ค้นหาบทความ

Category : Carro แนะนำรถมือสอง

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

ในช่วงกลางยุค 90 เวลานั้นสมรภูมิการแข่งขันของรถยนต์นั่งถือว่ารุนแรงมาก เพราะมีผู้เล่นมากหน้าหลายตาเหลือเกิน ทั้งจากค่ายรถญี่ปุ่น รถยุโรป รถเกาหลี และรถอเมริกัน ต่างแย่งชิงยอดขายในไทยกันอย่างสนุกสนาน และผู้บริโภคในยุคนั้น ก็มีโอกาสได้เลือกรถสวยๆ แปลกๆ ทั้งแบบประกอบในไทย และรถนำเข้ามามากมาย

สำหรับ Honda (ฮอนด้า) ก็กำลังพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้กับรถยนต์นั่งของตัวเองอย่างยกใหญ่ ในรุ่น Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) จนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สร้างชื่อเสียงให้กับ Honda Civic มาจนถึงปัจจุบัน

แต่สำหรับรถยนต์นั่งรุ่นยอดฮิตอย่าง “Honda Civic ตาโต” (ฮอนด้า ซีวิค ตาโต) ที่ MR.CARRO ภูมิใจนำเสนอในตอนนี้ แม้ว่าจะเป็นรถที่มีอายุผ่านมา 20 กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้รับความนิยมในตลาดรถมือสองอยู่เสมอ

MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Honda Civic (EK) มือสองรุ่นนี้ ว่าในเวลานี้ ถึงข้อดี ข้อเสีย และความน่าใช้กันครับ …

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

Honda Civic (EK) หรือ ซีวิค ตาโต ที่รู้จักกันดีในบ้านเรานั้น เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 กันยายน 1995 เป็นที่รู้จักกันในฉายา “Miracle Civic” มีให้เลือกทั้งในแบบ Hatchback 3 ประตู, Coupe 2 ประตู และ Sedan 4 ประตู ในชื่อ Civic Ferio

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

รวมไปถึงรถรุ่นที่ใช้พื้นฐานร่วมกันกับ Honda Civic ตาโต ก็จะมีตั้งแต่ Honda Domani (รถ Sedan ที่ผลิตจากโรงงาน Honda ใน Canada ก่อนจะส่งกลับไปขายในญี่ปุ่น), Honda Integra SJ “Sedan Joyful” (จำหน่ายผ่านเครือข่ายจำหน่าย Honda Verno หน้าตาเดียวกับ Honda Orthia และ Isuzu Vertex ในบ้านเรา), Honda Orthia (แวกอน แบบรถครอบครัว) และ Honda Partner (แวกอน แบบรถขนของ)

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

ซึ่ง Honda ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างตามหลักอากาศพลศาสตร์ และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมเครื่องยนต์ VTEC ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า และเป็นรุ่นที่ได้รางวัล “Car of the Year Japan” สองปีซ้อน ในปี 1995 และ 1996 และยังแนะนำรุ่นเครื่องยนต์มลพิษต่ำ “LEV” (Low Emission Vehicle) ในปี 1997

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic Type R (EK) ซีวิค ตาโต

แต่ในปี 1997 เดียวกันนี้เอง ก็ถึงคราวของรุ่นพลังแรง อย่าง Honda Civic Type R (ฮอนด้า ซีวิค ไทป์อาร์) เปิดตัวในวันที่ 22 สิงหาคม 1997 เป็นสมาชิกรุ่นที่ 3 ติดตามรุ่นพี่อย่าง Honda NSX Type R และ Integra Type R สำหรับรถกลุ่มพลังแรงของขาซิ่ง ด้วยเครื่องยนต์รหัส B16B 98 spec.R 185 แรงม้า

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic Type R (EK) ซีวิค ตาโต

Honda Civic ตาโต เวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ขนาด ….

  • 1.3 ลิตร รหัส D13B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว HYPER จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI 91 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.6 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว HYPER จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 105 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.6 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 3 Stage VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 130 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.2 กก.-ม. ที่ 5,300 รอบ/นาที
  • และรุ่นพลังแรง รหัส B16A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 170 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กก.-ม. ที่ 7,300 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แรงม้าร่วงลงมาเหลือ 155 แรงม้า ที่ 7,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.6 กก.-ม.ที่ 6,500 รอบ/นาที
  • ส่วนในรุ่น Type R เครื่องยนต์รหัส B16B 98 spec.R แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 185 แรงม้า ที่ 8,200 รอบ/ นาที (หรือ 116 แรงม้า/ลิตร) แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 7,500 รอบ/นาที

ส่วนระบบส่งกำลังมีให้เลือกตั้งแต่เกียร์ธรรมดา 5 สปีด เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT – Honda Multimatic (HMM) และเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

มิติตัวรถของ Civic (EK) 4 ประตู ยาว 4,450 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,390-1,410 มม. และระยะฐานล้อ 2,620 มม. ซึ่งขนาดความยาวของฐานล้อรุ่นนี้ ยังคงใช้เป็นพื้นฐานต่อเนื่องมาจนถึงใน Civic (ES) หรือรุ่น “Dimension” กันเลยทีเดียว

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

สำหรับ Honda Civic ตาโต ที่ขายในไทยนั้น ดูเหมือนว่า ฮอนด้าคาร์ส์ (ประเทศไทย) จะตั้งใจอย่างมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการทำตลาดรถยนต์เมืองไทยรุ่นใด นับจากฮอนด้าเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเปิดตัวตามหลังญี่ปุ่นได้เร็วมาก โดยเปิดตัวในวันที่ 31 ตุลาคม 2538

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

“เราใช้เวลาเตรียมชิ้นส่วนในประเทศนานถึง 2 ปี มีการลงทุนสร้างห้องวิจัยครั้งแรกในไทย เพื่อการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศให้มากขึ้นกว่าที่เคยใช้อยู่ และลดต้นทุนของรถยนต์ลงมา (จะได้ทำราคาขายได้ไม่หนีห่างจากคู่แข่ง) ทางฮอนด้าคาร์ส์ ได้เอาแปลนมาดูเพื่อวางแผนการการผลิตไปพร้อมกับทางญี่ปุ่น” ฮิโรยูกิ อิโตะ หัวหน้าวิศวกรบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงการประกอบ Honda Civic ตาโต ขายในไทยในงานเปิดตัว

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

ตัวรถภายนอกพลิกโฉมจากเดิมอย่างมาก โดดเด่นด้วยไฟหน้าขนาดใหญ่ จนเป็นที่มาของฉายา “ซีวิค ตาโต” และไฟท้ายขนาดใหญ่ (แต่ในรุ่น LXi กับ EXi กันชนหน้า-หลัง, กระจกมองข้าง กับกรอบป้ายทะเบียน ยังเป็นสีดำ ไม่ยอมพ่นสีมาให้อยู่เลย! และระบบเบรก ยังเป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม)

ห้องโดยสารภายในใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ใช้เบาะหุ้มผ้าสักหลาด (เฉพาะรุ่น VTEC) มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ เช่น กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้า, ที่วางแขน, เบาะนั่งปรับระดับสูง-ต่ำได้ (เฉพาะรุ่น VTEC) เป็นต้น

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส D16Y แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม.ที่ 5,500 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และรุ่นเครื่องยนต์ VTEC (Variable Valve Timing & Lift Electronic Control) ที่ฮอนด้าภูมิใจเสนอ แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 127 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม.ที่ 5,500 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

มีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ได้แก่ LXi, EXi, VTi-L, VTi-E, VTi-LA และ VTi-EA (A คือรุ่นที่เพิ่มระบบเบรก ABS) บนน้ำหนักตัวรถ 1,045 – 1,080 กิโลกรัม ในระดับราคาตั้งแต่ 583,000 – 688,000 บาท ด้วยเหตุผลที่ว่า …

Honda ได้เริ่มโครงการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วน ASEAN อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2537 และมาส่งผลในครั้งนี้ และการที่บริษัทได้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น จากเดิม 56% เพิ่มขึ้นเป็น 62% ทำให้ต้นทุนของ ฮอนด้า ซีวิค 1996 ไม่ได้สูงขึ้น จึงทำให้จำหน่ายในราคาเดิมได้

CARRO แนะนำรถมือสอง : Isuzu Vertex (EK) อีซูซุ เวอร์เท็คซ์

อีกทั้ง Honda ยังร่วมโครงการแลกเปลี่ยนรถ OEM ผลิตรถยนต์ป้อนให้กับ Isuzu เฉพาะในไทยเท่านั้นในชื่อ Isuzu Vertex (อีซูซุ เวอร์เท็กซ์) โดยนำหน้าตาของรถ Honda Integra SJ (ฮอนด้า อินเทกกร้า เอสเจ) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Honda Civic มาแปะตราเป็น Isuzu เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2539

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2539 Honda ได้เพิ่มเติม ถุงลมนิรภัยด้านคนขับ ให้กับในรุ่นย่อย VTi-LA และ VTi-EA

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic Limited (EK) ซีวิค ตาโต

ต่อมา เพิ่มรุ่น Limited ฉลองยอดขาย Honda Civic ในไทยครบ 100,000 คัน ด้วยตัวรถสีทอง มีสปอยเลอร์หน้า-หลัง กุญแจรีโมท และสัญลักษณ์ Limited สีทอง ในราคาเดิมจำนวนจำกัด

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic Coupe (EK) ซีวิค ตาโต คูเป้

พอในเดือนพฤศจิกายน 2540 Honda Civic Coupe (ซีวิค คูเป้) ซึ่งเป็น Civic EK รุ่น 2 ประตู ที่จำหน่ายในเมืองไทยครั้งแรกและครั้งเดียว จึงตามออกมาขายในตลาด

เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ปรับเพิ่ม-ลด สีตัวรถใหม่ เปลี่ยนล้อแม็กลายใหม่ พร้อมเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ไฟส่องแผนที่ และที่วางแก้วน้ำคู่หน้า และมีรุ่นพิเศษ Special Edition เพิ่มไฟตัดหมอก กุญแจรีโมท พร้อมสัญลักษณ์ Special Edition (เฉพาะรุ่น VTEC) ออกมา

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EK) ซีวิค ตาโต

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ปรับปรุงเครื่องยนต์เป็นแบบ VTEC LEV มลพิษต่ำ แรงม้าเท่าเดิม พร้อมปรับรุ่นย่อยเป็น EXi MT, EXi AT, VTi MT, VTi AT, VTi-AS MT และ VTi-AS AT

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic 1.8 Si (EK) ซีวิค ตาโต

จากนั้น Honda Civic จึงได้เข็นรุ่น 1.8 Si 4 ประตู ออกมาในเดือนเมษายน 2542 ตกแต่งภายในด้วยเบาะหนังแท้ ใช้เครื่องยนต์รหัส B18B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 145 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.5 กก.-ม. ที่ 5,300 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แต่ก็ไม่ได้ขายดีนัก

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2542 ปรับปรุง Honda Civic ใหม่ ต้อนรับยุคมิลเลนเนียม โดยในรุ่น EXi จากเดิมที่เป็นฝาครอบล้อขนาด 14 นิ้ว เปลี่ยนมาเป็นล้อแม็กขนาด 14 นิ้ว เป็นต้น

แล้วก็ขายกันมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงปลายปี 2543 ก่อนจะหลีกทางให้ Honda Civic (ES) มาแทนที่ต่อไปครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Civic ตาโต มือสอง เป็นรถที่มีให้เลือกได้หลากหลายจริงๆ เพราะมีจำนวนการผลิตที่มาก จะหารถเดิมๆ มาเล่นก็ได้ หรือรถแบบแต่งซิ่ง ลงสนามแข่ง หรือแต่งแบบ JDM ทั้งคัน ก็ได้ แต่ราคาขายก็ย่อมต่างกันด้วยเช่นกัน โดยรถที่แต่งซิ่งกับเปลี่ยนเครื่องมาใหม่ ราคามือสองย่อมแพงกว่า สภาพแต่งสวยมากๆ ยังพุ่งไปหลักแสนได้ก็มี เป็นรถที่ยังเอาไว้ใช้ขับเล่นสนุกๆ ได้ทุกวัน (แต่สภาพต้องดีจริง ไม่งั้นอาจจะได้ซ่อมกันทุกเดือน)

อีกอย่างที่ควรสังเกต คือ รหัสตัวถังและเครื่องยนต์รถ สำหรับ Civic รุ่นนี้ จะเป็นชุดเดียวกัน คือถ้าเป็นรุ่นระหว่างปลายปี 1995 – 1996 รหัสจะขึ้นต้นด้วย CV ส่วนตั้งแต่ปี 1997 มา รหัสจะขึ้นต้นด้วย MR

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าคุณได้ Civic 4 ประตู (EK) มา ก่อนอื่นต้องตรวจเช็คสภาพตัวรถทั่วไป โดยเฉพาะเครื่องยนต์ เกียร์อัตโนมัติ เพราะหลายคันเกียร์ชอบมีอาการเข้าเกียร์แล้วไม่เดินหน้า-ถอยหลัง หรือกระตุก (ในตัวโฉมแรก) และช่วงล่าง รวมไปถึงที่เปิดประตูรถทั้ง 4 บาน ที่ทำด้วยพลาสติก มักหักกันบ่อย ไปเตรียมหาของเชียงกงมาเก็บสำรองไว้ได้เลย

แต่ถ้าเป็นชาวขาซิ่ง บอกเลยว่าต้องชอบ Honda Civic ตาโต มือสอง แน่นอน เพราะว่ารถรุ่นนี้ ยังมีของแต่งเยอะ

และเครื่องยนต์ค่อนข้างกินน้ำมัน การติดแก๊สอาจเป็นทางเลือกที่ดี (แต่ไม่ทนแก๊สเท่าไหร่) อย่าลืมดูเรื่องความร้อนเครื่องยนต์ด้วยละกัน รุ่นนี้มีปัญหาหลายคัน บวกกับหม้อน้ำที่มีขนาดเล็กกว่ารถรุ่นอื่นๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้แม้ว่าข้อดี แต่ข้อด้อยก็มีเช่นกัน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นรถราคาถูก ก็ต้องเอามาเก็บงานค่อนข้างเยอะ และไม่จบถ้าไม่พร้อมจะจ่ายก้อนใหญ่ ด้านอะไหล่ยังมีเยอะ ในศูนย์บริการมีของใหม่ให้เบิก แต่ค่อนข้างแพงมากและใช้เวลารอ ตรวจเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะ เตรียมไว้ปีละ 5,000 – 15,000 บาท ก็น่าจะพอในแต่ละปี

ถ้าเป็นขาซิ่งขับเครื่องเดิมไม่ทันใจ ก็วางเครื่องใหม่ เป็นตระกูล D15B, B16A, B20A, B20B หรือตระกูล K อย่าง K20A ยังได้

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 40,000 – 80,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

ถ้าใครที่กำลังมองหา Honda Civic มือสอง (ฮอนด้า ซีวิค มือสอง) แล้วรู้สึกสนใจอยากเป็นเจ้าของขึ้นมา CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Honda Civic ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand  โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

CARRO แนะนำรถมือสอง Honda Accord G9

เรียกได้ว่าเป็นรถในฝันของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว สำหรับรถยนต์ “Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด)” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นรถยนต์แบบ D-Segment รุ่นยอดนิยมจากผู้ใช้ในไทยมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1976 สามารถสร้างยอดขายได้มากถึง 19 ล้านคัน ใน 160 ประเทศทั่วโลก ส่วนในประเทศไทย มียอดขายสะสมตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปลายปี 2555 มากถึง 138,229 คัน!

นั่นแสดงให้เห็นว่า คนไทยต้อนรับ Honda Accord ทุกเจนกันอย่างอบอุ่นมากมายเพียงใด ด้วยจุดเด่นอันหลากหลาย รวมไปถึงความทนทาน ราคาขายต่อของ Honda Accord หลายๆ รุ่น จึงทำให้เวลา Honda เปิดตัว Accord ออกมาใหม่ทีไร ก็จะมีผู้คนรอคอยและต้องการซื้อมาใช้งานกันอยู่เสนอ แม้ว่าหลายคนจะบอกกันว่า เจ้า Accord G9 น่าจะเป็นคู่แฝดของ Accord G8 มากกว่า!

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

โดยในวันนี้ MR.CARRO จะมาขอแนะนำ Honda Accord เจเนอเรชั่นที่ 9 ให้ทุกคนได้รู้จักกันครับ

ใครที่กำลังมองหารถมือสองรุ่นนี้อยู่ บทความนี้ เราจะเล่ากันถึงประวัติความเป็นมาของรุ่นนี้อย่างละเอียด รวมถึงความน่าใช้ ทั้งข้อดี ข้อด้อย ซึ่งใครกำลังมองรุ่นนี้อยู่ บอกได้เลยว่าต้องอ่านกันเลยครับ …

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ

สำหรับ Honda Accord G9 (ฮอนด้า แอคคอร์ด G9) เป็นการพัฒนา Honda Accord สำหรับตลาดหลักอย่างในอเมริกาเหนือเช่นเคย ซึ่งรูปทรงก็จะออกแนวใหญ่โต หรูหรา เอาใจชาวอเมริกันชนมากหน่อย มีทั้งแบบ 2 ประตู Coupe และแบบ 4 ประตู Sedan เพื่อสะท้อนรสนิยมและความต้องการรถแนวหรูๆ ของลูกค้า ภายใต้การออกแบบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งงานนี้ได้ Junji Sugimoto หัวหน้าทีมวิศวกรจาก ฮอนด้า R&D เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้

มีจุดเริ่มต้นการพัฒนาตั้งแต่ช่วงปี 2011 ก่อนจะเปิดตัวรถต้นแบบ ในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ หรือ NAIAS 2012

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

ส่วนเวอร์ชั่นไทย เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2555 กับการสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด “All My Desire”

ดีไซน์ภายนอก ดูหรูหราขึ้น บวกกับความสปอร์ต โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ เสากลางรถสีดำหรูแบบ Piano Black และไฟท้าย LED แม้ว่าลักษณะโดยรวม ทั้งโครงสร้างตัวถัง และรูปทรงของโครงประตูหลัง ก็ยังเหมือนกับ Accord G8 แต่ที่จะต่างกันออกไปคือรูปลักษณ์โดยรวม เช่นชุดไฟหน้า-หลัง หรือเส้นสายตัวรถ

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

มิติตัวรถยาว 4,870 มม. (สั้นลง 76 มม.) กว้าง 1,850 มม. (กว้างขึ้น 5 มม.) สูง 1,465 มม. (เตี้ยลง 10 มม.) ระยะฐานล้อ 2,775 มม. (สั้นลง 25 มม.) น้ำหนักตัวรถ 1,525 – 1,575 กิโลกรัม ซึ่งทางวิศวกรเชื่อว่า จะช่วยให้เพิ่มความสนุกในการขับ และประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

ส่วนห้องโดยสารภายใน เน้นเพิ่มความสบายสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยการปรับโครงสร้างช่วงล่างใหม่ให้เล็กลง ส่งผลให้ห้องโดยสารกว้างขึ้นกว่าเดิม ด้วย Leg Room ผู้โดยสารหลังมากขึ้น 15 มม. ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม เช่น

– เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Memory Seat) และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
– ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (Active Noise Control)
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
– ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
– หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ i-MID
– หน้าจอแสดงข้อมูลขนาด 8 นิ้ว
– ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ พร้อมระบบสั่งการแบบ Smart Interface ที่ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานของระบบเครื่องเสียง
– ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth
– ข้อมูลรถยนต์ผ่านหน้าจอควบคุมอัจฉริยะระบบสัมผัส (On-demand Touch Panel)

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

มาพร้อมขุมพลังที่มีด้วยกันถึง 2 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินรหัส R20A ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

และรหัส K24W ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC พร้อมเทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams) เป็นรุ่นแรกของฮอนด้าในไทย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้น ปรับปรุงลูกสูบ เสื้อสูบใหม่ ชุดกระบอกสูบออกแบบให้เยื้องจากเพลาข้อเหวี่ยง 8 มม. ให้อยู่ในมุมที่เหมาะสมระหว่างเคลื่อนที่ขึ้น-ลง และลดแรงต้านจากด้านข้างลูกสูบ ประหยัดน้ำมันมากขึ้น 5% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม และน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 10 กิโลกรัม

ให้แรงม้าสูงสุด 174 แรงม้า (Accord G8 รุ่นเดิม 180 แรงม้า) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร (Accord G8 รุ่นเดิม 222 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมัน 12.2 กม./ลิตร

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ทั้งสองขนาดยังรองรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ส่วนพวงมาลัย เปลี่ยนจากแบบเดิมที่เป็นไฮโดรลิก มาเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า ส่วนระบบกันสะเทือนหน้า แบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ขณะที่ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

Honda Accord 2013 ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ล่าสุดรอบคัน เปิดมุมมอง 360 องศา ให้แก่ผู้ขับขี่ (อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น) อาทิ

– ระบบ CMBS ระบบเตือนการชนด้านหน้าด้วยเรดาห์พร้อมระบบช่วยเบรก เพื่อช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็ว หรือเบรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชน หรือลดความรุนแรงจากการชน
– เทคโนโลยี Honda LaneWatch ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ช่วยลดจุดบอด และเพิ่มทัศนวิสัยด้านข้างขณะเปลี่ยนเลน
– ระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติ Active Cornering Light เพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวรถในเวลากลางคืน
– กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ
– ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED Daytime Running Lights
– ถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ Dual i-SRS
– ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbag
– ม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags
– ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA
– ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS
– ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA
– ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
– ระบบกระจายแรงเบรก EBD
– ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
– สัญญาณฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS
– กระจกหน้าต่างคู่หน้าลดการเกาะตัวของหยดน้ำ Water Dispersing
– กระจกมองข้างลดการเกาะตัวของหยดน้ำเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

Honda Accord 2013 มีจำหน่ายทั้งหมด 5 รุ่น ขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ได้แก่ รุ่น 2.0EL และ 2.0EL (Navi) และขนาดเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ได้แก่ 2.4EL, 2.4EL (Navi) และ 2.4 TECH ในราคาตั้งแต่ 1,299,000 บาท – 1,799,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 20,000 คันภายในหนึ่งปี

มีให้เลือก 5 สี คือ สีขาวออร์คิด, สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล และมี 2 สีใหม่ คือ สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีทองแชมเปญฟรอสต์

สำหรับเบาะหนังแท้ มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีเบจ (ครีม) ขึ้นอยู่กับสีตัวถังภายนอก คือถ้ารถ สีทอง, เทา, ดำ ภายในจะเบาะสีเบจ แต่ถ้ารถ สีขาว, เงิน ภายในใช้เบาะสีดำ

Honda Accord Hybrid G9 เวอร์ชั่นไทย

ในเดือนมิถุนายน 2013 Honda เปิดตัว Honda Accord Hybrid (ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด) ใหม่ ในประเทศญี่ปุ่น พร้อมรุ่น Plug-In Hybrid ด้วย และเปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา กับแคนาดา เมื่อเดือนตุลาคม 2013

ต่อมา … ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 Honda ได้เปิดตัว Honda Accory Hybrid 2014 ตามมาในไทย เป็นประเทศที่ 4 ในโลก เพื่อความสมบูรณ์แบบในไลน์อัพรถยนต์ไฮบริดของฮอนด้า ทำงานด้วยระบบ Sport Hybrid i-MMD (Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive) แบบ Full Hybrid ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ตั้งเป้าการจำหน่าย 6,000 คันภายในหนึ่งปี

Honda Accord Hybrid G9 เวอร์ชั่นไทย

ภายนอกดูต่างจากรุ่นปกติ ด้วยไฟหน้าแบบ LED ตกแต่งด้วยกรอบสีฟ้า ไฟท้ายแบบ LED และกระจังหน้าดีไซน์พิเศษตกแต่งด้วยเลนส์สี Clear Blue ภายในห้องโดยสารยังคงความกว้างขวาง สะดวกสบาย ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม มาพร้อมข้อมูลรถยนต์ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7.5 นิ้ว พร้อมด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น และปุ่มควบคุมแบบ Interface Dial

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC i-VTEC แบบ Atkinson Cycle พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม สำหรับระบบไฮบริดโดยเฉพาะ ให้แรงม้าสูงสุด 143 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 165 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมัน 13.1 กม./ลิตร

ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และเกียร์ E-CVT พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ประสิทธิภาพสูง ประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.6 กม./ลิตร* (ตามมาตรฐาน มอก. 2540-2554) รองรับแก๊สโซฮอล์ E20

Honda Accord Hybrid G9 เวอร์ชั่นไทย

สำหรับระบบไฮบริดแบบอัจฉริยะ สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ได้ถึง 3 โหมด ดังนี้

1. โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) มอเตอร์จะขับเคลื่อนล้อด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และในขณะลดความเร็ว จะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดจากการลดความเร็วเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไปยังแบตเตอรี่ ให้สมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม และความเงียบเช่นเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเหมาะกับการขับรถในเมือง

2. โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) เป็นระบบขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์ และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ผสานกำลังในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดอย่างรวดเร็ว อัตราเร่งทันใจ และในขณะลดความเร็ว เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน และชาร์จไฟกลับ เป็นระบบที่เหมาะกับการขับขี่ในขณะเร่งความเร็ว

3. โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พลังขับเคลื่อนจะมาจากเครื่องยนต์ โดยชุดล็อกอัพคลัทช์ที่อยู่ในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ให้ประสิทธิภาพสูงและแรงเสียดทานต่ำ เป็นระบบที่เหมาะกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่

มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Hybrid ราคา 1,659,000 บาท และ รุ่น Hybrid TECH ราคา 1,899,000 บาท

มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) และสีขาวออร์คิด (มุก) พร้อมรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี (เมื่อจองหรือรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557)

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

17 กุมภาพันธ์ 2559 Honda Accord 2016 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยยอดขายสะสมรวมเกือบ 30,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2556 … แต่งหน้าทาปากใหม่ โดดเด่นด้วยไฟใหม่แบบ LED ทั้งไฟหน้าพร้อมไฟ Daytime Running Lights, ไฟตัดหมอกคู่หน้า และไฟท้าย

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

ส่วนห้องโดยสารภายใน ตกแต่งภายในลายไม้และสีดำ Piano Black เพิ่มระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ที่สั่งสตาร์ทเครื่องยนต์และสั่งเปิดเแอร์ได้จากระยะไกล, ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสใหม่ รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayTM หรือเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านระบบ MirrorLink® อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงเครือข่าย WIFI หรือ Hotspot เพื่อใช้งานเบราว์เซอร์

มีให้เลือก 3 รุ่น ด้วยขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ได้แก่ รุ่น 2.0 E ราคา 1,385,000 บาท, รุ่น 2.0 EL ราคา 1,445,000 บาท และขนาดเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ได้แก่ รุ่น 2.4 EL ราคา 1,635,000 บาท

และมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีขาวออร์คิด (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก)

Honda Accord Hybrid G9 เวอร์ชั่นไทย

28 กรกฎาคม 2559 Honda Accord Hybrid ถึงได้ฤกษ์ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ตามมา พร้อมกับมิติใหม่ของเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย Honda SENSING ที่ผสานการทำงานเรดาร์และกล้องด้านหน้า ตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน แล้วแจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือช่วยควบคุมรถในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยประกอบด้วย 4 ระบบ

– ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน – Adaptive Cruise Control (ACC)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้องและเรดาร์พร้อมระบบช่วยเบรก – Collision Mitigation Braking System (CMBS)
– ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ – Lane Keeping Assist System (LKAS)
– ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ – Road Departure Mitigation (RDM) with Lane Departure Warning (LDW)

มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Hybrid ราคา 1,659,000 บาท และ รุ่น Hybrid TECH ราคา 1,849,000 บาท โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีขาวออร์คิด (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) มาพร้อมสีภายในห้องโดยสาร 3 สี ได้แก่ สีเบจ สีดำ และสีใหม่ คือ สีน้ำตาล

แล้วก็ขายไปเรื่อยๆ จน Honda Accord G10 มาแทนในปี 2562 ครับ …

Honda Accord G9 เวอร์ชั่นไทย

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

ถ้าพูดถึงตอนเป็นรถใหม่ ในเวลานั้น แม้ว่าหลายคนจะแซวว่า Honda Accord G9 ต้องเป็นฝาแฝดกับ Accord G8 แน่ๆ สามารถอ่านได้จากทางด้านบน เรื่องโครงสร้างตัวถังและชุดประตูหลัง … แต่ตัวรถดูกะทัดรัดขึ้น ห้องโดยสารกลับไม่เล็กลง ด้วยการเปลี่ยนชุดช่วงล่างใหม่ ทำให้เนื้อที่เพิ่มขึ้น แถมพื้นที่จุสัมภาระฝากระโปรงท้าย ยังคงใหญ่เท่าเดิม

แต่ในเรื่องของ Options ที่ออกหมัดตรงซัดคู่แข่งในตลาดอย่าง Toyoa Camry กับ Nissan Teana เข้าไปเต็มๆ กับออพชั่นที่มากขึ้น ตั้งแต่รุ่นล่างสุดอย่าง 2.0 ที่หลายคนยังติว่าเครื่องยนต์ตัวนี้โบราณ เพราะใช้มาตั้งแต่โฉมก่อนหน้า ออพชั่นเยอะมากใช้ได้ (ส่วนตัวเด็ดๆ อย่าง Honda SENSING ก็จัดไปลงตัวไมเนอร์เชนจ์) ค่อนข้างถูกใจคนชอบ Accord เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ข้อดี คือ ค่อนข้างประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์แรงทันใจ ช่วงล่างนิ่มกว่ารุ่นเดิม พวงมาลัยไฟฟ้า เบา จับถนัดมือสำหรับคนที่ชินแล้ว รุ่น Hybrid เองก็เช่นกัน ให้อัตราเร่งแซงทันใจ ประหยัดน้ำมัน ส่วนด้านหลังก็นั่งสบาย นุ่มจนย้วยได้ เมื่อใช้ความเร็วสูง

ส่วนข้อด้อย (อย่าเรียกว่าข้อเสียเลย คือรถทุกคันมันก็มีทั้งจุดดี และจุดด้อยนั่นล่ะ) มีตรงไหนบ้าง? เช่น การเก็บเสียงของตัวรถ ถ้าเทียบกับตอนออกป้ายแดง ถือว่าดีกว่ารถคู่แข่ง แต่พอใช้ไปนานๆ ตามสไตล์ Honda นั่นล่ะ คือ มีเสียงดังเล็ดลอดเข้ามาพอสมควร เมื่อใช้รถด้วยความเร็วสูง (วิธีแก้ – เปิดเพลง ระบบควบคุมเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (ANC – Active Noise Control) จะได้ทำงาน ตัดเสียงรบกวนด้วยการสร้าง และส่งสัญญาณเสียง ที่ได้รับการดัดแปลงให้มีรูปแบบคลื่นตรงกันข้ามให้) และพวงมาลัยเบา เมื่อใช้ความเร็วสูงๆ นี่ก็มีเสียวเหมือนกัน

รวมไปถึงอาการเครื่องสั่น จากยางแท่นเครื่องเสื่อม ทรุด (ต้องเปลี่ยนยางแท่นเครื่องใหม่) เกียร์หอน หรือมีอาการกระตุก ชุดไฟ DRL เสีย และคอมเพรสเซอร์แอร์ที่เสียไวหน่อย (คอมแอร์ล็อค) รวมถึงมอเตอร์เซ็นทรัลล็อค และ Module หรือปั๊มเบรก ABS เสีย (หลายคันเป็นตั้งแต่ยังไม่ถึง 1 แสนกิโลเมตร) ที่เป็นอาการยอดฮิต มีปัญหากันหลายคัน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เครื่องยนต์ค่อนข้างทนทาน จะมีปัญหาจุกจิกก็ตามข้างต้น อะไหล่หาง่าย ค่าบำรุงรักษาแพงตามคลาสของรถ Honda เตรียมเงินเก็บไว้ดูแลรถปีละ 20,000 – 30,000 บาท

แต่ถ้าเจอของใหญ่เสียจนต้องเปลี่ยนใหม่ หรือรุ่น Hybrid ถ้าแบตเตอรี่ใกล้หมดประกัน (Honda รับประกันแบตเตอรี่นาน 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี) ก็อาจต้องเตรียมไว้อย่างน้อยๆ ครึ่งแสน หรือเกือบแสน เล่นรถใหญ่ต้องใจถึงหน่อย

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 470,000 – 900,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ถ้าใครที่กำลังมองหา Honda Accord มือสอง (ฮอนด้า แอคคอร์ด มือสอง) แล้วรู้สึกสนใจอยากเป็นเจ้าของขึ้นมา CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Honda Accord ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand  โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

CARRO แนะนำรถมือสอง Honda Civic FB

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นรถยนต์แบบ C-Segment ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในไทยมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น แต่ก็รุ่นที่ออกแบบได้อย่างพลิกโฉมพอสมควร เมื่อเทียบกับโฉมที่แล้วที่ดูล้ำมาก มาเป็นความสวยที่มีเหลี่ยมมุม คุณจะนึกถึงรุ่นไหน?

สำหรับ MR.CARRO ต้องนึกถึง “Honda Civic” โฉม “FB” เจเนอเรชั่นที่ 9 ครับ ที่แม้ว่าคนชอบฮอนด้า จะวิพากษ์วิจารณ์กันถึงรูปทรงของรถรุ่นนี้พอสมควร ว่าทำไม Civic ถึงสวยรุ่นเว้นรุ่นอีกแล้ว! แต่ก็สร้างยอดจองได้ 5,000 คันแรก ตั้งแต่เดือนแรกของการเปิดตัวเลยนะ!

ใครที่กำลังมองหารถมือสองรุ่นนี้อยู่ MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังว่า Civic FB มีประวัติความเป็นมา และน่าใช้ตรงไหนบ้าง …

Honda Civic FB เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) เจเนอเรชั่นที่ 9 เริ่มพัฒนาในเดือนพฤษภาคม 2010 ก่อนจะนำเสนอรถต้นแบบและออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 เมษายน 2011 มีให้เลือกทั้งในแบบ Sedan 4 ประตู และแบบ Coupe 2 ประตู

Honda Civic Hatch - Tourer FK เวอร์ชั่นยุโรป

สำหรับในเวอร์ชั่นยุโรป มีเฉพาะแบบ Hatchback 5 ประตู, รุ่น Tourer และรุ่นพลังแรงอย่าง Type R ในรหัส FK ที่พัฒนาจากรุ่นเดิมใหม่หมด ให้เลือกซื้อ เปิดตัวตามมาในช่วงเดือนกันยายน 2011 เป็นรถที่ผลิตจากโรงงาน Honda of the UK Manufacturing ในเมือง Swindon ประเทศอังกฤษ

Honda Civic Type R FK เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ซึ่งเดิมทีนั้น Honda เตรียมทยอยเปิดตัว Civic FB ตามประเทศต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2011 แต่ด้วยวิกฤตแผ่นดินไหวใหญ่ และเกิดสึนามิถล่มในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2011 ทำให้ Honda R&D และโรงงานผลิตชิ้นส่วนได้รับความเสียหาย Honda จึง ต้องเลื่อนการเปิดตัว Civic FB ในหลายประเทศทั่วโลก

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

ไม่เว้นแม้แต่ในไทย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ซึ่งทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ Honda ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วมไปด้วย จึงถูกเลื่อนการเปิดตัวเช่นกัน โดยในไทยเปิดตัวเมื่อ 10 พฤษภาคม 2555 ครับ และการมาครั้งนี้ต้องยิ่งใหญ่ โดยคาดการณ์ยอดขายไว้ที่ 35,000 คัน/ปี!

และหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า … นี่เป็น Honda Civic 4 ประตู รุ่นแรก ที่ไม่มีการผลิตหรือนำเข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่น เนื่องจากยอดขาย Honda Civic โฉม FD ที่ลดลงอย่างมาก จนทาง Honda ในญี่ปุ่นจึงตัดสินใจหยุดทำตลาดโฉม 4 ประตูรุ่นนี้ไป รวมไปถึงในรุ่น Civic Hybrid (ซีวิค ไฮบริด) ด้วย

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

เอาล่ะ … มาพูดถึงตัวรถกันดีกว่า รูปโฉมภายนอก ทาง Honda คุยว่านี่เป็นการออกแบบระดับ Top Class เลยเชียวนะ! ด้วยการใช้โครงสร้างแบบ Mono form ผสานดีไซน์เฉียบคม กับแนวคิด “เรียบ มีพลัง” ผนวกกับโครงสร้างตัวถังแบบ G-Force Control (G-CON) ตามมาตรฐานของฮอนด้า

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารมีความล้ำสมัยแบบ Futuristic Cockpit กับแนวคิด “ฉลาด ล้ำยุค” เพิ่มความเหลี่ยมสันมากขึ้นกว่าโฉมที่แล้วมาก ครบครันด้วยฟังก์ชั่นล้ำๆ อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ หรือ i-MID (Intelligent Multi-Information Display) เป็น Smart Interface ที่คนขับสามารถควบคุมการทำงานระบบต่างๆ ได้ตามความต้องการ รวมไปถึงระบบ Eco Assist ซึ่งช่วยแนะนำการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานมากมาย เช่น ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbags ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว Vehicle Stability Assist (VSA) และระบบบังคับเลี้ยวพร้อมระบบช่วยผ่อนแรงแบบใหม่ (Motion Adaptive Electric Power Steering) ควบคุมทิศทางของตัวรถได้อย่างแม่นยำ และช่วยลดอาการหน้าดื้อโค้งหรือท้ายปัด

ขุมพลังมี 2 แบบให้เลือก ได้แก่ เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส R18A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (ซึ่งเป็น Civic รุ่นสุดท้ายในไทย ที่มีเกียร์ธรรมดาให้เลือก) และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รหัส R20A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งสอง ได้รับการปรับปรุงในเรื่องของการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วน มีมลพิษในไอเสียต่ำลง และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ และอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำตามมาตรฐาน EURO4

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

Honda Civic FB มือสอง โฉมแรก มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ในระดับราคาที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ตามนี้

– รุ่น 1.8 S M/T ราคา 773,000 บาท และ 1.8 S A/T ราคา 828,000 บาท มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ อาทิ

– ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์
– ล้ออัลลอย 15 นิ้ว
– ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
– พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
– ปุ่ม ECON
– มาตรวัดระบบ MultiplexMeter พร้อมระบบเรืองแสง
– หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ i-MID พร้อมพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นที่มีสวิตช์ควบคุมระบบ i-MID
– เครื่องเสียง ช่องเชื่อมต่อ USB ช่อง AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง
– กุญแจรีโมทมัลติฟังก์ชั่น
– ถุงลมคู่หน้า Dual SRS
– ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
– ระบบกระจายแรงเบรก EBD

– รุ่น 1.8 E A/T ราคา 909,000 บาท และ 1.8 E A/T Navi ราคา 964,000 บาท เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่นย่อย 1.8 S …

– ไฟตัดหมอกคู่หน้า
– ล้ออัลลอย 16 นิ้ว
– เบาะหนังและวัสดุหนังสังเคราะห์
– เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง
– พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบ i-MID และเครื่องเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System)
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
– วิทยุ-ซีดี MP3 แบบ 1 แผ่น
– ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)
– ระบบนำทางเนวิเกเตอร์พร้อมเครื่องเล่น DVD กล้องส่องภาพด้านหลัง (เฉพาะรุ่น 1.8 E A/T Navi)

และรุ่น Top สุด 2.0EL AT Navi ราคา 1,124,000 บาท มีอุปกรณ์โดดเด่นเพิ่มเติมจากรุ่นอื่นๆ อาทิ

– ล้ออัลลอย 17 นิ้ว
– ไฟหน้าแบบ HID พร้อมระบบปรับระดับอัตโนมัติ
– ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)
– ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
– ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)
– ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ พร้อมเครื่องเล่น DVD และกล้องส่องภาพด้านหลัง
– ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbags
– ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA

มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีขาวฟรอสตี้ (เมทัลลิก) และสีน้ำตาลเออร์เบินไทเทเนียม (เมทัลลิก) ซึ่งเป็น 2 สีใหม่ นอกจากนี้ ยังมีสีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโพลิชเมทัล (เมทัลลิก) สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า

สำหรับสีภายในห้องโดยสาร ในรุ่น 1.8 จะเป็นสีเบจ และรุ่น 2.0 เป็นสีดำ

Honda Civic Hybrid FB เวอร์ชั่นไทย

ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 Honda ก็ได้สร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Honda Civic Hybrid (ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด) มาผลิตขายครั้งแรกในไทย หลังจากที่เคยนำเข้า Civic Hybrid ในโฉม Civic ES มาขาย แต่ขายแทบไม่ได้ และในครั้งนี้ยังนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มาใช้กับรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในไทยเป็นรายแรกอีกด้วย ตั้งเป้าหมายการจำหน่ายไว้ที่ 7,200 คัน/ปี แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามคาด

Honda Civic Hybrid FB เวอร์ชั่นไทย

โดดเด่นด้วยกระจังหน้า ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมกรอบสีฟ้า ไฟท้าย LED พร้อมเลนส์สี Clear Blue สปอยเลอร์หลัง ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ ครบครันด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ EV Mode ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน เมื่อใช้รถด้วยความเร็วต่ำ หรือ Idling Stop ดับเครื่องอัตโนมัติเมื่อรถจอดติดนิ่งๆ เป็นต้น

Honda Civic Hybrid FB เวอร์ชั่นไทย

เครื่องยนต์ระบบไฮบริดอัจฉริยะ Integrated Motor Assist หรือ IMA ของฮอนด้า มีระบบการทำงานแบบคู่ขนาน ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC และมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 132 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตัน-เมตร ที่ 500-1,546 รอบ/นาที กำลังสูงสุด 23 แรงม้า ที่ 1,546-3,000 รอบ/นาที

Honda Civic Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Hybrid ราคา 1,035,000 บาท และรุ่น Hybrid Navi ราคา 1,095,000 บาท

มีให้เลือก 3 สี คือ สีขาวออร์คิด (มุก) สีขาวฟรอสตี้ (เมทัลลิก) และสีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) พร้อมรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และขยายเวลารับประกันแบตเตอรี่เพิ่มอีก 5 ปี เป็น 10 ปี (สำหรับรถที่ลูกค้า ซื้อก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2556 เท่านั้น)

Honda Civic Modulo FB เวอร์ชั่นไทย

เดือนตุลาคม 2556 Honda เปิดตัวรุ่นพิเศษ Honda Civic Modulo โดยนำรุ่น 1.8 E มาตกแต่งด้วยชุดแต่งรอบคันของ Modulo ในราคา 939,000 บาท

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

14 มีนาคม 2557 Honda Civic ปรับโฉมใหม่ พร้อมเพิ่มรุ่นพิเศษ คือ รุ่น 1.8 ES และรุ่น 2.0 ES ซึ่งใส่ชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน ทั้งสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง สเกิร์ตข้าง พร้อมสปอยเลอร์หลังแบบ Wing ปลายท่อไอเสียสเตนเลส และสัญลักษณ์ Sport บนฝากระโปรงท้าย

สำหรับรุ่น 1.8 E AT Navi มาพร้อมวัสดุตกแต่งแบบ Piano Black, ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ, ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ และล้ออัลลอย 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่

Honda Civic FB เวอร์ชั่นไทย

พร้อมเพิ่มระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง และม่านถุงลมด้านข้างเพื่อความปลอดภัยเหนือระดับ ในรุ่น 2.0 ES

มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาวทาฟเฟต้า เงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) ดำคริสตัล (มุก) และเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) ในราคา 780,000 – 1,145,000 บาท

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับเจ้า Honda Civic FB รุ่นนี้ บรรดาสาวกซีวิคอาจไม่ค่อยถูกใจนัก บางคนบอกถึงขั้น Fail เลยทีเดียว แม้ว่าตัวนี้จะมีความคล้ายก้บเจ้าโฉม FD เป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่เหลี่ยมคมขึ้น บางคนอาจไม่ถูกใจ แต่พูดถึงก็เป็นรถที่น่าใช้ ออพชั่นมากพอสมควร เมื่อเทียบกับรถคู่แข่ง และราคามือสองไม่แพงอีกรุ่น ที่มีคนมองหากันอยู่ตลอด

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

การขับขี่ค่อนข้างเกาะถนน นุ่มนวล ความเสถียรดีกว่ารุ่นเดิม จะมีสะเทือนหน่อยเมื่อลงหลุมบ่อ ช่วงล่างหลังปรับจากรุ่นเดิมแบบดับเบิลวิชโบน มาเป็นแบบมัลติลิงค์

เครื่องยนต์ของทั้ง 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร รุ่นนี้ถือว่าปรับปรุงมาได้ดี เพราะประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม (กรณีไม่ได้เติม E85) โดยทำงานร่วมกับระบบ ECO Assist กับ ECON Mode ที่ควบคุมการทำงานลิ้นปีกผีเสื้อ คล้ายกับการทำงานของกล่องคันเร่งไฟฟ้า อีกทั้งยังสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ด้วย (แต่ถ้าใช้ E85 แล้วจะกินมากหน่อย ตามปกติ ใช้งานในเมือง อาจเหลือ 7-8 กม./ลิตร ถ้านอกเมืองประมาณ 10-11 กม./ลิตร)

ห้องโดยสารภายใน ค่อนข้างนั่งสบายกว่ารุ่นเดิม ภายในดูเรียบง่าย รวมไปถึงมีเบาะไฟฟ้า พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง แถมเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า เบามือ ใช้งานง่าย และช่องแอร์ด้านหลัง เหมาะสำหรับคนนั่งหลังประจำ

แต่ข้อเสียก็มีอยู่เหมือนกัน คือ ห้องโดยสารภายใน การเก็บเสียงได้ไม่ดีนักเมื่อวิ่งที่ความเร็วสูง จะรู้สึกค่อนข้างดังหน่อย (แต่ถ้าเปิดวิทยุดังหน่อย ก็ไม่ได้ยินเสียงลม) เสียงคันเร่งที่มีอาการคล้ายหอน เวลาถอนคันเร่ง

และวัสดุภายในไม่ค่อยดีนัก แผงพลาสติกตรงที่วางแขนประตู มักเหนียวเยิ้มเมื่อใช้งานไปนานๆ หรือจอดรถตากแดดบ่อยๆ งานประกอบมีเสียงตามจุดต่างๆ และมุมกระจกบานหน้าจะมีน้ำซึมตรงเสา ที่เกิดจากมาจากรอยตะเข็บที่เชื่อมปริแตก จากตัวถังบิดตัว รวมถึงปุ่ม Multifunction ที่หากคนไม่คุ้นเคยตั้งแต่แรก อาจจะงงๆ ในตอนใช้งานได้อยู่

ส่วนถ้าใครต้องการความแรง ก็สามารถ Upgrade ไปวางเครื่องรหัส K20 หรือเคยี่ของขาซิ่ง หรือรหัส K24 ได้เลย แรงม้าเยอะสะใจ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เครื่องยนต์กับเกียร์ ค่อนข้างทนทาน ไม่ค่อยจุกจิกนัก อะไหล่หาง่าย ค่าบำรุงรักษาไม่แพง เตรียมเงินเก็บไว้ดูแลรถปีละ 10,000 – 20,000 บาท

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 350,000 – 530,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ถ้าใครที่กำลังมองหา Honda Civic มือสอง (ฮอนด้า ซีวิค มือสอง) แล้วรู้สึกสนใจอยากเป็นเจ้าของขึ้นมา CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Honda Civic ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย! 

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand  โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

  • Catalogue และ Press Kit Honda Civic / Civic Hybrid
  • LIM-Catalogue

Nissan-Skyline-R32-GTR-Godzilla

ถ้าจะให้ผมพูดถึงรถในตำนานของ Nissan (นิสสัน) อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งถ้าใครที่เป็นคนเล่นรถอยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางไม่รู้จักกันอย่างแน่นอน กับ Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) จากต้นกำเนิดที่เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางระดับหรู Prince Skyline (พรินซ์ สกายไลน์) ของแบรนด์ Prince Motor (พรินซ์ มอเตอร์) ที่ถือกำเนิดในเดือนเมษายน 1957

ต่อมา ทาง Nissan Motor (นิสสัน มอเตอร์) ไปควบรวมกิจการของ Prince Motor เป็นผลสำเร็จในช่วงเดือนสิงหาคม 1966 จากนี้ Nissan จึงพัฒนาต่อเป็นรถยนต์ในชื่อ Nissan Skyline และก็ได้เริ่มปฐมบทแห่งตำนานรถซิ่ง ที่นักสะสมรถตัวจริงจากทั่วโลกต้องหามาเก็บไว้ จวบจนปัจจุบัน

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

แต่ถ้าเราจะโฟกัสไปถึงประวัติและรายละเอียดของ Nissan Skyline แต่ละรุ่น ก็ต้องขอบอกก่อนเลยว่ามีค่อนข้างเยอะมากๆๆๆ เนื่องจากเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ส่วนหนึ่งเพราะจากชื่อเสียงของ GT-R (จีทีอาร์) ที่ถือกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1969 ภายใต้รหัส C10 และ C110 นั่นเอง

ก่อนที่โลกนี้จะเจอวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงานช่วงกลางยุค 70 ทำให้ชื่อของ GT-R ก็พลอยหายไปด้วย … และกลับมาใหม่ในอีก 16 ปีต่อมา (ปี 1989) นี่ถือว่าเป็นจุดที่ GT-R เริ่มกลับมาโดดเด่นอย่างแท้จริง ในโฉม R32, R33 และบูมสุดขีดกับในรหัส R34

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

ทำให้รถยนต์ในตระกูล Skyline มือสอง ไม่ว่าจะในไทย ในญี่ปุ่น หรือในโลกนี้ ต่างมีราคาพุ่งขึ้นมาอย่างมหาศาล! และโดดเด่นถึงขั้นเทียบเท่าระดับรถสปอร์ตระดับ Super Car ไปแล้วในยุคปัจจุบัน

ทำไม Skyline R32 ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไรนั้น? MR.CARRO จะพาท่านไปรู้จักกับประวัติ Skyline R32 กันให้ละเอียดหนำใจครับ

Nissan-Skyline-R32-Naganori-Ito

ผู้ออกแบบ Nissan Skyline (R32) – Naganori Ito

Nissan Skyline (R32) ได้เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 8 พฤษภาคม 1989 เป็นผลงานการออกแบบโดย Naganori Ito (伊藤修令) ในฐานะลูกศิษย์ผู้รับช่วงต่อจาก Shinichiro Sakurai (桜井眞一郎) ในปี 1986 ที่สร้างผลงานการออกแบบ Nissan Skyline มานับตั้งแต่รหัสรุ่น S50 ยาวนานจนถึงโฉม R31 อย่างเต็มตัว (โดย Skyline R31 Naganori Ito ก็ยังได้มีส่วนช่วยในการออกแบบร่วมกับ Shinichiro Sakurai ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม)

Nissan-Skyline-R32-GTS-t-Coupe-1989

Nissan-Skyline-R32-GTS-t-Sedan-1989

Nissan Skyline (FR32/HR32/HCR32/HNR32/ER32/ECR32/BNR32) ในโฉมนี้ให้เลือกเฉพาะรูปแบบ 4 ประตู Hardtop และ 2 ประตู Coupe เท่านั้น รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล กับตัวถังแบบแวกอน ไม่มีในโฉมนี้อีกต่อไป (ซึ่งต่อมาแตกไลน์ออกไปเป็น Nissan Stagea) ตัวรถผลิตที่โรงงานใน Musashimurayama ประเทศญี่ปุ่น โดยเจ้า R32 ออกมาในช่วงที่ Skyline ผลิตครบ 3 ล้านคันพอดี!

ได้รับคำชมเชยอย่างมากในเรื่องของการออกแบบตัวรถภายนอก ที่ดูไหลลื่น สวยงามอย่างไร้ที่ติ เสมือน “Space Fish” (ปลาอวกาศ) ที่ทาง John Dykstra ผู้อำนวยการสร้าง Special Effects โฆษณาของ Skyline รุ่นนี้ (ในชุดแรก) ให้ฉายาไว้ บวกกับไฟท้ายแบบโดนัท 4 ดวงอันโดดเด่น

Nissan-Skyline-R32-AD-1989-1991

สำหรับโฆษณาของ Skyline ที่ฉายทาง TV ในชุดต่อๆ มา (ในตัว Minorchange) นั้น อาจจะออกดูหวานๆ โรแมนติก เน้นกลุ่มสาวๆ ซื้อไปขับด้วยซ้ำไป! I Love You, SKYLINE.

มิติตัวรถของทุกรุ่น ยาว 4,530 – 4,580 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,325 – 1,345 มม. ระยะฐานล้อ 2,615 มม.

Nissan-Skyline-R32-Interior

ห้องโดยสารภายใน ออกแบบให้ชุดแผงคอนโซลดูเรียบง่าย พร้อมเบาะนั่งหนานุ่ม กระชับ มาพร้อมพวงมาลัย 3 ก้านรูปทรงผอมเพรียว พร้อมนำสวิทช์ควบคุมปัดน้ำฝน และสวิทช์ไฟหน้า ไปติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของตัวชุดแผงหน้าปัด ดูล้ำสมัย มาพร้อมระบบ Active Amenity System หรือ แอร์ไฟฟ้า และชุดเครื่องเสียง PRO Acoustic Sound ส่วนถุงลมนิรภัยด้านคนขับ ยังเป็นอุปกรณ์ติดตั้งพิเศษ

Nissan-Skyline-R32-Interior

Nissan-Skyline-R32-Interior

ชุดช่วงล่างหน้า-หลัง แบบมัลติลิงค์อิสระ พร้อมระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อ HICAS (High Capacity Actively Controlled Steering) ที่ใช้แรงดันจากปั๊มเพาเวอร์ 2 ห้อง ควบคุมการเลี้ยวของล้อหน้าและล้อหลัง ช่วงให้วงเลี้ยวแคบขึ้น และทำงานร่วมกับดิสก์เบรก 4 ล้อ ส่วนระบบส่งกำลัง มีทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

Nissan-Skyline-R32-Engine

สำหรับรุ่นย่อย โอ โอ้ว! บอกได้เลยว่ามีหลากหลายมากๆ เริ่มด้วยตั้งแต่ …

– รุ่น GXi, GXi Type X (FR32) แบบ 4 ประตู Sedan มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18i แบบ 4 สูบ SOHC ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม. ที่ 3,200 รอบ/นาที

– รุ่น GTE, GTE Type-X/X.V, SV/V (HR32) ในรุ่น Sedan มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E แบบ 6 สูบ SOHC ให้แรงม้าสูงสุด 125 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.5 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที

– รุ่น GTS, GTS SV/V, Type-J/X, Urban Road (HR32), GTS (HCR32 – เพิ่ม Super HICAS) ในรุ่น Sedan และ Coupe มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DE แบบ 6 สูบ DOHC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.8 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

– รุ่น GTS-t, GTS-t Type-M/S (HCR32), GTS-4 (HNR32 – ขับ 4WD + เพิ่ม Super HICAS ตามมาในเดือนสิงหาคม 1989) ในรุ่น Sedan และ Coupe มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DET แบบ 6 สูบ DOHC Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 215 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม. ที่ 3,200 รอบ/นาที

*รหัสรุ่น H หมายถึงเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร

Nissan-Skyline-R32-Suspension

ส่วนรายละเอียดเครื่องยนต์ในรุ่น Minorchange อ่านต่อด้านล่างเน้อ …

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1989 Nissan ได้เปิดตัว “Nissan Skyline GT-R (BNR32)” อีกครั้ง หลังจากที่ยุติการผลิตไป 16 ปี เพื่อต้องการส่งรถเข้าแข่งขันในรายการ Japanese Touring Car Championship (JTCC) ใน Group A จึงพัฒนา Nissan Skyline GT-R ในรหัส BNR32 ออกมาโดยเฉพาะ แล้วส่งรถเข้าแข่งขัน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศ และต่างประเทศเสียด้วยสิ และกลายเป็นรถในตำนานของ Skyline จวบจนปัจจุบัน

Nissan-Skyline-R32-JTCC

นอกจากจะชนะการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในญี่ปุ่น 29 รางวัล และชนะ Super GT 2 ปีซ้อนติดต่อกัน แถมยังชนะการแข่งขัน Australian Touring Car Championship (ATCC) ถึง 3 ปีติดต่อกัน ระหว่างปี 1990 – 1992

Nissan-Skyline-R32-ATCC

ซึ่ง R32 ได้ฉายา “Godzila” (ก็อตซิลล่า) ก็มาจากการแข่งขันที่ครองแชมป์มาหลายปี Skyline สามารถล้มยักษ์ตัวเต็งได้ จนสื่อออสเตรเลียเอาไปเรียกว่าเป็น “Monster From Japan” นี่ล่ะครับ!

Nissan-Skyline-R32-GTR-1989

วางขุมพลังอันลือลั่นระดับโลก ของคนรักรถซิ่งตลอดกาล กับรหัส RB26DETT ขนาด 2.6 ลิตร (2,568 ซีซี) แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 36.0 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

ต่อจากนี้ Nissan ก็จะออกรุ่นพิเศษให้กับ Skyline มาเยอะมากๆ เริ่มตั้งแต่ …

Nissan-Skyline-R32-GTR-NISMO-1990

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 NISMO (นิสโม) สำนักแต่งของนิสสัน ทำ Skyline GT-R NISMO รุ่นพิเศษออกมาจำหน่าย จำนวนจำกัดแค่ 500 คันเท่านั้น (และยังมีรุ่นสำหรับการแข่งขัน อีก 60 คัน)

26 กันยายน 1990 เปิดตัวรุ่นพิเศษ Urban Road แบบ 4 ประตู GTS ใช้เครื่องยนต์ RB20DE

24 มกราคม 1991 เปิดตัวรุ่นพิเศษ V Selection แบบ 2 ประตู Sports Coupe GTS ฉลองแชมป์ All-Japan Touring Car Championship ในปี 1990 ของญี่ปุ่น

Nissan-Skyline-R32-V-Selection-Reebok

เดือนพฤษภาคม 1991 เปิดตัวรุ่นพิเศษ Reebok Version แบบ 2 ประตู Sports Coupe GTS

ส่วนรุ่น GT-R N1 สำหรับแข่งขันในสนาม ตามออกมาในเดือนกรกฎาคม 1991 ผลิตออกมาประมาณ 228 คัน

Nissan-Skyline-R32-1991

พอถึง 20 สิงหาคม 1991 ก็ได้เวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์สักที … พร้อมเพิ่มรุ่น GTS-25 SV, Type-X (ER32) และ GTS-25 Type-S/XG (ECR32) ลงมาเล่นในตลาด 2.5 ลิตร เป็นครั้งแรก และปลดเครื่องยนต์รหัส RB20DE ขนาด 2.0 ลิตร ออกไป

วางขุมพลังรหัส RB25DE ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 23.0 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด 5E-AT

Nissan-Skyline-R32-V-Selection-II-Autech

17 มกราคม 1992 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTS-V Selection-II ฉลองแชมป์ All-Japan Touring Car Championship อีกครั้ง

20 เมษายน 1992 Autech Japan บริษัทลูกของนิสสัน จับรุ่น 4 ประตู มาแต่งในชื่อ Autech Version GTS-4 (HNR32) ยัดพลังรหัส RB26DE ที่ตัด Turbo คู่ใน RB26DETT ออกไป ให้แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 220 แรงม้า ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.0 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด E-AT

พร้อมระบบ ATTESA 4WD (ย่อมาจาก Advance Total Traction Engineering System For All-Terrain) และ Super HICAS ผลิตจำนวนจำกัด 201 คัน

เดือนพฤษภาคม 1992 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTS SV แบบ 2 ประตู Sports Coupe ฉลองครบรอบการผลิตรถยนต์ครบ 40 ล้านคัน

5 พฤศจิกายน 1992 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTE Type X / V แบบ 4 ประตู ฉลองครบรอบ 35 ปี ของสกายไลน์

เดือนมกราคม 1993 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTS type J และรุ่น GTS-t Type M แบบ 2 ประตู Sports Coupe ฉลองครบรอบ 60 ปี Nissan

Nissan-Skyline-R32-GTR-V-Spec-1993

3 กุมภาพันธ์ 1993 เปิดตัว GT-R V-Spec (V-Spec ย่อมาจาก Victory Specification) รุ่นปรับแต่งของ GT-R ให้แรงขึ้นไปอีก โดดเด่นด้วยชุดฝากระโปรงและกันชนหน้าจาก NISMO ระบบเบรก Brembo หรือล้อแม็ก BBS ขนาด 17 นิ้ว เป็นต้น

เดือนพฤษภาคม 1993 เปิดตัวรุ่นพิเศษ GTE Type X แบบ 4 ประตู และรุ่น GTS Type J แบบ 2 ประตู Sports Coupe ฉลองครบรอบ 60 ปี Nissan

แม้ว่า Nissan Skyline (R33) เจเนอเรชั่นที่ 9 จะเปิดตัวจำหน่ายแล้ว ในเดือนสิงหาคม 1993 Nissan ก็ยังเดินหน้าผลิต R32 GT-R ต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม 1994 (ส่วนรุ่น R32 เวอร์ชั่นธรรมดา เลิกผลิตตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 1993 แล้ว)

Nissan-Skyline-R32-GTR-V-Spec-II-1994

จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 ก็มีรุ่นทิ้งทวนอย่าง GT-R V-Spec II ปรับออพชั่น ลดน้ำหนักตัวรถ ออกมาจำหน่ายให้เป็นตำนานของ R32 ก่อนจะปิดตำนานในเดือนพฤศจิกายน 1994 …

บทสรุป … Nissan Skyline (R32) มียอดการผลิตทั้งหมด 313,491 คัน แบ่งออกเป็นรุ่นปกติ 269,554 คัน และรุ่น GT-R 43,937 คัน ส่วนแบบ V-Spec มียอดผลิตรวม 2,756 คัน

Nissan-Skyline-R32-Modify

นอกจากนี้ ยังมีบรรดาสำนักแต่งรถต่างๆ จับเอาเจ้า Skyline R32 มาแต่งในสูตรของตัวเองเพื่อออกจำหน่ายกันอยู่ก็ค่อนข้างเยอะ อาทิ Tommykaira M20 (จากรุ่น GTS-t Coupe), Tommykaira M30 (จากรุ่น GTS-t Coupe), Tommykaira R (จากรุ่น GT-R), HKS EN2-A (จากรุ่น GTS-t Coupe), HKS Zero-R (จากรุ่น GT-R), HKS Zero-R 2006 Spec (จากรุ่น GT-R), IMPUL R32 Sports Limited (จากรุ่น GTS-t Type M), IMPUL R32-R (จากรุ่น GT-R)

และ Skyline GT-R S&S Limited Version ที่พัฒนาโดย Shinichiro Sakurai หรือ “บิดาแห่ง Skyline” ในเดือนตุลาคม 2000 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 32 คัน ซึ่งขายหมดภายในนาทีเดียว! และเป็น GT-R R32 เพียงคันเดียวในโลกเท่านั้น ที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับ Skyline R32 จัดว่าเป็นรถยนต์ในตำนานไปแล้ว มีแต่คนมองหา มาสะสมกัน ทั้งในแบบ 2 ประตู และ 4 ประตู และกฎหมายนำเข้ารถใช้แล้ว (หรือรถจดประกอบ) หรือนำเข้าสิทธินักเรียนนอก ในบ้านเราไม่อนุญาตแล้ว ส่งผลให้ราคาตัวรถยิ่งดีดขึ้นกระฉูด ในบ้านเรานำรุ่นธรรมดาหลายคัน มาแปลงเป็น GT-R ก็เยอะ หากเป็นรุ่น V-Spec แท้ๆ ยิ่งเป็นที่ต้องการ เพราะหายากมากในไทย!

ส่วนตัวแท้ๆ ที่นำเข้ามาในยุคสยามกลการ ผมเคยได้ยินเสียงเล่าเสียงลือจากในอดีต เห็นว่านำเข้ามาแค่ 2 คันเท่านั้น และก็มีทาง เอม มอเตอร์ สปอร์ต นำเข้าตัวแข่งของ GT-R ในยุคนั้น

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รถแนวนี้ การใช้งานในชีวิตประจำวันคงมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เน้นแต่งซิ่ง เก็บสะสม การขับขี่ค่อนข้างจะแบบดิบๆ หน่อย เน้นความมันส์

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รถรุ่นนี้แทบจะร้อยทั้งร้อยมักอัดของแต่งมาเต็มที่ เปลี่ยนเครื่อง โมเครื่อง กันมาเกือบหมด มาทีหลายร้อยแรงม้า การดูแลก็ย่อมต้องเต็มที่ไปด้วยเช่นกัน เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 50,000 – 200,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี เพราะที่ญี่ปุ่นยังเล่นกันเยอะ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 1,000,000 – 6,000,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

สำหรับใครที่อยากขายรถ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ได้ เราให้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามทำการ Copy เป็นอันขาด! หากมิได้รับอนญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียน)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Honda-HRV-RU-G1

สมรภูมิตลาดรถ SUV ในบ้านเราเริ่มจะมาดุเดือดกันจริงๆ ก็ตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายเจ้า เริ่มตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ด้านค่ายรถยนต์ Honda (ฮอนด้า) ก็เช่นกัน แม้ว่า Honda เองจะมีความเชี่ยวชาญตั้งแต่การขาย Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) มาแล้ว

แต่เมื่อรถยนต์ในรูปแบบ Crossover SUV กลุ่ม B-Segment ในไทยกำลังเริ่มบูมขึ้น ทางฮอนด้าคงอยู่เฉยไม่ได้ …

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) เลยต้องมาขายในไทยด้วยประการฉะนี้!

ประวัติรถรุ่นนี้ พร้อมข้อดี ข้อเสีย จะมีอย่างไร ใครที่กำลังมองหารถรุ่นนี้มาเล่น MR.CARRO จะมาเล่าประวัติของรถรุ่นนี้ให้ฟัง

Honda-J-WJ-Concept-1997

Honda J-WJ Concept

Honda HR-V เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น ด้วยรูปลักษณ์ของรถต้นแบบ J-WJ Concept (ที่ Honda เรียกว่าเป็นรถแบบ Fun Creation Car กับแนวคิดการออกแบบ “Small is Smart”) ที่มาเผยโฉมในงาน Tokyo Motor Show เมื่อปี 1997

ก่อนจะพัฒนามาเป็น Honda HR-V (ซึ่ง HR-V ย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า “Hi-Rider Revolutionary Vehicle”) ด้วยแนวคิด “Jet Feel Hi-Rider” เน้นความมีชีวิตชีวา ความสนุกสนานในการขับขี่ ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะขับไปทำงาน หรือขับไปเที่ยวในวันหยุด บนรูปลักษณ์ของตัวรถ ที่ดูเหมือนทั้งรถแวกอน และรถแบบ Coupe 2 ประตู

Honda-HR-V-GH

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 1998 มีให้เลือกทั้งรูปแบบ 3 ประตู และ 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส D16A ขนาด 1.6 ลิตร 105 แรงม้า และรหัส D16W ขนาด 1.6 ลิตร VTEC 125 แรงม้า

ก่อนจะทำตลาดยาวนานจนถึงปี 2006 โดยขายทั้งในญี่ปุ่น และยุโรป ภายหลังจึงทดแทนด้วย Crossover รุ่น Crossroad แต่ก็ขายอยู่ได้ไม่นาน แค่ช่วงปี 2007 – 2010 เท่านั้นเอง

Honda-Urban-SUV-Concept-2013

Honda Urban SUV Concept ในปี 2013

Honda-Vezel-G1-JDM

ต่อมา … Honda ได้เปิดตัวรถ Crossover ที่วางตลาดให้เล็กกว่ารุ่น CR-V ในวันที่ 19 ธันวาคม 2013 นั่นคือ Honda Vezel (ฮอนด้า วีเซล) ที่พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ Honda Fit (หรือ Jazz ในตลาดโลก) ซึ่งเป็นรถยนต์ในกลุ่ม B-Segment ก่อนจะมีแผนส่งขายในตลาดภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ในชื่อ “Honda HR-V”

ส่วนในชื่อ “Vezel” ที่ใช้ขายในญี่ปุ่น เป็นคำที่ผสมกับระหว่างคำว่า “Vehicle” และ “Bezel” ที่แปลว่า ขอบ หรือ ฐานสำหรับรองรับเพชรพลอยที่อยู่บนแหวน หรือกรอบโลหะวงแหวนที่ล้อมกระจกหน้าปัดนาฬิกา ในภาษาอังกฤษ เมื่อนำมารวมกับคำว่า “ยานพาหนะ” ซึ่งทาง Honda ให้ความหมายเหมือนกับว่า เป็นรถที่มีเสน่ห์และมีคุณค่า (ราวกับเพชร) ในหลายแง่มุม

ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดี จากลูกค้าในประเทศญี่ปุ่น (มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ Hybrid) ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 1 แสนคัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ตามมาด้วยประเทศจีน และประเทศไทย เป็นประเทศที่ 3 ของโลก และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่ผลิตและขายรถรุ่นนี้ โดยเปิดตัวในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557

Honda-HR-V-2014-Thai

ส่วนในไทย มาพร้อมคอนเซปต์การสื่อสารการตลาด Premium x Sport Crossover ผสานสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อกำเนิดใหม่แห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม

ซึ่งคู่แข่งของรถในกลุ่มนี้ ในบ้านเราก็มีอย่าง Nissan Juke (นิสสัน จู๊ค) หรือ Ford Ecosport (ฟอร์ด อีโคสปอร์ต) เป็นต้น

Honda-HR-V-2014-Thai

ตัวรถออกแบบโดย Yoshiharu Itai ฝ่ายพัฒนาอาวุโสของ Honda R&D ด้วยแนวคิดการออกแบบรถ Sport Crossover รุ่นนี้ เน้นเพิ่มความสปอร์ตปราดเปรียวในสไตล์รถสปอร์ตคูเป้ แบบ “Dynamic Cross Solid” ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ ในสไตล์รถมินิแวน ซึ่งดูคล้ายกับใน Honda HR-V รุ่นแรก

ตัวรถภายนอกมาพร้อมรูปลักษณ์ปราดเปรียว เสริมความรู้สึกแข็งแกร่ง ทรงพลัง ด้วยตัวถังด้านล่าง มาพร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน ลงตัวกับมือจับเปิดประตูด้านหลังแบบรถสปอร์ตคูเป้ และกระจังหน้า ออกแบบด้วยแนวคิด Solid Wing Face เสริมด้วยโทนสีดำเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและมีสไตล์

มิติตัวรถกว้าง 4,294 มม. ยาว 1,772 มม. สูง 1,605 มม. ระยะฐานล้อ 2,610 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 185 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,255 – 1,292 กิโลกรัม

เพิ่มความรู้สึกเหนือระดับ ด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบ Panoramic Sunroof พร้อมระบบเปิด-ปิด แบบ One-Touch ไฟหน้าพร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED และไฟท้าย LED แบบ Tube สไตล์สปอร์ตล้ำสมัย

Honda-HR-V-2014-Thai

การออกแบบภายใน เน้นความกว้างขวาง กับ Expansible Cockpit เน้นความโปร่งโล่งของพื้นที่เหนือแผงคอนโซล ผสานกับคอนโซลกลางแบบ 2 ชั้น ออกแบบสไตล์สปอร์ต พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Siri (สำหรับ iPhone 4s ขึ้นไป) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส มาตรวัดเรืองแสงปรับเปลี่ยนได้ 7 สี พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)

ทั้งยังยกระดับการใช้งานให้ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 565 ลิตร ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode เพื่อตอบรับทุกการใช้งาน

Honda-HR-V-2014-Thai

ขุมพลังที่ใช้ ต่างจากญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร โดยเวอร์ชั่นไทยวางเครื่องขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC แบบเดียวกับในรุ่น Civic ให้แรงม้าสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที

มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams มอบอัตราเร่งที่ดีเยี่ยม และการประหยัดน้ำมันได้ถึงถึง 15 กม./ลิตร ขับขี่ที่สนุกยิ่งขึ้นด้วยระบบ Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ แบบ 7 สปีด

ซึ่ง Naohisa Morishita หัวหน้าทีมวิศวกรพัฒนา Honda HR-V ของ Honda R&D ยังบอกว่า เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร สมดุลที่สุดกับรถยนต์รุ่นนี้ ในเรื่องของสมรรถนะ และความสมดุลล้วนๆ

ระบบช่วงล่างหน้า แบบแมคเฟอร์สันสตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลัง ทอร์ชั่นบีมแบบ H-Shape ติดตั้งโช๊คอัพแบบ Amplitude Reactive Dampers ใช้ลูกสูบโช๊คอัพแยกกัน 2 ตัว ดูดซับแรงกระแทกแบบที่หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวหลัก จะทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกสำหรับการขับขี่ในความเร็วต่ำ ส่วนอีกจุดหนึ่ง สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง อีกทั้งยังรองรับแก๊สโซฮอล์ E85

Honda-HR-V-2014-Thai

ครบครันด้วยอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ

  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ที่ใช้งานง่ายเพียงดึงสวิตช์ที่คอนโซลกลางขึ้นเมื่อต้องการใช้เบรกมือ และระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) ที่จะทำการหน่วงเบรกต่อโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)
  • ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
  • ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
  • ด้วยกล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera)
  • ระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมด้านคนขับอัจฉริยะ (i-SRS) ถุงลมด้านผู้โดยสารด้านหน้า (SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbags) ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์-วี) ใหม่ มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น S ราคา 890,000 บาท รุ่น E ราคา 975,000 บาท และรุ่น EL ราคา 1,045,000 บาท

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวออร์คิด (มุก) และสีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) และ 2 สีใหม่ คือ สีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก) สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก)

Honda-HR-V-E-Limited-2015

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2558 Honda มียอดจองสะสมของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี กว่า 25,000 คัน ภายในระยะเวลา 8 เดือน จึงได้เปิดตัว Honda HR-V รุ่น E Limited เป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้า ในราคา 1,005,000 บาท

ส่วนในรุ่นปกติ ในเดือนธันวาคม 2558 ก็อัดออพชั่นเพิ่มเติม อาทิ เพิ่มสีใหม่ คือ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก), เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น E, E Limited และ EL), ระบบเครื่องเสียง หน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ เป็นต้น

และก็ปรับราคารถทุกรุ่นเพิ่มตามไปด้วย ได้แก่ รุ่น S ราคา 933,000 บาท รุ่น E ราคา 999,000 บาท รุ่น E Limited ราคา 1,050,000 บาท และรุ่น EL ราคา 1,099,000 บาท (สำหรับ สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น E, E Limited และ EL)

ในเดือนมกราคม 2559 ปรับราคารถลดลง ตามโครงสร้างภาษีใหม่ เหลือเพียง 890,000 – 1,045,000 บาท

Honda-HR-V-2018-Thai

เดือนมิถุนายน 2561 ปรับโฉม Minorchange หลังจากที่ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน โดยสื่อสารทางการตลาดด้วย Concept – What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน…ตามไปให้สุด

โดยแนะนำรุ่น RS ใหม่ และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) กันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LED ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต

Honda-HR-V-2018-Thai

ส่วนภายในรถ เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ พร้อมระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)

มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda HR-V โฉมนี้เน้นเป็นรถ Crossover SUV สำหรับใช้งานในเมืองแทบจะเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังใช้งานออกต่างจังหวัดได้อย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งรูปทรงแบบกึ่งๆ รถสปอร์ตคูเป้ ที่ยังคงความเป็นรถอเนกประสงค์ในแบบ SUV ทำให้หลายคนนิยม เพราะสามารถในงานได้อเนกประสงค์ ทั้งในกลุ่มคนวัยทำงาน และคนที่มีครอบครัว แม่บ้านก็ขับได้ เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้เน้นความกว้างสบาย แต่ในมุมมองด้านหลังเวลาขับ และผู้โดยสารหลังเวลานั่ง อาจไม่ชินนักในช่วงแรก ตามลักษณะของรถ ส่วนด้านการขับขี่ เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งเหลือเฟือ รอบเครื่องยนต์เร่งไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ดีดสูงขึ้นเองแบบเกียร์ CVT รุ่นเก่าๆ ช่วยให้ขับสนุก เร่งแซงได้ทันใจ ช่วงล่างเซ็ทมาค่อนข้างแข็ง อาจกระด้างไปบ้าง เหมาะกับการขับช่วงความเร็วไม่สูงนัก

ระบบ Auto Brake Hold ช่วยให้การขับรถติดๆ ในกรุงเทพฯ เหนื่อยน้อยลงจากเดิมไปมาก แถมลุยน้ำท่วมเล็กๆ ได้ อีกทั้งความอเนกประสงค์ พับเบาะขนของได้อีก

ส่วนข้อเสียก็มีเบรกหน้าดังจี้ดๆ ซึ่งเป็นกันหลายคัน และเครื่องเสียง ที่ติดตั้งมาดูไม่สมราคาตัวรถ การเข้าโค้ง ยังไม่หนักแน่นนัก มีโคลงบ้าง กรณีใช้ความเร็วสูง การเก็บเสียงช่วงล่าง การเก็บเสียงห้องโดยสาร กรณีใช้ความเร็วสูงจะรู้สึกได้ว่ายังไม่ดีนัก

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาได้ทั้งในศูนย์และนอกศูนย์ รวมไปถึงของเก่าจากญี่ปุ่น เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 490,000 – 900,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถ ตอนนี้ CARRO Automall เรามี Honda HR-V มือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรืออยากหารถฮอนด้า ซีวิค มือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690

หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถ เปลี่ยนรถคันใหม่ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถคันเดิมอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถตู้ก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Honda-Civic-FC-FK-G10

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) เป็นรถแบบ C-Segment ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในไทย ก็มีอยู่หลายเจเนอเรชั่น แต่เวอร์ชั่นที่สร้างความฮือฮา พลิกโฉมการออกแบบใหม่หมด แถมยังสร้างยอดจำหน่ายที่เรียกได้ว่าสูงกว่าคู่แข่งมาก แม้จะออกมาหลายปีก็ตาม ก็ยังขายได้เรื่อยๆ และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก

คงต้องยกให้ “Honda Civic” โฉม “FC” เจเนอเรชั่นที่ 10 ที่ในบ้านเรา ยังมีทั้งเวอร์ชั่นป้ายแดง และรถมือสองขายกันในตลาด เป็นรถ 4 ประตูสปอร์ตซีดาน ที่ดีไซน์ได้สวยงาม สมบูรณ์แบบในทุกมิติและก้าวล้ำนำสมัยที่สุดอีกรุ่น

ใครที่กำลังมองหารถมือสองรุ่นนี้อยู่ MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังกันว่า ประวัติความเป็นมาของรถรุ่นนี้ น่าสนใจแค่ไหน

Honda-Civic-Design-FC-FK

แนวความคิด และขั้นตอนการออกแบบพัฒนา Honda Civic ใหม่ ให้เป็น “男前” (Otokomae) หรือ “ผู้ชายหล่อ” ที่มีความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ทันสมัย น่าจับตามอง

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) เจนเนอเรชั่นที่ 10 เริ่มพัฒนาตัวรถในรูปแบบสำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา ออกแบบให้มีความทันสมัย และหรูหราในสไตล์สปอร์ต สำหรับรุ่น Sedan ตัวรถออกแบบโดย Jarad Hall ตั้งแต่ปี 2013

Honda-Civic-Concept-FC-FK

ซึ่งหลังจากการเปิดตัวในทวีปอเมริกาเหนือเพียง 6 เดือน Civic FC สามารถคว้ารางวัลยนตรกรรมยอดเยี่ยมถึง 14 รางวัล จาก 10 สถาบันชั้นนำ

Honda-Civic-FC-2016-TH

ได้เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเจ้าพ่อเครื่อง N/A หรือเรียกว่าเครื่องยนต์ที่ไม่ได้ใช้ระบบอัดอากาศเพิ่มเติม ชูจุดเด่นด้วยขุมพลังจากเทคโนโลยี VTEC TURBO ใหม่! 173 แรงม้า ที่ให้สมรรถนะที่ทรงพลังและมีอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมเทคโนโลยีความสะดวกสบาย และความปลอดภัยที่เหนือระดับ

Honda-Civic-Design-FC-FK

ขั้นตอนการพัฒนา Honda Civic FC และ FK

ตัวรถภายนอก จัดวางโครงสร้างโดยออกแบบให้ตัวรถดูสปอร์ต น้ำหนักรถเบาลง ตัวถังกว้างขึ้น และความสูงของตัวรถที่ลดลง เส้นสายด้านข้างตัวรถที่คมชัด กระจังหน้าโครเมียมรูปร่างคล้ายปีก วางตัวเป็นแนวยาวเต็มกรอบกระจังหน้า ดูดุดัน เชื่อมต่อกับไฟหน้าสไตล์สปอร์ต พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED

Honda-Civic-Design-FC-FK

มิติตัวรถของ Honda Civic FC และ FK ยาวขึ้น กว้างขึ้น แต่ลดความสูงลง เมื่อเทียบกับ Civic รุ่นเดิม โดยในรุ่น Sedan ความยาวตัวรถเพิ่มขึ้น 95 มม. ระยะฐานล้อยาวขึ้น 30 มม. ความสูงตัวรถลดลง 20 มม. ความสูงฝากระโปรงหน้าปรับลดลง 35 มม. ช่วงเบาะนั่งหน้าปรับต่ำลง 20 มม. และความจุห้องโดยสารท้ายเพิ่มขึ้นเป็น 519 ลิตร (มาตรฐาน VDA)

มิติตัวรถยาว 4,630 มม. กว้าง 1,799 มม. สูง 1,416 มม. ระยะฐานล้อ 2,698 มม. บนน้ำหนักตัวรถ 1,227 – 1,317 กิโลกรัม

Honda-Civic-Concept-Interior-FC-FK

การออกแบบภายใน ให้ความรู้สึกกว้างขวาง เหมือนกำลังวิ่ง

การออกแบบภายใน เน้นการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และเส้นสายการออกแบบที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและพรีเมียม รวมถึงพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบายใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D-Segment และมีให้เลือกทั้งเบาะนั่งแบบผ้า และเบาะหนังแท้

Honda-Civic-FC-2016-TH

ทั้งนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ด้วยการควบคุมอย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น)

มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถสลับเปลี่ยนข้อมูลและค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์

พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start) ที่สั่งการได้จากระยะไกล เพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง โดยขณะนั้นประตูรถยังคงล็อกอยู่เช่นเดิม และรถจะไม่สามารถออกตัวได้ จนกว่าผู้ขับจะเข้าไปสตาร์ทรถตามปกติ

ระบบช่วงล่างได้ถูกปรับปรุงใหม่ ชุดล้อหน้าหันมาใช้แบบแม็คเฟอร์สันสตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบมัลติลิงค์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง

Honda-Civic-FC-2016-TH

สำหรับ Honda Civic FC มีเครื่องยนต์ให้เลือกกัน 2 แบบ คือ …

  • เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15B7 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTEC TURBO พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams) ให้แรงม้าสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบ/นาที ซึ่งให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่
  • และยังมีเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส R18Z แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้แรงม้าสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ทั้งยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT

Honda-Civic-Engine-FC-FK

เป็นครั้งแรกที่ Honda Civic ใช้เครื่องยนต์ระบบหัวฉีด Direct Injection และท่อไอดีแบบตรง โดยหัวฉีด Direct Injection จะฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกระบอกสูบโดยตรง ช่วยลดอุณหภูมิภายในกระบอกสูบ และการไหลของไอดีแบบตรง ช่วยให้อากาศและเชื้อเพลิงผสมกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ราบรื่นและต่อเนื่อง

พร้อมระบบ Turbo Charger (เทอร์โบ ชาร์จเจอร์) ที่มีระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้า ซึ่งมีการใช้เทอร์โบ ชาร์จเจอร์ ที่มีระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้าที่ติดตั้งใบพัดขนาดเล็ก เพื่อนำพลังงานไอเสียส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เมื่อเหยียบคันเร่ง เครื่องยนต์เทอร์โบสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

และระบบการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วแบบคู่ (Dual VTC) ของท่อไอดีและท่อไอเสีย โดย Valve Timing Control (VTC) ช่วยควบคุมจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วของท่อไอดีและท่อไอเสียให้สอดคล้องกัน จึงทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ในรอบต่ำ

ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

Honda-Civic-FC-2016-TH

สำหรับฮอนด้า ซีวิค FC มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น 1.8 E ราคา 869,000 บาท มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ อาทิ

– เบาะผ้า
– ระบบ Push Start
– ระบบ Engine Remote Start
– Honda Smart Key System
– มาตรวัด พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
– ปุ่ม Econ
– พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง
– ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า และไฟส่องสว่างท้ายรถ
– หน้าจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว
– ระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย Bluetooth
– พวงมาลัย Multifunction
– ช่องเชื่อมต่อ USB 1 ตำแหน่ง
– ลำโพง 4 จุด

  • รุ่น 1.8 EL ราคา 959,000 บาท เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่นย่อย 1.8 E …

– มาตรวัด พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ แบบ TFT
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
– เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
– หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play
– ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง
– ช่องเชื่อมต่อ HDMI
– ลำโพง 8 จุด

  • รุ่น TURBO ราคา 1,099,000 บาท เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่นย่อย 1.8 EL …

– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกซ้าย-ขวา
– เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง

  • รุ่น TURBO RS ราคา 1,199,000 บาท เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่นย่อย Turbo …

– กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
– แป้นเหยียบคันเร่ง และเบรค แบบสปอร์ต
– ระบบนำทาง Navigator

มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก), สีดำคริสตัล (มุก), สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และ 2 สีใหม่ ได้แก่ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีน้ำเงินคอสมิก (เมทัลลิก)

ซึ่งก็ขายดีมากไปตามคาด ลูกค้าให้การตอบรับอย่างล้นหลาม! จนภายใน 1 ปี มียอดจองสะสมแล้วกว่า 35,000 คัน

Honda-Civic-Hatchback-FK-2017-TH

ต่อมาในวันที่ 9 มีนาคม 2560 Honda ได้เปิดตัว Honda Civic Hatchback (ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบค) ในรหัสรุ่น FK ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ต หรูหรา และดีไซน์ด้านท้ายที่ดูโฉบเฉี่ยว ซึ่งตัวรถออกแบบโดย Daisuke Tsutamori พร้อมใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร VTEC Turbo 173 แรงม้า

ตอบรับทุกความต้องการที่หลากหลาย ด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่มากถึง 414 ลิตร โดยเบาะหลังพับแบบ 60:40 ได้ ออกมาจำหน่ายเพิ่มเติมในราคา 1,169,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ คือ สีดำมิดไนท์เบอร์กันดี (มุก) นอกจากนี้ยังมี สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)

Honda-Civic-FC-FK-2017-JDM

วันที่ 27 กรกฎาคม 2017 Honda Civic โฉม FC และ FK นี้ ก็ได้กลับไปเปิดตัวขายในตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่ Civic ได้หายไปจากตลาดญี่ปุ่นนานถึง 7 ปี

Honda-Civic-RED-FC-2017

เดือนตุลาคม 2560 Honda เอาใจวัยรุ่นด้วย Civic สีแดงใหม่ Rallye Red

ในเดือนพฤศจิกายน 2561 Honda Civic FC แล FK มียอดขายสะสมกว่า 68,000 คัน (พ.ศ. 2559 – 2561) และยังมียอดจำหน่ายสูงสุดในปี 2560 จากรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย

Honda-Civic

และในเดือนเดียวกันนี้เอง Honda ได้ปรับปรุง Honda Civic รุ่นนี้เพิ่มเติม ด้วยสีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (Brilliant Sporty Blue) ใหม่, เบาะที่นั่งตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ในราคา 874,000 – 1,219,000 บาท พ่วงด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ที่ให้คุณมั่นใจในทุกการเดินทาง ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning : RDM with LDM)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam)

ในเดือนกันยายน 2562 ยังสามารถครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอมแพคท์ได้ถึง 3 ปีซ้อน ด้วยยอดขายสะสมรวมกว่า 100,000 คัน มีนาคม 2559 – กันยายน 2562 ยอดขายรวมทั้งฮอนด้า ซีวิค และ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก)

Honda-Civic-Hatchback-FK-2018-TH

เดือนพฤศจิกายน 2562 Honda ปรับปรุง Honda Civic Hatchback ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน พร้อมท่อไอเสียแบบคู่ตรงกลางสไตล์สปอร์ต และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว พร้อมนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) มาพร้อมสีใหม่ สีเทาโซนิค (มุก) จำหน่ายในราคา 1,229,000 บาท

Honda-Civic-Hatchback-FK-2018-TH

ภายใน ตกแต่งเบาะหนังด้วยสีดำเดินด้ายสีแดง มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT สีแดง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต มาพร้อมกับการตกแต่งคอนโซลสีดำแบบ Piano Black

Honda-Civic-Ignite-Red-FC-2020

ล่วงมาถึงเดือนพฤษภาคม 2563 Honda ได้แนะนำ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ในรุ่น TURBO RS เพิ่มเติม

และ Honda Civic โฉม FC กับ FK ก็ยังขายมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยที่ยังไม่ต้องปรับโฉมใหญ่ใดๆ เลย!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมที่สุดของ Honda อีกหนึ่งรุ่น โดยกลุ่มวัยรุ่น วันเพิ่งทำงานใหม่ๆ นิยมซื้อมาใช้งาน หรือแต่งซิ่ง ขับสนุก เกาะถนนดีสมราคา รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ให้อัตราเร่งดีแบบ VTEC Turbo ส่วนขนาด 1.8 ลิตร เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ วิ่งทางไกลประหยัด ออพชั่นสมราคา

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รูปโฉมภายนอกมีส่วนดึงดูดสายตาจากผู้พบเห็น เห็นรุ่นนี้ค่อนข้างดูสปอร์ตมาก ส่วนห้องโดยสารภายในกว้าง นั่งสบาย คนสูง 170 เซนติเมตร ก็นั่งสบายทั้งในเบาะหน้า (แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ อาจลุกยาก หรือขาโดนขอบขันไดก่อน เนื่องจากตำแหน่งเบาะต่ำ บวกกับขาต้องยกชันขึ้นมาค่อนข้างสูง) ส่วนเบาะหลังหากคนตัวสูงมากหน่อย หัวอาจชิดกับเพดานได้

ตกแต่งภายในด้วยสีโทนสีเบจ และสีดำ พร้อมแทรกสีเมทัลลิกตามจุดต่างๆ ช่วยให้ดูไม่อับทึบ ปุ่มควบคุมต่างๆ ดูใช้งานได้ง่าย ยกเว้นช่องต่อ USB หรือช่องจ่ายไฟฟ้า 12 โวลต์ อยู่ใต้คอนโซลกลาง ใช้งานค่อนข้างยากหน่อย พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ค่อนข้างเบามือ ตอบสนองดีเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว

แต่ข้อเสียก็มีอยู่เหมือนกัน เนื่องจากตัวรถที่มีความสูงค่อนข้างต่ำ การก้มหยิบของจากฝากระโปรงท้าย อาจหยิบลำบากหน่อยสำหรับคนตัวสูงๆ และเสียงดังก๊อกๆ แก๊กๆ ในห้องโดยสาร ส่วนการเก็บเสียงภายในรถ ทำได้ดีในความเร็วต่ำ ยกเว้นช่วงใช้ความเร็วสูงๆ ทั้งเสียงยาง เสียงลมเข้า จะค่อนข้างดังทีเดียว

ด้านเครื่องยนต์ VTEC Turbo น้ำมันเครื่องต้องเปลี่ยนถ่ายเร็ว เนื่องจากน้ำมันเครื่องเป็นตัวลดอุณหภูมิของแกนเทอร์โบ หากใช้งานหนัก น้ำมันเครื่องจะเสื่อมสภาพเร็ว ก็ต้องเปลี่ยนบ่อยหน่อย ทางฮอนด้าจึงมีการแจ้งเตือนแก่ผู้ใช้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ต้องระวังในส่วนของแร็คพวงมาลัย ที่มีปัญหาเสียงดังเวลาเลี้ยวค่อนข้างบ่อย และแบตเตอรี่ ระบบเกียร์ สายพานในเกียร์ขาด ลูกรอกสายพาน คอมเพรสเซอร์แอร์ หรือสนิมตามดบนตัวถัง ต้องเคลมกันอยู่เรื่อย นอกนั้นก็เตรียมเงินเก็บไว้ดูแลรถปีละ 10,000 – 20,000 บาท

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 530,000 – 900,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถ ตอนนี้ CARRO Automall เรามี Honda Civic FC มือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรืออยากหารถฮอนด้า ซีวิค มือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690

หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถ เปลี่ยนรถคันใหม่ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถคันเดิมอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถตู้ก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Hiace-Commuter-G5

ทุกวันนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “รถตู้” ล้วนมีความสำคัญอย่างมากในวิถีชีวิตของผู้คน และในการดำเนินธุรกิจต่างๆ อาทิ รถขนเงิน, รถไปรษณีย์, รถตู้รับส่งผู้โดยสาร, รับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม, รถรับ-ส่งสนามบิน และรถให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งการใช้ในหน่วยงานต่างๆ ของภาคเอกชนและภาคราชการ เป็นต้น

กระแสความนิยมของผู้บริโภค นับตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน Toyota (โตโยต้า) ยึดส่วนแบ่งตลาดรถตู้ไปแทบจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จ! ค่ายอื่นพอได้ไปนิดๆ หน่อยๆ

แม้ว่าตลาดนี้ จะเป็นแบบน้ำซึมบ่อทราย คือไม่ต้องโปรโมทอะไรมาก ก็ขายได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะเป็นรถเชิงพาณิชย์ มีความต้องการรถตู้ใหม่ หรือรถตู้มือสองกันอยู่ตลอด ซึ่งคุณอาจจะสังเกตได้เวลาออกไปข้างนอก จะเจอแต่รถตู้โตโยต้าแทบทั้งนั้น

MR.CARRO ขอพาท่านมารู้จักกับประวัติรถตู้มือสองสุดฮิตอีกรุ่นหนึ่งในเมืองไทย นั่นคือ Toyota Hiace & Toyota Commuter (H200) (โตโยต้า ไฮเอช / โตโยต้า คอมมิวเตอร์) ในโฉมเจเนอเรชั่นที่ 5 นั่นเองครับ

Toyota-Hiace-Commuter-JDM-2004

Toyota Hiace และ Hiace Commuter เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอซ) และ Toyota Commuter (โตโยต้า คอมมิวเตอร์) จัดเป็นรถตู้รุ่นยอดนิยมในบ้านเราที่สุด และในโลกก็ว่าได้ ซึ่งรถตู้โตโยต้าที่เราจะคุยกันในวันนี้ เป็นรถที่เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2004 แบ่งออกได้เป็นรุ่น Hiace, Hiace Wagon, Hiace Commuter และ RegiusAce ด้วยตัวถังพลิกโฉมใหม่ทุกมิติ

ในรุ่น Hiace ชูจุดเด่นอย่างห้องโดยสารภายใน ยาวสุดถึง 3 เมตร! และในรุ่น Hiace Commuter ยาวถึง 3.540 เมตร เหนือกว่ารถตู้ในคลาสเดียวกัน!

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ก่อนจะนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ด้วยรูปแบบของรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จากประเทศญี่ปุ่น และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยมากๆ

แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ด้วย

กัน 4 แบบ ได้แก่ Hiace ECO ตู้ทึบ, Hiace ECO, Hiace GL และ Commuter หลังคาสูง

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ในรุ่น Hiace มิติตัวรถยาว 4,695 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,980 มม. ระยะฐานล้อ 2,570 มม. ความกว้างช่วงล้อ หน้า / หลัง 1,470 / 1,465 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.0 เมตร

ส่วนในรุ่น Commuter มิติตัวรถยาว 5,380 มม. กว้าง 1,880 มม. สูง 2,285 มม. ระยะฐานล้อ 3,110 มม. ความกว้างช่วงล้อ หน้า / หลัง 1,470 / 1,460 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 6.2 เมตร

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ห้องโดยสารภายใน Toyota Hiace

ห้องโดยสารภายใน ชูจุดเด่นด้วยความกว้างสบาย ใหญ่กว่ารุ่นเดิม โดยเฉพาะในรุ่น Commuter มีที่นั่งมากถึง 16 ที่นั่ง! พร้อมช่องทางเดินกว้างพิเศษ (Super Walk Through), คันเกียร์แบบ I/P Shift และระบบปรับอากาศแบบ Spot Type ด้านหลัง ที่ติดตั้งมาจากโรงงาน รวมถึงเบาะแถวสุดท้าย สามารถพับขึ้นได้

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2005

ห้องโดยสารภายใน Toyota Commuter

ในรุ่น Hiace มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV D4-D Commonrail แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที

ส่วนรุ่น Commuter ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV (I/C) D4-D Commonrail แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน รหัสตัวถัง (TRH223) ขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 151 แรงม้า ที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที สำหรับลูกค้า Fleet สั่งซื้อเป็นพิเศษเท่านั้น

ช่วงปลายปี 2549 Toyota ปรับปรุง Commuter ด้วยการเพิ่มกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และเข็มขัดนิรภัยในทุกที่นั่ง

ต่อมาจึงย้ายฐานการผลิตของ Toyota Hiace ไปที่มาเลเซียเพิ่มเติม

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2010

ต่อมาในวันที่ 17 กันยายน 2553 Toyota ได้แนะนำรถตู้ยอดนิยม Hiace และ Commuter รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศไทย ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 70,990 คัน (ตั้งแต่ปี 2548 – สิงหาคม 2553) และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสะสมกว่า 81% (ในเวลานั้น)

โดยปรับปรุงหน้าตาใหม่ ทั้งกระจังหน้า กันชนหน้า ไฟหน้า ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ (เฉพาะในรุ่น Commuter) และห้องโดยสารภายใน เบาะโดยสารสีใหม่ ในราคา 866,000 – 1,128,000 บาท

ในเดือนมกราคม 2556 Toyota Hiace และ Commuter เริ่มเปิดสายการผลิตในประเทศไทย ที่โรงงาน TAW (Toyota Auto Works) ด้วยงบลงทุนที่มากถึง 1,500 ล้านบาท

Toyota-Commuter-TH-2013

เดือนตุลาคม 2556 ในรุ่น Commuter ปรับปรุงใหม่ด้วยการเพิ่มถุงลมนิรภัยคู่หน้า กับระบบเบรก ABS

พร้อมปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ มาเป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV (I/C) แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200 – 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในราคา 1,193,000 บาท

Toyota-Hiace-Commuter-TH-2014

ในวันที่ 21 มกราคม 2557 Toyota ได้ปรับปรุง โตโยต้า ไฮเอซ (KDH201) และ คอมมิวเตอร์หลังคาสูง (KDH223) ด้วยการเพิ่มระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ปรับปรุงหน้าตา กระจังหน้าใหม่ กันชนหน้าใหม่ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟท้ายปรับตำแหน่งของไฟเลี้ยว และไฟถอย พร้อมล้อมรอบด้วยกรอบโครเมี่ยม

ส่วนห้องโดยสารภายใน ให้มาตรวัดดีไซน์ใหม่ พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MID) และพวงมาลัย 4 ก้านแบบใหม่ พร้อมตัดรุ่นย่อย Hiace ECO ออกไป ในราคา 939,000 – 1,244,000 บาท

แล้วก็ขายกันไปแบบเงียบๆ ก่อนที่ Toyota Hiace / Commuter เจเนอเรชั่นที่ 6 จะมาแทนที่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 แต่ในส่วนของเวอร์ชั่นญี่ปุ่น Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 5 ก็ยังขายกันอยู่ต่อไป ใครคิดถึง ดูได้ที่ Link นี้ —> https://toyota.jp/hiacevan/

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถตู้มือสองรุ่นยอดนิยมที่สุดในตลาดเวลานี้ ใช้งานได้หลากหลายประเภท ดูแลง่าย ซ่อมง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

การใช้งานโดยมากแล้วมักจะนำไปตกแต่งเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนเบาะเป็นเบาะ VIP ติดตั้งชุด Home Theater ชุดเครื่องเสียงเพิ่ม หรือปรับช่วงล่าง เป็นคอยล์สปริง เพื่อความสะดวกสบายและความบันเทิงของผู้โดยสารได้ ทำมาหากินสะดวก ของเล่นของแต่งเยอะมาก แต่การใช้งาน อาจจะหาที่จอดรถ หรือเข้าห้างยากหน่อย เพราะรถใหญ่!

ในรุ่น 3.0 ลิตร จะให้อัตราเร่งที่ค่อนข้างดีกว่าในรุ่น 2.5 ลิตร ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นตัดที่ 160 กม./ชม.

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ถ้าจะซื้อต้องหารถคันนี้สภาพไม่ช้ำมาก เครื่องยนต์ยังกำลังดี เกียร์ยังใช้งานได้ปกติ เนื่องจากรถตู้ มักเป็นรถที่ใช้งานค่อนข้างหนัก วิ่งเยอะ แต่ข้อดีของรุ่นนี้อย่างที่บอกไว้ คือตัวรถซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ เตรียมเงินเก็บไว้ดูแลรถปีละ 10,000 – 20,000 บาทก็พอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 200,000 – 900,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถตู้มือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรืออยากหารถตู้โตโยต้ามือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถตู้ เปลี่ยนรถตู้คันใหม่ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถตู้คันเดิมอยู่ CARRO เรารับซื้อรถตู้ของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถตู้ก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถตู้ของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Honda-Odyssey-G1

หากเราย้อนกลับไปในช่วงประมาณปลายยุค 80 ในเวลานั้นตลาดรถยนต์ทั่วโลกเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง (ซึ่งก็ไม่ต่างกับในยุคปัจจุบัน ที่ค่ายรถทั่วโลกตื่นตัวกับรถยนต์ไฟฟ้านั่นล่ะครับ) นั่นคือ รถยนต์ในรูปแบบ Minivan หรือรถ MPV (Multi-Purpose Vehicle) เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีครอบครัวใหญ่ หรือแม่บ้าน ที่มีลูกหลายคน

ด้านค่ายรถญี่ปุ่นหลายแบรนด์ ซึ่งจากเดิมเน้นการนำรถแวกอน หรือรถตู้ในค่าย มาตกแต่งให้เป็นรถแนว RV (หรือ Recreational Vehicle) สำหรับใช้ในการท่องเที่ยว ผจญภัย มากไปกว่ารถที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือใช้งานในเมืองแบบรถ MPV ซึ่งแทบทุกค่ายก็เตรียมพัฒนารถยนต์รูปแบบ Minivan กันอย่างยกใหญ่

ไม่เว้นแม้แต่ Honda ยังต้องประกาศเปิดตัว Honda Odyssey (ฮอนด้า โอดีสซีย์) ซึ่งเป็น Minivan รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ ช่วงต้นยุค 90 ขึ้นมาขายกับเขาด้วย

MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Honda Odyssey (RA) มือสองรุ่นแรก ที่คนไทยหลายคนชื่นชอบให้ฟัง ว่าในเวลานี้ ยังน่าใช้อยู่หรือไม่ …

Honda-Odyssey-Concept-RA

Honda ได้เริ่มต้นวางแผนในการพัฒนา Honda Odyssey รุ่นแรกนี้ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม 1990 เกิดขึ้นจาก Koichi Amemiya ประธานของ American Honda Motor เวลานั้น อยากให้ทางทีมงานของ Honda R&D Center ที่โรงงาน Sayama ประเทศญี่ปุ่น พัฒนารถยนต์ Minivan ขึ้นมาสักหนึ่งรุ่น สำหรับตลาดอเมริกาเหนือเป็นพิเศษ ซึ่งต้องใช้พื้นฐานและเครื่องยนต์ V6 ของ Honda Legend ได้

Kunimichi Odagaki วิศวกรของ Honda R&D Center จึงถูกเรียกตัวไปเพื่อโครงการนี้ ก่อนจะถูกแต่งตั้งให้เป็น Chief Engineer (CE) พัฒนารถรุ่นใหม่ ก่อนจะเดินทางไปยัง USA ในเดือนกันยายน 1990 พร้อมกับสมาชิกในทีม 5-6 คน ไปดูศึกษาข้อมูลและตลาดของรถ Minivan ในตลาดสหรัฐฯ

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า รถ Minivan ในตลาดสหรัฐ มีราคาจำหน่ายอยู่ประมาณ 20,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ถ้า Honda ผลิตรถแนวนี้ขาย ราคาอาจพุ่งไปที่ 30,000 เหรียญสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนของการต้องตั้งโรงงานใหม่ เพื่อติดตั้งเครื่องยนต์ V6 จากในรุ่น Legend ซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ถ้าหากเลือกเครื่องยนต์ 4 สูบ จาก Accord เป็นทางเลือกก็พอจะได้

แต่จู่ๆ ทางทีมผู้บริหาร Honda ก็ตัดสินใจยกเลิกโครงการนี้ทิ้งไปซะงั้น! ทำให้ทางทีมวิศวกรรู้สึกว่า Honda กำลังทิ้งบ่อน้ำบ่อทองเสียแล้ว เลยใช้ “อารยะขัดขืน” แอบพัฒนารถรุ่นนี้เป็นโปรเจค “ใต้ดิน” แบบไม่ต้องอยู่ใน Honda R&D Center ซะเลย!

แต่กว่าจะสรุปรูปแบบการพัฒนาตัวรถ พัฒนาภายในห้องโดยสาร ขายไอเดียให้ผู้บริหาร Honda รวมถึงสร้างแบบจำลองภายในห้องโดยสารจาก Styrofoam Mocl-Up ที่ทำจากโฟมยักษ์ เพื่อนำเสนอในบริษัทอีก …

จากการผลักดันจนสุดตัวของ Kunimichi Odagaki ในที่สุด จึงได้รับอนุมัติโครงการพัฒนาอย่างเต็มตัว ในเดือนเมษายน 1991 ด้วยชื่อโปรเจค “PJ” ที่เปรียบเหมือน Odyssey รุ่นนี้ ราวกับเป็นเครื่องบินส่วนตัวติดล้อ (หรือ Personal Jet) โดยรถที่พัฒนาขึ้น ต้องมีลักษณะการใช้งานที่อเนกประสงค์แบบรถแวน และมีขุมพลัง ความปลอดภัย และขับง่ายแบบรถเก๋ง ด้วยต้นทุนที่ถูกสุดเท่าที่ทำได้ Honda Odyssey รุ่นนี้ จึงสามารถใช้อะไหล่ร่วมกันได้หลายอย่างกับ Honda Accord

Honda-Odyssey

ตัวรถออกแบบโดย Motoaki Minowa ภายใต้แนวคิด “Creative Mover”

ชื่อรุ่นมีความหมายว่า “การเดินทางผจญภัยอันยาวนาน” มาจากบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณ หนึ่งในสองเรื่องของ Homer (โฮเมอร์) คาดว่าประพันธ์ขึ้นในราว 800 ปีก่อนคริสตกาล ในชื่อ “Odusseia” ว่าด้วยการเดินทางกลับบ้านที่อิธาคา ของวีรบุรุษกรีกชื่อ Odysseeus (โอดิซูส) (หรือ Ulysses (ยูลิซีส) ตามตำนานโรมัน) หลังจากการล่มสลายของทรอย

Honda Odyssey Video Catalogue

Honda Odyssey รหัส RA1-RA4 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นเมื่อ 20 ตุลาคม 1994 ด้วยโฆษณาในธีมครอบครัวสุดประหลาดแต่ดูฮา จากการ์ตูนชื่อดังอย่าง “The Addams Family” พร้อมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังอเมริกาเหนือด้วย

Honda-Odyssey-RA-1994-JDM

รูปลักษณ์ภายนอก ยังไม่ทิ้งความเป็นรถเก๋งนัก ดีไซน์ในแบบเรียบง่าย เน้นความลู่ลม ด้านข้างประตูบานใหญ่ทั้งหน้าและหลัง ขึ้นลงสะดวก ฝากระโปรงบ้านท้ายมีขนาดใหญ่ พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ด้านบน

มิติตัวรถยาว 4,750 มม. กว้าง 1,790 มม. สูง 1,640 มม. ระยะฐานล้อ 2,830 มม.

Honda-Odyssey-RA-1994-JDM

ส่วนภายในห้องโดยสาร มีให้เลือกทั้งในรุ่นแบบ 6 ที่นั่งและ 7 ที่นั่ง ชูความโดดเด่นด้วยพื้นห้องโดยสารต่ำ (Low-Floor) ทำให้ห้องโดยสารดูโปร่งและสูงขึ้น ในลักษณะพื้นเล่นระดับ ด้วยมิติความยาว 2,810 มม. กว้าง 1,505 มม. และสูง 1,200 มม. สามารถเดินไปมาภายในได้สะดวก

เบาะนั่งแบบผ้าเล่นโทนสีเทา ปรับได้หลายรูปแบบ เบาะแถวกลางพับและหมุนได้ รวมไปถึงจุดเด่นอย่างเบาะนั่งในแถวที่สาม ที่สามารถพับเก็บเป็นแนวราบกับพื้นได้ หรือสามารถพลิกมายังด้านท้ายรถ เพื่อใช้นั่งชมวิวได้!

เย็นฉ่ำกับระบบแอร์แยกทั้งหน้าและหลัง อุ่นใจกับระบบความปลอดภัย กับเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า และที่เก็บของมากมายจุใจ

Honda-Odyssey-RA-1994-JDM

ระบบช่วงล่างหน้า-หลัง เป็นแบบ ดับเบิลวิชโบน อิสระทั้ง 4 ล้อ พร้อมเหล็กกันโคลง ที่พัฒนาใหม่ ควบคู่กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อม ABS และจัดวางถังน้ำมันดีไซน์ใหม่ ขนาด 65 ลิตร ไว้ที่บริเวณใต้เบาะนั่งแถวที่สอง

Honda Odyssey เวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือก ได้แก่ ….

2.2 ลิตร รหัส F22B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 145 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.0 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 10.2 กม./ลิตร (วัดตามโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบคอพวงมาลัย 4 สปีด PROSMATEC (Type II) บนระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD แบบ Real-time 4WD

แรกเริ่มมีให้เลือกด้วยกันเพียง 3 รุ่นย่อย ได้แก่ B (มีเฉพาะ 7 ที่นั่งเท่านั้น) กับ S และ L (มีทั้งแบบ 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ให้เลือก)

ในปี 1994 ก็ได้รางวัล Japan Car of The Year และรางวัล Automotive Researchers’ and Journalists’ Conference Car of the Year award (หรือ RJC Car of The Year) ไปครองถึง 2 รางวัลรวด

Isuzu-Oasis

Isuzu Oasis ที่ขายในสหรัฐอเมริกา

อีกทั้งยังมีส่งออกไปจำหน่ายในทั่วโลก ทั้งในอเมริกา (พร้อมผลิตรถแบบ OEM ส่งให้ Isuzu นำเข้าไปขายในชื่อ Isuzu Oasis ด้วย) ออสเตรเลีย รวมไปถึงในยุโรปด้วย (ในชื่อ Honda Shuttle)

Honda-Odyssey-Field-Deck-RA-1996-JDM

ในเดือนมกราคม 1996 เพิ่มรุ่นหรูอย่าง Exclusive และเพิ่ม Sunshine Roof หลังคากระจกในเบาะนั่งแถวที่สองและสาม ก่อนจะปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์เล็กๆ ในวันที่ 2 กันยายน 1996 ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์มาตรฐานบางอย่าง พร้อมเพิ่มรุ่น Field Deck ที่มี Fiberglass Reinforced Plastics หรือ (FRP) หรือ แผ่นหลังคาโปร่งแสงแบบพับเก็บได้ ทำเป็นที่นอนบนหลังคาได้ 2 คน เป็นต้น

ในเดือนสิงหาคม 1997 ไมเนอร์เชนจ์อีกรอบ ปรับขนาดเครื่องยนต์ใหม่เป็นขนาด 2.3 ลิตร รหัส F23A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 150 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.8 กก.-ม. ที่ 4,700 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 11.2 กม./ลิตร (วัดตามโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น)

Honda-Odyssey-Prestige-RA-1997-JDM

และเริ่มขยับสู่ความหรูมากขึ้น ในเดือนตุลาคม 1997 กับ Odyssey Prestige (รหัสรุ่น RA5) ในรูปแบบ 5 ที่นั่ง ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร ในรหัส J30A แบบ V6 สูบ SOHC 24 วาล์ว จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 200 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม. ที่ 4,700 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 8.8 กม./ลิตร (วัดตามโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น)

ส่วนตลาดอเมริกา ทาง Honda เห็นว่า Odyssey ที่ขายในญี่ปุ่นนั้นแลดูมีขนาดเล็กไปเมื่อเทียบกับไซส์ฝรั่งนั่งแล้ว จึงแยก Odyssey เจเนอเรชั่นต่อไป ออกไปเป็นพิเศษให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นปกติ สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ หรือตลาดตะวันออกกลาง เป็นต้น

โดย Honda Odyssey เวอร์ชั่นต่อจากนี้ จึงผลิตขึ้นที่โรงงาน Honda Of Canada เมือง Ontario ประเทศแคนาดา ทำตลาดในชื่อ Honda Odyssey ในเดือนสิงหาคม 1998 ซึ่งก็ได้ยอดขายพุ่งพรวดสมใจอยาก! และยังมีส่งกลับมาขายในญี่ปุ่น ในชื่อ Honda Lagreat เปิดตัวเมื่อ 3 มิถุนายน 1999

และนี่ก็คือประวัติของเวอร์ชั่นญี่ปุ่น โดยสังเขปประมาณนี้ …

Honda-Odyssey-RA-1995-TH

ในส่วนของเวอร์ชั่นไทย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 26 เมษายน 2538 มีให้เลือกเพียงรุ่น 6 ที่นั่ง แบบเดียวเท่านั้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร 140 แรงม้า มีสีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง Bordeaux Red Pearl และ สีน้ำเงิน Nocturne Blue Pearl ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร

ในเวลานั้น บรรดาผู้จำหน่ายอิสระ ต่างก็มีนำเข้ารุ่น Spec ญี่ปุ่นมาขายด้วยเช่นกัน

Honda-Odyssey-RA-1997-TH

พอในเดือนมีนาคม 2540 Honda ได้นำเข้า Odyssey อีกล็อต เปลี่ยนล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ลายใหม่แบบในรุ่น Prestige พร้อมเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ เพิ่มสีเงิน Sapphire Silver ใหม่ และสีน้ำเงิน Mystric Blue Pearl ใหม่ เพิ่มระบบ Cruise Control และระบบ Immobilizer เป็นต้น ก่อนจะหายไปจากท้องตลาดราวปี 2541

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถ Minivan ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ที่มีราคาหลักล้านบาทเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว พร้อมด้วยออพชั่นและความอเนกประสงค์ที่ดูน่าใช้มากๆ นั่งสบายทุกที่นั่ง มีแอร์แยกหน้าหลัง เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวใหญ่ หรือมีลูก 2-3 คน

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้แม้ว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตรและ 2.3 ลิตร ให้สมรรถนะพอตัว ทนทาน อะไหล่ส่วนใหญ่ (ยกเว้นตัวถัง) ใช้ร่วมกับ Civic, Accord หรือ CR-V ได้ อาจจะไม่สะใจขาซิ่งสักเท่าไหร่ แต่การปรับเซ็ตเกียร์มาให้เพิ่งแรงบิด ออกตัวได้เร็วขึ้น ก็น่าจะทดแทนกันได้ ผนวกกับช่วงล่างที่ค่อนข้างเกาะถนน เข้าโค้งขับสนุก และเบาะนั่งที่ปรับได้อเนกประสงค์ น่าจะถูกใจคุณหนูๆ ไม่น้อย

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ถ้าจะซื้อต้องหารถคันนี้สภาพไม่ช้ำมาก เครื่องยนต์ยังกำลังดี เกียร์ยังใช้งานได้ปกติ แต่ถ้ารถสภาพไม่ดีแล้ว ก็สามารถหาเครื่องในตระกูล Honda วางใหม่ได้ แถมด้านท้ายรถ ยังพอติดแก๊ส LPG ได้ สำหรับคนใช้รถเยอะ ตัวรถยังซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ เตรียมเงินเก็บไว้ดูแลรถปีละ 10,000 – 20,000 บาทก็พอเพียง (แต่อะไหล่ตัวถัง หายากหน่อยนะ)

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 120,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Honda-Civic-4-Door-EG

ถ้าจะย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 90 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังบูมสุดๆ ยุคฟองสบู่กำลังเบิกบาน ทุนต่างชาติกำลังเข้ามาลงทุนในไทยอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบให้คนไทยที่อยู่ในวัยทำงาน มีเงินใช้มือเติบกันเป็นแถว กล้าตัดสินใจซื้อรถใหม่ โดยไม่หวั่นแม้ดอกเบี้ยรถยนต์จะสูงมากก็ตาม

และอีกหนึ่งในรถยนต์ที่ยอดฮิต ของคนที่เล่นรถ Honda อีกรุ่น ผมก็คงจะต้องยกนิ้ว (โป้ง) ให้ Honda Civic 4 ประตู (EG) (ฮอนด้า ซีวิค) ซึ่งเป็น Civic รุ่นที่ได้เผยโฉมเครื่องยนต์ VTEC เป็นครั้งแรกในไทย (ซึ่งจริงๆ แม้ว่าเครื่องยนต์ VTEC จะมีอยู่ใน Civic โฉมก่อนแล้วก็ตาม เพียงแต่ว่าบ้านเรายังไม่มีมา)

ในปัจจุบัน แม้ว่ารถรุ่นนี้จะผ่านร้อนหนาวมาแล้ว 20 กว่าปี แต่ในตลาดรถมือสอง รุ่นนี้ก็ยังมีการซื้อ-ขาย อย่างต่อเนื่อง รวมถึงนิยมเอามาแต่งซึ่งของวัยรุ่น หรือจิ๊กโก๋ในไทย

MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Honda Civic 4 ประตู (EG) มือสองรุ่นนี้ ว่าในเวลานี้ ยังน่าเล่นอยู่หรือไม่ …

โฆษณา Honda Civic (EG) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่จ้าง Jodie Foster มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมใช้เพลงดัง “She Drives Me Crazy” ในปี 1988 จากวง Fine Young Cannibals มาเป็นเพลงประกอบโฆษณา

Honda Civic (EG) รุ่นนี้ ทีมวิศวกรของ Honda R&D เริ่มต้นวิจัยและพัฒนาขึ้นในปี 1988 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ Civic (EF) ของ Honda ที่ประสบความสำเร็จด้านการขายอยู่ โดยทาง Honda มุ่งหมายให้รถรุ่นนี้ ต้องออกมาเป็น “มาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่ง” (“New Benchmark Car”) ที่ชนะใจคนทั่วโลกให้ได้! คือพูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นอันดับ 1 ในบรรดารถยนต์นั่งขนาด Compact ด้วยกัน

Honda-Civic-Ferio-EG-Design

Honda-Civic-Ferio-EG-Design

ขั้นตอนการออกแบบ Honda Civic (EG) 4 ประตู

ทีมวิศวกรของ Honda เริ่มคิดว่าคนหนุ่มสาวในยุค 2000 จะใช้ชีวิตกันแบบไหน? ที่ต้องออกแบบรถมาให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายนี้ที่สุด จึงถูกส่งไปศึกษาความต้องการของลูกค้า หรือพฤติกรรมในการใช้รถ หรือใช้ชีวิตของเหล่าวัยรุ่น หรือเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ตามประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เยอรมนี ที่สหรัฐอเมริกา (ใน West Coast และ Florida) หรือที่บราซิล

Honda-Civic-Ferio-EG-Dimension

มิติตัวรถ ที่กว้างใหญ่ขึ้นกว่า Civic รุ่นเดิมในแทบทุกมิติ

เพื่อพัฒนา Honda Civic (EG) รุ่นนี้ ออกมาให้ถูกใจผู้บริโภคมากที่สุด และต้องมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เตะตา กว้างขวาง และต้องรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย

Honda-Civic-JDM

Honda Civic SIR-II รุ่นพลังแรง

Honda เปิดตัว Honda Civic EG ในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1991 ซึ่ง Honda Civic รุ่นนี้ จะเป็น Civic รุ่นสุดท้าย ที่ Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนด้า) ผู้ก่อตั้งบริษัท Honda Motor ได้เห็นในขั้นตอนการพัฒนา แต่น่าเสียดายที่ท่านได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1991 ก่อนที่ Honda Civic รุ่นนี้จะเปิดตัวเพียง 1 เดือน

พอรถรุ่นนี้เปิดตัวมาไม่นานนัก ก็คว้ารางวัล “Car of the Year Japan 1991-1992” ไปในทันที!

Honda-Civic-Ferio-EG

Honda Civic Ferio

Honda-Civic-Coupe-EG

Honda Civic Coupe นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ไปขายในญี่ปุ่น

โดยโฉมนี้ ทาง Honda ที่ญี่ปุ่น ก็ยังได้ตั้งชื่อเล่นประจำรถรุ่นนี้ด้วย ในชื่อ “Sport Civic” ซึ่งมาพร้อม 3 แบบให้เลือก นั่นคือ แบบ 3 ประตู Hatchback, 2 ประตู Coupe และแบบ 4 ประตู Sedan ที่มีพ่วงชื่อต่อท้ายด้วย “Ferio” (เฟริโอ้) เป็นครั้งแรก ก่อนจะเลิกใช้ไปในปี 2005 ในโฉม ES

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Civic (EG) 3 ประตู เปิดโลกฮอนด้า สร้างยอดขายถล่มทลาย!

Honda-Civic-Ferio-EG-1991

รูปทรงภายนอก มาแบบรูปทรงลิ่ม ไร้กระจังหน้า เน้นความเรียบ หรู หลังคาเตี้ยกว่ารุ่นเดิม

Honda-Civic-Ferio-EG-1991

ห้องโดยสารภายใน มาในรูปแบบ “Space Design Concept” ด้วยแนวคิดของคนหนุ่มสาวในโลกกว้าง ต้องชมก่อนเลยว่าแผงคอนโซลออกแบบมาได้ดีกว่ารถในระดับเดียวกัน มีส่วนโค้งนูน ดูทันสมัย และหรูหรา ปุ่มต่างๆ จัดวางในระดับที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ไปคลำหากันด้านล่างเลย อีกทั้งยังมีกระจกบานหน้าที่ใหญ่มาก รับกับรูปทรงรถที่เตี้ยๆ แบนๆ หน่อย ให้ทัศนวิสัยค่อนข้างดีทีเดียว

Honda-Civic-Ferio-EG-JTCC

ยุค 90 รถแข่งกำลังบูม ในรายการ JTCC ของญี่ปุ่น ก็มี Honda Civic Ferio เข้าแข่งขันกันหลายคัน

Honda Civic 4 ประตู เวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ขนาด ….

  • 1.3 ลิตร รหัส D13B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ 85 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ 100 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.8 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC-E เน้นความประหยัด จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 94 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที
  • และรุ่นพลังแรงอย่าง รหัส B16A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 170 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กก.-ม. ที่ 7,300 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แรงม้าร่วงลงมาเหลือ 155 แรงม้า ที่ 7,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.6 กก.-ม.ที่ 6,500 รอบ/นาที
  • สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4WD ใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับที่ใส่ใน Honda หลายรุ่น รหัส ZC แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ 105 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.8 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • ส่วนรุ่น 4WD INTRAC ซึ่งย่อมาจาก “INnovative TRAction Control system” เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เชื่อมระบบเบรก ABS เอาไว้ด้วย รหัส ZC แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที

Honda-Civic-JDM

มิติตัวรถของ Civic (EG) 4 ประตู ยาว 4,395 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,375-1,395 มม. และระยะฐานล้อ 2,620 มม. ซึ่งขนาดความยาวของฐานล้อรุ่นนี้ ยังคงใช้เป็นพื้นฐานต่อเนื่องมาจนถึงในรุ่น Civic (EK) หรือรุ่น “ตาโต” และใน Civic (ES) หรือรุ่น “Dimension” กันเลยทีเดียว

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

บรรยากาศงานเปิดตัว Honda Civic เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2535 (ภาพจาก Grand Prix)

ย้อนกลับมาดูในเวอร์ชั่นไทยบ้างดีกว่า สำหรับ Honda Civic (EG) 4 ประตูโฉมนี้ ในไทยเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2535 มาใน Slogan “ศิลปะแห่งยนตรกรรมระดับโลก” หรือ “A New World Standard” แม้ว่าออพชั่นต่างๆ ที่แบบไต๋ออกมา จะดูต่างกันลิบโลกกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเลยก็ตาม …

ในปี 1992 มีให้เลือกกันแค่ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นเกียร์ธรรมดา LX ราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท และในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ EX ราคาอยู่ที่ 539,000 บาท

ด้านเต็นท์รถมือสอง ต่างเรียกรุ่นนี้ว่า “ซีวิคเตารีด” (ซึ่งเจ้า Civic “เตารีด” นี่ เรียกกันว่าตั้งแต่ช่วงโฉม EF แล้ว!)

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

สำหรับรุ่นย่อย LX และ EX มาพร้อมออพชั่นที่มีแค่เท่าที่จำเป็น (ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดไปหน่อยของ Honda เมื่อเทียบกับรถคู่แข่ง) เริ่มต้นด้วยล้อแบบกะทะเหล็ก 13 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ ภายในเบาะหนังไวนิล, พวงมาลัยเพาเวอร์ (เฉพาะรุ่น EX), กระจกมือหมุน, กระจกมองข้างปรับภายในรถ, เข็มขัดนิรภัยหน้า-หลัง (แม้ว่าด้านหลังจะเป็นแบบ 2 จุด 2 ตำแหน่งก็เถอะ แต่รถหลายๆ ค่าย ยังไม่มีเข็มขัดนิรภัยหลังให้ด้วยซ้ำไปนะ)

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

รุ่นนี้ใช้ช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนอิสระทั้ง 4 ล้อ พร้อมเหล็กกันโคลงหน้า-หลัง และระบบยางรองรับแท่นเครื่องยนต์ 5 ตำแหน่ง อีกทั้งยังติดตั้งระบบกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ (Catalytic Converter)

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1992

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 990 กิโลกรัม และ 1,030 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

สีรถที่มีให้เลือก รุ่นปี 1992 มีเฉพาะสีขาว Frost White, สีเงิน Frosty Silver Metallic, สีแดง Phoenix Red, สีน้ำตาล Silk Brown และน้ำเงิน Blue Mica

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1993

มาจนถึงเดือนมิถุนายน 2536 มีการเพิ่มรุ่น LXi และ EXi เพิ่มขนาดเครื่องยนต์เป็น 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม.ที่ 5,500 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 1,057 กิโลกรัม และ 1,075 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา ราคา 560,000 บาท ส่วนรุ่นเกียร์เกียร์อัตโนมัติ ราคา 590,000 บาท

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1993

พร้อมปรับและเพิ่มออพชั่นในทุกรุ่นย่อย อาทิ คิ้วขอบกระจกโครเมียม (เฉพาะรุ่น 1.6), ฝาครอบล้อลายใหม่, พวงมาลัยเพาเวอร์ปรับระดับสูง-ต่ำได้ (เฉพาะรุ่น 1.6), พวงมาลัยเพาเวอร์ (รุ่น 1.5 EX), กระจกไฟฟ้า 4 บาน, เซ็นทรัลล็อก, เข็มขัดนิรภัยหลังแบบ 3 จุด และคานเหล็กนิรภัยข้างประตู!

และปรับเพิ่ม กับเปลี่ยนสีรถใหม่ด้วย อาทิ สีแดง Milano Red, สีเทา Pewter Gray, สีเขียว Lausanne Green Pearl และ สีน้ำเงิน Harvard Blue Pearl เป็นต้น

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2537 Honda ตัดสินใจปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ อีกครั้ง เช่น เพิ่มล้อแม็กขนาด 14 นิ้ว ในรุ่น LXi และ EXi, และปรับสีเงินเป็น Sky Silver, สีน้ำเงินเป็น Cobalt Blue Pearl เป็นต้น

Honda-Civic-EG-4-Door-VTi-1994

Honda Civic VTi ตัวนำเข้าแท้ๆ จากญี่ปุ่น ต้องแบบนี้!

เดือนมิถุนายน 2537 Honda เริ่มปรับภาพลักษณ์ ให้รู้ว่าเทคโนโลยีของรถ Honda ไม่ใช่เล่นๆ อีกต่อไป โหมโฆษณาเครื่องยนต์ VTEC กันยกใหญ่ รวมถึง สร้างรูประบายสีเหมือนคนวิ่ง พร้อมเขียนว่า “I AM VTEC” ผ่านทางสื่อต่างๆ และเริ่มส่งรถที่ใช้เครื่องยนต์ VTEC ของ Honda มาขายในไทยหลายรุ่น อาทิ Accord, Integra, Prelude หรือ NSX เป็นต้น

แผนกรถนำเข้า (CBU) เลยเปิดตัว Honda Civic VTi รุ่นนำเข้าจากญี่ปุ่นตามมาด้วย ซึ่งถือว่ามีราคาแพงพอสมควรเลย 745,000 บาท มีออพชั่นเด็ดๆ อย่าง หลังคาซันรูฟไฟฟ้า, ดิสก์เบรก 4 ล้อ, เบาะหลังพับได้, ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าปรับระดับได้ เป็นต้น

มีให้เลือกเพียง 2 สีเท่านั้น คือ สีแดง Torino Red และ สีเงิน Vogue Silver

จุดเด่นอย่างเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 130 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 1,088 กิโลกรัม และ 1,119 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ มาแนะนำความเป็น VTEC กับ Civic ครั้งแรกในไทย แม้ว่าจะมียอดขายได้แค่เพียงไม่กี่สิบคันก็ตาม …

Honda-Civic-EG-4-Door-TH-1995

ต่อมา … 7 กุมภาพันธ์ 2538 ฮอนด้าต้องเปิดหน้าตัก สู้กับคู่แข่งเต็มตัว จึงนำรุ่นเครื่องยนต์ VTEC กับรุ่นย่อย VTi-L และ VTi-E มาประกอบขายในไทย ทำราคาถูกลง ขายควบคู่ไปกับรุ่นนำเข้าจากญี่ปุ่น ในช่วงปลายอายุตลาด พร้อมเพิ่มออพชั่นในรุ่นล่างลงมาด้วย เช่น รุ่น 1.5 LX เพิ่มพวงมาลัยเพาเวอร์ และเบาะนั่งแบบกึ่งสักหลาด และล้อแม็กในรุ่น LXi กับ EXi แบบเดียวกับในรุ่น VTEC …

จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2538 Honda Civic (EK) หรือรุ่น “ตาโต” โฉมใหม่ ก็เข้ามาแทนที่โฉมนี้นั่นแล …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถที่มีให้เลือกได้หลากหลายจริงๆ เพราะมีจำนวนการผลิตที่มาก จะหารถเดิมๆ มาเล่นก็ได้ แต่หายากหน่อย หรือรถแบบแต่งซิ่ง ลงสนามแข่ง หรือแต่งแบบ JDM ทั้งคัน ก็ได้ แต่ราคาขายก็ย่อมต่างกันด้วยเช่นกัน โดยรถที่แต่งซิ่งกับเปลี่ยนเครื่องมาใหม่ ราคามือสองย่อมแพงกว่า สภาพแต่งสวยมากๆ ยังพุ่งไปหลักแสนได้ก็มี เป็นรถที่ยังเอาไว้ใช้ขับเล่นสนุกๆ ได้ทุกวัน (แต่สภาพต้องดีจริง ไม่งั้นอาจจะได้ซ่อมกันทุกเดือน)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าคุณได้ Civic 4 ประตู (EG) เครื่องเดิมๆ มา ซึ่งทนทานก็จริง แต่อาจไม่ทันใจนักในเรื่องของขุมพลังเรี่ยวแรงตกไปตามอายุ และความประหยัด กับแอร์ไม่ค่อยเย็นนัก และชอบมีสนิมขึ้นบริเวณเบ้าไฟหน้า-ไฟท้าย (ยอดฮิต เป็นทุกคัน) ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า กับมุมเสาเอ และตรงซุ้มล้อหลัง กับเบ้ายางอะไหล่ ซึ่งถ้ารถคันไหนยังไม่เคยทำสี สีเดิมๆ เลย หรือทำสีมาแล้วทำมาไม่ดี มีสนิมปูดขึ้นมาทักทายแน่นอน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้แม้ว่าข้อดีจะมาก แต่ข้อด้อยก็มีเช่นกัน ถ้าเจอรถที่ช้ำมามาก ก็ต้องซ่อมกันค่อนข้างเยอะ และไม่จบถ้าไม่พร้อมจะจ่ายก้อนใหญ่ ด้านอะไหล่ยังมีเยอะ มีของใหม่ให้เบิกอยู่ด้วย แม้ว่าอะไหล่ช่วงล่างจะแพงหน่อยก็ตาม (เพราะใช้บูชยางเยอะด้วย) ถ้าขับเครื่องเดิมไม่ทันใจ ก็วางเครื่องใหม่ หัวฉีด หรือหัวฉีด VTEC ก็ได้

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 30,000 – 70,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corona-TT140-TT141

สวัสดีปีใหม่ 2564 กับบทความแนะนำรถมือสองจาก CARRO บทความแรกของปี 2564 นี้ ในช่วงที่ “โคโรนาไวรัส” หรือ “โควิด-19” ที่กลับมาระลอกใหม่อีกครั้งในบ้านเรา ซึ่งหลายคนอาจต้องทำงานกันแบบ Work From Home อยู่บนฐานวิถีชีวิตใหม่ New Normal กันเป็นแถว

ในช่วงที่วิกฤตโควิด กำลังสร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทั่วโลกในขณะนี้ การหาซื้อรถมือสองรุ่นที่ตัวเองชอบสักคันมาใช้งานในตอนนี้ มันก็น่าจะดีตรงที่เราอาจซื้อได้เลยไม่ต้องผ่อน หรือผ่อนน้อยๆ ไม่กระทบกับการเงินในเวลานี้ แถมได้ความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

ยิ่งช่วงนี้คนพูดถึง โควิด-19 (COVID-19) เยอะ ก็ทำให้ผมนึกถึงรถยนต์ชื่อดังในอดีตรุ่นหนึ่งของ Toyota ที่ผลิตขายในชื่อ “Corona” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับชื่อไวรัสนี้ …

MR.CARRO เลยขอแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (TT140/TT141) ที่เคยขายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2525 – 2528 กันครับ

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 7) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มกราคม 1982 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่เหลี่ยมคม สไตล์รถทรงกล่อง Boxy Car ยอดฮิตในต้นยุค 80 ที่ Toyota ตั้งใจออกแบบให้ Corona รุ่นนี้ ออกมาชนกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Nissan Bluebird (910) (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่ขายในเวลานั้น

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ มุมหน้ารถที่มีลักษณะเหมือนแหลมยื่นออกมาจากฝากระโปรงหน้า และกันชนหน้า จนได้ฉายาจากคนขายรถมือสองในบ้านเราว่า “โคโรน่า หน้าแหลม” แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 3 แบบ นั่นคือ

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

แบบ 4 ประตู Sedan, แบบ 2 ประตู Hardtop และแบบ Van ขนของ นับเป็น Corona รุ่นสุดท้ายที่ขับเคลื่อนล้อหลัง และมีอายุการขายในตลาดที่สั้น เมื่อเทียบกับโฉมอื่นๆ แต่ในส่วนของเวอร์ชั่น Taxi กลับได้ชื่อว่าเป็น Toyota Corona รุ่นเชิงพาณิชย์ที่ผลิตขายยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1982 – 1998

Toyota-Corona-Van-JDM

รวมไปถึงการเริ่มลดบทบาทการทำตลาดลง โดยไม่มีการส่ง Corona โฉมนี้ ไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกาแล้ว

ส่วนในรุ่น Liftback 5 ประตู ที่เคยมีในโฉมก่อนหน้า สำหรับโฉมหน้าแหลมได้ถูกเว้นวรรคไป ก่อนที่ Toyota จะเปิดตัว Corona Liftback รุ่นเจเนอเรชั่นที่ 8 ขับเคลื่อนล้อหน้า ในเดือนมกราคม 1983 แล้วก็ขายควบคู่ไปกับโฉมหน้าแหลมด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

อีกทั้งยังดึงตัวเอาพรีเซ็นเตอร์จากพระเอกหนังพยัคฆ์ร้าย 007 ชื่อดังชาวอังกฤษ “Roger Moore” (โรเจอร์ มัวร์) มาโฆษณารถรุ่นนี้ด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

สำหรับ Toyota Corona โฉมนี้ ได้พัฒนาขึ้นร่วมกันบนพื้นฐานเดียวกับ Toyota Carina (โตโยต้า คาริน่า) และ Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) (เจเนอเรชั่นที่ 3) ทำให้อะไหล่หลายๆ อย่าง สามารถใช้งานร่วมกันได้

และโฉมนี้ยังมีการปรับปรุงที่มากพอสมควร เช่น ระบบพวงมาลัย เปลี่ยนมาใช้แบบ Rack & Pinion เป็นครั้งแรก และโซนาร์ถอยหลัง (Back Sonar) ติดตั้งบริเวณกันชนท้าย ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

มิติตัวรถ (รุ่น Sedan 2000GT) ยาว 4,570 มม. กว้าง 1,660 มม. สูง 1,395 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม.

เครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลายจริงๆ ถึง 5 แบบ! เริ่มต้นตั้งแต่แบบ LASRE Engine (LASRE ย่อมาจาก Light-Weight Advanced Super Response Engine) ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U (II) 83 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1S-U 100 แรงม้า และแบบดีเซล ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C 65 แรงม้า ส่วนในรุ่น Van ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12T-J

ส่วน Sporty Engine เริ่มต้นกับขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-EU 105 แรงม้า และรุ่น Top สุด ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 18R-GEU 135 แรงม้า

Toyota-Corona-JDM-1982

ในเดือนกันยายน 1982 มีการปรับปรุงรุ่นย่อยใหม่ ตัดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรออกไป เพิ่มรุ่น 1800GT-T และ 1800GT-TR แล้วบรรจุเครื่องยนต์ (ที่ปรับปรุงใหม่) กับ DOHC Turbo รุ่นแรกของ Toyota ที่ Yamaha มีส่วนในการพัฒนาด้วย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-GTEU แบบ 4 สูบ DOHC 8 วาล์ว Twin Cam Turbo พร้อมจุดเด่นอย่างทวินปลั๊ก (2 หัวเทียนต่อ 1 สูบ) 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.-ม.

Toyota-Corona-JDM-1983

ต่อมาในเดือนตุลาคม 1983 ก็ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ปรับปรุงหน้าตาและไฟท้ายใหม่ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ในส่วนของหน้าแหลม ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่อีกแล้ว ในรุ่น 1600GT หันมาคบกับขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU ตัวเดียวกับใน Corolla Levin และ Sprinter Trueno AE86 130 แรงม้า

เอาล่ะ ว่าจะเล่าสั้นๆ ก็เล่นซะยาวเลย มาเข้าถึงรายละเอียดของเวอร์ชั่นไทยดีกว่า สำหรับคนที่กำลังมองหารุ่นนี้มาใช้กัน

Toyota-Corona-TH-1982-Press

บรรยากาศงานแถลงข่าว Toyota Corona ’82

สำหรับเวอร์ชั่นไทย Toyota Corona หน้าแหลม รุ่นนี้เปิดตัวกันเมื่อ 23 กรกฎาคม 2525 ที่โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งในงานแถลงข่าวเปิดตัวนี้ ก็ได้ทำการแจกโปสเตอร์ ให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้มางานนี้ด้วย (ซึ่งรูป Poster ก็คือรูป Cover อันแรกของบทความนี้ไงครับ) แถมคุยโม้อีกว่า นี่คือ “เทคโนโลยีใหม่แห่งวิศวกรรมยานยนต์”

ตัวรถ … รายละเอียดถือว่าต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐาน บ้านเราตัดออกไปเยอะ! … มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.6 DX 4 เกียร์, 1.6 DX 5 เกียร์, 1.8 GL 5 เกียร์ และรุ่น Top สุด อย่าง 1.8 GL Automatic 3 สปีด ในราคา 275,000 – 349,000 บาท

Toyota-Corona-TH-1982

ภายนอกของรุ่น 1.6 DX

ตัวรถภายนอก สังเกตได้ไม่ยากเลยว่ารุ่นไหน 1.6 รุ่นไหน 1.8 … ในรุ่น 1.6 ไฟหน้าจะมีขนาดเล็ก กันชนหน้า-หลังขนาดเล็ก ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดเล็ก และไม่มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

Toyota-Corona-TH-1982-AD

ภายนอกของรุ่น 1.8 GL

ส่วนรุ่น 1.8 ไฟหน้าโคมขนาดยาว มีสปอตไลท์ในตัว กันชนหน้าแบบยูรีเทนขนาดใหญ่ ด้านข้างมีคิ้วสแตนเลสที่ล้อ 4 ล้อ และคิ้วกันกระแทกข้างตัวรถ ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดใหญ่ มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

ส่วนเรื่องสนิมไม่ต้องกลัว เพราะรุ่นนี้ผ่านการชุบสี Epoxy ด้วยไฟฟ้าแบบ Cation E.D.P. (E.D.P. ย่อมาจาก Electro Deposition Painting) ที่ได้ชื่อว่า “Ultra Body” ที่โตโยต้าโหมโฆษณาอย่างหนักว่า “สู้ความชื้น ชนะความเค็ม”

Toyota-Corona-TH-1982

ห้องโดยสารภายใน ถือว่าแปลกตาทีเดียวในยุคนั้น กับโทนสีครีมตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น ในรุ่น 1.6 4 เกียร์ เบาะนั่งแบบกึ่งหนังไวนิลกึ่งผ้า มาตรวัดไม่มีวัดรอบ ส่วนรุ่น 1.6 5 เกียร์ จึงจะมีวัดรอบมาให้

และในรุ่น 1.8 ลิตร จัดอุปกรณ์มาตรฐานมากหน่อยนึง ตั้งแต่กระจกมองข้างด้านคนขับ เบาะกำมะหยี่แบบเต็ม พวงมาลัย 2 ก้านแบบหรู พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่, ที่ปรับดันหลังด้านคนขับ, ไฟส่องรูกุญแจสตาร์ท, ไฟส่องพื้นด้านคนขับ, สวิตช์ปรับไฟหน้าปัด, พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้, ที่วางแขนคอนโซลกลางมีฝาปิด และที่วางแขนด้านหลัง เป็นต้น

Toyota-Corona-TH-1982

ส่วนเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรายังล้าหลังอยู่ เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Corona โฉมที่แล้ว แต่โตโยต้าก็คุยว่าได้ปรับปรุงคอยล์จุดระเบิด ปรับปรุงจังหวะการเปิดปิดของวาล์ว และระบบการจ่ายเชื้อเพลิงคาร์บูเรเตอร์แล้ว

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ 5 สปีด

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 108 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 3 สปีด

ระบบช่วงล่างหน้า แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังแบบคานยึด 4 จุด พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง

แม้ว่าโคโรน่า หน้าแหลม รุ่นนี้ในบ้านเราจะไม่มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใดๆ แต่ในปี 2527 ก็ได้ปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานนิดหน่อย อาทิ ชื่อรุ่นด้านท้ายในรุ่นย่อย 1.8 GL คำว่า “GL” จะติดตั้งบริเวณด้านซ้ายมือแทนตัวเลข กันชนหน้า-หลัง เพิ่มสีเดียวกับตัวรถเข้าไป และเบาะนั่งภายใน ใช้เบาะกำมะหยี่ลายใหม่ ดูนุ่มยิ่งขึ้น

พร้อมกับฉลองรถออกจากสายการผลิต คันที่ 200,000 ในไทย เป็นรถ Toyota Corona หน้าแหลม พอดี …

Toyota Corona หน้าแหลม รายละเอียดก็มีแค่นี้แหละ จบ!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “หน้าแหลม” ในปัจจุบัน ไม่ใช่รถมือสองรุ่นยอดนิยมแบบในยุค 80 หรือ 90 แล้ว แต่ในวงของคนที่ชอบเล่นรถ Retro รุ่นนี้ก็ยังมีคนเล่นกันอยู่บ้าง มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น คนรักรถหน้าแหลม เป็นต้น โดยมากแล้วรถจะช้ำ เก่าโทรมตามสภาพ สภาพดีๆ หายากเลยล่ะ

ถ้าจะซื้อต้องหาคันที่สภาพดีๆ หน่อย ตัวถังไม่ผุมากๆ เป็นใช้ได้ (แต่ส่วนใหญ่จะผุเยอะ จุดยอดฮิตก็หลังคา ใต้บังโคลนล้อหน้า-หลัง ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า เป็นต้น)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ยังพอใช้งานประจำวันได้ ภายในนั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดีมาก ทนทาน ติดแก๊ส LPG ได้เลย เพราะเครื่องยนต์เดิมๆ ตัวนี้ จะกินน้ำมันดุเดือดสุดๆ และเรี่ยวแรงไม่มี ส่วนใหญ่มักนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์กัน อาทิในตระกูล A ก็ 4A-GE ตระกูล S เน้นประหยัด ก็ 3S-FE, 4S-FE

ส่วนเน้นขับมันส์ๆ ก็ตระกูล G อย่างรหัส 1G-GE, 1G-GTE หรือตระกูล JZ อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE ห้องเครื่องวางลงได้สบายๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน แต่ก็ต้องมีซ่อมเยอะตามอายุ อะไหล่ส่วนใหญ่จัดว่าหายากแล้ว ต้องอาศัยคนที่ระเบิดซากรถเก่ามาขาย หรือบางอย่างต้องแปลงเอา เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ ระบบไฟ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ละกัน

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 15,000 – 35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) ซึ่งสภาพรถส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่รถบ้านๆ เดิมๆ ก็แต่งจนเละ

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

1 2 3 5