เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์รถ Toyota รุ่นอะไร ที่ทำจากเหล็กหล่อ ทนทาน ชนิดที่ว่า น้ำแห้ง รอให้เครื่องเย็น เติมน้ำ สตาร์ทแล้วไปอู่ ก็ยังวิ่งต่อไปได้ สายพานไทมิ่งขาด ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวาล์ว เพราะออกแบบมาให้หลบวาล์ว จะติดแก๊ส LPG หรือ NGV ก็ได้สบายบรื๋อ แถมยังพิสูจน์การใช้งาน จากคนแท็กซี่มาแล้วนับล้านกิโลเมตร และยังมีอะไหล่ ทั้งแท้ เทียบ เทียม ให้เลือกในตลาดรถยนต์อยู่มากในปัจจุบัน

หลายคนคงต้องตอบกันว่า ต้องเป็น “เครื่องตระกูล A” ของ Toyota (โตโยต้า) แน่นอน

เพราะเครื่องยนต์ตระกูล A เป็นเครื่องยนต์ที่ทาง Toyota เริ่มใช้กับรถตระกูล Corolla ในบ้านเราตั้งแต่ปี 2527 ยาวนานมาจนถึงในปี 2544 อีกทั้งยังมีการวางเครื่องตระกูล A ในรถรุ่นอื่นๆ ของ Toyota ด้วย อาทิ Soluna, Corona หรือ Paseo เป็นต้น และรถรุ่นดังอย่าง Toyota AE86 (หรือ Toyota Sprinter Trueno / Toyota Corolla Levin) ก็ยังใช้เครื่อง 4A-GE ตระกูลนี้เช่นกัน

เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา … MR.CARRO ขอพาทุกท่าน มารู้จักกับเครื่องบล็อค A ของ Toyota กันครับ ว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้ จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง มีให้เลือกกันกี่แบบ ข้อดี ข้อเสีย เป็นอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ เราจะขอเน้นหนักในส่วนที่ Toyota ประเทศไทย เลือกใช้เครื่องบล็อค A กับรถที่ขายในบ้านเรา อาทิ 4A, 5A และ 7A เป็นหลัก ไปอ่านกันเลยครับ …

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

สำหรับจุดเริ่มต้นของเครื่องยนต์บล็อค A นั้น เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ในช่วงยุค 70 ก่อนจะออกมาและติดตั้งในรถยนต์ Toyota Tercel ในปี 1978 โดยเน้นจุดเด่นเป็นเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และปล่อยมลพิษน้อยลง โดยออกแบบให้สามารถวางได้ทั้งในรถขับเคลื่อนล้อหน้า และรถขับเคลื่อนล้อหลัง แทนที่เครื่องยนต์ตระกูล K ที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุค 60

ส่วนในรุ่น Corolla เริ่มต้นใช้กันนับตั้งแต่ในโฉม AE70 (หรือ KE70 ที่ขายในบ้านเรา) เพื่อทดแทนเครื่องยนต์ตระกูล K ที่ใช้กันมานาน จนกระทั่ง Toyota ได้พัฒนาเครื่องยนต์ตระกูล ZZ ขึ้นมาแทนที่เครื่องบล็อค A ช่วงประมาณยุค 2000 ก่อนจะค่อยๆ ทยอยปลดออกจากรุ่นต่างๆ จนหมดในช่วงก่อนปี 2010

ความหมายของเครื่องยนต์ตระกูล A

– ตำแหน่งที่ 1 ตัวเลข 1-8 หมายถึงลำดับของการผลิตในรุ่น เช่น 4A, 5A หรือ 7A เป็นต้น
– ตำแหน่งที่ 2 ตัวอักษร 1 ตัว A หมายถึงชื่อรุ่น
– ตำแหน่งที่ 3 ตัวอักษร G, E, F, H, S, L หมายถึงรายละเอียดการทำงานทั่วไปของเครื่องยนต์
– G DOHC แบบต้องการกำลังมากกว่าปกติ
– E ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า
– F DOHC แบบประหยัด
– ZE ติดตั้งระบบอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วย Supercharger
– T ติดตั้งระบบอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วย Turbo
– U ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Converter)

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 1A

เครื่องยนต์ 1A มีขนาด 1.5 ลิตร เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ใช้รหัสว่า 1A-C และ 1A-U (เพิ่ม Toyota Two-Way Catalyst ฟอกไอเสีย) ถือเป็นตัวแรกของตระกูล A ที่ Toyota วางใน Toyota Tercel และ Corsa ระหว่างปี 1978 – 1980 ให้แรงม้าสูงสุด 80 แรงม้า

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 2A

เครื่องยนต์ 2A มีขนาด 1.3 ลิตร เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว เริ่มผลิตและวางในรถรุ่น Tercel, Corsa, Corolla II, Corolla และ Sprinter ตั้งแต่ปี 1978 – 1989 ซึ่งได้เพิ่มโช๊คอัตโนมัติ ให้เครื่องยนต์อุ่นเครื่อง จ่ายน้ำมันหนาขึ้นเอง และอัตราส่วนกำลังอัดเครื่องยนต์มากขึ้น

สำหรับเครื่องยนต์ 2A มีทั้งแบบ 2A, 2A-L, 2A-LC ให้แรงม้าสูงสุด 65 แรงม้า กับ 2A-U และ 2A-LU (เพิ่ม Toyota TTC-C Catalytic Converter) ให้แรงม้าสูงสุด 75 แรงม้า

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 3A

เครื่องยนต์ 3A ยังคงมีขนาด 1.5 ลิตร เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ถือเป็นบล็อกเครื่องยนต์ตระกูล A ที่ประสบความสำเร็จตัวแรก เริ่มผลิตและวางในรถรุ่น Tercel, Corsa, Corolla II, Corolla, Sprinter, Sprinter Carib, Corona, Carina และรถสปอร์ตอย่าง MR2 ตั้งแต่ปี 1979 – 1989

โดยมีการเลิกใช้ห้องเผาไหม้แบบลีน ที่โตโยต้าที่​เรียกว่า TGP (Turbulence Generating Pot) ที่ใช้มาตั้งแต่เครื่องยนต์รหัส 1A

สำหรับเครื่องยนต์ 3A มีทั้งแบบ 3A, 3A-C ให้แรงม้าสูงสุด 60-72 แรงม้า, รหัส 3A-U ให้แรงม้าสูงสุด 80 แรงม้า, 3A-LU (เพิ่ม Toyota TTC-C Catalytic Converter) ให้แรงม้าสูงสุด 83.5 แรงม้า ส่วนรหัส 3A-HU เพิ่มแรงม้าเป็น 86 แรงม้า

และรุ่น Top สุดอย่างรหัส 3A-SU คาร์บูเรเตอร์คู่ + Toyota TTC-C Catalytic Converter เผยโฉมในปี 1984 มีหน้าตาตัวเครื่อง ฝาสูบ ฝาครอบวาล์ว ดูต่างไปจากแบบอื่นๆ ในบล็อกเดียวกัน ให้แรงม้าสูงสุด 90 แรงม้า ซึ่งต่อมา เครื่องยนต์ตัวนี้พัฒนาไปเป็นรหัส “E” ในปี 1985

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 4A

นี่ล่ะ … ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ในตำนานของ Toyota อีกรุ่น ที่คนเล่นรถมักกล่าวถึง …

เครื่องยนต์บล็อค 4A มีขนาด 1.6 ลิตร เริ่มต้นใช้ในรถโตโยต้ามาตั้งแต่ปี 1980 – 2002 เริ่มผลิตและวางในรถรุ่น Tercel, Corsa, Corolla II, Corolla, Corolla Ceres, Sprinter, Sprinter Marino, Sprinter Carib, Corona, Carina, Carina II – Avensis (เวอร์ชั่นยุโรป), Celica และ Daihatsu Charmant (เวอร์ชั่นส่งออก) กับ GEO Prizm (รถที่ Toyota ผลิตร่วมกับ GM)

ส่วนในไทย เครื่องยนต์รหัส 4A “ATOP” เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ใน Corolla รุ่น “ท้ายตัด”

พัฒนาขนาดกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น 81 มม. ส่วนระยะชัก ยังคงเท่ากับเครื่องยนต์รหัส 3A นั่นคือ 77 มม. ส่วนระบบวาล์วก็มีหลากหลายแบบมาก นับตั้งแต่แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ไปจนถึงแบบ 4สูบ DOHC 20 วาล์ว

เครื่องยนต์รหัส 4A-LC (เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ 71 แรงม้า – เวอร์ชั่นออสเตรเลีย สวิส และสวีเดน 78 แรงม้า) , 4A-C 75 แรงม้า (เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ) ส่วนรหัส 4A-L (เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย / ไทย 79 แรงม้า และเวอร์ชั่นยุโรป 84 แรงม้า) , 4A-LC ให้แรงม้าสูงสุด 78 แรงม้า

เครื่องยนต์รหัส 4A-ELU จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EFi (Electronic Fuel Injection) + Toyota TTC-C Catalytic Converter ให้แรงม้าสูงสุด 79 แรงม้า (เวอร์ชั่นส่งออก) และ 100 แรงม้า (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น)

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจากคุณ Sit Sanga

มาถึงเครื่องยนต์รหัส 4A-F … ตัวนี้ เริ่มใช้ในไทยกับ Corolla โฉม “โดเรม่อน” และ Corona โฉม “หน้ายักษ์” “หน้ายิ้ม” เป็นครั้งแรก ในช่วงประมาณปี 1987 – 1992 ชูจุดเด่นด้วยระบบมัลติวาล์ว DOHC เพลาลูกเบี้ยวคู่เหนือฝาสูบ ให้สมรรถนะดียิ่งขึ้น และทวินแคม 16 วาล์ว ตอบสนองทันใจ ดุจรถแข่ง!

เครื่องตัวนี้ มาแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 81 มม. X ช่วงชัก 77 มม. ให้แรงม้าสูงสุด 94 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ชนิดท่อคู่ดูดลงล่าง

และรุ่นพิเศษสำหรับ Corolla Sporty เวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์รหัส 4A-F คาร์บิวคู่ แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.9 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เวบเบอร์คู่ ชนิดดูดข้าง พร้อมอุปกรณ์ระบายความร้อนน้ำมันเครื่อง

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

และนี่คือจุดสูงสุด ของเครื่องยนต์ตระกูล 4A เป็นต้นไป เริ่มตั้งแต่เครื่องยนต์รหัส 4A-FE …..

เป็นการต่อยอดพัฒนามาจากเครื่องยนต์รหัส 4A-F โดยเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1987 – 2001 ซึ่งในเจเนอเรชั่นแรก ตัวฝาสูบจะเหมือนกันกับ 4A-F เพียงแต่บริเวณตัวหนังสือ “16 VALVE” จะมีคำว่า “EFI” พ่วงเพิ่มมาด้วย

สำหรับเครื่องยนต์ 4A-FE เจเนอเรชั่นที่ 2 (ซึ่งบ้านเราจะคุ้นเคยกับตัวนี้มาก เพราะเป็นเครื่องที่ใส่ใน Corolla รุ่น “สามห่วง”) ตัวฝาสูบได้รับการปรับปรุงลูกสูบใหม่ ปรับปรุงชุดท่อร่วมไอดี ท่อไอดีออกแบบให้ดูแบนลง พร้อมแปะโลโก้ “Toyota” (ในรุ่นสามห่วง ไมเนอร์เชนจ์ และใน Toyota Corona ท้ายโด่ง)

เครื่องยนต์รหัส 4A-FE เจเนอเรชั่นที่ 2 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจากคุณ Narucha Cha Cha

พอมาถึงในรุ่น ตองหนึ่ง หรือ AE111 ช่วงปี 1996 – 1998 หน้าตายังคงเหมือนเดิม แต่ชุดกรองอากาศเปลี่ยนหน้าตาใหม่ พร้อมเพิ่มกล่องสำรองอากาศและดักฝุ่นก่อนเข้าลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับแรงม้าเป็น 115 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 4,800 – 5,400 รอบ/นาที

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจากคุณ Rak Rattanamaytanon

และในส่วนของเครื่องยนต์ 4A-FE เจเนอเรชั่นที่ 3 เฉพาะตลาดในแถบเอเชียและ ASEAN กับตัวที่ใส่ในรุ่น Hi-Torq ที่ออกมาในช่วงปี 1998 – 2001 ปรับชุดท่อไอดีใหม่ดูกลมขึ้น แต่ลดแรงม้าลงมาเหลือ 110 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจาก อู่เรืองยนต์

พื้นฐานเครื่องเดิมของ 4A-FE ออกแบบมาเน้นการใช้งานทั่วไป เน้นความประหยัด ทนทาน ให้แรงบิดดีในตอนต้น ยิ่งในรถแท็กซี่เป็นที่นิยมมาก (ก็ขนาดเป็นยุคที่ใช้ Altis หน้าหมู หน้าแบน แล้ว ยังยอมขายเครื่องเดิม แล้วกลับมาใส่ 4A-FE กันเลย!) อะไหล่มีให้เลือกเยอะ ทั้งแท้ เทียบ เทียม ซึ่งไม่ลำบากในการหาอะไหล่เปลี่ยน และช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน แต่ต้องสังเกตตรงจานจ่ายหน่อย เพราะซีลชอบรั่วซึมเมื่อใช้เกิน 5 ปี

ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ อายุการใช้งานส่วนใหญ่ก็มักขึ้นหลักแสนกิโลเมตรกันไปแล้ว ตามอายุของรถที่น้อยสุด ก็ปาเข้าไป 20 ปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าคนใช้งานเครื่องยนต์รุ่นนี้ ใช้รถวิ่งแค่หลักหมื่นกิโลเมตรยังมีหรือไม่? ผมคิดว่ามี แต่ก็คงหายากมากเลยล่ะ

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจาก อู่เรืองยนต์

ถ้าคุณอยากโอเวอร์ฮอลเครื่องยนต์ใหม่หมด ราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 21,000 บาท (แต่ละที่ไม่เท่ากัน) แต่ถ้าเลือกเครื่องเก่าญี่ปุ่นจากเชียงกงมาลง ยุคนี้ถือว่าราคาค่อนข้างแพง เพราะมีเข้ามาค่อนข้างน้อยแล้ว ตกประมาณ 2-3 หมื่นบาทได้ ซึ่งราคานี้อาจรวมทั้งเกียร์ และกล่อง ECU ส่วนสายซิ่งอยากแต่งรถ ก็อาจจะเอา Turbo มาใส่ในเครื่องยนต์ 4A-FE รุ่นธรรมดาก็ยังได้! แต่จะคุ้มหรือเปล่า ไม่รู้ เพราะถ้าจะโมทั้งระบบ น่าจะหลายหมื่นบาทอยู่

และสำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ 4A-GE, 4A-GZE รวมไปถึงเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota ในแบบอื่นๆ จะมีอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามในตอนต่อไป ภาค 2 ครับ! …

สำหรับใครที่อยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

  • Catalogue Toyota หลากหลายรุ่น
  • Wikipedia

Toyota-JZ-Engine

ถ้าจะให้ถามว่า “รถอะไรเอ่ย? ที่คนไทยนิยมเอามาวางเครื่องกันใหม่ มากที่สุด”

หลายคนคงตอบได้ว่า ต้องเป็น “เครื่องเจสิ” หรือเครื่องยนต์ตระกูล “JZ” ของ Toyota (โตโยต้า) แน่นอน เพราะมีให้เห็นกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการวางเครื่องทดแทนเครื่องเดิมในรถ Toyota เอง หรือวางเครื่องแบบข้ามสายพันธุ์ในรถยี่ห้ออื่น แม้กระทั่งรถกระบะ ก็ยังนิยมวางเครื่องยนต์ตัวนี้กัน ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง แล้วก็นำไปติดแก๊สกัน หรือชอบความแรงเป็นการส่วนตัว …

เครื่องยนต์ตระกูล JZ เริ่มพัฒนาออกมาและติดตั้งในรถยนต์ Toyota รุ่นต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 เพื่อทดแทนเครื่องยนต์ตระกูล M ที่ใช้กันมานาน

MR.CARRO ขอพามาดูกันครับ ว่าเครื่อง J ที่เรียกกันติดปาก สำหรับเครื่องยนต์ตระกูล JZ ของ Toyota นั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง …

ความหมายของเครื่องยนต์ตระกูล JZ

Toyota-JZ-Engine

– ตำแหน่งที่ 1 ตัวเลข 1 และ 2 หมายถึงลำดับของการผลิตในรุ่น คือ 1JZ, 2JZ
– ตำแหน่งที่ 2 ตัวอักษร 2 ตัว JZ หมายถึงชื่อรุ่น
– ตำแหน่งที่ 3 ตัวอักษร G, E, F, S, T หมายถึงรายละเอียดการทำงานทั่วไปของเครื่องยนต์

– G DOHC แบบต้องการกำลังมากกว่าปกติ
– E ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า
– F DOHC แบบประหยัด
– S ระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบตรง หรือ D-4
– T ติดตั้งระบบอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วย Turbo

เครื่องยนต์ 1JZ-GE, 1JZ-GTE

Toyota-JZ-Engine

หน้าตาเครื่องยนต์ 1JZ-GE แบบเดิมๆ ฝาดำ

รายละเอียดของเครื่องยนต์รหัส 1JZ นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ นั่นคือ 1JZ-GE และ 1JZ-GTE เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาด 2.5 ลิตร (2,491 ซีซี) แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 86 X ช่วงชัก 71.5 มิลลิเมตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

ซึ่งเครื่องยนต์รหัส 1JZ-GE นั้น หมายถึงเครื่องยนต์ตัวธรรมดา (ฝาเงิน) ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 24.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์รุ่นปี 1996 ขึ้นไป (ฝาดำ) ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

และในส่วนของตัวปรับปรุงใหม่ เพิ่มระบบ VVT-i เข้าไป ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.5 กก.-ม. หรือ 26.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

และในส่วนของรุ่นที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แรงม้าจะมีแค่ 196 แรงม้า

Toyota-JZ-Engine

ส่วน 1JZ-GTE นั้น เป็นเครื่องยนต์ที่มี Turbo คู่ ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 37.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

และในส่วนของตัวปรับปรุงใหม่ เพิ่มระบบ VVT-i เข้าไป ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.5 กก.-ม. ที่ 2,400 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

และทิ้งท้ายด้วยรหัส 1JZ-FSE เพิ่มระบบ VVT-i และระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบตรง D-4 ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.5 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที

สำหรับรถรุ่นที่ขายในญี่ปุ่น ที่ใช้เครื่องยนต์รหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE ได้แก่ Toyota Mark II, Mark II Blit, Chaser, Cresta, Verossa, Crown, Crown Estate และรถสปอร์ตหรู Soarer กับรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง Supra เป็นต้น

ส่วนรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์รหัส 1JZ-FSE ได้แก่รุ่น Mark II (เฉพาะตระกูล JZX11#), Mark II Blit, Verossa และ Crown เป็นต้น

การจะแยกแยะเครื่องยนต์รหัส 1JZ-GTE อาจจะยากหน่อย แต่ดูได้จากอ่างน้ำมันเครื่อง ก็พอคาดเดาได้ว่าเคยวางอยู่ในรุ่นไหนมาก่อน เช่น อ่างน้ำมันเครื่องอยู่หน้าเครื่อง จะอยู่ในรุ่น Mark II, Chaser และ Cresta ส่วนอ่างน้ำมันเครื่องอยู่กลางเครื่อง อยู่ในรุ่น Crown และอ่างน้ำมันหลังเครื่อง จะอยู่ในรุ่น Supra เป็นต้น

เครื่องยนต์ 2JZ-GE, 2JZ-GTE

Toyota-JZ-Engine

รายละเอียดของเครื่องยนต์รหัส 2JZ นั้น มีรายละเอียดที่ไม่ต่างกับ 1JZ มาก นอกจากพละกำลัง และความจุกระบอกสูบ แบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ เช่นกัน ได้แก่ 2JZ-GE และ 2JZ-GTE เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาด 3.0 ลิตร (2,997 ซีซี) แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 86 X ช่วงชัก 86 มิลลิเมตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

ซึ่งเครื่องยนต์รหัส 2JZ-GE นั้น หมายถึงเครื่องยนต์ตัวธรรมดา (ฝาเงิน)

– ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Mark II/Chaser/Cresta และ Lexus GS300)
– ให้แรงม้าสูงสุด 225 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 29.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Soarer/Supra)
– ให้แรงม้าสูงสุด 230 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 29.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Crown/Aristo)

ส่วนเครื่องยนต์รุ่นปี 1995 ขึ้นไป เพิ่มระบบวาล์วแปรผัน VVT-i

Toyota-JZ-Engine

– ให้แรงม้าสูงสุด 215 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Mark II/Chaser/Cresta)
– ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Mark II/Crown และ Altezza)
– ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที (ในรุ่น Lexus IS300 และ GS300)
– ให้แรงม้าสูงสุด 230 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที (ในรุ่น Soarer)

ส่วนรุ่นพลังแรง รหัส 2JZ-GTE เพิ่ม Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 44.0 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

Toyota-Supra-Europe-Spec

และพิเศษสำหรับ Toyota Supra Turbo ที่ส่งไปขายยังในยุโรป และในอเมริกา เครื่องยนต์รหัส 2JZ-GTE ให้แรงม้าสูงสุดมากถึง 326 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 46.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

ส่วนรุ่นเพิ่มระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 46.0 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

และทิ้งท้ายด้วยรหัส 2JZ-FSE เพิ่มระบบ VVT-i และระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบตรง D-4 ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที (สำหรับรุ่นที่มีระบบ THS-M แรงม้าจะลดลงเหลือ 200 แรงม้า)

สำหรับเครื่องยนต์รหัส 2JZ-GTE มีอยู่ในรุ่น Brevis, Progres, Crown, Crown และ Crown Estate

การเดินทางของเครื่องยนต์ตระกูล JZ ทั้งหมดสิ้นสุดลงในประมาณปี 2007 ในรุ่น Crown Estate ต่อมา Toyota จึงได้ผลักดันเครื่องยนต์ในตระกูล GR ที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2002 แทนที่อย่างเต็มรูปแบบ

Toyota-Chaser

สำหรับปัญหาของเครื่องในตระกูล JZ คือ เรื่องสายไฟ ที่เครื่องหลายตัวมีสายไฟมาไม่ครบ มักจะก่อให้เกิดปัญหาจุกจิกตามมาโดยตลอด กับปัญหาเรื่องหม้อน้ำ และเรื่องระบบความร้อน มักจะมีปัญหากันมาก ส่วนถ้าใครอยากติดแก๊ส LPG กับเครื่องตัวนี้ก็ได้เลย เพราะลำพังให้เติมน้ำมันเพียวๆ หลายคนน่าจะไม่ไหว

ส่วนการใช้แก๊ส LPG หลายคนอาจกังวลเรื่อง Turbo จะพังเร็ว กับความเรื่องความร้อนของระบบแก๊สนั้น มากกว่าน้ำมันก็จริง แต่ร้อนไม่เกิน 10% ของระบบน้ำมัน สังเกตได้จากเกจ์วัดความร้อน ที่ร้อนผิดปกติมาจากการจูน อาจจะบางในรอบปลาย ทำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น

ส่วนเรื่อง Turbo นั้น รวมถึงโข่งหลัง อุปกรณ์ทุกชิ้น วัสดุที่ใช้ออกแบบมาให้ทนความร้อนอยู่แล้ว ส่วนแกน Turbo ก็มีระบบน้ำมันเครื่องระบายความร้อนอยู่แล้ว ที่ชำรุดเสียหาย น่าจะมาจากอายุการใช้งานมากกว่า

โดยที่ผ่านมา แม้ว่าในบ้านเราจะมีการนำเข้ารถที่มีเครื่องยนต์ในตระกูล JZ เข้ามาขายเพียงไม่กี่รุ่น อาทิเช่น Altezza (หรือ Lexus IS300), Crown, Soarer, Supra และ Lexus GS300 เป็นต้น ซึ่งนอกจากเครื่องตระกูล JZ ที่ปิคอัพชอบลงกัน บรรดารถซิ่ง รถติดแก๊ส LPG ทั้งหลายก็ยังนิยมลงเครื่องยนต์ตัวนี้กันอีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติของตัวเครื่องเอง และความทนทานซึ่งเป็นที่ยอมรับ แม้ว่าจะมีอาการจุกจิกบ้างเป็นธรรมดา ของเครื่องยนต์รถที่มีอายุ 20 กว่าปีแล้วก็ตาม

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถแต่งซิ่งที่วางเครื่องตระกูล JZ มาลองเล่นดูบ้าง สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มา:

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

รวมรถมือสอง 6 รุ่น ราคาถูกน่าซื้อ

หากคุณมีงบประมาณก้อนหนึ่งแล้วอยากได้รถสักคันที่ราคาคุ้มค่า โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็นรถใหม่ “รถมือสอง” จะเป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะมีรถที่น่าใช้ให้คุณเลือกมากมายโดยที่ราคาก็ไม่เกินงบที่คุณตั้งไว้ แต่จะมีรถมือสองรุ่นไหนบ้างที่น่าซื้อ?

Carro จึงรวบรวมรถมือสองนอกกระแส 6 รุ่น ที่ราคาถูก รุ่นไม่เก่าจนเกินไป มาเป็นตัวเลือกให้คุณได้ชมกันค่ะ

1. Toyota Prius รุ่นปี 2013-2014

รวม 6 รุ่นรถมือสองนอกกระแส ราคาคุ้มค่า น่าซื้อ-01

ราคาโดยประมาณ 450,000 – 650,000 บาท

Toyota Prius รถไฮบริดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ออพชั่นแน่น เหนือกว่า C-Segment ทั่วไป มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านเครื่องยนต์และระบบความปลอดภัย เช่น มีระบบ Solar Ventilation System หรือระบบระบายอากาศอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีการทำงานโดยใช้แผงโซลาร์รับพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วจึงทำการเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำไปใช้ในการทำงานของพัดลม ซึ่งจะทำให้การจอดรถกลางแดดจะไม่ร้อนจนเกินไปสำหรับตัวรถ และมีการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมัน รวมถึงภายในห้องโดยสารที่มีขนาดกว้างขวาง รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ แถมปัจจุบันรถส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่อีกด้วย

 

2. Subaru XV รุ่นปี 2013-2015

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 550,000 – 750,000 บาท

Subaru XV เป็นทางเลือกที่น่าสนสำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าของรถ SUV เพราะ Subaru รุ่นนี้ ถือเป็นรถ Crossover  SUV ที่มีขนาดคล่องตัว ไม่เทอะทะเกินไป โดดเด่นในด้านสมรรถนะการขับขี่เพราะเครื่องยนต์มีความเสถียรมาก และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร (หรือ Symmetrical All-Wheel Drive) กระจายกำลังทุกล้อเท่าๆ กัน เป็นรถที่สมรรถนะดี เหมาะกับผู้ที่รักในการขับขี่มากกว่าความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ซึ่งเมื่อเทียบราคากับสมรรถนะของตัวรถก็ถือว่าคุ้มค่าแน่นอน บวกกับชื่อเสียงในระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออันเลื่องชื่อของซูบารุ ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

3. Ford Focus รุ่นปี 2013-2015

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 320,000 – 430,000 บาท

Ford Focus รุ่นนี้ถูกดีไซน์ให้มีรูปทรงสปอร์ตด้วยโครงสร้าง Z shape เพื่อให้การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งกว่า ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Active Park Assist เพียงแค่กดปุ่มเดียว แถมตัวรถยังสร้างด้วยเหล็กกล้าโบรอน จึงมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งมากกว่าเหล็กกล้ามาตรฐานถึง 4 เท่า สามารถปกป้องผู้โดยสารและผู้ขับขี่ได้อย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักที่เบา จึงช่วยประหยัดน้ำมัน มาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงเพิ่มความปลอดภัย หากคุณสนใจรถรุ่นนี้ แนะนำให้ซื้อรุ่นเครื่องยนต์เบนซินหัวฉีดตรง 2.0 GDi เพราะมีปัญหาจุกจิกน้อยกว่าเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร

 

4. Mazda3 รุ่นปี 2011-2013

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 380,000 – 430,000 บาท

Mazda3 ได้รับการออกแบบภายใต้ DNA ของมาสด้าอย่างแท้จริง มีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวให้ความเป็นสปอร์ตแต่ขับสนุก รวมถึงเครื่องยนต์ 2000 ซีซี. และเครื่องยนต์ 1600 ซีซี. ที่ได้ปรับแต่งให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 147 แรงม้า มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด, ระบบ Sports Paddle Shift และระบบควบคุมเกียร์ AAS (Active Adaptive Shift) ที่สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะโดยอัตโนมัติตามสไตล์ของผู้ขับขี่ (สำหรับเครื่องยนต์ 2.0L) Mazda3 รุ่นนี้มีดีในด้านรูปลักษณ์, ช่วงล่าง และสมรรถนะที่ไม่แพ้รถเจ้าตลาด รูปทรงสวยร่วมสมัย มีให้เลือกทั้งรุ่นซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบ็ค 5 ประตู

 

5. Chevrolet Cruze รุ่นปี 2011-2013

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 270,000 – 420,000 บาท

สำหรับ Chevrolet Cruze 2013 รูปลักษณ์ภายนอกมีความสปอร์ตนิดๆ เสริมความเด่นด้วยล้ออัลลอย 5 ก้านที่ดูสปอร์ตกว่าเดิม ปุ่มสตาร์ทและดับเครื่องยนต์ถูกเปลี่ยนเป็นทรงกลม อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับด้วยระบบ Passive Entry Passive Start เข้าและออกห้องโดยสารโดยไม่ต้องใช้กุญแจ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสามารถควบคุมระบบ Cruise Control ในส่วนของระบบความปลอดภัย รุ่นนี้ได้เพิ่มระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อก ระบบกระจายแรงเบรกอิเลคทรอนิก EDB ระบบ ESP รักษาเสภียรภาพการทรงตัว ระบบ Traction Control ป้องกันการลื่นไถล และระบบกุญแจนิรภัย Key Immobilizer หากสนใจรถรุ่นนี้ แนะนำให้ซื้อรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ที่ให้พละกำลังดีกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร ในขณะที่ราคาป้ายแดงเกือบ 1.25 ล้านบาท แต่ราคามือสองอยู่แค่ 4 แสนกว่าๆ ถูกกว่าตั้งเกือบ 3 เท่า!

 

6. MG6 รุ่นปี 2015-2016

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

ราคาโดยประมาณ 390,000 – 510,000 บาท

รถรุ่นสุดท้ายที่เราจะแนะนำ ก็คือ MG6 รถจากค่ายสัญชาติอังกฤษที่มาเปิดตลาดในไทย MG6 รุ่นนี้ ประกอบเครื่องยนต์เทอร์โบ ขนาด 1.8 ลิตร ให้พละกำลัง 161 แรงม้ารองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด DCT (Dual Clutch Transmission) ทรงตัวดีเยี่ยมด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันและด้านหลังแบบ Z-type มัลติลิ้งค์ ข้อดีของรถรุ่นนี้เน้นไปที่สมรรถนะช่วงล่าง ที่หนึบไม่แพ้รถยุโรปเลยทีเดียว และรุ่นนี้เกือบจะกลายเป็นแรร์ไอเท่ม! ด้วยราคาเปิดตัวที่สูงมาก ส่งผลให้ยอดจำหน่ายน้อยมากเพราะราคาแรง แต่สมรรถนะของรถก็ถือว่าค่อนข้างดี ไม่ได้ตกเหมือนราคาแน่นอน

การตัดสินใจซื้อรถยนต์คือเรื่องใหญ่ มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องคิด อย่างแรกก็คือเรื่องการเงิน หากคุณมีงบจำกัด คุณก็ไม่ควรซื้ออะไรที่แพงเกินไป หรือรถที่มีค่าใช้จ่ายตามมาเยอะๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งหากซื้อรถราคาถูกมากๆ เก่ามากๆ แต่ไม่ปลอดภัยเลยก็ไม่ดี อันตรายแน่นอน

และสิ่งสำคัญที่หลายๆ คนควรทำแต่มองข้ามไป ก็คือ ศึกษารถยนต์แต่ละรุ่นให้ดีก่อนซื้อ อย่างเช่น ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะตัวของรถรุ่นนั้นๆ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหรือการซ่อมอย่างไม่รู้จบในภายหลัง ถ้ารู้ไว้ก่อนและเลี่ยงได้จะดีกว่า เพื่อความสบายใจและสบายกระเป๋าเงินของคุณเองค่ะ สามารถเลือกดูรถมือสองได้ที่ลิงค์นี้ > https://th.carro.co/taladrod

รถมือสอง, รถมือสองราคาถูก, Prius, Subaru XV, Ford Focus, Mazda3, Chevrolet Cruze, MG6

สุดท้าย ถ้าคุณต้องการซื้อรถใหม่ อย่าลืม! นำรถคันเดิมของคุณมาลงขายที่คาร์โร ได้ที่ลิงค์นี้เลย > https://th.carro.co/sell-car/express หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage : Carro Thailand ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ