Toyota-Pickup-And-Van-Nickname

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

MR.CARRO ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 2 นี้ ขอเสนอฉายาของรถกระบะ และรถตู้ จากรถ Toyota รุ่นต่างๆ ที่มีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมต่อครับ

Toyota-Hilux-RN20

คำว่า “Hi-Lux” มาจากคำเต็มๆ ว่า “Highly Luxurious”

1. Toyota Hilux (RN20/RN25) “หางหงส์”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวจำหน่ายในไทยเมื่อปี 2515 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง ชุดกระจังหน้าและไฟหน้าจะดูหนาหน่อย ตรา Toyota ติดบนฝากระโปรงหน้า เมื่อปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ กระจังหน้าจะเป็นแบบยาว ตรา Toyota ติดด้านหน้ากระจังหน้า มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น (RN20) และแบบช่วงยาว (RN25) มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R มีให้เลือกทั้งเกียร์มือ (เกียร์คอพวงมาลัย) และเกียร์กระปุก

Toyota-Hilux-RN20

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “หางหงส์”

ฉายา “หางหงส์” หลายคนงงสุดๆ มาได้มาจากไหน? … ที่มาของฉายานี้คือ สติ๊กเกอร์ที่ติดด้านข้างกระบะท้ายแบบในรูป ที่สะบัดพลิ้วเหมือนหางหงส์ครับ

Toyota-Hilux-Superstar

Toyota Hi-Lux Superstar ไฟกลม

2. Toyota Hilux (RN30/RN40/LN40) “Super Star”, “ม้ากระโดด” และ “กรุง ศรีวิไล”

Toyota-Hilux-4WD

Toyota Hilux 4WD รุ่นแรกที่ขายในไทย

Toyota-Hilux-Superstar-5

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “ม้ากระโดด”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 3 นี้ เริ่มมีรูปร่างที่ดูเหมือนรถเก๋งมากขึ้นทั้งภายนอกและภายใน สำหรับตลาดประเทศไทย (แต่ชื่อรุ่น ยังเขียนว่า “Hi-Lux” โดยมีขีดตรงกลางอยู่) เปิดตัวจำหน่ายเมื่อมิถุนายน 2522 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง เมื่อไมเนอร์เชนจ์จึงเป็นไฟเหลี่ยมเล็ก มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร รหัส L ทั้งรุ่นช่วงสั้น, ช่วงยาว และ “SR5” ให้เลือก ในราคาป้ายแดงเพียงแสนกว่าบาท

นอกจากนั้นยังมีรุ่น 4WD ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถูกนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการรุ่นแรก โดยเป็นการสั่งเข้ามาใช้กับหน่วยงานราชการ ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมแผนที่ทหาร เป็นต้น

ฉายา “ม้ากระโดด” นั้นได้มาจากสติ๊กเกอร์ด้านข้างกระบะของรถรุ่นนี้ ส่วนฉายา “Super Star” ใช้ในรุ่นไฟกลม และฉายา “Super Star Dynamic 5” มาจากเครื่องยนต์ดีเซล เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วน “กรุง ศรีวิไล” ได้มาจาก กรุง ศรีวิไล ช่วงกำลังโด่งกับภาพยนตร์ “ซุปเปอร์ลูกทุ่ง” มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ (โฉมตัวไฟเหลี่ยม) ครับ

Toyota-Hilux-Hero

3. Toyota Hilux (YN50/YN55/YN57/LN51/LN56) “Hercules” และ “Hero”

Toyota Hilux เจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2527 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว ระบบเบรกด้านหน้าใช้แบบแบบดิสก์เบรก ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ “Berlin Eye” มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1Y ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L มาให้เลือก

ที่มาของชื่อ โตโยต้า ได้เพิ่มชื่อต่อท้ายรุ่นเป็น “ฮีโร่” (Hero) พร้อมจ้าง “ไทด์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ควบคู่ไปกับสโลแกน “แกร่งกล้า สง่างาม Hilux Hercules Hero” และ “ทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น”

Toyota-Hilux-Hero

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2530 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เช่นเคย พร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y และ 2.0 ลิตร รหัส 3Y และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II มาให้เลือก

Toyota-Hilux-Hero-DoubleCab

Toyota-Hilux-StationWagon

รุ่น Station Wagon ที่ออกแบบและผลิต (ครึ่งคันหลัง) โดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

และเริ่มมีรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู ที่ทำออกมาโดยผู้แทนจำหน่าย เป็นแบบรถกระบะดัดแปลงที่กำลังฮิตในยุคนั้น และแบบสเตชั่นแวกอน ที่ผลิตออกมาโดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

Toyota-Hilux-Hero-XtraCab

พิเศษ! ในเดือนมกราคม 2532 โตโยต้า เพิ่มรุ่นแค็บต่อท้าย “X-Tra Cab” (LN56) สำหรับ Hilux เป็นครั้งแรก (หลังจากที่เห็น อีซูซุ ออก Faster Z Spacecab มานานแล้ว) โดยหลังคารถ จะมีความสูงมากกว่าหลังคาเดิมเล็กน้อย (เหมือนแบบ Hi-Roof ในเวอร์ชั่นต่างประเทศ) และมีพื้นที่กว้างขึ้น โดยมีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II เท่านั้น

Toyota-Hilux-Mighty-X

Hilux Mighty-X โฉมแรก กระจังหน้า “Toyota” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “89HP”

4. Toyota Hilux (YN80/YN85/YN91/LN90/LN91/LN95/YN106/LN106/LN111) “Mighty-X”

ถือเป็น Toyota Hilux รุ่นที่เริ่มปรับปรุงรูปลักษณ์ให้เหมือนรถเก๋งมากขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เป็นรถกระบะที่ขายดีมากๆ อีกหนึ่งรุ่น แถมยังมีการปรับโฉมหลายครั้ง รุ่นย่อยเยอะจนจำไม่ไหว แถมยังเซ็นสัญญาให้ Volkswagen นำไปใช้ชื่อ “Volkswagen Taro” จำหน่ายขายกันอีก

โฉมต่อมา กระจังหน้าใช้โลโก้ “3 ห่วง”

เปิดตัวในไทยในเดือนมกราคม 2533 มาพร้อมแบบมาตรฐาน ช่วงสั้น และช่วงยาว, รุ่น X-Tra Cab ที่ผลิตขายออกมาแบบจริงจังละ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y, 2.0 ลิตร รหัส 3Y และ 2.2 ลิตร (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II กับขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

โฉมต่อมา กระจังหน้ารูปตัว “T” กับโลโก้ “3 ห่วง” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “Power Steering” (พวงมาลัยเพาเวอร์)

Toyota-Hilux-Mighty-X-Luxury

Hilux Mighty-X รุ่น Luxury

เริ่มปรับโฉมเล็กๆ ครั้งแรก ในเดือนตุลาคม 2534 ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าที่มีคำว่า “Toyota” มาเป็นโลโก้ “สามห่วง” ที่โตโยต้าเริ่มนำมาใช้กับรถรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ในปี 2532

Toyota-Hilux-Mighty-X-4X4

สำหรับรุ่น 4X4 ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย มีในรูปแบบตัวถังมาตรฐาน และ X-Tra Cab (มีหูช้างที่กระจกมองข้าง)  ใช้ช่วงล่างแบบ หน้าทอร์ชั่นบาร์ หลังแบบแหนบ พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ในส่วนของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ถูกถอดออกจากสายพานการผลิตนับแต่ในช่วงนี้

Toyota-Hilux-Mighty-X

Toyota-Hilux-Mighty-X-StationWagon

หลังจากที่โตโยต้าเปิดโรงงาน TAW (Toyota Auto Works) ในเดือนมิถุนายน 2535 Toyota จึงได้นำ Mighty-X มาประกอบขายในรูปแบบของกระบะ 4 ประตู และแบบสเตชั่นแวกอน ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร

Toyota-Hilux-Mighty-X

ต่อมาในปี 2539 ก็ปรับโฉมใหญ่อีกครั้ง ด้วยไฟหน้าเต็มเหมือนรุ่น 4×4 (แบบเดียวกับตัว 4Runner ที่โตโยต้านำเข้ามาจำหน่าย) ที่มีไฟเลี้ยวทรงเฉียงขึ้นพร้อมด้วย โป่งล้อหน้า แล้วเพิ่มเกียร์อัตโนมัติ ที่ควบคู่มากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II

Toyota-Hilux-Mighty-X-Plus

โดยในช่วงปลายปีเดียวกัน ยังมี “Mighty X-Plus” เพิ่มมาอีก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้ คือ “ไฟเบรกดวงที่ 3 บนหลังคา” ในรุ่นย่อย SGL และมีรุ่นพิเศษออกมาอีกหลายครั้ง (มีอยู่รุ่นนึง ให้ Sunroof มาด้วย) ก่อนจะยุติสายการผลิตไปในปี 2541 เพื่อให้ “Hilux Tiger” มาแทน

ในส่วนของ Toyota Hilux “Tiger” และ “Vigo” คิดว่าท่านผู้อ่านหลายๆ คน น่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงขอยกยอดไปไม่กล่าวถึงในตอนนี้นะครับ

Toyota LiteAce “ตู้เล็ก”

Toyota LiteAce (โตโยต้า ไลท์เอซ) ถือเป็นรถตู้ขนาดเล็กของ Toyota ที่ถือว่ายอดนิยมพอสมควรในอดีต แต่ในปัจจุบันก็ถูกลืมไปเยอะแล้ว รวมไปถึงตัวรถที่หายากขึ้นด้วย ในอดีตรถตู้รุ่นนี้ มีทั้งแบบนำเข้ามาจากญี่ปุ่น และประกอบในประเทศไทย เอาล่ะ ไปอ่านกันเลยดีกว่า

สำหรับฉายา “ตู้เล็ก” นั้น อาจจะไม่ใช่ฉายาที่เป็นทางการนัก แต่ถ้าคนเล่นรถตู้พูดถึง “ตู้เล็ก” ทีไร ก็มักจะนึกถึง “Toyota Liteace” มาเป็นอันดับแรก (ส่วน “Nissan Vanette” มาเป็นอันดับสอง) แม้ว่าในญี่ปุ่น Liteace จะมีเวอร์ชั่นแบบกระบะบรรทุกด้วยก็ตาม แต่ในบ้านเรา มีเฉพาะรถเก่า กับรถจดประกอบ เอาเข้ามาใช้งานเท่านั้น

Toyota-Liteace

1. Toyota LiteAce KM10/KM11

Toyota-Liteace

รุ่นนี้ถือว่าหายากในบ้านเราแล้ว และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3K และขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K เกียร์คอพวงมาลัย 4 สปีด

Toyota-Liteace

2. Toyota LiteAce KM20/CM20

ถือเป็น Liteace ที่เริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรามากขึ้น และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K และเริ่มนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C

Toyota-Liteace-4

3. Toyota Liteace KM36/CM36

ถือเป็น Liteace ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราสุดขีด เป็นที่นิยมมากในหลายหน่วยงาน แต่ที่เห็นเด่นสุดคือเป็นรถตู้ของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ที่ใช้เป็นรถตู้ปฏิบัติงาน ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota-Liteace

4. Toyota Liteace KR27/CR27

เข้าสู่ยุคขาลงของ Liteace และเป็นรถตู้เล็กรุ่นสุดท้าย ที่โตโยต้านำเข้ามาขายในไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota-Hiace-หัวแตงโม

5. Toyota Hi-Ace (H20/H40) “หัวแตงโม”

Toyota Hi-Ace (โตโยต้า ไฮ-เอซ) เจเนอเรชั่นที่ 2 ออกแบบให้มีความลู่ลมมากขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เวอร์ชั่นไทย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R และเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร รหัส L

ที่มาของฉายา “หัวแตงโม” น่าจะมาจากด้านหน้าที่ดูเรียบๆ และมีเส้นสายตัวรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างไฟหน้าสองด้านครับ

Toyota-Hiace-ตาหวาน

Hiace “ตาหวาน” โฉมแรก ไฟกลม

6. Toyota Hiace (H50/H60) “ตาหวาน”

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นนี้ มีตัวถังใหญ่ขึ้น เวอร์ชั่นไทย เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2526 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว รวมถึงรุ่นหลังคาสูง (Commuter) ที่เริ่มแนะนำในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก “ไฟเหลี่ยม”

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2 “ไฟหน้าเหลี่ยมใหญ่” พร้อมสัญลักษณ์ “H” แบบเดียวกับใน Hiace Wagon เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

สำหรับหน้าตาในโฉมแรกจะเป็นแบบไฟกลม ส่วนเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ จะเป็นไฟเหลี่ยม (ที่มีทั้งไฟเหลี่ยมธรรมดา และไฟเหลี่ยมแบบเต็ม) มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

Toyota-Hiace-หัวจรวด

7. Toyota Hiace (LH100/RZH102/RZH112/LH112/RZH113) “หัวจรวด”

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 4 มีรหัสตัวถัง H100 เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2532 และเป็นรถตู้โฉมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Hiace ด้วยระยะเวลาการขายที่มากถึง 15 ปี (2532-2547) โดยใช้เป็นทั้งรถตู้ขนของ รถตู้ของรถโรงเรียน รถตู้บริษัทนำเที่ยว และรถตู้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร เป็นต้น

Toyota-Hiace-หัวจรวด

Toyota-Commuter

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก พร้อมรุ่น Commuter ช่วงยาว หลังคาสูง นำเข้าจากญี่ปุ่น

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์หลักๆ ถึง 3 ครั้ง (สำหรับรุ่นหลังคาสูง Commuter ตามมาในช่วงประมาณปี 2535)

Toyota-Hiace-หัวจรวด

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง หน้าตาแบบนี้

Toyota-Hiace-หัวจรวด

หากเป็นรุ่นตู้ทึบ หรือรุ่นถูกสุด หน้าตาจะไฟเหลี่ยมดวงเล็กแบบนี้ เหมือนกันทุกโฉม

สำหรับรุ่นที่ขายในบ้านเรา ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L และในส่วนของรุ่น Commuter ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 3L ภายหลังจึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 5L เข้ามา

อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1RZ ให้เลือก

Toyota-Super-Wagon

Toyota Super Custom โฉมแรก มีเฉพาะแบบช่วงสั้นและช่วงยาว หลังคาเตี้ย

อีกทั้งยังขยายความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการรถตู้สำหรับครอบครัว หรือเน้นความหรูหราขึ้น ประมาณปี 2540 โตโยต้า จึงออก “Super Custom” (ซูเปอร์ แวกอน) (RZH135) แบบช่วงยาว โดยชุดเบาะด้านหลัง สามารถปรับหันหน้าเข้ากันได้ ออกมาจำหน่าย

Toyota-Super-Wagon

Toyota Grand Wagon ใส่สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลัง และล้อแม็ก 15 นิ้ว มาให้จากโรงงาน

และแบบ “Super Wagon” (ซูเปอร์ แวกอน) กับ “Grand Wagon” (แกรนด์ แวกอน) เป็นแบบหรูหราเหมือน “Hiace Wagon” ทีจำหน่ายในญี่ปุ่นในตอนนั้น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2RZ-E (ซึ่งตอนหลังพัฒนากลายมาเป็นรุ่น Ventury ที่ขายในปัจจุบันนั่นเอง)

ส่วนใครที่อยากขายรถตู้ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถตู้อยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)

Toyota-Hilux-Invincible-50

ถือเป็นรถกระบะอีกหนึ่งรุ่น ที่ อยู่ในสายการผลิตมายาวนานถึง 50 ปี สำหรับ Hilux

Toyota-Hilux-Invincible-50

Toyota Hilux Invincible 50 เผยโฉมอย่างเป็นทางการที่งาน Frankfurt Motor Show 2017 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของโตโยต้า ไฮลักซ์ (Toyota Hilux) ในปี 2018 ที่จะมาถึง

Toyota-Hilux-Invincible-50

Toyota Hilux Invincible 50 เป็นรุ่นพิเศษบนพื้นฐานของรุ่น Invincible ในตลาดยุโรป เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของ Hilux นับตั้งแต่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1968 ในประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีวางจำหน่ายกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมไปแล้วกว่า 17.3 ล้านคัน (ณ เดือนกรกฏาคม 2560)

Toyota-Hilux-Invincible-50

Hilux Invincible 50 มีเฉพาะตัวถัง Double Cab 4 ประตูเท่านั้น ตกแต่งด้วยลวดลายกราฟฟิกโดยเฉพาะ กันชนหน้าสีดำตัดกับแผงกันกระแทกใต้กันชนสีเงิน, บันไดข้างสีดำ, ซุ้มล้อสีดำ, ล้อแม็กสีดำด้านขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง All-Terrain จาก BF Goodrich, กระบะท้ายปูด้วยพื้นกระบะสีดำ พร้อมกล่องเก็บของ และติดตั้งโรลบาร์สีดำ

ภายในมาพร้อมพรมปูพื้น และหนังหุ้มก้านเบรกมือ

Toyota-Hilux-Invincible-50

สำหรับ Toyota Hilux Invincible 50 ตอนนี้ยังไม่ได้วางจำหน่าย แต่คาดว่าทาง Toyota คงทำออกมาเป็นรุ่นพิเศษเร็วๆ นี้ ครับ

Honda-รถต้นแบบ-EV-Concept

Honda Urban EV Concept รถต้นแบบสุดแนว เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงาน Frankfurt Motor Show 2017

Honda-Urban-EV-Concept-2017

Honda-Urban-EV-Concept-2017

            Honda Urban EV Concept ว่าที่รถต้นแบบแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ที่เปิดตัวไปในงาน Frankfurt International Motorshow ที่ประเทศเยอรมนี เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ออกแบบได้เรียบง่าย ดูคล้ายกับ Honda Civic ในรุ่นแรก แต่มาพร้อมความทันสมัยในแบบฉบับรถยนต์ไฟฟ้า เตรียมผลิตจำหน่ายจริงในปี 2019

Honda-Urban-EV-Concept-2017

Honda-Urban-EV-Concept-2017

Honda-Urban-EV-Concept-2017

การดีไซน์ดูเรียบๆ เหลี่ยมๆ แต่แฝงไว้ด้วยความทันสมัย

Honda Urban EV Concept ได้รับการออกแบบในสไตล์ย้อนยุค ดูเรียบง่าย แต่ทันสมัย ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไฟหน้า – ไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าและด้านท้ายรถ สามารถแสดงข้อความ หรือสัญลักษณ์ตามการขับขี่และตั้งค่า และบริเวณใกล้ล้อด้านท้าย มีจุดแสดงสถานะการชาร์จไฟอีกด้วย ใช้กล้องมองข้างแทนกระจกมองข้าง ส่วนกระจกบังลมหน้าและกระจกหน้าต่าง ออกแบบให้ดูยาวต่อเนื่อง และบริเวณบนสุดของเสา C จะมีสัญลักษณ์รูปปลั๊กไฟด้วย

Honda-Urban-EV-Concept-2017

Honda-Urban-EV-Concept-2017

พวงมาลัยรูปทรงสุดแปลกตา

ห้องโดยสารภายใน มาในสไตล์ Minimal เหมือนนั่งสบายๆ ภายในบ้าน มี 4 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยจอดิจิตอลขนาดยาวที่แผงแดชบอร์ด แสดงสถานะต่างๆ ของรถ ทั้งเรือนไมล์ แผนที่นำทาง ระบบควบคุมและมัลติมีเดีย โดย Honda เรียกว่า Honda Automated Network Assistant Concierge ระบบนี้จะมีการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับไปด้วยในเวลาเดียวกัน

พวงมาลัยดีไซน์แปลกตา ดูหรูหรา, เบาะนั่งทรงม้านั่ง แผงประตูด้านข้างมาพร้อมกับจอแสดงผลจากกล้องข้างตัวรถ อีกทั้งยังแฝงความหรูหราด้วยการตกแต่งด้วยไม้

Honda-Urban-EV-Concept-2017

สัญลักษณ์รูปปลั๊กไฟ แสดงให้เห็นว่าใช้ไฟฟ้านะ!

ขุมพลังของรถต้นแบบคันนี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนจากแบตเตอรี่ (BEV) ที่พัฒนาในรูปแบบ V2X : Vehicle-to-Everything สามารถพ่วงเข้ากับระบบไฟบ้าน (สมาร์ทโฮม หรือ Vehicle-to-Home) หรือกริดไฟฟ้า (สาธารณูปโภค Vehicle-to-Infrastructure) โดยฮอนด้าเรียกว่าระบบ “Honda Power Manager Concept”

1972-Honda-Civic-DX

รถต้นแบบ Honda Urban EV Concept ได้แรงบันดาลใจมาจาก Honda Civic รุ่นแรก

ความเป็นไปสูงจากการกล่าวของประธาน และ CEO ฮอนด้า มอเตอร์ สำหรับ Honda Urban EV Concept จะได้ออกจำหน่ายที่ยุโรปในปี 2019 นี้แน่ๆ ส่วนในบ้านเรา ก็คงได้แต่รอดูกันต่อไป ว่ามาตรการสนับสนุนเกี่ยวกับ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า จะมีทิศทางต่อไปในทางไหน …

เจาะลึก-NewYaris

เจาะลึก! Toyota Yaris Hatchback ใหม่ มีเพิ่มอะไรให้บ้าง ในแต่ละรุ่นย่อย?

Toyota-Yaris-Head

หลังจากที่ Toyota ได้เปิดตัว Yaris Hatchback Minorchange (ยาริส แฮทช์แบ็ค ไมเนอร์เชนจ์) ไปแล้วเมื่อวานที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าแฟนๆ โตโยต้า ที่กำลังสนใจและอยากซื้อรถใหม่ หรือกำลังต้องการศึกษาข้อมูลของ Yaris Hatchback ในตอนนี้ คงอยากรู้เป็นแน่แท้ว่า มีอะไรจัดมาให้ หรือเพิ่มขึ้นมาในแต่ละรุ่นย่อยบ้าง?

ทาง CARRO ขอรวบรวมข้อมูลอุปกรณ์มาตรฐานของ Yaris ทุกรุ่นย่อย มาให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

Toyota Yaris Hatchback มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แกรุ่น J ECO, J, E และ G มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. (108 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i

มิติตัวรถยาว 4,145 มม. กว้าง 1,730 มม. สูง 1,475 มม. (รุ่น G 1,500 มม.) ระยะฐานล้อ 2,550 มม.

Toyota-Yaris-Safety

และสีใหม่! Citrus Mica Metallic (มาแทนสี Frozen Blue Metallic)

รุ่น J ECO ราคา 479,000 บาท

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade-Interiorอุปกรณ์มาตรฐานรุ่น J ECO

– ล้อกระทะเหล็กแบบ 14 นิ้ว
– ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ ฮาโลเจน
– ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
– เสาอากาศแบบสั้น
– ที่ปัดน้ำฝนแบบธรรมดา
– กระจกมองข้างสีดำ
– มือจับประตูสีดำ
– พวงมาลัยแบบยูรีเทน ปรับสูง-ต่ำ ได้
– เบาะนั่งหุ้มวัสดุผ้า
– กระจกไฟฟ้าคู่หน้า (ด้านหลังแบบมือหมุน)
– เบาะนั่งด้านหลังพับได้
– ไฟอ่านแผนที่
– Eco Meter
– กุญแจรีโมท
– ลำโพง 2 ตำแหน่ง (ไม่มีเครื่องเสียง)
– กระจกมองข้างแบบธรรมดา
– ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านนิรภัยด้านข้าง และ หัวเข่าฝั่งคนขับ)
– ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC

รุ่น J ราคา 529,000 บาท

Toyota-Yaris-J-Grade

Toyota-Yaris-J-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น J ECO)

– ล้อกระทะเหล็กแบบ 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ
– กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ
– มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ
– กระจกไฟฟ้า 4 บาน
– เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
– กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
– เครื่องเสียง AM/ FM / CD / MP3 / WMA พร้อม USB / AUX

รุ่น E ราคา 559,000 บาท
Toyota-Yaris-E-Grade

Toyota-Yaris-E-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น J)

– ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว
– แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
– ที่ปัดน้ำฝนหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้
– กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
– กระจกบังลมหน้า Acoustic Glass
– กระจกแต่งหน้าบริเวณที่บังแดดคู่หน้า
– เบาะหลังปรับพับแยก 60:40
– แผงปิดห้องสัมภาระท้ายรถ
– มาตรวัดเรืองแสง
– จอแสดงข้อมูลการขับขี่ (MID)
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
– Bluetooth
– ลำโพง 4 ตำแหน่ง
– สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย
– กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า
– สัญญาณกะระยะท้าย
– กุญแจ Immobilizer
– สัญญาณกันขโมย TDS

รุ่น G ราคา 609,000 บาท

Toyota-Yaris-G-Grade

Toyota-Yaris-G-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น E)

– ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อม LED Light Guiding
– ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home
– ไฟส่องสว่างแบบ LED Daytime Running Lights
– ไฟตัดหมอกหน้า
– กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม ด้านล่างสีดำเงา
– เสาอากาศแบบครีบฉลาม
– มือจับประตูโครเมียม
– พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง ตกแต่งด้วยแถบเมทัลลิก
– ระบบ Smart Entry และ Push Start

หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้อยู่ ขอให้คำนึงว่า เรามีความต้องการใช้งานแบบไหน งบประมาณมีอยู่เท่าไหร่ เพราะออพชั่นบางอย่าง ก็อาจไม่ได้จำเป็นใช้งานเสมอไป ลองตัดสินใจหรือพิจารณาเลือกซื้อดู …

แต่ถ้าติดเรื่องงบประมาณ แนะนำให้ลองดู Yaris Hatchback มือสองสภาพดีๆ สักคัน หรืออยากได้ Yaris Hatchback รุ่นท็อปสุด ในราคาที่ถูกกว่ารถป้ายแดง ก็ลองเข้าไปเลือกค้นหาได้ที่ https://th.carro.co/ ครับผม!

Frankfurt-Motor-Show-2017

งานแสดงรถยนต์ยิ่งใหญ่ที่สุดในเยอรมนี “Frankfurt Motor Show 2017”

Frankfurt-Motor-Show-2017

ประมวลภาพรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด รถต้นแบบ และอื่นๆ ในงานมหกรรมยานยนต์ “Frankfurt Motor Show 2017” งานแสดงรถยนต์อีกหนึ่งงานในเยอรมนี จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1897 ถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 67 โดยเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อ “Internationale Automobil-Ausstellung” ในภาษาเยอรมัน หรือ IAA (International Automobile Exhibition ในภาษาอังกฤษ)

โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 24 กันยายน 2560 ณ Trade fair grounds เมือง Frankfurt/Main ประเทศเยอรมนี … ทาง CARRO ขอรวบรวมภาพบรรยากาศ พร้อมรถเปิดตัวใหม่มาให้ชมกันครับ

Suzuki Swift Sport

Suzuki Swift Sport

Honda Urban EV Concept

Honda Urban EV Concept

Kia Stonic

Kia Stonic

Kia Proceed Concept

Kia Proceed Concept

Hyundai i30 N

Hyundai i30 N

Mini Electric Concept

Mini Electric Concept

Bugatti Chiron

Bugatti Chiron

Ferrari Portofino

Ferrari Portofino

Mini John Cooper Works GP Concept

Mini John Cooper Works GP Concept

Lamborghini Aventador S Roadster

Lamborghini Aventador S Roadster

Smart Vision EQ Fortwo

Smart Vision EQ Fortwo

Land Rover Discovery SVX

Land Rover Discovery SVX

Bentley Continental GT

Bentley Continental GT

Mercedes-Benz Concept EQA

Mercedes-Benz Concept EQA

Mercedes-AMG Project ONE

Mercedes-AMG Project ONE

Mercedes-AMG S63 Cabriolet

Mercedes-AMG S63 Cabriolet

BMW i Vision Dynamics

BMW i Vision Dynamics

BMW i3

BMW i3

BMW Concept X7 iPerformance

BMW Concept X7 iPerformance

BMW M8 GTE

BMW M8 GTE

Porsche Cayenne

Porsche Cayenne

Audi Aicon Concept

Audi Aicon Concept

Audi R8 V10 RWS

Audi R8 V10 RWS

Audi Elaine Concept

Audi Elaine Concept

Alpina D5 S

Alpina D5 S

ขอบคุณภาพจาก https://www.autoblog.com/

New-YARIS-ยาริส

Toyota Yaris Hatchback ใหม่ มาพร้อม 4 รุ่นย่อย และ 7 สี ในราคาพิเศษ 479,000-619,000 บาท

Toyota-Yaris-2017

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม 2549 เวลานั้น โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้แนะนำรถยนต์ Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรก และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ต่อมาในเดือนตุลาคม 2556 โตโยต้า ได้เปิดตัว Yaris เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร สามารถสร้างยอดขายสะสมได้มากกว่า 150,000 คัน (ข้อมูลยอดขายสะสมถึงเดือนสิงหาคม 2560)

จนกระทั่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โตโยต้าได้เปิดตัว Yaris ATIV ในรูปแบบของรถยนต์ซับคอมแพคซีดาน ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ตลอดทั้งคัน และถึงคิวของ Toyota Yaris Hatchback ที่ได้เวลาปรับโฉมบ้าง

Toyota เตรียมผลิต Yaris เพื่อส่งออกไปยัง 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะเริ่มผลิตรถรุ่นนี้ที่โตโยต้าเกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมเริ่มส่งออกนับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป และเป้าหมายการขายในปี 2560 ตั้งไว้ที่ 3,200 คัน/เดือน

Toyota-Yaris-2017

Toyota-Yaris-2017

Toyota-Yaris-2017

รูปทรงภายนอก สปอร์ต ถูกใจวัยรุ่น

ยาริส ใหม่ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นรถยนต์แฮทช์แบ็คขนาดเล็กที่จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ วัยรุ่นที่ชอบความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร มีไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนาน ภายใต้แนวคิด “New YARIS…YES, THAT’S RIGHT! ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ”

Toyota-Yaris-2017 Toyota-Yaris-2017

Toyota-Yaris-2017

Toyota Yaris Hatchback ภายนอกดีไซน์โฉบเฉี่ยวตลอดรอบคัน เน้นความสปอร์ตด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟ LED Light Guiding ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า
ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding สะท้อนถึงความหรูหรา ทันสมัยอย่างลงตัว

ภายนอกและภายในดีไซน์โดดเด่น…Yes That’s Cool!

Toyota-Yaris-2017-Interior

Toyota-Yaris-Optitron-Meter

Toyota-Yaris-Air-Radio

ห้องโดยสารภายใน ดูดี หรูหรา ทันสมัย 

ห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัย เน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

Toyota-Yaris-2017-Utility

Trunk-Space

อเนกประสงค์ทุกการใช้สอย

อีกทั้งยังเงียบและนุ่มนวลเหนือระดับรถยนต์ซับคอมแพคแฮทช์แบ็ค ด้วยการเพิ่มวัสดุซับเสียงรบกวนรอบคัน

Toyota-Yaris-Safety

สมรรถนะ ขับสนุกควบคุมได้ดั่งใจ…Yes That’s Fun!

Toyota-Yaris-Dual-VVT-i-Engine

เครื่องยนต์ DUAL VVT-i ขนาด 1.2 ลิตร ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ให้การตอบสนองต่อการขับขี่ที่ดีมากขึ้น ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างยอดเยี่ยม

ระบบความปลอดภัยสูงสุดเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น…Yes That’s Safe!

Toyota-Yaris-7Airbags

มั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดที่ครบครัน หนึ่งเดียวในรถยนต์แฮทช์แบ็คขนาดเล็ก ที่มีถุงลมนิรภัยระบบ SRS 7 ตำแหน่ง และอื่นๆ อาทิ ระบบสัญญาณเตือนสิ่งกีดขวางขณะถอยหลัง (ในรุ่น G และ E), ระบบไฟส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์(Follow-Me-Home) (เฉพาะรุ่น G), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Start Assist Control), ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control) เป็นต้น

โตโยต้า จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจ ได้สัมผัส ยาริส ใหม่ ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศในวันที่ 22-24 กันยายน 2560 พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษ

สำหรับข้อเสนอพิเศษ ทาง Toyota มีโปรแกรม Convini-EXT ทางเลือกใหม่จากแพ็กเกจที่คุ้มค่าด้วยการรวมสิทธิประโยชน์ 3 รายการ ด้วยรูปแบบเงินดาวน์และดอกเบี้ยต่ำ พร้อมประกันภัย และการขยายการรับประกันคุณภาพ

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade Toyota-Yaris-J-Eco-Grade-Interior– รุ่น J ECO เกียร์อัตโนมัติ ราคา 479,000 บาท*

Toyota-Yaris-J-Grade Toyota-Yaris-J-Grade-Interior– รุ่น J เกียร์ CVT ราคา 529,000 บาท*

Toyota-Yaris-E-Grade Toyota-Yaris-E-Grade-Interior– รุ่น E เกียร์ CVT ราคา 559,000 บาท*

Toyota-Yaris-G-Grade Toyota-Yaris-G-Grade-Interior– รุ่น G เกียร์ CVT ราคา 609,000 บาท*

Follow-Me-Home

*ราคาดังกล่าว เป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน เป็นราคาพิเศษในช่วงแนะนำ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2560

Toyota-Yaris-Orange-Metallic

พร้อมเลือกเป็นเจ้าของ ยาริส ใหม่ 7 สี

(Citrus Mica Metallic / Orange Metallic / Red Mica Metallic / Super White / Silver Metallic / Gray Metallic / Attitude Black Mica)

10 รถมือสอง ที่คุณสามารถซื้อได้ในราคาของ "iPhone X"

เป็นที่ทราบกันแล้วนะครับว่า สำหรับ iPhone 8 / iPhone 8 Plus และ iPhone X ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ไปใน USA ตั้งแต่เมื่อคืนของวันที่ 13 กันยายน 2560 (ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งมีคุณสมบัติและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เพิ่มมามากขึ้น (ซึ่งจะถูกใจคุณผู้อ่านหรือเปล่านั้น … ไม่แน่ใจ!)

อีกทั้งราคาของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus และ iPhone X ที่ขยับเพิ่มขึ้นมามากขึ้นในทุกรุ่น ทำให้ผู้บริโภคต้องคิดหนักว่า ถ้าวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว เมื่อตีราคาออกมาเป็นเงินไทยแล้ว ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว (รุ่น Top ปาเข้าไปประมาณ 4 หมื่นบาทได้) จะคุ้มค่ากับการใช้งานหรือไม่ หรือนำเงินนี้ ไปซื้อสิ่งของอย่างอื่นดี?

Mazda-323-Astina

MR.CARRO ขอแนะนำ 10 รถมือสอง ที่คุณสามารถซื้อได้ในราคาของ “iPhone X” ซึ่งตามจริงแล้ว มีรถมือสองปีเก่าๆ (ตั้งแต่ยุค 60 เป็นต้นมา) ที่มีราคาถูกกว่า iPhone 8 / iPhone 8 Plus และ iPhone X อยู่มาก แต่เนื่องจากราคาที่ถูกมากๆ นั้น ก็ต้องใช้งบประมาณในการซ่อมที่มาก และใช้เวลาหาอะไหล่กันลำบากหน่อย

MR.CARRO จึงขอนำเสนอรถยนต์มือสอง ในช่วงประมาณยุค 80-90 ที่มีราคาตั้งแต่ 2 – 4 หมื่นบาท ที่มีความทนทาน ดูแลง่าย อะไหล่พอหาได้เยอะหน่อย จะมีรุ่นใดบ้าง … เชิญอ่านได้เลยครับ

Toyota-Corolla-AE92

1. Toyota Corolla 1.3 XL, GL, 1.6 SE Limited (EE90/AE92)

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว

Toyota-Corona-ST171

2. Toyota Corona 1.6 XL, GL / 2.0 GL, GLi (AT171/ST171)

Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) โฉมนี้เปิดตัวในไทยตั้งแต่ปี 2531 โดยโคโรน่ารุ่นนี้ ถือเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกในประเทศไทย (เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร) ที่ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด EFI (Electronic Fuel Injection) แบบเดียวกับรถยุโรป

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-F คาร์บูเรเตอร์เดี่ยว 113 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE หัวฉีด EFi 128 แรงม้า

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน

Honda-Civic-EF

3. Honda Civic 1.5 LX, LX-S / EX (EF)

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อต้นปี 2531 ชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบรถให้เตี้ย แบน ลู่ลม และพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เหมือนรถแข่ง Formula 1 รวมถึงระบบช่วงล่างแบบปีกนกอิสระ 4 ล้อ และเครื่องยนต์ทวินแคม 16 วาล์ว

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 90 แรงม้า (และยังมีรุ่นพิเศษ LX-S เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร คาร์บูเรเตอร์คู่ 105 แรงม้า) มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นบาทปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน

Honda-Accord-CA

4. Honda Accord 2.0 LX / EX (CA)

Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อปี 2530 ซึ่งก็เซอร์ไพรส์ด้วยการสร้างยอดจองจนฮอนด้าผลิตขายไม่ทัน ชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบรถให้เตี้ย แบน ลู่ลม และพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ 12 วาล์ว พ่วงระบบ Cross Flow อันลือชื่อของฮอนด้า รวมถึงระบบช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนอิสระ 4 ล้อ … ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปรับปรุงหน้าตาใหม่ พร้อมเพิ่มล้อแม็กเข้ามาแทนที่กะทะล้อพร้อมฝาครอบล้อ

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 106 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นบาทกลางๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับเท่ๆ ได้

Nissan-Sunny-B11

5. Nissan Sunny 1.3 / 1.5 GL (B11)

Nissan Sunny (นิสสัน ซันนี่) รถรุ่นยอดนิยมจากค่ายสยามกลการสมัยนั้น สำหรับ นิสสัน ซันนี่ FF เจเนอเรชั่นที่ 5 เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคม 2526 ขายกันมาอย่างยาวนานถึงสิบกว่าปี ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันก็หลายครั้ง เป็นรถยอดนิยมมากในยุคนั้น ในโฉมนี้มาพร้อมสโลแกน “รถที่ไว้ใจได้ตลอดกาล”

ยุคแรก มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส E13S 74 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส E15S ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ประจำการทั้งในรุ่นซีดาน 4 ประตู และคูเป้ ภายหลังจึงตัดออกไป

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ ถ้าว่ากันตามตรง สภาพแบบต้องซ่อมทั้งคัน (แต่รถยังขับได้) เคยมีคนขายที่ราคา 9,500 บาท ก็ซื้อได้แล้ว แต่ตามสภาพแบบวิ่งได้ ใช้งานได้ปรกติ ราคา 1.5 – 4 หมื่นบาท ก็มีรถรุ่นนี้ให้เลือกซื้อเยอะแยะครับ

Nissan-Sentra-B13

6. Nissan Sentra 1.5 EX Saloon / 1.6 SuperSaloon e (B13)

Nissan Sentra (นิสสัน เซนทร้า) รุ่นที่ 2 ที่ขายในบ้านเรา เป็นรถยอดฮิตแท็กซี่ในยุคนั้นเลย เพราะสยามกลการ พยายามระบายรถล็อตใหญ่ ให้กับกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ ที่กำลังรีบหารถมาจดทะเบียนทำแท็กซี่มิเตอร์ (ป้ายทะเบียน 6ท) ในยุคแท็กซี่เปิดเสรีใหม่ๆ โดยในโฉมไมเนอร์เชนจ์ สังเกตได้จากชุดกระจังหน้าแบบใหม่ ชุดกันชนใหม่ และไฟท้ายเลนส์แบบใหม่ เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15S 87 แรงม้า และขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DE 110 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 3 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน

Nissan-NV

Nissan-NV-Van

7. Nissan NV Pickup 1.6 / NV AD Resort 1.6 SLX, SGX (Y10)

Nissan NV (นิสสัน เอ็นวี) หลายคนจะรู้กันบ้างไหมว่า “NV” นี่ย่อมาจากคำว่า “National Vehicle” หรือ “รถยนต์แห่งชาติ” ที่ทางสยามกลการตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น ที่จะเน้นการผลิตรถยนต์นั่งขนาดกลาง 1600 ซีซี แต่กลายมาเป็นรูปแบบของรถ Pickup และรถแวน Nissaan NV AD Resort ที่หยิบยืมพื้นฐานมาจาก Nissan AD Van (และ Sunny California เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) โดยเปิดตัวในเดือนกันยายน 2536

สำหรับ Nissan NV Pickup มีขายกันมาหลายโฉมมาก ทั้งแบบธรรมดาในยุคแรก หลังจากนั้นเป็น Queen Cab (ต่อมาคือ Q-Cab) ขยายพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขึ้น เบาะปรับเอนนอนได้ ต่อมาภายหลังจึงกลายเป็นกระบะ Nissan Wingroad ไป

ทั้งสองแบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DS 95 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DNE 110 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (เพิ่มมาภายหลัง ทั้งในรุ่นกระบะ และรุ่นแวน AD Resort)

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 3 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน ส่วนรุ่นแวนราคาอาจจะแพงกว่านั้นหน่อย แต่ราคานี้ก็มี ถ้าสภาพรถเน่าจริงๆ

Mitsubishi-Lancer-E-Car

8. Mitsubishi Lancer 1.3 GL, EL, 1.5 GLX, GLXi, 1.6 GLX, GLXi (E-Car)

Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) เป็น Lancer อีกหนึ่งรุ่น ที่ขายดีมากในบ้านเรา ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมจากคนชอบแต่งรถ และรถรุ่นนี้ยังถือเป็นต้นกำเนิดของรุ่น Evolution อีกด้วย (ช่วงล่างดี เครื่องทนทาน หลังคาชอบผุ อะไหล่แพงนิดๆ) เปิดตัวในปี 2535 ในรุ่น 1.3 GL, 1.5 GLX, 1.6 GLXi (นำเข้า) และ 1.8 GTi (นำเข้า)

ต่อมาเมื่อปี 2538 Lancer E-Car ได้ยกเลิกการจำหน่าย 1.3 และ 1.8 เปลื่ยนระบบจ่ายเชี้อเพลิงในรุ่น 1.5 จากคาร์บูเรเตอร์ เป็นระบบหัวฉีด ECi-MULTI และนำรุ่น 1.6 มาประกอบในประเทศ โดยคงเหลือรุ่นย่อย คือ 1.5 GLXi และ 1.6 GLXi

และในปี 2539 Lancer E-Car ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปลื่ยนล้อแม็กลายใหม่ เปลื่ยนกันชนให้ยาวและหนาขึ้น รวมถึงเปลื่ยนกระจังหน้าใหม่ เปลื่ยนท่อร่วมไอดีในรุ่น 1.5 โดยตัวอักษรคำว่า ECi-MULTI จะเล็กลง และนำรุ่น 1.3 กลับมาเพื่อตอบสนองลูกค้าระดับล่าง โดยมีรุ่นย่อย อาทิ 1.3 EL, 1.5 GLXi และ 1.6 GLXi

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 3 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว

Mazda-323

Mazda-323-Astina

9. Mazda 323 1.6 GLX (BG) / 323 Astina 1.8 GT (BG)

Mazda 323 (มาสด้า 323) และ Mazda 323 Astina (มาสด้า 323 แอสติน่า) รุ่นยอดนิยม เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2533 มีวิ่งเป็นแท็กซี่กันเพียบ รวมไปถึง มาสด้า 323 แอสติน่า 5 ประตูแฮทช์แบค ก็มีเป็นแท็กซี่หลายคันอยู่ ถือเป็นรถยอดนิยมสำหรับครอบครัว และวัยรุ่นสุดๆ โดยเฉพาะ มาสด้า 323 แอสติน่า ไฟป๊อปอัพ สามารถทำความเร็วได้มากกว่า 200 กม./ชม. ในตอนนั้นถือว่าไม่ธรรมดา! และโดดเด่นด้วยช่วงล่างหลังแบบปีกนกคู่สัมพันธ์ TTL

มาสด้า 323 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส B6 87 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ส่วนในรุ่น Astina ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส BPD 140 แรงม้า (รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ลดแรงม้าลงมาเหลือ 125 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน ส่วน Astina อาจจะต้องเพิ่มเงินมาหน่อย เพราะราคารถตลาดสภาพ ก็อยู่ที่ 3 หมื่นปลายๆ แล้วครับ

BMW-E30

10. อันสุดท้าย เผื่อคนอยากได้รถยุโรป … BMW 316 / 318i (E30)

BMW ซีรี่ส์ 3 ในยุคที่บริษัท ยนตรกิจ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย เริ่มเผยโฉมในปี 2527 มีทั้งแบบ 2 ประตู และ 4 ประตู ในรุ่น 316, 316i, 318i และ 318iA เกียร์อัตโนมัติ ในช่วงท้ายๆ อายุตลาด ตัวรถภายนอกสวยสปอร์ต เท่ ท้าทาย แน่นหนา ภายในโอ่อ่า หรูหรา ถูกใจวัยรุ่นวัยเฒ่าทั้งหลายที่โปรดปรานการขับอวดกันเพิ่มขึ้นอีก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส M10 90 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ 5 สปีด, เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส M40 และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส M10 105 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 184 กม./ชม.

พอในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ จึงเพิ่มเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส M40 115 แรงม้า เข้ามา ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงิน 2 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้เช่นกัน แต่ก็ต้องเตรียมงบไว้ปั้นต่อบานอยู่!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ สามารถขายคันเดิมกับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

Toyota-Hilux-In-Japan

Toyota Hilux ได้โอกาส กลับไปขายญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากหยุดขายไป 13 ปี

Toyota-Hilux

Toyota-Hilux

Toyota Japan ในที่สุด ก็ตัดสินใจนำเข้า “Toyota Hilux Revo” ที่ผลิตในประเทศไทย นำกลับไปขายยังในบ้านเกิดของ “Hilux” อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ รถปิคอัพในญี่ปุ่นอย่างมากมาย หลังจากที่ทาง Toyota เลิกผลิตขาย Hilux ในญี่ปุ่นไปนานถึง 13 ปี (ตั้งแต่ปี 2004)

Toyota Hilux ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อปี 1968 และผลิตออกมาจำหน่ายมากถึง 8 เจเนอเรชั่น และมีฐานการผลิต ส่งออกไปจำหน่ายมากถึง 180 ประเทศทั่วโลก กวาดยอดขายตลอด 49 ปี มากถึง 17.3 ล้านคัน (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2017)

Toyota-Hilux

เมื่อมาถึงยุคที่รถกระบะเสื่อมความนิยมในญี่ปุ่น ประกอบกับกฎหมายที่เข้มงวดในการครอบครองรถยนต์ส่วนตัว ทำให้ Toyota ตัดสินใจเลิกขาย Hilux โดยเว้นวรรคไป 1 เจเนอเรชั่น ก่อนตัดสินใจนำเข้ามาขายอีกครั้ง โดยนำเข้าจากประเทศไทย (ผลิตที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา)

Toyota-Hilux

Masahiko Maeda หัวหน้าฝ่ายพัฒนาวิศวกรรมของโตโยต้า เผยว่า Toyota Hilux เลิกขายในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2004 แต่ยังคงมีผู้ครอบครองรถอยู่ราว 9,000 คน และมีคนจำนวนมากเรียกร้องให้นำรุ่นใหม่กลับมาขายอีกครั้ง (Reintroduction) โดยรถจะจัดอยู่ในประเภท Class 1 ที่เจ้าของต้องนำรถยนต์ต้องตรวจสภาพเป็นประจำทุกปี และจ่ายค่าทางด่วนสูงกว่ารถยนต์ปกติ

Toyota-Hilux

พร้อมสนุกได้ทุกกิจกรรม

Toyota-Hilux

Toyota-Hilux

Toyota-Hilux

Toyota Hilux ที่ขายในญี่ปุ่น มาพร้อม Concept “Tough yet Emotional” โดยใช้รถสีน้ำเงิน Nebula Blue Metallic เป็นสีโปรโมทเหมือนเวอร์ชั่นไทย ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2015 องค์ประกอบโดยรวมนั้นเหมือนเวอร์ชั่นไทยทุกประการ แต่เพิ่มระบบความปลอดภัย อาทิเช่น ระบบเตือนก่อนการชนพร้อมตรวจจับคนเดินถนน (Pre-crash Safety with Pedestrian Detection), ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane Departure Alert) และ ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง เป็นต้น

Toyota-Hilux

Toyota Hilux มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 2GD-FTV ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม. (400 นิวตันเมตร) ที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (ตามโหมด JC08) เพียงแค่ 11.8 กม./ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Super ECT ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-Time

Carlineup_Hilux_Exterior Carlineup_Hilux_Exterior

มิติตัวรถ กว้าง 5,335 มม. กว้าง 1,855 มม. สูง 1,800 มม. ระยะฐานล้อ 3,085 มม. กระบะหลังกว้าง 1,520 มม. และกระบะท้ายรับน้ำหนักได้สูงสุด 500 กิโลกรัม

Toyota-Hilux-X Toyota-Hilux-X

Toyota-Hilux-X

Toyota-Hilux-X

Toyota Hilux “X” รุ่นพื้นฐาน เน้นลุยๆ

Toyota Hilux ที่ขายในญี่ปุ่นมีให้เลือก 2 แบบ นั่นคือรุ่น X ในราคา 3,267,000 เยน (ประมาณ 9.8 แสนบาท)

Toyota-Hilux

และรุ่น Z ในราคา 3,742,200 เยน (ประมาณ 1.13 ล้านบาท) และมีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ 2,000 คัน/ปี

Toyota-Hilux-Utility-Package

Toyota-Hilux-Wild-Package

Toyota-Hilux-TRD-Package

ในส่วนของชุดแต่ง มีให้เลือกทั้งในรูปแบบ Utility Package, Wild Package และ TRD

Toyota-Hilux-Pickup

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก https://newsroom.toyota.co.jp/

Oil-Additive-Drama

เมฆ-มังกรบิน

จากกรณีของ “เมฆ มังกรบิน” ที่ออกมาท้าจะเผารถยนต์หรูของตัวเอง หาก “ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง” ไม่ได้คุณภาพจริง โดยก่อนหน้านี้ได้ประกาศปิดโรงงาน จนเป็นกระแสสังคมที่ตอนนี้กำลังจับตามองกัน รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ “เมฆ มังกรบิน” ทำขายอยู่ในตอนนี้ด้วย

เมฆ-มังกรบิน

อีกฝั่งหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ออกแถลงการณ์ระบุว่า มีข้อความกล่าวอ้างว่า มีการนำผลิตภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันเครื่องที่ช่วยเคลือบป้องกันการสึกหรอ และช่วยเพิ่มความแรงของเครื่องยนต์ มาเข้าห้องแล็ปเพื่อทดสอบที่ ม.สุรนารี พร้อมกับมีใบรับรองว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการทดสอบ โดยยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ต่อการกล้าวอ้างเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ และขอให้ยุติคำกล่าวอ้าง

Oil-Addictive

ทำให้กลายเป็นดราม่าและถกเถียงกันขึ้นในกลุ่มของคนใช้รถ ว่า หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง (Oil Additives) ดี หรือ ไม่ดี ? น่าใช้ หรือ ไม่น่าใช้ ?

Oil-Lubricant

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ในแต่ละครั้ง ต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้อยู่ในคู่มือการใช้รถ เพื่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์คงทนทานและใช้ได้ยาวนาน ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มักจะมีโฆษณาผลิตภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันเครื่องยี่ห้อต่างๆ บ้างก็ว่าใส่เครื่องยนต์แล้วจะทนทาน ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น เป็นต้น

ถ้าหากดีจริง ทางวิศวกรเครื่องยนต์ของบริษัทรถยนต์ต่างๆ คงต้องออกมาเสนอบริษัทรถยนต์ผลิตออกจำหน่าย หรือแนะนำให้ลูกค้าใช้

Engine-Flush

หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง ในการเติมใส่เพียงครั้งคราว ก็จะไม่เกิดผลข้างเคียงอะไรมากนัก ช่วงแรกก็อาจรู้สึกได้ว่า รถมันเร่งดีขึ้น ควันลดลง เนื่องจากหัวเชื้อน้ำมันเครื่องบางยี่ห้อ อาจจะมีผสมสารคลอริเนเตท พาราฟิน หรือ คลอรีน ลงไป ซึ่งมีความลื่น แต่พอผสมกับกรีเซอรีน ให้ดูใส จนเป็นหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง

เมื่อใส่ไปในเครื่องยนต์นานๆ อาจจะก่อให้เกิดฟรีคลอไรด์ และไฮโดรคลอริค เอซิด (Hydrochloric Acid) ที่จะกัด ยาง ซีล ปะเก็น อลูมิเนียม และเหล็ก คลอรีนทำให้เหนียว และลดการติดไฟ เหลือเป็นยางเหนียวหนืดๆ ในเครื่องยนต์

Engine

หากคุณอยากทดลองใช้ “หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง” จริงๆ ก็ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเชื่อถือได้ ถ้าจะให้ดีก็ควรจะมีผลการทดสอบยืนยันอย่างชัดเจนครับ ถ้าผลิตแบบใช้คนมานั่งกรอกใส่ขวดในโรงงาน ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์ของท่านได้

หากใครใช้แล้วกลัวเครื่องยนต์พัง ก็ถ่ายออกซะ แล้วใช้น้ำยาล้างเครื่องยนต์ (Flushing Oil) ก่อนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของใหม่ลงไป

Engine

สุดท้ายนี้ขอบอกว่า การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่ดี ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพดี ก็ไม่ต้องพึ่ง “วิตามิน” ที่อาจกลายเป็น “ยาพิษ” สำหรับเครื่องยนต์ได้นะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Phithan-Toyota

MG3-Minorchange-2018

MG3 ใหม่ เตรียมเปิดตัวในไทย 21 มิถุนายน นี้

MG3

MG ได้ฤกษ์เผยโฉม MG3 (เอ็มจี3) ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ในงานแสดงรถยนต์ Chengdu Auto Show 2017 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยได้เสียงตอบรับจากคนชื่นชอบ MG เป็นอย่างดี ว่าดูสวยขึ้น!

ในรุ่นนี้ มาพร้อมนิยามใหม่ “มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” รายละเอียดนี้เป็นเวอร์ชั่นในประเทศจีน บ้านเราจะแจ๋วกว่าแค่ไหน ต้องติดตาม!

MG3

MG3

ภายนอกตกแต่งรถด้วยสติ๊กเกอร์ สีสันสดใส

สำหรับรูปโฉมภายนอก ดูโดดเด่นตั้งแต่กระจังหน้า V-Type ทรงหกเหลี่ยม พร้อมไฟหน้า Projector แบบใหม่ ได้แรงบันดาลใจในออกแบบด้านหน้าจาก MG ZS กันชนหน้าสไตล์สปอร์ต ย้ายตำแหน่งที่เปิดประตูท้ายเป็นแบบซ่อนรูป และด้านท้ายออกแบบใหม่หมด ในรุ่นเริ่มต้นจะได้ฝาครอบล้อดีไซน์ใหม่ขนาด 14 นิ้ว ส่วนรุ่นรองท็อป ได้ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ส่วนรุ่นท็อปสุดมีขนาด 16 นิ้ว

MG3

MG3

กระจังหน้า และล้อแม็กลายใหม่ ดูโดดเด่น

มาพร้อมมิติตัวถังยาว 4,055 มม. (ยาวกว่ารุ่นเดิม 37 มม.) กว้าง 1,729 มม. (กว้างกว่ารุ่นเดิม 1 มม.) สูง 1,521 มม. (สูงกว่ารุ่นเดิม 3 มม.) และระยะฐานล้อ 2,520 มม.

MG3

MG3

MG3

ห้องโดยสารปรับปรุงใหม่หมด กว้างขวาง

ห้องโดยสารภายใน เปลี่ยนแผงคอนโซลใหม่หมดจรดทั้งชุด มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านแบบท้ายตัด ช่องแอร์ด้านซ้าย-ขวา แบบทรงกลมใหม่ ช่องแอร์กลางใหม่แบบแนวตั้ง คู่กับระบบเครื่องเสียงแบบจอสัมผัส Infotainment ขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay, Baidu CarLife และ Bluetooth แผงสวิตช์ควบคุมแอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมปุ่ม Push Start อีกทั้งยังมีระบบ “InkaLink” เชื่อมต่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบการสื่อสาร 4G Communication และ Wi-Fi ประจำรถ

MG3

ปลอดภัยกับระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้งคัน แข็งแกร่งด้วยโครงสร้างนิรภัย และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย

MG3-1.3-Engine

MG3 ใช้ยังเครื่องยนต์ตัวเดิมขนาด 1.3 ลิตร Plus+ รหัส 13S4F แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTi-TECH ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 121 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 5.6 ลิตร/ 100 กม.

MG3-1.5-Engine

และเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Plus+ รหัส 15S4C แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VTi-TECH ให้แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 5.9 ลิตร/ 100 กม.

ระบบส่งกำลัง มีทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบใหม่ ที่มาแทนของเดิมแบบ 5 สปีด SeleMatic AMT

MG3

MG 3 ใหม่มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ในราคาตั้งแต่ 59,800 – 93,800 หยวน หรือราวๆ 305,000 – 478,000 บาท ส่วนในไทยนั้น ทาง MG ก็เตรียมปรับโฉม เปิดตัวในวันที่ 21 มิถุนายน นี้