Carro-Secures-110M-Debt-Financing-2020

CARRO (คาร์โร) บริษัท Startup ด้านรถมือสองชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ ประกาศว่าบริษัทได้ระดมทุนเพิ่มเติมอีกจาก Mitsubishi Corporation และ MS&AD Ventures ได้เพิ่มอีก 110.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือ 150 ล้านดอลล่าร์สิงคโปร์)

โดยในเวลาเพียงห้าปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน CARRO ได้ขยายธุรกิจให้บริการด้านรถมือสองไปยังประเทศต่างๆ ใน ASEAN อาทิเช่น ประเทศไทย ที่เป็นสาขาจากที่ขยายมาจาก CARRO สิงคโปร์โดยตรง

ส่วนในประเทศมาเลเซีย ทาง CARRO ได้เข้าซื้อกิจการ MyTukar.com บริษัท Startup ด้านรถมือสอง ด้วยเงินลงทุนมากถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 125.4 ล้านริงกิตมาเลเซีย) และในประเทศอินโดนีเซีย ได้เข้าซื้อกิจการ Jualo.com อีกทั้งยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย

บนเส้นทางธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดมากกว่า 500% ในแต่ละปี ซึ่ง CARRO มีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ให้ถึง 740 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (หรือ 1 พันล้านดอลล่าร์สิงคโปร์) ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

Carro-Singapore-Team

แม้ว่าบริษัทฯ จะอยู่ในช่วงเพิ่งที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 (โควิด-19) ใน ASEAN ขณะนี้ กลับส่งผลดีให้การธุรกิจอยู่บ้าง เนื่องจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรถยนต์ส่วนใหญ่ เลือกที่จะเลี่ยงการพบปะ หรือการสัมผัส

ด้าน Ernest Chew หัวหน้าฝ่ายการเงินของ CARRO ได้เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใช้งานระบบดิจิทัลมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ขายรถ ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่สูงขึ้น

“โควิด-19 ช่วยผลักดันเกิดความก้าวหน้าในตลาดรถยนต์ออนไลน์ แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจในตอนนี้ ทำให้ลูกค้าต้องมองหารถยนต์ที่คุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น และก็คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยด้วย” เขากล่าวเสริม

Carro-And-Doctor-Car-Prevent-Covid-19

สำหรับ CARRO นั้นได้รับ EBITDA (Earnings before Interest, Taxes, Depreciation and Amortization – กำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) เป็นบวกในช่วงไตรมาสสามที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็น EBITDA ที่สูงสุดในนับตั้งแต่ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19

สำหรับ CARRO เป็นบริษัท Startup ด้าน Car Trading Platform ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อรถและผู้ขายรถ โดยมีบริการเสริมทั้งด้านไฟแนนซ์ ประกันภัย การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อรถคันใหม่ และขายรถคันเดิมอย่างครบวงจร

Carro-Pantip-Workshop-Event-2019

โดยในช่วงก่อนหน้านั้น จนในเดือนกันยายน 2020 CARRO ได้รับเงินทุนมากกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สิงคโปร์ (หรือ 74 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ) จากผู้ร่วมลงทุนอย่าง SoftBank Ventures Asia, EDBI, Insignia Ventures Partners และ B Capital Group เพื่อขับเคลื่อนและขยายธุรกิจ

ซึ่งงบลงทุนนี้รวมถึง 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่ได้รับก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2019 และ 60 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่ได้รับจาก Series B เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 อีกด้วย

สำหรับท่านใดที่อยากขายรถ ผ่านบริการของเรา CARRO เรายินดีรับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่รายละเอียดข้อมูลรถของคุณ และรูปรถที่คุณต้องการขายได้ที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Nissan-Big-M-1993

รถกระบะของ Nissan ในยุคปัจจุบันแม้ว่าจะถูกลืมๆ กันไปบ้าง แต่ย้อนกลับไปในยุค 90 รถกระบะของนิสสัน จัดว่ามีชื่อเสียงโด่งดังมากเลยทีเดียว กับ “Nissan Big M” (นิสสัน บิ๊กเอ็ม) ที่สร้างชื่อให้กับสยามกลการอย่างมาก นั้บตั้งแต่ปี 2529 – 2541

อ่านเพิ่มเติม : ประวัติ Nissan Big M มือสอง (นิสสัน บิ๊กเอ็ม มือสอง)

โดยในโฉมรหัส D21 นี้ เป็นรุ่นที่ขายกันมายาวนานอีกรุ่นหนึ่ง และโครงสร้างของตัวรถ ยังแชร์ให้กับในรุ่น D40 ของที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อ Nissan Big M Frontier (ต่อมาเหลือแค่ Frontier) ใช้ร่วมกันอีกด้วย

สำหรับกระบะ Nissan Big M ในรุ่นกระบะตอนเดียว จะใช้ชื่อว่า Premium Cab ซึ่งก็มีแตกออกเป็นหลายรุ่นย่อยมาก รวมไปถึงการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์หลายครั้งมาก ทั้งยังมีเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร กับ 2.0 ลิตร และแบบดีเซล ขนาด 2.5 ลิตร กับ 2.7 ลิตร ให้เลือก

สำหรับ Nissan Big M คันนี้ เป็นรถของผู้ใช้ Facebook ชื่อคุณ Champ Chaichana ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “Nissan big m D21 เครื่องเบนซิน Z16 Original Standard Company วิ่งน้อย 20X,XXX สายเดิม,สายบาง, เชิญทางนี้ครับ สายสะสมชมวิว อนุรักษ์นิยม ไม่ควรพลาดครับ แท้โรงงานทุกชิ้น #28ปีดูแลอย่างดีครับ”

ซึ่งชาวเน็ตหลายคนต่างชื่นชมกับสภาพรถ ที่ดูสวยและเดิมๆ ใกล้เคียงรถใหม่ป้ายแดงเลยทีเดียว ซึ่งรถกระบะตอนเดียวส่วนใหญ่จะหาสภาพเดิมสุดๆ แบบนี้ได้ยาก เนื่องจากซื้อไปแล้ว ก็ใช้งานกันอย่างคุ้มค่าสุดๆ … ไปดูรูปกันเลยดีกว่า

Nissan-Big-M-1993

สภาพเดิมๆ ทั้งคัน

Nissan-Big-M-1993

สภาพเดิมๆ ทั้งคัน

Nissan-Big-M-1993

กระจังหน้าเดิม ตรงรุ่น ตรงยุค

Nissan-Big-M-1993

กระบะท้ายเดิมๆ

Nissan-Big-M-1993

สติ๊กเกอร์ข้างรถ ตรงรุ่น พร้อมสติ๊กเกอร์แอร์ KIKI / ZEXEL ของ Nissan

Nissan-Big-M-1993

ห้องโดยสารภายใน เดิมๆ เพิ่มชุดลำโพงเข้าไป

Nissan-Big-M-1993

สภาพพร้อมใช้งาน

Nissan-Big-M-1993

ชุดเบาะนั่ง เดิมๆ มีรอยแตกบ้างตามการใช้งาน

Nissan-Big-M-1993

มาตรวัดความเร็ว เดิมๆ

Nissan-Big-M-1993

กรอบแอร์ละลาย เป็นเรื่องปกติของรถ Nissan ยุค 90

Nissan-Big-M-1993

แม่แรงติดรถ ของเดิมๆ อยู่พร้อม

Nissan-Big-M-1993

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส Z16 เดิมๆ สะอาด พร้อมหม้อกรองอากาศของเดิมจาก Siam Tsuchiya

Nissan-Big-M-1993

สติ๊กเกอร์เครื่องยนต์ตระกูล Z ของแท้ดั้งเดิม

Nissan-Big-M-1993

แผ่นเพลทของเดิม

Nissan-Big-M-1993

ชุดเครื่องมือ สมุดรับประกัน ยังอยู่ครบ!

ส่วนใครที่อยากขายรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบ้าน รถมือสอง ก็สามารถปรึกษากับทางเราดูก่อนได้ เพียงแค่คุณขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Toyota-Hilux-Mighty-X

ถ้าจะให้พูดถึง Toyota Hilux Mighty-X (โตโยต้า ไฮลักซ์ ไมตี้เอ็กซ์) หรือ Hilux LN106 นี่ก็จัดว่าเป็นรถกระบะในตำนานอีกหนึ่งรุ่นของคนเล่นรถกระบะ Toyota ในยุค 90 ก็ว่าได้ ด้วยระยะเวลาการขายที่ยาวนานถึง 8 ปีกว่า (นับตั้งแต่ปี 2533 – 2541) พร้อมกับการปรับโฉมเล็ก โฉมใหญ่ กันก็หลายครั้ง และรุ่นพิเศษอีกนับไม่ถ้วน ทำให้รุ่นนี้มีประวัติในหมู่คนเล่นรถกระบะมากพอสมควร

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

Toyota Hilux Mighty-X คันที่ CARRO Thailand เอามานำเสนอนี้ เป็นรุ่น Xtra Cab Luxury SGL สี Green Metallic ที่ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2 ออกมาในปี 1994 (วิธีสังเกต รุ่นแรก ปี 1990 กระจังหน้าเขียนคำว่า “TOYOTA” พอปรับโฉมครั้งแรก ปี 1992 กระจังหน้าโลโก้ “สามห่วง” พร้อมแถบยาว และปรับโฉมครั้งที่ 2 ปี 1994 กระจังหน้ารูปตัว “T”)

โดยมีจุดเด่นๆ อย่าง กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ, กระจกมองข้างขนาดใหญ่สีเดียวกับตัวรถ, ล้อแม็ก 15 นิ้ว, แผงประตูมีช่องใส่สัมภาระ, พวงมาลัยเพาเวอร์ ปรับระดับได้, ปัดน้ำฝนแบบตั้งเวลาได้, วิทยุ-เทป แบบ Auto Reverse พร้อมลำโพง 4 ตัว, ที่วางแก้วน้ำ และเบาะนั่งกำมะหยี่ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II 89 แรงม้า

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

สำหรับ Toyota Hilux Mighty-X คันนี้ เป็นรถของผู้ใช้ Facebook ชื่อคุณเอกพล คาร์แคร์ โค้งประปา ร้อยเอ็ด ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “ฝากไมตี้xเดิมๆโรงงานอายุ 25 ปี ไม่เคยทำสีทั้งคันไว้ด้วยครับ”

ซึ่งชาวเน็ตหลายคนต่างชื่นชมกับสภาพรถ ที่ดูสวยและเดิมๆ มาก ราวกับรถออกใหม่ป้ายแดงเลยทีเดียว ซึ่งรถกระบะส่วนใหญ่จะหาสภาพเดิมสุดๆ แบบนี้ได้ยาก เนื่องจากซื้อไปแล้วก็มักจะเน้นใช้งานเป็นหลัก … ไปดูรูปกันเลยดีกว่า

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

รุ่นปี 1994 กระจังหน้าต้องแบบนี้

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

สติ้กเกอร์ตัวถังเดิมๆ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

ฝาท้ายเดิมๆ สติ๊กเกอร์อยู่ครบ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

ฝาถังน้ำมันก็เดิมๆ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

กระจกเดิม สติ้กเกอร์รับประกัน และ Customer Satisfaction No. 1 ในปี 1994 ยังอยู่ครบ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

สติ้กเกอร์ OK ผ่านตรวจ QC จากโรงงาน

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

กระบะท้ายเดิมๆ เหมือนไม่เคยใช้ขนของเลย

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

แผงประตู เบาะนั่ง ภายในเดิมๆ หมด สะอาด

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

แผงคอนโซลเดิมๆ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

วิ่งมาไม่ถึง 80,000 กิโลเมตร

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

สวิตช์แอร์ พลาสติกยังไม่แกะเลย! + วิทยุ-เทป OEM ของ Panasonic เดิมๆ จากโรงงาน

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

วาล์วป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์ ป้ายยังมีอยู่

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

เครื่องยนต์รหัส 2L-II เดิมๆ สะอาด

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

สติ้กเกอร์คำเตือน ยังมีครบ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

ช่วงล่างหน้า เดิมๆ

Toyota-Hilux-Mighty-X-1994

ช่วงล่างหลัง เดิมๆ

ส่วนใครที่อยากขายรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบ้าน รถมือสอง ก็สามารถปรึกษากับทางเราดูก่อนได้ เพียงแค่คุณขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Submodel-Car-Meaning

ทุกวันนี้ รถยนต์ที่ผลิตออกมาจำหน่ายในแต่ละรุ่นนั้น แทบทั้งหมดล้วนออกแบบรายละเอียดต่างๆ มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเป็นเจ้าของ ซึ่งสามารถเลือกเกรด และออพชั่นได้ตามความต้องการ ตามราคาที่จ่ายไป

ซึ่งก็มีตั้งแต่รุ่นมาตรฐาน (หรือรุ่นเริ่มต้น) ที่มีติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเท่าที่จำเป็น มาจนถึงรุ่นกลาง และไปจนถึงรุ่น Top สุด ซึ่งก็มีออพชั่นให้มากที่สุด

โดยในรถหนึ่งรุ่น โดยเฉพาะรถประเภท Eco-Car, Sub-Compact Car, Crossover หรือ MPV อาจจะแบ่งออกได้เป็น 4-5 รุ่นย่อย ส่วนรถยนต์ในรุ่นระดับ Mid-Size Car หรือแบบ Luxury, Full-Size อาจจะมีรุ่นย่อยให้เลือกเพียง 1-2 แบบเท่านั้น แต่ถ้าเป็นรถยนต์ประเภทกระบะ หรือรถ SUV, PPV อันนี้ตัวเลือกรุ่นย่อย มีมากมายหลายสิบแบบเลยทีเดียว!

ชื่อรุ่นย่อย มีไว้ให้เพื่อง่ายต่อการจำแนกในสายการผลิต บอกทั้งรายละเอียดภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ หรือรุ่นพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัด โดยเท่าที่เห็นตั้งแต่ในยุค 70 เป็นต้นมา รถส่วนใหญ่เริ่มมีติดชื่อรุ่นย่อยไว้เป็นสัญลักษณ์อยู่ท้ายรถด้วย รวมไปถึงง่ายต่อการหารถมือสองด้วย โดยดูว่ารุ่นไหนถูกสุด หรือแพงสุด

แต่พอมาจนถึงในยุคปัจจุบัน รถหลายยี่ห้อก็เริ่มเลิกประเพณีติดชื่อรุ่นย่อยอะไรแบบนี้แล้ว เนื่องจากหลายฝ่ายมักตัดสินว่า คนนี้ขับรถรุ่นถูก หรือรถรุ่นแพง โดยดูแค่เพียงจากรุ่นย่อย เป็นต้น

MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง ว่าชื่อรุ่นย่อยท้ายรถแต่ละคัน ของหลายๆ ยี่ห้อนั้น มีความหมายว่าอย่างไร…

Submodel-Car-Meaning

B = Base (พื้นฐาน)
C = Core (แกน)
D = Deluxe (หรูหรา) หรือ Diesel (ใช้น้ำมันดีเซล)
E = Exclusive (พิเศษ) หรือ Exemplary (ยกย่อง)
G = Grand (หรูหรา, ยิ่งใหญ่) หรือ Grandeur (ใหญ่โต, ยิ่งใหญ่)
H = Hybrid (ไฮบริด)
I = Injection (เครื่องหัวฉีด)
J = Junior (เล็ก)
K = Kompressor (ระบบอัดอากาศ ของรถ Mercedes-Benz หรือในภาษาอังกฤษ Compressor)
L = Luxury (หรูหรา)
Q = Quest (แสวงหา)
R = Racing (แข่งรถ) หรือ Rally (แรลลี่)
S = Sport (สปอร์ต), Standard (พื้นฐาน)
T = Touring (ทัวร์ริ่ง) หรือ Turbo (เครื่องยนต์เทอร์โบ)
V = VIP (วีไอพี)
X = Extra (มากกว่า)

Submodel-Car-Meaning

CDI = Commonrail Direct Injection (เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล)
DX = Deluxe (หรูหรา)
DXi = Deluxe (เครื่องหัวฉีด)
XL = Extra Luxury (หรูพิเศษ)
XLi = Extra Luxury (เครื่องหัวฉีด)
GL = Grand Luxury (หรูมาก)
GLi = Grand Luxury (เครื่องหัวฉีด)
GX = Grand Extra (หรูพิเศษ)
GXi = Grand Extra (เครื่องหัวฉีด)
GT = Grand Touring / Gran Tursimo (เปรียบเสมือน รถยนต์สมรรถนะสูง)
GTi = Grand Touring (เครื่องหัวฉีด)
GLE = Grade Level Extra (เกรดระดับสูงขึ้น)
LS = Luxury Sport, Luxury Special (หรูหราสปอร์ต, หรูหราพิเศษ)
LT = Luxury Touring (หรูหราแบบทัวร์ริ่ง)
LTD = Limited (จำกัด)
LTZ = Luxury Touring Special (หรูหราพิเศษแบบทัวร์ริ่ง)
LX = Luxury (หรูหรา – เกียร์ธรรมดา)
LXi = Luxury (เครื่องหัวฉีด)
EX = Extra (หรูหรา – เกียร์อัตโนมัติ)
EXi = Extra (เครื่องหัวฉีด)
RS = Racing Sport / Rally Sport (รุ่นแต่งซิ่ง)
RX = ไม่มีความหมาย (แต่ที่ Suzuki ใช้ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความพิเศษแตกต่าง)
SP = Sport Package (ใส่ชุดแต่งสปอร์ต)
SV = Sport Version, Special Version (รุ่นสปอร์ต, รุ่นพิเศษ)
SR = Sportier Version (รุ่นสปอร์ต)
SS = Super Sport (สปอร์ตสุดยอด)
SL = Standard Level (เกรดพื้นฐาน)
STD = Standard (พื้นฐาน)
XLT = Extra Level Touring (รุ่นทัวร์ริ่งเพิ่มออพชั่น)

Submodel-Car-Meaning

คำศัพท์ที่มักใช้บ่อย ในรถรุ่นพิเศษ ของหลายๆ ยี่ห้อ

Anniversary = ครบรอบ
Classic = คลาสสิก
Edition = รุ่น
Elite = ผู้ดี
Entry = เริ่มต้น
Grand, Grande (ภาษาฝรั่งเศส) = หรูหรา, ยิ่งใหญ่
High = สูง
Limited, Limited Edition = ผลิตจำนวนจำกัด
Limo = ย่อมาจาก Limousine หรือรถลิมูซีน
Mid = กลาง
Prestige = ศักดิ์ศรี
Premium = คุณภาพชั้นดี
Smart = ฉลาด
Special, Special Edition = พิเศษ
Sportivo = สปอร์ต (ภาษาอิตาลี)
Sportech = กีฬา (ภาษาเช็ก)
Standard = พื้นฐาน
Tech = ย่อมาจาก Technology หรือเทคโนโลยี

Submodel-Car-Meaning

MR.CARRO รวบรวมชื่อรุ่นย่อยและความหมายมาให้ทุกท่านได้ทราบกันโดยส่วนหนึ่ง เชื่อว่าช่วยให้ท่านดูรุ่นย่อยรถทั้งรถใหม่ป้ายแดง หรือรถมือสอง กระจ่างขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบ้าน รถมือสอง ก็สามารถปรึกษากับทางเราดูก่อนได้ เพียงแค่คุณขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Carro-Dealer-Promotion-2020

ช่วงนี้ใครที่เป็นดีลเลอร์ของ CARRO เรามีข่าวดีมาบอก! สำหรับดีลเลอร์ที่ขายรถยนต์ผ่าน Application CARRO Wholesale ซึ่งเป็นระบบการซื้อรถกับทาง CARRO เราได้จัดโปรโมชั่นตั้งแต่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2563 เพื่อตอบแทนดีลเลอร์ที่สามารถขายรถยนต์ผ่านทาง CARRO Wholesale ได้ตามเป้า ก็จะได้รับคะแนนสะสม พร้อมแลกของรางวัลได้มากมาย!

หากท่านใดอยากร่วมเป็นดีลเลอร์กับเรา และยังไม่มี App นี้ สามารถดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” มาใช้กันได้เลย ทั้งในระบบ iOS และ Android (สามารถคลิก Download ที่ Link นี้ได้เลย http://onelink.to/fjjn42)

ส่วนวิธีใช้งาน CARRO Wholesale Application สามารถดูได้ใน Link ด้านล่าง

สำหรับดีลเลอร์ใหม่ หรือดีลเลอร์ดั้งเดิม เพียงแค่ดาวน์โหลด Application หรือแค่เสนอราคา ก็ได้รับคะแนนสะสม เพื่อไว้สำหรับแลกของรางวัลได้ทันที!

รายละเอียดการได้คะแนน

ดีลเลอร์
คะแนน
ดีลเลอร์ใหม่ ดาวน์โหลดและเสนอราคาครั้งแรก (ภายใน 24 ชม.) 2,000
เสนอราคาคนแรกของการประมูล ต่อรถ 1 คันในรอบประมูล 50
เสนอราคาคนที่2ของการประมูล ต่อรถ 1 คันในรอบประมูล 20
จบรถ 1 คัน จ่ายค่าดำเนินการเต็มตามราคารถที่กำหนด 2,000
จ่ายค่าดำเนินการภายในวันที่มีการซื้อขาย 100

รายละเอียดของรางวัล

Tier 1 Reward – จบรถ 2 คัน ใช้ 5,000 Points

ของรางวัล

  • Xiaomi Deerma Mite Vacuum Cleaner เครื่องดูดฝุ่น และกำจัดไรฝุ่น
  • Smart Home เครื่องรีดถนอมผ้าไอน้ำ

Tier 2 Reward – จบรถ 3 คัน ใช้ 8,000 Points

ของรางวัล

  • @Home เตารีดถนอมผ้าไอน้ำแบบพกพา (1000 วัตต์)
  • Xiaomi 70mai กล้องติดรถยนต์ 1S ระบบ Wi-Fi

Tier 3 Reward – จบรถ 4 คัน ใช้ 12,000 Points

ของรางวัล

  • Toshiba เครื่องฟอกอากาศ
  • Home หุ่นยนต์ดูดฝุ่น รุ่น Mini Robot

Tier 4 Reward – จบรถ 5 คัน ใช้ 15,000 Points

ของรางวัล

  • Krups เครื่องชงกาแฟแคปซูล (1500 วัตต์)
  • Philips หม้อทอดไร้น้ำมัน รุ่น HD 9218

Tier 5 Reward – จบรถ 6 คัน ใช้ 20,000 Points

ของรางวัล

  • Marshall UXbrideg Voice Wireless Bluetooth
  • iPod Touch

VIP Tier – จบรถ 13 คัน ใช้ 70,000 Points

ของรางวัล

  • Apple iPad Air3 (2019)
  • Notebook Dell Inspiron 7472 (Gray)

เงื่อนไข

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
  • กรณีการจบรถผ่าน CARRO Wholesale แอปฯ และชำระค่าดำเนินการในราคาเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563
  • กรณีที่เป็นระดับ VIP ต้องมีคะแนนสะสม 70,000 คะแนนขึ้นไป และจำกัดสิทธิ์เฉพาะดีลเลอร์คนแรกเท่านั้น จำกัดเพียงแค่ 1 รางวัลต่อเดือน
  • กรณีการรับของรางวัล CARRO Rewards ผู้แลกสิทธิ์สามารถเลือกรับที่สำนักงาน CARRO ในกรุงเทพฯ หรือสาขาในเขตพื้นที่นั้นๆ เท่านั้น
  • กรณีต้องการเช็กคะแนน หรือติดต่อรับของรางวัล CARRO Rewards กรุณาติดต่อเบอร์ 063-353-4355 หรือ 063-535-6703
  • หากต้องการติดต่อรับรับของรางวัล สามารถรับได้เฉพาะวันที่ 30 หรือ 31 ของทุกเดือน (เฉพาะวันและเวลาทำการเท่านั้น)
  • การแลกรางวัลในแต่ละ Tier มีเงื่อนไขในการแลก และจำนวนของรางวัลมีจำนวนจำกัด
  • รายละเอียดการแลกของรางวัลตามระดับคะแนนสะสม CARRO Reward ควรศึกษาให้ดีก่อนทำการแลก หรือสามารถสอบถามได้กับแผนก Dealership เบอร์ 063-353-4355 หรือ 063-535-6703
  • กรณีใช้ Voucher จ่ายค่าดำเนินการแทน ไม่สามารถเข้าร่วมแคมเปญ Dealer rewards ได้
  • ค่าเฉลี่ยของค่าดำเนินการต่ำกว่า 5,000 บาท ไม่สามารถเข้าร่วมแคมเปญ Dealer rewards ได้
  • หากมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • คะแนนสะสมไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
  • หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Carro-Agent-Rewards-2020

สวัสดีครับ หากท่านตอนนี้กำลังทำธุรกิจเป็นดีลเลอร์รถยนต์ เป็นเซลล์ขายรถ เซลล์รถใหม่ (หรือที่ปรึกษาการขาย) ที่มักมีลูกค้านำรถคันเก่ามาเทิร์นอยู่เสมอๆ (ซึ่งทางเราจะเรียกว่า Agent) และในส่วนของบริษัทเช่ารถต่างๆ เป็นต้น

ก่อนอื่นเลย เรามีความยินดีให้ท่านได้ใช้ Application CARRO Wholesale ซึ่งเป็นระบบการซื้อรถกับทาง CARRO อยู่แล้ว หากท่านใดยังไม่มี App นี้ สามารถดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” จากใน iOS และ Android (สามารถคลิก Download ที่ Link นี้ได้เลย http://onelink.to/fjjn42)

ส่วนวิธีใช้งาน CARRO Wholesale Application สามารถดูได้ใน Link ด้านล่าง

และในโอกาสนี้ เราขอยินดีที่นำเสนอโปรโมชั่นใหม่ๆ กับ “CARRO Rewards สำหรับ Agent” ยิ่งถ้าคุณขายรถผ่าน Application CARRO Wholesale ของเรามากเท่าไหร่ ยิ่งขายรถได้มาก ปิดการขายได้มาก ก็จะได้รับเงินคืนเริ่มต้นที่ 1,500 บาททันที! พร้อมทั้งยังได้ค่าคอมมิชชั่นตามปกติอีก เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ!

วิธีขายรถกับเราก็ง่ายนิดเดียว เพียงขายผ่าน Application CARRO Wholesale พร้อมกรอกรายละเอียด รุ่นรถยนต์ที่ต้องการขาย และรูปถ่ายรถยนต์ในมุมต่างๆ ซึ่งจะมีดีลเลอร์นับพันเจ้า คอยเสนอให้ราคารถยนต์ของคุณตามที่คุณพึงพอใจ เมื่อได้ราคาจนถึงที่สุด CARRO จะติดต่อไปยังผู้ขายกับผู้ซื้อ ให้มาพบกันเพื่อทำการเซ็นสัญญาซื้อขาย พร้อมปิดการขาย และรับเงินสดกลับบ้าน

รายละเอียดเมื่อปิดการขายรถสำเร็จ พร้อมได้เงินคืนกับ CARRO Rewards สำหรับ Agent

Tier Number of transaction เงินคืน Remark ระยะในการจบรถ
Promotion period
1 1 (รถคันแรก) 1,500 – โปรโมชั่นคันแรกเท่านั้น
– โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเป็นสินค้าอื่นได้
– เงินจะโอนให้หลังจากมีการทำสัญญาเสร็จสิ้น
– ต้องมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นเต็มจำนวนเท่านั้น
– ต้องจบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
– โปรโมชั่นนี้ต้องแนบนามบัตร NCS มาพร้อมตอนรับเงิน
ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่คันแรกที่จบการขาย
ก.ย. – ธ.ค. 2563
2 3 5000 – Tier 2 นี้ไม่รวมโปรโมชั่นรถคันแรก
– โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเป็นสินค้าอื่นได้
– เงินจะโอนให้หลังจากมีการทำสัญญาเสร็จสิ้น
– โปรโมชั่นนี้ต้องแนบนามบัตร NCS มาพร้อมตอนรับเงิน
– ต้องมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นเต็มจำนวนเท่านั้น
– ต้องจบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
3 5 10,000 – Tier 3 นี้ ไม่รวมโปรโมชั่นรถที่หนึ่ง-คันที่สี่
– โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเป็นสินค้าอื่นได้
– เงินจะโอนให้หลังจากมีการทำสัญญาเสร็จสิ้น
– โปรโมชั่นนี้ต้องแนบนามบัตร NCS มาพร้อมตอนรับเงิน
– ต้องมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นเต็มจำนวนเท่านั้น
– ต้องจบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ขายรถได้กี่คัน ได้เงินเท่าไหร่

  • ขายรถได้ 1 คัน รับเงินคืน 1,500 บาท
  • ขายรถได้ 3 คัน รับเงินคืน 5,000 บาท
  • ขายรถได้ 5 คัน รับเงินคืน 10,000 บาท

เงื่อนไข และหมายเหตุ:

  • ระยะเวลาในการจบรถ ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่คันแรกที่จบการขาย
  • โปรโมชั่นนี้ เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน – ธันวาคม 2563 เท่านั้น
  • หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน
Toyota-Prius-G3

หากเราจะย้อนเวลากลับไปในช่วงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในเวลานั้น เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกยานยนต์อย่าง “รถยนต์ไฮบริด (Hybrid)” ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปในทั่วโลกแล้ว ซึ่งหลายต่อหลายคนเชื่อว่ารถยนต์ Hybrid นี่ล่ะที่จะค่อยๆ มา Disrupt รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปด้วยเชื้อเพลิงเพียวๆ ให้น้อยลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต … แต่ภายหลังรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า จะเข้ามาเคียงคู่กับ รถยนต์ Hybrid ก็ตาม!

Toyota-Prius-2010

ในบ้านเราแม้ว่าจะมีการนำเข้ารถยนต์ Hybrid มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็คือ Toyota (โตโยต้า) นั่นเองล่ะครับ เห็นได้จาก Toyota Prius (โตโยต้า พริอุส) ที่เป็นรถยนต์ Hybrid รุ่นแรกที่ผลิตขายในเชิงพาณิชย์คันแรกของโลก โดยนำเข้ามาเพียง 1 หรือ 2 คันเท่านั้น ยังไม่ได้ทำตลาดในบ้านเราแต่ประการใด

ถึงเวลาสุกงอมของเทคโนโลยี Toyota จึงได้เริ่มแนะนำ Toyota Camry Hybrid (AHV40) (โตโยต้า คัมรี ไฮบริด) เป็นครั้งแรกทวีปเอเชียและในไทย เมื่อ 27 กรกฎาคม 2552 จึงทำให้ตลาดรถยนต์ไฮบริด เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในไทย คู่แข่งหลายเจ้าเริ่มอยากทำตลาดรถยนต์ Hybrid ดูบ้าง

นั่นล่ะฮะ เลยทำให้ Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) เจเนอเรชั่นที่ 3 จึงได้ถูกนำมาชิมลาง แจ้งเกิดในไทยดูบ้าง แต่ก็มาแค่รุ่นแรก และรุ่นเดียวเท่านั้น ที่ขายกันอย่างจริงจัง

หลายคนที่ชอบถามว่า Toyota Prius มือสองดีไหม MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังครับ…

Toyota-Prius-2010

Toyota Prius ชื่อรุ่นนั้นมาจากในภาษาลาติน ซึ่งหมายถึง “ผู้ที่ไปถึงก่อนใคร”

โดย Toyota ได้เริ่มต้นศึกษาและพัฒนาระบบไฮบริด มายาวนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ในปี 1965 ตั้งแต่การเริ่มต้นติดตั้งเครื่องยนต์ Gas turbine ใน Toyota Sports 800 Gas turbine-Hybrid จนกระทั่งปี 1997 Toyota Prius รุ่นแรกจึงเกิดขึ้น จากนั้นในปี 2003 Prius รุ่นที่ 2 ได้ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาด และได้รับการตอบรับทั่วโลก

จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2009 Toyota Prius เจเนอเรชั่นที่ 3 จึงได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยยอดจองในช่วง 2 เดือนแรก กว่า 100,000 คัน!

สร้างยอดขายทั่วโลกมากกว่า 2,500,000 คัน (ยอดขายสะสมตั้งแต่ปี 1997 ถึง มกราคม 2012)

Toyota เลยมั่นใจว่า ลูกค้าชาวไทย ก็คงรอคอยการมาของ Prius เช่นกัน … ต่อมา Toyota Prius รุ่นนี้ได้ถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน Toyota Gateway ใน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นประเทศที่ 3 ในโลก ต่อจากญี่ปุ่น และ USA ก่อนจะเปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2553 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 16 พฤศจิกายน 2553

Toyota-Prius-2010

Toyota Prius มาพร้อมสโลแกน “No One Else” ด้วยตัวรถแบบสปอร์ตทรงลิ่ม ดูลู่ลม ชุดไฟต่ำ ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเบรก เป็นแบบ LED ฝากระโปรงหน้า-หลัง ผลิตจากอะลูมิเนียม ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน ลดลงจาก 0.26 เป็น 0.25 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และยังออกแบบให้การจัดระเบียบอากาศที่ไหลผ่านใต้ท้องรถไหลลื่นขึ้น พร้อมล้ออัลลอย 15 นิ้ว น้ำหนักเบา ออกแบบโดยคำนึงถึงการหมุนวนของอากาศบริเวณซุ้มล้อ

Toyota-Prius-2010

Mr.Akihiko Otsuka (อากิฮิโกะ โอทซูกะ) หัวหน้าวิศวกรผู้พัฒนา Toyota Prius รุ่นนี้กล่าวว่า “ต้องการให้ Prius เป็นรถยนต์ไฮบริดที่มีสมรรถนะดีที่สุดในโลก ให้ความสนุกในการขับขี่ มีรูปลักษณ์โดดเด่น แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Prius นั้นคือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมัน”

มิติตัวรถยาว 4,460 มม. เท่ารุ่นก่อนหน้า กว้าง 1,745 มม. ความสูง 1,490 มม. เพิ่มขึ้น 3.9 นิ้ว จากรุ่นก่อนหน้า ระยะฐานล้อ 2,700 มม.

Toyota-Prius-2010

ห้องโดยสารภายใน ชูจุดเด่นด้วย ระบบ Head Up Display ที่สามารถแสดงผลมาตรวัดความเร็ว รถบนกระจกบังลมด้านหน้า การแสดงปุ่มควบคุมพวงมาลัยบนจอมาตรวัดความเร็ว มีระบบแสดงข้อมูลการขับขี่แบบออพติตรอน (Advanced Multi-Information Display หรือ MID) แบ่งการแสดงผลออกเป็น 3 โหมด ได้แก่

  • การทำงานของระบบไฮบริด (Energy Monitor)
  • แสดงผลการขับขี่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Hybrid System Indicator)
  • แสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง (Consumption Record)

Toyota-Prius-2010

เบาะคู่หน้าจะมีระบบอุ่นเบาะ (เฉพาะรุ่น Top) ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry) และ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) มีพื้นที่บรรทุกสัมภาระทางด้านท้ายจุได้ถึง 445 ลิตร เทียบง่ายๆ ก็ใส่ถุงกอล์ฟได้ 3 ใบ นั่นเอง

Toyota-Prius-2010

Toyota Prius เป็นรถแบบ Full Hybrid สามารถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ล้วนๆ หรือมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หรือทำงานร่วมกันก็ได้ เครื่องยนต์มีขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i แบบ Atkinson Cycle

พร้อมระบบควบคุมการหมุนเวียนไอเสีย EGR (Exhaust Gas Recirculation) นำความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์กลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะเมื่อสตาร์ทขณะเครื่องยนต์เย็น หรือใช้เป็นฮีตเตอร์ในห้องโดยสารด้วย พร้อมใช้ปั้มน้ำไฟฟ้าที่ช่วยลดการใช้สายพานหน้าเครื่อง

Toyota-Prius-2010

ให้แรงม้าสูงสุด 99 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แบบมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร มีขนาดเล็กลง แต่ให้ความเร็วรอบมากขึ้น ให้กำลังกำลังสูงสุด 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 207 นิวตัน-เมตร เมื่อรวมกำลังกับเครื่องยนต์แล้ว ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า

ทำงานผสานกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ตอบสนองการเร่ง โดยการเสริมพลังไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ขับเคลื่อน, หน่วยควบคุมไฟฟ้า (Power Control Unit) ควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่ ไฟฟ้ากระแสสลับจากมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม พร้อมช่วยขยายกำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ได้สูงถึง 650 โวลต์ และแบตเตอรี่ไฮบริด Ni-MH (Nickel–Metal Hydride) น้ำหนักเบา

ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ (Electronic Gear Shift) พร้อมระบบคันเกียร์กลับคืนสู่ตำแหน่งกลางอัตโนมัติทุกครั้ง และเกียร์ทดกำลัง (Reduction Gear) เพื่อเพิ่มแรงบิดให้มอเตอร์ไฟฟ้า

โดยจุดเด่นๆ ของ Prius รุ่นนี้ มีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

  • ระบบ Hybrid Synergy Drive System ของ Prius ได้รับการปรับปรุงใหม่มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • ระบบส่งกำลังการออกแบบขึ้นใหม่ ให้น้ำหนักเบาลง ลดการสูญเสียแรงบิดมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • ระบบแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ (Inverter) เพิ่มระบบระบายความร้อนแบบตรง ช่วยลดขนาดและน้ำหนักของระบบระบายความร้อน
  • ชุดส่งกำลัง มอเตอร์ และตัวแปลงไฟฟ้า ออกแบบรวมเป็นชิ้นเดียวกัน ลดขนาดและน้ำหนักลงได้ 20%

Toyota-Prius-2010

รูปแบบการขับขี่ 3 รูปแบบ

  • PWR Mode เรียกกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ เพื่อใช้เร่งแซง หรือต้องการกำลังด่วนๆ
  • ECO Mode โหมดประหยัดน้ำมัน เลือกใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเหมาะสม
  • EV Mode ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว ให้การขับขี่ที่เงียบสนิท เหมาะสำหรับขับรถช่วงความเร็วต่ำ

ส่วนรายละเอียดบนหน้าจอ Monitor สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 อยู่ทางด้านซ้ายมือ จะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เหมือนกับรถยนต์ทั่วๆ ไป
กลุ่มที่ 2 อยู่ตรงกลางของมาตรวัด เป็นการแสดงผลการทำงาน และการขับขี่รถยนต์ไฮบริด (Advance Multi-Display Zone) ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ได้แก่

  • แสดงการทำงานหรือสถานะการทำงานของระบบไฮบริด (Energy Monitor)
  • แสดงผลการขับขี่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Hybrid System Indicator)
  • แสดงผลอัตราการสิ้นเปลือง 1 นาที / 5 นาที (1 Min/ 5 Min Consumption Record)
  • แสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ของการขับขี่ที่กำหนดไว้พร้อมแสดงผลที่ดีที่สุด (Past Trip Fuel Consumption Record)

กลุ่มที่ 3 อยู่ทางด้านขวามือของมาตรวัด เป็นการแสดงข้อมูลการขับขี่ทั่วไป และข้อมูลการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เพียงสัมผัสเบาๆ เท่านั้น ที่สวิทซ์ที่พวงมาลัย

มีให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ สีขาว White Pearl (เฉพาะรุ่น Top Grade), สีฟ้า Light Blue Mica Metallic, สีเงิน Silver Metallic, สีดำ Black Mica และ สีแดง Blackish Red Mica

Toyota Prius โฉมแรก มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นย่อย ได้แก่รุ่น Standard Grade ราคา 1,190,000 บาท และรุ่น Top Grade ราคา 1,260,000 บาท

Toyota-Prius-TRD-Sportivo-2011

ในเดือนมีนาคม 2554 Toyota เปิดตัว Toyota Prius TRD Sportivo ที่มาใน Concept “Get Noticed” ด้วยตัวรถแบบสปอร์ต มีสเกิร์ตหน้า-หลัง ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว ลายแบบ 10 ก้าน ส่วนในห้องโดยสารมีชุดพรมปูพื้นจาก TRD Sportivo เป็นต้น ในราคา 1,280,000 บาท

Toyota-Prius-2012

และแล้ว Toyota Prius ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในเดือนมีนาคม 2555 ด้วยหน้าตาที่ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า…แบบ LED (เฉพาะรุ่น Top Option และรุ่น Top) พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิด อัตโนมัติ ระบบปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมหัวฉีดล้างทำความสะอาดโคมไฟหน้า กระจกมองข้างปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า ระบบ Head-Up Display เพิ่มในส่วนของการแสดงระบบนำทางเข้ามาด้วย (เฉพาะรุ่น Top Option)  และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว โดยโฉมนี้ ได้ตัดระบบอุ่นเบาะนั่งคู่หน้าออกแล้ว

Toyota-Prius-2012

และเทคโนโลยีล้ำๆ ที่ไม่ได้ใส่มาให้ตั้งแต่โฉมแรก อย่าง …

ระบบระบายอากาศอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Ventilation System) (เฉพาะรุ่น Top Option) แผงโซลาร์บนหลังคารถ จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของพัดลมระบายความร้อนออกจากห้องโดยสาร ตอนรถจอดกลางแดด เพื่อลดอุณหภูมิห้องโดยสาร ช่วยลดการทำงานของแอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โตโยต้า นำมาใช้กับรถยนต์

ระบบปรับอากาศ เปิด-ปิดด้วยกุญแจรีโมท (Remote Air-Conditioning System) (เฉพาะรุ่น Top Option) สามารถสั่งเปิดแอร์จากภายนอกห้องโดยสารก่อนขึ้นรถ ช่วยให้ในรถเย็นสบาย แถมไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไฮบริด

Toyota-Prius-2012

ห้องโดยสารภายในใช้โทนสีดำ เบาะคนขับแบบไฟฟ้า ปรับระดับได้ 8 ทิศทาง มีช่องต่อ USB/AUX (เฉพาะรุ่น Top Option และรุ่น Top) และระบบนำทาง พร้อมDVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว 1CD/MP3, WMA ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย (Bluetooth) พร้อมลำโพง 8 จุดและเพาเวอร์แอมป์จาก JBL (เฉพาะรุ่น Top Option)

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ 5 สี ให้เลือกสรร White Pearl Crystal (เฉพาะรุ่น Top Option และรุ่น Top), True Blue Metallic, Silver Metallic, Attitude Black Mica และ Red Mica Metallic

และ 3 รุ่นย่อยให้เลือก ได้แก่ 1.8 Standard ราคา 1,199,000 บาท, 1.8 Top Option ราคา 1,369,000 บาท และ 1.8 Top ราคา 1,299,000 บาท

Toyota-Prius-TRD-Sportivo-2012

ในเดือนตุลาคม 2555 Toyota ได้เปิดตัว Toyota Prius TRD Sportivo มากับชุดแต่งสปอร์ตยกคัน มีสเกิร์ตหน้า – หลังใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่แบบ Smoke Chrome ขนาด 16นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/55/R16 และสัญลักษณ์ TRD Sportivo

ภายในตกแต่งใหม่สไตล์สปอร์ต เบาะหนังสีดำ พรมปูพื้นลายพิเศษพร้อมสัญลักษณ์ TRD Sportivo ระบบบันเทิงชุดใหม่ จอทัชสกรีน เล่น DVD/CD/MP3/WMA พร้อมช่อง USB เชื่อมต่อ Smart Phone และรองรับบริการพิเศษจาก Toyota Smart G-BOOK ได้

สีภายนอกมีให้เลือก 3 สี ดำ Attitude Black Mica, แดง Red Mica Metallic และ ขาว White Pearl Crystal ในราคา 1,269,000 บาท

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2556 Toyota จึงได้เพิ่ม Toyota Prius TRD Sportivo รุ่น Top อย่าง Top Option ออกมาจำหน่ายด้วย

ความพิเศษของ Prius โฉมนี้ คือมีเป็นแท็กซี่ในบ้านเราด้วย! ซึ่งทาง All Thai Taxi (ออลไทยแท็กซี่) ของนครชัยแอร์ ได้ตัดสินใจนำ Prius ล็อตท้ายๆ มาเป็นรถแท็กซี่กว่า 500 คัน ซึ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคม 2558 แต่ทำได้ไม่กี่ปีก็ขาดทุน จนต้องขายรถออกไป

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Prius นับได้ว่าเป็นรถมือสองที่มีผู้เล่นเฉพาะกลุ่ม ตัวรถสวยไม่เหมือนใคร ถ้าคุณเช็คราคารถมือสองบ่อยๆ ก็จะพบว่า Toyota Prius รุ่นนี้ราคามือสองไม่แพงเลย จากราคาล้านกว่าบาทเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ตอนนี้ราคาเหลือเพียง 2-3 แสนบาท

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

สมรรถนะถือว่าดีในระกับหนึ่ง การออกตัว เข้าโค้งได้ทันใจ เวลาขับเร็วๆ อาจมีอาการโยนที่ด้านท้ายหน่อย เวลาขับ ภายในรถได้ยินเสียงเครื่องยนต์เบามากๆ

การซื้อมาใช้งานต้องดูในเรื่องของแบตเตอรี่เป็นหลักก่อน มี Code ขึ้น ให้เปลี่ยนหรือยัง เจ้าของเดิมได้เปลี่ยนมาใหม่หรือยัง ประกันใกล้หมดหรือยัง หรือว่าใกล้จะหมดสภาพแล้ว เพราะว่าอาจต้องเตรียมค่าใช้จ่ายก้อนโตไว้สำหรับเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่ด้วย โอกาสที่ต้องจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กัปัจจับหลายๆ อย่าง เช่น การใช้งาน การขับขี่

และอะไหล่อีกหลายอย่าง เช่น ตัวถัง ชุดไฟต่างๆ มอเตอร์ไฟฟ้า คอมเพรสเซอร์แอร์ หรือ Inverter ชาร์จไฟ ราคาค่อนข้างแพง การขับรถต้องขับอย่างระมัดระวัง (ทำประกันชั้น 1 ไว้เถอะ อุ่นใจ) และรักษารถให้ดี ซึ่งรถรุ่นนี้ ได้ชื่อว่าประหยัดน้ำมันมากอีกรุ่น

ส่วนการใช้งาน รุ่นนี้ปลดเกียร์ว่างเวลาจอดไม่ได้ นั่นหมายถึงไปจอดขนานขวางรถคันอื่นไม่ได้

รุ่นนี้ ยอยพวงมาลัย มักจะมีปัญหาเสียงดังกันหลายคันด้วยครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ อู่นอกส่วนใหญ่มักไม่รับซ่อม เพราะเทคโนโลยีค่อนข้างยุ่งยาก ต้องหาอู่ที่เป็นอู่เฉพาะทาง (สอบถามได้ในกลุ่ม Prius Racing Thailand Only) ส่วนใหญ่มักต้องเข้าศูนย์กัน อะไหล่หลายอย่างต้องเบิกศูนย์เปลี่ยนของใหม่คุ้มกว่า เพราะของเก่าถ้าเอามาเปลี่ยน บางทีไมคุ้ม การดูแลรักษาก็เหมือนรถปกติทั่วไป เช็คตามระยะ เปลี่ยนถ่ายของเหลวต่างๆ

ราคาอะไหล่คร่าวๆ จากศูนย์บริการ

– แบตเตอรี่ไฮบริด รับประกัน 10 ปี ตัวใหญ่ ราคา 68,000 บาทไม่รวมภาษี (ราคาปรับลดลงตามนโยบายรัฐบาล ลดภาษีนำเข้า จากราคาในปี 2555 อยู่ที่แสนกว่าบาท)
– แบตสตาร์ท ตัวเล็ก 7,000 บาท ไม่รวมภาษี
– Inverter ราคา 81,400 บาท (ศูนย์รับประกัน 15 ปี)
– มอเตอร์คอพวงมาลัย 30,300 บาท
– กล่อง ECU ราคา 33,250 บาท
– คอมเพรสเซอร์แอร์ 45,000 บาท
– ปั๊มเบรกไฟฟ้า 63,500 บาท
-หัวเทียนอิริเดียม หัวละ 720 บาท
– คอมเพรสเซอร์แอร์ 50,000 บาท ถ้าทำอู่นอก ไม่เกิน 30,000 บาท
– ชุดไฟหน้า LED คู่ละ 44,000 บาท
– ไฟหน้าหลังอะไหล่เซียงกง ชุดไฟ LED ข้างละ 6,000 บาท
– กันชนหน้า ราคา 5,000 บาท ไม่รวมทำสี
– ค่าปั๊มน้ำสำหรับตัวฉีดน้ำล้างไฟหน้า 5,000 บาท
– ชุดแต่งกันชนหลัง 3,000 บาท ไม่รวมทำสี

เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 20,000 – 200,000 บาท ก็เพียงพอ เผื่อเงินมากไว้หน่อยเมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ Inverter

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 400,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

เชื่อว่า หลาย ๆ คนอาจจะชั่งใจหรือลังเลอยู่ว่าถ้าหากจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่งนั้น เราควรเลือกระหว่างมือหนึ่งใหม่เอี่ยมไปเลย หรือรถมือสองที่สภาพยังดีอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคงมีหลายเสียงบอกมาว่า หากซื้อรถทั้งทีก็เอาดีๆ ไปเลย แบบนี้ เรามาลองเปรียบเทียบความคุ้มค่ากันดีไหมว่า ซื้อรถยนต์มือหนึ่งหรือรถมือสอง แบบไหนจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากกว่า

ซื้อรถใหม่ เอารถมือหนึ่งหรือรถมือสอง อะไรดีกว่ากัน

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

1. ราคาที่ต้องจ่าย

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เงินทองเริ่มหายากมากขึ้น การจะซื้อรถยนต์สักคันจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดและทบทวนหลายรอบว่า ซื้อรถรุ่นไหนคุ้มกว่ากันนะ เมื่อเกิดคำถามหรือกำลังลังเลอยู่นั้น ลองให้ masii เปรียบเทียบให้ดูกันดีกว่า

รถมือหนึ่ง

ถึงแม้ราคาของรถมือหนึ่ง หรือรถป้ายแดงจะแพงกว่า แต่กลับเสียดอกเบี้ยและเงินดาวน์น้อยกว่ารถมือสอง ปัจจุบันนั้นรถมือหนึ่งมีความน่าซื้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า มีโปรโมชั่นดี ๆ อย่างดอกเบี้ย 0% หรือลดเงินดาวน์ รวมไปถึงมีวิธีการเลือกผ่อนชำระค่างวดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกซื้อรถมือหนึ่งกันเป็นจำนวนมาก

รถมือสอง

รถมือสองในปัจจุบันมีให้เลือกซื้อมากมาย แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนมักจะกลัวกันคือ การไม่ทราบประวัติและข้อมูลของรถว่าได้ผ่านอะไรมาแล้วบ้าง แต่สำหรับเรื่องที่เราควรยอมรับก็คือ ในจำนวนเงินที่เท่ากันนั้นสามารถซื้อรถมือสองที่รุ่นใหญ่กว่า หรือซื้อรุ่นท็อปก็ได้ และแน่นอนว่าหลายคนที่หันมาเลือกซื้อรถมือสองคงเป็นเพราะราคาที่เข้าถึงได้ รวมไปถึงคุณภาพรถก็ดีไม่แพ้รถมือหนึ่งนั่นเอง

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

2. สมรรถนะ

รถมือหนึ่ง

หากมองหาสิ่งที่โดดเด่นในรถมือหนึ่งนั่นก็คือ เรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ ที่มีระบบขับเคลื่อนที่ดีกว่า มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ใหม่เอี่ยม ทันสมัย อีกทั้งรถยนต์บางรุ่นยังช่วยเรื่องการประหยัดพลังงาน แถมมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เราจึงสามารถไว้วางใจคุณภาพของการใช้งานได้ทันที รวมไปถึงหากรถมีปัญหาก็สามารถติดต่อเคลมประกันกับศูนย์ได้โดยตรง

รถมือสอง

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสภาพการใช้งานรถมือสองคงดีไม่เท่ากับรถมือหนึ่ง เพราะยังไงก็ต้องผ่านการใช้งานมาแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งการจะเลือกซื้อรถมือสองจำเป็นต้องเช็กเลขไมล์ก่อน เพื่อประเมินการใช้งานรถ รวมถึงบำรุงรักษา แต่ถ้าหากโชคดีว่ารถมือสองที่เราเล็งไว้มีสภาพดี เราก็คงไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อการซ่อมแซมในอนาคต

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

3. ออปชั่นเสริมในรถ

รถมือหนึ่ง

ยิ่งมีรถใหม่ออกมามากขึ้นเท่าไร เทคโนโลยีภายในรถก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น ทั้งเรื่องของการพัฒนาออปชั่นต่าง ๆ ที่ทันสมัยให้สามารถรองรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมไปถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง ระบบตรวจจับความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ และด้วยออปชั่นเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ราคาของรถมือหนึ่งจึงสูงมากขึ้นไปด้วย

รถมือสอง

แม้ออปชั่นภายในรถจะไม่ได้ดีหรือทันสมัยเท่ารถมือหนึ่ง แต่บางออปชั่นในรถมือหนึ่งก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ขับขี่เสมอไป เทียบกับรถมือสองบางคันที่มีออปชั่นจำกัด แต่กลับตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ได้มากกว่า ทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าการซื้อรถมือหนึ่ง หากใครที่มีงบไม่มาก การซื้อรถมือสองก็น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ว่า รถมือหนึ่งหรือรถมือสอง จะตอบโจทย์เราได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกซื้อรถแบบไหน ก็ควรทำประกันรถยนต์ควบคู่ไว้ ช่วยเพิ่มให้เราอุ่นใจขณะขับขี่ได้ตลอดเวลา คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยได้ทันที

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Carro-Toyota-Fortuner-G1

นับตั้งแต่ที่ Toyota ผลิตเจ้า Hilux Sport Rider (ไฮลักซ์ สปอร์ตไรเดอร์) ออกมาขายช่วงประมาณปี 2541 เป็นต้นมา ถือเป็นการเปิดตลาดรถยนต์ในรูปแบบของ รถ PPV (= Pickup Passenger Vehicle หรือรถยนต์รูปแบบของ SUV บนโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ) ให้เฟื่องฟูขึ้นมากๆ จนคู่แข่งก็อดรนทนดูไม่ได้ ต้องทำรถในแนวใกล้เคียงกันผลิตออกมาจำหน่ายบ้าง

หลังจากที่มีข่าวแพล่มๆ เรื่องรถยนต์ในโครงการ IMV (Innovative International Multi-Purpose Vehicle) ที่ Toyota ลงทุนเม็ดเงินไปนับ 3 หมื่นล้านบาท ย้ายฐานผลิตรถกระบะจากญี่ปุ่น มาไทยทั้งหมด ตั้งแต่ช่วงหลายปีก่อนหน้าที่ Fortuner รุ่นนี้ จะเกิดขึ้น เพราะต้องทำออกมาให้พลิกโฉม เอาชนะคู่แข่งตัวฉกาจให้ได้ …

ต่อมา รถยนต์ที่มีรหัสโครงการพัฒนา 698N ของ “Fortuner” ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น …

และต่อไปนี้ MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ให้คุณรู้จักมากกว่าใครๆ ครับ …

Toyota-Fortuner-2004

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เริ่มแนะนำรถในโครงการ IMV เมื่อ 25 สิงหาคม 2547 ภายใต้ชื่อ “Hilux Vigo” (ไฮลักซ์ วีโก้), “Innova” (อินโนว่า) และ “Fortuner” (ฟอร์จูนเนอร์) รถอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ พลิกโฉมใหม่หมดจดทั้งคัน ก็ได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ไทย เมื่อ 24 พฤศจิกายน 2547

ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ยอดจองถล่มทลาย กลายเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ ประเภท PPV ในประเทศไทย และยังเป็นรถยอดฮิตในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายของรุ่นนี้ เน้นกลุ่มคนในเมือง ไลฟ์สไตล์ชอบรถ SUV แนวหรูหรา เทคโนโลยีเด่นๆ คุ้มค่าคุ้มราคา

Toyota-Fortuner-2004

Fortuner เป็นรถที่นำคำว่า Fortune + er มาเชื่อมต่อกันเป็นคำใหม่ มาในสโลแกน “The World is Mine” ชูจุดเด่นหลากหลาย อาทิเช่น พัฒนาช่วงล่างมาจาก Land Cruiser Prado โดยด้านหน้า แบบคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบ 4 ลิงค์ พร้อมคอยล์สปริง

มิติตัวรถ ยาว 4,695 มม. กว้าง 1,840 มม. สูง 1,795 มม. และระยะฐานล้อ 2,750 มม.

ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง นั่งสบายทุกที่นั่ง พร้อมมีแอร์ที่เบาะแถว 2 และเบาะแถว 3 ให้ และยังปรับพับได้ ตกแต่งภายในอย่างหรูหรา

โฉมแรก มีให้เลือก 3 รุ่น คือดีเซล 1KD-FTV เกียร์ธรรมดา / เกียร์ออโต้ และ เบนซิน 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE เกียร์ออโต้ มีสีให้เลือก 5 สี คือ เงิน Silver Mica M., เทา Dark Grey Mica M., ดำ Black Mica, ทอง Beige Mica M., น้ำเงิน Blue M. (M คือ สีเมทัลลิก)

Toyota-Fortuner-Exclusive-2005

เดือนมีนาคม 2548 เปิดตัวรุ่นพิเศษ Exclusive มีสีขาวมุกให้เลือก ภายในมาพร้อมชุดลายไม้ประดับแผงคอนโซล และพวงมาลัย

Toyota-Fortuner-Smart-2006

เดือนมีนาคม 2549 เพิ่มรุ่น Smart ใส่ชุดแต่ง TRD รอบคัน ล้อแม็ก 18 นิ้ว พร้อมชุดช่วงล่าง TRD ภายในตกแต่งลายเคฟลาร์ และเบาะหนัง Perforated

ในเดือนสิงหาคม 2549 ปรับออพชั่นใหม่ เช่น หัวเกียร์หุ้มหนัง แผงบังแดดกำมะหยี่ และที่วางแก้วด้านผู้โดยสารตอนหลัง (ในรุ่น V) เป็นต้น

Toyota-Fortuner-2007

Toyota-Fortuner-2007

ในเดือนสิงหาคม 2550 Toyota ได้ออก Fortuner รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 2.7V VVT-i และดึงตัว “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้กับรถรุ่นนี้ เพราะ Toyota ได้เริ่มวางกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้เป็นผู้หญิงทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป และใช้ชีวิตในเมือง ต้องการรถ SUV (หรือรถแบบใกล้เคียง) ที่มีความคล่องตัว เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้หญิงให้มากขึ้น

ปรับโฉมครั้งที่ 1 ปี 2551

Toyota-Fortuner-2008

วันที่ 5 สิงหาคม 2551 Fortuner ได้ปรับโฉมบางส่วน (ไมเนอร์เชนจ์) ครั้งแรก ปรับหน้าตาภายนอกใหม่ ใช้ชุดกระจังหน้าใหม่ พร้อมกับไฟหน้าใหม่เป็นโปรเจคเตอร์ ออกแบบเลนส์ไฟท้ายใหม่ ล้อแม็กลายใหม่ ขนาด 17 นิ้ว มีระบบ VSC และ TRC เปลี่ยนจานเบรกใหญ่ขึ้น หม้อลมเบรกใหญ่ขึ้น เพิ่มแรงดันแม่ปั้มเบรกอีก 50%

Toyota-Fortuner-2008

เพิ่มระบบเสริมแรงเบรก BA รวมไปถึงระบบปรับอากาศ จากที่อยู่ด้านหลังขวา มาเป็นอยู่บนเพดานทุกที่นั่ง พร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบ Navigator ให้เลือก (เฉพาะรุ่น 3.0V 4WD Navi) และเพิ่มรุ่นดีเซลขับเคลื่อน 2 ล้อ 3.0V เกียร์อัตโนมัติ

เพื่อตอกย้ำจุดขายที่แตกต่าง Fortuner โฉมนี้ ยังใช้ดาราดังอย่าง แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ภายใต้ Concept ของความหรูหราที่ดาราสาวนิยม

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2008

เดือนพฤศจิกายน 2551 เพิ่มรุ่นพิเศษ “TRD Sportivo” ผลิตจำนวนจำกัด มาพร้อมสเกิร์ตรอบคันของ TRD, สปอยเลอร์หลัง TRD, กระจกมองมุม, บันไดข้าง อลูมิเนียมอโนไดซ์, ปลายท่อไอเสียสแตนเลส, ชุดคอยล์สปริงและโช๊คอัพของ TRD และภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเคฟล่าร์ กับเบาะหนัง และหัวเกียร์หุ้มหนัง Perforated

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-II-2009

ในเดือนมีนาคม 2552 รุ่นพิเศษอย่าง “TRD Sportivo II” และ “Aperto” ก็ได้ตามออกมา

โดย TRD Sportivo เวอร์ชั่น 2 ผลิตจำนวนจำกัด 1,600 คัน มาพร้อมสเกิร์ตรอบคันของ TRD, สปอยเลอร์หลัง TRD, กระจกมองมุม, บันไดข้าง อลูมิเนียมอโนไดซ์, ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 265/60R18

ส่วนภายใน ตกแต่งด้วยโทนสีสไตล์สปอร์ตทูโทน Black & Sand Beige พร้อมประดับเคฟล่าร์บริเวณคอนโซลและแผงเกียร์ หัวเกียร์หุ้มหนัง, เบาะนั่งปั้มโลโก้ TRD Sportivo, เครื่องเล่น DVD ความละเอียด 1.15 ล้านพิกเซล CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว จาก Alpine, จอ LCD จาก ALlpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง และโช้คอัพและคอยล์สปริง TRD Sportivo

Toyota-Fortuner-Aperto-2009

ส่วน Aperto ผลิตจำนวนจำกัด 800 คัน ตกแต่งด้วยโทนสีดำ, เครื่องเล่น DVD ความละเอียด 1.15 ล้านพิกเซล CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว จาก Alpine, จอ LCD จาก Alpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง

Toyota-Fortuner-25G-Turbo-2009

เดือนธันวาคม 2552 ปรับปรุงรุ่น G โดยตัดรุ่น 3.0G 4WD ออก แล้วแทนที่ด้วยรุ่น 2.5G Turbo แรงไปกับเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 144 แรงม้า มีจุดเด่นๆ อย่าง กระจังหน้าดีไซน์หรู พร้อมสัญลักษณ์ “VN Turbo”, ไฟหน้า Projector, ไฟท้ายแบบ Multi-Reflector, กระจกมองข้างและมือจับประตูข้างแบบโครเมียม และล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว ส่วนรายละเอียดภายใน ไม่ต่างจากรุ่นก่อนๆ

เดือนมีนาคม 2553 เพิ่มรุ่นพิเศษ “Aperto II” “สนุกไร้ขีดจำกัด” มาพร้อมสเกิร์ตหน้า-หลัง, กระจกมองมุม, ล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว พร้อมบันไดข้างอะลูมีเนียมอะโนไดซ์ มีกล้องมองหลัง และสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ในราคา 1,349,000 บาท

ส่วนภายใน ตกแต่งด้วยโทนสีสไตล์สปอร์ตทูโทน Black & Sand Beige พร้อมลายไม้ สี Dark Walnut, เครื่องเล่น DVD ความละเอียด 1.15 ล้านพิกเซล CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว จาก Alpine, จอ LCD จาก Alpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-III-2010

ช่วงเดือนสิงหาคม 2553 รุ่นพิเศษ TRD Sportivo III ผลิตจำนวนจำกัด ก็ได้ตามออกมาอีกครั้ง ตัวรถตกแต่งด้วยสเกิร์ตรอบคันของ TRD, สปอยเลอร์หลัง TRD, กระจกมองมุม, บันไดข้าง อลูมิเนียมอโนไดซ์, ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว สีเทาดำ

ส่วนภายใน ตกแต่งด้วยโทนสีสไตล์สปอร์ตทูโทน Black & Sand Beige พร้อมประดับเคฟล่าร์บริเวณคอนโซลและแผงเกียร์ หัวเกียร์หุ้มหนัง Perforated พร้อมแป้นเกียร์ลายเคฟลาร์โทนดำ, เบาะนั่งปั้มโลโก้ TRD Sportivo, เครื่องเล่น DVD/CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 6.1 นิ้ว, จอ LCD จาก ALlpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง และโช้คอัพและคอยล์สปริง TRD Sportivo

ปรับโฉมครั้งที่ 2 ปี 2554

Toyota-Fortuner-2011

ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ปรับโฉมครั้งใหญ่ (บิ๊กไมเนอร์เชนจ์) พร้อมกับการเปิดตัว Toyota Hilux Vigo Champ (โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ แชมป์) โฉมนี้มาใน Concept “Above & Beyond” เหนือใครในทุกมุมมอง ในราคา 1,059,000 – 1,489,000 บาท

โดยภายนอกมีการเปลี่ยนไฟหน้าเป็น Projector แบบ HID ปรับระดับ สูง-ต่ำ อัตโนมัติ พร้อมที่ฉีดน้ำไฟหน้า ออกแบบกระจังหน้า และไฟท้ายใหม่ กันชนหน้าใหม่ มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง กันชนท้ายใหม่ โดยมีคิ้วสแตนเลสเขียนว่า Fortuner เหนือกรอบทะเบียน ทับทิมที่กันชนทรงใหม่ และย้ายตัวอักษรบอกรุ่นเครื่องยนต์ไว้ด้านท้าย

Toyota-Fortuner-2011

ภายใน ปรับปรุงหลายอย่าง เช่น พวงมาลัย 4 ก้าน พร้อมฟังก์ชันควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ตกแต่งด้วยลายไม้ เครื่องเล่น DVD ขนาด 6.1 นิ้ว แบบจอสัมผัส รองรับ DVD/CD/MP3/WMA/Bluetooth พร้อมช่องต่อ USB และ AUX และมีกล้องมองหลังให้ (ยกเว้นรุ่น 2.5G M/T)

Toyota-Fortuner-2011

ส่วนเครื่องยนต์ยังคงเดิม … แบบดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV (I/C) VN Turbo 144 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV (I/C) VN Turbo 163 แรงม้า และแบบเบนซิน ขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE VVT-i 160 แรงม้า

Toyota-Fortuner-50th-Anniversary-Toyota-Thailand-2012

เดือนมีนาคม 2555 Toyota ออก Fortuner รุ่นพิเศษ Limited Edition ฉลองครบรอบ 50 ปี Toyota ประเทศไทย ด้วยรุ่นย่อย 3.0 V A/T 2WD ในราคา 1,379,000 บาท

พิเศษเฉพาะรุ่นกับสีพิเศษ Light Purple Mica Metallic, ล้ออัลลอยรมดำ, ภายในโทนสีดำ มีพรมรองพื้น, Smart G-BOOK และสัญลักษณ์ 50 ปี บริเวณท้ายรถ

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2012

และในวันที่ 10 สิงหาคม 2555 Toyota ปรับปรุง Fortuner ใหม่อีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ เฉพาะรุ่นดีเซล จากเดิม 4 สปีด เป็น 5 สปีด เพิ่มรุ่นย่อย 2.5G เกียร์อัตโนมัติ และปรับกำลังรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เป็น 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร แต่หน้าตาภายนอกเหมือนเดิม ในราคา 1,085,000 – 1,449,000 บาท

ส่วนภายในเพิ่มระบบนำทาง Eco Navi พร้อมประมวลผลพฤติกรรมการขับขี่แบบ Real Time มีเครื่องเล่น DVD และจอแสดงผล LCD แบบสัมผัส ขนาด 6.1 นิ้ว

Toyota-Fortuner-2013

วันที่ 2 กันยายน 2556 Toyota ปรับปรุง ใหม่อีกรอบ (ปรับกันทุกปีจริงๆ) และในรุ่น Toyota Fortuner TRD Sportivo ภายในปรับโทนสีใหม่ เพิ่มความหรูหรา เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความบันเทิงครบครัน

Toyota-Fortuner-2013

ห้องโดยสารภายใน สีภายในแผงคอนโซลหน้า ใช้โทนสีดำ/เบจ และ ดำ/ดำ ส่วนเครื่องเสียง ปรับรูปแบบใหม่พร้อมรองรับระบบนำทางอัจฉริยะ Smart G-BOOK และระบบโทรออกด้วยเสียง อีกทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth Hands free) มีในทุกรุ่นย่อย

และปรับเปลี่ยนรุ่น 2.5G 5A/T เป็นรุ่น 2.5V 5A/T ปรับปรุงแผงคอนโซลกลางเป็นแบบมีลายไม้ แอร์แบบอัตโนมัติ มีกล้องมองหลัง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่ (MID) และเครื่องเล่น DVD กับระบบนำทาง และรองรับระบบนำทางอัจฉริยะ Smart G-BOOK

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2013

ส่วนในรุ่น TRD Sportivo ห้องโดยสารภายในปรับสีเป็นโทนสีดำ เบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำแบบเจาะรู พร้อมสัญลักษณ์ TRD Sportivo และเพิ่มระบบนำทางและเครื่องเล่น DVD หน้าจอขนาด 7 นิ้ว พร้อมรองรับระบบนำทางอัจฉริยะ Smart G-BOOK

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2014

ในเดือนมีนาคม 2557 ปรับโฉม Toyota Fortuner TRD Sportivo กันอีกรอบ เป็นเวอร์ชั่นที่ 5 แล้ว มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตหน้า-หลัง สปอยเลอร์หลัง กระจังหน้าสไตล์สปอร์ต และปลายท่อไอเสียสแตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ TRD กับบันไดข้าง พร้อมโลโก้ TRD Sportivo ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/60/R18 และระบบกันสะเทือนหน้าและหลัง แบบ TRD Sportivo

ห้องโดยสารภายในสีดำ ตกแต่งด้วยสีแดง เบาะนั่งหนังลายคาร์บอนเคฟลาร์ พร้อมตกแต่งคาร์บอนเคฟลาร์ตามจุดต่างๆ ในรถ พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีแดง พร้อมฐานเกียร์ลายคาร์บอนเคฟลาร์

มีเครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อ บลูทูธ AUX, USB และระบบนำทางที่รองรับ Smart G-Book กับจอ LED ขนาด 10.2 นิ้วสำหรับผู้โดยสาร และรีโมทควบคุมเครื่องเสียง เป็นต้น

ในช่วงเดือนสิงหาคม 2557 โตโยต้า ได้เพิ่มรุ่นพิเศษ “Midnight Shine Edition” ที่เรียกว่าเป็นท้ายสุดแล้วจริงๆ ของ Fortuner รุ่นแรกนี้ … งวดนี้ใช้ ชาคริต แย้มนาม เป็นพรีเซนเตอร์เช่นเดิม ตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา

จุดเด่น อาทิเช่น ไฟหน้ารมดำแบบ Projector โดยรุ่น 3.0V 4WD มาพร้อมหลอดแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ และระบบทำความสะอาดไฟหน้าแบบเก็บได้ ไฟตัดหมอกตกแต่งกรอบโครเมียม ไฟท้ายกรอบใสด้านในรมดำ แบบ Multi-Reflector และล้อแม็กรมดำ ขนาด 17 นิ้ว

ห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ (ยกเว้นรุ่น 2.5 G เกียร์ธรรมดา) พวงมาลัย 4 ก้าน พร้อมฟังก์ชันควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ส่วนหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ สลับลายไม้สีดำ

เบาะนั่งหุ้มหนัง และหนังสังเคราะห์สีดำ เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง และระบบแอร์แบบอัตโนมัติ (ยกเว้นรุ่น 2.5 G เกียร์ธรรมดา) เบาะแถวที่ 2 แบบแยกพับ/ปรับเอน 60:40 เบาะแถวที่ 3 แบบแยกพับ/ปรับเอน 50:50

มาตรวัดแบบ Optitron เครื่องเล่น DVD และจอแสดงผล LCD แบบสัมผัส ขนาด 6.1 นิ้ว พร้อมช่อง USB/AUX ระบบ Bluetooth และระบบนำทางแบบ 3 มิติ รองรับแอพพลิเคชัน Smart G-Book พร้อมกล้องมองหลัง (ยกเว้นรุ่น 2.5 G เกียร์ธรรมดา)

Toyota Fortuner มีเครื่องยนต์ให้เลือก ดังนี้

  • ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 3,200 รอบ/นาที (รุ่นปี 2554 ปรับแรงม้าขึ้นเป็น 171 แรงม้า)
  • ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที (มาในปลายปี 2552)
  • (รุ่นปี 2554 ขยับแรงบิดขึ้นเป็น 1,600 – 2,800 รอบ/นาที)
  • และเบนซินขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Fortuner นับได้ว่าเป็นรถมือสองยอดนิยมสุดๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่จากการซาวด์เสียงถึงผู้ใช้งานหลายๆ ท่าน ก็ล้วนแล้วมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าใครจะซื้อก็ต้องมาดูกันก่อนว่า รับได้หรือเปล่านะ

ข้อดี ก็อย่างที่ทราบกันว่า ราคามือสองดีกว่ารุ่นอื่นๆ อะไหล่หาง่าย ใช้กันได้กับ Hilux Vigo เยอะ รวมไปถึงศูนย์บริการมีเพียบ ไม่ลำบากเวลา Service รถ ยิ่งในรุ่นล๊อตหลังๆ ช่วงล่างและระบบเบรก หม้อลมเบรก และจานเบรก ปรับปรุงดีขึ้นกว่ารุ่นแรกๆ มาก และเบาะที่นั่งแถว 3 ผู้ใหญ่นั่งสบายกว่ารุ่นอื่นๆ หน่อย

ส่วนข้อเสียจะมีในเรื่องของไฟหน้าแยงตารถคันอื่น เอ๊ย ไม่ใช่! ข้อเสียอาจจะเป็นตัวรถที่สูง ขึ้น-ลง ลำบากนิดนึง แอร์ในเบาะแถวที่ 3 รุ่นแรกๆ จะอยู่ที่ด้านหลังขวา กระจายความเย็นไม่ทั่วนัก ส่วนช่วงล่างด้านหลังแบบ 4-Link พร้อมคอยล์สปริง พอนุ่มนวลในระดับหนึ่ง แต่ถ้าอยากให้นุ่มขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนโช๊คอัพ และคอยล์สปริงใหม่ได้ ส่วนระบบเบรกในตัวรุ่นแรกๆ อาจจะมีอาการยวบหย่อยหากเบรกขณะใช้ความเร็วสูง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้เน้นความกว้างสบาย หรูหรา นั่งขับสบาย ช่วงล่างที่ดีในระดับหนึ่ง ลุยน้ำได้ ใช้พาครอบครัว กับลูกๆ 1-2 คนไปเที่ยว ออกต่างจังหวัดได้สบาย ลุยได้กับระบบ 4WD แต่ใช้ความเร็วสูงมากๆ ก็ต้องลงทุนทำช่วงล่างหน่อยถึงจะน่าขับขึ้น ส่วนรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน ข้อดีอยู่ตรงที่เสียงเครื่องยนต์เงียบกว่า ไม่สั่นกว่า แต่ก็จะกินน้ำมันหน่อยนึง สามารถนำไปติดแก๊ส LPG ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่มีเพียบ ศูนย์บริการหายห่วง มีเยอะ ช่างส่วนใหญ่ซ่อมกันได้อยู่แล้ว เพราะเป็นรถยนต์พื้นฐานใช้งานร่วมกันกับ Hilux Vigo และ Innova เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 330,000 – 830,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากพูดถึง รถมือสอง หลายคนมักจะเบือนหน้าหนี เพราะรู้สึกว่าการซื้อรถมือสองจะไม่อุ่นใจเท่ากับซื้อรถมือหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว รถมือสองที่วางขายอยู่ในปัจจุบันนั้นถือได้ว่า สภาพของรถยนต์นั้นสูสีไม่แพ้รถมือหนึ่งแต่อย่างใดเลย วันนี้ masii เลยนำเหตุผล 4 ข้อดีของรถมือสองที่ไม่ควรมองข้ามมาฝากกัน

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

1. ราคาประหยัดกว่า

ถ้าถามเหตุผลส่วนใหญ่ที่หลายคนเลือกซื้อรถมืองคงหนีไม่พ้นกับ ราคาของรถยนต์ที่แสนประหยัด จึงถือได้ว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครๆ ต่างตัดสินใจซื้อรถมือสองมาใช้งานกัน

และเนื่องจากยิ่งเวลาของรถผ่านไปนานเท่าไร ราคาก็จะยิ่งถูกลงมากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่ใครหลายคนจะเลือกซื้อรถมือสอง เพราะช่วยให้ประหยัดได้ด้วย

2. ได้รถขนาดและคุณภาพเหมาะสม

เหตุผลที่หลายคนเบือนหน้าหนีไป เพราะว่าสภาพรถมือสอง อาจจะไม่ได้คุณภาพที่ดีเท่ากับรถมือหนึ่ง

แต่สำหรับรถมือสองที่มีประวัติการใช้งานที่ดี และไม่เคยชนหนักหรือประสบอุบัติเหตุมาก่อน ก็จะส่งผลให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงราคาของรถมือสองที่ถูกลงอาจทำให้เราได้ขนาดรุ่นรถใหญ่มากขึ้น และมีระบบความปลอดภัยที่ดีอีกด้วย

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

3. ซื้อผ่านเงินสดได้ง่าย

ราคาของรถมือสองจะถูกกว่ารถป้ายแดงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว หลายคนจึงมีความคิดที่ว่าเก็บออมเงินสะสมเพื่อนำไปซื้อรถมือสองกันมากกว่า และในปัจจุบันนั้น การซื้อรถมือสองยังสะดวกสบายได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยการยื่นขอกู้ผ่านธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินได้อีกด้วยนะ

4. ค่าเสื่อมรถราคาน้อยกว่าป้ายแดง

หากเพื่อนๆ เลือกซื้อรถมือหนึ่งป้ายแดงออกจากโชว์รูม แน่นอนว่ามูลค่าของรถอาจจะตกลงมา แต่สำหรับรถมือสองในปัจจุบันนั้นหล่นลงจากป้ายแดงมาก้อนใหญ่แล้ว

หากไม่พึงพอใจกับรถมือสองคันปัจจุบัน ต้องการจะเปลี่ยนคันใหม่ มูลค่าอาจจะลดลงเพียงแค่หลักหมื่นบาทเท่านั้นเอง

ใช่ว่ารถมือสองคันที่เราซื้อมาจะเลือกทำประกันรถยนต์ไม่ได้นะ เรายังสามารถทำประกันรถยนต์เพื่อความอุ่นใจขณะขับขี่ได้ทุกเวลา คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์หรือสอบถามเกี่ยวกับประกันรถยนต์ผ่านเว็บไซต์ได้ทันที เรามีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาอยู่ค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com