วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แน่นอนว่าการขับรถฝ่าสายฝนคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราจะมีวิธีขับรถในช่วงหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุ และไม่เกิดเหตุการณ์รถเหินน้ำ เวลาที่ต้องขับลุยพื้นถนนที่เปียกลื่นหรือมีแอ่งน้ำขังกันได้บ้าง วันนี้ masii ก็มีคำตอบและวิธีขับรถในช่วงหน้าฝนมาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กันแล้วค่ะ ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

อาการรถเหินน้ำ หรือ Hydroplane สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อขับรถบนถนนเปียก หรือมีแอ่งน้ำขัง โดยมักเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์ขับมาด้วยความเร็ว ทำให้ยางรถยนต์ไม่สามารถรีดน้ำบนหน้ายางออกได้ทันท่วงที กลายเป็นยางรถยนต์หมุนอยู่บนผิวน้ำ ไม่ได้สัมผัสกับพื้นถนน จึงทำให้ควบคุมรถได้ยาก รถลื่น และหากผู้ขับขี่เหยียบเบรกกะทันหัน หรือจับพวงมาลัยไม่แน่น ก็มีโอกาสที่รถจะเสียหลักหมุนได้อย่างรวดเร็ว

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ

พื้นถนนที่เปียกมีโอกาสที่จะเกิดการเหินน้ำได้สูง ยิ่งหากเป็นพื้นถนนคอนกรีตด้วย ยิ่งมีโอกาสเหินน้ำมากกว่าถนนยางมะตอย เนื่องจากพื้นถนนอาจมีร่องน้ำตามรูของพื้นถนนมากกว่านั่นเอง ซึ่งเรามีวิธีป้องกันรถเหินน้ำ พร้อมกับวิธีขับรถให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝน ดังต่อไปนี้

1. ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป

ควรลดความเร็วหรือใช้เกียร์ต่ำขณะขับรถในช่วงฝนตก หรือใช้ความเร็วประมาณ 70-80 กม./ชม. จะทำให้ยางรถยนต์เกาะยึดพื้นถนน และดอกยางสามารถรีดน้ำออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากต้องขับรถลุยแอ่งน้ำ ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป เพราะจะทำให้รถเหินน้ำ ลื่นไถลออกนอกเส้นทาง หรือเสียหลักพลิกคว่ำได้

2. หลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำ

แต่ถ้าจะให้ดีควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำ จะลดความเสี่ยงในการเหินน้ำได้ดีที่สุด หรือขับรถในเลนกลางเสมอ เพราะแอ่งน้ำขังมักอยู่เลนนอกสุด ริมข้างทาง ข้างแบริเออร์ หรือข้างเกาะกลางถนน

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

3. ไม่เหยียบเบรกกะทันหัน

ไม่ว่าจะขับรถอยู่บนแอ่งน้ำหรือไม่ก็ตาม แต่การขับรถบนพื้นถนนที่เปียกลื่นก็ไม่ควรเหยียบเบรกทันที เพราะจะทำให้ล้อหยุดหมุนทันที ส่งผลให้รถเสียหลักได้ ยิ่งถนนเปียกก็ยิ่งทำให้รถลื่นไถลได้มากกว่าเดิม ที่สำคัญไม่ควรเหยียบเบรกแรงขณะขับทางโค้ง เพราะมีโอกาสที่รถจะหลุดโค้งได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรค่อยๆ ชะลอความเร็วและแตะเบรกทีละนิดจะดีที่สุด

4. จับพวงมาลัยแน่นๆ

ขณะขับรถในช่วงที่ฝนตก ถนนจะลื่นกว่าปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นไถล เสียหลักได้ง่าย ยังไงแล้วผู้ขับขี่ควรจับพวงมาลัยไว้ให้แน่นๆ เพื่อการควบคุมรถที่ดี และยิ่งหากต้องขับรถลุยแอ่งน้ำ หรือ รถเกิดอาการเหินน้ำแล้ว ให้จับพวงมาลัยแน่นๆ ประคองรถให้ดีๆ ชะลอความเร็ว และแตะเบรกเบาๆ ห้ามเบรกกะทันหัน หรือหันพวงมาลัยหนีเด็ดขาด

วิธีป้องกันรถเหินน้ำ และขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

5. เติมลมยางให้พอดี

การเติมลมยางที่เหมาะสมก็ช่วยป้องกันรถยนต์เหินน้ำได้ หากลมยางอ่อนเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลง และมีโอกาสเหินน้ำได้ง่ายกว่ายางรถยนต์ที่เติมลมยางปกติ นอกจากนี้ควรหมั่นเช็กสภาพยางรถยนต์เป็นประจำ หากดอกยางเริ่มตื้นหรือโล้นแล้ว ควรรีบเปลี่ยนยางทันที

และนี่ก็คือวิธีป้องกันรถเหินน้ำ รวมถึงวิธีขับรถให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนที่ masii นำมาฝากกัน ยังไงแล้วก็ขอให้เพื่อนๆ ขับขี่รถยนต์กันอย่างปลอดภัย ไม่ประมาท และถ้าจะให้ดีอย่าลืมซื้อประกันรถยนต์ไว้ด้วยเพื่อความอุ่นใจ โดยสามารถ คลิกที่นี่ เพื่อซื้อประกันรถยนต์ หรือต่อประกันรถยนต์กับมาสิได้ง่ายๆ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.co.th

โควิด กักตัวนาน ลืมวิธีขับรถ

ในช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาดมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 ที่่ผ่านมาในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ก่อนจะเริ่มต้นระบาดไปทั่วโลกในช่วงต้นปี 2020 และยังมีการระบาดหลายรอบในหลายประเทศ พร้อมกับไวรัสได้กลายพันธุ์ออกเป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิต การงาน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ฯลฯ ในทั่วโลก แม้ว่าเราจะมีวัคซีน และเร่งฉีดวัคซีนกันแล้วก็ตาม

จากปัญหาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปแบบ New Normal เช่น การทำงานแบบ Work From Home หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distrancing) และหลายคนอาจจะต้องกักตัวอยู่ในบ้าน นานนับอาทิตย์ หรือนานนับเดือนเลยก็มี

1975 Lincoln Continental

มีรายงานจากชาวสหรัฐอเมริกา พบว่า การกักตัวอยู่ในบ้านนานๆ ทำให้เกิดอาการลืมวิธีการขับรถ หลังไม่ได้ออกจากบ้านกว่าครึ่งปี อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายดังกล่าว และสบายใจได้ว่า ทักษะการขับรถจะค่อยๆ กลับมาเอง

สื่อใหญ่อย่าง The Washington Post เผยบทสัมภาษณ์หลายกรณีตัวอย่าง ที่เกิดกับชาวสหรัฐฯ เมื่อกลับมาขับรถอีกครั้ง หลังการกักตัวเป็นเวลานาน โดยหลายคนมีอาการลืมวิธีขับรถ ที่เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ทั้งลืมการถอยเข้าซอง ลืมวิธีเลี้ยงคันเร่ง และเบรก รวมไปถึงการดูป้ายต่างๆ และการใช้ความเร็วบนถนนตามกฎหมายกำหนด

1978 Chevrolet Corvette C3

ด้าน Ronald C. Petersen (โรนัลด์ ซี. ปีเตอร์เซน) นักประสาทวิทยา จากเมโยคลินิก ในโรเชสเตอร์ มลรัฐมินนิโซตา ให้คำตอบว่า “มันเป็นความจริง”

“ชุดความทรงจำเหล่านี้ อาจจะไม่ได้ใช้มานานตลอด 6 เดือน 8 เดือน หรือ 1 ปี พฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับชุดความทรงจำเหล่านี้ จึงต้องการเวลาในการฟื้นฟู และสร้างมันขึ้นมาใหม่” ปีเตอร์เซนกล่าว โดยเขาระบุว่า ความทรงจำของคนจะถูกเก็บในสมอง แบบเป็นลักษณะเครือข่าย มากกว่าการเก็บไว้ที่เดียว

ทักษะการขับรถ อาศัยความจำเชิงกระบวนวิธี ซึ่งเป็นความทรงจำในระยะยาวลักษณะหนึ่ง ที่สัมพันธ์กับทักษะในการใช้มือ และทักษะในการตอบโต้ต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมาก ที่เราจะสูญเสียความทรงจำระยะยาวเหล่านี้ไป เช่นเดียวกับการเล่นเทนนิส และปั่นจักรยาน คือ คุุณไม่มีทางลืมมัน แต่ถ้าไม่ได้ทำไปนานๆ ก็ต้องอาศัยเวลาปรับตัวให้คุ้นชิน (อีกครั้ง) สักหน่อย

1969 Ford Mustang

นักวิจัยด้านอุบัติเหตุเปิดเผยว่า มนุษย์อาจจะลืมการขับรถแบบสั้นๆ เพราะเราห่างจากการปฏิบัติไปสักพัก แต่เราจะไม่ลืมการขับรถแบบรุนแรง ชนิดว่าทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อนั่งหลังพวงมาลัย ซึ่งต้องอาศัยเวลาไม่นานมาก ที่จะเรียกคืนทักษะความทรงจำกลับมา และไม่ต้องกังวลไป เพราะใช้เวลาน้อยกว่าคนเพิ่งเริ่มหัดขับรถแน่นอน

สำหรับใครที่อยากขายรถ มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ขับรถบ่อย ๆ นั่งอยู่หลังพวงมาลัยวันละหลาย ๆ ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่ารถติดในคืนวันศุกร์แห่งชาติ หรือเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด หากคุณไม่ได้ปรับท่านั่งในการขับรถให้ดี ระวังจะมีปัญหาปวดหลัง ปวดเอวเมื่อเดินทางถึงที่หมาย ซ้ำร้ายกว่านั้น หากต้องขับรถในท่าทางที่ไม่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลให้ปวดหลังเรื้อรัง อีกทั้งอาจทำให้ขับรถไม่ปลอดภัยอีกด้วย เราจึงได้รวบรวมเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีท่าทางในการขับรถที่ถูกต้องเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยเช่นกัน

Prevent-Back-Pain-While-Driving

มานั่งขับรถให้ถูกวิธีกันดีกว่า Roojai.com จะพาทุกคนไปดูวิธีปรับท่านั่งบนรถให้ถูกวิธี หนีอาการปวดหลังเมื่อต้องอยู่บนรถนาน ๆ วิธีการจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลย

ขับรถไม่ให้ปวดหลัง เรื่องง่าย ๆ แค่ปรับเบาะกับท่าทาง

คนขับรถหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าการขับรถให้สบายนั้น ควรจะปรับเอนหลังเบาะลงไปเยอะหน่อย แล้วนั่งพิงหลังไป วางแขนวางเท้าให้สบาย จะทำให้สามารถขับรถได้ผ่อนคลายและร่างกายไม่เมื่อยล้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการปรับเบาะไม่ให้ปวดหลัง เพราะการขับรถนั้น ร่างกายหลาย ๆ ส่วนต้องทำงานให้สอดคล้องกัน เพื่อควบคุมรถของคุณให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างปลอดภัย ใช้สายตาในการมองจ้องไปบนท้องถนนตลอดเวลา แขนทั้งสองข้างถือพวงมาลัย เตรียมเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เปลี่ยนเกียร์ และต้องใช้เท้าในการเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก เพื่อขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า

ซึ่งถ้าคุณปรับเบาะเอนหลังต่ำจนเกินไป การมองเห็นของคุณก็จะทำได้ไม่ดี เหลือพื้นที่กระจกให้คุณสามารถมองเห็นได้น้อยลง จะมองกระจกข้างทีก็ต้องยกตัวขึ้นมา ชะโงกหน้า เอี้ยวตัวหลายครั้งกว่าจะเห็นจนชัด ต้องเอื้อมมือหรือยืดแขนมาบังคับพวงมาลัย ซึ่งส่งผลให้ต้องเกร็งแขนยกไหล่ตลอดเวลาที่ขับรถ เท้าเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกไม่ถนัด เพราะถอยเบาะไกลจากคันเร่งเกินไป ทำให้ต้องเกร็งขาเอาไว้ตลอดเวลาที่ขับรถ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในการขับรถอีกด้วย เพราะท่าทางที่ไม่ถูกต้องส่งผลให้บังคับรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ดังนั้น การปรับเบาะ ปรับท่าทางในการขับรถของคุณให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการเกร็งส่วนต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองของร่างกายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ช่วยให้มองเห็นถนนได้ดียิ่งขึ้น ลดการเอี้ยว การเอื้อม เพื่อมองกระจกข้าง กระจกหลังให้เห็นได้ชัดเจน โดยมีเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้

  1. ปรับพนักพิงเอนหลังเล็กน้อยก็พอ

สำหรับองศาของพนักพิงเอนหลังจะอยู่ที่ประมาณ 110 องศา ซึ่งจะไม่ใช่การเอนเบาะลงไปมาก ๆ อย่างที่คุณเข้าใจว่าจะทำให้เกิดความสบาย แต่การปรับเบาะตามคำแนะนำนี้ จะช่วยให้คุณมีระยะในการมองเห็น หรือได้ทัศนวิสัยข้างหน้าสมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดการชะเง้อ เบี่ยงตัว หันซ้าย หันขวา รวมทั้งไม่ต้องเอื้อมไปจับพวงมาลัยให้หัวไหล่ถูกใช้งานหนักตลอดเวลาด้วย

  1. ปรับเบาะนั่งขับรถ ให้ห่างแบบพอดี

การเลื่อนเบาะออกไปห่างจนเกินไป ส่งผลให้คุณจับพวงมาลัย และเหยียบคันเร่งได้ไม่ถนัด ซึ่งอาจจส่งผลให้เหยียบเบรกได้ไม่สุด หรือตอบสนองได้ไม่ดีเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น การเลื่อนเบาะให้อยู่ในระยะที่พอดี สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้แบบเต็ม ๆ เท้า หัวเข่างอเล็กน้อย ช่วงแขนถึงพวงมาลัยอยู่ในระยะที่จับพวงมาลัยได้ถนัด สามารถบังคับทิศทางได้ง่าย จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้สบายมากขึ้น โดยที่คงความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้

Prevent-Back-Pain-While-Driving

  1. ปรับความสูงเบาะรถยนต์ ให้สอดคล้องกับความสูงคุณ

รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นเบาะไฟฟ้าจะสามารถปรับความสูงของเบาะนั่งขึ้นลงได้ด้วย ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนตัวเล็ก ก็ควรยกเบาะให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้มองเห็นถนนได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เห็นพื้นที่ตรงคอนโซลเยอะจนเกินไป สำหรับคนตัวสูงก็ควรปรับเบาะลงมาให้ต่ำ โดยระยะห่างที่แนะนำระหว่างศีรษะถึงหลังคาจะอยู่ที่หนึ่งกำปั้น ซึ่งคุณสามารถเช็คได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองว่าปรับความสูงเบาะได้ระดับที่เหมาะสมหรือยัง

  1. ปรับพวงมาลัย ระยะห่างพวงมาลัยให้เหมาะสม

เช่นเดียวกันกับเรื่องการปรับเบาะที่นั่ง พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นใหม่  ๆ สามารถปรับระดับได้ทั้งดึงเข้า ดึงออก และสูงขึ้นหรือต่ำลง คุณจึงหาระยะที่เหมาะสมที่จะทำให้คุณสามารถบังคับพวงมาลัยได้ถนัดมากที่สุด ไม่ต้องเกร็งร่างกายเมื่อต้องขับรถเป็นเวลานาน ๆ

  1. จับพวงมาลัยให้ถูกวิธีก็สำคัญ

อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการจับพวงมาลัยให้ถูกต้อง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมรถยนต์ ซึ่งจะต้องอยู่ในมือของคุณตลอดการขับขี่ การจับพวงมาลัยหลวมหรือแน่นเกินไป นอกจากจะทำให้เมื่อยแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยให้ดีได้เท่าที่ควร ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง มือของคุณจะต้องอยู่ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถหมุนพวงมาลัยได้ถนัดและไม่หลุดมือนั่นเอง

  1. ปรับหัวเบาะให้รองรับคอให้พอดี

การขับขี่ทางไกล หรือการขับรถที่ใช้เวลานาน ควรปรับหัวเบาะของพนักพิงให้รองรับกับช่วงศีรษะและลำคอของคุณด้วย เพราะนอกจากจะทำให้คุณได้ใช้โอกาสพิงเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่คอของคุณแล้ว ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เจ้าเบาะนี้จะทำหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชน ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นกับคอหรือศีรษะของคุณได้ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

  1. ปรับกระจกมองข้างให้เป็นมุมกว้าง

การขับรถที่ดีต้องมีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่สมบูรณ์ด้วย การปรับกระจกมองข้างจึงควรปรับให้เห็นเป็นมุมกว้าง เห็นรถคันอื่นชัด ๆ เห็นพื้นที่ถนนเยอะ ๆ มากกว่าที่จะเห็นตัวรถของคุณเป็นหลัก โดยให้กระจกข้างตั้งฉากกับตัวรถของคุณ จะได้เห็นสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน

  1. ปรับกระจกหลัง ให้เห็นรถหลังที่ขับตามมา

ซึ่งควรปรับแบบตรง ๆ ให้เห็นถนนด้านหลังทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมองกระจกหลังได้ง่ายขึ้น ร่างกายไม่ต้องยืดขึ้นยืดลง เอี้ยวไปเอี้ยวมา เพื่อทำให้เห็นรถข้างหลังได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ที่ทำได้ง่ายและมอบความปลอดภัยในการขับรถให้คุณด้วย

เมื่อปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้องตามหลักสรีระแล้ว การขับรถทางไกล หรือผจญรถติดในเมืองก็ไม่ใช่ปัญหา นอกจากจะช่วยให้ขับรถได้สบายมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้คุณได้ด้วย โดยเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลังที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้ ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้ง่าย ๆ และได้ผลดีมากมายเกินกว่าที่คิดไว้อย่างแน่นอน ในเมื่อปรับท่าทางให้ถูกต้องได้แล้ว คุณจะสังเกตเห็นได้เลยว่าอาการล้า ปวดหลังหายไป สามารถขับรถได้สบายมากขึ้นกว่าที่เคย นอกจากนี้ต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อช่วยปกป้องคุณจากสิ่งไม่คาดฝันบนท้องถนนด้วย

ที่ Roojai.com เราให้บริการประกันรถออนไลน์ ช่วยคุ้มครองคุณและรถยนต์ของคุณจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เข้ามาเช็คราคาด้วยตัวคุณเองได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเราออนไลน์ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพียงกรอกข้อมูลของรถและคนขับ ภายในไม่กี่นาที คุณก็จะได้แผนประกันภัยที่คุณต้องการ และยังปรับแผนได้เองตามที่ต้องการอีกด้วย ระบบจะแจ้งเบี้ยประกันให้คุณทราบพร้อมรายละเอียดความคุ้มครองทั้งหมด บริการรู้ใจกว่า ประหยัดกว่า…

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถ add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8

Carro-Frank-How-To-Adjust-Seating-For-Driving

เวลารถติดนานๆ หรือขับรถทางไกล แน่นอนว่าผู้ขับขี่อาจจะต้องมีอาการปวดเมื่อย ปวดหลังขณะขับรถอยู่แล้ว สาเหตุก็มาจากท่านั่งในการขับรถของคุณนั่นเอง หากคุณเลือกท่านั่งขับรถที่ผิดวิธี อย่างเช่น ก้มหน้ามากเกินไป นั่งหลังงอ หรือนั่งเอียงตัว ก็จะส่งผลให้คุณปวดเมื่อยหลังจากการขับขี่ได้ งั้นเราลองมาปรับท่านั่งขับรถที่ถูกต้องกันดีกว่า รับรองนั่งสบาย แถมปลอดภัยระหว่างขับขี่อีกด้วยนะ ทำง่ายนิดเดียวครับ

How-To-Adjust-Seating-For-Driving

1. ปรับความห่างของเบาะให้พอดี

อันดับแรกคุณจะต้องปรับระยะห่างของเบาะกับเบรก และระยะห่างของคันเร่งให้พอดี โดยปรับเบาะให้เข่างอตัวเพียงเล็กน้อย เอาแบบสบายๆ ไม่ต้องเกร็งจนเกินไปนะครับ ส่วนระยะห่างการจับพวงมาลัยจะต้องพอดีเช่นกัน เพราะมันจะช่วยทำให้คุณจับพวงมาลัยได้ง่าย และปลอดภัยขณะขับรถนั่นเอง

2. อย่าลืมปรับความสูงของเบาะด้วย

ต่อมาให้ปรับความสูงของเบาะให้พอดีระดับสายตาด้วย อย่างเช่น ถ้าเราเป็นคนที่ตัวเล็กเวลามองอาจจะไม่ค่อยเห็นชัดก็ต้องเพิ่มความสูงของเบาะ แต่ถ้าเราคนที่ตัวสูงก็อาจจะต้องลดระดับความสูงของเบาะ เพื่อช่วยให้คุณมองเห็นเส้นทางง่ายขึ้น

3. ปรับพนักพิงให้พอดีกับแผ่นหลัง

หากคุณอยากนั่งให้สบายๆ และปลอดภัยขณะขับขี่ด้วย ก็ลองปรับพนักพิงเอน 110 องศาก่อนสิ! เพียงแค่ปรับให้พอดีกับแผ่นหลังของคุณ และเอามือไปวางบนพวงมาลัยได้ถนัด มันจะช่วยให้คุณไม่เกร็งขณะขับรถนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อความสบายขึ้น เราสามารถปรับหัวเบาะ หรือหัวหมอนให้พอดีกับศีรษะคุณด้วย เวลาคุณเกิดเบรกกระทันหัน จะช่วยลดแรงกระแทกได้ดี และบรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นคอ

How-To-Adjust-Seating-For-Driving

4. จับพวงมาลัย 3 และ 9 นาฬิกา

ถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับรถเลยล่ะ เพราะพวงมาลัยเป็นอุปกรณ์ในการควบคุมทิศทางของรถยนต์ กรณีที่คุณจับพวงมาลัยไม่ถูกวิธี จะทำให้คุณบังคับทิศทางยาก โดยแนะนำให้เราจับพวงมาลัยตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา จะช่วยให้หมุนพวงมาลัยได้เร็ว และไม่หลุดมือด้วย

5. ปรับกระจกข้างและกระจกหลัง

เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนที่เราจะขับรถยนต์ก็ต้องปรับกระจกมองข้างและกระจกมองหลังให้ชัดเจน ถ้าเราปรับกระจกไม่พอดีกับตำแหน่งอาจจะทำให้คุณเสียหลักในการทรงตัว อีกทั้งอันตรายต่อตัวผู้ขับขี่ และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันด้วย

6. คาดเข็มขัดนิรภัยก่อนขับรถ

สุดท้ายก่อนออกเดินทาง เพื่อนๆ อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัยกันด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่ แถมไม่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกปรับด้วย เพียงแค่คุณดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาพาดเฉียงไล่ลงมาที่สะโพก หลังจากนั้นก็ล็อกสายเข็มขัดนิรภัยให้แน่น แล้วตรวจสอบด้วยนะครับว่าสายเข็มขัดล็อคแน่นหรือไม่ มันจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ดีเลยล่ะ

หลังจากเราปรับท่านั่งขับรถให้ถูกวิธีแล้ว มันจะช่วยให้เราควบคุมการขับขี่ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่คุณจับพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก หรือวิสัยทัศน์ในการมองเห็น เป็นต้น ถือว่าสำคัญในการขับรถยนต์มากๆ เพราะนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณ ยังเพิ่มความสะดวกสบายขณะขับรถอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรเพื่อนๆ ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ด้วยนะ จะได้มีคนคอยช่วยดูแลทั้งรถทั้งคุณตลอดเส้นทาง มีเผื่อไว้ก่อน ย่อมอุ่นใจกว่าเนอะ!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

6-Warning-Signs-Of-Brake-Problems

ระบบเบรกของรถยนต์ นี่ถือว่าสำคัญมากในการขับขี่ที่ไม่สามารถปล่อยละเลยไปได้เลยนะครับ หากเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อย จะได้ทราบว่าตอนนี้เบรกของคุณกำลังมีปัญหา

เคยไหม ที่ต้องเหยียบเบรกหลายครั้ง รถของคุณถึงจะหยุด หรือมักมีเสียงอี๊ด เอี๊ยด เวลาเบรก บางคนคิดอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เลยไม่ให้ความสนใจ แต่ที่จริงแล้ว นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเบรกของรถเรากำลังมีปัญหา ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น โดยที่สัญญาณเตือนนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน คือ

1. ไฟเตือนเบรก

อันดับแรกเมื่อ ระบบเบรกมีปัญหา ไฟเตือนเบรกก็จะแสดงสัญญาณเตือนให้รับรู้ และต้องทำการตรวจเช็คโดยด่วน ห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด

2. น้ำมันเบรกรั่ว

สามารถตรวจสอบได้จากระดับของกระปุกน้ำมันเบรก ซึ่งต้องเต็มอยู่เสมอ หากพร่องให้เติมจนถึงระดับที่กำหนด เมื่อเกิดเหตุการณ์การรั่วไหลของสายเบรก จะทำให้น้ำมันเบรกลดลงอย่างรวดเร็วและมักมีน้ำมันไหลซึมบริเวณใกล้ล้อรถเมื่อจอด หรือมีน้ำมันไหลหยดใกล้แป้นเบรกขณะเหยียบเบรก ซึ่งเบรกจะไม่ทำงานหากไม่มีน้ำมันเบรก

3. เกิดเสียงขณะเหยียบเบรก

เสียงที่เกิดเมื่อเหยียบเบรก มักมีสองลักษณะด้วยกัน คือ

เสียงเอี๊ยดๆ เกิดจากการเสียดสีของจานเบรกกับผ้าเบรก ที่อาจเสื่อมสภาพแล้วทำให้เกิดเสียง และเบรกไม่ค่อยอยู่ หากไม่แก้ไขเสียงจะดังขึ้นเรื่อยๆ

เสียงครืดๆ เกิดจากคราบฝุ่นสกปรก หรือเศษหินเล็กๆเข้าไปอยู่ระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก เมื่อเสียดสีกันจึงเกิดเสียงขึ้น แต่ถ้ามีเสียงหลังจากขับลุยน้ำมา อาจเกิดจากผ้าเบรกเปียก ขับไปสักพัก เมื่อผ้าเบรกแห้งเสียงจะหายไปเอง

4. พวงมาลัยสั่น

เมื่อเหยียบเบรกแล้วแป้นสั่นขึ้นมาจนถึงพวงมาลัย อาจเกิดจากแผ่นโรเตอร์บิดเบี้ยวทำให้เกิดการสั่นขึ้น หากไม่อยากหมดเงินในกระเป๋า ถ้ามีอาการแบบนี้ควรรีบให้ช่างตรวจเช็คทันที เพราะไม่อย่างนั้นอาจต้องเปลี่ยนอะไหล่เบรกหลายตัว

5. กลิ่นไหม้

อาการนี้มักเกิดกับเกียร์ออโต้ หรือผู้ขับขี่ที่เวลาขับรถขึ้นลงเขาชอบเหยียบแช่เบรก ทำให้เบรกติดและไหม้ตามมาในที่สุด อาการนำคือกลิ่นเหม็นไหม้ หรือหนักกว่านั้น ก็จะมีควันออกตรงกระโปรงรถให้ตื่นเต้นด้วย เพราะฉะนั้น ต้องระวังการเหยียบเบรกแช่ขณะขับรถให้ดี

6. เบรกไม่ค่อยอยู่

ไม่ว่าจะเป็นเบรกต่ำ คือ เบรกแล้วจมมากกว่าปกติ หรือเบรกตื้อ ที่ใช้แรงในการเหยียบเบรกมากกว่าปกติก็ตาม ซึ่งอาจเกิดจากลูกยางแม่ปั้มเบรก หม้อลม ลูกสูบ ฯลฯ ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าระบบเบรกของคุณ กำลังมีปัญหาต้องพบช่างเพื่อแก้ไขโดยด่วน

อาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น จะทำให้คุณสังเกตถึงความผิดปกติของระบบเบรกได้ง่ายขึ้น แต่หากตรวจสอบแล้วพบเจอ ต้องรีบแก้ไขโดยทันที อย่าละเลย นอกเหนือจากนี้ต้องคอยตรวจสอบ และเช็คสภาพรถยนต์ตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่

หากคุณต้องการขายรถด่วน CARRO ช่วยได้ขายให้ภายใน 24 ชั่วโมง และได้ราคาดี และหากต้องต้องหารรถยนต์ใหม่ ป้ายแดง โปรแรงๆ สามารถดูโปรโมชั่นได้ที่ https://www.siamcardeal.com/ หรือสามารถ Inbox สอบถามโปรโมชั่นรถใหม่และข่าวสารได้ที่ Facebook Siamcardeal

หรือ Add Line เพื่อรับโปรโมชั่นต่างๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม @siamcardeal
inbox : http://m.me/siamcardeal
line : https://line.me/R/ti/p/@siamcardeal

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

เมื่อผู้ซื้อไปดูรถจริงแล้วต้องมีจุดที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจรถ บทความนี้ทาง CARRO จะนำเสนอในส่วนของอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญ

ในการใช้งานรถ ซึ่งถ้าจะซื้อมือสองดีๆ มาใช้สัก 1 คัน อุปกรณ์พื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้งานได้ดี เพื่อให้ผู้ที่ซื้อนำรถไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องไปเสียเวลาเก็บงานภายหลัง หรือไปเสียกลางทางซะก่อนครับ

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

1. ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต้องติดครบ

ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรค และไฟแจ้งเตือนต่างๆ ภายในรถ เป็นสิ่งสำคัญในเวลาขับขี่รถยนต์ ซึ่งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟเบรค จำเป็นมาก สำหรับการขับขี่ส่วนไฟแจ้งเตือนต่างๆ ภายในรถ เป็นการแจ้งเตือนเพื่อบอกผู้ขับขี่ถึงสถานะของตัวรถ ว่ามีอะไรที่ผิดปกติในส่วนของเครื่องยนต์ หรือตัวรถหรือไม่

Tips :: ไฟเตือนต่างๆ โดยเฉพาะเตือนความร้อนเครื่องยนต์สำคัญมาก (โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีมาตรวัดความร้อน) ถ้าใช้งานไม่ได้ อาจส่งผลรุนแรงต่อเครื่องยนต์ อาจทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินค่าถึงขั้นยกเครื่องใหม่ได้

2. ยางรถยนต์ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ลักษณะยางรถยนต์ ที่ควรอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ดอกยางต้องลึก หน้ายางต้องไม่มีรอยบาดบวมแตกตำ ดูปีผลิตไม่ให้เก่าเกินอายุการใช้งาน โดยอายุการใช้งานของยาง ดีที่สุดไม่ควรเกิน 2 ปี เพราะฉะนั้น ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนยางใหม่ ควรดูสภาพยางเดิมก่อนนำรถไปใช้งาน

Tips :: ยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่ควรอยู่ในลำดับต้นๆ ของรายการสิ่งที่ควรจะเปลี่ยน หลังจากซื้อรถมาแล้ว กรณีที่หน้ายางเริ่มบางมาก จนถึงจุดวัดสามเหลี่ยม หรือเริ่มมีเนื้อยางล่อน มีอาการยางบวมให้เห็น ก็ควรรีบไปเปลี่ยนยางใหม่ดีกว่า เพราะถ้าเจอพื้นถนนลื่นๆ อาจต้องใช้ท้ายรถคันหน้าเป็นที่หยุดรถแทน

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

3. แอร์ต้องเย็น!!

ใช้รถในเมืองไทย เครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ติดรถยนต์ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ลองทดสอบเปิดแอร์ และดูว่า “เย็นฉ่ำ” หรือไม่ย้ำว่าต้อง “เย็นฉ่ำ” และแรงลมต้องแรง ใช้งานได้ทุกระดับ เป็นไปด้วยควรเช็คไปถึงระบบแอร์ เช่น ตู้แอร์ คอมเพรสเซอร์แอร์ คอยล์ร้อน ท่อทางเดินน้ำยาแอร์ พัดลมแอร์ ฯลฯ สภาพต้องพร้อมใช้งาน ไม่มีรั่ว ซึม หรือกำลังอัดตก

Tip :: เมื่อดูรถมือสอง ลองสตาร์ทรถและเปิดแอร์ เปิดที่ระดับแรงสุด ของแอร์เพื่อดูการทำงาน เอามืออังที่ช่องลม ว่ามีลมแอร์ออกปกติหรือไม่ หรือมีกลิ่นหรือเปล่า ยิ่งถ้าซื้อรถมือสองอายุมากๆ หรือรถมือสองสภาพแย่ๆ หน่อย ส่วนมากระบบแอร์มักจะมีปัญหา

4. พวงมาลัยจะช่วยบอกทุกอย่าง

พวงมาลัย เป็นอุปกรณ์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคนขับและช่วงล่างของรถ เมื่อได้ทดลองขับไม่ต้องขับเร็ว ให้ค่อยๆ ขับ เพื่อให้สามารถสังเกตุพฤติกรรมของรถได้ หามีเสียง ก๊อกแก๊กจากช่วงล่างนั้นแสดงว่าช่วงล่างอาจหลวม ทำให้สะท้านมาถึงพวงมาลัยได้ หรือเลี้ยงซ้าย-ขวาสุด แล้วมีเสียงดังแต๊กๆ นั่นก็อาจมีอาการที่เพลาขับรั่วซึม หรือยางหุ้มเพลาขับขาดได้เช่นกัน

Tips :: เวลาลองรถ อย่าลองโดยการขับเร็ว เพราะไม่รู้เลยว่ารถที่ลองขับนั้น อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากแค่ไหน อาจเป็นอันตรายได้

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

5. ลองเข้าเกียร์

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ลองเข้าเกียร์และสังเกตให้ดีจังหวะที่รถเริ่มเคลื่อนที่ ว่ารถมีอาการสั่น กระตุกหรือไม่ หรือว่าเวลาเปลี่ยนเกียร์ นั้นเข้าเกียร์ยากนั้น แสดงว่าเกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้ว

ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ วิธีสังเกตง่ายๆ คือ อาการของรถเมื่อเหยียบเบรกและเข้าเกียร์ D ไว้ถ้ารถมีอาการกระตุกเหมือนจะดับ หรือสั่นๆ หรือต้องรอสักพักถึงจะออกตัวได้ นั้นแสดงว่าเกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้วแหละ

Tips :: ส่วนของเกียร์เป็นส่วนสำคัญและแพง!! ถ้าได้รถที่มีปัญหาเรื่องเกียร์มา อาจต้องเตรียมเงินไว้ซ่อมที่แพงกว่าอะไหล่ส่วนอื่นๆ เพราะฉะนั้น ทดสอบเรื่องเกียร์ให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

6. ทดสอบระบบเบรก

อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของรถยนต์ คือระบบเบรกของรถ ที่จะซื้อควรมีการทดสอบการทำงานของเบรกว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ โดยการทดลองขับ ช้าๆ และลองย้ำเบรกเบาๆ ถ้าเบรกอยู่ หยุดสนิทก็แสดงว่าเบรกยังอยู่ในสภาพดี แต่ถ้าเยรกแล้วมีเสียงดังเอี้ยดอ๊าด นั่นหมายถึงจานเบรกเริ่มสึกเป็นรอยมาก หรือผ้าเบรกเริ่มหมด จนเหมือนกับเหล็กสีกัน ถ้ามีก็ต้องเตรียมงบไว้เจียรจานเบรก เปลี่ยนจานเบรก หรือเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่

นอกจากนี้ควรจะก้มดูที่ระบบเบรกที่ล้อทั้งสี่ล้อด้วย ว่าความหนาของผ้าเบรกเหลือเท่าไหร่ (ในกรณีของดรัมเบรกล้อหลัง เช็คยากหน่อย เพราะต้องถอดล้อแกะดุมออกมาดู) มีรอยรั่วซึมของน้ำมันเบรกตามท่ออ่อนหรือไม่ เพราะถ้ามีก็แสดงว่าเบรกมีปัญหา

Tips :: ราคาเบรกรถยนต์ ราคาอะไหล่ อาจจะไม่สูงเท่าราคาอุปกรณ์อื่นๆ แต่การเลือกรถที่มีระบบเบรกที่สมบูรณ์มากที่สุดด้วยวิธีการตรวจสอบง่ายๆ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

7. สตาร์ทติดง่ายๆ และเครื่องยนต์ต้องนิ่งเงียบ

การสตาร์ทเครื่องเพื่อดูสิ่งผิดปกติต่างๆ ของอุปกรณ์ ในรถแต่ละกัน แค่บิดกุญแจสตาร์ททีเดียว แล้วเครื่องยนต์สามารถติดได้ทันที น้้นแสดงว่าระบบไฟที่ถูกจ่ายมาจากแบตเตอรี่ มายังไดสตาร์ทเพื่อสตาร์ท ยังอยู่ในสภาพที่ดีใช้งานได้

ไม่ต้องบิดกุญแจลากยาวๆ กว่าจะติด เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วก็ให้ไปดูที่เครื่องยนต์ขณะทำงานอยู่ ว่าเครื่องยนต์เดินเรียบนิ่งหรือไม่ มีอาการสะดุด มีรอบเครื่องไม่นิ่ง ตอนติดเครื่องไว้หรือเปล่า

Tips :: เครื่องยนต์อาจมีบางอย่างผิดปกติ อาจต้องมีการซ่อมแก้ไขภายหลังจากซื้อไปแล้ว เพราะฉะนั้นเลือกรถที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เครื่องยนต์เดินเรียบ นิ่ง ดีที่สุด อย่าเสี่ยงที่จะซื้อรถแล้วไปซ่อมดีกว่า เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นสายนักปั้นรถเก่า ฮ่า ฮ่า

ทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของ วิธีการเลือกซื้อรถมือสอง เพื่อให้ได้รถมือสองคุณภาพ อุปกรณ์พื้นฐานในการขับขี่ เพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัย และไม่ต้องซ่อมนู่นนี่กันอยู่เรื่อย เมื่อตัดสินใจซื้อรถมาแล้ว

แต่ส่วนสำคัญของการซื้อรถมือสองอีกอย่างคือการ ตรวจสภาพรถ ที่โครงสร้างว่าเคยมีการชนหนักมาหรือไม่ ตรงส่วนนี้อาจจำเป็นต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญที่มีให้บริการ ตรวจสภาพรถยนต์ เพราะช่างผู้เชี่ยวชาญ จะทราบว่า ตรวจสภาพรถ ตรวจอะไรบ้าง ที่สำคัญและจะช่วยให้ท่านได้รถมือสองคุณภาพดี

แต่ทุกปัญหาเหล่านี้ ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ แต่อยากซื่้อรถมือสองสักคัน ไม่ต้องห่วงเลย เพราะ “CARRO Automall” แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถคันเดิม ไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai