10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

ว่าด้วยการ “ดูแลรถยนต์เบื้องต้น” รถยนต์คือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับใครหลาย ๆ คน ที่ใช้สำหรับการเดินทาง การทำงาน ชีวิตส่วนตัวและอื่น ๆ แน่นอนว่าทุกคนล้วนอยากให้รถยนต์ของคุณมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและสภาพเครื่องที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ นั่นจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จัก วิธีดูแลรถยนต์เบื้องต้น เพื่อให้รถของคุณได้รับการบำรุงและสามารถซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

การดูแลรถ นั้นมีอยู่หลากหลายวิธีที่หลายครั้งเรามักจะเกิดคำถามหรือมีข้อสงสัยว่าทำไมสิ่งที่ต้องคอยตรวจเช็คและหมั่นเปลี่ยนเป็นประจำ รวมถึงสิ่งที่ควรมีติดรถว่าสำคัญอย่างไร

รู้ใจได้รวบรวม 10 คำถามในการดูแลรักษารถยนต์ที่มักจะมีคำถามเกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่าทำไมถึงสำคัญ เพื่อให้คุณได้เห็นถึงประโยชน์ของแต่ละองค์ประกอบ รวมถึงได้เรียนรู้ถึงหลักการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ส่งผลที่ดีต่อรถยนต์คู่ใจที่จะมีประสิทธิภาพที่ดี พร้อมสำหรับการใช้งานอย่างราบรื่นและปลอดภัยอยู่เสมอ

1. ทำไมถึงควรเช็คหัวเทียนเป็นประจำ?

หัวเทียน เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ในการ “จุดระเบิด” ให้กับเครื่องยนต์ ผ่านการทำงานด้วยการปล่อยกระแสไฟแรงดันสูง เป็นกลไกสำคัญของเครื่องยนต์เบนซิน รวมถึง แก๊ส และ ก๊าซ ที่ถ้าหากคุณใช้เครื่องยนต์เบนซินควรที่จะมีการหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ ซึ่งโดยปกติแล้วหัวเทียนจะมีอายุในการใช้งานที่ยาวนาน ในรถยนต์บางคันสามารถใช้งานได้เกิน 100,000 กิโลเมตร จึงจะเริ่มแสดงอาการที่ผิดปกติ

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

โดยให้คุณสังเกตอาการเกี่ยวกับความผิดปกติเมื่อหัวเทียนจะหมดอายุการใช้งาน ได้แก่ น้ำมันสิ้นเปลืองมากกว่าปกติ, เร่งรถแซงแล้วพุ่งไปไม่เร็วเหมือนเดิม หรือ รอบเดินมีอาการเบาและสั่นเนื่องจากหัวเทียนมีการจุดระเบิดไม่เต็มที่

2. ทำไมต้องเปลี่ยนกรองแอร์อย่างสม่ำเสมอ?

การดูแลรถ หลายคนมักจะสงสัยว่า ทำไมถึงควรเปลี่ยน กรองอากาศเครื่องปรับอากาศ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กรองแอร์” ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าท่ามกลางสภาพอากาศในปัจจุบันที่มากไปด้วยฝุ่นละอองและมลภาวะทางอากาศ ที่ กรองแอร์ จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับคุณภาพอากาศภายในรถที่ดี อากาศสะอาดและเป็นมิตรต่อสุขภาพ โดยแนะนำให้มีการเปลี่ยนเป็นประจำในตอนที่คุณพารถยนต์ไปถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้ง

3. ทำไมควรล้างรถบ่อยๆ?

เรียกได้ว่าเป็นข้อสงสัยที่พบได้บ่อยเลยทีเดียว ว่าทำไมเราถึงควรล้างรถบ่อย ๆ ทั้งที่จะปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ต้องบอกเลยว่าการดูแลรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์ หมั่นเช็ดล้างและทำความสะอาดเป็นประจำนั้นจะช่วยให้รถของคุณดูใหม่ สีไม่ซีด ไม่มีสนิมขึ้น แสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของรถได้เป็นอย่างดี เมื่อคุณนำไปขายต่อก็ไม่ทำให้รถราคาตกอย่างแน่นอน

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

นอกจากนี้ ในหลาย ๆ ครั้งที่เราต้องขับรถผ่านบริเวณที่มีฝุ่นเยอะหรือที่พักใกล้ทะเลที่จะมีคราบเกลือคอยเกาะสะสมไว้เรื่อยๆ ภายในใต้ท้องเครื่อง ก็อาจจะเสี่ยงต่อการทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ตลอดจนเหล่าซากแมลงและขี้นกที่จะทำให้สีเกิดการกร่อยและยังมีปัญหาที่ส่งผลกระทบอีกมากมายที่เรียกได้ว่าการล้างรถนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ

4. ทำไมต้องเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำอยู่เสมอ?

ระดับน้ำในหม้อน้ำ ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในรถยนต์คันใหม่หรือคันเก่าก็ตาม เพราะถ้าหากหมอน้ำรถยนต์มีน้ำในระดับที่ต่ำอาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์มีปัญหาติดขัดในระหว่างการทำงานที่ออกกลางแจ้งหรืออยู่ท่ามกลางอุณภูมิที่ร้อนระอุในช่วงเวลากลางวัน

ผู้ใช้รถ ควรตรวจเช็คระดับของน้ำหล่อเย็นภายในถังพักน้ำหรือหม้อน้ำ โดยการเช็คระดับน้ำควรทำในขณะที่ไม่ได้มีการสตาร์ทเครื่องยนต์หรือในช่วงที่เครื่องยนต์มีสภาพที่เย็นอยู่

ถ้าหากไม่มีการตรวจเช็คเกี่ยวกับระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอนั้น น้ำที่ขาดการระบายความร้อนหรือมีระดับน้ำต่ำกว่าที่กำหนด จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างติดขัด ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เสี่ยงต่อการเสียหายลุกลามและสึกหรอได้

5. ทำไมยังต้องเช็คลมยาง?

เรียกได้ว่าเป็นเรื่อง ดูแลรถ ที่หลาย ๆ คนละเลยอย่างมาก สำหรับการเช็คลมยาง ซึ่ง ยางรถยนต์ มีหน้าที่ในการรับน้ำหนักของตัวรถทั้งคัน ที่ถ้าหากไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก็อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการขับขี่ เนื่องจากลมยางและยางรถยนต์มีผลต่อสมรรถนะการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเบรก การควบคุม การประหยัดน้ำมัน การบังคับเลี้ยว ตลอดจนการสึกหรอและอายุการใช้งานของยางรถยนต์ที่จะเสื่อมสมรรถภาพเร็วกว่าปกติ

นอกจากจะหมั่นเช็คลมยาวแล้ว ควรทำการเปลี่ยนยางตามสภาพของยางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการเบรก การยึดเกาะถนนรวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในระหว่างการขับขี่

6. ทำไมถึงควรเช็คน้ำมันเบรกทุกๆ 1 ปี?

เป็นอีกหนึ่งการ ดูแลรถยนต์ ที่ไม่ควรมองข้ามและมีความสำคัญอย่างมาก น้ำมันเบรก ทำหน้าที่ในการส่งแรงดันไปยังปั๊มเบรก ซึ่งหลังจากใช้งานไปสักระยะหนึ่งแล้ว น้ำมันเบรกจะค่อยๆ เสื่อมอายุการใช้งานและประสิทธิภาพที่ลดน้อยลงกลายเป็นสีที่เริ่มคล้ำพร้อมกับส่งผลต่อศักยภาพในการระบายความร้อนที่ลดลง เพราะฉะนั้น ควรที่จะมีการหมั่นเช็คน้ำมันเบรกเป็นประจำทุกๆ 1 ปี รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติเพิ่มเติม เช่น เบรกวืด, เบรกไม่อยู่ หรือ เบรกไหล เป็นต้น

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

7. ทำไมถึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนด?

สิ่งที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ใน เทคนิคดูแลรถ ก็คือ น้ำมันเครื่อง ที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ที่จะคอยทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่อง ปกป้องชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์รวมถึงชำระล้างสิ่งสกปรก

การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรที่จะเปลี่ยนทุกๆ 8,000 กิโลเมตร ไม่เกิน 10,000 กิโลเมตรหรือทำการเปลี่ยนทุกๆ 4 เดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แต่ละรูปแบบ

8. ทำไมถึงควรทำความสะอาดกรองอากาศเครื่องยนต์?

กรองอากาศ ทำหน้าที่ในการดักจับฝุ่นละออง กรองฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ให้เข้าไปยังเครื่องยนต์ ที่เมื่อมีการสะสมในระยะยาวจะเกิดการอุดตันและทำให้กระบอกสูบได้รับอากาศที่น้อยลง ส่งผลให้มีการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ โดยเครื่องกรองอากาศควรมีการล้างและทำความสะอาดหรือเปลี่ยนทุก ๆ 20,000 กิโลเมตรหรือถ้าหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ ควรที่จะเปลี่ยนทุก ๆ ระยะ 10,000 กิโลเมตร

9. ทำไมถึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์?

ไม่ว่ารถของคุณจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT หรือ เกียร์อัตโนมัติแบบปกติที่อยู่ในระดับต่าง ๆ การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง น้ำมันเกียร์จะช่วยลดการสึกหรอรวมถึงช่วยลดแรงเสียดทานของระบบเกียร์ พร้อมทั้งยังสามารถชะล้างพวกเศษโลหะที่มาจากการเสียดสีที่บริเวณหน้าฟันเกียร์ให้หลุดออกไป ให้ระบบการทำงานสะอาดในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่าย ประสิทธิภาพการทำงานก็ย่อมดีขึ้น

10 คำถาม ดูแลรถยนต์เบื้องต้น

การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ควรที่จะมีการเปลี่ยนทุกๆ ระยะ 50,000 หรือ 100,000 กิโลเมตร ที่ถ้าหากคุณมีการใช้งานในเมืองหรือขับขี่ด้วยการกดคันเร่งหนักๆ ก็ควรที่จะเพิ่มความถี่ในการเปลี่ยนเป็นระยะ 30,000 – 45,000 กิโลเมตร

10. ทำไมถึงควรทำประกันรถยนต์?

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการ ดูแลรถ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับการทำประกันรถยนต์ที่จะช่วยให้คุณและรถยนต์ได้รับการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยงในการใช้รถยนต์ให้แก่ผู้ขับขี่ ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการได้รับการคุ้มครองเมื่อต้องเดินทาง ขับขี่ไปยังที่ต่างๆ เป็นสิ่งที่จะเข้ามารองรับเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ช่วยให้คุณประหยัดเงินทั้งสำหรับตัวคุณเองและบุคคลภายนอก ตลอดจนยังเป็นการคุ้มครองรถยนต์ของคุณเมื่อเกิดไฟไหม้ การถูกโจรกรรมต่างๆ อีกด้วย

และนี่ก็เป็น 10 คำถามของการ ดูแลรถยนต์เบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความสำคัญในการดูแลและรักษาเครื่องยนต์ที่นอกจากจะดีต่อรถคู่ใจของคุณแล้ว ยังช่วยให้คุณปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับข้อสุดท้ายเราอยากจะระบุเพิ่มเติมว่า ทำไมควรซื้อประกันรถออนไลน์ที่รู้ใจ นั่นก็เพราะว่าเรามีข้อดีหลายอย่าง มั่นใจได้ในเรื่องบริการและการคุ้มครอง เคลมได้ง่ายๆ ผ่านแอป มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ ซื้อง่าย ราคาดี บริการรู้ใจกว่า ราคาประหยัดกว่า แถมยังผ่อนได้นานถึง 10 งวดผ่านบัตรเดบิตได้อีกด้วย คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ๆ และเรื่องราวดีๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เช่นกัน

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

“ฝากระโปรงรถ” สิ่งนี้ ผู้ใช้รถหลายคนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่จุดนี้ นับว่าเป็นหัวใจของรถยนต์เลยก็ว่าได้ ทั้งในการตรวจสอบระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ น้ำมันคลัทช์ น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง ชุดกรองอากาศ หัวเทียน ช่วงล่างคู่หน้า หรือหม้อต้มแก๊ส รวมไปถึงการเติมน้ำยาหม้อน้ำ หรือเติมน้ำฉีดกระปุกปัดน้ำฝน เป็นต้น ที่ปกติเราต้องตรวจสอบอยู่สม่ำเสมออยู่แล้ว เพื่อให้รถพร้อมใช้งาน

และหลายคนที่เดินทางไกล ออกต่างจังหวัดบ่อยๆ อาจจะเจอรถจอดเปิดฝากระโปรงหน้าทิ้งไว้ตามปั้มน้ำมัน เพื่อระบายความร้อน แต่จริงๆ แล้ว การเปิดฝากระโปรงหลังดับเครื่องยนต์ มันจำเป็นหรือไม่?

MR.CARRO มี 3 ข้อดี ของการเปิดฝากระโปรงหน้ารถ มาให้ได้อ่านและลองทำดูกันครับ รับรองได้ประโยชน์

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

1. ช่วยระบายความร้อน

แม้ว่าเครื่องยนต์โดยปกติแล้ว จะมีน้ำช่วยระบายความร้อน และมีอากาศไหลเวียนตลอดเวลาในการขับรถก็ตาม ซึ่งยิ่งขับรถเร็วเท่าไหร่ การระบายความร้อนในห้องเครื่องยนต์ ก็ยิ่งดีเท่านั้น

แต่การเปิดฝากระโปรงหน้ารถนั้น จะช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น ในกรณีที่รถเก่า ระบบระบายความร้อนไม่ดี หรือพัดลมหม้อน้ำไม่ดี เป็นต้น เนื่องจากความร้อนมักจะขึ้นสู่ที่สูง

และยิ่งในรถที่ติดแก๊ส LPG ที่ปกติแล้ว จะร้อนมากกว่าเครื่องยนต์ที่น้ำมันอย่างเดียว การเปิดฝากระโปรงรถเมื่อดับเครื่องแล้ว จะช่วยยืดอายุการใช้งานชิ้นส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

2. ยืดอายุชิ้นส่วนยาง และพลาสติก

ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ เช่น สายไฟ เทปพันสายไฟ โอริง หรือซีลยางต่างๆ แม้ว่าจะผลิตมาให้ทนกับความร้อนก็จริง แต่ต้องเจอกับความร้อนภายในเครื่องยนต์ตลอด ยิ่งบ้านเราเป็นเมืองร้อนแล้ว ชิ้นส่วนที่เป็นยาง พลาสติก หรือสายไฟ มักจะกรอบแตกหมดสภาพไว

การเปิดฝากระโปรงเพื่อระบายความร้อน ก็จะช่วยให้ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น รวมถึงช่วยยืดอายุฉนวนกันความร้อนใต้ฝากระโปรงได้อีกด้วย

3-Good-Things-About-Open-Car-Hood

3. ตรวจดูสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา

บางทีภายในห้องเครื่องยนต์ของเรา อาจจะเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดีของแขกไม่ได้รับเชิญอย่าง หนู แมว แมลงสาบ หรือ งู ก็เป็นได้ เพราะมีซอกมุมที่สามารถซ่อนได้ การเปิดฝากระโปรงหน้ารถ ยังได้ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมไปในตัว

สำหรับรถที่ใช้งานในเมือง ซึ่งจอดติดมากกว่าวิ่ง ทำให้การระบายความร้อนในเครื่องยนต์อาจไม่ดีนักในรถยนต์เก่าๆ เมื่อกลับถึงบ้านดับเครื่องยนต์แล้ว ก็อย่าลืมเปิดฝากระโปรงรถระบายความร้อน เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานของรถคุณยังไงล่ะครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่มาใช้เร็วๆ นี้ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

New-Year-Car-Care-Resolutions

หลังจากพักผ่อนอย่างหนำใจในช่วงหยุดยาวปีใหม่กันแล้ว บางคนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่บ้าน บางคนเลือกขับรถยนต์ออกไปเดินทางท่องเที่ยว แต่พอกลับมาถึงที่พักของเรากลับพบมองว่ารถยนต์ของเรานั้นสกปรกและสภาพดูไม่ได้เลย แบบนี้เราต้องทำอย่างไรให้กลับมาสะอาดเหมือนเดิมนะ

ดังนั้น เพื่อให้รถยนต์คันคู่โปรด คู่ใจของเรากลับมาสวยงาม เหมือนวันที่แรกที่เราซื้อรถยนต์ masii เลยนำเคล็ดลับวิธีการดูแลง่ายๆ ให้คงสภาพใหม่เอี่ยมพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลามาฝากกันจ้า

กลับมาดูแลรถให้เหมือนใหม่ ต้อนรับปีใหม่กัน

New-Year-Car-Care-Resolutions

ยาง

ยางรถยนต์เป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง นอกจากจะช่วยให้เราสามารถขับขี่รถยนต์ได้ลื่นไหลและนุ่มนวล อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยให้เราอีกด้วยนะ ซึ่งวิธีดูแลยางนั้นสามารถทำได้ง่ายดาย เพียงหมั่นเช็กและเติมลมยางให้สม่ำเสมอ เติมลมให้พอดี แค่นี้ก็ช่วยป้องกันการสึกหรอของยางได้ดี และคงสภาพรถยนต์ให้เหมือนใหม่ได้

น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กับยางรถยนต์ เพราะว่าน้ำมันเครื่องมีหน้าที่หล่อลื่น และช่วยระบายความร้อน แต่หลายๆ คนมักจะไม่สนใจในการถ่ายเปลี่ยนน้ำมันเครื่องกัน ถ้าหากยิ่งทิ้งไว้นานจะยิ่งทำให้เครื่องยนต์เสื่อมสภาพด้วยนะ

ทำความสะอาด

ฤกษ์งามยามดีต้อนรับต้นปี 2020 ด้วยการล้างรถยนต์ทำความสะอาดกันเถอะ นอกจากภายนอกรถยนต์ของเราที่ดูสะอาด สบายตาแล้ว ภายในรถก็ควรดูสะอาด ไม่ให้ฝุ่นเข้ามากระจายตัวอยู่ทั่วภายในเรา โดยหลักๆ วิธีการดูแลจะประกอบไปด้วย

  • ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาด
  • ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ทำความสะอาด
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยทำความสะอาด

New-Year-Car-Care-Resolutions

เข้าศูนย์คาร์แคร์

วิธีที่รวดเร็วและสบายใจเราได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นสำหรับการนำรถยนต์ของเราเข้าไปทำความสะอาดที่คาร์แคร์ เพราะคาร์แคร์จะช่วยดูแลรถยนต์ของเราให้สะอาดสะอ้านเหมือนใหม่ อีกทั้งยังสามารถตรวจเช็กสภาพของรถยนต์ของเราได้อีกด้วยนะคะ

จริงๆ แล้วการทำประกันก็ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้เราเสมอทุกๆ การเดินทางได้เช่นกันนะคะ ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาอย่างน้อยประกันก็ช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายเบื้องต้น คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้ทันที มีข้อมูลอยากสอบถามโทรเข้ามาที่ 02-710-3100

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

5-Fast-Checking-Car-For-Travel-Newyear

ช่วงนี้หลายๆ ท่าน เริ่มออกเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่กันแล้ว ซึ่งการเตรียมตัวในการเดินทาง ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน หากเกิดปัญหารถเสียระหว่างทางขึ้นมา คุณอาจจะเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และทำให้เพื่อนร่วมทางเจอรถติดมากขึ้นอีกต่างหาก …

ที่สำคัญ การเดินทางนั้นต้องขับขี่รถอย่างมีสติ ขับขี่ด้วยความปลอดภัย เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ เหนื่อยก็หาที่พัก ยืดเส้นยืดสาย หายง่วงหายเพลียแล้วค่อยไปต่อ และอย่าลืมมีน้ำใจให้กับเพื่อนร่วมทาง

ส่วนถ้าใครเบื่อละ อยากขายรถคันเดิม เพื่อไปดาวน์รถคันใหม่ ซื้อรถใหม่มาขับ ยอมเป็นหนี้หลายปี ดีกว่ามาเสียเวลาซ่อมรถกลางทาง ก็สามารถมาขายรถ หรือตีราคารถ ที่ CARRO ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express คลิกที่นี่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

CARRO ขอแนะนำวิธีตรวจสอบรถแบบ 5 ขั้นตอนตรวจเช็ครถแบบเร่งด่วน ก่อนเดินทางปีใหม่ ครับ.

5-Fast-Checking-Car-For-Travel-Newyear

1. เช็คระบบไฟต่างๆ

ระบบไฟ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการขับรถ โดยไฟส่องสว่างที่ต้องตรวจเช็คก่อนเดินทาง นั่นคือ ชุดไฟหน้า (ไฟสูง, ไฟต่ำ, ไฟหรี่, ไฟเลี้ยวทั้งสองข้าง) ทั้งแบบธรรมดาและแบบ LED หรือไฟโปรเจคเตอร์, ไฟตัดหมอก, ไฟเบรก และไฟถอยหลัง หากพบว่ามีหลอดใดไม่สว่าง สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง โดยดูวิธีการเปลี่ยนจากคู่มือของรถแต่ละรุ่น

แต่ถ้าทำเองไม่เห็น ควรให้ช่างฝีมือที่ไว้ใจได้ เป็นผู้เปลี่ยนให้ก็ดีเช่นกัน

Maintenance-Car

2. เช็คระบบของเหลว

ระบบของเหลวต่างๆ ในเครื่องยนต์ เช็คง่ายๆ ไม่ยาก อาทิ น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, น้ำมันเบรก, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์, น้ำมันคลัทช์, น้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงน้ำมันเฟืองท้าย ฯลฯ ต้องอยู่ในระดับปกติ ไม่ล้นหรือพร่องจากค่าหรือขีดที่กำหนด และควรทำการเปลี่ยนถ่ายตามระยะ หากมีปริมาณที่ต่ำกว่า Min ก็ควรเติมเพิ่ม หรือหากสีเปลี่ยนเป็นคล้ำขึ้น ก็ควรไปเปลี่ยนถ่ายครับ

5-Fast-Checking-Car-For-Travel-Newyear

3. เช็คยางและช่วงล่าง

ตรวจเช็คสภาพยาง ว่ามีรอยปริหรือแตกลายงาหรือไม่ หากมีรอยปริแตกเกิดขึ้นที่แก้มยาง ควรรีบเปลี่ยนยาง เพราะเสี่ยงต่อยางระเบิดได้ง่ายเวลาวิ่งด้วยความเร็วสูง และวัดระดับลมยาง ที่ควรได้มาตรฐานของรถแต่ละรุ่น โดยดูจากสติกเกอร์แนะนำแรงดันลมยางบริเวณเสาด้านคนขับ หากมีผู้โดยสารเต็มคัน ต้องเพิ่มแรงดันลมยางล้อหลังตามที่ระบุด้วยเช่นกัน

ในส่วนของช่วงล่าง ใช้การฟังเสียงว่ามีเสียงกุกๆ กักๆ เวลาขับรถหรือไม่ ส่วนการเช็คโช๊คอัพว่ายังทำงานดีอยู่หรือไม่ ใช้วิธีเอามือกดลงไปที่มุมของช่วงล่างรถทั้ง 4 ด้าน จากนั้นให้ดูการยกตัวของรถ หากตัวรถยกขึ้นครั้งเดียวแล้วหยุด แสดงว่าโช๊คอัพยังทำงานดี แต่หากมีอาการเด้งขึ้นลง แสดงว่าโช๊คอัพหมดสภาพแล้ว เวลาขับ จะทำให้ยางไม่สัมผัสกับพื้นถนนนัก ควรเปลี่ยนใหม่

ส่วนถ้าใครใช้รถกระบะ หรือรถอเนกประสงค์แบบ PPV ลองก้มไปดูเฟืองท้ายด้านหลังดู ว่าน้ำมันเฟืองท้ายพร่องไปหรือเปล่า หรือว่าลูกปีนหลวม ลูกปีนเป็นตามด เฟืองห่างหรือแตกหัก จนเกิดเสียงเฟืองท้ายหอน ซึ่งขั้นตอนนี้อาจต้องใช้แม่แรงช่วยยกท้ายรถขึ้น ในการตรวจสอบ

5-Fast-Checking-Car-For-Travel-Newyear

4. เช็คระบบเบรก

หากรู้สึกมีเสียงดังเกิดขึ้นขณะเหยียบเบรก แสดงว่าผ้าเบรกใกล้หมดหรือหมดแล้ว ควรรีบไปเปลี่ยน ก่อนที่จานเบรกจะได้รับความเสียหาย จากการโดนเหล็กกับเหล็กสีกันจนจานเบรกเป็นรอย ซึ่งอาจจะต้องเจียรจานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่

5-Fast-Checking-Car-For-Travel-Newyear

5. เช็คเครื่องยนต์

เช็คสภาพเครื่องยนต์ได้ง่ายๆ โดยฟังเสียงผิดปกติของเครื่องยนต์ เครื่องยนต์สั่น เดินไม่เรียบ มีอาการสะดุด รอบตก หรือเร่งไม่ขึ้น มีควันขาวหรือควันดำออกจากท่อไอเสีย หรือตามซีลรอยต่อในเครื่อง (เช่น ซีลหน้าเครื่อง ซีลท้ายเครื่อง) มีการรั่วซึมของน้ำ หรือน้ำมันเครื่องหรือไม่

เกียร์มีอาการกระตุก สะดุด หรือกระชากตอนออกตัว ทางที่ดี รีบนำรถไปให้ศูนย์บริการตรวจเช็ค เพื่อความปลอดภัย เพราะอันนี้งานใหญ่ ถ้าที่บ้านไม่ได้เป็นอู่ซ่อมรถก็คงทำเองไม่ไหว

5-Fast-Checking-Car-For-Travel-Newyear

สุดท้ายก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมในขณะที่เดินทางไกล ดังเช่นกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำประชาชน ที่ต้องเดินทางไกลในช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย หรือไอ ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นได้เสมอทั้งในภาวะปกติและช่วงเวลาเดินทางไกล

จึงขอแนะนำให้พกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร 4 ผลิตภัณฑ์ ติดตัวไปด้วย ได้แก่ …

  • ยาอมแก้ไอมะขามป้อม สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ
  • ยาหม่องสมุนไพร/น้ำมันไพล สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ยาหอมเทพจิตร สรรพคุณ แก้ลม บำรุงหัวใจ
  • ยาดมสมุนไพร สรรพคุณ บรรเทาอาการวิงเวียน ช่วยให้สดชื่นผ่อนคลาย

โดยยาสมุนไพรเหล่านี้ มีสรรพคุณบรรเทาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ขณะที่ กรมสุขภาพจิต แนะนำใช้ 3 วิธีคลายเครียด ขณะรถติดในช่วงเดินทางไปฉลองเทศกาลปีใหม่ โดยฟังเพลงที่ชื่นชอบแบบ Non-Stop ฟังวิทยุ และบิดขี้เกียจ ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อหดเกร็ง เช่น การกำมือสลับแบมือ ก้มเงยศีรษะ หันหน้าไปซ้าย-ขวา การขยับไหล่ขึ้น-ลง การนวดขมับ นวดหัวคิ้ว และสันจมูก นวดบ่าทั้ง 2 ข้าง เป็นต้น จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ และช่วยลดความเครียดลงได้

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ล้างคราบแป้งและดินสอพอง ออกง่ายๆ ด้วย 5 วิธี ล้างคราบแป้งติดรถ

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดี” ในวันทำงานวันแรก หลังเทศกาลสงกรานต์นะครับ หลายคนคงสนุกสนานกับการท่องเที่ยวต่างจังหวัด ไปเล่นน้ำสงกรานต์ (หรือไปเมาแล้วตีกัน?) พาญาติพี่น้องไปไหว้พระทำบุญกันมา แล้วก็กลับมาลุยงานกันต่อ

ก็อย่างว่าล่ะครับ รถยนต์ที่ใช้ขับไปไหนต่อไหนมาไหนช่วงสงกรานต์ ก็ย่อมเลอะเทอะจากคราบน้ำ คราบแป้ง และดินสอพอง เมื่อคุณต้องการทำความสะอาดรถ ให้กลับมาเงางามดังเดิม มาดูกันว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง?

ทำได้ ทำทันที

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ถ้าคุณว่างจากภารกิจต่างๆ เมื่อไหร่ และรถของคุณก็ยังเลอะคราบแป้งอยู่อย่างนั้น เราขอแนะนำให้คุณล้างรถทันที เพราะว่าคราบน้ำ คราบแป้ง คราบหินปูน เมื่อแห้งแล้วจะเป็นคราบฝังลึกติดกับสีรถ กระจกรถ หรือเกาะจนเป็นคราบหินปูน เพราะความด่างของแป้งดินสอพอง ขัดเท่าไหร่ก็ขัดไม่ออก

ผ้าเช็ดรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ผ้าเช็ดรถ … ทางที่ดี ไม่ควรใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดรถ เพื่อสีของรถที่เงางาม และไม่เป็นรอยขนแมวตามตัวถังรถ ควรเลือกผ้าดีๆ หน่อย เช่น ผ้าชามัวร์ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์ สำหรับเช็ดรถ ซึ่งผ้าชามัวร์มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำได้เป็นอย่างดี และผ้าไมโครไฟเบอร์ มีเส้นใยที่สามารถดูดซึมฝุ่นละอองและคราบน้ำ ได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่นๆ

แชมพูล้างรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

แชมพูล้างรถ จะช่วยให้คุณล้างรถได้อย่างเบาแรงมากขึ้น ในการชะล้างสิ่งสกปรกออกจากตัวรถ ยิ่งแชมพูบางประเภทซึ่งมีผสม Wax เข้าไปด้วย ก็จะประหยัดเวลาเคลือบเงาสีรถไปได้ในตัว

ยาขัดรถ

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

ยาขัดรถที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้สีของรถ ดูเงางามมากขึ้น ใช้ยาขัดสีรถ ป้องกันคราบ และทำความสะอาดผิวแลคเกอร์ เพื่อให้รถดูเงางามสะอาดขึ้น ซึ่งก็มีขายกันตั้งแต่กระป๋องละหลักร้อย ไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยาขัดรถนั้นๆ พร้อมอาจจะใช้ดินน้ำมันขัดสีรถร่วมด้วยก็ได้

น้ำส้มสายชู

5-Way-To-Washing-White-Clay-Filler

น้ำส้มสายชู บางคนอาจจะงงว่า เอามาใช้ทำอะไร? น้ำส้มสายชู ไว้ใช้ในกรณีที่คุณล้างรถแล้ว ยังมีคราบแป้งและคราบดินสอพองหลงเหลืออยู่ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำ ชุบผ้าแล้วค่อยๆ เช็ดตรงจุดที่ยังมีคราบอยู่ หากคราบจางหรือหายไปแล้วก็ต้องน้ำสะอาดล้างตรงจุดนั้นอีกครั้ง เพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หากทิ้งไว้นานจะกัดสีรถได้

แต่ถ้าหากคุณไม่มีเวลาจริงๆ ก็ขับรถเข้าคาร์แคร์ ล้างรถ ขัด-เคลือบสี ไปเลยก็ได้ ค่าใช้จ่ายก็จะเริ่มตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลายพันบาท แต่ถ้าคุณอยากประหยัดเงินส่วนนี้ ก็ลองทำตาม 5 วิธี ล้างคราบแป้งติดรถ หลังสงกรานต์ ดูนะครับผม …

5 เหตุผล ทำไมถึงต้องล้างรถบ่อยขึ้น ในฤดูฝน

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนทีไร ฝน กับ รถ ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่นัก เพราะหากฝนตกหนักๆ น้ำท่วม ขับรถไปลุยน้ำแล้ว เดี๋ยวรถก็มีปัญหาเสียกลางทาง หรือน้ำเข้ารถอีก

ก็ในเมื่อหน้าฝน ฝนตกแทบทุกวันแบบนี้ แล้วจะต้องเสียเวลาล้างรถไปอีกทำไม? ปล่อยรถเลอะคราบดิน คราบโคลน คราบน้ำสกปรกแบบนี้ไป เดี๋ยวค่อยรวบยอด ไว้ล้างตอนสิ้นเดือนก็ได้

นับเป็นความเชื่อที่ผิดเลยครับ เพราะว่า หน้าฝน ฝนยิ่งตก ยิ่งต้องล้างรถครับ CARRO จะมาอธิบายถึง 5 เหตุผล ว่าทำไม “ฤดูฝน” ถึงต้องล้างรถบ่อยขึ้นครับ …

5 เหตุผล ทำไมถึงต้องล้างรถบ่อยขึ้น ในฤดูฝน

1. มลพิษ

เป็นที่ทราบกันดีครับ ว่าน้ำฝนในกรุงเทพฯ ในเมืองที่มีมลพิษเยอะ ควันพิษเยอะ น้ำฝนย่อมมีฤทธิ์เป็นกรด กัดกร่อนสีรถของเราให้หม่นหมอง ไม่เงางาม คุณจึงจำเป็นต้องล้างรถครับ

2. แสงแดด

อีกทั้งเมื่อขับรถลุยฝนมาแล้ว อย่าจอดรถตากแดด ยิ่งเจอแดดบ้านเราด้วยแล้ว สีรถยิ่งไปไวกว่าเดิมอีก เพราะแสงแดดจะทำให้คราบน้ำฝนแห้ง เป็นคราบฝังตัวแน่น ติดกับเนื้อกระจกรถ ตัวถังรถ และอาจกัดลงลึกลงถึงเนื้อสีได้

5 เหตุผล ทำไมถึงต้องล้างรถบ่อยขึ้น ในฤดูฝน

3. ใต้ต้นไม้

การจอดรถไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็ถือว่าเป็นการให้ร่มเงาแก่รถ แต่ในเวลาที่ฝนตก หรือมีลมแรง เศษใบไม้ กิ่งไม้ รวมไปถึงละอองน้ำยางจากต้นไม้ (เช่น ใต้ต้นมะม่วง ต้นขนุน) จะร่วงหล่นลงมาทำความเสียหายให้กับสีรถของคุณ และตัวถังรถของคุณได้ จึงควรล้างรถให้สะอาด

4. ผ้าแห้ง

หลังจากที่จอดรถตากฝนแล้ว ไม่ควรใช้ผ้าแห้ง หรือผ้าขี้ริ้ว เช็ดบนตัวรถโดยทันที! เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดรอยบนตัวรถได้ ให้ฉีดน้ำสะอาดล้างที่ตัวรถไปก่อน เป็นการล้างเศษทราย โคลน ที่เกาะอยู่บนตัวถังรถ

5 เหตุผล ทำไมถึงต้องล้างรถบ่อยขึ้น ในฤดูฝน

5. เคลือบสีรถ

สิ่งสำคัญในท้ายที่สุด นั่นคือ การเคลือบสีรถ เพราะนอกจากจะนำให้รถเงางามแล้ว ยังช่วยป้องกันคราบน้ำฝนเกาะตัวเป็นเม็ดบนตัวถัง จึงช่วยลดการเกิดคราบน้ำบนตัวถัง และทำให้ล้างรถได้ง่ายขึ้น

ในการล้างรถ สิ่งสำคัญก็คือ ควรล้างรถในที่สว่างๆ ครับ ไม่ควรล้างตอนเย็นๆ ค่ำๆ หรือที่มืดๆ เพราะอาจจะทำให้ล้างหรือเช็ดได้ไม่หมดทุกจุด และอาจจะทำให้รถของคุณเกิดสนิมได้ เพียงแค่ล้างรถบ่อยๆ รถของคุณก็จะเงางามไปอีกยาวนานทุกฤดูแล้วครับ

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

Trick-To-Close-Trunk-Room-Car

เคยสังเกตไหมครับว่า บางคน เวลาจะเปิด-ปิด อะไรก็ตาม มักจะกระทำด้วยการออกแรงเยอะๆ เช่น ปิดประตูรถ หรือปิดฝากระโปรงท้ายรถ เพื่อให้มั่นใจว่า เป็นการปิดอย่างสนิทเรียบร้อยแล้ว ความจริงแล้วถูก แต่ไม่ถูกต้อง 100% นัก เพราะอาจกลายเป็นการทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้

Trick-To-Close-Trunk-Room-Car

ในขณะที่ฝากระโปรงท้ายรถถูกปิด อากาศจำนวนหนึ่ง จะถูกอัดเข้าไปในห้องเก็บของท้ายรถ ลักษณะดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงต้าน ดังนั้นบ่อยครั้งที่คุณจะความรู้สึกว่า ต้องออกแรงมากกว่าปกติ เพื่อปิดฝากระโปรงท้ายรถ

การออกแรงปิดฝากระโปรงท้ายรถอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับชุดกุญแจ ตัวล็อกท้ายรถ และอาจทำให้ กรวยลำโพงวิทยุ ได้รับความเสียหาย เพราะลำโพงวิทยุถูกติดตั้งอยู่บริเวณด้านหลังเบาะครับ

Trick-To-Close-Trunk-Room-Car

การปิดฝากระโปรงท้ายอย่างถูกวิธี คือ โน้มฝากระโปรงท้ายรถลงมาเบาๆ อย่างช้าๆ เมื่อปลายฝากระโปรงห่างจากกันชนประมาณ 20 ซม. ให้ใช้มือกดตรงกึ่งกลางของฝากระโปรงท้ายรถลงไป ซึ่งจะทำให้ฝากระโปรงท้ายรถ ปิดสนิทโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ครับ

กรณีที่ฝากระโปรงท้ายรถของคุณเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า อันนี้สบายครับ แค่กดปุ่มปิดตรงขอบด้านในฝากระโปรงท้าย ไม่ต้องออกแรงอะไรทั้งสิ้น ก็ปิดให้เองเรียบร้อยครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่มาใช้เร็วๆ นี้ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Take-Care-Car-Later-Songkran-Festival

หลังจากสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์ ก็อย่าลืมดูแลรถยนต์คันเก่งของคุณด้วยครับ

Take-Care-Car-Later-Songkran-Festival

หลังจากที่เทศกาลสงกรานต์ได้ผ่านพ้นกันไปแล้ว หลายคนได้ขับรถเที่ยวต่างจังหวัด กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่ต่างจังหวัด ขับรถเล่นสาดน้ำ หรือขับรถเที่ยวในกรุงเทพฯ ก็ตาม ในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่คุณควรดูแลรถยนต์หลังจากใช้งาน เพื่อให้รถยนต์นั้นพร้อมใช้ และไม่เกิดปัญหาต่างๆ ที่ตามมาในภายหลัง

Take-Care-Car-Later-Songkran-Festival

ขั้นตอนแรก คือ “ล้างรถ” ล้างคราบสกปรก ทั้งฝุ่น แป้ง ดินสอพอง และคราบขึ้ดินขึ้โคลนจากการลุยน้ำในจุดต่างๆ ที่มีคนเล่นน้ำสงกรานต์กัน เนื่องจากน้ำที่ใช้เล่นสงกรานต์บางทีอาจจะไม่สะอาด อีกทั้ง “แป้ง” หรือ “ดินสอพอง” สามารถกัดชั้นแล็กเกอร์เคลือบสีรถได้ ทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้สีด้านไม่เงาวาว หรือสีด่างได้ โดยฉีดน้ำล้างให้ทั่วคันก่อน แล้วจึงผ้าชุบน้ำเช็ดคราบที่เป็นรอยก่อน แล้วนำผ้าชุบน้ำบิดน้ำให้หมาดๆ ผืนใหม่ ไล่เช็ดตัวถังไปเรื่อยๆ ดูว่าตรงไหนมีรอบขูดขีดมาบ้างหรือเปล่า

พร้อมใช้ยาขัดสีรถ ป้องกันคราบ และทำความสะอาดผิวแลคเกอร์ เพื่อให้รถดูเงางามสะอาดขึ้น หรือจะเข้าคาร์แคร์ล้างรถ ขัด-เคลือบสี ไปเลยก็ได้ หากคุณไม่มีเวลา ค่าใช้จ่ายก็จะเริ่มตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลายพันบาท

Take-Care-Car-Later-Songkran-Festival

ส่วนต่อมา คือ ภายในห้องโดยสาร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่เราใช้งานในรถ บางทีหากตัวเปียก หรือรองเท้าเปียก บรรดาเบาะที่เป็นผ้า หรือพรมปูพื้น มีโอกาสที่จะดูดซับความชื้นไว้ ซึ่งความชื้นจากน้ำทำให้ อาจจะก่อให้เกิดเชื้อราได้หากปล่อยไว้นาน โดยเฉพาะกับพรม และอาจทำให้เกิดสนิมที่พื้นรถได้ เมื่อรถเริ่มมีอายุมาก

อีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญ นั่นคือ ส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์ อาจจะต้องใช้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลรถยนต์สักหน่อย หลังจากที่ได้เดินทางไกล ควรตรวจเช็คและสังเกตอาการผิดปกติของรถ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนนต์ ระบบเบรก ระบบเกียร์ คลัทช์ สำหรับรถที่ค่อนข้างจะมีอายุการใช้งานนานสักหน่อย ก็ตรวจเช็คให้ดี เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

Take-Care-Car-Later-Songkran-Festival

การดูแลรถหลังสงกรานต์นั้น ถือได้ว่ามีความสำคัญสำหรับรถของคุณแน่นอน และจะช่วยให้คุณขับรถได้อย่างสบายใจด้วยครับ

Prepare-Car-In-Winter-Season

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนแบบนี้ ประเทศไทยเราก็เริ่มเข้าสู่หน้าหนาวกันแล้วนะครับ (แม้ว่าบางจังหวัดทางภาคใต้ ตอนนี้ยังอยู่ในฤดูมรสุม ต้องเจอกับฝนตกหนัก แต่อากาศก็ยังเย็นจนสัมผัสได้เช่นกัน)

แต่ก็เชื่อได้ว่า หลายๆ ท่านตอนนี้ เริ่มได้สัมผัสอากาศเย็นๆ ทั้งในช่วงกลางคืน และในช่วงเช้ามืด จนรู้สึกอยากออกไปขับรถเที่ยว ขึ้นภู ขึ้นดอย สัมผัสไอหมอก ไอหนาว หรือแม่คนิ้งกันแล้ว …

CARRO ขอแนะนำวิธีการดูแลรักษารถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมไว้ใช้งานในฤดูหนาวครับ.

นอกเหนือจากการดูแลรักษารถยนต์ส่วนต่างๆ ระดับของเหลวจุดต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่สำคัญและควรปฏิบัติในหน้าหนาว มีอาทิเช่น …

Prepare-Car-In-Winter-Season

1. เมื่อหมอกลง

ช่วงฤดูหนาว จะมีหมอกปกคลุมมากกว่าปกติ และพื้นถนนอาจลื่นได้ ควรขับรถด้วยความระวัง เปิดไฟใหญ่ หรือไฟต่ำทุกครั้ง เพื่อให้สามารถมองเห็นสภาพเส้นทางได้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่ควรใช้ไฟสูง เพราะไฟสูงจะยิ่งทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้า เพราะแสงไฟจะสะท้อนกับหมอกจนเกิดการฟุ้ง และทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ลดน้อยลง …

แต่ถ้าหมอกหนามากจริงๆ แนะนำให้หาที่จอดพักริมทางในที่ปลอดภัย ไม่จอดข้างทางหรือบนไหล่ทาง ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดีกว่าครับ

หรือในกรณีที่หมอกลงจัดมาก ควรขับขี่ที่ความเร็ว 40-50 กม./ชม. เพื่อกะระยะรอบด้านและเบรกได้ทัน เมื่อเห็นสิ่งกีดขวางในระยะใกล้อยู่ตรงหน้า

Prepare-Car-In-Winter-Season

2. ไฟตัดหมอก หน้า-หลัง

การใช้ไฟตัดหมอกอย่างปลอดภัย คือ ช่วงที่มีฝนตกปรอยๆ หรือฝนตกหนัก หรือหมอกลงมาก เพื่อให้รถที่ขับสวนมามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ การขับรถขึ้นภูเขาสูงในช่วงฤดูหนาว ที่มีหมอกหนามากกว่าปกติ ไฟตัดหมอกจะช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้น

รถบางรุ่น (โดยเฉพาะรถยุโรป) มีติดไฟตัดหมอกหลังมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานด้วย ซึ่งออกแบบไว้ใช้เฉพาะในยามหมอกลงจัดเท่านั้น แต่หลายคนก็ใช้งานแบบไม่ต้องถูกต้อง เปิดไฟตัดหมอกหลังอย่างพร่ำเพรื่อยามถนนแห้ง ทำให้แยงตาผู้ที่ขับขี่ที่ตามหลัง เพิ่มความเสี่ยง ในการเกิดอุบัติเหตุได้

Prepare-Car-In-Winter-Season

3. ระบบไล่ฝ้า

การขับรถในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิที่ไม่สมดุลระหว่างด้านในและด้านนอกรถ ทำให้ไอน้ำจับตัวเป็นละอองฝ้าเกาะกระจกรถ ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง กรณีเกิดฝ้าที่กระจกข้างและกระจกหน้าด้านในรถ ให้เพิ่มความเย็นเครื่องปรับอากาศ โดยเลื่อนหรือกดสวิตซ์ระบบปรับอากาศไปที่สัญลักษณ์ไล่ฝ้าที่กระจกหน้า หรือลดกระจกรถลงเล็กน้อย เพื่อปรับอุณหภูมิในและนอกห้องโดยสารรถให้สมดุลกัน จะช่วยให้ละอองฝ้าจางหายได้

กรณีเกิดฝ้าที่กระจกด้านหน้าภายนอกรถ ให้เปิดใช้อุปกรณ์ที่ปัดน้ำฝน และฉีดน้ำเช็ดกระจกควบคู่ไปด้วย จะช่วยไล่ละอองฝ้าและขจัดคราบสกปรกบนกระจก กรณีเกิดฝ้าที่กระจกหลังรถ ให้เปิดปุ่มไล่ฝ้า เพื่อให้ขดลวดความร้อนบริเวณกระจกหลังรถทำงาน พอเมื่อละอองฝ้าจางหายไป ให้ปิดปุ่มไล่ฝ้า เพราะความร้อนจะทำให้กระจกรถ และฟิล์มกรองแสงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

Prepare-Car-In-Winter-Season

4. ปิดแอร์ขับรถ

การปิดแอร์ขับรถนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ดี (เฉพาะในหน้าหนาว) โดยหากคุณขับรถบนถนนที่ออกนอกเมือง รถไม่ติด ตอนเช้าๆ อากาศเย็นๆ คุณก็ปิดระบบปรับอากาศ ลดกระจกด้านข้างลง เพื่อรับลมและความเย็นสบายจากธรรมชาติ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ไม่ต้องหมุน “คอมเพรสเซอร์” และช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นถึง 5-10% เลยทีเดียว

การปิดแอร์ขับรถในหนาว ควรทำในนอกเมือง เพราะในเมืองมีแต่ควันพิษ ถ้าหากคุณไม่ชอบลมปะทะหน้า อาจจะปิด A/C (Air Compressor) ของระบบแอร์ เพื่อตัดการทำงานของชุดคอมเพรสเซอร์แอร์ แล้วเปิดแต่พัดลมแอร์ พร้อมกันนี้ปรับสวิทช์การหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสาร สลับเป็นรับอากาศจากภายนอกเข้าสู่ห้องโดยสาร ที่สามารถรับลมจากภายนอก และช่วยให้กลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องโดยสาร ลดลงตามไปด้วยก็ได้

หวังว่าเคล็ดลับดีๆ ที่ทาง CARRO นำมาฝาก เหมาะสำหรับเอาไว้เตรียมตัว และปฏิบัติตอนขับรถในหน้าหนาวนะครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่มาใช้เร็วๆ นี้ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน