Toyota-TRD-2000

ย้อนกลับไปในยุค 90 ช่วงนั้นรถแต่งรถแรง ยังไม่ได้เป็นที่นิยมเป็นวงกว้าง ถึงขั้นที่ว่าค่ายรถต่างๆ ต้องผลิตออกมาเอาใจตลาดแบบในปัจจุบัน แต่ก็จะมีคนเฉพาะกลุ่ม (เอาจริงๆ ก็กลุ่มใหญ่พอสมควรเลยล่ะ) ที่นิยมเล่นรถแต่งซิ่งในแนวนี้อยู่ในเวลานั้น จึงเป็นโอกาสทอง ของบรรดาสำนักแต่งต่างๆ ได้แสดงโชว์ฝีมือ และออก “ของแรง” มาให้ได้ซื้อหากัน ในจำนวนจำกัด และราคาสูงมากก็ตาม

ด้านสำนักแต่งที่คู่บุญของ Toyota มานาน อย่าง “TRD” (Toyota Racing Development) ก็ได้ทำการโมดิฟายรถในเครือของ Toyota มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในยุค 90 ชื่อชั้นของ TRD อาจไม่คุ้นหูของคนทั่วไปในไทยนัก

แต่สำหรับคนรักรถโตโยต้าแล้ว ชื่อนี้มีของดีออกมาเยอะ! นับตั้งแต่น้องเล็ก TRD 2000, TRD 2000GT เอาเจ้า MR2 มาแต่ง ไปจนถึงสปอร์ตรุ่นใหญ่ TRD 3000GT ที่จับเจ้า Supra มาแต่งให้แรง

MR.CARRO จะขอนำเสนอ TRD 2000 ในมุมของ User Voice ครับ

TRD-2000-Catalogue

ในปี 1994 ช่วงที่รายการแข่งขันรถยนต์ JTCC (All Japan Touring Car Championship) กำลังฮิตในประเทศญี่ปุ่น Toyota ได้ส่ง Corolla ลงเข้าแข่งขัน ผนวกกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่กำลังบูม (ก่อนฟองสบู่แตก) ในขณะนั้น

Toyota-TRD-2000

ทางสำนักแต่ง TRD (Toyota Racing Development) และ Toyota Techno Craft Co., Ltd จึงนำ Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 7 หรือ “สามห่วง” ที่รู้จักกันดีในบ้านเรา รุ่นย่อย GT (รหัสรุ่น E-AE101-AEMVF) มาแต่งพิเศษในชื่อ “TRD 2000” เมื่อเดือนตุลาคม 1994 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 99 คัน

Toyota-TRD-2000

สำหรับรถคันที่เรานำเสนออยู่นี้ ได้ถูกเจ้าของรถตกแต่งให้แตกต่างไปจาก TRD 2000 เดิมเล็กน้อย เริ่มต้นตั้งแต่การเปลี่ยนไฟหน้าเป็นแบบเดียวกับ Corolla Wagon (หรือแบบของ Depo ที่ขายในบ้านเรานั่นล่ะ) เลนส์ไฟเลี้ยวแบบใส กระจังหน้านำของ Corolla FX มาใส่ ส่วนล้อนั้นใช้ของ Enkei NT03 และยางขนาด 205/40R17 ของ Dunlop

Toyota-TRD-2000

เครื่องตัวเดียวกับ Celica!

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-GE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขัน JTCC ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 1,140 กิโลกรัม

Toyota-TRD-2000

ของแท้ ต้องมีแผ่นเพลท หน้าตาแบบนี้ จาก Toyota Techno Craft

ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์ 3S-GE ที่อยู่ใน TRD 2000 นี้ มีแรงม้าที่มากกว่าเครื่องยนต์ 4A-GE ที่อยู่ใน Corolla GT ถึง 20 แรงม้า และแรงบิดที่มากกว่า 3.0 กก.-ม.

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (ตามมาตรฐานโหมด 10-15) อยู่ที่ 11.2 กม./ลิตร

Toyota-TRD-2000

สำหรับชุดยางแท่นเครื่องของ TRD ได้ปรับปรุงใหม่ ให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ได้มากขึ้น

Toyota-TRD-2000

ภายใน ได้อารมณ์สปอร์ตกำลังดี

TRD 2000 มาพร้อมชุดแต่งครบครัน อาทิ คอยล์สปริง TRD, หัวเกียร์ TRD แบบ Quick Shift, ท่อไอเสียคู่ TRD แบบสแตนเลส, โช๊คอัพ TRD, ผ้าเบรก TRD, เหล็กค้ำโช๊คหน้า TRD, ชุดเกียร์ Manual Transaxle แบบ S54 แบบเดียวกับใน Toyota Celica (ST202), สติ้กเกอร์ด้านข้าง และชื่อรุ่นด้านหลัง

ส่วนคันที่เรานำเสนอนี้ ภายในใช้พวงมาลัย 4 ก้านของ MOMO และเบาะนั่งของ Recaro ซึ่งเจ้าของได้ตกแต่งเองเพิ่มเติม

Toyota-TRD-2000

ชุดมาตรวัดจากรุ่นธรรมดา จนดูไม่ว่านี่เครื่องแรง!

ในส่วนของ Option สามารถสั่งเพิ่มเติมได้ อาทิ ชุดคลัทช์ TRD, เฟืองท้าย TRD แบบ LSD, เหล็กกันโคลง TRD, เบาะนั่ง Konig Prinz P200, พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ 3 ก้าน TRD และล้อแม็ก TRD Type-FT (15X6.5JJ-38) พร้อมยาง Yokohama Grand Prix M5 ขนาด 195/55R15

Toyota-TRD-2000

ราคาตัวรถ 1,726,000 เยน ราคารวมชุดแต่งทั้งหมด 3,350,000 เยน

แต่ความพิเศษของรถรุ่นนี้ ตอนขายก็พิเศษไปด้วยเช่นกัน เพราะขายได้แค่ใน 1 จังหวัด และ 3 จังหวัด ที่ต้องแสดงการมีสถานที่จอดรถเป็นของตนเอง (ถึงจะซื้อได้) อีกทั้งยังไม่ขายให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี

แต่ด้วยราคาจำหน่ายที่สูงมาก ทำให้รถรุ่นนี้ ขายไปได้แค่ 10 คันเท่านั้น!

Toyota-TRD-2000

ท่อไอเสียคู่ ติดตั้งมาให้พร้อม

แม้ว่าภายนอกจะดูธรรมดาสามัญ แต่ถ้าเป็นคนเล่นรถ จะรู้เลยว่ารุ่นนี้น่ะ ไม่ธรรมดา!

หากใครสนใจที่จะขายรถคันเก่า อยากขายรถ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express

นอกจากจะสามารถกรอกแบบฟอร์มตามข้างต้นแล้ว ยังสามารถติดต่อกับ CARRO ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-508-8425 หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

อีกทั้งยังสามารถ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

เนื้อเรื่อง / ภาพ โดย Kentaro HIROSHIMA

แหล่งที่มาจาก:

Best-Car-Camera-For-Your-Car

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้ “กล้องติดรถยนต์” หรือ “กล้องหน้ารถ” (Dash Cam หรือ Car Camera) นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง กลายเป็น New Normal ที่ต้องมีกันแล้วในรถทุกคัน เพื่อช่วยในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ บนท้องถนนขณะขับรถ อาทิเช่น ภาพรถยนต์มักง่ายทำผิดกฎจราจร หรือเกิดอุบัติเหตุในมุมด้านหน้า (และด้านหลัง) การชนแล้วหนี รวมทั้งยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ช่วยให้ตำรวจ และบริษัทประภันภัย สามารถสืบสวนและทำงานได้ง่ายขึ้น ตัดสินได้ง่ายขึ้นว่าใครถูกใครผิด ซึ่งถ้าหากไม่มีกล้อง การติดตามเรื่องราวเหล่านี้ อาจต้องเสียเวลามาก และตามคู่กรณีได้ลำบาก

แต่กล้องหน้ารถ ทุกวันนี้ก็มีออกมาให้เลือกกันเยอะมาก จากสารพัดแบรนด์ มีกันตั้งแต่ราคาถูกๆ ไม่ถึงพัน แต่คุณสมบัติ ความละเอียดก็ไม่คมชัด หรือบันทึกได้ไม่นาน ไปจนถึงราคาแพงหลักหมื่นบาท ภาพคมชัดสุดๆ รวมถึงการบันทึกอัตโนมัติ บวกกับระบบป้องกันไฟล์ภาพหาย และฟังก์ชั่นการบันทึกโหมดกล้องวงจรปิดเมื่อจอดรถ ซึ่งมีให้เลือกได้ตามกำลังทรัพย์ และวิธีติดตั้งกลองหน้ารถ ยังง่ายนิดเดียว

กล้องติดหน้ารถยนต์ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ FULL HD 1080p หรือ HD Ready 720p ถือว่าเป็นมาตรฐาน ให้คุณภาพไฟล์วีดีโอที่ละเอียดและใช้งานได้ และถ้าจะซื้อก็ควรเลือกใช้มาตรฐานนี้ อีกทั้งยังต้องดูตัวเลนส์ และชิปประมวลผล ที่ต้องทำงานคู่กันด้วย ว่าคุณภาพดีหรือไม่

สำหรับกล้องติดหน้ารถยนต์ ในปี 2020 ราคาสบายกระเป๋า ไม่เกินสองพันบาท จะมีแบบไหน ยี่ห้อไหนบ้าง ที่น่าซื้อมาติดในรถของคุณ? MR.CARRO ขอแนะนำกล้องติดรถยนต์ยอดนิยม เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คุ้มราคา สำหรับรถคุณในปี 2020 จ้า.

Best-Car-Camera-For-Your-Car

1. Xiaomi 70mai Car DVR Camera Full HD 1080P

ราคา 959 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดเช็ค ณ จุดขายอีกครั้ง)

Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน และสินค้าหลายหลายจากประเทศจีน ก็มีทำกล้องหน้ารถ Xiaomi ออกมาขายด้วยเช่นกัน ได้ที่เราขอแนะนำเป็นรุ่นราคาย่อมเยาว์ แต่คุณสมบัติก็ถือว่าเจ๋ง นั่นคือ Xiaomi 70mai และราคาที่ไม่แพงอีกด้วย

มาพร้อมเลนส์มุมกว้าง 130 องศา ใช้เซ็นเซอร์ของ Sony IMX323 ถ่ายวีดีโอตอนกลางคืนได้คมชัด พร้อมการเชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi, G-Sensor เซ็นเซอร์ G-Built สำหรับบันทึกเหตุฉุกเฉินอัตโนมัติ และการบันทึกแบบวนรอบอัตโนมัติ พร้อมเทคโนโลยีการบีบอัดภาพขั้นสูง H.264 ช่วยให้วิดีโอมีคุณภาพดี และประหยัดพื้นที่จัดเก็บไฟล์ รองรับ Micro SD Card สูงสุด 32 GB และการควบคุมเสียงภาษาอังกฤษ – รัสเซีย

แอพพลิเคชั่นมือถือที่รองรับ (การควบคุม Android 6.0 เหนือ / iOS) (สนับสนุนคำสั่งภาษาอังกฤษ) ชื่อแอพ 70mai (ภาษาอังกฤษ) ดูผ่านมือถือได้ เล่นซ้ำวิดีโอและดาวน์โหลดด้วย 70mai พร้อมฟรี Wifi ในตัว

Best-Car-Camera-For-Your-Car

2. Morestech G1W NT96650

ราคา 999 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดเช็ค ณ จุดขายอีกครั้ง)

Morestech เป็นแบรนด์ที่สั่งผลิต นำเข้าและจำหน่ายกล้องติดรถยนต์คุณภาพจากประเทศจีน มีราคาไม่แพง และรับประกัน 1 ปีเต็ม โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่พัฒนาจากของเดิม คุณภาพระดับ Full HD ใช้ชิพเซ็ต Novatek NTK96650BG

พร้อมฟังก์ชั่น WDR สามารถบันทึกวีดีโอตอนกลางคืนได้ดีมากขึ้น ภาพชัดขึ้น ไม่แตก และยังพิเศษ ตรงที่ระบุป้ายทะเบียนรถผู้ขับขี่เป็นภาษาไทยได้

ส่วนคุณสมบัติของกล้องนั้นก็มี หน้าจอแสดงผลขนาด 2.7 นิ้ว บันทึกภาพทันที่เมื่อสตาร์ทเครื่อง และหยุดบันทึกเมื่อดับเครื่องยนต์ ใช้ชิพเซ็ต NT96650 และ Sensor AR0330 มีระบบป้องกันไฟล์สูญหายด้วย G-Sensor พร้อมเลนส์บันทึกภาพมุมกว้างได้ และฟังก์ชั่นโหมดตรวจจับการเคลื่อนไหว Motion Detection ความคมชัดระดับ FULL HD 1080p รองรับ Micro SD Card สูงสุด 32 GB

Best-Car-Camera-For-Your-Car

3. Aston Alpha Hero Next Cam

ราคา 990 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดเช็ค ณ จุดขายอีกครั้ง)

เป็นกล้องแบรนด์จีนอีกหนึ่งเจ้า ที่ได้รับความนิยมหลายรุ่นเลยทีเดียว สำหรับรุ่นนี้ มีหน้าจอแสดงผลขนาด 3 นิ้ว ตัวเลนส์ 2 ล้านพิกเซล ให้ความละเอียดสูงระดับ Full HD 720P รองรับเมนูภาษาไทย รองรับ Micro SD Card สูงสุด 32 GB

มีฟังก์ชั่นเด่นๆ อย่าง Lane Departure Warning แจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อขับรถออกนอกเลน, ฟังก์ชั่น Parking Mode บันทึกตอนจอดรถอัตโนมัติเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน พร้อม G-Sensor ป้องกันไฟล์วีดีโอหาย หรือบันทึกทับ และ Loop Recording บันทึกวิดีโอแบบหมุนวน และฟังก์ชั่นโหมดตรวจจับการเคลื่อนไหว Motion Detection

Best-Car-Camera-For-Your-Car

4. DDPai Mini Full HD

ราคา 1,120 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดเช็ค ณ จุดขายอีกครั้ง)

กล้องติดรถยนต์ DDPai Mini Full HD ก็จัดว่าเป็นกล้องหน้ารถที่คนถามหากันเยอะ เพราะมีราคาไม่แพง รูปทรงดีไซน์แบบ Hidden Design กลมกลืนไปกับตัวรถ คุณภาพคมชัดระดับ Full HD 1080p รูรับแสง F2.2 ดูกลางคืนได้ดี เลนส์แบบหมุนได้ 140 องศา และรองรับ Micro SD Card ได้สูงสุดถึง 128 GB

อ่านป้ายทะเบียนได้ง่าย ด้วยระบบ IR Filter อีกทั้งยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอมาเก็บไว้บนโทรศัพท์ได้ง่ายๆ ด้วย Wifi ในตัว ผ่านแอพพลิเคชั่น DDPAI ที่รองรับทั้งบน iOS และ Android รองรับการใช้งาน

มีฟังก์ชั่น G-sensor บันทึกภาพฉุกเฉินเมื่อมีแรงสั่นสะเทือน ฟังก์ชั่น Parking Monitoring บันทึกภาพอัตโนมัติ เมื่อรถสั่น มี Loop Cycle Recording ฟังก์ชั่นบันทึกข้อมูลทับ DeFog AIgorithm, สั่งงานผ่านเสียง แถมยังมีระบบตรวจจับรถคันด้านหน้าเพื่อป้องกันชนท้าย และแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนเลนถนน (ADAS)

Best-Car-Camera-For-Your-Car

5. Blueskysea B1W

ราคา 1,590 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดเช็ค ณ จุดขายอีกครั้ง)

Blueskysea B1W เป็นกล้องติดรถยนต์ (จากจีนอีกนั่นแหละ) ที่ชาวต่างชาตินิยมใช้กันมาก มาพร้อมชิพเซ็ทของ Novatek GM8135S processor และเซ็นเซอร์รับภาพจาก Sony IMX323 CMOS Sensor รูรับแสง F1.8 ดูกลางคืนได้ชัด เลนส์มุมมองกว้าง 150 องศา หมุนได้ 360 องศา ให้ความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080P รองรับเมนูภาษาไทย รองรับ Micro SD Card สูงสุด 64 GB

สามารถตั้งค่ากล้อง และดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอมาเก็บไว้บนโทรศัพท์ได้ง่ายๆ ด้วย Built-In Wifi ในตัว ผ่านแอพพลิเคชั่น B1W-CARCVR ที่รองรับทั้งบน iOS และ Android รองรับการใช้งาน แม้กระทั่งการจอดรถก็ตาม (แต่ต้องต่อสายไฟเชื่อมกับตัวรถยนต์ หรือที่จุดบุหรี่ครับ) และยังเป็นแบบคาปาซิเตอร์ ซึ่งปลอดภัยกว่าแบตเตอรี่แบบลีเธียมด้วย เวลาเจอแดดจัดๆ

Best-Car-Camera-For-Your-Car

6. Xiaomi 70Mai Dash Cam Pro DVR WiFi

ราคา 1,590 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดเช็ค ณ จุดขายอีกครั้ง)

กล้องติดรถยนต์ Xiaomi 70mai Dash Cam 1S English Car Camera เป็นกล้องหน้ารถรุ่น PRO จากค่าย Xiaomi ที่ต้องดีกว่ารุ่นธรรมดาแน่นอน เริ่มต้นด้วยความละเอียดภาพแบบ Full HD ความละเอียดมากถึง 2592 X 1944 Px ขนาด 5 ล้านพิกเซล หน้าจอ 2 นิ้ว มุมมองเลนส์กว้าง 140 องศา เห็นชัดด้วยเซ็นเซอร์รับภาพจาก Sony IMX335 รองรับ Micro SD Card สูงสุด 64 GB

พร้อมระบบ Voice Control และเมนู (เฉพาะภาษาอังกฤษ) และสามารถดาวน์โหลดวิดีโอและผ่านแอพพลิเคชั่น 70mai พร้อมฟรี Wifi ในตัว ส่วนตัวแบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออน ขนาด 500mAh

มีฟังก์ชั่น G-Sensor บันทึกภาพฉุกเฉินเมื่อมีแรงสั่นสะเทือน ฟังก์ชั่น Parking Monitoring บันทึกภาพอัตโนมัติ เมื่อรถสั่น มี Loop Cycle Recording ฟังก์ชั่นบันทึกข้อมูลทับ DeFog AIgorithm, สั่งงานผ่านเสียง แถมยังมีระบบตรวจจับรถคันด้านหน้าเพื่อป้องกันชนท้าย และแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนเลนถนน (ADAS)

สำหรับกล้องติดรถยนต์ทั้ง 6 แบบ ที่ทาง MR.CARRO นำเสนอมา น่าจะถูกใจใครหลายๆ คนเชียวนะครับ

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

carr-blog-feature-image

ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของคนมีรถ ช่วยลดปัญหาหงุดหงิดกวนใจที่ต้องพบเจอระหว่างเดินทางด้วยแอปพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้ฟรี ๆ ทั้งระบบ iOS และ Android มาสิ มาดูกันว่า นอกจาก Google Maps ที่ทุกคนใช้กันเป็นประจำจนคุ้นเคยแล้วก็ยังมีแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ตัวไหนอีกบ้างที่น่าสนใจเหมาะดาวน์โหลดติดมือถือไว้ใช้ในยามจำเป็น

1. JS 100

เกาะติดข่าวสารความเคลื่อนไหวบนท้องถนนจากคลื่นวิทยุ จส. 100 ง่าย ๆ เพียงแค่เปิดแอปก็สามารถเช็กสภาพการจราจรบนท้องถนนที่รายงานแบบ Real time พร้อมแผนที่การเดินทาง ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในจุดต่าง ๆ เพื่อให้คนมีรถสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงการขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน เรียกว่าเป็นแอปพลิเคชั่นเจ๋ง ๆ เหมาะสำหรับคนเมืองไว้ใช้ในการเช็กสภาพจราจรก่อนขับรถไปทำงาน

JS 100

Cr: App JS 100

2. PTT Life Station

คนมีรถคงขำไม่ออกแน่ ๆ หากขับรถเที่ยวต่างจังหวัดหรือในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยแล้ว เจ้ากรรม! น้ำมันดันกำลังจะหมด มองซ้าย มองขวา จะแวะหาที่เติมน้ำมันได้จากไหน แนะนำเปิดแอปพลิเคชั่นนี้แบบด่วน ๆ เพราะสามารถช่วยค้นหาปั๊มน้ำมันและ NGV ของปตท. ทั่วประเทศได้ พร้อมกับแสดงผลในรูปของแผนที่ เข้าใจง่าย และสะดวกยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Direction to ช่วยนำทางไปยังปั๊มน้ำมันและ NGV ของปตท. ที่ต้องการ นอกจากนี้มีอัพเดทโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของทุกแบรนด์ในเครือปตท. อีกด้วย

PTT Life Station

Cr: App PTT Life Station

3.Drivvo

แอปพลิเคชั่นช่วยคนมีรถจดบันทึกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ประกันภัย ภาษี เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างที่บันทึกจะแสดงข้อมูลออกเป็นกราฟเข้าใจง่าย พร้อมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในแต่ละกลุ่ม ทำให้ช่วยวางแผนควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนที่สิ้นเปลืองได้ และสามารถตั้งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเติมน้ำมันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และการบำรุงรักษาครั้งต่อไปได้ ที่สำคัญใช้ง่ายเพราะฟังก์ชั่นต่าง ๆ รองรับภาษาไทย

Drivvo

Cr: App Drivvo

4. HERE WeGo

ขับรถเที่ยวที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวหลงกับแอปพลิเคชั่นแผนที่นำทาง ที่รวมข้อมูลเส้นทางสำหรับผู้ใช้จักรยาน รถยนต์ รถประจำทาง และรถแท็กซี่ ซึ่งฟังก์ชั่นของแอปค่อนข้างใช้งานง่ายกว่า Google Maps ช่วยค้นหาสถานที่ได้เร็วแม่นยำ สามารถใช้งานได้ทั้งแบบ Online และ Offline เผื่อใครอยากประหยัดเน็ตมือถือ และในกรณีเกิดขับรถหลงทางไม่ต้องตกใจ!  เพราะแอปจะปรับเส้นทางใหม่แบบ Real time ให้ถึงจุดหมายปลายอย่างปลอดภัยแน่นอน

HERE WeGo

Cr: App HERE WeGo

5. Thailand Highway Traffic

แอปพลิเคชั่นเจ๋ง ๆ ไว้เช็กสภาพจราจรบนทางหลวง สามารถแสดงภาพปัจจุบันบนท้องถนนจากกล้องวงจรปิดมากกว่า 100 ตัว ที่อยู่บนทางหลวง พร้อมช่วยคำนวนเส้นทาง ความเร็ว เวลา อัตราการเคลื่อนตัวของรถ ปริมาณรถติดบนถนนเส้นต่าง ๆ และแผนที่จุดบริการเช่น ห้องน้ำ น้ำดื่ม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดมาจากสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ช่วยให้คนขับรถเที่ยวต่างจังหวัดสามารถวางแผนก่อนออกเดินทางได้

Thailand Highway Traffic

Cr: App Thailand Highway Traffic

6. Parking Lots

เรื่องหาที่จอดรถยาก ดูเหมือนจะเป็นปัญหาสุดหนักใจของคนมีรถ เวลาเดินทางไปไหน มาไหน ที่ต้องวัดดวง แอบลุ้นกันว่าลานจอดจะมีที่ว่างเพียงพอไหม แถมบางทีที่จอดดันเต็มก็ต้องขับวนหากันให้เสียเวลา แต่สะดวกยิ่งขึ้นหากมีแอปพลิเคชั่นนี้ติดมือถือ เพราะสามารถค้นหาที่จอดรถในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น จุดจอดใกล้สถานีรถไฟฟ้า ย่านใจกลางเมืองทั้งเยาวราช สีลม สุขุมวิท ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยวนอกเมืองและต่างจังหวัดอีกด้วย

Parking Lots

Cr: App Parking Lots

7. Oil Price Today

วางแผนเติมน้ำมันล่วงหน้าได้ง่ายขึ้นกับแอปพลิเคชั่นที่รายงานราคาน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีข้อมูลน้ำมันอัพเดททั้งแก๊สโซฮอล์ 95, 91, E20, E85, เบนซิน 95, ดีเซล และ NGV พร้อมเปรียบเทียบ เช็กราคาน้ำมันในวันพรุ่งนี้ของปั๊มน้ำมันต่าง ๆ เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ เอสโซ่ เป็นต้น รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้น – ลง

Oil Price Today

Cr: App Oil Price Today

มีแอปพลิเคชั่นเจ๋ง ๆ ติดมือถือไว้ช่วยวางแผนการเดินทางกันแล้ว แต่การขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลาเมื่อขับรถอยู่บนท้องถนน ซึ่งหากใครอยากเพิ่มความมั่นใจด้วยการทำประกันรถยนต์สามารถ คลิกที่นี่ หรือโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับมาสิได้เลยที่ 02 710 3100 หรือแอด LINE มาสอบถามที่ @masii ได้เลย

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก www.masii.com

CarroxGobear-May

เมื่อเพื่อนๆซื้อรถมาแล้ว สิ่งจำเป็นที่เพื่อนๆต้องทำเลยก็คือการหาอู่ซ่อมรถที่ไว้วางใจได้ ซึ่งจะเป็นผู้คอยดูแลรถยนต์ของเพื่อนๆ ทั้งการดูแลรถยนต์ ตรวจเช็กรถยนต์ประจําปี และการซ่อมแซมในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ

หลายๆคนน่าจะเคยสงสัย และไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกส่งรถซ่อมกับอู่ทั่วไปแถวบ้าน หรือส่งรถเข้าศูนย์บริการซ่อมดี พี่มีแนะนำเลยว่า ให้ดูจุดประสงค์การซ่อมรถ งบประมาณของเพื่อนๆ แล้วเลือกว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน เพราะอู่ซ่อมรถทั่วไปกับศูนย์ซ่อมรถก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป ไปดูกันเลยครับ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของคุณ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของศูนย์ซ่อมรถ

 

  1. ไม่ละเมิดเงื่อนไขการรับประกันแน่นอน

 

ถ้าหากเพื่อนๆซื้อรถยี่ห้อนั้นๆมา แล้วนำไปเข้าศูนย์ซ่อมรถของรถยี่ห้อนั้นๆ ก็แทบไม่ต้องคิดมากเรื่องการรับประกันเป็นโมฆะเลยครับ เพราะแน่นอนว่า ศูนย์ซ่อมรถจะทำการซ่อมรถได้มาตรฐานแบรนด์ แล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ศูนย์จำหน่ายรถก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเพราะเพื่อนๆเอารถไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถอื่นนั่นเอง

 

  1. เข้าใจเทคโนโลยี ใหม่ๆของรถ

โดยในปัจจุบัน รถยี่ห้อต่างๆล้วนแข่งกันออกเทคโนโลยีล้ำใส่เข้ามาในรถไปเรื่อยๆ ทำให้ถ้าหากรถของเพื่อนๆเป็นรถรุ่นใหม่ๆ การหาอู่ซ่อมรถที่เป็นศูนย์ซ่อมของแบรนด์เองก็จะอุ่นใจได้มากกว่า เพราะศูนย์ซ่อมเหล่านี้จะรู้ไส้รู้พุงถึงระบบรถยนต์แบรนด์ของตัวเองเป็นอย่างดี ถ้าหากเพื่อนๆนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆไปซ่อมที่อู่ทั่วไป ช่างก็อาจจะไม่ได้มีความรู้หรืออัพเดตเพียงพอ ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ครับ

 

  1. ขายต่อได้ราคาดี

นั่นเป็นเพราะเวลาเพื่อนๆจะขายต่อรถยนต์ จะต้องมีการเช็กประวัติการดูแลรถยนต์อย่างละเอียดและดูว่าเพื่อนๆนำรถไปซ่อมที่ไหนบ้าง หากรถเพื่อนๆมีประวัติว่าซ่อมที่ศูนย์ซ่อมของแบรนด์มาตลอด ก็ถือว่าเป็นประวัติที่ดีและเชื่อใจได้ ทำให้ราคาขายรถยนต์มือสองสูงขึ้นไปอีกครับ

 

  1. ราคาคุ้มค่าคุณภาพ

หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่า การนำรถส่งเข้าศูนย์ซ่อมจะต้องมีราคาแพงกว่าอู่ซ่อมรถทั่วไปแน่นอน เพราะดูมีความโปรมากกว่า ราคาที่สูงกว่านิดหน่อยนี้ทำให้เพื่อนๆได้คุณภาพการบริการที่ได้มาตรฐาน อาจจะดีกว่าการนำไปซ่อมที่อู่ทั่วไปแล้วรถเสียบ่อยๆจนต้องกลับมาซ่อมใหม่เรื่อยๆ นะครับ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของอู่ซ่อมรถ

  1. ค่าแรงถูกกว่า

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปเลยนะครับ ด้วยความที่ค่าแรงถูกกว่าทำให้เพื่อนๆเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เพื่อนๆก็จะต้องคอยดูให้ดีว่าทางอู่ใช้อะไหล่ น้ำมัน และไส้กรองของแท้ โดยยอมจ่ายราคาเต็มสำหรับสิ่งของเหล่านี้ แล้วได้ประโยชน์สำหรับค่าแรงที่ถูกลงจะดีกว่านั่นเองครับ การใช้บริการอู่ซ่อมรถทั่วไปจึงเหมาะกับงานดูแลรถยนต์ที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก อู่ที่ไหนก็สามารถทำได้

 

  1. การรับประกันไม่เป็นโมฆะเสมอไป

มักมีหลายๆคนที่กลัวว่าการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปแทนการเข้าศูนย์ซ่อมจะทำให้การรับประกันเป็นโมฆะทันที แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริงครับ ถ้าหากเพื่อนๆ เพียงแค่ให้อู่เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรอง อันเป็นงานเล็กๆน้อยๆ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการรับประกันรถยนต์แต่ละอย่างใดครับ

 

  1. มีอู่ซ่อมรถเฉพาะด้าน

นี่ก็เป็นอีกข้อดีที่ศูนย์ซ่อมรถอาจจะทำไม่ได้ เพราะศูนย์ซ่อมรถโดยทั่วไปจะมีมาตรฐานในการซ่อมที่เป็นแบบแผนเดียวกันหมด หากเพื่อนๆต้องการซ่อมรถ ที่ต้องใช้ความเชี่ยววชาญเฉพาะด้าน ในบางครั้งศูนย์ซ่อมรถก็อาจจะทำไม่ได้ แต่อู่บางแห่งอาจมีการบอกกันปากต่อปากว่าที่นี่เชี่ยววชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเลือกใช้อู่เหล่านี้ได้เช่นกันครับ

 

ดังนั้นแล้ว ก่อนที่เพื่อนๆจะเลือกอู่ซ่อมรถ ก็ให้ดูว่าจุดประสงค์การซ่อม คุณภาพ และงบประมาณแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของเพื่อนๆนั่นเองครับ หากเพื่อนๆเลือกอู่ซ่อมรถได้แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันรถยนต์ของอะไรดี ก็เข้ามาที่เว็บไซต์โกแบร์เพื่อเลือกประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยนะครับ

4 เหตุผลที่รถมือสอง เหมาะกับประกันชั้น 2+

สำหรับใครที่ซื้อรถมือสองมาครอบครองแล้ว นอกเหนือจากการมีประกันภาคบังคับพ.ร.บ.รถยนต์ไว้ดูแลชีวิต ค่ารักษาพยาบาลแล้ว การซื้อประกันรถยนต์ หรือประกันภาคสมัครใจก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน รถหาย หรือรถไฟไหม้ หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับเบี้ยที่ไม่แพง ไม่แรงเกินไป อยากให้คนใช้รถมือสองลองพิจารณาประกัน 2 พลัส กับเหตุผลดี ๆ ที่นำมาเล่าตามนี้

 

1. เบี้ยประหยัด ราคาไม่แพง ดีต่อใจคนใช้รถมือสอง

หากคุณต้องการประหยัดเงิน และไม่อยากใช้งบเยอะ ประกันชั้น 2+ เป็นอะไรที่ดีต่อใจจริง ๆ เนื่องจากมีเบี้ยประหยัดกว่าประกันชั้น 1 ประมาณครึ่งนึง อย่างไรก็ดีการคำนวณเบี้ยกัน มาจากหลายตัวแปร เช่น

  • ทุนประกันรถที่ควรเลือกตามความต้องการของเราได้ตั้งแต่ 100,000 บาทเป็นต้น เมื่อทุนประกันต่างกันค่าเบี้ยประกันก็ต่างกันด้วย
  • ส่วนลดเบี้ยประกันต่าง ๆ เช่น ประวัติการขับขี่ดีในปีที่ผ่านมา, การเลือกมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ก็ช่วยประหยัดเบี้ยได้เป็นอย่างดี
  • ส่วนลดกล้องติดรถยนต์ก็ทำให้ได้ราคาเบี้ยประกันที่ถูกลงด้วยประมาณ 5-10% จากราคาเบี้ยสุทธิตามประกาศของ คปภ. แนะนำให้ลองพูดคุยขอส่วนลดกับบริษัทฯ ประกันหรือโบรกเกอร์ที่คุณกำลังจะซื้อประกันรถยนต์จะดีที่สุด

ประกันชั้น 2+ จึงเหมาะกับรถมือสองที่มี 4 ปีขึ้นไปที่ต้องการความคุ้มครองเทียบเท่าประกันชั้น 1 แต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยแพง ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

 

2. คุ้มครองคุ้มค่า ดูแลอุบัติเหตุ

ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการประหยัดเบี้ยประกัน ประกันชั้น 2+ สามารถตอบโจทย์คุณได้เพราะประกันชั้น 2+ หรือประกันรถยนต์ชั้น 2 พลัส ยังออกแบบมาเพื่อดูแลอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนของรถชนรถตามทุนประกันที่เลือกไว้ (เพียงแต่ประกันชั้น 2+ ไม่คุ้มครองดูแลเหตุรถชนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถ  เช่น ชนเสาไฟฟ้า ชนรั้วบ้าน หรือไปครูดฟุตบาท หรือเคสอุบัติเหตุที่ไม่สามารถระบุคู่กรณี จะต้องจ่ายค่าซ่อมเอง)

 

3. ประกันชั้น 2+ ช่วยดูแลเหตุรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ

อย่างที่บอกว่าประกันชั้น 2 พลัสมีความคุ้มครองที่เหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 1 นอกเหนือจากดูแลเหตุรถชนรถประกันชั้น 2+ ยังช่วยดูแลเหตุรถหาย ให้ความคุ้มครองตามทุนประกันที่ได้เลือกไว้เช่นเดียวกัน และกรณีรถไฟไหม้อีกด้วย ซึ่งจะดูแลตามทุนประกันล่ะ

นอกจากดูแลถยนต์สูญหาย, รถยนต์ไฟไหม้ ประกัน 2+ ยังคุ้มครองเหตุอื่น ๆ เช่น รถยนต์น้ำท่วม,  ผลกระทบจากภัยก่อการร้ายอุบัติเหตุส่วนบุคคลของคนขับและผู้โดยสาร รวมทั้งรักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตที่เกินจากความคุ้มครองของพ.ร.บ.รถยนต์ ตามด้วยการรักษาแบบต่อเนื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ฯลฯ เห็นไหมว่า ประกันชั้น 2+ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนขับรถมือสอง

 

4. เพราะประกันชั้น 2+ ช่วยจ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

กรมธรรม์ประกันชั้น 2+ นอกจากช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของคู่กรณี (ยานพาหนะทางบก) ยังช่วยจ่ายช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุนั้น ๆ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามทุนประกันที่เลือกไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เริ่มสนใจประกันชั้น 2+ เนื้อคู่ของรถมือสองบ้างหรือยัง ? เช็กเบี้ยที่ใช่กับ frank.co.th ได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank “ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ”

รถใหม่, ซื้อรถใหม่, รถผู้หญิง, สาวออฟฟิศ, เช็คราคา, Office Lady, Office Girl, Toyota, Honda, Nissan, Mazda, Suzuki, MG

รถใหม่ 10 รุ่น ที่สาวออฟฟิศส่วนใหญ่ ต้องสนใจ!

“รถยนต์” ในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของคุณ และรถยนต์นั้นก็ถือว่า เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบางสาขาอาชีพ รวมไปถึงอาจจะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงสถานะทางสังคม และฐานะทางการเงิน ของผู้ที่ครอบครองอีกต่างหาก

การเดินทางในเมืองหลวงสำหรับคุณผู้หญิงนั้น บางทีก็ต้องถือว่าลำบากนะ ไหนจะต้องขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ลงเรือ นั่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือต่อแท็กซี่ บางทีก็ดูไม่เป็นส่วนตัว และลำบากในการเดินทาง ทำให้สาวออฟฟิศหลายคน พอเมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เงินเดือนผ่อนรถไหว ก็อาจจะตัดสินใจดาวน์รถป้ายแดงออกมาขับกัน

อีกทั้งรถสมัยนี้ มีดีไซน์ตรงกับ Lifestyle ของคุณผู้หญิงมากยิ่งขึ้น เช่น มีที่เก็บของมากมายในรถ มีกระจกเสริมสวย เป็นต้น ทำให้ผู้หญิง ก็เริ่มศึกษาข้อมูล การตัดสินใจซื้อรถยนต์กันมากขึ้น

Carro ขอแนะนำ 10 รถยนต์รุ่นใหม่ ที่เหมาะกับสาวออฟฟิศวัยทำงาน เชิญชมได้เลยครับ.

Toyota Yaris ราคา 489,000 – 619,000 บาท

Toyota-Yaris

รถที่ตอบสนองความต้องการของสาวๆ คือ ต้องเป็นรถที่มีความอเนกประสงค์รอบด้าน ถ้าต้องการรถในรูปแบบแฮทช์แบค 5 ประตู ต้องลอง Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) ที่มาพร้อม Concept “Yes, That’s Right!” ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ

ปรับโฉมหน้าตาและด้านท้ายใหม่ ภายในตกแต่งใหม่ รถท้ายสั้น ขับขี่ง่าย หาที่จอดก็ง่าย ประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในเมือง

Toyota Yaris ATIV ราคา 479,000 – 635,000 บาท

Toyota-Yaris-ATIV

รถที่ตอบสนองความต้องการของสาวๆ คือ ต้องเป็นรถที่มีความอเนกประสงค์รอบด้าน ถ้าต้องการรถในรูปแบบซีดาน 4 ประตู ต้องลอง Toyota Yaris ATIV (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) ที่มาพร้อม Concept “Yaris ATIV…Life Activated”

อีกทั้งชื่อรุ่น “ATIV” ยังมีที่มาจากคำว่า “Smart” และ “Active” โดดเด่นรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ตลอดทั้งคัน ทั้งภายนอกและภายใน ขับขี่ในเมืองสะดวกคล่องตัว ประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ถือว่าพอเพียงสำหรับการใช้งานในเมือง

Toyota Sienta ราคา 750,000 – 825,000 บาท

Toyota-Sienta

ถ้าเป็นสาวออฟฟิศที่มีลูกแล้ว นอกจากจะต้องทำงานนอกบ้านแล้ว ช่วงเลิกงานหรือวันหยุด ยังต้องเป็นแม่บ้านอีกด้วย รถที่ดูเหมาะสมที่สุดคงต้องยกให้ Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า) เพราะประตูหลังแบบสไลด์ เปิดได้ทั้ง 2 ด้าน สะดวกสุดๆ เวลาต้องพาพ่อแม่ หรือลูกไปเที่ยว

มาพร้อมหน้าตาน่ารัก ถูกใจสาวๆ แน่นอน รวมไปถึงความอเนกประสงค์ของห้องโดยสาร ช่องเก็บของเพียบ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 108 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ใช้งานในเมืองก็ได้ วิ่งทางไกลก็ดี

Nissan Note ราคา 568,000 – 640,000 บาท

Nissan-Note

Nissan Note (นิสสัน โน๊ต) เป็นอีกหนึ่ง Eco-Car ที่ทำตลาดในบ้านเราเมื่อต้นปี 2560 โดยชื่อรุ่น “Note” ก็แปลได้ตรงตัว หมายถึง การจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ หรือโน๊ตบุ๊ค รวมไปถึงการนิยามถึงจินตนาการความสนุกทุกวันในชีวิต และความสนุกสนานในการขับรถทุกๆ วัน

มาพร้อมจุดเด่นสำคัญ คือ มีตัวถังสีชมพูให้เลือก (คุณผู้หญิงชอบแน่ๆ) ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย มีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง เหมาะมากสำหรับคุณผู้หญิงเวลาถอยรถ และระบบความปลอดภัยล้ำๆ กับสมรรถนะเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง

Honda Jazz ราคา 555,000 – 754,000 บาท

Honda-Jazz

เป็นตัวเลือกที่ฮอตฮิตมานานแล้ว สำหรับ Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) รถขวัญใจคุณผู้หญิงมาตั้งแต่รุ่นแรกเลยล่ะ สำหรับโฉมไมเนอร์เชนจ์นี้ เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ชูดจุดเด่นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งปรับพับได้หลายรูปแบบ เหมาะอย่างยิ่งกับการใข้งานในเมือง ขนของก็ได้ มีออพชั่นแพรวพราว ขับง่าย หาที่จอดก็ง่าย เป็นอะไรที่คุณผู้หญิงชอบมาก

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT และยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85 อีกด้วย ประหยัดน้ำมัน ใช้งานในเมือง ลงตัวสุดๆ

Honda Civic ราคา 869,000 – 1,199,000 บาท

Honda-Civic-Hatchback-Red

สำหรับสาวออฟฟิศที่มีเงินเดือนสูงหน่อย (อย่างน้อยก็สัก 5 หมื่นบาทขึ้นไป จะได้ผ่อนสบายๆ) ตัวเลือกอย่าง Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ก็น่าสนใจ เพราะได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2559 โดยมีให้เลือกทั้งแบบ Sedan และแบบ Hatchback ตามความชอบเลยล่ะ ยิ่งถ้าเป็นรุ่นสีแดงด้วยล่ะก็ สวยมากๆ

ตัวรถรูปทรงที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารดูกว้างขวาง มีทั้งมุมหรูหราและสปอร์ต ออพชั่นครบครัน ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และเบนซิน Turbo ขนาด 1.5 ลิตร 173 แรงม้า

Honda HR-V ราคา 949,000 – 1,119,000 บาท

Honda-HR-V

อีกหนึ่งรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ ที่ขายดีมากนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2557 จนปรับโฉมล่าสุด เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับ Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) มาด้วยคอนเซปต์ Premium x Sport Crossover (และ What’s Calling You? ในรุ่น Minorchange) ที่ผสานความสปอร์ตสไตล์รถคูเป้ ดีไซน์ภายนอกที่ปราดเปรียว ภายในที่หรูหราและฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 ถือว่าเหมาะสำหรับใช้งานในเมือง ลุยน้ำได้ เพราะตัวรถสูงหน่อย แถมมีที่เก็บของเพียบ คุณผู้หญิงชอบอยู่แล้ว

Mazda2 ราคา 530,000 – 789,000 บาท

Mazda2

รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับสาวเปรี้ยว หัวใจสปอร์ต นั่นคือ Mazda2 (มาสด้า2) กับพลัง Zoom-Zoom ที่มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D ขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้า หนึ่งเดียวในตลาด และเครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G ขนาด 1.3 ลิตร 93 แรงม้า แถมภายในห้องโดยสารเทียบชั้นรถยุโรป หรูหรา ดูดี

อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับโลกโซเชียลด้วย MZD CONNECT เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ i-ELOOP ทำงานควบคู่กับระบบ i-Stop และล่าสุดระบบ G-VECTORING CONTROL หรือระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หนึ่งในชุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS มั่นใจว่า ถูกใจคุณผู้หญิงอย่างแน่นอน

Suzuki Swift ราคา 499,000 – 629,000 บาท

Suzuki-Swift

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) ใหม่ จัดว่าเป็น Eco-Car รุ่นล่าสุด รูปทรงถูกใจคุณผู้หญิง และมีสมรรถนะไม่เล็กเลย Suzuki มาพร้อม Concept สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วย Sport Compact Car มาตรฐานระดับโลก ขับแบบเดิมๆ ก็ดูดี แต่งก็สวย น่ารัก

ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET ขนาด 1.25 ลิตร 83 แรงม้า และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ถูกใจคุณผู้หญิงแน่นอน

MG ZS ราคา 679,000 – 789,000 บาท

MG-ZS

MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ รูปลักษณ์โดดเด่นสไตล์ บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) หรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารกว้างขวาง ออพชั่นเพียบ พ่วงด้วยระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ และยังติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก ถือว่าถูกใจใครหลายๆ คน เลยทีเดียว

MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ รหัส 15S4C ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC VTi-TECH ให้แรงม้าสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

ถ้าคุณผู้หญิงสนใจรถที่ทาง Carro นำเสนอมา ก็ลองศึกษาหาข้อมูล ไปดูรถตัวจริง ทดลองขับ แล้วก็ดูว่างบประมาณที่มีมีอยู่ หรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนได้ขนาดไหน ไปเลือกรถคันที่ใช่ได้เลย

Driving-License

รู้ขั้นตอน การเตรียมตัว และวิธีการสอบใบขับขี่ ง่ายๆ ไม่ยาก

Driving-License

          สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนขับรถยนต์ และคนขี่รถจักรยานยนต์ ที่ต้องมีพกติดตัวไว้ตลอดเวลาของการขับขี่ นั่นคือ “ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์” ซึ่งใบขับขี่ ก็ยังแบ่งออกเป็นได้อีกหลายๆ ประเภท รวมไปถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่สำคัญว่ามีอะไรบ้าง

สำหรับในอดีต กรมการขนส่งทางบก ยังได้มีการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพให้ แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 (ซึ่งหากใครที่มีใบขับขี่ประเภทนี้ สามารถไปเปลี่ยนบัตรเป็นแบบสมาร์ทการ์ดได้ โดย โดยไม่มีผลใดๆ) จึงทำให้มีการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคลแบบปัจจุบัน คือ มีอายุครั้งละ 5 ปี บังคับใช้ทั้งในรถยนต์ส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

ทาง Carro ขอแนะนำวิธีการสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ทุกท่านได้อ่านและปฏิบัติกันครับ.

Driving-License

เริ่มแรก ไปทำใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งใกล้บ้านท่าน …

*สำหรับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล มี 5 พื้นที่ ได้แก่

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร)
โทร. 02-271-8888 ต่อ 4201-4 หรือ 1584

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 (ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล)
โทร. 02-415-7337 ต่อ 204-205

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 (ถ.สวนผัก ตลิ่งชัน)
โทร. 02-433-4773

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 (ถ.สุขุมวิท ตรงข้าม ซ.สุขุมวิท 62/1)
โทร. 02-333-0035

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 (ถ.สุวินทวงศ์ หนองจอก)
โทร. 02-543-5512

ผู้ที่ภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา หรือกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งเขตใดเขตหนึ่งก็ได้ (เพราะมีระบบออนไลน์ถึงกันหมด) สามารถค้นหารายละเอียดได้ที่ http://www.dlt.go.th

หรือ สอบใบขับขี่กับโรงเรียนสอนขับรถของเอกชน ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก

Driving-License

1. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว (2 ปี)

– ผู้ขอทำใบขับขี่รถยนต์ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
– ผู้ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 90 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
– เป็นผู้ที่ไม่มีร่างกายบกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก เป็นต้น

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
3. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

จากนั้น ทำการยื่นคำขอพร้อมหลักฐานเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงทะเบียนรับ เสร็จแล้วรับคืนเอกสารฉบับจริง

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรทางบก เครื่องหมายพื้นทาง ป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ มารยาทและจิตสำนึก เทคนิคขับรถให้ปลอดภัย บำรุงรักษารถ การรับรู้สถานการณ์อันตรายและรูปภาพจราจรต่างๆ
3. สอบภาคทฤษฏี (ทดสอบข้อเขียน) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (E-Exam) ซึ้งต้องผ่าน 90% จำนวนข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ต้องให้ได้ 45 ขึ้นขึ้นไป ดูรายละเอียดได้ใน Link นี้ – http://apps.dlt.go.th/e_exam/
4. สอบภาคปฏิบัติ (ทดสอบขับรถ) ตามชนิดใบขับขี่ (รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว)
5. เสียค่าธรรมเนียมกรณีสอบผ่านทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ (รถยนต์ชั่วคราว 2 ปี 205 บาท รถจักรยานยนต์ชั่วคราว 2 ปี 105 บาท)
6. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

Driving-License

2. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

ผู้ที่ขอทำใบขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปี เป็นผู้ที่ได้รับใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และสามารถยื่นก่อนใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 60 วัน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

1. ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี ที่ยังไม่หมดอายุ
2. สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี จำนวน 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชน
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
5. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
3. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีเอกสารหลักฐานประกอบ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและทดสอบข้อเขียน ผ่านตามเกณฑ์ จึงสามารถรับใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปีได้
**แต่ถ้าใบอนุญาตขับขี่ชนิดชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 3 ปี ต้องเข้ารับการอบรม ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถด้วย เหมือนกรณีมาขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

Driving-License

3. การต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

การต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ชนิด 5 ปี มาเป็น 5 ปี สามารถยื่นก่อนใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 3 เดือน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเดิม แล้วแต่กรณี
2. บัตรประจำตัวประชาชน

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรม 1 ชั่วโมง
3. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
4. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการสอบข้อเขียน
**กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 3 ปี ต้องทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถ

Sign

เป็นไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดที่ทาง Carro นำมาให้ได้ศึกษากัน ในส่วนของใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิดที่ 2,3 และ 4 (รถบรรทุก รถพ่วง) ทางเราจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

Review-Toyota-Vios

Toyota Vios ภายนอกสวย ช่วงล่างหนึบ ภายในเงียบ

Review-Toyota-Vios

Toyota Vios (โตโยต้า วีออส) มือสอง ถือเป็นรถยอดนิยม ยอดฮิตของคนไทยเลยก็ว่าได้ และถือเป็นรถเรือธงจากค่ายโตโยต้า ที่มียอดขายดิบขายดีทุกปีทุกสมัย (แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา Toyota จะเริ่มหันไปเน้นความสำคัญกับ Yaris ATIV มากขึ้นก็ตาม)

“Vios” ถือกำเนิดครั้งแรกในชื่อ “Soluna” เข้าสู่ตลาดเมืองไทยครั้งแรกในปี 2540 มาจนถึง “Vios” รุ่นที่ 3 ในปี 2556 สามารถครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดขายสะสมตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันที่มากกว่า 847,910 คัน *(ยอดขายถึงเดือนธันวาคม 2559) นับเป็นส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% และมียอดขายรวมเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร

Review-Toyota-Vios

โดย Vios รุ่นปัจจุบันที่ขายอยู่ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ล่วงมาจนถึงเดือนมีนาคม 2559 ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์และระบบเกียร์ใหม่ ก่อนจะปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหญ่ไปเมื่อเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดระยะเวลาก็มีรุ่นพิเศษ อาทิเช่นรุ่น TRD Sportivo หรือรุ่น Executive ออกมาสร้างสีสัน และเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ชอบรถผลิตจำนวนจำกัด เข้ามาให้เลือก

สำหรับ โตโยต้า วีออส (Gen.3 โฉมแรก) รุ่นนี้มีดีอะไร ทำไมถึงยังยอดฮิตในตลาด วันนี้ MR.CARRO จะมาบอกเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ.

Review-Toyota-Vios

ในแง่ของดีไซน์การออกแบบภายนอก ภายใน รวมถึงอุปกรณ์ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ให้มา แต่ก่อนจะไปถึงรายละเอียดจุดนั้น ขอเล่าให้ฟังก่อนว่า รถรุ่นนี้มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ J, E, G และ S โดยในรุ่น J และ E นั้นมี 2 รุ่นย่อยให้เลือก ทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ภายหลังทุกรุ่นย่อย จึงปรับเป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อม Sequential Shift)

Review-Toyota-Vios

ขณะที่เครื่องยนต์ใช้ขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2002 นั่นคือรหัส 1NZ–FE แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุด ที่ 141 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป

โดยเครื่องยนต์รหัส 1NZ-FE ได้รับการปรับปรุงในหลายจุด เช่น ปรับโปรแกรมควบคุมเครื่องยนต์ และระบบเกียร์อัตโนมัติ ให้ทำงานเข้ากันอย่างราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังปรับการทำงานของคันเร่งไฟฟ้า ให้ทำงานดีขึ้น และเปลี่ยนยางแท่นเครื่องใหม่ ลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เป็นต้น

สำหรับในรุ่นปี 2014 ที่ออกแบบมาให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้นั้น เครื่องยนต์จะเป็นรหัส 2NR-FBE แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 108 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุด ที่ 140 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อม Sequential Shift เพียงแบบเดียว

Review-Toyota-Vios

Review-Toyota-Vios

ภายนอกของรุ่น G

เกริ่นข้อมูลเทคนิคกันพอหอมปากหอมคอ ก็มาถึงดีไซน์การออกแบบ รวมไปถึงมิติขนาดตัวรถกันบ้าง โดยมองรวมๆ รูปลักษณ์ของรถรุ่นนี้สวยกว่ารุ่นก่อน ดูทันสมัย-โมเดิร์น มีเหลี่ยมมีมุม ทำให้ดูมีมิติแตกต่างจากรุ่นก่อนที่จะดูโค้งๆมนๆ ตัวเส้นสายทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังก็ดูลงตัวขึ้น ที่สำคัญ โครงสร้างตัวถังแข็งแรงกว่ารุ่นเดิมถึง 20%

โตโยต้า วีออส มีขนาดความยาว 4,410 มม. ความกว้าง 1,700 มม. และความสูง 1,475 มม. น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 1,020 -1,075 กก. (แต่ละรุ่นน้ำหนักจะแตกต่างกันเล็กน้อย)

Review-Toyota-Vios

Review-Toyota-Vios

ภายนอกของรุ่น S

ดีไซน์ด้านหน้ามีจุดดึงดูดคือไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ กระจังหน้าแบบโครเมียมรมดำ (ในรุ่นท็อป) แต่ถ้าเป็นรุ่นรองท็อปจะเป็นไฟโปรเจคเตอร์เฉยๆ พร้อมทั้งกระจังหน้าโครเมียม และในรุ่นปกติทั่วไปจะเป็นไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ กระจังหน้าจะเป็นสีเดียวกับตัวรถและมีแถบโครเมียม และมีไฟตัดหมอกหน้าซ้าย-ขวา มุมมองด้านข้างของรุ่นท็อปจะเห็นล้ออัลลอยรมดำ 16 นิ้ว แต่ในรุ่นรองท็อปจะเป็นขนาด 15 นิ้ว

และเมื่อไล่เลียงมาสำรวจบั้นท้ายของรถรุ่นนี้ ก็จะเห็นคิ้วฝากระโปรงท้ายที่โดดเด่นเป็นสง่าด้วยโครเมียมรมดำ และเช่นเดียวกันถ้าไม่ใช่รุ่นท็อป ก็จะเป็นแบบโครเมียมธรรมดา มองซ้าย-ขวาจะเห็นไฟท้ายแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์

ระบบกันสะเทือนแบบเดียวกับ Vios รุ่นเดิม ด้านหน้าอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคล จึงส่งผลให้ช่วงล่างมีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยที่ยังคงใช้สปริงและช๊อกแอ็บซอร์เบอร์เหมือนรุ่นเดิม ส่วนระบบเบรกได้รับการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบท่อสุญญากาศ 2 เส้น ใช้แรงดันจากเครื่องยนต์ซึ่งควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์มาควบคุมระบบเบรก ช่วยให้การเบรกมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง

Review-Toyota-Vios

ภายในของรุ่น G

มาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง เลิกใช้มาตรวัดอยู่ตรงกลางแล้ว โดยรวมๆ ออกแบบให้ห้องโดยสารกว้างขวางที่สุด ด้วยการออกแบบแผงคอนโซลให้มีขนาดเล็ก เพื่อให้ห้องโดยสารกว้าง ให้อารมณ์สปอร์ต และหรูหรา มีให้เลือกทั้งสีเบจและสีดำ ตั้งแต่ตัวเบาะ ตัวแผงคอนโซล และวัสดุตกแต่งแผงประตูที่เป็นแบบ Piano Black ในรุ่นท็อป และรองท็อป แต่รุ่นพื้นฐานก็ใช่ว่าจะแตกต่าง เพราะใช้แบบเมทัลลิก และสีดำ แต่หากใครที่อยากได้อารมณ์สปอร์ตสุดสุด ก็ต้องเลือกรุ่นท็อปไปเลย เพราะคุณจะได้เบาะที่นั่งคู่หน้าลายสปอร์ต

Review-Toyota-Vios

ภายในของรุ่น S

ส่วนความสะดวกสบายในการนั่งนั้น สำหรับเบาะทรงนี้ก็ต้องบอกว่าไม่ไหล ไม่ลื่น เพราะทรงเบาะโอบกระชับ และยังปรับระดับสูงต่ำได้ตามสรีระร่างกาย ส่วนเบาะที่นั่งด้านหลัง ก็นั่งได้สบายๆ ไม่แคบไปไม่กว้างไป ไม่ได้อึดอัดอะไร

Review-Toyota-Vios

ส่วนพวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ปรับสูงต่ำได้ พร้อมหุ้มหนังและสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง ด้วยสารพัดปุ่มๆที่ถูกติดตั้งอยู่ ตรงหน้าผู้ขับขี่จะเห็นมาตรวัดอนาล็อก และจอแสดงผลการขับขี่ พร้อมสัญลักษณ์ ECO เมื่อมีการขับขี่แบบประหยัด แถมยังมีระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) อีกด้วย

Review-Toyota-Vios

ระบบปรับอากาศของรถรุ่นนี้เป็นแบบระบบอัตโนมัติ และมีจอแสดงผล LED ดูเก๋กู้ดมาก ขณะที่อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงต่างๆ นั้น ในรุ่นนี้มาพร้อมกับ วิทยุ, CD, MP3, WMA และช่องต่อ USB, AUX พร้อมทั้งลำโพง 4 ตัว

มาตรฐานความปลอดภัย มาแบบจัดเต็มในทุกรุ่นย่อย ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) (ในโฉมไมเนอร์เชนจ์), ระบบเบรคป้องกันล้อล็อก (ABS), ระบบกระจายแรงเบรค (EBD) และระบบเสริมแรงเบรค (BA) และถุงลมนิรภัย เป็นต้น

ในแง่การดีไซน์ ออกแบบทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง รวมไปถึงภายในภายนอก ถือว่ารุ่นนี้ทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างมาก ทั้งดูทันสมัยขึ้น ดูดุขึ้น เพราะรุ่นเดิมนั้นดูจะโล้นๆ ไม่มีอะไร (แต่ก็ขายได้เรื่อยๆ) ส่วนภายในห้องโดยสารก็มีความพยายามที่จะให้อารมณ์สปอร์ต ซึ่งก็ต้องชมเชยว่าทำได้ดี สมราคาสมคุณค่าที่จะต้องจ่ายไป

Review-Toyota-Vios

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมมาก พูดได้เลยว่าซื้อง่ายขายคล่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานใหม่ พ่อค้าแม่ค้า คนทำงานอาชีพอิสระ หรือบริษัทต่างๆ ที่ซื้อไว้ใช้งานเป็นรถประจำบริษัท มีวิ่งกันเกลื่อนเมือง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้ช่วงล่างถือว่าปรับปรุงมาดี ไม่กระด้างและยวบยาบ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นรถขนาดไม่ใหญ่ เวลาวิ่งเร็วๆ ก็ยังรู้สึกมั่นคง ไม่ลอย เข้าโค้งถือว่าเกาะถนนดี ไม่เอียง พวงมาลัยไฟฟ้ามีความหนืดพอดี ไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป ส่วนระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ เกาะถนนหนึบใช้ได้

ส่วนห้องโดยสารภายใน ถือว่าเก็บเสียงเงียบใช้ได้ เพราะใช้กระจกบังลมหน้าแบบ Acoustic Glass เหมาะกับการขับขี่ในเมือง ส่วนการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือลากรอบเครื่องยนต์สูงๆ ก็ยังคงมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาดังอยู่บ้าง อีกทั้งท่านั่งในการขับขี่ ผู้เขียนสูง 170 ซม. ก็ยังสามารถปรับเบาะให้นั่งขับด้านหน้าได้สบายๆ รวมถึงตอนย้ายไปนั่งบริเวณด้านหลังคนขับ ก็ไม่รู้สึกอึดอัด มีพื้นที่วางขาเพียงพอ หัวไม่ติดเพดานในรถ

ขณะที่จุดด้อยเท่าที่เห็น คือหลายคนมักบอกว่า วีออส โฉมนี้ (ตัวก่อนไมเนอร์เชนจ์) ยังใช้เครื่องเก่าเกียร์เดิมตั้งแต่ Soluna Vios ตัวแรก แต่ผมมองว่ามันเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เครื่องยนต์ตัวนี้ก็ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าทนทานไม่จุกจิก ระบบเกียร์ก็ทนทาน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตัวรถไม่จุกจิก ทนทาน ประหยัด ราคาอะไหล่ไม่แพง เตรียมงบไว้สำหรับดูแลตามปกติ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป ถ้ามีเช็คระยะใหญ่ ก็อาจจะต้องเตรียมเงินไว้เพิ่ม) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ Toyota Vios โฉมปี 2014 – ปัจจุบัน มีราคามือสองอยู่ที่ 275,000 – 550,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2563 โดยประมาณ และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

Download Catalogue Toyota Vios (คลิกที่ภาพ)

Review-Toyota-Vios

nissan-sylphy

รีวิว Nissan Sylphy นิสสัน ซิลฟี่ มีดีที่ขนาด (ใหญ่)

รีวิว Nissan Sylphy นิสสัน ซิลฟี่ มีดีที่ขนาด (ใหญ่)

ดูเหมือนความนิยมของรถในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่มีผู้เล่นในตลาดอย่างโตโยต้า อัลติส , ฮอนด้า ซีวิค , มาสด้า3 , เชฟโรเลต ครูซ , ฟอร์ด โฟกัส , นิสสัน ซิลฟี

ดูจะเงียบเหงา แลดูไม่ค่อยคึกคักสักเท่าไรสำหรับเซกเมนต์นี้ แต่เร็วๆนี้คาดว่าตลาดจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดอีกระลอก เพราะฮอนด้าจะมีการเปิดตัวซีวิคในรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับฟอร์ด โฟกัส ส่วนโตโยต้า อัลติส ,มาสด้า 3 ก็ยังคงสดใหม่ หรือเชฟโรเลต ครูซ ที่แอบไปแต่งหน้าทาปาก

ขณะที่แบรนด์ที่ยังดูนิ่งๆน่าจะเป็น นิสสัน ซิลฟี่ ซึ่งวันนี้ผู้เขียนจะหยิบมาบอกเล่าว่ารถรุ่นนี้มีอะไรพกพาดีไซน์แบบไหน โดยก่อนหน้าที่จะเล่าถึงรูปลักษณ์ ก็ต้องบอกก่อนว่ารถรุ่นนี้มีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่รุ่น1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร โดยในรุ่น 1.6 ลิตรนั้นมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาด้วยการใส่เทอร์โบ ซึ่งใครที่เป็นสาวกของค่ายนิสสันก็ย่อมจะรู้ว่าเทอร์โบจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดาแน่ๆ อย่างไรก็ตามวันนี้เราจะพาไปสัมผัสกับในรุ่น1.8ลิตร ที่มีให้เลือกด้วยกัน  2 รุ่นย่อยคือ V และ SV สนนราคาก็ตั้งแต่ 914,000 – 933,000 บาท

โดยการออกแบบด้านหน้าจะเห็นกระจังหน้า – กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต แตกต่างเพียงเล็กน้อยกับในรุ่น1.6 ลิตรตัวล่างที่เป็นกระจังหน้าแบบโครเมียม เช่นเดียวกับไฟหน้าที่มาพร้อมกับไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์ ซีนอน สามารถปรับระดับอัตโนมัติ มีไฟตัดหมอกคู่หน้าให้ ไฟหรี่และบั้นท้ายของซิลฟีเป็นแบบแอลอีดี มุมมองด้านข้างจะเห็นสเกิร์ตเล็กๆให้ดูมีมิติ มีความเป็นสปอร์ต ตัวเส้นสายด้านข้างทำให้ตัวรถไม่ดูแข็งกระด้างเกินไป ส่วนล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด แต่ถ้าถามว่าสวยที่สุดหรือยัง หรือเหมาะกับดีไซน์ตัวรถไหม…ก็ต้องบอกว่า…ยังไม่สุด!สำหรับดีไซน์ล้อแบบนี้

มาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง โดยรวมๆประเมินจากสายตาถือว่ากว้างขวางมาก โดยมิติของรถรุ่นนี้มีความยาว 4,615 มม. ความกว้าง 1,760 มม. ความสูง 1,495 มม. ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆในคลาสเดียวกัน ส่วนภายในห้องโดยสารของรุ่น1.8 ลิตรจะมีให้เลือก 2 แบบคือสีเบจ ในรุ่น V  และสีดำในรุ่น  SV  วัสดุภายในก็มีทั้งแบบลายไม้และสีเงิน มาดูที่พวงมาลัยกันบ้าง โดยตัวพวงมาลัยหุ้มหนังสามารถปรับระดับได้4ทิศทาง และสามารถสั่งงานต่างๆผ่านปุ่มมัลติฟังก์ชั่นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ระบบเปลี่ยนหน้าจอ MID บนพวงมาลัย ,การควบคุมเครื่องเสียง , Cruise Controlระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

ตัวมาตรวัดของซิลฟีเป็นแบบอนาล้อกเรืองแสงและสามารถปรับระดับแสงได้ ถือว่าดูง่าย สบายตา ตัวจอมัลติฟังก์ชั่น ดิสเพลย์จะให้ข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันในขณะขับขี่ หรืออัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย,ความเร็วเฉลี่ย ,ระยะทางที่ขับขี่, อุณหภูมิภายนอก  ตรงคอนโซลกลางจะพบกับระบบปรับอากาศแยกซ้ายขวา อัตโนมัติ ต่ำลงมาจะเจอกับหน้าจอแอลอีดีขนาด 5 นิ้ว พร้อมทั้งความบันเทิงต่างๆอาทิ เครื่องเล่นวิทยุ,ซีดี,เอ็มพี3,ช่องเสียบ AUX IN ลำโพง 6 ตัว,สามารถเชื่อมต่อ Bluetooth และระบบนิสสัน คอนเนคแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อท่องโลกออนไลน์หรือโลกโซเซียลของเรา

ด้านความสบายในห้องโดยสาร สำหรับผู้ขับขี่นั้น ตัวเบาะที่นั่งปรับได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง พื้นที่ด้านหน้ากว้างขวางนั่งสบายไม่อึดอัด เช่นเดียวกับด้านหลังสามารถนั่งสามคนได้สบาย ไม่ว่าจะสูงยาว-อ้วนเตี้ยก็รับได้ แถมด้านหลังยังมีช่องแอร์เป็นของตัวเอง ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถรุ่นนี้เลยก็ว่าได้  และที่โดดเด่นอีกประการของรถรุ่นนี้ก็คือ พื้นที่ด้านหลังในการเก็บของมีความจุมากถึง 510 ลิตร ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการขนของสัมภาระต่างๆ

โดยรวมแล้วในแง่ของดีไซน์ ยังไม่ถึงกับว้าว แต่ถ้าพูดถึงจุดเด่นอย่างห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายก็ถือว่าตอบโจทย์ เอาเป็นว่าใครที่กำลังมองหารถในเซกเมนต์นี้อยู่ ก็ลองแวะเข้าไปสัมผัสและทดลองขับกันก่อนจะตัดสินใจกันอีกที

ถ้าถามเฉพาะเรื่องหน้าตาการออกแบบ ก็ต้องบอกว่าสวยงามตามมาตรฐาน แต่ไม่ถึงกับต้องร้อง “ว้าว” เพราะผู้เขียนมองแว่บแรกนึกว่า อัลเมร่า ซึ่งเป็นอีโคคาร์ที่มีขนาดที่ใหญ่มากกกกกและเป็นรุ่นที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าของนิสสัน แต่พอมาดูมุมด้านข้างกับการตกแต่ง อุปกรณ์ต่างๆแล้วก็ค่อยร้องอ๋อ..นี่มันซิลฟี่จ๊ะ!! มิใช่ อัลเมร่า!!

ส่วนข้อดีของรถรุ่นนี้ที่ประทับใจก็คือภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ใครที่ต้องการความโอ่อ่าสะดวกสบายก็น่าจะถูกใจกับเจ้ารถรุ่นนี้ไม่น้อย

mazda-bt-50

Review Mazda BT-50 จากหนุ่มหล่อเจ้าสำอาง กลายมาเป็นหนุ่มหล่อคมเข้ม

พูดถึงตลาด รถปิกอัพ ในบ้านเรา แน่นอน ว่าภาพจำของหลายคน หน้าตา ของรถปิกอัพนั้นจะต้อมีสไตล์ แข็งแกร่ง บึกบึน  พร้อมลุยไปในทุกเส้นทาง แต่สำหรับมาสด้า บีที -50 คันนี้ ต้องบอกว่าภาพจำดังกล่าวค่อยๆ เลือนหาย

ตั้งแต่มาสด้าส่ง บีที -50 คันนี้ออกสู่ตลาดบ้านเราเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหรือ ราวปี พ.ศ.2555 ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับตลาดปิกอัพ เพราะมาสด้าตั้งใจให้ รถ คันนี้ออกมาเป็นรถปิกอัพเข้าไปมาขึ้น เน้น ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ใส่ความเป็นรถเก๋ง หรือพูดให้เข้าใจ มากขึ้น คือ ใส่ความเป็นเมือง เติมความหรูหรา  ให้เป็นรถปิกอัพที่ อัพเกรด ขับขี่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองได้แบบไม่เคอะเขิน

แต่ในความเป็นจริงดูจะขัดแย้งกับโพซิชั่นที่มาสด้า วางไว้ เพราะด้วยขนาดของตัวถัง และขนาดโดยรวมของตัวรถแล้ว รถคันนี้น่าจะมีไซส์ที่ใหญ่สุดในบรรดารถปิกอัพบ้านเรา วัดจากการทดสอบในบรรดารถปิกอัพทั้งจากฝั่งอเมริกัน และยุโรป  บอกได้เลยว่า มาสด้า บีที -50 คันนี้ใหญ่คับเลนที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อขับในทางนอกเมือง วิ่งระหว่างจังหวังหวัดรถคันนี้ ให้ความรู้สึกคล่องตัว และขุมพลัง ของแรงม้าทั้ง 150 ตัวที่ 3,700 รอบ ของเครื่องยนต์ดีเซล Di-Thunder Pro 2.2 ลิตร ทำงานพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด นั้นหายห่วงทั้งขุมกำลัง และความคล่องตัวในการขับขี่ ยิ่งทางตรงยาว หรือ สภาพถนนค่อนข้างโล่งนั้น เจ้า บีที คันนี้สามารถโลดโจนทะยานไปข้างหน้าได้ชนิดที่หาตัวจับได้ยาก…

ส่วนความหนึบหนับ  การยึดเกาะถนนนั้น ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างเนียนกริบลบภาพปิกอัพเดิมๆ ที่ท้ายเบาออกไป แต่หากนำมาใช้ขับขี่เอง….ตามคอนเซ็ปต์ที่ เป็นปิกอัพเพื่อความสะดวกสบาย สไตล์ เก๋ง เพิ่ม ความหรูหรา และภูมิฐานเมื่อใช้งานงานเมืองนั้น  หากพูดตามคอนเซ็ปต์นั้นสวยหรู แต่เมื่อทดลองใช้งานจริงรถปิกอัพอย่างไร ภาพก็ยังคงเป็นรถปิกอัพเพียงแค่ เสริมด้วยชุดแต่ง อุปกรณ์ความเนี๊ยบเข้ามา


แต่เมื่อมาพูดถึงเรื่อง ความรู้ขณะขับขี่… นั้นคนละเรื่อง ด้วยขนาดของตัวรถที่ใหญ่ กลับกลายเป็นปัญหา ยิ่งสภาพการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองแล้ว  นอกจากทัศนวิสัยของตัวรถนั้นดีเยี่ยม เพราะขนาดสูงใหญ่ทีมีให้มองหน้า มองหลัง มองข้าง นั้นชัดเจน แต่ความคล่องตัวของตัวรถหายไปจะเปลี่ยนเลน มุดขึ้นลง ซ้ายขวา นั้นต้องกะระยะให้ดี แถมยิ่งต้องตั้งสติ ระมัดระวัง เพื่อนร่วมเส้นทาง กลายเป็นความกังวล

ส่วนพวงมาลัยนั้นคนละเรื่องกับการวิ่งนอกเมื่อง เพราะทั้งหนักและต้องออกแรง (อาจจะเป็นเพราะต้องเพิ่มทักษะ ความระมัดระวังยิ่งขึ้น อีกสิ่งที่ค่อนข้างลำบากคือจังหวะการจอดถอยเข้า ออกซอง ต้องกะระยะ ให้ชัวร์ภายในห้องโดยสารไม่ทิ้งกลิ่นอายความสปอร์ต  ใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่คอนโซลหน้า เบาะที่นั่ง  อุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีมาให้ครบครัน

มาสด้า บีที -50 ปิกอัพ สไตล์รถยนต์นั่งสปอร์ต หรูหรา  เหมาะสมสำหรับการวิ่งทั้งนอกเมืองและนอกเมือง แต่ การขับขี่ในเมือง ผู้ขับที่เป็นสุภาพสตรี อาจจะเหมาะกับคุณผู้หญิงที่บุคลิกทะมัดทะแมงคล่องตัว น่าจะเหมาะสม(กว่า)  เพราะด้วยขนาดตัวรถค่อนข้างใหญ่ อาจจะทำให้การควบคุมการขับขี่ในเส้นทางในเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แถมจะสุนทรีย์ทางการขับขี่อาจจะหายไปแต่ถ้า มั่นใจ…. และชื่นชอบรถสไตล์นี้ ต้องบอกว่า มาสด้า BT-50 คันนี้ นั้นน่าสนใจไม่น้อย ที่สำคัญ คุณจะกลายเป็นสาวมั่น สาวเท่ขึ้นมาทันที