ค้นหาบทความ

Category : Carro แนะนำรถมือสอง

Honda-CR-V-RE-G3

เนื่องในวาระโอกาส Honda CR-V ครบรอบ 25 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1995 MR.CARRO เลยจัดทำบทความพิเศษ แนะนำรถมือสอง Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) ให้ทุกท่านได้อ่านประวัติและรายละเอียดของแต่ละรุ่นอย่างเต็มอิ่ม นับตั้งแต่รุ่นแรก G1 มาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง G5 ให้ทุกท่านได้อ่านกันอย่างมันส์สะใจ และนี่ก็ถึงคราวของ Honda CR-V G3 หรือรหัสรุ่น RE1-RE5 และ RE7 ครับ

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G1) แนวคิดรองเท้าเดินป่า สู่รถ SUV ยอดนิยมของโลก!

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (G2) ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยความใหญ่ที่มากขึ้น!

Honda-CR-V-Total-Sales-2006

ยอดจำหน่าย Honda CR-V ตั้งแต่ 9/1995 จนถึง 7/2006 สามารถขายได้มากกว่า 2.475 ล้านคัน

สำหรับ Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่ 3 หรือ G3 ได้ฤกษ์เปิดตัวสู่สาธารณชนทั่วโลก ในงาน Paris Motor Show 2006 และเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2006 ภายใต้รหัสโครงการ WQ

ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัว Honda CR-V ในปี 1995 มาจนถึงปี 2006 Honda ผลิตรถรุ่นนี้ออกมามากกว่า 2.5 ล้านคัน และขายไปกว่า 160 ประเทศทั่วโลก โดยยอดขาย 1.2 ล้านคัน อยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถรุ่นนี้

Honda-CR-V-G3-Concept

แนวคิดในการพัฒนา Honda CR-V รุ่นที่สอง (G2)

มาพร้อมรูปลักษณ์ที่เรียกได้ว่าโฉมใหม่ “Next Generation CR-V” ลบจุดด้อยเดิมๆ ออกไปให้หมด ภายใต้การพัฒนาของ Mitsuru Horikoshi ผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการออกแบบ CR-V ทั้ง 3 โฉม เน้นความเป็น SUV ของ “คนเมือง” มากขึ้น กับความหรูหราและสปอร์ต

การออกแบบ เน้นตาม Concept “Next Comfortable Runabout” การประกอบพยายามลดรอยต่อจุดต่างๆ ให้มากที่สุด เช่น รอยต่อระหว่างกันชนหน้า-หลัง ตัวรถจึงดูกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกัน หน้าตาใกล้เคียงรถเก๋ง แต่บางคนก็บอกว่าชุดกระจกและเส้นตัวถังด้านท้ายนั้น ดูละม้ายคล้ายกับ Honda Stream รุ่นเก่า

Honda-CR-V-2006

โดยตัวรถรุ่นนี้ ยังใช้พื้นฐานร่วมกันกับ Acura RDX ซึ่งเป็นรุ่นที่ Honda ทำแบรนด์ Acura ขึ้นมาเพื่อลุยตลาดอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ บนโครงสร้างตัวถังเทคโนโลยี G-CON

มิติตัวรถ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) ยาว 4,520 มม. (สั้นลงกว่ารุ่นเดิม 20 มม.) กว้าง 1,820 มม. (กว้างขึ้นกว่ารุ่นเดิม 35 มม.) สูง 1,690 มม. (เตี้ยลงกว่ารุ่นเดิม 20 มม.) ระยะฐานล้อ 2,620 มม. น้ำหนักประมาณ 1,480 – 1,560 กิโลกรัม

Honda-CR-V-2006

ยางอะไหล่ที่บานประตูท้าย ก็เอาลงไปไว้ใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายแบบถาวร และประตูบานท้ายเปิดแบบชิ้นเดียว ให้ประโยชน์ใช้สอยหลากหลายในแบบรถสปอร์ตอเนกประสงค์ ส่งผลให้เนื้อที่มีการเปลี่ยนแปลง

Honda-CR-V-2006

ห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่หมด เน้นโทนสีดำดูสุขุม และโทนสีครีมดูอบอุ่น พร้อมตกแต่งด้วยอลูมิเนียมสีเงิน พร้อมลายไม้ ส่วนชุดเกียร์ ก็ย้ายจากตำแหน่งข้างมาตรวัดความเร็ว มาอยู่บริเวณตอนล่างของคอนโซลกลางแทน และถึงแม้ว่าในรุ่นนี้ จะตัด Cooler Box ที่เก็บของแบบมีท่อแอร์ต่อมา (หรือจะเรียกว่าตู้เย็นก็ได้) ออกไป

แต่ในส่วนของจุดเด่นอีกอย่าง นั่นคือถาดอเนกประสงค์แบบ 2 ชั้น (Double-Deck Cargo Shelf) พร้อมที่วางแก้วบริเวณกลางเบาะคู่หน้า อันนี้ยังคงมีไว้เฉกเช่นรุ่นที่ผ่านมา ที่นั่งด้านหลังออกแบบให้เลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ พนักพิงแยกปรับอิสระแบบ 40:20:40 และปรับพับขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้อีกเท่าตัว

และในส่วนของหลังคากระจก Panoramic Sunroof อันนี้มีเฉพาะในเวอร์ชั่นยุโรป และหลังคาซันรูฟ สำหรับเวอร์ชั่นอเมริกาเท่านั้น

Honda-CR-V-2006

ในรุ่นพื้นฐานใช้เครื่องยนต์แบบใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร รหัส R20A ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน CR-V เวอร์ชั่นยุโรป เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.4 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที

และรุ่น Top ใช้เครื่องยนต์รหัส K24Z1 ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. ที่ 4,300 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลที่ขายในยุโรปยังคงทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เดิม ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (เวอร์ชั่นยุโรป) และอัตโนมัติ 5 สปีด ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Real Time 4WD

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร i-CTDi 140 แรงม้า อันนี้บ้านเราไม่มีจ้า เฉพาะเวอร์ชั่นยุโรปเท่านั้น

Honda-CR-V-G3-Thai

Honda-CR-V-G3-Thai

สำหรับในไทย เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ตามหลังญี่ปุ่นเพียงเดือนเดียว มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.0 S, 2.0 E และ 2.4 EL ซึ่งแต่ละรุ่น ก็มีจุดเด่นตามรายละเอียดด้านล่าง

  • รุ่น 2.0 S: ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ, ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว, เบาะหนัง, พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, เครื่องเล่นซีดี MP3 แบบ 6 แผ่น และระบบสัญญาณกันขโมย
  • รุ่น 2.0 E: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ, ชายล่างประตูและกันชนสีเทาเมทัลลิก, ไฟตัดหมอก, เซ็นเซอร์ระยะหลัง 4 จุด, ระบบปรับอากาศแบบดูอัลโซน, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • รุ่น 2.4 EL: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ, ไฟหน้าแบบ HID เปิด-ปิด และปรับระดับอัตโนมัติ, มือจับเปิดประตูตกแต่งด้วยโครเมี่ยม, เบาะที่นั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง, ลำโพง 6 ตัว, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ

Honda-CR-V-G3-Thai

Honda-CR-V-G3-Thai

พร้อมเครื่องยนต์สองขนาดคือ เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 150 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC ที่ให้สมรรถนะที่แรงยิ่งขึ้นด้วยกำลังสูงสุด 170 แรงม้า ทุกรุ่นใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด พร้อม Grade Logic Control

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเงินอลาบาสเตอร์, เทาซิลเวอร์สโตน, ทองแซทเทิลไลท์, เทาสปาร์คเกิล และ ดำไนท์ฮอว์ก

มาถึงเดือนธันวาคม 2551 Honda ประเทศไทย แนะนำ Honda CR-V Prestige 2.4 EL ติดตั้งชุดแต่งภายนอก “Aeropart Package” ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมกับติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ อาทิ ระบบนำทางเนวิเกเตอร์แบบสัมผัสหน้าจอ ชุดเครื่องเล่น DVD/CD MP3 ชุดกล้องส่องหลัง และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ Hand Free แบบบลูทูธ ในราคา 1,469,000 บาท

http://4.bp.blogspot.com/_kBathuba3oU/SlS3ks3HtxI/AAAAAAAAAVg/5zcf7m0LOUw/s1600/wise-edition-concept.jpg

เดือนมิถุนายน 2552 Honda ประเทศไทย กระตุ้นตลาดเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ด้วยรถสีขาว Brilliant White Pearl ภายใต้ชื่อรุ่น “Wise Edition” ผลิตจำนวนจำกัด ในรถทุกโมเดลของฮอนด้าในขณะนั้น รวมถึง CR-V ด้วย

มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์พิเศษ Wise Edition เพิ่มระบบนำทาง Navigator พร้อมเครื่องเล่น DVD กระจกมองข้างแบบปรับลงอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง สปอยเลอร์แบบ Tail Gate ปลอกท่อไอเสียและคิ้วบันไดสแตนเลส มีจำหน่ายเฉพาะ รุ่น 2.0E ในราคา 1,294,000 บาท

Honda-CR-V-G3-Thai-2009

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 2009 และในไทยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552 มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.0 S, 2.0 E, 2.4 EL 2WD และ 2.4 EL 4WD

และเครื่องยนต์สองขนาด สะดุดตายิ่งขึ้นทั้งกันชนหน้าและหลัง ฝากระโปรงหน้า ไฟตัดหมอก ล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time 4WDTM)

Honda-CR-V-G3-Thai-2009

ภายในออกแบบใหม่ ด้วยมือจับเปิดประตูคู่หน้าด้านในดีไซน์ใหม่ ระบบเครื่องเสียงดีไซน์ใหม่ ช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม USB สำหรับไอพ็อดและเครื่องเล่น MP3 ระบบนำทาง Navigator พร้อมเครื่องเล่น DVD และกล้องส่องภาพด้านหลัง พนักเท้าแขนพร้อมเบาะดีไซน์รอยเย็บใหม่ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) เป็นต้น ในราคา 1,130,000-1,513,000 บาท

โดย Honda ได้จ้าง จอร์จ-ธาดา วาริช ช่างภาพชื่อดัง มาเป็นพรีเซนเตอร์รถรุ่นนี้

Honda-CR-V-G3-Thai-2009

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda CR-V จัดเป็นรถ SUV ที่เน้นการใช้งานในเมือง มากกว่าแนวๆ Off-Road แบบในรุ่น G1 และ G2 แล้ว ยังจัดว่าเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่น่าใช้เหมือนเดิม ลุยน้ำได้แบบพองาม และได้ความหรูหรามากขึ้น ออพชั่นเยอะสะใจ ภายในนั่งสบาย เหมาะสำหรับคนมีครอบครัว และมีลูก 1-2 คน ซื้อไปติดแก๊ส LPG ได้เช่นกัน ถ้าเน้นใช้งานมาก

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้เป็นรถที่ยังถือว่าน่าขับ แต่ก็จะกินน้ำมันมากหน่อย ในรุ่น 2.4 ลิตร แต่ก็แลกมากับอัตราเร่งที่ทันใจกว่า วิ่งดีกว่าตัว 2.0 ลิตร และในตัวที่เป็น 4WD จะกินน้ำมันมากกว่าตัวขับหน้าไม่มาก รุ่น 2.4 ลิตร มักจะมีปัญหาเรื่องแร็คพวงมาลัยชอบรั่ว (ยกเว้นรุ่น 2.0 ลิตร ที่ใช้แร็คพวงมาลัยไฟฟ้า แต่ถ้าแร็คไฟฟ้ามีปัญหา หรือพัง แนะนำให้ซ่อมดีกว่าเปลี่ยนใหม่ ซึ่งก็ค่อนข้างแพงมาก ถ้าเปลี่ยนของศูนย์ฯ)

และช่วงล่างค่อนข้างกระด้าง และอาการรอบเดินเบาสั่น มีเสียงดังเข้ารถได้ชัด เช่น เสียงยางเวลาวิ่ง เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ อะไหล่มีทั้งแบบแท้ แบบเทียบ หรือแบบเทียม อีกทั้งอะไหล่เครื่องยนต์ ยังใช้กับของ Accord ได้ เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Honda-CR-V-RD-G2

นับตั้งแต่ Honda (ฮอนด้า) ได้เริ่มกระโดดลงมาเล่นรถในกลุ่ม SUV อย่างเต็มตัวตั้งแต่ Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) โฉมแรก หรือ “G1” ที่คุ้นหูในบ้านเราเมื่อปี 1995 และเริ่มขายในไทยเมื่อปี 2539

อ่านเพิ่มเติม : CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda CR-V (RD) แนวคิดรองเท้าเดินป่า สู่รถ SUV ยอดนิยมของโลก!

ก็ทำให้ทาง Honda เอง เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ถ้าเราจะพัฒนารถในกลุ่ม SUV อย่างจริงจัง น่าจะเป็นผลดีต่อทาง Honda เองแน่นอน เพราะอย่าง CR-V โฉม G1 มียอดขายมากกว่า 1 คัน ตามหลังยอดขายของ Civic และ Accord มามากขนาดนี้

ด้วยเหตุนี้ Honda CR-V ในรุ่น G2 ทีมวิศวกรจึงต้องถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอย และความคุ้มค่าด้านต่างๆ เช่น การบำรุงรักษา ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อครองความเป็นอันดับ 1 ของรถ SUV ในไทยอย่างต่อเนื่อง

และในวันนี้ MR.CARRO จะมาแนะนำถึง Honda CR-V มือสอง ในรุ่น G2 กันต่อครับ ว่าเวลานี้ยังน่าใช้มากน้อยแค่ไหน

Honda-CR-V-2001-Concept

แนวคิดในการพัฒนา Honda CR-V รุ่นที่สอง (G2)

Honda CR-V รุ่นนี้พัฒนาโดยใช้พื้นฐานจาก Honda Civic (ES) หรือ Small Global Platform ด้วยแนวคิดในการพัฒนา ที่เริ่มต้นจากการใช้จุดเด่น และความคาดหมายของลูกค้าที่มีต่อรุ่นแรกมาเป็นรากฐาน ผนวกกับแนวคิด “DQR” คือ

  • Durability ความทนทาน
  • Quality คุณภาพ
  • Reliability ประสิทธิภาพการใช้งาน

Honda-CR-V-2001-Concept

ทุกองค์ประกอบได้รับการปรับปรุง ให้ใหญ่โตขึ้นในทุกมิติ นับตั้งแต่ความกว้างตัวรถที่เพิ่มขึ้น 30 มม. ระยะฐานล้อยาวขึ้น 65 มม. ยกเว้นความยาวของตัวรถลดลง 25 มม. รวมถึงมิติของเบาะนั่ง และพื้นที่เก็บสัมภาระ ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

Honda-CR-V-2001

เปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2001 ภายใต้ Concept การออกแบบ “Active Utility ‘More’ CR-V” ต้องให้ความรู้สึก “อิสระ” เวลาไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ออกแบบโดยแผนกดีไซน์ของ Honda เช่นเคย ภายใต้การนำของ Takahiro Hachigo Senior Researcher ของ Honda R&D และ Mitsuhiro Honda ด้วยการปรับรูปโฉมใหม่ทั้งคัน ภายนอกใหม่ หัวใจใหม่

Honda-CR-V-2001

รุ่นฝาท้ายไม่ติดยางอะไหล่ ในหลายเราก็นิยมเปลี่ยนกันหลายคัน

ปรับปรุงตัวรถให้ใหญ่ขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งคงเอกลักษณ์ของรุ่นเดิมเอาไว้ พร้อมชุดไฟท้ายแบบสี่เหลี่ยมแนวตั้งขนาดยาวขึ้น ฝาท้ายยังเปิดได้เฉพาะกระจก หรือจะเปิดฝาท้ายทั้งบานขึ้นก็ได้

มิติตัวรถยาว 4,535 มม. กว้าง 1,780 มม. สูง 1,710 มม. ระยะฐานล้อ 2,620 มม. ส่วนน้ำหนักรถ (เวอร์ชั่นไทย) อยู่ที่ 1,505-1,525 กิโลกรัม

Honda-CR-V-2002-Thai

เพิ่มเนื้อที่ห้องโดยสารให้โปร่งและกว้างขึ้น และถาดวางของ กับที่วางแก้วน้ำที่สามารถพับเก็บได้ ทำให้ผู้โดยสารเดินจากด้านหลัง ไปเบาะหน้า หรือจากเบาะหน้า ไปเบาะหลังได้ เป็นที่ถูกใจโดยเฉพาะเด็กๆ และเบรกมือซ่อนไว้บริเวณคอนโซลกลาง กับคันเกียร์อัตโนมัติ ปรับปรุงใหม่ไว้บริเวณด้านข้างแผงหน้าปัด และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัยคู่ กับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ กับกันขโมยแบบ Immobilizer

และในรุ่น G2 นี้ โต๊ะปิกนิกแบบพับเก็บได้ ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่มีมาให้! พร้อมปลั๊กไฟพิเศษ 12V บริเวณที่เก็บของด้านท้าย เพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

Honda-CR-V-2002-Thai

เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเพิ่มจากรุ่น G1 374 ลิตร มาเป็นขนาด 527 ลิตร และสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 948 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงและเลื่อนไปชิดกับเบาะหน้า (ซึ่งในรุ่นนี้ เวลาพับเบาะแถวที่สอง สามารถพับได้ในรูปแบบ 60:40 และไม่ต้องถอดพนักพิงศีรษะแล้ว คล้ายกับรถแบบ MPV) หรือจะบรรทุกจักรยานเสือภูเขา ขนาด 26 นิ้ว ก็ได้ถึง 2 คัน โดยที่ไม่ต้องถอดล้อออก

เปลี่ยนระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ Toe Control Link แม็กเฟอร์สันสตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยประหยัดเนื้อที่ และเกาะถนนได้ดี ซึ่งขยับตัวของชุดช่วงล่างใกล้เคียงกับรุ่นเดิมซึ่งใช้ระบบปีกนกคู่ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ด้านหลังเป็นแบบ Reactive Link ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง ขนาดกะทัดรัด ช่วยให้เนื้อที่พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมากขึ้น พร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ กับระบบเบรก ABS, EBD และ BA …

Honda-CR-V-2002-Thai

สำหรับ Honda CR-V รุ่นนี้ในเวอร์ชั่นไทย ประกอบในไทย เปิดตัวในวันที่ 29 มกราคม 2545 นำเสนอในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง มีเฉพาะแบบเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร i-VTEC S ราคา 1,146,000 บาท และรุ่น 2.0 ลิตร i-VTEC E ราคา 1,196,000 บาท ซึ่งแพงกว่ารุ่นเดิมเพียง 50,000 บาท เท่านั้น

เครื่องยนต์เบนซินถูกเปลี่ยนมาใช้รหัส K มีระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC (Variable Valve Timing and Lift Electronic Control) เป็นครั้งแรกของ Honda ในไทย กับเครื่องยนต์รหัส K20A4 ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิด 19.4 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากถึง 18.53 กม./ลิตร ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. (จากการทดสอบโดยวิศวกรของฮอนด้า)

ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติแบบ Real Time

แค่นี้ก็ขายดิบขายดี ซะจนผลิตไม่ทัน!

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล ไม่มีในไทยก็จริง แต่ในเวอร์ชั่นยุโรป Honda CR-V รุ่นนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกในปี 2004 กับขุมพลังเครื่องยนต์รหัส N22A ขนาด 2.2 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-CDTi ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 34.6 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา 5 สปีด และ 6 สปีด พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ 5 สปีด

Honda-CR-V-2003-Thai

ในมีนาคม 2546 ปรับปรุงเพิ่มเติม ภายในห้องโดยสารเพิ่มโทนสีน้ำตาล Saddle Brown ให้เลือก (มีเฉพาะรุ่นสีภายนอก สีแดง สีเทา สีทอง และสีดำ) และมีรุ่น 7 ที่นั่งให้เลือก ในรุ่นย่อย SF และ EF แต่ขอบอกไว้ก่อน ว่าเบาะนั่งแถวที่ 2 นั้น ปรับเลื่อนไม่ได้ และเหมาะสำหรับให้เด็กๆ นั่งมากกว่า เพราะมีขนาดเล็ก

Honda-CR-V-2003-Thai

Honda-CR-V-2003-Thai

และในปี 2546 Honda ได้เพิ่มรุ่น “Stylish Package” เพิ่มเติม กับชุดกันชนหน้าสปอร์ต, แผงใต้กันชน, บันไดข้าง, กระจกส่องหลัง และ สติ๊กเกอร์ฝาครอบยางอะไหล่สติ๊กเกอร์รูปคนกำลังปีนเขา ที่ได้แบบมาจากการประกวดชิงรางวัลออกแบบฝาครอบยางอะไหล่ของ Honda

Honda-CR-V-Prestige-2004

เดือนมีนาคม 2547 Honda ประเทศไทย ได้แนะนำ “CR-V Prestige” โดดเด่นด้วยสีขาวมุก, เครื่องเล่น DVD พร้อมกล้องมองหลัง และสัญลักษณ์ Prestige ติดด้านท้ายฝาครอบยางอะไหล่

Honda-CR-V-2004

ในรุ่น Minorchange เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2547 Honda ได้เพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส K24A มาเสริมความต้องการของลูกค้า แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ระบบควบคุมสายคันเร่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ECT (Electronic Throttle Control System) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System) และระบบ Grade Logic Control

และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติใหม่ (Real Time 4WD) ให้การตอบสนองในทุกสภาวะของการขับขี่ ให้ความนุ่มนวลต่อเนื่องทั้งการขับขี่แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ส่วนรุ่นย่อยยังมีทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง (แบบ ELF) เหมือนเดิม

ทุบรถ-Honda-CR-V

ภาพจาก Login นายอู @ Pantip.com

แต่ในวันที่ 27 มกราคม 2548 Honda CR-V รุ่นนี้ก็มีเรื่องที่ทำให้สะดุดขึ้น จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้รถ เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เมื่อคุณเดือนเพ็ญ ศิลาเกษ ได้ทำการ “ทุบรถ” Honda CR-V ป้ายแดง หน้าอาคารชินวัตร 3 เนื่องจากรถมีปัญหาตั้งแต่ซื้อมาใหม่ๆ ตั้งแต่เสียงดังที่เฟืองท้าย แบตเตอรี่เสื่อม สตาร์ทไม่ติด มีอาการกินซ้ายตลอด และยังมีเสียงดังออกมาจากบริเวณท้ายรถ

เข้าศูนย์ซ่อมมาหลายครั้งหลายหนแล้วก็ไม่หาย ทางศูนย์ฯ บอกว่ารถ 100 คัน จะมีปัญหาเพียง 1 คัน เขาบอกว่าลูกค้าคาดหวังเกินไป

จากนั้นจึงมีการเจรจากับทางผู้บริหารของฮอนด้าฯ แต่ได้คำตอบว่า บริษัทไม่มีนโยบายเปลี่ยนรถใหม่ให้ลูกค้า และประโยคที่ว่า “เสียใจ เขาจะไม่ให้ลูกค้ามามีอิทธิพลเหนือบริษัทฯ”

จึงต้องการร้องเรียนขอความเป็นธรรม และประกาศจะทุบรถคันนี้ทิ้งเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ โดยใช้ค้อนปอนด์ ทุบที่กระจกหน้ารถกว่า 10 ครั้ง จนกระจกรถแตก และได้ใช้พลั่วตีที่กระโปรงหน้ารถอีกนับ 10 ครั้ง จนกระโปรงหน้ารถบุบเสียหาย

วันรุ่งขึ้น ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ต้องนัด 2 ฝ่ายเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ทั้ง 2 ฝ่ายจึงสามารถตกลงกันได้ โดยบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับซื้อรถยนต์คันดังกล่าวคืนในราคาเต็ม

เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าจบซะที …

และในกรณี “Honda CR-V ย้อมแมว” เหตุจากดีลเลอร์ที่จังหวัดนครสวรรค์ ตัวแทนจำหน่ายฮอนด้าที่เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในจากรุ่น Top ที่ต้องเป็นเบาะหนังแท้เป็นเบาะปลอม จนผู้บริโภคออกมาเรียกร้อง ซึ่งทำให้ Honda ต้องแก้ปัญหา ด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในให้ และมีผลสรุปมาว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ แต่เป็นการกระทำของตัวแทนจำหน่ายเอง

รวมไปถึงการที่ Honda ออกมาโฆษณาถึงการประหยัดน้ำมันของรุ่น CR-V แต่ไม่เป็นความจริง จนมีการร้องเรียนไปทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.

ซึ่งก็ทำให้ยอดขาย Honda CR-V โฉมนี้ในเวลานั้น เป๋ไปเลยเหมือนกัน!

Honda-CR-V-Sports-2005

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2548 Honda ได้แนะนำ Honda CR-V “Sports” มาพร้อมชุดแต่งสไตล์สปอร์ต ของรุ่นเครื่องยนต์ 2.0i-VTEC E และรุ่นเครื่องยนต์ 2.4i-VTEC EL ด้วยกันชนแบบสปอร์ต แผงกันกระแทกใต้กันชนหน้าและหลัง ฝาครอบไฟตัดหมอก คิ้วขอบล้อ บันไดข้าง สปอยเลอร์หน้า สัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 ตำแหน่ง และสัญลักษณ์ “Sports”

แล้วก็ขายไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนเป็นโฉม G3 ในปี 2550

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda CR-V จัดเป็นรถแนวๆ Off-Road ที่พอจะลุยๆ ได้ และก็วิ่งใช้งานในเมืองได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นรถที่ใช้งานทุกวันได้ เวลาฝนตก ถนนลื่น ก็มั่นใจกับระบบ 4WD แบบ Real Time ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยความอเนกประสงค์เช่นเดียวกับในโฉม G1 แต่ในตัว G2 คุณจะได้ความกว้างสบายขึ้นในทุกมิติ และเครื่องยนต์ใหม่ ที่ใช้ระบบ i-VTEC ช่วยให้ขับสนุกมากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวและมีลูกเล็กๆ 1-2 คน กับงบประมาณแสนต้นๆ ก็ถอยออกมาขับได้แล้ว

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ตัวรถที่ออกได้ดูลงตัวมากขึ้น (แต่บางคนก็บอกว่าโฉม G1 ดูสวยสปอร์ตกว่า) อีกทั้งเครื่องยนต์ที่ให้อัตราเร่งที่ดีกว่า ทั้งในตัว 2.0 ลิตร แรงม้าเยอะ แรงบิดสูง รวมไปถึงช่วงล่าง ที่เกาะถนนมากขึ้นกว่าเดิม ทนทาน ไม่จุกจิก ขับไกลๆ ก็สบาย แต่เครื่องยนต์กลับกินน้ำมันมากขึ้น (ในขณะที่ถังน้ำมันลดขนาดลง เหลือเพียงความจุ 50 ลิตร) ตามอายุของเครื่องยนต์ที่มากขึ้น พร้อมทั้งติดแก๊สก็ได้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องเนื้อที่เก็บยางอะไหล่

แต่ในรุ่น 2.0 ลิตร เครื่องยนต์จะไม่ทนแก๊สนัก ส่วนในรุ่น 2.4 ลิตร จะประหยัดขึ้นมาหน่อย เนื่องจากเกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้น (นิดหน่อย)

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ อะไหล่มีทั้งแบบแท้ แบบเทียบ หรือแบบเทียม เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 15,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 130,000-  230,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Honda-CR-V-RD

ถ้าจะให้พูดถึง รถ SUV ที่มาจากค่ายฮอนด้า ไม่ว่าจะถามคุณผู้ชาย หรือถามคุณผู้หญิง ส่วนมากมักจะนึกถึง “Honda CR-V” (ฮอนด้า ซีอาร์วี) กันมาเป็นอันดับแรก ในฐานรถยนต์แบบ Compact SUV (SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle) ช่วงที่ตลาดรถยนต์ประเภท SUV กำลังเริ่มบูม จนทำให้ Honda ต้องพัฒนารถ SUV รุ่นแรกของค่ายออกมาขายกับเขาบ้าง

ซึ่ง Honda CR-V ได้เปิดตัวสู่ชาวโลกเป็นครั้งแรกในปี 1995 และเป็นที่นิยมไปทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน …

และในวันนี้ MR.CARRO จะมาแนะนำถึง Honda CR-V มือสองรุ่นแรก แม้ว่าจะผ่านกาลเวลามานาน 20 กว่าปีแล้ว แต่ CR-V โฉมนี้ก็ยังเป็นที่นิยมของคนรักฮอนด้า แต่ว่ารุ่นนี้ จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ในยุคปี 2020 ยังน่าใช้หรือไม่? เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

Honda-CR-V-1996

Honda CR-V รุ่นแรก ออกแบบโดยแผนกดีไซน์ของ Honda ภายใต้การนำของ Mr.Hiroyuki Kawase และ Mr.Ishibashi โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก “รองเท้าเดินป่า” หรือ “Trekking Shoes” รวมเอาความสะดวกสบายของรถยนต์แบบ Cross Country Off-Road และความเป็น Runabout ของรถซีดาน จนเกิดความมีเสน่ห์ ที่รถรุ่นอื่นไม่มี ซึ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง และคุณผู้หญิง ด้วยหลักในการพัฒนาแบบ Think “Right”, Make “Light”

Honda-CR-V-1996

ขั้นตอนในการพัฒนา Honda CR-V รุ่นแรก

สำหรับคำว่า CR-V เป็นอักษรที่ย่อมาจากคำว่า “Comfortable Runabout-Vehicle” (ยกเว้นในอังกฤษ Honda UK ใช้คำย่อว่า “Compact Recreational-Vehicle”)

Honda-CR-V-1996

แถลงข่าวเปิดตัวจำหน่ายญี่ปุ่นในวันที่ 9 ตุลาคม 1995 (ปี 2538) แค่เปิดตัวมาเพียงไม่กี่เดือน ก็ได้รับรางวัล Golden My Car Thophy จากงาน Japan Car Design Award ’95-’96 ในเดือนมกราคม 1996 และรางวัล Best Styling Award จากหนังสือพิมพ์ Sport Nippon ไปครองทันทีในเดือนเดียวกัน!

Honda-CR-V-1996

Honda-CR-V-1996

ส่วนในไทย เปิดตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 มาพร้อมกับจุดเด่นที่หลายคนชอบมาก อาทิ ฝาปิดที่เก็บสัมภาระด้านท้าย สามารถกางออกมาเป็นโต๊ะปิกนิกได้ เบาะปรับเอนราบได้หมด ใช้แทนเตียงนอนได้ และพื้นห้องโดยสารเรียบ สามารถเดินไปมาระหว่างเบาหน้า-เบาะหลังได้! เพราะมีความกว้างถึง 260 มม.

รุ่นแรกเริ่ม เปิดราคามาที่ 988,000 บาท พร้อมกับ 3 สี ให้เลือก ได้แก่ สีแดง Spanish Rose, สีเงิน Zinc และสีน้ำเงิน Adriatic

Honda-CR-V-1996

มิติตัวรถยาว 4,470 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,705 มม. ระยะฐานล้อ 2,620 มม. น้ำหนักรถ (เวอร์ชั่นไทย) 1,380 กิโลกรัม

ความสูงจากใต้ท้องรถ 205 มม. มีมุมระยะ Approach ด้านหน้า 31 องศา, มุม Brakeover ใต้ท้องรถ 23 องศา และมุม Departure ด้านท้าย 29 องศา

โดยรุ่นนี้มีการผลิตจำหน่ายในหลายที่ทั่วโลก อาทิ อินโดนีเซีย, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์ และในอังกฤษ

Honda-CR-V-1996

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส B20B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 130 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (เวอร์ชั่นต่างประเทศ) และเกียร์อัตโนมัติตรงคอพวงมาลัย 4 สปีด ให้เลือก

Honda ชูจุดเด่นให้กับ CR-V ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Real Time 4WD ติดตั้งปั๊มไฮดรอลิก 2 ตัวที่เพลาขับด้านหน้าและด้านหลัง ปรับการขับเคลื่อนระหว่างขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อให้เอง โดยที่ผู้ขับไม่ต้องสั่งการหรือควบคุมใดๆ

Honda CR-V รุ่นนี้ได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงแรก จุดสังเกตง่ายๆ คือมีรูน็อตล้อเพียง 4 รู

Honda-CR-V-50th-Anniversary-1998

ในปี 2542 Honda CR-V ออกรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ Honda 50th Anniversary Edition ด้วยสีดำมุก Starlight กับชุดแต่งทั้งคัน อาทิ สปอยเลอร์หลัง กรอบป้ายทะเบียนหลัง ขอบบังโคลนโครเมียม และปลายท่อไอเสียโครเมียม ในราคา 1,053,000 บาท

Honda-CR-V-1999

ในเดือนธันวาคม 1998 Honda CR-V เวอร์ชั่นญี่ปุ่นก็ปรับโฉม Minorchange ในญี่ปุ่น พร้อมเปลี่ยนเครื่องยนต์จากรหัส B20B3 เป็น B20Z1 ให้แรงม้าสูงสุดเป็น 150 แรงม้า (เวอร์ชั่นไทย 147 แรงม้า) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.8 กก.-ม. (เวอร์ชั่นไทย 18.2 กก.-ม.) ที่ 4,500 รอบ/นาที

ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติตรงคอพวงมาลัย 4 สปีด พร้อมระบบ Grade Logic Control ให้เลือก

โดยในโฉม Minorchange ในไทยเปิดตัวในปี 2542 เป็นรุ่นที่ประกอบในไทยแล้ว จุดสังเกตจะมีรูน็อตล้อ 5 รู คอนโซลลายไม้ ที่วางแขนด้านคนขับ และเบาะผ้าลายใหม่ ในราคา 1,073,500 บาท

Honda-CR-V-Limited-Version-2000

เดือนกรกฎาคม 2543 Honda ได้แนะนำ CR-V Limited Version ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษชุดกันชนสปอร์ต สเกิร์ตรอบคัน คิ้วกันสาด ไฟเลี้ยวข้างแบบใส และแผ่นสัญลักษณ์ Limited Version มีให้เลือก 3 สี ในราคา 1,135,000 บาท

Honda-CR-V-Sports-2001

15 มีนาคม 2544 Honda ได้ปรับโฉม Honda CR-V ทุกรุ่นย่อยเล็กน้อย พร้อมแนะนำ CR-V Sports และรุ่นเบาะหนังเพิ่มเติม มาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังและไฟเบรก กระจกส่องหลัง บันไดข้างสแตนเลส ฝาครอบกระจกมองข้าง กรอบป้ายโครเมียม คิ้วขอบบังโคลนโครเมียม ปลอกท่อไอเสียโครเมียม และแผ่นป้ายสัญลักษณ์ Sports ในราคา 1,139,000 บาท

และเพิ่มความหรูหราด้วยรุ่นเบาะหนัง และแผงข้างประตูหุ้มหนัง กันชนหน้าหลัง คิ้วกันกระแทกด้านข้าง กระจกมองข้าง กรอบมือจับเปิดประตู และกรอบป้ายทะเบียนมีสีเดียวกับตัวรถ วิทยุเทปแบบ 2DIN พร้อมเครื่องเล่น CD แบบ 6 แผ่นในตัว และฝาครอบล้ออะไหล่พร้อมสติกเกอร์ดีไซน์ใหม่ ในราคา 1,162,000 บาท

ในส่วนของ CR-V รุ่นมาตรฐาน มาพร้อมกับล้ออัลลอยลายใหม่ ในราคา 1,115,000 บาท

Honda-CR-V-Limited-2001

และรุ่นทิ้งทวน … ในเดือนพฤศจิกายน 2544 Honda ได้แนะนำ CR-V Limited (อีกครั้ง) โดดเด่นกับชุดกันชนสปอร์ตพร้อมแผงใต้กันชน และชุดไฟตัดหมอกฮาโลเจนรุ่นเลนส์ใส บันไดข้างสแตนเลส สติกเกอร์ลายใหม่ และแผ่นป้ายสัญลักษณ์ Limited ในราคา 1,182,000 บาท มีจำหน่ายเพียง 400 คัน มีเฉพาะรุ่นเบาะหนังเท่านั้น

แล้วขายมาจนถึงปี 2545 … Honda CR-V โฉมนี้ กวาดยอดขายทั่วโลกได้มากถึง 1 ล้านคัน!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda CR-V จัดเป็นรถแนวๆ Off-Road ที่พอจะลุยๆ ได้ และก็วิ่งใช้งานในเมืองได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นรถที่ใช้งานทุกวันได้ เวลาฝนตก ถนนลื่น ก็มั่นใจกับระบบ 4WD ที่ทำงานเองอัตโนมัติ ด้วยความอเนกประสงค์ของตัวรถนี้เอง ทำให้ขายดีมากนับตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2539 และก็ยังเป็นรถที่น่าใช้ในเวลานี้ เหมาะยิ่งสำหรับคนที่มีครอบครัวและมีลูกเล็กๆ 1-2 คน กับงบประมาณไม่ถึงแสน ก็ถอยออกมาขับได้แล้ว แต่ว่าจะหาสภาพดีๆ ยากหน่อยเท่านั้นเอง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ด้วยการออกแบบที่เน้นให้ใช้งานในเมือง และออกไปลุยๆ ได้บ้างในวันหยุด รวมถึงผู้หญิงก็ขับได้ง่าย ตัวยางอะไหล่ด้านหลัง ติดตั้งให้ต่ำกว่ากระจก ช่วยให้การมองด้านหลังนั้นง่ายขึ้น ไม่บังสายตาแบบรถ Off-Road ทั่วไป และการดีไซน์ภายใน คล้ายกับรถเก๋ง ส่วนชุดคอนโซลเมื่อใช้งานไปนานๆ จะมีความเหลือง หรือด่าง ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรจอดรถตากแดด เพื่อรักษาสภาพให้เดิมๆ ได้นานขึ้น

ส่วนช่วงล่างก็ถือว่าเกาะถนนได้ดีในแบบดับเบิลวิชโบน อิสระ 4 ล้อ เช่นเดียวกับใน Honda รุ่นอื่นๆ แต่จะกระด้างหน่อย เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งดี วิ่งด้วยความเร็วสูงแล้วไม่ร่อน (แต่สภาพช่วงล่างก็ต้องดีด้วย!) ประหยัดน้ำมันในระดับหนึ่ง และยังสามารถติดแก๊ส LPG ได้ด้วย บวกกับหมั่นตั้งวาล์วหน่อย และยังมีของแต่งทำขายให้ใส่อีกเพียบ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย ช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ อะไหล่มีทั้งแบบเทียบหรือของเทียม ถ้าขับเครื่องเดิมไม่ทันใจ ก็วางเครื่องใหม่ หัวฉีด หรือหัวฉีด VTEC ก็ได้ เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 15,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000-120,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

  • Catalogue Honda CR-V
  • นิตยสาร “ฮอนด้าคาร์ส”
  • ย้อนประวัติ Honda CR-V : 22 ปี แห่งความสำเร็จ
  • Honda Factbook
  • LIM-Catalogue
Carro-Honda-Civic-3-Door-EG

ถ้าจะย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 90 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังบูมสุดๆ ยุคฟองสบู่กำลังเบิกบาน ทุนต่างชาติกำลังเข้ามาลงทุนในไทยอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบให้คนไทยที่อยู่ในวัยทำงาน มีเงินใช้มือเติบกันเป็นแถว กล้าตัดสินใจซื้อรถใหม่ โดยไม่หวั่นแม้ดอกเบี้ยรถยนต์จะสูงมากก็ตาม

และอีกหนึ่งในรถยนต์ที่ยอดฮิตตลอดกาล ของ Honda ผมก็คงจะต้องยกนิ้ว (โป้ง) ให้ Honda Civic 3 ประตู (EG) (ฮอนด้า ซีวิค) ซึ่งเป็น Civic รุ่นแรก และรุ่นเดียวของไทย ที่บริษัท ฮอนด้าคาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตขายในไทย เป็นรถที่สร้างชื่อด้วยราคาสุดเซอร์ไพรส์ ที่มาพร้อมยอดจองถล่มทลาย 10,000 คัน ใน 7 วัน! รวมถึงการซื้อขายใบจองรถ และคำครหาในเรื่องของคุณภาพการผลิต เรื่องวัสดุซับเสียงในหลังคา ว่ามาจากลังกระดาษ …

ในปัจจุบัน แม้ว่ารถรุ่นนี้จะผ่านร้อนหนาวมาแล้ว 20 กว่าปี แต่ในตลาดรถมือสอง รุ่นนี้ก็ยังมีการซื้อ-ขาย อย่างต่อเนื่อง รวมถึงนิยมเอามาแต่งซึ่งของวัยรุ่น หรือจิ๊กโก๋ในไทย

MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Honda Civic 3 ประตู (EG) มือสองรุ่นนี้ ว่าในเวลานี้ ยังน่าเล่นอยู่หรือไม่ …

โฆษณา Honda Civic (EG) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่จ้าง Jodie Foster มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมใช้เพลงดัง “She Drives Me Crazy” ในปี 1988 จากวง Fine Young Cannibals มาเป็นเพลงประกอบโฆษณา

Honda Civic (EG) รุ่นนี้ ทีมวิศวกรของ Honda R&D เริ่มต้นวิจัยและพัฒนาขึ้นในปี 1988 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ Civic (EF) ของ Honda ที่ประสบความสำเร็จด้านการขายอยู่ โดยทาง Honda มุ่งหมายให้รถรุ่นนี้ ต้องออกมาเป็น “มาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่ง” (“New Benchmark Car”) ที่ชนะใจคนทั่วโลกให้ได้! คือพูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นอันดับ 1 ในบรรดารถยนต์นั่งขนาด Compact ด้วยกัน

Honda-Civic-JDM

ทีมวิศวกรของ Honda เริ่มคิดว่าคนหนุ่มสาวในยุค 2000 จะใช้ชีวิตกันแบบไหน? ที่ต้องออกแบบรถมาให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายนี้ที่สุด จึงถูกส่งไปศึกษาความต้องการของลูกค้า หรือพฤติกรรมในการใช้รถ หรือใช้ชีวิตของเหล่าวัยรุ่น หรือเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ตามประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เยอรมนี ที่สหรัฐอเมริกา (ใน West Coast และ Florida) หรือที่บราซิล

เพื่อพัฒนา Honda Civic (EG) รุ่นนี้ ออกมาให้ถูกใจผู้บริโภคมากที่สุด และต้องมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เตะตา กว้างขวาง และต้องรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย

Honda-Civic-JDM

Honda Civic SIR-II รุ่นพลังแรง

Honda เปิดตัว Honda Civic EG ในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1991 ซึ่ง Honda Civic รุ่นนี้ จะเป็น Civic รุ่นสุดท้าย ที่ Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนด้า) ผู้ก่อตั้งบริษัท Honda Motor ได้เห็นในขั้นตอนการพัฒนา แต่น่าเสียดายที่ท่านได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1991 ก่อนที่ Honda Civic รุ่นนี้จะเปิดตัวเพียง 1 เดือน

พอรถรุ่นนี้เปิดตัวมาไม่นานนัก ก็คว้ารางวัล “Car of the Year Japan 1991-1992” ไปในทันที!

Honda-Civic-Ferio-EG

Honda Civic Ferio

Honda-Civic-Coupe-EG

Honda Civic Coupe นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ไปขายในญี่ปุ่น

โดยโฉมนี้ ทาง Honda ที่ญี่ปุ่น ก็ยังได้ตั้งชื่อเล่นประจำรถรุ่นนี้ด้วย ในชื่อ “Sport Civic” ซึ่งมาพร้อม 3 แบบให้เลือก นั่นคือ แบบ 3 ประตู Hatchback, 2 ประตู Coupe และแบบ 4 ประตู Sedan ที่มีพ่วงชื่อต่อท้ายด้วย “Ferio” (เฟริโอ้) เป็นครั้งแรก ก่อนจะเลิกใช้ไปในปี 2005 ในโฉม ES

Honda-Civic-JDM-Aero

รูปทรงภายนอก เน้นความเรียบ หรู หลังคาเตี้ยกว่ารุ่นเดิม และในส่วนของรุ่น Hatchback 3 ประตู ตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจาก ทีมออกแบบ ที่ได้ไปดูการเต้นรำสไตล์แซมบ้า ในเทศกาลคาร์นิวัล ณ เมือง Rio De Janeiro ประเทศบราซิล

Honda-Civic-JDM

ทั้งยังชูจุดเด่นด้วยกระจกบานท้าย แบบฝาท้ายแบบเปิดแยกส่วนได้ ทำให้งานหยิบสัมภาระต่างๆ ทำได้ง่ายและสบายมาก

Honda-Civic-JDM

ห้องโดยสารภายใน มาในรูปแบบ “Space Design Concept” ด้วยแนวคิดของคนหนุ่มสาวในโลกกว้าง ต้องชมก่อนเลยว่าแผงคอนโซลออกแบบมาได้ดีกว่ารถในระดับเดียวกัน มีส่วนโค้งนูน ดูทันสมัย และหรูหรา ปุ่มต่างๆ จัดวางในระดับที่้ใช้งานง่าย ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ ไปคลำหากันด้านล่างเลย อีกทั้งยังมีกระจกบานหน้าที่ใหญ่มาก รับกับรูปทรงรถที่เตี้ยๆ แบนๆ หน่อย ให้ทัศนวิสัยค่อนข้างดีทีเดียว

Honda Civic รุ่นฉลองครบรอบ 20 ปี Civic (1972-1992) ในไทยมีโผล่มาแว๊บๆ อยู่ 1 คัน …

Honda Civic 3 ประตู เวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ขนาด ….

  • 1.3 ลิตร รหัส D13B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ 85 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ 100 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.8 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC-E เน้นความประหยัด จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 94 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
  • 1.5 ลิตร รหัส D15B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที
  • และรุ่นพลังแรงอย่าง รหัส B16A แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTEC จ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีด PGM-FI 170 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กก.-ม. ที่ 7,300 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แรงม้าร่วงลงมาเหลือ 155 แรงม้า ที่ 7,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.6 กก.-ม.ที่ 6,500 รอบ/นาที

Honda-Civic-JDM

มิติตัวรถของ Civic (EG) 3 ประตู ยาว 4,070 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,345-1,350 มม. และระยะฐานล้อ 2,570 มม.

Honda-Civic-EG-TH

ย้อนกลับมาดูในเวอร์ชั่นไทยบ้างดีกว่า สำหรับ Honda Civic (EG) 3 ประตูโฉมนี้ ในไทยเปิดตัวเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2536 มาใน Slogan “Drive Your City Life” พร้อมบุกตลาดรถซิตี้คาร์! ตามหลังจากการเปิดตัว Civic รุ่น 4 ประตู Sedan 1 ปีกว่า (ตัว Sedan เปิดตัวเมื่อเมษายน 2535)

ด้วยราคาที่ถูกเหลือเชื่อ! จึงได้รับการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดสั่งจองถึง 10,000 คัน แม้ว่าจะต้องรอคิวรับรถกันไปถึงต้นปี 2537 เลยก็ตาม จน บริษัท ฮอนด้าคาร์ส์ (ประเทศไทย) จำกัด (ชื่อบริษัทในตอนนั้น) ต้องออกมาประกาศหยุดรับจองลงอย่างกะทันหัน เนื่องจากเกรงว่าจะผลิต และส่งมอบให้กับลูกค้าไม่ทันตามกำหนด ทำยอดขายในปี 2536 – 2537 ของ Honda นั้น พุ่งกระฉูด!

Honda-Civic-EG-TH

สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา LX ราคาเริ่มต้นที่ 361,000 บาท และในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ EX ราคาอยู่ที่ 396,000 บาท (สำหรับรุ่นปี 1994 เกียร์ธรรมดา LX ราคาเริ่มต้นที่ 398,000 บาท และในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ EX ราคาอยู่ที่ 433,000 บาท)

ด้านเต็นท์รถมือสอง ต่างเรียกรุ่นนี้ว่า “ซีวิคสามดอ” หรือไม่ก็ “ซีวิคเตารีด” (ซึ่งเจ้า Civic “เตารีด” นี่ เรียกกันว่าตั้งแต่ช่วยโฉม EF แล้ว!)

Honda-Civic-EG-TH

เวอร์ชั่นบ้านเรามีให้เลือกแค่รุ่นย่อย LX และ EX ซึ่งต่างจากในญี่ปุ่นลิบลับ พร้อมกับออพชั่นที่มีแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะต้องทำราคาสู้กับรถค่ายคู่แข่ง มีอะไรบ้าง ก็มีเบาะหนังไวนิล, พวงมาลัยเพาเวอร์ (เฉพาะรุ่น EX), กระจกไฟฟ้า (อันนี้ถือว่าแจ๋ว ที่มีมาให้ในรถยุค 90 เวลานั้น), เข็มขัดนิรภัยหน้า-หลัง (นี่ก็ใช้ได้ แม้ว่าด้านหลังจะเป็นแบบ 2 จุด 2 ตำแหน่งก็เถอะ แต่รถหลายๆ ค่าย ยังไม่มีเข็มขัดนิรภัยหลังให้ด้วยซ้ำไปนะ) แล้วก็มีปัดน้ำฝนหลังให้ด้วย!

รุ่นนี้ใช้ช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนอิสระทั้ง 4 ล้อ และระบบยางรองรับแท่นเครื่องยนต์ 5 ตำแหน่ง อีกทั้งยังติดตั้งระบบกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ (Catalytic Converter)

Honda-Civic-EG-TH

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 989 กิโลกรัม และ 1,029 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

สีรถที่มีให้เลือก รุ่นปี 1993 มีเฉพาะสีขาว Frost White, สีเงิน Frosty Silver, สีแดง Milano Red และน้ำเงิน Harvard Blue

พอรุ่นปี 1994 มีการเพิ่มคิ้วกันกระแทกด้านข้างตัวรถ มีเหล็กกันโคลงหลัง เพิ่มคานนิรภัยในประตู และปรับเปลี่ยนสีรถใหม่ เปลี่ยนสีน้ำเงินของเดิมเป็น สีน้ำเงิน Atlantic Blue, สีเงินเดิมเปลี่ยนเป็นสีเงิน Sky Silver และเพิ่มสีเหลือง Daisy Yellow เข้ามา …

ต่อมาในช่วงปี 2538 Honda ตัดสินใจปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ ให้รุ่น 3 ประตู กันอีกครั้ง เพิ่มสีเขียว และสีส้ม ในรุ่นเกียร์ธรรมดา LX ราคาขึ้นมาเป็น 418,000 บาท และในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ EX ราคาอยู่ที่ 453,000 บาท

พร้อมปรับปรุงภายในใหม่ ใช้เบาะนั่งแบบกึ่งหนังกึ่งผ้า ลายตาราง และใส่ล้อแม็กขนาด 13 นิ้ว ของ Enkai ติดมาให้ด้วย ก่อนที่จะจากลาไปช่วงประมาณต้นปี 2539 ซึ่งก็ได้ Honda City 4 ประตูรุ่นแรก ลงมาเล่นในตลาดนี้แทน Civic 3 ประตูตลอดไป …

Mugen Civic

บทสรุป

Honda Civic 3 ประตู รหัสตัวถัง EG โฉมนี้ จัดเป็นรถที่ขายดีไปทั่วโลก เฉกเช่นเดียวกับ Civic รุ่นอื่นๆ จนกระทั่งปี 1992 Honda ต้องฉลองครบรอบ 10 ล้านคันเลยทีเดียว แม้ว่าบ้านเราจะเปิดมาด้วยราคาถูก ออพชั่นน้อยก็ตาม แต่ไปๆ มาๆ ก็ครองใจคนใช้รถได้สำเร็จ กลายเป็นรถยอดนิยมของคนชอบรถแต่งซิ่งในยุค 90 ไปอีกรุ่นเช่นกัน …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

เป็นรถที่มีให้เลือกได้หลากหลายจริงๆ เพราะมีจำนวนการผลิตที่มาก จะหารถเดิมๆ มาเล่นก็ได้ แต่หายากหน่อย หรือรถแบบแต่งซิ่ง ลงสนามแข่ง หรือแต่งแบบ JDM ทั้งคัน ก็ได้ แต่ราคาขายก็ย่อมต่างกันด้วยเช่นกัน โดยรถที่แต่งซิ่งกับเปลี่ยนเครื่องมาใหม่ ราคามือสองย่อมแพงกว่า สภาพแต่งสวยมากๆ ยังพุ่งไปหลักแสนได้ก็มี เป็นรถที่ยังเอาไว้ใช้ขับเล่นสนุกๆ ได้ทุกวัน (แต่สภาพต้องดีจริง ไม่งั้นอาจจะได้ซ่อมกันทุกเดือน)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าคุณได้ Civic 3 ประตู (EG) เครื่องเดิมๆ มา ซึ่งทนทานก็จริง แต่อาจไม่ทันใจนักในเรื่องของขุมพลังเรี่ยวแรงตกไปตามอายุ และความประหยัด กับแอร์ไม่ค่อยเย็นนัก และชอบมีสนิมขึ้นบริเวณเบ้าไฟหน้า-ไฟท้าย (ยอดฮิต เป็นทุกคัน) ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า กับมุมเสาเอ และตรงซุ้มล้อหลัง กับเบ้ายางอะไหล่ ซึ่งถ้ารถคันไหนยังไม่เคยทำสี สีเดิมๆ เลย หรือทำสีมาแล้วทำมาไม่ดี มีสนิมปูดขึ้นมาทักทายแน่นอน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้แม้ว่าข้อดีจะมาก แต่ข้อด้อยก็มีเช่นกัน ถ้าเจอรถที่ช้ำมามาก ก็ต้องซ่อมกันค่อนข้างเยอะ และไม่จบถ้าไม่พร้อมจะจ่ายก้อนใหญ่ ด้านอะไหล่ยังมีเยอะ มีของใหม่ให้เบิกอยู่ด้วย แม้ว่าอะไหล่ช่วงล่างจะแพงหน่อยก็ตาม (เพราะใช้บูชยางเยอะด้วย) ถ้าขับเครื่องเดิมไม่ทันใจ ก็วางเครื่องใหม่ หัวฉีด หรือหัวฉีด VTEC ก็ได้

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 30,000-70,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Celica-ST202-ST205

ย้อนกลับไปในยุคที่ อานันท์ ปันยารชุน เป็น นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป และภาษีชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2534 ซึ่งทำให้ราคาของรถยนต์ในประเทศ และรถยนต์นำเข้าก็ได้ปรับลดลงมามากพอสมควร ก่อให้เกิดการแข่งขันกันในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยอย่างมาก

ทีนี้ล่ะ หลังจากที่บ้านเราถูกอัดอั้นรถนำเข้า มานานนับสิบกว่าปี รถนำเข้ารุ่นแปลกๆ สวยๆ มากมาย จากผู้จำหน่ายอิสระ ต่างพาเหรดกันทะลักเข้ามาจำหน่ายมากมายมหาศาล เรียกได้ว่าบูมสุดขีดกันในปี 2535 จนทำให้บริษัทแม่ที่จำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อยู่เฉยไม่ได้ ต้องสั่งรถเข้ามาชิงส่วนแบ่งบ้าง!

ครับ หนึ่งในนั้นก็คือ Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) ที่แม้ว่า Toyota จะตัดสินใจนำเข้า Celica รหัสรุ่น ST184 จากประเทศออสเตรเลียเข้ามาขาย ได้ไม่นานที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนโฉมเป็น Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) รหัสรุ่น AT200 (เฉพาะในยุโรป) /ST202/ST203/ST204 (บ้านเรานำเข้า) และ ST205 (บ้านเรานำเข้า) พอดี ซึ่งในตอนแนะนำรถมือสองนี้ MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียด ของรถรุ่นนี้ให้ฟังกัน..

Toyota-Celica-JDM

นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในวันที่ 8 ตุลาคม 1993 ณ ประเทศญี่ปุ่น Toyota ได้ทำการเปิดตัว Toyota Celica เจเนอเรชั่นที่ 6 เป็นผลงานการออกแบบของ CALTY (Calty Design Research Incorporated) ซึ่งเป็นสำนักออกแบบรถของ Toyota ใน Newport Beach รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรับปรุงตัวถังใหม่ น้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิม แต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น และเพิ่มความโค้งมนที่ส่วนกลางของตัวรถ

อีกทั้งยังนำรูปลักษณ์ของ Celica ในรุ่นแรก มาปรับเข้ากับรถรุ่นนี้ ด้วยไฟหน้าแบบทรงกลม 4 ดวง ย้อนยุค รวมทั้งชุดไฟท้ายแบบสี่เหลี่ยมซ้อนกันในไฟชุดเดียว

Toyota-Corona-EXIV

Toyota-Carina-ED

ซึ่งในครั้งนี้ Celica ยังมาพร้อมกับรถคู่แฝด ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันอย่าง Toyota Corona Exiv, Carina ED (ซึ่งเป็นรถ 4 ประตู Hardtop รุ่นสุดท้าย ของตระกูลนี้)

Toyota-Curren

พร้อมรุ่น Coupe 2 ประตูแบบ Notchback อย่าง “Curren” รหัส ST206 (ที่มีแค่รุ่นเดียว ออกมาในเดือนมกราคม 1994 และก็หายไปในปี 1998) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE 140 แรงม้า และรหัส 3S-GE 180 แรงม้า (เกียร์อัตโนมัติ 170 แรงม้า)

Toyota-Celica-Convertible-MC

และก็ยังมีรุ่นพิเศษอย่าง “Celica Convertible” เปิดประทุนแบบพับเก็บได้ด้วยไฟฟ้า (ตัวหลังคารถผลิตโดย ASC หรือ American Sunroof Corporation) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-GE 170 แรงม้า ตามมาอีกด้วย! ในเดือนกันยายน 1994

Toyota-Celica-Interior

Toyota-Celica-Interior

สำหรับ Celica ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที

และรหัส 3S-GE 180 แรงม้า แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (เกียร์อัตโนมัติ 170 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที)

ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับรุ่นย่อยที่มีแค่รุ่น SS-I และ SS-II

Toyota-Celica-GT-Four-MC

และ Celica GT-Four ที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 ผลิตจำนวนจำกัด 2,500 คัน เป็นรถ Homologation Car สำหรับลงแข่งใน WRC (World Rally Championship) เพื่อให้ผ่านกฏสามารถลงแข่งขัน Group A ใน WRC ได้ รุ่นสุดท้ายในสายพันธุ์ Celica ที่มีออกมา 2,100 คัน ในญี่ปุ่น ส่วนที่เหลืออีก 400 คัน เป็นการส่งออกไปประเทศอื่นๆ เช่น ในยุโรป ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ซึ่งหลังจากเจเนอเรชั่นที่ 7 Toyota ก็ไม่ได้ทำตัว GT-Four ออกมาอีกแล้ว (เนื่องจากโดนเรื่องถูกปรับแพ้ฟาวล์ เพราะใช้ระบบ Bypass Turbo Restrictor ต่อทางเดินอากาศลัด ข้ามตัวจำกัดการทำงานของเทอร์โบ จากเดิม 300 แรงม้า มีกำลังขึ้นอีกประมาณ 50 แรงม้า (เป็น 350 แรงม้า) จึงถูกแบนการแข่งขันไป 2 ปี)

Toyota-Celica-Thai

สำหรับในไทยเองนั้น Celica รุ่นนี้ได้ฉายาจากพ่อค้ารถมือสองว่า “โฉมตากลม” ในบ้านเราเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2536 ถึงจะโผล่มา ยังคงเป็นการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียตามเคย มาพร้อมสเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลัง และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว พร้อมยาวหน้ากว้าง ซีรี่ส์ต่ำ อีกทั้งภายในยังมีถุงลมนิรภัยคู่ เป็นครั้งแรกอีกด้วย

มิติตัวรถ ยาว 4,425 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,305 มม. ระยะฐานล้อ 2,535 มม. บนน้ำหนักตัวรถ 1,190-1,220 กิโลกรัม (ส่วนรุ่น GT-Four หนักหน่อย 1,420 กิโลกรัม)

Toyota-Celica-Thai

เวอร์ชั่นบ้านเรา รหัสตัวถังจะเป็น JT764STL-4xxxxxxx หรือ ST204 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.0 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota-Celica-Thai

และรุ่น GT-Four เป็นการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวช่วงประมาณเดือนมีนาคม 2537 ซึ่งในบ้านเราได้โควต้ามาเพียงแค่ 40 คัน แต่ขายได้จริงแค่ 12 คัน ซึ่งโควต้าส่วนที่เหลือ จึงต้องยกให้กับ Crown Motors ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในเกาะฮ่องกงไป

Toyota-Celica-Thai

มาพร้อมขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-GTE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.8 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนแบบ 4WD Full Time และระบบเบรกหน้าแบบ 4 Piston กับด้านหลังแบบ 2 Piston พร้อม ABS แบบ Linear G Sensor

พอรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของญี่ปุ่น เผยโฉมในดือนธันวาคม 1997 ปรับปรุงเครื่องยนต์รหัส 3S-GE ด้วยการเพิ่มระบบวาล์วแปรผัน VVT-i เข้าไป แล้วรายละเอียดตัวรถเพิ่มเติม เช่น มีรุ่นย่อย SS-III ออกมา ส่วน Celica ในบ้านเราไม่มีความเคลื่อนไหวไดๆ และต่อมาจึงเปิดตัว Celica เจเนอเรชั่นที่ 7

บทสรุป

Toyota Celica ยังเหมาะสำหรับคนชอบรถสปอร์ตในยุค 90 ที่ไม่ต้องไปตามใคร ราคายังจับต้องได้ และรูปทรงที่ยังดูไม่ล้าสมัย ไว้ขับไปทำงานทุกวัน หรือจะไว้ขับเล่นในวันหยุดก็ได้ ราคาขายคงที่ ไม่ขึ้นไปกว่านี้ และไม่ตกไปกว่านี้

Toyota-Celica-GT-Four-MotorShow-1995

Toyota Celica GT-Four ในงาน Motor Show 1994 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

แม้ว่าจะเป็นรถแนวสปอร์ต ที่เหมาะกับคนนั่งข้างหน้ามากกว่านั่งข้างหลัง ไว้ขับเล่นสนุกๆ แต่ก็ต้องดูรถ และรหัสตัวถังดีๆ เพราะบางคันเป็นรุ่นธรรมดา แต่แปลงเป็นตัว GT-Four ด้วยการวางเครื่อง 3S-GTE และแปลงช่วงล่างเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถสปอร์ตที่จัดว่าอะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร แบบเดียวกันกับ Camry ท้ายหงส์ มายุคนี้ค่อนข้างอืดและกินน้ำมันไปซะแล้ว บางคันอาจจะไปวางเครื่องใหม่ ส่วนอะไหล่บางอย่าง ก็สามารถใช้ร่วมกับ Corona ท้ายโด่งได้ ที่หาเริ่มยากหน่อยก็คงจะเป็นอะไหล่ตัวถัง ส่วนตัว GT-Four แท้ๆ บอกได้เลยว่าหายาก เพราะมีอยู่แค่ 12 คัน ราคามือสองกระโดดไปสูงมาก

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน แต่ช่วงล่างอาจจะไม่ค่อยเกาะถนนนัก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 20,000 – 30,000 บาท ก็พอ ส่วนอะไหล่เก่า และของแต่งรถรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี แต่ราคาก็ปั่นขึ้นไปสูงพอสมควร

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Honda-Accord-CB

ยุคที่ “Honda” (ฮอนด้า) เริ่มเข้ามารุกตลาดรถยนต์ในบ้านเราเมื่อปี 2526 นั้น หลายคนยังงงๆ อยู่ ว่า Honda มีผลิตรถยนต์ด้วยรึ? เพราะ “ฮอนด้า” ในเวลานั้นที่เป็นรู้จักกันดี เฉพาะแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่ หรือแบรนด์สินค้าอย่าง รถตัดหญ้า ที่ฮอนด้าผลิตขายมานมนานแล้ว

Honda เวลานั้น ได้ตัดสินใจผลิตและเปิดตัว Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) ในปี 2527 และตามมาติดๆ ด้วย Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) แต่นั่นก็ยังทำให้คนไทย ยังไม่รู้จัก Honda เป็นที่มากพอ …

จนกระทั่งการเปิดตัว “Honda Accord (CB)” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี! นี่ล่ะ นับเป็นรถรุ่นที่คนไทยเริ่มรู้จัก Honda กันอย่างกว้างขวาง และธุรกิจการขายใบจองรถยนต์ ใบละ 10,000 บาท ที่หลายคนยังจำได้ไม่ลืม

MR.CARRO จะมานำเสนอข้อมูลรถมือสองของ “Honda Accord ตาเพชร” กันครับ ว่าจะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง สำหรับคนที่กำลังมองหารถรุ่นนี้มาใช้อยู่

Honda-Accord-CB-JDM

Honda Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Honda-Ascot-CB

Honda Ascot เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในวันที่ 13 กันยายน 1989 Honda ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ในตระกูล “Accord” พร้อมกันถึง 4 รุ่นเลยทีเดียว โดยแย่งออกได้เป็น Accord รุ่น 4 ประตู Sedan, Ascot (ชื่อรุ่นมาจาก เมืองเล็กๆ ใน East Berkshire ประเทศอังกฤษ ที่มีการจัดการแข่งม้าสุดยิ่งใหญ่ มีมายาวนานกว่า 300 ปี) 4 ประตู Sedan

Honda-Accord-Inspire-CB

Honda Accord Inspire เวอร์ชั่นญี่ปุ่น (ในไทย รถรุ่นนี้ก็มีของจริงให้เห็นอยู่ 1 คัน)

Honda-Vigor-CB

Honda Vigor เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

และรุ่นเวอร์ชั่น Hardtop ที่วางคลาสให้สูงกว่า Accord ชูความโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ใช้เครื่องยนต์แบบวางตามแนวยาว 5 สูบ แบบเดียวกับรถขับเคลื่อนล้อหลัง (ซึ่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรถ Audi ในยุคนั้น) ได้แก่รุ่น Accord Inspire ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในโฉมนี้ และ Vigor (ชื่อรุ่นแปลว่า พลัง) เจเนอเรชั่นที่ 3 วางขายผ่านเครือข่ายจำหน่าย Honda Verno

ก่อนที่ Honda จะนำพาเจ้า Accord ตาเพชร คันนี้ ไปเปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show หรือ IAA ช่วงปลายปี 1989

รูปโฉมภายนอกของ Accord ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและความสปอร์ต … นำทีมออกแบบโดย Mr.Tateomi Miyoshi หัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบจาก Honda R&D ด้วยรูปทรงโค้งมนกลมกลืน ชุดไฟหน้าแบบ Diamond Eye แบบมัลติรีเฟล็คเตอร์ ที่เวลาต่อมาค่ารถทุกค่ายจึงใช้กันจนเป็นของธรรมดาไปแล้วในยุคปัจจุบัน ฝากระโปรงหน้าลาดต่ำ กระจกบานกว้าง ให้ทัศนวิสัยดี

Honda-Accord-Interior

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ชุดมาตรวัดต่างๆ ออกแบบให้ใช้งานง่าย นั่งกันได้สบายๆ 5 คน พร้อมกับเก็บเสียงได้เงียบ ด้วยโครงสร้างประตูที่ออกแบบเป็นพิเศษ และอุปกรณ์มาตรฐานเพียบ

ชุดช่วงล่างระบบดับเบิลวิชโบน อิสระทั้ง 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวล เกาะถนน มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และระบบขับเคลื่อนแบบเลี้ยว 4 ล้อ 4WS

และครั้งแรกของเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ PGM-Fi ในการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดติดตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ บนเครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ตระกูล “F” ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอยด์ ลูกสูบเป็นแบบ Under-Square ช่วงชักยาวขึ้น เพื่อให้กำลังที่ราบเรียบ และแรงบิดที่รอบต่ำ บวกกับใช้วาล์วไอดี/ไอเสีย ขนาดโตขึ้น ให้เครื่องยนต์หายใจสะดวกขึ้น แรงม้าจึงมากขึ้นตามไปด้วย

มีให้เลือกทั้งขนาด 1.8 ลิตร รหัส F18A 105 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร F20A ในแบบ SOHC คาร์บูเรเตอร์ 110 แรงม้า หัวฉีด 130 แรงม้า และแบบ DOHC 150 แรงม้า รวมไปถึงเครื่องยนต์ตัวใหญ่สุดอย่างขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A 140 แรงม้า

Honda-Accord-CB-TH

และเครื่องยนต์ตระกูล F นี้ ยังได้พัฒนาระบบแกนบาลานเซอร์ใหม่ เพื่อลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เมื่อใช้รอบปานกลาง และรอบสูง ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบตลอดเวลาของการขับขี่ แต่ถ้ารอบต่ำ ฮอนด้าจะเลือกออกแบบใช้ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น

เรียกได้ว่า การออกแบบของ Honda Accord ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงออพชั่นต่างๆ ทิ้งขาดคู่แข่งในรุ่นเดียวกันอย่าง Toyota Corona, Nissan Bluebird, Mazda 626 หรือ Mitsubishi Galant เป็นต้น และก็ยังมีราคาแพงเป็นหมายเลข 1 อีกด้วย …..

ซึ่งหลังจากเปิดตัวและจำหน่ายไปในหลายประเทศทั่วโลก Honda Accord รุ่นนี้ ก็คว้ารางวัลมาได้มากมายเลย อาทิ รางวัลพวงมาลัยทองคำจากนิตยสาร Bild Am Sonntag จากประเทศเยอรมนีตะวันตก และติดอันดับ 3 ใน 10 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 1989 จากนิตยสาร Car & Driver ประเทศสหรัฐอเมริกา และคว้ารางวัล 1 ใน 5 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2533 ของยุโรป!

Honda-Accord-Coupe-CB

1 เมษายน 1990 Honda เปิดตัว Accord Coupe ซึ่งเป็นโฉมเดียวกันกับที่ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเข้ามาขายในประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส F20A ซึ่งในไทยก็เคยมีคนนำเข้ามาใช้งาน

Honda-Accord-Wagon-CB

4 เมษายน 1991 Honda เปิดตัว Accord Wagon ก็เป็นรุ่นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาขายในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A เท่านั้น

ก่อนจะปรับโฉม Minorchange เป็นตัวไฟท้ายสั้น ในเดือนกรกฎาคม 1991 ปรับปรุงชุดกันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และเพิ่มระบบ Navigator ให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย

Honda-Ascot-Innova

Honda Ascot Innova ผู้มีพื้นฐานร่วมกับ Accord ตาเพชร แต่เน้นบุกคลาดยุโรปมากกว่า

เดือนมิถุนายน 1992 นำเข้า Accord เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร จาก USA เข้าไปขายในญี่ปุ่น

Honda-Accord-CB-TH

ในส่วนของเวอร์ชั่นไทยนั้น Honda Accord ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 ในยุคที่ยังเป็น บริษัท ฮอนด้าคาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บ้านเรามีเฉพาะแบบ 4 ประตู ซีดาน

Honda-Accord-CB-TH

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 5,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi (Programed Fuel Injection) ให้แรงม้าสูงสุด 135 แรงม้า ที่ 5,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที มีให้เฉพาะทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ตามมาในปีถัดมา)

ซึ่งระบบการจ่ายน้ำมันแบบนี้ เป็นระบบเดียวกับที่ฮอนด้าใช้ในการแข่งขันรถสูตร 1 ฟอร์มูล่า วัน ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างงดงาม

Honda-Accord-CB-TH

Honda Accord 1990 มีทั้งหมดด้วยกัน 3 รุ่น

1. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 798,000 บาท พร้อมแอร์ พวงมาลัยเพาเวอร์ เบาะหนังแบบไวนิล กระจกไฟฟ้า 4 บาน เซ็ลทรัลล็อค เสาอากาศไฟฟ้า วิทยุ-เทป พร้อมลำโพง 2 ตัว และฝาครอบล้อขนาด 14 นิ้ว

2. Honda Accord รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด EX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 838,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น LX ได้แก่ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ที่มาตรวัดความเร็ว และกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า

3. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LXi เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi ราคา 898,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น EX ได้แก่ ไฟเบรกดวงที่ 3 พวงมาลัยหนังแท้ เบาะนั่งแบบผ้าสักหลาด วิทยุ-เทป Hi-Power พร้อมลำโพง 4 ตัว และล้อแม็กขอบ 15 นิ้ว

Honda-Accord-CB-TH

ในเดือนเมษายน 2534 จึงเพิ่มรุ่น Top สุด เกียร์อัตโนมัติ

Honda-Accord-CB-JDM-MC

ในเดือนเมษายน 2535 ปรับโฉม Minorchange เป็นรุ่น “ไฟท้ายสั้น” หรือ “แอคคอร์ด 92-24” โฉมนี้ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดกำแพงภาษีรถยนต์ ราคาขายจึงถูกลงกว่าเดิม โดยรุ่น LX ราคา 672,000 บาท, รุ่น EX ราคา 707,000 บาท, รุ่น LXi ราคา 757,000 บาท และรุ่น Top สุด ราคา 797,000 บาท!

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปลายปี 2537 จึงต้องหลีกทางให้กับ Accord เจเนอเรชั่นที่ 5 ไป …

Honda-Accord-MotorShow-1990

Honda Accord ในงาน Motor Show 1990 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

บทสรุป

Honda Accord รหัสตัวถัง CB โฉมนี้ในอดีต ตั้งใจออกมาเพื่อให้เป็นได้ทั้งรถครอบครัว และรถหรู เราจึงเห็นรถรุ่นนี้จำนวนมาก ที่ผู้ใช้มักจะเป็นคนทำงานระดับบริหาร หรือเจ้าของบริษัท ซื้อไว้ใช้งานกับครอบครัว แม้ว่าในปัจจุบัน จะกลายเป็นรถยอดนิยมของคนชอบรถแต่งซิ่งในยุค 90 ไปอีกรุ่นก็ตาม

Honda-Accord-MotorShow-1992

Honda Accord ในงาน Motor Show 1992 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

แม้ว่าจะเป็นรถแนวครอบครัว และรถหรูสำหรับผู้จัดการบริษัท หรือผู้บริหารขับ แต่จะหารถรุ่นนี้แบบสภาพเดิมๆ ก็ถือว่าไม่ง่ายนัก ถ้าเป็นรถแต่งซิ่ง ส่วนใหญ่สภาพจะช้ำเยอะ หลายคันเปลี่ยนเครื่องมาแล้ว ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ ภายในเดิมๆ ระบบไฟ ระบบความร้อนต้องดี ไม่งั้นจ่ายกันเยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ช่วงล่างดีอีกหนึ่งรุ่น วิ่งนิ่ม นุ่ม เกาะถนน แต่ช่วงล่างต้องดี หลายคันนิยมไปเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ VTEC เพราะได้แรงม้าที่มากขึ้น และการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น ถ้าจะเอาประหยัดก็ติดแก๊ส LPG ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานใช้ได้ แต่ก็มีจุกจิกเหมือนกัน (โดยเฉพาะช่วงล่าง) ต้องซ่อมแบบลงทุนใหญ่ หรือเปลี่ยนอะไหล่ให้จบทั้งหมด เพราะถ้ารอใกล้พังค่อยเปลี่ยน ก็จะซ่อมกันแบบไม่จบ หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอู่ซ่อมรถที่เคยมีช่างจาก Honda ในยุค 90 ออกมาเปิดอู่เอง เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี แต่ราคาก็ปั่นขึ้นไปสูงพอสมควร

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Nissan-Cefiro-A31

หากเราจะย้อนกลับไปดูตลาดรถของไทยสักเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูมสุดขีดจากนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2531 ทำให้อัตราการโตของเศรษฐกิจไทยสูงมาก และมีคนรวยเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วงต้นยุค 90

เวลานั้น “รถยนต์” ก็เป็นอีกสิ่งที่เรียกได้ว่ากำลังเฟื่องฟูสุดๆ แม้ว่าก่อนปี 2534 ภาษีรถบ้านเรายังคงสูงมากก็ตาม ต่อมาในปี 2534 บ้านเราจึงลดกำแพงภาษีรถยนต์ ทำให้รถรุ่นใหม่ๆ แปลกๆ มากมาย ต่างทยอยนำเข้าขายในบ้านเราอย่างเต็มที่ มีให้เลือกกันสารพัดแบบ แม้กระทั่งรถหรูๆ สำหรับผู้บริหาร ก็มีตัวเลือกหลายยี่ห้อทีเดียว

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

อีกหนึ่งรถยอดนิยมตลอดกาล ที่เกิดขึ้นจากการเป็นรถหรูอย่าง “Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่)” รหัส “A31” กับ “ลีลาแห่งอนาคต” เกิดขึ้นมาพร้อมกันในยุคนี้ กลับกลายเป็นรถที่ชาว “รถซิ่ง” นิยมเป็นอย่างมากทั้งในสนามซิ่ง และสนามดริฟท์ ที่เปิดตัวขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี!

ทำไม Cefiro A31 ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไรนั้น? MR.CARRO จะพาท่านไปรู้จักกับ Cefiro A31 กันให้มากขึ้นครับ

Nissan Cefiro (A31) Live Catalogue

Nissan-Cefiro-A31-Drawing

ขั้นตอนการออกแบบ Nissan Cefiro (A31)

สำหรับ Nissan Cefiro นั้น มีชื่อรุ่นมาจากภาษาสเปน ความหมายในภาษาไทยนั้นหมายถึง “ลมตะวันตก” หรือ “ลมอ่อนๆ” (หรือ Zephyr ในภาษาอังกฤษ)

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 1988 มาพร้อมกับรูปทรงเพรียวล้ำยุค แบบ Personal Sedan หรือ Executive Car ที่ชอบเรียกกันในยุคนั้น ที่ละม้ายคล้ายกับ Nissan Silvia รถสปอร์ต 2 ประตู ที่ออกมาในเวลานั้น โดยตัวรถออกแบบโดย Satoshi Wada ตั้งใจให้เป็นรถ 4 ประตูขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ แต่มีความสูงไม่มากนักแบบรถสปอร์ต

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ห้องโดยสารภายใน หรูหรา เบาะนั่งกระชับ มีให้เลือกทั้งรูปแบบ Modern, Elegant และ Dandy

โดย Cefiro A31 รุ่นนี้ ผลิตขึ้นในโรงงาน Musashimurayama เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ชูจุดเด่น จุดขาย ด้วยความล้ำยุค (ในช่วงปลายยุค 80 ถึงต้นยุค 90) ด้วยชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ เปิด-ปิด อัตโนมัติ, เบาะปรับไฟฟ้า, กระจกมองข้างตัดแสงได้ พร้อมไล่ฝ้า ระบบการควบคุมการขับเคลื่อน 4 ล้อ ATTESA-ETS พร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ HICAS-II และระบบเบรก ABS

กับเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ อย่าง “โช๊คอัพปรับความอ่อน-แข็ง ด้วยไฟฟ้า และปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามความเร็วรถ DUET-SS (Super Sonic Suspension)” ที่พัฒนาจากระบบโซนาร์ โดยส่งคลื่นโซนาร์ออกไปที่พื้นถนนและสะท้อนกลับมายังตัวรับสัญญาณบริเวณแชสซีส์หน้า และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะปรับความแข็งอ่อนให้ จะเอาแบบไหน Comfort หรือ Sport เลือกได้ จนหลายคนอยากขโมยไปหาปลา!

Nissan-Cefiro-A31

Nissan-Cefiro-A31

เนื่องจากรถรุ่นนี้ มีพื้นฐานของระบบเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างหลัง ใช้ร่วมกันกับ Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) รหัส “R32” รถยอดนิยมตลอดกาลของชาวรถซิ่ง รวมถึงในรุ่น Leopard รหัส F31 และ Laurel รหัส C33 ทำให้รถหรูรุ่นนี้ จึงกลายร่างมาเป็นรถซิ่งกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในไทย และในญี่ปุ่นเอง

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

สำหรับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ลุยกับด้วยตระกูล 6 สูบแถวเรียงรหัส RB ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E 125 แรงม้า, รหัส RB20DE 155 แรงม้า, รหัส RB20DET Turbo 205 แรงม้า มีเกียร์ธรรมดา 5 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับ 5 สปีด ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1991 Nissan ปรับปรุงระบบความปลอดภัยของ Cefiro ทุกรุ่นย่อย และมีถุงลมนิรภัยด้านคนขับให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย ต่อมาในปี 1992 จึงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเพิ่มรุ่น Top สุด ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส RB25DE 180 แรงม้า

Nissan-Cefiro-A31

แน่นอนว่ารถรุ่นนี้ Nissan ก็มีผลิตเป็นเวอร์ชั่นส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ในแถบลาตินอเมริกา ตุรกี จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงในตะวันออกกลางด้วย ทั้งแบบพวงมาลัยซ้าย และพวงมาลัยขวา ใช้ชื่อรุ่นว่า “Nissan Laurel Altima” (ในไทย มีรุ่นนี้แท้ๆ นำเข้ามาใช้งานด้วย 1 คัน) แต่รายละเอียดหลายอย่างก็ต่างไปจาก Cefiro เช่น เครื่องยนต์ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 102 แรงม้า รหัส CA20S และเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส RB24 141 แรงม้า

สำหรับในไทย …

Nissan Cefiro A31 รุ่นนี้ จุดเริ่มต้นของการขายในประเทศไทยคงต้องยกเครดิตให้กับ บริษัท สยามกลการ จำกัด ที่ได้ไปชมตัวจริง และกล้าตัดสินใจนำความคิดว่ารถรุ่นนี้ขายในไทยได้แน่ๆ เสนอต่อฝ่าย Product Planning บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในการขอสิทธิ์นำเข้ามาขาย และผลิตจำหน่ายในประเทศไทย

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

รถคันแรก ออกจากสายการผลิตของโรงงาน Nissan เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2533 (ภาพจาก LIM-Catalogue)

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ 14 มีนาคม 2533 ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา โดยงานนี้ผู้บริหาร นิสสัน จากประเทศญี่ปุ่น ยูทากะ คูเม ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น บินมาเพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ

แถมมีลูกค้าสั่งจองไว้ล่วงหน้า กว่า 1,000 คันแล้ว ในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ก่อนเปิดตัว! ขายดีจนต้องปิดจองเลยทีเดียว เพราะผลิตไม่ทัน จนเกิดธุรกิจขายใบจองกันเป็นล่ำเป็นสัน

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

สนนราคารุ่น 12 วาล์ว เกียร์ธรรมดาอยู่ที่ 790,000 บาท และราคา 830,000 บาท ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

มิติตัวถังยาว 4,710 มม. (ในรุ่น 24 วาล์ว ยาว 4,690 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,375 มม. และระยะฐานล้อ 2,670 มม. น้ำหนักรถ 1,290 – 1,380 กิโลกรัม

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

เวอร์ชั่นไทย เริ่มแรกมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E แบบ 6 สูบ OHC 12 วาล์ว หัวฉีด ECCS ให้แรงม้าสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ในโฉม 24 วาล์ว ตามมาทีหลัง เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว หัวฉีด ECCS ให้แรงม้าสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.5 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (5E-AT) พร้อมระบบ DUET-EA ควบคุมการส่งกำลังของเกียร์และการทำงานของเครื่องยนต์ให้เต็มประสิทธิภาพ สามารถเลือกได้ทั้ง Auto Mode ใช้งานในเมือง ขับขี่ธรรมดา และ Sport Mode ไว้เรียกพลัง ลากรอบได้นานขึ้น และ Hold สำหรับการล็อกตำแหน่งเกียร์ตามที่เลือกไว้

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

ช่วงล่างของ Cefiro A31 ก็ถือเป็นจุดขายสำคัญ ด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงชนิดเยื้องศูนย์ พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบ อิสระ Multi-Link (มัลติลิงค์) พร้อมเหล็กกันโคลง เอกลักษณ์ของช่วงล่างรถ Nissan ในยุค 90

Nissan-Cefiro-A31-Lineup

สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานเวอร์ชั่นไทย … ในรุ่น 12 วาล์ว ที่เด่นๆ จุดขายก็ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์, ภายในใช้ชุดลำโพงแบบ Active Sound, เบาะหนังชามัวร์, พวงมาลัยเพาเวอร์ปรับสูง-ต่ำ ใกล้-ไกล ได้ และคอนโซลหน้า ติดตั้ง Sensor ควบคุมอุณหภูมิให้ทำงานสัมพันธ์กับแอร์แบบอัตโนมัติ กับปุ่มปรับโหมดการทำงานของโช๊คอัพไฟฟ้า DUET-SS และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ในรุ่น 24 วาล์ว เพิ่มจากรุ่น 12 วาล์ว ได้แก่ กันชนหน้าใหม่ ช่องดักลมยาวขึ้น, ไฟท้ายและแผงทับทิมหลังใหม่ สีแดงเลือดหมูแบบเรียบ ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวที่กันชนหน้า, ระบบล็อคประตูรถอัตโนมัติ เมื่อรถวิ่งเกิน 15กม./ชม., ที่วางแขนด้านหลัง มีฝาเปิดไปห้องเก็บของท้ายได้, พวงมาลัย 4 ก้าน เบาะหนังแท้สีดำ, เบาะปรับไฟฟ้า, มาตรวัดรอบดีไซน์ใหม่ มีถึง 9,000 รอบ/นาที และระบบเบรก ABS ในราคา 1,025,000 บาท!

Nissan-Cefiro-A31-Color-Variation

มีสีรถให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีเงิน Greenish Silver M., สีทอง Beige M., สีเขียว Dark Green M., สีดำ Black Mica และสีโปรโมทอย่าง สีฟ้า Blue Grey M.

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ในปี 2536 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ทั้งรุ่น 12 วาล์ว และรุ่น 24 วาล์ว ปรับกันชนหน้าใหม่ ยาวขึ้น กระจังหน้าใหม่ ชุดไฟท้ายสีแดงสด แบบเรียบ

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2538 Nissan Cefiro A32 ขับหน้ารุ่นแรก ที่เข้ามาแทนที่เจ้า Cefiro A31 ที่หมดอายุตลาดไป

บทสรุป

การกำเนิดของ Nissan Cefiro รหัสตัวถัง A31 โฉมนี้ในอดีต แม้ว่าจะเป็นรถหรู ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เหล่าผู้จัดการ หรือผู้บริหาร “ขับเอง” มากกว่า “นั่งข้างหลัง” บ้าง กลับกลายมาเป็นรถซิ่งขับหลัง รถยอดนิยมตลอดกาลของขาซิ่งไปซะงั้น

Nissan-Cefiro-A31

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับใครที่เคยเล่นรถรุ่นนี้ หรืออยากจะเล่นรถรุ่นนี้ ก็ต้องเป็นคนนิยมชมชอบในความหรู หรือไม่ก็ความแรงแบบรถขับหลัง (สำหรับรถที่เปลี่ยนเครื่องมาแล้ว)

แต่รถรุ่นนี้ส่วนใหญ่ สภาพจะช้ำซะเยอะ เพราะถูกนำไปแต่งซิ่งกันเยอะสุดๆ จนรถสภาพเดิมๆ กลายเป็นรถหายากไปเลย! ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ หรือว่าทำสีมาแล้ว ดูด้วยว่าหลังคามีผุหรือเปล่า เพราะรุ่นนี้เป็นกันเยอะ! กับภายในว่าเบาะเน่า หนังแตก มากน้อยแค่ไหน กับระบบ DUET-SS ยังใช้ได้หรือไม่

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าจะเล่นรุ่นนี้แบบเครื่องยนต์เดิมๆ 12 วาล์ว RB20E ตรงรุ่น ที่ดูโบราณไปหน่อย เมื่อเทียบกับรถในยุคเดียวกันที่เป็น ต้องทำใจรับได้กับเรื่องกินน้ำมันแบบดุเดือด และเรี่ยวแรงที่หดหายไปมาก รวมไปถึงเครื่องยนต์แบกน้ำหนักตัวรถไว้มากพอสมควร แต่ก็ได้ความทนทานและความนิ่งเมื่อขับทางไกล ถ้าอยากอนุรักษ์ของเดิมไว้ และต้องใช้รถบ่อยๆ (แต่เงินในกระเป๋าไม่อำนวย) ทางที่ดีควรติดแก๊ส LPG ซะ จะได้ประหยัดขึ้น

และห้องโดยสารภายในที่ค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะชุดเบาะด้านหลัง อาจไม่ถูกใจคนตัวสูงใหญ่เท่าไหร่นัก (หัวแทบติดเพดาน!)

ในยุคที่รถซิ่งกำลังบูม คนที่ซื้อรถรุ่นนี้ไปแต่งจึงนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่จำนวนมาก นับตั้งแต่เครื่องยนต์ของ Nissan อย่างรหัส RB20DET, RB25DET หรือ RB26DETT หรือแม้กระทั่ง “เครื่อง JZ” จาก Toyota อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE เป็นต้น

ข้อดีอีกอย่างของรุ่นนี้คือ ของแต่งยังมีมาก แม้ว่าจะมีราคาเริ่มสูงแล้วก็ตาม แม้กระทั่ง “ไฟหน้าอเมริกา” ที่บ้านเราเรียกกัน ทำเอางง! เพราะรถรุ่นนี้ ไม่มีขายที่อเมริกา!

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานในระดับหนึ่ง ไม่ค่อยจุกจิก ดูแลง่าย หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 30,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000-150,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Crown-JZS133

หากจะย้อนกลับไปในอดีต ในยุคที่รถหรูบ้านเรายังยอดนิยมสุดๆ ในบรรดาผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถ้าหากบริษัทที่ทำงานในตอนนั้น อาจจะเป็นบริษัทจากชาติตะวันตก คุณก็อาจจะได้รถประจำตำแหน่งเป็นรถ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) หรือ BMW (บีเอ็มดับเบิลยู)

แต่ถ้าบริษัทคุณเป็นบริษัทจากชาติตะวันออก ซึ่งในบ้านเราก็จะเป็นบริษัทจากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ก็จะได้รถประจำตำแหน่งเป็นรถ Toyota (โตโยต้า) หรือ Nissan (เป็นต้น) โดยมากแล้วจะนิยมรถ Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) หรือ Nissan Cedric (นิสสัน เซดริก) ที่ตัวรถมีขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างหรูหราแบบรถยุโรป แต่ราคาย่อมเยาว์กว่ากันมาก

ใช่ครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) รหัสรุ่น JZS133 ในโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 กัน ตอนออกใหม่ๆ นั้น มีราคาหลักล้านกว่าบาท แต่ตอนนี้ สามารถหาซื้อได้ในราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงหนึ่งแสนบาทต้นๆ จะมีอะไรที่น่าสนใจนั้น ต้องอ่าน …

Toyota-Crown-Royal-Saloon

สำหรับ Toyota Crown เจเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 28 ตุลาคม 1991 ในรูปแบบ Hardtop 4 ประตู และโฉมที่หรูเป็นพิเศษอย่าง Crown Majesta แต่ Crown โฉม Saloon และ Station Wagon จะยังคงเป็นรถเจเนอเรชั่นที่ 8 แต่ก็มีการปรับโฉมแบบ “ยกใหญ่” และยังคงใช้พื้นฐานร่วมกัน อุปกรณ์ภายในบางส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ แต่ก็มีความต่างกันอยู่พอสมควร ทั้งตัวถังภายนอก เครื่องยนต์ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ซึ่งโฉม Saloon นี้ล่ะครับ เป็นโฉมที่ทาง Toyota ตัดสินใจนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2535 เพื่อแทนโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เป็นโฉมสุดท้ายที่ประกอบขายในประเทศไทย มาพร้อม Concept “สุดยอดศิลปกรรมยานยนต์”

มิติตัวถังยาว 4,860 มม. กว้าง 1,720 มม. สูง 1,460 มม. และระยะฐานล้อ 2,730 มม. น้ำหนักรถ 1,630 กิโลกรัม

Toyota-Crown-Royal-Saloon

Toyota Crown Royal Saloon ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.1 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ระบบช่วงล่างหน้า แบบดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง หลังแบบเซมิเทรลลิ่งอาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ตัวถังภายนอกยังคงไว้ซึ่งขนาดใหญ่ ทรงเหลี่ยม โดดเด่นด้วยไฟหน้า และไฟท้ายขนาดใหญ่ มีไฟตัดหมอก ไฟกะระยะด้านข้างตัวรถ และล้อแม็กลายหรูขนาด 15 นิ้ว ติดมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ภายในห้องโดยสารหรูหรา โอ่อ่า ด้วยโทนสีน้ำเงิน เบาะกำมะหยี่ขนาดใหญ่ นั่งสบาย มีพวงมาลัยเพาเวอร์ แบบ 3 ก้าน ปรับน้ำหนักตามความเร็วรอบ ระบบแอร์สวิงซ้าย-ขวา ระบบควบคุมแอร์ด้านเบาะผู้โดยสารหลัง พร้อมระบบเบาะไฟฟ้าปรับเลื่อนได้ ทั้งด้านคนขับ และด้านหลัง หรือจะเป็นตู้เย็นเล็กๆ ที่เหมือนตู้เย็นบ้าน สำหรับไว้แช่ของเย็นๆ ด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Toyota Crown ด้วย เป็นต้น

สำหรับ Toyota Crown โฉมนี้ ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2538

Toyota-Crown-Royal-Saloon

บทสรุป

แม้ว่า Toyota Crown รหัสตัวถัง JZS133 โฉมนี้ในอดีต จะเป็นรถยอดนิยมของผู้บริหาร หรือประธานบริษัทของบริษัทญี่ปุ่น หรือชาวไทยที่เข้ามารับตำแหน่งระดับสูงใช้เป็นรถผู้บริหาร หรือใช้เป็นรถโรงแรม จวบจนยุคปัจจุบันที่เป็นรถของกลุ่มคนชอบรถแนวๆ VIP CAR มักไฝ่ฝันและถามถึงกันอยู่เสมอๆ

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Crown รุ่นนี้ เหมาะสำหรับคนชอบรถหรูๆ ในแบบตะวันออกจริงๆ ถึงแม้ว่าคุณค่าของอุปกรณ์มาตรฐาน อาจจะมีมาให้มากกว่ารถตะวันตกบางยี่ห้อในยุคเดียวกันด้วยซ้ำไป

แต่ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ “Toyota” ที่บางคนอาจจะมองว่าเป็น Mass ไปหน่อย ทำให้การซื้อขายในตลาดรถมือสอง อาจขายต่อยากและใช้เวลานานหน่อย ถ้าคุณไม่ได้ขายคนนิยมรถเฉพาะกลุ่ม VIP CAR นะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับคนสูงวัยนั่งด้านหลังอย่างมาก ด้วยบรรยากาศของตัวรถ ความสะดวกสบายของอุปกรณ์มาตรฐาน แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ที่เขี่ยบุหรี่ ก็มีติดมาไว้ในด้านหลัง รวมไประบบแอร์ของ Nippondenso ที่เย็นสะใจถูกใจคนขี้ร้อน

และห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้ดีมาก เครื่องยนต์นิ่ม นิ่ง ขับด้วยความเร็วสูงก็ยังทรงตัวได้ดี เครื่องยนต์รอบต่ำ ขับไกลๆ สบาย ไม่เหนื่อย แต่ก็กินน้ำมันมาก ตามประสารถเครื่องยนต์ใหญ่

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ดูแลง่าย หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 15,000 – 20,000 บาท หรือถ้าหากเครื่องยนต์เดิมแรงไม่ทันใจ ก็สามารถนำเครื่องยนต์ของ Toyota แบบอื่นๆ มาลงก็ได้เลย อาทิ เครื่องยนต์ขนาด 6 สูบ ที่มีระบบ VVT-i มาลง หรือ V8 สูบ หรือจะเอาแบบประหยัดๆ ต้องใช้งานรถทุกวัน ก็ติดแก๊ส LPG ได้ ไม่มีปัญหา

ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ก็ยังหาได้ไม่ยากนัก เชียงกงมีขายเยอะ และไม่ค่อยมีคนแย่งกันซื้อด้วย หรือบางอย่างยังมีให้เบิกศูนย์ของใหม่ได้ แต่ต้องทำใจเรื่องราคาอาจจะสูง และรอนานหน่อย

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 60,000-110,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-Thairung-Transformer

จากเหตุการณ์ที่มีข่าวจ่าทหารคลั่ง ขโมยรถฮัมวี่ของทหารพร้อมอาวุธสงคราม ออกไปก่อเหตุยิงผู้บริสุทธิ์ที่สัญจรผ่านไปมาและภายในห้าง Terminal21 มีผู้บาดเจ็บล้มตายหลายสิบคน ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญของคนไทยและคนทั่วโลก เทียบเท่าการก่อการร้าย

ทาง MR.CARRO ก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและผู้สูญเสียมา ณ ที่นี้ด้วยครับ และขอเปลี่ยนบรรยากาศในการนำเสนอเรื่องที่เบาลง เพื่อผ่อนคลายวิตกกังวลให้กับทุกท่าน ที่ในวันนี้ ล้วนมีคำถามที่มากมายเกี่ยวกับทหาร และกองทัพบกอย่างมากมาย

รวมไปถึงคำถามเกี่ยวกับรถยนต์ประจำการในกองทัพ ที่พัฒนามาจนเป็นรถสำหรับพลเรือนอย่าง Thairung Transformer (ไทยรุ่ง ทรานฟอร์เมอร์) ซึ่ง MR.CARRO จะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง และรู้จักกัน …

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

แนวคิดของรถทหาร MUV4

รถทหารของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศไทย ในอดีตก็จะนิยมใช้รถยนต์ที่เป็นรถทหารจากต่างประเทศหลากหลายแบบ อาทิ รถ Jeep, รถ HMMWV หรือ High Mobility Multipurpose Wheeled Vehicle (ภาษาปาก = Humvee) (ฮัมวี่) (สำหรับพลเรือนขายในชื่อ Hummer), รถ GMC, รถ Unimog รถของชัยเสรี หรือรถหุ้มเกราะอัศวิน ที่ดัดแปลงมาจาก Mitsubishi L200 Strada 4X4 เป็นต้น

MUV4

MUV4

ต่อมาทางกองทัพบก ได้มีแนวคิดริเริ่มคิดค้น และพัฒนาการใช้งานรถยนต์ตรวจการณ์ภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งทางไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ ที่เป็นผู้ผลิตและประกอบรถยนต์ของคนไทย จึงได้ทำการออกแบบและผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ รถต้นแบบ “MUV4 (Military Utility Vehicle)” ซึ่งเป็นรถตรวจการณ์ลาดตระเวนทางการทหาร 4 ที่นั่ง ออกแบบพิเศษ สำหรับทหารใช้งานโดยเฉพาะเป็นครั้งแรกในเมืองไทย และนำไปโชว์ในงาน Defense & Security 2009 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552

เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่น ไม่ได้สนใจพัฒนารถยนต์เพื่อทางทหาร เพราะมีความต้องการไม่มาก และติดเงื่อนไขทางกฎหมายในการห้ามผลิตยุทธภัณฑ์ จึงเป็นโอกาสของทาง บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาผลิตในจุดนี้ บนโครงสร้างของรถกระบะ (Pick Up) ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร ที่มีการผลิตขายในประเทศ

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

จุดประสงค์ในการออกแบบ เพื่อให้เป็นรถยนต์ประเภท รยบ. ขนาดเบา แบบ 4 X 4 แบบ 50 (หรือ M50) และแบบ 51 (หรือ M51) ของกองทัพบก ตามที่กรมสรรพาวุธทหารบก มีความประสงค์จะใช้งาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจตระเวนชายแดน หรือหน่วยทหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

ตัวรถออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ CAD, CAE, CAM มาตรฐานสากล และมีการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Simulates) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การผลิตชิ้นส่วนด้วยโลหะขึ้นรูป ตัวถังรถทั้งคันผ่านระบบชุบสีกันสนิม โดยประจุไฟฟ้า (EDP) และขบวนการพ่นสีมาตรฐานเดียวกับกับผู้ผลิตรถยนต์

มีการทดสอบในรูปแบบการใช้งานบนถนนจริง และบนอุปสรรคต่างๆ ซึ่งสามารถลุยน้ำได้สูงถึง 50 ซม. สามารถไต่ทางลาดชันได้ 40 องศา และไต่ทางลาดเอียงได้ 30 องศา

รถตรวจการณ์ลาดตระเวน MUV4 ที่ไทยรุ่งฯ ในเวลานั้นพัฒนาขึ้น มี 3 รุ่น ได้แก่

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

  • รุ่นหลังคาเหล็ก (Hard Top)

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

MUV4-Military-Utility-Vehicle-Motortrivia

ภาพจาก Motortrivia.com

  • รุ่นหลังคาผ้าใบ (Soft Top)

TR-Transformer

  • รุ่น Station Wagon หลังคาเหล็ก 5-11 ที่นั่ง (ภายหลังมาเป็น TR Transformer)

โดยรถทุกรุ่น มีคุณลักษณะเฉพาะในการใช้งานครบครัน อาทิเช่น

  • บรรทุกกำลังพลรวมทั้งพลขับ ได้ไม่น้อยกว่า 4 นาย พร้อมสัมภาระพร้อมรบ
  • สามารถติดตั้งอาวุธประจำหน่วยวิถีราบ แผ่นเสริมความแข็งแรงที่พื้นรถ
  • ติดตั้งเครื่องมือสื่อสารได้ โดยไม่เป็นขีดจำกัดในการบรรทุกกำลังพล และสัมภาระพร้อมรบ
  • เคลื่อนย้ายด้วย เฮลิคอปเตอร์ 47D ได้
  • มีห่วงยึดตรึง สามารถบรรทุกกับขบวนรถไฟ หรือส่งทางอากาศได้
  • สามารถปรับเปลี่ยน (Converted) ให้เหมาะสมกับการใช้งานทางด้านยุทธการอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เช่น รถบังคับการ, ลาดตระเวน, บรรทุกสัมภาระ, รถพยาบาล ฯลฯ
  • คล่องตัวในการเคลื่อนที่ทั้งในเส้นทางบนถนนและในภูมิประเทศที่ทุรกันดาร
  • สามารถเปลี่ยนการขับเคลื่อนจาก 2 ล้อเป็น 4 ล้อ โดยไม่ต้องหยุดรถแบบ Shift On The Fly
  • ภายในห้องโดยสาร ยกชุดแผงคอนโซลและเบาะนั่งมาจาก Toyota Hilux Vigo รวมไปถึงเครื่องยนต์และช่วงล่าง ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน และการซ่อมบำรุง

TR-Transformer

ทำไม Thairung ถึงลงมาเล่นรถตลาดนี้?

เนื่องจากตลาดรถ PPV ที่ทาง Thairung ผลิตอยู่เดิมนั้น ได้ถูกทางผู้ผลิตรถ ไม่ส่งรถให้ผลิตจำหน่ายแบบแต่ก่อน และผลิตรถยนต์ออกมาขายเอง ทางไทยรุ่งฯ จึงต้องหาทางรอดในการทำธุรกิจรถยนต์ ด้วยการจำหน่ายรถยนต์ให้หน่วยงานราชการ และทำตลาดรถที่แตกต่างออกไป ในราคาที่เทียบกับคู่แข่งได้

TR-Transformer-Brochure

กำเนิดของ TR Transformer, Transformer Plus และ Transformer Max

ในเดือนมีนาคม 2554 ไทยรุ่งฯ ก็ถึงเวลาเผยตัวรถต้นแบบ TR Transformer ก่อนจะออกขายในเวลาต่อมา และ Transformer Plus แบบกระบะ 4 ประตู ในเดือนมีนาคม 2556 ให้คนทั่วไปได้รู้จักกันจริงๆ สักที

TR-Transformer-Brochure

รถยนต์ TR Transformer ได้ถูกออกแบบขึ้นให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ทรงเหลี่ยม ดูแข็งแรง บึกบึน ในสไตล์คล้าย Hummer หรือ Land Rover Defender ซึ่งไม่เหมือนใคร เพิ่มบันไดข้าง กล้องมองภาพด้านหลัง อีกทั้งมีขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง เบาะหุ้มหนังใหม่โทนสีดำ มีอุปกรณ์มาตรฐานเช่นเดียวกับใน Vigo ครบ

TR-Transformer-Brochure

ไทยรุ่งฯ ได้นำเอาแชสซีส์และระบบเครื่องยนต์ของ Toyota Hilux Vigo มาใช้ นั่นคือรหัส 1KD-FTV (I/C) ขนาด 3.0 ลิตร แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 -3,200 รอบ/นาที ผ่านระบบส่งกำลังแบบธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

TR-Transformer-Brochure

สำหรับ TR Transformer และ TR Transformer Plus มาพร้อมกับขุมพลังรหัส 1KD-FTV ขนาด 3.0 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 171 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 -3,200 รอบ/นาที พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 5 สปีด

TR-Transformer-Plus

TR-Transformer-Plus

ราคาอาจดูสูงไปสักนิดนึง แต่เนื่องจากต้นทุนมาสูง เพราะไทยรุ่งฯ ต้องซื้อรถจากทาง Toyota มาแล้วถอดออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาโครงรถของ TR Transformer และ TR Transformer Plus ครอบลงไปอีกที

TR-Transformer-Max

ในเดือนมีนาคม 2558 ไทยรุ่ง จึงได้เปิดตัว TR Transformer MAX ทำหลังคาให้สูงขึ้นกว่าเดิม แบบ 11 ที่นั่ง สามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงถึง 175 ซม. ได้ทุกที่นั่ง

TR-Transformer-Max

มาพร้อมกับขุมพลังรหัส 2KD-FTV (VNT) ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 -2,800 รอบ/นาที พร้อมระบบส่งกำลังแบบธรรมดา 5 สปีด

และรหัส 1KD-FTV ขนาด 3.0 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler คอมมอนเรล ให้แรงม้าสูงสุด 171 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 -3,200 รอบ/นาที พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 5 สปีด

ต่อมาทาง Toyota ได้เปิดตัว Toyota Hilux Revo ออกมาจำหน่ายในปี 2558 ได้สักพัก ทาง Thairung จึงได้เปิดตัว TR Transformer II ออกมาจำหน่ายด้วเช่นกัน สำหรับรายละเอียดของรถรุ่นนี้ MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

TR Transformer ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองที่มีคนนิยมเฉพาะกลุ่ม อาจจะเป็นคนที่ชอบแนวทหาร แนวแข็งแกร่ดุดัน ชอบการใช้ชีวิตผจญภัย เข้าป่าฝ่าดง ชอบความไม่เหมือนใคร

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

TR Transformer มือสอง มีความได้เปรียบตรงที่ใช้แชสซีส์ ช่วงล่าง เครื่องยนต์ และภายในแบบเดียวกับ Toyota Hilux Vigo ที่ไทยรุ่งฯ นำรถรุ่นนี้มาดัดแปลง ง่ายในเรื่องการบำรุงรักษา หาอะไหล่ หรือเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ ยกเว้นตัว Parts ภายนอก ที่หาเปลี่ยนได้จากในศูนย์ของไทยรุ่งฯ เท่านั้น

แต่ตัวรถต้องแบกน้ำหนักถึง 2 ตันกว่า (หากรวมผู้โดยสาร) เหล็กตัวถังค่อนข้างหนา ทำให้อัตราเร่งตีนปลายอาจจะไม่ปรู๊ดปร๊าดเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อืด และตัวรถที่เป็นเหลี่ยมสัน อาจรู้สึกเสียงลมปะทะดังหน่อย เมื่อใช้ความเร็วสูง

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่จุกจิก เพราะองค์ประกอบหลักๆ ยังคงเป็น Toyota ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการเข้าได้ทั้ง Toyota และ Thairung เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็พอเพียง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 830,000 – 950,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถกับ CARRO สิ เรารับซื้อรถมือสอง ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในช่วงนี้หลายคนอาจตื่นตระหนกกันถึง “โคโรนาไวรัส” ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีนเวลานี้ และยังมีแพร่กระจายไปในหลายประเทศ โดยติดมากับนักท่องเที่ยวจีน (ที่มาแพร่ระบาดในไทยด้วย) ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก รัฐบาลจีน รวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขของไทยเอง ก็กำลังรับมือป้องกันเชื้อไวรัส และให้การรักาษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่

วิธีป้องกันตัวเองอย่างง่ายๆ ในเวลานี้ ก็ขอให้ทุกท่าน “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” รวมไปถึงการใส่หน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แค่นี้ก็สบายใจขึ้นได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

ในวันนี้ MR.CARRO จะขอมาแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (AT190/ST191) ซึ่งใช้ชื่อรุ่น ชื่อเดียวกับไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศจีนเวลานี้ครับผม

Carro-Toyota-Corona

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 10) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1992 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่ดูอ้วนกลม ลู่ลม ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.31 มีลักษณะเด่นคือด้านท้ายค่อนข้างใหญ่ แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 2 แบบ นั่นคือ แบบ 4 ประตู Sedan

Toyota-Corona-SF

และแบบ 5 ประตู Hatchback (หรือ Liftback) ในชื่อ “Corona SF” ซึ่งในเมืองไทยเองก็มีผู้จำหน่ายอิสระนำเข้ารุ่นนี้มา ในช่วงรถนำเข้าเฟื่องฟู แต่ก็หายากสุดๆ

Toyota-Caldina

และในแบบแวกอน ที่แตกออกไปใช้ชื่อรุ่นใหม่เลย ในชื่อ “Caldina” (แคลดิน่า) (หรือ Carina E ในยุโรป) ซึ่งก็ขายต่อกันมาจนถึงกลางยุค 2000 จึงเลิกผลิตไป ในบ้านเรามีหลายคัน

เมื่อเปรียบเทียบกับ Corona รุ่นที่ผ่านมา (ตัวหน้ายักษ์/หน้ายิ้ม) Corona โฉมนี้มีตัวรถที่ยาวขึ้น 80 มม. สูงขึ้น 40 มม. และระยะฐานล้อยาวขึ้น 55 มม. เพิ่มความสบายขึ้นในทุกมิติ ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่สุด ในรถระดับเดียวกัน โดยรุ่นนี้ ในญี่ปุ่นมียอดขายรวมมากถึง 269,293 คัน!

ในญี่ปุ่นเอง มีการใช้พรีเซนเตอร์โฆษณารถยนต์รุ่นนี้ด้วย โดยดึงเอา Masatoshi Nakamura นักร้องรุ่นใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น มาเป็น Mr.Corona โฆษณารถรุ่นนี้

Toyota-Corona-EXIV

อีกทั้งยังมีรุ่น 4 ประตูแบบ Hardtop ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Celica และยังเป็นคู่แฝดของ Carina ED อีกด้วย ในชื่อ “Corona EXIV” (EXIV เป็นคำที่ย่อมาจาก EXtra ImpressiVe)

Toyota-Corona-Motor-Show-1993

ภาพจาก Grand Prix Photolike

สำหรับในไทย Toyota Corona รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2536 เป็นการจัดงานเปิดตัวรถที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว และ Corona รุ่นนี้ ถือเป็นรถรุ่นเดียวในประเทศไทยที่มีการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวผ่านโทรทัศน์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

โดยรุ่นแรก ในตลาดรถมือสองเรียกว่ารุ่น “ท้ายโด่งไฟแถบ” มีรุ่นย่อยหลักๆ 3 รุ่น กับอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ ได้แก่

  • 1.6XLi เป็นรุ่นถูกสุด ภายในเป็นแบบเบาะหนังเทียม ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้อกระทะเหล็ก 14 นิ้ว ฝาครอบแบบเต็ม ยางขนาด 185/65R14
  • 1.6GLi เป็นรุ่นกลาง ภายในเป็นเบาะหนังเทียมสลับกำมะหยี่ พนักพิงศีรษะเบาะหลังปรับสูงต่ำได้, มีลิ้นชักใต้เบาะคู่หน้า, ไฟอ่านแผนที่, พวงมาลัยพาวเวอร์
  • 2.0GLi เป็นรุ่น Top สุด มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก ภายในเป็นแบบเบาะกำมะหยี่, ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ, กล่องเก็บของกลางเบาะคู่หน้าแบบ 2 ชั้น, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศแบบปุ่มกด, ดิสก์เบรก 4 ล้อ, ไฟตัดหมอกหน้า, ล้ออัลลอย 14 นิ้ว ยางขนาด 195/60R14 และระบบเบรก ABS ที่มีให้เลือกเป็นครั้งแรกของรุ่นนี้

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

มิติตัวถังยาว 4,530 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,410 มม. และระยะฐานล้อ 2,580 มม.

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota Corona ท้ายโด่ง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 134 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.7 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบ/นาที

ระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท โช้คอัพแก๊สแบบ 2 จังหวะ คอยล์สปริง พร้อมซับเฟรม และเหล็กกันโคลง ปลอดภัยกับตัวถังโครงสร้างนิรภัย CIAS และคานเหล็กนิรภัยด้านข้างประตู (Side Door Impact Beams) ในประตูทุกบาน

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในเดือนพฤศจิกายน 2537 ปรับโฉม Minorchange ครั้งแรก เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ กันชนใหม่ ชุดไฟท้ายใหม่ ไม่มีแผงทับทิมหลัง ส่วนในรุ่น Top สุด กรจกมองข้าง ปรับและพับไฟฟ้าได้ เป็นรุ่น “ท้ายโด่งไฟแยก” พร้อมเพิ่มตัวเลือกรุ่น 1.6GLi เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก และตัดรุ่น 1.6XLi ออกไป

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ล่วงมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2539 โตโยต้าจึงได้เปิดตัว “Corona Exsior” ต่ออายุขยายไปให้ยาวขึ้น เน้นความปลอดภัยเป็นจุดขาย กันชนหน้า-หลัง ใหญ่ขึ้น (ความยาวตัวรถเพิ่มเป็น 4,620 มม.) กระจกมองข้างทรงใหม่ มีระบบเบรก ABS และถุงลมนิรภัยด้านผู้ขับขี่ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น นับเป็นมาตรฐานใหม่ของรถประกอบในประเทศเวลานั้น ในราคา 638,000 – 806,000 บาท

โดยมีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 3 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6GXi M/T, 1.6GXi A/T, 2.0GXi M/T และ 2.0SE.G M/T / 2.0SE.G A/T

ส่วนห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ ยกชุดแผงคอนโซล และเบาะนั่งคู่หน้าของ Corona Premio เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมาใช้ ระบบแอร์เพิ่ม Heater พร้อมพวงมาลัยแบบใหม่

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ยัง … ยังไม่จบ ในเดือนพฤษภาคม 2541 ปรับโฉมอีกรอบ ก่อนจะปิดตำนาน Corona ในไทยอย่างถาวร ด้วยการใช้ไฟหน้าแบบไฟตาเพชร เลนส์ไฟเลี้ยวสีขาว เพิ่มไฟเลี้ยวด้านข้างแก้มหน้า ที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ (ในรุ่น 1.6) ฝาครอบล้อแบบเต็ม (ไม่เห็นรูน็อตล้อ) (ในรุ่น 1.6) ส่วนรุ่น 2.0 ล้อแม็กลายเดียวกับ Corona Premio

ภายในแผงคอนโซลเพิ่มลายไม้ ใช้ระบบวัดระยะทางแบบดิจิตอล และในรุ่น Top สุด ให้ถุงลมนิรภัยคู่ SRS กับกระจกไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อกระทบสิ่งกีดขวางขณะปิด (Jam Protection)

มีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 2 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6GXi M/T, 1.6GXi A/T และ 2.0SE.G M/T / 2.0SE.G A/T ในราคา 737,000 – 923,000 บาท

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

บทสรุป

นับตั้งแต่ Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) เนื่องจากคู่แข่งได้ปรับตัวรถของตัวเองไปในรูปแบบขนาดใหญ่ และหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแบบ D-Segment ตั้งแต่ยุค “แอคคอร์ด ตาเพชร” และ Nissan ได้ขาย Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่) ซึ่งมาแทนที่ Nissan Bluebird (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่เคยเป็นรถคู่แข่งของ Corona ไปแล้ว ผนวกกับ Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) และ Mazda 626 (มาสด้า 626) ก็มีขนาดตัวรถที่ใหญ่ขึ้น

ก็ทำให้ Toyota Corona ถูกกระทบอย่างจังแบบช่วยไม่ได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของ Corona นั้น ยังคงความเป็นรถครอบครัว มากกว่ารถผู้บริหารขับ และยังมีรุ่นย่อยของตัวรถ ที่ไปทับซ้อนกับตลาดของ Corolla ซะด้วยอีก และขนาดความกว้างของตัวรถ เพียง 1,695 มม. กลายเป็นน้อยที่สุดในรถระดับเดียวกัน

ทาง Toyota จึงได้แก้เกมด้วยการนำเข้า Toyota Camry จากประเทศออสเตรเลียเข้ามาขายตั้งแต่ในปี 2535 ซึ่งในระหว่างที่ Corona ยังขายอยู่ ก็มีผลกระทบกับยอดขายของ Camry อยู่พอสมควร

จนกระทั่งช่วงปลายอายุตลาดของ Corona ท้ายโด่ง โฉมไมเนอร์เชนจ์ Toyota จึงเริ่มผลักดันบทบาทของ Camry ให้มากขึ้น และตัดสินใจไม่ผลิต Corona Premio ขายในไทย (เพราะเกรงว่า จะไม่คุ้มค่าลงทุนแน่ๆ) จึงยืดอายุ Corona Exsior ออกไป เพื่อคั่นเวลาในการรอ Corolla (ที่เป็น Altis โฉมใหม่ ที่กำลังออกแบบและพัฒนาอยู่)

แต่ด้วยอายุตัวรถที่นานหลายปี บวกกับตำแหน่งราคาของ Corona ก็ใกล้เคียงกับของ Camry เข้าไปเรื่อยๆ ลูกค้าจึงหันไปซื้อ Camry มากกว่า จนเลิกผลิตไปในช่วงประมาณปลายปี 2542

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “ท้ายโด่ง” ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม ที่แม้กระแสอาจจะน้อยลงไปกว่ามากพอสมควร แต่ก็มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น CORONA Thailand หรือ ท้ายโด่ง Club เป็นต้น ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง ด้วยรูปทรงที่ยังดูร่วมสมัย แต่งสวยได้ แต่ซิ่งได้ และราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง ห้องโดยสารใหญ่ นั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดี ทนทาน สามารถติดแก๊ส LPG ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบระบบดูด หรือระบบหัวฉีดก็ตาม เพราะตัวฝาสูบ เสื้อสูบเป็นเหล็กหล่อ ค่อนข้างทนทานต่อความร้อนสูงได้ อัตราสิ้นเปลืองสู้รถสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ตอนต้นพุ่งหน่อย แต่ตีนปลายอาจจะอืดไปบ้าง ตามตัวถังที่ใหญ่ แต่ประหยัดก็ยังทำได้ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่แพง หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เนื่องจากไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีอยู่พอสมควร แม้ว่าหลายอย่างจะเริ่มหายากแล้ว ทั้งของรถที่แยกชิ้นส่วนขายในบ้านเรา หรือของเก่าจากญี่ปุ่น ส่วนในศูนย์บริการยังมี “ของใหม่” ให้เบิกนะครับ แต่สั่งแล้วต้องรอของ วางมัดจำไว้ + ราคาค่อนข้างแพง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 35,000-75,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกมากๆ แต่สภาพรถส่วนใหญ่ก็เยินมากเช่นกัน …

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก