ค้นหาบทความ

Category : Carro แนะนำรถมือสอง

Carro-Honda-Accord-CB

ยุคที่ “Honda” (ฮอนด้า) เริ่มเข้ามารุกตลาดรถยนต์ในบ้านเราเมื่อปี 2526 นั้น หลายคนยังงงๆ อยู่ ว่า Honda มีผลิตรถยนต์ด้วยรึ? เพราะ “ฮอนด้า” ในเวลานั้นที่เป็นรู้จักกันดี เฉพาะแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่ หรือแบรนด์สินค้าอย่าง รถตัดหญ้า ที่ฮอนด้าผลิตขายมานมนานแล้ว

Honda เวลานั้น ได้ตัดสินใจผลิตและเปิดตัว Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) ในปี 2527 และตามมาติดๆ ด้วย Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) แต่นั่นก็ยังทำให้คนไทย ยังไม่รู้จัก Honda เป็นที่มากพอ …

จนกระทั่งการเปิดตัว “Honda Accord (CB)” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี! นี่ล่ะ นับเป็นรถรุ่นที่คนไทยเริ่มรู้จัก Honda กันอย่างกว้างขวาง และธุรกิจการขายใบจองรถยนต์ ใบละ 10,000 บาท ที่หลายคนยังจำได้ไม่ลืม

MR.CARRO จะมานำเสนอข้อมูลรถมือสองของ “Honda Accord ตาเพชร” กันครับ ว่าจะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง สำหรับคนที่กำลังมองหารถรุ่นนี้มาใช้อยู่

Honda-Accord-CB-JDM

Honda Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Honda-Ascot-CB

Honda Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในวันที่ 13 กันยายน 1989 Honda ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ในตระกูล “Accord” พร้อมกันถึง 4 รุ่นเลยทีเดียว โดยแย่งออกได้เป็น Accord รุ่น 4 ประตู Sedan, Ascot (ชื่อรุ่นมาจาก เมืองเล็กๆ ใน East Berkshire ประเทศอังกฤษ ที่มีการจัดการแข่งม้าสุดยิ่งใหญ่ มีมายาวนานกว่า 300 ปี) 4 ประตู Sedan

Honda-Accord-Inspire-CB

Honda Accord Inspire เวอร์ชั่นญี่ปุ่น (ในไทย รถรุ่นนี้ก็มีของจริงให้เห็นอยู่ 1 คัน)

Honda-Vigor-CB

Honda Vigor เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

และรุ่นเวอร์ชั่น Hardtop ที่วางคลาสให้สูงกว่า Accord ชูความโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ใช้เครื่องยนต์แบบวางตามแนวยาว 5 สูบ แบบเดียวกับรถขับเคลื่อนล้อหลัง (ซึ่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรถ Audi ในยุคนั้น) ได้แก่รุ่น Accord Inspire ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในโฉมนี้ และ Vigor (ชื่อรุ่นแปลว่า พลัง) เจเนอเรชั่นที่ 3 วางขายผ่านเครือข่ายจำหน่าย Honda Verno

ก่อนที่ Honda จะนำพาเจ้า Accord ตาเพชร คันนี้ ไปเปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show หรือ IAA ช่วงปลายปี 1989

รูปโฉมภายนอกของ Accord ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและความสปอร์ต … นำทีมออกแบบโดย Mr.Tateomi Miyoshi หัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบจาก Honda R&D ด้วยรูปทรงโค้งมนกลมกลืน ชุดไฟหน้าแบบ Diamond Eye แบบมัลติรีเฟล็คเตอร์ ที่เวลาต่อมาค่ารถทุกค่ายจึงใช้กันจนเป็นของธรรมดาไปแล้วในยุคปัจจุบัน ฝากระโปรงหน้าลาดต่ำ กระจกบานกว้าง ให้ทัศนวิสัยดี

Honda-Accord-Interior

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ชุดมาตรวัดต่างๆ ออกแบบให้ใช้งานง่าย นั่งกันได้สบายๆ 5 คน พร้อมกับเก็บเสียงได้เงียบ ด้วยโครงสร้างประตูที่ออกแบบเป็นพิเศษ และอุปกรณ์มาตรฐานเพียบ

ชุดช่วงล่างระบบดับเบิลวิชโบน อิสระทั้ง 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวล เกาะถนน มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และระบบขับเคลื่อนแบบเลี้ยว 4 ล้อ 4WS

และครั้งแรกของเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ PGM-Fi ในการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดติดตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ บนเครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ตระกูล “F” ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอยด์ ลูกสูบเป็นแบบ Under-Square ช่วงชักยาวขึ้น เพื่อให้กำลังที่ราบเรียบ และแรงบิดที่รอบต่ำ บวกกับใช้วาล์วไอดี/ไอเสีย ขนาดโตขึ้น ให้เครื่องยนต์หายใจสะดวกขึ้น แรงม้าจึงมากขึ้นตามไปด้วย

มีให้เลือกทั้งขนาด 1.8 ลิตร รหัส F18A 105 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร F20A ในแบบ SOHC คาร์บูเรเตอร์ 110 แรงม้า หัวฉีด 130 แรงม้า และแบบ DOHC 150 แรงม้า รวมไปถึงเครื่องยนต์ตัวใหญ่สุดอย่างขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A 140 แรงม้า

Honda-Accord-CB-TH

และเครื่องยนต์ตระกูล F นี้ ยังได้พัฒนาระบบแกนบาลานเซอร์ใหม่ เพื่อลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เมื่อใช้รอบปานกลาง และรอบสูง ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบตลอดเวลาของการขับขี่ แต่ถ้ารอบต่ำ ฮอนด้าจะเลือกออกแบบใช้ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น

เรียกได้ว่า การออกแบบของ Honda Accord ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงออพชั่นต่างๆ ทิ้งขาดคู่แข่งในรุ่นเดียวกันอย่าง Toyota Corona, Nissan Bluebird, Mazda 626 หรือ Mitsubishi Galant เป็นต้น และก็ยังมีราคาแพงเป็นหมายเลข 1 อีกด้วย …..

ซึ่งหลังจากเปิดตัวและจำหน่ายไปในหลายประเทศทั่วโลก Honda Accord รุ่นนี้ ก็คว้ารางวัลมาได้มากมายเลย อาทิ รางวัลพวงมาลัยทองคำจากนิตยสาร Bild Am Sonntag จากประเทศเยอรมนีตะวันตก และติดอันดับ 3 ใน 10 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 1989 จากนิตยสาร Car & Driver ประเทศสหรัฐอเมริกา และคว้ารางวัล 1 ใน 5 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2533 ของยุโรป!

Honda-Accord-Coupe-CB

1 เมษายน 1990 Honda เปิดตัว Accord Coupe ซึ่งเป็นโฉมเดียวกันกับที่ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเข้ามาขายในประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส F20A ซึ่งในไทยก็เคยมีคนนำเข้ามาใช้งาน

Honda-Accord-Wagon-CB

4 เมษายน 1991 Honda เปิดตัว Accord Wagon ก็เป็นรุ่นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาขายในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A เท่านั้น

ก่อนจะปรับโฉม Minorchange เป็นตัวไฟท้ายสั้น ในเดือนกรกฎาคม 1991 ปรับปรุงชุดกันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และเพิ่มระบบ Navigator ให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย

Honda-Ascot-Innova

Honda Ascot Innova ผู้มีพื้นฐานร่วมกับ Accord ตาเพชร แต่เน้นบุกคลาดยุโรปมากกว่า

เดือนมิถุนายน 1992 นำเข้า Accord เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร จาก USA เข้าไปขายในญี่ปุ่น

Honda-Accord-CB-TH

ในส่วนของเวอร์ชั่นไทยนั้น Honda Accord ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 ในยุคที่ยังเป็น บริษัท ฮอนด้าคาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บ้านเรามีเฉพาะแบบ 4 ประตู ซีดาน

Honda-Accord-CB-TH

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 5,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi (Programed Fuel Injection) ให้แรงม้าสูงสุด 135 แรงม้า ที่ 5,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที มีให้เฉพาะทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ตามมาในปีถัดมา)

ซึ่งระบบการจ่ายน้ำมันแบบนี้ เป็นระบบเดียวกับที่ฮอนด้าใช้ในการแข่งขันรถสูตร 1 ฟอร์มูล่า วัน ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างงดงาม

Honda-Accord-CB-TH

Honda Accord 1990 มีทั้งหมดด้วยกัน 3 รุ่น

1. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 798,000 บาท พร้อมแอร์ พวงมาลัยเพาเวอร์ เบาะหนังแบบไวนิล กระจกไฟฟ้า 4 บาน เซ็ลทรัลล็อค เสาอากาศไฟฟ้า วิทยุ-เทป พร้อมลำโพง 2 ตัว และฝาครอบล้อขนาด 14 นิ้ว

2. Honda Accord รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด EX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 838,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น LX ได้แก่ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ที่มาตรวัดความเร็ว และกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า

3. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LXi เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi ราคา 898,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น EX ได้แก่ ไฟเบรกดวงที่ 3 พวงมาลัยหนังแท้ เบาะนั่งแบบผ้าสักหลาด วิทยุ-เทป Hi-Power พร้อมลำโพง 4 ตัว และล้อแม็กขอบ 15 นิ้ว

Honda-Accord-CB-TH

ในเดือนเมษายน 2534 จึงเพิ่มรุ่น Top สุด เกียร์อัตโนมัติ

Honda-Accord-CB-JDM-MC

ในเดือนเมษายน 2535 ปรับโฉม Minorchange เป็นรุ่น “ไฟท้ายสั้น” หรือ “แอคคอร์ด 92-24” โฉมนี้ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดกำแพงภาษีรถยนต์ ราคาขายจึงถูกลงกว่าเดิม โดยรุ่น LX ราคา 672,000 บาท, รุ่น EX ราคา 707,000 บาท, รุ่น LXi ราคา 757,000 บาท และรุ่น Top สุด ราคา 797,000 บาท!

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปลายปี 2537 จึงต้องหลีกทางให้กับ Accord เจเนอเรชั่นที่ 5 ไป …

Honda-Accord-MotorShow-1990

Honda Accord ในงาน Motor Show 1990 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

บทสรุป

Honda Accord รหัสตัวถัง CB โฉมนี้ในอดีต ตั้งใจออกมาเพื่อให้เป็นได้ทั้งรถครอบครัว และรถหรู เราจึงเห็นรถรุ่นนี้จำนวนมาก ที่ผู้ใช้มักจะเป็นคนทำงานระดับบริหาร หรือเจ้าของบริษัท ซื้อไว้ใช้งานกับครอบครัว แม้ว่าในปัจจุบัน จะกลายเป็นรถยอดนิยมของคนชอบรถแต่งซิ่งในยุค 90 ไปอีกรุ่นก็ตาม

Honda-Accord-MotorShow-1992

Honda Accord ในงาน Motor Show 1992 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

แม้ว่าจะเป็นรถแนวครอบครัว และรถหรูสำหรับผู้จัดการบริษัท หรือผู้บริหารขับ แต่จะหารถรุ่นนี้แบบสภาพเดิมๆ ก็ถือว่าไม่ง่ายนัก ถ้าเป็นรถแต่งซิ่ง ส่วนใหญ่สภาพจะช้ำเยอะ หลายคันเปลี่ยนเครื่องมาแล้ว ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ ภายในเดิมๆ ระบบไฟ ระบบความร้อนต้องดี ไม่งั้นจ่ายกันเยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ช่วงล่างดีอีกหนึ่งรุ่น วิ่งนิ่ม นุ่ม เกาะถนน แต่ช่วงล่างต้องดี หลายคันนิยมไปเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ VTEC เพราะได้แรงม้าที่มากขึ้น และการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น ถ้าจะเอาประหยัดก็ติดแก๊ส LPG ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานใช้ได้ แต่ก็มีจุกจิกเหมือนกัน (โดยเฉพาะช่วงล่าง) ต้องซ่อมแบบลงทุนใหญ่ หรือเปลี่ยนอะไหล่ให้จบทั้งหมด เพราะถ้ารอใกล้พังค่อยเปลี่ยน ก็จะซ่อมกันแบบไม่จบ หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอู่ซ่อมรถที่เคยมีช่างจาก Honda ในยุค 90 ออกมาเปิดอู่เอง เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี แต่ราคาก็ปั่นขึ้นไปสูงพอสมควร

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Nissan-Cefiro-A31

หากเราจะย้อนกลับไปดูตลาดรถของไทยสักเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูมสุดขีดจากนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2531 ทำให้อัตราการโตของเศรษฐกิจไทยสูงมาก และมีคนรวยเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วงต้นยุค 90

เวลานั้น “รถยนต์” ก็เป็นอีกสิ่งที่เรียกได้ว่ากำลังเฟื่องฟูสุดๆ แม้ว่าก่อนปี 2534 ภาษีรถบ้านเรายังคงสูงมากก็ตาม ต่อมาในปี 2534 บ้านเราจึงลดกำแพงภาษีรถยนต์ ทำให้รถรุ่นใหม่ๆ แปลกๆ มากมาย ต่างทยอยนำเข้าขายในบ้านเราอย่างเต็มที่ มีให้เลือกกันสารพัดแบบ แม้กระทั่งรถหรูๆ สำหรับผู้บริหาร ก็มีตัวเลือกหลายยี่ห้อทีเดียว

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

อีกหนึ่งรถยอดนิยมตลอดกาล ที่เกิดขึ้นจากการเป็นรถหรูอย่าง “Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่)” รหัส “A31” กับ “ลีลาแห่งอนาคต” เกิดขึ้นมาพร้อมกันในยุคนี้ กลับกลายเป็นรถที่ชาว “รถซิ่ง” นิยมเป็นอย่างมากทั้งในสนามซิ่ง และสนามดริฟท์ ที่เปิดตัวขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี!

ทำไม Cefiro A31 ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไรนั้น? MR.CARRO จะพาท่านไปรู้จักกับ Cefiro A31 กันให้มากขึ้นครับ

Nissan Cefiro (A31) Live Catalogue

Nissan-Cefiro-A31-Drawing

ขั้นตอนการออกแบบ Nissan Cefiro (A31)

สำหรับ Nissan Cefiro นั้น มีชื่อรุ่นมาจากภาษาสเปน ความหมายในภาษาไทยนั้นหมายถึง “ลมตะวันตก” หรือ “ลมอ่อนๆ” (หรือ Zephyr ในภาษาอังกฤษ)

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 1988 มาพร้อมกับรูปทรงเพรียวล้ำยุค แบบ Personal Sedan หรือ Executive Car ที่ชอบเรียกกันในยุคนั้น ที่ละม้ายคล้ายกับ Nissan Silvia รถสปอร์ต 2 ประตู ที่ออกมาในเวลานั้น โดยตัวรถออกแบบโดย Satoshi Wada ตั้งใจให้เป็นรถ 4 ประตูขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ แต่มีความสูงไม่มากนักแบบรถสปอร์ต

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ห้องโดยสารภายใน หรูหรา เบาะนั่งกระชับ มีให้เลือกทั้งรูปแบบ Modern, Elegant และ Dandy

โดย Cefiro A31 รุ่นนี้ ผลิตขึ้นในโรงงาน Musashimurayama เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ชูจุดเด่น จุดขาย ด้วยความล้ำยุค (ในช่วงปลายยุค 80 ถึงต้นยุค 90) ด้วยชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ เปิด-ปิด อัตโนมัติ, เบาะปรับไฟฟ้า, กระจกมองข้างตัดแสงได้ พร้อมไล่ฝ้า ระบบการควบคุมการขับเคลื่อน 4 ล้อ ATTESA-ETS พร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ HICAS-II และระบบเบรก ABS

กับเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ อย่าง “โช๊คอัพปรับความอ่อน-แข็ง ด้วยไฟฟ้า และปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามความเร็วรถ DUET-SS (Super Sonic Suspension)” ที่พัฒนาจากระบบโซนาร์ โดยส่งคลื่นโซนาร์ออกไปที่พื้นถนนและสะท้อนกลับมายังตัวรับสัญญาณบริเวณแชสซีส์หน้า และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะปรับความแข็งอ่อนให้ จะเอาแบบไหน Comfort หรือ Sport เลือกได้ จนหลายคนอยากขโมยไปหาปลา!

Nissan-Cefiro-A31

Nissan-Cefiro-A31

เนื่องจากรถรุ่นนี้ มีพื้นฐานของระบบเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างหลัง ใช้ร่วมกันกับ Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) รหัส “R32” รถยอดนิยมตลอดกาลของชาวรถซิ่ง รวมถึงในรุ่น Leopard รหัส F31 และ Laurel รหัส C33 ทำให้รถหรูรุ่นนี้ จึงกลายร่างมาเป็นรถซิ่งกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในไทย และในญี่ปุ่นเอง

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

สำหรับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ลุยกับด้วยตระกูล 6 สูบแถวเรียงรหัส RB ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E 125 แรงม้า, รหัส RB20DE 155 แรงม้า, รหัส RB20DET Turbo 205 แรงม้า มีเกียร์ธรรมดา 5 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับ 5 สปีด ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1991 Nissan ปรับปรุงระบบความปลอดภัยของ Cefiro ทุกรุ่นย่อย และมีถุงลมนิรภัยด้านคนขับให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย ต่อมาในปี 1992 จึงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเพิ่มรุ่น Top สุด ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส RB25DE 180 แรงม้า

Nissan-Cefiro-A31

แน่นอนว่ารถรุ่นนี้ Nissan ก็มีผลิตเป็นเวอร์ชั่นส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ในแถบลาตินอเมริกา ตุรกี จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงในตะวันออกกลางด้วย ทั้งแบบพวงมาลัยซ้าย และพวงมาลัยขวา ใช้ชื่อรุ่นว่า “Nissan Laurel Altima” (ในไทย มีรุ่นนี้แท้ๆ นำเข้ามาใช้งานด้วย 1 คัน) แต่รายละเอียดหลายอย่างก็ต่างไปจาก Cefiro เช่น เครื่องยนต์ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 102 แรงม้า รหัส CA20S และเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส RB24 141 แรงม้า

สำหรับในไทย …

Nissan Cefiro A31 รุ่นนี้ จุดเริ่มต้นของการขายในประเทศไทยคงต้องยกเครดิตให้กับ บริษัท สยามกลการ จำกัด ที่ได้ไปชมตัวจริง และกล้าตัดสินใจนำความคิดว่ารถรุ่นนี้ขายในไทยได้แน่ๆ เสนอต่อฝ่าย Product Planning บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในการขอสิทธิ์นำเข้ามาขาย และผลิตจำหน่ายในประเทศไทย

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

รถคันแรก ออกจากสายการผลิตของโรงงาน Nissan เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2533 (ภาพจาก LIM-Catalogue)

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ 14 มีนาคม 2533 ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา โดยงานนี้ผู้บริหาร นิสสัน จากประเทศญี่ปุ่น ยูทากะ คูเม ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น บินมาเพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ

แถมมีลูกค้าสั่งจองไว้ล่วงหน้า กว่า 1,000 คันแล้ว ในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ก่อนเปิดตัว! ขายดีจนต้องปิดจองเลยทีเดียว เพราะผลิตไม่ทัน จนเกิดธุรกิจขายใบจองกันเป็นล่ำเป็นสัน

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

สนนราคารุ่น 12 วาล์ว เกียร์ธรรมดาอยู่ที่ 790,000 บาท และราคา 830,000 บาท ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

มิติตัวถังยาว 4,710 มม. (ในรุ่น 24 วาล์ว ยาว 4,690 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,375 มม. และระยะฐานล้อ 2,670 มม. น้ำหนักรถ 1,290 – 1,380 กิโลกรัม

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

เวอร์ชั่นไทย เริ่มแรกมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E แบบ 6 สูบ OHC 12 วาล์ว หัวฉีด ECCS ให้แรงม้าสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ในโฉม 24 วาล์ว ตามมาทีหลัง เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว หัวฉีด ECCS ให้แรงม้าสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.5 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (5E-AT) พร้อมระบบ DUET-EA ควบคุมการส่งกำลังของเกียร์และการทำงานของเครื่องยนต์ให้เต็มประสิทธิภาพ สามารถเลือกได้ทั้ง Auto Mode ใช้งานในเมือง ขับขี่ธรรมดา และ Sport Mode ไว้เรียกพลัง ลากรอบได้นานขึ้น และ Hold สำหรับการล็อกตำแหน่งเกียร์ตามที่เลือกไว้

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

ช่วงล่างของ Cefiro A31 ก็ถือเป็นจุดขายสำคัญ ด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงชนิดเยื้องศูนย์ พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบ อิสระ Multi-Link (มัลติลิงค์) พร้อมเหล็กกันโคลง เอกลักษณ์ของช่วงล่างรถ Nissan ในยุค 90

Nissan-Cefiro-A31-Lineup

สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานเวอร์ชั่นไทย … ในรุ่น 12 วาล์ว ที่เด่นๆ จุดขายก็ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์, ภายในใช้ชุดลำโพงแบบ Active Sound, เบาะหนังชามัวร์, พวงมาลัยเพาเวอร์ปรับสูง-ต่ำ ใกล้-ไกล ได้ และคอนโซลหน้า ติดตั้ง Sensor ควบคุมอุณหภูมิให้ทำงานสัมพันธ์กับแอร์แบบอัตโนมัติ กับปุ่มปรับโหมดการทำงานของโช๊คอัพไฟฟ้า DUET-SS และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ในรุ่น 24 วาล์ว เพิ่มจากรุ่น 12 วาล์ว ได้แก่ กันชนหน้าใหม่ ช่องดักลมยาวขึ้น, ไฟท้ายและแผงทับทิมหลังใหม่ สีแดงเลือดหมูแบบเรียบ ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวที่กันชนหน้า, ระบบล็อคประตูรถอัตโนมัติ เมื่อรถวิ่งเกิน 15กม./ชม., ที่วางแขนด้านหลัง มีฝาเปิดไปห้องเก็บของท้ายได้, พวงมาลัย 4 ก้าน เบาะหนังแท้สีดำ, เบาะปรับไฟฟ้า, มาตรวัดรอบดีไซน์ใหม่ มีถึง 9,000 รอบ/นาที และระบบเบรก ABS ในราคา 1,025,000 บาท!

Nissan-Cefiro-A31-Color-Variation

มีสีรถให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีเงิน Greenish Silver M., สีทอง Beige M., สีเขียว Dark Green M., สีดำ Black Mica และสีโปรโมทอย่าง สีฟ้า Blue Grey M.

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ในปี 2536 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ทั้งรุ่น 12 วาล์ว และรุ่น 24 วาล์ว ปรับกันชนหน้าใหม่ ยาวขึ้น กระจังหน้าใหม่ ชุดไฟท้ายสีแดงสด แบบเรียบ

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2538 Nissan Cefiro A32 ขับหน้ารุ่นแรก ที่เข้ามาแทนที่เจ้า Cefiro A31 ที่หมดอายุตลาดไป

บทสรุป

การกำเนิดของ Nissan Cefiro รหัสตัวถัง A31 โฉมนี้ในอดีต แม้ว่าจะเป็นรถหรู ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เหล่าผู้จัดการ หรือผู้บริหาร “ขับเอง” มากกว่า “นั่งข้างหลัง” บ้าง กลับกลายมาเป็นรถซิ่งขับหลัง รถยอดนิยมตลอดกาลของขาซิ่งไปซะงั้น

Nissan-Cefiro-A31

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับใครที่เคยเล่นรถรุ่นนี้ หรืออยากจะเล่นรถรุ่นนี้ ก็ต้องเป็นคนนิยมชมชอบในความหรู หรือไม่ก็ความแรงแบบรถขับหลัง (สำหรับรถที่เปลี่ยนเครื่องมาแล้ว)

แต่รถรุ่นนี้ส่วนใหญ่ สภาพจะช้ำซะเยอะ เพราะถูกนำไปแต่งซิ่งกันเยอะสุดๆ จนรถสภาพเดิมๆ กลายเป็นรถหายากไปเลย! ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ หรือว่าทำสีมาแล้ว ดูด้วยว่าหลังคามีผุหรือเปล่า เพราะรุ่นนี้เป็นกันเยอะ! กับภายในว่าเบาะเน่า หนังแตก มากน้อยแค่ไหน กับระบบ DUET-SS ยังใช้ได้หรือไม่

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าจะเล่นรุ่นนี้แบบเครื่องยนต์เดิมๆ 12 วาล์ว RB20E ตรงรุ่น ที่ดูโบราณไปหน่อย เมื่อเทียบกับรถในยุคเดียวกันที่เป็น ต้องทำใจรับได้กับเรื่องกินน้ำมันแบบดุเดือด และเรี่ยวแรงที่หดหายไปมาก รวมไปถึงเครื่องยนต์แบกน้ำหนักตัวรถไว้มากพอสมควร แต่ก็ได้ความทนทานและความนิ่งเมื่อขับทางไกล ถ้าอยากอนุรักษ์ของเดิมไว้ และต้องใช้รถบ่อยๆ (แต่เงินในกระเป๋าไม่อำนวย) ทางที่ดีควรติดแก๊ส LPG ซะ จะได้ประหยัดขึ้น

และห้องโดยสารภายในที่ค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะชุดเบาะด้านหลัง อาจไม่ถูกใจคนตัวสูงใหญ่เท่าไหร่นัก (หัวแทบติดเพดาน!)

ในยุคที่รถซิ่งกำลังบูม คนที่ซื้อรถรุ่นนี้ไปแต่งจึงนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่จำนวนมาก นับตั้งแต่เครื่องยนต์ของ Nissan อย่างรหัส RB20DET, RB25DET หรือ RB26DETT หรือแม้กระทั่ง “เครื่อง JZ” จาก Toyota อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE เป็นต้น

ข้อดีอีกอย่างของรุ่นนี้คือ ของแต่งยังมีมาก แม้ว่าจะมีราคาเริ่มสูงแล้วก็ตาม แม้กระทั่ง “ไฟหน้าอเมริกา” ที่บ้านเราเรียกกัน ทำเอางง! เพราะรถรุ่นนี้ ไม่มีขายที่อเมริกา!

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานในระดับหนึ่ง ไม่ค่อยจุกจิก ดูแลง่าย หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 30,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000-150,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Crown-JZS133

หากจะย้อนกลับไปในอดีต ในยุคที่รถหรูบ้านเรายังยอดนิยมสุดๆ ในบรรดาผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถ้าหากบริษัทที่ทำงานในตอนนั้น อาจจะเป็นบริษัทจากชาติตะวันตก คุณก็อาจจะได้รถประจำตำแหน่งเป็นรถ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) หรือ BMW (บีเอ็มดับเบิลยู)

แต่ถ้าบริษัทคุณเป็นบริษัทจากชาติตะวันออก ซึ่งในบ้านเราก็จะเป็นบริษัทจากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ก็จะได้รถประจำตำแหน่งเป็นรถ Toyota (โตโยต้า) หรือ Nissan (เป็นต้น) โดยมากแล้วจะนิยมรถ Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) หรือ Nissan Cedric (นิสสัน เซดริก) ที่ตัวรถมีขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างหรูหราแบบรถยุโรป แต่ราคาย่อมเยาว์กว่ากันมาก

ใช่ครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) รหัสรุ่น JZS133 ในโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 กัน ตอนออกใหม่ๆ นั้น มีราคาหลักล้านกว่าบาท แต่ตอนนี้ สามารถหาซื้อได้ในราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงหนึ่งแสนบาทต้นๆ จะมีอะไรที่น่าสนใจนั้น ต้องอ่าน …

Toyota-Crown-Royal-Saloon

สำหรับ Toyota Crown เจเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 28 ตุลาคม 1991 ในรูปแบบ Hardtop 4 ประตู และโฉมที่หรูเป็นพิเศษอย่าง Crown Majesta แต่ Crown โฉม Saloon และ Station Wagon จะยังคงเป็นรถเจเนอเรชั่นที่ 8 แต่ก็มีการปรับโฉมแบบ “ยกใหญ่” และยังคงใช้พื้นฐานร่วมกัน อุปกรณ์ภายในบางส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ แต่ก็มีความต่างกันอยู่พอสมควร ทั้งตัวถังภายนอก เครื่องยนต์ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ซึ่งโฉม Saloon นี้ล่ะครับ เป็นโฉมที่ทาง Toyota ตัดสินใจนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2535 เพื่อแทนโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เป็นโฉมสุดท้ายที่ประกอบขายในประเทศไทย มาพร้อม Concept “สุดยอดศิลปกรรมยานยนต์”

มิติตัวถังยาว 4,860 มม. กว้าง 1,720 มม. สูง 1,460 มม. และระยะฐานล้อ 2,730 มม. น้ำหนักรถ 1,630 กิโลกรัม

Toyota-Crown-Royal-Saloon

Toyota Crown Royal Saloon ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.1 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ระบบช่วงล่างหน้า แบบดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง หลังแบบเซมิเทรลลิ่งอาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ตัวถังภายนอกยังคงไว้ซึ่งขนาดใหญ่ ทรงเหลี่ยม โดดเด่นด้วยไฟหน้า และไฟท้ายขนาดใหญ่ มีไฟตัดหมอก ไฟกะระยะด้านข้างตัวรถ และล้อแม็กลายหรูขนาด 15 นิ้ว ติดมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ภายในห้องโดยสารหรูหรา โอ่อ่า ด้วยโทนสีน้ำเงิน เบาะกำมะหยี่ขนาดใหญ่ นั่งสบาย มีพวงมาลัยเพาเวอร์ แบบ 3 ก้าน ปรับน้ำหนักตามความเร็วรอบ ระบบแอร์สวิงซ้าย-ขวา ระบบควบคุมแอร์ด้านเบาะผู้โดยสารหลัง พร้อมระบบเบาะไฟฟ้าปรับเลื่อนได้ ทั้งด้านคนขับ และด้านหลัง หรือจะเป็นตู้เย็นเล็กๆ ที่เหมือนตู้เย็นบ้าน สำหรับไว้แช่ของเย็นๆ ด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Toyota Crown ด้วย เป็นต้น

สำหรับ Toyota Crown โฉมนี้ ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2538

Toyota-Crown-Royal-Saloon

บทสรุป

แม้ว่า Toyota Crown รหัสตัวถัง JZS133 โฉมนี้ในอดีต จะเป็นรถยอดนิยมของผู้บริหาร หรือประธานบริษัทของบริษัทญี่ปุ่น หรือชาวไทยที่เข้ามารับตำแหน่งระดับสูงใช้เป็นรถผู้บริหาร หรือใช้เป็นรถโรงแรม จวบจนยุคปัจจุบันที่เป็นรถของกลุ่มคนชอบรถแนวๆ VIP CAR มักไฝ่ฝันและถามถึงกันอยู่เสมอๆ

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Crown รุ่นนี้ เหมาะสำหรับคนชอบรถหรูๆ ในแบบตะวันออกจริงๆ ถึงแม้ว่าคุณค่าของอุปกรณ์มาตรฐาน อาจจะมีมาให้มากกว่ารถตะวันตกบางยี่ห้อในยุคเดียวกันด้วยซ้ำไป

แต่ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ “Toyota” ที่บางคนอาจจะมองว่าเป็น Mass ไปหน่อย ทำให้การซื้อขายในตลาดรถมือสอง อาจขายต่อยากและใช้เวลานานหน่อย ถ้าคุณไม่ได้ขายคนนิยมรถเฉพาะกลุ่ม VIP CAR นะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับคนสูงวัยนั่งด้านหลังอย่างมาก ด้วยบรรยากาศของตัวรถ ความสะดวกสบายของอุปกรณ์มาตรฐาน แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ที่เขี่ยบุหรี่ ก็มีติดมาไว้ในด้านหลัง รวมไประบบแอร์ของ Nippondenso ที่เย็นสะใจถูกใจคนขี้ร้อน

และห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้ดีมาก เครื่องยนต์นิ่ม นิ่ง ขับด้วยความเร็วสูงก็ยังทรงตัวได้ดี เครื่องยนต์รอบต่ำ ขับไกลๆ สบาย ไม่เหนื่อย แต่ก็กินน้ำมันมาก ตามประสารถเครื่องยนต์ใหญ่

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ดูแลง่าย หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 15,000 – 20,000 บาท หรือถ้าหากเครื่องยนต์เดิมแรงไม่ทันใจ ก็สามารถนำเครื่องยนต์ของ Toyota แบบอื่นๆ มาลงก็ได้เลย อาทิ เครื่องยนต์ขนาด 6 สูบ ที่มีระบบ VVT-i มาลง หรือ V8 สูบ หรือจะเอาแบบประหยัดๆ ต้องใช้งานรถทุกวัน ก็ติดแก๊ส LPG ได้ ไม่มีปัญหา

ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ก็ยังหาได้ไม่ยากนัก เชียงกงมีขายเยอะ และไม่ค่อยมีคนแย่งกันซื้อด้วย หรือบางอย่างยังมีให้เบิกศูนย์ของใหม่ได้ แต่ต้องทำใจเรื่องราคาอาจจะสูง และรอนานหน่อย

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 60,000-110,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Thairung-Transformer

จากเหตุการณ์ที่มีข่าวจ่าทหารคลั่ง ขโมยรถฮัมวี่ของทหารพร้อมอาวุธสงคราม ออกไปก่อเหตุยิงผู้บริสุทธิ์ที่สัญจรผ่านไปมาและภายในห้าง Terminal21 มีผู้บาดเจ็บล้มตายหลายสิบคน ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญของคนไทยและคนทั่วโลก เทียบเท่าการก่อการร้าย

ทาง MR.CARRO ก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและผู้สูญเสียมา ณ ที่นี้ด้วยครับ และขอเปลี่ยนบรรยากาศในการนำเสนอเรื่องที่เบาลง เพื่อผ่อนคลายวิตกกังวลให้กับทุกท่าน ที่ในวันนี้ ล้วนมีคำถามที่มากมายเกี่ยวกับทหาร และกองทัพบกอย่างมากมาย

รวมไปถึงคำถามเกี่ยวกับรถยนต์ประจำการในกองทัพ ที่พัฒนามาจนเป็นรถสำหรับพลเรือนอย่าง Thairung Transformer (ไทยรุ่ง ทรานฟอร์เมอร์) ซึ่ง MR.CARRO จะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง และรู้จักกัน …

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

แนวคิดของรถทหาร MUV4

รถทหารของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศไทย ในอดีตก็จะนิยมใช้รถยนต์ที่เป็นรถทหารจากต่างประเทศหลากหลายแบบ อาทิ รถ Jeep, รถ HMMWV หรือ High Mobility Multipurpose Wheeled Vehicle (ภาษาปาก = Humvee) (ฮัมวี่) (สำหรับพลเรือนขายในชื่อ Hummer), รถ GMC, รถ Unimog รถของชัยเสรี หรือรถหุ้มเกราะอัศวิน ที่ดัดแปลงมาจาก Mitsubishi L200 Strada 4X4 เป็นต้น

MUV4

MUV4

ต่อมาทางกองทัพบก ได้มีแนวคิดริเริ่มคิดค้น และพัฒนาการใช้งานรถยนต์ตรวจการณ์ภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งทางไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ ที่เป็นผู้ผลิตและประกอบรถยนต์ของคนไทย จึงได้ทำการออกแบบและผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ รถต้นแบบ “MUV4 (Military Utility Vehicle)” ซึ่งเป็นรถตรวจการณ์ลาดตระเวนทางการทหาร 4 ที่นั่ง ออกแบบพิเศษ สำหรับทหารใช้งานโดยเฉพาะเป็นครั้งแรกในเมืองไทย และนำไปโชว์ในงาน Defense & Security 2009 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552

เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่น ไม่ได้สนใจพัฒนารถยนต์เพื่อทางทหาร เพราะมีความต้องการไม่มาก และติดเงื่อนไขทางกฎหมายในการห้ามผลิตยุทธภัณฑ์ จึงเป็นโอกาสของทาง บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาผลิตในจุดนี้ บนโครงสร้างของรถกระบะ (Pick Up) ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร ที่มีการผลิตขายในประเทศ

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

จุดประสงค์ในการออกแบบ เพื่อให้เป็นรถยนต์ประเภท รยบ. ขนาดเบา แบบ 4 X 4 แบบ 50 (หรือ M50) และแบบ 51 (หรือ M51) ของกองทัพบก ตามที่กรมสรรพาวุธทหารบก มีความประสงค์จะใช้งาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจตระเวนชายแดน หรือหน่วยทหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

ตัวรถออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ CAD, CAE, CAM มาตรฐานสากล และมีการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Simulates) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การผลิตชิ้นส่วนด้วยโลหะขึ้นรูป ตัวถังรถทั้งคันผ่านระบบชุบสีกันสนิม โดยประจุไฟฟ้า (EDP) และขบวนการพ่นสีมาตรฐานเดียวกับกับผู้ผลิตรถยนต์

มีการทดสอบในรูปแบบการใช้งานบนถนนจริง และบนอุปสรรคต่างๆ ซึ่งสามารถลุยน้ำได้สูงถึง 50 ซม. สามารถไต่ทางลาดชันได้ 40 องศา และไต่ทางลาดเอียงได้ 30 องศา

รถตรวจการณ์ลาดตระเวน MUV4 ที่ไทยรุ่งฯ ในเวลานั้นพัฒนาขึ้น มี 3 รุ่น ได้แก่

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

  • รุ่นหลังคาเหล็ก (Hard Top)

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

  • รุ่นหลังคาผ้าใบ (Soft Top)

TR-Transformer

  • รุ่น Station Wagon หลังคาเหล็ก 5-11 ที่นั่ง (ภายหลังมาเป็น TR Transformer)

โดยรถทุกรุ่น มีคุณลักษณะเฉพาะในการใช้งานครบครัน อาทิเช่น

  • บรรทุกกำลังพลรวมทั้งพลขับ ได้ไม่น้อยกว่า 4 นาย พร้อมสัมภาระพร้อมรบ
  • สามารถติดตั้งอาวุธประจำหน่วยวิถีราบ แผ่นเสริมความแข็งแรงที่พื้นรถ
  • ติดตั้งเครื่องมือสื่อสารได้ โดยไม่เป็นขีดจำกัดในการบรรทุกกำลังพล และสัมภาระพร้อมรบ
  • เคลื่อนย้ายด้วย เฮลิคอปเตอร์ 47D ได้
  • มีห่วงยึดตรึง สามารถบรรทุกกับขบวนรถไฟ หรือส่งทางอากาศได้
  • สามารถปรับเปลี่ยน (Converted) ให้เหมาะสมกับการใช้งานทางด้านยุทธการอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เช่น รถบังคับการ, ลาดตระเวน, บรรทุกสัมภาระ, รถพยาบาล ฯลฯ
  • คล่องตัวในการเคลื่อนที่ทั้งในเส้นทางบนถนนและในภูมิประเทศที่ทุรกันดาร
  • สามารถเปลี่ยนการขับเคลื่อนจาก 2 ล้อเป็น 4 ล้อ โดยไม่ต้องหยุดรถแบบ Shift On The Fly
  • ภายในห้องโดยสาร ยกชุดแผงคอนโซลและเบาะนั่งมาจาก Toyota Hilux Vigo รวมไปถึงเครื่องยนต์และช่วงล่าง ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน และการซ่อมบำรุง

TR-Transformer

ทำไม Thairung ถึงลงมาเล่นรถตลาดนี้?

เนื่องจากตลาดรถ PPV ที่ทาง Thairung ผลิตอยู่เดิมนั้น ได้ถูกทางผู้ผลิตรถ ไม่ส่งรถให้ผลิตจำหน่ายแบบแต่ก่อน และผลิตรถยนต์ออกมาขายเอง ทางไทยรุ่งฯ จึงต้องหาทางรอดในการทำธุรกิจรถยนต์ ด้วยการจำหน่ายรถยนต์ให้หน่วยงานราชการ และทำตลาดรถที่แตกต่างออกไป ในราคาที่เทียบกับคู่แข่งได้

TR-Transformer-Brochure

กำเนิดของ TR Transformer, Transformer Plus และ Transformer Max

ในเดือนมีนาคม 2554 ไทยรุ่งฯ ก็ถึงเวลาเผยตัวรถต้นแบบ TR Transformer ก่อนจะออกขายในเวลาต่อมา และ Transformer Plus แบบกระบะ 4 ประตู ในเดือนมีนาคม 2556 ให้คนทั่วไปได้รู้จักกันจริงๆ สักที

TR-Transformer-Brochure

รถยนต์ TR Transformer ได้ถูกออกแบบขึ้นให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ทรงเหลี่ยม ดูแข็งแรง บึกบึน ในสไตล์คล้าย Hummer หรือ Land Rover Defender ซึ่งไม่เหมือนใคร เพิ่มบันไดข้าง กล้องมองภาพด้านหลัง อีกทั้งมีขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง เบาะหุ้มหนังใหม่โทนสีดำ มีอุปกรณ์มาตรฐานเช่นเดียวกับใน Vigo ครบ

TR-Transformer-Brochure

ไทยรุ่งฯ ได้นำเอาแชสซีส์และระบบเครื่องยนต์ของ Toyota Hilux Vigo มาใช้ นั่นคือรหัส 1KD-FTV (I/C) ขนาด 3.0 ลิตร แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 -3,200 รอบ/นาที ผ่านระบบส่งกำลังแบบธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

TR-Transformer-Brochure

สำหรับ TR Transformer และ TR Transformer Plus มาพร้อมกับขุมพลังรหัส 1KD-FTV ขนาด 3.0 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 171 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 -3,200 รอบ/นาที พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 5 สปีด

TR-Transformer-Plus

TR-Transformer-Plus

ราคาอาจดูสูงไปสักนิดนึง แต่เนื่องจากต้นทุนมาสูง เพราะไทยรุ่งฯ ต้องซื้อรถจากทาง Toyota มาแล้วถอดออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาโครงรถของ TR Transformer และ TR Transformer Plus ครอบลงไปอีกที

TR-Transformer-Max

ในเดือนมีนาคม 2558 ไทยรุ่ง จึงได้เปิดตัว TR Transformer MAX ทำหลังคาให้สูงขึ้นกว่าเดิม แบบ 11 ที่นั่ง สามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงถึง 175 ซม. ได้ทุกที่นั่ง

TR-Transformer-Max

มาพร้อมกับขุมพลังรหัส 2KD-FTV (VNT) ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 -2,800 รอบ/นาที พร้อมระบบส่งกำลังแบบธรรมดา 5 สปีด

และรหัส 1KD-FTV ขนาด 3.0 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 171 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 -3,200 รอบ/นาที พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 5 สปีด

ต่อมาทาง Toyota ได้เปิดตัว Toyota Hilux Revo ออกมาจำหน่ายในปี 2558 ได้สักพัก ทาง Thairung จึงได้เปิดตัว TR Transformer II ออกมาจำหน่ายด้วเช่นกัน สำหรับรายละเอียดของรถรุ่นนี้ MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

TR Transformer ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองที่มีคนนิยมเฉพาะกลุ่ม อาจจะเป็นคนที่ชอบแนวทหาร แนวแข็งแกร่ดุดัน ชอบการใช้ชีวิตผจญภัย เข้าป่าฝ่าดง ชอบความไม่เหมือนใคร

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

TR Transformer มือสอง มีความได้เปรียบตรงที่ใช้แชสซีส์ ช่วงล่าง เครื่องยนต์ และภายในแบบเดียวกับ Toyota Hilux Vigo ที่ไทยรุ่งฯ นำรถรุ่นนี้มาดัดแปลง ง่ายในเรื่องการบำรุงรักษา หาอะไหล่ หรือเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ ยกเว้นตัว Parts ภายนอก ที่หาเปลี่ยนได้จากในศูนย์ของไทยรุ่งฯ เท่านั้น

แต่ตัวรถต้องแบกน้ำหนักถึง 2 ตันกว่า (หากรวมผู้โดยสาร) เหล็กตัวถังค่อนข้างหนา ทำให้อัตราเร่งตีนปลายอาจจะไม่ปรู๊ดปร๊าดเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อืด และตัวรถที่เป็นเหลี่ยมสัน อาจรู้สึกเสียงลมปะทะดังหน่อย เมื่อใช้ความเร็วสูง

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่จุกจิก เพราะองค์ประกอบหลักๆ ยังคงเป็น Toyota ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการเข้าได้ทั้ง Toyota และ Thairung เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็พอเพียง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 830,000 – 950,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถกับ CARRO สิ เรารับซื้อรถมือสอง ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในช่วงนี้หลายคนอาจตื่นตระหนกกันถึง “โคโรนาไวรัส” ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีนเวลานี้ และยังมีแพร่กระจายไปในหลายประเทศ โดยติดมากับนักท่องเที่ยวจีน (ที่มาแพร่ระบาดในไทยด้วย) ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก รัฐบาลจีน รวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขของไทยเอง ก็กำลังรับมือป้องกันเชื้อไวรัส และให้การรักาษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่

วิธีป้องกันตัวเองอย่างง่ายๆ ในเวลานี้ ก็ขอให้ทุกท่าน “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” รวมไปถึงการใส่หน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แค่นี้ก็สบายใจขึ้นได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

ในวันนี้ MR.CARRO จะขอมาแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (AT190/ST191) ซึ่งใช้ชื่อรุ่น ชื่อเดียวกับไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศจีนเวลานี้ครับผม

Carro-Toyota-Corona

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 10) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1992 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่ดูอ้วนกลม ลู่ลม ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.31 มีลักษณะเด่นคือด้านท้ายค่อนข้างใหญ่ แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 2 แบบ นั่นคือ แบบ 4 ประตู Sedan

Toyota-Corona-SF

และแบบ 5 ประตู Hatchback (หรือ Liftback) ในชื่อ “Corona SF” ซึ่งในเมืองไทยเองก็มีผู้จำหน่ายอิสระนำเข้ารุ่นนี้มา ในช่วงรถนำเข้าเฟื่องฟู แต่ก็หายากสุดๆ

Toyota-Caldina

และในแบบแวกอน ที่แตกออกไปใช้ชื่อรุ่นใหม่เลย ในชื่อ “Caldina” (แคลดิน่า) (หรือ Carina E ในยุโรป) ซึ่งก็ขายต่อกันมาจนถึงกลางยุค 2000 จึงเลิกผลิตไป ในบ้านเรามีหลายคัน

เมื่อเปรียบเทียบกับ Corona รุ่นที่ผ่านมา (ตัวหน้ายักษ์/หน้ายิ้ม) Corona โฉมนี้มีตัวรถที่ยาวขึ้น 80 มม. สูงขึ้น 40 มม. และระยะฐานล้อยาวขึ้น 55 มม. เพิ่มความสบายขึ้นในทุกมิติ ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่สุด ในรถระดับเดียวกัน โดยรุ่นนี้ ในญี่ปุ่นมียอดขายรวมมากถึง 269,293 คัน!

ในญี่ปุ่นเอง มีการใช้พรีเซนเตอร์โฆษณารถยนต์รุ่นนี้ด้วย โดยดึงเอา Masatoshi Nakamura นักร้องรุ่นใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น มาเป็น Mr.Corona โฆษณารถรุ่นนี้

Toyota-Corona-EXIV

อีกทั้งยังมีรุ่น 4 ประตูแบบ Hardtop ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Celica และยังเป็นคู่แฝดของ Carina ED อีกด้วย ในชื่อ “Corona EXIV” (EXIV เป็นคำที่ย่อมาจาก EXtra ImpressiVe)

Toyota-Corona-Motor-Show-1993

ภาพจาก Grand Prix Photolike

สำหรับในไทย Toyota Corona รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2536 เป็นการจัดงานเปิดตัวรถที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว และ Corona รุ่นนี้ ถือเป็นรถรุ่นเดียวในประเทศไทยที่มีการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวผ่านโทรทัศน์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

โดยรุ่นแรก ในตลาดรถมือสองเรียกว่ารุ่น “ท้ายโด่งไฟแถบ” มีรุ่นย่อยหลักๆ 3 รุ่น กับอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ ได้แก่

  • 1.6XLi เป็นรุ่นถูกสุด ภายในเป็นแบบเบาะหนังเทียม ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้อกระทะเหล็ก 14 นิ้ว ฝาครอบแบบเต็ม ยางขนาด 185/65R14
  • 1.6GLi เป็นรุ่นกลาง ภายในเป็นเบาะหนังเทียมสลับกำมะหยี่ พนักพิงศีรษะเบาะหลังปรับสูงต่ำได้, มีลิ้นชักใต้เบาะคู่หน้า, ไฟอ่านแผนที่, พวงมาลัยพาวเวอร์
  • 2.0GLi เป็นรุ่น Top สุด มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก ภายในเป็นแบบเบาะกำมะหยี่, ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ, กล่องเก็บของกลางเบาะคู่หน้าแบบ 2 ชั้น, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศแบบปุ่มกด, ดิสก์เบรก 4 ล้อ, ไฟตัดหมอกหน้า, ล้ออัลลอย 14 นิ้ว ยางขนาด 195/60R14 และระบบเบรก ABS ที่มีให้เลือกเป็นครั้งแรกของรุ่นนี้

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

มิติตัวถังยาว 4,530 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,410 มม. และระยะฐานล้อ 2,580 มม.

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota Corona ท้ายโด่ง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 134 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.7 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบ/นาที

ระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท โช้คอัพแก๊สแบบ 2 จังหวะ คอยล์สปริง พร้อมซับเฟรม และเหล็กกันโคลง ปลอดภัยกับตัวถังโครงสร้างนิรภัย CIAS และคานเหล็กนิรภัยด้านข้างประตู (Side Door Impact Beams) ในประตูทุกบาน

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในเดือนพฤศจิกายน 2537 ปรับโฉม Minorchange ครั้งแรก เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ กันชนใหม่ ชุดไฟท้ายใหม่ ไม่มีแผงทับทิมหลัง ส่วนในรุ่น Top สุด กรจกมองข้าง ปรับและพับไฟฟ้าได้ เป็นรุ่น “ท้ายโด่งไฟแยก” พร้อมเพิ่มตัวเลือกรุ่น 1.6GLi เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก และตัดรุ่น 1.6XLi ออกไป

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ล่วงมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2539 โตโยต้าจึงได้เปิดตัว “Corona Exsior” ต่ออายุขยายไปให้ยาวขึ้น เน้นความปลอดภัยเป็นจุดขาย กันชนหน้า-หลัง ใหญ่ขึ้น (ความยาวตัวรถเพิ่มเป็น 4,620 มม.) กระจกมองข้างทรงใหม่ มีระบบเบรก ABS และถุงลมนิรภัยด้านผู้ขับขี่ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น นับเป็นมาตรฐานใหม่ของรถประกอบในประเทศเวลานั้น ในราคา 638,000 – 806,000 บาท

โดยมีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 3 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6GXi M/T, 1.6GXi A/T, 2.0GXi M/T และ 2.0SE.G M/T / 2.0SE.G A/T

ส่วนห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ ยกชุดแผงคอนโซล และเบาะนั่งคู่หน้าของ Corona Premio เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมาใช้ ระบบแอร์เพิ่ม Heater พร้อมพวงมาลัยแบบใหม่

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ยัง … ยังไม่จบ ในเดือนพฤษภาคม 2541 ปรับโฉมอีกรอบ ก่อนจะปิดตำนาน Corona ในไทยอย่างถาวร ด้วยการใช้ไฟหน้าแบบไฟตาเพชร เลนส์ไฟเลี้ยวสีขาว เพิ่มไฟเลี้ยวด้านข้างแก้มหน้า ที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ (ในรุ่น 1.6) ฝาครอบล้อแบบเต็ม (ไม่เห็นรูน็อตล้อ) (ในรุ่น 1.6) ส่วนรุ่น 2.0 ล้อแม็กลายเดียวกับ Corona Premio

ภายในแผงคอนโซลเพิ่มลายไม้ ใช้ระบบวัดระยะทางแบบดิจิตอล และในรุ่น Top สุด ให้ถุงลมนิรภัยคู่ SRS กับกระจกไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อกระทบสิ่งกีดขวางขณะปิด (Jam Protection)

มีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 2 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6GXi M/T, 1.6GXi A/T และ 2.0SE.G M/T / 2.0SE.G A/T ในราคา 737,000 – 923,000 บาท

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

บทสรุป

นับตั้งแต่ Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) เนื่องจากคู่แข่งได้ปรับตัวรถของตัวเองไปในรูปแบบขนาดใหญ่ และหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแบบ D-Segment ตั้งแต่ยุค “แอคคอร์ด ตาเพชร” และ Nissan ได้ขาย Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่) ซึ่งมาแทนที่ Nissan Bluebird (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่เคยเป็นรถคู่แข่งของ Corona ไปแล้ว ผนวกกับ Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) และ Mazda 626 (มาสด้า 626) ก็มีขนาดตัวรถที่ใหญ่ขึ้น

ก็ทำให้ Toyota Corona ถูกกระทบอย่างจังแบบช่วยไม่ได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของ Corona นั้น ยังคงความเป็นรถครอบครัว มากกว่ารถผู้บริหารขับ และยังมีรุ่นย่อยของตัวรถ ที่ไปทับซ้อนกับตลาดของ Corolla ซะด้วยอีก และขนาดความกว้างของตัวรถ เพียง 1,695 มม. กลายเป็นน้อยที่สุดในรถระดับเดียวกัน

ทาง Toyota จึงได้แก้เกมด้วยการนำเข้า Toyota Camry จากประเทศออสเตรเลียเข้ามาขายตั้งแต่ในปี 2535 ซึ่งในระหว่างที่ Corona ยังขายอยู่ ก็มีผลกระทบกับยอดขายของ Camry อยู่พอสมควร

จนกระทั่งช่วงปลายอายุตลาดของ Corona ท้ายโด่ง โฉมไมเนอร์เชนจ์ Toyota จึงเริ่มผลักดันบทบาทของ Camry ให้มากขึ้น และตัดสินใจไม่ผลิต Corona Premio ขายในไทย (เพราะเกรงว่า จะไม่คุ้มค่าลงทุนแน่ๆ) จึงยืดอายุ Corona Exsior ออกไป เพื่อคั่นเวลาในการรอ Corolla (ที่เป็น Altis โฉมใหม่ ที่กำลังออกแบบและพัฒนาอยู่)

แต่ด้วยอายุตัวรถที่นานหลายปี บวกกับตำแหน่งราคาของ Corona ก็ใกล้เคียงกับของ Camry เข้าไปเรื่อยๆ ลูกค้าจึงหันไปซื้อ Camry มากกว่า จนเลิกผลิตไปในช่วงประมาณปลายปี 2542

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “ท้ายโด่ง” ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม ที่แม้กระแสอาจจะน้อยลงไปกว่ามากพอสมควร แต่ก็มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น CORONA Thailand หรือ ท้ายโด่ง Club เป็นต้น ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง ด้วยรูปทรงที่ยังดูร่วมสมัย แต่งสวยได้ แต่ซิ่งได้ และราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง ห้องโดยสารใหญ่ นั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดี ทนทาน สามารถติดแก๊ส LPG ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบระบบดูด หรือระบบหัวฉีดก็ตาม เพราะตัวฝาสูบ เสื้อสูบเป็นเหล็กหล่อ ค่อนข้างทนทานต่อความร้อนสูงได้ อัตราสิ้นเปลืองสู้รถสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ตอนต้นพุ่งหน่อย แต่ตีนปลายอาจจะอืดไปบ้าง ตามตัวถังที่ใหญ่ แต่ประหยัดก็ยังทำได้ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่แพง หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เนื่องจากไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีอยู่พอสมควร แม้ว่าหลายอย่างจะเริ่มหายากแล้ว ทั้งของรถที่แยกชิ้นส่วนขายในบ้านเรา หรือของเก่าจากญี่ปุ่น ส่วนในศูนย์บริการยังมี “ของใหม่” ให้เบิกนะครับ แต่สั่งแล้วต้องรอของ วางมัดจำไว้ + ราคาค่อนข้างแพง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 35,000-75,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกมากๆ แต่สภาพรถส่วนใหญ่ก็เยินมากเช่นกัน …

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

อีกหนึ่งในปัญหาโลกแตก ของคนที่ “อยาก” ขายรถคันเดิม แล้วเปลี่ยนรถเป็นคันใหม่ …

“ผมมีงบอยู่ประมาณ 3 แสน จะซื้อรถรุ่น XXX ขนาด Compact Car หรือรถยี่ห้อ XXX รุ่น OOOOO ที่มีขนาด Mid-Size ดีครับ? กำลังลังเลอยู่เลย”

“พอดีดิฉันอยากจะเปลี่ยนรถใหม่ ก็เลยเล็งๆ รถรุ่น XXXX ที่เป็นแบบ Eco-Car อยู่ค่ะ แต่มาเห็นรถมือสอง XXX OOOOOO ขนาด Compact Car ดี?”

คำถามแนวๆ นี้ ผมเองตั้งแต่เล่นรถมา ก็ได้ยินมานานมากแล้วครับ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน

ก่อนอื่น ต้องถามตัวคุณเองก่อนว่า มีความรู้ในเรื่องรถยนต์มากน้อยแค่ไหน?

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ถ้าคุณอยากได้รถมือสองปีเก่าหน่อย แต่เป็นรถใหญ่ ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น แนว Mid-Size Car (หรือ D-Segment) ก็มีให้เลือกอยู่หลายรุ่น เช่น Toyota Camry (ACV40) (โตโยต้า แคมรี่), Nissan Teana (J32) (นิสสัน เทียน่า) หรือจะเป็น Honda Accord (CU หรือ G8) (ฮอนด้า แอคคอร์ด) สมมติว่าเป็นรุ่นประมาณปี 2007 – 2012

ซึ่งในตอนนี้มีราคาขายอยู่ในตลาดรถมือสอง ประมาณ 2 แสนบาทกลางๆ จนไปถึงประมาณ 6 แสนบาท ในเวลานี้ (ปี 2563)

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ข้อดี! ของการซื้อรถมือสองปีเก่า ได้รถใหญ่ คืออะไร?

– ออพชั่น แน่นอน! คุณได้ออพชั่นที่มากกว่ารถในรูปแบบ Eco-Car, Sub-Compact Car หรือ Compact Car อยู่แล้ว รวมไปถึงระบบความปลอดภัยด้วย ซึ่งถ้าใครจำเป็นต้องขับรถทางไกลไปต่างจังหวัดบ่อย การเลือกรถใหญ่ ค่อนข้างขับได้ดีและมั่นคงเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันที่มากขึ้นไปด้วยเช่นกัน

แต่ความเสียเปรียบของรถเก่า หลักๆ ก็จะเป็น การบำรุงรักษาของรถเก่า (ที่อายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไป) ก็ต้องเริ่มเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ของเหลวต่างๆ ระบบน้ำหล่อเย็น เป็นต้น

คือไม่ต้องมีความรู้มากมาย ชนิดพวกชอบอวดตัวเองเป็น กูรู กูรู้ ก็ได้ ขอแค่มีความรู้ในเบื้องต้น หมั่นรู้จักสังเกตดูว่า ตามซีล ข้อต่อต่างๆ มีหยดรั่วซึม หรือไม่? เครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง หรือแอร์ มีเสียงแปลกๆ ไปจากที่เคยหรือเปล่า? เพราะการจะเล่นรถเก่า อุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามการใช้งานอยู่แล้ว โดยบางยี่ห้อ อะไหล่ก็มีราคาไม่แพง แต่บางยี่ห้อ อะไหล่ก็อาจจะแพงหน่อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคุณสนใจรถรุ่นไหนอยู่ ก็ลองเข้าไปเป็นสมาชิกตามกลุ่มต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริง ก่อนจะซื้อรถรุ่นนั้นๆ ก็ได้

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

แล้ว ข้อดี! ของการซื้อรถมือสองปีใหม่ ได้รถเล็ก คืออะไร?

สมมติว่า คุณอาจจะเลือกรถมือสอง ที่มีอายุการใช้งานเพียงแค่ 3-4 ปี แต่เป็นแบบรถเล็ก ซึ่งในตลาดตอนนี้ ก็มีให้เลือกอยู่มากมายหลายรุ่น

นับตั้งแต่ในแบบของ Eco-Car ที่เป็นรถมือสองอายุปีไม่มาก (ประมาณ 3-6 ปี)

โดยเลือกรถประมาณปี 2013 – 2017 ราคากลางอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทปลายๆ ไปจนถึง 4 แสนบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ปี สภาพของตัวรถ ระยะทางวิ่ง

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ไปจนถึงในแบบ Sub-Compact Car (หรือ B-Segment) เช่น

หรือจะเป็น …

โดยเลือกรถประมาณปี 2011 – 2016 ราคากลางอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทปลายๆ ไปจนถึง 4 แสนกว่าบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ปี สภาพของตัวรถ ระยะทางวิ่ง เช่นกัน!

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

สำหรับข้อดีของรถมือสองปีใหม่ นั่นคือ บางรุ่น ตอนนี้ก็ยังมีผลิตในรูปแบบของรถป้ายแดงอยู่! อีกทั้งยังเป็นตัวรถขนาดเล็ก ซึ่งประหยัดน้ำมันตามสไตล์ Eco-Car และ Sub-Compact Car เป็นอย่างดี รวมไปถึงออพชั่น (โดยเฉพาะรุ่น Top) ของรถเล็กเดี๋ยวนี้ ก็ดูไม่ต่างจากรถใหญ่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนแล้ว

และยังได้เรื่องประหยัดน้ำมันอีกด้วย ถ้าจำเป็นต้องใช้รถในเมืองใหญ่ๆ มากกว่าวิ่งออกต่างจังหวัด ถ้าจะเอาไปติดแก๊ส LPG ก็ยิ่งคุ้มเข้าไปอีก แต่ก็ต้องหมั่นดูแลรักษารถยนต์มากกว่าปกติเช่นกัน

เรียกได้ว่า อาจจะจ่ายเงินซื้อรถมือสองแพงหน่อย แต่ได้ในเรื่องของปีใหม่กว่า สภาพตัวรถดีกว่า ตัดปัญหาเรื่องซ่อมใหญ่ซ่อมเยอะไปได้ … แต่บางยี่ห้อ ก็ต้องไปลุ้นกันเอาเอง เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เสมอไปทุกยี่ห้อครับ

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ยิ่งรถมือหนึ่ง ในยุคนี้ หลายคนอาจคิดว่าซื้อรถป้ายแเดงละ สบายเลย อย่างน้อยก็ไม่ต้องซ่อมอะไรกับรถไปได้หลายปี ผ่อนกับเติมน้ำมันอย่างเดียวพอ … ที่ไหนได้! รถดันมีปัญหาขึ้นมา จอดกินข้าวลิงข้างทาง เสียขึ้นรถยกกันเป็นว่าเล่น

ถ้าโชคดี ยังอยู่ในประกันก็ได้เคลมฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี ขึ้นรถยกฟรี แต่ถ้าหมดระยะประกันแล้ว ก็หาเงินจ่ายเอง

ผมจะบอกให้ว่า “รถ” ก็คือ “ลด” ยิ่งรถเก่าเท่าไหร่ มูลค่าความเสื่อมสภาพก็จะยิ่งมาก และเมื่อจุดที่ราคารถรุ่นนั้นๆ ตกลงมาจนถึงขีดสุดแล้ว มันก็อยู่คงตัว ไม่ขึ้นไม่ลง ไปมากกว่านี้แล้วล่ะครับ

ซึ่งถ้าหากคุณซื้อรถมือสองมาใช้สัก 1-2 ปี แล้วเกิดอยากเปลี่ยนคันใหม่ มูลค่าอาจลดลงเพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับมูลค่าที่คุณซื้อมาด้วย นี่ก็ถือว่าเป็นข้อดีของรถมือสองด้วยครับล่ะ เพราะถ้าคุณไปเล่นป้ายแดง ก็อาจจะขาดทุนหลักแสน!

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

สุดท้ายนี้ การเลือกรถมือสอง “ความละเอียด” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการเลือกรถมือสอง ต้องเลือกที่สภาพดีพร้อมใช้งาน ไม่เคยชนหนัก หรือจมน้ำมา เป็นต้น ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งต้องไม่ถูกจนเกินไป (ถูกมากๆ ต้องเอาไปเก็บงานเยอะแน่ๆ หรือมีอะไรเสียหนักอยู่) หรือแพงจนเกินไป (สงสัยหมดเงินแต่ง ปั้น ไปเยอะ คงบวกค่าของแต่งเข้าไปด้วย)

และซื้อขายกันอย่างถูกต้อง มีสัญญาซื้อขาย ทะเบียนรถโอนได้อย่างถูกกฏหมาย แค่นี้ก็สบายใจแล้วล่ะครับ

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Honda-Freed-GB

“ผมมีครอบครัว มีภรรยาแล้ว มีลูกชายหนึ่งคน พร้อม พ่อ-แม่ ที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ มีงบอยู่ไม่เกิน 5 แสนบาท กำลังหารถมือสองมินิแวนมาใช้สักคัน เอาแบบที่เด็กๆ และผู้สูงอายุ เข้า-ออกง่าย จะเลือกรุ่นไหน มาใช้ดีครับ?”

คุณคงเคยได้ยินคำถามแนวๆ นี้ มาบ้าง ไม่มากก็น้อย … บางคนอาจจะกำลังขายรถคันเก่า และต้องการเปลี่ยนรถใหม่

สำหรับในตลาดรถมือสอง เมื่อเช็คราคารถดูแล้ว งบประมาณ 5 แสนบาท สามารถเลือกเล่นรถในระดับ MPV ไซส์ใหญ่ ได้หลากหลายรุ่นเลยทีเดียว

แต่บางคันก็อาจจะไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่เวลาขึ้น-ลง นัก หรือมีขนาดที่ใหญ่โต (ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวใหญ่ มีลูกหลายๆ คนมากกว่า) จนอาจจะไม่สะดวกในการใช้งานในเมือง หรือการดูแลรักษา และอัตราสิ้นเหลืองเชื้อเพลิง

Honda Freed (ฮอนด้า ฟรีด) อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งรุ่น ที่ในวันนี้ MR.CARRO จะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน …

Honda-Odyssey

Honda Odyssey รุ่นแรก ผู้เปิดตลาดรถ MPV ใหกับ Honda อย่างเป็นทางการ

ต้นกำเนิดของ Honda Freed นั้น คงต้องย้อนขึ้นไปตั้งแต่ Honda ผลิตรถ MPV ขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงต้นๆ ยุค 90 ซึ่งได้แก่ Honda Odyssey (ฮอนด้า โอดีสซีย์) ต่อมาจึงอยากเล่นในตลาดที่เล็กลงมา เพื่อสู้กับคู่แข่งบ้าง อย่างเช่น Honda Stream (ฮอนด้า สตรีม) และก็รถ MPV ในระดับหรูอย่าง Honda Elysion (ฮอนด้า อิลิชั่น)

Honda-Mobilio-GB

Honda Mobilio รุ่นแรก ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้านการขายนัก

เมื่อมองดูไปถึงรถ MPV ตลาดที่เล็กกว่า Honda Stream นั้นก็ยังมีอยู่ และก็มีกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่พอสมควร Honda ยังจับทางไม่ถูกนัก ในปี 2001 Honda จึงเปิดตัว Honda Mobilio (ฮอนด้า โมบิลิโอ้) (ซึ่งเป็นคนละแบบ กับ Mobilio รุ่นที่ขายในไทยปัจจุบัน) และ Honda Mobilio Spike ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น ในรูปแบบ Compact Minivan ตั้งใจจะชนกับ Toyota bB ในสไตล์รถทรงกล่อง ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ Honda Jazz

แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ Honda Mobilio ในญี่ปุ่น จึงต้องหายไป แต่ Honda ก็ยังไม่ลดละความพยายาม …

Honda-Freed-JDM

ในปี 2008 Honda จึงได้พัฒนาเจ้า Honda Freed ออกมาขายอีกครั้ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากร้านกาแฟในย่าน เซตากายะ เมืองโตเกียว และในประเทศอิตาลี ส่วนชื่อรุ่นที่มาจากคำว่า “Freedom” (แต่ตัดคำว่า “OM” ออกไป) หรือจะหมายถึง Free + Do ก็ได้เช่นกัน

และเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2008 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยมีเดียว พร้อมคว้ารางวัล “Best Value” จากงานรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น (Japan Car of the Year) ในปี 2008-2009

Honda-Freed-Free-Life-Creation

แนวคิดในการออกแบบ Honda Freed รุ่นแรก

ตัวรถพัฒนาขึ้นโดย Hiroshi Yasuda ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมออกแบบจาก Honda R&D ด้วย Concept “Free Life Creation” กับรูปแบบของตัวรถที่มาในสไตล์ European “Low Floor, Low Center of Gravity” (พื้นต่ำ + จุดศูนย์ถ่วงต่ำ) ทำให้เป็นมิตรกับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้า-ออก ตัวรถ พร้อมที่นั่งที่มีทั้งในรูปแบบ 5 ที่นั่ง, 7 ที่นั่ง และ 8 ที่นั่ง

Honda-Freed-Idea

การออกแบบภายในของ Honda Freed เน้นความกว้างขวาง เดินเข้าได้ง่ายทุกจุด

Honda-Freed-Idea

ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเบาะ 5 ที่นั่ง, 7 ที่นั่ง หรือ 8 ที่นั่ง ก็สามารถปรับพับเบาะนั่งแถวที่ 3 แล้วขนจักรยานเข้าไปได้

Honda-Freed-Idea

ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น Honda Freed สามารถประหยัดน้ำมันได้มากถึง 16.4 กม./ลิตร (วัดตามโหมด 10-15 ในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า)

ด้วยรูปทรงสามเหลี่ยม แนวคิด “Tri-Angle + Square” ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง กว้างขวาง สะดวกสบาย ขับง่าย คล่องตัว รูปแบบเสาเอ ออกแบบให้มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้พื้นที่กระจกบานหน้าขนาดใหญ่มากขึ้น

Honda-Freed-2009

ย้อนกลับไปในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดตัว “Honda Freed” ที่ Honda จัดเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์เซกเมนท์ใหม่ MUV (หรือ Multipurpose Utility Vehicle) จับกลุ่มครอบครัวสมัยใหม่ และคนวัยทำงานช่วงอายุ 25-35 ปี โดยรถยนต์ Honda Freed รุ่นที่ขายในไทย นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย

Honda-Freed-Dimensions

มิติตัวถังมีขนาดยาว 4,215 มม. กว้าง 1,700 มม. สูง 1,735 มม. ระยะฐานล้อ 2,740 มม. ความสูงในห้องโดยสาร 1,265 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร เลี้ยวรถ และจอดรถได้ง่าย เหมาะกับในเมืองมาก

Honda-Freed-2009

ตัวรถออกแบบให้นั่งได้ 7 ที่นั่ง แบ่งเป็น 3 แถว พื้นรถแบบแบนราบ Flat Floor สามารถเดินถึงกันได้แบบ Walk-Through ส่วนเบาะแถวสองดีไซน์แบบ Captain’s Seats ปีกเบาะโอบกระชับ เบาะแถวที่ 3 พับเก็บได้ โดยเบาะแถวที่ 3 เมื่อพับแล้วห้องสัมภาระจะมีขนาด 670 ลิตร

ในส่วนของประตู่คู่หน้านั้น สามารถแบ่งการเปิดได้เป็น 3 ระยะ เปิดได้กว้างสุดถึง 920 มม. ส่วนประตูสไลด์ด้านข้าง ให้ความกว้างถึง 600 มม.

Honda-Freed-2009

ภายในออกแบบคอนโซลด้วยลักษณะที่เรียกว่า Open Cafe เป็นแบบ 2 ชั้น กว้าง ใช้งานได้หลากหลาย ใช้วางข้าวกล่อง นั่งทานอาหารในรถตอนรถติดๆ ได้ด้วย มันดีตรงนี้ล่ะ! ส่วนระบบเครื่องเสียงของฟรีด สามารถเชื่อมต่อ iPod และ USB ได้

Honda-Freed-2009

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 147 นิวตันเมตร (14.9 กก.-ม.) ที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด Shift Hold Control Transmission พร้อมรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 บนน้ำหนักตัวถัง 1,330 – 1,355 กิโลกรัม และความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร

ระบบกันสะเทือนหน้า แบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลัง ทอร์ชั่นบีม แบบ H-Shape Torsion Beam

Honda-Freed-2009

Honda Freed เมื่อขายในบ้านเราครั้งแรก มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย นั่นคือ

Honda Freed S

อุปกรณ์เด่นๆ … ได้แก่ ประตูข้างสไลด์ ซ้าย-ขวา ห้องโดยสารภายในสีเบจ มาตรวัดเรืองแสง กระจกไฟฟ้า กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อค เบรกมือที่เท้า วิทยุ-CD MP3 ช่อง USB/AUX พร้อมลำโพง 4 ตัว และระบบเบรก ABS + EBD กับ BA และระบบสัญญาณกันขโมย ในราคา 894,500 บาท

Honda Freed E

สำหรับรุ่น Top ของ Freed เพิ่ม! กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ แบบ 3 ชั้น พร้อมคิ้วโครเมียม ประตูข้างแบบสไลด์อัตโนมัติซ้าย-ขวา ควบคุมด้วยรีโมท และกระจกมองข้างพับ-ปรับไฟฟ้า ในราคา 974,500 บาท

Honda-Freed-2009

Honda Freed E Sport

เพิ่ม! กระจังหน้าแบบสปอร์ต สีเดียวกับตัวรถ ไฟตัดหมอกคู่หน้า สปอยเลอร์หลัง คิ้วบันไดแสตนเลส และหัวเกียร์หุ้มหนัง ในราคา 1,014,500 บาท

Honda Freed E Navi Sport

เพิ่ม! Navigator + เครื่องเล่น DVD กล้องมองภาพด้านหลัง กระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟตัดหมอกคู่หน้า สปอยเลอร์หลัง คิ้วบันไดแสตนเลส และหัวเกียร์หุ้มหนัง ในราคา 1,074,500 บาท

Honda-Freed-Limited

ในเดือนสิงหาคม เพิ่มรุ่น Limited เพิ่ม NAVI + DVD และกล้องมองภาพด้านหลัง เข้ามา

สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ Honda Freed ขายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เป็นต้นมา สามารถขายได้มากถึง 11,400 คัน (นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2553 – ก.ค. 2555)

Honda-Freed-2012

Honda Freed ถึงเวลาไมเนอร์เชนจ์เสียที โดยเปิดตัวในวันที่ 4 กันยายน 2555 ภายนอกมากับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม คิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียม ล้ออัลลอยลายใหม่ รุ่น Top อย่าง EL มีสปอยเลอร์หลัง กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัว

ห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ รุ่น Top มาพร้อมเบาะหนังแท้ เพิ่มที่วางแขนผู้โดยสารแถวหน้า และแถว 2

ส่วนชุดเครื่องเสียงแบบวิทยุ MP3 พร้อมจอ LCD ทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว มี Port USB และ AUX รุ่น Top อย่าง EL มีสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ด้วย Bluetooth ส่วนผู้โดยสารตอนหลังมีเครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 10 นิ้ว

Honda-Freed-2012

ต่อมา ในวันที่ 23 กันยายน 2556 Honda Freed เปิดรุ่นปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ด้วยการเพิ่มแอร์หลัง (ที่คนใช้รุ่นนี้เรียกร้องกันมามาก) ก่อนหายจากตลาดเงียบๆ ไป …

Honda-Freed-2012

สำหรับ Honda Freed รุ่น Minorchange มีรายดังเอียดคร่าวๆ ประมาณนี้ …

Honda Freed SE

มาพร้อมกระจังหน้าแบบโครเมียม กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ โคมไฟหน้าสีเงิน ไฟท้ายและคิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียม พร้อมสปอยเล่อร์หลัง ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งด้านคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ มีพนักเท้าแขนทั้งผู้โดยสารแถวหน้า และแถว 2 เพิ่มมาให้ ในราคา 839,000 บาท (โฉมปี 2556 ราคา 834,000 บาท)

Honda Freed E

(โฉมปี 2556) ซึ่งเป็นรุ่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ให้ความหรูหราด้วยเบาะหนัง ระบบแอร์อัตโนมัติ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และวิทยุ CD MP3 แบบ 1 แผ่น ในราคา 879,000 บาท

Honda Freed EL

ซึ่งเป็นรุ่น Top สุด เพิ่ม! เบาะหนัง วิทยุ MP3 พร้อมจอ LCD ระบบสัมผัส 7 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และระบบ Bluetooth กล้องส่องภาพด้านหลัง ส่วนก้านหลังมีเครื่องเล่น DVD พร้อม LCD ขนาด 10 นิ้ว ในราคา 949,000 บาท (โฉมปี 2556 959,000 บาท)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Freed (GB) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม สำหรับคนที่เพิ่งจะมีครอบครัว อารมณ์ประมาณแบบ พ่อ-แม่-ลูก รวมไปถึงอาจจะมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน และต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางบ่อยๆ รุ่นนี้นับว่าลงตัวมาก

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

Honda Freed มือสอง จัดว่ามีข้อดีเยอะหลายอย่าง แต่จุดด้อยก็จะมีในเรื่องอัตราเร่งที่สู้รถครอบครัวที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้ เพราะต้องแบกน้ำหนักรถที่มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 14.5 วินาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างอืดสำหรับรถยนต์เครื่อง 1.5 ลิตร

แต่หากคุณไม่ได้รีบร้อนอะไร รถคันนี้เป็นรถครอบครัวที่ดี อัตราเร่งถือว่ารับได้ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองนั้น ประมาณ 14.1 กม./ลิตร แม้จะเป็นการขับที่รถไม่ติดก็ตาม แต่ถ้ารถติดๆ ในชั่วโมงเร่งด่วนแล้วละก็ อาจเหลือไม่ถึง 10 กม./ลิตร

แต่ถ้าเน้นประหยัด รุ่นนี้ก็สามารถติดแก๊ส LPG ได้ ใช้ถังแบบโดนัท ก็จะช่วยให้ประหยัดได้มากขึ้นครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการหาไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ ในกรณีที่รถสภาพยังสมบูรณ์อยู่

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีพอประมาณ ทั้งจากศูนย์บริการ รถเก่าในบ้านเรา หรือจะเป็นของเก่าจากญี่ปุ่นก็ตาม

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 380,000 – 590,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Freed (GB) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Freed ได้เลยครับผม

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถกับ CARRO สิ เรารับซื้อรถมือสอง ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

5-Cabriolet-Cars-Price-Not-Over-700000-Baht

หนุ่มในวัยกลางคนหลายคน เมื่อทำงานทำงานจนคิดว่า “มั่นคง” ในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีทุนทรัพย์พอที่อยากจะมีรถแบบที่เรียกว่า “Toy Boy” ไว้ขับเล่นในวันหยุด หนึ่งในตัวเลือกนั้นก็คือ “รถเปิดประทุน” ซึ่งก็มีให้เลือกกันหลายยี่ห้อ หลายรุ่น และหลายระดับราคา

แต่ขึ้นชื่อว่า “รถเปิดประทุน” นี่ ราคาตัวรถก็แพงกันตั้งแต่ป้ายแดงยันไปถึงมือสองเลย ซึ่งราคาก็ไม่ค่อยตกนัก และการขับรถเปิดประทุนในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา มันก็เหมาะแค่ช่วงหน้าหนาว หรือตอนเช้าๆ … แต่บางสถานการณ์ จะให้มาเปิดหลังคาขับตอนแดดเปรี้ยงๆ หรือตอนอยู่กลางเมือง ในดงรถติด จอดติดไฟแดงข้างรถเมล์ เจอคนบนรถเมล์ถุยน้ำลายลงมา! มันก็ไม่ไหวเท่าไหร่ …

แต่ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็ยังชอบรถเปิดประทุนอยู่ดี แม้ว่าจะมีงบในจำกัด … มาดูกันครับว่า 5 รถเปิดประทุนที่น่าสนใจ ในราคาไม่เกิน “7 แสนบาท” จะมีรุ่นไหนให้เลือกได้บ้าง …

1. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

โดย Mazda MX-5 Miata (NA) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

2. Toyota MR-S (ZW30)

Toyota-MR-S

Toyota MR-S (ZW30) (โตโยต้า เอ็มอาร์-เอส) หรือ MR2 ในตลาดยุโรปและสหรัฐ เรียกได้ว่า เป็นรถเปิดประทุนยอดนิยมสุดๆ จากโตโยต้า ออกมาตั้งแต่ปี 1999 – 2007 ที่นำเข้ามาโดยผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น หลายคนนิยมไปแต่งเลียนแบบซูเปอร์คาร์รุ่นดังๆ กับบริษัทผลิตชุดแต่งที่ทำชุดแต่งแนวๆ Stylish Parts ออกมาให้เลือกสารพัด ที่มีให้เลือกแต่งกันได้อย่างจุใจ

เครื่องยนต์เป็นแบบวางกลางตัวรถ Mid-Ship Engine แบบรถซูเปอร์คาร์เลย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 140 แรงม้า เหมือนใน Corolla Altis นั่นแล ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด

โดย Toyota MR-S ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

3. Peugeot 207 CC

Peugeot-207-CC

Peugeot 207 CC (เปอโยต์ 207 ซีซี) สุดยอดรถเปิดประทุนจากฝรั่งเศสอีกหนึ่งรุ่น ที่ราคาพอจะจับต้องได้ นำเข้าโดยยนตรกิจเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์เปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในไทยในเวลานั้น และเป็นรถที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก แต่ในเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ อาจจะหายากและราคาแพงไปหน่อย

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาร่วมกันระหว่า PSA Group อีกทั้งยังครบครันไปด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน และความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม จะบอกให้ว่า ตอนออกป้ายแดง ราคา 2,290,000 บาท!!!

โดย Peugeot 207 CC ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

4.Ford Capri XR2 Turbo

Ford-Capri-XR2-Turbo

Ford Capri XR2 Turbo (ฟอร์ด คาปรี เอ็กซ์อาร์ 2 เทอร์โบ) ในบ้านเราคนส่วนใหญ่อาจจะลืมเลือนกันไปแล้ว รุ่นนี้ นำเข้ามาจากออสเตรเลีย โดย “ยนตรกิจ” เปิดตัวเมื่อปี 1989 แต่กว่าจะเข้ามาในบ้านเรา ก็ประมาณปี 2534 – 2535 ตัวรถออกแบบโดยสถาบัน Ghia ส่วนภายในออกแบบโดย Italdesign

ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะมีคนเล่นกันน้อย แต่ก็มีข้อดีตรงที่ราคามือสองที่ถูกกว่า 3 คันที่เรายกตัวอย่างมา และอะไหล่หลายอย่าง สามารถใช้ร่วมกับรถของ Mazda ได้ (เพราะรุ่นนี้ ใช้พื้นฐานของ Mazda 323) มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร Turbo 134 แรงม้า ที่หยิบยืมมาจาก Mazda

โดย Ford Capri XR2 Turbo ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท

5. Mercedes-Benz SLK-Class

Mercedes-Benz-SLK-Class

Mercedes-Benz SLK-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเค) ถือว่ามีดูมีราคาสุดๆ ในงบไม่เกิน 7 แสนบาท ด้วยภาพลักษร์ของ “ดาวสามห่วง” เอง และความภูมิฐานของ “SLK” รวมถึง “หลังคาเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า” แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาอะไหล่และค่าซ่อมแพง สไตล์เบนซ์ เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2539

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 136 แรงม้า ในรุ่น SLK 200, Kompressor 163 แรงม้า และขนาด 2.3 ลิตร Kompressor 193 แรงม้า และ 197 แรงม้า ในรุ่น SLK 230

โดย Mercedes-Benz SLK-Class ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

ใครที่ถูกใจรุ่นไหน แนวไหน ชอบค่ายญี่ปุ่น หรือค่ายยุโรป โปรดเก็บตังค์ซื้อเสียแต่เนิ่นๆ ได้เลยครับ!

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

  • ผู้ขายรถใน Facebook Marketplace
Carro-Honda-Jazz-GE

สานต่อความสนุก ไปกับ Honda Jazz เจเนอเรชั่นที่ 2 อันยอดนิยม!

หากจะเล่าถึงเรื่องรถยอดนิยมของ Honda (กันอีกครั้ง) ต้องย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) มือสอง เจเนอเรชั่นที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกของใครหลายๆ คน แน่นอน ด้วยดีไซน์ที่ดูน่ารัก กะทัดรัด ออพชั่นแพรวพราว ขับง่าย เหมาะกับการใช้งานในเมืองใหญ่

สำหรับ Honda Jazz (หรือ Honda Fit ในญี่ปุ่น) เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2007 พัฒนาขึ้นตามหลักการ “Human FIT” ใช้แนวคิดหลักๆ 3 อย่าง นั่นคือ “Driving” – Evolution of Running, “Package” – Package Evolution และ “Utility” – Ease-of-use Evolution เน้นความสะดวกสบายของผู้โดยสารและผู้ขับขี่มากขึ้น และลูกเล่นที่มากขึ้นกว่าเดิม

ทำให้ Honda Fit โฉมนี้คว้ารางวัล Car of the Year Japan 2007-2008 ไปแบบไม่ต้องสงสัย …

Honda-Fit-GE-Drawing

Honda Fit ขณะกำลังออกแบบ

Honda-Fit-GE-Japan

Honda Fit ที่ออกแบบเสร็จแล้ว

ด้วยภายนอกชูจุดเด่นที่มากขึ้น ทั้งไฟหน้าขนาดใหญ่ เส้นสายตัวถังดูคมขึ้น ตัวถังกว้างขึ้นถึง 20 มม. ส่วนฐานล้อขยายให้ยาว (จากหน้ารถถึงหลังรถ) อีก 50 มม. และเพิ่มระยะห่างระหว่างล้อหน้า (ซ้ายถึงขวา) อีก 35 มม. ส่วนล้อหลังเพิ่ม 30 มม. รวมถึงล้อถูกวางอยูในตำแหน่งมุมสุดทั้ง 4 ด้านของตัวถัง ขณะที่ความสูงเท่าเดิม

ทำให้ Jazz ตัวนี้ดูอวบขึ้น ประตูรถเปิดได้กว้างถึง 80 องศา ปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่เป็นแบบ i-VTEC ให้แรงม้าเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มรุ่นสปอร์ต “RS” (Road Sailing) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น …

Honda-Fit-Test-in-Bangkok

Honda Fit ที่ทาง ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) นำเข้ามาจากญี่ปุ่นให้สื่อมวลชนวิ่งทดสอบในกรุงเทพฯ ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2551 ก่อนที่ Honda Jazz จะเปิดตัว (ภาพจาก mgronline.com)

Honda-Jazz-Thai-2008

สำหรับเวอร์ชั่นไทย Honda Jazz โฉมนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มาพร้อม Slogan โฆษณา “I’m So Jazz” ชูจุดเด่นด้วยสีฟ้า Cerulean Blue รองรับพลังงานทางเลือกใหม่ “แก๊สโซฮอล์ E20” ระบบเกียร์ชุดใหม่แบบอัตโนมัติ 5 สปีด (ของเดิมเป็นแบบ CVT 7 สปีด) ซึ่งเซ็ทมาเป็นพิเศษสำหรับเมืองไทย

Honda-Jazz-Thai-2008

โดย ฮอนด้า เลือกใช้พรีเซ็นเตอร์วัยใส (ในตอนนั้น) อย่าง มาริโอ เมาเร่อร์ และ มารีญา ลินน์ เอียเรี่ยน มาแทนที่ พอลล่า เทเลอร์ ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการเปิดตัว Jazz รุ่นแรก มาพร้อม 3 รุ่นย่อย S, V และ SV ในราคา 550,000 – 695,000 บาท

Honda-Jazz-Thai-2008

ห้องโดยสารภายใน แผงคอนโซลหน้าปรับปรุงใหม่ แลดูคล้ายกับรถรุ่นพี่อย่าง Civic มากขึ้น พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาทง มีที่วางแก้วน้ำมีมากถึง 10 จุด พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย และระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle Shift ที่พวงมาลัย

พื้นที่ด้านหลังสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 380 ลิตร (เวอร์ชั่นไทย ต่างจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นของ Fit ไม่ได้ใช้ยางอะไหล่ แต่ใช้เป็น Tire Fix ชุดปะยางฉุกเฉิน จึงมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 427 ลิตร)

Honda-Fit-Ultr-Seat

เบาะนั่งยังคงอัตลักษณ์ของ “Ultr Seat” สุดอเนกประสงค์เอาไว้เช่นเดิม แบบ Utility Mode สามารถวางของได้ยาวถึง 1,720 มม. ในด้านคนนั่ง และ 1,425 มม. ในด้านคนขับ

ในส่วนของ Long Mode สามารถพับเบาะคนนั่งด้านหน้าลง วางของได้ยาวถึง 2,400 มม.

ส่วน Tall Mode เบาะหลังสามารถยกขึ้นได้ วางของได้สูงถึง 1,290 มม.

และ Refresh Mode ปรับการใช้งานได้หลายรูปแบบ พับเบาะลงทำเป็นที่นอนก็ได้

Honda-Fit-GE-Design

Honda Fit ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร และ 1.5 ลิตร ออกแบบให้ถังน้ำมันอยู่ใต้เบาะคู่หน้า

Honda-Fit-GE-Design

มิติตัวรถยาว 3,900 มม. (รุ่น SV 3,920 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,525 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนักรถ 1,050-1,115 กิโลกรัม

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้เลือก

Honda-Jazz-Thai-2008

ในเดือนมิถุนายน 2552 Honda ประเทศไทย ออกรุ่นพิเศษเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ด้วยรถสีขาว Brilliant White Pearl ภายใต้ชื่อรุ่น “Wise Edition” (ไวซ์ เอดิชั่น) ครอบคลุมทุกโมเดลของฮอนด้าในขณะนั้น รวมถึง Jazz ด้วย มาพร้อมสปอยเลอร์หลังแบบ Tail Gate กระจังหน้าแบบสปอร์ต และจักรยานเสือภูเขาซึ่งใส่ไว้ด้านหลังรถ มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น V AT ในราคา 642,000 บาท และรุ่น V AT (SRS) ในราคา 662,000 บาท

Honda-Jazz-Thai-2009

และในเดือนกรกฏาคม 2552 ฮอนด้า ตัดสินใจเพิ่มสีใหม่ “Helios Yellow” (Pearl) ให้กับ Honda Jazz เพิ่มเติม โดยตัดสีแดง Rallye Red ออก พร้อมกับเปลี่ยนสีเทาใหม่เป็น Polished Metal …

Honda-Jazz-Active-Plus

ในเดือนกรกฎาคม 2553 Honda ได้แนะนำ Jazz รุ่นพิเศษ “Active Plus” (แอคทีฟ พลัส) มาพร้อมชุดแต่งที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าและสเกิร์ตข้างแบบสปอร์ต สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต พร้อมป้ายสัญลักษณ์ “Active Plus” ส่วนด้านความปลอดภัย เพิ่มไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ และสัญญาณกะระยะหลัง 4 จุด ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น

Honda-Jazz-Active-Plus

มีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น V AT ในราคา 679,500 บาท และรุ่น V AT (SRS) ในราคา 699,500 บาท และมี 3 สี ได้แก่ สีขาวทาฟเฟต้า, สีเหลืองเฮลิออส (มุก) และ สีฟ้าเซรูเลียน (เมทัลลิก)

Honda-Fit-Minorchange-2010

ในเดือนตุลาคม 2010 Honda ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ปรับโฉม Minorchange Honda Fit ให้ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น พร้อมกับแนะนำ “Fit Hybrid” ใหม่ด้วย

Honda-Fit-Shuttle

โดย Honda Fit โฉมนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จน Honda ต้องผลิตรุ่นแวนออกมาในชื่อ “Fit Shuttle” (เหมือนตอนที่ Honda ผลิตรุ่น “Airwave” ช่วงก่อนหน้า) พร้อมทั้ง Fit Shuttle Hybrid และเปิดตัวในวันที่ 16 มิถุนายน 2011 ที่ประเทศญี่ปุ่น

Honda-Jazz-Minorchange-2011

สำหรับเวอร์ชั่นไทย เปิดตัว Honda Jazz Minorchange เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 โดยนับแต่เปิดตัว ฮอนด้า แจ๊ซ โฉมแรกในปี 2546 จนถึงปี 2554 ทำสถิติยอดขายในไทยไปแล้วมากกว่า 130,000 คัน … ชูจุดเด่นด้วยสีส้ม Brilliant Orange มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น คือ รุ่น S รุ่น V และรุ่นสูงสุด SV

ทั้ง 3 รุ่นใช้เครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 120 แรงม้า สามารถน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (เฉพาะรุ่น S) และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ในราคา 590,000 – 715,000 บาท

มิติตัวรถยาว 3,900 มม. (รุ่น SV 3,915 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,525 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนักรถ 1,060-1,115 กิโลกรัม

เมื่อช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มาถึง โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย โดยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจำนวนรวม 1,055 คัน มี Honda Jazz จำนวน 213 คัน ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งทาง Honda เริ่มต้นทำลายรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2554 …

Honda-Jazz-JP-2012

Honda จึงต้องนำรุ่นเฉพาะกิจช่วงน้ำท่วม “Honda Jazz JP” ส่งตรงจากญี่ปุ่น เข้ามาจำหน่ายในช่วงปี 2554 เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ชูการขายด้วยสีส้ม “Orange Sunset” (แตกต่างจากสีส้มเวอร์ชั่นไทย) เพียงรุ่นย่อยเดียว ในราคา 747,000 บาท อุปกรณ์มาตรฐานบางอย่างต่างจากเวอร์ชั่นไทย อาทิ โคมไฟหน้าที่มาพร้อมไฟหน้า HID ปรับระดับสูง-ต่ำได้ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และถุงลมนิรภัยอัจฉริยะ i-SRS และม่านนิรภัยด้านข้าง เป็นต้น

Honda-Jazz-Hybrid-2012
ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 Honda แถลงข่าวเปิดตัว Honda Jazz Hybrid IMA ถือเป็นรถไฮบริดรุ่นแรกของกลุ่ม Sub-Compact ในไทย รับประกัน 5 ปี ทั้งระบบ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุม แบตเตอรี่ไฮบริดและระบบสายไฟไฮบริด แบบไม่จำกัดระยะทาง พร้อมรับสิทธิคืนภาษีรถยนต์คันแรก ในราคา 768,000 บาท … แต่ผลการตอบรับ ก็ไม่ค่อยจะดีนัก

Honda-Jazz-Hybrid-2012

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 14 แรงม้า ที่ 1,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที

และมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุด 8.0 กก.-ม. ที่ 1,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 21.3 กม./ลิตร (หรือ 4.7 ลิตร/100 กม.)

Honda-Jazz-2012

ในเดือนพถศจิกายน 2555 Honda Jazz สีแดง “Rallye Red” ก็กลับมา (อีกครั้ง) แล้วสีส้ม Brilliant Orange ก็หายไปแทน …

Honda-Jazz-Modulo-2013

มาถึงเดือนมกราคม 2556 Honda ได้เปิดตัว “Jazz Modulo” โฉบเฉี่ยวกับกระจังหน้าโครเมียมแบบโครมดำ และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลังสุดเท่ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มีให้เลือก 3 สี กับ สีแดง Rallye Red สีขาว Taffata White และ สีดำ Crystal Black (Pearl) จำนวนจำกัด เฉพาะรุ่น V AT ในราคา 682,500 บาท

Honda-Fit-EV
อันนี้แถมให้ …  ในวันที่ 31 สิงหาคม 2012 (ปี 2555) Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้แนะนำ “Fit EV” รุ่นใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Li-Ion ของ Toshiba ผนวกเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 92 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 26.1 กก.-ม. ในการขับเคลื่อน โดยสามารถแล่นได้ระยะทางถึง 225 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาชาร์จ 12 ชม. ผ่านไฟฟ้าแบบ 120 โวลท์ ในราคา 4 ล้านเยน!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Jazz (GE) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมากๆ ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง และคุณผู้หญิง ด้วยรูปทรงสวยน่ารัก แต่งขึ้น คุณภาพแจ๋ว ประหยัดน้ำมัน ใช้งานได้อเนกประสงค์ ราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง วงเลี้ยวแคบ หาที่จอดง่าย ภายในกว้างขวาง อเนกประสงค์ พับเบาะขนของได้เยอะ พวงมาลัยไม่หนัก มุมมองด้านหน้าคนขับถือว่าดี (ยกเว้นบริเวณเสา A ที่ดูเป็นมุมอับอยู่บ้าง) นั่งขับได้สบายๆ ระบบความปลอดภัยมีพอสมควร ถือเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลยล่ะ …

ส่วนข้อด้อยก็มี ช่วงล่างแข็งกระด้าง ไม่นิ่ม ขนาดยางติดรถ ขนาด 175/65R15 ที่หน้าไม่กว้างพอ เวลาขับเร็วๆ แล้วจะรู้สึกหวิวๆ (แต่ปัญหานี้จะหายไป ถ้าเปลี่ยนยางรถที่มีหน้ายางกว้างขึ้น) และการเก็บเสียงในห้องโดยสารไม่ดีนัก

ถ้าเป็นรุ่นไฮบริด ต้องดูแบตเตอรี่ไฮบริด ที่อีกไม่กี่ปีก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว รวมถึงอะไหล่ต่างๆ ของตัวไฮบริด (เช่น Motor หรือ Inverter) จ่ายหนักแน่นอน …

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการหาไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ ในกรณีที่รถสภาพยังสมบูรณ์อยู่

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีเยอะพอสมควร ทั้งจากศูนย์บริการ รถเก่าในบ้านเรา หรือจะเป็นของเก่าจากญี่ปุ่นก็ตาม

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 230,000 – 440,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Jazz (GE) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Jazz ได้เลยครับผม

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถกับ CARRO สิ เรารับซื้อรถของคุณ! ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

10-Secondhand-SUV-MPV-In-Price-500000-Baht

รถ 7 ที่นั่ง ทั้งแบบ SUV และ MPV 10 รุ่น ในงบไม่เกิน 500,000 บาท ที่คุณควรเลือก!

ตลาดรถในบ้านเราตอนนี้ หากจะพูดถึงรถที่ได้รับความนิยมมากๆ จากผู้ใช้รถในบ้านเรา เห็นทีคงต้องยกให้ รถ “SUV” และ “MPV” ที่ใช้งานได้สารพัดรูปแบบ ตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ลุยน้ำได้ ผู้สูงวัยนั่งด้านหลังได้สบายๆ หรือจะขนสัมภาระก็ได้

แต่ถ้าหากคุณมีงบประมาณที่จะซื้อจำกัดล่ะ? สมมติว่า งบคุณมีอยู่ 5 แสนบาท จะตัดสินใจเลือกรุ่นไหนที่คุณคิดว่าโดนใจ และซื้อมาใช้ น่าจะคุ้มค่าลงตัวที่สุด

Carro ขอรวบรวมข้อมูลรถ 7 ที่นั่ง มือสอง 10 รุ่น มีทั้งแบบ SUV และ MPV ในงบไม่เกิน “5 แสนบาท” ว่าจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปอ่านได้เลยครับ.

Toyota Wish

Toyota-Wish

ราคามือสอง (ปี 2561) : 255,000 – 480,000 บาท

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) เป็นรุ่นแรก และรุ่นเดียวที่ขายในไทย ถือเป็นรถ MPV ขนาด 6-7 ที่นั่งที่ขายดีมากในช่วงเปิดตัว ตัวรถดีไซน์ออกไปในทางสปอร์ต ภายในโทนสีดำดูหรูหรา ช่วงล่างแน่นหนึบแบบสปอร์ต แต่ข้อเสียก็อาจจะมีตรงที่ไม่มีแอร์ที่นั่งแถวที่ 3 และช่วงล่างที่กระด้างไปหน่อย

Toyota Wish มีจุดเด่นตรงที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i แบบเดียวกับในรุ่น Camry ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 19.6 กก.-ม. (192 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

Toyota Innova

Toyota-Innova

ราคามือสอง (ปี 2561) : 230,000 – 500,000 บาท +

Toyota Innova (โตโยต้า อินโนวา) เป็นรถ MPV แบบ 7 และ 8 ที่นั่ง ที่ได้รับความนิยมในตลาดพอสมควร มีข้อดีคือใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับกระบะ Hilux Vigo ใช้อะไหล่เครื่องยนต์ และอะไหล่ตัวรถบางชิ้นร่วมกันได้ ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก 2-3 คน และเบาะแถวสามมีช่องแอร์มาให้ ส่วนข้อเสียคือ ถ้านั่งกันมากๆ รุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะกินน้ำมันมากหน่อย และค่อนข้างอืด (แต่ไปติดแก๊ส LPG ได้)

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.6 กก.-ม. (182 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว D4-D Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม. (260 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota Fortuner

Toyota-Fortuner

ราคามือสอง (ปี 2561) : 360,000 – 500,000 บาท +

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ถือเป็นรถมือสองราคาขายต่อดีสุดรุ่นหนึ่งสำหรับรถประเภทนี้ เครื่องยนต์ดีเซลแรงดี เบาะนั่งแถวที่ 3 นั่งสบาย ผู้ใหญ่นั่งได้ อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการมีเยอะ ถ้าอยากได้รุ่นนี้ ในงบไม่เกิน 5 แสนบาท +- อาจจะได้รถที่ปีเก่าหน่อย สภาพอาจจะมีช้ำบ้าง

โฉมแรก มีให้เลือก 3 รุ่น คือดีเซล 1KD-FTV เกียร์ธรรมดา / เกียร์ออโต้ และ เบนซิน 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE เกียร์ออโต้ ช่วงประมาณปี 2555 ได้เปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ เฉพาะรุ่นดีเซลเปลี่ยนจากเดิม 4 สปีด เป็น 5 สปีด

Fortuner มีเครื่องยนต์ให้เลือก ดังนี้ ….. ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 3,200 รอบ/นาที (รุ่นปี 2554 ปรับแรงม้าขึ้นเป็น 171 แรงม้า)

ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที (มาในปลายปี 2552) (รุ่นปี 2554 ขยับแรงบิดขึ้นเป็น 1,600 – 2,800 รอบ/นาที)

และเบนซินขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที

Honda Mobilio

Honda-Mobilio

ราคามือสอง (ปี 2561) : 430,000 – 500,000 บาท +

Honda Mobilio (ฮอนด้า โมบิลิโอ) รถแบบ Sub-Compact SUV ที่พัฒนาจากพื้นฐานของ Brio ยืดระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น จัดเป็นรถอเนกประสงค์ของ Honda รุ่นแรก ที่ผลิตในประเทศไทย และเปิดตัวในปี 2557 ชูจุดเด่นห้องโดยสารกว้างสะดวกสบาย กับเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบรูปทรง ไม่ชอบแผงคอนโซลภายใน ดูแล้วเหมาะกับคนวัย 30+ ซื้อมาใช้มากกว่า ก็ว่ากันไป …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร จากในรุ่น City และ Jazz แบบ SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC พ่วงด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ให้สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมัน และเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากที่สุดในกลุ่มด้วย

Honda Freed

Honda-Freed

ราคามือสอง (ปี 2561) : 430,000 – 500,000 บาท +

Honda Freed (ฮอนด้า ฟรีด) เป็นรถแบบ Minivan MPV เกิดจากการที่ Honda ได้นำเข้า Honda Freed จากอินโดนีเซียเข้ามาลุยตลาดนี้ ในช่วงปลายปี 2552 มาพร้อมกับจุดเด่นที่ประตูด้านข้างแบบบานเลื่อน ซึ่งเหมาะมากๆ กับการให้เด็ก และผู้สูงอายุ ขึ้น-ลง จากรถ ภายในห้องโดยสารดูอบอุ่น ชุดคอนโซลแบบ Open Cafe แบบ 2 ชั้น กว้าง ใช้งานได้หลากหลาย จะวางอาหาร หรือเครื่องดื่มก็ได้ เบาะปรับได้อย่างอิสระ นั่งได้สบายๆ พร้อมแอร์แถวที่ 3 และที่วางสัมภาระท้ายพื้นเรียบแบบ Flat Floor

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับ City และ Jazz แต่เครื่องยนต์ให้แรงบิดสูงกว่า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

Mitsubishi Space Wagon

Mitsubishi-Space-Wagon

ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 500,000 บาท +

Mitsubishi Space Wagon (มิตซูบิชิ สเปซแวกอน) เกิดมาในช่วงที่ตลาดรถ MPV บ้านเรากำลังคึกคัก ในช่วงปลายปี 2547 เป็น Mid-Size Minivan ที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง ซึ่งก็ทำให้เบาะนั่งแถวที่ 3 นั่งสบายมากกว่าอีกด้วย และเครื่องยนต์ก็โตกว่าอีกด้วย แต่ข้อเสียก็อาจจะเป็นที่กินน้ำมันมาก

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G69 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว MIVEC ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.1 กก.-ม. (224 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด INVECS-II

Mitsubishi Pajero Sport

Mitsubishi-Pajero-Sport

ราคามือสอง (ปี 2561) : 440,000 – 500,000 บาท +

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) เป็นอีกหนึ่งรถ PPV ยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่น แต่ถ้าพูดถึงในงบไม่เกิน 5 แสนบาท ก็จะได้รถปีเก่าๆ หน่อย (เพราะราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ประมาณ 4 แสนกลางๆ แล้ว) เปิดตัวมาในปี 2551 ด้วยรูปโฉมครึ่งหน้าที่ดูคล้ายกับ Triton มีจุดเด่นอยู่ที่ช่วงล่างแน่น เครื่องยนต์แรง ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง

สำหรับเครื่องยนต์ มีให้เลือกทั้งแบบเบนซิน และดีเซล โดยแบบเบนซินขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G64 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 194 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

และแบบดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4D56 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VG Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง V6 ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 6B31 แบบ V6 SOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 281 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (เฉพาะรุ่น 2.4 ลิตร) และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด Invecs-II

Isuzu MU-7

Isuzu-MU-7

ราคามือสอง (ปี 2561) : 310,000 – 500,000 บาท +

Isuzu MU-7 (อีซูซุ มิว-เซเว่น) รูปทรงภายนอก อาจจะดูเหมือน D-Max ซะมาก แต่ MU-7 ก็ขยันปรับโฉมกันแทบทุกปี ตั้งแต่รุ่น Gold Series, Platinum Series รวมไปถึงรุ่นพิเศษอย่างรุ่น Limited, Executive, Groove หรือ Choiz เป็นต้น

จุดเด่นอยู่ที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เครื่องยนต์ทนทาน ประหยัด และศูนย์บริการดี แต่ข้อเสียก็มีตรงอะไหล่มือสองบางอย่าง ไม่แพร่หลายนัก เบาะแถว 3 ที่เด็กนั่งน่าจะเหมาะกว่า (ผู้ใหญ่นั่งแล้วเหมือนยกขา) กับคานค้ำหลังคากระจกหน้าด้านคนขับขวามือ เป็นมุมอับเวลาเลี้ยว เป็นต้น

ใช้เครื่องยนต์ I-TEQ 3000 Ddi ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที

ต่อมา เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที

Suzuki Ertiga

Suzuki-Ertiga

ราคามือสอง (ปี 2561) : 320,000 – 500,000 บาท +

Suzuki Ertiga (ซูซูกิ เออร์ติกา) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนมีนาคม 2556 เป็นรถอเนกประสงค์แบบ MPV 7 ที่นั่ง นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย มาพร้อมความกว้างขวาง (แต่เบาะนั่งแถวที่ 3 ก็คงคล้ายกันในทุกยี่ห้อ คือแคบหน่อย) ตกแต่งภายในได้สมราคา ส่วนข้อเสียก็อาจจะเป็นตอนออกตัวค่อนข้างอืด เนื่องจากเครื่องยนต์ขนาดเล็ก กับศูนย์บริการในต่างจังหวัดที่ไม่มาก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร รหัส K14B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT ให้แรงม้าสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

Chevrolet Captiva

Chevrolet-Captiva

ราคามือสอง (ปี 2561) : 290,000 – 500,000 บาท +

Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) นี่ก็จัดเป็นรถ Compact SUV 7 ที่นั่งในตลาดเพียงรุ่นเดียว ที่ขายมาอย่างยาวนานมาก … นับถึงวันนี้ในตลาดบ้านเราก็ 12 ปีละ ปรับปรุงหน้าตากันไปก็หลายครั้ง มีจุดเด่นที่ความนุ่มนวล ความหนึบของช่วงล่าง รวมไปถึงพลังเครื่องยนต์ (ดีเซล) ที่เหลือเฟือ แต่เบาะนั่งแถวที่ 3 อาจนั่งไม่สบายนัก

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว Turbo แบบแปรผัน ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Flex Fuel รองรับเชื้อเพลิง E20 และ E85 ทั้ง ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 2,200 รอบ/นาที

ภายหลังรุ่นเบนซิน 2.4 ลิตร เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Double CVC ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 23.0 กก.-ม. (225 นิวตันเมตร) ที่ 4,600 รอบ/นาที

ใครที่กำลังมองหารถ SUV และรถ MPV สภาพดีๆ ในราคาที่ไม่เกิน 5 แสนบาท ก็ลองเข้ามาเลือกดูกันได้ครับ …