม. จากเดิมสูงสุดที่ 120 กม./ชม. และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 67-87 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP ของยุโรป

MG-HS-PHEV-2021

3. MG HS PHEV ราคา 1,359,000 บาท ระยะทาง 67 กิโลเมตร

MG HS PHEV (เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี) รถยนต์ SUV แบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดจากค่าย MG ชูแนวคิด “Refinement” พร้อมขับเคลื่อนทุกคุณค่าของชีวิต โดยสะท้อนถึงความเหนือระดับ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบายความปลอดภัย และการแนะนำเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานพลังสุดยอดแห่งระบบขับเคลื่อน 2 ระบบ เข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

ขับเคลื่อนด้วยระบบ Plug-in Hybrid มีพละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จากขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน Turbo ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-Ion แบบ 6 โมดูล มีขนาดใหญ่ถึง 16.6 kWh

ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบ EDU II – 10 Speeds ที่ใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์เพียง 0.2 วินาที ตอบสนองได้อย่างทันใจ ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.5 วินาที สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สูงสุดถึง 67 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Range-Rover-Sport-Plug-In-Hybrid-HSE-Plus

4. Range Rover Sport Plug-In Hybrid HSE Plus ราคา 5,699,000 บาท ระยะทาง 51 กิโลเมตร

Range Rover Sport Plug-In Hybrid HSE Plus (เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ต ปลั๊กอินไฮบริด เอชเอสอี พลัส) เพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่ กับสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ทั้งการขับขี่บนถนนปกติ และในสภาพพื้นผิวถนนหลายรูปแบบ อันเป็นจุดขายของรถยนต์ เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ต

มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ไฟหน้าแบ Matrix LED ปรับการทำงานอัตโนมัติ, ล้อแม็กขนาด 21 นิ้ว, ระบบความปลอดภัยรอบคัน พร้อมกล้องแสดงผลรอบทิศทาง 360 องศา เป็นต้น

ห้องโดยสารภายในมาพร้อมเทคโนโลยี InControl Connect Pro แสดงผลผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว เครื่องเสียงชุดใหญ่แบบพรีเมียมของ Meridian ลำโพงถึง 19 พร้อม Sub-Woofer และมี WiFi Hotspot เชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในรถได้

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ทำงารร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินตระกูล Ingenium ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ 300 แรงม้า คู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 116 แรงม้า พ่วงด้วยแบตเตอรี่ความจุ 13 kWh ให้กำลังรวมทั้งระบบ 404 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.7 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.7 กม./ลิตร วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุดประมาณ 51 กิโลเมตร

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

5. Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาท ระยะทาง 46-49 กิโลเมตร

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic (เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี 300 อี) คือรถยนต์ SUV Plug-In Hybrid ขนาดกลาง ที่ยกระดับใหม่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ภายใน และดีไซน์แบบ SUV ที่เป็นเอกลักษณ์

มาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบสั่งงานด้วยเสียงซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ ทั้งจดจำและเรียนรู้การสั่งงานของคุณได้ ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (Dynamic Select) ที่เปลี่ยนจากการปรับโหมดขับขี่ผ่านพวงมาลัย มาเป็นการปรับโหมดการขับขี่ผ่านหน้าจอแสดงผล ที่ตอบสนองการขับขี่ได้ในแบบฉบับที่คุณโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นโหมด ECO, Comfort, Sport, Sport+, Individual โดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวหรือโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ เป็นต้น

ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่จะพาคุณก้าวสู่โลกสีเขียวแห่งอนาคต โดยผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 13.5 kWh

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด แบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น และประหยัดพลังงานได้มากถึง 6.5% มีอัตราการใช้พลังงาน 17.8-16.5 kWh/100 กม. ให้ระยะทางขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าล้วน 46-49 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

BMW-X3-xDrive30e-M-Sport-2020

6. BMW X3 xDrive30e M Sport ราคา 3,659,000 บาท ระยะทาง 47 กิโลเมตร

BMW X3 xDrive30e M Sport (บีเอ็มดับบลิว เอ็กซ์3) ผสมผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า eDrive ของบีเอ็มดับเบิลยูเข้ากันอย่างลงตัว เพื่อมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ควบคู่ความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่

มาพร้อมกับระบบปลั๊กอินไฮบริด ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดที่ 184 แรงม้า พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบ Sport Steptronic มอบกำลังขับจากระบบไฟฟ้าสูงสุดที่ 109 แรงม้า ส่งพลังลงสู่ล้อทั้งสี่อย่างเต็มพิกัด

เมื่อนับรวมกันแล้ว เครื่องยนต์ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ และมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวมสูงสุดถึง 292 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร และยังช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ลงมาที่ 35.7 กม./ลิตร โดยอัตราการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 17.92 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร

ส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มาพร้อมกับเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ล่าสุด ส่งกำลังให้สามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ในระยะทางสูงสุดถึง 47 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กม./ชม.

มอเตอร์ไฟฟ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport สามารถทำงานทั้งในรูปแบบการขับขี่พลังงานไฟฟ้าล้วน หรือเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยในโหมด MAX eDrive ซึ่งเปิดใช้งานได้ด้วยปุ่ม eDrive บริเวณคอนโซลหลัก บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 135 กม./ชม. ด้านโหมด Auto eDrive แบบมาตรฐาน สามารถทำความเร็วสูงสุดด้วยการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนได้ที่ 110 กม./ชม.

ในขณะเดียวกัน เครื่องยนต์สันดาป ยังสามารถสลับมาทำหน้าที่แทนเมื่อเร่งความเร็วสูงขึ้น หรือเมื่อมีจำเป็นต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เพิ่มเติม

Porsche-Cayenne-e-Hybrid-2021

7. Porsche Cayenne e-Hybrid ราคา 6,300,000 บาท ระยะทาง 47 กิโลเมตร

Porsche Cayenne e-Hybrid (ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด) ปอร์เช่เสริมศักยภาพพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้แก่สายพันธุ์สปอร์ต SUV ปลั๊กอินไฮบริด กับ Cayenne โดยสมรรถนะของแบตเตอรี่ High-Voltage เพิ่มขึ้นเป็น 17.9 kWh จากเดิม 14.1 kWh ส่งผลต่อระยะทางที่สามารถวิ่งได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพิ่มสูงขึ้นอีกถึงกว่า 30%

เมื่อทดสอบตามมาตรฐาน NEDC (ECE-R101) ปอร์เช่ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Porsche Cayenne E-Hybrid) และ เทอร์โบ เอส อี ไฮบริด (Turbo S E-Hybrid) มีพิสัยการเดินทางโดยปราศจากมลพิษสูงสุดถึง 47 กิโลเมตร

ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ใน Porsche Cayenne e-Hybrid ทุกคัน รวมทั้งรุ่นตัวถังคูเป้ (coupe) ที่ให้ภาพลักษณ์สปอร์ตเต็มตัว ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 สปีด Tiptronic S ให้พละกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดเมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ทำได้ที่ 135 กม./ชม. ตอบสนองต่อการขับขี่ที่ต้องการกำลังเพิ่มขึ้น หรือในขณะที่เลือกใช้งาน Driving Modes ทั้งในโหมด Sport และ Sport Plus ด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น

สำหรับ Cayenne E-Hybrid ประจำการขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาดความจุ 3.0 ลิตร V6 Turbo 340 แรงม้า เมื่อผสานการทำงานทั้งสองระบบจะได้กำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์)

ในส่วนของ Cayenne Turbo S E-Hybrid ให้พละกำลังสูงสุดถึง 550 แรงม้า จากเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 Twin Turbo นั่นหมายถึงพลังมหาศาลจะได้รับการปลดปล่อย เมื่อทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึงกว่า 680 แรงม้า

Mitsubishi-Outlander-PHEV-2020

8. Mitsubishi Outlander PHEV ราคา 1,749,000 บาท ระยะทาง 45 กิโลเมตร

Mitsubishi Outlander PHEV (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) เป็นรถ SUV ระดับพรีเมียมที่ประกอบในประเทศ ผสาน DNA และเทคโนโลยีรถยนต์ระดับตำนานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน เริ่มด้วย “Pajero” สุดยอดตำนานแห่งรถเอสยูวี “Mitsubishi Lancer Evolution” เจ้าแห่งสนาม “เวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ” (WRC) ที่มีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่เป็นหนึ่งในตำนานแห่งสมรรถนะ รวมทั้งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายจริงรุ่นแรกของโลกอย่าง “i-MiEV” (ไอ-มีฟ)

ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น โฉบเฉี่ยว และหรูหราเหนือระดับ ดีไซน์ภายในประณีตทุกรายละเอียด ห้องโดยสารกว้างขวาง ทรงพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 305 แรงม้า สามารถวิ่งได้ด้วยไฟฟ้าล้วน ถึง 45 กิโลเมตร

ส่งกำลังผ่านโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด EV (ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ) โหมด Hybrid (ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่) และโหมด Parallel Hybrid (เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน)

พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม./ลิตร หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

MR.CARRO หวังว่า 8 อันดับ รถยนต์ SUV และ Crossover แบบ Plug-In Hybrid ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนมากสุดในไทย ที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้ออยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO สิ ได้ราคาดีที่สุด พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

หมายเหตุ : ข้อมูลสินค้า 8 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนเมษายน 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

ทุกวันนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะครับว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” เริ่มจะกลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตคุณ โดยรถยนต์ไฟฟ้า ที่ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะมีหลายรุ่น ที่ราคาเริ่มต้นไม่ถึงล้าน เป็นเจ้าของกันได้ง่ายๆ แล้วก็ตาม (อ่านเพิ่มเติม >> 10 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้า (รถEV) ราคาถูกสุดในไทย ปี 2021)

นอกจากข้อดีหลายๆ อย่าง ที่เรารู้กัน เช่น การขับขี่ที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงดังจากเครื่องยนต์ ขับรถฟังเพลงเพราะๆ สบายหู ไม่ต้องง้อน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทั้งมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พลังแรงกว่ารถน้ำมันด้วยซ้ำไป จอดรถเปิดแอร์นอนก็ได้ อีกทั้งลดการซ่อมบำรุง รวมถึงน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ฯลฯ ไปได้เยอะ และเนื้อที่ใช้สอยก็เยอะขึ้นด้วย

โลกเปลี่ยน เทคโนโลยี​เปลี่ยน นั่นล่ะครับ … ถ้าหากคุณคิดจะเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน ก็จะได้พบกับข้อดีมากมายขนาดนี้

MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมด้วยว่า “บ้าน” หรือ “นิวาสสถาน” ที่คุณอาศัยอยู่ ก็ต้องให้ความสำคัญด้วยไม่แพ้กัน! โดย 5 สิ่ง ที่คุณต้องเตรียมพร้อม หรือติดตั้งปรับปรุงอุปกรณ์รองรับ เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านของคุณ ก่อนใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น จะมีอะไรบ้าง … ไปอ่านกันเลยครับ

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

ภาพจาก การไฟฟ้านครหลวง

1. มิเตอร์ไฟฟ้า

ปกติแล้ว ตามบ้านของเราจะใช้มิเตอร์ไฟฟ้า หรือเรียกกันติดปากว่า “มิเตอร์ไฟ” ที่การไฟฟ้ามักจะมาจดบันทึกการใช้งานว่าใช้ไปปริมาตรเท่าไหร่ ก่อนจะส่งบิลมาเก็บตังค์ทุกเดือน ซึ่งถ้าหากคุณใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์แบบ Plug-In Hybrid (รถปลั๊กอินไฮบริด) แล้ว ก็ควรเลือกมิเตอร์ไฟฟ้าที่มีแอมป์ที่เหมาะสม ให้รองรับกับรถยนต์ไฟฟ้าของคุณ

สำหรับมิเตอร์ไฟฟ้า แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ได้แก่

  • มิเตอร์ไฟสำหรับบ้านอยู่อาศัย
  • มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการขนาดเล็ก
  • มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการขนาดกลาง
  • มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการขนาดใหญ่
  • มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการเฉพาะอย่าง
  • มิเตอร์ไฟสำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
  • มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร
  • มิเตอร์ไฟสำหรับผู้ใช้ไฟชั่วคราว

ส่วนมิเตอร์ไฟสำหรับบ้านอยู่อาศัย ยังแบ่งออกได้เป็นอีกหลายประเภท อาทิ

  • ขนาดมิเตอร์ 5(15) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 10 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 15(45) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 11-30 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 30(100) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 31-75 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 50(150) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 76-100 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 15(45) เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 30 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 30(100) เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 31-75 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 50(150) เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 76-100 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 200 เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 101-200 แอมแปร์
  • ขนาดมิเตอร์ 400 เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 201-400 แอมแปร์

ตามปกติ มิเตอร์ไฟของบ้านพักอาศัยทั่วไปจะเป็นแบบ 15(45) 1 เฟส (1P) หมายถึง มิเตอร์ขนาด 15 แอมป์ (A) และตัวเลข 45 (A) อันนี้หมายถึงค่าพิกัดกระแสสูงสุด ที่มิเตอร์ไฟจะสามารถรองรับได้ในช่วงเวลาหนึ่ง (ต่อเนื่องกันไม่เกิน 3 ชั่วโมง)

รถยนต์ไฟฟ้า / รถยนต์แบบ Plug-In Hybrid จะกินกระแสไฟฟ้าขณะชาร์จ 8A ถึง 16A ต่อเนื่องจนกว่าแบตเตอรี่จะเต็ม ดังนั้นมิเตอร์ไฟฟ้าควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 30 แอมป์ (A)

ซึ่งบ้านใครที่ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า / รถยนต์แบบ Plug-In Hybrid และต้องการชาร์จไฟภายในบ้านด้วย ก็ลงทุนเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ใหญ่ขึ้นเป็น 30 (100) เฟส 1 (หรือเฟส 3 ก็ได้) ไปเลย เพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้าจนเกิดขีดจำกัดนั่นเอง

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

ภาพจาก การไฟฟ้านครหลวง

2. สายไฟฟ้า (สายเมนเข้าบ้าน) และ Main Circuit Breaker (MCB) หรือ ลูกเซอร์กิตเบรกเกอร์

เปลี่ยนสายเมน และลูกเซอร์กิต (MCB) : สำหรับสาย Main ของเดิมใช้ขนาด 16 ตร.มม. ต้องปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 25 ตร.มม. และเปลี่ยนลูกเซอร์กิต(MCB) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันร่วมกับตู้ MDB ที่แต่เดิมรองรับได้สูงสุด 45(A) เปลี่ยนเป็น 100(A) หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ขนาดมิเตอร์ ขนาดสายเมน และขนาดลูกเซอร์กิต (MCB) ต้องสอดคล้องกัน

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

3. ตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB)

ตรวจสอบภายในตู้ว่ามีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) (Main Distributor Board หรือ Circuit Breaker) อีก 1 ช่องรึเปล่า? เพราะการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์แบบ Plug-In Hybrid จะต้องติดตั้ง Circuit Breaker เพิ่ม แยกใช้งานกับเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ แต่ถ้าไม่มีก็ติดตู้ควบคุมย่อยแยกต่างหากอีก 1 ตู้

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

4. เครื่องตัดไฟรั่ว

เครื่องตัดไฟรั่ว (Earth-Leakage Circuit Breaker) หรือ Residual Current Devices = RCD จะทำหน้าที่ตรวจจับไฟฟ้ารั่ว ไม่ว่าจะเกิดจากฟ้าฝ่า การใช้ไฟเกินความพอดี หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านมีสภาพเก่า สายไฟเก่าๆ อาจจะทำให้ไฟฟ้าเกิดการลัดวงจร หรือไฟดูดผู้ใช้งานขึ้นมาได้ ซึ่งช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคุณ โดยมีทั้งแบบตรวจจับแรงดัน และแบบตรวจจับกระแส

ซึ่งเครื่องตัดไฟรั่วจะตัดไฟที่ไหลผ่าน ในกรณีที่พบว่ามีกระแสไฟฟ้าบางส่วนรั่วหายไป เช่น รั่วไหลลงไปในดิน ผ่านร่างกายมนุษย์ หรือรั่วผ่านฉนวนที่ชำรุดของอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น
เครื่องตัดไฟรั่วที่ใช้ป้องกันไฟดูด ต้องมีคุณสมบัติและการใช้งาน ดังนี้
  • ต้องมีพิกัดขนาดกระแสไฟฟ้ารั่วไม่เกิน 30 mA
  • ต้องตัดไฟได้ภายในระยะเวลา 0.04 วินาที เมื่อมีไฟรั่วขนาด 5 เท่าของพิกัด (=150 mA) และต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. 909

ซึ่งการใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรติดตั้งระบบสายดินด้วย แต่กรณีที่คุณติดตั้งสายชาร์จไฟฟ้า ที่มีระบบตัดไฟภายในตัวอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่วเพิ่มครับ

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

ภาพจาก การไฟฟ้านครหลวง

5. หัวชาร์จไฟฟ้า (EV Socket)

หัวชาร์จไฟฟ้า ตามการออกแบบของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละค่าย มักจะทำไม่เหมือนกัน แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบหลักๆ คือ

1. หัวชาร์จฯ แบบเร็ว Quick Charger

เป็นการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging) สามารถชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า จาก 0 – 80% ได้ในเวลาประมาณ 40-60 นาที (ขึ้นอยู่กับความจุพลังงานแบตเตอรี่ กิโลวัตต์-ชั่วโมง) เหมาะสำหรับชาร์จตามจุดพักรถต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็ว และต้องเดินทางต่อ ซึ่งประเภทหัวชาร์จของ Quick Charger ได้แก่ CHAdeMo (ย่อมาจาก CHArge de Move), GB/T และ CCS (ย่อมาจาก Combined Charging System)

สำหรับหัวชาร์จแบบ DC นี้ จะเป็นหัวชาร์จที่ใช้กับสถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

ภาพจาก การไฟฟ้านครหลวง

2. การชาร์จฯ แบบธรรมดา แบบ Double Speed Charge (เครื่องชาร์จ Wall Box / EV Charger)

อันนี้คือการชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ซึ่งการชาร์จในบ้านอยู่อาศัยจะเป็นแบบนี้ มีทั้งแบบสายชาร์จแบบพกพา และเครื่องชาร์จแบบติดผนัง ใช้ระยะเวลาชาร์จนานหน่อย อยู่ที่ประมาณ 5 – 7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับกำลังไฟของเครื่องชาร์จ Wall Box, ขนาดของแบตเตอรี่ และสเปคของรถ

การชาร์จด้วยตู้ชาร์จติดผนัง สามารถทำได้รวดเร็วกว่าการต่อจากเต้ารับภายในบ้านโดยตรง โดยหัวชาร์จที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 แบบ

  • Type 1 เป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น
  • Type 2 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าในแถบทวีปยุโรป

ทั้งนี้การติดตั้งตู้ชาร์จติดผนัง มิเตอร์ไฟของบ้านที่ติดตั้งต้องสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าขั้นต่ำ 30 (100)A

สำหรับการเสียบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นชนิด 3 รู (มีสายต่อหลักดิน) ต้องทนกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16(A) แต่รูปทรงอาจจะปรับตามรูป แบบปลั๊กของรถยนต์แต่ละรุ่น

สุดท้ายนี้ การติดตั้งจุดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน ต้องเดินวงจรสายไฟแยกออกมาจ่างหาก ควรจะได้รับการติดตั้งจากข่างผู้ชำนาญงานเท่านั้น และห้ามนำสายชาร์จแบบพกพา ไปต่อกับเต้ารับเดิมที่มีอยู่แล้วในบ้าน เนื่องจากระบบไฟฟ้าเดิม ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับกับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

ค่าไฟหน่วยละเท่าไหร่ (Update จากการไฟฟ้านครหลวง ปี 2564)

อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

ค่าพลังงานไฟฟ้า
15 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1 – 15)หน่วยละ2.3488 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16 – 25)หน่วยละ2.9882 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26 – 35)หน่วยละ3.2405 บาท
65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36 – 100)หน่วยละ3.6237 บาท
50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101 – 150)หน่วยละ3.7171 บาท
250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151 – 400)หน่วยละ4.2218 บาท
เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป)หน่วยละ4.4217 บาท
ค่าบริการ (บาท/เดือน) :8.19

อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

ค่าพลังงานไฟฟ้า
150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1 – 150)หน่วยละ3.2484 บาท
250 หน่วยต่อไป ( หน่วยที่ 151 – 400 )หน่วยละ4.2218 บาท
เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป)หน่วยละ4.4217 บาท
ค่าบริการ (บาท/เดือน) :38.22

อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Tariff : TOU Tariff)

ค่าพลังงานไฟฟ้า (บาท/หน่วย)ค่าบริการ (บาท/เดือน)
On PeakOff Peak
1.3.1 แรงดัน 12 – 24 กิโลโวลต์5.11352.6037312.24
1.3.2 แรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์5.79822.636938.22

On Peak

  • เวลา 09.00 – 22.00 น. วันจันทร์ – วันศุกร์

Off Peak

  • เวลา 22.00 – 09.00 น. วันจันทร์ – วันศุกร์
  • เวลา 00.00 – 24.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันพืชมงคลและวันหยุดชดเชย)

ข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้า

  • อัตราค่าไฟฟ้าข้างต้น เป็นอัตราที่เรียกเก็บรายเดือน ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ค่าไฟฟ้า ที่เรียกเก็บ ในแต่ละเดือน ประกอบด้วย ค่าไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าฐาน และ ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้า โดย อัตโนมัติ (Ft) โดยมีการเรียกเก็บ Ft ทุกเดือน แยกเป็นรายการในใบเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้า ทั้งนี้ Ft ที่เรียกเก็บจะปรับเปลี่ยน ทุกๆ 4 เดือน โดยกำหนดให้ Ft เป็นอัตราคงที่ต่อหน่วยการใช้พลังงานไฟฟ้า

** อัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้เริ่มใช้ตั้งแต่ค่าไฟฟ้า ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป**

5-Things-For-Home-EV-Charging-Station

สงสัยเพิ่มเติม ถามการไฟฟ้า

กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ติดต่อ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โทร. 1130 หรือคลิกเว็บไซต์ การไฟฟ้านครหลวง หรือ Fanpage การไฟฟ้านครหลวง MEA

ส่วนต่างจังหวัด ติดต่อ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โทร. 1129 หรือคลิกเว็บไซต์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ Fanpage การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA

หากช่วงนี้ ใครอยากเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า และกำลังหาที่ขายรถคันเดิมอยู่ เอารถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO สิ รับรองได้ราคาดีที่สุด ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

วิวัฒนาการของยางรถยนต์

สวัสดีครับ วันนี้จอร์จจากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ กับบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องยางรถยนต์ครับผม ถ้าพูดถึงยางเพื่อนๆคงอยากรู้ใช่ไหมครับ ว่ายางรถยนต์ในอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้างมันจะยังคงหน้าตาแบบเดิมอยู่ไหม หรือ ว่าจะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีก ซึ่งจากที่จอร์จทราบมา ณ ปัจจุบันมีความพยายามมากๆ ในการพัฒนาให้ยางนั้นมีความอเนกประสงค์มากยิ่งขึ้นครับ ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย การนำกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของความอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น

Evolution-Of-Tires

ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ยางก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะมีหลายๆครั้งที่อุบัติเหตุเกิดจากยางแตกทำให้รถเสียหลักจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องว่าจะทำอย่างไร ให้ยางที่สูญเสียลมหรือยางแตกนั้นสามารถใช้งานได้ต่อไปซึ่งถามว่าในปัจจุบันก็มี ยางรันแฟลต ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ในระดับที่เรียกว่าดีมากแล้วสำหรับปัจจุบัน แต่ข้อเสียก็คือ หากแตกเสียหายแบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระยะทาง หรือว่ายางก็จะเสียหายไปเลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งทำให้บริษัทยางต่างๆ พยายามคิดค้นยางที่ไม่ใช้ลม (ไม่ใช่ยางตันนะครับเพื่อนๆ ที่มาทดแทน)

Evolution-Of-Tires

ซึ่งยางในอนาคตต้องมีนวัตกรรมที่มีความนุ่มเงียบ และปลอดภัยมากขึ้นเสียหายได้ยากขึ้นครับ โดยจริงๆ ปัจจุบันได้มีการนำเอายางที่ไม่ใช้ลมและโดนตะปูมาใช้จริงแล้วนะครับ แต่ว่าเป็นรถที่ใช้สำรวจบนอวกาศ ซึ่งยังมีการใช้ที่น้อยมาก แต่ว่าหลังๆเพื่อนๆ อาจจะได้เห็นว่ามีตัวอย่างยางดังกล่าวออกมาให้เห็นบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้นำมาจำหน่ายหรือขายกันครับ เพราะในเรื่องของราคาและกระบวนการผลิตต่างๆ ครับ ก็เป็นนวัตกรรมเรื่องยางอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่บนท้องถนนปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้นครับ

Evolution-Of-Tires

ส่วนต่อมาถ้าพูดถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อนๆ คงสังเกตเห็นแล้วใช่ไหมละครับ ว่ากองยางที่ใช้แล้ว หรือเสียนั้น ปัจจุบันอาจเห็นได้ตามขยะ แม่น้ำลำคลองเต็มไปหมด เพราะว่ายางปัจจุบันใช้แล้วนั้นสามารถทำลายยางได้ครับ

ถ้านำไปทำลายก็มีอยู่ 2-3 วิธีการ คือ นำเอาไปแยกเส้นลวดกับยางออก แล้วนำเอาไปแปรรูปเป็นยางรองพื้นให้สัตว์เดินบ้าง เส้นลวดก็นำไปหลอมทำใหม่ต่อไป หรือ ไม่ก็นำไปเผาเพื่อให้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงใช้งานในโรงงานต่อๆ ไป ซึ่งก็ยังช่วยลดปริมาณขยะส่วนนี้ได้พอสมควร แต่จะทำยังไงให้วิธีพวกนี้หมดไป และดีต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด

Evolution-Of-Tires

ซึ่งบริษัทยางแต่ละที่ก็คิดพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ถามว่าปัจจุบันมีการยืดอายุได้ยังไงก็คือก็แกะร่องดอกยางในยางรถบรรทุก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยางใช้ได้นานขึ้น แต่กับยางรถเก๋งนั้นไม่ค่อยนิยมทำกันครับ ดังนั้นบริษัทยางก็ต้องออกยางที่ใช้ให้ได้คุ้มที่สุด โดยทำยังไงก็ได้ให้ยางใช้ได้จนหมดอายุการใช้งานแม้โดนเบียดแตกก็ยังใช้ได้อยู่

ส่วนต่อมา วัสดุที่ใช้นั้นยังมีการคิดวิเคราะห์และค้นหาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้วัตถุดิบ สารเคมีที่นำมาทดแทนทำให้การใช้งานได้ทั้งแบบยางที่ดีและสามารถย่อยสลายได้ง่ายด้วยครับ ก็จะเป็นสองส่วนที่ทางผู้ผลิตยางยังค้นหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจอร์จคิดว่าอีกไม่นานเราจะได้เห็นกันครับ

ส่วนสุดท้ายก็คือ ทำยังไงให้ยางนั้นอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตามที่ได้แจ้งเพื่อนๆไวตั้งแต่ในช่วงต้นบทความ โดยปัจจุบันเพื่อนๆก็เห็นยางมีหน้าที่แค่เกาะถนนกับใช้ในการขับเคลื่อนของรถใช่ไหมครับ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ยางรถนั้นอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้นรองรับไลฟ์สไตล์การใช้งานหลากหลายมากขึ้นในอนาคตต่อไป จากรถที่ต้องใช้งานการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์กลาง จะถูกปรับเปลี่ยนให้ยางแต่ละวงนั้น สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของยางเอง ซึ่งมีรูปภาพที่ออกมาแล้วในการพัฒนารูปแบบนี้ คือจะมีเครื่องยนต์ที่ติดกับล้อแต่ละล้อเลยครับ ซึ่งจะทำให้โลกของเราลดปริมาณการใช้เครื่องยนต์อีกเป็นจำนวนมากครับ

ซึ่งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องครับ สำหรับยางรถทุกประเภทเพื่อให้โลกเราได้ใช้ของที่ดียิ่งขึ้นไปครับ เพื่อนๆที่ต้องการหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องยางต่างๆสามารถเข้ามาหาอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ฟรี หรือเช็กราคายางเปรียบเทียบได้ที่เว็บไซต์ www.tiresbid.com ครับเรามีความรู้เรื่องยางและรีวิวยางมากมายหลายๆรุ่นครับ พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ทางไทร์บิดได้ฟรีที่ Line official : @tiresbid ขอขอบคุณมากครับที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ โอกาสหน้าติดตามบทความดีดีจากไทร์บิดใหม่ครับ

Carro-Roojai-Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัญหาแอร์รถไม่เย็นที่ผู้ขับขี่หลาย ๆ คนมักพบเจอ จริงอยู่ที่ในช่วงออกรถใหม่ ๆ เปิดแอร์รถได้เย็นฉ่ำ แต่พอใช้งานไปได้สักปี 2 ปี แอร์รถไม่เย็นเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่เร่งแอร์รถให้เย็นที่สุดแต่กลับรู้สึกไม่ค่อยเย็นแบบที่ควร หรือบางครั้งก็อาจจะเย็นเกินไป มันเป็นเพราะอะไร ? มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากอะไร แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

วันนี้ Roojai.com ได้รวบรวมสาระดี ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการรับมือกับปัญหาแอร์รถไม่เย็นด้วยตัวเองได้ แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้แอร์รถไม่เย็น แต่หากรู้สักนิดว่า ปัจจัยไหนที่ทำแล้วเสี่ยงต่อการทำให้แอร์รถเสีย ก็ควรเลี่ยง และโอกาสที่ต้องนั่งร้อนภายในรถก็คงมีน้อยลงเช่นกัน

ปัญหา แอร์รถไม่เย็น หากเกิดขึ้นบ่อย จะเป็นอย่างไร ?

อย่าปล่อยให้ปัญหาแอร์รถไม่เย็นเกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะไม่ส่งผลดีต่อคุณและรถยนต์ของคุณแน่ ๆ ควรรู้ไว้เลยว่าแอร์รถไม่เย็น แปลว่ารถยนต์ของคุณกำลังมีปัญหาและทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลงด้วย เป็นคำตอบว่า แอร์รถไม่เย็นเกิดจากอะไร สามารถเกิดขึ้นได้กับรถยนต์ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ ซึ่งมีหลายสาเหตุ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้และไม่ค่อยให้ความสนใจ มองว่าอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เชื่อไหมว่าแค่แอร์รถไม่เย็นสามารถส่งผลให้อายุการใช้งานของรถคุณสั้นลงกว่าปกติได้ ยังไม่รวมถึงปัญหาที่จะส่งผลให้รถเสียในภายหลังได้อีกมากมาย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัจจัยหลักที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

แน่นอนว่าปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลม มีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาแอร์หมด สายท่อแอร์รั่ว ระบบระบายความร้อนไม่ดี ลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม คลัทช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท และอื่นๆ อีกหลายปัจจัย แต่เพื่อให้คุณแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณแอร์ไม่เย็นหรือผิดปกติไหม ? ลองเช็คดูว่าตอนนี้กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่ ดังนี้

1.น้ำยาแอร์ขาดหรือหมด

น้ำยาแอร์ขาดหรือหมดก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้แอร์เย็นน้อยหรือไม่เย็นเลย จะมีแต่ลมร้อนๆ ออกมาจากช่องแอร์ วิธีแก้ไขให้ลองสตาร์ทเครื่องแล้วเปิดระบบเครื่องปรับอากาศปุ่ม A/C เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน แล้วส่องดูในช่องตรวจสอบน้ำยาที่อยู่ระหว่างแผงระบายความร้อนทางด้านหน้ารถ หากเห็นเป็นฟองอากาศเล็ก ๆ สีขาว แสดงว่าน้ำยาแอร์กำลังจะหมดให้รีบเติมน้ำยาทันที

2. ตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่วซึม

หากตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่ว ก็ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้ค่าแรงดันของน้ำยาแอร์ตก ลองตรวจสอบได้โดยการนำน้ำสบู่หรือน้ำแชมพูมาตีให้เป็นฟองแล้วนำไปทาตามข้อต่อต่าง ๆ ของระบบแอร์ เมื่อทาทั่วแล้วให้สังเกตว่าตรงจุดไหนเกิดเป็นฟองอากาศลอยขึ้นมา แสดงว่าจุดนั้นเกิดการรั่วซึมอยู่ ให้ทำการขันให้แน่น

3. ระบบระบายความร้อนบนแผงคอยล์ร้อนไม่ดี

เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย ลองเช็คโดยการเปิดฝากระโปรงรถ ติดเครื่องยนต์ และเปิดแอร์ไว้ เมื่อคอมเพรสเซอร์รถยนต์ทำงาน ลองสังเกตดูพัดลมหน้าแผงคอยล์ร้อนว่าหมุนช้าหรือมีเสียงดังไหม? หากมีปัญหาต้องเปลี่ยนพัดลมใหม่ หรือถ้าแผงคอยล์ร้อนสกปรกก็ต้องทำความสะอาดเพื่อให้การระบายความร้อนของน้ำยาแอร์ทำงานได้ดีขึ้น ระบบแอร์ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

4. ลูกสูบภายในคอมเพรสเซอร์หลวมไม่มีกำลังอัด

แอร์รถไม่เย็น สาเหตุ มาจากปัญหาลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม เพราะถ้าลูกลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวมจะทำให้ระดับความดันของน้ำยาแอร์มีน้อย เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้แอร์รถไม่เย็นในที่สุดนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ แล้วลองเร่งเครื่องยนต์แล้วแอร์เย็น แสดงว่าลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม โดยปกติจะต้องไม่เย็นขึ้นตอนเร่งเครื่องยนต์ ต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนลูกสูบใหม่ทันที

5. ชุดวาล์ว และดรายเออร์อุดตัน หรือเสื่อมคุณภาพ

เมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันหรือเสื่อมคุณภาพลง ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้เท่าที่ควร อาจเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง เพราะเมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันจะทำให้แรงดันน้ำยาแอร์ที่ออกจากคอมเพรสเซอร์ไหลผ่านเข้าคอยล์เย็นได้ไม่ดี เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้ระบบแอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ แอร์รถจึงไม่ค่อยเย็นนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ หากแอร์ไม่ค่อยเย็นและมีเสียงดัง ลองเร่งเครื่องยนต์แล้วสังเกตุดูว่าแอร์มีความเย็นขึ้นไหม หากเร่งเครื่องแล้วเย็นขึ้น นั่นแปลว่าชุดวาล์วและดรายเออร์เกิดการอุดตัน ต้องถอดเปลี่ยนชุดวาล์วและดรายเออร์ใหม่

6. คลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท

ปัญหาคลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท หรือปัญหาคลัตช์ลื่น เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง หรือบางทีอาจจะไม่มีความเย็นเลย มีแต่ลมออกมาจากช่องแอร์ ซึ่งเกิดจากกระแสไฟที่ส่งเข้ามายังคลัตช์แม่เหล็กมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำให้คลัตช์คอมเพรสเซอร์ติดเข้ากับมูลเลย์ได้ หรือติดได้แต่อาจไม่แน่นพอ เกิดการฟรีในบางจังหวะ ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง สามารถแก้ไขโดยการเช็ค 3 จุดนี้ คือ

  • ลองเช็คดูว่าระบบสายไฟที่ส่งมายังคลัตช์คอมเพรสเซอร์นั้นทำงานปกติไหม? บกพร่องหรือไม่
  • ลองเช็คชุดสวิตช์ระดับเซ็นเซอร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมความเย็นว่าทำงานปกติไหม หรือมีการเสื่อมสภาพ
  • ทำการปรับแต่งหน้าคลัตช์ให้เรียบเสมอ และตั้งระยะคลัตช์ใหม่ (การติดตั้งคลัตช์ใหม่จะมีค่าใช้จ่ายสูง)

7. สายพานคอมเพรสเซอร์หย่อนมากเกินไป

หากสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์หย่อนมากเกินไป ก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้คอมเพรสเซอร์ที่กำลังทำงานอยู่เกิดการฟรีได้ ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะฉุดให้คอมเพรสเซอร์หมุนได้ ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ จากนั้นสังเกตุดูว่าหากมีอาการคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่แล้วเกิดเสียงดัง ส่งผลให้แอร์รถไม่ค่อยเย็นหรือไม่มีความเย็นเลย สามารถแก้ไขโดยการปรับระดับสายพานให้ตึงขึ้น แต่ต้องระวัง หากสายพานมีรอยแตกหรือฉีกขาดควรเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ควรใช้เส้นเดิม

8. การใช้น้ำยาแอร์ที่ผิดประเภท

การเลือกใช้น้ำยาแอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น แล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ได้อีกด้วย รวมถึงการเลือกใช้น้ำยาแอร์ผิดประเภทหรือใช้น้ำยาแอร์ที่ผสมน้ำยาปลอมมา จะส่งผลเสียต่อระบบแอร์รถยนต์ได้ ทำให้อุปกรณ์ในระบบแอร์รถยนต์เกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถทนแรงดันสูงที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้ออกแบบไว้ ยังทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ค่อยๆ เสียหายและหมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง และนำวิธีแก้ไขของแต่ละสาเหตุไปใช้กับรถยนต์ของคุณได้ เพราะหากพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่งที่เราได้บอกไป ให้รีบทำการแก้ไขและซ่อมแซมทันที เพื่ออายุการใช้งานของรถที่ยาวนานขึ้น และประสิทธิภาพในการขับขี่รถยนต์ที่ดีของคุณ หากรถยนต์มีประสิทธิภาพที่ดี ความปลอดภัยในการขับขี่ก็ดีตามไปด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าอยากได้รับความคุ้มครองในกรณีเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงจากการใช้รถใช้ถนน ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ให้กับรถคู่ชีพของคุณด้วย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อคุณมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุมเอาไว้ด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้คลายความกังวลใจไปได้ ที่ Roojai.com ประกันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ ซื้อง่าย ราคาดี และเชื่อถือได้ พร้อมชำระเบี้ยแบบผ่อนได้ด้วยสูงสุด 10 งวดผ่านบัตรเดบิต ซื้อประกันออนไลน์ที่ Roojai.com คุ้มครองทันที ราคาดีโดนใจ

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย