ค้นหาบทความ

Category : Carro แนะนำรถมือสอง

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

อีกหนึ่งในปัญหาโลกแตก ของคนที่ “อยาก” ขายรถคันเดิม แล้วเปลี่ยนรถเป็นคันใหม่ …

“ผมมีงบอยู่ประมาณ 3 แสน จะซื้อรถรุ่น XXX ขนาด Compact Car หรือรถยี่ห้อ XXX รุ่น OOOOO ที่มีขนาด Mid-Size ดีครับ? กำลังลังเลอยู่เลย”

“พอดีดิฉันอยากจะเปลี่ยนรถใหม่ ก็เลยเล็งๆ รถรุ่น XXXX ที่เป็นแบบ Eco-Car อยู่ค่ะ แต่มาเห็นรถมือสอง XXX OOOOOO ขนาด Compact Car ดี?”

คำถามแนวๆ นี้ ผมเองตั้งแต่เล่นรถมา ก็ได้ยินมานานมากแล้วครับ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน

ก่อนอื่น ต้องถามตัวคุณเองก่อนว่า มีความรู้ในเรื่องรถยนต์มากน้อยแค่ไหน?

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ถ้าคุณอยากได้รถมือสองปีเก่าหน่อย แต่เป็นรถใหญ่ ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น แนว Mid-Size Car (หรือ D-Segment) ก็มีให้เลือกอยู่หลายรุ่น เช่น Toyota Camry (ACV40) (โตโยต้า แคมรี่), Nissan Teana (J32) (นิสสัน เทียน่า) หรือจะเป็น Honda Accord (CU หรือ G8) (ฮอนด้า แอคคอร์ด) สมมติว่าเป็นรุ่นประมาณปี 2007 – 2012

ซึ่งในตอนนี้มีราคาขายอยู่ในตลาดรถมือสอง ประมาณ 2 แสนบาทปลายๆ จนไปถึงประมาณ 6 แสนบาท ในเวลานี้ (ปี 2562)

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ข้อดี! ของการซื้อรถมือสองปีเก่า ได้รถใหญ่ คืออะไร?

– ออพชั่น แน่นอน! คุณได้ออพชั่นที่มากกว่ารถในรูปแบบ Eco-Car, Sub-Compact Car หรือ Compact Car อยู่แล้ว รวมไปถึงระบบความปลอดภัยด้วย ซึ่งถ้าใครจำเป็นต้องขับรถทางไกลไปต่างจังหวัดบ่อย การเลือกรถใหญ่ ค่อนข้างขับได้ดีและมั่นคงเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันที่มากขึ้นไปด้วยเช่นกัน

แต่ความเสียเปรียบของรถเก่า หลักๆ ก็จะเป็น การบำรุงรักษาของรถเก่า (ที่อายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไป) ก็ต้องเริ่มเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ของเหลวต่างๆ ระบบน้ำหล่อเย็น เป็นต้น

คือไม่ต้องมีความรู้มากมาย ชนิดพวกชอบอวดตัวเองเป็น กูรู กูรู้ ก็ได้ ขอแค่มีความรู้ในเบื้องต้น หมั่นรู้จักสังเกตดูว่า ตามซีล ข้อต่อต่างๆ มีหยดรั่วซึม หรือไม่? เครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง หรือแอร์ มีเสียงแปลกๆ ไปจากที่เคยหรือเปล่า? เพราะการจะเล่นรถเก่า อุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามการใช้งานอยู่แล้ว โดยบางยี่ห้อ อะไหล่ก็มีราคาไม่แพง แต่บางยี่ห้อ อะไหล่ก็อาจจะแพงหน่อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคุณสนใจรถรุ่นไหนอยู่ ก็ลองเข้าไปเป็นสมาชิกตามกลุ่มต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริง ก่อนจะซื้อรถรุ่นนั้นๆ ก็ได้

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

แล้ว ข้อดี! ของการซื้อรถมือสองปีใหม่ ได้รถเล็ก คืออะไร?

สมมติว่า คุณอาจจะเลือกรถมือสอง ที่มีอายุการใช้งานเพียงแค่ 3-4 ปี แต่เป็นแบบรถเล็ก ซึ่งในตลาดตอนนี้ ก็มีให้เลือกอยู่มากมายหลายรุ่น

นับตั้งแต่ในแบบของ Eco-Car ที่เป็นรถมือสองอายุปีไม่มาก (ประมาณ 3-6 ปี)

โดยเลือกรถประมาณปี 2013 – 2017 ราคากลางอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทปลายๆ ไปจนถึง 4 แสนบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ปี สภาพของตัวรถ ระยะทางวิ่ง

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ไปจนถึงในแบบ Sub-Compact Car (หรือ B-Segment) เช่น

หรือจะเป็น …

โดยเลือกรถประมาณปี 2011 – 2016 ราคากลางอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทปลายๆ ไปจนถึง 4 แสนกว่าบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ปี สภาพของตัวรถ ระยะทางวิ่ง เช่นกัน!

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

สำหรับข้อดีของรถมือสองปีใหม่ นั่นคือ บางรุ่น ตอนนี้ก็ยังมีผลิตในรูปแบบของรถป้ายแดงอยู่! อีกทั้งยังเป็นตัวรถขนาดเล็ก ซึ่งประหยัดน้ำมันตามสไตล์ Eco-Car และ Sub-Compact Car เป็นอย่างดี รวมไปถึงออพชั่น (โดยเฉพาะรุ่น Top) ของรถเล็กเดี๋ยวนี้ ก็ดูไม่ต่างจากรถใหญ่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนแล้ว

และยังได้เรื่องประหยัดน้ำมันอีกด้วย ถ้าจำเป็นต้องใช้รถในเมืองใหญ่ๆ มากกว่าวิ่งออกต่างจังหวัด ถ้าจะเอาไปติดแก๊ส LPG ก็ยิ่งคุ้มเข้าไปอีก แต่ก็ต้องหมั่นดูแลรักษารถยนต์มากกว่าปกติเช่นกัน

เรียกได้ว่า อาจจะจ่ายเงินซื้อรถมือสองแพงหน่อย แต่ได้ในเรื่องของปีใหม่กว่า สภาพตัวรถดีกว่า ตัดปัญหาเรื่องซ่อมใหญ่ซ่อมเยอะไปได้ … แต่บางยี่ห้อ ก็ต้องไปลุ้นกันเอาเอง เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เสมอไปทุกยี่ห้อครับ

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ยิ่งรถมือหนึ่ง ในยุคนี้ หลายคนอาจคิดว่าซื้อรถป้ายแเดงละ สบายเลย อย่างน้อยก็ไม่ต้องซ่อมอะไรกับรถไปได้หลายปี ผ่อนกับเติมน้ำมันอย่างเดียวพอ … ที่ไหนได้! รถดันมีปัญหาขึ้นมา จอดกินข้าวลิงข้างทาง เสียขึ้นรถยกกันเป็นว่าเล่น

ถ้าโชคดี ยังอยู่ในประกันก็ได้เคลมฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี ขึ้นรถยกฟรี แต่ถ้าหมดระยะประกันแล้ว ก็หาเงินจ่ายเอง

ผมจะบอกให้ว่า “รถ” ก็คือ “ลด” ยิ่งรถเก่าเท่าไหร่ มูลค่าความเสื่อมสภาพก็จะยิ่งมาก และเมื่อจุดที่ราคารถรุ่นนั้นๆ ตกลงมาจนถึงขีดสุดแล้ว มันก็อยู่คงตัว ไม่ขึ้นไม่ลง ไปมากกว่านี้แล้วล่ะครับ

ซึ่งถ้าหากคุณซื้อรถมือสองมาใช้สัก 1-2 ปี แล้วเกิดอยากเปลี่ยนคันใหม่ มูลค่าอาจลดลงเพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับมูลค่าที่คุณซื้อมาด้วย นี่ก็ถือว่าเป็นข้อดีของรถมือสองด้วยครับล่ะ เพราะถ้าคุณไปเล่นป้ายแดง ก็อาจจะขาดทุนหลักแสน!

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

สุดท้ายนี้ การเลือกรถมือสอง “ความละเอียด” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการเลือกรถมือสอง ต้องเลือกที่สภาพดีพร้อมใช้งาน ไม่เคยชนหนัก หรือจมน้ำมา เป็นต้น ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งต้องไม่ถูกจนเกินไป (ถูกมากๆ ต้องเอาไปเก็บงานเยอะแน่ๆ หรือมีอะไรเสียหนักอยู่) หรือแพงจนเกินไป (สงสัยหมดเงินแต่ง ปั้น ไปเยอะ คงบวกค่าของแต่งเข้าไปด้วย)

และซื้อขายกันอย่างถูกต้อง มีสัญญาซื้อขาย ทะเบียนรถโอนได้อย่างถูกกฏหมาย แค่นี้ก็สบายใจแล้วล่ะครับ

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Honda-Freed-GB

“ผมมีครอบครัว มีภรรยาแล้ว มีลูกชายหนึ่งคน พร้อม พ่อ-แม่ ที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ มีงบอยู่ไม่เกิน 5 แสนบาท กำลังหารถมือสองมินิแวนมาใช้สักคัน เอาแบบที่เด็กๆ และผู้สูงอายุ เข้า-ออกง่าย จะเลือกรุ่นไหน มาใช้ดีครับ?”

คุณคงเคยได้ยินคำถามแนวๆ นี้ มาบ้าง ไม่มากก็น้อย … บางคนอาจจะกำลังขายรถคันเก่า และต้องการเปลี่ยนรถใหม่

สำหรับในตลาดรถมือสอง เมื่อเช็คราคารถดูแล้ว งบประมาณ 5 แสนบาท สามารถเลือกเล่นรถในระดับ MPV ไซส์ใหญ่ ได้หลากหลายรุ่นเลยทีเดียว

แต่บางคันก็อาจจะไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่เวลาขึ้น-ลง นัก หรือมีขนาดที่ใหญ่โต (ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวใหญ่ มีลูกหลายๆ คนมากกว่า) จนอาจจะไม่สะดวกในการใช้งานในเมือง หรือการดูแลรักษา และอัตราสิ้นเหลืองเชื้อเพลิง

Honda Freed (ฮอนด้า ฟรีด) อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งรุ่น ที่ในวันนี้ Mr.Carro จะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน …

Honda-Odyssey

Honda Odyssey รุ่นแรก ผู้เปิดตลาดรถ MPV ใหกับ Honda อย่างเป็นทางการ

ต้นกำเนิดของ Honda Freed นั้น คงต้องย้อนขึ้นไปตั้งแต่ Honda ผลิตรถ MPV ขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงต้นๆ ยุค 90 ซึ่งได้แก่ Honda Odyssey (ฮอนด้า โอดีสซีย์) ต่อมาจึงอยากเล่นในตลาดที่เล็กลงมา เพื่อสู้กับคู่แข่งบ้าง อย่างเช่น Honda Stream (ฮอนด้า สตรีม) และก็รถ MPV ในระดับหรูอย่าง Honda Elysion (ฮอนด้า อิลิชั่น)

Honda-Mobilio-GB

Honda Mobilio รุ่นแรก ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้านการขายนัก

เมื่อมองดูไปถึงรถ MPV ตลาดที่เล็กกว่า Honda Stream นั้นก็ยังมีอยู่ และก็มีกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่พอสมควร Honda ยังจับทางไม่ถูกนัก ในปี 2001 Honda จึงเปิดตัว Honda Mobilio (ฮอนด้า โมบิลิโอ้) (ซึ่งเป็นคนละแบบ กับ Mobilio รุ่นที่ขายในไทยปัจจุบัน) และ Honda Mobilio Spike ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น ในรูปแบบ Compact Minivan ตั้งใจจะชนกับ Toyota bB ในสไตล์รถทรงกล่อง ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ Honda Jazz

แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ Honda Mobilio ในญี่ปุ่น จึงต้องหายไป แต่ Honda ก็ยังไม่ลดละความพยายาม …

Honda-Freed-JDM

ในปี 2008 Honda จึงได้พัฒนาเจ้า Honda Freed ออกมาขายอีกครั้ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากร้านกาแฟในย่าน เซตากายะ เมืองโตเกียว และในประเทศอิตาลี ส่วนชื่อรุ่นที่มาจากคำว่า “Freedom” (แต่ตัดคำว่า “OM” ออกไป) หรือจะหมายถึง Free + Do ก็ได้เช่นกัน

และเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2008 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยมีเดียว พร้อมคว้ารางวัล “Best Value” จากงานรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น (Japan Car of the Year) ในปี 2008-2009

Honda-Freed-Free-Life-Creation

แนวคิดในการออกแบบ Honda Freed รุ่นแรก

ตัวรถพัฒนาขึ้นโดย Hiroshi Yasuda ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมออกแบบจาก Honda R&D ด้วย Concept “Free Life Creation” กับรูปแบบของตัวรถที่มาในสไตล์ European “Low Floor, Low Center of Gravity” (พื้นต่ำ + จุดศูนย์ถ่วงต่ำ) ทำให้เป็นมิตรกับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้า-ออก ตัวรถ พร้อมที่นั่งที่มีทั้งในรูปแบบ 5 ที่นั่ง, 7 ที่นั่ง และ 8 ที่นั่ง

Honda-Freed-Idea

การออกแบบภายในของ Honda Freed เน้นความกว้างขวาง เดินเข้าได้ง่ายทุกจุด

Honda-Freed-Idea

ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเบาะ 5 ที่นั่ง, 7 ที่นั่ง หรือ 8 ที่นั่ง ก็สามารถปรับพับเบาะนั่งแถวที่ 3 แล้วขนจักรยานเข้าไปได้

Honda-Freed-Idea

ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น Honda Freed สามารถประหยัดน้ำมันได้มากถึง 16.4 กม./ลิตร (วัดตามโหมด 10-15 ในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า)

ด้วยรูปทรงสามเหลี่ยม แนวคิด “Tri-Angle + Square” ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง กว้างขวาง สะดวกสบาย ขับง่าย คล่องตัว รูปแบบเสาเอ ออกแบบให้มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้พื้นที่กระจกบานหน้าขนาดใหญ่มากขึ้น

Honda-Freed-2009

ย้อนกลับไปในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดตัว “Honda Freed” ที่ Honda จัดเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์เซกเมนท์ใหม่ MUV (หรือ Multipurpose Utility Vehicle) จับกลุ่มครอบครัวสมัยใหม่ และคนวัยทำงานช่วงอายุ 25-35 ปี โดยรถยนต์ Honda Freed รุ่นที่ขายในไทย นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย

Honda-Freed-Dimensions

มิติตัวถังมีขนาดยาว 4,215 มม. กว้าง 1,700 มม. สูง 1,735 มม. ระยะฐานล้อ 2,740 มม. ความสูงในห้องโดยสาร 1,265 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร เลี้ยวรถ และจอดรถได้ง่าย เหมาะกับในเมืองมาก

Honda-Freed-2009

ตัวรถออกแบบให้นั่งได้ 7 ที่นั่ง แบ่งเป็น 3 แถว พื้นรถแบบแบนราบ Flat Floor สามารถเดินถึงกันได้แบบ Walk-Through ส่วนเบาะแถวสองดีไซน์แบบ Captain’s Seats ปีกเบาะโอบกระชับ เบาะแถวที่ 3 พับเก็บได้ โดยเบาะแถวที่ 3 เมื่อพับแล้วห้องสัมภาระจะมีขนาด 670 ลิตร

ในส่วนของประตู่คู่หน้านั้น สามารถแบ่งการเปิดได้เป็น 3 ระยะ เปิดได้กว้างสุดถึง 920 มม. ส่วนประตูสไลด์ด้านข้าง ให้ความกว้างถึง 600 มม.

Honda-Freed-2009

ภายในออกแบบคอนโซลด้วยลักษณะที่เรียกว่า Open Cafe เป็นแบบ 2 ชั้น กว้าง ใช้งานได้หลากหลาย ใช้วางข้าวกล่อง นั่งทานอาหารในรถตอนรถติดๆ ได้ด้วย มันดีตรงนี้ล่ะ! ส่วนระบบเครื่องเสียงของฟรีด สามารถเชื่อมต่อ iPod และ USB ได้

Honda-Freed-2009

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 147 นิวตันเมตร (14.9 กก.-ม.) ที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด Shift Hold Control Transmission พร้อมรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 บนน้ำหนักตัวถัง 1,330 – 1,355 กิโลกรัม และความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร

ระบบกันสะเทือนหน้า แบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลัง ทอร์ชั่นบีม แบบ H-Shape Torsion Beam

Honda-Freed-2009

Honda Freed เมื่อขายในบ้านเราครั้งแรก มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย นั่นคือ

Honda Freed S

อุปกรณ์เด่นๆ … ได้แก่ ประตูข้างสไลด์ ซ้าย-ขวา ห้องโดยสารภายในสีเบจ มาตรวัดเรืองแสง กระจกไฟฟ้า กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อค เบรกมือที่เท้า วิทยุ-CD MP3 ช่อง USB/AUX พร้อมลำโพง 4 ตัว และระบบเบรก ABS + EBD กับ BA และระบบสัญญาณกันขโมย ในราคา 894,500 บาท

Honda Freed E

สำหรับรุ่น Top ของ Freed เพิ่ม! กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ แบบ 3 ชั้น พร้อมคิ้วโครเมียม ประตูข้างแบบสไลด์อัตโนมัติซ้าย-ขวา ควบคุมด้วยรีโมท และกระจกมองข้างพับ-ปรับไฟฟ้า ในราคา 974,500 บาท

Honda-Freed-2009

Honda Freed E Sport

เพิ่ม! กระจังหน้าแบบสปอร์ต สีเดียวกับตัวรถ ไฟตัดหมอกคู่หน้า สปอยเลอร์หลัง คิ้วบันไดแสตนเลส และหัวเกียร์หุ้มหนัง ในราคา 1,014,500 บาท

Honda Freed E Navi Sport

เพิ่ม! Navigator + เครื่องเล่น DVD กล้องมองภาพด้านหลัง กระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟตัดหมอกคู่หน้า สปอยเลอร์หลัง คิ้วบันไดแสตนเลส และหัวเกียร์หุ้มหนัง ในราคา 1,074,500 บาท

Honda-Freed-Limited

ในเดือนสิงหาคม เพิ่มรุ่น Limited เพิ่ม NAVI + DVD และกล้องมองภาพด้านหลัง เข้ามา

สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ Honda Freed ขายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เป็นต้นมา สามารถขายได้มากถึง 11,400 คัน (นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2553 – ก.ค. 2555)

Honda-Freed-2012

Honda Freed ถึงเวลาไมเนอร์เชนจ์เสียที โดยเปิดตัวในวันที่ 4 กันยายน 2555 ภายนอกมากับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม คิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียม ล้ออัลลอยลายใหม่ รุ่น Top อย่าง EL มีสปอยเลอร์หลัง กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัว

ห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ รุ่น Top มาพร้อมเบาะหนังแท้ เพิ่มที่วางแขนผู้โดยสารแถวหน้า และแถว 2

ส่วนชุดเครื่องเสียงแบบวิทยุ MP3 พร้อมจอ LCD ทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว มี Port USB และ AUX รุ่น Top อย่าง EL มีสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ด้วย Bluetooth ส่วนผู้โดยสารตอนหลังมีเครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 10 นิ้ว

Honda-Freed-2012

ต่อมา ในวันที่ 23 กันยายน 2556 Honda Freed เปิดรุ่นปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ด้วยการเพิ่มแอร์หลัง (ที่คนใช้รุ่นนี้เรียกร้องกันมามาก) ก่อนหายจากตลาดเงียบๆ ไป …

Honda-Freed-2012

สำหรับ Honda Freed รุ่น Minorchange มีรายดังเอียดคร่าวๆ ประมาณนี้ …

Honda Freed SE

มาพร้อมกระจังหน้าแบบโครเมียม กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ โคมไฟหน้าสีเงิน ไฟท้ายและคิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียม พร้อมสปอยเล่อร์หลัง ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งด้านคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ มีพนักเท้าแขนทั้งผู้โดยสารแถวหน้า และแถว 2 เพิ่มมาให้ ในราคา 839,000 บาท (โฉมปี 2556 ราคา 834,000 บาท)

Honda Freed E

(โฉมปี 2556) ซึ่งเป็นรุ่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ให้ความหรูหราด้วยเบาะหนัง ระบบแอร์อัตโนมัติ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และวิทยุ CD MP3 แบบ 1 แผ่น ในราคา 879,000 บาท

Honda Freed EL

ซึ่งเป็นรุ่น Top สุด เพิ่ม! เบาะหนัง วิทยุ MP3 พร้อมจอ LCD ระบบสัมผัส 7 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และระบบ Bluetooth กล้องส่องภาพด้านหลัง ส่วนก้านหลังมีเครื่องเล่น DVD พร้อม LCD ขนาด 10 นิ้ว ในราคา 949,000 บาท (โฉมปี 2556 959,000 บาท)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Freed (GB) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม สำหรับคนที่เพิ่งจะมีครอบครัว อารมณ์ประมาณแบบ พ่อ-แม่-ลูก รวมไปถึงอาจจะมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน และต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางบ่อยๆ รุ่นนี้นับว่าลงตัวมาก

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

Honda Freed มือสอง จัดว่ามีข้อดีเยอะหลายอย่าง แต่จุดด้อยก็จะมีในเรื่องอัตราเร่งที่สู้รถครอบครัวที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้ เพราะต้องแบกน้ำหนักรถที่มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 14.5 วินาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างอืดสำหรับรถยนต์เครื่อง 1.5 ลิตร

แต่หากคุณไม่ได้รีบร้อนอะไร รถคันนี้เป็นรถครอบครัวที่ดี อัตราเร่งถือว่ารับได้ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองนั้น ประมาณ 14.1 กม./ลิตร แม้จะเป็นการขับที่รถไม่ติดก็ตาม แต่ถ้ารถติดๆ ในชั่วโมงเร่งด่วนแล้วละก็ อาจเหลือไม่ถึง 10 กม./ลิตร

แต่ถ้าเน้นประหยัด รุ่นนี้ก็สามารถติดแก๊ส LPG ได้ ใช้ถังแบบโดนัท ก็จะช่วยให้ประหยัดได้มากขึ้นครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการหาไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ ในกรณีที่รถสภาพยังสมบูรณ์อยู่

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีพอประมาณ ทั้งจากศูนย์บริการ รถเก่าในบ้านเรา หรือจะเป็นของเก่าจากญี่ปุ่นก็ตาม

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 390,000 – 600,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Freed (GB) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Freed ได้เลยครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

5-Cabriolet-Cars-Price-Not-Over-700000-Baht

หนุ่มในวัยกลางคนหลายคน เมื่อทำงานทำงานจนคิดว่า “มั่นคง” ในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีทุนทรัพย์พอที่อยากจะมีรถแบบที่เรียกว่า “Toy Boy” ไว้ขับเล่นในวันหยุด หนึ่งในตัวเลือกนั้นก็คือ “รถเปิดประทุน” ซึ่งก็มีให้เลือกกันหลายยี่ห้อ หลายรุ่น และหลายระดับราคา

แต่ขึ้นชื่อว่า “รถเปิดประทุน” นี่ ราคาตัวรถก็แพงกันตั้งแต่ป้ายแดงยันไปถึงมือสองเลย ซึ่งราคาก็ไม่ค่อยตกนัก และการขับรถเปิดประทุนในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา มันก็เหมาะแค่ช่วงหน้าหนาว หรือตอนเช้าๆ … แต่บางสถานการณ์ จะให้มาเปิดหลังคาขับตอนแดดเปรี้ยงๆ หรือตอนอยู่กลางเมือง ในดงรถติด จอดติดไฟแดงข้างรถเมล์ เจอคนบนรถเมล์ถุยน้ำลายลงมา! มันก็ไม่ไหวเท่าไหร่ …

แต่ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็ยังชอบรถเปิดประทุนอยู่ดี แม้ว่าจะมีงบในจำกัด … มาดูกันครับว่า 5 รถเปิดประทุนที่น่าสนใจ ในราคาไม่เกิน “7 แสนบาท” จะมีรุ่นไหนให้เลือกได้บ้าง …

1. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

โดย Mazda MX-5 Miata (NA) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

2. Toyota MR-S (ZW30)

Toyota-MR-S

Toyota MR-S (ZW30) (โตโยต้า เอ็มอาร์-เอส) หรือ MR2 ในตลาดยุโรปและสหรัฐ เรียกได้ว่า เป็นรถเปิดประทุนยอดนิยมสุดๆ จากโตโยต้า ออกมาตั้งแต่ปี 1999 – 2007 ที่นำเข้ามาโดยผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น หลายคนนิยมไปแต่งเลียนแบบซูเปอร์คาร์รุ่นดังๆ กับบริษัทผลิตชุดแต่งที่ทำชุดแต่งแนวๆ Stylish Parts ออกมาให้เลือกสารพัด ที่มีให้เลือกแต่งกันได้อย่างจุใจ

เครื่องยนต์เป็นแบบวางกลางตัวรถ Mid-Ship Engine แบบรถซูเปอร์คาร์เลย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 140 แรงม้า เหมือนใน Corolla Altis นั่นแล ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด

โดย Toyota MR-S ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

3. Peugeot 207 CC

Peugeot-207-CC

Peugeot 207 CC (เปอโยต์ 207 ซีซี) สุดยอดรถเปิดประทุนจากฝรั่งเศสอีกหนึ่งรุ่น ที่ราคาพอจะจับต้องได้ นำเข้าโดยยนตรกิจเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์เปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในไทยในเวลานั้น และเป็นรถที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก แต่ในเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ อาจจะหายากและราคาแพงไปหน่อย

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาร่วมกันระหว่า PSA Group อีกทั้งยังครบครันไปด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน และความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม จะบอกให้ว่า ตอนออกป้ายแดง ราคา 2,290,000 บาท!!!

โดย Peugeot 207 CC ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

4.Ford Capri XR2 Turbo

Ford-Capri-XR2-Turbo

Ford Capri XR2 Turbo (ฟอร์ด คาปรี เอ็กซ์อาร์ 2 เทอร์โบ) ในบ้านเราคนส่วนใหญ่อาจจะลืมเลือนกันไปแล้ว รุ่นนี้ นำเข้ามาจากออสเตรเลีย โดย “ยนตรกิจ” เปิดตัวเมื่อปี 1989 แต่กว่าจะเข้ามาในบ้านเรา ก็ประมาณปี 2534 – 2535 ตัวรถออกแบบโดยสถาบัน Ghia ส่วนภายในออกแบบโดย Italdesign

ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะมีคนเล่นกันน้อย แต่ก็มีข้อดีตรงที่ราคามือสองที่ถูกกว่า 3 คันที่เรายกตัวอย่างมา และอะไหล่หลายอย่าง สามารถใช้ร่วมกับรถของ Mazda ได้ (เพราะรุ่นนี้ ใช้พื้นฐานของ Mazda 323) มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร Turbo 134 แรงม้า ที่หยิบยืมมาจาก Mazda

โดย Ford Capri XR2 Turbo ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท

5. Mercedes-Benz SLK-Class

Mercedes-Benz-SLK-Class

Mercedes-Benz SLK-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเค) ถือว่ามีดูมีราคาสุดๆ ในงบไม่เกิน 7 แสนบาท ด้วยภาพลักษร์ของ “ดาวสามห่วง” เอง และความภูมิฐานของ “SLK” รวมถึง “หลังคาเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า” แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาอะไหล่และค่าซ่อมแพง สไตล์เบนซ์ เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2539

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 136 แรงม้า ในรุ่น SLK 200, Kompressor 163 แรงม้า และขนาด 2.3 ลิตร Kompressor 193 แรงม้า และ 197 แรงม้า ในรุ่น SLK 230

โดย Mercedes-Benz SLK-Class ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

ใครที่ถูกใจรุ่นไหน แนวไหน ชอบค่ายญี่ปุ่น หรือค่ายยุโรป โปรดเก็บตังค์ซื้อเสียแต่เนิ่นๆ ได้เลยครับ!

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

  • ผู้ขายรถใน Facebook Marketplace
Carro-Honda-Jazz-GE

สานต่อความสนุก ไปกับ Honda Jazz เจเนอเรชั่นที่ 2 อันยอดนิยม!

หากจะเล่าถึงเรื่องรถยอดนิยมของ Honda (กันอีกครั้ง) ต้องย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) มือสอง เจเนอเรชั่นที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกของใครหลายๆ คน แน่นอน ด้วยดีไซน์ที่ดูน่ารัก กะทัดรัด ออพชั่นแพรวพราว ขับง่าย เหมาะกับการใช้งานในเมืองใหญ่

สำหรับ Honda Jazz (หรือ Honda Fit ในญี่ปุ่น) เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2007 พัฒนาขึ้นตามหลักการ “Human FIT” ใช้แนวคิดหลักๆ 3 อย่าง นั่นคือ “Driving” – Evolution of Running, “Package” – Package Evolution และ “Utility” – Ease-of-use Evolution เน้นความสะดวกสบายของผู้โดยสารและผู้ขับขี่มากขึ้น และลูกเล่นที่มากขึ้นกว่าเดิม

ทำให้ Honda Fit โฉมนี้คว้ารางวัล Car of the Year Japan 2007-2008 ไปแบบไม่ต้องสงสัย …

Honda-Fit-GE-Drawing

Honda Fit ขณะกำลังออกแบบ

Honda-Fit-GE-Japan

Honda Fit ที่ออกแบบเสร็จแล้ว

ด้วยภายนอกชูจุดเด่นที่มากขึ้น ทั้งไฟหน้าขนาดใหญ่ เส้นสายตัวถังดูคมขึ้น ตัวถังกว้างขึ้นถึง 20 มม. ส่วนฐานล้อขยายให้ยาว (จากหน้ารถถึงหลังรถ) อีก 50 มม. และเพิ่มระยะห่างระหว่างล้อหน้า (ซ้ายถึงขวา) อีก 35 มม. ส่วนล้อหลังเพิ่ม 30 มม. รวมถึงล้อถูกวางอยูในตำแหน่งมุมสุดทั้ง 4 ด้านของตัวถัง ขณะที่ความสูงเท่าเดิม

ทำให้ Jazz ตัวนี้ดูอวบขึ้น ประตูรถเปิดได้กว้างถึง 80 องศา ปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่เป็นแบบ i-VTEC ให้แรงม้าเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มรุ่นสปอร์ต “RS” (Road Sailing) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น …

Honda-Fit-Test-in-Bangkok

Honda Fit ที่ทาง ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) นำเข้ามาจากญี่ปุ่นให้สื่อมวลชนวิ่งทดสอบในกรุงเทพฯ ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2551 ก่อนที่ Honda Jazz จะเปิดตัว (ภาพจาก mgronline.com)

Honda-Jazz-Thai-2008

สำหรับเวอร์ชั่นไทย Honda Jazz โฉมนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มาพร้อม Slogan โฆษณา “I’m So Jazz” ชูจุดเด่นด้วยสีฟ้า Cerulean Blue รองรับพลังงานทางเลือกใหม่ “แก๊สโซฮอล์ E20” ระบบเกียร์ชุดใหม่แบบอัตโนมัติ 5 สปีด (ของเดิมเป็นแบบ CVT 7 สปีด) ซึ่งเซ็ทมาเป็นพิเศษสำหรับเมืองไทย

Honda-Jazz-Thai-2008

โดย ฮอนด้า เลือกใช้พรีเซ็นเตอร์วัยใส (ในตอนนั้น) อย่าง มาริโอ เมาเร่อร์ และ มารีญา ลินน์ เอียเรี่ยน มาแทนที่ พอลล่า เทเลอร์ ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการเปิดตัว Jazz รุ่นแรก มาพร้อม 3 รุ่นย่อย S, V และ SV ในราคา 550,000 – 695,000 บาท

Honda-Jazz-Thai-2008

ห้องโดยสารภายใน แผงคอนโซลหน้าปรับปรุงใหม่ แลดูคล้ายกับรถรุ่นพี่อย่าง Civic มากขึ้น พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาทง มีที่วางแก้วน้ำมีมากถึง 10 จุด พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย และระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle Shift ที่พวงมาลัย

พื้นที่ด้านหลังสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 380 ลิตร (เวอร์ชั่นไทย ต่างจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นของ Fit ไม่ได้ใช้ยางอะไหล่ แต่ใช้เป็น Tire Fix ชุดปะยางฉุกเฉิน จึงมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 427 ลิตร)

Honda-Fit-Ultr-Seat

เบาะนั่งยังคงอัตลักษณ์ของ “Ultr Seat” สุดอเนกประสงค์เอาไว้เช่นเดิม แบบ Utility Mode สามารถวางของได้ยาวถึง 1,720 มม. ในด้านคนนั่ง และ 1,425 มม. ในด้านคนขับ

ในส่วนของ Long Mode สามารถพับเบาะคนนั่งด้านหน้าลง วางของได้ยาวถึง 2,400 มม.

ส่วน Tall Mode เบาะหลังสามารถยกขึ้นได้ วางของได้สูงถึง 1,290 มม.

และ Refresh Mode ปรับการใช้งานได้หลายรูปแบบ พับเบาะลงทำเป็นที่นอนก็ได้

Honda-Fit-GE-Design

Honda Fit ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น มีทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร และ 1.5 ลิตร ออกแบบให้ถังน้ำมันอยู่ใต้เบาะคู่หน้า

Honda-Fit-GE-Design

มิติตัวรถยาว 3,900 มม. (รุ่น SV 3,920 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,525 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนักรถ 1,050-1,115 กิโลกรัม

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้เลือก

Honda-Jazz-Thai-2008

ในเดือนมิถุนายน 2552 Honda ประเทศไทย ออกรุ่นพิเศษเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ด้วยรถสีขาว Brilliant White Pearl ภายใต้ชื่อรุ่น “Wise Edition” (ไวซ์ เอดิชั่น) ครอบคลุมทุกโมเดลของฮอนด้าในขณะนั้น รวมถึง Jazz ด้วย มาพร้อมสปอยเลอร์หลังแบบ Tail Gate กระจังหน้าแบบสปอร์ต และจักรยานเสือภูเขาซึ่งใส่ไว้ด้านหลังรถ มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น V AT ในราคา 642,000 บาท และรุ่น V AT (SRS) ในราคา 662,000 บาท

Honda-Jazz-Thai-2009

และในเดือนกรกฏาคม 2552 ฮอนด้า ตัดสินใจเพิ่มสีใหม่ “Helios Yellow” (Pearl) ให้กับ Honda Jazz เพิ่มเติม โดยตัดสีแดง Rallye Red ออก พร้อมกับเปลี่ยนสีเทาใหม่เป็น Polished Metal …

Honda-Jazz-Active-Plus

ในเดือนกรกฎาคม 2553 Honda ได้แนะนำ Jazz รุ่นพิเศษ “Active Plus” (แอคทีฟ พลัส) มาพร้อมชุดแต่งที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าและสเกิร์ตข้างแบบสปอร์ต สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต พร้อมป้ายสัญลักษณ์ “Active Plus” ส่วนด้านความปลอดภัย เพิ่มไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ และสัญญาณกะระยะหลัง 4 จุด ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น

Honda-Jazz-Active-Plus

มีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น V AT ในราคา 679,500 บาท และรุ่น V AT (SRS) ในราคา 699,500 บาท และมี 3 สี ได้แก่ สีขาวทาฟเฟต้า, สีเหลืองเฮลิออส (มุก) และ สีฟ้าเซรูเลียน (เมทัลลิก)

Honda-Fit-Minorchange-2010

ในเดือนตุลาคม 2010 Honda ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ปรับโฉม Minorchange Honda Fit ให้ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น พร้อมกับแนะนำ “Fit Hybrid” ใหม่ด้วย

Honda-Fit-Shuttle

โดย Honda Fit โฉมนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จน Honda ต้องผลิตรุ่นแวนออกมาในชื่อ “Fit Shuttle” (เหมือนตอนที่ Honda ผลิตรุ่น “Airwave” ช่วงก่อนหน้า) พร้อมทั้ง Fit Shuttle Hybrid และเปิดตัวในวันที่ 16 มิถุนายน 2011 ที่ประเทศญี่ปุ่น

Honda-Jazz-Minorchange-2011

สำหรับเวอร์ชั่นไทย เปิดตัว Honda Jazz Minorchange เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 โดยนับแต่เปิดตัว ฮอนด้า แจ๊ซ โฉมแรกในปี 2546 จนถึงปี 2554 ทำสถิติยอดขายในไทยไปแล้วมากกว่า 130,000 คัน … ชูจุดเด่นด้วยสีส้ม Brilliant Orange มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น คือ รุ่น S รุ่น V และรุ่นสูงสุด SV

ทั้ง 3 รุ่นใช้เครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 120 แรงม้า สามารถน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (เฉพาะรุ่น S) และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ในราคา 590,000 – 715,000 บาท

มิติตัวรถยาว 3,900 มม. (รุ่น SV 3,915 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,525 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนักรถ 1,060-1,115 กิโลกรัม

เมื่อช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มาถึง โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย โดยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจำนวนรวม 1,055 คัน มี Honda Jazz จำนวน 213 คัน ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งทาง Honda เริ่มต้นทำลายรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2554 …

Honda-Jazz-JP-2012

Honda จึงต้องนำรุ่นเฉพาะกิจช่วงน้ำท่วม “Honda Jazz JP” ส่งตรงจากญี่ปุ่น เข้ามาจำหน่ายในช่วงปี 2554 เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ชูการขายด้วยสีส้ม “Orange Sunset” (แตกต่างจากสีส้มเวอร์ชั่นไทย) เพียงรุ่นย่อยเดียว ในราคา 747,000 บาท อุปกรณ์มาตรฐานบางอย่างต่างจากเวอร์ชั่นไทย อาทิ โคมไฟหน้าที่มาพร้อมไฟหน้า HID ปรับระดับสูง-ต่ำได้ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และถุงลมนิรภัยอัจฉริยะ i-SRS และม่านนิรภัยด้านข้าง เป็นต้น

Honda-Jazz-Hybrid-2012
ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 Honda แถลงข่าวเปิดตัว Honda Jazz Hybrid IMA ถือเป็นรถไฮบริดรุ่นแรกของกลุ่ม Sub-Compact ในไทย รับประกัน 5 ปี ทั้งระบบ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุม แบตเตอรี่ไฮบริดและระบบสายไฟไฮบริด แบบไม่จำกัดระยะทาง พร้อมรับสิทธิคืนภาษีรถยนต์คันแรก ในราคา 768,000 บาท … แต่ผลการตอบรับ ก็ไม่ค่อยจะดีนัก

Honda-Jazz-Hybrid-2012

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 14 แรงม้า ที่ 1,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที

และมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุด 8.0 กก.-ม. ที่ 1,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 21.3 กม./ลิตร (หรือ 4.7 ลิตร/100 กม.)

Honda-Jazz-2012

ในเดือนพถศจิกายน 2555 Honda Jazz สีแดง “Rallye Red” ก็กลับมา (อีกครั้ง) แล้วสีส้ม Brilliant Orange ก็หายไปแทน …

Honda-Jazz-Modulo-2013

มาถึงเดือนมกราคม 2556 Honda ได้เปิดตัว “Jazz Modulo” โฉบเฉี่ยวกับกระจังหน้าโครเมียมแบบโครมดำ และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลังสุดเท่ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มีให้เลือก 3 สี กับ สีแดง Rallye Red สีขาว Taffata White และ สีดำ Crystal Black (Pearl) จำนวนจำกัด เฉพาะรุ่น V AT ในราคา 682,500 บาท

Honda-Fit-EV
อันนี้แถมให้ …  ในวันที่ 31 สิงหาคม 2012 (ปี 2555) Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้แนะนำ “Fit EV” รุ่นใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Li-Ion ของ Toshiba ผนวกเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 92 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 26.1 กก.-ม. ในการขับเคลื่อน โดยสามารถแล่นได้ระยะทางถึง 225 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาชาร์จ 12 ชม. ผ่านไฟฟ้าแบบ 120 โวลท์ ในราคา 4 ล้านเยน!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Jazz (GE) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมากๆ ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง และคุณผู้หญิง ด้วยรูปทรงสวยน่ารัก แต่งขึ้น คุณภาพแจ๋ว ประหยัดน้ำมัน ใช้งานได้อเนกประสงค์ ราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง วงเลี้ยวแคบ หาที่จอดง่าย ภายในกว้างขวาง อเนกประสงค์ พับเบาะขนของได้เยอะ พวงมาลัยไม่หนัก มุมมองด้านหน้าคนขับถือว่าดี (ยกเว้นบริเวณเสา A ที่ดูเป็นมุมอับอยู่บ้าง) นั่งขับได้สบายๆ ระบบความปลอดภัยมีพอสมควร ถือเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลยล่ะ …

ส่วนข้อด้อยก็มี ช่วงล่างแข็งกระด้าง ไม่นิ่ม ขนาดยางติดรถ ขนาด 175/65R15 ที่หน้าไม่กว้างพอ เวลาขับเร็วๆ แล้วจะรู้สึกหวิวๆ (แต่ปัญหานี้จะหายไป ถ้าเปลี่ยนยางรถที่มีหน้ายางกว้างขึ้น) และการเก็บเสียงในห้องโดยสารไม่ดีนัก

ถ้าเป็นรุ่นไฮบริด ต้องดูแบตเตอรี่ไฮบริด ที่อีกไม่กี่ปีก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว รวมถึงอะไหล่ต่างๆ ของตัวไฮบริด (เช่น Motor หรือ Inverter) จ่ายหนักแน่นอน …

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่ถูกไม่แพง ศูนย์บริการหาไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ ในกรณีที่รถสภาพยังสมบูรณ์อยู่

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีเยอะพอสมควร ทั้งจากศูนย์บริการ รถเก่าในบ้านเรา หรือจะเป็นของเก่าจากญี่ปุ่นก็ตาม

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 265,000 – 450,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Jazz (GE) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Jazz ได้เลยครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

10-Secondhand-SUV-MPV-In-Price-500000-Baht

รถ 7 ที่นั่ง ทั้งแบบ SUV และ MPV 10 รุ่น ในงบไม่เกิน 500,000 บาท ที่คุณควรเลือก!

ตลาดรถในบ้านเราตอนนี้ หากจะพูดถึงรถที่ได้รับความนิยมมากๆ จากผู้ใช้รถในบ้านเรา เห็นทีคงต้องยกให้ รถ “SUV” และ “MPV” ที่ใช้งานได้สารพัดรูปแบบ ตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ลุยน้ำได้ ผู้สูงวัยนั่งด้านหลังได้สบายๆ หรือจะขนสัมภาระก็ได้

แต่ถ้าหากคุณมีงบประมาณที่จะซื้อจำกัดล่ะ? สมมติว่า งบคุณมีอยู่ 5 แสนบาท จะตัดสินใจเลือกรุ่นไหนที่คุณคิดว่าโดนใจ และซื้อมาใช้ น่าจะคุ้มค่าลงตัวที่สุด

Carro ขอรวบรวมข้อมูลรถ 7 ที่นั่ง มือสอง 10 รุ่น มีทั้งแบบ SUV และ MPV ในงบไม่เกิน “5 แสนบาท” ว่าจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปอ่านได้เลยครับ.

Toyota Wish

Toyota-Wish

ราคามือสอง (ปี 2561) : 255,000 – 480,000 บาท

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) เป็นรุ่นแรก และรุ่นเดียวที่ขายในไทย ถือเป็นรถ MPV ขนาด 6-7 ที่นั่งที่ขายดีมากในช่วงเปิดตัว ตัวรถดีไซน์ออกไปในทางสปอร์ต ภายในโทนสีดำดูหรูหรา ช่วงล่างแน่นหนึบแบบสปอร์ต แต่ข้อเสียก็อาจจะมีตรงที่ไม่มีแอร์ที่นั่งแถวที่ 3 และช่วงล่างที่กระด้างไปหน่อย

Toyota Wish มีจุดเด่นตรงที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i แบบเดียวกับในรุ่น Camry ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 19.6 กก.-ม. (192 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

Toyota Innova

Toyota-Innova

ราคามือสอง (ปี 2561) : 230,000 – 500,000 บาท +

Toyota Innova (โตโยต้า อินโนวา) เป็นรถ MPV แบบ 7 และ 8 ที่นั่ง ที่ได้รับความนิยมในตลาดพอสมควร มีข้อดีคือใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับกระบะ Hilux Vigo ใช้อะไหล่เครื่องยนต์ และอะไหล่ตัวรถบางชิ้นร่วมกันได้ ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก 2-3 คน และเบาะแถวสามมีช่องแอร์มาให้ ส่วนข้อเสียคือ ถ้านั่งกันมากๆ รุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะกินน้ำมันมากหน่อย และค่อนข้างอืด (แต่ไปติดแก๊ส LPG ได้)

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.6 กก.-ม. (182 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว D4-D Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม. (260 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota Fortuner

Toyota-Fortuner

ราคามือสอง (ปี 2561) : 360,000 – 500,000 บาท +

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ถือเป็นรถมือสองราคาขายต่อดีสุดรุ่นหนึ่งสำหรับรถประเภทนี้ เครื่องยนต์ดีเซลแรงดี เบาะนั่งแถวที่ 3 นั่งสบาย ผู้ใหญ่นั่งได้ อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการมีเยอะ ถ้าอยากได้รุ่นนี้ ในงบไม่เกิน 5 แสนบาท +- อาจจะได้รถที่ปีเก่าหน่อย สภาพอาจจะมีช้ำบ้าง

โฉมแรก มีให้เลือก 3 รุ่น คือดีเซล 1KD-FTV เกียร์ธรรมดา / เกียร์ออโต้ และ เบนซิน 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE เกียร์ออโต้ ช่วงประมาณปี 2555 ได้เปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ เฉพาะรุ่นดีเซลเปลี่ยนจากเดิม 4 สปีด เป็น 5 สปีด

Fortuner มีเครื่องยนต์ให้เลือก ดังนี้ ….. ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 3,200 รอบ/นาที (รุ่นปี 2554 ปรับแรงม้าขึ้นเป็น 171 แรงม้า)

ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที (มาในปลายปี 2552) (รุ่นปี 2554 ขยับแรงบิดขึ้นเป็น 1,600 – 2,800 รอบ/นาที)

และเบนซินขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที

Honda Mobilio

Honda-Mobilio

ราคามือสอง (ปี 2561) : 430,000 – 500,000 บาท +

Honda Mobilio (ฮอนด้า โมบิลิโอ) รถแบบ Sub-Compact SUV ที่พัฒนาจากพื้นฐานของ Brio ยืดระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น จัดเป็นรถอเนกประสงค์ของ Honda รุ่นแรก ที่ผลิตในประเทศไทย และเปิดตัวในปี 2557 ชูจุดเด่นห้องโดยสารกว้างสะดวกสบาย กับเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบรูปทรง ไม่ชอบแผงคอนโซลภายใน ดูแล้วเหมาะกับคนวัย 30+ ซื้อมาใช้มากกว่า ก็ว่ากันไป …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร จากในรุ่น City และ Jazz แบบ SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC พ่วงด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ให้สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมัน และเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากที่สุดในกลุ่มด้วย

Honda Freed

Honda-Freed

ราคามือสอง (ปี 2561) : 430,000 – 500,000 บาท +

Honda Freed (ฮอนด้า ฟรีด) เป็นรถแบบ Minivan MPV เกิดจากการที่ Honda ได้นำเข้า Honda Freed จากอินโดนีเซียเข้ามาลุยตลาดนี้ ในช่วงปลายปี 2552 มาพร้อมกับจุดเด่นที่ประตูด้านข้างแบบบานเลื่อน ซึ่งเหมาะมากๆ กับการให้เด็ก และผู้สูงอายุ ขึ้น-ลง จากรถ ภายในห้องโดยสารดูอบอุ่น ชุดคอนโซลแบบ Open Cafe แบบ 2 ชั้น กว้าง ใช้งานได้หลากหลาย จะวางอาหาร หรือเครื่องดื่มก็ได้ เบาะปรับได้อย่างอิสระ นั่งได้สบายๆ พร้อมแอร์แถวที่ 3 และที่วางสัมภาระท้ายพื้นเรียบแบบ Flat Floor

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับ City และ Jazz แต่เครื่องยนต์ให้แรงบิดสูงกว่า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

Mitsubishi Space Wagon

Mitsubishi-Space-Wagon

ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 500,000 บาท +

Mitsubishi Space Wagon (มิตซูบิชิ สเปซแวกอน) เกิดมาในช่วงที่ตลาดรถ MPV บ้านเรากำลังคึกคัก ในช่วงปลายปี 2547 เป็น Mid-Size Minivan ที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง ซึ่งก็ทำให้เบาะนั่งแถวที่ 3 นั่งสบายมากกว่าอีกด้วย และเครื่องยนต์ก็โตกว่าอีกด้วย แต่ข้อเสียก็อาจจะเป็นที่กินน้ำมันมาก

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G69 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว MIVEC ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.1 กก.-ม. (224 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด INVECS-II

Mitsubishi Pajero Sport

Mitsubishi-Pajero-Sport

ราคามือสอง (ปี 2561) : 440,000 – 500,000 บาท +

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) เป็นอีกหนึ่งรถ PPV ยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่น แต่ถ้าพูดถึงในงบไม่เกิน 5 แสนบาท ก็จะได้รถปีเก่าๆ หน่อย (เพราะราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ประมาณ 4 แสนกลางๆ แล้ว) เปิดตัวมาในปี 2551 ด้วยรูปโฉมครึ่งหน้าที่ดูคล้ายกับ Triton มีจุดเด่นอยู่ที่ช่วงล่างแน่น เครื่องยนต์แรง ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง

สำหรับเครื่องยนต์ มีให้เลือกทั้งแบบเบนซิน และดีเซล โดยแบบเบนซินขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4G64 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 194 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

และแบบดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4D56 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VG Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง V6 ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 6B31 แบบ V6 SOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 281 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (เฉพาะรุ่น 2.4 ลิตร) และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด Invecs-II

Isuzu MU-7

Isuzu-MU-7

ราคามือสอง (ปี 2561) : 310,000 – 500,000 บาท +

Isuzu MU-7 (อีซูซุ มิว-เซเว่น) รูปทรงภายนอก อาจจะดูเหมือน D-Max ซะมาก แต่ MU-7 ก็ขยันปรับโฉมกันแทบทุกปี ตั้งแต่รุ่น Gold Series, Platinum Series รวมไปถึงรุ่นพิเศษอย่างรุ่น Limited, Executive, Groove หรือ Choiz เป็นต้น

จุดเด่นอยู่ที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เครื่องยนต์ทนทาน ประหยัด และศูนย์บริการดี แต่ข้อเสียก็มีตรงอะไหล่มือสองบางอย่าง ไม่แพร่หลายนัก เบาะแถว 3 ที่เด็กนั่งน่าจะเหมาะกว่า (ผู้ใหญ่นั่งแล้วเหมือนยกขา) กับคานค้ำหลังคากระจกหน้าด้านคนขับขวามือ เป็นมุมอับเวลาเลี้ยว เป็นต้น

ใช้เครื่องยนต์ I-TEQ 3000 Ddi ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที

ต่อมา เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที

Suzuki Ertiga

Suzuki-Ertiga

ราคามือสอง (ปี 2561) : 320,000 – 500,000 บาท +

Suzuki Ertiga (ซูซูกิ เออร์ติกา) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนมีนาคม 2556 เป็นรถอเนกประสงค์แบบ MPV 7 ที่นั่ง นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย มาพร้อมความกว้างขวาง (แต่เบาะนั่งแถวที่ 3 ก็คงคล้ายกันในทุกยี่ห้อ คือแคบหน่อย) ตกแต่งภายในได้สมราคา ส่วนข้อเสียก็อาจจะเป็นตอนออกตัวค่อนข้างอืด เนื่องจากเครื่องยนต์ขนาดเล็ก กับศูนย์บริการในต่างจังหวัดที่ไม่มาก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร รหัส K14B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT ให้แรงม้าสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

Chevrolet Captiva

Chevrolet-Captiva

ราคามือสอง (ปี 2561) : 290,000 – 500,000 บาท +

Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) นี่ก็จัดเป็นรถ Compact SUV 7 ที่นั่งในตลาดเพียงรุ่นเดียว ที่ขายมาอย่างยาวนานมาก … นับถึงวันนี้ในตลาดบ้านเราก็ 12 ปีละ ปรับปรุงหน้าตากันไปก็หลายครั้ง มีจุดเด่นที่ความนุ่มนวล ความหนึบของช่วงล่าง รวมไปถึงพลังเครื่องยนต์ (ดีเซล) ที่เหลือเฟือ แต่เบาะนั่งแถวที่ 3 อาจนั่งไม่สบายนัก

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว Turbo แบบแปรผัน ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Flex Fuel รองรับเชื้อเพลิง E20 และ E85 ทั้ง ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 2,200 รอบ/นาที

ภายหลังรุ่นเบนซิน 2.4 ลิตร เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Double CVC ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 23.0 กก.-ม. (225 นิวตันเมตร) ที่ 4,600 รอบ/นาที

ใครที่กำลังมองหารถ SUV และรถ MPV สภาพดีๆ ในราคาที่ไม่เกิน 5 แสนบาท ก็ลองเข้ามาเลือกดูกันได้ครับ …

10-Secondhard-Cars-Price-Falls

10 รถมือสอง ที่คุณใช้แล้วต้องทำใจ เพราะราคาขายต่อถูกมากกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในปีเดียวกัน!

“รถมือสอง” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่มีเจ้าของใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว ราคาก็ย่อมถูกกว่า “รถป้ายแดง” เช่นกัน โดยรถมือสองนั้น ก็มีทั้ง “แบรนด์หลัก” และ “แบรนด์รอง” … Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง …

“แบรนด์หลัก” ก็คือรถยี่ห้อใหญ่ๆ ที่ตลาดนิยม เช่น รถญี่ปุ่นหลายยี่ห้อ หรือรถยุโรปบางยี่ห้อ ที่แม้ว่าเราจะอาจจะเบื่อแล้ว หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พอลงประกาศขาย (ในราคาที่เหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป) ก็จะมีผู้คนสนใจอยากซื้อไปใช้ต่อ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะรถบางรุ่นของ “แบรนด์หลัก” เวลาขายต่อ ราคาก็ร่วงรูดได้เหมือนกัน

ส่วนรถยนต์ยี่ห้อที่เป็น “แบรนด์รอง” นั้น ไม่ต้องพูดถึง ส่วนใหญ่ตอนซื้อมาจ่ายราคาเต็ม พอขายต่อ ส่วนต่างหายไปมหาศาลก็มี ไม่ใช่ว่ารถคันนั้นคุณภาพ หรือสภาพรถไม่ดี! แต่เป็นเพราะหลายๆ ปัจจัย เช่น บริการหลังการขาย ราคาอะไหล่ ความหายากของศูนย์บริการ ก็มีผลทำให้รถคันนั้นๆ ราคาร่วงรูดได้เช่นกัน …

Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รถมือสอง ราคาถูกกว่าตอนป้ายแดง มากอย่างไม่น่าเชื่อ (ภาค 1) มาให้ได้อ่านกันครับ.

1. Chery QQ

Chery-QQ

ราคาป้ายแดง (ปี 2552) : 389,400 – 434,400 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 70,000 – 100,000 บาท

Chery QQ (เฌอรี่ คิวคิว) รถแบรนด์จีนขนาดเล็กหน้าตาน่ารัก นำเข้าโดย บริษัท ไทยเฌอรี่ยานยนตร์ จำกัด ในเครือไทยยานยนตร์กรุ๊ป มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.1 ลิตร 68 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์แบบ AMT 5 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงถึง 19.23 กม./ลิตร (ที่ความเร็ว 90 กม./ชม.)

พอเจอโครงการรถ Eco-Car ของรัฐบาลเข้าไป บวกกับทาง CP เสนอให้ Chery บริษัทแม่ในจีนมาร่วมลงทุนในไทย แต่ทางจีนไม่เอา รถเฌอรี่ จึงเลือนหายไปจากตลาดรถบ้านเรา …

2. Proton Savvy

Proton-Savvy

ราคาป้ายแดง (ปี 2550) : 399,000 – 469,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 70,000 – 100,000 บาท

Proton Savvy (โปรตอน เซฟวี่) รถยนต์แห่งชาติของประเทศมาเลเซีย รูปทรงขนาดเล็กน่ารัก นำเข้ามาขายโดย บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 74 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์แบบ AMT 5 สปีด ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงถึง 19 กม./ลิตร และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 170 กม./ชม.

พอเจอโครงการรถ “รถคันแรก” ของรัฐบาลเข้าไป บวกกับทางตัวแทนจำหน่ายในไทย (ก็รู้ๆ กันอยู่) … ทำให้รถ Proton หลายๆ รุ่น และโชว์รูม ก็เลือนหายไปจากตลาดรถบ้านเรา (แม้ว่า โชว์รูม กับ ศูนย์บริการ ยังมีเหลืออยู่ แต่ก็น้อยนิดแล้วก็ตาม)

3. Chevrolet Sonic

Chevrolet-Sonic

ราคาป้ายแดง รุ่น 1.4 (ปี 2555) : 548,000 – 687,000 บาท
ราคาป้ายแดง รุ่น 1.6 (ปี 2556) : 677,000 – 709,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 200,000 – 400,000 บาท

Chevrolet Sonic (เชฟโรเลต โซนิค) เป็นตัวตายตัวแทนของรุ่น Aveo ที่เคยทำตลาดในบ้านเรา มีทั้งแบบ Northback 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ แต่ก็เจอมรสุมของตัวรถเอง จึงต้องหายไปจากตลาดอย่างเงียบๆ …

ในช่วงแรก Chevrolet เปิดตัว Sonic รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 100 แรงม้า พอผ่านไป 1 ปี รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 จึงตามมาให้เลือก ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ถ้าใครอยากเล่นรุ่นนี้ เราแนะนำให้เล่นรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เพราะสมรรถนะดีกว่ารุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ครับ

4. Chevrolet Cruze

Chevrolet-Cruze

ราคาป้ายแดง (ปี 2553) : 729,000 – 1,149,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2556) : 752,000 – 1,248,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 270,000 – 500,000 บาท

Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) อันนี้ถือว่าเป็นตัวแทนของ Optra เดิม เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร Commonrail Turbo 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด DSC

พอถึงปี 2556 จึงปรับหน้าตาและเครื่องยนต์ให้รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 ก่อนจะตัดรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ออก เหลือแค่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร อย่างเดียว ปรับโฉมอีกครั้งช่วงปี 2558 ก่อนจะหายเงียบไป

หากใครอยากเล่นรุ่นนี้ เราขอแนะนำตัวดีเซลครับ เพราะขับสนุกสุดแล้ว (แต่ก็ดูแลเรื่องเกียร์หน่อยละกัน …)

5. Ford Fiesta

Ford-Fiesta

ราคาตอนป้ายแดง (ปี 2554) : 549,000 – 724,000 บาท
ราคาตอนป้ายแดง (ปี 2555) : 644,000 – 759,000 บาท
ราคาตอนป้ายแดง EcoBoost (ปี 2557) : 619,000 – 779,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 175,000 – 400,000 บาท

Ford Fiesta (ฟอร์ด เฟียสต้า) ถือเป็นรถ Ford อีกรุ่น ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกรุ่นเลยก็ว่าได้ มาทำตลาดในไทยครั้งแรกในแบบ 4 ประตู และ 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 95 แรงม้า เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 121 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับแบบ PowerShift 6 สปีด

และในช่วงที่โครงการ “รถคันแรก” มา ทาง Ford จึงส่ง Fiesta รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 109 แรงม้า มาแทนที่รุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ซะเลย แถมยังได้เงินคืนถึง 100,000 บาทเชียวนะ!

สุดท้าย Ford Fiesta จึงปรับโฉมหน้าตาใหม่ ในปี 2556 (ก่อนจะเปลี่ยนหน้าตาของรุ่น 1.5 ตามมาในปี 2557) มาพร้อมเครื่องยนต์ Turbo ใหม่ ขนาด 1.0 ลิตร EcoBoost 125 แรงม้า … แต่พอเจอ User Voice มากมายของที่ใช้รุ่นรถนี้ บวกกับข่าวคราวหลายครั้งที่ผ่านมา ก็ทำให้ราคามือสองของ Fiesta นั้น ต่างจากราคาป้ายแดงลิบลับแบบไม่ต้องสงสัย …

6. Ford Focus

Ford-Focus

ราคาป้ายแดง (ปี 2555) : 759,000 – 1,079,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 290,000 – 500,000 บาท

Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) รถขนาดกลางแบบ C-Segment ยอดนิยมของฟอร์ดทั่วโลกอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 3 ในบ้านเราเมื่อปี 2555 มาพร้อมความสปอร์ตในแบบ Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 125 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6 สปีด

สุดท้าย Ford Focus จึงปรับโฉมหน้าตาและเครื่องยนต์ใหม่ ในปี 2559 มาพร้อมเครื่องยนต์ Turbo ใหม่ ขนาด 1.5 ลิตร EcoBoost 180 แรงม้า …

แต่พอเจอ User Voice มากมายของที่ใช้รุ่นรถนี้ เกี่ยวกับเรื่องเกียร์ PowerShift เช่นเดียวกับรุ่นน้องอย่าง Fiesta ก็ทำให้ราคามือสองของ Focus นั้น ดำดิ่งต่างจากราคาป้ายแดงลิบลับเช่นกัน …

7. MG6

MG6

ราคาป้ายแดง (ปี 2557) : 988,000 – 1,128,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 520,000 บาท

MG6 (เอ็มจี6) ถือเป็นรถรุ่นแรกของ MG ในไทย ภายใต้การทำตลาดโดย CP ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 2557 มีให้เลือกทั้งโฉม Sedan 4 ประตู และแบบ Fastback 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 161 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch Transmission (DCT) 6 สปีด

แต่เนื่องด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ของตัวแบรนด์ MG เอง จึงทำให้ราคาขายต่อรถมือสองของรุ่นนี้ ดูเบาๆ สำหรับคนกำลังมองหารถมือสอง MG มาใช้ อย่างไม่ต้องสงสัย …

8. Nissan Pulsar

Nissan-Pulsar

ราคาป้ายแดง (ปี 2556) : 776,000 – 976,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2557) : 781,000 – 1,070,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 380,000 – 490,000 บาท

Nissan Pulsar (นิสสัน พัลซ่าร์) อาจจะเรียกได้ว่า เป็นรถนิสสัน ที่เคยขายในไทยเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ยุคสยามกลการนู่น แต่ไม่รุ่งเลยเลิกขายไป ก่อนจะ Come Back กลับมาขายใหม่อีกหลังในปี 2556 ในแบบสปอร์ต แฮทช์แบค ออพชั่นเพียบ แล้วก็แป๊กเหมือนในอดีตอีก …

มีให้เลือก 3 เครื่องยนต์ ได้แก่ ขนาด 1.6 ลิตร 116 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร 131 แรงม้า และเบนซิน 1.6 ลิตร DIG Turbo 190 แรงม้า ซึ่งถ้าใครที่ชอบความแรงแล้ว คงต้องยกให้ไปลองเล่นรุ่น Turbo ดูครับ

9. Mitsubishi Lancer EX

Mitsubishi-Lancer-EX

ราคาป้ายแดง (ปี 2552) : 831,000 – 1,034,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2554) : 794,000 – 1,151,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 460,000 บาท

Mitsubishi Lancer EX (มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์) แม้ว่าจะเป็น Lancer รุ่นสุดท้ายที่ขายในบ้านเราเวลานี้ จัดว่าเป็นรถ C-Segment ที่น่าใช้อีกรุ่น ดีไซน์สไตล์สปอร์ต ไปแต่งเป็นโฉม Evolution ก็หล่อใช่ย่อย ช่วงล่างก็ดีเกาะถนน ออพชั่นติดรถก็ถือว่ามากใช้ได้ และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แบบ FFV เติมแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ รุ่นแรกในไทย … พอในปี 2554 ก็มีการปรับออพชั่นเพิ่มอีก อาทิเช่น เพิ่มระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS และแนะนำตัวถังสีใหม่ “แดงเมทัลลิก” เป็นต้น

มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 139 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 154 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT INVECS-III แบบ 6 สปีด … แต่เพราะ Lancer ไม่ใช่รถตลาด เหมาะสำหรับคนชอบรถแต่งมากกว่า และเรื่องศูนย์บริการ กับราคาอะไหล่ ทำให้ราคามือสอง อาจจะทิ้งห่างจากตอนป้ายแดงอยู่พอสมควร

10. Toyota Prius

Toyota-Prius

ราคาป้ายแดง (ปี 2553) : 1,190,000 – 1,270,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2555) : 1,199,000 – 1,369,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 330,000 – 600,000 บาท

Toyota Prius (โตโยต้า พริอุส) รถสำหรับคนรักษ์โลกจากค่ายโตโยต้า มาพร้อมขุมพลังไฮบริด กับรูปทรงที่ลู่ลม ผลิตในไทยด้วย! ซึ่งนับเป็นประเทศที่ 3 ของโลก สำหรับการผลิต Prius ขาย … มีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบ Head-Up Display รวมไปถึงประสิทธิภาพของระบบไฮบริดที่ดีเยี่ยม เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 99 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 82 แรงม้า ประหยัดน้ำมัน และให้อัตราเร่งเทียบเท่ารถยนต์เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ

Prius เป็นรถที่ดีและน่าใช้อีกคันหนึ่งเลยทีเดียว แต่ด้วยเวลาที่แบตเตอรี่ต้องใกล้เปลี่ยน กับ ราคาอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นเยอะ ทำให้ราคามือสองของรุ่นนี้ ทิ้งห่างจากตอนซื้อใหม่ไปมากพอสมควร …

ทางที่ดี ก่อนคุณจะซื้อตัดสินใจหารถมือสองมาใช้สักคัน ก็ควรหาคนที่พอมีความรู้เรื่องรถยนต์ หรือช่างไปดูรถด้วย เพื่อให้ได้รถที่มีสภาพดี ไม่ชนหนัก ไม่ถูกย้อมแมว จะได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ยังไงล่ะครับ

หากใครที่คิดว่าตัวเองใจไม่ถึง อยากเปลี่ยนไปเล่นรถตลาด อยากขายรถที่มีในบทความนี้อยู่เพื่อไปเล่นรุ่นอื่น ก็ลองดูได้ครับผม …

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

IphoneXs-Xr-VS-UsedCar

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ 10 รถมือสอง ที่ราคาเท่า “iPhone Xr, Xs และ Xs Max

เป็นที่ทราบกันแล้วนะครับว่า สำหรับ iPhone Xr / iPhone Xs และ iPhone Xs Max ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ไปใน USA ตั้งแต่เมื่อคืนของวันที่ 13 กันยายน 2561 (ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งมีคุณสมบัติและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น จอใหญ่ขึ้น ขยายความจุเป็น 512GB! (ถูกใจสาวก Apple กับ iPhone หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะ?)

iPhone-XR-Thai-Price

iPhone-XS-Thai-Price

iPhone-XS-Max-Thai-Price

ภาพจาก IPhoneMod.net

และแน่นอนอยู่แล้วว่าราคาของ iPhone Xr / iPhone Xs และ iPhone Xs Max ต้องปรับสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิมแน่นอน ทำให้สาวก iPhone ต้องคิดแล้วล่ะว่า ตีราคาออกมาเป็นเงินไทย สูงมากเลยทีเดียว (รุ่น Top สุด ราคาเหยียบครึ่งแสนเข้าไปแล้ว! เราจะย้อนกลับไปใช้โทรศัพท์มือถือ ราคาครึ่งแสน เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีแล้วหรือเนี่ย!)

เอาเงินนี้ ไปซื้ออย่างอื่นดีกว่าหรือเปล่า? ซื้อรถมือสองดีมั้ย?

Carro ขอแนะนำ 10 รถมือสอง ที่คุณสามารถซื้อได้ในราคาของ iPhone Xr / iPhone Xs และ iPhone Xs Max ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ว่ามือถือรุ่น Top ราคาจะสามารถซื้อรถมือสองได้ 1 คัน!

Carro จึงขอนำเสนอรถยนต์มือสอง ในช่วงประมาณยุค 90 ที่มีราคาตั้งแต่ 3 – 5 หมื่นบาท ที่มีความทนทาน ดูแลง่าย อะไหล่พอหาได้เยอะหน่อย จะมีรุ่นใดบ้าง … เชิญอ่านได้เลยครับ

Toyota Corolla 1.3 / 1.6 (EE100/AE101)

Toyota-Corolla-AE101

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) เป็น Corolla “สามห่วง” รุ่นที่ถือว่าสร้างตำนานในบ้านเราอีกรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ถือเป็นรุ่นแรกที่ใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง เปิดตัวในไทยเมื่อ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ (แค่พอวิ่งได้) ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท ก็มีคนลงขายแล้วครับ แต่ถ้าจะเอาแบบสภาพดีๆ หน่อย ก็ต้องเพิ่มงบไปอยู่ที่ประมาณ 5 – 6 หมื่นบาทครับ …

Toyota Corona 1.6 (AT191/ST191)

Toyota-Corona-ST191

Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) รุ่น “ท้ายโด่ง” “ท้ายแยก” ยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่น และถือเป็นโคโรน่ารุ่นสุดท้ายที่ขายในไทย โฉมนี้เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2536 มาพร้อมรูปทรงอ้วนกลมน่ารัก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE ก่อนจะปรับโฉมกันอีกครั้ง ในภายหลังเพิ่มรุ่น Exsior ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมกับเปลี่ยนชุดแผงคอนโซลภายในใหม่

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงินประมาณ 4 หมื่นบาท ก็สามารถหารุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร (หรือรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร สภาพโทรมๆ บางคัน) มาขับได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้ดีกว่านี้ ก็ต้องจ่ายแพงเพิ่มขึ้นกว่านั้น

Honda Civic 1.5 / 1.6 (EG)

Honda-Civic-EG

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อปี 2535 โดยเป็นรุ่น 4 ประตูมาก่อน พอในปี 2536 ถึงจะเป็นตัวแฮทช์แบค 3 ประตู เปิดตัวตามมาทีหลัง สร้างยอดจองถล่มทลาย 10,000 คัน หลังจากเปิดตัวไปใน 7 วัน

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร คาร์บูเรเตอร์ 91 แรงม้า, 1.6 ลิตร หัวฉีด 120 แรงม้า และ 1.6 ลิตร VTEC 130 แรงม้า ที่ตามมาในภายหลัง และยังมีรุ่น 4 ประตู VTi นำเข้าจากญี่ปุ่นอีกด้วย มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด มีเงินแค่ 3 หมื่นบาทกลางๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้ 4 ประตู (ถ้าตัว 3 ประตู อาจต้องเพิ่มเงินอีกนิดนึง) มาขับได้แล้ว แต่ก็ตามสภาพนะครับ

Honda Accord 2.0 (CB)

Honda-Accord-CB

Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) รุ่นนี้มีฉายาว่า “ตาเพชร” ซึ่งก็ถือเป็นรถรุ่นแรกๆ ในไทย ที่ใช้ไฟหน้าแบบ “มัลติรีเฟล็กเตอร์” (Multi-Reflector) ที่ให้ความสว่างกว่าไฟหน้าโคมแก้วทั่วไป จนกลายมาเป็นฉายาของรุ่นนี้ โดยเปิดตัวเมื่อปี 2533 ในยุคนั้นถือว่าขายดีมาก ตั้งแต่เป็นรถครอบครัว ไปยันเป็นรถระดับผู้บริหารใช้ …

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร คาร์บูเรเตอร์ 112 แรงม้า และ 2.0 ลิตร หัวฉีด 135 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงินประมาณ 3 หมื่นบาทปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับเท่ๆ (กับซ่อมไปด้วย) ได้แล้ว!

Nissan Sunny 1.5 / 1.6 (B14)

Nissan-Sunny-B14

Nissan Sunny (นิสสัน ซันนี่) อีก 1 รถยอดนิยมจากค่ายสยามกลการในอดีต สำหรับ นิสสัน ซันนี่ B14 เปิดตัวในปี 2537 ออกมาในหลายโฉมมาก ขายมาจนถึงช่วงปี 2543

มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15DE 105 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DE 120 แรงม้า ต่อมาปรับปรุงใหม่เป็นรหัส GA16DNE 110 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีให้เลือกเยอะแยะ ตั้งแต่ราคาประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ไปจนถึง 5 หมื่นบาท

Nissan Bluebird 2.0 SSS (U13)

Nissan-Bluebird-SSS-U13

Nissan Bluebird (นิสสัน บลูเบิร์ด) “SSS” เป็น Bluebird รุ่นสุดท้ายที่ขายในบ้านเรา โดยการนำเข้าจากญี่ปุ่นของ สยามกลการ สมัยนั้น ถ้าใครที่ชอบรถนำเข้ารูปทรงสวย ดูไม่ล้าสมัย ออพชั่นเพียบ เครื่องแรง ก็ลองหาตัวนี้มาเล่นกันดูครับ (แต่ก็หาสภาพดีๆ ยากหน่อยนึง)

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส SR20DE 145 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด เอาแบบรถเน่าๆ เลยนะ 2 หมื่นกว่าบาท ก็มีคนขายให้เห็นมาแล้ว ส่วนตามสภาพ มีเงิน 3 – 4 หมื่นบาท ก็สามารถหาซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว

Mitsubishi Galant Ultima

Mitsubishi-Galant-Ultima

Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) ถือเป็น Galant รุ่นสุดท้าย ที่ประกอบขายในบ้านเรา ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมจากคนชอบแต่งรถบ้าง เปิดตัวในปี 2537 ขายลากยาวกันมาจนถึงช่วงปี 2541 ได้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 4G63 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร V6 รหัส 6A12 155 แรงม้า

ราคาในตลาด แบบตามสภาพนะ มีเงิน 3 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว ถือเป็นรถรุ่นใหญ่น่าใช้ ในราคามือสองที่ขายกันถูกมากๆ

Mazda 323 (BH) / 323 Astina 1.8 (BH)

Mazda-323

Mazda-323-Astina

Mazda 323 (มาสด้า 323) และ Mazda 323 Astina (มาสด้า 323 แอสติน่า) ถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่มี Astina ขายพ่วงด้วย และอยู่ภายใต้การจำหน่ายของกมลสุโกศล เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2537 และขายมาเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2541 ก่อนที่ มาสด้า กมลสุโกศล จะโดนบริษัทแม่เข้ามาควบรวมกิจการไปในปี 2542

มาสด้า 323 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส B6 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ส่วนในรุ่น Astina ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส BPD 125 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด มีเงิน 3 หมื่นปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้แบบตามสภาพมาขับได้แล้ว ส่วน Astina อาจจะต้องเพิ่มเงินนิดๆ แต่จริงๆ แล้ว แค่ 4 หมื่น ก็พอหารถแบบตามสภาพได้แล้วครับ

อันสุดท้าย เผื่อคนอยากได้รถยุโรป … BMW 520i / 525i (E34)

BMW-Series-5-E34

BMW ซีรี่ส์ 5 โฉม E34 ในยุคที่บริษัท ยนตรกิจ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย เริ่มเผยโฉมในไทยเมื่อปี 2532 มีให้เลือกทั้งรุ่น 520i, 525i, 520iS และยังมีรุ่นแวกอน นำเข้ามาตามสั่งอีกด้วย ตัวรถภายนอกดูสปอร์ต เท่ ภายในหรูหรา ถูกใจวัยรุ่นวัยเฒ่าทั้งหลาย ที่ชอบรถหรูๆ แนวผู้บริหารใช้ ในราคาที่สมัยก่อนตอนออกใหม่ซื้อไม่ไหว …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 192 แรงม้า … รุ่นนี้ได้ขายเรื่อยๆ ในบ้านเรา จนถึงปลายปี 2539 แล้วลากขายรถในสต๊อกจนถึงปี 2540

ราคาในตลาดยุคนี้ มีรถมือสองรุ่นนี้ โผล่มาแบบถูกอย่างเหลือเชื่อ ถ้าแบบเน่าๆ เลยนะ มีเงิน 3 หมื่นปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว! สุดยอดจริงๆ! (แต่ค่าซ่อม ไม่รู้ต้องเตรียมไว้เท่าไหร่นะ …) ถ้าจะให้ดี หารุ่นนี้ราคาประมาณ 6 – 7 หมื่นบาท หรือหลักแสนดีกว่า ได้สภาพรถที่ดีกว่าด้วยครับ …

(สงวนลิขสิทธิ์)

Carro-Honda-Jazz-GD

Honda Jazz (GD) : ผู้เปิดตลาดรถ Sub-Compact แบบ 5 ประตู ให้กลับมานิยมในไทยอีกครั้ง

ก่อนที่ผมจะพูดถึง Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) มือสอง เพื่อให้คุณผู้อ่านได้รู้ลึกถึงรายละเอียด ต้องเล่าย้อนกลับไปช่วงก่อนปี 1996 … หลังจากที่ Honda เลิกขาย Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) ไปไม่นานนัก

Honda-Logo

ในเดือนตุลาคม 1996 Honda ได้ผลิตรถรุ่น “Logo” ในรูปแบบ Sub-Compact 3 ประตู และ 5 ประตู (GA3/4/5) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร จำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น รวมถึงส่งออกไปยังแถบเอเชียบางประเทศ และในยุโรป แต่ไม่ประสบความสำเร็จ …

ตอนหลังฮอนด้าต้องไปแก้โหงวเฮ้งใหม่ พัฒนาปรับปรุงรถออกมาใหม่ จนออกมาเป็น “Honda Fit” ผลิตขายไปทั่วโลก และมาเป็น “Honda Jazz” (ฮอนด้า แจ๊ซ) รุ่นแรกในไทยครับ.

Honda-Fit-GD
Honda Jazz รุ่นแรก สร้างขึ้นภายใต้รหัสโครงการ MK พัฒนาให้มีรูปทรงคล้ายรถ MPV ย่อส่วน บนพื้นฐานโครงสร้างใหม่ “Global Small Platform” มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “i-series” ภายใต้หลักการพัฒนาแบบ “SMALL MAX Series” (Mileage MAX, Fun MAX, Coolness MAX และ Personal MAX) ชูจุดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา อเนกประสงค์ หลากหลายการใช้งาน ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยี G-Force Control เพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น
Honda-Fit-Zenshin

รูปทรงภายนอก ออกแบบตามหลัก “ZENSHIN (Zhen Shin) Cabin Form” ตัวถังลู่ลม เน้นประหยัดน้ำมัน ไฟหน้ากลมโตแบบ Bubble Canopy กระจกด้านข้างตัวรถแบ่งเป็น 4 ส่วน ประตูบานหน้าแบ่งการเปิดได้ 3 ตอน เปิดได้กว้างสุดถึง 970 มม. และไฟท้ายรูปทรงแบบ Cylinder Design

Honda-Fit-GD
Honda-Fit-GD

ห้องโดยสารภายใน ออกแบบในรูปแบบ “Sporty & Personal” ด้วยแผงคอนโซลเรียบง่าย เน้นการใข้งานสะดวก โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงกลมแบบสปอร์ต วิทยุ Bulit-In พร้อมทั้งออกแบบให้ถังน้ำมันอยู่บริเวณใต้เบาะนั่งคู่หน้า

Honda-Fit-GD
Honda-Fit-GD

เบาะนั่งภายในห้องโดยสารแบบ “Ultr Seat” ปรับพับได้หลายรูปแบบ ทั้ง Utility Mode, Long Mode, Tall mode และ Refresh Mode นอกจากจะสามารถพับแยกแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ได้แล้ว ยังสามารถยกเก็บเบาะนั่งแบบราบหรือพับขึ้น เมื่อต้องการวางสัมภาระทรงสูงได้ พร้อมเนื้อที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมากถึง 382 ลิตร

แถลงข่าวเปิดตัวจำหน่ายญี่ปุ่นในวันที่ 21 มิถุนายน 2001 (ปี 2544) มาพร้อมกับจุดเด่นและคุณสมบัติที่กล่าวมา ซึ่งถูกใจคนเมืองและคุณผู้หญิงมากๆ ทำให้ได้รับความนิยมทันทีที่เปิดตัว! และคว้ารางวัล Car of the Year Japan 2001-2002 ไปในปีเดียวกัน

Honda-Jazz-GD-Thai
ส่วน Honda Jazz ในไทย เปิดตัวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 ณ สยามสแควร์ (ซึ่งช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นประมาณ 2 ปีกว่า โดยในบ้านเราตอนนั้น Honda เปิดตัว Honda City ขายกันไปก่อน) โดย Honda Jazz รุ่นนี้มาพร้อม Concept “Jazz Up Your Life” สีสันแห่งความสนุกใหม่ที่เป็นคุณ
Honda-Jazz-GD-Thai

ชูจุดเด่นด้วยการเป็นรถที่ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์แบบ i-DSi (Intelligent-Dual & Sequential Ignition) และห้องโดยสารภายในแบบ Space Magic ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ระบบพวงมาลัยแบบ Steermatic ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT กดปุ่ม +- เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ 7 สปีด มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ในราคา 508,000 – 603,000 บาท

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A1 แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-DSi ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม. ที่ 2,700 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนมีเฉพาะล้อหน้า

รุ่นย่อยในช่วงแรก มีให้เลือกตั้งแต่ S MT – AT – AT (AS) และ E MT – AT – AT (AS)

Honda-Jazz-GD-Thai

เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นอายุ 18-30 ปี และคนวัยทำงานใหม่ๆ (กลุ่มคน Young at Heart ก็ได้ด้วยเช่นกัน) รวมถึงผู้หญิง ซึ่งได้รับความนิยมในบ้านเราสุดขีด สร้างยอดจอง 10,000 คันแรกในระยะ 2 เดือนหลังเปิดตัว ถือเป็นปรากฏการณ์การจองรถที่สูงมากในตลาด

ทำให้ Honda Jazz กลายเป็นรถ Sub-Compact ที่ขายได้สูงสุดในประเทศไทยนับแต่เปิดตัวมา ถึงขนาดที่บรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องซื้อไปเป็นของรางวัลสำหรับแจกให้คนร่วมสนุกชิงโชคของสินค้านั้นๆ เป็นจำนวนมาก

ช่วงกลางปี 2547 Honda ได้แนะนำรุ่นพิเศษ Honda Jazz Sport Version รุ่น E (AS) AT ใส่ชุดแต่งรอบคันจากโรงงาน มีเฉพาะสีขาว สีเทา และสีดำ ในราคา 679,000 บาท

Honda-Jazz-GD-Thai-2004
ในเดือนธันวาคม 2547 Honda ได้เพิ่ม Jazz รุ่น E-V ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A1 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ในราคา 617,000 – 685,000 บาท
Honda-Jazz-GD-Thai-2004
มาพร้อม Slogan โฆษณา “The Fun Never Stops” กับ “พอลล่า เทเลอร์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์รถรุ่นนี้ ชูสีตัวรถที่เพิ่มมาใหม่ เช่น สีชมพู และสีขาว เป็นต้น ซึ่งกล่าวได้ว่า Honda Jazz เป็นรถรุ่นที่ทำให้คนไทยหันกลับมานิยมรถยนต์สีขาวและสีขาวมุก จนรถยนต์หลายๆ ค่ายต้องตามเทรนด์ ออกรถยนต์สีขาวกันมาเป็นแถว และทำให้รถยนต์สีขาวมุก เป็นที่นิยมมาจนถึงบัดนี้
Honda-Jazz-GD-Thai-2004
Honda-Fit-Dynamite
และในปี 2547 ยังมีเวอร์ชั่นพิเศษ ที่ผลิตออกมาโดยผู้จำหน่ายอิสระอย่าง revo (ปัจจุบันบริษัทปิดไปแล้ว) ทำ “Jazz Dynamite” ออกมาขายแบบเดียวกับ “Mugen Fit Dynamite” เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในชื่อ Jazz by revo สไตล์ Dynamite by revo
Honda-Jazz-Dynamite-Revo
ภาพจาก mgronline.com
โดยชุดแต่งที่นำมาติดนั้นมีเกือบ 20 ชิ้น อาทิ กันชนหน้า-หลัง แบบสปอร์ต, สเกิร์ตรอบคัน, สคูประบายลมฝากระโปรงหน้า, สปอยเลอร์หน้า-หลัง, โป่งล้อรอบคัน, ท่อไอเสียคู่, กระจังหน้าแบบตะแกรงสไตล์สปอร์ตพร้อมคาดโครเมียม, ล้อแม็ก Dynamite 7 X 17 นิ้ว พร้อมยาง 205/40 R17 และ โลโก้ Honda สีแดง

นอกจากชุดแต่งรอบคันเพิ่มความสวยแล้ว ทาง revo ยังเพิ่มสมรรถนะให้กับแจ๊ซ โดยเฉพาะรุ่นที่นำเครื่อง K20A Turbo 260 แรงม้า พร้อมเบรก Brembo 4 ล้อ, ไฟหน้า Projector, เบาะหนังสปอร์ตแบบ Bucket Seat และมาตรวัด Mugen มาใส่แบบจัดเต็ม ในราคาหลักล้าน!

Honda-Jazz-Dynamite-Revo
ภาพจาก mgronline.com

Jazz by revo ในตอนนั้นมีให้เลือก 4 รุ่น 4 สี คือรุ่น i-DSI เกียร์ธรรมดา ราคา 830,000 บาท รุ่น i-DSI เกียร์อัตโนมัติ ราคา 995,000 บาท รุ่น VTEC เกียร์ธรรมดา ราคา 1,302,000 บาท และรุ่น VTEC เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,337,000 บาท สำหรับสีมีให้เลือก 4 สี คือ ฟ้า, เหลือง, ขาว และสีแดง (รุ่น Top)

เดือนมีนาคม 2548 Honda ได้แนะนำ Jazz Cool ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ ไฟตัดหมอกหน้า, กระจังหน้าสปอร์ต, คิ้วกันสาด, ปลอกท่อไอเสียสแตนเลส, ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว พร้อมสีสปาร์คเคิล ซิลเวอร์ ด้านใน, ชุดตกแต่งเรือนไมล์โครเมียม, ชุดตกแต่งสวิตช์แอร์-ฝาครอบเกียร์-ฝาปิดที่วางแก้ว-แผงควบคุมกระจกไฟฟ้า 4 บาน สีเงิน, คิ้วบันไดสแตนเลส และสัญลักษณ์ Cool ด้านท้าย

ในเดือนตุลาคม 2548 Honda ได้แนะนำ Jazz Plus สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ i-DSi มาพร้อมกับไฟตัดหมอก, คิ้วกันสาด, สปอยเลอร์หลัง, ปลอกท่อไอเสียสแตนเลส, คิ้วบันไดสแตนเลส และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว พร้อมสีสปาร์คเคิล ซิลเวอร์ ด้านใน

Honda-Jazz-X-Treme

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษอย่าง Jazz Safety มาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ i-DSi ในราคา 552,000 – 620,000 บาท, Jazz X-Treme ใส่ชุดแต่งสปอร์ตทั้งคัน, ไฟตัดหมอก, ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว และท้อไอเสียคู่ DOOV สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ VTEC ในราคา 657,000 – 725,000 บาท และ Jazz Cool II ออกมาเพิ่มเติมอีก สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ VTEC ในราคา 634,000 – 712,000 บาท

Honda ยังได้ร่วมกิจกรรมเพื่อการโปรโมทรถ อย่างรายการ Channel [V] Thailand VJ Search Take 4By Honda Jazz Cool โดย Honda ร่วมกับ แชนแนล วี ไทยแลนด์ จัดกิจกรรมประกวดค้นหาวีเจหน้าใหม่ ภายใต้ชื่อ “Channel[V]Thailand VJ Search Take 4” ในเวลานั้นอีกด้วย

Honda-Jazz-2006
ส่วนในไทย 28 กุมภาพันธ์ 2549 Honda ได้เปิดตัว Honda Jazz (Minorchange) ที่มาพร้อม Slogan โฆษณา “Make The Move.” “ขยับชีวิตให้มีสีสัน กับความสนุกเร้าใจใหม่” เพื่อชนกับคู่แข่งในตลาดอย่าง Toyota Yaris ที่ออกมาในช่วงนั้นพอดี
Honda-Jazz-2006
Honda-Jazz-2006
Honda Jazz (Minorchange) งวดนี้ชูจุดเด่นด้วยการใช้สีเหลือง Helios Yellow Pearl ที่เป็นสี Premium ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น หน้าตาตกแต่งใหม่แบบสปอร์ต ชุดไฟท้ายแบบ LED ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ i-DSi และ VTEC เหมือนเดิม พร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ S, V และ SV โดยเริ่มรุ่นย่อยของรุ่นเครื่องยนต์ i-DSi มีเฉพาะรุ่น S เท่านั้น ในราคา 539,000 – 705,000 บาท (สีเหลือง เฮลิออส มีเฉพาะรุ่น SV และต้องเพิ่มเงินอีก 10,000 บาท)
Honda-Jazz-2006
ขณะที่รุ่น SV จะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมจากรุ่นปกติ คือ โคมไฟหน้าด้านในสีเดียวกับตัวรถ, สปอยเลอร์หลัง, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว, เบาะสีดำ, กุญแจรีโมท, มาตรวัดเรืองแสง, กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า, มือจับเปิดประตูด้านในโครเมียม และไฟอ่านแผนที่
Honda-Jazz-GD-Minorchange-Body-Color
Honda-Jazz-GD-Minorchange-Specifications
Honda-Jazz-GD-Minorchange-Specifications

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Jazz (GD) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม รูปทรงสวยน่ารัก แต่งสวย สมรรถนะดี (ตัว VTEC) คุณภาพเยี่ยม ประหยัดน้ำมัน อเนกประสงค์ในการใช้งาน ไว้ขับรถไปเที่ยวก็ได้ รับลูก ส่งของ ขนของ ไปซื้อของ เรียกได้ว่าได้หมด! แถมขาซิ่งยังหาของแต่งได้ง่ายอีกด้วย

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถือเป็นรถท้ายตัดแบบ B-Segment ที่ยังน่าใช้อีกหนึ่งรุ่น ช่วงล่างนิ่มนวล เกาะถนนดี (แต่ถ้าวิ่งเกิน 160 กม./ชม. ก็จะเริ่มบินแล้ว) ส่วนเรื่องวัสดุภายใน ก็ถือว่าพอได้ การเก็บเสียงภายในรถค่อนข้างดี

แต่รถอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป มันก็มีบ้างที่จะต้องซ่อม ถ้าเตรียมงบก้อนใหญ่ไปเลยก้อนนึงไว้ก็ดี สำหรับดูแลรักษาตัวรถ ก็ถือว่าคุ้มเพราะจะได้ใช้ยาวๆ ไปอีก 10 ปี แต่โดยรวมแล้วรุ่นนี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหรอกครับ ถ้าชอบประหยัด ก็เลือกรุ่นเครื่องยนต์ i-DSi แต่ถ้าชอบแรงหน่อย ก็เลือกรุ่นเครื่องยนต์ VTEC

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานในระดับหนึ่ง อะไหล่เพียบ แต่ต้องระวังเรื่องเกียร์ CVT เป็นพิเศษ เพราะหลายคันเริ่มมีปัญหา (พัง) ต้องเตรียมงบไว้ยกเกียร์ หรือซ่อมเกียร์ แต่ในกรณีทั่วไป เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ก็ตกปีละ 10,000 – 15,000 บาท

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า ไม่ต้องห่วง เพราะมีเพียบ ทั้งของเก่าไทย เก่าญี่ปุ่น ของแท้ ของเทียบ ของเทียม มีเพียบ …

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 260,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Jazz (GD) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Jazz ได้เลยครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

10-Secondhand-Cars-For-Salary-15K

“รถยนต์” ปัจจุบันถือเป็นปัจจัยที่ 5 แล้ว ซึ่งถ้าคุณอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ การไม่มีรถขับนั้น ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ลำบากนัก เพราะยังมีระบบขนส่งมวลชนรองรับอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่ ตามที่ทราบกันดี รวมไปถึงการเดินทางที่เสียเวลาหลายต่อ ต้องมารอรถเมล์ที่กะเวลาไม่ได้ บางทีจำเป็นต้องเข้าตรอกซอยไกลๆ จะพึ่งแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซค์ตลอดไปนั้น คงเหนื่อยหน่อย …

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว หรือจะเป็นเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน แน่นอนล่ะ เห็นรถที่ออกใหม่ สวยๆ ต่างก็อยากได้ทั้งนั้น ซึ่งรถยนต์หนึ่งคัน ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าทางด่วน ค่าพรบ.รถยนต์ ค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ อีกมากมาย

ฐานเงินเดือนที่เด็กจบใหม่ ส่วนใหญ่ก็อาจจะเริ่มต้นกันที่ 15,000 บาท หรือบางอาชีพที่ฐานเงินเดือนไม่สูงนัก ได้เงินเดือนประมาณนี้ก็มี ถ้าหากจะไปซื้อรถป้ายแดงเลย ก็ไหวอยู่ แต่ต้องคุมค่าใช้จ่ายดีๆ เลยล่ะ แต่ถ้าจะมองรถมือสอง ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า และเหมาะสมกับสภาวะทางการเงินของคุณ ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่รัดตัวจนเกินไปนัก

เงินเดือน 15,000 บาท เป็นเจ้าของรถคันไหนได้บ้าง … ไม่ต้องแปลกใจที่มีแต่รถมือสอง อายุ 10-20 ปี ที่เป็นแบรนด์รถตลาด เพราะรุ่นไหนที่มีคนนิยมใช้มากๆ มันจะช่วยให้คุณไม่ลำบากเวลาต้องซ่อม หรือหาอะไหล่

Carro คัดเลือกรถมือสองยอดนิยม ในปีรถที่ไม่เก่ามากนัก มาให้พิจารณากันครับ.

1.Toyota Corolla (EE100/EE101/AE101) “สามห่วง” รุ่นปี 1992-1996

Toyota-Corolla-สามห่วง

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” โดย Toyota สามห่วง เปิดตัวในไทยเมื่อ 13 มีนาคม 2535 มีเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปี 2537) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ให้เลือก

เป็นรถที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือน 15,000 บาท มาก (หรือคนเงินเดือนมากกว่าจะซื้อใช้ก็ได้เช่นกัน!) เพราะอะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ติดแก๊ส LPG ก็ทน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด นี่คือข้อดีของรุ่นนี้

2.Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “HI-TORQ”

Toyota-Corolla-AE111

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) โฉมนี้ เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดย Toyota ตองหนึ่ง ยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” (อัลติส) และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” (ไฮทอร์ค) ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนั้น ซึ่งการที่รถรุ่นนี้เคยถูกนำไปเป็นแท็กซี่ อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน วิ่งได้นับล้านกิโลเมตร ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด อาจจะเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.6 GXi, 1.6 SE.G หรือ 1.8 SE.G เป็นต้น เพราะจะได้ออพชั่นมากกว่า

3.Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”

Toyota-Corolla-Altis

Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “Altis หน้าหมู” นี้ เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน เพราะขึ้นชื่อถึงเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้

เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2544 ภายใต้แนวคิด “Break Into Style” ที่พัฒนาใหม่หมดทั้งแนวคิด การออกแบบ และเทคโนโลยี พร้อมใช้พรีเซนเตอร์คนดังอย่าง “แบรด์ พิตต์” มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 110 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 136 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาสร้างสีสันในตลาดตามมาตลอดของอายุรถรุ่นนี้ ที่ขายมาจนถึงต้นปี 2551 สามารถสร้างยอดขายรวมได้มากถึง 143,301 คัน ขอแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเก็บไว้อยู่มากหน่อย เนื่องจากราคาตัวรถมือสอง อยู่ที่ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท (กรณีเป็นรถแท็กซี่เก่า) ไปจนถึงหนึ่งแสนปลายๆ ถึงเกือบๆ สองแสนบาท (สำหรับรถบ้าน) แต่แลกกับตัวรถที่สดกว่า ปีใหม่กว่า

4.Toyota Soluna (AL50)

Toyota-Soluna-AL50

Toyota Soluna (โตโยต้า โซลูน่า) เป็นรถยนต์รุ่นเล็กสุดของค่ายโตโยต้าในสมัยนั้น ที่ก็ยังถือว่า เปิดตัวในเดือนมกราคม 2540 และสร้างยอดขายที่ถล่มทลายได้ในเพียงเวลาสั้นๆ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE ที่ยกมาจากใน Corolla

ในเดือนพฤษภาคม 2541 Soluna ออกรุ่นพิเศษ “Soluna Special Version” (โซลูน่า สเปเชี่ยล เวอร์ชั่น) มีชื่อเป็นภาษาไทยและเลขไทย ติดที่ฝากระโปรงหลัง เป็นรุ่นแรกในโลกของรถโตโยต้า ที่ติดชื่อรุ่นรถและตัวเลขเครื่องยนต์เป็นภาษาท้องถิ่น หลายคนน่าจะยังจำกันได้

หลังจากปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 ปรับหน้าตาใหม่ กันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ หรือที่บรรดาเต็นท์รถมือสองเรียกกันว่า “ไฟท้ายหยดน้ำ” เป็นรถที่ได้เหมาะมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน ด้วยราคามือสองเริ่มต้นที่ไม่กี่หมื่นบาทก็ซื้อได้แล้ว อะไหล่หาง่าย ของแท้ ของเทียบ ของมือสอง มีให้เลือกเพียบ เครื่องยนต์ทนทาน ระบบต่างๆ ไม่ซับซ้อน ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้หมด แต่ควรเลือกรุ่นที่เกรดสูงหน่อย เช่น 1.5 GLi หรือ 1.5E และ 1,5G ในโฉมไฟท้ายหยดน้ำ เพราะจะได้ออพชั่นเยอะกว่ารุ่นล่างๆ

5.Toyota Soluna Vios (NCP42)

Toyota-Soluna-Vios

“Toyota Soluna Vios” (โตโยต้า โซลูน่า วีออส) รถรุ่นยอดนิยมที่สุดอีกรุ่นหนึ่งของโตโยต้า ถ้าเป็นรถในขนาด Sub-Compact โดยชื่อรุ่น “VIOS” (วีออส) มาจากภาษาลาติน “VIO” แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Moving Forward” หรือ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ในภาษาไทย

เปิดตัวครั้งแรกในไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ใช้ขุมพลังใหม่ ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 1NZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม. (142 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที

อีกทั้งยังมีรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Turbo 143 แรงม้า ให้เลือกอีกด้วย … เป็นรถมือสองอีกหนึ่งตัวเลือก ของคนเงินเดือนน้อย ไม่ควรพลาด! เนื่องด้วยเครื่องยนต์ที่แรงอย่างทันใจ ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม อะไหล่มือหนึ่งมือสอง ของแท้ของเทียม หาง่าย ตามสไตล์ Toyota

6.Toyota Avanza (F600)

Toyota-Avanza

 

Toyota Avanza (โตโยต้า อแวนซ่า) เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง นำเข้าจากอินโดนีเซีย ชื่อรุ่นมาจากคำว่า “Avanzato” ในภาษาอิตาลี หรือ “Advance” ในภาษาอังกฤษ … เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2547 ในรูปแบบรถยนต์นั่งแนวใหม่ “Compact Multi – Purpose Vehicle” ขนาดห้องโดยสารใช้แนวคิดการออกแบบ “Tall Boy” หลังคาทรงสูง นั่งได้ 7 คน วางตำแหน่งเบาะนั่งแบบ Flex And Fold ปรับได้อิสระ คล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ทนทาน ค่าดูแลรักษาต่ำ

Toyota Avanza เจเนอเรชั่นแรก มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส K3-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. (120 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2551 เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3SZ-VE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.4 กก.-ม. (141 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด …

โดย Avanza (F600) ถือเป็นรถมือสองที่คนมีฐานเงินเดือนไม่สูงนัก หรือทำงานอาชีพอิสระ แต่มีครอบครัวแล้ว ไว้ใช้ขนของในวันทำงาน หรือใช้เป็นรถพาลูกๆ ไปเที่ยวในวันหยุด ก็ลงตัวครับ …

7.Nissan Sunny NEO (N16)

Nissan-Sunny-NEO

Nissan Sunny NEO (นิสสัน ซันนี่ นีโอ) จัดว่าเป็นรถยอดนิยมจากค่ายนิสสันอีกหนึ่งรุ่น ในประเภทรถ Compact ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2543 และขายกันต่อเนื่อยาวนานหลายปี มีอยู่ 3 โฉมหลักๆ ให้เลือกในบ้านเรา (โดยปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย ในเดือนมีนาคม 2548) เป็นรถที่ได้รับความนิยมอยู่พอสมควร อะไหล่หาง่าย ช่างทั่วไปซ่อมได้ ถือเป็นรถที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน 15K อีกหนึ่งรุ่น เพราะถ้าคุณมีเงินเก็บแค่ 7 หมื่นบาท ก็พอหารุ่นนี้ได้แล้ว (แต่สภาพของตัวรถ ก็อีกเรื่องนึง) …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส QG16DE ให้แรงม้าสูงสุด 118 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

และในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร (ที่เริ่มแรกใช้ในชื่อ Sunny Almera – ซันนี่ อัลเมร่า) รหัส QG18DE ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

8.Honda Civic (EK)

Honda-Civic-EK

อันนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนชอบแต่งรถหน่อย สำหรับ Honda Civic (EK) (ฮอนด้า ซีวิค) ที่เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนตุลาคม 2538 ตามมาติดด้วยรุ่น 1.8 Si อีกทั้งยังมีรุ่น 2 ประตู คูเป้ ให้เลือกอีกด้วย เรียกได้ว่าถูกใจวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานสุดๆ แต่งบประมาณก็อาจจะต้องมีมากหน่อย (ส่วนรุ่น 4 ประตู มีเงินเก็บเพียง 5 หมื่นบาท ก็หาซื้อได้แล้ว) และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ยังมีเพิ่มเทคโนโลยีลดมลพิษอย่าง “LEV” อีกด้วยครับ

มีเครื่องยนต์ให้เลือกกันถึง 3 แบบ … เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ถ้าอยากได้แบบแรงสั่งได้ และออพชั่นที่มากกว่า ต้องเลือกเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 127 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 5,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

และในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส B18B แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.7 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ข้างในเป็นเบาะหนังแท้โทนสีเทาดำ รุ่นนี้จะหายากหน่อยครับ

9.Honda Civic (ES)

Honda-Civic-ES

ส่วนอันนี้ เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนชอบรถเรียบๆ สไตล์คนมีครอบครัวแล้ว หรือจะแต่งซิ่งก็ได้เช่นกัน กับ Honda Civic (ES) (ฮอนด้า ซีวิค) โฉม “Dimension” ชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร เป็นรถที่ดูดี สวยหรู อะไหล่หาได้ง่าย ทนทาน และ Civic โฉมนี้ เป็นโฉมแรก ที่ฮอนด้าได้ทำรุ่น Hybrid นำเข้ามาขายในไทยด้วย เปิดตัวในไทยเมื่อ 27 ตุลาคม 2543 ซึ่งตามหลังประเทศญี่ปุ่นเพียง 7 สัปดาห์เท่านั้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.7 ลิตร ที่ให้พลังแรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แต่ประหยัดน้ำมันเหมือนกับเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร โดยเครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร ยังแบ่งได้อีก 2 แบบ นั่นคือแบบ SOHC 120 แรงม้า และแบบ VTEC 130 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

และในเดือนมกราคม 2547 ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC รหัส K20A 155 แรงม้า มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ซึ่งในโฉมไมเนอร์เชนจ์นี้จะแต่งสวยหน่อย

10.Mitsubishi Lancer Cedia

Mitsubishi-Lancer-Cedia

Mitsubishi Lancer Cedia (มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ซีเดีย) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 พร้อมชื่อต่อท้ายคำว่า “Cedia” ที่เป็นการนำคำว่า Century + Diamond มารวมกัน นับเป็น Lancer อีกหนึ่งรุ่น ที่ขายยาวนานในตลาดบ้านเรา และมีชุดแต่งให้เล่นเยอะ (เพราะเหมือน Lancer Evolution)

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 4G18 ขนาด 1.6 ลิตร 108 แรงม้า และรหัส 4G93 ขนาด 1.8 ลิตร 124 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 6 สปีด Invecs III

หลังจากนั้นในต้นปี 2547 Mitsubishi ทำการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยกระจังหน้าทรงปิระมิด พร้อมยกเลิกเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และนำเครื่องยนต์รหัส 4G63 ขนาด 2.0 ลิตร 135 แรงม้า มาแทน …

และในเดือนมีนาคม 2551 เพิ่มอีกทางเลือกคือ New Lancer E20 รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 และ Lancer CNG ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG (Compressed Natural Gas) สำหรับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์นั่งที่คุ้มค่าคุ้มราคาและประหยัดรายจ่ายค่าเชื้อเพลิง ก่อนจะขายไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมี Lancer EX ออกมาจำหน่ายแล้วก็ตาม รถรุ่นนี้ ถือว่ายังเหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือน ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานครับ

Mr.Carro หวังว่า 10 รถมือสอง ที่คนเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท น่าซื้อ! ที่นำมาเสนอนั้น หากใครสนใจ ก็ลอง Inbox สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage Carro Thailand ได้นะครับ

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Mazda2-Sport

Zoom-Zoom ขับสนุก สมรรถนะดี ตามสไตล์มาสด้า

Mazda2

รถที่ถือได้ว่า เป็นรุ่นยอดนิยมที่สุดอีกรุ่นหนึ่งของมาสด้า นับตั้งแต่โฉมแรกที่เปิดตัว (แต่เป็นรถรุ่นที่ขายในตลาดโลกมานานแล้ว) เปิดตัว (โฉมไมเนอร์เชนจ์) ครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย ก็สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายทันที

อีกทั้งได้พรีเซนเตอร์ที่เป็นนักร้องชื่อดัง เจาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยเพิ่งเริ่มทำงานได้เต็มเปา บวกกับแบรนด์ที่ตัวรถเน้นความเป็นสปอร์ต สมรรถนะดี ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจของรถอยากซื้อรถเป็นอย่างมาก

ใช่ครับ … ผมกำลังหมายถึง “Mazda2” (มาสด้า2)

Mazda-121

Mazda2 หรือเดิมนั้นชื่อ Mazda 121 เป็นรถ Sub-Compact ที่ประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร ซึ่ง Mazda 121 โฉมแรก (DA) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 โดยใช้ตัวรถร่วมกับ Ford Festiva

Mazda-121

Mazda 121 (DB) หรือ Mazda Autozam Revue ในตลาดญี่ปุ่น ออกจำหน่ายในปี 1991-1996 เคยถูกนำเข้ามาในบ้านเราในชื่อ “Mazda 121” โดยบริษัท กมลสุโกศล จำกัด อดีตตัวแทนผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาสด้าในไทย และได้ฉายาจากเต็นท์รถมือสองว่ารุ่น “การ์ตูน”

Mazda-Demio-Aletta Mazda-Demio-Sport

พอถึงในปี 1996-ปัจจุบัน Mazda ได้พัฒนารถรุ่นในชื่อใหม่ว่า “Demio” (เดมิโอ้) ในตลาดญี่ปุ่น และในตลาดโลกยังคงใช้ “121” เช่นเดิม จนเปลี่ยนมาเป็น “Mazda2”

การเกิดของ Mazda2 ในไทย

Mazda2-Design

ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 มาสด้า 2 ใหม่ (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เปิดตัวอย่างเป็นทางการแห่งแรกในโลกที่ประเทศไทย โดยเปิดตัวในรุ่น Hatchback 5 ประตูก่อน ในต้นปี 2553 จึงตามมาด้วยรุ่น 4 ประตู Sedan

Mazda2-Interior-Design

Ryoichi Kishimoto (เรียวอิจิ คิชิโมโตะ) ผู้จัดการโครงการ Mazda2 ของ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เผยว่า “กลุ่มเป้าหมายเป็นคนหนุ่มสาวอายุไม่เกินกว่า 30 ปี ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง และทันสมัย”

Mazda2

Ikuo Maeda (อิคูโอะ มาเอดะ) ผู้จัดการทั่วฝ่ายออกแบบของ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “Mazda RX-8 เปรียบเสมือนเป็นลูกของผม เพราะได้ดูแลควบคุมการออกแบบโดยตรง”

Mazda2

ด้าน Akira Tamatani (อาคิระ ทามาทานิ) หัวหน้าทีมออกแบบ Mazda2 ลูกศิษย์ที่ร่วมหัวจมท้ายกับมาเอดะมาถึง 20 ปีในมาสด้า กล่าวว่า เราเริ่มจากการศึกษาตลาดก่อน โดยสำรวจจากประเทศตะวันออก และยุโรป ซึ่งพบว่าชาวญี่ปุ่น จะชอบรถยนต์ที่รูปทรงกลมๆ แต่ยุโรปจะเน้นความเป็นสปอร์ตมากกว่า ฉะนั้นเราจะต้องนำความแตกต่างกันนี้ มาผสมผสานให้ลงตัว ซึ่งก็เป็นดังเช่น Mazda2 ปัจจุบัน

Mazda2-Presenter

จึงทำให้ทาง Mazda เลือกใช้นักร้องชื่อดัง เป้-อารักษ์ อมรศุภสิริ มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ … แม้จะเป็นเพียงรถ City Car แต่ก็ได้รับการถ่ายทอดความสปอร์ตจากสปอร์ตรุ่นใหญ่ อย่าง Mazda RX-8, Mazda MX-5 และ Mazda3 ทำให้ Mazda2 ได้รับเลือกให้เป็น “รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก” ในปี 2551 และในปีเดียวกัน ยังเป็น 1 ใน 3 ที่เข้ารอบสุดท้ายของการมอบรางวัลการออกแบบยนตรกรรมยอดเยี่ยมของโลกเช่นกัน โดยผผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 47 คน จากนิตยสารรถยนต์ชั้นนำทั่วโลกจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ

Mazda2-Presenter

การออกแบบด้านหน้าสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟหน้าสวยคม เส้นสายด้านข้างตัวรถ ลากจากล่างขึ้นบนไฟยังชุดไฟท้าย ดูมีเอกลักษณ์ ช่วงล่างหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลังแบบทอร์ชั่น บีม พร้อมเทลลิ่งอาร์ม

มิติตัวถังยาว 3,903 มม. (รุ่น Groove), 3,913 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,485 มม. (รุ่น Groove), 1,478 มม. ระยะฐานล้อ 2,490 มม.

Mazda2-Interiorห้องโดยสารภายในรถ เพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่ที่สนุก ตำแหน่งของเบาะนั่งคนขับและพวงมาลัย รวมไปถึงตำแหน่งคันเกียร์ และปุ่มควบคุมต่างๆ บนแผงคอนโซลหน้า ถูกจัดวางให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสาร เบาะนั่งถูกออกแบบตามหลักสรีระสัมพันธ์ แม้ผู้ขับขี่ตัวสูงใหญ่ก็สามารถนั่งได้สบาย โดยไม่อึดอัดหรือเมื่อยล้า รองรับสรีระของผู้ขับขี่ที่มีความสูงได้ถึง 185 ซม. สำหรับที่นั่งผู้โดยสารทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ออกแบบให้นั่งสบาย และผ่อนคลายหากต้องเดินทางไกล

Mazda2-Interior

วิศวกรมาสด้า นำเทคโนโลยีการออกแบบรถสปอร์ต “Light Weighted Technology” มาใช้กับ Mazda2 นั่นคือ การออกแบบเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของรถลง จนสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นลงไปได้กว่า 100 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีขึ้น ตอบสนองได้รวดเร็วและว่องไวทันใจแบบ Linear Response แบบรถสปอร์ต ให้สมรรถนะการขับขี่ที่แรงพอตัว

Mazda2-Engine

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ที่อยู่ใน Mazda2 รหัส MZR แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน S-VT และ TSCV ให้แรงม้าสูงสุด 103 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Mazda2-Sports-Equipments Mazda2-Sports-Equipments

โฉมแรก มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda2-Navi

ในเดือนพฤศจิกายน 2553 Mazda ได้เพิ่มรุ่นพิเศษอย่าง Mazda2 Navi Limited Edition ให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ชุดเครื่องเล่น DVD/MP3 และระบบนำทางติดรถแบบ Built-In พร้อมฟังก์ชั่น AUX.USB/SD Card และ Bluetooth พร้อมอุปกรณ์แต่งย่อยต่างๆ ซึ่งมีเฉพาะรุ่นย่อย Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT เท่านั้น … ทำให้ปี 2553 Mazda2 สามารถกวาดยอดขายได้มากถึง 23,000 คันเลยทีเดียว

Mazda2-2011

ในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 Mazda ได้ปรับโฉมเล็กน้อยให้กับ Mazda2 Sports ใหม่ มาพร้อมกับ Concept การตลาดใหม่ โดยรุ่นแฮตช์แบ็ก 5 ประตู จะใช้ชื่อรุ่นว่า “Mazda2 Sports” พร้อมสโลแกน “สตาร์ทชีวิตอิสระ…กับตัวตนที่ท้าทาย” มาพร้อมกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่ พร้อมไฟตัดหมอก และยังเสริมหล่อด้วยชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน ทั้งกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในรุ่นรองท็อป พร้อมเปลี่ยนเป็นล้ออัลลอยพร้อมยางขอบ 15 นิ้ว ในรุ่นล่างทั้งสองรุ่น

Mazda2-2011

กระจกมองข้าง ปรับและพับด้วยไฟฟ้าทุกรุ่น เสริมความปลอดภัยมากยิ่งด้วยเบรก ABS และถุงลมนิรภัยคู่หน้าทุกรุ่น พร้อมกุญแจรีโมทแบบพับเก็บได้ทุกรุ่น มีเครื่องเล่น DVD/CD/MP3 ระบบสัมผัส ด้วยจอขนาดใหญ่ 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth เชื่อมต่อ USB และ SD Card

Mazda2-2011

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เช่นเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda-2-2012

ในเดือนพฤษภาคม 2555 Mazda2 ปรับโฉมนิดๆ (อีกแล้ว) เพิ่มออฟชั่นให้เหนือกว่าแบบ Best in Class ทั้งเรื่องของดีไซน์ภายใน – ภายนอก ตั้งแต่ ไฟหน้าฮาโลเจน แบบ 4-Beam โปรเจคเตอร์ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง มาตรวัดดีไซน์ใหม่สีดำ เบาะและแผงประตูหุ้มหนัง เบาะผ้าลายใหม่ วิทยุ CD MP3 ตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black แผงสวิตช์ควบคุมที่พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ พอร์ท USB/AUX พร้อมเฉดสีใหม่ สีฟ้า Aquatic Blue และสีขาว Arctic White ระบบความปลอดภัยรอบคัน ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก 4W-ABS และรับกระจายแรงเบรก EBD ทุกรุ่น

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เหมือนเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda2-Racing-Series-2012

ในเดือนตุลาคม 2555 มาสด้า ออกรุ่นพิเศษอย่าง Mazda2 Racing Series จำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น (Hatchback 500 คัน และ Sedan 500 คัน)

มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโรงงาน เน้นสปอร์ต ด้วยชุดสเกิร์ตหน้าและกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่ตกแต่งพร้อม ดิฟิวเซอร์ หลังคา Sport Black ด้วยสติ๊กเกอร์แบบเงาพร้อมเสาอากาศแบบสั้นดีไซน์เฉพาะรุ่น มาพร้อมสปอร์ตเลอร์หลังคา ล้ออัลลอยด์ขอบ 16 นิ้ว สีพิเศษ Gun Metallic พร้อมยางซีรี่ส์ต่ำ ปลายท่อไอเสียสเตนเลส กับสติ๊กเกอร์ Racing Series พร้อมกราฟฟิกออกแบบพิเศษลายสปอร์ต สัญลักษณ์ Signature เฉพาะรุ่นพิเศษ พร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยวิทยุ FM/AM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แบบ 2DIN พร้อมรีโมทคอนโทรล และมัลติฟังก์ชั่นการควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย

สำหรับรุ่นพิเศษ มาพร้อมกับเฉดสีใหม่พิเศษเฉพาะรุ่นนี้ คือ สีเงิน อลูมินั่ม เมทัลลิก และยังมีสปอร์ตอย่างสีแดง ทรูเรด และสีขาว อาคติคไวท์

Mazda2-Limited-Edition-2013

ในเดือนมีนาคม 2556 มาสด้า เปิดตัว Mazda2 รุ่น Limited Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ มาพร้อมชุดแต่งและอุปกรณ์ความเป็นสปอร์ตรอบคัน ในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น

ในเดือนพฤษภาคม 2556 มาสด้า ฉลองยอดขาย Mazda2 ครบ 100,000 คัน

Mazda2-James-Mars

ในเดือนตุลาคม 2556 มาสด้า เอา เจมส์ มาร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ Mazda2 แฮทช์แบค คนใหม่ล่าสุด ร่วมกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของ มาสด้า ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

Mazda2 แฮทช์แบค Sports โฉมใหม่สไตล์เรซซิ่ง New Look ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอก สเกิร์ตหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ล้ออัลลอยสีใหม่ขนาด 16 นิ้ว ภายในติดตั้งเครื่องเล่น DVD จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมรีโมทคอนโทรล เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Bluetooth เชื่อมต่อ iPhone/iPod และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาด้วยพอร์ท AUX/USB พร้อมสวิทซ์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย ทุกรุ่นมีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก ABS อิสระ 4 ล้อ ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBD

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เหมือนเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

บทสรุป … Mazda2 Sports เป็นรถมือสองที่ยังคงความน่าซื้อน่าใช้ ขับสนุก รูปทรงสวย ประหยัดน้ำมันพอตัว ช่วงล่างเกาะถนนหนึบ ภายในวัสดุดูดีสมราคาตัวรถ เบาะนั่งขนาดใหญ่นั่งสบายมาก มีฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เลือกเล่นและใช้งานเพียบ ราคามือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 240,000-330,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Mazda2 Sports สามารถคลิกเข้าไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/ ได้เลยครับผม

(สงวนลิขสิทธิ์)