ค้นหาบทความ

Category : ข่าวรถใหม่

All-New-Isuzu-D-Max-2019

Isuzu เปิดตัว All-New Isuzu D-Max (ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์) พลานุภาพ…พลิกโลก! “Infinite Potential” “ยนตรกรรมที่เหนือกว่าคำว่าปิกอัพ”

ผลงานความสมบูรณ์แบบล่าสุดจาก DNA แห่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยมของอีซูซุ ภายใต้แนวคิด BOLD, EMOTIONAL and SMART ดีไซน์ใหม่หมดทุกมิติ ทั้งภายนอกภายใน แรงสะใจกับขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ แพลตฟอร์มใหม่ ระบบความปลอดภัยใหม่เต็มรูปแบบ เทคโนโลยีใหม่ในทุกฟังก์ชั่น

พร้อมให้ผู้ใช้รถในเมืองไทยได้สัมผัสพลานุภาพ…พลิกโลก! 19 ตุลาคม ศกนี้ ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ

All-New-Isuzu-D-Max-2019

นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่เมืองไทยของ อีซูซุดีแมคซ์ เจเนอเรชั่นแรก ในปี 2545 ตามมาด้วยการเปิดตัว “อีซูซุดีแมคซ์” ปิกอัพสำหรับคนทั้งโลก เจเนอเรชั่น 2 ในปี 2554 รวมถึงการแนะนำเครื่องยนต์ใหม่ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” นวัตกรรมเปลี่ยนโลก ครั้งแรกในโลกของรถปิกอัพที่ใช้เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,000 ซีซี ในปี 2558

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of Superority

ดีไซน์พลิกโลก! ภายนอกออกแบบใหม่หมด ด้วยแนวคิด “Bold but Emotional” มิติตัวรถใหญ่ บึกบึนยิ่งขึ้น ดูทรงพลัง และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีเส้นสายพริ้วไหว ช่วยให้ตัวรถดูปราดเปรียว และสปอร์ต

พร้อมประสิทธิภาพความลู่ลมที่สมบูรณ์แบบ เอกลักษณ์แห่งอีซูซุด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำที่สุด ผ่านการพัฒนาโดยการทดสอบในอุโมงค์ลม Japan Railway Research Institute หรือ JR ซึ่งเป็นสถานที่ทดสอบรถไฟหัวกระสุนของประเทศญี่ปุ่น “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” จึงเป็นรถที่ประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยม และมีห้องโดยสารที่เงียบขึ้นอีกด้วย

พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ อาทิ ไฟหน้า Isuzu Vision Bi-LED พร้อมระบบเปิด – ปิดอัตโนมัติ ไฟ Multifunctional Daylight แบบ Built-in และไฟตัดหมอก LED ดูสปอร์ต ล้ำสมัย ไฟท้าย Dual-Sonic LED กันชนท้าย Integrated Bumper เป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และดีไซน์ล้อหลากหลายสไตล์ ลงตัวกับดีไซน์รถขั้นสุด

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of Posh

พลิกโฉมห้องโดยสารใหม่ใน “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” กว้างขวางในทุกมิติ ออกแบบด้วยแนวคิด “Bold but Smart” เน้นเส้นสายที่เฉียบคม คอนโซลหน้าเล่นระดับแบบ Sharp Horizontal Layers ใช้วัสดุพรีเมี่ยมหลากหลาย พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ใช้งานง่ายตามหลัก Usability Design

All-New-Isuzu-D-Max-2019

และเหนือกว่าคำว่าปิกอัพอย่างแท้จริง อาทิ Smart MID ขนาดใหญ่ 4.2 นิ้ว แผงควบคุมระบบปรับอากาศ Piano Touch พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง แบบ Tilt & Telescopic เบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC (Anti Vibration Elastic Comfort) ซับแรงสั่นสะเทือน ลดความเมื่อยล้า พร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ

มาพร้อมระบบความบันเทิง ISUZU Ultimate Entertainment หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว คมชัดระดับ HD รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเสียงรอบทิศทาง Dynamic Surround Sound 8 ลำโพง และที่บังแดดพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง Vanity Mirror & Light

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of Power

“ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” มาพร้อมขุมพลังใหม่! ให้ความแรงสะใจ ทนเหนือชั้น และเงียบยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความประหยัดน้ำมันตามแบบฉบับอีซูซุ

ใหม่! เครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ รุ่น 4JJ3-TCX เทคโนโลยีดีเซลล่าสุดที่สมบูรณ์แบบ เปี่ยมพลัง และสมรรถนะสูงสุดในทุกด้าน ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที พร้อม E-VGS TURBO เทอร์โบแปรผันปรับไฟฟ้า แรงจัดตั้งแต่รอบต่ำ ตอบสนองได้รวดเร็ว ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ทั้งแรงม้า และแรงบิดสูงสุดในรถระดับเดียวกัน

All-New-Isuzu-D-Max-2019

พัฒนาใหม่! เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ Gen 2 รุ่น RZ4E-TC ที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ให้พลังแรงสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที ตอบสนองฉับไวยิ่งขึ้น ออกตัวเร็วขึ้น เร่งแซงเร็วขึ้น พร้อมตอบสนองการใช้งานได้ทุกรูปแบบ

All-New-Isuzu-D-Max-2019

นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบเกียร์ใหม่ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดพลังแรง และความเร้าใจของเครื่องยนต์ใหม่ได้เต็มประสิทธิภาพ ร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่ ถ่ายทอดจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล พร้อมโหมดขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic และเกียร์ธรรมดา 6 สปีดพัฒนาใหม่สไตล์สปอร์ต ขับสนุก แม่นยำยิ่งขึ้น

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of  Trustworthiness

“ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” ก้าวสู่อีกระดับของมาตรฐาน ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวถัง และแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด “Isuzu Dynamic Drive Platform” นวัตกรรมยานยนต์เพื่อดุลยภาพแห่งการขับขี่ ผสานการทำงานของโครงสร้างตัวถัง แชสซีส์ เครื่องยนต์ และช่วงล่างให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่ง

โดยวางตำแหน่งเครื่องยนต์ ห้องโดยสาร กับแชสซีส์ ระบบการบังคับควบคุมของพวงมาลัยใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ ทำให้มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งกว่าเดิม นุ่มนวล นั่งสบาย แต่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า ด้วยพลานุภาพใหม่ที่ไร้ขีดจำกัด

  • โครงสร้างตัวถังเสริมเหล็ก Ultra – High Tensile แกร่งและทนทานกว่าเหล็กธรรมดา
  • แชสซีส์ใหม่ ขนาดใหญ่ รับแรงบิดสูงขึ้น 23%
  • ช่วงล่างหน้าใหม่แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น Double Wishbone with Coil Spring
  • ช่วงล่างหลังแหนบยาวแบบ Long Span เทคโนโลยีใหม่ WSSP

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of All-Terrain Expedition

สำหรับ Isuzu V-Cross 4×4″ ที่สุดแห่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อระดับโลก มาพร้อมขีดสุดแห่งสมรรถนะ 4×4 ใหม่หมดทุกฟังก์ชั่น มั่นใจ ลุยได้ทุกที่ ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด…แรงสุด  “อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ใหม่!” เรียกพลังลุยได้ตั้งแต่รอบต่ำ ให้กำลังปีนไต่สูงสุด

มาพร้อมช่วงล่างที่พัฒนาใหม่ เพื่อให้เป็นปิกอัพออฟโรดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ระบบ Terrain Command พัฒนาใหม่! ทำงานฉับไว แม่นยำยิ่งขึ้น และ Electronic Diff-Lock  ระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า พร้อมสมรรถนะลุยน้ำสูงสุด 800 มิลลิเมตร

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of  Confidence

เพื่อตอบรับความไว้วางใจในความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ทั่วโลก “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” จึงมาพร้อมมาตรฐานใหม่ในวงการยานยนต์ กับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเต็มรูปแบบและครบครัน เพื่อให้ทุกการเดินทาง เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และสนุกในการขับขี่อย่างไร้กังวล

All-New-Isuzu-D-Max-2019

Active Safety ระบบความปลอดภัยป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ

  • ABS (Anti Lock Brake System) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • EBD (Electric Brake-force Distribution) ระบบช่วยกระจายแรงเบรกให้สัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุกของรถ
  • BA (Brake Assist) ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน
  • Disc Brake หน้าขนาดใหญ่ 320 มม.
  • พร้อมระบบใหม่ล่าสุด! ESS (Emergency Stop Signal) ระบบเปิดไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน
  • และครบครัน ด้วยระบบที่ช่วยในการควบคุมรถได้ง่ายทุกสถานการณ์
  • TCS (Traction Control System) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว
  • ESC (Electronic Stability Control) ระบบควบคุมการทรงตัว
  • HSA (Hill Start Assist) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
  • HDC (Hill Descent Control) ระบบควบคุมความเร็วลงทางลาดชัน

มั่นใจอีกขั้น กับระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Monitoring ในกรณีต้องการเปลี่ยนเลน โดยส่งสัญญาณเตือนที่มุมกระจกมองข้าง ปลอดภัยยิ่งขึ้นกับระบบ Parking Aid System พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะ 8 จุดรอบคัน พร้อม Rear Cross Traffic Alert ระบบแจ้งเตือนในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ใหม่! ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ Rain Sensing Wiper เพิ่มความสะดวกสบาย พร้อม Integrated Wiper Blade ระบบฉีดน้ำบนก้านปัดแบบ Blade Type ครั้งแรกในวงการปิกอัพ สะอาดหมดจด เงียบยิ่งขึ้น และไม่บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่

Passive Safety ระบบความปลอดภัยปกป้องขณะเกิดอุบัติเหตุ

  • โครงสร้างห้องโดยสารเสริมเหล็ก Ultra – High Tensile มั่นใจสุด
  • แชสซีส์ใหม่ ใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น 23%
  • เพิ่มคานตัดขวาง (Cross Member) เสริมความแข็งแกร่ง
  • SRS Airbag ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ทุกที่นั่ง เข็มขัดนิรภัยที่นั่งตอนหน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ (Pretensioner Safety Belts) และเปลี่ยนจุดยึดเข็มขัดนิรภัยในที่นั่งตอนหลังใหม่ ช่วยให้กระชับมากขึ้น  มั่นใจยิ่งขึ้น
  • Crash Unlock ปลดล็อกประตูอัตโนมัติ เมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of Intelligence

อีกขั้นของนวัตกรรมแห่งยานยนต์เหนือระดับใน “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์”  พัฒนาสู่มาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่า ด้วยความล้ำสมัย ใส่ใจทุกรายละเอียด

  • กุญแจแบบ Keyless Entry พร้อมฟังก์ชั่น Remote Engine Start สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยกุญแจรีโมทในระยะ 20 เมตร
  • ใหม่! ครั้งแรกในวงการปิกอัพ กระจกบังลมหน้าแบบ IR Cut ช่วยกรองรังสีอินฟราเรด ป้องกันรังสี UVA และ UVB ช่วยลดอุณหภูมิในห้องโดยสาร
  • Welcome Light ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารเปิดอัตโนมัติ เมื่อเข้าใกล้รถในระยะ 2 เมตร
  • Walk Away Auto Lock ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ เมื่อเดินออกห่างจากตัวรถเกินระยะ 3 เมตร
  • Follow Me Home สามารถเปิดไฟส่องสว่างได้นาน 30 วินาที หลังดับเครื่องยนต์
  • Auto Light Off ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติและไฟในห้องโดยสาร เมื่อดับเครื่องยนต์และเปิดประตูรถ
  • ระบบควบคุมไฟเลี้ยวแบบ Smart Touch สะดวกสบาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส
  • พร้อมความใส่ใจต่อสุขภาพ ด้วย High Efficiency Filter ระบบกรองอากาศเข้าห้องโดยสาร สามารถดักฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึงระดับ 5

All-New-Isuzu-D-Max-2019

The Potential Of Choices

สำหรับ All-New Isuzu D-Max (ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์)” มีให้เลือกถึง 22 รุ่นย่อย ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ …

  • All-New Isuzu D-Max Spark ขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ
  • All-New Isuzu D-Max Spacecab
  • All-New Isuzu D-Max Cab4
  • All-New Isuzu D-Max Hi-Lander รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู
  • All-New Isuzu D-Max V-Cross 4X4 รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู

“ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พลานุภาพ…พลิกโลก! ราคาจำหน่าย 510,000 – 1,164,000 บาท

ถ้าคุณอยากขาย Isuzu D-Max คันเดิม แล้วเปลี่ยนเป็น Isuzu D-Max รุ่นใหม่ หรืออยากขายรถด่วน เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

New-MG-HS-2019

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ New MG HS (เอ็มจี เอชเอส) รถยนต์ SUV รุ่นล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “Elegance” นิยามของ SUV ที่เหนือระดับ ดีไซน์ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน

New-MG-HS-2019

ในส่วนของตลาดรถยนต์ SUV นั้น MG ได้เริ่มทำตลาดรถยนต์ในกลุ่มนี้ครั้งแรก โดยส่ง MG GS เข้ามาทำตลาดเมื่อ 3 ปีก่อน และต่อเนื่องด้วย MG ZS ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า สามารถสร้างการจดจำ ให้กับแบรนด์ MG ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลัก (Key player) ทั้งในกลุ่ม B-SUV และ C-SUV ในประเทศไทย โดยเฉพาะ MG ZS ที่ถือเป็นความสำเร็จในการสร้าง Segment ใหม่ที่มาจากความเฉพาะตัวของเอ็มจี และกลายเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าคนไทย

“New MG HS” เป็นยนตรกรรมที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เป็นรถที่มีความสง่างามสะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “Elegance” โดยมาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น ระดับรถซีดานหรู แต่ให้ความคุ้มค่า ประโยชน์ใช้สอยที่มากกว่า พร้อมสมรรถนะเยี่ยม เหนือกว่าด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART และระบบความปลอดภัยที่ครบครันมากยิ่งขึ้น

New-MG-HS-2019

New MG HS มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น C รุ่น D และรุ่นสูงสุด คือ รุ่น X พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีแดง Scarlet Red สีขาว Arctic White สีดำ Black Knight และ สีเงิน Silver Metallic

ทั้งนี้ ทางบริษัทจะทยอย ส่งมอบรถ NEW MG HS ให้กับโชว์รูมเอ็มจี 110 แห่งทั่วประเทศ โดยลูกค้าสามารถชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ และบริษัทฯ จะทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

Elegant Design: สง่างาม พร้อมสะกดทุกสายตา

New-MG-HS-2019

New MG HS ได้รับการออกแบบด้วยความพิถีพิถันโดยผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ British Shoulder Line ที่เน้นเรื่องความโค้งมนของตัวรถกระจังหน้าดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ MG ซึ่งมาพร้อมแนวคิด Stella Magnetic Field ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากัน

ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวแบบ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่าง สำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) และไฟท้ายแบบ Space Light Field ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังที่แสดงผลไล่ระดับแบบ Sequential เพิ่มความหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น D และ X และล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น C

New-MG-HS-2019

ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีความโค้งมนโอบรับสรีระ พร้อมเล่นระดับ และตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น ด้วยเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตสีดำสลับแดงที่มี ส่วนหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara (เฉพาะรุ่น X)

New-MG-HS-2019

ในขณะที่เบาะหลังนั่งสบาย ปรับพับได้แบบ 60:40 พร้อมพนักพิงปรับองศาได้และที่วางแขนขนาดใหญ่ โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟในห้องโดยสารแบบ Interactive Ambient Light ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตู และสามารถปรับโทนแสงภายในห้องโดยสารได้มากถึง 64 เฉดสี รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติตามโหมดการขับขี่ พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ขนาดใหญ่ 1.1 ตร.ม.

New-MG-HS-2019

New MG HS มีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในขณะขับขี่อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอแสดงผลที่มาตรวัดแบบ Interactive Multi – Function Display ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง พร้อมหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

พร้อมกุญแจระบบ Smart Key และปุ่ม Push Start นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า (Electric Liftgate) ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

Perfect Performance: สมรรถนะอันทรงพลังในแบบฉบับเทอร์โบ

New-MG-HS-2019

New MG HS มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด  250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบ/นาที

โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85 โดยรุ่น X มาพร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 4 โหมด คือ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป โหมด Eco เพื่อการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โหมด Sport เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และโหมด Custom ที่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมปุ่ม Super Sport บนพวงมาลัยที่ช่วยเร่งพลังการขับขี่ให้แรงขึ้น เพิ่มอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น

New-MG-HS-2019

New MG HS มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ Euro Tuning Suspension ที่ให้ทั้งความสบายและความมั่นใจในการ ขับขี่ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut ที่ได้รับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ของลูกค้า และช่วงล่างด้านหลังแบบ Multi-link ที่รองรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย

Smart Function: แตกต่างด้วยระบบอัจฉริยะที่ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ กับ i-SMART

New-MG-HS-2019

New MG HS มาพร้อมระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์ MG ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Command ระบบสั่งการที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย ที่มีฟังก์ชั่นการสั่งการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การโทรออก สั่งการควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบเปิด-ปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ และระบบเปิด-ปิดหลังคาซันรูฟ รวมถึงค้นหาจุดที่น่าสนใจ (Point Of Interest) ผ่าน Navigator เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการผ่าน MG Mobile Application บนสมาร์ทโฟน Smart Connect ที่สามารถค้นหาเพลงฮิต เพลงดังผ่าน Online Music และค้นหาร้านอาหารเด็ด สถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรม แสดงผลการจราจร รวมถึงอัพเดตข่าวสารในปัจจุบันบนหน้าจอในรถ และ Smart Check ที่สามารถตรวจสอบสถานะ และตรวจเช็กรถได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการสั่งการล็อกหรือปลดล็อก ประตูรถ ตรวจสอบตำแหน่งรถ แจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ และช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

New-MG-HS-2019

New MG HS ให้ความปลอดภัยด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ที่แข็งแกร่งพร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานยุโรป หรือ Advanced Synchronized Protection System มากถึง 25 ระบบ ประกอบด้วยระบบ Synchronized Protection System ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรกและช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ 14 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP (Anti Rolling Program) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย

  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • รวมไปถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) มากถึง 7 ระบบประกอบด้วย
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)

นอกจากนี้ ยังเสริมความปลอดภัยให้อีกขั้นด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุด และเพิ่มมุมมองที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor)

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

New-MG-HS-2019

ราคาจำหน่าย All-New MG HS มีดังนี้ครับ

  • รุ่น C ราคา 919,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 885,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 985,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น X ราคา 1,119,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 1,085,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)

พร้อมจำหน่ายที่โชว์รูมรถยนต์ MG ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน นี้ และจะทยอยส่งมอบรถตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม เป็นต้นไป

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือได้เงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-The-All-New-Mazda3-2019
Mazda เปิดตัวแนะนำ All-New Mazda3 (มาสด้า3) มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins” เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ภายใต้ Concept “Less is More” เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา เกิดเป็นรถยนต์ที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ และสมดุลในทุกสถานการณ์

ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SkyActiv-Vehicle Architecture ทำงานผสานกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE
The-All-New-Mazda3-2019
มีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งแบบ Sedan 4 ประตู และ Fastback 5 ประตู ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของมาสด้า ประเทศไทย และทั่วโลก เพื่อยกระดับตลาด C-Segment ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นในทุกองค์ประกอบ วิวัฒนาการใหม่ของ KODO Design คือ การแสดงออกรูปแบบใหม่ของความสง่างาม จากสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น
The-All-New-Mazda3-2019
All-New Mazda3 เป็นการออกแบบ KODO Design มาผสานกับ “การเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว” ทำให้เกิดการแสดงออกที่มีนัยสำคัญและน่าทึ่งกว่ารุ่นก่อนหน้า
The-All-New-Mazda3-2019
The-All-New-Mazda3-2019
การออกแบบรุ่น Fastback ให้อารมณ์มากกว่าเดิม ในขณะที่รุ่น Sedan หรูหรามากขึ้น
The-All-New-Mazda3-2019
เครื่องยนต์ Skyactiv พัฒนาก้าวขึ้นไปอีกระดับ Skyactiv-G ขนาด 2.0 ลิตร ถูกพัฒนาให้แรง และประหยัดน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงบิดเพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ด้วยอัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กม./ลิตร (ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode)
The-All-New-Mazda3-2019
ห้องโดยสารหรูหรา ด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน คุณภาพสูง ออกแบบและพัฒนาใหม่หมด โดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม  ไม่ว่าจะเป็นเบาะดีไซน์ใหม่ที่โอบกระชับ รองรับสรีระ ช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะเดิน เพื่อขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุล ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขับขี่ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง
The-All-New-Mazda3-2019
แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า  เชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน สัมผัสกับห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง
The-All-New-Mazda3-2019
 
Mazda ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง โดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support) ที่สามารถควบคุมความเร็วของรถ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support) ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) ที่สามารถตรวจจับวัตถุในวงกว้างและสูงขึ้น ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) ที่ได้รับการพัฒนาให้ลำแสงละเอียดยิ่งขึ้น
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)

และปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

All-New Mazda3 มีให้เลือก 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
  • สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีเทาใหม่ โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) เฉพาะรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู (และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น)

ราคาจำหน่าย All-New Mazda3 ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน

  • รุ่น 2.0 C ราคา 969,000 บาท
  • รุ่น 2.0 S ราคา 1,069,000 บาท
  • รุ่น 2.0 SP ราคา 1,198,000 บาท

พร้อมโปรโมชั่น ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance

* ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม.

** ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection

ถ้าคุณอยากจะขายรถคันเก่า เพื่อไปซื้อ Mazda3 ใหม่ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) ใหม่ มาพร้อมกับพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สไตล์โฉบเฉี่ยว และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ด้วยราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ล้านบาท!

มาพร้อมสไตล์การออกแบบที่ โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวาง และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่น่าสนใจ โดยเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ วันที่ 4 ตุลาคม 2562 นี้

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

สำหรับ Chevrolet Captiva ใหม่ จัดเป็นรถอเนกประสงค์ (Crossover SUV) ขนาดใหญ่คุ้มค่าที่สุดในตลาด ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายผู้ที่สนใจ รถอเนกประสงค์ขนาด Compact สามารถเป็นเจ้าของรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ได้ เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพื้นที่ใช้สอย และการใช้งานแบบรถอเนกประสงค์ SUV ขนาดใหญ่

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

มีแนวหลังคาสูง และหลังคาพาโนรามิก ซันรูฟ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถกลุ่มเดียวกัน เพียงแค่กดสวิตช์ พาโนรามิก ซันรูฟ จะเปิดออกครึ่งหนึ่งจากความยาวทั้งหมด 0.82 เมตร ตัวกระจกยังถูกเคลือบ เพื่อป้องกันความร้อนและรังสียูวี มาพร้อมม่านบังแดดอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ต้องการร่มเงาและความเป็นส่วนตัว

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

ภายในห้องโดยสารของ Chevrolet Captiva ใหม่ ออกแบบได้ทันสมัย กว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งที่สะดวกสบายสำหรับรุ่น 5 ที่นั่ง (รุ่น LS) หรือ 7 ที่นั่ง (รุ่น LT และ Premier) รองรับการบรรทุกและใช้งานหลากหลายรูปแบบ และสามารถจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 587 ลิตร

โดยรุ่น Premier มาพร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง ปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ Push Start จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลที่ปรับแต่งได้ อ่านได้ง่ายและเห็นชัดเจน

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

แผงคอนโซลกลางโดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาด 10.4 นิ้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น และสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง แอร์, วิทยุ, การปรับแต่งระบบของรถ, ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแรงดันลมยาง และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่าน บลูทูธ/USB/AUX ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และความบันเทิง Chevrolet Link สามารถแสดงผลจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มีระบบโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี และรองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ (รองรับ Apple CarPlay ต้นปี 2563)

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

หน้าจอระบบสัมผัสของเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ที่มีรูปทรงเหมือน Tablet ยังแสดงผลจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา นำเสนอภาพรอบตัวรถแบบ Real Time รวมทั้งภาพมุมสูง ด้วยการใช้กล้องหลายจุดรอบคันเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถเข้าจอดได้อย่างปลอดภัยในพื้นที่ลานจอดรถ และตรอกที่คับแคบ เมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 20 กม./ชม.

เบาะไฟฟ้าหุ้มหนังสังเคราะห์สำหรับผู้ขับขี่ปรับได้ 6 ทิศทาง (รุ่น Premier) และสำหรับรุ่น LS มาพร้อมเบาะผ้ายีนส์สี Blue Denim นั่งสบาย สวยงาม ทนทาน

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

และเบาะที่นั่งแถว 2 สามารถพับแบนราบแยกส่วนแบบ 60:40 และเบาะที่นั่งแถว 3 พับแบนราบแยกส่วนแบบ 50:50 (รุ่น LT และ Premier) พร้อมความกว้างขวางของพื้นที่ช่วงขาและพื้นที่เหนือศีรษะ และสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่งเบาะแถวสามได้อย่างสะดวกและง่ายขึ้น เบาะแถวสองยังสามารถเลื่อนไปด้านหน้าและด้านหลังได้ นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศ ที่วางแก้ว ช่องชาร์จ USB ในทุกแถวที่นั่ง และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX สำหรับผู้โดยสารตอนที่สอง

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

แถมยังเงียบสงบ เนื่องจากมีวัสดุดูดซับเสียงรบกวนอยู่ทั่วทั้งโครงสร้างตัวรถเพื่อลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ ลม และพื้นถนน ความเป็นเลิศในด้าน NVH (noise, vibration และ harshness) ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการฟังเพลงโปรดผ่านระบบเครื่องเสียง Infinity by Harman ลำโพง 9 ตัว (รุ่น LT และ Premier)

หน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัส ยังช่วยให้ผู้ใช้รถสามารถปรับแต่งและระบุตำแหน่งเสียงจากระบบเครื่องเสียงภายในห้องโดยสาร หากผู้โดยสารด้านหน้าต้องการฟังเพลง แต่ผู้โดยสารด้านหลังต้องการหลับพักผ่อน ก็สามารถใช้นิ้วสัมผัสบนหน้าจอเพื่อเลื่อนจุดแสดงตำแหน่งเสียง บนหน้าจอดังกล่าวได้ทันที!

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

Chevrolet Captiva ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (1,451 ซีซี) DOHC Turbo DVVT ให้แรงม้าสูงสุด 143 แรงม้า (105 กิโลวัตต์) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด พร้อม Mode Shift Control รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10

โดย เชฟโรเลต ประเทศไทย เปิดราคาอยู่ที่ …

  • รุ่น LS ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 999,000 บาท (เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับรุ่น 7 ที่นั่ง)
  • รุ่น LT ราคา 1,099,000 บาท
  • รุ่น Top สุด Premier ราคา 1,199,000 บาท

โปรโมชั่น … สำหรับลูกค้าที่จอง เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ มอบส่วนลด 40,000 บาท สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรกที่จองรุ่น LS และลงทะเบียนรับส่วนลดที่โชว์รูมเชฟโรเลต โปรแกรมเช็คระยะ 50,000 กิโลเมตร หรือ 30 เดือน แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน สำหรับ รุ่น LT และ Premier นอกจากนี้ เชฟโรเลตยังมอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% และฟรีประกัน ชั้น 1 นาน 1 ปี สำหรับลูกค้า แคปติวา ใหม่ ทุกรุ่น*

ข้อเสนอพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่จอง เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2562 ถึง 6 ตุลาคม 2562 เท่านั้น

ถ้าคุณอยากจะขายรถคันเก่า เพื่อไปซื้อ Chevrolet Captiva ใหม่ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว Toyota Corolla Altis (โคโรลล่า อัลติส) ใหม่ ที่เร้าใจ ด้วยดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่นเหนือใคร เส้นสายหนักแน่นเด่นชัดรอบคัน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง ภายในกว้างขวาง ทันสมัย ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง ให้ความรู้สึกเรียบหรู อีกทั้งยังออกแบบ โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลัก เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครัน

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

ด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นเกินใคร จากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) ให้ความสนุกสนานในการขับขี่อย่างเต็มที่ (Fun-to-drive) สร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

มั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้ารุ่นล่าสุด (Toyota Safety Sense) และยิ่งไปกว่านั้นถือเป็นครั้งแรกของโคโรลล่า อัลติส ใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริดรุ่นล่าสุด ในเจเนอเรชั่นที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพในอัตราการเร่งที่ดีขึ้น และสามารถประหยัดน้ำมันได้สูงสุด

“Corolla (โคโรลล่า)” ได้สร้างตำนานในฐานะรถยนต์โตโยต้ามาแล้วมากกว่า 50 ปี นับตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด เรายังคงรักษาไว้ซึ่งพื้นฐานอันสำคัญทางด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ โดยโคโรลล่ารุ่นแรก เริ่มผลิตในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2509 และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในประเทศญี่ปุ่น

จึงทำให้กลายเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดภายใน 3 ปี และได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมียอดขายสะสมมากกว่า 47 ล้านคันทั่วโลก ซึ่งรถยนต์โคโรลล่าหนึ่งคัน จะถูกขายทุกๆ 15 วินาที ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดสำหรับโตโยต้าทั่วโลก

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

ในประเทศไทย โคโรลล่า เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2509 ด้วยเช่นกัน จากผลตอบรับอย่างท่วมท้นของลูกค้าชาวไทย ในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โคโรลล่า ครองความนิยมในฐานะรถยนต์นั่งที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขายสะสมกว่า 800,000 คัน ได้รับความนิยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในประเทศไทย

โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ในรุ่นที่ 12 ซึ่งรถรุ่นนี้ จะเปลี่ยนความคิดของทุกท่าน ที่มีต่อโคโรลล่าอย่างสิ้นเชิง

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

และในโคโรลล่า อัลติส รุ่นใหม่นี้ ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งมีประหยัดน้ำมันสูงสุด ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 23 กม./ลิตร โดยมีให้เลือกถึง 3 รุ่น และรถรุ่นนี้ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบเต็มรูปแบบคันแรกในตลาดนี้ สำหรับประเทศไทย และเมื่อไม่นานมานี้ เราเพิ่งฉลองความสำเร็จ 10 ปีของรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดในประเทศไทย พร้อมกับการเปิดตัวโครงการการบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดใช้แล้วแบบครบวงจร ความรับผิดชอบของเราในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด รวมไปถึงการเดินทางสาธารณะอีกด้วย

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวรุ่นสปอร์ตใหม่ “Corolla Altis GR-Sport” ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด “Gazoo Racing Sport” โดยรุ่น GR-Sport มาพร้อมแพ็คเกจพิเศษ ซึ่งจะเพิ่มแอโรไดนามิก และมอบความตื่นเต้นเร้าใจในการขับขี่สูงสุด

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้มี 5 จุดขายหลัก ได้แก่

1. ด้านการออกแบบ – ภายนอกได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Shooting Robust” กับเส้นสาย ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ให้ความหนักแน่น ภายในได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Clean & Wide” ตัวรถกว้างขวาง คำนึงถึงการใช้งานจริง เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย

2. ด้านประสิทธิภาพของการขับขี่ – สถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ช่วยทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถโดยรวมลดลง เพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวทั้งการขับขี่ทางตรงและในขณะเข้าโค้ง ช่วงล่างด้านหน้า MacPherson Strut และช่วงล่างด้านหลังอิสระแบบปีกนกคู่ Double Wishbone เพิ่มความนุ่มนวลในขณะโดยสารและเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงการเพิ่มวัสดุดูดซับเสียงและ การสั่นสะเทือนในตำแหน่งต่างๆ สร้างความผ่อนคลายให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

3. ระบบ ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 – ครั้งแรกกับ โคโรลล่า อัลติส ใหม่ รถยนต์รุ่นเดียวในตลาด C-Segment ที่ใส่ระบบ Full hybrid system ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกในการขับขี่ และตอบสนองต่อการเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

สำหรับรุ่น 1.6G
– เครื่องยนต์ 1ZR-FBE ขนาด 1.6 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ SUPER CVT-i 7 สปีดพร้อม Sequential Shift

สำหรับรุ่น GR SPORT
– เครื่องยนต์ 2ZR-FBE ขนาด 1.8 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ SUPER CVT-i 7 สปีดพร้อม Sequential Shift

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

สำหรับรุ่นไฮบริด
– เครื่องยนต์ 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า และเกียร์ E-CVT ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น

นอกเหนือจากเครื่องยนต์ไฮบริด โคโรลล่า อัลติส ใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรและ 1.6 ลิตร เบนซิน เพื่อตอบสนองต่อทุกความต้องการในทุกกลุ่มลูกค้า โดยมีการปรับจูนเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ให้มีอัตราเร่งตอบสนองที่ดีเยี่ยม และเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ให้มีความเหมาะสมต่อการใช้งานทั่วไป

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

4. ระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า

  1. ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Active Safety) ได้เพิ่มระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor) และระบบช่วยเตือนในขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) อีกทั้งยังคงมีระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Start Assist Control) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น
  2. ระบบความปลอดภัยหลังการชน (Passive Safety) โดยตัวรถเสริมโครงสร้างด้านหน้า เพื่อช่วยถ่ายเทแรงกรณีที่เกิดการปะทะ และโครงสร้างด้านข้างแบบวงแหวน ช่วยลดการยุบตัวจากการชน รวมทั้งมีถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
  3. Toyota Safety Sense ใหม่ล่าสุด มีระบบการทำงานเพิ่มเติม คือ Dynamic Radar Cruise Control แบบ Full-Speed range ซึ่งสามารถปรับลดความเร็วจนถึงจุดหยุดนิ่งตามรถยนต์ คันหน้าและระบบ Lane Tracing Assist ที่ช่วยประคองรถยนต์ให้วิ่งอยู่ในเลนได้เอง แม้ในขณะเข้าโค้ง เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าในขณะขับขี่

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

5. ระบบการเชื่อมต่อ – สะดวกสบายไปกับ Apple CarPlay และ T-Connect Telematics เพื่อช่วยให้ไม่พลาดในทุกการเชื่อมต่อ ทุกที่ และทุกเวลา

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก ก็คือ กลุ่มคนวัยทำงานที่มองหารถยนต์ที่มีดีไซน์เรียบหรู มีระดับ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมฟังก์ชันครบครัน ทดแทนกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก เพื่อตอบรับการใช้งานได้เป็นอย่างดี

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

โดยแนวทางการสื่อสารของ โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ใช้สโลแกน All New Corolla Altis, “Make A New High” “ข้ามสู่ขีดสุดที่เหนือกว่า”

พร้อมทั้งแนะนำพรีเซนเตอร์คนล่าสุด ณเดชน์ คูกิมิยะ นักแสดงยอดนิยม ที่สะท้อนภาพลักษณ์ ที่บ่งบอกถึงความหรูหรา มีระดับ ของโคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และหลังจากนี้เราจะจัดกิจกรรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ ในวันที่ 13-15 กันยายนนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองขับ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษ

นอกจากนั้น ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของโคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้ง่ายขึ้น ด้วยข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,500 บาท ต่อเดือน

All-New-Toyota-Corolla-Altis-2019

และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่โคโรลล่า อัลติส ใหม่ มีแพ็คเกจการขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพและฟรีค่าแรงเช็คระยะ อีกทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด มีแพ็คเกจการรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ที่ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ ระบบไฮบริด และการรับประกันราคาขายต่อที่โตโยต้า ชัวร์ เช่นเดียวกับ C-HR และ Camry Hybrid โดยได้วางเป้าหมายการขาย ไว้ที่ 2,300 คัน ต่อเดือน

โคโรลล่า อัลติส ใหม่ มีให้เลือก 6 รุ่น และ 7 สี

– White Pearl* – Phantom Brown
– Super White II – Attitude Black Mica
– Silver Metallic – Red Mica Metallic
สีใหม่ 1 สี
– Celestite Gray

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด

– Hybrid Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 939,000 บาท***
– Hybrid Mid เกียร์อัตโนมัติ ราคา 989,000 บาท***
– Hybrid High เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,099,000 บาท***

(*สำหรับสีพิเศษ White Pearl มีเฉพาะรุ่น Hybrid และเครื่องยนต์ 1.8 GR-Sport เพิ่ม 10,000 บาท)

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน

– Limo เกียร์อัตโนมัติ ราคา 829,000 บาท***
– 1.6G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 869,000 บาท***
– 1.8 GR-Sport** เกียร์อัตโนมัติ ราคา 999,000 บาท***
(**มี 3 สี White Pearl, Red Mica Metallic, Attitude Black Mica)

***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

พิเศษสำหรับลูกค้า All-New Corolla Altis ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,500 บาท ต่อเดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นาน 48 เดือน

ถ้าคุณอยากซื้อ All-New Corolla Altis ใหม่ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Mercedes-Benz-A-200-AMG-Dynamic

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดตัว “The new Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับ Young Generation ที่จะเข้ามาเติมเต็ม Port Folio ของรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นำเสนอในรุ่น Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ต และโฉบเฉี่ยวมากขึ้นด้วยดีไซน์ภายนอก และภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่ มีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้นจากเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.3 ลิตร ที่มีอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำ และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน

พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย “MBUX” หรือ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยูสเซอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์” (Mercedes-Benz User Experience) ระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งใน The new A-Class เป็นรุ่นแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คคาร์ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ครั้งแรกจากการเปิดตัว Mercedes-Benz A-Class ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อปี 2540 นับเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก”

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

ดีไซน์ภายนอก ของ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นั้น สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity โดยจะเน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรง และน่าดึงดูดใจ

ด้วยโครงสร้างภายนอกแบบ AMG ฝากระจังหน้าแบบ Diamond Radiator Grille ตัวรถมาพร้อมเส้นสายข้างตัวรถแบบ Catwalk นอกจากนั้นยังมีล้อขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้าแบบ LED High Performance เพรียวบาง และกรอบเคลือบโครเมี่ยมที่ทำงานร่วมกับไฟ Daytime Running Light แบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

ดีไซน์ภายใน ภายในห้องโดยสารสไตล์สปอร์ตแบบ AMG โดยมีพื้นที่ว่างช่วงไหล่ ข้อศอก และเหนือศีรษะมากกว่ารถยนต์ประเภทเดียวกัน รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสาร ตอนหลังให้เข้าออกได้ง่าย พร้อมห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร

พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นนี้ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง nappa เพื่อเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ทั้งหมด โดยเบาะที่นั่งด้านคนขับ มาพร้อมหน่วยความจำ อีกทั้งเบาะด้านหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

รูปลักษณ์ของแผงหน้าปัดมีความล้ำสมัย มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว ต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานโดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ใช้ในรถยนต์ Compact Car

โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของครื่อง ปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยใช้กังหัน (Turbine) เป็นต้นแบบ

นอกจากนั้น ส่วนล่างของคอนโซลกลาง ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปีกที่ดูแบนราบ และไร้รอยต่อ โดยมีระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 5 เท่า อีกทั้งยังสามารถผสมสีสันต่างๆ เพิ่มเป็นสีพิเศษ ได้อีก 10 สี

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย! เช่น ระบบช่วยหยุดรถ (Active Brake Assist) ที่ได้รับพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยสามารถลดความเสียหาย หรือป้องกันการชนกับรถคันหน้าที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า กำลังชะลอหรือแม้แต่รถที่จอดอยู่ข้างหน้าได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้รถเฉี่ยวชนกับผู้ที่ข้ามถนนหรือผู้ใช้จักรยานได้เช่นกัน

อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์ Compact Car ของ Mercedes-Benz ที่มาพร้อมกับระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (Parking package with reversing camera)

นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ คือบริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่จะทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience เป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันโดดเด่นมากมาย ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

  • Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชน เซ็นเซอร์ ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
  • Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของ Mercedes me connect ได้
  • Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นฯให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ได้
  • Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
  • Remote Engine Start ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น
  • Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

สำหรับระบบ MBUX นั้น รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุด คือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่น อยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบบนี้ มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

  • Navigation ระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่ที่แสดงผลแบบสามมิติ (3D) ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำงานร่วมกับระบบ AR ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนนและสถานะของร้านค้าต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย
  • Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
  • Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (Natural Speech Recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

และยังเป็นรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมรุ่นแรกในตลาด ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพียง 1,332 ซีซี แต่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็น Compact Car ที่มีแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 รอบ/นาที และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. อีกด้วย

สำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

BIG-Motor-Sale-2019

งานมหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ (Bangkok International Grand Motor Sale) หรือ BIG Motor Sale 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ตอบโจทย์ราคาดี แคมเปญเด่น โปรโมชั่นหลากหลาย ตลอด 10 วันจัดงาน

BIG-Motor-Sale-2019-หน้างาน

ในปีนี้ มีผู้ประกอบการค่ายรถ 25 แบรนด์ ที่มาร่วมงาน ได้แก่ Aston Martin, Audi, Bentley, BMW, Ford, Honda, Hyundai, Isuzu, KIA, Maserati, Mazda, Mercedes-Benz, MG, MINI, Mitsubishi, Nissan, Peugeot, Porsche, Rolls-Royce, Subaru, Suzuki, TATA, Toyota, Thairung และ Volvo

และค่ายรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์อีก 14 แบรนด์ ได้แก่ Benelli, BMW Motorrad, Hanway, Harley-Davidson, Honda, Kawasaki, Moto Guzzi, Piaggio, Royal Enfield, Scomadi, Suzuki, Triumph, Vespa, Yamaha ที่จะนำรถเข้ามาร่วมจำหน่าย รวมทั้งจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในงานนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีทั้งโซนรถยนต์นำเข้าพรีเมี่ยมใหม่ รถยนต์มือสองพรีเมี่ยม และอุปกรณ์ยานยนต์ ของแต่งรถอีกด้วย แถมยังมีรถแข่ง รถ Retro ที่หลายๆ คน ชื่นชอบ มาให้ชมกันอีกมากมาย

บรรยากาศในงานจะเป็นอย่างไรบ้าง เชิญติดตามชมกันได้เลยครับ …

Toyota-Majesty

All-New Toyota Majesty

KIA-Soul-EV-BLACKPINK-Edition

All-New KIA Soul EV Blackpink Edition

All-New-Suzuki-Carry

All-New Suzuki Carry

New-Mitsubishi-Pajero-Sport

New Mitsubishi Pajero Sport

All-New-MG-Extender

New MG Expander

Peugeot-5008

Peugeot 5008

Ford-Mustang

Ford Mustang

Ford-Ranger-Raptor

Ford Ranger Raptor แต่งดุๆ

Secondhand-Cars-Import-Cars

มุมรถนำเข้า รถมือสอง และอุปกรณ์ตกแต่ง

Suzuki-Carry-Foodpark

ใครหิวก็แวะมาที่ซุ้ม Food Park ของ Suzuki Carry ได้

Motorcycle-Zone

โซนรถจักรยานยนต์

Suzuki-Katana

Suzuki Katana

Tire-In-BIG-Motor-Sale-2019

ยางรถยนต์หลากหลายแบบ

Car-Camera

กล้องติดรถยนต์ ก็มีให้เลือก

Car-Club

พบกับ Car Club ในวันหยุด

Motorcycle-Test-Riding

งานโชว์รถเจ้าแรก! ที่มีลานทดสอบรถจักรยานยนต์ด้วย

New-Car-In-BIG-Motor-Sale-2019

งานมหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ (Bangkok International Grand Motor Sale) หรือ BIG Motor Sale 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ในแนวคิด “เปิดโลกยานยนต์สรรสร้าง”

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน BIG Motor Sale 2019 โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

1. Toyota Sienta

Toyota-Sienta-2019

Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า) เพิ่งไปตัวไปสดๆ ร้อนๆ ในเดือนนี้ ปรับปรุงใหม่ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งานแค่เพียงสัมผัส (Click) ดีไซน์ภายนอกปรับกระจังหน้า กันชนหน้าใหม่ มีไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED พร้อมสีใหม่ Citrus Mica Metallic

ส่วนภายใน เบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์สีดำ เดินด้ายส้ม แผงข้างประตูดีไซน์ใหม่ ติดตั้งจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว ใหม่ พร้อมฟังก์ชัน T-Link พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา 4 จุดรอบคัน และกล้องบันทึกภาพ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ในราคา 765,000 – 875,000 บาท

2. Toyota Majesty

All-New-Toyota-Majesty

Toyota Majesty (โตโยต้า มาเจสตี้) รถตู้สุดหรูจากค่ายโตโยต้า ที่จะมาแทนรุ่น Ventury โดยเตรียมขายเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้ ใช้พื้นฐานเดียวกับ Hiace และ Commuter โฉมใหม่ อัดแน่นออพชั่นเต็มพิกัด

ขุมพลังเป็นแบบรหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในราคาเท่าไหร่ โปรดติดตาม …

3. Mitsubishi Pajero Sport

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต) รถ SUV หรือที่เรียกกันว่ารถ PPV ยอดฮิตในบ้านเรา เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกในโลกที่ไทย ปรับชุดไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า และไฟท้าย ใหม่ และปรับปรุงภายในใหม่ อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD GT, 2WD GT Premium และ 4WD GT Premium ในราคา 1,299,000 – 1,599,000 บาท

4. Suzuki Carry

All-New-Suzuki-Carry-2019

Suzuki Carry (ซูซูกิ แครี่) โฉมใหม่หมดจด ขวัญใจชาวฟู้ดทรัค ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดซะที หลังจากที่ขายรุ่นเดิมมาอย่างยาวนานถึงสิบปีกว่า ครั้งนี้ด้านหน้ารถออกแบบเป็นตัดหน้าตรง เหมือนรถตู้ กระบะหลังเปิดได้ 3 ด้าน และสามารถบรรทุกได้มากถึง 1 ตัน! พร้อมการออกแบบห้องโดยสารภายในใหม่ เน้นที่เก็บของเต็มพิกัด!

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส K15B-C ขนาด 1.5 ลิตร 95 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนราคาโปรดติดตามได้ในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้!

5. Mercedes-Benz A-Class

Mercedes-Benz-A-Class-Sedan

Mercedes-Benz A-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส) ใหม่! มาไทยแน่นอน พร้อมเปิดตัวในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ ในชื่อ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ซึ่งภายในมีฟังก์ชั่นเด่นๆ อย่าง หน้าจอคู่ Dual Screen Cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว จำนวน 2 จอ, ระบบควบคุม Multimedia “MBUX”, หรือช่องแอร์เรืองแสง illuminated Air Vents แบบ Turbine เป็นต้น

ในเวอร์ชั่นอาจมาพร้อมขุมพลังขนาด 1.3 ลิตร Turbo 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ในราคาที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผย

6. Audi TT

Audi-TT

Audi TT (ออดี้ ทีที) ยนตรกรรมสปอร์ตตระกูล TT ที่ได้รับความนิยมและตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ทาง Audi ได้เปิดตัว Audi TT สเปคไทย ทีเดียว 3 รุ่น คือ The New Audi TT Roadster, Audi TTS Coupé และ Audi TT Coupé ใหม่

มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo 230 แรงม้า และ 286 แรงม้า ในรุ่น TTS Coupé ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 สปีด และยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ quattro เอกลักษณ์ของ Audi สามารถทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ในราคา 3,299,000 – 4,699,000  บาท

7. Peugeot 3008 & 5008

Peugeot-3008

Peugeot 3008 & 5008 (เปอโยต์ 3008 และ 5008) เป็นรถแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาด Compact ส่วนรุ่น 5008 จะเป็นแบบ 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาได้อย่างล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่ มีอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เบาะหนังแท้, ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone, หน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น

ส่วนเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทย คาดว่าแบบเดียวกับที่จำหน่ายที่มาเลเซีย แบบเบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร Twin Scroll Turbo High Pressure (THP) ให้กำลังสูงสุด 165-167 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shifts ที่พวงมาลัย และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 5 รูปแบบ

ซึ่งราคาของ 3008 เริ่มต้นที่ 1,549,000 ล้านบาท และรุ่น 7 ที่นั่งอย่าง 5008 เริ่มต้น 1,749,000 บาท พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม.

8. MG Extender

MG-Extender

MG Extender (เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์) ครั้งแรกของ MG ที่เปิดตัวรถกระบะ เตรียมชิมลางสมรภูมิรถกระบะอันดุเดือดครั้งแรกในไทย ใน Concept “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” โดยมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic ตัวถังขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยครบครัน และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ครั้งแรกของโลกในรถกระบะ

มาพร้อมเครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 161 แรงม้า ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน รวมทั้งยังเป็นรถกระบะที่มาพร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ มี 9 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ในราคา 549,000 – 1,029,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถใหม่ในงาน BIG Motor Sale 2019 แต่ยังไม่รู้ว่าว่าจะขายรถคันเดิมที่ไหนดี ที่ได้ราคาที่ดีที่สุด … ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ

ขวัญใจฟู๊ดทรัค!-All-New-Suzuki-Carry-ใหม่!

หลายๆ คน อาจจะคุ้นเคยกับ Suzuki Carry (ซูซูกิ แครี่) ที่มีให้เห็นวิ่งกันเกลื่อนเมืองในไทยมาอย่างยาวนานมาก ย้อนนับไปตั้งแต่ในยุค 60 ในรูปแบบรถบรรทุกขนาดจิ๋ว ที่เราเรียกกันว่า “รถกระป๊อ” จวบจนถึงในโฉมที่มีขายอยู่ปัจจุบัน ในรูปแบบรถบรรทุกขนาดเล็ก ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Suzuki APV และผลิตออกขายมายาวนานกว่า 10 ปี (นับตั้งแต่ปี 2549) ในบ้านเรา

พอหลังจากที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้เปิดิตัว All-New Suzuki Carry เวอร์ชั่นตลาดโลกเป็นครั้งแรกที่งาน Telkomsel Indonesia International Motor Show เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ทางโรงงานซูซูกิ ในประเทศอินโดนีเซีย ก็ประกาศความพร้อมในการส่งออกรถรุ่นนี้ไปยังเกือบ 100 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว

Suzuki Carry ถูกเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ด้วยความอเนกประสงค์และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อม ส่งผลให้ปัจจุบัน Suzuki Carry ครองตลาดในไทยเป็นอันดับ 1 ของเซกเม้นท์นี้ โดยมียอดขายรวมถึงปัจจุบันกว่า 50,000 คัน

และ Suzuki Carry รายละเอียดจะมีอะไรบ้าง Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟัง …

All-New-Suzuki-Carry-2019

สำหรับ All-New Suzuki Carry เวอร์ชั่นที่ขายในตลาดโลกนั้น ยังคงแตกต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นที่เป็นรถบรรทุกขนาดจิ๋ว (จัดเป็นรถในกลุ่ม K-Car) ซึ่งด้านหน้ารถออกแบบเป็นตัดหน้าตรง เหมือนรถตู้

มาพร้อมภายใต้แนวคิด “CARRY YOUR DREAM เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” พร้อมด้วยการคว้าตัวพ่อค้าเจ้าของธุรกิจอาหารทะเลแห้งออนไลน์ชื่อดัง “ฮาซัน” หรือ คุณอนุรักษ์ สรรฤทัย มาเป็นพรีเซนเตอร์ในฐานะตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจที่มีความฝัน และดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

All-New-Suzuki-Carry-2019

All-New-Suzuki-Carry-2019

มิติตัวรถ ยาว 4,195 มม. กว้าง 1,765 มม. สูง 1,910 มม. ระยะฐานล้อ 2,205 มม. น้ำหนักรถ 1,065 กิโลกรัม พร้อมยางขนาด 165/80R13

กระบะหลังยังคงเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน และมีขอให้เกี่ยวเชือกได้ถึง 22 จุด รวมไปถึงรับน้ำหนักได้มากถึง 945 กิโลกรัม

All-New-Suzuki-Carry

ห้องโดยสารภายใน มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็น แผงคอนโซลออกแบบใหม่ ถูกใจคนชอบเก็บของสุดๆ! ด้วยช่องเก็บของที่มีอยู่เยอะมากๆ ปุ่มปรับแอร์แบบลูกบิด ใช้งานง่าย พร้อมคันเกียร์ที่ย้ายจากกลางตัวรถ มาอยู่บริเวณด้านข้างพวงมาลัย ช่วยให้เปลี่ยนได้เกียร์ได้ง่ายขึ้น แถมยังติดตั้งพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้ามาให้อีกด้วย มีแอร์ วิทยุ/MP3/USB/AUX และเบาะคนขับปรับเลื่อนได้ 105 มม.

All-New-Suzuki-Carry-2019

สำหรับขุมพลังเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทย เป็นเครื่องยนต์เบนซินรหัส K15B-C ขนาด 1.5 ลิตร (1,462 ซีซี) ให้แรงม้าสูงสุด 71 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง

ตัวรถติดตั้งระบบ Engine Drag Control ทำหน้าที่รักษาความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุลกัน ช่วยป้องกันรถไม่เกิดการลื่นไถล เพื่อให้สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ในสถานการณ์เมื่อขับขี่บนพื้นเปียกหรือพื้นถนนลื่น วงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.4 เมตร เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ เหมาะกับใช้งานในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขจำกัดได้เป็นอย่างดี

สำหรับ All-New Suzuki Carry มีสีเดียวให้เลือก คือ สีขาว ในราคา 385,000 บาท โดยตั้งเป้าเจาะกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เน้นเจาะไปยังกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงกลุ่มรถ Food Truck ที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,000 คัน

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi เผยโฉม Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) ใหม่ ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ในราคา 1,299,000 – 1,599,000 บาท

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) หรือในชื่อที่ใช้ในบางประเทศ นั่นคือ Mitsubishi Montero Sport (มิตซุบิชิ มอนเทโร สปอร์ต) ใหม่ มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราและทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงภายในห้องโดยสารใหม่ ด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ปรับปรุงใหม่เพื่อง่ายต่อการอ่าน และประตูท้ายไฟฟ้าที่ใช่ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปิด-ปิด ด้วยสมาร์ทโฟน

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือหนึ่งในรุ่นรถยนต์ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ Mitsubishi Motors (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ด้วยยอดจำหน่ายราว 77,000 คันทั่วโลกในปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา

Mitsubishi Pajero Sport ผลิตขึ้นที่โรงงานแหลมฉบังของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในประเทศไทย โดย Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ จะเปิดตัวเพื่อจำหน่ายในอีกกว่า 90 ประเทศ รวมถึง ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอื่นๆ

เปลี่ยนอะไรบ้าง?

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport ได้รับการออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่เป็นคุณ” ดีไซน์ภายนอกดูทรงพลังและหรูหรายิ่งขึ้น ปรับชุดไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า และไฟท้าย ใหม่ และปรับปรุงภายในใหม่ เป็นต้น

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

1) ดีไซน์เน้นสง่างาม และทรงพลัง

การดีไซน์ด้านหน้าแบบ Dynamic Shield ของ Mitsubishi ได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นใน Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ ให้วิสัยทัศน์ดีขึ้น และเน้นความกว้างขวางโอ่อ่าของด้านหน้ารถ ด้วยตำแหน่งไฟหน้าที่ทอดตัวต่อเนื่องจากกระจังหน้าพร้อมชุดไฟ Combination Lamps ติดตั้งที่มุมของกันชน ฝากระโปรงหน้าสูงขึ้นกว่าเดิม ช่วยเพิ่มมิติความลึกให้กับด้านหน้ารถ และตกแต่งด้วยชิ้นส่วนโครเมียม ยังดูประณีตหรูหราอีกด้วย

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

2) อุปกรณ์เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่

  • จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ที่ง่ายต่อการอ่าน พร้อมเชื่อมต่อและแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA
  • ระบบเปิดและปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบแฮนด์ฟรี

ระบบรีโมทคอนโทรลของ มิตซูบิชิ มอบความสะดวกสบายด้วยคำสั่งการทำงานต่างๆ ซึ่งจะส่งการแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ในกรณีที่เปิดประตูท้ายหรือไฟหน้าทิ้งไว้ อีกทั้งยังสามารถสั่งการเปิดและปิดประตูท้ายไฟฟ้าผ่านสมาร์ทโฟน

โดยระบบจะส่งคำสั่งการเปิดและปิดประตูท้ายอัตโนมัติเมื่อเจ้าของรถอยู่ในระยะใกล้ตัวรถ และสามารถส่งคำสั่งได้จากทุกที่ในระยะของการเชื่อมต่อรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน โดยทำงานควบคู่กับระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS หรือเมื่ออยู่ในระยะสัญญาณบลูทูธ

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

3) ภายในห้องโดยสาร ใหม่!

  • คอนโซลกลางและมือจับประตูแบบใหม่ พร้อมด้วยวัสดุบุนุ่มพิเศษ
  • เพิ่มช่องเก็บของใต้คอนโซล พร้อมปรับปรุงการจัดวางตำแหน่งช่องจ่ายกระแสไฟ และช่องต่ออุปกรณ์ USB ที่ตำแหน่งบริเวณคอนโซลกลางด้านหลัง เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น สำหรับผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

4) สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น

  • เครื่องยนต์ MIVEC เทอร์โบดีเซล ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
  • เทคโนโลยีความปลอดภัยครบครันยิ่งขึ้น ด้วยระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)
  • เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ SUPER-SELECT 4WD-II ถ่ายทอดกำลังได้อย่างเหมาะสมต่อการขับเคลื่อนไปบนทุกสภาพพื้นผิวถนนและสามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างมั่นใจ
  • พร้อมระบบควบคุมใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนสำหรับเส้นทางออฟโรดในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ

ราคาของ Pajero Sport ใหม่ …

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

ราคาของ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ มีดังนี้ / Mitsubishi Pajero Sport. Shown in Thai Baht.

– รุ่น 2WD GT ราคา 1,299,000 บาท
– รุ่น 2WD GT Premium ราคา 1,469,000 บาท
– รุ่น 4WD GT Premium ราคา 1,599,000 บาท

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

มาพร้อมสีใหม่ 2 สี ได้แก่ White Diamond และ Graphite Gray

ข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่

มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กรกฏาคม 2562 – 30 กันยายน 2562

• ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% (1)
• ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี (2)
• ฟรี รับประกันคุณภาพ 5 ปี (3)
• ฟรี ค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี (4)
• ฟรี อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงระบบดิจิตอล (HDMI WiFi Dongle) (5)

(1) สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ (รุ่นปี 2020) ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 62 – 30 ก.ย. 62 และออกรถภายในวันที่ 31 ต.ค. 62 เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษในอัตราร้อยละ 1.99 สำหรับลูกค้าที่ชำระเงินดาวน์เริ่มต้นในอัตราร้อยละ 25 ของราคารถยนต์ และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดเป็นจำนวน 48 งวดเท่านั้น (เงื่อนไขและรายละเอียดการให้สินเชื่อเช่าซื้อโปรดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการเงินที่ร่วมรายการ ได้แก่ มิตซู ลิสซิ่ง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)

สำหรับรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ (รุ่นปี 2020)
(2) รับฟรี ค่าเบี้ยประกันภัยชั้นหนึ่งไดมอนด์ โพรเทคชั่น เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 28,499 บาท ทั้งนี้ เงื่อนไขการรับประกันภัยและทุนประกันภัยเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทรับประกันกำหนด และเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับจะมีความแตกต่างกันตามมูลค่าของรถยนต์ที่เอาประกันภัย

(3) รับฟรี การรับประกันคุณภาพรถยนต์ (Diamond Warranty) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) ระยะเวลาการรับประกันของชิ้นส่วนและอุปกรณ์แต่ละชนิดอาจแตกต่างกันตามที่ระบุไว้ในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ ซึ่งรับประกันโดยบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โปรดศึกษารายละเอียดการรับประกันเพิ่มเติมในคู่มือรถ โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายมิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น

(4) รับรายการฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) มูลค่าสูงสุด 8,150 บาท อัตราค่าแรงที่นำมาคำนวณอ้างอิงจากอัตราค่าแรงกลาง บริการฟรีเฉพาะค่าแรงเช็กระยะตามที่กำหนดไว้ในบัตรตรวจเช็กระยะฟรีในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ ซึ่งรถยนต์ของลูกค้าจะได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามรายการที่ระบุไว้ โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายมิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น

(5) สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ (รุ่นปี 2020) รุ่น 2WD 2.4D GT-Premium และ 4WD 2.4D GT-Premium ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 62 ถึง 31 ต.ค.62 และออกรถภายในวันที่ 30 พ.ย. 62 รับฟรี อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงระบบดิจิตอล (HDMI WiFi Dongle) จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 1,690 บาท ในวันออกรถ ณ ศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิที่ท่านออกรถ