รถ-EV-ของเล่นคนรวย-จริงหรือ

หลายคนคงยังจำกันได้ว่า “รถ EV” เริ่มเป็นที่รู้จักกันจริงๆ ในบ้านเราก็ช่วงประมาณยุค 90 ได้ แต่ในยุคนั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่ในรถต้นแบบ และรถทดลองวิจัยเท่านั้น ซึ่งรถต้นแบบ หลายต่อหลายรุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ได้ถูกนำมาโชว์ในบ้านเราหลายครั้งหลายครา

จากปัญหาสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และรถก็ติดมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีรถเมล์เก่าๆ ที่วิ่งปล่อยควันดำโขมง สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนเมืองจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ รวมไปถึงการใช้น้ำมันที่มากขึ้นเรื่อยๆ รถยนต์ไฟฟ้า จึงมีคนเริ่มนำเข้ามาขายอย่างจริงจัง (เท่าที่จำได้ จะเป็น Nissan Leaf ที่มีผู้จำหน่ายอิสระ นำเข้ามาขาย) เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมานี้

แต่รถ EV ก็เป็นได้แค่ของเล่นคนรวยเท่านั้น จริงหรือ?

EV-Car-Is-Richman-Toy

ราคาของรถ EV ในยุคแรกๆ ที่ผลิตออกมาจากโรงงานยังคงมีราคาแพงมาก และบวกภาษีเข้าไปเยอะ จนผู้ซื้อรถยนต์คันใหม่เข้าถึงได้ยากมาก ในขณะที่ผู้ใช้รถยนต์คันเดิม ก็ไม่เกิดแรงจูงใจให้เปลี่ยนรถมาเป็นรถ EV ได้อย่างที่ต้องการ ไหนจะต้องมีที่ชาร์จ หาสถานีชาร์จ ระยะเวลาในการชาร์จ ระยะทางในการวิ่ง ค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อีก ฯลฯ

ในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 2ที่นั่ง อย่าง “FOMM” (ฟอมม์) เปิดตลาดในบ้านเราเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็สร้างความฮืฮอาได้พอตัวทีเดียว

แต่ด้วยราคาที่ตั้งไว้ 599,900 บาท ที่ถึงแม้จะมีส่วนลด 100,000 บาท จำนวนจำกัด เหลือ 499,900 บาท (ราคา ณ วันที่ 15 ก.ค. 2562) เนื่องด้วยเพราะความเป็นรถขนาดเล็ก ก็อาจจะยังทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ยังลังเลในการตัดสินใจซื้ออยู่

แต่พอเมื่อ MG ได้เปิดตัว MG ZS EV ใหม่ ในราคา 1,190,000 บาท ซึ่งเป็นรถ SUV Crossover ซึ่งให้คุณสมบัติในการใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า ก็ทำเอาสั่นสะเทือนวงการรถยนต์กันพอสมควร เพราะราคาที่ว่ามานี้ ขนาดมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถเข้าถึง เป็นเจ้าของได้แล้ว

เราจึงถือว่ารถ EV ในยุคอนาคตข้างหน้านี้ ไม่ใช่ของเล่นคนรวยอีกต่อไป

ความประหยัด และสมรรถนะของรถ EV

EV-Car-Is-Richman-Toy

รถ EV ชูคุณสมบัติความประหยัดมาเป็นที่หนึ่งเลย และในแง่ของการรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างเช่นรถยนต์ไฟฟ้า FOMM ใช้กำลังไฟฟ้าเท่ากับหม้อชาบู หรือ 2,000 วัตต์ โดยชาร์จเพียง 6-7 ชั่วโมง ก็สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 166 กิโลเมตร เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเพียง 30 สตางค์/กม. เท่านั้น แถมยังทำความเร็วได้สูงสุด 80 กม./ชม.

และในส่วนของ MG EV ZS หากชาร์จผ่าน MG Home Charger ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง ให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ถือได้เวลาสะดวกและประหยัดมากๆ

และยังสามารถเร่งจาก 0-50 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 3.1 วินาที และ 0-100 กม./ชม. ประมาณ 8-9 วินาที … นี่ระดับเดียวกับรถสปอร์ต ที่ใช้น้ำมันชัดๆ!

การชาร์จไฟ

EV-Car-Is-Richman-Toy

สำหรับการชาร์จไฟของรถ EV นั้น ก็มีอยู่หลายรูปแบบ วิธีการชาร์จก็เหมือนกับที่เราใช้ในรถ Plug-In Hybrid นั่นล่ะครับ อาทิเช่น

แบบ Normal Charge ชาร์จธรรมดา ซึ่งจะใช้ไฟบ้านในการชาร์จ ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-6 ชั่วโมง ซึ่งจะมีชุดสายไฟที่แถมมาให้กับรถด้วย ซึ่งเป็นการชาร์จแบบ AC Charging หรือกระแสสลับ ใช้หัวชาร์จและเต้ารับแบบ Type 2

แบบ Double Speed Charge ผ่านเครื่องชาร์จแบบ Wall Box (อุปกรณ์ที่ติดตั้งพิเศษ สำหรับชาร์จโดยการเสียบจากปลั๊กไฟในบ้าน มีความปลอดภัยสูง) ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง เช่นกัน

ส่วนแบบ Quick Charge เน้นความรวดเร็ว เพราะเป็นการชาร์จด้วยระบบไฟฟ้ากระแสตรง DC Charging ใช้หัวชาร์จและเต้ารับแบบ FF กินเวลาประมาณ 30-60 นาที ส่วนใหญ่จุดชาร์จ จะอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เริ่มมีการให้บริการกันหลายที่แล้ว

ความประหยัด กับ ความสิ้นเปลือง

EV-Car-Is-Richman-Toy

ในเรื่องของความประหยัด รถ EVถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ตัดรายจ่ายในเรื่องของเหลวในเครื่องยนต์ไปแทบทั้งหมด ค่าน้ำมันก็ไม่มี อีกทั้งไม่ได้ใช้ระบบเกียร์ ไม่ต้องมีหม้อน้ำ และระบบน้ำหล่อเย็น เพราะใช้เพียงมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ให้กำลังมหาศาลตามกระแสไฟที่จ่ายให้กับมอเตอร์ ยิ่งเร่งมากก็ยิ่งแรงมาก เพราะไม่ต้องรอรอบเครื่อง เหมือนกับเครื่องยนต์ปกติ ให้อัตราเร่งที่ดีมากๆ

แต่ค่าใช้จ่ายจะไปหนักเอาตรงที่รถคุณแบตเตอรี่เสื่อม หรือระบบ Inverter เสื่อม ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็ถือว่าหนักอยู่พอสมควรทีเดียว เพื่อกระตุ้นให้เป็นแรงจูงใจในคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า บรรดาค่ายรถยนต์หลายค่าย ก็จึงขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ เป็น 8 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง รวมไปถึง Inverter ก็มีการรับประกัน ทำให้คนใช้รู้สึกอุ่นใจได้มากขึ้น

แหล่งที่มาของพลังไฟฟ้า เหลือเฟือ!

EV-Car-Is-Richman-Toy

ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แหล่งพลังงานก็ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก (อาจจะมีอย่างอื่นผสมเข้ามาด้วย เช่น แก๊สโซฮอล์ หรือ ไบโอดีเซล ที่มีส่วนผสมอื่นเข้ามา เช่น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ น้ำตาล มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง สบู่ดำ หรือสาหร่าย เป็นต้น) หากเป็นพลังงานไฟฟ้า จะมีแหล่งกำเนิดที่สะอาด และไม่มีวันหมด เช่น แสงอาทิตย์, ลม, น้ำจากเขื่อน หรือการรีไซเคิลขยะมาทำไฟฟ้า เป็นต้น

EV-Car-Is-Richman-Toy

บทสรุป

บางคนอาจจะบอกว่า รถยนต์ไฟฟ้าถึงจะดีแค่ไหน ถ้าราคาที่เอื้อมไม่ถึง แม้ว่าในตอนนี้ ก็เป็นได้แค่ของเล่นคนรวย หรือเศรษฐีรักษ์โลก … โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าใช้รถไฮบริด ก็ประหยัดน้ำมันและถือว่าลดการใช้พลังงานได้เช่นกัน และข้อจำกัดของสถานีชาร์จ ที่ยังเป็นปัญหา และกำลังเร่งขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จกันอยู่

แต่จากปัญหาด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ในอนาคตข้างหน้านี้ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด คงเป็นรถยนต์รุ่นหลักของทุกค่ายรถบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน

เพราะยิ่งเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ยิ่งก้าวหน้าเท่าใด ให้ระยะทางในการวิ่งได้มากเท่าไหร่ รถยนต์ไฟฟ้าก็ยิ่งเป็นที่นิยม เมื่อคนนิยมเยอะ ยอดการผลิตก็มากขึ้น ต้นทุนการผลิตก็ถูกลง จนเป็นที่จับต้องได้ของคนทั่วไป ไม่ใช่ของเล่นคนรวยอย่างแน่นอน …

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Nissan-Hypermini

ย้อนไปตั้งแต่ปลายช่วงยุค 80 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังบูมสุดๆ รถยนต์ที่ใช้น้ำมันของญี่ปุ่นแต่ละค่ายก็ขายดีมาก มีให้เลือกกันสารพัดแบบ แต่ค่ายรถหลายค่าย ต่างกำลังเริ่มคิดค้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ให้เกิดขึ้นจริงกันแล้ว

มาจนถึงยุค 90 ที่ค่ายรถหลายเจ้า เริ่มเห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน จากผลกระทบของรถยนต์ ผู้บริโภคจึงได้เห็นรถต้นแบบหลากหลายรุ่น ทั้งจาก Toyota, Nissan, Honda พยายามนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าออกมา แต่ในเวลานั้น รถยนต์ไฟฟ้า ก็ยังไม่ใช่เทรนด์ที่ได้รับความสนใจมากนัก

แต่ก็ทำให้รถยนต์ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (ที่ออกขาย และให้เช่า ในเชิงพาณิชย์) เกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก นำโดย Toyota Prius, Toyota RAV4 EV ในปี 1997 และ Honda Insight ปี 1999 ก่อนจะตามมาติดด้วย Nissan Hypermini ในปี 1999

วันนี้ Mr.Carro จะมาพูดถึง Nissan Hypermini (นิสสัน ไฮเปอร์มินิ) รถ EV ของเล่นคนรวยรักษ์โลก ครับ …

Nissan-Hypermini-Concept-1997

รถต้นแบบ Nissan Hypermini ที่ Nissan นำออกโชว์ในงาน Tokyo Motor Show 1997

Nissan Hypermini รหัสรุ่น EA0 บางคนอาจจะบอกว่า “มันเกิดเร็วไปหน่อย” เพราะเกิดมาในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่บูม อีกทั้งยังมีราคาที่แพงมากๆ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า จากรถต้นแบบที่นำเสนอในงาน Tokyo Motor Show ในปี 1997 จะเข้าสู่สายการผลิตจริง!

Nissan-Hypermini

มาพร้อมรูปร่างที่กะทัดรัด ล้ำยุค (บางคนก็บอกว่าดูประหลาด) นั่งได้เพียง 2 คน ตัวรถออกแบบโดย Satoshi Wada (แฟนๆ Nissan น่าจะรู้จักกันดี เพราะมีผลงานการออกแบบรถ Nissan หลายรุ่น เช่น Cefiro รุ่นแรก และ Presea รุ่นแรก ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บริษัท Audi AG ก่อนจะออกมาก่อตั้งบริษัท SWDesign TOKYO ขึ้นในปี 2009)

Nissan-Hypermini

มีมิติตัวรถ 2,665 มม. ยาว 1,475 มม. ระยะฐานล้อ 1,890 มม. สูง 1,550 มม. ระยะฐานล้อ 1,890 มม. น้ำหนักตัวรถ 840 กิโลกรัม

ตัวรถให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง Cd = 0.30 จุดเด่นอยู่ที่การใช้โครงสร้างแบบอะลูมีเนียม สเปซเฟรม “Hyper Body” ลดน้ำหนักได้มากกว่า 20% และชิ้นส่วนตัวรถจากวัสดุรีไซเคิล ระบบช่วงล่างแบบสตรัทอิสระ ช่วงล่างหลังแบบอิสระ พาราเรล-ลิงค์ ขับง่าย ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 3.9 เมตร

สำหรับยางที่ใช้ เป็นแบบ Run Flat ขนาด 145/65 R14 ในด้านหน้า และ 165/60 R14 ในด้านหลัง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมียางอะไหล่ และช่วยให้น้ำหนักตัวรถเบาขึ้นด้วย ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก 4 ล้อ และยังติดตั้งระบบเบรก ABS มาให้ด้วย!

Nissan-Hypermini

ห้องโดยสารภายในขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ครบเครื่องเรื่องความสะดวก มีแอร์ดิจิตอล วิทยุ กระจกไฟฟ้า และระบบ “Shared Use System” พร้อมที่เสียบ IC การ์ด สำหรับใช้ระบบรองรับต่างๆ เช่น ระบบชาร์จรถยนต์สาธารณะ หรือระบบที่จอดรถ และระบบล็อคประตูตัวรถ เป็นต้น

Nissan-Hypermini-Remote-Control

และยังมี “รีโมทคอนโทรล” ไฮเทคสุดๆ ในยุคนั้น สามารถเช็คสถานะของรถ ดูว่าแบตเตอรี่เหลือเท่าไหร่ หรือใช้เวลาชาร์จอีกนานแค่ไหน ที่ควบคุมรถจากภายนอกได้อีกด้วย พร้อมระบบสั่งให้เปิดแอร์ หรือเปิดฮีทเตอร์ก่อนเข้าไปขับรถ เป็นต้น

ส่วนด้านท้ายรถ สามารถพกพาสัมภาระไปได้มากถึง 100 ลิตร (ตามมาตรฐาน VDA)

Nissan-Hypermini

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส S-4 แบบ Neodymium Magnet (แม่เหล็กนีโอไดเมียม เป็นแม่เหล็กถาวรที่มีค่าพลังงานมากที่สุดในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ 3 ชนิด คือ Neodymium (Nd) Iron (Fe) และ Boron (B) รวมกันเป็น NdFeB) แรงดันไฟฟ้า AC200V ให้แรงม้าสูงสุด 33 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 13.3 กก.-ม. (130 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนแบบล้อหลัง

ให้ระยะทางการวิ่งได้มากถึง 115 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว (ทดสอบตามโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 4 ชั่วโมง และสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

Nissan-Hypermini-Space

โดย Nissan Hypermini มีราคาเมื่อตอนเปิดตัวในเดือนกันยายน 1999 สูงถึง 4 ล้านเยน! แม้ว่าจะมีการจำหน่ายผ่านระบบเช่าในดีลเลอร์ Nissan ที่โตเกียว, โอซาก้า และเกียวโต ในเดือนกุมภาพันธ์ 2000 แต่ก็มียอดที่น้อยมาก มีเฉพาะลูกค้าที่เป็นหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานท้องถิ่นซะส่วนมาก

Nissan-Hypermini-Colours

และในเดือนมกราคม 2000 Nissan Hypermini ได้รับรางวัล “New Energy Grand Prize” จาก Agency for Natural Resources and Energy (ANRE) หรือ กรมทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น

Nissan-Hypermini-in-USA

Nissan Hypermini ที่ถูกส่งไปยัง USA ใช้เป็นรถตำรวจในเมือง San Alselmo รัฐ California

สุดท้ายก็ผลิตมาจนถึงปี 2002 โดยมียอดการผลิตแค่เพียง 219 คัน (แต่ในแหล่งข่าวจากญี่ปุ่น และในสหรัฐฯ ระบุยอดการผลิตไว้ 300-350 คัน) แบ่งออกเป็นยอดเช่าในเกียวโต 138 คัน, ในโยโกฮามา 20 คัน, ในอิบินะ 15 คัน ในเกียวโต 20 คัน รวมไปถึงส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ให้ University of California, Davis 15 คัน และให้สภาเมือง Pasadena เช่าอีก 11 คัน

สุดท้ายท้ายสุด Nissan ก็ได้บทเรียนจากการผลิตรถรุ่นนี้ไปหลายอย่าง จนก้าวไปสู่การเข็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Leaf (ลีฟ) ออกมาขายอีกครั้งในปี 2010

ไม่แน่นะครับ หากคุณขับรถไปไหนในกรุงเทพฯ ก็อาจจะเจอเจ้า Nissan Hypermini สีเขียวคันนี้ วิ่งเพ่นพ่านอยู่ก็ได้นะครับ เพราะมีผู้นำเข้ามา 1 คัน ในช่วงที่รถจดประกอบกำลังบูมเมื่อหลายปีก่อน!

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มา :

Electric-Cars-In-Motorshow

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังฮิต บรรดาค่ายรถ นำรถยนต์ไฟฟ้า มาโชว์และขายกันเป็นแถว ที่งาน Motor Show 2019!

งาน Bangkok International Motor Show 2019 (มอเตอร์โชว์ 2019) กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ช่วงระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 นี้ Mr.Carro ขอพาทุกท่านไปชมกันครับ ว่าในงานจะรายละเอียดของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเด็ดๆ โดนใจ ทั้งโชว์และขาย ที่น่าสนใจกันทั้ง 8 รุ่นบ้าง …

FOMM One

FOMM-One-2019

FOMM One (ฟอมม์ วัน) เป็นรถไฟฟ้า 4 ที่นั่ง ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เหมาะสำหรับใช้งานในเมืองมาก จดทะเบียนได้ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ In-wheel ขนาด 5 kW จำนวน 2 ตัว ให้แรงบิดรวมสูงสุด 560 นิวตัน-เมตร สามารถชาร์จไฟจนเต็ม (0-100%) ในเวลา 6 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากถึง 160 กิโลเมตร และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 80 กม./ชม. เลยทีเดียว

โดย FOMM One วางจำหน่ายผ่าน บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม จำกัด ในเครือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีกำหนดส่งมอบให้ผู้สั่งซื้อช่วงต้นปี 2562 สนนราคาเริ่มอยู่ที่ 664,000 บาท

MINE SPA1

MINE-SPA1-2019

MINE SPA1 (ไมน์ สปา1) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติไทย แบบ MPV ขนาด 5 ที่นั่ง ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับได้เป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแต่ละครั้ง ซึ่งรายละเอียดและราคา (ประมาณ 1,XXX,XXX บาท) คงต้องรอในงาน Motor Show 2019 อีกครั้ง

Nissan Leaf

Nissan-Leaf-2019

Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ) “Simply Amazing” เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า “100%” และมีอัตราการปล่อยมลพิษเป็น “0” และถือเป็นรถค่ายญี่ปุ่นเจ้าแรก ที่กระโดดลงมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างจริงจัง แม้ว่าราคาของตัวรถจะยังสูงอยู่ก็ตาม

Nissan Leaf ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.9 วินาที รองรับการขับขี่เป็นระยะทาง 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จด้วยกำลังไฟขนาด 3.6 kW ได้ในเวลา 12 ชั่วโมง และกำลังไฟขนาด 6.6 kW ในเวลา 6 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด่วนจนถึงระดับ 80% ได้ในเวลา 40 นาที ในราคา 1,990,000 บาท!

MG eZS

MG-eZS-2019

MG eZS (เอ็มจี อีแซดเอส) รถต้นแบบของรถยนต์ Crossover SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มาโชว์ในงาน Motor Show 2019 หลังจากที่เปิดตัวครั้งแรกในงานกวางโจว ออโต้โชว์ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ในฐานะยนตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ “NetGreen” ของ SAIC

ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) และวิ่งได้ไกลถึง 428 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (หรือ 335 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC) แล้ว ยังมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบฉบับรถยนต์ SUV และการติดตั้งระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะในรถยนต์ ซึ่ง MG มีแผนจะขายในไทยปีนี้

Jaguar I-Pace

Jaguar-i-Pace-2019

Jaguar I-Pace (จากัวร์ ไอ-เพซ) รถ Crossover แบบไฟฟ้าล้วน (BEV) 5 ที่นั่ง รุ่นแรกของ Jaguar มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 394 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งภายในห้องโดยสาร ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสไตล์ Jaguar อยู่เช่นเคย โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้น 5,499,000 บาท สำหรับรุ่น S

Audi e-tron

Audi-e-tron-2019

Audi e-tron 55 quattro (อาวดี้ อี-ทรอน 55 ควอทโทร) เป็นรถแบรนด์หรูเจ้าแรกในไทยที่ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการประเดิมส่ง Audi e-tron 55 quattro ใหม่ จับกลุ่มผู้ชื่นชอบความล้ำสมัย พร้อมระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Audi

ติดตั้งขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 266 กิโลวัตต์ หรือ 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า ในบูสต์โหมดแรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 664 นิวตันเมตร ในบูสต์โหมด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.6 วินาที และ 5.7 วินาทีในบูสต์โหมด และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กม./ชม. ส่วนแบตเตอรี่สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางกว่า 417 กิโลเมตร ในราคา 5,099,000 บาท!

Hyundai Ioniq Electric

Hyundai-Ioniq-Electric-2019

Hyundai Ioniq Electric (ฮุนได ไอออนิค อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งเดียวจากค่ายรถเกาหลีในตอนนี้ ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion Polymer (LiPo) ความจุ 28 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.9 วินาที (โหมด Sport) และ 10.2 วินาที (โหมดปกติ) ทำความเร็วสูงสุดได้ 165 กม./ชม.

ระบบชาร์จไฟของ Ioniq Electric สามารถชาร์จได้ 3 แบบ ได้แก่ 1. แบบทริคเคิ้ล (เต้าเสียบบ้าน) กำลังไฟ 2.3 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็ม 12 ชั่วโมง 2. แบบธรรมดา (Wall Box) กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนเต็ม 4 ชั่วโมง 25 นาที และ 3. แบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนถึงระดับ 80% ในเวลา 23 นาที สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นระยะทาง 280 กม. ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้งตามมาตรฐาน NEDC

Hyundai Kona Electric

Hyundai-Kona-Electric

Hyundai KONA Electric (ฮุนได โคน่า อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าสายพันธุ์ SUV ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยวกว่าใคร ใช้แบตเตอรี่ที่ให้พลังงานยาว 64 กิโลวัตต์ชั่วโมง พุ่งทะยานด้วยแรงบิด 395 นิวตัน-เมตร แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.6 วินาที และวิ่งไปได้ไกลสูงสุดถึง 482 กม. (มาตรฐาน WLTP) 

เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคา 1,849,000 บาท และ 2,259,000 บาท

ขอขอบคุณภาพจาก Bangkok-Motorshow

์Nissan-Leaf-Nismo-Concept

รถพลังงานไฟฟ้า ในรูปแบบสปอร์ต สำหรับขาซิ่ง

2017-Nissan-Leaf-Nismo-Concept

เป็นปกติในงานโชว์รถระดับโลกอย่าง Tokyo Motor Show 2017 บรรดาค่ายรถต่างๆ มักจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หรือต้นแบบ เป็นประจำ โดย Nissan ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

2017-Nissan-Leaf-Nismo-Concept

2017-Nissan-Leaf-Nismo-Concept

Nissan Leaf Nismo Concept ใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นจาก Leaf รุ่นใหม่ มาพร้อมชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน กระจังหน้าออกแบบใหม่ คู่กับสัญลักษณ์ Nismo และชุดกันชนหน้าใหม่พร้อมลิ้นสปอยเลอร์สีแดง ตกแต่งด้วยไฟ LED แนวนอน ตัวรถใช้ช่วงล่างของ Nismo พร้อมกับลดความสูงของตัวรถลงเพื่อความสปอร์ต และใส่ล้อแม็กแบบสปอร์ตของ Nismo โดยเฉพาะ

2017-Nissan-Leaf-Nismo-Concept

2017-Nissan-Leaf-Nismo-Concept

ส่วนด้านท้าย ติดตั้ง Diffuser ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พร้อมไฟตัดหมอกท้ายบริเวณตรงกลาง

2017-Nissan-Leaf-Nismo-Concept

ห้องโดยสารภายใน ตกแต่งกรอบแอร์ด้วยวัสดุสีแดง เบาะนั่งและแผงประตูเดินด้ายตะเข็บสีแดง เพิ่มความโดดเด่น

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม คงต้องรอในวันงานของ Tokyo Motor Show 2017 อีกครั้งครับ

Nissan-Leaf

Nissan Leaf ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ประหยัดขึ้นกว่าเดิม

             Nissan เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ) เจเนอเรชั่นที่ 2 “Simply Amazing” ครั้งแรกในโลกที่ญี่ปุ่น พร้อมเริ่มขายที่ญี่ปุ่นในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ก่อนส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกเช่นเคย

สำหรับ นิสสัน ถือเป็นผู้บุกเบิกในยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลก และเริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2010 ปัจจุบันมียอดขายที่มากกว่า 280,000 คัน ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายมากที่สุดในโลก ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า กำลังจะมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง!

Nissan-Leaf

Nissan Leaf ใหม่

Nissan-Leaf

Nissan-Leaf

รูปทรงภายนอก เน้นความสปอร์ต ลู่ลมขึ้น

นิสสัน ลีฟ ใหม่ ถูกออกแบบด้วยรูปโฉมสปอร์ต ตัวรถพัฒนาด้วย Concept “Advance Expression” มาพร้อมไฟหน้าแบบ LED ทรงบูมเมอแรง, กระจังหน้า V-Motion แบบ 3 มิติ และไฟท้ายทรงบูมเมอแรงแบบ LED คู่กับล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว และ 17 นิ้ว (ในรุ่น G)

มาพร้อมมิติตัวถังยาว 4,480 มม. กว้าง 1,790 มม. สูง 1,540 มม. และระยะฐานล้อ 2,700 มม.

Nissan-Leaf

Nissan-Leaf

Nissan-Leaf

ห้องโดยสารภายใน พร้อมพื้นที่เก็บของกว้างขวาง

ห้องโดยสารออกแบบใหม่ตาม Concept “Gliding Wing” คอนโซลหน้ารูปแบบใหม่ เบาะนั่งเดินด้วยด้ายสีน้ำเงิน ส่วนความบันเทิง มาพร้อมชุดจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay และ NissanConnect ที่สามารถค้นหาข้อมูล Update ล่าสุด ของสถานีชาร์จไฟฟ้า ทั้งสถานที่ตั้ง หรือเวลาให้บริการ รวมทั้งการรอคิวชาร์จ และในระหว่างชาร์จไฟฟ้า เจ้าของรถสามารถดูปริมาณแบตเตอรี่ได้ผ่านสมาร์ทโฟน เป็นต้น พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มากถึง 435 ลิตร (วัดตามมาตรฐาน VDA)

Nissan-Leaf

นิสสัน ลีฟ คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า “100%” และมีอัตราการปล่อยมลพิษเป็น “0” พร้อมชูจุดเด่นอย่าง “นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility)” ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจกับมุมมองรอบด้าน และสามารถตรวจจับวัตถุต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวรถได้ดีขึ้น ด้วยระบบต่างๆ อาทิเช่น

Nissan-Leaf

  • ระบบ ProPILOT ครั้งแรกของการแนะนำระบบขับอัตโนมัติ รวมถึงระบบ ProPILOT Park ที่สามารถนำรถยนต์เข้าจอดในซอง และการจอดรถริมฟุตบาท แบบอัตโนมัติ โดยที่คนขับนั่งเฉยๆ ไม่ต้องไปหมุนพวงมาลัยใดๆ

Nissan-Leaf

  • ระบบ e-Pedal ช่วยในการเร่งความเร็วและการเบรก โดยระบบจะทำงานร่วมกับระบบ Regenerative Braking ในการช่วยหยุดรถ อีกทั้งยังใช้ทดแทนระบบ Hill Start Assisted (HSA) ในการออกตัวบนทางลาดชันอีกด้วย

Nissan Leaf ใหม่ มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าชุดใหม่ แบบ EM57 ที่ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า (PS) (110 กิโลวัตต์) (แรงม้าเพิ่มขึ้น 38% จากรุ่นแรก) ที่ 3,283-9,795 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม. (320 นิวตันเมตร) ที่ 0-3,283 รอบ/นาที

แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาด 40 กิโลวัตต์/ชม. เพียงชาร์จ 1 ครั้ง สามารถเดินทางได้ระยะทางมากถึง 400 กิโลเมตร (ตามการทดสอบตามโหมด JC08 ของประเทศญี่ปุ่น)

Nissan-Leaf

Nissan-Leaf

ขับไปไหนก็หายห่วงเรื่องไฟหมด ด้วยจุดเติมพลังงานไฟฟ้าที่มากถึง 28,500 จุด (โดยประมาณ) ทั่วประเทศญี่ปุ่น (แบ่งเป็นสถานี Quick Change 7,108 จุด และสถานีขาร์จแบบธรรมดา 20,727 จุด) ใช้เวลาชาร์จประมาณ 40 นาที ก็ได้ปริมาณพลังงานไฟฟ้ามากถึง 80% หากชาร์จแบบ Quick Charge และใช้เวลาชาร์จ 8 ชั่วโมง (กำลังไฟ 6 กิโลวัตต์) สำหรับการชาร์จแบบธรรมดา

Nissan Leaf ใหม่ มีรุ่นย่อยให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ S, X และ G พร้อมมีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ในราคา 3,150,360-3,990,600 เยน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก www.nissan.co.jp