BMW Z4 (E89) ราคาตอนซื้อป้ายแดง ผ่อนเดือนละเท่าไหร่

จากกรณีข่าวรถสปอร์ต BMW Z4 (บีเอ็มดับเบิลยู แซด4) รหัส E89 ซิ่งฝ่าสายฝนจนเกิดอุบัติเหตุรถพุ่งข้ามเลนไปชนรถอีกคัน ทำให้หลายคนอยากทราบรายละเอียดเบื้องต้นของ BMW Z4 รุ่นนี้ว่า มีความเป็นมาในบ้านเราอย่างไรบ้าง …

และราคาจำหน่ายของ BMW Z4 รุ่นดังกล่าว หลายคนอยากทราบว่าตอนป้ายแดงคันละเท่าไหร่ และค่างวดที่ต้องผ่อนจ่ายในแต่ละเดือน เท่าไหร่บ้าง

MR.CARRO เลยขอนำราคาและค่างวดของรถรุ่นนี้ ในยุคที่ยังเป็นรถป้ายแดง มาให้ทุกคนได้ดูกันครับ

BMW Z4 sDrive35i

สำหรับ BMW Z4 Roadster รหัส E89 สุดยอดแห่งโรดสเตอร์ที่ผสมผสานความคลาสสิค กับดีไซน์ที่มีเสน่ห์แบบโรดสเตอร์พันธุ์แท้ และยังเป็นรถ BMW ที่ออกแบบโดยผู้หญิง ซึ่ง Juliane Blasi ออกแบบตัวรถภายนอก และในส่วนของห้องโดยสารออกแบบโดย Nadya Arnaout ผสานกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และความสะดวกสบาย

อีกทั้งยังรวมถึงอารมณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตโรดสเตอร์เต็มรูปแบบ ด้วยการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล 50:50 หน้า:หลัง และระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ผลิตจาก​โรงงานในเมือง Regensburg แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ถูกนำเข้ามาเปิดตัวในไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2552 แรกเริ่มนั้นเป็นรุ่น sDrive23i, sDrive23i Highline ในราคา 4,599,000 – 5,099,000 บาท

BMW Z4 sDrive35i

BMW Z4 ชูจุดเด่นด้วยหลังคา Retractable Hardtop แบบแข็ง (Hardtop) เป็นครั้งแรก โดยชุดหลังคาสามารถ เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที อีกทั้งยังสามารถใส่ถุงกอล์ฟได้ถึง 2 ใบ (ขณะหลังคาปิด) สำหรับผู้ขับขี่ที่รักความสปอร์ตของรถแบบโรดสเตอร์ แต่ยังคงหลงใหลในกีฬากอล์ฟ

BMW Z4 sDrive35i

ไฮเทคสุดๆ กับระบบ iDrive ที่มีศูนย์บัญชาการข้อมูล CIC Car Infotainment Computer สั่งการระบบข้อมูลแผนที่นาวิเกเตอร์ โทรศัพท์ และระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ BMW Navigation System Professional ทำงานบนฮาร์ดดิสก์ขนาด 80GB +DVD + Bluetooth + iPod USB Connector แสดงผลผ่านจอมอนิเตอร์ความละเอียดสูง 1280 x 480 พิกเซล

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส N52 ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 2,750 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 7.3 วินาที อัตราการประหยัดน้ำมัน 11.2 กม./ลิตร

และ sDrive35i ที่นำเข้ามาในช่วงแรก ใช้ขุมพลัง 3.0 ลิตร รหัส N54 ให้แรงม้าสูงสุด 306 แรงม้า และมีราคาอยู่ที่ 7,599,000 บาท

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2553 BMW ปรับให้ BMW Z4 sDrive23i สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ซึ่งเป็นโรดสเตอร์พลังงานทางเลือกรุ่นแรกของเมืองไทย ปรับราคาตัวรถลงมาเหลือ 4,399,000 – 4,799,000 บาท

BMW Z4 sDrive35iS

ในเดือนมิถุนายน 2553 BMW เปิดตัว BMW Z4 sDrive35is สุดยอดโรดสเตอร์พันธุ์สปอร์ต เคาะราคาขายสูงกว่าใครเพื่อน สมกับเป็นราคาของคนเท้าหนัก 8,399,000 บาท

มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงขนาด 3.0 ลิตร อัดอากาศด้วยระบบ Twin Turbo ผลิตแรงม้าได้สูงสุด 340 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,500 รอบ/นาที เพิ่มขึ้นถึง 500 นิวตัน-เมตรในขณะเร่งแซง ด้วยฟังก์ชั่น Overboost ระบบเทอร์โบ ด้วยเทคโนโลยี EfficientDynamics ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 4.8 วินาที อัตราการประหยัดน้ำมัน 11.1 กม./ลิตร

BMW Z4 sDrive35iS

ระบบเกียร์คลัทช์คู่ DCT 7-สปีด พร้อมฟลายวีลแบบ Two-Mass และโปรแกรมพิเศษ พร้อมฟังก์ชั่น Launch Control รับแรงบิดสูงของเครื่องยนต์ได้สบายๆ และโปรแกรมเกียร์ปรับให้เหมาะสม เน้นพละกำลัง ความปราดเปรียว และมีฟังก์ชั่น Launch Control สำหรับผู้ขับที่ต้องการออกตัวให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบปั๊มน้ำและปั๊มน้ำมันเครื่องแบบ On-Demand แล้ว ยังมีระบบ Brake Energy Re-Generation ซึ่งเป็นการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อป้อนให้กับระบบต่างๆ ภายในรถด้วย

BMW Z4 sDrive35iS

ระบบท่อไอเสียปรับแต่งให้เสียงทุ้ม นุ่มลึก เข้ากับคาร์แรคเตอร์ โดยออกแบบท่อทางเดินอากาศและหม้อพักไอเสียเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้เสียงความถี่ต่ำ ให้ความรู้สึกถึงพลังที่ซ่อนอยู่ของโรดสเตอร์พันธุ์ดุ โดยที่ไม่ดังส่งเสียงรบกวนจนน่ารำคาญ

ภายหลังในช่วงปี 2555 ปรับรุ่นย่อยเหลือเป็นรุ่น sDrive20i, sDrive20i Highline ใช้เครื่องยนต์เล็กลงเป็น 2.0 ลิตร รหัส N20 ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ในราคา 3,799,000 – 4,199,000 บาท

BMW Z4 sDrive20i Highline 2013

ช่วงต้นปี 2556 ในเยอรมนี ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ LCi และรุ่นย่อย บ้านเราเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2556 นำเข้าเฉพาะรุ่น sDrive20i Highline อย่างเดียว ในราคา 3,999,000 – 4,099,000 บาท

สำหรับ BMW Z4 sDrive20i Highline มาพร้อมกับสีที่มีให้เลือกได้ถึง 8 สี รวมถึงโทนสีใหม่ล่าสุด เช่น สี Mineral Grey Metallic, สี Glacier Silver Metallic, และ สี Valencia Orange Metallic ที่มีให้เลือกโดยเฉพาะสำหรับ BMW Z4 sDrive20i Highline พร้อมชุดตกแต่งพิเศษที่ผสมผสานระหว่างการดีไซน์แบบ Design Pure Traction และชุดแต่ง M Sport

BMW Z4 sDrive35iS

โดยชุดตกแต่งพิเศษ Design Pure Traction นี้โดดเด่นและเหนือชั้นกับทุกรายละเอียดของการสร้างสรรค์ เน้นความเป็นผู้นำแห่งโรดสเตอร์ที่ไม่เหมือนใคร สะกดทุกสายตากับตัวรถสีส้ม Valencia Orange ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีที่ตัดกัน เพิ่มอารมณ์สปอร์ตด้วยหนังแบบ Alcantara สีส้มตัดกับหนังสีดำทั้งเบาะนั่งแบบสปอร์ตและแผงประตู

BMW Z4 sDrive35iS

ส่วนของคอนโซลกลางสีดำแบบ Black Piano ได้รับการติดตั้งพร้อมหนังที่เย็บด้วยตะเข็บสีส้ม เพิ่มบุคลิกความเป็นสปอร์ตเข้ากันอย่างลงตัว

สำหรับชุดตกแต่งพิเศษ Design Pure Balance นั้น ภายในผสมผสานหนังแท้สีดำกับสีน้ำตาลเข้ม (Cohiba Brown) ของเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนังแท้ Merino และตัดขอบด้วยตะเข็บสีขาว

BMW Z4 sDrive35iS

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นด้วยชุดตกแต่ง M Sport Package พร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว และชุดแต่ง M แอโรไดนามิครบครัน รวมถึงเบาะที่นั่งแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หุ้มด้วยหนังแท้สไตล์สปอร์ตแบบ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย กาบบันได M รวมถึงผ้าบุหลังคาสี Anthracite

BMW Z4 sDrive20i

ก่อนที่จะขายกันมาเรื่อยๆ มาจนถึงต้นปี 2559 ทาง BMW Group Thailand จึงยุติการนำเข้าไป และนี่ก็คือรายละเอียดของ BMW Z4 (E89) ที่คุณต้องรู้ไว้เบื้องต้น ก่อนจะซื้อมาใช้กันครับ!

สำหรับราคาของ BMW Z4 Roadster (E89) ตอนออกใหม่ๆ และค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ของ BMW Hire Purchase (แบบมี Balloon) จะต้องจ่ายเท่าไหร่ มาดูกันได้ที่ตารางนี้ครับ

BMW Z4 (E89) ราคาตอนซื้อป้ายแดง ผ่อนเดือนละเท่าไหร่

*หมายเหตุ: ราคาและค่างวดตามนี้ คำนวณจากเงินดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน (และมียอด Ballroon งวดสุดท้าย จ่าย 30-40% ของราคารถ ซึ่งรถในแต่ละรุ่น แต่ละปี จำนวนเงินที่ต้องจ่ายอาจไม่เท่ากัน)

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

BMW เปิดตัว BMW iX3 และ iX รถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรก ในราคา 3,399,000 - 5,999,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า เปิดตัว BMW iX (บีเอ็มดับเบิลยู iX) และ BMW iX3 (บีเอ็มดับเบิลยู iX3) รถยนต์อเนกประสงค์ Sports Activity Vehicle (SAV) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รถนำเข้าจากประเทศจีน ที่จะมาสร้างนิยามใหม่ให้แก่ประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานสะอาดในไทย

BMW Vision iNEXT 2018

BMW Vision iNEXT รถต้นแบบของรถตระกูล iX ที่ออกมาในปี 2018

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกของ BMW iX นี้ มาในรุ่น BMW iX xDrive50 Sport สร้างสุนทรียภาพการขับขี่แบบไร้มลพิษ พร้อมความคล่องตัวสไตล์สปอร์ต และดีไซน์สุดล้ำที่สื่อถึงความยั่งยืน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้าพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 630 กิโลเมตร

ขณะที่ BMW iX3 M Sport เปิดตัวเป็นครั้งแรกในไทยด้วยความโดดเด่นจากตระกูล X3 ที่ผสานความปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวเข้ากับสมรรถนะอันทรงพลังของ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5

BMW Vision iNEXT 2018

BMW Vision iNEXT รถต้นแบบของรถตระกูล iX ที่ออกมาในปี 2018

สำหรับลูกค้าในไทย สามารถจองบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ซึ่งมาในจำนวนจำกัดเพียง 20 คัน และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ที่มาให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของในจำนวนจำกัด ได้ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฏาคม 2564 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางออนไลน์ทาง shop.bmw.co.th

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รถยนต์ในตระกูล BMW i เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมล้ำยุคของ BMW Group ซึ่ง BMW i8 และ i3 ที่เราได้เปิดตัวในประเทศไทยไปแล้วนั้น เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญเพื่อปูทางสู่นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม

BMW iX xDrive50 Sport

และในวันนี้ เราได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วย BMW iX ยนตรกรรมที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่พลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเบิกทางสู่นวัตกรรมแห่งอนาคตและบริการดิจิทัลต่างๆ และสอดแทรกปรัชญาด้วยความยั่งยืนของเราไว้ในทุกขั้นตอน

นอกจากบีเอ็มดับเบิลยู iX แล้ว ยังเปิดตัว BMW iX3 M Sport เป็นครั้งแรก สมาชิกใหม่ในตระกูล X3 รุ่นนี้ จะเข้ามาเติมเต็มกลยุทธ์ Power of Choice ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยนับจากนี้ไป บีเอ็มดับเบิลยู X3 จะเป็นยนตรกรรมที่พร้อมนำเสนอระบบขับเคลื่อนทั้งแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในปลั๊กอินไฮบริด และพลังงานไฟฟ้าล้วน พร้อมยังคงเอกลักษณ์ความคล่องตัวแบบ SAV ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

BMW iX3 M Sport

BMW iX3 M Sport ใหม่

ราคาจำหน่าย: 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี และแท่นชาร์จ BMW i Wallbox จำนวนจำกัด)

BMW iX3 M Sport มาพร้อมเอกลักษณ์สุดล้ำ ประสานประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับความหนาแน่นและความจุพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของแบตเตอรี่แรงดันสูง มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เทคโนโลยีการชาร์จ และแบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุด ที่ได้รับการยกระดับในด้านสมรรถนะการทำงาน การใช้พลังงานไฟฟ้า และระยะทางในการขับขี่ อีกทั้งยังเพิ่มความหนาแน่นและศักยภาพของกำลังไฟฟ้าด้วยการรวมมอเตอร์ไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบเกียร์ไว้ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู iX

BMW iX3 M Sport

ระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ใน BMW iX3 M Sport ส่งพละกำลังสูงสุด 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ซึ่งโดดเด่นว่ามอเตอร์ไฟฟ้าในรุ่นอื่นๆ ด้วยความสามารถในการคงแรงบิดได้แม้ระหว่างรอบสูง โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 6.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม.

ขับขี่สนุกอย่างอุ่นใจด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-Actuator Wheel Slip Limitation) ปริมาตรความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การติดตั้งและน้ำหนัก ส่วนความจุพลังงานรวมอยู่ที่ 80kWh เพื่อขับเคลื่อนให้ BMW iX3 ขับขี่ได้ไกลถึง 460 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และ 470 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

BMW iX3 M Sport

เทคโนโลยีระบบชาร์จใหม่ล่าสุดเติมพลังงานสู่แบตเตอรี่ 400 โวลต์ และแหล่งจ่ายไฟ 12 โวลต์แก่อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถ หากใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ สามารถชาร์จด้วยระบบไฟแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และเมื่อชาร์จแบบรวดเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จะรับพลังงานได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ และสำหรับการชาร์จด้วยแรงดันนี้ BMW iX3 ยังรองรับการชาร์จจาก 0-80% ได้ภายใน 34 นาที เพิ่มระยะทางการวิ่งถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 10 นาที (ตามมาตรฐาน WLTP)

BMW iX3 M Sport มาพร้อมระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) เพิ่มสมรรถนะและความสบายระหว่างการขับขี่ ระดับการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่จะแปรผันตามสภาวะถนน ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลในระบบนำทางและเซนเซอร์ในระบบช่วงเหลือผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ เมื่อเข้าเกียร์ D และระบบ Recuperation จะทำงานอัตโนมัติในระดับสูงเมื่อเข้าเกียร์ B เพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่ยนตรกรรมไฟฟ้าอันเฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู

แบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุดนี้ติดตั้งอยู่ใต้ตัวรถ จึงช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงลงประมาณ 7.5 ซม. เมื่อเทียบกับ X3 รุ่นอื่นๆ ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive ปรับระดับด้วยไฟฟ้าตามสภาพถนนและสภาวะการขับขี่

BMW iX3 M Sport

รูปโฉมภายนอกของ BMW iX3 M Sport ยังคงสัดส่วนที่โฉบเฉี่ยวสไตล์ SAV มาพร้อมความแข็งแกร่งระดับพรีเมียมและความอเนกประสงค์ของตระกูล X โดดเด่นด้วยองค์ประกอบการดีไซน์เฉพาะรุ่นอย่างชิ้นส่วนแอโรไดนามิกส์ต่าง ๆ สอดแทรกด้วยดีไซน์ที่สื่อถึงความยั่งยืน กระโปรงหน้าและกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่มาในดีไซน์ปิดทึบ ท้ายรถมาพร้อมการออกแบบเพื่อลดแรงต้านอากาศ

BMW iX3 M Sport

ไฮไลท์ของ BMW iX3 ยังอยู่ที่ความหลากหลายในการใช้งาน มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางกว่า X3 รุ่นอื่น ๆ เบาะหลังพับได้แบบ 40 : 20 : 40 ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาตรการบรรจุสัมภาระจาก 510 ถึง 1,560 ลิตร เสริมความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยระบบเสียง BMW IconicSounds Electric ซึ่งมาเป็นมาตรฐาน สร้างทำนองเสียงไม่ซ้ำใครเมื่อสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์จากผลงานของ Hans Zimmer มาพร้อมล้อ M aerodynamic ขนาด 20 นิ้วแบบสลับสี ที่เสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ยิ่งขึ้น ไฟหน้า Adaptive LED เสริมฉนวนกันเสียงที่ประตูหน้า

BMW iX3 M Sport

และยังมีอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อเสริมความสะดวกสบายแบบพรีเมียมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบปลดล็อกประตู Comfort Access เบาะหนัง Vernasca ตอนหน้าดีไซน์แบบสปอร์ต จอ BMW Head-Up Display ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้นด้วยระบบ BMW gesture control ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon และ WiFi hotspot พร้อมด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบนำทางที่ดึงข้อมูลจากระบบคลาวด์ BMW Maps และ BMW Intelligent Personal Assistant

BMW iX3 M Sport มาให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ Carbon Black, Mineral White, Phytonic Blue, Piemont Red และ Sophisto Grey

BMW iX xDrive50 Sport

BMW iX xDrive50 Sport ใหม่

ราคาจำหน่าย: 5,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี และแท่นชาร์จ BMW i Wallbox สำหรับ 20 คันแรกเท่านั้น)

BMW iX มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมความล้ำยุคด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้า ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลัง

BMW iX xDrive50 Sport ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 385 กิโลวัตต์/523 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 630 กิโลเมตร สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 765 นิวตันเมตร ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-Actuator Wheel Slip Limitation) ได้รับการติดตั้งควบคู่กับระบบ AWD เป็นครั้งแรก ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อและเพิ่มความเสถียรภาพในการควบคุมรถยิ่งขึ้นอีกระดับ จึงโลดแล่นด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.6 วินาที

แบตเตอรี่แรงดันสูงใน BMW iX xDrive50 Sport มีความจุพลังงานรวม 111.5 kWh หัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบการชาร์จที่ยืดหยุ่น รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 200 กิโลวัตต์ และสำหรับการชาร์จจากเครื่องชาร์จ 100 กิโลวัตต์นั้น จะใช้เวลาราว 56 นาที ในการชาร์จจาก 10% ถึง 80%

ระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) ช่วยเสริมประสิทธิภาพและระยะการขับขี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ด้วยการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ โดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทางและเซนเซอร์จากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถเข้าใกล้ทางแยก ระดับการดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่จะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเติมพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ความเร็วการขับขี่ลดลง และจะทำงานสลับกับฟังก์ชั่น Coasting ขณะขับขี่บนท้องถนน ซึ่งช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานเมื่อผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ โดยเมื่อเลือกขับขี่ด้วยเกียร์ B ระบบ Recuperation จะทำงานที่ระดับสูงสุดโดยอัตโนมัติเพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่แบบ One-Pedal Feeling

BMW iX xDrive50 Sport

โครงสร้างตัวถัง ปรัชญาการดีไซน์ และการออกแบบแชสซีของ BMW iX ได้รับการพัฒนาเพื่อหลอมรวมความสะดวกสบายเหนือระดับในการขับขี่และการควบคุมที่โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต โครงสร้างของ BMW iX มาในวัสดุอลูมิเนียมแบบ spaceframe ส่วนหลังคามาในโครงสร้าง Carbon Cage ซึ่งประกอบด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณด้านข้างและด้านหลัง ผสานการใช้วัสดุสองประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเสริมทั้งความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักให้เบาลงได้อย่างชาญฉลาด ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ที่ต่ำเพียง 0.25 จากองค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ต่าง ๆ ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์และระยะการขับขี่ด้วยเช่นกัน แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง เมื่อประสานเข้ากับการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลจึงทำให้ตอบสนองต่อการควบคุมได้ฉับไวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบการขับขี่ที่มีความสมดุลของบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและความสบายขณะขับขี่ ขณะที่ยังคงความคล่องตัวไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนา BMW iX ประกอบด้วย เพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ Five-Link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็ว มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) ล้อ Aerodynamic ขนาด 22 นิ้ว แบบสลับสี ขัดเงาสามมิติ เสริมด้วยยางล้อลดเสียงรบกวนที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียงได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

BMW iX xDrive50 Sport

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใครของ BMW iX คือดีไซน์ภายนอกที่มีเส้นสายในการออกแบบชัดเจนทรงพลัง แต่ยังมีความเรียบง่าย และคงความบึกบึนสไตล์ SAV รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงความประณีตและความหรูหราล้ำยุค โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่เกือบปิดทึบ สะท้อนถึงนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย ส่วนกล้องและเรดาร์เซนเซอร์ฝังอยู่ภายใต้พื้นผิวของกระจังหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายที่เรียวยาวที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู มือจับประตูที่เปิดด้วยการกดปุ่ม หน้าต่างไร้ขอบ และประตูท้ายสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถโดยไม่มีช่องว่าง

BMW iX xDrive50 Sport

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่พร้อมพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น มีพื้นที่วางขามากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องมีท่อส่งน้ำมันกลางตัวรถ ซึ่งยังช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบไม่แพ้เฟอร์นิเจอร์หรู ปุ่มควบคุมระบบสัมผัสและระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ Rocker Switch พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมฟิลเตอร์นาโนไฟเบอร์ที่สามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ ควบคุมผ่านจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ซึ่งใช้ควบคุมการหมุนเวียนของอากาศภายในห้องโดยสาร รวมถึงระบบทำความร้อนที่เบาะนั่งและพวงมาลัย มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมคุณภาพเสียงทรงพลังยิ่งขึ้น อย่างระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound System ที่ฝังอยู่ในพนักพิงศีรษะ และระบบเสียงแบบ 4D ที่มีฟังก์ชั่นสั่นตามเสียงเบสในเบาะหน้า

นอกจากระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน BMW iX ยังมาพร้อมเสียงประกอบการขับขี่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เติมเต็มความเร้าใจในการขับขี่ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว ฟังก์ชั่นจำลองเสียงเครื่องยนต์ BMW IconicSounds Electric ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ยังมาพร้อมตัวเลือกเสียงใหม่ล่าสุดจากนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Hans Zimmer

BMW iX xDrive50 Sport

BMW iX xDrive50 Sport ยังมาพร้อมหน้าจอแสดงผลและระบบทำงาน iDrive เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในบีเอ็มดับเบิลยู iX ต่อยอดการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ที่ออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับจอระบบสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display รองรับการโต้ตอบด้วยเสียงกับ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งได้รับการอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้า โดยจอ BMW Curved Display เป็นกลุ่มจอแสดงผลดิจิทัลซึ่งประกอบไปด้วย จอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้วและจอ Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันภายใต้แผงกระจกชิ้นเดียวที่หันหน้าเข้าหาผู้ขับขี่ ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ดิจิทัลมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และแสดงกราฟฟิกดีไซน์ใหม่ขณะสื่อสารกับผู้ใช้งาน ระบบ My Modes ใหม่ ขยายการตั้งค่าต่างๆ ของรถยนต์ให้ครอบคลุมประสบการณ์ขับขี่ทุกรูปแบบ

BMW iX ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายที่สุด เหนือกว่ารถยนต์ทุกรุ่นจากบีเอ็มดับเบิลยู มาพร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน Steering and Lane Control Assistant ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมถึงระบบที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ซึ่งประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D

BMW iX xDrive50 Sport

กระบวนการผลิต BMW iX ยังครอบคลุมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้อลูมิเนียมที่ผ่านกระบวนการหล่อและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณมาก ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยวัสดุไม้ที่รับรองจาก FSC หนังฟอกด้วยสารสกัดจากใบมะกอก และยังมีส่วนประกอบจากธรรมชาติอื่นๆ อีกมากมาย และยังใช้แหจับปลาที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นหนึ่งในวัสดุสำหรับผลิตพรมปูพื้นรถอีกด้วย

ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถังได้ถึง 6 สไตล์ตามความต้องการ ได้แก่ Aventurin Red, Black Sapphire, Mineral White, Phytonic Blue, Sophisto Grey และ Storm Bay

โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ BMW Services Inclusive (BSI) สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน

รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จากบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) รูปแบบใหม่ ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะสมต่อการดูแลบำรุงรักษาระบบต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยมีแพ็คเกจมานำเสนอใน 2 ทางเลือก ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ดังนี้

แพ็คเกจ

การให้บริการ

ระยะการบำรุงรักษา การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟสูงและอุปกรณ์ร่วม ราคา
BSI Standard 4 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง 8 ปี / 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู iX และ iX3

 

 

รวมอยู่ในราคาจำหน่าย
BSI Ultimate 6 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง 110,000 บาท

(สามารถเลือกอัพเกรดได้ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มการรับประกันคุณภาพ)

การดูแลบำรุงรักษารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน จะมีกำหนดเข้ารับบริการทุก 24 เดือน โดยครอบคลุมรายการต่าง ๆ ดังนี้

  • บริการตรวจเช็ครถ
  • บริการเปลี่ยนไมโครฟิลเตอร์
  • บริการเปลี่ยนน้ำมันเบรก
  • บริการชาร์จแบตเตอรี่แรงดันสูงหลังการให้บริการ (ชาร์จสูงสุด 75%-80%)
  • บริการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน (ปีละหนึ่งครั้ง)
  • บริการเปลี่ยนชุดเบรคหน้าและหลัง 1 ชุด รวมผ้าเบรกและจานเบรก (กำหนดการเปลี่ยนไม่ขึ้นอยู่กับระยะทาง)

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ

และสำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิมตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

Buy-European-Cars-In-Price-1-Million-Baht

ถ้าจะให้พูดถึงตลาดรถมือสองในบ้านเรานั้น ด้วยเงื่อนไขราคาและสภาพของรถ ถือว่ามีตัวเลือกเยอะมาก เริ่มต้นกันตั้งแต่ราคาระดับหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่ว่ามานี้ ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถซื้อรถญี่ปุ่นในระดับ Compact Car ป้ายแดงได้เลยทีเดียว

แต่งบก้อนเดียวกันนี้ หลายคนบอก “ไปเล่นรถยุโรปมือสองดีกว่า” ก็สามารถลงมาเล่นรถยุโรปมือสองที่ปีไม่เก่ามาก ได้อีกเหมือนกัน! อีกทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้อีกด้วย จากแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบรนด์อันหลากหลาย ดูแพงดูมีราคา

สำหรับงบไม่เกิน 1 ล้านบาท หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ก็ซื้อเงินสดได้เลย หรือจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถผ่อนดาวน์ได้ไม่ยาก อาจจะซื้อเป็นรถคันแรก หรือรถคันที่สองก็ย่อมได้ และก็อาจจะเป็นรถที่คนวัย 30+ ขึ้นไป เริ่มมองหารถยนต์ที่ดูเหมาะกับหน้าที่การงานอันมั่นคง หรือมีครอบครัวแล้ว แต่ได้รถแบรนด์ดี ขับแล้วดูดีราคา ขับใช้งานได้ทุกวัน

โดยปกติแล้ว รถแบรนด์ยุโรป คุณภาพการประกอบถือว่าดีกว่ารถญี่ปุ่น แต่ก็มีข้อด้อยอย่างเรื่องระบบอิเลกทรอนิกส์ ที่อาจจะต่างจากรถญี่ปุ่นโดยบางอย่างอาจใช้เฉพาะในสเปครถเมืองหนาว การ Service ต้องระวัง หลายอย่างถ้าแตกหักขึ้นมามีราคาแพงทีเดียว

ส่วนในเรื่องของค่าบำรุงรักษานั้น จะบอกว่าแพงกว่ารถญี่ปุ่นแน่นอน แต่ก็ไม่มากกว่ากันเท่าไหร่ อะไหล่บางชิ้นที่ถูกกว่าก็มี ถ้าคุณดูแลรถเป็น มีอู่นอกที่ไว้ใจได้ โอกาสที่ซ่อมแล้วไม่บานปลายก็มาก

MR.CARRO จะเล่าให้ฟังกัน ว่ามีงบ 1 ล้านบาท ซื้อรถยุโรปมือสองรุ่นไหน ถึงเหมาะกับการใช้งาน!

BMW-Series-3-F30

1. BMW Series 3 (F30)

BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ในรหัส F30 นับได้ว่าเป็นรถ Compact Car ยอดนิยมของคนไทยจริงๆ อีกทั้งยังถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 6 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1975 ที่ยังคงได้รับความนิยมจากตลาดรถยนต์ในไทยทุกยุคทุกสมัย

สำหรับ BMW Series-3 รุ่นนี้ เปิดตัวในเยอรมนีครั้งแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 2011 และเปิดตัวในไทยเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 320d Sport / Modern / Luxury ที่นำเข้าจากเยอรมนี ก่อนจะประกอบในประเทศ CKD ต่อมา

และในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2555 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 320i Sport / Modern / Luxury และ 328i Sport

ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นรถประมาณปี 2011 – 2013

สำหรับ BMW Series-3 โฉมนี้ มีมิติตัวรถใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทุกมิติ อีกทั้งยังลดน้ำหนักลงในจุดต่างๆ ทำให้รถรุ่นนี้กลับมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 40 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น)

และยังมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ TwinPower โดยใน 3 รุ่นหลักๆ ทั้ง 320i, 328i และ 320d มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รายละเอียดตามนี้

ในรุ่น 320i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.9 กม./ลิตร

ในรุ่น 328i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 4,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.4 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 15.9 กม./ลิตร

ส่วน 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.6 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 21.7 กม./ลิตร

เอาเป็นว่าไลฟ์สไตล์ใครชอบแบบไหน ชอบแรง ชอบประหยัด เชิญเลือกซื้อได้ตามอัธยาศัย …

BMW-Series-5-F10

2. BMW Series 5 (F10)

BMW Series-5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) ในรหัส F10 เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ออกแนวผู้บริหารนั่ง ซึ่งยังคงความเป็นเอกลัษณ์ของ BMW กับกระจังหน้าไตคู่ หลังคาลาดแบบสปอร์ต และเส้นขอบหน้าต่างบานหลังหักมุมในแบบ “Hofmeister Kink” แต่ก็มีราคาเริ่มต้นที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทแล้วเช่นกัน แม้ว่าตอนเปิดตัวใหม่ จะมีราคาสูงมากถึงหลายล้านบาทเลยทีเดียว!

สำหรับ BMW Series-5 รุ่นนี้ เปิดตัวในไทยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2553 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 530d และ 535i ที่นำเข้าจากเยอรมนี ต่อมาจึงเปิดตัว BMW 523i รุ่นประกอบในประเทศ โดยมี 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย BMW 523i และ BMW 523i Highline

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2553 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 520d และ 525d ซึ่งเข้ามาแทนที่ 530d รุ่นนำเข้า โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นรุ่นประกอบในประเทศ

ต่อมาในปี 2555 เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ในรุ่นเครื่องเบนซินอย่าง 520i, 528i, และ 528i Sport โดยทั้ง 3 รุ่น เข้ามาจำหน่ายแทน 523i

ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท จะเป็นรถประมาณปี 2010 – 2012 รุ่นที่น่าสนใจ ก็จะมีประมาณนี้ ในงบไม่เกิน 1 ล้านบาท …

BMW 520d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 7 แรงม้า หรือ 4% จากรุ่นก่อนหน้า) แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,900-2,750 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้น 30 นิวตัน-เมตร หรือ 9% จากรุ่นก่อนหน้า)ส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 8.1 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 19.2 กม./ลิตร (ดีขึ้น 8%)

สำหรับ BMW 525d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP Sports Automatic 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.2 วินาที อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.4 กม./ลิตร

มาพร้อมกับเทคโนโลยี EfficientDynamics ที่เหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยู เช่น ระบบ Brake Energy Re-Generation และระบบ Active Aerodynamics

และ BMW 523i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 2.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ส่งกำลังสู่ล้อหลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.5 วินาที (เร็วขึ้น 7%) อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 12.5 กม./ลิตร

Mercedes-Benz-C-Class-W204

3. Mercedes-Benz C-Class (W204)

Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส) รหัสรุ่น W204 จัดว่ามีราคามือสองในปี 2563 ที่จับต้องได้เลย เริ่มต้นประมาณ 5 แสนบาทก็พร้อมเป็นเจ้าของได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นรถที่ปีไม่เก่ามาก และช่างเบนซ์หลายอู่สามารถซ่อมได้ง่าย ซ่อมไม่ยาก

โฉมนี้เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 โดยนำเข้ารุ่น C 200 Kompressor และ C 230 Kompressor ในรุ่น C 200 Kompressor ให้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 163 แรงม้า เป็น 184 แรงม้า ซึ่งมากขึ้นถึง 13% และการเพิ่มขึ้นของแรงบิดกว่า 18%

ต่อมาในเดือนมกราคม 2551 เปิดตัว C 200 Kompressor Elegance และ C 200 Kompressor Avantgarde พร้อมชูประเด็นเรื่องระบบความปลอดภัย PRE-SAFE ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และความปราดเปรียวในการขับขี่ Agillity Control

และในปี 2553 เปิดตัว C 200 CGI BlueEFFICIENCY และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY Avantgarde กับเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด

สำหรับ C200 มาพร้อมกับขุมพลังเบนซินขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 250 นิวตันเมตร ที่ 2,800-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 230 กม./ชม. สั่งงานด้วยระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-touch Shift

ในส่วนของ C250 มาพร้อมกับขุมพลังดีเซลคอมมอนเรลเจเนเรชั่นที่ 4 ขนาด 2.1 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม.

ต่อมาในเดือนกรกฎาคมปี 2554 เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ ประเดิมด้วย C 200 BlueEFFICIENCY 184 แรงม้า และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY 204 แรงม้า และยังมีรุ่นย่อยที่แรงสุดอย่าง C300 4Matic ใช้ขุมพลังแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุด 228 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 7G-TRONIC PLUS ให้เลือกอีกด้วย …

Mercedes-Benz-E-Class-W212

4. Mercedes-Benz E-Class (W212)

Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัสรุ่น W212 จัดได้ว่าเป็นเบนซ์รุ่นยอดนิยมมากอีกหนึ่งรุ่น รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลมาจากรถต้นแบบที่ชื่อ Concept Fascination ที่เปิดตัวใน Paris Motorshow 2008 และยังคงรูปลักษณ์ของไฟหน้าแบบดวงคู่ฝั่งละ 2 ดวง เพียงแต่เปลี่ยนจากทรงกลมรี มาเป็นแบบสี่เหลี่ยมไม่เท่ากัน ที่เรียกว่า Rhomboid Headlamps แทน

นับว่าเป็นรถมือสองที่เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ รถหรู แนวผู้บริหารมากๆ ราคามือสองในปี 2563 ประมาณ 6 แสนบาทกลางๆ ก็หามาเป็นเจ้าของกันได้แล้ว

ในเดือนสิงหาคม 2552 เปิดตัว E 500 เครื่องยนต์ขนาด 5.5 ลิตร 388 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ที่ 5.2 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เปิดตัว E 250 CGI BlueEFFICIENCY Avantgarde เพิ่ม โดยเป็นการนำเข้าทั้งคันก่อน

เดือนมกราคม 2553 เปิดตัว E-Class รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรุ่น E300 Avantgarde มีรูปทรงที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 ทำให้เป็นยนตรกรรมหรูที่ลู่ลมมากที่สุด ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด 7G-Tronic พร้อมกับ Direct Select สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ที่พวงมาลัยอีกด้วย

ในปี 2555 เพิ่มระบบเกียร์ใหม่ ที่เหมาะทุกการขับขี่ ระบบส่งกำลังเป็นเยี่ยม 7G-Tronic Plus

สำหรับ E250 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 4,300 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.8 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 238 กม./ชม.

โดยในรุ่น E300 ที่เราแนะนำนั้น มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 5,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.4 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 247 กม./ชม.

MR.CARRO ยกตัวอย่างมาให้ดูกัน 4 รุ่น 4 สไตล์ หวังว่าคงถูกใจกันไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณด้วยล่ะครับ ที่ถึงแม้ว่าซื้อรถราคาคันละเกือบ 1 ล้านบาท ก็ยังต้องตั้งงบไว้สำหรับซ่อมบำรุง ตรวจเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ ด้วยนะครับ

ส่วนถ้าใครเป็นคนชอบรถ Option เยอะๆ ก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองว่า Option ที่รถมีอยู่นั้น ตัวเองมีโอกาสได้ใช้มากน้อยแค่ไหน? ถ้าใช้เยอะก็เลือกได้ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลือกรุ่นถูกลงมาหน่อยก็ได้ เพราะ Option เหล่านี้ มักจะเป็นระบบไฟฟ้าซะส่วนมาก ซึ่งเวลามันรวนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนนี่ บานเลยล่ะคุณ …

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถเบนซ์มือสอง หรือบีเอ็มมือสอง รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อมาใช้ดูสิครับ เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Covid-19-Motivate-Electric-Car-Growth-Up-In-Thailand

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ฯ จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “แนวโน้มและการปรับตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หลังวิกฤต โควิด-19” เพื่อนำเสนอมุมมองของผู้ผลิต จากผู้บริหารค่ายรถชั้นนำ ซึ่งต่างนำเสนอเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หลังจากหมดโควิด-19 จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น จึงต้องการให้รัฐบาลหันมาสนับสนุน

ในการสัมมนา มี ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ, กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และสรรเพชญ ตั้งเสาวภาคย์ รองประธานสายงานวางแผนองค์กรและกลยุทธ์การตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นวิทยากร

ภายในการสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้ ทาง ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เผยว่า ไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น มีสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นคือ ปัญหาฝุ่น PM2.5 หายไป ส่วนหนึ่งมารถที่หายจากท้องถนนไปเยอะ

ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีความสำคัญ ที่จะมาแก้ปัญหามลพิษบนท้องถนนของประเทศไทยในอย่างถาวร โดยอยากให้ประชาชนร่วมมือสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น เพื่อรักษามลภาวะสิ่งแวดล้อม

MINE-SPA1-2019

ด้าน สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เผยว่า หากภาครัฐมีการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน จะทำให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ลงทุนกับรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมากขึ้น ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่ดีนัก ค่ายรถยนต์จึงจำเป็นต้องปรับการผลิต ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช้าหรือเร็วคงต้องรอดูต่อไป

อีกทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมากในช่วง COVID-19 หรือฝุ่น PM2.5 ลดลง ปัจจัยเหล่านี้เป็นมุมที่สะท้อนให้คนเร่งหันไปใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานไฟฟ้าในระยะยาวมากขึ้น

BMW-i8

ด้าน กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า เมื่อผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว จะช่วยเร่งการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างมีเทคโนโลยี มีกลยุทธ์ใหม่ๆ ประกอบกับระบบสาธารณูปโภคในไทยที่เริ่มรองรับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

โดยสิ่งที่จะกระตุ้นตลาดในไทยก็คือความต้องการซื้อ ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจ เช่น การส่งเสริมการลดภาษีฯ การเพิ่มที่ชาร์จไฟฟ้าสาธารณะให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสถานีชาร์จประมาณ 500 สถานี 700 หัวจ่าย พร้อมทั้งขยายโมเดลรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ เพื่อช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมทั้งหมด

Nissan-Leaf-2019

ขณะที่ สรรเพชญ ตั้งเสาวภาคย์ รองประธานสายงานวางแผนองค์กรและกลยุทธ์การตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ขณะนี้ Nissam (นิสสัน) ในประเทศญี่ปุ่นเองก็ยังไม่มีนโยบายชัดเจนว่า ญี่ปุ่นจะปรับตัวมีรถยนต์ไฟฟ้า 100 % เมื่อไร แต่ทาง Nissan มีเทคโนโลยี และมีรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ต้นแบบมานานแล้ว

อ่านเพิ่มเติม : Nissan Hypermini : รถ EV ของเล่นคนรวยรักษ์โลก ในยุค 2000

ซึ่งในประเทศไทย Nissan ขอนำเสนอระบบ e-Power ไปก่อน จนกว่ารัฐจะมีความชัดเจนในการสนับสนุนให้เกิดรถ BEV

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ดู เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หากเราย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000 ตอนนั้นหลายกำลังตื่นเต้นกับความเป็นยุค “มิลเลนเนียม” หรือ “สหัสวรรษใหม่” และ “Y2K” กันเอามากๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นในอดีตก็ยังถือว่ามีราคาที่แพงมากในการเข้าถึง เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์หรูๆ จากญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่ต้องเรียกว่ามีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นหลายคนอาจจะยังเป็นเด็ก อาจจะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่สามารถเป็นเจ้าของรถได้ ก็ต้องเก็บความอยากได้ ความชื่นชอบ เอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไป 20 ปี (ปี 2563) รถหรูระดับ Mid-Size หรือ Full-Size เหล่านี้ ราคาก็ตกลงมามากแล้ว บางคันอาจจะถูกแบบเหลือเชื่อ ถูกกว่ารถ Eco-Car ในปัจจุบัน หรือราคาต่ำกว่าแสนด้วยซ้ำไป! แต่ว่าจะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ ยังน่าเล่นในยุคนี้บ้าง MR.CARRO รวบรวมมาให้ชมกัน …

2000-Audi-A6

ภาพจาก Benny Thanutpon

1. Audi A6 2.4 Tiptronic ราคา 2,720,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

สำหรับ Audi A6 (ออดี้ เอ6) ในรหัสรุ่น C5 ก็นับว่าเป็นรถยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2542 ซึ่งในเวลานั้น บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย Audi A6 รุ่นนี้ ขุมพลังแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร V6 DOHC 30 วาล์ว 165 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

มีตัวเลือกทั้งรุ่นขับหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และแบบ Avant ให้เลือก โดยเป็นการนำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2543 จึงเพิ่มรุ่นประกอบในประเทศด้วย

2000-BMW-523-iA

ภาพจาก ซื้อขายรถยนต์นำเข้า รับจำนำรถยนต์

2. BMW 523iA (MY2000) ราคา 2,999,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 140,000 – 170,000 บาท

BMW Series 5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) รหัส E39 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เป็นรุ่นสุดท้ายที่ ยนตรกิจ ขายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ของ BMW จากเยอรมนี จะเข้ามาสานการขายต่อในปี 2541

สำหรับ BMW 523iA ในเวลานั้นถือว่าเป็นรถที่ขายดีมาก ภายในหรูหรา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ 184 แรงม้า

2000-BMW-730iAL

ภาพจาก Boyd Saharat

3. BMW 730iAL ราคา 7,083,400 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 300,000 บาท

BMW Series 7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รหัส E38 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทคในราคาที่แพงระยับในยุคนั้น โดยในรุ่นย่อย 730iAL จัดเป็นรุ่นที่มีระยะฐานล้อยาวเป็นพิเศษ นั่งสบายดั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ในราคามือสองที่ถูกกว่าอีโคคาร์ สำหรับท่านประธานขี้เมื่อยโดยเฉพาะ

สำหรับรุ่นนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส M60B30 แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว 215 แรงม้า

2000-Citroen-XM

ภาพจาก Motor 1

4. Citroen XM 3.0i V6 24 V ราคา 3,300,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท

Citroen XM (ซีตรอง เอ็กซ์เอ็ม) กลายเป็นรถที่คนเล่นกันเฉพาะกลุ่มไปแล้ว สำหรับ XM ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราในแบบฝรั่งเศส ช่วงล่างแบบระบบไฮแดรกทีฟ ใช้เซ็นเตอร์ 5 ตัว คอยตรวจจับการทำงาน และปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพถนนได้ ให้ความนุ่มนวลมากถึง 85% ตลอดระยะทางการขับขี่ เกาะถนน

เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2534 มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร, ขนาด 3.0 ลิตร และแบบ Break แวกอน ส่วนในรุ่น 3.0 ลิตร ที่เรานำมาเสนอนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ZPJ แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า

2000-Lexus-LS

5. Lexus LS400 ราคา 6,580,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 250,000 – 320,000 บาท

Lexus LS400 (เลกซัส แอลเอส 400) ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น “ไม่ใช่แค่รถยนต์ เลกซัส ยานยนต์ปฏิวัติ” เพื่อลุยตลาดโลกของ Lexus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Toyota Celsior (โตโยต้า เซลซิเออร์) เป็นรถรุ่นแรกที่ Toyota เลือกใช้แบรนด์ Lexus ส่งไปลุยตลาดยุโรป และอเมริกา ก่อนจะเปิดตัวขายในบ้านเราเป็นรุ่นชูโรงเมื่อปี 2535

ส่วนในรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 2 (ที่พัฒนามาจากเจนฯ แรก) เผยโฉมกันในปี 2540 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร รหัส 1UZ-FE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว VVT-i 290 แรงม้า แถมยังมีระบบความปลอดภัยเพียบ ทั้งระบบเบรก ABS/EBD ระบบการควบคุมการทรงตัว VSC และระบบยึดเกาะถนน TRC เป็นต้น

2000-Mercedes-Benz-E-240

ภาพจาก Seven Car

6. Mercedes-Benz E 240 ราคา 3,950,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 330,000 บาท

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัส W210 ขวัญใจอาเสี่ยในยุค 90 ที่ตอนนี้ราคาถูกกว่าอีโคคาร์ซะอีก แต่ได้ขับหรือนั่ง ก็ดูเท่กว่าเห็นๆ โดยในบ้านเราก็มีเจ้า เบนซ์ ตากลม รุ่นนี้ให้เลือกกันอยู่หลายรุ่นย่อย แต่ที่เรายกมาคันนี้ คือรุ่นย่อยที่แพงที่สุดในปี 2543 ซึ่งในบ้านเรามีทั้งรุ่นประกอบในประเทศ และรุ่นนำเข้าอย่าง E 240 2.6

สำหรับ E 240 ใช้ขุมพลังขนาด 2.4 ลิตร รหัส M112.911 แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า และในตัว E 240 2.6 เป็นแบบขนาด 2.6 ลิตร แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

2000-Mercedes-Benz-S-500-L

7. Mercedes-Benz S500L ราคา 13,100,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 580,000 – 700,000 บาท

Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) รหัส W220 ที่สุดของความหรูหรา สำหรับ “ท่านประธาน” เท่านั้น! ขายในไทยตั้งแต่ปี 2541 มีรุ่นยอดนิยมในตลาดรถมือสอง อาทิเช่น S280, S 320 L และ S 500 L โดยรุ่นแพงที่สุดคงต้องเป็นรุ่นย่อย “S 500 L” ฐานล้อยาว สำหรับท่านประธานที่ชอบความสบายของการยืดขาสุดๆ มีเฉพาะรถนำเข้าเท่านั้น ในราคาออกใหม่หลักสิบล้าน! แต่ตอนนี้ราคาเท่าอีโคคาร์!

สำหรับ S 240 ใช้ขุมพลังขนาด 5.0 ลิตร รหัส M113 E50 แบบ V8 SOHC 24 วาล์ว 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 460 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เรียกว่าแรงสั่งได้เลยทีเดียว!

2000-Peugeot-605

8. Peugeot 605 SV 3.0 ราคา 2,275,890 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 บาท

Peugeot 605 (เปอโยต์ 605) อันนี้จัดว่าเป็นรถในระดับ Executive Car “The Leader of the Lions” รถธงของค่ายเปอโยต์ อันน่าภาคภูมิใจอีกรุ่น แม้ว่าคนเล่นรถส่วนใหญ่จะลืมไปแล้วก็ตาม … สำหรับ 605 ซึ่งในไทยมีขายทั้งรุ่นแรก และโฉมไมเนอร์เชนจ์เลย ซึ่งในตลาดโลกรุ่นนี้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 แต่ในราคาที่ทาง MR.CARRO อ้างอิงมา ในปี 2543 ยังคงมีขายเหลืออยู่ครับ

บ้านเรามีทั้งรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 130 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Citroen XM นั่นแล …

2000-Toyota-Crown-Royal-Saloon

9. Toyota Crown 3.0 Royal Saloon เบาะหนังแท้ ราคา 3,750,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 350,000 บาท

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจเนอเรชั่นที่ 11 สะท้อนศักดิ์ศรี แห่งความเป็นเลิศ ในแบบฉบับญี่ปุ่น เป็นรถยอดนิยมของผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2543 มีทั้งรุ่น Royal Saloon เบาะผ้า และรุ่นเบาะหนังแท้ หรูหราในแบบญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ETCS-i (Electronic Throttle Control System Intelligent) ช่วยให้การขับขี่ที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ทำงานเต็มกำลังและประหยัดน้ำมัน

2000-Volvo-S80

10. Volvo S80 ราคา 2,980,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

Volvo S80 (วอลโว่ เอส80) ความหรูหราเรียบง่ายแบบสวีเดน ผสานกับการใช้สอยที่ลงตัว โดยโฉมนี้บ้านเราเปิดตัวในปี 2543 มีดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Volvo รุ่นที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้

โฉมนี้ในบ้านเรามาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.3 ลิตร รหัส B5234T7 แบบ 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว Light Pressure Turbo 193 แรงม้า

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ราคารถมือสอง 10 รุ่นข้างต้นนี้ เป็นราคารถยนต์มือสองที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาของราคารถมือสอง ในปี 2543

  • นิตยสารวัฏจักรรถ 2000 ปีที่ 11 (1) ฉบับที่ 597 (44) วันจันทร์ที่ 6 – 13 มีนาคม 2543
Price-List-Promotion-In-Motor-Expo-2019

อยากรู้ราคารถใหม่ในงาน Motor Expo 2019 มียอดดาวน์ ยอดจัด ผ่อนเดือนละเท่าไหร่ ดูได้ที่นี่

รวมใบราคา และตารางผ่อนรถใหม่ป้ายแดง จากงาน Motor Expo 2019 (มอเตอร์เอ็กซ์โป 2019)

สำหรับใบราคาและตารางผ่อนที่เรานำมาฝากในครั้งนี้ Carro ขอเน้นไปที่รถตลาดเป็นหลัก อาทิเช่น ToyotaHondaNissanMitsubishi, Isuzu, Mazda, Ford, Mercedes-Benz, BMW และ MG เป็นต้น

ส่วนใครอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ เอารถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO ได้เลย ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หากท่านใดที่สนใจรถยนต์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม ลองดูงบประมาณที่ตัวเองมี Promotion แจ๋วๆ จากใบราคาภายในงาน ที่ CARRO คัดสรรรถยี่ห้อยอดนิยมในงาน Motor Expo 2019 มาลงให้ชมด้านล่างครับ.

Toyota

Toyota-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Toyota-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Nissan

ดูตารางราคา Nissan Almera 2020 เพิ่มเติมได้ที่นี่ – https://blog.carro.co/compare-price-interest-rate-nissan-almera-2020-vs-honda-city-2020/

Nissan-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Nissan-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Honda

ดูตารางราคา Honda City 2020 เพิ่มเติมได้ที่นี่ – https://th.carro.co/blog/compare-price-interest-rate-nissan-almera-2020-vs-honda-city-2020/

Honda-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Honda-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Honda-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Honda-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Mazda

Mazda-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Mazda-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Mitsubishi

Mitsubishi-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Mitsubishi-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Mitsubishi-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Suzuki

Suzuki-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Suzuki-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Isuzu

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Ford 

Ford-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Ford-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

MG

MG-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

MG-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

Mercedes-Benz

Mercedes-Benz-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

BMW

BMW-Price-Promotion-Motor-Expo-2019

โปรดฟังอีกครั้ง! ใครอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ เอารถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO ได้เลย ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

BMW-X1

ถึงไทยแล้ว BMW X1 (F48) sDrive18d xLine 2016 ตัวใหม่ ที่หลายคนรอคอย กับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

สำหรับใครที่รอ BMW X1 (F48) sDrive18d xLine ตัวใหม่ โฉม 2016 ที่เพิ่งเปิดตัวไปแบบสดๆ ร้อนๆ วันนี้ หลายคนคงอยากรู้ CARRO เลยมีข้อมูลใหม่ๆ มาอัพเดตให้ดูกัน

รายละเอียด
– เครื่องยนต์แบบ BMW TwinPower Turbo 4 สูบ
– ขนาดเครื่องยนต์ 2.0L 1,955 ซีซี
– กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า 4,000 รอบ/นาที
– แรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร และ 1,750 รอบ/นาที
– ความเร็วสูงสุด 205 กิโลเมตร/ชม.
– อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 21.3 กม./ลิตร และอัตราปล่อย Co2 อยู่ที่ 125 กรัม/กม.
– ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าแบบ S Drive และออพชั่นเลือกขับเคลื่อน 4 ล้อ
– มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Stepsonic sport 8 จังหวะ และระบบควบคุมการเข้าโค้ง
– ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว แบบ Y-spoke
– พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Servotronic
– เบรคมือแบบไฟฟ้า และระบบจัดเก็บพลังงานเบรค
– ไฟหน้า LED พร้อมระบบส่องสว่างขณะการเข้าโค้ง
– ระบบช่วยจอด
– ระบบอินโฟเทเมนต์ iDrive และหน้าจอ 8.8 นิ้ว
– น้ำหนักรถ 1,545 กิโลกรัม

รถ BMW X1 (F48) sDrive18d xLine รุ่นนี้ เป็นการปรับโฉมเจเนอเรชั่นที่ 2 และเป็นรถรุ่นนำเข้า (CBU) ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน จาก BMW X1 รุ่นเดิม ก็คือ ดีไซน์ที่มีความทันสมัย โฉบเฉี่ยว และมีความสปอร์ตมากขึ้น ด้วยการเพิ่มดีไซน์ความโค้งมนเข้าไป ส่วนตัวถังรถก็ได้ปรับให้มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิม 53 มิลลิเมตร

นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก ภายในห้องโดยสารก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิมเช่นกัน เพราะภายในจะกว้างมากขึ้น หรือถ้าอยากจุของได้เยอะ ให้พับเบาะขึ้นให้หมด รถรุ่นนี้ก็จะสามารถจุได้มากถึง 1,550 ลิตร เลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากใครงบยังไม่ถึง แนะนำให้ลองเลือกดู Bmw X1 มือสอง เพราะราคาต่างกันมากโข

เลือกรถ BMW X1 มือสองสภาพดี ได้ที่นี่

รถใหม่หลายหลายรุ่น เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน Motor Expo 2017

2018-BMW-X3

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34” หรือ The 34th Thailand International Motor Expo 2017 ภายใต้แนวคิด “ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง” หรือ “New Age Vehicles … A Distant Dream Come True” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี พร้อมนำรถรุ่นใหม่ๆ ทั้งที่เปิดตัวก่อนงานเริ่ม และภายในงานของปีนี้ มีมาให้ชมกันมากมายหลายรุ่น

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน Motor Expo 2017 โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

Toyota C-HR

Toyota-C-HR

Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) รถ Crossover ในรูปแบบ 4 ประตู ที่ปีนี้มาแรงจริงๆ โดยในงาน Motor Expo 2017 มีความเป็นไปได้ว่า Toyota จะนำรถมาโชว์ก่อนขายจริงในปีหน้านี้ คาดว่าราคาเริ่มต้นต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท

Volvo XC60

Volvo-XC60-2018

หลังจากที่ Volvo (วอลโว่) ประสบความสำเร็จกับการขาย Volvo XC90 ใหม่ ไปทั่วโลกนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รวมถึงในไทยก็มียอดขายที่น่าพอใจ ในเดือนนี้ วอลโว่ เปิดตัว Volvo XC60 รุ่นใหม่ Crossover SUV ที่ดีไซน์และตกแต่งไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง XC90 ในวันที่ 8 พฤศจิกายน มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน T8 Twin Engine แบบ Plug-In Hybrid และเครื่องยนต์ดีเซล D4 ให้เลือก … ในราคา 3,090,000 – 3,590,000 บาท

Mazda CX-5

Mazda-CX-5-2018

Mazda (มาสด้า) เปิดตัว Crossover SUV รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Mazda CX-5” ใหม่ ในวันที่ 13 พฤศจิกายน มาพร้อมเครื่องยนต์ SkyActiv-G ขนาด 2.0 ลิตร 175 แรงม้า แบบใหม่ และเครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D ขนาด 2.2 ลิตร 165 แรงม้า ในราคา 1,290,000 – 1,770,000 บาท

MG ZS

MG-ZS-2018

MG (เอ็มจี) ประเทศไทย เปิดตัว MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ต่อจากตลาดจีนและอังกฤษที่เปิดตัวไปก่อนหน้า โดยในตลาดจีน ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 120 แรงม้า ในราคา 679,000 – 789,000 บาท

BMW X3

BMW-X3-2018

BMW X3 (บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 3) ใหม่ (G01) เปิดตัวในไทย 16 พฤศจิกายน นี้ ถือว่ารวดเร็วมาก เพราะ BMW X3 ใหม่ เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกที่งานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์ โชว์ 2017 ไปเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา มาพร้อมดีไซน์ภายนอกโฉมใหม่หมด แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ BMW เช่นเคย ในราคา 3,699,000 บาท

Lexus NX

Lexus-NX

Lexus NX (เลกซัส เอ็นเอ็กซ์) รุ่นไมเนอร์เชนจ์ มาภายใต้แนวคิด “The urbaNXplorer” ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ ที่มีวิถีชีวิตไม่ซ้ำใคร ถือเป็นรถ Lexus รุ่นที่ขายดีที่สุดของเลกซัสในประเทศไทย นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดจำหน่ายรวมภายในประเทศกว่า 1,400 คัน พร้อมการันตีถึงความนิยมด้วยยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลก กว่า 400,000 คัน

มาพร้อมกับระบบเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร ในรุ่น NX300h เต็มสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Lexus Hybrid Drive อัจฉริยะ และขุมพลังเครื่องยนต์ Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ในรุ่น NX300 ให้สมรรถนะแรงเต็มพลังในทุกระดับความเร็ว

พร้อมเป็นเจ้าของ Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่ ได้แล้ววันนี้

NX300
– รุ่น F Sport แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 4,450,000 บาท
– รุ่น Grand Luxury ราคา 3,440,000 บาท

NX300h
– รุ่น F Sport ราคา 4,050,000 บาท
– รุ่น Premium ราคา 3,550,000 บาท
– รุ่น Grand Luxury ราคา 3,140,000 บาท
– รุ่น Luxury ราคา 2,930,000 บาท

Lexus LS

Lexus-LS500

ถึงเวลาที่ Lexus จะเปิดตัวรถธงของค่ายอย่าง “Lexus LS” (เลกซัส แอลเอส) ใหม่ ที่พัฒนามาจากรถต้นแบบอย่าง “LF-FC” โดยมาพร้อมขุมพลังขนาด 3.5 ลิตร ในรูปแบบ V6 และ V6 ทวินเทอร์โบ พร้อมเครื่องยนต์ V6 ขุมพลังไฮบริด ที่คาดว่าราคาในบ้านเรา น่าจะอยู่ที่หลักสิบล้านบาทเลยทีเดียว … พบกันได้ในวันที่ 21 พฤศจิกายน นี้ …

Mercedes-AMG GT

Mercedes-AMG-GT-R

แม้ว่าทาง Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) จะเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Mercedes-AMG GT ในวันที่ 20 พฤศจิกายน นี้ แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่ออกมาบอกว่า จะเปิดตัวรุ่นไหนบ้าง … ในตระกูล Mercedes-AMG GT

Mercedes-Benz S-Class / Maybach S-Class

Mercedes-Benz-S-Class-Sedan

Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ยังเตรียมเปิดตัวสุดยอดรถยนต์หรูแห่งยุค อย่าง รถยนต์ระดับเรือธง “The new S-Class” ที่สุดแห่งความสง่า มาพร้อมกับ ความหรูหรา ดีไซน์เหนือระดับ ความสะดวกสบายอันไร้ขีดจำกัด และระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย

Mercedes-Benz-Maybach-S-Class

และ “The Maybach S-Class” (มายบัค เอส-คลาส) สุดยอดแห่งยนตรกรรมที่รวบรวมความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน ไว้อย่างครบครัน เหมาะสำหรับท่านผู้นำ … พบกันได้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน นี้ครับ

Mitsubishi Triton Athlete

Mitsubishi-Triton-Athlete

Mitsubishi (มิตซูบิชิ) เตรียมเปิดตัว Triton รุ่นพิเศษ “Triton Athlete” (ไทนทัน แอทลีท) สปอร์ต พันธุ์เข้ม เร้าใจทุกมุมมองด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันจากโรงงาน ในงาน Motor Expo 2017

Subaru XV

Subaru-XV-2018

Subaru XV (ซูบารุ เอ็กซ์วี) รถ Crossover ที่เคยสร้างกระแสความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสร้างยอดขายให้กับ Motorimage ผู้นำเข้ารถยนต์ซูบารุในบ้านเราได้มากพอสมควร ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่ตามญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์มล่าสุด “Subaru Global Platform” ร่วมกันกับ Impreza ใหม่ คาดว่ามาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT แบบ 7 สปีด เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo 2017 นี้

Toyota Hilux Revo (Minorchange)

Toyota-Hilux-Revo-2018

เป็นข่าวลือในวงในมานานหลายเดือนแล้วสำหรับ Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) กับยอดขายที่ดูเหมือนโตโยต้าจะไม่เป็นปลื้มนัก ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน โตโยต้า จึงเผยโฉมไมเนอร์เชนจ์ของ Hilux Revo ปรับหน้าตาดูดุดันขึ้น เพิ่มออพชั่น กระตุ้นยอดขายให้มากขึ้น และเสนอรุ่นแกร่งๆ อย่าง “Rocco” (ร็อคโค่) สำหรับคนพันธุ์ลุย … ในราคาตั้งแต่ 523,000 – 1,154,500 บาท

Isuzu D-Max (Minorchange)

2018-Isuzu-D-Max-Blue-Power

Isuzu (อีซูซุ) ฉลองครบรอบ 60 ปีในไทย พร้อมกับมีเซอร์ไพรส์ กับการเปิดตัว Isuzu D-Max Minorchange เล็กๆ ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ เพิ่มออพชั่นหลายอย่าง ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ส่วนราคาอย่างเป็นทางการ ต้องรอในงาน Motor Expo 2017 ครับ

KIA Stinger

KIA-Stinger

จากกระแสข่าวที่ว่า Kia Thailand วางแผนเปิดตัว Kia Stinger (เกีย สตริงเกอร์) รถ Mid-Size แบบ Liftback 5 ประตูสุดหรู ภายในปลายปีนี้ช่วงงาน Motor Expo 2017 นั้น จะเปิดตัวด้วยราคาหลักล้าน (เท่าไหร่) และมาพร้อมเครื่องยนต์แบบไหน (ในเวอร์ชั่นต่างประเทศ มีทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo, และ V6 ขนาด 3.3 ลิตร Turbo รวมไปถึงแบบดีเซลขนาด 2.2 ลิตร Turbo ที่ทุกแบบมาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด) ต้องติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ

Audi A5 Sportback & Audi A4 Avant

Audi-Motor-Expo-2017

Audi (ออดี้) ในงาน Motor Expo ครั้งนี้ ส่งรุ่นใหม่มาโชว์ถึง 2 รุ่นทั้ง Audi A5 Sportback (ออดี้ เอ5 สปอร์ตแบ็ค) และ Audi A4 Avant Black Edition (ออดี้ เอ4 อาวอง แบล๊ค เอดิชั่น) โดยรถรุ่น Audi A5 Sportback เป็นรถยนต์นั่งแบบ 5 ประตู ตกแต่งแบบสปอร์ต ด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line ในราคา 4,299,000 บาท และอีกรุ่นคือ Audi A4 Avant Black Edition รถแวนแบบสปอร์ตเหนือระดับ ในราคาเริ่มต้น 3,249,000 บาท

MINI John Cooper Works Countryman

MINI-JCW-Countryman

MINI (มินิ) ส่ง MINI John Cooper Works Countryman (มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน) ใหม่ มาโชว์ในฐานะรถยนต์เอนกประสงค์ Premium Compact มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และห้องโดยสารที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมความแรงของเครื่องยนต์ที่มีถึง 231 แรงม้า ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ และยังคงให้ความรู้สึกคลาสสิคของ “Go-Kart-Feeling” ซึ่งจะเปิดราคาในงาน Motor Expo 2017 นี้

Aston Martin DB11 V8

Aston-Martin-DB11-V8

Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) เตรียมเปิดตัว “Aston Martin DB11 V8” รถสปอร์ตหรูในรูปแบบ GT อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในอาเซียน ในวันที่ 21 พฤศจิกายน นี้

BMW-Series-3-E90

BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ถือได้ว่าเป็นรถยนต์นั่งระดับหรูหราขนาด Compact ที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นรถในอนุกรมของ BMW ที่ผลิตขายดีที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นผลิตรุ่นแรกในปี 1975 ด้วยยอดขายสะสมที่มากกว่าสิบล้านคัน หลังจากที่ BMW เริ่มต้นพัฒนาซีรี่ส์ 3 เจเนอเรชั่นที่ 5 ตั้งแต่กลางปี 2002 ใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 เดือน ถึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ชาวโลกในเดือนธันวาคม 2004

BMW-Joji-Nagashima

Joji Nagashima ชาวญี่ปุ่นที่ไปเป็นนักออกแบบรถในต่างประเทศ กับผลงาน BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) ของเขา

หลายท่านอาจคาดไม่ถึงว่า ผู้ที่ออกแบบตัวรถ BMW ซีรี่ส์ 3 ในรุ่นซีดานและทัวริ่งโฉมนี้ จะเป็นคนญี่ปุ่น ชื่อ Joji Nagashima และในส่วนของรุ่นคูเป้ และรุ่นเปิดประทุน ออกแบบตัวรถโดย Marc Michael Markefka ชาวเยอรมนี ตามแนวทางของ Chris Bangle ที่เคยเป็น Head of Design ในเวลานั้นครับ

BMW-Marc-Michael-Markefka

ผลงานการออกแบบรุ่น Coupe และ Cabriolet ของ Marc Michael Markefka

ด้วยภาพลักษณ์ที่หลายคนมองว่า BMW 3-Series ดูสปอร์ตกว่ารถค่ายคู่แข่งอย่าง Mercedes-Benz C-Class จึงกลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคนวัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบรถสไตล์นี้ ซึ่งเคยได้ชื่อเสียงจากสื่อมวลชนในต่างประเทศว่า เป็น “รถยนต์นั่งแบบ Compact ที่ดีที่สุดในโลกอีกรุ่นหนึ่ง” อีกทั้งเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW หลายรุ่นก็ถือว่าแรงเอาการ แถมประหยัดน้ำมันกว่ารถญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

BMW-Series-3-E90-Design

ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนา BMW ซีรี่ส์ 3 โฉมนี้

สำหรับ “แนะนำรถมือสอง” ในครั้งนี้ MR.CARRO ขอแนะนำ BMW 3-Series รหัส E90 เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่เปิดตัวจำหน่ายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2548-2555 ครับ.

BMW-Series-3-E90-E91

BMW ซีรี่ส์ 3 Sedan และ Touring รถยอดนิยมของคนทั่วโลก

BMW ได้ทำการเปิดตัว BMW 3-Series เจเนอเรชั่นที่ 5 ในตลาดโลก มาพร้อมตัวถังที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานหลักๆ ร่วมกับ ซีรีส์ 3 E46 รุ่นเดิม โดยคงมีให้เลือกหลากหลายประเภท อาทิ ซีดาน รหัส “E90”, แวกอน (BMW เรียกว่า “Touring”) รหัส “E91”, คูเป้ รหัส “E92” (ออกมาในปี 2006) และเปิดประทุน รหัส “E93” (ออกมาในปี 2007) และ “M3” (E92/E93) (ออกมาในปี 2007)

BMW-Series-3-E92-E93

BMW-M3-Coupe-2007

โดยเฉพาะ BMW 3-Series (E90) ในรุ่นซีดานนั้น มีจำนวนการผลิตในทั่วโลกมากถึง 1,825,549 คัน

ส่วนรุ่นแยกย่อยนั้น มีให้เลือกและออกมาค่อนข้างเยอะมาก ในที่นี้เราจะขออธิบายเฉพาะรุ่นย่อยที่มีจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้นละกันครับ

BMW-Series-3-E90

BMW 3-Series (E90) เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 เริ่มแรกมีเฉพาะรุ่น 320i, 320iSE และ 330i (ส่วน 325i ทยอยตามมาทีหลัง) และเปิดตัวสู่สาธารณชนอีกครั้ง ในงาน Motor Show ปี 2548

รูปลักษณ์ด้านหน้า ดูสวยคมลงตัวกว่าในรุ่นพี่อย่าง ซีรีส์ 5 ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd = 0.28 และด้านข้างตัวรถมีเส้นสันที่มองเห็นเด่นชัด ส่วนท้ายแม้ว่าจะมีส่วนคล้ายกับ ซีรีส์ 5 และซีรี่ส์ 7 แต่ไฟท้ายออกแบบดูเรียบง่ายกว่า ล้อแม็ก มีให้เลือกในหลายขนาด ตั้งแต่ 16-18 นิ้ว พร้อมยาง Run Flat (ซึ่งหมายถึง รถรุ่นนี้ไม่มียางอะไหล่มาให้ แต่จะมีชุดปะยางติดมาให้แทน)

มาพร้อมมิติตัวถังยาว 4,520 มม. กว้าง 1,817 มม. สูง 1,421 มม. ระยะฐานล้อ 2,760 มม. มีขนาดรถที่ใหญ่กว่าซีรี่ส์ 3 รุ่นเดิมในทุกมิติ (ยกเว้นระยะฐานล้อ ยังคงเท่ากับในรุ่น E46)

BMW-Series-3-E90

ห้องโดยสารภายใน คอนโซลหน้าดูหรูหราและคลาสสิก ตกแต่งด้วยหนังแท้และลายไม้ เบาะนั่งคู่หน้าและด้านหลังสไตล์สปอร์ต มีขนาดที่ใหญ่ นั่งสบายกว่ารุ่นเดิม ได้รับอิทธิพลการออกแบบภายในมาจากรุ่นพี่อย่าง ซีรี่ส์ 5 เต็มๆ และห้องเก็บสัมภาระด้านหลังตัวรถ ใหญ่ที่สุดของเซกเมนต์ ด้วยความจุถึง 460 ลิตร

BMW-Series-3-E90

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิทช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และโทรศัพท์ มีช่องแช่เย็นในที่วางแขนด้านหน้า พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารในแถวหลัง และ Onboard Monitor พร้อมฟังก์ชั่นดูโทรทัศน์ และปุ่มควบคุมระบบการทำงานภายในรถ (iDrive)

BMW-Series-3-E90

ครบเครื่องเรื่องความปลอดภัยยามชับขี่ อาทิ ถุงลมนิรภัยสำหรับ ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า และถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะให้แก่ผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง และยังมี ระบบไฟหน้าแบบปรับตามทิศทางของพวงมาลัย อีกด้วย

ช่วงล่างหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง เป็นแบบ มัลติลิงค์ 5 จุด กระจายน้ำหนัก หน้า/หลัง

BMW-Series-3-E90

ในส่วนของเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรา มีอยู่ 5 แบบหลักๆ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน รหัส N46 (2.0), N52 (2.5) และ N52N (3.0) และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส M47N2 (2.0) และรหัส N47 (2.0) พร้อมรองรับน้ำมันเบนซินได้ตั้งแต่แก๊สโซฮอล์ E10 ออกเทน 91 หรือ 95 และในส่วนของดีเซล รอรับน้ำมันไบโอดีเซล B2 และ B5

BMW 320iSE แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. (200 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW 325i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.4 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW 330i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.6 กก.-ม. (300 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,500-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic ราคาจำหน่ายในขณะนั้น 4,300,000 บาท!

BMW-Series-3-E90

ในเดือนสิงหาคม 2549 BMW ได้เพิ่มรุ่น “318i” ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ระบบ Bluetooth สำหรับรับสัญญาณโทรศัพท์ เบาะปรับไฟฟ้า กระจกไฟฟ้าข้างแบบพับได้ เป็นต้น

BMW 318i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 18.4 กก.-ม. (180 นิวตันเมตร) ที่ 5,750 รอบ/นาที

อีกทั้งยังเพิ่ม BMW 320i เข้ามาเสริมตลาดอีกด้วย …

BMW-Series-3-Coupe-E92

ในเดือนพฤศจิกายน 2549 BMW ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัว 325i และ 335i คูเป้ เอาใจกลุ่มลูกค้า Niche มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง 24 วาล์ว 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบนาที แรงบิดสูงสุด 25.6 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,000 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้แรงม้าสูงสุดถึง 306 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 40.6 กก.-ม. (400 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,300-5,000 รอบ/นาที

ทั้ง 2 รุ่น ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำงานแบบ Sequential กับราคาที่ตั้งไว้อยู่ที่ 4,600,000 บาท ในรุ่น 325i และราคา 7,500,000 บาท (สำหรับรุ่น 335i)

ในเดือนมีนาคม 2551 BMW ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถยนต์ BMW 320d ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของกลยุทธ์ EfficientDynamics ที่มุ่งเน้นด้านการประหยัดเชื้อเพลิงและลดปริมาณไอเสีย แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ในราคาจำหน่ายตอนนั้น 2,849,000 บาท

BMW 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมหัวฉีด PIEZO ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW ให้แรงอัดมากถึง 1,800 บาร์ มอบแรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.7 กก.-ม. (350 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW-Series-3-Cabrio-E93

ในส่วนของ BMW 325i เปิดประทุน (Convertible) เริ่มเผยโฉมออกมาประมาณปี 2007 ในตลาดโลก แต่กว่าจะมาถึงบ้านเราก็ประมาณต้นปี 2551 ถึงพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองเอาไว้ แต่ก็มีนับคันได้ สำหรับในแบบเปิดประทุน ในราคาตอนออกใหม่ 5,290,000 บาท!

BMW 325i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.6 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW-Series-3-E90-LCI

ในช่วงกลางปี 2008 ที่ประเทศเยอรมนี BMW ก็ถึงเวลาทำการปรับโฉมเจ้า ซีรี่ส์ 3 ใหม่ (LCi = Life Cycle Impulse) ก่อนจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายปี 2008 เช่นเดียวกับในส่วนของเวอร์ชั่นไทย ได้เปิดตัวตามหลังไปในเดือนมีนาคม 2552 สำหรับรุ่นซีดาน แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 318i ในราคา 2,399,000 บาท, 320i ราคา 2,649,000 บาท และรุ่นเครื่องดีเซลอย่าง 320d SE ราคา 2,899,000 บาท (ราคาในขณะนั้น)

BMW-Series-3-E90-LCI

ด้วยหน้าตาที่ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกับเส้นสายรูปตัว “V” บนฝากระโปรงหน้า กระจังหน้า “ไตคู่” ลายใหม่ กันชนหน้าแบ่งช่องรับลมออกเป็น 3 ส่วน ออกแบบไฟหน้าใหม่ใช้ชุดไฟเลี้ยวแบบ LED ปรับรูปทรงไฟท้ายแบบใหม่ เพิ่มไฟเบรกแบบ LED มา ดูโฉบเฉี่ยวสวยงามยิ่งขึ้น และกระจกมองข้างดูใหญ่ขึ้น เส้นสายด้านข้างตัวรถดูบึกบึนขึ้น

BMW-Series-3-E90-LCI

ห้องโดยสารภายใน ก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายๆ จุด ทั้งในส่วนของแผงหน้าปัด และคอนโซลกลาง การเปลี่ยนตำแหน่งของอุปกรณ์บังคับควบคุมบางชิ้น รวมทั้งการเพิ่มออพชั่นอีกหลายชิ้นด้วย เช่น รีโมทตัวใหม่ ที่เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สาย (Comfort Access) พร้อมกับ Update ระบบ iDrive ใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมช่องเสียบ USB ที่เพิ่มมาให้เป็นมาตรฐาน และช่องใส่แผ่น DVD ที่เดิมเคยมีแยกต่างหากนั้น ถูกรวมไปกับช่องเล่นแผ่น CD ด้วยกัน

ต่อมาในช่วงต้นปี 2552 BMW ได้นำเสนอ 325i Coupe SE มาให้เลือกอีกแบบ

BMW-320d-SE-E90-2009

เดือนกันยายน 2552 BMW แนะนำ BMW 320d SE ที่มาพร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบนำทาง Navigator

พอช่วงเดือนมีนาคม 2553 BMW เริ่มแนะนำเทคโนโลยี “EfficientDynamics” ที่รองรับพลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ และแนะนำ BMW 320i Special Edition กับ BMW 325i Sport ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 48 คัน มาชุดแต่ง M Aerodynamics Kit

ในเดือนกันยายน 2553 BMW แนะนำ 325i เวอร์ชั่นประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกับเปิดตัว ซีรี่ส์ 3 คูเป้ (320i/325i) และ ซีรี่ส์ 3 เปิดประทุน (320i/325i) ไปในคราวเดียวกันในงาน BMW Xpo 2010

BMW-320d-Sport-E90-2010

พร้อมทั้งการตามมาของ BMW 320d Sport เพิ่มชุดแต่ง M Sports Package ให้เลือก ก่อนจะเปิดตัว BMW ซีรี่ส์ 3 (F30) รุ่นใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม 2555 …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมพอสมควรจากสาวก Bimmer ที่ชื่นชอบในรูปร่าง สมรรถนะ การใช้งานของ BMW รุ่นนี้ เรียกได้ว่าซื้อไปแล้ว คุณจะได้อยู่ในกลุ่มของคนเล่นรถรุ่นนี้ที่มีมากพอสมควร รวมถึงภาพลักษณ์ของรถยุโรป แบบสปอร์ตหรูหราจาก BMW ถ้าเทียบกับได้ขับรถที่คุณชอบ ผมว่ามันคุ้มค่าครับ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสมรรถนะรถ ที่ขับสนุก ช่วงล่างหนึบ เกาะถนน พวงมาลัยหนัก ขับแล้วมั่นใจแบบรถยุโรป รวมไปถึงเครื่องยนต์กำลังสูง ทำความเร็วได้ดี แต่อาจจะกินน้ำมันหน่อยในเครื่องยนต์เบนซิน แต่ถ้าเป็นดีเซลแล้วประหยัดพอสมควร รวมไปถึงออพชั่นต่างๆ ที่ดูหรูหรา มีของเล่นอย่าง iDrive ให้ใช้งาน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตอนซ่อม ตอนเข้าศูนย์ อาจจะต้องยอมรับได้ กับราคาอะไหล่ต่างๆ ของรถยุโรป ก็มีหลายอย่างที่แพงเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากรถรุ่นนี้ ส่วนใหญ่หมด BSI (BMW Service Inclusive) (หรือ สิทธิพิเศษฟรีค่าบริการดูแลบำรุงรักษา) ไปแล้ว อาจจะต้องเตรียมงบไว้สำหรับดูแล อย่างน้อยๆ ปีละ 20,000 – 30,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป) หรืออย่างน้อยๆ 50,000 บาทขึ้นไป (กรณีซ่อมใหญ่ เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วนเครื่องยนต์/ช่วงล่าง/ภายในห้องโดยสาร) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) โฉมนี้ มีราคามือสองอยู่ที่ 400,000 – 1,100,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2563 โดยประมาณ ของรุ่นซีดาน เครื่องเบนซิน/ดีเซล และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ BMW รุ่นนี้อยู่ พิเศษ! ทาง CARRO เราก็มีรถยนต์ BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) โฉมซีดาน ให้ท่านเลือกอยู่หลายคัน หากท่านสนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปดูได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/BMW-Series-3 ครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Mini-EV

BMW ยืนยัน พร้อมจำหน่าย Mini EV แน่นอนในปี 2019

บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของมินิ ยืนยันผลิต Mini EV (Electric Vehicle) เวอร์ชั่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ในปี 2019 นี้ โดย BMW เตรียมเผยโฉม Mini “Electric Concept” ครั้งแรกของโลกที่งาน Frankfurt Motor Show 2017 เดือนหน้านี้

สำหรับ Mini EV มาพร้อมรูปแบบแฮทช์แบค 3 ประตู พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ต่างจากรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่น ที่มักพัฒนาบนพื้นฐานเฉพาะ

Mini-Electric-Concept

Mini-Electric-Concept

รูปทรงภายนอก สะดุดตาในสไตล์มินิ ไฟหน้าแบบ LED ทรง Retro คู่กับกระจังหน้าดีไซน์ให้กลมกลืนกับตัวรถ พร้อมสัญลักษณ์รูปที่ชาร์จไฟ กระจกมองข้างสีเหลือง มาพร้อมกับล้อแม็กขนาดใหญ่ หลังคาสีเทาพร้อมสาดด้วยสีเหลืองบริเวณด้านหลัง ส่วนไฟท้าย เลนส์ภายในเป็นรูปลายธงชาติอังกฤษ “Union Jack” และชุด Diffuser หลังทำจากไฟเบอร์กลาส

Mini-Electric-Concept

Mini-Electric-Concept

Mini E

รถพลังงานไฟฟ้า Mini E ที่ทาง Mini ผลิตออกมาเมื่อปี 2009 จำนวนจำกัด

ทาง BMW อาจจะพัฒนาจากขุมพลังของ Mini E ที่ทีมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 35 กิโลวัตต์/ชม. เมื่อชาร์จเต็มความจุ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ถึง 240 กิโลเมตร โดยผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน และส่งไปในหลายๆ ประเทศ อาทิเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น เช่าใช้งานช่วงปี 2009-2010 รวมทั้งให้บริการนักกีฬาระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “ลอนดอนเกมส์” ที่อังกฤษ เมื่อปี 2012

Mini-Electric-Concept

โดย บีเอ็มดับเบิลยู จะผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่โรงงานของบีเอ็มฯ ในประเทศเยอรมนี ก่อนส่งไปประกอบยังโรงงานของมินิ ในอังกฤษ ก่อนวางจำหน่ายในยุโรปปลายปี 2019