10-Most-Valuable-Auto-Companies-In-The-World-2021

ในโลกของเรานี้มีบริษัทรถอยู่มากมาย บางยี่ห้อสามารถพาตัวเองขึ้นมาเป็นมูลค่าอันดับต้นๆ ของโลกได้ ต้องสั่งสมคุณภาพและมาตรฐาน เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้ใช้รถได้ยาวนานนับหลายสิบปี หรือร้อยปี จนสามารถผลิตรถได้หลายล้านคันต่อปี และมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

การที่บริษัทรถหลายแห่งได้รับความเชื่อใจจากลูกค้ามากมายทั่วโลก ก็ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นตาม นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มาก นั่นก็หมายถึงเงินปันผลที่เขาจะได้รับก็มากไปด้วยเช่นกัน และในขณะเดียวกัน บริษัทรถที่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ หรือลูกค้าเสียความเชื่อมั่น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น และฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเลี่ยงไม่ได้

MR.CARRO ขอนำรายละเอียด 10 อันดับ บริษัทรถยนต์ มูลค่ามากที่สุดในโลก ประจำปี 2021 มาฝากทุกท่านครับ

Tesla-One-Million-Cars-Production

1. Tesla

Tesla มูลค่าบริษัท 582.93 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ว่าได้ สำหรับ Tesla (เทสล่า) ที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 1 กรกฎาคม 2003 โดย Martin Eberhard และเพื่อนของเขา Marc Tarpenning ที่ต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความสปอร์ตและหรูหรา แล้วก็นำชื่อของ Nikola Tesla (นิโคลา เทสลา) ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง เป็นต้น

ต่อมา Elon Musk (อีลอน มัสก์) เห็นว่าแนวคิดตรงกัน เลยเข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ พร้อมกับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกจำหน่าย โดยใช้เวลาเพียง 17 ปี ก็สามารถเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกได้

ทุกวันนี้ Tesla เปรียบได้กับตัวแทนของเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคต และ Elon Musk ยังเปรียบได้ว่าเป็น “ราชาแห่งรถยนต์ไฟฟ้า” ก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าใครจะพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าในด้านไหนก็ตาม ผู้คนมักนึกถึงหน้าเขาเป็นอันดับต้นๆ อยู่ตลอดเวลา

Toyota-Century

2. Toyota

Toyota มูลค่าบริษัท 246.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

จากบริษัทโรงงานทอผ้า Toyoda Automatic Loom Works ที่ก่อตั้งโดย Sakichi Toyoda ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชานักประดิษฐ์” ของญี่ปุ่น ในปี 1929 ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติให้กับ Platt Brothers & Co ประเทศอังกฤษ พร้อมกับนำเงินทุนมาตั้งบริษัท Toyota Motor ลุยกับการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัว

โดย Kiichiro Toyoda (คิอิชิโร โทโยดะ) ทำหน้าที่รับช่วงต่อ เริ่มผลิตรถ Toyoda AA (โตโยด้า เอเอ) ออกจำหน่ายในปี 1936 จน Toyota (โตโยต้า) ก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 1 ของโลกของยานยนต์ ที่ครองใจคนใช้รถไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Toyota ได้แก่ Toyota, Lexus, Daihatsu, Hino และยังถือหุ้นใน Mazda กับ Subaru อีกด้วย

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

3. Volkswagen

Volkswagen มูลค่าบริษัท 173.46 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นรถที่เกิดขึ้นในยุค Aldorf Hitler (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) หัวหน้าพรรคนาซี เป็นผู้นำประเทศ ในยุคเผด็จการฟาสซิสต์ขวาจัดตกขอบ ผู้สังหารหมู่ชาวยิวนับล้านคนและนำทัพเยอรมนีบุกไปหลายประเทศช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1937 ได้มีแนวคิดสร้างรถยนต์สำหรับประชาชนขึ้น โดยตั้งชื่อว่า Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ตามภาษาเยอรมันที่คำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วน Wagen แปลว่า รถยนต์ รวมกันแล้วเป็น “รถยนต์ของประชาชน”

ปัจจุบัน แบรนด์รถในเครือ Volkswagen มีหลายยี่ห้อ ได้แก่ Volkswagen, Porsche, Audi, Bugatti, Bentley, Lamborghini, Skoda, Scania, MAN, Neoplan และ Ducati เป็นต้น

4. Daimler

Daimler มูลค่าบริษัท 102.65 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

ชื่อ “Daimler” มาจากบริษัท Daimler Motoren Gesellschaft ของ Gottlieb Daimler (กอตต์ลีบ เดมเลอร์) ผู้ประดิษฐ์รถยนต์ 4 ล้อคันแรกของโลก ที่ถูก Wilhelm Maybach (วิลเฮลม์ มายบัค) เข้ามาสืบทอดกิจการต่อ

ในปี 1926 ได้รวมเข้ากับบริษัท Benz Cie & Co. จึงจับชื่อมาชนกัน แล้วขายรถในชื่อ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ตั้งแต่ปี 1926 แต่ยังคงใช้ชื่อบริษัทว่า Daimler-Benz ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Daimler-Chrysler เมื่อคราวรวมกิจการกับ Chrysler ในปี 1998 และกลับมาใช้ชื่อ Daimler AG อีกครั้งในปี 2007 หลังจากการแยกตัวของ Chrysler

แบรนด์รถในเครือ Mercedes-Benz ได้แก่ Mercedes-Benz, Smart, Maybach, AMG, Freightliner, Western Star, Bharat Benz, Setra, Fuso, Starliner

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

5. GM

GM มูลค่าบริษัท 86.53 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

GM (จีเอ็ม) หรือ General Motors เคยได้ชื่อว่าบริษัทรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน จดทะเบียนครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน 1908 ในเมือง Flint รัฐ Michigan และบริหารงานโดย William C. Durant เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Buick (บูอิค) โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Charles Stewart Mott เป็นผู้ริเริ่มนำบริษัทควบรวมกับ Buick และภายหลังเขาก็เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ก่อนจะขยายกิจการด้วยการซื้อแบรนด์อื่นมารวมใน GM มากมาย

แบรนด์รถในเครือ GM ได้แก่ Chevrolet, Cadillac, Buick, GMC และ Holden

BYD-T3

6. BYD

BYD มูลค่าบริษัท 79.57 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BYD (บีวายดี) หรือ Build Your Dreams ก่อตั้งเมื่อปี 1995 โดย Wang Chuanfu เติบโตมาจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือ ต่อมาในปี 2002 BYD เข้าซื้อกิจการของบริษัท Tsinchuan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน. ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น BYD Automobile Co.,Ltd.

ซึ่ง BYD นับตั้งแต่ปี 2008 เริ่มเน้นผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่ายมากเป็นพิเศษ จนถึงขนาด Warren Buffet เข้ามาซื้อหุ้นของ BYD บริษัทแม่ถึง 10% (คิดเป็นเงิน ณ ตอนนั้นราว 230 ล้านเหรียญ) จัดได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก (ในแง่ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์ มีทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุกไฟฟ้า และโรงงานผลิต เป็นต้น) ที่ในไทยก็มีตัวแทนจำหน่ายแล้ว

แบรนด์รถในเครือ BYD ได้แก่ BYD และ Denza เป็นต้น

BMW-Series-3-2019

7. BMW

BMW มูลค่าบริษัท 71.70 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1916 ที่เยอรมนี โดยวิศวกรเครื่องกลชาวบาวาเรีย 2 คน คือ Carl Rapp และ Max Friz ซึ่งเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน โดยใช้ชื่อว่า Bayerische Flugzkugwerke AG แต่ในปี 1918 ก็เปลี่ยนมาผลิตรถยนต์แทน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bayerische Motoren Werke AG ซึ่งแปลว่า งานผลิตรถยนต์ ของคนบาวาเรีย ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ BMW ได้แก่ BMW, Mini และ Rolls-Royce

All-New-NIO-ET7

8. NIO

NIO มูลค่าบริษัท 67.44 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

NIO (นิโอ) นับเป็น Startup ด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของจีนในเวลานี้ มาในรูปแบบของรถหรูไฮเทคคันแรกของค่าย อย่าง NIO ET-7 มีจุดเด่นที่ด้านการออกแบบ นวัตกรรม เทคโนโลยี แถมยังได้ชื่อว่าเป็น Tesla (เทสล่า) แห่งประเทศจีนอีกด้วย!

สำหรับ NIO ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย William Li (วิลเลียม หลี่) หรือ หลี่ปิน มหาเศรษฐีที่ได้ชื่อว่าเป็น Elon Musk (อีลอน มัสก์) แห่งประเทศจีน! ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านไอทีของตัวเองขึ้นมาตอนอายุ 21 จนถึงในปัจจุบัน ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมไอที และรถยนต์ไปแล้วกว่า 40 บริษัท รวมทั้ง NIO รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์นี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2014

Peugeot-3008

9. Stellantis

Stellantis มูลค่าบริษัท 62.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

หลายคนอาจงงว่า Stellantis (สเตแลนทิส) คือกลุ่มของบริษัทอะไร? MR.CARRO จะเล่าย้อนไปในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการร่วมมือกันของ 2 ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ คือ Groupe PSA (กรุ๊ป พีเอสเอ) และ FCA (เฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิล) ควบรวมธุรกิจในสัดส่วน 50:50 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2019 ภายใต้ชื่อใหม่ Stellantis (มาจากภาษาลาติน แปลว่า ดวงดาวอันเจิดจรัส สื่อถึงแรงบันดาลใจ) ส่งผลให้กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 400,000 ชีวิต ในกว่า 130 ประเทศ

แบรนด์รถในเครือ Stellantis ได้แก่ Abarth, Alfa Romeo, Lancia, Maserati, Fiat, Citroen, DS, Peugeot, Chrysler, Jeep, Dodge, RAM, Opel และ Vauxhall

Ford-Mustang-Mach-E-2021

10. Ford

Ford มูลค่าบริษัท 59.52 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Ford (ฟอร์ด) บริษัท Ford Motor Company ถือกำเนิดขึ้นโดย Henry Ford ในปี 1903 ผู้ให้กำเนิดระบบสายพานการผลิต เข้ากับการผลิตยานยนต์ในจำนวนมากๆ และมีต้นทุนที่ถูกลงมา นับเป็นการปฏิวัติการผลิตเชิงอุตสาหกรรมของโลก ที่รถยนต์ทุกค่ายต้องหันมาทำตามหมด และยังมีอิทธิพลอย่างมากกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยนักทฤษฎีสังคมหลายคน ถึงกับเรียกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมช่วงนี้ว่า “แบบฟอร์ด” (Fordism) ซึ่งมีส่วนก่อให้เกิด “ชนชั้นกลาง” ขึ้นมาในสังคมอเมริกัน

แบรนด์รถในเครือ Ford ได้แก่ Ford และ Lincoln

Honda-Civic-Hatchback

11. Honda

Honda มูลค่าบริษัท 55.07 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Honda (ฮอนด้า) ก่อตั้งเมื่อปี 1948 โดย Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนดา) ลูกช่างตีเหล็กแห่งเมืองฮารามัตสุ ผู้หลงไหลในยานยนต์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ได้ฉายาว่าเป็น Henry Ford ของญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันเทคโนโลยีฮอนด้า เริ่มผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะก้าวมาสู่การผลิตรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ เครื่องยนต์เรือ เครื่องบินเจ็ท และขยายกิจการไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Honda ได้แก่ Honda และ Acura

สำหรับใครที่กำลังอยากขายรถคันเดิมเวลานี้ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาจาก:

10-Cars-Built-By-Recycled-Parts-From-Other-Brands

การที่บริษัทรถยนต์จะสร้างรถรุ่นหนึ่งขึ้นมา ต้องระดมวิศวกร นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ วิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลนับพันล้านหมื่นล้านบาท เพื่อรังสรรค์รถออกมาขายชาวโลกกันสักรุ่น

แต่รถจากบริษัทที่มีต้นทุนไม่สูงล่ะ หรือบริษัทที่ผลิตรถสปอร์ต รถซูเปอร์คาร์ในตำนานทั้งหลาย ที่อยากสร้างรถยนต์ออกมาสักคัน แต่จะจ้างให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนออกมาใหม่ทั้งหมดเลย ต้นทุนก็อาจจะมากหลายแน่ๆ เอาชิ้นส่วนจากรถบ้าน รถราคาถูก ที่มาใส่แล้วดูลงตัว มาใช้เลยดีไหมล่ะ!

MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 รถในตำนาน ที่มีชิ้นส่วนจากรถแบรนด์อื่น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า …

Citroen-CX-Jaguar-XJ220

1. กระจกมองข้าง Citroen CX ใน Venturi Atlantique, Aston Martin Virage, Lotus Esprit (MK2), TVR Griffith, McLaren F1, Spectre R42 และ Jaguar XJ220

ถ้าจะบอกว่า กระจกมองข้างรถรุ่นอะไร ที่เหล่ารถซูเปอร์คาร์ นิยมหยิบยืมมาใช้กันมากที่สุด? ผมคงต้องยกให้ กระจกมองข้างของ “Citroen CX (ซีตรอง ซีเอ็กซ์)” นั่นล่ะครับ แต่ขอบอกว่าเป็นกระจกของ Citroen CX ในรุ่นช่วงประมาณยุค 80 ครับ

ซึ่งเจ้ากระจกมองข้างนี้ ดีไซน์ได้สวย จนเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง สำหรับสำนักผลิตรถสปอร์ตจากอังกฤษ และฝรั่งเศส ในยุค 80 และ 90 เอามากๆ รวมไปถึงในรถยี่ห้อ TVR แทบทุกรุ่น และยี่ห้อ Marcos มีเห็นใช้กันเยอะซะจนนึกว่า มันร่วงลงมาจากท้องฟ้าเลยทีเดียว!

Mazda-Astina-Aston-Martin-DB7

2. ไฟท้าย Mazda 323 Astina ใน Aston Martin DB7

Aston Martin DB7 (แอสตันมาร์ติน ดีบี7) นับว่าเป็นรถในตระกูล DB ที่ถูกพัฒนาขึ้นและออกขายในปี 1994 แต่ด้วยต้นทุนที่จำกัด บวกกับ Ford ไม่เห็นด้วยกับใช้งบพัฒนารถใหม่ ทำให้ Aston Martin จึงต้องนำ XX Project ที่จะเอาไปพัฒนา Jaguar F-Type (XJ41/42) ของ Ian Callum และ Keith Helfet ออกแบบไว้ มามาปรับปรุงแทน ซึ่ง Project นี้ก็ใช้งบไปถึง 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้ว

ซึ่ง Aston Martin DB7 จำเป็นต้องหยิบยืมที่เปิดประตูจาก Mazda MX-5, หรือสวิตซ์กระจกไฟฟ้าจาก Ford Scoprio รวมไปถึงกระจกมองข้างจาก Citroen CX และไฟท้ายจาก Mazda Astina (หรือ 323F ในยุโรป) มาใช้รถตัวเอง แต่มันก็ดูลงตัวดีนะ

Austin-Maestro-Van-Land-Rover-Discovery

3. ไฟท้าย Austin Maestro Van ใน Land Rover Discovery

แม้ว่ารถ Austin Maestro ในบ้านเราจะแทบไม่มีใครรู้จัก แต่กับ Land Rover Discovery (แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่) เป็นรถที่ขึ้นชื่อในบ้านเรามาก ในช่วงที่รถ SUV กำลังบูมในยุค 80 ตัวบริษัท Land Rover เอง ฐานะก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก การที่คิดสร้างใหม่ ก็คงต้องมองหาชิ้นส่วนจากรถในเครือมาร่วมใช้ เพื่อประหยัดเงินค่าผลิตได้มากที่สุด

ซึ่งต่างจากในปัจจุบันลิบลับ เพราะเจ้า Discovery ดูหรูหราราคาแพงเอามากๆ ในตอนนั้น Land Rover Discovery ต้องหยิบยืมแชสซีส์แบบขั้นบันได ประตู กระจกหน้ารถ จากรุ่นใหญ่อย่าง Range Rover และไฟท้ายจาก Austin Maestro Van มาใช้

Rover-Toyota-Lotus-Esprit

4. ไฟท้าย Rover SD1 และ Corolla Levin ใน Lotus Esprit

ถ้าให้ผมพูดถึง Rover SD1 (โรเวอร์ เอสดี 1) นี่นับว่าเป็นรถธงรุ่นหรูหราของ Rover ในยุคก่อนขาลงเลย ซึ่งก็มีราคาแพงมากอีกด้วย (ในเมืองไทย ผมเคยเห็นรถรุ่นนี้เพียงแค่คันเดียว) สำหรับ SD นั้นย่อมาจาก “Specialist Division” ส่วน “1” ก็เป็นรถรุ่นที่หนึ่ง ที่ทีมดีไซน์ได้ทำเป็นคันแรก ต่อมารุ่นนี้ คือรถในตระกูล Rover 800

ทีมงานของ Lotus บริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดย Colin Chapman จึงขอหยิบยืมไฟท้ายรถรุ่นต่างๆ มาใช้ใน Lotus Esprit (โลตัส เอสพรี) นับตั้งแต่ไฟท้าย Series 1 ที่นำมาจาก Fiat X1/9 หรือ Series 4 หยิบยืมไฟท้ายมาจาก Corolla Levin มาใช้ (หรือ Toyota AE86 ที่เรารู้จักกันนั่นเอง)

Morris-Marina-Lamborghini-Urraco

5. ที่เปิดประตูของ Morris Marina ใน Lamborghini Urraco, Range Rover, Lotus Esprit และ Reliant Scimitar

รถอังกฤษในยุค 70 ที่ในบ้านเราคนไม่นิยมกันเท่าไหร่ รวมไปถึงคนอังกฤษด้วยนั่นล่ะ รถที่ราคาถูกแต่คนกลับเฉยๆ อย่าง Morris Marina ที่เคยคิดเทียบชั้น Volkswagen Golf สุดท้ายก็พังพินาศไปพร้อมกับ British Leyland กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกใจผู้ผลิตรถสปอร์ตกันเป็นแถว

ที่เปิดประตูของ Morris Marina มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียบๆ กลับถูกใจรถยนต์หลายแบรนด์ทั้ง Lamborghini, Range Rover และ Ralient จนต้องขอนำไปใช้ซะงั้น

Ford-Mondeo-Noble-M12

6. ไฟท้าย Ford Mondeo ใน Noble M12

ถ้าจะให้พูดถึง Noble บ้านเราอาจจะนึกถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่ในอังกฤษ ชื่อนี้นอกจากจะหมายถึงขุนนางแล้ว ยังหมายถึงบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตอีกด้วย โดย Noble M12 รถสปอร์ตตัวถังกว้างคันนี้ ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 – 2008 ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 300 แรงม้า ขนาด 3.0 ลิตร 350 แรงม้า ที่โมดิฟายจาก Ford

ไหนๆ ก็ใช้เครื่องยนต์ของ Ford แล้ว ก็ขอยืมไฟท้าย Ford Mondeo Mk1 ที่ขายในช่วงปี 1992 – 1996 มาใช้ด้วยซะเลย

Bova-Futura-McLaren-F1

7. ไฟท้าย Bova Futura ใน McLaren F1

McLaren F1 (แม็กลาเรน เอฟ1) ถือเป็นรถที่สุดยอดอีกคันหนึ่งที่ผลิตออกมาในปี 1992 – 1998 เพียงแค่ 106 คันในโลก สร้างตำนานให้กับวงการรถซูเปอร์คาร์ เริ่มตั้งแต่ที่นั่งคนขับที่อยู่ตรงกลางแบบรถ F1 รวมไปถึงขุมพลังขนาด 6.1 ลิตร จาก BMW S70/2 V12 ให้ม้า 618 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด สร้างสถิติความเร็วสูงสุดได้ถึง 386.4 กม./ชม. เอากินเนสส์บุ๊คไปเลย!

แต่ใครจะไปรู้ว่า กระจกมองข้างของ McLaren F1 หยิบยืมมาจาก Volkswagen Corrado และไฟท้ายจะหยิบยืมมาจากรถโค้ชคันใหญ่อย่าง Bova Futura แห่งเนเธอร์แลนด์ …

Fiat-Punto-MG-XPower-SV

8. ไฟหน้า Fiat Punto ใน MG XPower SV

MG XPower SV รถสปอร์ตอังกฤษรุ่นสุดท้ายจากค่าย MG ผลิตในปี 2003 – 2005 ในยุคที่ยังไม่แปลงสัญชาติเป็นจีนแบบทุกวันนี้ ภายใต้แบรนด์ MG ที่ตั้ง X Power ขึ้นมาเพื่อแต่งรถในเครือโดยเฉพาะ

เป็นรถรุ่นเกิดจากรถต้นแบบ MG X80 ที่เอา MG TF มาพัฒนา ขยายร่างให้กว้างขึ้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร 320 แรงม้า และ 5.0 ลิตร 385 แรงม้า จาก Ford และเอาอะไรหลายๆ อย่างมารวมๆ กัน อย่างไฟหน้าก็ยืมมาจาก Fiat Punto มาใส่ … จึงมีผู้กล้าซื้อแค่ 9 คัน!

Nissan-300ZX-Lamborghini-Diablo

9. ไฟหน้า Nissan Fairlady Z 300ZX ใน Lamborghini Diablo

รถที่ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์แรงแห่งยุค 90 อีกหนึ่งรุ่นนั่นก็คือ Lamborghini Diablo (ลัมโบร์กินี ไดอะโบล) ที่ผลิตออกมาในปี 1990 – 2001 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร V8 ด้วยยอดการผลิตประมาณ 2,900 คัน ซึ่งคำว่า Diablo หมายถึง “ปีศาจ” ในภาษาสเปน

แต่ไฟหน้าแบบ Pop-Up แบบนี้ ไม่ปลอดภัยแก่ผู้เดินถนน (เวลาโดนชน) เอาเสียเลย ค่ายรถแต่ละค่ายต้องทยอยปรับเปลี่ยนกันเป็นแถว ส่วน Lamborghini นึกไม่ออกว่าจะปรับโฉมหน้าตาเจ้า Diablo อย่างไรดี ในปี 1998 ก็เลยขอยืมไฟหน้าของ Nissan Fairlady Z (Z33) มาใส่เลยละกัน ดูลงตัวดีด้วย

BMW-E21-Venturi-400GT

10. ไฟท้าย BMW E21 ใน Venturi 400GT

Venturi (เวนทูรี่) ค่ายรถสปอร์ตจากฝรั่งเศส (ในอดีต) จาก 2 วิศวกร Claude Poiraud และ Gérard Godfroy ก่อตั้ง MVS (Manufacture de Voitures de Sport) เพื่ออยากให้ฝรั่งเศส มีรถแนว GT เหมือนรถของประเทศอื่นๆ บ้าง ในปี 1984

และมีรถที่แรงที่สุดในค่ายอย่าง Venturi 400GT ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 ของ PRV รีดแรงม้าออกมาได้ 408 ตัว ทำความเร็วได้สูงสุด 290 กม./ชม.

ที่ค่ายรถที่เคยมีคนไทย (เจ้าของบริษัท เบนซ์ศรีนครินทร์ หรือ นิช คาร์ ในปัจจุบัน) ซื้อมาเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ช่วงสั้นๆ แต่เกิดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี บริษัทนี้ก็ล้มไปอีกรอบ ปัจจุบันกลายเป็นของ Gildo Pallanca Pastor คนสัญชาติโมนาโกซื้อไปตั้งแต่ปี 2001 ตอนนี้เน้นไปทางรถยนต์ไฟฟ้า และ Formula E มากกว่า

สำหรับ Venturi Coupe, Venturi 260, Venturi 400GT หรือ ได้หยิบยืมชุดปัดน้ำฝนมาจาก Mercedes-Benz มาใส่ มันก็ดูลงตัวดีนะ พร้อมกับไฟท้ายจาก BMW Series-3 (E21) ส่วน Venturi Atlantique หยิบยืมชุดไฟท้ายมาจาก Ford Sierra Sapphire

แล้วคุณล่ะ คิดว่าแต่ละอย่างที่หยิบยืมมาใส่ “ลงตัว” พอแล้วหรือยัง?

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก :