4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

จากกรณีที่มีข่าวรถตู้รับส่งนักเรียน ถอยทับคุณยายวัย 83 เนื่องจากคนขับมองไม่เห็นและไม่รู้ ซึ่งกรณีแบบนี้ ก็มีเกิดเรื่องมาให้เห็นกันแล้วหลายครั้งในอดีต

สิ่งที่ควรรู้ไว้ หากคุณขับรถตู้ ความรอบคอบ การกะระยะซ้ายขวาหน้าหลัง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่ารถตู้จะดูเหมือนขับไม่ยาก เพราะมีช่วงหน้ารถที่สั้น แซง แทรก เปลี่ยนเลน ง่ายมาก แต่ด้านท้ายนั้น เหมือนขับรถพ่วง เพราะจะมองไม่ค่อยเห็นในมุมด้านหลัง (เนื่องจากมีเบาะบังอยู่)

เวลาขับรถตู้ แล้วต้องถอยหลัง ต้องทำอย่างไร? วันนี้ Mr.Carro มีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกมองข้าง

ใช้กระจกมองข้างให้คล่อง เวลาถอย ดูซ้าย ดูขวา ว่ามีอะไรกีดขวางหรือไม่ ก่อนจะถอย

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกส่องท้ายรถตู้

อย่าลืมมองหันไปมองกระจกส่องท้ายรถตู้ (ถ้ามี) เพราะกระจกส่องท้ายรถตู้ จะติดตั้งในมุมที่มองเห็นด้านล้างของท้ายรถพอดี

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

กล้องมองภาพท้ายรถ / สัญญาณกะระยะท้ายรถ

เนื่องจากจุดบอดของรถตู้จะอยู่ที่ด้านท้าย เช่นเดียวกับรถบรรทุก หรือรถพ่วง การติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลังรถ หรือสัญญาณกะระยะท้ายรถ เมื่อมีสิ่งกีดขวาง สัญญาณจะดังขึ้นเรื่อยๆ หรือมองเห็นภาพได้จากในรถ ก็จะช่วยให้ถอยรถ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ลงมาดูท้ายรถ หรือ ให้คนช่วยดูท้ายรถให้

วิธีนี้ปลอดภัยสุด เมื่อไม่แน่ใจว่ามีสิ่งกีดขวาง ให้ลงมาดูด้านท้ายรถ หรือให้คนมายืนดูทางให้เวลาถอยรถ

ลองจำไว้ใช้ แล้วปฏิบัติตามกันดูนะครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

5-Problem-From-Car-Fall

เป็นที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าท้องถนนในกรุงเทพฯ และประเทศไทยของเรา มีปัญหาอยู่อย่างมากเลยทีเดียว นับตั้งแต่เรื่องมอเตอร์ไซค์ ขึ้นไปขี่บนฟุตบาท หาบเร่แผงลอยยึดฟุตบาท ล่วงมาจนถึงสภาพถนนหลายสาย ที่แย่มาก และถนนที่ขยันขุดแล้วขุดอีก หรือย่านสร้างรถไฟฟ้า ที่รถปูน รถดิน วิ่งถล่มถนนกัน รวมไปถึงกับดักต่างๆ เช่น ฝาท่อ หรือร่องบนพื้นผิวถนน

ถนนบางสาย ก็ขยันเอางบแปรญัตติมาทำกันจัง (ทั้งๆ ที่ถนนผิวคอนกรีตเดิม สภาพก็ยังไม่แย่นัก) ยิ่งประเภทลาดยางด้วยแอลฟัสต์เนี่ย พอใช้งานไปได้ไม่นาน ผิวถนนกลับหายเป็นหย่อมๆ หรือไม่เรียบ กลายเป็นหลุมบ่อมาแทน!

เมื่อรถวิ่งมาเร็วๆ ตกลงไป ถึงขั้นทำให้ช่วงล่างพังได้ และยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ อยู่บ่อยๆ เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ได้ซะที สำหรับถนนของประเทศนี้

Mr.Carro จะมาเล่าถึงผลเสียของการขับรถตกหลุมบ่อย 4 ข้อว่า มีข้อเสียอะไรบ้าง.

5-Problem-From-Car-Fall

สภาพถนนเข้าหมู่บ้านในร้อยเอ็ด

1. ล้อแม็กคด หรือแตก

เมื่อรถยนต์หากวิ่งตกหลุมด้วยความเร็วที่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะส่งผลให้ทั้งยางและล้อแม็ก เกิดความเสียหายได้มากขึ้นเท่านั้น อาการส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นล้อแม็กคด หรือดุ้ง ซึ่งถ้าเป็นไม่มากก็ไม่เป็นไร แต่ก็ควรดัดคด เพื่อให้ล้อกลมเหมือนเดิม ช่วยป้องกันอาการรถสั่น ขณะขับด้วยความเร็วสูงได้

แต่ถ้าหนักหน่อยถึงขั้นล้อแม็กแตก ส่วนใหญ่มักจะเป็นล้อแม็กที่ผลิตขายกันแบบยี่ห้อโนเนม ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งกรณีล้อแม็กแตกนั้น อาจทำให้รถถึงขั้นเสียการควบคุม เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้

2. ยางบวม หรือยางแตก

การขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูง แน่นอนว่า “ยาง” ซึ่งเป็นด่านหน้าในการรับกระแทกอย่างรุนแรง จนอาจเกิดอาการบวมขึ้นได้ และยางบวมยังส่งผลต่อการขับขี่ของรถ ทำให้เกิดอาการสั่น ขับรถได้อย่างไม่นิ่มนวล

ซึ่งถ้าหากในหลุมที่ตกลงไปนั้น มีเหลี่ยมคมเข้าไปอีก ถึงขั้นยางระเบิดได้

5-Problem-From-Car-Fall

3. ลูกปีนล้อแตก

ลูกปืนล้อ เป็นชิ้นส่วนที่เรียกได้ว่าอาจจะไม่ทนนัก สำหรับรถบางรุ่น หากมีการกระแทกที่ล้ออย่างรุนแรง ก็ส่งผลทำให้ลูกปืนล้อแตกได้

โดยอาการของลูกปืนล้อแตก จะมีเสียงหอนดังจากล้อข้างใดข้างหนึ่ง และจะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความเร็วรถสูงขึ้น

4. ตัวถังรถ (โดยเฉพาะด้านหน้า) อาจเสียหาย

การขับรถลงหลุมด้วยความเร็วและรุนแรง อาจสร้างความเสียหายให้เกิดกับช่วงล่างได้ รวมไปถึงชุดกันชนหน้า ชุดสเกิร์ตหน้า ก็อาจถูกแรงสั่นสะเทือน หรือกระแทกเสียหายได้

5-Problem-From-Car-Fall

5. ช่วงล่างพังเร็ว

ถ้ารถของคุณใช้งานมานาน และตกหลุมบ่อยพอสมควร สังเกตได้เลยว่า เวลาลงหลุมแล้วรถจะไม่นิ่มนวล มีเสียงดังเอียดอ๊าด หรือตึงตังที่ช่วงล่างประจำ เพราะช่วงล่างหลวมจากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ถูกแรงกระแทกมาอย่างยาวนาน เริ่มไม่ยึดแน่นคงที่

นั่นเพราะ โช็คอัพ, เบ้าโช๊คอัพ, ปีกนก, ลูกหมากคันชัก-คันส่ง, ลูกหมากแร็ค (หรือ ไม้ตีกลอง), ยางแท่นเครื่อง หรือ เพลาขับ ก็จะเกิดอาการเสื่อมภาพ พังเร็วขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนทั้งหลายนี้ ก็นับตั้งแต่ราคาหลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่นบาทได้

ทางที่ดี เวลาขับรถตามท้องถนน เมื่อเจอหลุมบ่อ เนินลูกระนาด ควรชะลอช้าๆ แล้วค่อยๆ ลง แต่ถ้าหาทางเลี่ยงได้ เลี่ยงเลยครับ เพราะช่วงล่างพังไวขึ้น ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าซ่อมบานแน่ๆ

ถ้าคุณเบื่อซ่อมช่วงล่างรถคันเดิมอยากเปลี่ยนรถใหม่ ขายรถด่วน เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประกันภัยชั้น 1 มักจะแถมมาให้กับรถป้ายแดงแทบจะทุกคันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นมาตรฐานเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นความคุ้มครองที่มีให้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เราชนเขา เขาชนเรา หรือเกิดจากสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากก่อการร้าย เป็นต้น

แต่พอหลังจากที่ประกันภัยชั้น 1 หมดอายุแล้ว ถ้าเราต้องการจะต่ออายุใหม่ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเบิ้ยประกันนับหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนในเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ มีรายจ่ายสารพัด นอกจากค่าผ่อนรถแล้ว รายจ่ายในการทำประกันภัยรถ ก็ยังจำเป็นต้องทำอีกด้วย (สำหรับคนที่เพิ่งซื้อรถได้ไม่นาน หรือเพิ่งมือใหม่หัดขับ มีไว้มันก็อุ่นใจน่ะ)

Mr.Carro จึงขอแนะนำวิธีทำประกันภัยชั้น 1 อย่างไร ให้ถูกกว่าปกติสูงสุดถึง 50% ครับ.

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

1. ส่วนลดเบี้ยประกันรถจากประวัติดี

อันนี้ถือเป็นรางวัลของคนที่ขับรถดี ไม่มีเคลมครับ (ซึ่งบริษัทประกันภัยก็ชอบด้วย ฮา…) จึงมีส่วนรถเบี้ยประกันสำหรับประวัติการขับรถดี มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน

– ขั้นแรก ลด 20% เมื่อไม่มีการเคลมในปีแรก
– ขั้นที่ 2 ลด 30% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 2 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 3 ลด 40% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 3 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 4 ลด 50% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 4 ปีติดต่อกัน หรือมากกว่านั้น

แต่ถ้าเกิดว่า เราเกิดเป็นฝ่ายผิดหรือประมาท (พูดง่ายๆ คือ ขับรถไปชนคน หรือสิ่งของ นั่นล่ะ) ส่วนลดเบี้ยประกันของคุณ ก็จะลดลงตามขั้นไป

2. เลือกทุนประกันรถยนต์ที่เหมาะสม

การเลือกทุนประกันรถยนต์ครับ ล้วนมีผลต่อเบี้ยประกันเช่นกัน ซึ่งจะมีโปรแกรมคำนวณอัตโนมัติ จากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสมที่สุดอยุ่ที่ 80% ของราคารถยนต์ในปีแรก และจะคำนวณเป็น 90% ของทุนประกันปีก่อนหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงราคานี้ สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามการคำนวณ เพราะทุนประกันมาก ก็ต้องจ่ายค่าเบื้ยประกันมากตามไปด้วย

แต่ไม่สามารถเลือกทุนประกันให้สูงเกินมูลค่ารถได้นะครับ เพราะว่ารถทุกคันมันมีค่าเสื่อมจากการใช้งานครับ ซึ่งมูลค่ารถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ ปีละ 10% หรือตามราคากลางรถยนต์ในปีนั้นๆ

3. เพิ่มค่า Excess Fee ช่วยลดค่าเบี้ยได้

ค่า Excess Fee ถือเป็นค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณี ซึ่งปกติจะอยู่ที่ครั้งละ 1,000 บาท แต่หากมั่นใจว่าเราคนขับรถดี ไม่ชนบ่อยๆ การเลือกประกันภัยที่มีค่าเสียหายส่วนแรกสูงๆ (ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท) ก็ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้เช่นกัน

4. ระบุชื่อคนขับรถ

การระบุชื่อและอายุของผู้ขับขี่ (ว่าใครเป็นคนขับรถคันนี้แน่นอน) ก็ลดเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ได้เช่นกัน โดยอัตราค่าเบี้ยประกันที่ลดลง มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามอายุของผู้เอาประกัน โดยหากระบุผู้ขับขี่ 2 คน ให้ยึดผู้ที่มีอายุน้อยสุดเป็นหลัก ดังนี้

– อายุ 18-24 ปี ได้ส่วนลด 5%
– อายุ 25-35 ปี ได้ส่วนลด 10%
– อายุ 36-50 ปี ได้ส่วนลด 15%
– อายุ 50 ปีขึ้นไป ได้ส่วนลด 20%

5. เลือกซ่อมอู่นอกก็ได้

บางกรณีที่รถคุณมีแค่รอบเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเคลมเพื่อเข้าศูนย์บริการอย่างเดียวก็ได้ ลองเลือกอู่ซ่อมรถที่ไว้ในได้ และเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันภัยที่คุณจะทำอยู่ดู เพราะการเลือกประกันแบบซ่อมอู่ ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้ 10-30% ทีเดียว

ลองเลือกดูตามความเหมาะสมนะครับ แล้วคุณจะได้ขับรถอย่างสบายใจ และประหยัดเงินอีกด้วยครับ

10-FM-Radio-Popular-In-Thai-Driver

ดีเจ เสียงใสใส คุณนั้นเป็นใคร ดวงใจ ฉันถามหา เปิดเพลงถูกใจคนฟัง ทุกๆ ครั้ง ชื่อเสียง คุณดังกระฉ่อน ไปแสนไกล ฉันเองเวลา เปิดฟังคุณ ไม่เคยหมุนไปคลื่นใด ไม่อยากฟังใคร เท่าคุณ ….

คุณคือคนนึงหรือเปล่า? ที่ทุกวันนี้ยังชอบฟังวิทยุ FM เวลาขับรถ ไม่ว่าจะฟังข่าวสาร เหตุบ้านการเมือง ฟังรายการบันเทิง ฟังเรื่องผี ฟังเพลงฝรั่ง ฯลฯ หรือเพราะติด DJ คนๆ นั้น อยู่? หรือชอบโทรเข้าไปคุยในรายการนั้น!

แม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องยากในการหาเพลงมาฟังแบบสมัยก่อนแล้ว วิทยุก็สามารถรับฟังได้จากทั่วโลก อีกทั้งยังมี Music Streaming Application (มิวสิค สตรีมมิ่ง แอปพลิเคชั่น) ที่ฟังเพลงที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจตัวเองแล้วก็ตาม แต่วิทยุ FM (ไปจนถึงวิทยุ AM และวิทยุคลื่นสั้น SW) ก็ยังคงมีเสน่ห์ ที่ยังมีคนคอยติดตาม ฟังเพลง หรือฟังข่าวสารอยู่ ในรถติดๆ ขณะนี้ …

มาดูกันว่า 10 คลื่นวิทยุ ที่คนวัยทำงาน คนขับรถ คนขับแท็กซี่ ชอบฟัง จะมีคลื่นไหนกันบ้าง …..

สวพ.91

ข่าวจราจร สวพ.91

สำหรับคลื่น สวพ.91 หรือชื่อเต็มๆ คือ “สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์” จัดได้ว่าเป็นคลื่นวิทยุ ที่มีคนขับรถวัยทำงานฟังมากที่สุดอีกหนึ่งคลื่น โดยมากแล้วจะเป็นการรายงานข่าวจราจร ข่าวอาชญากรรม ข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป เหตุการณ์ต่างๆ และการตามหายของหาย คนหาย สัตว์เลี้ยงหาย หรือโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ เป็นต้น

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ความว่า “หน้าที่การจัดการจราจรเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง”

จึงทำให้เกิดรายการข่าวจราจร สวพ.91 ขึ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 รายงานการจราจรและความปลอดภัย ในเวลา 16.30 – 18.30 น. โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (หรือกรมตำรวจ ในปี 2536) โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ บริษัท วิไลเซ็นเตอร์แอนด์ซันส์ จำกัด ผู้ร่วมดำเนินงาน สวพ. 91 สถานีวิทยุในสังกัด

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2536 จึงขยายเวลาเป็นรายงาน 2 ช่วง คือ 6.30 – 8.30 น. และ 16.30 – 18.30 น. พอถึงวันที่ 1 เมษายน 2537 จึงขยายเวลาเป็น 6.00 – 24.00 น. เป็นรายการวิทยุรายงานการจราจรเต็มรูปแบบ ต่อมาจึงขยายเป็น 24 ชั่วโมง ในวันที่ 6 ธันวาคม 2540

93 Cool Fahrenheit

COOLfahrenheit

สำหรับคลื่น 93 COOL Fahrenheit (คูลฟาเรนไฮต์) ถือเป็นสถานีวิทยุที่มีคนฟังมากที่สุดอันดับ 1 ในประเทศไทย ในเครือคูลลิซึ่ม ของ RS มีรูปแบบการเปิดเพลงไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

ออกอากาศครั้งแรก ในชื่อ COOL FM ของ บริษัท สกายไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบก กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ FM98.0MHz เมื่อปี 2543 ต่อมาย้ายไปออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเสียงจากทหารเรือ ส.ทร.วังนันทอุทยาน FM93.0MHz ตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น COOL 93 Fahrenheit เมื่อปี 2549 และคลื่นนี้ กลายมาเป็นวิทยุเรตติ้งอันดับ 1 ต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

อนึ่งเมื่อปี 2556 หลังจากที่บริษัท สกายไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท คูลลิซึ่ม จำกัด ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกสถานีเป็น คูลฟาเรนไฮต์ 93 ตามไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคม 2560 COOLfahrenheit 93 จึงได้รับการรีแบรนด์อีกครั้งในชื่อ COOLfahrenheit โดยไม่ระบุความถี่เพื่อเปิดเกมส์รุกช่วงชิงผู้ฟังในช่องทางออนไลน์อย่างเต็มตัว

จากการสำรวจเรตติ้งโดยนีลเส็น มีเดีย เมื่อธันวาคม 2560 COOLfahrenheit เข้าถึงผู้ฟังจากช่องทาง FM93.0 สัปดาห์ละ 1.3 ล้านคน และช่องทางออนไลน์กว่าเดือนละ 500,000 คน โดยมีส่วนแบ่งผู้ฟังในตลาดเพลงไทยสากลมากกว่า 50%

95 ลูกทุ่งมหานคร

95-ลูกทุ่งมหานคร

สำหรับคลื่น 95 ลูกทุ่งมหานคร ของ อสมท. ได้ชื่อว่าเป็นสถานีเพลงลูกทุ่งเพื่อสังคมอุดมปัญญา เป็นคลื่นของคนในวัยทำงานนิยมฟัง และยังเป็นขวัญใจของคนขับแท็กซี่ด้วย โดย 95 ลูกทุ่งมหานคร ก่อนหน้าที่ อสมท. จะเข้ามาทำเองในวันที่ 1 มิถุนายน 2547 เดิมเป็นคลื่น “ลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม.” ที่ทาง วิทยา ศุภพรโอภาส และทราฟฟิค คอนเนอร์ (ผู้รับสัมปทาน) ทำมาก่อนอยู่แล้ว

อีกทั้งยังเป็นคลื่นวิทยุยอดนิยมในหลากหลายอาชีพอีกด้วย ไม่ใช่แค่คนขับรถอย่างเดียว เช่น กลุ่มคนส่งของขับรถ จากนั้นก็เป็นเกษตรกร หรือชาวสวนยางที่ออกมากรีดยาง จัดว่าช่วงไพรม์ไทม์ของ 95 ลูกทุ่งมหานคร คือเที่ยงคืน ตี 3 และตี 5 เลยก็ว่าได้ และยังมีการขยายไปจัดอย่างอื่นด้วย เช่น ประกวดนักร้องลูกทุ่ง “มหานครอวอร์ดส” อีกด้วย

96.5 คลื่นความคิด

96.5-คลื่นความคิด

สำหรับคลื่น 96.5 คลื่นความคิด ของ อสมท. อีกเช่นกัน เป็นคลื่นวิทยุที่ได้รับความนิยมมาก นับตั้งแต่ปี 2547 จากบรรดาเหล่าคนขับรถ (หรือมนุษย์เงินเดือน) ในวัยทำงาน เพราะมีเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งการเมือง หุ้น เศรษฐกิจ สังคม การตลาด การบริหาร เรียกได้ว่าเหมือนได้เข้าห้องเรียนฟังเหล่าอาจารย์ กุนซือ วิทยากร มาบรรยายให้ฟังสดๆ กันทุกวัน

สำหรับรายการเด่นๆ ของคลื่นนี้ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้แก่ CEO VISION, 96.5 Biz Connection, คุยได้คุยดี Talk News & Music, ข่าวเข้มประเด็นข้น หรือ ข่าวเด่นประเด็นร้อน เป็นต้น

99 Active Radio

99-Active-Radio

สำหรับคลื่น 99 Active Radio (แอคทีฟ เรดิโอ) คลื่นเมืองไทยแข็งแรง ก็เป็นอีกหนึ่งคลื่น ที่ทาง อสมท. เอากลับมาทำเองเช่นกัน โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน‎ ‎2547 คลื่นนี้จะเน้นหนักไปทางด้านรายการประเภทกีฬา ท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมไปถึงมีถ่ายทอดสดฟุตบอลสดๆ ให้ได้ฟังกันอีกด้วย

จส.100

จส.100

หลายคนมักจะสงสัยว่าคลื่น จส.100 ย่อมาจากอะไร? สำหรับ จส.100 นั้น ย่อมาจาก “จเรทหารสื่อสาร” ครับ

สถานีวิทยุ จส.100 “วิทยุข่าวสารและการจราจร” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2534 จากการที่กองทัพบก มอบคลื่นนี้ให้ บริษัท แปซิฟิค คอปอร์เรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายใต้คำขวัญว่า “ด้วยใจเพื่อสังคม” เพื่อเป็นสื่อกลางให้กับคนทุกระดับในสังคม ทั้งการรายงานข่าวสาร และการจราจร รวมถึงปัญหาอื่นๆ ในสังคมกรุงเทพฯ กลุ่มผู้ฟังส่วนใหญ่อายุประมาณ 35-40 ปี และเป็นคนขับรถซะส่วนมาก

รูปแบบของรายการ ออกมาในลักษณะที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในรายการค่อนข้างมาก เป็นการรายงานข่าวจราจร ข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป ข่าวต่างประเทศ ข่าวอาชญากรรม ตามหาของหาย คนหาย รวมไปถึงปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ และประเทศไทย และยังมีการตั้งประเด็นหัวข้อต่างๆ ให้คนโทรมาแสดงความเห็น ซึ่ง ประชาชนเปรียบเสมือนเป็นนักข่าวอิสระของ “จส.100” มีกระจายอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง

100.5 คลื่นข่าว นิวส์เน็ตเวิร์ก

100.5-คลื่นข่าว-นิวส์เน็ตเวิร์ก

สำหรับคลื่น FM 100.5 “คลื่นข่าว นิวส์เน็ตเวิร์ก” ของ อสมท. นี่ถือว่าเป็นคลื่นวิทยุที่ดำเนินการโดย อสมท. มาเก่าแก่มากอีกหนึ่งคลื่น นับย้อนขึ้นไปได้ถึงยุคที่ยังเป็น สถานวิทยุ ท.ท.ท. เลยทีเดียว จัดเป็นคลื่นที่ได้รับนิยมมากจากคนขับรถเช่นกัน

เป็นคลื่นที่เน้นในเรื่องของข่าวสารเป็นหลัก ทั้งข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ สังคม กีฬา เทคโนโลยี และสาระความรู้ที่หลากหลาย รวมถึงข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกตลอด 24 ชั่วโมง และยังเป็นสถานีแม่ข่ายเสนอข่าวทุกต้นชั่วโมง ไปยังสถานีวิทยุเครือข่ายทั่วประเทศ

105.5 Eazy FM

EazyFM-105.5

105.5 Eazy FM (อีซีเอฟเอ็ม) นับเป็นคลื่นวิทยุเพลงสากลอันดับ 1 ของไทย ที่ดำเนินงานโดย BEC Tero Entertainment (บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์) มาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งนอกจากจะเปิดเพลงสากลแล้ว ยังมีการถ่ายทอดข่าวจากทางช่อง 3 ให้ได้รับฟังกันอีกด้วย

106.0 วิทยุครอบครัวข่าว

106.0-วิทยุครอบครัวข่าว

วิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM106MHz เกิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2550 จากแนวคิดของวิบูลย์ ลีรัตนขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซิร์ช ไลฟว์ จำกัด, สำราญ ฉัตรโท รองผู้จัดการฝ่ายข่าว บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด, ธีระ ธัญไพบูลย์ วราภรณ์ สมพงษ์ และ สาธิต กรีกุล ผู้ดำเนินรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้ติดตามชมรายการข่าว ของ ครอบครัวข่าว 3 ที่ไม่สามารถรับชมรายการต่างๆ ทางโทรทัศน์ได้ เนื่องจากสภาพการจราจรติดขัด อยู่บนท้องถนน รวมถึงเพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอข่าวสารทางวิทยุเพิ่มขึ้น เป็นเป็นรายการตลอด 24 ชั่วโมง และมีเนื้อหารายการที่หลากหลาย

106.5 Green Wave

106.5-Green-Wave

106.5 Green Wave (กรีนเวฟ 106.5) คลื่นสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นคลื่นวิทยุในเครือเอไทม์ มีเดีย และ GMM Grammy ที่เปิดเพลงไทยสากลแนวฟังสบาย ตลอด 24 ชั่วโมง ที่อยู่มาเก่าแก่อีกหนึ่งคลื่น โดยออกอากาศครั้งแรก 1 ตุลาคม 2534 ทางคลื่น FM99.5 ต่อมาย้ายไปยัง FM104.0 และลงหลักปักฐานที่ FM106.5

ซึ่งที่มาของชื่อคลื่นนี้ ก็เพราะว่าช่วงนั้นเทรนด์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กำลังมาแรงมาก อีกทั้งยังมีรายการที่ฮิตติดหูคนฟังทั้งวัยรุ่น และวัยทำงาน ในทุกค่ำคืนของวันศุกร์ ที่รอฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตรักในรายการ นั่นก็คือรายการ “Club Friday” โดยมีดูโอ DJ ชื่อดังอย่าง “พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา)” กับ “พี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล)” คอยรับฟังสารพันปัญหาจากผู้ฟังปลายสาย ที่โทรเข้ามาปรึกษา พร้อมช่วยมองหาทางออกและบอกข้อแนะนำนั่นเอง

Mr.Carro เชื่อได้เลยว่า 10 คลื่นวิทยุยอดนิยมของคนขับรถที่นำมาเสนอนั้น ต้องมีคลื่นใดคลื่นหนึ่ง ที่คุณติดตามฟังกันเป็นประจำอย่างแน่นอน …

ใกล้แล้วกับฤดูแห่งความเหงา คุณน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าคือฤดูอะไร ใช่ฤดูฝน เมื่อความเหงาเข้ามาปกคลุม คนโสดทั้งหลายคงไม่มีใครอยากนั่งเหงาท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของสายฝนอยู่ในบ้านหรอก แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักอยากขับรถออกไปในที่ใดสักที่หนึ่ง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แสนเหงาที่อยู่บ้านเพียงคนเดียว แต่การออกไปขับรถกลางลมฝนนั้นมันไม่ปลอดภัยเหมือนการขับรถเวลาปกติอยู่ และไม่ว่าเหตุใดที่ทำให้คุณต้องขับรถออกไปนอกบ้าน ในขณะที่ฝนกำลังตก คุณควรจะรู้วิธีที่จะทำให้การขับรถของคุณนั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น

การเกิดอุบัติเหตุนั้นนอกจากเกิดจากรถคันอื่นแล้ว อีกสาเหตุคือมาจากความประมาทของตัวคุณอีกหนึ่งคนที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนได้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยเราก็ควรที่จะรู้เพื่อลดความเสี่ยงของเราไว้ก่อน มากหรือน้อยแต่ถ้าหากปฏิบัติถูกต้องก็ถือว่าได้ลดความเสี่ยงของรถคุณเองไม่มากก็น้อย

ดังนั้นเราจะมี 5 วิธีที่จะมาแนะนำว่า ควรทำอย่างไรเมื่อต้องออกไปขับรถท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมา

1.เปิดที่ปัดน้ำฝนในระดับปานกลาง

เมื่อขับรถออกไปเจอกับสภาพอากาศฝนตกสิ่งแรกที่ควรเปิดเลย คือ ที่ปัดน้ำฝน ที่จะช่วยทำให้วิสัยทัศน์ในการมองทางของคุณดีขึ้นไม่มากก็น้อยทีเดียว ที่สำคัญเราควรดูแลที่ปัดน้ำฝนว่า เสียหายหรือมีปัญหาอะไรไหม สังเกตได้จากระหว่างที่ปัดน้ำอยู่จะมีเสียงเสียดสีกันระหว่างยางของที่ปัดน้ำฝน กับกระจก ในหน้าฝนนั้นที่ปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์อันดับต้นๆที่ควรดูแลเป็นอย่างยิ่ง

driving in rain 1

2.เปิดไฟหน้ารถทันทีเมื่อขับออกไปเจอฝน

การเปิดไฟขณะที่ฝนตกนั้น จะทำให้ไฟท้ายของเราติดขึ้นมา เพื่อให้รถที่ขับตามหรือรถด้านหลังมองเห็นไฟของรถเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และไฟน้าทำให้เรามองเห็นทางชัดเจนมากขึ้น ถ้าหากวิสัยทัศน์ยังแย่อยู่ให้เปิดเป็นไฟสูงเพื่อทำให้มองเห็นทางด้านหน้าได้ไกลและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

driving in rain 2

3.ลดความระหว่างขับลงเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างรถคันหน้าให้มากขึ้น

การเว้นระยะห่างนั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าหากรถคันนั้นเกิดเบรกกะทันหันจะทำให้เรามีพื้นที่ให้รถเบรคก่อนที่จะถึงรถคันหน้า ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุลงได้

driving in rain 4

 4.ควรเปิดสัญญาณไฟให้ชัดเจน

การเปิดสัญญาณไฟเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้รถคันหลังของเรามองเห็นว่ารถของเราจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหนต่อ เพื่อลดความเข้าใจผิดต่อรถที่ขับตาม และช่วยลดอุบัติเหตุระหว่างขับรถในขณะที่ฝนตกได้

driving in rain 3

5.การลดฝ้าที่ขึ้นบนกระจก

ข้อสุดท้ายที่เราเจอบ่อยที่สุดระหว่างขับรถกลางฝน คือ การที่ฝ้าขึ้นกระจกรถของเรา สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้านั้นมาจากการที่อุณหภูมิในรถนั้นร้อนกว่าด้านนอกที่ฝนตกอยู่ ให้กดปุ่มไล่ฝ้ากระจกหลังจะช่วยให้ฝ้าที่กระจกหลังของเราค่อยๆหายไป และการเปิดแอร์ให้เย็นขึ้นมากกว่าเดิมเล็กน้อยก็เป็นการช่วยลดฝ้าที่กระจกรถส่วนอื่นได้อีกด้วย

driving in rain 5

การขับรถออกจากสถานที่ใดที่หนึ่งนั้น ไม่ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณต้องขับรถออกไปท่ามกลางสายฝน ก็คงสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวแต่อีกสิ่งที่สำคัญมากกว่าสาเหตุของคุณก็คือ ความปลอดภัย ระหว่างขับรถกลางสายฝนที่มีวิสัยทัศน์การมองแย่ลงตามระดับความแรงของฝนที่ตกอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักขับที่ประสบการณ์มามากแค่ไหน แต่การขับรถที่มีวิสัยทัศน์แย่ที่เกิดขึ้นกับรถทุกคันนั้น ควรพึงระวังว่าอุบัติเหตุสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การลดความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ขับรถควรรู้และปฏิบัติตลอดเวลาขับรถ

สุดท้ายคือ ถ้าหากฝนตกหนักหรือแรงเกินไปจนไม่สามารถมองทางได้ชัดเจนแม้จะใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วคุณก็ควรที่จะหาที่จอดริมทางที่ปลอดภัย เพื่อรอให้ฝนหยุดหรือเบาลงก่อนจึงเริ่มออกเดินทางต่อ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและผู้โดยสารของคุณนั่นเอง หาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดง พร้อมของแถม สามารถดูได้ที่ www.siamcardeal.com เราพร้อมให้คำแนะนำเรื่องรถยนต์ใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง

มิถุนายนแล้ว แน่นอนว่าเรากำลังสู่ช่วงกลางปีอย่างแท้จริงแล้ว ส่วนสำหรับฤดูที่มาพร้อมกับกลางปีแบบนี้ คงหนีไม่พ้นจริงๆ สำหรับฤดูฝน ที่หลายคนต่างชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ

สำหรับคนที่ชื่นชอบคงเพลิดเพลินไปกับเสียงน้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แต่สำหรับใครไม่ที่ชื่นชอบฤดูฝนสิ คงปวดหัวกับการเดินทางไปไหนมา หรือแม้แต่การเผื่อเวลาสำหรับทำธุระในช่วงหน้าฝน ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร ให้ปลอดภัย

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ของตนเองในการขับรถไปไหนมา ไม่สามารถจะใช้การขนส่งทางสาธารณะได้ คงแอบกังวลกันไม่น้อยสำหรับรถยนต์ของตัวเราเองว่า ถ้าหากเราขับรถไปลุยน้ำฝนขึ้นมา รถยนต์ของเราจะเสียหายไหมนะ หรือแม้แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำอย่างไรดี วันนี้มาสิมีเคล็ดลับขับรถลุยน้ำท่วมง่ายๆ ให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนแบบนี้มาฝากกัน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

เช็กรถของตัวเองให้พร้อม

แน่นอนว่า วิธีเบื้องต้นที่เพื่อนๆ สามารถทำได้เลยคือ การเช็กรถยนต์ของเราให้มีสภาพพร้อมขับ ระบบส่องไฟสว่าง ไฟหน้า-หลัง ยังสามารถใช้งานได้อยู่ ไฟสัญญาณบอกทางต่างๆ หากเกิดชำรุดขึ้นมา ให้รีบแก้ไขโดยทันที ระบบเบรค ที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝน ตรงนี้เพื่อนๆ ก็ควรเช็กให้เรียบร้อย รวมไปถึงยาง ลูกดอกยาง ควรมีสภาพการใช้งานที่พร้อม

อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน

บนท้องถนนที่ลื่นไหลจากการที่ฝนตกหนักนั้น เพื่อนๆ ควรอย่างยิ่ง ที่จะระมัดระวังอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ อย่าเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายได้ หากจำเป็นต้องเบรก แนะนำว่าให้ชะลอความเร็ว แล้วค่อยๆ เหยียบเบรกเอา

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ขับรถด้วยความเร็วคงที่

สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่ชอบการขับรถเร็วเป็นปกติ อยากให้เพื่อนๆ ใจเย็นลงในช่วงหน้าฝนแบบนี้ หากเรายังปฎิบัติแบบนั้นอยู่ อุบัติเหตุและอันตรายจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน ควรขับอยู่ในความเร็วที่ 90 กม./ชม. เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองและผู้โดยสารคนอื่นที่อยู่บนรถ รวมถึงเพื่อเป็นการใส่ใจเพื่อนร่วมทางด้วย

ฝนตกหนัก พักรถก่อน

หากเพื่อนๆ กำลังเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ไม่สามารถมองเห็นทางและพื้นถนนได้ สิ่งที่เพื่อนๆ ควรทำอย่างยิ่ง คือ จอดรถข้างทางไว้ก่อนเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ควรที่จะฝืนขับไปยังจุดหมายเรื่อยๆ แบบนั้นจะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม พอฝนตกเบาลง ค่อยๆ ขับเคลื่อนรถไปอย่างช้าๆ ทำแบบนี้ รับรองว่าหายห่วงเรื่องอุบัติเหตุและอันตรายอย่างแน่นอน

Flood-In-Bangkok

ภาพจาก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

ทำประกันรถยนต์

อีกข้อหนึ่งที่หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วคือ การทำประกันภัยรถยนต์ เผื่อในกรณีที่เราต้องเจอกับอุบัติเหตุและอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพื่อที่ประกันภัยรถยนต์จะได้คุ้มครองเราและรถยนต์ เพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้ทำหรือกำลังจะต่อประกันภัยรถยนต์ ก็ขอแนะนำให้รีบจัดการให้เรียบร้อยกันตั้งแต่ตอนนี้เลย

เท่านี้เพื่อนๆ ก็คงทราบถึงวิธีการขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัยกันแล้ว หน้าฝนแบบนี้ ขับขี่รถกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้หากเราประมาทจนเกินไป

ถ้าใครสนใจอยากทำประกันภัยรถยนต์ไว้ให้อุ่นใจ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันหรือโทร 02-7103100 เข้ามาสอบถามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของมาสิกันได้เลย

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Washing-Car-And-Hot-Brakes

คนใช้รถหลายคนอาจไม่รู้! ว่าอาการพวงมาลัยสั่น โดยเฉพาะเวลาเหยียบเบรก ซึ่งเกิดมาจากจานเบรกคดนั้น นอกจากจะมีอาการจากผ้าเบรกจับจานเบรกไม่สม่ำเสมอ จานเบรกเริ่มบาง หรืออาจจะเป็นที่ยางสึกไม่เท่ากันทั้งเส้น

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ และมักชอบปฎิบัติ หลังจากการขับรถใช้งานต่อเนื่องมานานหลายชั่วโมง หรือขับรถขึ้นเขา ลงเขา ใช้งานเบรกมาอย่างหนัก นั่นก็คือ “ล้างรถ” พอตัดสินใจขับรถเข้าคาร์แคร์ ว่าจะล้างรถให้สะอาดซะหน่อย เด็กล้างรถก็ไม่รู้ ฉีดน้ำล้างล้อรถ ทำให้น้ำแรงดันสูงอัดเข้าไปในจานเบรกอย่างแรง จนดิสก์เบรกเกิดอาการ “จานเบรกคด” ขึ้นมา …

ทำไมจานเบรกถึงคดได้ งงมาก ทั้งๆ ที่แค่ฉีดน้ำใส่ เดี๋ยว Mr.Carro จะเล่าให้ฟัง …

Washing-Car-And-Hot-Brakes

การเกิดจานเบรคคด ก็คือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน ซึ่งการขับรถมาเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง (โดยเฉพาะขับรถทางยาวๆ หรือขับรถขึ้น-ลง ทางชันๆ ที่ต้องใช้เบรกมาก) ทำให้จานเบรกมีความร้อนสะสมมากกว่าปกติ เมื่อเจอที่ฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างล้อรถ แล้วทะลุซี่ล้อไปโดนกับจานดิสก์เบรกที่ร้อนจัดอยู่ เมื่อเจอกับน้ำเย็นๆ ทันที ก็อาจทำให้จานเบรคคดงอได้

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าคุณอยากล้างรถที่เพิ่งผ่านการใช้งานมาหมาดๆ จริงๆ ก็ขอแนะนำให้ล้างตัวถังรถไปก่อน ลองเอามืออังดูที่บริเวณล้อรถดูก่อน ว่ามีไอร้อนที่แผ่ออกมาจากดิสก์เบรก มากหรือน้อย ถ้าไม่มีแล้ว นั่นล่ะ ถึงจะค่อยฉีดน้ำล้างล้อได้เต็มที่

Washing-Car-And-Hot-Brakes

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ล้างแค่บริเวณด้านนอกของล้อก็ได้ พยายามอย่าฉีดน้ำเข้าไปถูกจานดิสก์เบรก โดยใช้วิธีเปิดน้ำแบบไม่ต้องแรง ล้างเฉพาะบริเวณวงล้อรอบนอกก็พอ เพื่อให้เหมือนกับการขับรถลุยฝน ที่มีละอองน้ำกระเซ็นโดนจานเบรคอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ความร้อนบริเวณจานเบรกค่อยๆ ลดลง

วิธีปฎิบัติง่ายๆ แค่นี้ คุณก็ทำได้ครับ อีกทั้งยังยืดอายุจานเบรกของรถ ให้ใช้งานได้อีกยาวนานอีกด้วย

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

ในอดีต รถเกียร์ธรรมดา จัดได้ว่าเป็นรถธรรมดาสามัญ ที่มีอยู่ในบ้านเราทั่วไป (และทั่วโลก) ไม่ใช่ของแปลกอะไร และคนที่ขับรถเป็นกันแทบทุกคนในอดีต ต่างก็เรียนหัดขับรถจากรถเกียร์ธรรมดากันทั้งนั้น

ซึ่งเกียร์ธรรมดา ก็จะมีแยกออกไปได้อีก ทั้ง เกียร์บริเวณคอพวงมาลัย หรือ “เกียร์คอ” มักจะมีเฉพาะในรถรุ่นเก่ามากๆ หรือรถตู้ในอดีตบางรุ่น ที่คนเล่นรถ Retro Car ชอบรถเก่า ยังคงถวิลหา และเกียร์บริเวณแผงคอนโซลกลาง หรือ “เกียร์กระปุก” ที่ปัจจุบัน จะมีให้เลือกกันทั้ง 5 สปีด และ 6 สปีด

มาจนถึงในโลกยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีของรถเกียร์อัตโนมัติก้าวล้ำไปมาก และปัญหารถติดที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รถยนต์เกียร์ธรรมดา “แทบถูกลืม” ไปจากคนใช้รถยุคใหม่ โดยมีเหลือไว้เฉพาะในรถกระบะ รถตู้ รถสปอร์ต หรือรถเก๋ง กับรถ Eco-Car รุ่นถูกสุดเท่านั้น

หากใครอยากที่จะลองขับเกียร์ธรรมดาให้คล่อง และเกียร์ไม่พังไว ต้องอ่าน 5 สิ่งนี้กันก่อน …

1. อย่ากระแทก หรือเข้าเกียร์แรงๆ

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

คุณเคยสังเกตคนขับรถเมล์ เวลาเข้าเกียร์ไหมล่ะ? เสียงดังครืดคราดมาเลย นั่นเป็นเพราะเฟืองซินโครเมชในเกียร์สึก ทำให้เกียร์เข้ายาก อันเนื่องมาจากการเข้าเกียร์ไม่ตรงร่องบ้างล่ะ เข้าเกียร์แรงๆ บ้างล่ะ

การเข้าเกียร์ที่ถูกต้อง คือ ควรใช้ “ข้อมือ” ช่วย จะช่วยให้เข้าเกียร์ตามตำแหน่งที่เยื้องกันได้ง่าย เช่น จาก 2-3, 4-5 หรือ 5-4, 3-2 เป็นต้น อย่าเกร็งแขนและข้อมือ เพราะจะเข้าเกียร์ผิดตำแหน่ง หรือเข้าเกียร์ได้ยาก

ยิ่งเกียร์ธรรมดาในรถรุ่นใหม่ๆ เข้าง่ายกว่ารถสมัยก่อนมาก แถมคลัทช์ก็นิ่ม (ถ้าคลัทช์แข็งๆ ก็จะประมาณรถกระบะ) แต่สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้ เวลาขับรถบนถนน “ห้ามมองเกียร์” นะครับ!

2. เลี้ยงคลัทช์ให้ดี เครื่องจะไม่ดับ

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

เป็นเรื่องที่คนขับรถเกียร์ธรรมดาตอนหัดขับ เป็นกันทุกคน นั่นคือ “ออกตัวแล้วเครื่องดับ” ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ผมเองก็เคยทำเช่นนี้

คือเรื่องแบบนี้ต้อง “ทำความคุ้นเคย” กับรถ และหมั่น “ฝึกฝน” บ่อยๆ แรกๆ อาจจะยาก แต่บ่อยครั้งเข้าเดี๋ยวก็ชิน เพื่อออกรถให้นุ่นนวล มีจังหวะ ไม่ออกตัวกระชาก จับระยะการปล่อยคลัทช์ให้สัมพันธ์กันกับคันเร่ง ซึ่งในรถแต่ละรุ่น ระยะคลัทช์ตื้นลึกไม่เท่ากัน

บางคนบอก ถ้ากลัวออกตัวแล้วเครื่องดับ ก็ให้เหยียบคันเร่งลึกๆ แช่คลัทช์ไว้แล้วค่อยๆ ถอนคลัทช์ก่อนออกตัวรถ ซึ่งก็ทำได้ แต่มันก็จะกินน้ำมัน หรือหากถอนคลัทช์เร็วไป รถอาจพุ่งไปข้างหน้าได้ครับ

3. รถติดบนทางชัน ต้องใช้เบรกมือ

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

การขับรถเกียร์ธรรมดา แล้วต้องจอดคาบนทางชัน เป็นอะไรที่ทำให้มือใหม่ เหงื่อตกเหงื่อแตกกันมาก นั่นคือ “รถติดบนสะพาน” หรือบนลานจอดรถในห้าง หลายคนกลัวตอนออกตัว แล้วรถจะไหลไปชนกับคันหลัง

ไม่ต้องกลัวครับ กรณีรถติดอยู่บนคอสะพาน ให้ดึงเบรกมือไว้ก่อนเลย พอจังหวะจะออกตัว ให้เหยียบคลัทช์ เข้าเกียร์ 1 ค่อยๆ เหยียบคันเร่ง แล้วค่อยๆ ปล่อยคลัทช์ จนรู้สึกว่ารถเริ่มออกตัวได้ ก็ค่อยๆ ปลดเบรกมือลง

4. อย่าเลี้ยงคลัทช์จนเคยชิน

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

บางคนติดนิสัยชอบเหยียบคลัทช์แช่ไว้นานๆ แต่การวางเท้าไว้ที่คลัทช์นานๆ นั้น ไม่เป็นผลดีนัก เพราะเหมือนมีน้ำหนักกดไว้อยู้ ทำให้คลัทช์นั้นทำงานตลอด จะทำให้คลัทช์สึกหรอเร็ว และรถกินน้ำมันมากขึ้น

ทางที่ดี เมื่อเข้าเกียร์ เหยียบคลัทช์ ออกตัวรถเรียบร้อยแล้ว ควรวางขาไว้ที่ “แป้นพักเท้า” บริเวณมุมซ้ายสุดนะครับ (แบบในรูป) เพื่อความสบายของเท้า และจะช่วยตรึงและดันให้ร่างกายให้แนบสนิท ติดกับตัวเบาะ ทำให้ขับรถได้สบายขึ้น ไม่เมื่อยขาท่อนบน และช่วยให้กล้ามเนื้อแผ่นหลัง รับแรงสั่นสะเทือนจากช่วงล่างของรถน้อยลง เมื่อนั่งนานๆ จะได้ไม่ปวดหลัง และปวดขาท่อนบน

5. เปลี่ยนเกียร์ที่ความเร็วเหมาะสม

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

การเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสม คุณควรศึกษาจากคู่มือรถของคุณดูก่อนนะครับว่า เขาออกแบบให้เกียร์แต่ละเกียร์นั้น ทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไหร่ ช่วงความเร็วที่เหมาะสมในการเปลี่ยนเกียร์ อยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งในรถแต่ละรุ่นไม่เท่ากัน แต่ถ้าใครไม่มีคู่มือรถ ก็อาศัยดูวัดรอบ หรือถ้าไม่มีวัดรอบ ก็อาศัยเงี่ยหูฟังเสียงเครื่องยนต์คำรามเอา ว่าดังพอที่จะเปลี่ยนเกียร์ถัดไปได้หรือยัง

เรื่องกำลังของรถก็มีส่วน หากขับรถเกียร์ธรรมดา เครื่องเบนซิน ก็อาจจะใช้รอบเครื่องที่สูงหน่อย แล้วค่อยเปลี่ยนเกียร์ (เพราะหากเปลี่ยนเกียร์ตอนรอบเครื่องต่ำ รถก็จะสั่นและอืด กับกินน้ำมันมากขึ้น) ส่วนถ้าใครขับรถเกียร์ธรรมดา เครื่องดีเซล ก็สามารถเปลี่ยนในรอบต่ำได้เลย เพราะเครื่องยนต์ดีเซล จะมีแรงบิดที่ค่อนข้างสูง

5-Things-To-Use-Manual-Transmission

สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับรถ เพื่อความคุ้นเคย ควรฝึกจำตำแหน่งเกียร์ให้ดีก่อน ด้วยการลองเข้าเกียร์แต่ละจังหวะ (ห้ามสตาร์ทรถนะครับ) เพราะตำแหน่งเกียร์ในรถยุโรป เกียร์ “R” จะอยู่ตำแหน่งเดียวกับเกียร์ “1” ในรถหลายๆ รุ่น หลายคนอาจไม่คุ้นเคย ใส่เกียร์ผิด! (ด้วยเหตุนี้ รถหลายรุ่น จึงออกแบบมาให้มีสลักสำหรับดึงขึ้นบริเวณคันเกียร์ เพื่อป้องกันการเข้าเกียร์ R)

อย่าลืม! ใส่เกียร์ว่างทุกครั้งเวลาจอดรถ และเมื่อขึ้นไปนั่งขับรถ ให้ขยับเกียร์ก่อนเลย ว่าอยู่ที่เกียร์ว่างหรือเปล่า ทำให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันการสตาร์ทรถแล้ว รถกระชากไปข้างหน้าได้ แค่นี้คุณก็ขับรถเกียร์ธรรมดาได้อย่างสนุกแล้วล่ะครับ

Driving-Reverse-Technique

ขับรถถอยหลัง สิ่งที่มือใหม่หัดขับ ต้องหมั่นฝึกซ้อมเยอะๆ …

เวลาขับรถไปไหนมาไหน คุณเคยสังเกตรถยนต์รอบข้างของคุณบ้างไหมว่า เรามีลักษณะ ท่าทางการขับรถเป็นแบบไหน … จริงอยู่ที่เวลาขับรถไปข้างหน้า ใครๆ ก็ขับได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นานก็ทำความคุ้นเคยแล้ว

แต่ถ้าหากเป็นการขับรถถอยหลัง เวลาจะจอดรถล่ะ? อันนี้สิ เวลาผมไปตามศูนย์การค้า (ในลานจอดรถ) ด้วยแล้ว เห็นการถอยรถเข้าซองของหลายคนแล้ว รู้สึกเก้ๆ กังๆ อย่างบอกไม่ถูก กะระยะไม่พ้นบ้างล่ะ ถอยไปเบียดกับเสา หรือเบียดกับรถที่จอดอยู่บ้างล่ะ กลายเป็นเกิดปัญหา ต้องเสียเวลาและเสียเงินไปอีก

ทีนี้เรามาดูกันครับว่า ขับรถถอยหลังอย่างไร ถึงจะปลอดภัยทุกสถานการณ์ …

Driving-Reverse-Technique

เราควรรู้ตั้งแต่ต้นว่า จะถอยหลังเป็นแนวตรงอย่างเดียว หรือจะต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาด้วย ถ้า
ต้องถอยเป็นแนวตรงอย่างเดียว ใช้มือขวาจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 12 ถึง 3 นาฬิกา แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน ถ้าจะต้องเลี้ยวไปทางซ้ายมือของตัวรถ ก็ต้องหมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายหรือทวนเข็มนาฬิกา ให้จับพวงมาลัยด้านขวาล่าง คือตำแหน่ง 3 ถึง 5
นาฬิกา ถ้าจะต้องเลี้ยวไปทางขวาของตัวรถ จับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 10 ถึง 12 นาฬิกา เพื่อให้หมุนพวงมาลัยได้มาก โดยไม่ต้องขยับมือ ถ้าแน่ใจว่าต้องเลี้ยวมุมแคบ ให้ใช้ฝ่ามือกดพวงมาลัยไว้ขณะหมุน นิ้วมือทุกนิ้วเหยียดตรงหมด เพื่อให้หมุนพวงมาลัยแบบวนได้ถนัด

Driving-Reverse-Technique

กรณีของรถรุ่นเก่า ที่ไม่มีกล้องมองภาพถอยหลัง เริ่มแรกให้ตั้งลำรถให้ดี ใช้มือซ้ายเข้าเกียร์ถอยหลัง แล้วมองไปที่กระจกมองข้าง ซ้าย-ขวา และกระจกมองหลัง ดูว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่หรือไม่ แต่อย่ามองค้าง! จากนั้น ยกแขนซ้ายไปวางที่เบาะหลัง ด้านพนักพิงศีรษะคนนั่ง เอาฝ่ามือโอบด้านข้างพนักพิงศีรษะไว้ แล้วหันศีรษะไปด้านหลังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สามารถมองด้านท้ายของรถได้มากที่สุด ถอยรถอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง

ส่วนแขนขวาก็หมุนพวงมาลัยไปด้วย เมื่อคืนพวงมาลัยให้ตรง ก็ต้องหมุนให้เร็วกว่าปกติหน่อย รถจึงจะเข้าอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการ

ส่วนรถที่ไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ ซึ่งพวงมาลัยค่อนข้างหนัก ต้องออกแรงหมุนพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้าง ไม่ต้องเอาแขนซ้ายไปวางที่พนักพิงศีรษะ แต่ขณะถอยและเลี้ยว ก็ยังต้องหันศีรษะไปทางด้านหลังให้มากที่สุดอยู่ดี เพื่อความปลอดภัย

Driving-Reverse-Technique

ส่วนรถที่มีกล้องมองภาพถอยหลัง ก่อนจะถอยรถ ให้มองไปที่กระจกมองข้าง ซ้าย-ขวา และกระจกมองหลังว่า มีสิ่งกีดขวางอยู่หรือไม่ จากนั้นใช้มือซ้ายเข้าเกียร์ถอยหลัง แล้วค่อยๆ ถอยช้าๆ ดูภาพจากในจอบนแผงคอนโซลไปด้วย โดยอย่ามองค้าง! ให้สลับด้วยการหันศีรษะไปมองด้านท้ายด้วย เพื่อความปลอดภัยอีกขั้น ถอยรถอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง

หากมีเซ็นเซอร์ถอยหลังด้วย ก็จะช่วยให้จอดรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้น (เพราะยิ่งใกล้กับสิ่งกีดขวางเมื่อไหร่ เสียงเตือนก็จะดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ)

ส่วนการถอยรถในท่านั่งขับปกติ มองเพียงแค่กระจกมองข้าง และกระจกมองหลังสลับกันไป หลายคนทำวิธีแบบนี้ ถือว่า “ผิด” นะครับ เพราะนี่เป็นวิธีขับรถถอยหลังของคนขับรถสิบล้อ หรือคนขับรถเมล์ครับ เพราะเขาไม่สามารถมองไปด้านหลังได้ นอกจากพึ่งกระจกมองข้างทั้งสองด้าน หรือกระจกมองหลังเท่านั้น ดังนั้น คนขับรถสิบล้อ หรือคนขับรถเมล์ จึงไม่ถอยรถแต่เพียงลำพัง แต่จะต้องมีผู้ช่วยลงไป “ให้สัญญาณ” ตอนกำลังถอยรถอยู่ด้วยเสมอ

Driving-Reverse-Technique

ส่วนวิธีจอดรถ ที่นิยมปฏิบัติในต่างประเทศ คือ การขับรถเอาหน้าเข้าไปจอดด้านในเลย และถอยหลังออกเมื่อต้องการออกจากช่องจอด แต่ที่ไม่สามารถทำได้ในบ้านเราได้ เพราะพื้นที่จอดรถมันแคบ ยิ่งเวลาไปตามห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ในบ้านเรา (ที่ไม่ใช่แบบลานจอดรถกลางแจ้ง) การเอาหน้ารถเข้าบางทีก็ลำบาก ต้องตีวงกว้างๆ อีก จึงนิยมถอยหลังเอาหน้ารถออกมากกว่า

เมื่อคุณเจอที่จอดรถว่างแล้ว หากคุณจะนำรถเข้าไปจอด ควรเปิดไฟเลี้ยวบอก ให้คนที่ขับรถตามมาได้รู้ มองกระจกมองข้าง กระจกมองหลัง แล้วก็ค่อยๆ ขับรถเข้าไปจอด ส่วนตอนออกรถก็ค่อยๆ ถอยรถอย่างช้าๆ ออกไปจนพ้นช่องจอดรถ ไม่ต้องเปิดไฟฉุกเฉินนะครับ เขาเห็นแต่ไกลแล้วว่าเรากำลังถอยรถ และยังมีไฟถอยหลังให้เห็นอีก

Driving-Reverse-Technique

เอาละครับ เมื่อทราบถึงวิธีการถอยรถ เพื่อจอดรถอย่างถูกต้องแล้ว ก็ควรปฏิบัติกันตามนี้นะครับ โดยเฉพาะเหล่า “มือใหม่” ทั้งหลาย ต้องฝึกฝนกันให้มากๆ เพราะการขับรถถอยหลัง ต้องเก็บประสบการณ์กันมากพอสมควร

Carro-Driving-On-Road-Shoulder

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ของสังคมไทย คือ การขับรถที่ไร้ระเบียบวินัย

Driving-On-Road-Shoulder

เวลาคุณขับรถบนทางด่วนช่วงเวลาเร่งด่วน ขับรถออกต่างจังหวัดช่วงเทศกาล คุณเคยสังเกตไหมครับว่า ที่ไหล่ทาง มักจะมีรถยนต์จำนวนมาก วิ่งคร่อมไหล่ทางบ้าง วิ่งในไหล่ทางบ้างล่ะ เพื่อที่จะไปปาด เบียดข้างหน้า หรือแซงข้างหน้า เป็นประจำ ทำให้รถติดมากขึ้น หรือเกะกะกีดขวางการจราจรของรถกู้ภัย หรือรถพยาบาล

ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศเรา หย่อนยานและละเลยในการปฏิบัติตามกฎจราจรมากๆ เป็นปัญหาที่ชาตินี้ ไม่มีทางแก้ไขและปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ซะที

ซึ่งก็ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว (ซึ่งไม่กี่วันก่อน ก็เพิ่งเกิดบนทางด่วนมาหมาดๆ) ก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

Driving-On-Road-Shoulder

แก้ปัญหาไม่ได้ ก็วางแบริเออร์น้ำ ซะเลย …

พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 103 ระบุว่า ทางใดที่มีทางเท้า หรือไหล่ทาง อยู่ข้างทางเดินรถ ให้คนเดินเท้าเดินบนทางเท้าหรือไหล่ทาง ถ้าทางนั้นไม่มีทางเท้าอยู่ข้างทางเดินรถ ให้เดินริมทางด้านขวาของตน

… แสดงให้เห็นว่า บนถนนทั่วไป กฎหมายกำหนดให้ไหล่ทาง เป็นทางสำหรับคนเดินเท้า หรือสำหรับจักรยานปั่น ไม่ใช่ให้รถวิ่ง แต่บางที เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ก็เรียกรถให้ไปวิ่งไหล่ในทางเพื่อระบายรถได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าใครก็ตาม จะเปิดเลนพิเศษเข้าไปวิ่งในไหล่ทางได้ตามอำเภอใจ

แม้จะมีตำรวจ โบกให้รถเข้าไปวิ่งในไหล่ทาง ในช่วงเวลาเร่งด่วน ก็ต้องระมัดระวังรถที่จอดอยู่ จักรยานที่ปั่นอยู่ หรือคนที่เดินสัญจรไปมา เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น รถที่วิ่งไหล่ทางย่อมเป็นฝ่ายผิด เพราะฝ่าฝืนกฎจราจรเข้าวิ่งช่องทางที่ไม่ได้จัดไว้สำหรับเป็นทางเดินรถ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจโบกให้เข้าใช้ได้ก็ตาม

และสำหรับบนทางด่วน จะตีเส้นทึบไหล่ทางตลอดแนวห้ามรถเข้าไปวิ่ง ยกเว้นกรณีรถจอดเสีย หรือเกิดอุบัติเหตุ อนุญาตให้นำรถเข้าไปจอดชั่วคราวได้เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้กีดขวางการจราจร … แต่ตำรวจทางด่วน ก็โบกรถให้รถสามารถเข้าไปวิ่งในไหล่ทางได้ ในช่วงเวลาเร่งด่วนด้วยเช่นกัน

Driving-On-Road-Shoulder

ภาพจาก Fanpage ลิงรู้เรื่อง

ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. ได้ชี้แจงว่า ไหล่ทางไม่ใช่ช่องทางเดินรถ แต่เป็นช่องทางสำหรับจอดรถกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่ารถเสีย รถชน หรือเป็นช่องทางสำหรับรถพยาบาล รถฉุกเฉินที่จะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีประชาชนที่ใช้ทางด่วนเข้าไปวิ่งไหล่ทางเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับรถที่จอดเสียบ่อยครั้ง

จน บช.น. ต้องหารือกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อกำหนดมาตรการดูแลและป้องกันอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนวิ่งบนไหล่ทาง เพราะตามกฎหมายจราจรระบุ ไว้ชัดเจนว่า ห้ามรถเข้าไปวิ่งไหล่ทาง หากฝ่าฝืนเข้าไปวิ่งจะถือเป็นการกระทำความผิดฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นที่ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก