ค้นหาบทความ

Category : ข่าวรถใหม่

Suzuki-XL7-2020

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว All-New Suzuki XL7 (ซูซูกิ เอ็กซ์แอล-7) Multi-Dynamic Crossover อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ชูแนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต โดยพัฒนามาจากรุ่น Ertiga ซึ่ง Suzuki XL7 เข้าไทยครั้งนี้ นำเข้าจากอินโดนีเซีย เอาใจชาวไทยที่ชอบรถแนวอเนกประสงค์ มีเพียงรุ่นย่อยเดียว GLX ในราคา 779,000 บาท!

All-New-Suzuki-XL7-2020-1

ด้วยสมรรถนะและฟังก์ชันที่ครบครัน มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต ซึ่ง All-New Suzuki XL7 ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานได้หลากหลายตามแบบฉบับของรถ Crossover ได้อย่างลงตัว เพื่อให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบในเส้นทางที่หลากหลาย มอบอิสระและตัวตนที่ชัดเจน มุ่งขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ โดดเด่นด้วยความคล่องตัว ทั้งการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง โดยมั่นใจว่า All-New Suzuki XL7 คือรถยนต์ที่จะให้ทั้งความสนุก ความท้าทาย และความคุ้มค่าที่สุดในตลาดครอสโอเวอร์ ณ เวลานี้

All-New-Suzuki-XL7-2020

All-New Suzuki XL7 รถครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตเข้ม ดุดัน ตอบโจทย์และสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว ซูซูกิจึงคาดหวังว่า All-New Suzuki XL7 จะเป็นรถครอสโอเวอร์อีกหนึ่งรุ่น ที่เข้ามาสร้างสีสันในตลาดรถยนต์ประเทศไทยให้คึกคักขึ้นได้อย่างแน่นอน”

All-New-Suzuki-XL7-2020

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2563 ซูซูกิได้แนะนำรถยนต์จำนวน 2 รุ่น ประกอบด้วย New Suzuki Ciaz “สัมผัสใหม่ สบายทุกมิติ” สปอร์ตอีโคซีดาน สมบูรณ์แบบทั้งดีไซน์และสมรรถนะ และ New Suzuki Ertiga “จุดประกายอีกขั้นของชีวิต” หรือ “SPARK IT UP” ที่เพิ่มฟีเจอร์ความสะดวกสบายให้รถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง เป็นรถยนต์สำหรับคนรุ่นใหม่ จึงส่งผลให้บริษัทฯ มียอดขายที่สวนทางกับตลาดโดยรวมด้วยจำนวน 6,529 คัน เพิ่มขึ้น 15.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

All-New-Suzuki-XL7-2020

อย่างไรก็ตาม แม้ปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทาย อันเนื่องมาจากผลกระทบจากวิกฤตไวรัส COVID-19 แต่ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เล็งเห็นว่ารถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์ เป็นหนึ่งกลุ่มที่มีลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซูซูกิจึงภูมิใจที่จะนำเสนอรถรุ่นใหม่ล่าสุด All-New Suzuki XL7, Multi-Dynamic Crossover เพื่อมาเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ทุกท่านได้ THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร

All-New-Suzuki-XL7-2020

All-New Suzuki XL7 ผ่านการคิดค้นและออกแบบเพื่อต้องการให้ผู้ใช้งานได้รับความคุ้มค่าและครบครันมากกว่าใคร มิติของตัวรถถูกออกแบบให้มีความสูงขึ้นเพื่อให้สามารถเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย มีมาให้อย่างครบครัน

All-New-Suzuki-XL7-2020

All-New-Suzuki-XL7-2020

โดย All-New Suzuki XL7 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส K15B แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เป็นที่คุ้นเคยกันดีจากในรุ่น Ertiga

All-New-Suzuki-XL7-2020

All-New Suzuki XL7, Multi-Dynamic Crossover มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีส้ม Rising Orange Pearl Metallic (ZZY), สีเทา Metallic Magma Gray (ZYZ), สีขาว Pearl Snow White (ZQZ) และสีดำ Cool Black Metallic (ZBD)

All-New-Suzuki-XL7-2020

ซูซูกิพร้อมจะมอบสุดยอดความคุ้มค่าให้ผู้ที่สนใจได้เป็นเจ้าของ All-New Suzuki XL7 ได้ง่ายยิ่งขึ้นกับราคาพิเศษในช่วงแนะนำที่ 779,000 บาท (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษสุดเริ่มต้นเพียง 1.89%”

All-New-Suzuki-XL7-2020

อีกทั้ง ซูซูกิจัดให้มีกิจกรรมเปิดตัว All-New Suzuki XL7 ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2563 เชิญร่วมสัมผัสและทดลองขับ All-New Suzuki XL7 พร้อมรับของที่ระลึกบัตรชมภาพยนตร์ 2 ที่นั่ง ทันที! โดยสามารถติดต่อสำรองการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้านทั่วประเทศ

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่าย หรือซื้อ Suzuki XL7 ใหม่ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

New-Toyota-Hilux-Revo-And-Fortuner-2020

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวรถกระบะคุณภาพระดับโลก Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) ใหม่ และรถอเนกประสงค์สุดหรู Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ใหม่ ผ่านระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 เวลานั้น Toyota เริ่มต้นโครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) โดยเป็นการย้ายฐานการผลิตรถกระบะ และรถอเนกประสงค์จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายในประเทศ และส่งออกจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว รวมไปถึงรถอเนกประสงค์อย่าง Toyota Fortuner

ส่งผลให้รถทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวเป็นรถยอดนิยมของคนไทย โดยมีลูกค้าเป็นเจ้าของรวมทั้งสิ้นกว่า 2.6 ล้านคัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมของโครงการ IMV ตั้งแต่ปี 2547 – พฤษภาคม 2563)

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

โดยในปี 2562 โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ และ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ยังคงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งการตลาดรถกระบะ Pure Pick-up 38.3% และส่วนแบ่งการตลาดรถ PPV 43.4% ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อมั่นในด้านคุณภาพการผลิตและศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย อีกทั้งยังประกอบขึ้นด้วยฝีมือคนไทย และส่งออกไปยังทั่วโลกโดยคนไทย

สรุปอย่างเร็ว … มีอะไรเด่นๆ เปลี่ยนใหม่บ้าง ใน Toyota Hilux Revo 2020 ใหม่?

  • ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-Beam + ไฟ LED Daytime Running Light และไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
  • ภายในหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อม T-Connect และมาตรวัดดีไซน์ใหม่
  • สำหรับรุ่นพิเศษ Rocco นอกจากจะมีชุดตกแต่งพิเศษ อาทิ สปอร์ตบาร์ ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ พร้อมยางแบบ White Letters
  • ช่วงล่างที่ถูกปรับปรุงและพัฒนาขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของการดูดซับแรงกระแทกของโช๊คอัพ และเปลี่ยนวัสดุของแหนบ
  • ปรับปรุงสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบ/นาที
  • สำหรับรุ่น Off-Road เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบ/นาที เป็น 680 รอบ/นาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง
  • ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control)
  • ครั้งแรกที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)

การเปิดตัว โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิดหลัก “พลังแกร่งเหนือนิยาม” หรือ “The Unbeatable” โดยสื่อถึงสมรรถนะพลังของเครื่อง GD Super Power ใหม่ ที่ดุดัน เร้าใจ ที่มาพร้อมความแกร่งเกินนิยาม คือ ทั้งแข็งแรง หนักแน่น แต่ก็นุ่มนวลได้อย่างเหนือความคาดหมาย พร้อมด้วยช่วงล่าง Super Flex Suspension

ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนเอกลักษณ์ของคนไทย ที่มีความเป็นนักสู้ที่กล้าแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้ต้องเจอปัญหาหนักแค่ไหนก็พร้อมจะฝ่าฟัน

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าในทุกกลุ่มอาชีพ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

New-Toyota-Hilux-Revo-B-Cab-2020

Toyota Hilux Revo รุ่นมาตรฐาน (B-Cab) เหมาะสำหรับใช้งานบรรทุกหนักเป็นหลัก เช่น กลุ่มธุรกิจที่เพื่อการขนส่ง (Logistics) และเกษตรกรขนผลิตผล ที่ผ่านมายืนยันได้จากส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดใน Segment นี้

New-Toyota-Hilux-Revo-B-Cab-2020

ซึ่งในรุ่นมาตรฐานนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการบรรทุกอย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังสูง 204 แรงม้า และประหยัดน้ำมัน รวมถึงระบบช่วงล่างที่แข็งแกร่งรองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างดีเยี่ยม ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจได้ในทุกมิติ ครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน ทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และแบบ หัวเดี่ยว (Cab & Chassis) ที่รองรับการติดตั้งเพิ่มเติม เช่น ต่อเติมตู้แห้ง-ตู้เย็น ต่อคอก โดยลูกค้า สามารถจบทุกความต้องการได้ด้วยการบริการทางการเงินที่ครอบคลุมแบบ One Stop Service

New-Toyota-Hilux-Revo-B-Cab-2020

พร้อมกันนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่าย T-Connect และ Fleet Telematics Service ระบบบริหารยานพาหนะและการขนส่งครบวงจร ช่วยให้การจัดการและการดำเนินธุรกิจขนส่ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพสินค้า อีกทั้งยังให้บริการทางด้านการเงิน Full Service Lease ในการเช่าซื้อแบบครบวงจร เพื่อช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินในยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

New-Toyota-Hilux-Revo-Z-Edition-2020

Toyota Hilux Revo รุ่น Z-edition สำหรับรถกระบะตัวเตี้ย มีความหลากหลายในการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกิจ งานบรรทุก การค้าขายปลีก-ส่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน

โดยที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการมีรถยนต์เป็นคันแรก โตโยต้าได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ด้วย “Z-Edition ตัวเตี้ยหน้าหล่อ” ที่มีดีไซน์ที่โดนใจ เสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม “Racing Mania” ที่เป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของผู้ที่หลงใหลการแต่งรถ ให้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน

New-Toyota-Hilux-Revo-Z-Edition-2020

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ จึงได้พัฒนารูปลักษณ์ใหม่ที่เท่ห์สะดุดตา ทันสมัย สวยเร้าใจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น สามารถตกแต่งเพิ่มได้ตามความต้องการจากร้านรถแต่งชั้นนำ ด้านสมรรถนะมีขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power 2.4 ลิตร ที่ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงในรถ แบบหน้าจอสัมผัส Touchscreen ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) เราได้มีการจัดแต่งรถในโชว์รูม เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางการใช้งานและไอเดียในการแต่งรถ ด้วยแพ็กเกจชุดแต่งหลากหลายทางเลือกแบบ One Stop Service และพร้อมเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบ Connected Auto Loan หรือ CAL และบริการ Sabuy 😀 ที่ฉีกมิติใหม่ในการเช่าซื้อ ด้วยการผ่อนต่ำลง 18% เมื่อเทียบกับโปรแกรมเช่าซื้อปกติ แต่รวมแพคเกจเช็กระยะ 23,000 กม. พร้อมรับประกันราคาขายต่อในอนาคต และระบบ Theft Track หรือการติดตามการโจรกรรม ที่เสมือนรถอยู่ในสายตาให้ความปลอดภัยจากการโจรกรรมตลอดเวลา

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

Toyota Hilux Revo รุ่นยกสูง (Pre-Runner) ถือได้ว่าเป็นรถกระบะยอดนิยมของคนไทย ตอบโจทย์การใช้งานที่อเนกประสงค์ และสะดวกสบายเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง ด้วยดีไซน์ ที่สวยงาม ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ง่าย ระบบช่วงล่างและระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงสิ่งอำนวยสะดวกภายในรถที่ครบครัน

ทำให้โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นยกสูง ประสบความสำเร็จทั้งด้านการขาย และได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งชาย-หญิง ในหลากหลายกลุ่มอาชีพ อาทิ ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

โดยรุ่นใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูบึกบึน ทันสมัย ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวและส่องสว่างได้ดียิ่งขึ้น ขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power ใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพละกำลังและความประหยัดสูงสุด ระบบช่วงล่างใหม่ “Super Flex Suspension” ที่นุ่มนวลเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง

พร้อมเพิ่มระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC ที่ช่วยในการควบคุมพวงมาลัย ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่สำหรับผู้ที่ต้องขับรถในระยะทางไกลๆ และระบบ VSC ที่ติดตั้งในรุ่นกลางเป็นต้นไป

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถเพิ่มเติม สามารถซื้ออุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโตโยต้า TGA (Toyota Genuine Accessories) ที่ออกแบบใหม่ให้ตรงกับความต้องการใช้งานของลูกค้ามากขึ้น

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

รวมไปถึงประกันภัยรูปแบบใหม่ ประกันภัยขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How You Drive) ที่จะทำให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยส่วนลดจากการวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ ขับรถดี ขับปลอดภัย จะมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันต่ออายุ สูงสุดถึง 45% สามารถซ่อมได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้า ได้นานสูงสุด 8 ปี

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

Toyota Hilux Revo รุ่นพิเศษ Rocco และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ใช้งาน ในเมือง เน้นความสง่างาม ชื่นชอบกิจกรรมในยามว่าง และมีงานอดิเรก ชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัย ลูกค้าจึงมีความต้องการรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายดีเยี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูง

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

โดยปัจจุบัน Hilux Revo รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่น Rocco ได้รับความนิยมและครองใจแฟนๆ จากสิงห์รถกระบะอย่างหนักแน่น ตอกย้ำฉายา “King of Off-Road” โดยรุ่นใหม่นี้ได้รับการปรับเปลี่ยนดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในแบบ Exclusive เฉพาะในรุ่น Rocco เพื่อสื่อถึงความพรีเมียม แข็งแกร่ง ทรงพลัง และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

นอกจากนี้ในด้านสมรรถนะการขับขี่ได้ปรับปรุงขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ GD เจเนเรชั่นที่ 2 “GD Super Power” ให้กำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร พร้อมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพการขับขี่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ที่ทำงานร่วมกับช่วงล่างใหม่ Super Flex Suspension ที่เกาะถนนและนุ่มนวลยิ่งขึ้น

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

ครั้งแรกกับการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง Toyota Safety Sense มาใช้ในรถกระบะ โตโยต้าในประเทศไทย ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมั่นใจและปลอดภัยทุกเส้นทาง และเพิ่มความอุ่นใจ ปลอดภัยไร้กังวลด้วย ระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) หรือ การติดตามการโจรกรรม การแสดงข้อมูลการขับขี่ Trip Report การเช็กตำแหน่งรถ (Find My Car) และยังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัว ที่จะดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าตลอดเวลาในทุกเส้นทาง Toyota Tube ที่จะเป็นสื่อแนะนำการใช้รถยนต์ในรูปแบบวีดีโอบนโทรศัพท์มือถือ

สำหรับโตโยต้า ไฮลักว์ รีโว่ ใหม่ จะเริ่มส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นไป

New-Toyota-Fortuner-2020

New-Toyota-Fortuner-2020-1

และมีอะไรใหม่ๆ บ้าง ใน Toyota Fortuner 2020 ใหม่?

  • กระจังหน้าใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน
  • ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นแบบ LED พร้อมกับ Light Guiding
  • ล้ออัลลอย 18 นิ้วดีไซน์ใหม่
  • หน้าจอสัมผัสที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อมระบบ T-Connect
  • กล้องมองภาพรอบคันพร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ
  • สัญญาณเตือนกะระยะ หรือ Park Sensor
  • ระบบ Activated Kick Door เปิดประตูหลังได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสตัวรถ
  • แท่นชาร์จไร้สาย
  •  เครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดได้ถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบ/นาที
  • เพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ในเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร
  • สำหรับรุ่น Off-Road เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง
  • แสดงข้อมูลตำแหน่งองศาของล้อบนหน้าจอ MID และติดตั้งสัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย และมุมกันชนหน้า-หลัง
  • ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ควบคุมพวงมาลัยแปรผันตามระดับความเร็ว
  • Sport Mode ปรับการทำงานของคันเร่งให้ตอบสนองเร็วยิ่งขึ้น และปรับการทำงานของพวงมาลัยให้มีน้ำหนักมากขึ้น เหมาะสำหรับการเร่งแซงและการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง
  • ครั้งแรกที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
    —–
  • พร้อมรุ่นพิเศษ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า “Legender”
  • ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูงและไฟต่ำแบบ LED
  • ปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่
  • ล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่
  • หลังคาสีทูโทน

New-Toyota-Fortuner-2020

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) รถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อ 15 ปีก่อน และครองอันดับ 1 ในตลาดรถอเนกประสงค์ ประเภท PPV อย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่มีการเปิดตัวในเจเนเรชั่นที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการปรับโฉมอย่างเป็นทางการในรอบ 5 ปี พัฒนารูปลักษณ์ให้มีความ “Prestige & Cool” มากยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนตัวตนความเป็นผู้นำของผู้ขับขี่อย่างมีระดับ เน้นความหรูหราและทันสมัย เหมาะกับคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยกลางคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว และใช้งานในชีวิตประจำวัน

และสำคัญที่สุดคือ ความคุ้มค่าของรถที่มีให้กับลูกค้า จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทางการตลาด ภายใต้สโลแกน “Wisdom of a Leader” หรือ “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ” สะท้อนความเป็นยนตรกรรมที่ผสานทุกความเป็นที่สุดไว้ในหนึ่งเดียว สู่สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของผู้นำ

ในครั้งนี้ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ มาพร้อมกันถึง 2 รุ่น 2 ดีไซน์ โดยมีรุ่นมาตรฐาน และรุ่นพิเศษ Legender

New-Toyota-Fortuner-2020

Toyota Fortuner รุ่นมาตรฐาน เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัว มองหารถที่ใหญ่ขึ้น และให้ความสำคัญด้านความคุ้มค่า โดยรุ่นมาตรฐานนี้ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ 2.4 GD Super Power ให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ทำให้น้ำหนักพวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว ควบคุมรถได้แม่นยำและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบ Cruise Control และสัญญาณกะระยะ 6 ตำแหน่ง พร้อมกับระบบ Apple Carplay ที่จะเชื่อมต่อคุณและความบันเทิงได้อย่างอิสระ

สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกในการนำเสนอประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) ที่ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลสถานะคงเหลือของรถ (Stock) อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบระยะเวลาการส่งมอบรถได้อย่างแม่นยำกับระบบ Estimate Time of Arrival (ETA) และฟังก์ชันพิเศษที่จะปฏิวัติการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ให้เป็นเจ้าของรถง่ายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Connected Auto Loan (CAL)

ในขณะเดียวกัน ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ (New Usage Experience) เพียงแค่ลงทะเบียนผ่าน Application T-Connect by Toyota ที่มีฟังก์ชันหลากหลาย อาทิ บริการผู้ช่วยส่วนตัว ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมต่อความสุข และสร้างความสบายใจให้ตลอดทุกเส้นทาง

พร้อมกับประกันภัยรูปแบบใหม่ ประกันภัยขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How Your Drive) ซึ่งทำให้ลูกค้าจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับขี่ ผู้ที่ขับขี่อย่างปลอดภัยจะได้ประโยชน์เป็นส่วนลดและยังเป็นการสร้างความปลอดภัยในสังคมมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

Toyota Fortuner รุ่นพิเศษ สะท้อนสัญลักษณ์ตัวตนของผู้นำ จะใช้ชื่อว่า Toyota Fortuner Legender เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มองหารถที่โดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

โดยโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender มาพร้อมความหรูหรา และยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่ และเครื่องยนต์ 2.8 GD Super Power ใหม่ เพิ่มสมรรถนะการขับขี่แรงขึ้นกว่าเดิม 15% ด้วยกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และฟังก์ชัน Sport Mode ที่จะทำให้การขับขี่สนุกและเร้าใจมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

นอกจากนี้ยังเพิ่ม Balance shaft ที่จะช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร กล้องมองรอบคัน ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัย ตอบรับไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันด้วย แท่นชาร์จไฟแบบไร้สาย และ ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อม Kick Sensor และยังเป็นครั้งแรกในรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ติดตั้งระบบ Toyota Safety Sense

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้าทุกท่านด้วยระบบ T-Connect ที่สามารถเช็กตำแหน่งรถตามเวลาจริง (Real Time) ได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) และระบบประสานความช่วยเหลือ SOS ของโตโยต้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีบริการแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับเข้าศูนย์บริการ Telematic Care ช่วยให้การดูแลรถยนต์ของลูกค้าเป็นเรื่องง่าย และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ทั้งนี้ รุ่นมาตรฐานสามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 และสำหรับรุ่น Legender จะสามารถส่งมอบได้ในเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

พร้อมเป็นเจ้าของ Toyota Hilux Revo ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม 40 รุ่นย่อย

มีสีภายนอกให้เลือก 8 สี (สีใหม่ 3 สี)

  • Dark Blue Mica (ใหม่) (เฉพาะรุ่นยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ / ขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • Emotional Red (ใหม่) * (เฉพาะรุ่น Rocco)
  • Oxide Bronze Metallic (ใหม่) * (เฉพาะรุ่น Rocco)
  • White Pearl CS* (เฉพาะรุ่น Rocco / ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกรด High / ยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ)
  • Silver Metallic (ยกเว้นรุ่น Rocco)
  • Dark Grey Metallic (ยกเว้นรุ่น Rocco / Cab & Chasis)
  • Attitude Black Mica (ยกเว้นรุ่นมาตรฐาน)
  • Super White** (ยกเว้นรุ่น Rocco / ขับเคลื่อน 4 ล้อ / ยกสูง ขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner เกรด High)

ราคา

Hilux Revo รุ่นมาตรฐาน

  • มี 7 รุ่น ราคา 544,000 – 704,000 บาท
    (*สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 10,000 บาท / ** สี Super White ลด 7,000 บาท)

Hilux Revo Z-Edition

  • มี 12 รุ่น ราคา 609,000 – 809,000 บาท

Hilux Revo ยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner

  • มี 12 รุ่น ราคา 707,000 – 1,009,000 บาท

Hilux Revo แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

  • มี 5 รุ่น ราคา 862,000 – 1,159,000 บาท

Hilux Revo Rocco

  • มี 4 รุ่น ราคา 949,000 – 1,239,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ซื้อ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ทุกคัน จะได้รับแคมเปญช่วงแนะนำ และแพ็คเกจการรับประกันคุณภาพ เพิ่มเติมเป็น 5 ปี 150,000 กม. พร้อมค่าแรงเช็กระยะฟรีไปจนถึง 100,000 กม. รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท เพิ่มเติมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าโตโยต้ากับ Toyota Privilege More

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

พร้อมเป็นเจ้าของ Toyota Fortuner ใหม่ และ Toyota Fortuner รุ่น Legender มี 4 รุ่นย่อย (เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคม 2563)

มีสีภายนอกให้เลือก 3 สี (สีใหม่ 1 สี)

  • Emotional Red Black Top (ใหม่) ***
  • White Pearl CS Black Top ***
  • Attitude Black Mica

ราคา

  • 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,564,000 บาท
  • 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,634,000 บาท
  • 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,769,000 บาท
  • 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,839,000 บาท

(*** สำหรับสี Emotional Red Black Top และ สี White Pearl CS Black Top เพิ่ม 20,000 บาท)

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐาน มี 3 รุ่นย่อย มีสีภายนอกให้เลือก 6 สี (สีใหม่ 2 สี)

  • Dark Blue Mica (ใหม่)
  • Emotional Red (ใหม่) ****
  • White Pearl CS ****
  • Silver Metallic
  • Dark Grey Metallic
  • Attitude Black Mica

ราคา (เปิดตัววันนี้ – 30 กันยายน 2563)

  • 2.4G เกียร์อัตโนมัติ 1,319,000 บาท จาก 1,349,000 บาท
    (**** สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 12,000 บาท)
  • 2.4V เกียร์อัตโนมัติ 1,424,000 บาท จาก 1,454,000 บาท
  • 2.4V เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,494,000 บาท จาก 1,524,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ซื้อ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะได้รับแพ็คเกจรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กม. และขยายค่าแรงเช็กระยะฟรี จนถึง 100,000 กม. มูลค่ากว่า 45,000 บาท พิเศษวันนี้ ถึง 30 กันยายนเท่านั้น

ส่วนใครที่อยากได้ Toyota Hilux Revo และ Fortuner ใหม่ แต่กำลังสู้กับวิกฤตโควิด-19 อยู่ และเงินสดมีไม่เพียง ถ้าใช้รถคันเดิม สามารถนำมาขายกับทาง CARRO ได้ แม้ว่ารถจะติดไฟแนนซ์ เราก็พร้อมปิดไฟแนนซ์ให้ และยินดีรับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ผู้แทนจัดจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย จัดงานเปิดตัวที่สุดแห่งแกรนด์ทัวริ่งซีดาน 4 ประตู สุดหรูสัญชาติอังกฤษ คงความหรูหราพร้อมการตกแต่งสุดร่วมสมัย อย่าง The All New Flying Spur (ดิออล์นิว ฟลายอิ้ง สเปอร์) ในงาน Private Preview of The New Flying Spur ในวันที่ 15-16 เมษายน 2563 ณ โชว์รูมเบนท์ลีย์ CTI Tower ถนนรัชดาภิเษก

แบรนด์เบนท์ลีย์นั้น ขยายความเข้มแข็งและเติบโต ในส่วนของ Brand Positioning ในเมืองไทยเป็นอย่างมาก โดยมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของปีนี้โมเดลรุ่นล่าสุดนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยมียอดสั่งจองเข้ามาต่อเนื่องก่อนการเปิดตัวในประเทศไทย และคาดการณ์ว่า จะมีผู้ที่สนใจมายลโฉมในงานกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟอย่างแน่นอน

สำหรับฟลายอิ้ง สเปอร์ เจ้าของวิวัฒนาการขุมพลังใหม่ 6 ลิตร เครื่องยนต์ทวิน เทอร์โบชาร์จ W12 นี้พร้อมแล้วสำหรับทุกการสั่งจอง โดยเบนท์ลีย์ แบงค็อก สนนราคาเริ่มต้นที่ 25.99 ล้านบาท

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

The All New Flying Spur

เป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีกับสัญลักษณ์แห่งที่สุดในโลกแห่งยนตกรรมอย่าง Flying B มาสคอตของเบนท์ลีย์ ซึ่งจะถูกนำมาเพิ่มความหรูหราและผสานความร่วมสมัยเป็นครั้งแรกให้กับ The All New Flying Spur แกรน ทัวเรอร์ 4 ประตู สุดหรูสัญชาติอังกฤษ

Flying B มาสคอตของ Bentley ซึ่งจะถูกนำมาเพิ่มความหรูหราและผสานความร่วมสมัยเป็นครั้งแรกให้กับ The All New Flying Spur แกรน ทัวเรอร์ 4 ประตู ด้วยดีไซน์สุดล้ำสมัยตอบรับทศวรรษหน้า Flying B ออกแบบมาให้ฝังอยู่ภายใต้โลโก้ปีกนกของ Bentley บริเวณฝาประโปรงหน้า และสามารถปรับขึ้นมาเหนือฝากระโปรงได้

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

ในส่วนอนาคตของต้นแบบยนตกรรมหรู Flying B ได้ถูกนำมาใช้กับ Concept Car อย่าง EXP 100 GT ซึ่งถือเป็นไอคอนสุดอัจฉริยะ ด้วยฟังก์ชันเรืองแสง โดยสามารถปรับแสงตั้งแต่งกระจังหน้ารถ ผ่านตัวมาสคอต Flying B ตลอดจนตัวถังถึงห้องโดยสาร

Flying B ได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อเกือบ 90 กว่าปีที่แล้ว กับโมเดลเครื่อง 8 ลิตร ปี 1930 ตัว Mascot ไม่ได้ถูกใช้ให้เป็นมาตรฐานในสมัยนั้น เพียงแต่เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเท่านั้น

Mascot แบบดั้งเดิมเป็นตัวอักษร B ประกบด้วยปีกนก และมีลักษณะแบนเรียบ ถือกำเนิดโดย W.O. Bentley ผู้ก่อตั้งบริษัท Bentley Motor ในปี 1919 ซึ่งเป็นเวลากว่า 100 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี Mascot ได้ออกแบบใหม่ให้สามารถควบคุมและปรับแสงด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งเชื่อมกับ Welcome Lighting และระบบกุญแจอัจฉริยะ เมื่อผู้ขับเข้าใกล้ตัวรถ

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

The All New Flying Spur รวมเอาความโฉบเฉี่ยวของสปอร์ตซีดาน และนิยามใหม่ของความหรูหราแบบร่วมสมัยเข้าด้วยกัน ซึ่งการออกแบบ การประกอบและวางระบบ รวมถึงงานฝีมือได้ถูกดำเนินการในประเทศอังกฤษ ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ในการผลิตรถแกรนทัวร์เรอร์อันดับต้นๆ ของโลก

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

ประตูขนาดใหญ่ เปิด-ปิด ได้อย่างนุ่มนวล พร้อมระบบดูดอัตโนมัติ และ Welcome Light ส่องไปที่พื้น

The All New Flying Spur นั้นได้ถูกสรรค์สร้างมาให้นำเสนอดีไซน์ดั่งการแกะสลัก แต่คงไว้ซึ่งความทันสมัย และมีสัดส่วนโครงสร้างที่แข็งแรง ที่เป็นความโดดเด่น โครงสร้างของไฟหน้า LED ได้แรงบันดาลใจจากแก้วคริสตัล และล้อมไปด้วยแผ่นโลหะเคลือบโครเมียม พร้อมไฟท้ายแบบใหม่ถูกออกแบบมาเป็นรูป ตัวอักษร B อีกทั้งล้อใหม่ขนาด 22 นิ้ว

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

หัวใจหลักของเครื่องยนต์ The All New Flying Spur นั้นได้ใช้ระบบขับเคลื่อนใช้ขุมพลัง W12 สูบ ขนาด 6.0 ลิตร Twin Turbocharged ระบบเกียร์ดูโอคลัช 8 สปีด ให้พละกำลัง 635 แรงม้า แรงบิด 900 นิวตันเมตร

ทำความเร็วที่ 0-100 กม./ชม. ที่ 3.8 วินาที และ ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 333 กม./ชม.

ในส่วนของช่วงล้อนั้น The All New Flying Spur ได้เพิ่มความยาวขึ้น 130 มม. ส่งผลให้มีห้องโดยสารกว้างขึ้น

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

นอกจากนั้น ยังมีความวิจิตรบรรจง จากการตกแต่งโดยแผ่นไม้วีเนียร์ ทั้งแบบสีเดียว และแบบทูโทนให้เลือก โดยในส่วนออฟชั่นนั้น ยังรวมไปถึง การปักของเบาะหนัง Mulliner Driving Specification ในรูปแบบของเพชรอีกด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการปักลวดลายเพชร 3 ชั้นในส่วนประตูข้าง

ความโดดเด่นของเทคโนโลยี นั้น The All New Flying Spur ก็ไม่เป็นสองรองใคร ฝีมืออันประณีตบรรจงทีมวิศวกรรมชั้นครูก็ยังผสานความสบายและสนุกของผู้โดยสาร

ด้วยการรังสรรค์ หน้าจอดิจิตอลแบบทัชสกรีน (HD Digital) พร้อมกับหน้าปัดแบบ Rotating display ที่คอลโซลกลาง ขนาด 12.3 นิ้ว อันประดับไปด้วยไม้วีเนียร์ พร้อมไปด้วย รีโมตคอนโทรล ของหน้าจอทัชสกรีนที่ควบคุมคำสั่งได้จากผู้โดยสารด้านหลัง ภายในยังสามารถเลือกหลังคาแก้ว แบบพาโนรามิครูฟ ซึ่งมีความยาวตลอดหลังคารถได้อีกด้วย

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

แดชบอร์ดออกแบบให้ยาวและดูพลิ้วไหว คล้ายโลโก้รูปปีกนกของเบนท์ลีย์ ยังมีให้เลือก พร้อมสีที่สวยงดงามสง่า ที่เชื่อมต่อระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง อีกทั้งยังมีออฟชั่นใหม่ล่าสุด Mood Lighting ที่สามารถเลือกสีไฟภายในสร้างบรรยากาศได้ถึง 7 สีด้วยกัน

พร้อมกับระบบช่วยเหลือการมองยามค่ำคืนที่เพิ่ม Head Up Display ที่ช่วยให้ผู้ขับสามารถโฟกัสถนนข้างหน้า Top View Camera กล้องติดรถคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นขณะขับขี่โดยรอบหรือจอดรถ และระบบถอยจอดรถอัตโนมัติอีกด้วย

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

เก้าอี้ใหม่ยังมีระบบฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ ระบบทำความร้อน, ระบบระบายอากาศ, ระบบเก้าอี้นวด ระบบปรับเบาะเอียงด้านบน ซึ่งมาพร้อมกับตัวเลือกของ Mulliner Driving Specification ที่ละเมียดละไมไปด้วย การปักและถักทอของปรมาจารย์ชั้นครูจากเบนท์ลีย์

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

ฃ่วงล่างของ The All New Flying Spur นั้น ถูกพัฒนาให้ใช้ระบบแอร์สปริงแบบสามห้อง ที่ประกอบไปด้วยลมกว่า 60% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ระบบนี้ส่งผลให้รถ สามารถเน้นการทำงานในระบบสปอร์ตได้ดีขึ้น เกาะพื้นถนนได้ดี ตามโหมดการทำงานที่ผู้ขับได้เลือก ในรุ่นใหม่นี้ยังเพิ่มในระบบฟีเจอร์ CDC (Continuous Damping Control) ที่ลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์อีกด้วย

ระบบเซ็นเซอร์รอบคัน ที่สามารถวัดระยะระหว่างแกนกลางกับตัวรถ ในกรณีที่ระบบจับความแตกต่างในระดับความสูงปรกติ ระบบอากาศ ในสปริงจะถูกฟื้นฟูให้เหมาะกับระดับปรกติอย่างสมบูรณ์

ระบบ Bentley Dynamic Ride System ได้ถูกออกแบบและพัฒนาระบบการทรงตัว และ ความนุ่มสบายมากขึ้น มาพร้อมกับการควบคุมของกระแสไฟ 48 โวลต์ โดยจัดการความหนึบแน่น ของเหล็กกันโคลงเพิ่มการเกาะตัวของรถ ตามคำสั่งของการเข้าโค้ง และปรับให้เสถียรเช่นเดิม

The-All-New-Bentley-Flying-Spur-2020

สำหรับท่านใดอยากขายรถ ในยุคที่ COVID-19 กำลังระบาด เพื่อลดความเสี่ยงในการพบปะผู้คนเวลาไปตีราคารถภายนอก สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Roojai-Update-5-New-Cars-In-Thailand-2020

เข้าสู่ศักราชใหม่อย่างเต็มตัว หนึ่งเรื่องที่คนรักรถติดตามนั่นก็คือ รถใหม่ปี 2020 ในไทย รอชมว่าจะมีรถรุ่นไหนออกมาขายใหม่บ้างในแต่ละปี จะมีนวัตกรรมใหม่อะไรบ้างในแต่ละรุ่นรถ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยกลไกทางการตลาดก็ทำให้รถแต่ละรุ่นมีโฉมใหม่ออกมาตลอดทุกปี แต่บางทีก็เป็นแค่ข่าวเปิดตัวในต่างประเทศหรือบางรุ่นก็ไม่ได้นำเข้ามาขายในประเทศไทย

วันนี้ Roojai.com ได้รวบรวมรุ่นรถต่าง ๆ มาไว้ให้คุณแล้วกับ “ว่าที่” รถใหม่ที่พร้อมจะเข้ามาลุยตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ให้ทุกคนได้สัมผัสจับจองเป็นเจ้าของได้จริง อัปเดตกับรุ่นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ทั้งรุ่นที่สร้างกระแสให้กับคนทั่วโลกและรุ่นที่เป็นที่นิยมบนถนนบ้านเรา จะมีรุ่นไหนบ้าง เป็นรุ่นที่คุณกำลังรออยู่หรือเปล่า อ่านกันได้เลย

5 รถใหม่ปี 2020 ในไทย มีรถรุ่นอะไรบ้าง?

Honda-Jazz-2020

1. Honda Jazz

สร้างความฮือฮากันไปแล้วก่อนหน้านี้กับรถ 4 ประตูอย่าง Honda City ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าทาง Honda จะสานต่อความนิยมกับเวอร์ชั่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตูกับรถ Honda Jazz ในปีนี้

รถรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่นซึ่ง gen นี้ถือเป็นลำดับที่ 4 ของตระกูล เป็นจุดดึงดูดความสนใจให้กับบรรดาสาวกรถรุ่นนี้กันได้ไม่น้อยทั้งในไทยและเทศ ผ่านดีไซน์ภายนอกและภายในที่เน้นความเรียบง่ายมากกว่าเดิม เน้นส่วนโค้งมากกว่าการตัดคม สื่อถึงความเป็นพื้นฐานของรถในอนาคตได้อย่างเต็มที่ และเช่นเดิมที่เรื่องของความกว้างและความเอนกประสงค์ภายในห้องโดยสารยังคงเป็นจุดขายไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้าซึ่งช่วยสร้างชื่อให้กับรถรุ่นนี้

ถึงแม้เวอร์ชั่นตั้งต้นของรถรุ่นนี้จะมากับเครื่องยนต์ไฮบริดแต่คาดว่าพอถึงเวลาที่ทางค่ายปูพรมเปิดตัวให้กับรถรุ่นนี้ในไทย โอกาสที่จะใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Honda City รุ่นล่าสุดจะมีสูงกว่า ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ Turbo Charger แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 122 แรงม้า

Mazda-CX-30-2020

2. Mazda CX-30

Mazda CX-30 เข้าไทย เป็นข่าวแรงมากในช่วงที่ผ่านมา จากความท้าทายเดิมที่ Mazda CX-3 ให้ไม่ได้ในเรื่องของขนาดภายในห้องโดยสารที่พื้นฐานถูกนำมาจาก Mazda2 ทางค่ายจึงแก้ปัญหาโดยการพัฒนารถรุ่นใหม่นี้ขึ้นมาใหม่เป็น gen ที่ 2 ของตระกูลพร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Mazda CX-30

แผนของ Mazda CX-30 ในช่วงต้นปีนี้ต่อเนื่องจากที่เปิดตัวในญี่ปุ่นก่อนหน้าเมื่อราวเดือนกันยายนในปีที่แล้ว โดยพื้นฐานตัวถังจะปรับมาใช้ร่วมกับของ Mazda3 รุ่นปัจจุบันที่เพิ่งเปิดตัวในไทยเมื่อไม่นานมานี้ สะเด็ดน้ำจนได้มิติรถใหม่ที่ช่วยส่งให้ภายในห้องโดยสารกว้างขึ้นในทุกมิติ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากขึ้น และสามารถสู้ได้แบบไม่อายกับคู่แข่งไม้เบื่อไม้เมาอย่าง Toyota C-HR และ Honda HR-V

Honda-Freed-2020

3. Honda Freed

เปิดตัวออกมาเป็นความหวังเล็ก ๆ ที่คนไทยอยากจะสัมผัสกับรถครอบครัวคุณภาพอย่าง Honda Freed หลังจากที่เปิดตัวใหม่ในแบบไมเนอร์เชนจ์ที่บ้านเกิดเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มาพร้อมกับขุมกำลังที่มีทั้ง เบนซิน 1.5 ลิตร และ เบนซิน Hybrid ให้เลือก พร้อมกับการปรับปรุงใหม่หมดโดยเฉพาะภายในให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น “ตรงรุ่น” ในความเป็นรถสำหรับครอบครัวในทุกจุด

อย่างไรก็ตามสำหรับรุ่นนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่าอาจะต้องลุ้นหนักหน่อยว่าจะมีเข้ามาขายในไทยหรือเปล่า เพราะทางต้นสังกัดยังไม่ได้ออกมาคอนเฟิร์มว่าจะนำเข้ามาขายอีกมั้ย แต่ด้วยกระแสเรียกร้องของผู้ใช้ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่เราจะได้เห็นรถรุ่นนี้กลับมาโลดแล่นบนถนนบ้านเราอีกครั้ง

Nissan-Kicks-2020

4. Nissan Kicks

เมื่อต้นตำรับ Crossover SUV รุ่นบุกเบิกตลาดในไทยอย่าง Nissan JUKE ถึงเวลา “กลายพันธ์ุ” (ได้สักที) มาเป็นรถรุ่นใหม่ในชื่อ Nissan Kicks บนแพลตฟอร์มล่าสุดของทางค่ายที่ชื่อ V-Platform เทคโนโลยีแบบเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Note และ Nissan Almea ใหม่

ซึ่งเวอร์ชั่นที่มาถึงเมืองไทยจะเป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุดหลังจากที่รุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 บนตลาดโลก และคาดว่าจะมากับเครื่องยนต์ไฮบริด HYBRID e-POWER เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.2L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุดอยู่ที่ 129 แรงม้า ตัวรถจะถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่วนเครื่องยนต์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องปั่นไฟเข้าแบตฯ ส่งให้มอเตอร์ใช้งาน

Toyota-Yaris-2020

5. Toyota Yaris

ซิตี้คาร์ยอดนิยมอันดับหนึ่งอย่าง Toyota Yaris ในรูปแบบใหม่หมดเปลือกได้เถลิงตัวออกมาแล้วเป็นครั้งแรกที่งาน Tokyo Motor Show 2019 บนแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมดเป็น TNGA-B อัปเกรดความสปอร์ตมากขึ้นที่ภายนอก ด้วยเส้นสายโค้งเว้ารอบคัน ส่วนภายในทั้งการออกแบบและการใช้งานทุกฟังก์ชั่นถูกจัดไว้อย่างลงตัว เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความล้ำสมัยไม่ต่างจากภายนอก

ด้านเครื่องยนต์ เปิดตัวมาให้เลือกกับเครื่องยนต์ 3 ขนาด ได้แก่ 1.0L, 1.5L และ 1.5L Hybrid ปล่อยให้เวอร์ชั่นปัจจุบันของรุ่นทำตลาดไปก่อน ไม่นานเกินรอ เร็วที่สุดคือไม่เกินสิ้นปีนี้หรืออย่างช้าก็ปีหน้าที่คนไทยจะได้สัมผัสกับลุคใหม่แบบหมดเปลือกของเจ้า Yaris นี้ด้วยตัวเอง

และทั้งหมดนี้คือรถรุ่นที่เรานำมาฝากกันกับ รถใหม่ 2020 ในไทย บางรุ่นกระแสมาแรงค่อนข้างชัวร์ รอเปิดตัวกันได้เลย บางรุ่นอาจต้องลุ้นหนักสักหน่อย ต้องอดใจรอกันสักนิด ช้าหรือเร็วเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ที่รอไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่องของการทำประกันรถยนต์ซึ่งต้องมีอยู่คู่กับรถของคุณ หากต้องการคลิกที่นี่เพื่อเช็คราคาประกันรถออนไลน์ สามารถทำได้เลยตลอด 24 ชม.ผ่านเว็บไซต์เพราะ Roojai.com เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

New-MG-ZS-2020

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว New MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) โฉมใหม่อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเอสยูวี ด้วยอีกขั้นของยนตรกรรมภายใต้นิยาม “SMART UP” ยกระดับ สู่การเป็น “สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” ในราคา 689,000 – 799,000 บาท!

พร้อมดึงนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง “เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม” เป็นพรีเซนเตอร์คนแรก ที่จะมาถ่ายทอดดีเอ็นเอของความสมาร์ทได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีแผนเผยโฉมสู่สาธารณชน ณ โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ ในวันที่ 3 – 5 เมษายนนี้

สรุปอย่างเร็ว จุดเด่นของ MG ZS ใหม่ มีอะไรเปลี่ยนใหม่บ้าง?

  • ไฟหน้า LED Projector – ไฟท้ายแบบ LED
  • กระจังหน้าใหม่
  • ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว ลายใหม่
  • มาตรวัดใหม่ แบบ Digital Multi-Function Display ขนาด 7 นิ้ว
  • กล้องมองรอบคัน 360 องศา พร้อมหน้าจอ Infotainment ขนาด 10 นิ้ว แบบสัมผัส
  • ห้องโดยสารภายในสีทูโทน
  • เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด

New-MG-ZS-2020

นับตั้งแต่ปี 2560 MG ได้แนะนำรถเอสยูวีรุ่น MG ZS สู่ตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ด้วยแนวคิดที่ต้องการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ หรือ สมาร์ทคาร์ โดยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ ในเมืองไทยจากการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะระบบแรก และระบบเดียวในโลกที่รองรับการสั่งการในรถด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมดีไซน์ที่ล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

จึงก้าวสู่ความหนึ่งในผู้นำของกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก หรือ B-SUV ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 30,000 คัน ภายในเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง!

New-MG-ZS-2020

New MG GS ด้านหน้าและท้ายรถ ดีไซน์ใหม่ให้ดูโฉบเฉี่ยว เสริมความสปอร์ตและแฝงความหรูหราที่มากขึ้น New MG ZS ยังมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด ซึ่งทำให้การตอบสนองต่อการขับขี่ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รวมไปถึงระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Emergency Call ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อถุงลมนิรภัยในรถทำงาน ด้วยการโทรและส่งข้อความระบุพิกัดรถไปยังเบอร์โทรที่ได้มีการตั้งค่าไว้ เพิ่มโอกาสการรับความช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉิน รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยที่ให้มากกว่าเดิมทั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน

New-MG-ZS-2020

“New MG ZS” : SMART UP สมาร์ท SUV ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน

“NEW MG ZS” อีกขั้นของยนตกรรม SUV ที่มาพร้อมนิยาม “SMART UP สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC ให้ความสปอร์ต หรูหรา ตามแบบฉบับยนตรกรรมอังกฤษที่ได้รับการอัพเกรดขึ้นอีกขั้น ทั้งในด้านสมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (Handing) การออกแบบ (Design) ความสะดวกสบาย (Comfort) และความปลอดภัย (Safety)

New-MG-ZS-2020

SMART UP – EXTERIOR DESIGN ขั้นกว่าของดีไซน์ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

New MG ZS โฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และการออกแบบเส้นสายด้านข้างแบบ British Shoulder Line ด้วยความโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี เพิ่มความสมาร์ทด้วยไฟหน้าแบบ LED Projector ที่ควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Light) และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเสริมความดุดันด้วยล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

New-MG-ZS-2020

New-MG-ZS-2020

SMART UP – INTERIOR DESIGN & COMFORT ความลงตัวของงานออกแบบพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งาน

New MG ZS ออกแบบภายในอย่างพิถีพิถันด้วยห้องโดยสารแบบสปอร์ตสีทูโทน และการใช้วัสดุ Soft Touch ในการตกแต่ง โดดเด่นขึ้นอีกขั้น ด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นและหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะขนาด 7 นิ้วดีไซน์ใหม่ (Digital Multi-Function Display) และหน้าจอ Touch Screen ขนาดใหญ่ 10 นิ้ว ซึ่งรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay และระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียกับสมาร์ทโฟนระบบ Android พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มีระบบกรองอากาศเพื่อกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5

อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมที่พักแขนด้านหน้า รวมไปถึงระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Push Start และยังคงสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยหลังคาซันรูฟขนาดใหญ่แบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)

New-MG-ZS-2020

SMART UP – PERFORMANCE บทพิสูจน์แห่งยนตรกรรมที่มาพร้อมขุมพลังที่ให้สมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ

New MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ 8 สปีด และสามารถปรับโหมดพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด คือ

  • โหมด City สำหรับการขับขี่ในเมือง
  • โหมด Standard สำหรับการขับขี่ทั่วไป และ
  • โหมด Sport สำหรับการขับขี่สไตล์สปอร์ต

มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ Euro Tuning Suspension ที่ให้การทรงตัวอย่างดีเยี่ยม ผสานกับระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลงและช่วงล่างหลังแบบ Torsion Beam ที่จะทำให้การควบคุมในการขับขี่ลงตัวมากขึ้น

New-MG-ZS-2020

SMART UP – SAFETY สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีความปลอดภัย

New MG ZS จัดเต็มระบบความปลอดภัย ให้มาแบบคุ้มค่ามากๆ อีกทั้งตัวรถใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Synchronized Protection System อาทิเช่น ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) พร้อมสัญญาณเตือนถอยหลัง ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างรวม 6 จุด และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

New MG ZS มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น C+ D+ และรุ่นสูงสุดคือ X+ พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี คือ สีขาว Arctic White สีแดง Scarlet Red สีเงิน Silver Metallic และ สีดำ Black Knight โดยมีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แบ่งตามรุ่นย่อย ดังนี้

รุ่นรถยนต์ ราคาจำหน่าย

(บาท)

 

New MG ZS รุ่น C+

 

 

689,000

 

 

New MG ZS รุ่น D+

 

 

739,000

 

 

New MG ZS รุ่น X+

 

 

799,000

 

New MG ZS มาพร้อมโปรโมชั่นและแคมเปญสุดพิเศษ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า ในสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ระบาด โดยลูกค้าที่จองและรับรถภายในเดือนเมษายนนี้ จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ ดังนี้

  • ซื้อรถ NEW MG ZS วันนี้ “ขับฟรี 3 เดือน”*
  • ดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 1.89%*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

*ภายใต้เงื่อนไขของสถาบันการเงินที่กำหนด

ส่วนใครที่อยากได้ MG ZS ใหม่ แต่เงินสดมีไม่เพียง ถ้าใช้รถคันเดิมอยู่ สามารถนำมาขายกับทาง CARRO ได้ แม้ว่ารถจะติดไฟแนนซ์ เราก็พร้อมปิดไฟแนนซ์ให้ และยินดีรับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

All-New-Mazda-CX-30-2020

Mazda เปิดเกมส์รุกตลาดรถ Crossover SUV ด้วยสมาชิกใหม่ตระกูล CX ซีรี่ส์ ด้วยการเปิดตัว All-New Mazda CX-30 กับแนวคิด “Life’s Always On เติมชีวิตให้เต็มความหมาย” สง่างามด้วยดีไซน์จาก โคโดะ ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เรียบง่ายแต่งดงาม มาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC PLUS

เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ตอบสนองดีที่สุดในคลาสด้วยกำลังสูงสุด 165 แรงม้า อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นไม่ถึงหนึ่งล้านบาท พร้อมรับประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี และขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม.** อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% โดยจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ SKY BOOKING

All-New-Mazda-CX-30-2020

สำหรับตลาดรถอเนกประสงค์ของไทย เป็นตลาดใหญ่รองจากตลาดปิกอัพและรถเก๋งเล็ก โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา เซ็กเมนต์นี้มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้นกว่า 146,560 คัน (รวม PPV) หากแยกเฉพาะ SUV มียอดขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 86,000 คัน ส่วน Mazda มียอดขายรวม 5,736 คัน ซึ่งในปี 2563 นี้ มาสด้าคาดการณ์ว่าตลาดในเซ็กเมนต์นี้จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.5 แสนคัน (รวม PPV) และที่สำคัญมาสด้าตั้งเป้าไว้สูงถึง 18,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 200% เลยทีเดียว

โดยตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2562 ที่ผ่านมา มียอดขายสะสมสูงถึง 1,007,000 คัน เมื่อเทียบกับยอดขายในปี 2561 ตัวเลขยอดรวมอยู่ที่ 1,041,000 คัน ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพียง 3% ในขณะที่มาสด้ามียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้น 58,129 คัน มาสด้าคาดการณ์ว่าตลาดรวมในปี 2563 จะลดลงประมาณ 5-10% มาอยู่ที่ประมาณ 920,000 – 940,000 คัน ในขณะที่มาสด้าตั้งเป้ายอดในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 60,000 คัน

แม้ว่าจะยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นตลาด แต่มาสด้าเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยยอดขายรวมสะสมปี 2563 ที่ผ่านมา 2 เดือน (มกราคมและกุมภาพันธ์) ตัวเลขรวมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ (ประมาณการ) 140,000 คัน และเป็นยอดขายรถยนต์มาสด้าอยู่ที่ประมาณ 7,000 คัน

หนึ่งในกลยุทธ์ของมาสด้าในปี 2563 คือ การผลักดันแบรนด์สู่การเป็นผู้นำรถ Crossover SUV ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่นี้จะเข้ามาเติมเต็มตระกูล CX Series ของมาสด้า ซึ่งอักษร CX แทนความเป็น Sports Crossover ให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

All-New-Mazda-CX-30-2020

ด้วยขนาดของ All-New Mazda CX-30 ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างรุ่น CX-3 และ CX-5 ส่งผลให้รถรุ่นนี้มีความคล่องตัวสูง มีทัศนวิสัยที่ดีตามแบบฉบับรถ Crossover ตอบสนองที่ดีเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร ที่แรงและประหยัดน้ำมัน รองรับน้ำมันได้สูงสุดถึง E85 ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.4 กม./ลิตร*

All-New Mazda CX-30 ถือเป็นรถ Crossocer SUV เจเนอเรชั่นใหม่รุ่นแรกของมาสด้า ที่งดงามและโดดเด่น ด้วยแนวคิดการออกแบบของ KODO:Soul of Motion ยังคงเน้นความเรียบหรูด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายแต่โฉบเฉี่ยวและทรงพลัง ภายใต้คอนเซ็ปต์ Less is More ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกสู่ห้องโดยสาร

All-New-Mazda-CX-30-2020

มาพร้อมแพลตฟอร์มใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ที่พัฒนาจากท่วงท่าของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล มอบความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมไปถึงผู้ใช้ถนน อีกทั้งยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ช่วยปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ ลดการแก้พวงมาลัยน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความอ่อนล้าจากการขับขี่ ผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการโคลงตัวที่ลดลง

All-New-Mazda-CX-30-2020

มาสด้ายังคงถ่ายทอดจุดเด่นด้านความหรูหราภายในห้องโดยสาร ด้วยการเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารถูกพัฒนาตามหลักปรัชญา HUMAN CENTRIC PHILOSOPHY ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่ออกแบบให้โอบกระชับรองรับกับสรีระ ช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะกำลังเดิน

พวงมาลัยและคันเร่งได้รับการจัดวางอย่างลงตัว มอบความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ รวมถึงฟังก์ชั่นและการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ

All-New-Mazda-CX-30-2020

มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันด้วยเบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้าช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน

การเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน สร้างอารมณ์สุนทรีย์ด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

All-New-Mazda-CX-30-2020

สะดวกสบายตลอดเส้นทางภายในห้องโดยสารที่เงียบโปร่งสบาย พร้อมหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยเบาะหลังแบบพับได้ 60:40 แยกอิสระจากกัน และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า

All-New-Mazda-CX-30-2020

All-New Mazda CX-30 มอบความปลอดภัยระดับสูงสุดด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุมากถึง 12 ระบบ

  • ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360 ̊ View Monitor)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support)
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Rear Crossing)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-keep Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)

อีกทั้งยังปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

All-New-Mazda-CX-30-2020

All-New Mazda CX-30 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue)

ราคาของ Mazda CX-30 ใหม่

  • รุ่น 2.0 C ราคา 989,000 บาท
  • รุ่น 2.0 S ราคา 1,099,000 บาท
  • รุ่น 2.0 SP ราคา 1,199,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ All-New Mazda CX-30 สามารถจองในระบบออนไลน์ผ่าน https://skybooking.mazda.co.th/ ได้แล้ววันนี้

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อ Mazda CX-30 คันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

BMW Group ประเทศไทย ได้ฝ่าฟันกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและในระดับโลก สู่ภาพรวมของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ด้วยสถิติส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิจำนวน 12,954 คัน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ 1% แต่นับว่าเป็นอัตราที่ดีกว่าตลาดโดยรวมในช่วงเวลาเดียวกัน

BMW ปิดฉากปี 2562 ด้วยอดการส่งมอบรถยนต์รวม 11,750 คัน ทำผลงานอยู่ในระดับเดียวกับเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียม ปี 2562 ยังเป็นปีที่ BMW สร้างผลงานล้ำหน้าในเซกเมนต์รถหรูด้วยยอดขายจาก BMW ซีรีส์ 7, BMW ซีรีส์ 8, BMW X7 และ BMW i8 ที่เติบโตโดยรวมที่ 39% เมื่อเทียบปีต่อปี และสำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้วตามโปรแกรม BMW Premium Selection มีอัตราการเติบโตที่ 16% เมื่อเทียบปีต่อปี

ในขณะเดียวกัน มินิ ยังสร้างปีแห่งปรากฏการณ์ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 1,204 คัน โตขึ้นถึง 15% จากปีก่อนหน้า นับเป็นยอดการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดมินิทั่วโลก

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

ผลการดำเนินธุรกิจในระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงสร้างสถิติความสำเร็จสูงสุดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2562 ที่ผ่านมา ด้วยยอดการส่งมอบรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์-รอยซ์ รวมทั้งหมด 2,520,307 คัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้า 1.2% ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ BMW และ BMW Motorrad ทำยอดขายทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้ส่งมอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากทั้ง BMW และ Mini ไปแล้วถึง 500,000 คัน

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

รถยนต์ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีสมาชิกในไลน์อัพรวมทั้งหมด 12 รุ่น ซึ่งยอดขายจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยู และมินิได้เติบโตขึ้น 2.2% จากยอดการส่งมอบ 145,815 คันในปีที่ผ่านมา และได้ตั้งเป้าขยายทัพรถยนต์ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบ 25 รุ่นภายในปี 2566 โดยกว่าครึ่งของจำนวนนี้จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100%

และ BMW ยังได้เปิดตัว BMW 218i Gran Coupe M Sport ใหม่ ในราคา 2,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

BMW 218i Gran Coupe M Sport รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ มาพร้อมกับ Concept Coupe 4 ประตู ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในรุ่นรถที่สูงกว่า พร้อมให้ได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกใน Segmant รถยนต์ Premium Compact มอบอีกหนึ่งทางเลือกที่โก้หรูยิ่งขึ้นให้กับรถยนต์ซีดานรุ่นคลาสสิคนี้ แบบเดียวกับในรถยนต์ BMW ซีรี่ส์ 6, ซีรี่ส์ 4, และ ซีรี่ส์ 8 กับรายละเอียดเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์คูเป้รุ่นคลาสสิค เช่น กระจกประตูข้างแบบไร้กรอบทั้ง 4 ประตู ด้านรูปลักษณ์สปอร์ตโหลดเตี้ยทรงกว้าง พร้อมช่วงหน้าอันปราดเปรียว ดูแปลกตาน่าค้นหากว่าเคย ส่วนไฟหน้าสี่ตาอันเป็นเอกลักษณ์ทำมุมเล็กน้อย เสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้ารูปไตที่มาพร้อมกับซี่กระจังซึ่งให้ความรู้สึกมีมิติยิ่งกว่า มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานไฟหน้า LED

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

เส้นสายอันเฉียบคมด้านข้างตัวรถของ BMW 218i Gran Coupe M Sport เน้นย้ำสัดส่วนอันปราดเปรียวและความเรียบหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู คูเป้ รุ่นหลัง เส้นโค้งของหลังคาที่ทอดตัวอย่างสง่างาม พร้อมทรงหน้าต่างและเส้นข้างตัวรถที่ยาวขึ้น ส่งให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวเปรียวยาว ในขณะที่ตัวรถด้านข้างบริเวณเสา C โดดเด่นชัดเจน พร้อมเส้นโค้งอันทรงพลังของล้อหลัง และไฟท้ายเพรียวบางที่ลาดออกในแนวนอน ควบคู่ชิ้นส่วนสีดำ High-gloss Black ที่เชื่อมต่อไฟท้ายทั้งสองส่วนสู่ตราสัญลักษณ์บีเอ็มดับเบิลยูตรงกลาง

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูสปอร์ตปราดเปรียว ผู้โดยสารยังคงเพลิดเพลินไปกับพื้นที่ใช้สอยอันยืดหยุ่น ด้วยที่เก็บของท้ายรถซึ่งรองรับปริมาตรการบรรจุได้ถึง 430 ลิตร สามารถปรับขยายได้หลากหลายรูปแบบ และยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว และหลังคาพาโนรามิคขนาดใหญ่ ที่สามารถเปิดออกด้านนอกได้ไม่จำกัดระดับ พร้อมโหมดระบายอากาศไฟฟ้า

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ผสมผสานความหรูหราด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมและพื้นที่ใช้สอยที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทั้งไลฟ์สไตล์ครอบครัวและการเดินทางระยะยาว ส่วนภายในห้องโดยสารฝั่งคนขับ ส่งมอบข้อมูลสำคัญในการขับขี่ให้ผู้ขับได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนนด้วยหน้าจอ และแผงหน้าปัด Instrument Cluster ขนาด 5.1 นิ้ว รวมไปถึงจอสัมผัส Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ตั้งอยู่กลางคอนโซลทำมุมเข้าหาคนขับเล็กน้อยตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

การออกแบบที่เน้นผู้ขับยังถูกเสริมด้วยแถบสีที่พาดผ่านตรงเข้าสู่ที่นั่งคนขับ และรายละเอียด graining effects แบบต่างๆ รวมไปถึงพื้นผิวที่หลากหลายของแผงหน้าปัดและบริเวณหลังพวงมาลัย โดยแถบสีบริเวณแผงหน้าปัดและกรอบประตูมาในลาย ‘Illuminated Boston’ ด้านพวงมาลัย M Sport และเบาะที่นั่งตอนหน้าดีไซน์สปอร์ตหุ้มหนังแท้ Dakota พร้อมรูระบายอากาศ ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวขึ้นอีกขั้น

BMW-218i-Gran-Coupe-M-Sport

BMW 218i Gran Coupe M Sport ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า มอบแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 1,480-4,200 รอบ/นาที ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.7 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 215 กม./ชม. ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด Steptronic แบบคลัทช์คู่

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Mercedes-Benz-GLB-GLB-Class-2020

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลประกอบการประจำปี 2562 ย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถหรูเมืองไทย 19 ปีติดต่อกัน พร้อมยอดขายมากกว่า 15,000 คัน อันเป็นผลมาจากเครือข่ายผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ ที่แข็งแกร่ง พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ผ่านการรุกตลาดรถยนต์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

โดยเปิดตัว “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” รถยนต์ SUV Plug-In Hybrid ขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic” รถยนต์ SUV Crossover นำทัพรถยนต์ Plug-In Hybrid ที่จะตามมาอย่างต่อเนื่องตลอดปี พร้อมเตรียมเปิดตัว “Mercedes-Benz EQC” รถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกจาก Mercedes-Benz ลุยตลาดไทยภายในปีนี้

สำหรับปี 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก เพราะสามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยเราส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด 2,339,562 คัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ สำหรับยอดขายใน 1 ปี ขณะเดียวกัน แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในตลาดโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัวและส่งผลกระทบโดยตรง ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี นั่นจึงเป็นที่มาให้เราเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เอสยูวีออกมาเพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทยต่อเนื่องในปี 2563 นี้

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นผู้นำอันดับ 1 ใน Segment Luxury ในหลายประเทศ รวมทั้ง เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประเทศไทย เวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา และ แอฟริกาใต้

“ในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงรักษาความเป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรีอันดับ 1 ในประเทศไทย ไว้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงทำยอดขายได้มากกว่า 15,000 คัน อันเป็นผลมาจากเครือข่ายผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการที่แข็งแกร่งที่ร่วมกันส่งมอบ “Best Customer Experience” ให้กับลูกค้า ส่งผลให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการถึง 36 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นผู้จำหน่ายในกรุงเทพฯ 19 แห่ง และผู้จัดจำหน่ายในต่างจังหวัดรวม 17 แห่ง”

“สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปีนี้ จากเทรนด์ความต้องการรถยนต์ของผู้บริโภคทั้งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและในประเทศไทย เราพบว่าความต้องการในรถยนต์ไฟฟ้านั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากสภาวะอากาศที่แย่ลงโดยเฉพาะการมีฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการคมนาคม ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการในรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายรถยนต์ Plug-in Hybrid ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์เองที่ทำได้มากกว่า 16,000 คันนับตั้งแต่เราเปิดตัวรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นแรกในปี 2559

โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย เป็นผู้นำตลาดอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ Plug-in Hybrid สูงประมาณ 25% ของยอดจำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทย ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมเปิดตัวรถยนต์ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic” รถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางรุ่นใหม่ อย่างเป็นทางการ

Mercedes-Benz-GLB-200-Progressive

พร้อมเตรียมส่งรถยนต์รถยนต์ SUV อีกหลายรุ่น อาทิ “Mercedes-Benz GLB” รถยนต์ Compact SUV ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงรถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่าง “Mercedes-Benz EQC” ที่จะนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกที่งาน Motor Show 2020 เพื่อลุยตลาดไทยภายในปีนี้ นี่คือทิศทางการทำธุรกิจที่เราจะมุ่งหน้าไปอย่างเต็มกำลังในปี 2563”

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic คือรถยนต์ SUV Plug-In Hybrid ขนาดกลาง ที่มาพร้อมรูปลักษณ์แข็งแกร่งและมอบความสุนทรีย์ในเวลาเดียวกัน ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ แบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น และยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ยังมาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบสั่งงานด้วยเสียงซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ ทั้งจดจำและเรียนรู้การสั่งงานของคุณได้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคุณกับรถได้อย่างไร้ที่ติ ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (DYNAMIC SELECT) ที่เปลี่ยนจากการปรับโหมดขับขี่ผ่านพวงมาลัย มาเป็นการปรับโหมดการขับขี่ผ่านหน้าจอแสดงผลที่สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ในแบบฉบับที่คุณโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นโหมด ECO, Comfort, Sport, Sport+, Individualโดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวหรือโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ เป็นต้น

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamicวางจำหน่ายในราคา 3,749,000 บาท

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-Coupé-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic เป็นรถยนต์ SUV Crossover ที่เป็นมากกว่า เอสยูวีและรถยนต์คูเป้ ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวดูสปอร์ตยิ่งกว่าที่เคยจากการผสมผสานดีไซน์ในแบบฉบับรถยนต์คูเป้ และความเป็นรถยนต์เอสยูวี ทั้งหมดนี้ทำให้ GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic คือยนตรกรรมที่มีตัวตนไม่เหมือนใครในท้องถนน

ทั้งยังเติมเต็มทุกอารมณ์ของการขับขี่ ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid โดยผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-Coupé-AMG-Dynamic

GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ที่มีการแสดงผลแบบ “Classic”, “Progressive” และ “Sporty” ทำให้คุณตัดสินใจเลือกข้อมูลสำคัญและประเภทการแสดงผลข้อมูลดังกล่าวได้ผ่านจอแสดงผล ขนาด 31.2 ซม. ถ่ายทอดภาพที่คมชัด และสามารถเห็นได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง

พร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวของคุณ ด้วยระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ที่ทำงานร่วมกันกับแผงคอนโทรล และหน้าจอดิจิทัลที่จะแสดงระบบการนำทางได้แบบเต็มหน้าจอ และพร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้อย่างสูงสุด รวมไปถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Burmerster ที่เปลี่ยนให้เพลงโปรดของคุณกลายเป็นประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก

รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 4,090,000 บาท

อยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถเบนซ์ใหม่ขึ้นมา เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

All-New-Volvo-S60

“The All-New Volvo S60” (วอลโว่ เอส60) สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดน ที่มาพร้อม Concept “Your Signature Drive”

วอลโว่ ไม่เคยหยุดพัฒนาประสบการณ์การขับขี่แนวใหม่พร้อมระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุดและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี “The All-New Volvo S60” คือสุดยอดยานยนต์แห่งยุค สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดน ที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ The All-New Volvo S60 ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย

ถ้าหากใครอยากขายรถคันเดิมช่วงนี้พอดี อยากไปดาวน์รถใหม่หรือจะซื้อ Volvo S60 ออกมาใช้ มาขายรถกับ CARRO Express สิ เรารับซื้อรถของคุณ เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

All-New-Volvo-S60

ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของ Volvo ในไทยเลยก็ว่าได้ ด้วยยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 63% ได้ส่งมอบรถยนต์ Volvo รุ่นใหม่แก่ลูกค้าในเมืองไทยมากที่สุดในรอบ 22 ปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่น The All-New Volvo V60 ซึ่งเปิดตัวไปในปี 2562 ที่ผ่านมา

All-New-Volvo-S60

The All-New Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีความยาวและหน้ากว้างที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน ทั้งยังขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ T8 Twin Engine Plug-In Hybrid 407 แรงม้า สามารถพาคุณพุ่งทะยานจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที

All-New-Volvo-S60

The All-New Volvo S60 มาในราคาเริ่มต้นเพียง 2,190,000 บาท สำหรับรุ่น Momentum และรุ่น R-Design ในราคาเริ่มต้นที่ 2,590,000 บาท

และเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย ด้วยการผ่อนชำระเพียงเดือนละ 19,xxx บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

All-New-Volvo-S60

กระจังหน้า ออกแบบอย่างสะดุดตา ติดตั้งตรา Volvo อันภาคภูมิ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่อง สื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์รูปลักษณ์ฆ้อนธอร์อันเป็น Signature ของวอลโว่

All-New-Volvo-S60

งานออกแบบแนวสแกนดิเนเวียน ให้ความสำคัญกับความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน ซึ่งการออกแบบห้องโดยสารของ The All-New Volvo S60 สะท้อนถึงหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา

โดยรุ่น R-Design ตกแต่งเบาะด้วยหนัง R-Design Fine Nappa Perforated Leather Upholstery ในเฉดสี Charcoal และรุ่น Momentum ตกแต่งหนังแท้ในเฉดสี Charcoal และ Maroon Brown

มือจับประตูรถตกแต่งด้วยอลูมิเนียม และแผงไฟในโทนสีที่สอดประสานกลมกลืน เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Décor Inlays ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-design

All-New-Volvo-S60

เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก มีหลากหลาย อาทิ …

ระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Headlights) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกเพื่อการปกป้องคุณและผู้โดยสาร อันเป็นผลงานจากการคิดค้นนวัตกรรมมายาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL (Active Bending Lights) ยังถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน และระบบ High-Pressure Cleaning เพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุดและช่วยให้การขับขี่ราบรื่นตลอดเส้นทางในรุ่น R-Design

ระบบ Head-Up Display จะแสดงการเตือนและข้อมูลการขับขี่บนระดับการมองเห็นของผู้ขับพอดี ทั้งอัตราความเร็ว การทำงานต่าง ๆ ช่วยลดความถี่ในการละสายตาจากถนนของผู้ขับ ผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็นบนระดับการมองเห็นของผู้ขับโดยตรง จึงไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

ระบบช่วยในการจอดรถพร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและบนกันชนหลัง ร่วมกับกล้องอื่น ๆ ทั้งที่ติดตั้งเข้ากับป้าย Volvo Iron Mark ด้านล่างกระจกหูช้าง และที่ประตูท้าย เพื่อการวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้ จะส่งสัญญาณเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบ Sensus Screen ในทันที ระบบกล้องช่วยจอดยังช่วยในการถอยรถโดยมีเส้นนำทางและภาพแสดงพื้นที่ เพื่อช่วยให้คุณทราบระยะห่างระหว่างยานพาหนะและวัตถุรอบข้างได้ดีขึ้น

ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ช่วยให้คุณถอยรถเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม (ทั้งสองด้านของตัวรถ) และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนคุณเพียงควบคุมการเบรก และการเปลี่ยนเกียร์

All-New-Volvo-S60

ด้วยเบาะที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงมอบความสบายแม้ในการเดินทางที่ยาวนาน รวมถึงการกำหนดความสูงของเบาะนั่งระดับต่ำยังทำให้คุณสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวบนพื้นถนนอย่างชัดเจน สำหรับเบาะด้านหลังของผู้โดยสารมาพร้อมระบบ 4-Way Power Lumbar Support เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าบริเวณหลัง ผสานกับ Power Fold Rear Headrest และการปรับระยะหมอนรองได้ตามต้องการ

All-New-Volvo-S60

The All-New Volvo S60 นำเสนอ 4 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Onyx Black Metallic, Fusion Red Metallic และสีใหม่ล่าสุด “Pebble Grey Metallic” นำเสนอลุคแบบสปอร์ตที่สวยงามด้วยล้อดีไซน์ 5 – Triple Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 8 x 19 นิ้ว สีดำด้าน สำหรับรุ่น R-Design และล้อดีไซน์ 5 – Y Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 7.5 x 18 นิ้ว สีดำ สำหรับรุ่น Momentum

หมายเหตุ: รถที่เตรียมและนำมาจัดแสดงในงานเปิดตัว Volvo S60 ใหม่ครั้งนี้ ใช้สำหรับในการเปิดตัวรถใหม่เท่านั้น เนื่องจากเครื่องเสียงรถยนต์ มิได้ตรงกับรุ่นรถที่จะนำเข้ามาขายจริง

Harman Kardon คือเครื่องเสียงที่ติดตั้งรถยนต์ New Volvo S60 (R-Design)

New-Cars-In-Thailand-2020

เป็นธรรมดาของปีใหม่ทุกปีที่บรรดาค่ายรถยนต์ต่างๆ ต้องทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แทบทุกเดือน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อรถกันเยอะๆ เศรษฐกิจไทยจะได้คึกคัก ในปี 2563 นี้ ก็มีรถหลายรุ่นที่น่าสนใจ ทั้งแบบ All-New ใหม่หมดจรด หรือจะเป็นแบบ Minorchange ปรับโฉมแต่งหน้าทาปากหน่อย โดยเฉพาะ “รถ SUV” ปีนี้ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง

โดย CARRO ขอคาดการณ์รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะเตรียมเปิดตัวกันในปีนี้ แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ยังถือว่าย่ำแย่ก็ตามที MR.CARRO ขอพาไปดูกันเลยว่า ปีนี้ตลาดรถยนต์ไทย จะมีอะไรใหม่ๆ มาให้ได้ตื่นเต้นกันบ้าง …

Honda-Jazz-2020

1. Honda Jazz

แม้ว่าการเปิดตัวของ Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) ใหม่ ทำให้หลายฝ่ายต้องมาลุ้นกันต่อว่า Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้เปิดตัวไปในเมื่อปีที่ผ่านมา และจะวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธุ์นี้ จะมาขายในบ้านเราหรือไม่? จากรูปโฉมที่ดูอ้วนป่องน่ารัก มากกว่าความเป็นสปอร์ตแบบโฉมที่ผ่านมา จึงยังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก

บางแห่งข่าวบอกด้วยซ้ำว่าทาง Honda จัดสินใจจะผลิต Honda City Hatchback มาจำหน่ายแทน …

ซึ่งถ้าหากทาง Honda คิดผลิต Jazz โฉมใหม่นี้ขายในบ้านเราจริง เครื่องยนต์ Hybrid คงไม่มาแน่นอน แต่อาจจะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับ Honda City นั่นคือเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร VTEC Turbo 122 แรงม้า

Mazda-CX-30-2020

2. Mazda CX-30

Mazda (มาสด้า) ยังคงเดินหน้ากวาดยอดขายรถอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายอดขายรถของ Mazda ในปีที่แล้ว อาจจะร่วงลงไปบ้างก็ตามหากเทียบกับยอดในปี 2561 ที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นแล้วก็ยังดูสูงอยู่ดี โดยรถ Crossover ยอดฮิตที่เพิ่งเปิดตัวในญี่ปุ่นอย่าง Mazda CX-30 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-30) ที่มีคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Toyota C-HR และ Honda HR-V ต้องสะเทือนกันอย่างแน่นอน

โดย Mazda CX-30 2020 มีหน้าตาและรูปร่างคล้าย Mazda3 โฉมใหม่ล่าสุด ในแบบยกสูง ภายใต้เครื่องยนต์ที่มีให้เลือกทั้งแบบ เบนซินขนาด 1.5 ลิตร, 2.0 ลิตร และ 2.5 ลิตร และแบบดีเซลขนาด 1.8 ลิตร แต่เครื่องยนต์ที่จะขายในไทยคงเป็นตัวเบนซินขนาด 2.0 ลิตร 156 แรงม้า และดีเซลขนาด 1.8 ลิตร 116 แรงม้า

Nissan-Kicks-2020

3. Nissan Kicks

ปีนี้อาจจะพอเรียกได้ว่าเป็นปีทองของ Nissan (นิสสัน) ที่หวนกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่เกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมา โดย Nissan Almera 2020 ก็ได้รับการตอบรับที่ดีทีเดียว ในเดือนเมษายน 2563 นี้ Nissan มีแพลนที่จะเปิดตัว Nissan Kicks 2020 (นิสสัน คิกส์) ใหม่ เอามาขายแทน Nissan Juke ในราคาเริ่มต้นประมาณ 895,000 บาท

โดย Nissan Kicks คาดว่ามาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร 124 แรงม้า และอาจได้เห็นรุ่น e-Power มาอีกด้วย Nissan Ju

Nissan-Sylphy-2020

4. Nissan Sylphy

ต้องยอมรับว่า รถยนต์แบบ Compact Car ของ Nissan อย่าง Nissan Sylphy (นิสสัน ซิลฟี่) เป็นรถที่ดูเงียบมากๆ ของนิสสันในช่วงหลายปีมาผ่าน ซึ่งหลายต่อหลายฝ่ายต่างคิดว่า Nissan บ้านเราคงถอดใจกับการขายรถรุ่นนี้ไปแล้ว

แต่ Nissan Sylphy โฉมใหม่ล่าสุด ก็เปิดตัวไปแล้วในจีน และสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ภายใต้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 139 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 149 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่า รถรุ่นนี้ผลิตขายและจำหน่ายในบ้านเราเวลาใด

Toyota-Yaris-2020

5. Toyota Yaris

Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) โฉมใหม่หมดจด นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของรุ่นนี้ แม้ว่าในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและยุโรป จะเปิดตัวรุ่นใหม่ไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา กับรูปทรงที่สวยสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด แถมมีรุ่นเครื่องยนต์ Hybrid ให้ได้เลือกสรรกันด้วย

พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ 1.0 ลิตร พร้อมระบบไฮบริด รวมถึงยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่เน้นไปที่เรื่องของความปลอดภัย ในบ้านเราก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป ว่ารุ่นนี้จะมาเข้าโครงการ Eco-Car เฟส 2 ด้วยหรือเปล่า

Toyota-Rush-2020

6. Toyota Rush

มาแน่แต่ไม่รู้มาเดือนไหน? สำหรับ Toyota Rush (โตโยต้า รัช) เป็นรถแบบ Crossover SUV ที่ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวไปแล้วในอินโดนีเซีย และมาเลเซีย โอกาสที่จะเข้ามาไทย (แทนที่ Avanza) นี้ ก็ถือว่ามีสูงมากเลยทีเดียว พร้อมท้าชนกับเจ้า Honda BR-V หรือ Mitsubishi Xpander แน่นอน

Toyota Rush ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 2NR 104 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง

Suzuki-Ciaz-2020

7. Suzuki Ciaz

สำหรับค่าย Suzuki (ซูซูกิ) หลังจากที่สร้างความตื่นเต้นไปในปีที่ผ่านมา กับรถใหม่ๆ หลายรุ่นแล้ว ในปีนี้ก็ถึงเวลาที่ Suzuki Ciaz (ซูซูกิ เซียส) รุ่นปรับโฉมมามาแทนที่รุ่นเดิม

Mercedes-Benz-GLB-Class-2020

และสำหรับแบรนด์อื่นๆ เช่น Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ช่วงต้นปีนี้ก็เตรียมพบกับ Mercedes-Benz GLA รุ่นใหม่ล่าสุด และ Mercedes-Benz GLB รถ SUV รุ่นใหม่ที่คั่นกลางระหว่าง GLA และ GLC ที่มาพร้อม 7 ที่นั่ง! และ New A-Class ใหม่ ในเวอร์ชั่นประกอบในประเทศ ที่ต้องรอติดตามดูกันว่าจะมาหรือไม่

ส่วน BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) ก็ต้องรอลุ้นกับ Series-3 รุ่นเพิ่มเติมที่มาเอาใจแฟนๆ Bimmer อย่างแน่นอน รวมไปถึง BMW New X6 และรถธงอย่าง BMW Series-7 โฉมใหม่ล่าสุด รุ่นประกอบในประเทศ เปิดตัวกันไปแล้วในรุ่น 730Ld sDrive M Sport ราคา 6,139,000 บาท และ 745Le xDrive M Sport ในราคา 6,439,000 บาท

เป็นอันว่า หากใครที่อยากได้รถรุ่นใหม่ๆ ดังกล่าว ก็เตรียมเก็บเงินซื้อกันได้เลย แต่วิธีการที่จะช่วยให้คุณดาวน์รถใหม่ หรือผ่อนรถใหม่ได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น เราขอแนะนำให้คุณนำรถคันเดิมมาขายกับทาง CARRO ได้ตาม Link นี้เลยจ้า https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand