Toyota-RAV4-EV-History

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หากคุณเป็นคนสนใจในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า คุณอาจเห็นข่าวที่ Akio Toyoda (อากิโอะ โตโยดะ) ประธาน และ CEO บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นหลานของผู้ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลก ตอบคำถามเกี่ยวกับการวางแผนด้านรถยนต์ไฟฟ้า และกำลังสนใจในเรื่องการประเมินมูลค่าของอย่าง Tesla (เทสล่า) ว่า

“ถ้าให้เทียบ (Tesla) กับร้านอาหาร ตอนนี้ก็มีแค่ “ครัว” กับ “เชฟ” ซึ่งทั้งครัวและเชฟ ยังไม่ได้สร้างธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้ สิ่งที่ Tesla ทำ คือการนำเสนอสูตรอาหาร ส่วนตัวเชฟก็พยายามพูดว่า สูตรของเรานั้นจะกลายเป็นมาตรฐานของโลกในอนาคต ผมคิดว่านั่นคือภาพของธุรกิจที่ Tesla กำลังทำอยู่”

— พูดง่ายๆ คือ Toyota มองว่า Tesla เป็นร้านอาหารที่พยายามโปรโมทสูตรของตัวเอง ส่วน Toyota เป็นร้านอาหารที่มีลูกค้ามากอยู่แล้ว

นั่นทำให้คนที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้านั้น ออกมารุมสับ Toyota กันเยอะพอสมควร ว่า Toyota กลัวเสียผลประโยชน์จากตลาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันสันดาปภายใน หรือตลาดรถยนต์ไฮบริด ซึ่งตัวเองอาจไม่พร้อมในด้านรถยนต์ไฟฟ้า จึงออกมาพูดเชิงสกัดดังกล่าว

Toyota-Prius-1997

แต่ครั้งหนึ่ง Toyota เคยได้ชื่อว่า เป็นผู้พัฒนา และสามารถผลักดันให้รถยนต์ไฮบริด อย่าง Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) จำหน่ายได้จริงเป็นครั้งแรกในโลก เมื่อเดือนตุลาคม 1997 นั่นทำให้ค่ายรถทั่วโลก ต่างเริ่มตื่นตัว ในการนำแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า มาใช้เป็นแหล่งพลังงานในรถยนต์กันมากขึ้น

และรถยนต์ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน หลายคนอาจลืมไปว่า Toyota นี่ก็เป็นค่ายรถยนต์เจ้าแรกๆ ในโลก ที่สามารถผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้า ออกมาในตลาดโลกได้ตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90 ด้วยเช่นกัน

ใช่ครับ ผมกำลังจะเล่าถึงประวัติ Toyota RAV4 EV (โตโยต้า ราฟโฟร์ อีวี) ที่ครั้งหนึ่งโตโยต้าเคยสร้างขึ้นมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จครับ

Toyota-RAV4-EV-1995

จุดเริ่มต้น … ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1995 Toyota เริ่มประกาศการวางแผนวิจัยและพัฒนา Toyota RAV4 EV ล่วงมาจนถึงในวันที่ 5 สิงหาคม รถยนต์ต้นแบบ Toyota RAV4 EV ที่พัฒนาขึ้น ได้ชนะเลิศในการแข่งขัน Scandinavian Electric Car Rally ที่จัดการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าเป็นรายการแรกของโลก

Toyota-RAV4-EV-1996

ในที่สุด … วันที่ 22 กรกฎาคม 1996 Toyota ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Toyota RAV4 L EV (ECA10) รุ่น 3 ประตู รุ่นใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการพัฒนามาจาก Toyota RAV4 ที่เป็นรถแบบ Compact SUV รุ่นแรกที่ Toyota ผลิตจำหน่าย พร้อมเริ่มจำหน่ายในวันที่ 1 กันยายนปีเดียวกัน ผ่านทางเครือข่ายจำหน่าย Corolla ในภูมิภาคคันโต, โตไก และกินกิ ด้วยยอดขายที่ตั้งไว้ 100 คัน/ปี ในราคา 4,950,000 เยน

มิติตัวรถมีขนาดยาว 3,565 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,620 มม. ระยะฐานล้อ 2,200 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,460 กิโลกรัม

Toyota-RAV4-EV-1996

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 61 แรงม้า ที่ 2,600 – 8,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 165 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,600 รอบ/นาที พ่วงกับแบตเตอรี่ ขนาด 95 A.h/5HR แบบ Nickel-Metal Hydride ผ่านแบตเตอรี่ที่เก็บไฟมากถึง 24 ลูก (หรือ 27kWh) โดยมีจุดชาร์จอยู่ที่บริเวณแก้มรถด้านขวา ตัวจุดชาร์จไฟได้พัฒนาขึ้นโดย Yazaki Corporation พร้อมส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ

สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 125 กม./ชม. และให้ระยะทางวิ่ง 215 กิโลเมตร (ตามมาตรฐานโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Toyota-FCEV-1-1996

ในเดือนตุลาคม 1996 Toyota เริ่มแนะนำเจ้า RAV4 รุ่น 5 ประตู ในรูปแบบรถต้นแบบ FCEV-1 ซึ่งเป็นรถยนต์ Fuel Cell EV ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนสร้างกระแสไฟฟ้า ปลอดมลพิษ

ในเดือนมีนาคม 1997 Toyota เริ่มแนะนำระบบ Hybrid ให้ชาวโลกได้รู้จัก

Toyota-RAV4-EV-1997

ต่อมา … Toyota RAV4 L V EV (BEA11) ได้เปิดตัวรุ่น 5 ประตู อย่างเป็นทางการสู่ชาวโลกอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 1997 โดยผลิตขึ้นที่โรงงาน Tahara ในเมือง Aichi

ก่อนจะเปิดตัว Toyota Prius ตามหลังมาในวันที่ 15 ตุลาคม 1997 ที่งาน Tokyo Motor Show 1997

มิติตัวรถมีขนาดยาว 3,980 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,675 มม. ระยะฐานล้อ 2,410 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,540 กิโลกรัม

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 67 แรงม้า ที่ 3,100 – 4,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 1,500 รอบ/นาที พ่วงกับแบตเตอรี่ ขนาด 95 A.h/5HR แบบ Nickel-Metal Hydride ผ่านแบตเตอรี่ที่เก็บไฟมากถึง 24 ลูก (หรือ 27kWh) โดยมีจุดชาร์จอยู่ที่บริเวณแก้มรถด้านคนขับ ตัวจุดชาร์จไฟได้พัฒนาขึ้นโดย Yazaki Corporation พร้อมส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ

สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 125 กม./ชม. และให้ระยะทางวิ่ง 215 กิโลเมตร (ตามมาตรฐานโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) หรือ 153 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน EPA ของสหรัฐฯ) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Toyota-RAV4-EV-US

และรุ่นปรับปรุงใหม่ เปิดตัวในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1999 ครั้งนี้ยังคงจำหน่ายสำหรับหน่วยงานของรัฐ และองค์กรต่างๆ เช่าไปใช้งาน ในจำนวนเพียง 1,000 คัน

แบ่งเป็นขายในญี่ปุ่น 290 คัน พร้อมส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา 710 คัน สำหรับจำหน่ายในโครงการ California Electric Vehicle Demo Program ซึ่งเป็นกฏข้อบังคับเรื่องการขายจาก California Air Resources Board ที่ว่า บริษัทรถยนต์ใดก็ตามที่จะขายในแคลิฟอร์เนีย ต้องมีรถยนต์แบบ LEV จำหน่ายในสัดส่วน 25% Toyota เลยประเดิมด้วยการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่จำหน่ายรถแบบ ZEV หรือ Zero Emission Vehicle มลพิษเป็นศูนย์เลย

ชุดชาร์จไฟฟ้า ได้พัฒนาใหม่ร่วมกับทาง GM ตั้งแต่ในเดือนมิถุนายน 1998 โดยใช้พื้นฐานระบบการชาร์จไฟของ Magne Charge ที่พัฒนาโดย GM ก่อนหน้า ได้รับการลดขนาด และน้ำหนักให้เบาขึ้น

สำหรับรุ่น Inductive (ชาร์จผ่านตู้ชาร์จ Input แบบ 200V 40A -ใช้เวลาชาร์จเต็ม 6 ชั่วโมง) มีราคาอยู่ที่ 4,570,000 เยน และในรุ่น Conductive (ชาร์จผ่านไฟบ้าน Input แบบ 200V 30A – ใช้เวลาชาร์จเต็ม 6.5 ชั่วโมง) ราคา 4,950,000 เยน

Toyota-RAV4-EV-US

แม้ว่า Toyota RAV4 EV อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการขายสักเท่าไหร่ เพราะสามารถจำหน่ายผ่านการให้เช่าระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดขายเพียง 1,484 คันในสหรัญอเมริกา หากรวมยอดจำหน่ายในญี่ปุ่นด้วยแล้วล่ะก็ จะอยู่ที่ประมาณ 1,900 คันครับ ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในยุคแรกเริ่ม

เนื่องจากเทคโนโลยีที่ขีดความสามารถ ระยะทางในการวิ่ง ยังไม่เทียบเท่ารถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน และราคาตัวรถที่มีราคาแพงมาก เรียกว่าสามารถซื้อ Toyota RAV4 รุ่นปกติได้ถึง 2 คัน และเมื่อแบตเตอรี่เสื่อมลง ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่ กลับมีราคาแพงกว่าตัวรถเสียอีก

Toyota RAV4 EV รุ่นแรก จึงปิดฉากลงไปในปี 2003 …

Toyota-RAV4-EV-2012

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดจบเลยทีเดียว เพราะต่อมา Toyota ได้ร่วมมือกับทาง Tesla พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Toyota RAV4 EV เจเนอเรชั่นที่ 2 โดยร่วมกันพัฒนาในปี 2010 ซึ่งทาง Tesla เป็นผู้ผลิตชุดแบตเตอรี่, มอเตอร์, ชุดส่งกำลัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งให้ Toyota ไปประกอบรวมกับ RAV4 EV ในโรงงาน Toyota ที่ประเทศแคนาดา ก่อนจะออกสู่ตลาดในปี 2012 – 2014 แล้วก็ต้องยุติไปอีกรอบ! ด้วยจำนวนการผลิตประมาณ 2,600 คัน

ด้วยเหตุนี้ละมั้ง Toyota ถึงได้เข็ดขยาดไปกับพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าไม่น้อย เพราะริเริ่มก่อนใคร ใช้เงินลงทุนพัฒนาไปพอสมควร แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จไว้อย่างที่คาด!

ส่วนถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ขับรถบ่อย ๆ นั่งอยู่หลังพวงมาลัยวันละหลาย ๆ ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่ารถติดในคืนวันศุกร์แห่งชาติ หรือเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด หากคุณไม่ได้ปรับท่านั่งในการขับรถให้ดี ระวังจะมีปัญหาปวดหลัง ปวดเอวเมื่อเดินทางถึงที่หมาย ซ้ำร้ายกว่านั้น หากต้องขับรถในท่าทางที่ไม่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลให้ปวดหลังเรื้อรัง อีกทั้งอาจทำให้ขับรถไม่ปลอดภัยอีกด้วย เราจึงได้รวบรวมเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีท่าทางในการขับรถที่ถูกต้องเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยเช่นกัน

Prevent-Back-Pain-While-Driving

มานั่งขับรถให้ถูกวิธีกันดีกว่า Roojai.com จะพาทุกคนไปดูวิธีปรับท่านั่งบนรถให้ถูกวิธี หนีอาการปวดหลังเมื่อต้องอยู่บนรถนาน ๆ วิธีการจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลย

ขับรถไม่ให้ปวดหลัง เรื่องง่าย ๆ แค่ปรับเบาะกับท่าทาง

คนขับรถหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าการขับรถให้สบายนั้น ควรจะปรับเอนหลังเบาะลงไปเยอะหน่อย แล้วนั่งพิงหลังไป วางแขนวางเท้าให้สบาย จะทำให้สามารถขับรถได้ผ่อนคลายและร่างกายไม่เมื่อยล้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการปรับเบาะไม่ให้ปวดหลัง เพราะการขับรถนั้น ร่างกายหลาย ๆ ส่วนต้องทำงานให้สอดคล้องกัน เพื่อควบคุมรถของคุณให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างปลอดภัย ใช้สายตาในการมองจ้องไปบนท้องถนนตลอดเวลา แขนทั้งสองข้างถือพวงมาลัย เตรียมเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เปลี่ยนเกียร์ และต้องใช้เท้าในการเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก เพื่อขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า

ซึ่งถ้าคุณปรับเบาะเอนหลังต่ำจนเกินไป การมองเห็นของคุณก็จะทำได้ไม่ดี เหลือพื้นที่กระจกให้คุณสามารถมองเห็นได้น้อยลง จะมองกระจกข้างทีก็ต้องยกตัวขึ้นมา ชะโงกหน้า เอี้ยวตัวหลายครั้งกว่าจะเห็นจนชัด ต้องเอื้อมมือหรือยืดแขนมาบังคับพวงมาลัย ซึ่งส่งผลให้ต้องเกร็งแขนยกไหล่ตลอดเวลาที่ขับรถ เท้าเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกไม่ถนัด เพราะถอยเบาะไกลจากคันเร่งเกินไป ทำให้ต้องเกร็งขาเอาไว้ตลอดเวลาที่ขับรถ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในการขับรถอีกด้วย เพราะท่าทางที่ไม่ถูกต้องส่งผลให้บังคับรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ดังนั้น การปรับเบาะ ปรับท่าทางในการขับรถของคุณให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการเกร็งส่วนต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองของร่างกายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ช่วยให้มองเห็นถนนได้ดียิ่งขึ้น ลดการเอี้ยว การเอื้อม เพื่อมองกระจกข้าง กระจกหลังให้เห็นได้ชัดเจน โดยมีเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้

  1. ปรับพนักพิงเอนหลังเล็กน้อยก็พอ

สำหรับองศาของพนักพิงเอนหลังจะอยู่ที่ประมาณ 110 องศา ซึ่งจะไม่ใช่การเอนเบาะลงไปมาก ๆ อย่างที่คุณเข้าใจว่าจะทำให้เกิดความสบาย แต่การปรับเบาะตามคำแนะนำนี้ จะช่วยให้คุณมีระยะในการมองเห็น หรือได้ทัศนวิสัยข้างหน้าสมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดการชะเง้อ เบี่ยงตัว หันซ้าย หันขวา รวมทั้งไม่ต้องเอื้อมไปจับพวงมาลัยให้หัวไหล่ถูกใช้งานหนักตลอดเวลาด้วย

  1. ปรับเบาะนั่งขับรถ ให้ห่างแบบพอดี

การเลื่อนเบาะออกไปห่างจนเกินไป ส่งผลให้คุณจับพวงมาลัย และเหยียบคันเร่งได้ไม่ถนัด ซึ่งอาจจส่งผลให้เหยียบเบรกได้ไม่สุด หรือตอบสนองได้ไม่ดีเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น การเลื่อนเบาะให้อยู่ในระยะที่พอดี สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้แบบเต็ม ๆ เท้า หัวเข่างอเล็กน้อย ช่วงแขนถึงพวงมาลัยอยู่ในระยะที่จับพวงมาลัยได้ถนัด สามารถบังคับทิศทางได้ง่าย จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้สบายมากขึ้น โดยที่คงความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้

Prevent-Back-Pain-While-Driving

  1. ปรับความสูงเบาะรถยนต์ ให้สอดคล้องกับความสูงคุณ

รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นเบาะไฟฟ้าจะสามารถปรับความสูงของเบาะนั่งขึ้นลงได้ด้วย ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนตัวเล็ก ก็ควรยกเบาะให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้มองเห็นถนนได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เห็นพื้นที่ตรงคอนโซลเยอะจนเกินไป สำหรับคนตัวสูงก็ควรปรับเบาะลงมาให้ต่ำ โดยระยะห่างที่แนะนำระหว่างศีรษะถึงหลังคาจะอยู่ที่หนึ่งกำปั้น ซึ่งคุณสามารถเช็คได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองว่าปรับความสูงเบาะได้ระดับที่เหมาะสมหรือยัง

  1. ปรับพวงมาลัย ระยะห่างพวงมาลัยให้เหมาะสม

เช่นเดียวกันกับเรื่องการปรับเบาะที่นั่ง พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นใหม่  ๆ สามารถปรับระดับได้ทั้งดึงเข้า ดึงออก และสูงขึ้นหรือต่ำลง คุณจึงหาระยะที่เหมาะสมที่จะทำให้คุณสามารถบังคับพวงมาลัยได้ถนัดมากที่สุด ไม่ต้องเกร็งร่างกายเมื่อต้องขับรถเป็นเวลานาน ๆ

  1. จับพวงมาลัยให้ถูกวิธีก็สำคัญ

อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการจับพวงมาลัยให้ถูกต้อง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมรถยนต์ ซึ่งจะต้องอยู่ในมือของคุณตลอดการขับขี่ การจับพวงมาลัยหลวมหรือแน่นเกินไป นอกจากจะทำให้เมื่อยแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยให้ดีได้เท่าที่ควร ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง มือของคุณจะต้องอยู่ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถหมุนพวงมาลัยได้ถนัดและไม่หลุดมือนั่นเอง

  1. ปรับหัวเบาะให้รองรับคอให้พอดี

การขับขี่ทางไกล หรือการขับรถที่ใช้เวลานาน ควรปรับหัวเบาะของพนักพิงให้รองรับกับช่วงศีรษะและลำคอของคุณด้วย เพราะนอกจากจะทำให้คุณได้ใช้โอกาสพิงเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่คอของคุณแล้ว ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เจ้าเบาะนี้จะทำหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชน ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นกับคอหรือศีรษะของคุณได้ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

  1. ปรับกระจกมองข้างให้เป็นมุมกว้าง

การขับรถที่ดีต้องมีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่สมบูรณ์ด้วย การปรับกระจกมองข้างจึงควรปรับให้เห็นเป็นมุมกว้าง เห็นรถคันอื่นชัด ๆ เห็นพื้นที่ถนนเยอะ ๆ มากกว่าที่จะเห็นตัวรถของคุณเป็นหลัก โดยให้กระจกข้างตั้งฉากกับตัวรถของคุณ จะได้เห็นสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน

  1. ปรับกระจกหลัง ให้เห็นรถหลังที่ขับตามมา

ซึ่งควรปรับแบบตรง ๆ ให้เห็นถนนด้านหลังทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมองกระจกหลังได้ง่ายขึ้น ร่างกายไม่ต้องยืดขึ้นยืดลง เอี้ยวไปเอี้ยวมา เพื่อทำให้เห็นรถข้างหลังได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ที่ทำได้ง่ายและมอบความปลอดภัยในการขับรถให้คุณด้วย

เมื่อปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้องตามหลักสรีระแล้ว การขับรถทางไกล หรือผจญรถติดในเมืองก็ไม่ใช่ปัญหา นอกจากจะช่วยให้ขับรถได้สบายมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้คุณได้ด้วย โดยเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลังที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้ ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้ง่าย ๆ และได้ผลดีมากมายเกินกว่าที่คิดไว้อย่างแน่นอน ในเมื่อปรับท่าทางให้ถูกต้องได้แล้ว คุณจะสังเกตเห็นได้เลยว่าอาการล้า ปวดหลังหายไป สามารถขับรถได้สบายมากขึ้นกว่าที่เคย นอกจากนี้ต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อช่วยปกป้องคุณจากสิ่งไม่คาดฝันบนท้องถนนด้วย

ที่ Roojai.com เราให้บริการประกันรถออนไลน์ ช่วยคุ้มครองคุณและรถยนต์ของคุณจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เข้ามาเช็คราคาด้วยตัวคุณเองได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเราออนไลน์ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพียงกรอกข้อมูลของรถและคนขับ ภายในไม่กี่นาที คุณก็จะได้แผนประกันภัยที่คุณต้องการ และยังปรับแผนได้เองตามที่ต้องการอีกด้วย ระบบจะแจ้งเบี้ยประกันให้คุณทราบพร้อมรายละเอียดความคุ้มครองทั้งหมด บริการรู้ใจกว่า ประหยัดกว่า…

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถ add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8

Mitsuoka-Himiko-ม้า-อรนภา

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่อยู่วงการบันเทิงมาหลายสิบปี อย่าง “ม้า อรนภา กฤษฎี” จะออกมาแสดงออกทางการเมืองของเหล่า นิสิต นักศึกษา และนักเรียน ที่ชูสามนิ้วและผูกโบว์ขาว ด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง จนกลายเป็นดราม่าในโลกออนไลน์

จากกระแสสังคมดังกล่าว ม้า-อรนภา จึงถูกปลดออกจากรายการที่ทำอยู่ทั้งหมด และตกงานมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต้องมาช่วยแม่ไลฟ์สดขายห่อหมก ขายของลูกค้า หรือนำเสื้อผ้าแบรนด์เนมออกมาขาย ล่าสุดประกาศขายรถสปอร์ตสุดหรู คลาสสิค ที่มีชื่อว่า Mitsuoka Himiko (มิทสึโอกะ ฮิมิโกะ) อีกด้วย หลังจากได้ Toyota Corolla Cross ป้ายแดง ที่แฟนหนุ่มได้ซื้อมาให้ใช้เป็นที่เรียบร้อย

MR.CARRO คิดว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า รถที่ ม้า อรนภา ใช้อยู่ เป็นรถที่มีชื่อเสียงเรียงนามมาจากไหน ใครเป็นคนขาย วันนี้เลยขอโอกาสมาเล่าให้ฟังกันครับ …

Mitsuoka-Himiko

บริษัท Mitsuoka Motor นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายเล็กของญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 1968 โดย Susumu Mitsuoka เน้นจุดขายที่คุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลา ความคลาสสิคของรถในสไตล์อังกฤษ หรือสไตล์อเมริกันในยุค 50 และ 60 ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงในยุคปัจจุบัน และในช่วงแรกเริ่มของบริษัท มีจะผลิตรถยนต์ขนาดจิ๋ว Micro Car ด้วย

สำหรับรถยนต์ที่มีชื่อเสียงในอดีตของค่ายนี้ ก็มีอย่างเช่น BUBU, MC-1, Zero-1, SSK, Speedster, Ray, Ryoka, Le-Seyde, Orochi หรือ Like เป็นต้น

Mitsuoka-Motor-Famous-Cars

โดย Mitsuoka เริ่มนำรถยนต์ขนาดใหญ่มาตกแต่ง จริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกด้วยการนำ Nissan Silvia (S13) มาตกแต่งใหม่ให้เป็นรถยนต์สปอร์ตคลาสสิค ในชื่อรุ่น Le-Seyde ในปี 1990 ที่จำลองแบบมาจากรถ Zimmer Golden Spirit เพียง 500 คันเท่านั้น

ภายหลังจึงเริ่มขยายสู่ตลาด Mass มากขึ้น ด้วยการนำรถยนต์จากค่ายรถชื่อดังหลายแบรนด์ อาทิ Toyota, Nissan หรือ Mazda มาดัดแปลงให้เป็นรถยนต์แบบคลาสสิก ด้วยช่างฝืมือผู้ชำนาญงาน ประกอบด้วยมือ ซึ่งใช้เวลาผลิตต่อคันอยู่ที่ประมาณ 3-9 เดือน

ปัจจุบัน Mitsuoka มีรถยนต์ขายหลากหลายรุ่น อาทิ Viewt, Galue, Ryuki, Rock Star, Himiko, Buddy และสามล้ออย่าง Like-T3 เป็นต้น

Mitsuoka-Himiko

สำหรับ Mitsuoka เข้ามาในไทยได้อย่างไรนั้น? ก็ต้องขอบอกเลยว่า บริษัท มิทสึโอกะ มอเตอร์เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับทาง ยนตรกิจ คอร์ป ในวันที่ 15 กันยายน 2553 ลงขันเปิดบริษัทร่วมกัน ในสัดส่วนการลงทุนระหว่าง Mitsuoka Motor ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 45% กับยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้น 40% ที่เหลือเป็นบริษัทอื่นๆ

เตรียมพร้อมตั้งฐานประกอบรถในไทย โดยใช้โรงงานประกอบรถยนต์ ของยนตรกิจอุตสาหกรรม ย่านร่มเกล้า หลังจากที่แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2551 หวังเปิดตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง ประเดิมเปิดไลน์ประกอบ 2 รุ่น Galue IV และ Himiko ในปี 2554 แต่ก็ทำตลาดในบ้านเราถึงปี 2559 ก็ตัดสินใจยุบตลาด ถอยทัพกลับประเทศไป …

Mitsuoka-Himiko

Mitsuoka Himoko (มิทสึโอกะ ฮิมิโกะ) เป็นยนตรกรรมสปอร์ตคลาสสิค 2 ที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 โดยนำพื้นฐานของ Mazda Roadster (หรือ Mazda MX-5) รหัสรุ่น NC มาตกแต่งใหม่ด้วยช่างผู้ชำนาญมากถึง 45 คน

ตั้งชื่อรุ่นรถตามองค์ราชินี “ฮิมิโกะ” ผู้ปกครองอาณาจักร “ยามาไต” ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีอยู่จริงประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว ให้ภาพความสง่างาม เกียรติยศ และรัศมีแห่งความงดงามที่เปี่ยมคุณค่า น่าหลงใหล มีพลังที่น่าดึงดูดใจตามรูปลักษณ์ของราชินี Himiko อย่างแท้จริง ในราคา 3,750,000 บาท

ตัวรถภายนอก ออกแบบโดย Takanori Aoki ผสมผสานกลมกลืนระหว่างรถยนต์สมัยใหม่ กับเส้นสายโค้งมนของรถคลาสสิค แบบ Long-Nose / Short-Deck กล่าวคือ อัตราส่วนระหว่าง ความยาวของบังโคลนหน้ากับช่วงท้ายรถ เป็นอัตราส่วนทอง คือ 7 : 3 งดงามเปรียบประดุจอัญมณีล้ำค่า แลดูยังคล้ายกับรถ Jaguar XK120 และ Morgan Aero 8 อีกด้วย

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 162 แรงม้า ที่ 6,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 189 นิวตัน-เมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Manual Shift Mode ขับเคลื่อนล้อหลัง เปิดประทุนได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ในเวลา 12 วินาที

Mitsuoka-Himiko-Classic

ในปี 2555 ได้เปิดตัว Mitsuoka Himiko Classic ตกแต่งพิเศษด้วยตัวถังสีทูโทน Brilliant Black / Strong Red เบาะที่นั่งพร้อมแผงประตูหนังแท้สีแดง ตัดเย็บด้วยช่างฝีมือประณีต ภายในตกแต่งด้วยลายไม้สวยเก๋ คลาสสิคอย่างเหมาะเจาะลงตัว เพิ่มความหรูหราอีกระดับด้วยคิ้วโครเมี่ยมรอบคัน ผลิตเพียง 20 คัน เท่านั้น ในราคา 3,880,000 บาท

Mitsuoka-Himiko-Limited-Edition-2015

จนในเดือนมิถุนายน 2558 เปิดตัว Mitsuoka Himiko Limited Edition High Impack Color ในงาน Bangkok Auto Salon 2015 ออกแบบด้วยสีสันตัวรถที่สดใส ใช้โทนเขียวและส้ม ตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ดำ เอาใจคนรักสปอร์ตสไตล์คลาสสิก ใช้ล้อแม็กสีดำขนาด 17 นิ้ว ท่อไอเสียคู่ ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยพัฒนาร่วมกับ TRUST / GReddy บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับจากทั้ง Race & Street Tuner

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนเขียวและส้ม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น ในราคา 3,980,000 บาท!

แล้วก็หายไปเงียบจากท้องตลาด!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothai คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Honda-Civic-4-Door-EG

ถ้าจะย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 90 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังบูมสุดๆ ยุคฟองสบู่กำลังเบิกบาน ทุนต่างชาติกำลังเข้ามาลงทุนในไทยอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบให้คนไทยที่อยู่ในวัยทำงาน มีเงินใช้มือเติบกันเป็นแถว กล้าตัดสินใจซื้อรถใหม่ โดยไม่หวั่นแม้ดอกเบี้ยรถยนต์จะสูงมากก็ตาม

และอีกหนึ่งในรถยนต์ที่ยอดฮิต ของคนที่เล่นรถ Honda อีกรุ่น ผมก็คงจะต้องยกนิ้ว (โป้ง) ให้ Honda Civic 4 ประตู (EG) (ฮอนด้า ซีวิค) ซึ่งเป็น Civic รุ่นที่ได้เผยโฉมเครื่องยนต์ VTEC เป็นครั้งแรกในไทย (ซึ่งจริงๆ แม้ว่าเครื่องยนต์ VTEC จะมีอยู่ใน Civic โฉมก่อนแล้วก็ตาม เพียงแต่ว่าบ้านเรายังไม่มีมา)

ในปัจจุบัน แม้ว่ารถรุ่นนี้จะผ่านร้อนหนาวมาแล้ว 20 กว่าปี แต่ในตลาดรถมือสอง รุ่นนี้ก็ยังมีการซื้อ-ขาย อย่างต่อเนื่อง รวมถึงนิยมเอามาแต่งซึ่งของวัยรุ่น หรือจิ๊กโก๋ในไทย

MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Honda Civic 4 ประตู (EG) มือสองรุ่นนี้ ว่าในเวลานี้ ยังน่าเล่นอยู่หรือไม่ …

โฆษณา Honda Civic (EG) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่จ้าง Jodie Foster มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมใช้เพลงดัง “She Drives Me Crazy” ในปี 1988 จากวง Fine Young Cannibals มาเป็นเพลงประกอบโฆษณา

Honda Civic (EG) รุ่นนี้ ทีมวิศวกรของ Honda R&D เริ่มต้นวิจัยและพัฒนาขึ้นในปี 1988 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ Civic (EF) ของ Honda ที่ประสบความสำเร็จด้านการขายอยู่ โดยทาง Honda มุ่งหมายให้รถรุ่นนี้ ต้องออกมาเป็น “มาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่ง” (“New Benchmark Car”) ที่ชนะใจคนทั่วโลกให้ได้! คือพูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นอันดับ 1 ในบรรดารถยนต์นั่งขนาด Compact ด้วยกัน

Honda-Civic-Ferio-EG-Design

Honda-Civic-Ferio-EG-Design

ขั้นตอนการออกแบบ Honda Civic (EG) 4 ประตู

ทีมวิศวกรของ Honda เริ่มคิดว่าคนหนุ่มสาวในยุค 2000 จะใช้ชีวิตกันแบบไหน? ที่ต้องออกแบบรถมาให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายนี้ที่สุด จึงถูกส่งไปศึกษาความต้องการของลูกค้า หรือพฤติกรรมในการใช้รถ หรือใช้ชีวิตของเหล่าวัยรุ่น หรือเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ตามประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เยอรมนี ที่สหรัฐอเมริกา (ใน West Coast และ Florida) หรือที่บราซิล

Honda-Civic-Ferio-EG-Dimension

มิติตัวรถ ที่กว้างใหญ่ขึ้นกว่า Civic รุ่นเดิมในแทบทุกมิติ

เพื่อพัฒนา Honda Civic (EG) รุ่นนี้ ออกมาให้ถูกใจผู้บริโภคมากที่สุด และต้องมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เตะตา กว้างขวาง และต้องรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย

Honda-Civic-JDM

Honda Civic SIR-II รุ่นพลังแรง

Honda เปิดตัว Honda Civic EG ในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1991 ซึ่ง Honda Civic รุ่นนี้ จะเป็น Civic รุ่นสุดท้าย ที่ Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนด้า) ผู้ก่อตั้งบริษัท Honda Motor ได้เห็นในขั้นตอนการพัฒนา แต่น่าเสียดายที่ท่านได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1991 ก่อนที่ Honda Civic รุ่นนี้จะเปิดตัวเพียง 1 เดือน

พอรถรุ่นนี้เปิดตัวมาไม่นานนัก ก็คว้ารางวัล “Car of the Year Japan 1991-1992” ไปในทันที!

Honda-Civic-Ferio-EG

Honda Civic Ferio

Honda-Civic-Coupe-EG

Honda Civic Coupe นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ไปขายในญี่ปุ่น

โดยโฉมนี้ ทาง Honda ที่ญี่ปุ่น ก็ยังได้ตั้งชื่อเล่นประจำรถรุ่นนี้ด้วย ในชื่อ “Sport Civic” ซึ่งมาพร้อม 3 แบบให้เลือก นั่นคือ แบบ 3 ประตู Hatchback, 2 ประตู Coupe และแบบ 4 ประตู Sedan ที่มีพ่วงชื่อต่อท้ายด้วย “Ferio” (เฟริโอ้) เป็นครั้งแรก ก่อนจะเลิกใช้ไปในปี 2005 ในโฉม ES

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EG) 3 ประตู เปิดโลกฮอนด้า สร้างยอดขายถล่มทลาย!

Honda-Civic-Ferio-EG-1991

รูปทรงภายนอก มาแบบรูปทรงลิ่ม ไร้กระจังหน้า เน้นความเรียบ หรู หลังคาเตี้ยกว่ารุ่นเดิม

Honda-Civic-Ferio-EG-1991

ห้องโดยสารภายใน มาในรูปแบบ “Space Design Concept” ด้วยแนวคิดของคนหนุ่มสาวในโลกกว้าง ต้องชมก่อนเลยว่าแผงคอนโซลออกแบบมาได้ดีกว่ารถในระดับเดียวกัน มีส่วนโค้งนูน ดูทันสมัย และหรูหรา ปุ่มต่างๆ จัดวางในระดับที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ไปคลำหากันด้านล่างเลย อีกทั้งยังมีกระจกบานหน้าที่ใหญ่มาก รับกับรูปทรงรถที่เตี้ยๆ แบนๆ หน่อย ให้ทัศนวิสัยค่อนข้างดีทีเดียว

Honda-Civic-Ferio-EG-JTCC

ยุค 90 รถแข่งกำลังบูม ในรายการ JTCC ของญี่ปุ่น ก็มี Honda Civic Ferio เข้าแข่งขันกันหลายคัน

Honda Civic 4 ประตู เวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ขนาด ….

  • 1.3 ลิตร รหัส D13B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ 85 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ 100 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.8 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC-E เน้นความประหยัด จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 94 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที
  • และรุ่นพลังแรงอย่าง รหัส B16A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 170 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กก.-ม. ที่ 7,300 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แรงม้าร่วงลงมาเหลือ 155 แรงม้า ที่ 7,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.6 กก.-ม.ที่ 6,500 รอบ/นาที
  • สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4WD ใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับที่ใส่ใน Honda หลายรุ่น รหัส ZC แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ 105 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.8 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • ส่วนรุ่น 4WD INTRAC ซึ่งย่อมาจาก “INnovative TRAction Control system” เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เชื่อมระบบเบรก ABS เอาไว้ด้วย รหัส ZC แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที

Honda-Civic-JDM

มิติตัวรถของ Civic (EG) 4 ประตู ยาว 4,395 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,375-1,395 มม. และระยะฐานล้อ 2,620 มม. ซึ่งขนาดความยาวของฐานล้อรุ่นนี้ ยังคงใช้เป็นพื้นฐานต่อเนื่องมาจนถึงในรุ่น Civic (EK) หรือรุ่น “ตาโต” และใน Civic (ES) หรือรุ่น “Dimension” กันเลยทีเดียว

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

บรรยากาศงานเปิดตัว Honda Civic เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2535 (ภาพจาก Grand Prix)

ย้อนกลับมาดูในเวอร์ชั่นไทยบ้างดีกว่า สำหรับ Honda Civic (EG) 4 ประตูโฉมนี้ ในไทยเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2535 มาใน Slogan “ศิลปะแห่งยนตรกรรมระดับโลก” หรือ “A New World Standard” แม้ว่าออพชั่นต่างๆ ที่แบบไต๋ออกมา จะดูต่างกันลิบโลกกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเลยก็ตาม …

ในปี 1992 มีให้เลือกกันแค่ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นเกียร์ธรรมดา LX ราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท และในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ EX ราคาอยู่ที่ 539,000 บาท

ด้านเต็นท์รถมือสอง ต่างเรียกรุ่นนี้ว่า “ซีวิคเตารีด” (ซึ่งเจ้า Civic “เตารีด” นี่ เรียกกันว่าตั้งแต่ช่วงโฉม EF แล้ว!)

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

สำหรับรุ่นย่อย LX และ EX มาพร้อมออพชั่นที่มีแค่เท่าที่จำเป็น (ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดไปหน่อยของ Honda เมื่อเทียบกับรถคู่แข่ง) เริ่มต้นด้วยล้อแบบกะทะเหล็ก 13 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ ภายในเบาะหนังไวนิล, พวงมาลัยเพาเวอร์ (เฉพาะรุ่น EX), กระจกมือหมุน, กระจกมองข้างปรับภายในรถ, เข็มขัดนิรภัยหน้า-หลัง (แม้ว่าด้านหลังจะเป็นแบบ 2 จุด 2 ตำแหน่งก็เถอะ แต่รถหลายๆ ค่าย ยังไม่มีเข็มขัดนิรภัยหลังให้ด้วยซ้ำไปนะ)

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

รุ่นนี้ใช้ช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนอิสระทั้ง 4 ล้อ พร้อมเหล็กกันโคลงหน้า-หลัง และระบบยางรองรับแท่นเครื่องยนต์ 5 ตำแหน่ง อีกทั้งยังติดตั้งระบบกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ (Catalytic Converter)

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 990 กิโลกรัม และ 1,030 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

สีรถที่มีให้เลือก รุ่นปี 1992 มีเฉพาะสีขาว Frost White, สีเงิน Frosty Silver Metallic, สีแดง Phoenix Red, สีน้ำตาล Silk Brown และน้ำเงิน Blue Mica

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1993

มาจนถึงเดือนมิถุนายน 2536 มีการเพิ่มรุ่น LXi และ EXi เพิ่มขนาดเครื่องยนต์เป็น 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม.ที่ 5,500 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 1,057 กิโลกรัม และ 1,075 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา ราคา 560,000 บาท ส่วนรุ่นเกียร์เกียร์อัตโนมัติ ราคา 590,000 บาท

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1993

พร้อมปรับและเพิ่มออพชั่นในทุกรุ่นย่อย อาทิ คิ้วขอบกระจกโครเมียม (เฉพาะรุ่น 1.6), ฝาครอบล้อลายใหม่, พวงมาลัยเพาเวอร์ปรับระดับสูง-ต่ำได้ (เฉพาะรุ่น 1.6), พวงมาลัยเพาเวอร์ (รุ่น 1.5 EX), กระจกไฟฟ้า 4 บาน, เซ็นทรัลล็อก, เข็มขัดนิรภัยหลังแบบ 3 จุด และคานเหล็กนิรภัยข้างประตู!

และปรับเพิ่ม กับเปลี่ยนสีรถใหม่ด้วย อาทิ สีแดง Milano Red, สีเทา Pewter Gray, สีเขียว Lausanne Green Pearl และ สีน้ำเงิน Harvard Blue Pearl เป็นต้น

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2537 Honda ตัดสินใจปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ อีกครั้ง เช่น เพิ่มล้อแม็กขนาด 14 นิ้ว ในรุ่น LXi และ EXi, และปรับสีเงินเป็น Sky Silver, สีน้ำเงินเป็น Cobalt Blue Pearl เป็นต้น

Honda-Civic-EG-4-Door-VTi-1994

Honda Civic VTi ตัวนำเข้าแท้ๆ จากญี่ปุ่น ต้องแบบนี้!

เดือนมิถุนายน 2537 Honda เริ่มปรับภาพลักษณ์ ให้รู้ว่าเทคโนโลยีของรถ Honda ไม่ใช่เล่นๆ อีกต่อไป โหมโฆษณาเครื่องยนต์ VTEC กันยกใหญ่ รวมถึง สร้างรูประบายสีเหมือนคนวิ่ง พร้อมเขียนว่า “I AM VTEC” ผ่านทางสื่อต่างๆ และเริ่มส่งรถที่ใช้เครื่องยนต์ VTEC ของ Honda มาขายในไทยหลายรุ่น อาทิ Accord, Integra, Prelude หรือ NSX เป็นต้น

แผนกรถนำเข้า (CBU) เลยเปิดตัว Honda Civic VTi รุ่นนำเข้าจากญี่ปุ่นตามมาด้วย ซึ่งถือว่ามีราคาแพงพอสมควรเลย 745,000 บาท มีออพชั่นเด็ดๆ อย่าง หลังคาซันรูฟไฟฟ้า, ดิสก์เบรก 4 ล้อ, เบาะหลังพับได้, ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าปรับระดับได้ เป็นต้น

มีให้เลือกเพียง 2 สีเท่านั้น คือ สีแดง Torino Red และ สีเงิน Vogue Silver

จุดเด่นอย่างเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 130 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 1,088 กิโลกรัม และ 1,119 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ มาแนะนำความเป็น VTEC กับ Civic ครั้งแรกในไทย แม้ว่าจะมียอดขายได้แค่เพียงไม่กี่สิบคันก็ตาม …

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1995

ต่อมา … 7 กุมภาพันธ์ 2538 ฮอนด้าต้องเปิดหน้าตัก สู้กับคู่แข่งเต็มตัว จึงนำรุ่นเครื่องยนต์ VTEC กับรุ่นย่อย VTi-L และ VTi-E มาประกอบขายในไทย ทำราคาถูกลง ขายควบคู่ไปกับรุ่นนำเข้าจากญี่ปุ่น ในช่วงปลายอายุตลาด พร้อมเพิ่มออพชั่นในรุ่นล่างลงมาด้วย เช่น รุ่น 1.5 LX เพิ่มพวงมาลัยเพาเวอร์ และเบาะนั่งแบบกึ่งสักหลาด และล้อแม็กในรุ่น LXi กับ EXi แบบเดียวกับในรุ่น VTEC …

จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2538 Honda Civic (EK) หรือรุ่น “ตาโต” โฉมใหม่ ก็เข้ามาแทนที่โฉมนี้นั่นแล …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถที่มีให้เลือกได้หลากหลายจริงๆ เพราะมีจำนวนการผลิตที่มาก จะหารถเดิมๆ มาเล่นก็ได้ แต่หายากหน่อย หรือรถแบบแต่งซิ่ง ลงสนามแข่ง หรือแต่งแบบ JDM ทั้งคัน ก็ได้ แต่ราคาขายก็ย่อมต่างกันด้วยเช่นกัน โดยรถที่แต่งซิ่งกับเปลี่ยนเครื่องมาใหม่ ราคามือสองย่อมแพงกว่า สภาพแต่งสวยมากๆ ยังพุ่งไปหลักแสนได้ก็มี เป็นรถที่ยังเอาไว้ใช้ขับเล่นสนุกๆ ได้ทุกวัน (แต่สภาพต้องดีจริง ไม่งั้นอาจจะได้ซ่อมกันทุกเดือน)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าคุณได้ Civic 4 ประตู (EG) เครื่องเดิมๆ มา ซึ่งทนทานก็จริง แต่อาจไม่ทันใจนักในเรื่องของขุมพลังเรี่ยวแรงตกไปตามอายุ และความประหยัด กับแอร์ไม่ค่อยเย็นนัก และชอบมีสนิมขึ้นบริเวณเบ้าไฟหน้า-ไฟท้าย (ยอดฮิต เป็นทุกคัน) ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า กับมุมเสาเอ และตรงซุ้มล้อหลัง กับเบ้ายางอะไหล่ ซึ่งถ้ารถคันไหนยังไม่เคยทำสี สีเดิมๆ เลย หรือทำสีมาแล้วทำมาไม่ดี มีสนิมปูดขึ้นมาทักทายแน่นอน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้แม้ว่าข้อดีจะมาก แต่ข้อด้อยก็มีเช่นกัน ถ้าเจอรถที่ช้ำมามาก ก็ต้องซ่อมกันค่อนข้างเยอะ และไม่จบถ้าไม่พร้อมจะจ่ายก้อนใหญ่ ด้านอะไหล่ยังมีเยอะ มีของใหม่ให้เบิกอยู่ด้วย แม้ว่าอะไหล่ช่วงล่างจะแพงหน่อยก็ตาม (เพราะใช้บูชยางเยอะด้วย) ถ้าขับเครื่องเดิมไม่ทันใจ ก็วางเครื่องใหม่ หัวฉีด หรือหัวฉีด VTEC ก็ได้

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 30,000 – 70,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Engine-Not-Starting-Causes

รถสตาร์ทไม่ติด อีกหนึ่งปัญหาชวนหงุดหงิดและกวนใจ ไม่ว่าใครก็ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวชิลล์ให้หายเหนื่อยจากการทำงาน หรือแม้จะเป็นเช้าวันจันทร์อันแสนว้าวุ่น หากคุณสตาร์ทรถสุดที่รักไม่ติดขึ้นมา นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังต้องเสียเงินซ่อมกันอีกด้วย ซึ่งถ้าหากว่าคุณใช้รถอยู่เป็นประจำ และมีการบำรุงรักษาตามระยะทางอย่างเหมาะสม โอกาสที่จะเกิดปัญหานี้ก็จะน้อยลงไปด้วย

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูเจ้าตัวการหลักที่เป็นต้นตอของปัญหา รถสตาร์ทไม่ติด ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง บางทีสาเหตุก็อาจมาจากจุดเล็ก ๆ หรือบางทีก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของรถที่คุณต้องรีบแก้ไข ไปดูกันเลยดีกว่าว่าเป็นเพราะอะไรได้บ้าง

Engine-Not-Starting-Causes

รถสตาร์ทไม่ติด “มันติดที่ตรงไหน” ไปดูกัน

  • แบตเตอรี่เสื่อม

โดยทั่วไปอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 2 ปี ซึ่งถ้าหากคุณไม่เคยได้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ตามระยะเวลาที่แนะนำแล้ว นี่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ รถสตาร์ทไม่ติด เงียบ ไม่มีไฟ นั่นเอง โดยคุณสามารถเช็คได้จากไฟที่แสดงสถานะบนหน้าปัดรถยนต์ โดยเมื่อเสียบกุญแจเข้าไปและหมุนไปครึ่งรอบ หากไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ไม่ติด ก็ให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วนั่นเอง

สำหรับอาการทั่วไปที่พบได้จากแบตเตอรี่เสื่อมนั้น มักจะเริ่มต้นจากสตาร์ทรถติดยากในช่วงเช้า หรือหลังจากที่มีการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็นการจอดค้างแบบข้ามคืน หรือไม่ก็เป็นลักษณะของการจอดระหว่างวันเมื่อไปทำงาน และในกรณีที่เสื่อมมาก ๆ ก็จะสตาร์ทรถไม่ติดเลย นั่นก็หมายความว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณแล้วนั่นเอง

  • ไดชาร์จเสื่อม

ในกรณีที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาเรื่อง รถสตาร์ทไม่ติด เงียบ ยังไม่หายไป หรืออาจจะยังมีอาการสตาร์ทรถติดยากให้เห็นอยู่ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไดชาร์จของรถคุณอาจมีปัญหา เนื่องจากไดร์ชาร์จคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และคอยสร้างกระแสไฟฟ้าในขณะที่รถยนต์ทำงาน เมื่อไดชาร์จเสื่อมก็หมายความว่าไม่สามารถจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ได้ นั่นจึงทำให้รถสตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

ไดชาร์จเสื่อม อาการนั้นอาจะมีลักษณะที่คล้ายกับแบตเตอรี่เสื่อม แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ คุณอาจพบปัญหาเครื่องยนต์ดับไปแบบดื้อ ๆ ในขณะที่กำลังขับอยู่นั่นเอง ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการไดชาร์จเสื่อมได้จากการถอดขั้วแบตเตอรี่ออกหนึ่งข้าง หลังจากที่สตาร์ทรถทิ้งไวแล้วซักพัก ซึ่งถ้าหากว่ารถของคุณกระตุกหรือดับ นั่นหมายถึงไดชาร์จรถยนต์ของคุณเสื่อมแล้วอย่างแน่นอน

สำหรับกรณีที่ไดชาร์จเสียเลยนั้น เมื่อทำการพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่นเพื่อช่วยสตาร์ทแล้วก็จะยังสตาร์ทไม่ติดอยู่ดี ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ไดชาร์จเสีย เช่น สายไฟที่ต่อไปยังไดสตาร์ทหลุด, ฟิวส์ไดสตาร์ทขาด หรือแปรงถ่านที่อยู่ในไดสตาร์ทอาจจะหมด เป็นต้น โดยอาการอื่น ๆ ที่ส่งสัญญาณให้คุณรู้ล่วงหน้าว่าไดชาร์จเสียนั้น นอกเหนือจาก รถสตาร์ทไม่ติด แล้ว คุณอาจพบว่า แอร์ไม่เย็นโดยไม่มีสาเหตุ หรืออยู่ ๆ ไฟหน้าไม่ค่อยสว่างเหมือนเดิม ทางออกเพียงอย่างเดียวของคุณคือการเรียกรถลากมารับไปให้ที่อู่ดูเท่านั้น

  • มอเตอร์สตาร์ทมีปัญหา

มอเตอร์สตาร์ทหรือ “ไดสตาร์ท” ในกรณีที่ลองทางแก้เบื้องต้นทุกหนทางแล้ว ทั้งพ่วงแบตเตอรี่กับรถยนต์คันอื่นหรือเปลี่ยนแบตก็ตาม ถ้ายังสตาร์ทรถไม่ติดอยู่ดี อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ มอเตอร์สตาร์ทของรถคุณอาจมีปัญหา ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยการเช็คที่แผงหน้าปัดไฟ ซึ่งถ้าไฟแบตเตอรี่ขึ้นตามมปกติ แต่สตาร์ทรถแล้วมีเสียงแชะ ๆ และไม่สตาร์ทรถไม่ติด ก็มีความเป็นไปได้แล้วว่า มอร์เตอร์สตาร์ทรถของคุณมีปัญหา

โดยทั่วไปแล้วจะเกิดจากพฤติกรรมการสตาร์ทรถที่ชอบบิดกุญแจแช่ค้างเอาไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ไดสตาร์ทไหม้ได้ อีกหนึ่งสาเหตุก็คือ การขับรถลุยน้ำท่วม จนทำให้เกิดน้ำเข้าไดสตาร์ท ซึ่งจะทำให้แปรงถ่าน (Carbon Brush) ขัดตัวเพราะอุปกรณ์ภายในเกิดสนิมจนทำให้ไดสตาร์ทไม่หมุนนั่นเอง หรืออาจเกิดจากสาเหตุที่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ อย่างการที่สายไฟที่ต่อไปยังสตาร์ทมอเตอร์ขาดหรือหลุดออกจากจุดต่อ หรือ แปรงถ่านหมด

  • ปั๊มติ๊กเสีย

ปั๊มติ๊กมีหน้าที่ดูดน้ำมันจากตัวถังไปยังเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อปั๊มติ๊กเสียหรือเสื่อมก็จะทำให้ไม่สามารถจุดระเบิดเครื่องเครื่องยนต์ได้นั่นเอง แต่เจ้าปั๊มเชื้อเพลิงลักษณะนี้ ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว เพราะรถรุ่นใหม่ที่ผลิตออกมา จะใช้ปั๊มเชื้อเพลิงแบบขับด้วยเฟืองและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะประกอบเป็นชุดเดียวกันกับชุดลูกลอยวัดระดับน้ำมัน ซึ่งติดตั้งอยู่ในถังน้ำมันเชื้อเพลิงมาตั้งแต่ต้น รถสตาร์ทไม่ติด น้ำมันไม่มา ก็เพราะอุปกรณ์ชิ้นนี้เสียไม่ทำงานนั่นเอง

และสาเหตุที่ทำให้ปั๊มติ๊กเสียหรือเสื่อมนั้น ส่วนใหญ่เกิดมาจากการปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันโชว์อยู่เป็นประจำ เพราะระดับน้ำมันเชื้อเพลิงเหลือน้อยเกินไป ทำให้ปั๊มติ๊กไม่สามารถดูดน้ำมันขึ้นมาได้ ดูดเอาอากาศเข้ามาแทน จนปั๊มเชื้อเพลิงเสียหายในที่สุด จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติดด้วยเช่นกัน

Engine-Not-Starting-Causes

  • สตาร์ทรถติด (ยาก) อาจเป็นเพราะขั้วแบตเตอรี่สกปรก

สิ่งแรก ๆ ที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือปัญหาเรื่องแบตเตอรี่เสื่อม แต่ก็ยังมีอีกสาเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อย และคุณอาจคิดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ นั่นก็คือ “ขั้วแบตเตอรี่สกปรก” ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการใช้ รถโดยไม่ค่อยได้ดูแลรักษา โดยแบตเตอรี่เก่าที่ใช้งานมานาน มักจะเกิด “คราบขี้เกลือ” ซึ่งมีลักษณะเป็นคราบสีขาว ๆ ปนฟ้าปนเขียวเกาะอยู่ที่บริเวณขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งจะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังส่วนอื่น ๆ ส่งไปได้ไม่สะดวกทั่วถึงเท่าที่ควร และเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลติดขัด ก็เป็นสาเหตุให้ รถสตาร์ทไม่ติด นั่นเอง

สำหรับการแก้ไขขั้วแบตเตอรี่สกปรกก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง เพียงใช้น้ำโซดาและแปรงสีฟันค่อย ๆ ขัดออกเท่านั้น และเมื่อขั้วแบตเตอรี่กลับมาสะอาดเหมือนเดิมแล้ว ก็จะสามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และคุณก็จะสามารถสตาร์ทรถติดได้ง่ายเหมือนเดิม

  • อุปกรณ์คู่หูที่ควรมีไว้ ขาดไม่ได้สำหรับรถทุกคัน

ถึงแม้ว่าปัญหา รถสตาร์ทติดยาก หรือไม่ติด อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับรถคุณได้ง่าย ๆ เพราะมั่นใจว่าบำรุงรักษาตามระยะทางเป็นอย่างดี แต่การมีตัวช่วยอย่าง “สายพ่วงแบตเตอรี่” ติดรถของคุณเอาไว้ ก็สามารถช่วยให้คุณอุ่นใจได้ในยามยาก เพราะในทุก ๆ วันที่คุณขับขี่รถยนต์ของคุณไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่มีอาการอะไรให้คุณรู้สึกว่าเป็นปัญหา แต่ในความจริงแล้ว รถและชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา การมีอุปกรณ์สำหรับใช้แก้ไขอาการเบื้องต้นต่าง ๆ นั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อรถของคุณเกิดปัญหาแบบไม่คาดฝัน ไม่ทันได้เตรียมตัว

สายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการช่วยในการสตาร์ทรถ โดยต่อสายพ่วงเข้ากับรถอีกคันหนึ่งที่แบตเตอรี่ยังใช้งานได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้เกิดกระแสไฟฟ้าหมุนเวียนเข้าไปในแบต และทำให้คุณสามารถสตาร์ทรถติดได้ ซึ่งในกรณีที่รถสตาร์ทไม่ติดตอนเช้า หรือตอนไหน แล้วลองแก้ไขเบื้องต้นด้วยการพ่วงแบตแล้ว แต่ก็ยังไม่สตาร์ทรถไม่ได้ อย่างน้อยเวลาที่คุณโทรศัพท์เพื่อนัดให้ช่างมาแก้ไขปัญหาให้ที่หน้างาน เมื่อบอกข้อมูลตรงนี้ให้ช่างรับรู้แล้ว ก็จะช่วยให้ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ว่าปัญหาของรถสตาร์ทไม่ติด ไม่ได้มาจากแบตเตอรี่เสื่อมหรือหมด แต่อาจจะมาจากไดชาร์จหรือจุดอื่น ๆ ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน

Engine-Not-Starting-Causes

หากคุณเกิดปัญหา รถสตาร์ทไม่ติด ก็ไม่ต้องตกใจ ทีนี้คุณก็สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการใช้สายพ่วงแบตเตอรี่เพื่อช่วยสตาร์ทรถแล้ว ถ้ารู้ปัญหาและวิธีการแก้ไขเบื้องต้น การใช้รถก็ไม่ใช่เรื่องยาก เช่นเดียวกับประกันรถยนต์ออนไลน์ที่ Roojai.com ที่มีบริการรถยกพร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชม. ช่วยให้คุณอุ่นใจยิ่งขึ้นหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันนั่นเอง ซื้อประกันภัยรถยนต์ที่ราคาดี ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน และเชื่อใจได้ แถมผ่อนสบาย ๆ นานสูงสุดถึง 10 งวดผ่านบัตรเดบิต ครบจบเรื่องประกันรถยนต์ออนไลน์ ต้องที่ Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า เช็คราคาออนไลน์ได้เลย

When-Your-Friend-Crashes-Your-Car

เชื่อว่าคนมีรถหลาย ๆ คนต้องเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ คือการที่มีคนใกล้ตัวที่สนิทชิดเชื้อกัน หรือเหล่าเพื่อนฝูงที่มาขอยืมรถยนต์ไปใช้งาน ด้วยความสนิทก็อาจจะให้ไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าเกิดเพื่อนของคุณดันโชคไม่ดี ขับรถยนต์ของคุณไปประสบอุบัติเหตุเข้า และเกิดความเสียหายขึ้นกับตัวรถ เจอแบบนี้เข้าไป เจ้าของรถยนต์อย่างคุณจะทำยังไงดี? แล้วประกันรถยนต์จะจ่ายเงินให้ไหมนะ

When-Your-Friend-Crashes-Your-Car

ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองใครบ้าง?

ทุกครั้งที่มีการซื้อรถยนต์ใหม่ เจ้าของรถยนต์จะต้องทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภาคสมัครใจซึ่งก็คือประกันรถยนต์ชั้น 1, ชั้น 2 และชั้น 3 โดยต้องมาพิจารณากันตรงนี้ว่า รูปแบบของประกันภัยรถยนต์ที่เจ้าของรถยนต์ทำไว้เป็นแบบใด มีขอบเขตความคุ้มครองเท่าใด และคุ้มครองใครบ้าง โดยหลัก ๆ แล้ว จะแบ่งออกเป็นดังต่อไปนี้

ประกันรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

หากเจ้าของรถยนต์ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่เอาไว้ ก็คือประกันจะคุ้มครองความรับผิดและความเสียหายอันจะเกิดขึ้นกับตัวรถยนต์ในระหว่างที่ใช้งานรถยนต์ ถึงแม้ว่าผู้ขับจะไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ แต่ถ้าเป็นผู้ขับขี่ ณ ขณะนั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของก่อนใช้งานรถยนต์แล้ว ก็จะอยู่ในขอบเขตความคุ้มครองของประกันในรูปแบบนี้

โดยทางบริษัทฯ จะชดเชยค่าเสียหายของตัวรถยนต์ตามเงื่อนไขที่กำหนด ถึงแม้ว่าเพื่อนจะยืมรถไปขับ ก็ยังสามารถรับความคุ้มครองจากประกันได้

ประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่

หากเจ้าของรถยนต์ทำประกันภัยแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นประกันที่มีรูปแบบการคุ้มครองความรับผิดและความเสียหายของรถยนต์ในกรณีที่เกิดเหตุกับรถยนต์ในขณะที่มีผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์เป็นผู้ขับรถยนต์เท่านั้น

โดยการทำประกันแบบระบุชื่อ จะสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ลงในกรมธรรม์ได้ถึง 2 คน กรณีที่มีเพื่อนยืมรถไปแล้วขับชน หากเพื่อนไม่ใช่เจ้าของชื่อที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองหรือเงินชดเชยจากจากประกันรูปแบบนี้

When-Your-Friend-Crashes-Your-Car

ถ้าเพื่อนเอารถไปขับ แต่ไม่มีใบขับขี่?

ถ้าเพื่อนที่ยืมรถยนต์ไปขับ ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ แล้วขับรถยนต์ของคุณไปเกิดอุบัติเหตุ ก็จะมีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ รัฐจะเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่คู่กรณี แต่ถ้ารถยนต์ของเราเป็นฝ่ายถูกชน เจ้าของรถยนต์สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีได้ แต่ถ้าเรา(หรือเพื่อนที่ยืมรถไปขับ) เป็นฝ่ายผิด ก็ต้องพิจารณาแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

ไม่เคยสอบใบขับขี่มาก่อน ไม่มีใบขับขี่

หากผู้ขับไม่มีใบขับขี่มาก่อน บริษัทประกันจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของบุคคลภายนอก หรือ ความเสียหายของตัวรถยนต์เท่านั้น

มีใบขับขี่ แต่ไม่ได้พกมาด้วย/หมดอายุ/ถูกยึด

หากเพื่อนที่ยืมรถยนต์ไปมีใบขับขี่ แต่อาจจะไม่ได้พกมาด้วย หรือใบขับขี่หมดอายุ-ถูกยึด กรณีนี้ประกันภัยรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับ จะให้ความคุ้มครองและชดเชยค่าเสียหายให้ตามเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม การขับขี่ยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เป็นการทำผิดกฎหมายจราจร ไม่ควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง และถ้าถูกจับได้ก็จะมีความผิดและโดนปรับได้

นอกจากประกันภัยรถยนต์ แล้วเพื่อนที่ยืมรถยนต์ไปขับ ต้องรับผิดชอบอะไรไหม?

นอกเหนือจากความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์แล้ว หากเรารู้สึกว่ารถยนต์เกิดความเสียหายมาก ก็สามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้เพื่อนรับผิดชอบค่าเสียหายได้

หรือในกรณีที่เพื่อนนำรถไปชนจนไม่สามารถเคลมได้ คู่กรณีก็สามารถยื่นเรื่องฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาที่ตัวของเพื่อนคนนั้นได้เช่นกัน

หากคู่กรณีเป็นฝ่ายขับมาชน เจ้าของรถยนต์ก็ต้องเป็นผู้ไปเรียกร้องค่าชดเชยจากคู่กรณีและต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่างเอง แต่สามารถเจรจาให้เพื่อนที่ยืมรถไปขับเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนั้นแทนได้

ดูเหมือนว่า ขั้นตอนการขอเคลมต่างๆ จากประกันภัยรถยนต์ ในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง เชื่อว่าถ้าเจอแบบนี้เข้าไป ก็คงจะปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจให้ใครยืมรถยนต์ไปใช้ ให้คิดไตร่ตรองให้ดี หรือสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ของคนคนนั้นให้ดีเสียก่อน หากรู้สึกว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูง ก็อย่าให้ยืมเลยดีกว่า เพราะมันอาจจะไม่คุ้ม

7-New-Cars-Manual-Transmission

ถ้าจะให้พูดถึงการขับรถในปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่า รถยนต์เกียร์ธรรมดา ค่ายรถส่วนใหญ่เลิกผลิตกันแล้ว เนื่องจากตัวเลขยอดขายที่น้อยลงเรื่อยๆ ราคามือสองขายต่อตกมากกว่า อุปกรณ์มาตรฐานน้อย เพราะมักจะเป็นรุ่นเริ่มต้นเสมอ การใช้งานไม่เหมาะกับบรรยากาศรถติดๆ ในเมืองกรุงซะเลย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ในไทย แต่เป็นแบบนี้ในหลายประเทศทั่วโลก

แม้ว่ารถเกียร์ธรรมดา จะทำให้บรรยากาศการขับรถของเราได้สนุกขึ้นมาบ้าง ขาซ้ายไม่ว่าง มือซ้ายไปสับเกียร์กันตลอด ซึ่งหลายคนก็อาจจะยังอยากสัมผัสอะไรแบบนี้กันอยู่

MR.CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 7 อันดับ รถเกียร์ธรรมดาป้ายแดง ที่ค่ายรถยังผลิตขายประจำปี 2021 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

Suzuki-Celerio

1. Suzuki Celerio GL MT ราคา 328,000 บาท

Suzuki Celerio (ซูซูกิ เซเลริโอ) รถ Eco-Car น้องเล็กจาก Suzuki ที่ขายในบ้านเรา ชู 3 จุดเด่น ด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง หลังคาตัวรถสูง ให้สมรรถนะเกินตัว ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม สูงถึง 22 กม./ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า และเกียร์ธรรมดาแบบ 5 สปีด

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : กุญแจรีโมท, เซ็นทรัลล็อค, กระจกไฟฟ้า, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ล้อกระทะ 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบ

Nissan-March

2. Nissan March 1.2S MT – 1.2E MT ราคา 420,000 – 480,000 บาท

Nissan March (นิสสัน มาร์ช) จัดเป็น “Eco-Car” รุ่นแรกของไทยที่ผลิตขายอย่างเป็นทางการในปี 2553 มีจุดเด่นที่ขนาดตัวรถเล็ก ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย ขับง่าย มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ประหยัดน้ำมันได้สูงถึง 20 กม./ลิตร

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : สปอยเลอร์หลัง, ไฟท้าย LED (เฉพาะรุ่น E), กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น E), เครื่องเสียง CD/MP3 พร้อมช่อง AUX/USB (เฉพาะรุ่น E), ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, กุญแจรีโมท (เฉพาะรุ่น E) และล้อกระทะ 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ (เฉพาะรุ่น E)

Mitsubishi-Mirage-2020

3. Mitsubishi Mirage GLX MT ราคา 474,000 บาท

Mitsubishi Mirage (มิตซูบิชิ มิราจ) อีกหนึ่งรถ Eco-Car จาก มิตซูบิชิ ตัวรถที่ขนาดเล็กน่ารัก ด้วยดีไซน์สปอร์ตรอบคัน มาพร้อมกับออพชั่นใหม่ๆ และอุปกรณ์ความปลอดภัยเพียบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 78 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร เรียกได้ว่าน่าใช้อีกรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟท้ายแบบ LED, มาตรวัดการขับขี่แบบ High Contrast, จอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์, สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, สวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน, รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI และระบบเชื่อมต่อบลูทูธ,ช่องต่ออุปกรณ์ USB และช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์, ระบบป้องกันการลื่นไถล, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และล้อกระทะ 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ

New-Mitsubishi-Attrage-2020

4. Mitsubishi Attrage GLX MT ราคา 494,000 บาท

Mitsubishi Attrage (มิตซูบิชิ แอททราจ) ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Mirage แต่ออกแบบเป็นรถ 4 ประตู ตัวรถดีไซน์สปอร์ต ภายในหรูหรา กว้างขวาง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 78 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.8 กม./ลิตร

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟท้ายแบบ LED, มาตรวัดการขับขี่แบบ High Contrast, จอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์, สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, สวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน, รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI และระบบเชื่อมต่อบลูทูธ,ช่องต่ออุปกรณ์ USB และช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์, ระบบป้องกันการลื่นไถล, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และล้อกระทะ 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ

Suzuki-Ciaz

5. Suzuki Ciaz GL MT ราคา 529,000 บาท

Suzuki Ciaz (ซูซูกิ เซียส) รถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตูขนาดเล็ก ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยรุ่น ห้องโดยสารดีไซน์ทันสมัย กว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระมากมาย ขับง่าย หาที่จอดง่าย มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้า และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, เครื่องเสียง CD/MP3 พร้อมช่องต่อ USB, กุญแจรีโมท, ที่เปิดฝาท้ายรถแบบไฟฟ้า, ถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า และล้อกระทะ 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ

Honda-Jazz

6. Honda Jazz S MT ราคา 555,000 บาท

Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) รถยนต์หนึ่งเดียวของฮอนด้า ที่ยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดาเหลืออยู่ ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยรุ่น ชูจุดเด่นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งปรับพับได้หลายรูปแบบ เหมาะอย่างยิ่งกับการใข้งานในเมือง ขนของก็ได้ มีออพชั่นแพรวพราว ขับง่าย มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85 อีกด้วย ประหยัดน้ำมัน ใช้งานในเมือง ลงตัวสุดๆ

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟท้าย LED, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, กุญแจรีโมท, พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง, เครื่องเสียงวิทยุ, Bluetooth/USB/AUX, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบควบคุมเสถียรภาพ VSA, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA และล้อกระทะ 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ

All-New-Isuzu-MU-X-2020

7. Isuzu MU-X 1.9 Luxury MT ราคา 1,254,000 บาท

All-New Isuzu MU-X (ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์) ใหม่ ยังเป็นรถ PPV เพียงรุ่นเดียว ที่ผลิตรุ่นเกียร์ธรรมดาออกมาจำหน่าย เป็นรถระดับ Masterpiece ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ…เหนือทุกความสำเร็จ (Originality Redefined)” พลิกโฉมใหม่ทั้งภายนอกจรดภายใน ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา สะดวกสบาย ประณีตในทุกรายละเอียด

ตัวรถภายนอก หรู ล้ำสไตล์ สง่างาม โฉบเฉี่ยวเร้าอารมณ์ ภายใต้แนวคิด Emotional & Solid ผสานความหนักแน่นและพลิ้วไหวเข้าไว้ด้วยกันตลอดทั้งคัน ส่วนภายในกว้างขวาง โอ่อ่า ด้วยแนวคิดการออกแบบ Fine, Rich & Impressive Craftsmanship ด้วยวิธีการออกแบบ Integrated Cockpit คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง จัดวางเรียบหรู

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.9 ลิตร Ddi Blue Power Gen 2 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ : ไฟหน้า Bi-Beam LED Projector, ไฟตัดหมอกหน้า LED, กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า, ล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว, ระบบแนะนำการเปลี่ยนเกียร์ GSI, เบาะนั่งหุ้มหนัง COOLMAX, เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, เครื่องเสียงจอสัมผัส 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay/Android Auto, ช่องจ่ายไฟ USB 2.4A สำหรับผู้โดยสารหลัง 2 ตำแหน่ง, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบควบคุมการทรงตัว ESC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, ระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC และระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC

MR.CARRO หวังว่า 7 อันดับ รถธรรมดาป้ายแดงที่ยังมีผลิตขายอยู่ หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดง เกียร์ธรรมดาอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ก็ลองขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง!

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothai คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนมกราคม 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

Toyota-Corona-TT140-TT141

สวัสดีปีใหม่ 2564 กับบทความแนะนำรถมือสองจาก CARRO บทความแรกของปี 2564 นี้ ในช่วงที่ “โคโรนาไวรัส” หรือ “โควิด-19” ที่กลับมาระลอกใหม่อีกครั้งในบ้านเรา ซึ่งหลายคนอาจต้องทำงานกันแบบ Work From Home อยู่บนฐานวิถีชีวิตใหม่ New Normal กันเป็นแถว

ในช่วงที่วิกฤตโควิด กำลังสร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทั่วโลกในขณะนี้ การหาซื้อรถมือสองรุ่นที่ตัวเองชอบสักคันมาใช้งานในตอนนี้ มันก็น่าจะดีตรงที่เราอาจซื้อได้เลยไม่ต้องผ่อน หรือผ่อนน้อยๆ ไม่กระทบกับการเงินในเวลานี้ แถมได้ความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

ยิ่งช่วงนี้คนพูดถึง โควิด-19 (COVID-19) เยอะ ก็ทำให้ผมนึกถึงรถยนต์ชื่อดังในอดีตรุ่นหนึ่งของ Toyota ที่ผลิตขายในชื่อ “Corona” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับชื่อไวรัสนี้ …

MR.CARRO เลยขอแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (TT140/TT141) ที่เคยขายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2525 – 2528 กันครับ

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 7) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มกราคม 1982 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่เหลี่ยมคม สไตล์รถทรงกล่อง Boxy Car ยอดฮิตในต้นยุค 80 ที่ Toyota ตั้งใจออกแบบให้ Corona รุ่นนี้ ออกมาชนกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Nissan Bluebird (910) (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่ขายในเวลานั้น

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ มุมหน้ารถที่มีลักษณะเหมือนแหลมยื่นออกมาจากฝากระโปรงหน้า และกันชนหน้า จนได้ฉายาจากคนขายรถมือสองในบ้านเราว่า “โคโรน่า หน้าแหลม” แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 3 แบบ นั่นคือ

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

แบบ 4 ประตู Sedan, แบบ 2 ประตู Hardtop และแบบ Van ขนของ นับเป็น Corona รุ่นสุดท้ายที่ขับเคลื่อนล้อหลัง และมีอายุการขายในตลาดที่สั้น เมื่อเทียบกับโฉมอื่นๆ แต่ในส่วนของเวอร์ชั่น Taxi กลับได้ชื่อว่าเป็น Toyota Corona รุ่นเชิงพาณิชย์ที่ผลิตขายยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1982 – 1998

Toyota-Corona-Van-JDM

รวมไปถึงการเริ่มลดบทบาทการทำตลาดลง โดยไม่มีการส่ง Corona โฉมนี้ ไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกาแล้ว

ส่วนในรุ่น Liftback 5 ประตู ที่เคยมีในโฉมก่อนหน้า สำหรับโฉมหน้าแหลมได้ถูกเว้นวรรคไป ก่อนที่ Toyota จะเปิดตัว Corona Liftback รุ่นเจเนอเรชั่นที่ 8 ขับเคลื่อนล้อหน้า ในเดือนมกราคม 1983 แล้วก็ขายควบคู่ไปกับโฉมหน้าแหลมด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

อีกทั้งยังดึงตัวเอาพรีเซ็นเตอร์จากพระเอกหนังพยัคฆ์ร้าย 007 ชื่อดังชาวอังกฤษ “Roger Moore” (โรเจอร์ มัวร์) มาโฆษณารถรุ่นนี้ด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

สำหรับ Toyota Corona โฉมนี้ ได้พัฒนาขึ้นร่วมกันบนพื้นฐานเดียวกับ Toyota Carina (โตโยต้า คาริน่า) และ Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) (เจเนอเรชั่นที่ 3) ทำให้อะไหล่หลายๆ อย่าง สามารถใช้งานร่วมกันได้

และโฉมนี้ยังมีการปรับปรุงที่มากพอสมควร เช่น ระบบพวงมาลัย เปลี่ยนมาใช้แบบ Rack & Pinion เป็นครั้งแรก และโซนาร์ถอยหลัง (Back Sonar) ติดตั้งบริเวณกันชนท้าย ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

มิติตัวรถ (รุ่น Sedan 2000GT) ยาว 4,570 มม. กว้าง 1,660 มม. สูง 1,395 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม.

เครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลายจริงๆ ถึง 5 แบบ! เริ่มต้นตั้งแต่แบบ LASRE Engine (LASRE ย่อมาจาก Light-Weight Advanced Super Response Engine) ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U (II) 83 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1S-U 100 แรงม้า และแบบดีเซล ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C 65 แรงม้า ส่วนในรุ่น Van ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12T-J

ส่วน Sporty Engine เริ่มต้นกับขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-EU 105 แรงม้า และรุ่น Top สุด ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 18R-GEU 135 แรงม้า

Toyota-Corona-JDM-1982

ในเดือนกันยายน 1982 มีการปรับปรุงรุ่นย่อยใหม่ ตัดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรออกไป เพิ่มรุ่น 1800GT-T และ 1800GT-TR แล้วบรรจุเครื่องยนต์ (ที่ปรับปรุงใหม่) กับ DOHC Turbo รุ่นแรกของ Toyota ที่ Yamaha มีส่วนในการพัฒนาด้วย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-GTEU แบบ 4 สูบ DOHC 8 วาล์ว Twin Cam Turbo พร้อมจุดเด่นอย่างทวินปลั๊ก (2 หัวเทียนต่อ 1 สูบ) 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.-ม.

Toyota-Corona-JDM-1983

ต่อมาในเดือนตุลาคม 1983 ก็ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ปรับปรุงหน้าตาและไฟท้ายใหม่ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ในส่วนของหน้าแหลม ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่อีกแล้ว ในรุ่น 1600GT หันมาคบกับขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU ตัวเดียวกับใน Corolla Levin และ Sprinter Trueno AE86 130 แรงม้า

เอาล่ะ ว่าจะเล่าสั้นๆ ก็เล่นซะยาวเลย มาเข้าถึงรายละเอียดของเวอร์ชั่นไทยดีกว่า สำหรับคนที่กำลังมองหารุ่นนี้มาใช้กัน

Toyota-Corona-TH-1982-Press

บรรยากาศงานแถลงข่าว Toyota Corona ’82

สำหรับเวอร์ชั่นไทย Toyota Corona หน้าแหลม รุ่นนี้เปิดตัวกันเมื่อ 23 กรกฎาคม 2525 ที่โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งในงานแถลงข่าวเปิดตัวนี้ ก็ได้ทำการแจกโปสเตอร์ ให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้มางานนี้ด้วย (ซึ่งรูป Poster ก็คือรูป Cover อันแรกของบทความนี้ไงครับ) แถมคุยโม้อีกว่า นี่คือ “เทคโนโลยีใหม่แห่งวิศวกรรมยานยนต์”

ตัวรถ … รายละเอียดถือว่าต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐาน บ้านเราตัดออกไปเยอะ! … มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.6 DX 4 เกียร์, 1.6 DX 5 เกียร์, 1.8 GL 5 เกียร์ และรุ่น Top สุด อย่าง 1.8 GL Automatic 3 สปีด ในราคา 275,000 – 349,000 บาท

Toyota-Corona-TH-1982

ภายนอกของรุ่น 1.6 DX

ตัวรถภายนอก สังเกตได้ไม่ยากเลยว่ารุ่นไหน 1.6 รุ่นไหน 1.8 … ในรุ่น 1.6 ไฟหน้าจะมีขนาดเล็ก กันชนหน้า-หลังขนาดเล็ก ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดเล็ก และไม่มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

Toyota-Corona-TH-1982-AD

ภายนอกของรุ่น 1.8 GL

ส่วนรุ่น 1.8 ไฟหน้าโคมขนาดยาว มีสปอตไลท์ในตัว กันชนหน้าแบบยูรีเทนขนาดใหญ่ ด้านข้างมีคิ้วสแตนเลสที่ล้อ 4 ล้อ และคิ้วกันกระแทกข้างตัวรถ ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดใหญ่ มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

ส่วนเรื่องสนิมไม่ต้องกลัว เพราะรุ่นนี้ผ่านการชุบสี Epoxy ด้วยไฟฟ้าแบบ Cation E.D.P. (E.D.P. ย่อมาจาก Electro Deposition Painting) ที่ได้ชื่อว่า “Ultra Body” ที่โตโยต้าโหมโฆษณาอย่างหนักว่า “สู้ความชื้น ชนะความเค็ม”

Toyota-Corona-TH-1982

ห้องโดยสารภายใน ถือว่าแปลกตาทีเดียวในยุคนั้น กับโทนสีครีมตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น ในรุ่น 1.6 4 เกียร์ เบาะนั่งแบบกึ่งหนังไวนิลกึ่งผ้า มาตรวัดไม่มีวัดรอบ ส่วนรุ่น 1.6 5 เกียร์ จึงจะมีวัดรอบมาให้

และในรุ่น 1.8 ลิตร จัดอุปกรณ์มาตรฐานมากหน่อยนึง ตั้งแต่กระจกมองข้างด้านคนขับ เบาะกำมะหยี่แบบเต็ม พวงมาลัย 2 ก้านแบบหรู พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่, ที่ปรับดันหลังด้านคนขับ, ไฟส่องรูกุญแจสตาร์ท, ไฟส่องพื้นด้านคนขับ, สวิตช์ปรับไฟหน้าปัด, พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้, ที่วางแขนคอนโซลกลางมีฝาปิด และที่วางแขนด้านหลัง เป็นต้น

Toyota-Corona-TH-1982

ส่วนเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรายังล้าหลังอยู่ เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Corona โฉมที่แล้ว แต่โตโยต้าก็คุยว่าได้ปรับปรุงคอยล์จุดระเบิด ปรับปรุงจังหวะการเปิดปิดของวาล์ว และระบบการจ่ายเชื้อเพลิงคาร์บูเรเตอร์แล้ว

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ 5 สปีด

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 108 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 3 สปีด

ระบบช่วงล่างหน้า แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังแบบคานยึด 4 จุด พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง

แม้ว่าโคโรน่า หน้าแหลม รุ่นนี้ในบ้านเราจะไม่มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใดๆ แต่ในปี 2527 ก็ได้ปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานนิดหน่อย อาทิ ชื่อรุ่นด้านท้ายในรุ่นย่อย 1.8 GL คำว่า “GL” จะติดตั้งบริเวณด้านซ้ายมือแทนตัวเลข กันชนหน้า-หลัง เพิ่มสีเดียวกับตัวรถเข้าไป และเบาะนั่งภายใน ใช้เบาะกำมะหยี่ลายใหม่ ดูนุ่มยิ่งขึ้น

พร้อมกับฉลองรถออกจากสายการผลิต คันที่ 200,000 ในไทย เป็นรถ Toyota Corona หน้าแหลม พอดี …

Toyota Corona หน้าแหลม รายละเอียดก็มีแค่นี้แหละ จบ!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “หน้าแหลม” ในปัจจุบัน ไม่ใช่รถมือสองรุ่นยอดนิยมแบบในยุค 80 หรือ 90 แล้ว แต่ในวงของคนที่ชอบเล่นรถ Retro รุ่นนี้ก็ยังมีคนเล่นกันอยู่บ้าง มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น คนรักรถหน้าแหลม เป็นต้น โดยมากแล้วรถจะช้ำ เก่าโทรมตามสภาพ สภาพดีๆ หายากเลยล่ะ

ถ้าจะซื้อต้องหาคันที่สภาพดีๆ หน่อย ตัวถังไม่ผุมากๆ เป็นใช้ได้ (แต่ส่วนใหญ่จะผุเยอะ จุดยอดฮิตก็หลังคา ใต้บังโคลนล้อหน้า-หลัง ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า เป็นต้น)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ยังพอใช้งานประจำวันได้ ภายในนั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดีมาก ทนทาน ติดแก๊ส LPG ได้เลย เพราะเครื่องยนต์เดิมๆ ตัวนี้ จะกินน้ำมันดุเดือดสุดๆ และเรี่ยวแรงไม่มี ส่วนใหญ่มักนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์กัน อาทิในตระกูล A ก็ 4A-GE ตระกูล S เน้นประหยัด ก็ 3S-FE, 4S-FE

ส่วนเน้นขับมันส์ๆ ก็ตระกูล G อย่างรหัส 1G-GE, 1G-GTE หรือตระกูล JZ อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE ห้องเครื่องวางลงได้สบายๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน แต่ก็ต้องมีซ่อมเยอะตามอายุ อะไหล่ส่วนใหญ่จัดว่าหายากแล้ว ต้องอาศัยคนที่ระเบิดซากรถเก่ามาขาย หรือบางอย่างต้องแปลงเอา เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ ระบบไฟ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ละกัน

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 15,000 – 35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) ซึ่งสภาพรถส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่รถบ้านๆ เดิมๆ ก็แต่งจนเละ

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corolla-Altis-ZZE141-ZZE142-ZRE143

รถยนต์ที่คนทั่วโลกรู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพ อย่าง Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่ด้วยกันกว่าสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 1966 และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 47 ล้านคัน

ซึ่งรถยนต์ Corolla หนึ่งคัน จะถูกขายทุกๆ 15 วินาที ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดสำหรับโตโยต้าทั่วโลก และยอดขายสะสมกว่า 800,000 คัน ในไทย (ยอดถึงปี 2019)

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีก (เช่นกัน) นั่นคือ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE141 (รุ่น 1.6), ZZE142 (รุ่น 1.8), ZRE141 (รุ่น 1.6 เครื่องยนต์ใหม่), ZRE142 (รุ่น 1.8 เครื่องยนต์ใหม่) และ ZRE143 (รุ่น 2.0 เครื่องยนต์ใหม่)” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าแบน” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเวอร์ชั่นไทย ยังคงอิงแบบเดียวกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

พร้อมดึงตัวนักแสดงฮอลลีวูดชาวอังกฤษชื่อดัง อย่าง Orlando Bloom มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ของรถรุ่นนี้ เปิดตัวในวันที่ 29 มกราคม 2551

รูปโฉมภายนอกดูสดใหม่ สปอร์ตขึ้น ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ Cd = 0.29 พร้อมเพิ่มออพชั่นเด่นๆ อย่าง ชุดไฟหน้า HID, ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor, ชุดไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างทุกรุ่นย่อย, ระบบ Curise Control และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ภายในห้องโดยสาร ดีไซน์ใหม่ ทำให้ห้องโดยสารภายในมีความจุเพิ่มขึ้นมากกว่ารถรุ่นเดียวกันในตลาด อย่างน้อย 6 ลบ.ซม. ด้วยคอนโซลออกแบบไร้รอยต่อ ล้อมรอบด้วยวัสดุสีเงิน ขอบประตูเชื่อมกันดูโค้งมนกลมกลืน ติดตั้งเครื่องเสียงวิทยุและ CD เล่นระบบ MP3 ได้แบบ 1 แผ่น และ 6 แผ่นในรุ่น 1.8 ลิตร ส่วนระบบแอร์เป็นแบบอัตโนมัติในรุ่น 1.8 ลิตร

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

Toyota Corolla Altis โฉมนี้ แรกเริ่มยังใช้เครื่องยนต์เดิมขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 14.8 กก.-ม. (145 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุดลดลงมาเหลือ 132 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.3 กก.-ม. (170 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรุ่น 1.8 ลิตร จากการทดสอบโตโยต้า (ตอนนั้น) เคลมว่าทำได้ถึง 15.93 กม./ลิตร และยังใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ระบบช่วงล่าง ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก ติดตั้งล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว 7 ก้าน พร้อมยาง 195/65 R15 ในรุ่น 1.6 ลิตร และล้ออัลลอยด์ 16 นิ้ว แบบ 10 ก้าน มาพร้อมยาง 205/55 R16 (ยังเป็นรุ่นแรก ที่ใช้ล้อแม็กแบบ 5 รูด้วย)

รุ่นย่อยที่มีให้เลือกก็ได้แก่ รุ่น 1.6 J, 1.6 E, 1.6 G, 1.8 E และ 1.8 G ในราคา 709,000 – 969,000 บาท ซึ่งเคาะราคาลดลงจากรุ่นเดิม คือ ส่วนลดจากภาษีรถที่ใช้น้ำมัน E20

ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ในรุ่น 1.8 G และ 1.8 E จะเน้นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่คำนึงภาพลักษณ์ 1.6 G และ 1.6 E เน้นกลุ่มพนักงานระดับกลาง ข้าราชการ ที่คำนึงถึงความคุ้มค่า และ 1.6 J พนักงานทั่วไปที่เน้นความคุ้มค่า ตั้งเป้ายอดขาย 2,600 คัน/เดือน

Toyota-Corolla-Altis-LIMO-CNG-TH-2008

ในวันที่ 16 ตุลาคม 2551 Toyota ได้แนะนำ Toyota LIMO CNG (โตโยต้า ลีโม่ CNG) สำหรับตลาดแท็กซี่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรุ่นติดตั้งก๊าซ NGV โดยตรงจากโรงงานโตโยต้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) มาพร้อมจุดเด่น 4 อย่าง ได้แก่ ออกแบบสำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติอัดโดยเฉพาะ, ความทนทานต่อการใช้งาน, ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการรับประกันคุณภาพมาตรฐานโตโยต้า ในราคา 724,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เปิดตัว Toyota Corolla SS-I (Superb Sedan-One) ใส่ชุดแต่งสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 900 คัน ด้วยกระจังหน้าสีขาวแนวนอน พร้อมโครเมียม, สเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส, ฝาครอบท่อไอเสียสแตนเลส, ล้อแม็ก 15 นิ้ว สี Smoke Chrome พร้อมยาง 195/65R15

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

ภายในตกแต่งแผงคอนโซลกลางสี Metallic พร้อมลายไม้สีดำ สีภายในสีดำ-เบจ และเบาะหนังทูโทนสีเบจ-ดำ, พวงมาลัยหุ้มหนัง แบบ 3 ก้าน, หัวเกียร์หุ้มหนัง และฐานเกียร์ลายไม้ดำพร้อมขอบโครเมียม

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เป็นครั้งแรก พร้อมตกแต่งด้วยชุดสเกิร์ตรอบคัน มีสปอยเลอร์หลัง ล้อแม็กลาย 10 ก้าน ขนาด 16 นิ้ว เพิ่มสีขาวมุก White Pearl ใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่รหัส 3ZR-FE ที่มีระบบ Dual VVT-i มาใช้ใน Corolla Altis เป็นครั้งแรก ในราคา 949,000 – 1,184,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

โดยในรุ่น 2.0 V Navigator ได้เพิ่มปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มโทรออกด้วยเสียง กับระบบนำทาง (In-Car Navigator) และกล้องมองหลังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะถอยจอด พร้อมระบบไฟหน้าแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Push Start, ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift และระบบไฮเทคอย่าง ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) และระบบ TRC (Traction Control) ก็มีติดตั้งมาด้วยเช่นกัน

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด141 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.3 กก.-ม. (189 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT

มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 2.0 G, 2.0 V และ 2.0 V Navi

Toyota-Corolla-Altis-Advanced-CNG-2009

และในเดือนพฤศจิกายน 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis Advanced CNG ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ก๊าซ NGV พร้อมเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้ง ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และน้ำมันแก็สโซฮอล์ E20 ในรุ่น 1.6 มาตรฐาน, 1.6 CNG และ 1.6 E CNG A/T (ราคา 834,000 บาท)

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เปิดตัว Corolla Altis โฉมอัลติสหน้าแบน ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า สามารถสร้างยอดขายสะสมมากกว่า 58,000 คัน (ข้อมูลถึงวันที่ 31 มกราคม 2553)

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

11 กุมภาพันธ์ 2553 Toyota ได้เปิดตัว (โคโรลล่า อัลติส ทีอาร์ดี สปอร์ติโว) ใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่ นักขับหัวใจสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 1.6 TRD Sportivo ราคา 839,000 บาท และ 1.8 TRD Sportivo ราคา 894,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

โฉบเฉี่ยว เร้าใจด้วยชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง, ไฟหน้า แบบ Smoke Chrome, ล้อแม็ก TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 และโคมไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส กับปลายท่อไอเสียสเตนเลส ภายในสปอร์ต โทนสีดำทั้งเบาะนั่ง แผงประตู พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนัง แผงคอนโซลหน้าสีเมทัลลิก พร้อมลายหินอ่อนสีดำ

Toyota-Corolla-Altis-TH-2010

5 สิงหาคม 2553 ได้เวลาปรับโฉม Toyota Corolla Altis รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ไฟหน้า, กระจังหน้า, กันชนหน้า กันชนหลัง และล้อแม็ก 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ … ภายใต้แนวคิด Beyond Definition พร้อมดึง โฬม-พัชฏะ นามปาน (หรือชื่อใหม่ โอม-อัชชา นามปาน) เป็นพรีเซ็นเตอร์รถรุ่นนี้ ในราคา 744,000 – 1,194,000 บาท

โดย Altis โฉมนี้ นำเครื่องยนต์ระบบ Dual VVT-i มาใช้ พร้อมระบบ ACIS ปรับเปลี่ยนความยาวท่อไอดี ให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องยนต์ สร้างกำลังและแรงบิด อย่างมีประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูง และระบบส่งกำลังใหม่ Super CVT-i ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่! ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 15.7 กก.-ม. (154 นิวตัน-เมตร) ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Gate Type

เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.7 กก.-ม. (173 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. (187 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มีนาคม 2554 Toyota ได้เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo โฉมไมเนอร์เชนจ์ ในงาน Motor Show 2011 ผลิตจำนวนจำกัด 2,800 คัน งวดนี้มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้แก่ รุ่น 1.8 TRD Sportivo ราคา 919,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลัง และสปอยเลอร์หลัง พร้อมล้อแม็กอัลลอย TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 เหมือนเดิม ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำ เบาะนั่งหนังสีดำพร้อมโลโก้ TRD Sportivo แผงประตูลายเมทัลลิค พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง และสีพิเศษ ได้แก่ สีขาว Super White และ สีดำ Black Mica เท่านั้น

Toyota-Corolla-Altis-50th-Toyota-Thailand-2012

เดือนกุมภาพันธ์ 2555 Toyota ออกรถรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปี โตโยต้า ประเทศไทย เจ้า Altis โฉมนี้ก็ได้ทำเป็นรถรุ่นพิเศษด้วย โดดเด่นด้วยล้อแม็ก 15 นิ้ว รมดำ ตัวรถมีสีขาว Super White II และสีพิเศษ Light Purple Mica Metallic เฉพาะรุ่นนี้ให้เลือก ในราคา 903,000 บาท

ภายในโทนสีดำ เบาะหนังแท้ พร้อมระบบบริหารหลังไฟฟ้า สำหรับคนขับ ชุดเครื่องเสียงหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว รองรับ Smart G-Book มีพรมปูพื้น และแผงคอนโซลหน้า แผงประตูข้างเมทัลลิกสีใหม่ เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2012

13 พฤศจิกายน 2555 Toyota เปิดตัว Corolla Altis รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ (ขยันปรับกันทุกปีจริงๆ!) โดยเฉพาะในรุ่น 1.8 ลิตร ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 ได้ กับราคาใหม่ที่ปรับลดลง จากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากอัตราภาษีรถยนต์ E85 พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ โคโรลล่า อัลติส คนใหม่ “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ”

ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุ และชนิดสารเคลือบของอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น แหวนลูกสูบและลูกสูบ ท่อส่งน้ำมันเข้าหัวฉีดวาล์วและบ่าวาล์วของทั้งไอดีและไอเสีย หัวเทียน รวมทั้ง PCV วาล์ว เพื่อให้สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ในรุ่น 1.8 ลิตร มีการเพิ่มรุ่น 1.8G Navi ที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ภายในโทนสีเทา-ดำ, ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator พร้อมกล้องมองหลัง ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร เพิ่มกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ที่สามารถแสดงภาพจากกล้องมองหลังผ่านทางกระจกได้ และในรุ่น 1.6 ลิตร (ในรุ่น 1.6 E CNG A/T, 1.6 J M/T, CNG M/T (Color) และ CNG M/T) ที่เพิ่มถุงลมและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ อีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2013

28 กุมภาพันธ์ 2556 Toyota เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo อีกรอบ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Corolla Altis รุ่น 1.8 E ใส่ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต เพียงแค่ 3,200 คัน เท่านั้น โดดเด่น ด้วยสีขาว Super White และสีดำ Attitude Black Mica ในราคา 889,000 บาท

ภายนอก ดีไซน์สปอร์ต ชุดไฟหน้า ฮาโลเจน พร้อมไฟท้าย LED แบบรมดำ, ชุดสเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ล้อแม็ก TRD พร้อมยางขนาด 205/55 R16 และปลายท่อไอเสียสแตนเลส

ภายในคมเข้ม แผงคอนโซลหน้าและด้านข้างประตูสีเมทัลลิก และ Piano Black พวงมาลัยหุ้มหนัง สไตล์สปอร์ต 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง, หัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีส้ม พร้อมฐานเกียร์ขอบสีส้ม, เบาะหนังสลับผ้าแบบสปอร์ต สีเทาดำ พร้อมพรมปูพื้นลายพิเศษ TRD Sportivo

หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ขายกันไปเรื่อยๆ จนหมดอายุตลาดไปในเดือนมกราคม 2557 หลังจากการเปิดตัว Corolla Altis โฉมใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 11 ครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง เบาะหน้าปรับปรุงใหม่ นั่งสบายขึ้นมาก พนักพิงหลังยาว รองรับแผ่นหลังได้เต็ม เบาะหลังนั่งสบายขึ้น ช่วงล่างดีขึ้น โคลงน้อยลง เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี เครื่องยนต์ในรุ่นปี 2008 – 2010 ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน ติดแก๊สได้

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน แต่ก็สิ้นเปลืองกว่ารุ่นที่เปลี่ยนเป็นเกียร์ Super CVT-i 7 สปีด ที่ตอบสนองดีกว่า ออกตัวเรียบๆ ไม่กระชาก แต่ถ้าถึงระยะในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ กรองเกียร์ หรือชิ้นส่วนต่างๆ อย่าละเลย แค่นี้ก็ใช้งานได้ยาวๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทานอีกรุ่น อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 340,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้เยอะ (ราคาประมาณ 4-8 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสภาพ ปลดป้าย จดทะเบียนใหม่ เก็บสภาพ ทำสีมาแล้วหรือยัง ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Howto-Clean-Headlights

สำหรับปัญหาไฟหน้ารถเหลือง ถือเป็นเรื่องกวนใจของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานาน มักจะเจอปัญหาไฟหน้ารถมีสีหม่นๆ หรือสีเหลือง ดังนั้น คนรักรถอย่างเราที่ดูแลรักษารถมาเป็นอย่างดี ลองมาหาวิธีขัดไฟหน้ารถให้ใสเหมือนใหม่กันเถอะ รับรองว่าหลังจากใช้วิธีนี้แล้ว ไฟหน้ารถของคุณก็จะกลับมาใสเหมือนเดิม แถมไม่ต้องเปลืองเงินขัดไฟหน้ารถด้วย

Howto-Clean-Headlights

1. ใช้ยาสีฟันมาเป็นตัวช่วย

รู้หรือไม่ว่า? นอกจากยาสีฟันจะช่วยทำให้ฟันขาวสะอาดแล้ว ยาสีฟันยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยขจัดคราบเหลืองบนไฟหน้ารถอีกด้วย แต่แนะนำให้ใช้เป็นยาสีฟันแบบครีม เน้นฟลูออไรด์ หรือสูตรฟันขาวจะช่วยขจัดไฟเหลืองหน้ารถได้ดี เพียงคุณทำตามวิธีดังนี้

  • ล้างไฟหน้ารถให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า
  • เช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง
  • จากนั้นบีบยาสีฟันยี่ห้ออะไรก็ได้
  • ใช้ผ้าหรือโฟมถูบริเวณที่มีคราบเหลืองเกาะติด ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
  • ล้างน้ำเปล่าให้สะอาดก็เป็นอันเรียบร้อย

2. ขัดไฟหน้ารถด้วยสเตคลีน

ต่อด้วยสเตคลีน ครีมสำหรับทำความสะอาดเครื่องหนังแ และพลาสติกที่หาได้ง่าย มีชาวเน็ตหลายคนบอกว่าสเตคลีนสามารถขัดไฟหน้ารถเหลืองให้ขาวสะอาดได้ เพียงทำตามขั้นตอนง่ายๆ ได้แก่

  • นำสเตคลีนทาบริเวณไฟหน้ารถที่มีคราบเหลือง
  • จากนั้นให้ใช้ผ้าสะอาดขัดออก ทิ้งพักไว้ 2 นาที
  • หลังจากนั้นคราบเหลืองก็จะหายไป

หากคราบเหลืองยังไม่หาย ก็สามารถทาสเตคลีนซ้ำอีก แล้วขัดวนไปจนกว่าไฟหน้ารถจะกลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง เห็นไม่ล่ะว่าง่ายนิดเดียว อีกทั้งยังช่วยให้รถดูเงางามด้วย

Howto-Clean-Headlights

3. ขัดไฟหน้ารถด้วยน้ำยาขัดโคมไฟ

เริ่มต้นด้วยวิธีแรกสำหรับ “น้ำยาขัดโคมไฟ” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพียงลงทุนซื้อยาขัดโคมไฟหน้ารถมา ก็สามารถนำมาขัดไฟหน้ารถได้แล้วครับ ซึ่งให้เตรียมอุปกรณ์แค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ น้ำยาขัดโคมไฟ และผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์สัก 2-3 ผืน ให้เราลองทำตามวิธีดังนี้

  • ล้างไฟหน้ารถให้สะอาดก่อน
  • นำผ้าไมโคไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์มาเช็ดให้แห้ง
  • เทน้ำยาขัดโคมไฟลงผ้าไมโคไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์
  • ขัดไฟหน้ารถเหลืองให้ทั่วบริเวณ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที
  • ให้นำผ้าสะอาดมาเช็ดคราบน้ำยาขัดโคมไฟให้ออกก็เรียบร้อย

ทั้งหมดนี้ก็คือ วิธีขจัดไฟหน้ารถเหลืองให้กลับมาขาวใหม่อีกครั้ง ซึ่งเราสามารถหาอุปกรณ์ง่ายๆ ได้ตามท้องตลาด แล้วใช้ตามคำแนะนำที่บอกข้างต้นได้เลย เพียงเท่านี้ไฟหน้ารถของคุณก็จะวิบวับเหมือนเดิม แถมยังช่วยเซฟค่าใช้จ่ายของคุณอีกด้วย เอาเป็นเราลองมาทำกันดูนะครับ ง่ายนิดเดียว!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ