5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

เดือนมกราคม 2563 นี้ นับตั้งแต่ต้นเดือน จนถึงปลายเดือน จะเรียกว่าเป็นเดือนแห่งความสุข และเดือนแห่งวิกฤติในเวลาเดียวกัน ทั้งเทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญคนไทยก็ตาม และการที่ต้องเผชิญปัญหาจากฝุ่น PM 2.5

ส่วนวิกฤติจากจีนอย่าง “โคโรนาไวรัส” สายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีนักท่องเที่ยวจีนเอามาแจก! รวมถึงในไทยด้วย! ซึ่งทุกคนก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

สำหรับรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้งานทุกวัน (เช่น รถบริษัท) หรือรถยนต์สาธารณะอย่าง แท็กซี่มิเตอร์ รถโรงแรม หรือรถที่วิ่งรับคนผ่าน App จะมีวิธีป้องกันเชื้อโรค และไวรัสต่างๆ ได้อย่างไร?

แต่ถ้าคุณอยากขายรถ กำลังมองหาว่าที่ไหนรับซื้อรถมือสอง ที่ไหนรับซื้อรถแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักอย่าง เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ที่สะอาดกว่าเดิม หรือจะเช็คราคา ตีราคาก่อนก็ได้! สามารถขายรถกับทาง CARRO ได้ง่ายๆ ที่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425 หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand

MR.CARRO จะมาแนะนำวิธีป้องกัน “โคโรนาไวรัส” ให้ปลอดภัยทั้งคนขับและผู้โดยสารครับ.

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

1. เจลล้างมือ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค

ถ้ารถของคุณเป็นรถที่ต้องใช้งานกันหลายๆ มือ หรือเป็นรถสาธารณะ ที่ต้องเน้นความสะอาดเป็นหลัก ก็ควรจะซื้อเจลล้างมือ หรือผ้าเช็ดมือ ติดรถไว้สักหน่อย เพื่อความสะอาดทั้งของคนขับเอง และทั้งมือของผู้โดยสารอีกด้วย พร้อมน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ไว้สำหรับเช็ดในจุดที่ต้องสัมผัสบ่อยๆ

2. เน้นทำความสะอาด

ช่วงนี้อาจจะต้องฟิตทำความสะอาดรถยนต์สักนิดนึง ถ้าหากว่ารถของคุณ เบาะนั่งเป็นแบบผ้าสักหลาด หรือแบบผ้ากำมะหยี่ และพรมปูพื้นที่ชอบอมฝุ่น ก็ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดตามซอกตามมุมต่างๆ ที่เข้าถึงได้ยาก หรือใช้เทปกาวเหนียวๆ แปะไปตามจุดต่างๆ ของเบาะนั่ง หรือพรม แล้วก็ดึงขึ้นมา หรือจะใช้ลูกกลิ้งกำจัดขน หรือแปรงปัดขนก็ย่อมได้

แต่ถ้าเป็นเบาะแบบหนังเทียม (เบาะไวนิล) หรือเบาะหนังแท้ ก็ให้เตรียมแปรงสีฟัน ผ้าขนหนู กับน้ำหรือผสมสบู่เหลวใส่ลงไปหน่อยก็ได้ พร้อมสเตคลีน หรือน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนัง (กรณีสกปรกมาก) บรรจงเช็ดลงบนเบาะให้สะอาด ก่อนจะซักผ้าที่เช็ด แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดซ้ำลงไปอีกรอบ

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

3. หน้ากากอนามัย

เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้งานหลายคน หรือรถสาธารณะ มีการเปิดประตูเข้า-ออก หรือเปิดกระจกกันบ่อยๆ โอกาสที่ฝุ่นจากภายนอกรถ พร้อมเชื้อโรคก็มีโอกาสเข้ามาในรถได้เรื่อยๆ การติดหน้ากากอนามัยไว้ในรถ (และต้องใส่ให้ถูกวิธี ต้องให้ด้านที่เป็นสีอยู่ด้านนอก ให้บริเวณโครงลวดอยู่ด้านบนสันจมูก เพื่อปรับรูปหน้ากากให้เข้ากับใบหน้า)

นับเป็นเรื่องที่ดีกว่าไม่มี ซึ่งการใช้หน้ากากอนามัยทั่วไป ก็สามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสได้แล้ว แต่เมื่อใส่แล้วก็ควรใส่ตลอด หากมีการถอดก็ควรเปลี่ยนชิ้นใหม่

4. เครื่องฟอกอากาศ

แม้ว่าระบบปรับอากาศในรถจะมีตัวกรองอากาศ หรือระบบฟอกอากาศต่างๆ ติดมาให้ แต่ในรถยนต์รุ่นเก่าๆ หรือรถรุ่นธรรมดา ระบบฟอกอากาศยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตั้งเพิ่มเอง ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องขับรถกันทั้งวัน

ในตลาดปัจจุบัน ก็มีเครื่องฟอกอากาศแบบพกพาจำหน่ายกันอยู่หลายเจ้า ซึ่งเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณสมบัติน่าใช้งาน จะต้องกรองฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็ก หรือแบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่คายประจุลบได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ที่ลอยอยู่ในอากาศ สารประกอบอินทรีย์ระเหย รวมไปถึงควันบุหรี่ และละอองจากเกสรดอกไม้ได้ เป็นต้น

5-Methods-To-Prevent-Coronavirus

5. จอดรถตากแดด

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เร็วขึ้น ในสภาวะอุณหภูมิปกติ นั่นคือการ “จอดรถตากแดด” เพราะบ้านเราเป็นเมืองที่ร้อนกันตลอดทั้งปี การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ช่วยฆ่าเชื้อโรค ก็เป็นทางเลือกที่ดี

แต่ก็อย่าตากแดดกันทั้งวัน เพราะแทนที่จะฆ่าเชื้อโรค กลับกลายเป็นทำให้สีรถ หรือวัสดุภายในต่างๆ เสื่อม กรอบ หรือซีดเร็วขึ้น

เป็นอันว่า เมื่ออ่านจบแล้ว อย่าลืมนำไปลองปฏิบัติตามกันดูนะครับผม ส่วนใครที่กำลังมองหาที่รับซื้อรถมือสอง หรืออยากขายรถมือสอง อย่าลืมนึกถึง CARRO กันนะครับ

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

อีกข่าวหนึ่งที่มีให้เห็นกันตามโลกโซเชียลกันอยู่เสมอๆ อีกหนึ่งข่าว ที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกันบ่อยมากนัก แต่มันก็อยู่ใกล้ตัวของคนขับรถอยู่มากพอสมควร กับข่าวรถไฟชนกับรถยนต์ หรือชนคนก็ตาม

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ทางรถไฟนั้น มีจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟ-รถยนต์ ที่ทั้งถูกต้อง และเป็นทางลักผ่าน ทางตัดผ่าน (Illegal Crossing) ที่ชุมชนแถบริมทางรถไฟ ทำขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นของเอกชน หรือผู้อยู่อาศัยแถวนั้น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล “แต่ไม่ได้ขออนุญาตทำทางตัดผ่าน จากการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือไม่ได้รับอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทย”

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากถึงร้อยละ 87 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น ซึ่งส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุ มีสาเหตุจากความไม่คุ้นเคยและความไม่ชำนาญเส้นทางของคนขับ รวมถึงการขาดทักษะในการขับรถผ่านเส้นทาง

MR.CARRO มีข้อมูลดีๆ จากการรถไฟแห่งประเทศไทย มาแนะนำทุกท่านเมื่อจำเป็นต้องขับรถผ่านทางรถไฟกันครับ

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

1. หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร

ไม่ว่าตรงนั้น จะมีเครื่องกั้นทาง หรือเครื่องหมายหรือเสียงสัญญาณระวังรถไฟหรือไม่ก็ตาม เพื่อความปลอดภัยต้องดูให้แน่ใจว่า จะไม่มีรถไฟวิ่งผ่าน หรือรถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว ถึงจะค่อยขับรถผ่านไปได้

2. ห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

3. ถ้าต้องจอดรถ ควรจอดรถในระยะไม่ต่ำกว่า 15 เมตร ก่อนถึงทางรถไฟ

4. หากเห็นป้ายสัญลักษณ์ ต้องหยุด!

หากเห็นป้ายสัญลักษณ์ เช่น ป้ายหยุด ป้ายเตือนรูปกากบาท “ระวังรถไฟ” ป้ายทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีอำพัน มีรูปรถจักรไอน้ำและรั้วกั้น ให้ชะลอความเร็ว และจอดดูซ้าย-ขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีรถไฟแล่นผ่านมา เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงขับผ่านไปได้

5. ถ้ารถคันที่ติดฟิล์มกรองแสงเข้มมาก ให้เปิดกระจกรถดูก่อนจะขับผ่านไป!

รถในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ มักติดฟิล์มกรองแสงชนิดเข้มมาก จนอาจทำให้มองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน จึงต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ขณะขับรถข้ามทางรถไฟ เพื่อความปลอดภัยกรณีขับรถทางตัดผ่านที่ไม่มีเครื่องกั้น ให้เปิดกระจกรถซ้าย-ขวา ดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถไฟมา แล้วค่อยขับรถผ่านไป

สำหรับป้ายเตือนหรือป้ายสัญญาณจราจรติดตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางรถไฟ ผู้ขับรถ รวมไปถึงผู้เดินเท้า ต้องทำความเข้าใจความหมายของป้ายหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัย ซึ่งแต่ละป้ายจะมีความหมายว่าอย่างไรบ้าง มาดูกัน

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

1. ป้ายทางข้ามทางรถไฟมีเครื่องกั้นทาง จะมีลักษณะเป็นรูปรั้วกั้น อยู่บนพื้นป้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีเหลืองอำพัน หมายถึงทางรถไฟที่มีเครื่องกั้นทางปิดกั้น

2. ป้ายทางข้ามทางรถไฟไม่มีเครื่องกั้นทาง เป็นรูปหัวรถจักรไอน้ำ อยู่บนพื้นป้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีเหลืองอำพันเช่นกัน หมายถึง ป้ายทางข้างหน้ามีทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง ให้ขับรถช้าๆ และสังเกตดูรถไฟทั้งซ้าย-ขวา ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรอให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้วรอจนกว่ารถไฟนั้นผ่านไปแล้ว จึงเคลื่อนรถต่อไปได้

3. ป้ายหยุด เป็นป้ายรูปแปดเหลี่ยมสีแดง มีข้อความ “หยุด” หมายถึงว่ารถทุกชนิดต้องหยุดเมื่อเห็นป้ายนี้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถต่อไปได้อย่างปลอดภัย

4. ป้ายกากบาท “ระวังรถไฟ” ป้ายเตือนว่าเป็นจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับรถยนต์ จะมีรถไฟแล่นผ่านทางรถไฟบริเวณนี้ ให้ระวัง และชลอความเร็ว

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

และนี่ก็เป็นเคล็ดไม่ลับ ในการขับรถยนต์ข้ามทางรถไฟอย่างปลอดภัยแล้วล่ะครับ ยิ่งในตอนกลางคืน ยิ่งต้องระวังระวังมากขึ้นครับ แม้ว่ารถจักรแต่ละคัน จะมีไฟหน้าที่ส่องสว่างได้ไกลมากก็ตาม แต่คนขับรถปัจจุบันมักติดฟิล์มกรองแสงที่เข้มมาก จนอาจจะไม่ทันสังเกตกันได้ครับ

แหล่งที่มาจาก:

9-Tourist-Attractions-Near-Bangkok-At-Winter

ขับรถเล่น รับลมหนาวกับ 9 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ

1. ยอดเขาเทวดา อุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี

ความเย็นยะเยือกรับลมหนาว ทะเลหมอกบนยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,123 เมตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว มีพื้นที่เกือบ 2 แสนไร่ เหมาะกับนักเดินทางขาลุย ที่ชื่นชอบธรรมชาติมีครบทั้งป่าไผ่ น้ำตก ไร่ข้าวโพด และข้าวไร่

เที่ยวหน้าหนาว-ยอดเขาเทวดา

2. วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

เจ้าของฉายา สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 7 แหล่งโอโซนบริสุทธิ์ของโลก ยังมีอากาศเย็นสบายตลอดปี มีทิวทัศน์สวยงามรายล้อม และที่เที่ยวน่าสนใจอีกมากมาย เที่ยวได้ทั้งครอบครัว

เที่ยวหน้าหนาว-วังน้ำเขียว

3. เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

อีกหนึ่งแหล่งชมทะเลหมอกใกล้กรุงเทพฯ ที่นี่มีทะเลหมอกปกคลุมเหนือยอดเขาทั้งปี ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสได้ในยามเช้า ซึ่งสามารถเลือกชมทะเลหมอกได้ 2 จุด คือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36 บอกเลยว่าเย็นสบายเว่อร์

เที่ยวหน้าหนาว-เขาพะเนินทุ่ง

4. ทุ่งทานตะวัน เขาจีนแล จังหวัดลพบุรี

ช่วงอากาศหนาวจะมีนักเที่ยวแวะเวียนเพื่อมาชมดอกทานตะวันเป็นจำนวน เพราะที่นี่เป็นทุ่งทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ร่วมสนุกมากมาย เช่น ปั่นจักรยานชมทุ่งทานตะวัน นั่งรถไฟชมทุ่ง ขี่ม้า และถ่ายรูปกับดอกทานตะวันยักษ์ เป็นต้น

เที่ยวหน้าหนาว-ทุ่งทานตะวัน

5. ไร่องุ่น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

มีไร่องุ่นจำนวนมาก และมีผลิตภัณฑ์จากองุ่นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นองุ่นสด ไวน์ น้ำองุ่น หรือแยมองุ่น ฉะนั้นหน้าหนาวนี้ไปเที่ยวเด็ดองุ่นจากต้นชิมกันสด ๆ ที่ไร่องุ่นมวกเหล็ก ใกล้ ๆ กรุงเทพฯ เดินทางไม่ไกล สามารถไปเช้ากลับเย็นได้แบบชิล ๆ เลยล่ะ

เที่ยวหน้าหนาว-ไร่องุ่น

6. อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

เมื่อเข้าฤดูหนาวก็เป็นช่วงบรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติก โดยเฉพาะถ้าได้พักรีสอร์ทริมน้ำ อากาศเย็น ๆ มีลดพัดสบาย นอกจากนี้ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศของตลาดน้ำ ล่องเรือไหว้พระ ชิมอาหาร และผลไม้อร่อย ๆ จากชาวสวนอัมพวา เหมาะจะเป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุดสั้น ๆ

เที่ยวหน้าหนาว-อัมพวา

7. เที่ยวเมืองเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เที่ยวในช่วงฤดูหนาวจะได้บรรยากาศที่แสนจะเย็นสบายไม่ร้อน การเดินชมเมืองเก่าและวัดโบราณต่างๆ ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน โดยเฉพาะวัดไชยวัฒนารามในยามเย็นจะสวยงามมาก ๆ จนหลายคนต้องตกตะลึงเลยล่ะค่ะ

เที่ยวหน้าหนาว-อยุธยา

8. เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก

เป็นเมืองแห่งน้ำตก ที่ในหน้าหนาวจะได้สัมผัสกับสายน้ำอันเยือกเย็น การเดินทางนั้นถือว่าสะดวก และง่ายเพราะใกล้กับกรุงเทพฯ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ เพราะมีทั้ง ล่องแพ ล่องแก่ง ขับรถ ATV เป็นต้น

เที่ยวหน้าหนาว-เขากระโจม

9. เขากระโจม จังหวัดราชบุรี

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาว เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางแบบสมบุกสมบัน เพราะเป็นเทือกเขาที่มีความสลับซับซ้อน แต่มีความสูงชันไม่มาก และเมื่อได้ไปถึงบนยอด จะได้พบกับวิวธรรมชาติที่เป็นทะเลหมอกตรงหน้า

เที่ยวหน้าหนาว-วังน้ำเขียว

ประกันภัยรถยนต์ตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัย

ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล มือใหม่หัดขับ หรือขับรถมานานแล้ว สิ่งหนึ่งที่สร้างความอุ่นใจในขณะขับรถได้ตลอดทุกเส้นทาง นั้นคือ ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายแตกต่างกันออกไป ราคาประกันชั้น 1 ก็จะมีความแตกต่างจากชั้น 2 , ชั้น 2+ , ชั้น 3 และชั้น 3+ ซึ่งก่อนการเลือกซื้อประกันรถยนต์อาจพิจารณาได้ดังนี้

  • ควรเลือกซื้อกับตัวแทนหรือบริษัทที่มีใบอนุญาตเพื่อความปลอดภัย
  • ควรมีเบี้ยราคาประกัน 1 , ชั้น 2 , ชั้น 2+ , ชั้น 3 และชั้น 3+ ให้ได้เปรียบเทียบ
  • การทำธุรกรรมทางการเงิน ควรมีหลากหลายช่องทางให้ได้ชำระ
  • เป็นระบบโบรกเกอร์ประกันภัยที่มีศูนย์รวมบริการประกันแบบครบครัน
  • มีข้อเสนอพิเศษก่อนจะตัดสินใจซื้อที่ไหนดีควรจะเช็คโปรโมชั่นเสียก่อน

สนใจทำประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ rabbit finance คลิกเข้ามาตอนนี้คุณจะได้รับการเปรียบเทียบจาก 30 บริษัทชั้นนำ และลูกค้าใหม่ยังได้ส่วนลดสูงสุด 15% หรือหากมีข้อสงสัย เราก็มีเจ้าหน้าที่เฉพาะด้านที่คอยให้คำปรึกษาลูกค้าอย่างใกล้ชิด

What-Medications-Not-Take-When-Driving

อุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย ต่อให้เราขับขี่รถยนต์อย่างระมัดระวัง แต่อุบัติเหตุก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ หากยิ่งเราเกิดขับขี่รถยนต์ขณะที่มึนเมา พฤติกรรมเหล่านี้จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงได้อีกด้วยนะ รวมไปถึงยาบางชนิด บางประเภท ก็สามารถส่งผลให้เราง่วงซึม หรือมึนเมาจนเกิดอุบัติได้เช่นกันค่ะ

ยาประเภทไหนบ้าง ที่ควรเลี่ยงหากต้องขับรถ

What-Medications-Not-Take-When-Driving

เพื่อนๆ มีใครที่มีอาการสะลึมสะลือหลังจากการรับประทานยาเข้าไปบ้างคะ บางคนก็รู้สึกง่วง อยากทิ้งตัวลงนอน บางครั้งเหมือนความสามารถในการขับขี่ไม่ค่อยเต็มร้อยสักเท่าไร แล้วยิ่งรับประทานยาเข้าไปแล้ว ต้องทำงาน ต้องขับรถ หรือแม้แต่การทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล

แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยนะคะ เพราะเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวมักจะเกิดจากตัวยาที่มีผลข้างเคียงทำให้เราเกิดอาการง่วง เพราะยาไปทำการกดระบบส่วนกลางของประสาทเราโดยตรง ทำให้เกิดอาการง่วงนอน และปวดเมื่อย ซึ่งหากเพื่อนๆ รู้ตัวว่าจะต้องรับประทานยาเหล่านี้ก็ควรหลีกเลี่ยงกับการขับรถยนต์นะคะ เผื่อหากเกิดอุบัติเหตุการณ์บนท้องถนนขึ้นมา อาจจะเกิดอันตรายอย่างหนักได้เลยค่ะ

มาดูกันว่ายาประเภทไหนที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ยาลดน้ำมูก/ยาแก้แพ้
  • ยานอนหลับ
  • ยาแก้ปวดหัว
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ
  • ยาคลายเครียด

หากเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องขับรถยนต์ ก็ควรเลือกใช้กลุ่มยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงน้อยที่สุด และขณะที่ขับรถอยู่เกิดอาการง่วง เพื่อนๆ ไม่ควรฝืนนะคะ ควรจอดรถหรือหาที่พักนอนไปก่อน และการทำประกันรถยนต์ไว้จะช่วยให้เพื่อนๆ อุ่นใจได้หากเกิดอุบัติเหตุการณ์บนท้องถนนนะคะ หรือหากมีข้อสงสัยสามารถโทรเข้ามาได้ที่ 02-710-3100 เรามีทีมงานคอยให้คำตอบอยู่ค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

5-Things-You-Should-Never-Do-While-Driving

เทศกาลของการท่องเที่ยว ก็กลับมาพร้อมกับอากาศหนาวๆ กันอีกแล้วนะครับ สำหรับใครที่คิดจะเดินทางไกลในช่วงปีใหม่ 2563 นี้ นอกจากสุขภาพร่างกายต้องพร้อมแล้ว สุขภาพรถ ก็ต้องพร้อมเช่นกันนะครับ หากท่านใดยังไม่ได้ไปตรวจสภาพรถฟรี ก็รีบนำรถไปตรวจสภาพกันได้เลย

ส่วนถ้าใครอยากจะขายรถด่วนๆ ในช่วงสิ้นปีนี้ เพื่อนำเงินไปดาวน์รถคันใหม่ ผ่อนรถใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ ก็นำรถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO สิ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express คลิกที่นี่เลย https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

พอได้รถมาขับกันแล้ว การขับรถยนต์นั้นต้องใช้สมาธิพอสมควร ไม่วอกแวก หรือทำนู่นทำนี่ตอนนั่งหลังพวงมาลัยไปด้วย … 5 สิ่งที่ห้ามทำ เมื่อกำลังขับรถอยู่นั้น มีอะไรบ้าง Mr.CARRO จะมาเล่าทั้งหมดให้ฟัง

5-Things-You-Should-Never-Do-While-Driving

1. โทรศัพท์มือถือ อย่าเล่น!

ในโลกยุคปัจจุบัน เชื่อได้เลยว่าแทบทุกคนติดโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น แต่เวลาขับรถ สมาธิหลักควรจะอยู่ที่ถนนหนทางข้างหน้ามากกว่า การเล่น Facebook หรือการแชทไลน์ ในขณะขับรถ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้

ดังนั้น การขับรถทางไกล หากจำเป็นต้องคุยโทรศัพท์ ควรใช้ระบบ Bluetooth และถ้าหากต้องการดูเส้นทางจาก GPS ในมือถือ ก็ตั้งค่าให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ควรหาจุดที่ติดโทรศัพท์ไว้บริเวณกระจกบานหน้ารถ ในมุมที่ง่ายต่อการดูครับ

2. ของหล่น อย่าเก็บ!

บางคนชอบเก็บของเอาไว้ในรถหลายอย่าง บางทีพอจะหยิบมาใช้ แล้วก็อาจจะวางในพื้นที่เรียบหรือลื่น เมื่อเวลารถออกตัวหรือเลี้ยว แรงเหวี่ยงของรถ อาจจะทำของกลิ้งหล่นไปที่พื้นได้ กรณีนี้ห้ามก้มลงไปเก็บของเด็ดขาดตอนกำลังขับรถอยู่ เพราะถ้าเงยหน้าขึ้นมาอีกที รถอาจเสียการควบคุม เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

และการเอื้อมตัวไปเก็บของขณะขับรถ อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บได้ ทางที่ดี ควรจัดวางสิ่งของให้เรียบร้อย ก่อนนำรถออกเดินทาง และไม่วางสิ่งของไว้ในจุดที่หล่นง่าย หรือกลิ้งไปมาได้ เช่น บนแผงคอนโซลที่พื้นเรียบ ไม่มีช่องเว้าสำหรับให้วางของ เป็นต้น

5-Things-You-Should-Never-Do-While-Driving

3. รองเท้า อย่าถอด!

เป็นปัญหาที่มีมานาน ของเรื่องรองเท้าไปขัดอยู่ในแป้นเบรก หรือคันเร่ง เพราะหลายคนเวลาขับรถ ชอบถอดรองเท้าขับรถ แต่การวางรองเท้าเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะรองเท้าอาจเลื่อนไหล ทำให้เบรกได้ไม่เต็มที่ หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้

ทางที่ดี ถอดรองเท้าแล้ว ยกไปวางไว้บริเวณที่นั่งฝั่งผู้โดยสาร เพื่อความปลอดภัย

4. รองเท้าส้นสูง อย่าใส่!

การใส่รองเท้าส้นสูงขับรถนั้น ทำให้เหยียบแป้นเบรกหรือแป้นคันเร่งไม่ได้เต็มฝ่าเท้า อาจทำให้เบรกได้ไม่สนิท หรือรถไหลไปชนคันหน้าได้

ทางที่ดี ควรเปลี่ยนรองเท้าก่อนขับรถ จะช่วยให้เหยียบเบรกและคันเร่งได้มั่นใจมากขึ้นครับ

5-Things-You-Should-Never-Do-While-Driving

5. สุรายาเมา ห้ามดื่ม!

การดื่มเหล้านี่เป็นเรื่องที่แยกไม่ออกกับทุกเทศกาลเลยจริงๆ จะเทศกาลไหนพี่ไทยก็เมา แต่เมาอย่างเดียวไม่พอ ดันออกมาขับรถซะด้วยสิ แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมานับไม่ถ้วน

ถ้าหากรู้ตัวว่าเมาแล้ว ห้ามขับรถเด็ดขาด! ทางที่ดี ควรให้คนที่ไม่ได้ดื่มเหล้า ขับรถให้แทน หรือจอดรถทิ้งไว้ก่อน ถ้ามาคนเดียวก็ขึ้นแท็กซี่ หรือใช้ Application ที่มีบริการคนขับรถให้มาขับให้

เอาละครับ เมื่อรู้ถึงข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันด้วยล่ะครับ

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

จากกรณีที่มีข่าวรถตู้รับส่งนักเรียน ถอยทับคุณยายวัย 83 เนื่องจากคนขับมองไม่เห็นและไม่รู้ ซึ่งกรณีแบบนี้ ก็มีเกิดเรื่องมาให้เห็นกันแล้วหลายครั้งในอดีต

สิ่งที่ควรรู้ไว้ หากคุณขับรถตู้ ความรอบคอบ การกะระยะซ้ายขวาหน้าหลัง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่ารถตู้จะดูเหมือนขับไม่ยาก เพราะมีช่วงหน้ารถที่สั้น แซง แทรก เปลี่ยนเลน ง่ายมาก แต่ด้านท้ายนั้น เหมือนขับรถพ่วง เพราะจะมองไม่ค่อยเห็นในมุมด้านหลัง (เนื่องจากมีเบาะบังอยู่)

เวลาขับรถตู้ แล้วต้องถอยหลัง ต้องทำอย่างไร? วันนี้ Mr.Carro มีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกมองข้าง

ใช้กระจกมองข้างให้คล่อง เวลาถอย ดูซ้าย ดูขวา ว่ามีอะไรกีดขวางหรือไม่ ก่อนจะถอย

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ดูกระจกส่องท้ายรถตู้

อย่าลืมมองหันไปมองกระจกส่องท้ายรถตู้ (ถ้ามี) เพราะกระจกส่องท้ายรถตู้ จะติดตั้งในมุมที่มองเห็นด้านล้างของท้ายรถพอดี

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

กล้องมองภาพท้ายรถ / สัญญาณกะระยะท้ายรถ

เนื่องจากจุดบอดของรถตู้จะอยู่ที่ด้านท้าย เช่นเดียวกับรถบรรทุก หรือรถพ่วง การติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลังรถ หรือสัญญาณกะระยะท้ายรถ เมื่อมีสิ่งกีดขวาง สัญญาณจะดังขึ้นเรื่อยๆ หรือมองเห็นภาพได้จากในรถ ก็จะช่วยให้ถอยรถ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

4-Ways-To-Drive-A-Van-In-Reverse-Gear

ลงมาดูท้ายรถ หรือ ให้คนช่วยดูท้ายรถให้

วิธีนี้ปลอดภัยสุด เมื่อไม่แน่ใจว่ามีสิ่งกีดขวาง ให้ลงมาดูด้านท้ายรถ หรือให้คนมายืนดูทางให้เวลาถอยรถ

ลองจำไว้ใช้ แล้วปฏิบัติตามกันดูนะครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

5-Problem-From-Car-Fall

เป็นที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าท้องถนนในกรุงเทพฯ และประเทศไทยของเรา มีปัญหาอยู่อย่างมากเลยทีเดียว นับตั้งแต่เรื่องมอเตอร์ไซค์ ขึ้นไปขี่บนฟุตบาท หาบเร่แผงลอยยึดฟุตบาท ล่วงมาจนถึงสภาพถนนหลายสาย ที่แย่มาก และถนนที่ขยันขุดแล้วขุดอีก หรือย่านสร้างรถไฟฟ้า ที่รถปูน รถดิน วิ่งถล่มถนนกัน รวมไปถึงกับดักต่างๆ เช่น ฝาท่อ หรือร่องบนพื้นผิวถนน

ถนนบางสาย ก็ขยันเอางบแปรญัตติมาทำกันจัง (ทั้งๆ ที่ถนนผิวคอนกรีตเดิม สภาพก็ยังไม่แย่นัก) ยิ่งประเภทลาดยางด้วยแอลฟัสต์เนี่ย พอใช้งานไปได้ไม่นาน ผิวถนนกลับหายเป็นหย่อมๆ หรือไม่เรียบ กลายเป็นหลุมบ่อมาแทน!

เมื่อรถวิ่งมาเร็วๆ ตกลงไป ถึงขั้นทำให้ช่วงล่างพังได้ และยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ อยู่บ่อยๆ เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ได้ซะที สำหรับถนนของประเทศนี้

Mr.Carro จะมาเล่าถึงผลเสียของการขับรถตกหลุมบ่อย 4 ข้อว่า มีข้อเสียอะไรบ้าง.

5-Problem-From-Car-Fall

สภาพถนนเข้าหมู่บ้านในร้อยเอ็ด

1. ล้อแม็กคด หรือแตก

เมื่อรถยนต์หากวิ่งตกหลุมด้วยความเร็วที่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะส่งผลให้ทั้งยางและล้อแม็ก เกิดความเสียหายได้มากขึ้นเท่านั้น อาการส่วนใหญ่ที่เห็น จะเป็นล้อแม็กคด หรือดุ้ง ซึ่งถ้าเป็นไม่มากก็ไม่เป็นไร แต่ก็ควรดัดคด เพื่อให้ล้อกลมเหมือนเดิม ช่วยป้องกันอาการรถสั่น ขณะขับด้วยความเร็วสูงได้

แต่ถ้าหนักหน่อยถึงขั้นล้อแม็กแตก ส่วนใหญ่มักจะเป็นล้อแม็กที่ผลิตขายกันแบบยี่ห้อโนเนม ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งกรณีล้อแม็กแตกนั้น อาจทำให้รถถึงขั้นเสียการควบคุม เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้

2. ยางบวม หรือยางแตก

การขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูง แน่นอนว่า “ยาง” ซึ่งเป็นด่านหน้าในการรับกระแทกอย่างรุนแรง จนอาจเกิดอาการบวมขึ้นได้ และยางบวมยังส่งผลต่อการขับขี่ของรถ ทำให้เกิดอาการสั่น ขับรถได้อย่างไม่นิ่มนวล

ซึ่งถ้าหากในหลุมที่ตกลงไปนั้น มีเหลี่ยมคมเข้าไปอีก ถึงขั้นยางระเบิดได้

5-Problem-From-Car-Fall

3. ลูกปีนล้อแตก

ลูกปืนล้อ เป็นชิ้นส่วนที่เรียกได้ว่าอาจจะไม่ทนนัก สำหรับรถบางรุ่น หากมีการกระแทกที่ล้ออย่างรุนแรง ก็ส่งผลทำให้ลูกปืนล้อแตกได้

โดยอาการของลูกปืนล้อแตก จะมีเสียงหอนดังจากล้อข้างใดข้างหนึ่ง และจะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความเร็วรถสูงขึ้น

4. ตัวถังรถ (โดยเฉพาะด้านหน้า) อาจเสียหาย

การขับรถลงหลุมด้วยความเร็วและรุนแรง อาจสร้างความเสียหายให้เกิดกับช่วงล่างได้ รวมไปถึงชุดกันชนหน้า ชุดสเกิร์ตหน้า ก็อาจถูกแรงสั่นสะเทือน หรือกระแทกเสียหายได้

5-Problem-From-Car-Fall

5. ช่วงล่างพังเร็ว

ถ้ารถของคุณใช้งานมานาน และตกหลุมบ่อยพอสมควร สังเกตได้เลยว่า เวลาลงหลุมแล้วรถจะไม่นิ่มนวล มีเสียงดังเอียดอ๊าด หรือตึงตังที่ช่วงล่างประจำ เพราะช่วงล่างหลวมจากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ถูกแรงกระแทกมาอย่างยาวนาน เริ่มไม่ยึดแน่นคงที่

นั่นเพราะ โช็คอัพ, เบ้าโช๊คอัพ, ปีกนก, ลูกหมากคันชัก-คันส่ง, ลูกหมากแร็ค (หรือ ไม้ตีกลอง), ยางแท่นเครื่อง หรือ เพลาขับ ก็จะเกิดอาการเสื่อมภาพ พังเร็วขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนทั้งหลายนี้ ก็นับตั้งแต่ราคาหลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่นบาทได้

ทางที่ดี เวลาขับรถตามท้องถนน เมื่อเจอหลุมบ่อ เนินลูกระนาด ควรชะลอช้าๆ แล้วค่อยๆ ลง แต่ถ้าหาทางเลี่ยงได้ เลี่ยงเลยครับ เพราะช่วงล่างพังไวขึ้น ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าซ่อมบานแน่ๆ

ถ้าคุณเบื่อซ่อมช่วงล่างรถคันเดิมอยากเปลี่ยนรถใหม่ ขายรถด่วน เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประกันภัยชั้น 1 มักจะแถมมาให้กับรถป้ายแดงแทบจะทุกคันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นมาตรฐานเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นความคุ้มครองที่มีให้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เราชนเขา เขาชนเรา หรือเกิดจากสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากก่อการร้าย เป็นต้น

แต่พอหลังจากที่ประกันภัยชั้น 1 หมดอายุแล้ว ถ้าเราต้องการจะต่ออายุใหม่ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเบิ้ยประกันนับหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนในเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ มีรายจ่ายสารพัด นอกจากค่าผ่อนรถแล้ว รายจ่ายในการทำประกันภัยรถ ก็ยังจำเป็นต้องทำอีกด้วย (สำหรับคนที่เพิ่งซื้อรถได้ไม่นาน หรือเพิ่งมือใหม่หัดขับ มีไว้มันก็อุ่นใจน่ะ)

Mr.Carro จึงขอแนะนำวิธีทำประกันภัยชั้น 1 อย่างไร ให้ถูกกว่าปกติสูงสุดถึง 50% ครับ.

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

1. ส่วนลดเบี้ยประกันรถจากประวัติดี

อันนี้ถือเป็นรางวัลของคนที่ขับรถดี ไม่มีเคลมครับ (ซึ่งบริษัทประกันภัยก็ชอบด้วย ฮา…) จึงมีส่วนรถเบี้ยประกันสำหรับประวัติการขับรถดี มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน

– ขั้นแรก ลด 20% เมื่อไม่มีการเคลมในปีแรก
– ขั้นที่ 2 ลด 30% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 2 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 3 ลด 40% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 3 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 4 ลด 50% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 4 ปีติดต่อกัน หรือมากกว่านั้น

แต่ถ้าเกิดว่า เราเกิดเป็นฝ่ายผิดหรือประมาท (พูดง่ายๆ คือ ขับรถไปชนคน หรือสิ่งของ นั่นล่ะ) ส่วนลดเบี้ยประกันของคุณ ก็จะลดลงตามขั้นไป

2. เลือกทุนประกันรถยนต์ที่เหมาะสม

การเลือกทุนประกันรถยนต์ครับ ล้วนมีผลต่อเบี้ยประกันเช่นกัน ซึ่งจะมีโปรแกรมคำนวณอัตโนมัติ จากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสมที่สุดอยุ่ที่ 80% ของราคารถยนต์ในปีแรก และจะคำนวณเป็น 90% ของทุนประกันปีก่อนหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงราคานี้ สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามการคำนวณ เพราะทุนประกันมาก ก็ต้องจ่ายค่าเบื้ยประกันมากตามไปด้วย

แต่ไม่สามารถเลือกทุนประกันให้สูงเกินมูลค่ารถได้นะครับ เพราะว่ารถทุกคันมันมีค่าเสื่อมจากการใช้งานครับ ซึ่งมูลค่ารถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ ปีละ 10% หรือตามราคากลางรถยนต์ในปีนั้นๆ

3. เพิ่มค่า Excess Fee ช่วยลดค่าเบี้ยได้

ค่า Excess Fee ถือเป็นค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณี ซึ่งปกติจะอยู่ที่ครั้งละ 1,000 บาท แต่หากมั่นใจว่าเราคนขับรถดี ไม่ชนบ่อยๆ การเลือกประกันภัยที่มีค่าเสียหายส่วนแรกสูงๆ (ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท) ก็ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้เช่นกัน

4. ระบุชื่อคนขับรถ

การระบุชื่อและอายุของผู้ขับขี่ (ว่าใครเป็นคนขับรถคันนี้แน่นอน) ก็ลดเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ได้เช่นกัน โดยอัตราค่าเบี้ยประกันที่ลดลง มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามอายุของผู้เอาประกัน โดยหากระบุผู้ขับขี่ 2 คน ให้ยึดผู้ที่มีอายุน้อยสุดเป็นหลัก ดังนี้

– อายุ 18-24 ปี ได้ส่วนลด 5%
– อายุ 25-35 ปี ได้ส่วนลด 10%
– อายุ 36-50 ปี ได้ส่วนลด 15%
– อายุ 50 ปีขึ้นไป ได้ส่วนลด 20%

5. เลือกซ่อมอู่นอกก็ได้

บางกรณีที่รถคุณมีแค่รอบเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเคลมเพื่อเข้าศูนย์บริการอย่างเดียวก็ได้ ลองเลือกอู่ซ่อมรถที่ไว้ในได้ และเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันภัยที่คุณจะทำอยู่ดู เพราะการเลือกประกันแบบซ่อมอู่ ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้ 10-30% ทีเดียว

ลองเลือกดูตามความเหมาะสมนะครับ แล้วคุณจะได้ขับรถอย่างสบายใจ และประหยัดเงินอีกด้วยครับ

10-FM-Radio-Popular-In-Thai-Driver

ดีเจ เสียงใสใส คุณนั้นเป็นใคร ดวงใจ ฉันถามหา เปิดเพลงถูกใจคนฟัง ทุกๆ ครั้ง ชื่อเสียง คุณดังกระฉ่อน ไปแสนไกล ฉันเองเวลา เปิดฟังคุณ ไม่เคยหมุนไปคลื่นใด ไม่อยากฟังใคร เท่าคุณ ….

คุณคือคนนึงหรือเปล่า? ที่ทุกวันนี้ยังชอบฟังวิทยุ FM เวลาขับรถ ไม่ว่าจะฟังข่าวสาร เหตุบ้านการเมือง ฟังรายการบันเทิง ฟังเรื่องผี ฟังเพลงฝรั่ง ฯลฯ หรือเพราะติด DJ คนๆ นั้น อยู่? หรือชอบโทรเข้าไปคุยในรายการนั้น!

แม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องยากในการหาเพลงมาฟังแบบสมัยก่อนแล้ว วิทยุก็สามารถรับฟังได้จากทั่วโลก อีกทั้งยังมี Music Streaming Application (มิวสิค สตรีมมิ่ง แอปพลิเคชั่น) ที่ฟังเพลงที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจตัวเองแล้วก็ตาม แต่วิทยุ FM (ไปจนถึงวิทยุ AM และวิทยุคลื่นสั้น SW) ก็ยังคงมีเสน่ห์ ที่ยังมีคนคอยติดตาม ฟังเพลง หรือฟังข่าวสารอยู่ ในรถติดๆ ขณะนี้ …

มาดูกันว่า 10 คลื่นวิทยุ ที่คนวัยทำงาน คนขับรถ คนขับแท็กซี่ ชอบฟัง จะมีคลื่นไหนกันบ้าง …..

สวพ.91

ข่าวจราจร สวพ.91

สำหรับคลื่น สวพ.91 หรือชื่อเต็มๆ คือ “สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์” จัดได้ว่าเป็นคลื่นวิทยุ ที่มีคนขับรถวัยทำงานฟังมากที่สุดอีกหนึ่งคลื่น โดยมากแล้วจะเป็นการรายงานข่าวจราจร ข่าวอาชญากรรม ข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป เหตุการณ์ต่างๆ และการตามหายของหาย คนหาย สัตว์เลี้ยงหาย หรือโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ เป็นต้น

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ความว่า “หน้าที่การจัดการจราจรเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง”

จึงทำให้เกิดรายการข่าวจราจร สวพ.91 ขึ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 รายงานการจราจรและความปลอดภัย ในเวลา 16.30 – 18.30 น. โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (หรือกรมตำรวจ ในปี 2536) โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ บริษัท วิไลเซ็นเตอร์แอนด์ซันส์ จำกัด ผู้ร่วมดำเนินงาน สวพ. 91 สถานีวิทยุในสังกัด

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2536 จึงขยายเวลาเป็นรายงาน 2 ช่วง คือ 6.30 – 8.30 น. และ 16.30 – 18.30 น. พอถึงวันที่ 1 เมษายน 2537 จึงขยายเวลาเป็น 6.00 – 24.00 น. เป็นรายการวิทยุรายงานการจราจรเต็มรูปแบบ ต่อมาจึงขยายเป็น 24 ชั่วโมง ในวันที่ 6 ธันวาคม 2540

93 Cool Fahrenheit

COOLfahrenheit

สำหรับคลื่น 93 COOL Fahrenheit (คูลฟาเรนไฮต์) ถือเป็นสถานีวิทยุที่มีคนฟังมากที่สุดอันดับ 1 ในประเทศไทย ในเครือคูลลิซึ่ม ของ RS มีรูปแบบการเปิดเพลงไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

ออกอากาศครั้งแรก ในชื่อ COOL FM ของ บริษัท สกายไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบก กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ FM98.0MHz เมื่อปี 2543 ต่อมาย้ายไปออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเสียงจากทหารเรือ ส.ทร.วังนันทอุทยาน FM93.0MHz ตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น COOL 93 Fahrenheit เมื่อปี 2549 และคลื่นนี้ กลายมาเป็นวิทยุเรตติ้งอันดับ 1 ต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

อนึ่งเมื่อปี 2556 หลังจากที่บริษัท สกายไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท คูลลิซึ่ม จำกัด ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกสถานีเป็น คูลฟาเรนไฮต์ 93 ตามไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคม 2560 COOLfahrenheit 93 จึงได้รับการรีแบรนด์อีกครั้งในชื่อ COOLfahrenheit โดยไม่ระบุความถี่เพื่อเปิดเกมส์รุกช่วงชิงผู้ฟังในช่องทางออนไลน์อย่างเต็มตัว

จากการสำรวจเรตติ้งโดยนีลเส็น มีเดีย เมื่อธันวาคม 2560 COOLfahrenheit เข้าถึงผู้ฟังจากช่องทาง FM93.0 สัปดาห์ละ 1.3 ล้านคน และช่องทางออนไลน์กว่าเดือนละ 500,000 คน โดยมีส่วนแบ่งผู้ฟังในตลาดเพลงไทยสากลมากกว่า 50%

95 ลูกทุ่งมหานคร

95-ลูกทุ่งมหานคร

สำหรับคลื่น 95 ลูกทุ่งมหานคร ของ อสมท. ได้ชื่อว่าเป็นสถานีเพลงลูกทุ่งเพื่อสังคมอุดมปัญญา เป็นคลื่นของคนในวัยทำงานนิยมฟัง และยังเป็นขวัญใจของคนขับแท็กซี่ด้วย โดย 95 ลูกทุ่งมหานคร ก่อนหน้าที่ อสมท. จะเข้ามาทำเองในวันที่ 1 มิถุนายน 2547 เดิมเป็นคลื่น “ลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม.” ที่ทาง วิทยา ศุภพรโอภาส และทราฟฟิค คอนเนอร์ (ผู้รับสัมปทาน) ทำมาก่อนอยู่แล้ว

อีกทั้งยังเป็นคลื่นวิทยุยอดนิยมในหลากหลายอาชีพอีกด้วย ไม่ใช่แค่คนขับรถอย่างเดียว เช่น กลุ่มคนส่งของขับรถ จากนั้นก็เป็นเกษตรกร หรือชาวสวนยางที่ออกมากรีดยาง จัดว่าช่วงไพรม์ไทม์ของ 95 ลูกทุ่งมหานคร คือเที่ยงคืน ตี 3 และตี 5 เลยก็ว่าได้ และยังมีการขยายไปจัดอย่างอื่นด้วย เช่น ประกวดนักร้องลูกทุ่ง “มหานครอวอร์ดส” อีกด้วย

96.5 คลื่นความคิด

96.5-คลื่นความคิด

สำหรับคลื่น 96.5 คลื่นความคิด ของ อสมท. อีกเช่นกัน เป็นคลื่นวิทยุที่ได้รับความนิยมมาก นับตั้งแต่ปี 2547 จากบรรดาเหล่าคนขับรถ (หรือมนุษย์เงินเดือน) ในวัยทำงาน เพราะมีเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งการเมือง หุ้น เศรษฐกิจ สังคม การตลาด การบริหาร เรียกได้ว่าเหมือนได้เข้าห้องเรียนฟังเหล่าอาจารย์ กุนซือ วิทยากร มาบรรยายให้ฟังสดๆ กันทุกวัน

สำหรับรายการเด่นๆ ของคลื่นนี้ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้แก่ CEO VISION, 96.5 Biz Connection, คุยได้คุยดี Talk News & Music, ข่าวเข้มประเด็นข้น หรือ ข่าวเด่นประเด็นร้อน เป็นต้น

99 Active Radio

99-Active-Radio

สำหรับคลื่น 99 Active Radio (แอคทีฟ เรดิโอ) คลื่นเมืองไทยแข็งแรง ก็เป็นอีกหนึ่งคลื่น ที่ทาง อสมท. เอากลับมาทำเองเช่นกัน โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน‎ ‎2547 คลื่นนี้จะเน้นหนักไปทางด้านรายการประเภทกีฬา ท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมไปถึงมีถ่ายทอดสดฟุตบอลสดๆ ให้ได้ฟังกันอีกด้วย

จส.100

จส.100

หลายคนมักจะสงสัยว่าคลื่น จส.100 ย่อมาจากอะไร? สำหรับ จส.100 นั้น ย่อมาจาก “จเรทหารสื่อสาร” ครับ

สถานีวิทยุ จส.100 “วิทยุข่าวสารและการจราจร” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2534 จากการที่กองทัพบก มอบคลื่นนี้ให้ บริษัท แปซิฟิค คอปอร์เรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายใต้คำขวัญว่า “ด้วยใจเพื่อสังคม” เพื่อเป็นสื่อกลางให้กับคนทุกระดับในสังคม ทั้งการรายงานข่าวสาร และการจราจร รวมถึงปัญหาอื่นๆ ในสังคมกรุงเทพฯ กลุ่มผู้ฟังส่วนใหญ่อายุประมาณ 35-40 ปี และเป็นคนขับรถซะส่วนมาก

รูปแบบของรายการ ออกมาในลักษณะที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในรายการค่อนข้างมาก เป็นการรายงานข่าวจราจร ข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป ข่าวต่างประเทศ ข่าวอาชญากรรม ตามหาของหาย คนหาย รวมไปถึงปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ และประเทศไทย และยังมีการตั้งประเด็นหัวข้อต่างๆ ให้คนโทรมาแสดงความเห็น ซึ่ง ประชาชนเปรียบเสมือนเป็นนักข่าวอิสระของ “จส.100” มีกระจายอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง

100.5 คลื่นข่าว นิวส์เน็ตเวิร์ก

100.5-คลื่นข่าว-นิวส์เน็ตเวิร์ก

สำหรับคลื่น FM 100.5 “คลื่นข่าว นิวส์เน็ตเวิร์ก” ของ อสมท. นี่ถือว่าเป็นคลื่นวิทยุที่ดำเนินการโดย อสมท. มาเก่าแก่มากอีกหนึ่งคลื่น นับย้อนขึ้นไปได้ถึงยุคที่ยังเป็น สถานวิทยุ ท.ท.ท. เลยทีเดียว จัดเป็นคลื่นที่ได้รับนิยมมากจากคนขับรถเช่นกัน

เป็นคลื่นที่เน้นในเรื่องของข่าวสารเป็นหลัก ทั้งข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ สังคม กีฬา เทคโนโลยี และสาระความรู้ที่หลากหลาย รวมถึงข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกตลอด 24 ชั่วโมง และยังเป็นสถานีแม่ข่ายเสนอข่าวทุกต้นชั่วโมง ไปยังสถานีวิทยุเครือข่ายทั่วประเทศ

105.5 Eazy FM

EazyFM-105.5

105.5 Eazy FM (อีซีเอฟเอ็ม) นับเป็นคลื่นวิทยุเพลงสากลอันดับ 1 ของไทย ที่ดำเนินงานโดย BEC Tero Entertainment (บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์) มาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งนอกจากจะเปิดเพลงสากลแล้ว ยังมีการถ่ายทอดข่าวจากทางช่อง 3 ให้ได้รับฟังกันอีกด้วย

106.0 วิทยุครอบครัวข่าว

106.0-วิทยุครอบครัวข่าว

วิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM106MHz เกิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2550 จากแนวคิดของวิบูลย์ ลีรัตนขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซิร์ช ไลฟว์ จำกัด, สำราญ ฉัตรโท รองผู้จัดการฝ่ายข่าว บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด, ธีระ ธัญไพบูลย์ วราภรณ์ สมพงษ์ และ สาธิต กรีกุล ผู้ดำเนินรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้ติดตามชมรายการข่าว ของ ครอบครัวข่าว 3 ที่ไม่สามารถรับชมรายการต่างๆ ทางโทรทัศน์ได้ เนื่องจากสภาพการจราจรติดขัด อยู่บนท้องถนน รวมถึงเพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอข่าวสารทางวิทยุเพิ่มขึ้น เป็นเป็นรายการตลอด 24 ชั่วโมง และมีเนื้อหารายการที่หลากหลาย

106.5 Green Wave

106.5-Green-Wave

106.5 Green Wave (กรีนเวฟ 106.5) คลื่นสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นคลื่นวิทยุในเครือเอไทม์ มีเดีย และ GMM Grammy ที่เปิดเพลงไทยสากลแนวฟังสบาย ตลอด 24 ชั่วโมง ที่อยู่มาเก่าแก่อีกหนึ่งคลื่น โดยออกอากาศครั้งแรก 1 ตุลาคม 2534 ทางคลื่น FM99.5 ต่อมาย้ายไปยัง FM104.0 และลงหลักปักฐานที่ FM106.5

ซึ่งที่มาของชื่อคลื่นนี้ ก็เพราะว่าช่วงนั้นเทรนด์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กำลังมาแรงมาก อีกทั้งยังมีรายการที่ฮิตติดหูคนฟังทั้งวัยรุ่น และวัยทำงาน ในทุกค่ำคืนของวันศุกร์ ที่รอฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตรักในรายการ นั่นก็คือรายการ “Club Friday” โดยมีดูโอ DJ ชื่อดังอย่าง “พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา)” กับ “พี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล)” คอยรับฟังสารพันปัญหาจากผู้ฟังปลายสาย ที่โทรเข้ามาปรึกษา พร้อมช่วยมองหาทางออกและบอกข้อแนะนำนั่นเอง

Mr.Carro เชื่อได้เลยว่า 10 คลื่นวิทยุยอดนิยมของคนขับรถที่นำมาเสนอนั้น ต้องมีคลื่นใดคลื่นหนึ่ง ที่คุณติดตามฟังกันเป็นประจำอย่างแน่นอน …

ใกล้แล้วกับฤดูแห่งความเหงา คุณน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าคือฤดูอะไร ใช่ฤดูฝน เมื่อความเหงาเข้ามาปกคลุม คนโสดทั้งหลายคงไม่มีใครอยากนั่งเหงาท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของสายฝนอยู่ในบ้านหรอก แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักอยากขับรถออกไปในที่ใดสักที่หนึ่ง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แสนเหงาที่อยู่บ้านเพียงคนเดียว แต่การออกไปขับรถกลางลมฝนนั้นมันไม่ปลอดภัยเหมือนการขับรถเวลาปกติอยู่ และไม่ว่าเหตุใดที่ทำให้คุณต้องขับรถออกไปนอกบ้าน ในขณะที่ฝนกำลังตก คุณควรจะรู้วิธีที่จะทำให้การขับรถของคุณนั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น

การเกิดอุบัติเหตุนั้นนอกจากเกิดจากรถคันอื่นแล้ว อีกสาเหตุคือมาจากความประมาทของตัวคุณอีกหนึ่งคนที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนได้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยเราก็ควรที่จะรู้เพื่อลดความเสี่ยงของเราไว้ก่อน มากหรือน้อยแต่ถ้าหากปฏิบัติถูกต้องก็ถือว่าได้ลดความเสี่ยงของรถคุณเองไม่มากก็น้อย

ดังนั้นเราจะมี 5 วิธีที่จะมาแนะนำว่า ควรทำอย่างไรเมื่อต้องออกไปขับรถท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมา

1.เปิดที่ปัดน้ำฝนในระดับปานกลาง

เมื่อขับรถออกไปเจอกับสภาพอากาศฝนตกสิ่งแรกที่ควรเปิดเลย คือ ที่ปัดน้ำฝน ที่จะช่วยทำให้วิสัยทัศน์ในการมองทางของคุณดีขึ้นไม่มากก็น้อยทีเดียว ที่สำคัญเราควรดูแลที่ปัดน้ำฝนว่า เสียหายหรือมีปัญหาอะไรไหม สังเกตได้จากระหว่างที่ปัดน้ำอยู่จะมีเสียงเสียดสีกันระหว่างยางของที่ปัดน้ำฝน กับกระจก ในหน้าฝนนั้นที่ปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์อันดับต้นๆที่ควรดูแลเป็นอย่างยิ่ง

driving in rain 1

2.เปิดไฟหน้ารถทันทีเมื่อขับออกไปเจอฝน

การเปิดไฟขณะที่ฝนตกนั้น จะทำให้ไฟท้ายของเราติดขึ้นมา เพื่อให้รถที่ขับตามหรือรถด้านหลังมองเห็นไฟของรถเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และไฟน้าทำให้เรามองเห็นทางชัดเจนมากขึ้น ถ้าหากวิสัยทัศน์ยังแย่อยู่ให้เปิดเป็นไฟสูงเพื่อทำให้มองเห็นทางด้านหน้าได้ไกลและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

driving in rain 2

3.ลดความระหว่างขับลงเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างรถคันหน้าให้มากขึ้น

การเว้นระยะห่างนั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าหากรถคันนั้นเกิดเบรกกะทันหันจะทำให้เรามีพื้นที่ให้รถเบรคก่อนที่จะถึงรถคันหน้า ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุลงได้

driving in rain 4

 4.ควรเปิดสัญญาณไฟให้ชัดเจน

การเปิดสัญญาณไฟเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้รถคันหลังของเรามองเห็นว่ารถของเราจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหนต่อ เพื่อลดความเข้าใจผิดต่อรถที่ขับตาม และช่วยลดอุบัติเหตุระหว่างขับรถในขณะที่ฝนตกได้

driving in rain 3

5.การลดฝ้าที่ขึ้นบนกระจก

ข้อสุดท้ายที่เราเจอบ่อยที่สุดระหว่างขับรถกลางฝน คือ การที่ฝ้าขึ้นกระจกรถของเรา สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้านั้นมาจากการที่อุณหภูมิในรถนั้นร้อนกว่าด้านนอกที่ฝนตกอยู่ ให้กดปุ่มไล่ฝ้ากระจกหลังจะช่วยให้ฝ้าที่กระจกหลังของเราค่อยๆหายไป และการเปิดแอร์ให้เย็นขึ้นมากกว่าเดิมเล็กน้อยก็เป็นการช่วยลดฝ้าที่กระจกรถส่วนอื่นได้อีกด้วย

driving in rain 5

การขับรถออกจากสถานที่ใดที่หนึ่งนั้น ไม่ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณต้องขับรถออกไปท่ามกลางสายฝน ก็คงสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวแต่อีกสิ่งที่สำคัญมากกว่าสาเหตุของคุณก็คือ ความปลอดภัย ระหว่างขับรถกลางสายฝนที่มีวิสัยทัศน์การมองแย่ลงตามระดับความแรงของฝนที่ตกอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักขับที่ประสบการณ์มามากแค่ไหน แต่การขับรถที่มีวิสัยทัศน์แย่ที่เกิดขึ้นกับรถทุกคันนั้น ควรพึงระวังว่าอุบัติเหตุสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การลดความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ขับรถควรรู้และปฏิบัติตลอดเวลาขับรถ

สุดท้ายคือ ถ้าหากฝนตกหนักหรือแรงเกินไปจนไม่สามารถมองทางได้ชัดเจนแม้จะใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วคุณก็ควรที่จะหาที่จอดริมทางที่ปลอดภัย เพื่อรอให้ฝนหยุดหรือเบาลงก่อนจึงเริ่มออกเดินทางต่อ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและผู้โดยสารของคุณนั่นเอง หาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดง พร้อมของแถม สามารถดูได้ที่ www.siamcardeal.com เราพร้อมให้คำแนะนำเรื่องรถยนต์ใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง