8-SUV-Crossover-Plug-In-Hybrid-Most-Electric-Range-2021
รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid Electric Vehicle มักจะเรียกแบบย่อว่า PHEV) หรือ รถพลังไฟฟ้า (ที่ยังคงมีเครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน แต่สามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เพื่อใช้เป็นพลังขับเคลื่อนได้) นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับความนิยมในช่วงสิบกว่าปีมานี้ สำหรับ “รถเสียบปลั๊ก” แบบ Plug-In Hybrid ที่หลายคนก็เรียกรวมอยู่ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

รถปลั๊กอินไฮบริด มีจุดเด่นตรงที่เหมาะสำหรับคนที่อาจจะยังไม่สะดวกในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ตรงที่ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟเป็นประจำ เนื่องจากเครื่องยนต์ยังคงเป็นกำลังหลัก และไม่ต้องหาที่แวะชาร์จในเวลาขับ ไปได้ทุกที่ ไม่ต้องกังวล อีกทั้งยังชาร์จไฟได้เต็มไวกว่า

สำหรับในบ้านเรา รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด มีผลิตและนำเข้ามาขายด้วยกันหลากหลายยี่ห้อ แต่จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ และในระยะทางในการวิ่งได้มากที่สุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง MR.CARRO รวบรวมข้อมูล 8 รุ่นเด็ดๆ มาเล่าให้ฟัง

Mercedes-Benz-GLE-350-de-4MATIC-Exclusive-2021

1. Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive ราคา 4,699,000 บาท ระยะทาง 106 กิโลเมตร

Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive (เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี 350 ดีอี) ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดและความแข็งแกร่งในแบบฉบับของเครื่องยนต์ดีเซลเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก

การออกแบบภายนอก ให้อารมณ์สปอร์ตในทุกมิติด้วยดีไซน์แบบ Exclusive Body Styling พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่มีความโดดเด่นในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED High-Performance ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 20 นิ้ว ตลอดจนความแข็งแกร่งของส่วนท้าย ที่บ่งบอกถึงความโดดเด่น

กับครั้งแรกของระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว โดยพัฒนามาจากนวัตกรรม AI และยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน

พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อม Turbocharger และ Intercooler ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี Plug-In Hybrid เจเนอเรชันที่ 3 พร้อมแรงม้าสูงสุดถึง 320 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และสามารถวิ่งด้วยวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 106 กิโลเมตร

BMW-X5-xDrive45e-M-Sport-2020

2. BMW X5 xDrive45e M Sport ราคา 4,999,000 บาท ระยะทาง 67-87 กิโลเมตร

BMW X5 xDrive45e M Sport (บีเอ็มดับเบิลยู X5) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ BMW X5 มาในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดผสานขุมพลังการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า เข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) มาพร้อมชุดไฟหน้า Adaptive LED ฝาท้ายอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปลดล็อคประตูอัจฉริยะ Comfort Access System หลังคากระจกแบบ Panorama เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เป็นต้น พร้อมกุญแจรีโมทระบบสัมผัส BMW Display Key

ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนังแท้ และอะลูมิเนียมลาย Tetragon ที่มาพร้อมเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Vernesca ปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบความจำฝั่งคนขับ ที่ปรับดันหลังไฟฟ้า เบาะนั่งคู่หน้า ส่วนเบาะนั่งด้านหลัง แบ่งพับแบบ 40 : 20 : 40 พวงมาลัย Multifunction หุ้มหนังแบบ M Sport มีระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ 4 Zones และระบบจัดเก็บสัมภาระท้ายรถ Luggage Compartment Package เป็นต้น

ซึ่ง BMW X5 xDrive45e M Sport ใหม่ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กม./ลิตร ตาม ECO Sticker โดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กม./ชม. จากเดิมสูงสุดที่ 120 กม./ชม. และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 67-87 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP ของยุโรป

MG-HS-PHEV-2021

3. MG HS PHEV ราคา 1,359,000 บาท ระยะทาง 67 กิโลเมตร

MG HS PHEV (เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี) รถยนต์ SUV แบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดจากค่าย MG ชูแนวคิด “Refinement” พร้อมขับเคลื่อนทุกคุณค่าของชีวิต โดยสะท้อนถึงความเหนือระดับ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบายความปลอดภัย และการแนะนำเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานพลังสุดยอดแห่งระบบขับเคลื่อน 2 ระบบ เข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

ขับเคลื่อนด้วยระบบ Plug-in Hybrid มีพละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จากขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน Turbo ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-Ion แบบ 6 โมดูล มีขนาดใหญ่ถึง 16.6 kWh

ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบ EDU II – 10 Speeds ที่ใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์เพียง 0.2 วินาที ตอบสนองได้อย่างทันใจ ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.5 วินาที สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สูงสุดถึง 67 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Range-Rover-Sport-Plug-In-Hybrid-HSE-Plus

4. Range Rover Sport Plug-In Hybrid HSE Plus ราคา 5,699,000 บาท ระยะทาง 51 กิโลเมตร

Range Rover Sport Plug-In Hybrid HSE Plus (เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ต ปลั๊กอินไฮบริด เอชเอสอี พลัส) เพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่ กับสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ทั้งการขับขี่บนถนนปกติ และในสภาพพื้นผิวถนนหลายรูปแบบ อันเป็นจุดขายของรถยนต์ เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ต

มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ไฟหน้าแบ Matrix LED ปรับการทำงานอัตโนมัติ, ล้อแม็กขนาด 21 นิ้ว, ระบบความปลอดภัยรอบคัน พร้อมกล้องแสดงผลรอบทิศทาง 360 องศา เป็นต้น

ห้องโดยสารภายในมาพร้อมเทคโนโลยี InControl Connect Pro แสดงผลผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว เครื่องเสียงชุดใหญ่แบบพรีเมียมของ Meridian ลำโพงถึง 19 พร้อม Sub-Woofer และมี WiFi Hotspot เชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในรถได้

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ทำงารร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินตระกูล Ingenium ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ 300 แรงม้า คู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 116 แรงม้า พ่วงด้วยแบตเตอรี่ความจุ 13 kWh ให้กำลังรวมทั้งระบบ 404 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.7 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.7 กม./ลิตร วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุดประมาณ 51 กิโลเมตร

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

5. Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาท ระยะทาง 46-49 กิโลเมตร

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic (เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี 300 อี) คือรถยนต์ SUV Plug-In Hybrid ขนาดกลาง ที่ยกระดับใหม่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ภายใน และดีไซน์แบบ SUV ที่เป็นเอกลักษณ์

มาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบสั่งงานด้วยเสียงซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ ทั้งจดจำและเรียนรู้การสั่งงานของคุณได้ ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (Dynamic Select) ที่เปลี่ยนจากการปรับโหมดขับขี่ผ่านพวงมาลัย มาเป็นการปรับโหมดการขับขี่ผ่านหน้าจอแสดงผล ที่ตอบสนองการขับขี่ได้ในแบบฉบับที่คุณโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นโหมด ECO, Comfort, Sport, Sport+, Individual โดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวหรือโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ เป็นต้น

ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่จะพาคุณก้าวสู่โลกสีเขียวแห่งอนาคต โดยผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 13.5 kWh

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด แบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น และประหยัดพลังงานได้มากถึง 6.5% มีอัตราการใช้พลังงาน 17.8-16.5 kWh/100 กม. ให้ระยะทางขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าล้วน 46-49 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

BMW-X3-xDrive30e-M-Sport-2020

6. BMW X3 xDrive30e M Sport ราคา 3,659,000 บาท ระยะทาง 47 กิโลเมตร

BMW X3 xDrive30e M Sport (บีเอ็มดับบลิว เอ็กซ์3) ผสมผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า eDrive ของบีเอ็มดับเบิลยูเข้ากันอย่างลงตัว เพื่อมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ควบคู่ความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่

มาพร้อมกับระบบปลั๊กอินไฮบริด ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดที่ 184 แรงม้า พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบ Sport Steptronic มอบกำลังขับจากระบบไฟฟ้าสูงสุดที่ 109 แรงม้า ส่งพลังลงสู่ล้อทั้งสี่อย่างเต็มพิกัด

เมื่อนับรวมกันแล้ว เครื่องยนต์ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ และมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวมสูงสุดถึง 292 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร และยังช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ลงมาที่ 35.7 กม./ลิตร โดยอัตราการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 17.92 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร

ส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มาพร้อมกับเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ล่าสุด ส่งกำลังให้สามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ในระยะทางสูงสุดถึง 47 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กม./ชม.

มอเตอร์ไฟฟ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport สามารถทำงานทั้งในรูปแบบการขับขี่พลังงานไฟฟ้าล้วน หรือเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยในโหมด MAX eDrive ซึ่งเปิดใช้งานได้ด้วยปุ่ม eDrive บริเวณคอนโซลหลัก บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 135 กม./ชม. ด้านโหมด Auto eDrive แบบมาตรฐาน สามารถทำความเร็วสูงสุดด้วยการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนได้ที่ 110 กม./ชม.

ในขณะเดียวกัน เครื่องยนต์สันดาป ยังสามารถสลับมาทำหน้าที่แทนเมื่อเร่งความเร็วสูงขึ้น หรือเมื่อมีจำเป็นต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เพิ่มเติม

Porsche-Cayenne-e-Hybrid-2021

7. Porsche Cayenne e-Hybrid ราคา 6,300,000 บาท ระยะทาง 47 กิโลเมตร

Porsche Cayenne e-Hybrid (ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด) ปอร์เช่เสริมศักยภาพพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้แก่สายพันธุ์สปอร์ต SUV ปลั๊กอินไฮบริด กับ Cayenne โดยสมรรถนะของแบตเตอรี่ High-Voltage เพิ่มขึ้นเป็น 17.9 kWh จากเดิม 14.1 kWh ส่งผลต่อระยะทางที่สามารถวิ่งได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพิ่มสูงขึ้นอีกถึงกว่า 30%

เมื่อทดสอบตามมาตรฐาน NEDC (ECE-R101) ปอร์เช่ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Porsche Cayenne E-Hybrid) และ เทอร์โบ เอส อี ไฮบริด (Turbo S E-Hybrid) มีพิสัยการเดินทางโดยปราศจากมลพิษสูงสุดถึง 47 กิโลเมตร

ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ใน Porsche Cayenne e-Hybrid ทุกคัน รวมทั้งรุ่นตัวถังคูเป้ (coupe) ที่ให้ภาพลักษณ์สปอร์ตเต็มตัว ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 สปีด Tiptronic S ให้พละกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดเมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ทำได้ที่ 135 กม./ชม. ตอบสนองต่อการขับขี่ที่ต้องการกำลังเพิ่มขึ้น หรือในขณะที่เลือกใช้งาน Driving Modes ทั้งในโหมด Sport และ Sport Plus ด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น

สำหรับ Cayenne E-Hybrid ประจำการขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาดความจุ 3.0 ลิตร V6 Turbo 340 แรงม้า เมื่อผสานการทำงานทั้งสองระบบจะได้กำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์)

ในส่วนของ Cayenne Turbo S E-Hybrid ให้พละกำลังสูงสุดถึง 550 แรงม้า จากเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 Twin Turbo นั่นหมายถึงพลังมหาศาลจะได้รับการปลดปล่อย เมื่อทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึงกว่า 680 แรงม้า

Mitsubishi-Outlander-PHEV-2020

8. Mitsubishi Outlander PHEV ราคา 1,749,000 บาท ระยะทาง 45 กิโลเมตร

Mitsubishi Outlander PHEV (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) เป็นรถ SUV ระดับพรีเมียมที่ประกอบในประเทศ ผสาน DNA และเทคโนโลยีรถยนต์ระดับตำนานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน เริ่มด้วย “Pajero” สุดยอดตำนานแห่งรถเอสยูวี “Mitsubishi Lancer Evolution” เจ้าแห่งสนาม “เวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ” (WRC) ที่มีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่เป็นหนึ่งในตำนานแห่งสมรรถนะ รวมทั้งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายจริงรุ่นแรกของโลกอย่าง “i-MiEV” (ไอ-มีฟ)

ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น โฉบเฉี่ยว และหรูหราเหนือระดับ ดีไซน์ภายในประณีตทุกรายละเอียด ห้องโดยสารกว้างขวาง ทรงพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 305 แรงม้า สามารถวิ่งได้ด้วยไฟฟ้าล้วน ถึง 45 กิโลเมตร

ส่งกำลังผ่านโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด EV (ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ) โหมด Hybrid (ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่) และโหมด Parallel Hybrid (เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน)

พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม./ลิตร หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

MR.CARRO หวังว่า 8 อันดับ รถยนต์ SUV และ Crossover แบบ Plug-In Hybrid ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนมากสุดในไทย ที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้ออยู่พอดี แต่งบไม่พอ! มาขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO สิ ได้ราคาดีที่สุด พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

หมายเหตุ : ข้อมูลสินค้า 8 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนเมษายน 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

All-New-NIO-ET7-2021

NIO (นิโอ) ได้ทำการเปิดตัว Nio ET7 คันนี้ ไปเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา จัดเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 4 ประตูสัญชาติจีน ที่ตั้งใจออกมาเป็นคู่แข่งกับ Tesla Model S ชูจุดเด่นสามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุดถึง 1,000 กิโลเมตร! ต่อการชาร์จแต่ละครั้ง

NIO หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับบริษัทสตาร์ทอัพ ผู้ผลิตรถจากประเทศจีนแบรนด์นี้มากนัก ซึ่งในประเทศจีนตอนนี้ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมียอดขายสูงมากต่อปี ซึ่งมีจุดเด่นที่ด้านการออกแบบ นวัตกรรม เทคโนโลยี เรียกได้ว่าไม่แพ้รถยนต์ไฟฟ้าชาติใดในโลกเลยทีเดียว แถมยังได้ชื่อว่าเป็น Tesla (เทสล่า) แห่งประเทศจีนอีกด้วย!

All-New-NIO-ET7-William-Li

สำหรับ NIO ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย William Li (วิลเลียม หลี่) หรือ หลี่ปิน มหาเศรษฐีที่ได้ชื่อว่าเป็น Elon Musk (อีลอน มัสก์) แห่งประเทศจีน! ซึ่งลูกของเจ้าของฟาร์มเล็กๆ ในมณฑลอันฮุยคนนี้ ไม่ได้มุ่งสู่ธุรกิจแบบเดียวกับทางบ้านของตัวเอง

โดยหลังจบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, สังคมวิทยา และโทกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ก็ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านไอทีของตัวเองขึ้นมาตอนอายุ 21 จนถึงในปัจจุบัน ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมไอที และรถยนต์ไปแล้วกว่า 40 บริษัท รวมทั้ง NIO รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์นี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2014 ด้วย

แม้ว่าก่อนหน้านั้น NIO จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และผลกระทบจากโควิด-19 ก็ตาม จนบริษัทก็เกือบแย่อยู่เหมือนกัน แต่เศรษฐกิจจีนก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จนในปี 2020 NIO สามารถส่งมอบรถยนต์ได้มากถึง 43,728 คัน เพิ่มขึ้น 112.6% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา

และยังได้รับเงินระดมทุนจากเทศบาลเมืองเหอเฟยถึง 7 พันล้านหยวน (หรือ 1,000 ล้านดอลลาร์ หากเทียบเป็นเงินไทยก็ราว 30,130 ล้านบาท) และมีมูลค่าตลาดมากกว่า 92,000 ล้านดอลลาร์ (2.77 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง GM หรือ Daimler AG ซะอีก

All-New-NIO-ET7

ในส่วนของ Nio ET7 ใหม่ เป็นรถขนาด Mid-Size ที่ดูหรูหราไม่แพ้รถจากค่ายยุโรปเลยทีเดียว จะแข่งกับยักษ์ใหญ่ ต้องสวยไปให้สุด การดีไซน์ได้พัฒนามาจากรถต้นแบบ ET Preview ที่ออกมาในปี 2019 ตัวรถให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.23

All-New-NIO-ET7

โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Dual Beam LED พร้อมไฟ Daytime Running Light, ไฟท้ายแบบ Heartbeat Taillight แบบ 3 มิติ, กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ ที่เปิดประตูแนบไปกับตัวถัง พร้อมไฟส่องสว่าง LED และบานพับประตูไฟฟ้า E-Latch ที่ปิดประตูได้เองเพียงแค่ดึงเบาๆ และกุญแจแบบ UWB Digital Key เป็นต้น

ช่วงล่างเป็นแบบ Smart Air Suspension พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว Continuous Damping Control เรียกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

มิติตัวรถมีขนาดยาว 5,098 มม. กว้าง 1,987 มม. สูง 1,505 มม. ระยะฐานล้อ 3,060 มม.

All-New-NIO-ET7

ห้องโดยสารภายใน ขายความกว้างสบายราวกับนั่งในห้องนั่งเล่น ชุดหลังคาแบบ All Glass Roof ขนาดใหญ่ถึง 1.9 ตร.ม. แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยวัสดุอย่าง Karuun ที่ทำมาจากหวายจำนวนทั้งหมด 14 ชิ้น พร้อมช่องแอร์แบบ Invisible Smart Air Vents ที่ฝังตัวไปกับแผงคอนโซลทั้งด้านหน้า-หลัง ให้ความรู้สึกดูใกล้ชิดธรรมชาติมาก

All-New-NIO-ET7

ขับขี่อย่างปลอดภัยไประบบขับขี่อัตโนมัติ Aquila ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ LiDAR ที่นิยมในรถที่ขับเองได้ ใช้เลเซอร์ในการตรวจจับวัตถุต่างๆ รอบๆ ด้านหน้ารถ 120 องศา ในระยะทางไกลถึง 500 เมตร ซึ่งทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์รอบคันอีกกว่า 33 จุด ซึ่งรวมถึงกล้อง Hi-Definition ขนาด 11.8 ล้านเมกะพิกเซล เสริมด้วยหน่วยประมวลผลจาก Nvidia แบบ 8GB บนคอมพิวเตอร์ออนบออร์ดที่ชื่อ Adam

Nio ET7 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว บริเวณล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 241 แรงม้า และ 402 แรงม้า สำหรับล้อหลัง ให้กำลังรวมสูงสุด 650 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 850 นิวตัน-เมตร

สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาทีเท่านั้น มั่นใจด้วยเบรกหน้าแบบ 4-Pot จาก Brembo สามารถเบรกจากความเร็ว 100 กม./ชม. จนถึง 0 กม./ชม. ในระยะทางเพียง 33.5 เมตรเท่านั้น

All-New-NIO-ET7

สำหรับชุดแบตเตอรี่ก็มีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

  • แบตเตอรี่ขนาด 70 kWh ให้ระยะทางในการขับขี่มากกว่า 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • แบตเตอรี่ขนาด 100 kWh ให้ระยะทางในการขับขี่มากกว่า 700 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) และ …
  • แบตเตอรี่ขนาด 150 kWh ให้ระยะทางในการขับขี่มากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง!

นอกจากรถของ NIO จะชาร์จแบตเตอรี่ได้แบบรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปแล้ว ยังสามารถสลับแบตเตอรี่เปลี่ยนแทนได้อีกด้วย ซึ่งใช้เวลาเร็วที่สุดในโลก เพียง 3 นาทีเท่านั้น มีชื่อว่า Power Swap Station 2.0

โดยหากรถของคุณพลังงานไฟฟ้าใกล้หมด ก็สามารถขับรถไปยังสถานีที่มีอยู่กว่า 135 แห่ง ใน 59 เมืองของจีนได้เลย ซึ่งทางสถานีจะทำการถอดแบตเตอรี่ลูกเดิมออก เพื่อนำไปชาร์จไว้ รอเปลี่ยนให้รถคันต่อๆ มา ที่จะเข้ามาใช้บริการ และรถที่ถอดแบตเตอรี่ออกไปก็จะได้แบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้เต็มแล้วเข้ามาแทน ซึ่งทางรัฐบาลจีนเองก็สนับสนุนด้วย

ราคาจำหน่าย NIO ET7 เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 378,000 หยวน หรือประมาณ 1,754,755 บาทไทย ซึ่งเป็นราคาที่ไม่รวมแบตเตอรี่ ส่วนในรุ่นที่รวมแบตเตอรี่ จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 448,000 หยวน หรือประมาณ 2,078,315 บาท

ส่วนถ้าใครอยากขายรถเพื่อนำเงินไปซื้อรถใหม่ง่ายๆ เพียงขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้เงินไว! เร็ว! พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Lucid-Air-Electric-Car

คู่แข่งใหม่ของ Tesla (เทสล่า) มาแล้ว! สำหรับ Lucid Air (ลูซิด แอร์) รถยนต์ไฟฟ้าสุดหรู เตรียมเปิดตัวในสหรัฐฯ วันที่ 9 กันยายน 2020 นี้!

หลายคนอาจจะไม่รู้จักกับบริษัทรถยนต์หน้าใหม่รายนี้ สำหรับ Lucid Motors, Inc. เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 (ก่อนหน้านั้นใช้ชื่อว่า Atieva) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ Newark รัฐแคลิฟอร์เนีย มีพนักงานทำการประมาณ 500 คน ซึ่งบางส่วนเคยเป็นพนักงานที่เคยทำงานให้กับ Tesla และ Mazda

Lucid-Air-Electric-Car

ก่อตั้งโดย Bernard Tse, Sheaupyng Lin และ Sam Weng ผู้อำนวยการอาวุโสของ Oracle โดยได้รับเงินทุนจาก Tsing Capital บริษัทจัดการกองทุนแห่งแรกของจีน, Mitsui, Venrock และ JAFCO เป็นต้น โดยปัจจุบันมีผู้ลงทุนหลัก คือ Public Investment Fund of Saudi Arabia, Mitsui, JAFCO, China Environmental Fund และ Venrock ของสหรัฐฯ

สำหรับ CEO และ CTO คือ Peter Rawlinson ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าวิศวกรของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S มาก่อน และอดีตหัวหน้าทีมออกแบบรถยนต์ของ Mazda อเมริกาเหนืออย่าง Derek Jenkins ซึ่งเคยออกแบบ Mazda MX-5 (เจเนอเรชั่นที่ 4) เข้าเป็นรองประธานด้านการออกแบบรถของ Lucid Motors

แต่เดิมนั้นบริษัท ทำหน้าที่ในการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์สำหรับรถประเภทอื่นๆ พร้อมกับการพัฒนารถยนต์คันแรกในปี 2014 ก่อนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบในปี 2016

Lucid-Air-Electric-Car

ในเดือนตุลาคม 2016 รีแบรนด์ชื่อบริษัทเป็น Lucid Motors และเริ่มการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ใน Casa Grande รัฐแอริโซนา ด้วยมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งโรงงานแห่งนี้ วางแผนเดินสายการผลิตรถยนต์ตั้งแต่ 20,000 – 130,000 คัน/ปี ซึ่งตัวโรงงานดีไซน์มาให้รองรับการผลิตรถยนต์ได้สูงสุดถึง 380,000 คัน/ปี

ต่อมาในเดือนเมษายน 2019 ได้รับเงินอัดฉีดจาก Public Investment Fund of Saudi Arabia มูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 67% ของบริษัทฯ

Lucid-Air-Electric-Car

Lucid Air รถยนต์ไฟฟ้าสุดหรู 4 ประตู จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ ด้วยรูปโฉมอันล้ำสมัย มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) ที่น้อยที่สุดในโลก สำหรับรถเก๋ง เพียงแค่ 0.21 เท่านั้น ที่ถือว่าน้อยกว่า Tesla ซะอีก! ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น และมีระยะทางในการวิ่งได้ไกลกว่าคู่แข่ง! ซึ่ง Lucid Air คาดว่าจะมีระบบยานยนต์ไร้คนขับติดตั้งมาให้ด้วย

ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหน้า ออกแบบให้มีกำลังมากถึง 400 แรงม้า วิ่งได้ระยะทาง 390 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

Lucid-Air-Electric-Car

และรุ่น Top เพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลังที่ให้กำลังมากถึง 600 แรงม้า รวมแล้วมีกำลังถึง 1,000 แรงม้า พร้อมใช้ระบบไฟฟ้า 900 โวลต์ ซึ่งจัดหาแบตเตอรี่โดยแผนก Atieva สามารถวิ่งได้ระยะทางมากถึง 640 กิโลเมตร (มาตรฐาน EPA) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง!

และยังน่าทึ่ง! กับความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. (217 ไมล์/ชม.) จากการทดสอบในสนามโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Transportation Research Center ของรัฐโอไฮโอ

Lucid-Air-Electric-Car

จนล่าสุดตอนนี้ ทาง Lucid Motors ได้ออกมาเปิดเผยอีกครั้งว่า Lucid Air จะสามารถให้ระยะทางวิ่งได้มากกว่า 517 ไมล์ (832 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง!

Lucid-Air-Electric-Car

ตอนนี้นี้ Lucid Air ได้เปิดให้สั่งจองแล้ว ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 60,000 – 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.8 – 3 ล้านบาท)

ส่วนถ้าใครอยากขายรถเพื่อนำเงินไปซื้อรถใหม่ง่ายๆ เพียงขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้เงินไว! เร็ว! พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

Lucid-Air-Electric-Car

แหล่งที่มาบางส่วนจาก: