CarroxGobear-May

เมื่อเพื่อนๆซื้อรถมาแล้ว สิ่งจำเป็นที่เพื่อนๆต้องทำเลยก็คือการหาอู่ซ่อมรถที่ไว้วางใจได้ ซึ่งจะเป็นผู้คอยดูแลรถยนต์ของเพื่อนๆ ทั้งการดูแลรถยนต์ ตรวจเช็กรถยนต์ประจําปี และการซ่อมแซมในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ

หลายๆคนน่าจะเคยสงสัย และไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกส่งรถซ่อมกับอู่ทั่วไปแถวบ้าน หรือส่งรถเข้าศูนย์บริการซ่อมดี พี่มีแนะนำเลยว่า ให้ดูจุดประสงค์การซ่อมรถ งบประมาณของเพื่อนๆ แล้วเลือกว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน เพราะอู่ซ่อมรถทั่วไปกับศูนย์ซ่อมรถก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป ไปดูกันเลยครับ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของคุณ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของศูนย์ซ่อมรถ

 

  1. ไม่ละเมิดเงื่อนไขการรับประกันแน่นอน

 

ถ้าหากเพื่อนๆซื้อรถยี่ห้อนั้นๆมา แล้วนำไปเข้าศูนย์ซ่อมรถของรถยี่ห้อนั้นๆ ก็แทบไม่ต้องคิดมากเรื่องการรับประกันเป็นโมฆะเลยครับ เพราะแน่นอนว่า ศูนย์ซ่อมรถจะทำการซ่อมรถได้มาตรฐานแบรนด์ แล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ศูนย์จำหน่ายรถก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเพราะเพื่อนๆเอารถไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถอื่นนั่นเอง

 

  1. เข้าใจเทคโนโลยี ใหม่ๆของรถ

โดยในปัจจุบัน รถยี่ห้อต่างๆล้วนแข่งกันออกเทคโนโลยีล้ำใส่เข้ามาในรถไปเรื่อยๆ ทำให้ถ้าหากรถของเพื่อนๆเป็นรถรุ่นใหม่ๆ การหาอู่ซ่อมรถที่เป็นศูนย์ซ่อมของแบรนด์เองก็จะอุ่นใจได้มากกว่า เพราะศูนย์ซ่อมเหล่านี้จะรู้ไส้รู้พุงถึงระบบรถยนต์แบรนด์ของตัวเองเป็นอย่างดี ถ้าหากเพื่อนๆนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆไปซ่อมที่อู่ทั่วไป ช่างก็อาจจะไม่ได้มีความรู้หรืออัพเดตเพียงพอ ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ครับ

 

  1. ขายต่อได้ราคาดี

นั่นเป็นเพราะเวลาเพื่อนๆจะขายต่อรถยนต์ จะต้องมีการเช็กประวัติการดูแลรถยนต์อย่างละเอียดและดูว่าเพื่อนๆนำรถไปซ่อมที่ไหนบ้าง หากรถเพื่อนๆมีประวัติว่าซ่อมที่ศูนย์ซ่อมของแบรนด์มาตลอด ก็ถือว่าเป็นประวัติที่ดีและเชื่อใจได้ ทำให้ราคาขายรถยนต์มือสองสูงขึ้นไปอีกครับ

 

  1. ราคาคุ้มค่าคุณภาพ

หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่า การนำรถส่งเข้าศูนย์ซ่อมจะต้องมีราคาแพงกว่าอู่ซ่อมรถทั่วไปแน่นอน เพราะดูมีความโปรมากกว่า ราคาที่สูงกว่านิดหน่อยนี้ทำให้เพื่อนๆได้คุณภาพการบริการที่ได้มาตรฐาน อาจจะดีกว่าการนำไปซ่อมที่อู่ทั่วไปแล้วรถเสียบ่อยๆจนต้องกลับมาซ่อมใหม่เรื่อยๆ นะครับ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของอู่ซ่อมรถ

  1. ค่าแรงถูกกว่า

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปเลยนะครับ ด้วยความที่ค่าแรงถูกกว่าทำให้เพื่อนๆเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เพื่อนๆก็จะต้องคอยดูให้ดีว่าทางอู่ใช้อะไหล่ น้ำมัน และไส้กรองของแท้ โดยยอมจ่ายราคาเต็มสำหรับสิ่งของเหล่านี้ แล้วได้ประโยชน์สำหรับค่าแรงที่ถูกลงจะดีกว่านั่นเองครับ การใช้บริการอู่ซ่อมรถทั่วไปจึงเหมาะกับงานดูแลรถยนต์ที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก อู่ที่ไหนก็สามารถทำได้

 

  1. การรับประกันไม่เป็นโมฆะเสมอไป

มักมีหลายๆคนที่กลัวว่าการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปแทนการเข้าศูนย์ซ่อมจะทำให้การรับประกันเป็นโมฆะทันที แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริงครับ ถ้าหากเพื่อนๆ เพียงแค่ให้อู่เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรอง อันเป็นงานเล็กๆน้อยๆ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการรับประกันรถยนต์แต่ละอย่างใดครับ

 

  1. มีอู่ซ่อมรถเฉพาะด้าน

นี่ก็เป็นอีกข้อดีที่ศูนย์ซ่อมรถอาจจะทำไม่ได้ เพราะศูนย์ซ่อมรถโดยทั่วไปจะมีมาตรฐานในการซ่อมที่เป็นแบบแผนเดียวกันหมด หากเพื่อนๆต้องการซ่อมรถ ที่ต้องใช้ความเชี่ยววชาญเฉพาะด้าน ในบางครั้งศูนย์ซ่อมรถก็อาจจะทำไม่ได้ แต่อู่บางแห่งอาจมีการบอกกันปากต่อปากว่าที่นี่เชี่ยววชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเลือกใช้อู่เหล่านี้ได้เช่นกันครับ

 

ดังนั้นแล้ว ก่อนที่เพื่อนๆจะเลือกอู่ซ่อมรถ ก็ให้ดูว่าจุดประสงค์การซ่อม คุณภาพ และงบประมาณแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของเพื่อนๆนั่นเองครับ หากเพื่อนๆเลือกอู่ซ่อมรถได้แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันรถยนต์ของอะไรดี ก็เข้ามาที่เว็บไซต์โกแบร์เพื่อเลือกประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยนะครับ

4 เหตุผลที่รถมือสอง เหมาะกับประกันชั้น 2+

สำหรับใครที่ซื้อรถมือสองมาครอบครองแล้ว นอกเหนือจากการมีประกันภาคบังคับพ.ร.บ.รถยนต์ไว้ดูแลชีวิต ค่ารักษาพยาบาลแล้ว การซื้อประกันรถยนต์ หรือประกันภาคสมัครใจก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน รถหาย หรือรถไฟไหม้ หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับเบี้ยที่ไม่แพง ไม่แรงเกินไป อยากให้คนใช้รถมือสองลองพิจารณาประกัน 2 พลัส กับเหตุผลดี ๆ ที่นำมาเล่าตามนี้

 

1. เบี้ยประหยัด ราคาไม่แพง ดีต่อใจคนใช้รถมือสอง

หากคุณต้องการประหยัดเงิน และไม่อยากใช้งบเยอะ ประกันชั้น 2+ เป็นอะไรที่ดีต่อใจจริง ๆ เนื่องจากมีเบี้ยประหยัดกว่าประกันชั้น 1 ประมาณครึ่งนึง อย่างไรก็ดีการคำนวณเบี้ยกัน มาจากหลายตัวแปร เช่น

  • ทุนประกันรถที่ควรเลือกตามความต้องการของเราได้ตั้งแต่ 100,000 บาทเป็นต้น เมื่อทุนประกันต่างกันค่าเบี้ยประกันก็ต่างกันด้วย
  • ส่วนลดเบี้ยประกันต่าง ๆ เช่น ประวัติการขับขี่ดีในปีที่ผ่านมา, การเลือกมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ก็ช่วยประหยัดเบี้ยได้เป็นอย่างดี
  • ส่วนลดกล้องติดรถยนต์ก็ทำให้ได้ราคาเบี้ยประกันที่ถูกลงด้วยประมาณ 5-10% จากราคาเบี้ยสุทธิตามประกาศของ คปภ. แนะนำให้ลองพูดคุยขอส่วนลดกับบริษัทฯ ประกันหรือโบรกเกอร์ที่คุณกำลังจะซื้อประกันรถยนต์จะดีที่สุด

ประกันชั้น 2+ จึงเหมาะกับรถมือสองที่มี 4 ปีขึ้นไปที่ต้องการความคุ้มครองเทียบเท่าประกันชั้น 1 แต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยแพง ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

 

2. คุ้มครองคุ้มค่า ดูแลอุบัติเหตุ

ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการประหยัดเบี้ยประกัน ประกันชั้น 2+ สามารถตอบโจทย์คุณได้เพราะประกันชั้น 2+ หรือประกันรถยนต์ชั้น 2 พลัส ยังออกแบบมาเพื่อดูแลอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนของรถชนรถตามทุนประกันที่เลือกไว้ (เพียงแต่ประกันชั้น 2+ ไม่คุ้มครองดูแลเหตุรถชนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถ  เช่น ชนเสาไฟฟ้า ชนรั้วบ้าน หรือไปครูดฟุตบาท หรือเคสอุบัติเหตุที่ไม่สามารถระบุคู่กรณี จะต้องจ่ายค่าซ่อมเอง)

 

3. ประกันชั้น 2+ ช่วยดูแลเหตุรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ

อย่างที่บอกว่าประกันชั้น 2 พลัสมีความคุ้มครองที่เหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 1 นอกเหนือจากดูแลเหตุรถชนรถประกันชั้น 2+ ยังช่วยดูแลเหตุรถหาย ให้ความคุ้มครองตามทุนประกันที่ได้เลือกไว้เช่นเดียวกัน และกรณีรถไฟไหม้อีกด้วย ซึ่งจะดูแลตามทุนประกันล่ะ

นอกจากดูแลถยนต์สูญหาย, รถยนต์ไฟไหม้ ประกัน 2+ ยังคุ้มครองเหตุอื่น ๆ เช่น รถยนต์น้ำท่วม,  ผลกระทบจากภัยก่อการร้ายอุบัติเหตุส่วนบุคคลของคนขับและผู้โดยสาร รวมทั้งรักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตที่เกินจากความคุ้มครองของพ.ร.บ.รถยนต์ ตามด้วยการรักษาแบบต่อเนื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ฯลฯ เห็นไหมว่า ประกันชั้น 2+ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนขับรถมือสอง

 

4. เพราะประกันชั้น 2+ ช่วยจ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

กรมธรรม์ประกันชั้น 2+ นอกจากช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของคู่กรณี (ยานพาหนะทางบก) ยังช่วยจ่ายช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุนั้น ๆ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามทุนประกันที่เลือกไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เริ่มสนใจประกันชั้น 2+ เนื้อคู่ของรถมือสองบ้างหรือยัง ? เช็กเบี้ยที่ใช่กับ frank.co.th ได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank “ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ”

รถใหม่, ซื้อรถใหม่, รถผู้หญิง, สาวออฟฟิศ, เช็คราคา, Office Lady, Office Girl, Toyota, Honda, Nissan, Mazda, Suzuki, MG

รถใหม่ 10 รุ่น ที่สาวออฟฟิศส่วนใหญ่ ต้องสนใจ!

“รถยนต์” ในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของคุณ และรถยนต์นั้นก็ถือว่า เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบางสาขาอาชีพ รวมไปถึงอาจจะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงสถานะทางสังคม และฐานะทางการเงิน ของผู้ที่ครอบครองอีกต่างหาก

การเดินทางในเมืองหลวงสำหรับคุณผู้หญิงนั้น บางทีก็ต้องถือว่าลำบากนะ ไหนจะต้องขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ลงเรือ นั่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือต่อแท็กซี่ บางทีก็ดูไม่เป็นส่วนตัว และลำบากในการเดินทาง ทำให้สาวออฟฟิศหลายคน พอเมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เงินเดือนผ่อนรถไหว ก็อาจจะตัดสินใจดาวน์รถป้ายแดงออกมาขับกัน

อีกทั้งรถสมัยนี้ มีดีไซน์ตรงกับ Lifestyle ของคุณผู้หญิงมากยิ่งขึ้น เช่น มีที่เก็บของมากมายในรถ มีกระจกเสริมสวย เป็นต้น ทำให้ผู้หญิง ก็เริ่มศึกษาข้อมูล การตัดสินใจซื้อรถยนต์กันมากขึ้น

Carro ขอแนะนำ 10 รถยนต์รุ่นใหม่ ที่เหมาะกับสาวออฟฟิศวัยทำงาน เชิญชมได้เลยครับ.

Toyota Yaris ราคา 489,000 – 619,000 บาท

Toyota-Yaris

รถที่ตอบสนองความต้องการของสาวๆ คือ ต้องเป็นรถที่มีความอเนกประสงค์รอบด้าน ถ้าต้องการรถในรูปแบบแฮทช์แบค 5 ประตู ต้องลอง Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) ที่มาพร้อม Concept “Yes, That’s Right!” ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ

ปรับโฉมหน้าตาและด้านท้ายใหม่ ภายในตกแต่งใหม่ รถท้ายสั้น ขับขี่ง่าย หาที่จอดก็ง่าย ประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในเมือง

Toyota Yaris ATIV ราคา 479,000 – 635,000 บาท

Toyota-Yaris-ATIV

รถที่ตอบสนองความต้องการของสาวๆ คือ ต้องเป็นรถที่มีความอเนกประสงค์รอบด้าน ถ้าต้องการรถในรูปแบบซีดาน 4 ประตู ต้องลอง Toyota Yaris ATIV (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) ที่มาพร้อม Concept “Yaris ATIV…Life Activated”

อีกทั้งชื่อรุ่น “ATIV” ยังมีที่มาจากคำว่า “Smart” และ “Active” โดดเด่นรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ตลอดทั้งคัน ทั้งภายนอกและภายใน ขับขี่ในเมืองสะดวกคล่องตัว ประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ถือว่าพอเพียงสำหรับการใช้งานในเมือง

Toyota Sienta ราคา 750,000 – 825,000 บาท

Toyota-Sienta

ถ้าเป็นสาวออฟฟิศที่มีลูกแล้ว นอกจากจะต้องทำงานนอกบ้านแล้ว ช่วงเลิกงานหรือวันหยุด ยังต้องเป็นแม่บ้านอีกด้วย รถที่ดูเหมาะสมที่สุดคงต้องยกให้ Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า) เพราะประตูหลังแบบสไลด์ เปิดได้ทั้ง 2 ด้าน สะดวกสุดๆ เวลาต้องพาพ่อแม่ หรือลูกไปเที่ยว

มาพร้อมหน้าตาน่ารัก ถูกใจสาวๆ แน่นอน รวมไปถึงความอเนกประสงค์ของห้องโดยสาร ช่องเก็บของเพียบ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 108 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ใช้งานในเมืองก็ได้ วิ่งทางไกลก็ดี

Nissan Note ราคา 568,000 – 640,000 บาท

Nissan-Note

Nissan Note (นิสสัน โน๊ต) เป็นอีกหนึ่ง Eco-Car ที่ทำตลาดในบ้านเราเมื่อต้นปี 2560 โดยชื่อรุ่น “Note” ก็แปลได้ตรงตัว หมายถึง การจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ หรือโน๊ตบุ๊ค รวมไปถึงการนิยามถึงจินตนาการความสนุกทุกวันในชีวิต และความสนุกสนานในการขับรถทุกๆ วัน

มาพร้อมจุดเด่นสำคัญ คือ มีตัวถังสีชมพูให้เลือก (คุณผู้หญิงชอบแน่ๆ) ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย มีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง เหมาะมากสำหรับคุณผู้หญิงเวลาถอยรถ และระบบความปลอดภัยล้ำๆ กับสมรรถนะเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง

Honda Jazz ราคา 555,000 – 754,000 บาท

Honda-Jazz

เป็นตัวเลือกที่ฮอตฮิตมานานแล้ว สำหรับ Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) รถขวัญใจคุณผู้หญิงมาตั้งแต่รุ่นแรกเลยล่ะ สำหรับโฉมไมเนอร์เชนจ์นี้ เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ชูดจุดเด่นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งปรับพับได้หลายรูปแบบ เหมาะอย่างยิ่งกับการใข้งานในเมือง ขนของก็ได้ มีออพชั่นแพรวพราว ขับง่าย หาที่จอดก็ง่าย เป็นอะไรที่คุณผู้หญิงชอบมาก

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT และยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85 อีกด้วย ประหยัดน้ำมัน ใช้งานในเมือง ลงตัวสุดๆ

Honda Civic ราคา 869,000 – 1,199,000 บาท

Honda-Civic-Hatchback-Red

สำหรับสาวออฟฟิศที่มีเงินเดือนสูงหน่อย (อย่างน้อยก็สัก 5 หมื่นบาทขึ้นไป จะได้ผ่อนสบายๆ) ตัวเลือกอย่าง Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ก็น่าสนใจ เพราะได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2559 โดยมีให้เลือกทั้งแบบ Sedan และแบบ Hatchback ตามความชอบเลยล่ะ ยิ่งถ้าเป็นรุ่นสีแดงด้วยล่ะก็ สวยมากๆ

ตัวรถรูปทรงที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารดูกว้างขวาง มีทั้งมุมหรูหราและสปอร์ต ออพชั่นครบครัน ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และเบนซิน Turbo ขนาด 1.5 ลิตร 173 แรงม้า

Honda HR-V ราคา 949,000 – 1,119,000 บาท

Honda-HR-V

อีกหนึ่งรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ ที่ขายดีมากนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2557 จนปรับโฉมล่าสุด เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับ Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) มาด้วยคอนเซปต์ Premium x Sport Crossover (และ What’s Calling You? ในรุ่น Minorchange) ที่ผสานความสปอร์ตสไตล์รถคูเป้ ดีไซน์ภายนอกที่ปราดเปรียว ภายในที่หรูหราและฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 ถือว่าเหมาะสำหรับใช้งานในเมือง ลุยน้ำได้ เพราะตัวรถสูงหน่อย แถมมีที่เก็บของเพียบ คุณผู้หญิงชอบอยู่แล้ว

Mazda2 ราคา 530,000 – 789,000 บาท

Mazda2

รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับสาวเปรี้ยว หัวใจสปอร์ต นั่นคือ Mazda2 (มาสด้า2) กับพลัง Zoom-Zoom ที่มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D ขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้า หนึ่งเดียวในตลาด และเครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G ขนาด 1.3 ลิตร 93 แรงม้า แถมภายในห้องโดยสารเทียบชั้นรถยุโรป หรูหรา ดูดี

อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับโลกโซเชียลด้วย MZD CONNECT เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ i-ELOOP ทำงานควบคู่กับระบบ i-Stop และล่าสุดระบบ G-VECTORING CONTROL หรือระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หนึ่งในชุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS มั่นใจว่า ถูกใจคุณผู้หญิงอย่างแน่นอน

Suzuki Swift ราคา 499,000 – 629,000 บาท

Suzuki-Swift

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) ใหม่ จัดว่าเป็น Eco-Car รุ่นล่าสุด รูปทรงถูกใจคุณผู้หญิง และมีสมรรถนะไม่เล็กเลย Suzuki มาพร้อม Concept สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วย Sport Compact Car มาตรฐานระดับโลก ขับแบบเดิมๆ ก็ดูดี แต่งก็สวย น่ารัก

ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET ขนาด 1.25 ลิตร 83 แรงม้า และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ถูกใจคุณผู้หญิงแน่นอน

MG ZS ราคา 679,000 – 789,000 บาท

MG-ZS

MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ รูปลักษณ์โดดเด่นสไตล์ บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) หรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารกว้างขวาง ออพชั่นเพียบ พ่วงด้วยระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ และยังติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก ถือว่าถูกใจใครหลายๆ คน เลยทีเดียว

MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ รหัส 15S4C ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC VTi-TECH ให้แรงม้าสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

ถ้าคุณผู้หญิงสนใจรถที่ทาง Carro นำเสนอมา ก็ลองศึกษาหาข้อมูล ไปดูรถตัวจริง ทดลองขับ แล้วก็ดูว่างบประมาณที่มีมีอยู่ หรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนได้ขนาดไหน ไปเลือกรถคันที่ใช่ได้เลย

Driving-License

รู้ขั้นตอน การเตรียมตัว และวิธีการสอบใบขับขี่ ง่ายๆ ไม่ยาก

Driving-License

          สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนขับรถยนต์ และคนขี่รถจักรยานยนต์ ที่ต้องมีพกติดตัวไว้ตลอดเวลาของการขับขี่ นั่นคือ “ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์” ซึ่งใบขับขี่ ก็ยังแบ่งออกเป็นได้อีกหลายๆ ประเภท รวมไปถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่สำคัญว่ามีอะไรบ้าง

สำหรับในอดีต กรมการขนส่งทางบก ยังได้มีการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพให้ แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 (ซึ่งหากใครที่มีใบขับขี่ประเภทนี้ สามารถไปเปลี่ยนบัตรเป็นแบบสมาร์ทการ์ดได้ โดย โดยไม่มีผลใดๆ) จึงทำให้มีการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคลแบบปัจจุบัน คือ มีอายุครั้งละ 5 ปี บังคับใช้ทั้งในรถยนต์ส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

ทาง Carro ขอแนะนำวิธีการสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ทุกท่านได้อ่านและปฏิบัติกันครับ.

Driving-License

เริ่มแรก ไปทำใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งใกล้บ้านท่าน …

*สำหรับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล มี 5 พื้นที่ ได้แก่

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร)
โทร. 02-271-8888 ต่อ 4201-4 หรือ 1584

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 (ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล)
โทร. 02-415-7337 ต่อ 204-205

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 (ถ.สวนผัก ตลิ่งชัน)
โทร. 02-433-4773

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 (ถ.สุขุมวิท ตรงข้าม ซ.สุขุมวิท 62/1)
โทร. 02-333-0035

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 (ถ.สุวินทวงศ์ หนองจอก)
โทร. 02-543-5512

ผู้ที่ภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา หรือกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งเขตใดเขตหนึ่งก็ได้ (เพราะมีระบบออนไลน์ถึงกันหมด) สามารถค้นหารายละเอียดได้ที่ http://www.dlt.go.th

หรือ สอบใบขับขี่กับโรงเรียนสอนขับรถของเอกชน ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก

Driving-License

1. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว (2 ปี)

– ผู้ขอทำใบขับขี่รถยนต์ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
– ผู้ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 90 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
– เป็นผู้ที่ไม่มีร่างกายบกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก เป็นต้น

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
3. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

จากนั้น ทำการยื่นคำขอพร้อมหลักฐานเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงทะเบียนรับ เสร็จแล้วรับคืนเอกสารฉบับจริง

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรทางบก เครื่องหมายพื้นทาง ป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ มารยาทและจิตสำนึก เทคนิคขับรถให้ปลอดภัย บำรุงรักษารถ การรับรู้สถานการณ์อันตรายและรูปภาพจราจรต่างๆ
3. สอบภาคทฤษฏี (ทดสอบข้อเขียน) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (E-Exam) ซึ้งต้องผ่าน 90% จำนวนข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ต้องให้ได้ 45 ขึ้นขึ้นไป ดูรายละเอียดได้ใน Link นี้ – http://apps.dlt.go.th/e_exam/
4. สอบภาคปฏิบัติ (ทดสอบขับรถ) ตามชนิดใบขับขี่ (รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว)
5. เสียค่าธรรมเนียมกรณีสอบผ่านทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ (รถยนต์ชั่วคราว 2 ปี 205 บาท รถจักรยานยนต์ชั่วคราว 2 ปี 105 บาท)
6. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

Driving-License

2. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

ผู้ที่ขอทำใบขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปี เป็นผู้ที่ได้รับใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และสามารถยื่นก่อนใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 60 วัน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

1. ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี ที่ยังไม่หมดอายุ
2. สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี จำนวน 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชน
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
5. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
3. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีเอกสารหลักฐานประกอบ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและทดสอบข้อเขียน ผ่านตามเกณฑ์ จึงสามารถรับใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปีได้
**แต่ถ้าใบอนุญาตขับขี่ชนิดชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 3 ปี ต้องเข้ารับการอบรม ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถด้วย เหมือนกรณีมาขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

Driving-License

3. การต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

การต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ชนิด 5 ปี มาเป็น 5 ปี สามารถยื่นก่อนใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 3 เดือน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเดิม แล้วแต่กรณี
2. บัตรประจำตัวประชาชน

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรม 1 ชั่วโมง
3. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
4. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการสอบข้อเขียน
**กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 3 ปี ต้องทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถ

Sign

เป็นไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดที่ทาง Carro นำมาให้ได้ศึกษากัน ในส่วนของใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิดที่ 2,3 และ 4 (รถบรรทุก รถพ่วง) ทางเราจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

Review-Toyota-Vios

Toyota Vios ภายนอกสวย ช่วงล่างหนึบ ภายในเงียบ

Review-Toyota-Vios

Toyota Vios (โตโยต้า วีออส) มือสอง ถือเป็นรถยอดนิยม ยอดฮิตของคนไทยเลยก็ว่าได้ และถือเป็นรถเรือธงจากค่ายโตโยต้า ที่มียอดขายดิบขายดีทุกปีทุกสมัย (แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา Toyota จะเริ่มหันไปเน้นความสำคัญกับ Yaris ATIV มากขึ้นก็ตาม)

“Vios” ถือกำเนิดครั้งแรกในชื่อ “Soluna” เข้าสู่ตลาดเมืองไทยครั้งแรกในปี 2540 มาจนถึง “Vios” รุ่นที่ 4 ในปี 2556 สามารถครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดขายสะสมตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันที่มากกว่า 847,910 คัน *(ยอดขายถึงเดือนธันวาคม 2559) นับเป็นส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% และมียอดขายรวมเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร

Review-Toyota-Vios

โดย Vios รุ่นปัจจุบันที่ขายอยู่ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ล่วงมาจนถึงเดือนมีนาคม 2559 ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์และระบบเกียร์ใหม่ ก่อนจะปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหญ่ไปเมื่อเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดระยะเวลาก็มีรุ่นพิเศษ อาทิเช่นรุ่น TRD Sportivo หรือรุ่น Executive ออกมาสร้างสีสัน และเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ชอบรถผลิตจำนวนจำกัด เข้ามาให้เลือก

สำหรับ โตโยต้า วีออส (Gen.4 โฉมแรก) รุ่นนี้มีดีอะไร ทำไมถึงยังยอดฮิตในตลาด วันนี้ Carro จะมาบอกเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ.

Review-Toyota-Vios

ในแง่ของดีไซน์การออกแบบภายนอก ภายใน รวมถึงอุปกรณ์ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ให้มา แต่ก่อนจะไปถึงรายละเอียดจุดนั้น ขอเล่าให้ฟังก่อนว่า รถรุ่นนี้มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ J, E, G และ S โดยในรุ่น J และ E นั้นมี 2 รุ่นย่อยให้เลือก ทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ภายหลังทุกรุ่นย่อย จึงปรับเป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อม Sequential Shift)

Review-Toyota-Vios

ขณะที่เครื่องยนต์ใช้ขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2002 นั่นคือรหัส 1NZ–FE แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุด ที่ 141 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป

โดยเครื่องยนต์รหัส 1NZ-FE ได้รับการปรับปรุงในหลายจุด เช่น ปรับโปรแกรมควบคุมเครื่องยนต์ และระบบเกียร์อัตโนมัติ ให้ทำงานเข้ากันอย่างราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังปรับการทำงานของคันเร่งไฟฟ้า ให้ทำงานดีขึ้น และเปลี่ยนยางแท่นเครื่องใหม่ ลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เป็นต้น

สำหรับในรุ่นปี 2014 ที่ออกแบบมาให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้นั้น เครื่องยนต์จะเป็นรหัส 2NR-FBE แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 108 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุด ที่ 140 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อม Sequential Shift เพียงแบบเดียว

Review-Toyota-Vios Review-Toyota-Vios

ภายนอกของรุ่น G

เกริ่นข้อมูลเทคนิคกันพอหอมปากหอมคอ ก็มาถึงดีไซน์การออกแบบ รวมไปถึงมิติขนาดตัวรถกันบ้าง โดยมองรวมๆ รูปลักษณ์ของรถรุ่นนี้สวยกว่ารุ่นก่อน ดูทันสมัย-โมเดิร์น มีเหลี่ยมมีมุม ทำให้ดูมีมิติแตกต่างจากรุ่นก่อนที่จะดูโค้งๆมนๆ ตัวเส้นสายทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังก็ดูลงตัวขึ้น ที่สำคัญ โครงสร้างตัวถังแข็งแรงกว่ารุ่นเดิมถึง 20%

โตโยต้า วีออส มีขนาดความยาว 4,410 มม. ความกว้าง 1,700 มม. และความสูง 1,475 มม. น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 1,020 -1,075 กก. (แต่ละรุ่นน้ำหนักจะแตกต่างกันเล็กน้อย)

Review-Toyota-Vios

Review-Toyota-Vios

ภายนอกของรุ่น S

ดีไซน์ด้านหน้ามีจุดดึงดูดคือไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ กระจังหน้าแบบโครเมียมรมดำ (ในรุ่นท็อป) แต่ถ้าเป็นรุ่นรองท็อปจะเป็นไฟโปรเจคเตอร์เฉยๆ พร้อมทั้งกระจังหน้าโครเมียม และในรุ่นปกติทั่วไปจะเป็นไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ กระจังหน้าจะเป็นสีเดียวกับตัวรถและมีแถบโครเมียม และมีไฟตัดหมอกหน้าซ้าย-ขวา มุมมองด้านข้างของรุ่นท็อปจะเห็นล้ออัลลอยรมดำ 16 นิ้ว แต่ในรุ่นรองท็อปจะเป็นขนาด 15 นิ้ว

และเมื่อไล่เลียงมาสำรวจบั้นท้ายของรถรุ่นนี้ ก็จะเห็นคิ้วฝากระโปรงท้ายที่โดดเด่นเป็นสง่าด้วยโครเมียมรมดำ และเช่นเดียวกันถ้าไม่ใช่รุ่นท็อป ก็จะเป็นแบบโครเมียมธรรมดา มองซ้าย-ขวาจะเห็นไฟท้ายแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์

ระบบกันสะเทือนแบบเดียวกับ Vios รุ่นเดิม ด้านหน้าอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคล จึงส่งผลให้ช่วงล่างมีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยที่ยังคงใช้สปริงและช๊อกแอ็บซอร์เบอร์เหมือนรุ่นเดิม ส่วนระบบเบรกได้รับการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบท่อสุญญากาศ 2 เส้น ใช้แรงดันจากเครื่องยนต์ซึ่งควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์มาควบคุมระบบเบรก ช่วยให้การเบรกมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง

Review-Toyota-Vios

ภายในของรุ่น G

มาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง เลิกใช้มาตรวัดอยู่ตรงกลางแล้ว โดยรวมๆ ออกแบบให้ห้องโดยสารกว้างขวางที่สุด ด้วยการออกแบบแผงคอนโซลให้มีขนาดเล็ก เพื่อให้ห้องโดยสารกว้าง ให้อารมณ์สปอร์ต และหรูหรา มีให้เลือกทั้งสีเบจและสีดำ ตั้งแต่ตัวเบาะ ตัวแผงคอนโซล และวัสดุตกแต่งแผงประตูที่เป็นแบบ Piano Black ในรุ่นท็อป และรองท็อป แต่รุ่นพื้นฐานก็ใช่ว่าจะแตกต่าง เพราะใช้แบบเมทัลลิก และสีดำ แต่หากใครที่อยากได้อารมณ์สปอร์ตสุดสุด ก็ต้องเลือกรุ่นท็อปไปเลย เพราะคุณจะได้เบาะที่นั่งคู่หน้าลายสปอร์ต

Review-Toyota-Vios

ภายในของรุ่น S

ส่วนความสะดวกสบายในการนั่งนั้น สำหรับเบาะทรงนี้ก็ต้องบอกว่าไม่ไหล ไม่ลื่น เพราะทรงเบาะโอบกระชับ และยังปรับระดับสูงต่ำได้ตามสรีระร่างกาย ส่วนเบาะที่นั่งด้านหลัง ก็นั่งได้สบายๆ ไม่แคบไปไม่กว้างไป ไม่ได้อึดอัดอะไร

Review-Toyota-Vios

ส่วนพวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ปรับสูงต่ำได้ พร้อมหุ้มหนังและสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง ด้วยสารพัดปุ่มๆที่ถูกติดตั้งอยู่ ตรงหน้าผู้ขับขี่จะเห็นมาตรวัดอนาล็อก และจอแสดงผลการขับขี่ พร้อมสัญลักษณ์ ECO เมื่อมีการขับขี่แบบประหยัด แถมยังมีระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) อีกด้วย

Review-Toyota-Vios

ระบบปรับอากาศของรถรุ่นนี้เป็นแบบระบบอัตโนมัติ และมีจอแสดงผล LED ดูเก๋กู้ดมาก ขณะที่อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงต่างๆ นั้น ในรุ่นนี้มาพร้อมกับ วิทยุ, CD, MP3, WMA และช่องต่อ USB, AUX พร้อมทั้งลำโพง 4 ตัว

มาตรฐานความปลอดภัย มาแบบจัดเต็มในทุกรุ่นย่อย ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) (ในโฉมไมเนอร์เชนจ์), ระบบเบรคป้องกันล้อล็อก (ABS), ระบบกระจายแรงเบรค (EBD) และระบบเสริมแรงเบรค (BA) และถุงลมนิรภัย เป็นต้น

ในแง่การดีไซน์ ออกแบบทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง รวมไปถึงภายในภายนอก ถือว่ารุ่นนี้ทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างมาก ทั้งดูทันสมัยขึ้น ดูดุขึ้น เพราะรุ่นเดิมนั้นดูจะโล้นๆ ไม่มีอะไร (แต่ก็ขายได้เรื่อยๆ) ส่วนภายในห้องโดยสารก็มีความพยายามที่จะให้อารมณ์สปอร์ต ซึ่งก็ต้องชมเชยว่าทำได้ดี สมราคาสมคุณค่าที่จะต้องจ่ายไป

Review-Toyota-Vios

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมมาก พูดได้เลยว่าซื้อง่ายขายคล่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานใหม่ พ่อค้าแม่ค้า คนทำงานอาชีพอิสระ หรือบริษัทต่างๆ ที่ซื้อไว้ใช้งานเป็นรถประจำบริษัท มีวิ่งกันเกลื่อนเมือง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้ช่วงล่างถือว่าปรับปรุงมาดี ไม่กระด้างและยวบยาบ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นรถขนาดไม่ใหญ่ เวลาวิ่งเร็วๆ ก็ยังรู้สึกมั่นคง ไม่ลอย เข้าโค้งถือว่าเกาะถนนดี ไม่เอียง พวงมาลัยไฟฟ้ามีความหนืดพอดี ไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป ส่วนระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ เกาะถนนหนึบใช้ได้

ส่วนห้องโดยสารภายใน ถือว่าเก็บเสียงเงียบใช้ได้ เพราะใช้กระจกบังลมหน้าแบบ Acoustic Glass เหมาะกับการขับขี่ในเมือง ส่วนการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือลากรอบเครื่องยนต์สูงๆ ก็ยังคงมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาดังอยู่บ้าง อีกทั้งท่านั่งในการขับขี่ ผู้เขียนสูง 170 ซม. ก็ยังสามารถปรับเบาะให้นั่งขับด้านหน้าได้สบายๆ รวมถึงตอนย้ายไปนั่งบริเวณด้านหลังคนขับ ก็ไม่รู้สึกอึดอัด มีพื้นที่วางขาเพียงพอ หัวไม่ติดเพดานในรถ

ขณะที่จุดด้อยเท่าที่เห็น คือหลายคนมักบอกว่า วีออส โฉมนี้ (ตัวก่อนไมเนอร์เชนจ์) ยังใช้เครื่องเก่าเกียร์เดิมตั้งแต่ Soluna Vios ตัวแรก แต่ผมมองว่ามันเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เครื่องยนต์ตัวนี้ก็ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าทนทานไม่จุกจิก ระบบเกียร์ก็ทนทาน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตัวรถไม่จุกจิก ทนทาน ประหยัด ราคาอะไหล่ไม่แพง เตรียมงบไว้สำหรับดูแลตามปกติ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป ถ้ามีเช็คระยะใหญ่ ก็อาจจะต้องเตรียมเงินไว้เพิ่ม) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ Toyota Vios โฉมปี 2014 – ปัจจุบัน มีราคามือสองอยู่ที่ 320,000 – 600,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2561 – 2562 โดยประมาณ และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

Download Catalogue Toyota Vios (คลิกที่ภาพ)

Review-Toyota-Vios

nissan-sylphy

รีวิว Nissan Sylphy นิสสัน ซิลฟี่ มีดีที่ขนาด (ใหญ่)

รีวิว Nissan Sylphy นิสสัน ซิลฟี่ มีดีที่ขนาด (ใหญ่)

ดูเหมือนความนิยมของรถในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่มีผู้เล่นในตลาดอย่างโตโยต้า อัลติส , ฮอนด้า ซีวิค , มาสด้า 3 , เชฟโรเลต ครูซ , ฟอร์ด โฟกัส , นิสสัน ซิลฟี

ดูจะเงียบเหงา แลดูไม่ค่อยคึกคักสักเท่าไรสำหรับเซกเมนต์นี้ แต่เร็วๆนี้คาดว่าตลาดจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดอีกระลอก เพราะฮอนด้าจะมีการเปิดตัวซีวิคในรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับฟอร์ด โฟกัส ส่วนโตโยต้า อัลติส ,มาสด้า 3 ก็ยังคงสดใหม่ หรือเชฟโรเลต ครูซ ที่แอบไปแต่งหน้าทาปาก

ขณะที่แบรนด์ที่ยังดูนิ่งๆน่าจะเป็น นิสสัน ซิลฟี่ ซึ่งวันนี้ผู้เขียนจะหยิบมาบอกเล่าว่ารถรุ่นนี้มีอะไรพกพาดีไซน์แบบไหน โดยก่อนหน้าที่จะเล่าถึงรูปลักษณ์ ก็ต้องบอกก่อนว่ารถรุ่นนี้มีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่รุ่น1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร โดยในรุ่น 1.6 ลิตรนั้นมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาด้วยการใส่เทอร์โบ ซึ่งใครที่เป็นสาวกของค่ายนิสสันก็ย่อมจะรู้ว่าเทอร์โบจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดาแน่ๆ อย่างไรก็ตามวันนี้เราจะพาไปสัมผัสกับในรุ่น1.8ลิตร ที่มีให้เลือกด้วยกัน  2 รุ่นย่อยคือ V และ SV สนนราคาก็ตั้งแต่914,000 – 933,000 บาท

โดยการออกแบบด้านหน้าจะเห็นกระจังหน้า – กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต แตกต่างเพียงเล็กน้อยกับในรุ่น1.6 ลิตรตัวล่างที่เป็นกระจังหน้าแบบโครเมียม เช่นเดียวกับไฟหน้าที่มาพร้อมกับไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์ ซีนอน สามารถปรับระดับอัตโนมัติ มีไฟตัดหมอกคู่หน้าให้ ไฟหรี่และบั้นท้ายของซิลฟีเป็นแบบแอลอีดี มุมมองด้านข้างจะเห็นสเกิร์ตเล็กๆให้ดูมีมิติ มีความเป็นสปอร์ต ตัวเส้นสายด้านข้างทำให้ตัวรถไม่ดูแข็งกระด้างเกินไป ส่วนล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด แต่ถ้าถามว่าสวยที่สุดหรือยัง หรือเหมาะกับดีไซน์ตัวรถไหม…ก็ต้องบอกว่า…ยังไม่สุด!สำหรับดีไซน์ล้อแบบนี้

มาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง โดยรวมๆประเมินจากสายตาถือว่ากว้างขวางมาก โดยมิติของรถรุ่นนี้มีความยาว 4,615 มม. ความกว้าง 1,760 มม. ความสูง 1,495 มม. ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆในคลาสเดียวกัน ส่วนภายในห้องโดยสารของรุ่น1.8 ลิตรจะมีให้เลือก 2 แบบคือสีเบจ ในรุ่น V  และสีดำในรุ่น  SV  วัสดุภายในก็มีทั้งแบบลายไม้และสีเงิน มาดูที่พวงมาลัยกันบ้าง โดยตัวพวงมาลัยหุ้มหนังสามารถปรับระดับได้4ทิศทาง และสามารถสั่งงานต่างๆผ่านปุ่มมัลติฟังก์ชั่นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ระบบเปลี่ยนหน้าจอ MID บนพวงมาลัย ,การควบคุมเครื่องเสียง , Cruise Controlระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

ตัวมาตรวัดของซิลฟีเป็นแบบอนาล้อกเรืองแสงและสามารถปรับระดับแสงได้ ถือว่าดูง่าย สบายตา ตัวจอมัลติฟังก์ชั่น ดิสเพลย์จะให้ข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันในขณะขับขี่ หรืออัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย,ความเร็วเฉลี่ย ,ระยะทางที่ขับขี่, อุณหภูมิภายนอก  ตรงคอนโซลกลางจะพบกับระบบปรับอากาศแยกซ้ายขวา อัตโนมัติ ต่ำลงมาจะเจอกับหน้าจอแอลอีดีขนาด 5 นิ้ว พร้อมทั้งความบันเทิงต่างๆอาทิ เครื่องเล่นวิทยุ,ซีดี,เอ็มพี3,ช่องเสียบ AUX IN ลำโพง 6 ตัว,สามารถเชื่อมต่อ Bluetooth และระบบนิสสัน คอนเนคแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อท่องโลกออนไลน์หรือโลกโซเซียลของเรา ด้านความสบายในห้องโดยสาร สำหรับผู้ขับขี่นั้น ตัวเบาะที่นั่งปรับได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง พื้นที่ด้านหน้ากว้างขวางนั่งสบายไม่อึดอัด เช่นเดียวกับด้านหลังสามารถนั่งสามคนได้สบาย ไม่ว่าจะสูงยาว-อ้วนเตี้ยก็รับได้ แถมด้านหลังยังมีช่องแอร์เป็นของตัวเอง ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถรุ่นนี้เลยก็ว่าได้  และที่โดดเด่นอีกประการของรถรุ่นนี้ก็คือ พื้นที่ด้านหลังในการเก็บของมีความจุมากถึง 510 ลิตร ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการขนของสัมภาระต่างๆ

โดยรวมแล้วในแง่ของดีไซน์ ยังไม่ถึงกับว้าว แต่ถ้าพูดถึงจุดเด่นอย่างห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายก็ถือว่าตอบโจทย์ เอาเป็นว่าใครที่กำลังมองหารถในเซกเมนต์นี้อยู่ก็ลองแวะเข้าไปสัมผัสและทดลองขับกันก่อนจะตัดสินใจกันอีกที แต่ที่แน่ๆตัดสินใจซื้อรถช่วงนี้รับรองว่าแคมเปญ ลด แลก แจกของแถมมีเพียบ!!!!

ถ้าถามเฉพาะเรื่องหน้าตาการออกแบบ ก็ต้องบอกว่าสวยงามตามมาตรฐาน แต่ไม่ถึงกับต้องร้อง “ว้าว” เพราะผู้เขียนมองแว่บแรกนึกว่า อัลเมร่า ซึ่งเป็นอีโคคาร์ที่มีขนาดที่ใหญ่มากกกกกและเป็นรุ่นที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าของนิสสัน แต่พอมาดูมุมด้านข้างกับการตกแต่ง อุปกรณ์ต่างๆแล้วก็ค่อยร้องอ๋อ..นี่มันซิลฟี่จ๊ะ!!มิใช่ อัลเมร่า!!ส่วนข้อดีของรถรุ่นนี้ที่ประทับใจก็คือภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ใครที่ต้องการความโอ่อ่าสะดวกสบายก็น่าจะถูกใจกับเจ้ารถรุ่นนี้ไม่น้อย

mazda-bt-50

รีวิว Mazda BT-50 จากหนุ่มหล่อเจ้าสำอางกลายมาเป็นหนุ่มหล่อคมเข้ม

mazda-bt-50

พูดถึงตลาด รถปิกอัพ ในบ้านเรา แน่นอน ว่าภาพจำของหลายคน หน้าตา ของรถปิกอัพนั้นจะต้อมีสไตล์ แข็งแกร่ง บึกบึน  พร้อมลุยไปในทุกเส้นทาง แต่สำหรับมาสด้า บีที -50 คันนี้  ต้องบอกว่าภาพจำดังกล่าวค่อยๆ เลือนหาย

ตั้งแต่มาสด้าส่ง บีที -50 คันนี้ออกสู่ตลาดบ้านเราเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหรือ ราวปี พ.ศ.2555 ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับตลาดปิกอัพ เพราะมาสด้าตั้งใจให้ รถ คันนี้ออกมาเป็นรถปิกอัพเข้าไปมาขึ้น เน้น ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ใส่ความเป็นรถเก๋ง หรือพูดให้เข้าใจ มากขึ้น คือ ใส่ความเป็นเมือง เติมความหรูหรา  ให้เป็นรถปิกอัพที่ อัพเกรด ขับขี่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองได้แบบไม่เคอะเขิน

แต่ในความเป็นจริงดูจะขัดแย้งกับโพซิชั่นที่มาสด้า วางไว้  เพราะด้วยขนาดของตัวถัง และขนาดโดยรวมของตัวรถแล้ว รถคันนี้น่าจะมีไซส์ที่ใหญ่สุดในบรรดารถปิกอัพบ้านเรา   วัดจากการทดสอบในบรรดารถปิกอัพทั้งจากฝั่งอเมริกัน และยุโรป  บอกได้เลยว่า มาสด้า บีที -50 คันนี้ใหญ่คับเลนที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อขับในทางนอกเมือง วิ่งระหว่างจังหวังหวัดรถคันนี้ ให้ความรู้สึกคล่องตัว และขุมพลัง ของแรงม้าทั้ง 150 ตัวที่ 3,700 รอบ ของเครื่องยนต์ดีเซล Di-Thunder Pro 2.2 ลิตร ทำงานพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด นั้นหายห่วงทั้งขุมกำลัง และความคล่องตัวในการขับขี่ ยิ่งทางตรงยาว หรือ สภาพถนนค่อนข้างโล่งนั้น เจ้า บีที คันนี้สามารถโลดโจนทะยานไปข้างหน้าได้ชนิดที่หาตัวจับได้ยาก…

ส่วนความหนึบหนับ  การยึดเกาะถนนนั้น ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างเนียนกริบลบภาพปิกอัพเดิมๆ ที่ท้ายเบาออกไป แต่หากนำมาใช้ขับขี่เอง….ตามคอนเซ็ปต์ที่ เป็นปิกอัพเพื่อความสะดวกสบาย สไตล์ เก๋ง เพิ่ม ความหรูหรา และภูมิฐานเมื่อใช้งานงานเมืองนั้น  หากพูดตามคอนเซ็ปต์นั้นสวยหรู แต่เมื่อทดลองใช้งานจริงรถปิกอัพอย่างไร ภาพก็ยังคงเป็นรถปิกอัพเพียงแค่ เสริมด้วยชุดแต่ง อุปกรณ์ความเนี๊ยบเข้ามา


แต่เมื่อมาพูดถึงเรื่อง ความรู้ขณะขับขี่… นั้นคนละเรื่อง ด้วยขนาดของตัวรถที่ใหญ่ กลับกลายเป็นปัญหา ยิ่งสภาพการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองแล้ว  นอกจากทัศนวิสัยของตัวรถนั้นดีเยี่ยม เพราะขนาดสูงใหญ่ทีมีให้มองหน้า มองหลัง มองข้าง นั้นชัดเจน แต่ความคล่องตัวของตัวรถหายไปจะเปลี่ยนเลน มุดขึ้นลง ซ้ายขวา นั้นต้องกะระยะให้ดี แถมยิ่งต้องตั้งสติ ระมัดระวัง เพื่อนร่วมเส้นทาง กลายเป็นความกังวล  ส่วนพวงมาลัยนั้นคนละเรื่องกับการวิ่งนอกเมื่อง เพราะทั้งหนักและต้องออกแรง  (อาจจะเป็นเพราะต้องเพิ่มทักษะ ความระมัดระวังยิ่งขึ้น อีกสิ่งที่ค่อนข้างลำบากคือจังหวะการจอดถอยเข้า ออกซอง ต้องกะระยะ ให้ชัวร์ภายในห้องโดยสารไม่ทิ้งกลิ่นอายความสปอร์ต  ใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่คอนโซลหน้า เบาะที่นั่ง  อุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีมาให้ครบครัน

มาสด้า บีที -50 ปิกอัพ สไตล์รถยนต์นั่งสปอร์ต หรูหรา  เหมาะสมสำหรับการวิ่งทั้งนอกเมืองและนอกเมือง แต่ การขับขี่ในเมือง ผู้ขับที่เป็นสุภาพสตรี อาจจะเหมาะกับคุณผู้หญิงที่บุคลิกทะมัดทะแมงคล่องตัว น่าจะเหมาะสม(กว่า)  เพราะด้วยขนาดตัวรถค่อนข้างใหญ่ อาจจะทำให้การควบคุมการขับขี่ในเส้นทางในเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แถมจะสุนทรีย์ทางการขับขี่อาจจะหายไปแต่ถ้า มั่นใจ…. และชื่นชอบรถสไตล์นี้ ต้องบอกว่า มาสด้า BT-50 คันนี้ นั้นน่าสนใจไม่น้อย ที่สำคัญ คุณจะกลายเป็นสาวมั่น สาวเท่ขึ้นมาทันที

mazda-3

รีวิว Mazda3 ใหม่ สปอร์ตกว่าพี่..สวยกว่าพี่..น้องว่าไม่มีแล้วค่ะ !!

รีวิว Mazda3 ใหม่ สปอร์ตกว่าพี่..สวยกว่าพี่..น้องว่าไม่มีแล้วค่ะ !!

กดปุ่มสตาร์ทเครื่อง มาสด้า 3 ใหม่ ที่หลังแป้นพวงมาลัยเบาๆ เสียงคำรามของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ ก้องเข้ามาในห้องโดยสารให้รู้สึกได้ถึงพละกำลัง

และยิ่งเมื่อกดคันเร่งลงไปก็ยิ่งทำให้เห็นว่าเส้นทางแห่งความสนุกเร้าใจได้เริ่มขึ้นแล้ว ด้วยกำลังที่เรียกมาตั้งแต่ตีนต้น แบบชนิดหลังกระแทกเบาะ เมื่อเผลอกดคันเร่งแรงไปหน่อยเดียว

เส้นทางช่วงแรกยังอยู่ในชุมชน ทำให้ได้เห็นถึงความคล่องแคล่ว จากการหลบหลีกรถราเพื่อนร่วมถนนที่ทำได้อย่างสบายมือ และยิ่งเมื่อพ้นตัวเมือง ที่ทั้งทำความเร็วได้มากขึ้น รวมถึงเส้นทางคดโค้ง ช่วยให้ซึมซับถึงเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่มาสด้าภูมิใจนำเสนอมาตลอด ว่าเป็นอีกขั้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่พัฒนาขึ้นจากเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมให้มีสมรรถนะสูงขึ้น ประหยัดน้ำมัน และมลพิษลดลง

และมาสด้า 3 แฮทช์แบ็ค 5 ประตู ใหม่นี้ พัฒนาให้เป็นสกายแอคทีฟแบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์เพราะช่วงล่าง พวงมาลัย ตัวถัง ระบบส่งกำลัง เบรก ให้มีความหนึบแน่น และสนุกสนานอยู่ในคันเดียว ภายนอกให้ความรู้สึกราวกับสปอร์ตหรูจากยุโรป กระจังหน้าเอกลักษณ์เฉพาะ ทรงห้าเหลี่ยม ลากยาวถึงไฟหน้า ไบ-ซีนอน พร้อมไฟสว่างกลางวัน หรือ แอลอีดี เดย์ไทม์ เส้นสายด้านข้างพริ้วไหวต่อเนื่องไปจนถึงด้านท้าย เฉียบคม ให้ความรู้สึกถึงพลัง ไฟท้ายดีไซน์สอดรับกับไฟหน้า

ภายในมาสด้าได้ออกแบบใหม่ จนทำให้ห้องโดยสารกว้างขึ้น โดยเฉพาะเบาะนั่งด้านหลัง ที่หลายคนเคยเปรยเบาๆ ว่าทั้งเจนเนอเรชั่น 1-2 ค่อนข้างแคบ  ดีไซน์ทุกอย่างเน้นอารมณ์สปอร์ต พวงมาลัยสามก้าน ตกแต่งด้วยวัสดุมันวาว พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น แต่ที่ทำให้มาสด้า 3 ใหม่ ต่างจากรถญี่ปุ่นทั่วไป คือ แผงควบคุมอุปกรณ์ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ที่นอกจากใช้ควบคุมทุกอย่างแล้ว ยังใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ทำให้เบียดใกล้กับรถยุโรปชั้นดีได้อย่างกระชั้นชิด โดยมีจอแสดงผลดีไซน์โดนๆ อยู่กลางคอนโซลหน้า

และอีกสิ่งที่บ่งชี้ถึงความล้ำสมัย จอกระจกขนาดเล็กแสดงความเร็วแบบดิจิตอล อยู่เหนือมาตรวัดต่างๆ ไสตล์สปอร์ต เลื่อนตัวขึ้นมาเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ และเลื่อนเก็บเมื่อดับเครื่องยนต์ หลังจากทดสอบไประยะหนึ่ง รับรู้ถึงอารมณ์การขับขี่ ที่ล้อกันไปกับ โคโดะ ดีไซน์ หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว เพราะไม่ว่าจะโค้งไหน เนินไหน ทำได้กระชับฉับไว มั่นใจกับช่วงล่าง ที่เอาอยู่ทุกครั้ง ประกอบกับพวงมาลัยคมกริบ วางรอยล้อได้อย่างใจ

เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ให้ความสะใจทั้งบนย่านความเร็วสูงที่แม้จะขึ้นไปถึงกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เรียกมาได้ในเวลาแค่อึดใจ ไม่ว่าจะถนนเปียก หรือแห้ง ก็ยังรู้สึกถึงความเสถียรไม่มีวอกแวกให้ต้องหวาดหวั่น การเข้าโค้ง หรือหลบสิ่งกีดขวาง ที่บังเอิญเส้นทางที่ใช้ในวันนั้น มีพายุฝนพัดผ่าน ทำให้ต้นไม้ล้มเป็นระยะๆ ต้องโยกซ้าย-ขวา กันเป็นพัลวัน แต่ก็ผ่านได้อย่างเนียนๆ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดทำงานได้อย่างนุ่มนวล และถ้ายังไม่สะใจ มีโหมดเกียร์ธรรมดา ให้ได้สนุกยิ่งขึ้น มั่นใจกับระบบเบรก เพราะไม่ว่าจะเบรกในย่านความเร็วต่ำแค่กดเบาๆ หรือจังหวะทำความเร็วสูง แม้จะอยู่บนถนนเปียก ก็หยุดได้ฉับไว และไม่มีอาการท้ายปัด ล้อตายเลยแม้แต่น้อย

honda-mobilio

 

รีวิว Honda Mobilio อเนกประสงค์ก็ใช่!! แถมพกดีไซน์สปอร์ตมาอีก

honda-mobilio

ฮอนด้า โมบิลิโอ เปิดตัวสู่ตลาดบ้านเรามาปีกว่าๆ แล้วยอดขายในแต่ละเดือนก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด เรียกได้ว่าขายได้เรื่อยๆโดยรถรุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น

ได้แก่ S MT ราคา  597,000 บาท ,S CVT ราคา 642,000 บาท ,V CVT ราคา 682,000 บาท และรุ่นท้อป RS CVT ราคา 739,000 บาท  ขณะที่คู่แข่งตรงๆของโมบิลิโอ ก็คือโตโยต้า อแวนซ่า นั้นก็มีให้เลือก 5 รุ่น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 584,000 – 749,000 บาท งานนี้ถ้าวัดเฉพาะราคาแล้วในรุ่นเริ่มต้นพี่โตโยต้าเคาะราคาได้ยั่วยวนใจกว่า แต่เมื่อหันไปดูรุ่นจัดเต็มอย่างรุ่นท้อปนั้น โมบิลิโอ ก็ชนะเลิศเพราะมีราคาที่ต่ำกว่า

สำหรับรถอเนกประสงค์ในกลุ่มนี้ เดิมทีมักจะดีไซน์กันมาแบบขาดๆ เกินๆ จะเล็กก็ไม่ใช่ จะใหญ่ก็ไม่เชิง ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์แต่ละเจ้าก็คงพยายามที่จะแก้ไขและดีไซน์ออกมาให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าให้ได้ดีมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างโมบิลิโอ ที่มีการออกแบบให้ดูทันสมัย มีเพิ่มมูลค่าด้วยการแต่งนั่นนิด ใส่นี่หน่อย แต่ในแง่ของอรรถประโยชน์เพื่อการใช้สอยก็ไม่ละทิ้งไป เรียกได้ว่าลูกค้าเห็นตัวรถแล้วก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่จะจ่ายออกไป
โดยมิติของโมบิลิโอ นั้น มาพร้อมความยาว 4,398 มม. ความกว้าง 1,683 มม. และความสูง 1,603 มม.ส่วนคู่แข่งอย่าง อแวนซ่านั้น มีความยาว 4,140 มม. ,ความกว้าง 1,660 มม. และความสูง 1,695 มม. ถือว่ามิติใกล้เคียงกัน ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย แต่ในแง่ของความสดใหม่ การดีไซน์ นั้นผู้เขียนก็แอบให้คะแนนโมบิลิโอมากกว่า

สำหรับดีไซน์ของโมบิลิโอ ตัวกระจังหน้าโครเมียมดีไซน์สปอร์ต ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมทั้งไฟหรี่แบบแอลอีดี ด้านล่างลงมาหน่อยจะเห็นไฟตัดหมอกคู่หน้า และฮอนด้า ยังแอบเพิ่มความดุดันกับกันชนหน้าลายสปอร์ต เช่นเดียวกับมุมมองด้านข้างๆ จะมีสเกิร์ตเพิ่มมาตรง กรอบประตู และล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว ที่ส่วนตัวชอบมาก เพราะดีไซน์สวยจริงอะไรจริง แถมมองจากมุมนี้ตัวรถแอบดูหรูหรา เห็นแล้วนึกถึงรถอเนกประสงค์ในรุ่นใหญ่ๆ ของฮอนด้า ไม่ว่าจะเป็นโอดิสซีย์ ,สปาด้า ส่วนบั้นท้ายของโมบิลิโอนั้นก็มีสเกิร์ตครบ ทั้งด้านบนที่มาพร้อมกับไฟเบรกดวงที่ 3 แบบแอลอีดี และกันชนหลังก็ดีไซน์ให้ดูสปอร์ตพร้อมทั้งมีลูกเล่นด้วยการทำปลอกท่อไอเสียสแตนเลส

มาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง อย่างที่บอกว่านี่คือรถอเนกประสงค์ ดังนั้นในแง่ของการขนคน และขนของนั้นจะเป็นหัวใจหลัก โดยโมบิลิโอ มีที่นั่งทั้งหมด 3 แถว สามารถนั่งได้ 7 คน แต่ถ้าอยากนั่งแบบสบายๆควรจะนั่งแค่ 6 ที่นั่งเท่านั้น เว้นซ่ะแต่แถว 2 จะมีผู้โดยสารตัวเล็กๆมานั่งเบียดกันให้ครบ 3 คน  ตัวเบาะนั่งแถว 2 มีพนักพิงและเลื่อนได้ 3 ระดับ และยังสามารถพับแบบ 60:40 ได้ หรือว่าจะพับแบบตลบเดียวก็ได้ ทำได้ง่ายมากไม่ต้องเปลืองแรง นอกจากนั้นยังปรับเลื่อนไปข้างหน้าหรือดันไปข้างหลังตามความต้องการของผู้โดยสารได้ ซึ่งตรงนี้เองจะช่วยให้ผู้โดยสารแถว 3 แอบมีพื้นที่ในการวางขาเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามหากเดินทางในระยะทางไกลๆและผู้โดยสารแถว 3 มีรูปร่างสูง ยาว ก็อาจจะเมื่อยล้าได้ แต่ในแถว 2 หรือที่นั่งคู่หน้า ก็ไม่ต้องห่วงนั่งได้สบาย


ความพิเศษในรุ่นท้อปของโมบิลิโอ ยังมีเพราะเบาะนั่งแถว 3 พนักพิงปรับเอนได้ 2 ระดับ ส่วนใครที่ต้องการจะขนสัมภาระก็ไม่ต้องห่วง เพราะเบาะแถว 2 และ 3 สามารถพับได้ โดยแถว 3 จะพับแยกแบบ 50:50 ใครต้องการเก็บของแบบไหนก็จัดสรรพื้นที่กันตามสะดวก  ส่วนใครที่ห่วงเรื่องอากาศร้อน – เย็นก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะโมบิลิโอมีระบบปรับอากาศติดอยู่ตรงเพดานแถว 2 ที่จะกระจายความเย็นสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ แถว 3 ส่วนลำโพงที่ติดตั้งมากับรุ่นนี้มีด้วยกัน 4 ตัว และสำหรับผู้ขับขี่ก้อสามารถควบคุมเครื่องเสียงได้ผ่านพวงมาลัยโดยไม่ต้องไปเอื้อมมือไปเตะที่หน้าจอ และสิ่งที่สังเกตเห็นหลังจากเข้ามาอยู่ในตัวรถก็คือที่วางแก้ว ที่กระจายอยู่รอบคัน นับรวมๆกันมีกว่า 11 จุด หันไปทางไหนก็เห็นแต่ที่วางแก้ว!!

โดยสรุปจากข้อมูลและการสัมผัสแบบพอหอมปากหอมคอ ก็แอบเทใจให้โมบิลิโอ มากกว่ารุ่นอื่นๆในเซกเมนต์เดียวกัน เพราะหน้าตาที่ดูสปอร์ต รูปทรงโดยรวมมีมิติ แถมยังแอบหรูในบางมุม กล่าวคือรวมๆของรถรุ่นนี้มีความลงตัวที่สุดในแง่ของการออกแบบในมุมมองของผู้เขียนเอง งานนี้ต้องบอกว่าหน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!!!

bmw-218

รีวิว :: BMW 218i Active Tourer M คิดดี….แต่ดีไซน์ยังไม่สุด!!

รีวิว :: BMW 218i Active Tourer M คิดดี....แต่ดีไซน์ยังไม่สุด!!

แปลกหูแปลกตาไม่ใช่น้อย สำหรับรถในรุ่น ซีรี่ส์ 2 Active Tourer ของค่ายใบพัดสีฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู เพราะแว่บแรกที่ได้เห็นนึกว่าเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่น มองอีกมุมก็เหมือนสัญชาติอเมริกัน …..มาอ๋อเอาก็ตอนเห็นกระจังหน้าและโลโก้นี่แหละ

สำหรับมุมมองด้านหน้าของ BMW 218i Active Tourer M Sport แน่นอนว่าสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือกระจังหน้า ไล่เรียงมาถึงไฟหน้าแอลอีดีที่มีคุณสมบัติช่วยส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง มุมซ้ายขวาด้านหน้ามีไฟตัดหมอก ที่ถูกครอบด้วยดีไซน์เก๋ๆ ตัวฝากระโปรงดูมีมิติเล็กน้อยเพราะมีการออกแบบเส้นสาย ทำให้ดีไซน์ด้านหน้าไม่ดูเรียบจนเกินไป อย่างไรก็ตามรูปทรงของตัวถังด้านหน้าที่มีขนาดเล็กๆ สั้นๆ กะทัดรัด ก็ยังแปลกตาอยู่ดี

ไล่เรียงมาด้านข้าง จะเห็นเส้นโค้งหลังคาและประตูขนาดใหญ่ ที่โดดเด่นอีกอย่างคือล้ออัลลอยของชุดแต่ง M ขนาด 18 นิ้ว แบบ Double Spoke ส่วนด้านหลังมีไฟท้ายรูปทรงแอล สปอยเลอร์หลังคา ส่งให้รถดูสปอร์ตมากขึ้น ขณะที่ประตูท้ายรถเปิดปิดง่าย และเปิดได้กว้างมากขึ้นเพราะมีขอบต่ำและตัวบานประตูก็มีขนาดใหญ่ โดยสรุปรูปลักษณ์ภายนอกของรถรุ่นนี้ยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไร ดูขาดๆ เกินๆไม่สุด

เข้ามาสำรวจตรวจสอบภายในของรถรุ่นนี้ เดิมทีไม่ค่อยประทับใจกับดีไซน์ภายนอกสักเท่าไร แต่พอเข้ามาสัมผัสข้างใน ได้เห็นวัตถุดิบต่างๆที่นำมาตกแต่ง ก็ต้องบอกว่าพรีเมียม กริ๊บจริงๆ ตัวเบาะกับคอนโซลจะเห็นด้ายสีฟ้าตัดขอบกับสีดำของตัวคอนโซลและเบาะ ทำให้ดูดีมีมูลค่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไรน่าจะเป็นเรื่องของเบาะ เพราะเป็นเบาะผ้าสลับด้วยหนัง Alcantara ที่ดูจะบำรุงรักษาลำบาก

เมื่อลองเข้ามานั่งหลังพวงมาลัย ก็มีการปรับที่นั่งให้เหมาะสมกับสรีระ ซึ่งแน่นอนว่ารถระดับนี้สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า แถมยังมีลูกเล่นตรงเบาะที่นั่ง ที่ยกสูงช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ นอกจากนั้นแล้วยังสามารถเลื่อนปรับขยับไปด้านหน้าได้ มีให้ทั้งเบาะฝั่งคนขับและผู้โดยสารคู่หน้า โดยอารมณ์แรกที่ได้ลองเข้าไปนั่งรู้สึกแปลกๆ เหมือนจะเกะกะ แต่พอลองขยับๆ จนเข้าที่เข้าทางก็ต้องบอกว่าช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารได้ดีไม่น้อย แถมตัวเบาะโอบกระชับ ไม่ไหลไม่ลื่น อย่างไรก็ตามผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (มาก) คุณพ่อหรือคุณแม่อาจจะไม่ชอบใจ เพราะดูขึ้นลงลำบาก แถมสัมผัสแรกในตอนที่จะก้าวขาไปนั่งก็ดูจะลำบากเล็กน้อย

ส่วนห้องโดยสารด้านหลัง มีช่องแอร์แยกอิสระ ไม่ต้องห่วงเรื่องความร้อน ตัวเบาะที่นั่งก็นั่งสบาย ไม่ติดหัว มีพื้นที่วางขา ถ้าผู้โดยสารแข้งขายาวหน่อยก็ปรับเลื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่วางแข้งขาของตนเองได้ และสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการจะขนสัมภาระต่างๆและพื้นที่ห้องด้านหลังไม่พอก็สามารถพับเบาะที่นั่งได้ เพราะตัวเบาะพนักพิงแยกอิสระ 3 ชิ้น เป็นแบบสัดส่วน 40:20:40  พับง่าย และทำให้พื้นที่ด้านหลังเรียบสนิทไปด้วยกันหมด และหากพื้นที่จัดเก็บยังไม่พอ ก็จะมีช่องเก็บสัมภาระที่อยู่ใต้พื้น มีความจุประมาณ 70 ลิตรและมีถาดเอนกประสงค์สำหรับไว้เก็บของชิ้นเล็กๆเปิดปิดง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ช่วยในการจัดเก็บสัมภาระด้านหลังได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น

ย้อนกลับมาดูอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใส่มาในรถรุ่นนี้กันดูบ้าง ที่เห็นเด่นชัดคือหน้าจอแอลอีดีขนาด 6.5 นิ้ว มีปุ่มควบคุม iDrive และแอพพลิเคชั่น BMW สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนภายในรถ ขณะที่พวกวิทยุหรือการเชื่อมต่อยูเอสบี AUX หรือบลูธูทก็มีพร้อมสรรพ

ส่วนข้อมูลเทคนิคของรถรุ่นนี้ ในส่วนของขุมพลังอยู่ที่ 1.5 ลิตร เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ทำงานประสานกับเทคโนโลยี EfficientDynamics และระบบ ConnectedDrive เพื่อการเชื่อมต่อแบบรอบด้าน ขณะที่มิติตัวถังมาพร้อมกับความยาว 4,342 มม.,ความกว้าง 1,800 มม. และความสูง 1,586 มม. กำลังสูงสุด 136 แรงม้าที่ 4,400 รอบต่อนาที ,แรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตันเมตร ที่1,250 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุด 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

เรียกได้ว่าภายในชนะเลิศ แต่ภายนอกยังไม่ค่อยถูกใจสักเท่าไรนักสำหรับ BMW 218i Active Tourer M Sport  เอาเป็นว่าใครที่สนใจคงต้องลองไปสัมผัสกันดูที่โชว์รูมและศูนย์บริการจำนวน 22 แห่ง ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น  สนนราคารถรุ่นนี้อยู่ที่ 2,499,000 บาท

BMW 218i Active Tourer M Sport อารมณ์แรกที่ได้เห็นจากด้านหน้าดูเป็นรถสปอร์ต แต่พอมาดูด้านข้างกลายเป็นรถเก๋งกึ่งครอบครัว กึ่งเอนกประสงค์ไปซ่ะอย่างนั้น โดยรวมๆในแง่ของดีไซน์การออกแบบไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไรนัก ดูยังขาดๆเกินๆแต่พอเข้ามานั่งด้านในห้องโดยสาร ก็ต้องบอกว่าเรียบหรู เกร๋ๆตามสไตล์บีเอ็มดับเบิลยู เบาะนั่งสบาย ภายในกว้างขวาง มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระล้นปรี่ เรียกได้ว่าตัดสินใจลำบากจริงๆว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ!!!งานนี้คงต้องไปวัดกันที่สมรรถนะว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานหรือไม่อย่างไร!!!!