Carro-Honda-Accord-CB

ยุคที่ “Honda” (ฮอนด้า) เริ่มเข้ามารุกตลาดรถยนต์ในบ้านเราเมื่อปี 2526 นั้น หลายคนยังงงๆ อยู่ ว่า Honda มีผลิตรถยนต์ด้วยรึ? เพราะ “ฮอนด้า” ในเวลานั้นที่เป็นรู้จักกันดี เฉพาะแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่ หรือแบรนด์สินค้าอย่าง รถตัดหญ้า ที่ฮอนด้าผลิตขายมานมนานแล้ว

Honda เวลานั้น ได้ตัดสินใจผลิตและเปิดตัว Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) ในปี 2527 และตามมาติดๆ ด้วย Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) แต่นั่นก็ยังทำให้คนไทย ยังไม่รู้จัก Honda เป็นที่มากพอ …

จนกระทั่งการเปิดตัว “Honda Accord (CB)” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี! นี่ล่ะ นับเป็นรถรุ่นที่คนไทยเริ่มรู้จัก Honda กันอย่างกว้างขวาง และธุรกิจการขายใบจองรถยนต์ ใบละ 10,000 บาท ที่หลายคนยังจำได้ไม่ลืม

MR.CARRO จะมานำเสนอข้อมูลรถมือสองของ “Honda Accord ตาเพชร” กันครับ ว่าจะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง สำหรับคนที่กำลังมองหารถรุ่นนี้มาใช้อยู่

Honda-Accord-CB-JDM

Honda Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Honda-Ascot-CB

Honda Accord เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในวันที่ 13 กันยายน 1989 Honda ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ในตระกูล “Accord” พร้อมกันถึง 4 รุ่นเลยทีเดียว โดยแย่งออกได้เป็น Accord รุ่น 4 ประตู Sedan, Ascot (ชื่อรุ่นมาจาก เมืองเล็กๆ ใน East Berkshire ประเทศอังกฤษ ที่มีการจัดการแข่งม้าสุดยิ่งใหญ่ มีมายาวนานกว่า 300 ปี) 4 ประตู Sedan

Honda-Accord-Inspire-CB

Honda Accord Inspire เวอร์ชั่นญี่ปุ่น (ในไทย รถรุ่นนี้ก็มีของจริงให้เห็นอยู่ 1 คัน)

Honda-Vigor-CB

Honda Vigor เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

และรุ่นเวอร์ชั่น Hardtop ที่วางคลาสให้สูงกว่า Accord ชูความโดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ใช้เครื่องยนต์แบบวางตามแนวยาว 5 สูบ แบบเดียวกับรถขับเคลื่อนล้อหลัง (ซึ่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรถ Audi ในยุคนั้น) ได้แก่รุ่น Accord Inspire ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในโฉมนี้ และ Vigor (ชื่อรุ่นแปลว่า พลัง) เจเนอเรชั่นที่ 3 วางขายผ่านเครือข่ายจำหน่าย Honda Verno

ก่อนที่ Honda จะนำพาเจ้า Accord ตาเพชร คันนี้ ไปเปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show หรือ IAA ช่วงปลายปี 1989

รูปโฉมภายนอกของ Accord ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและความสปอร์ต … นำทีมออกแบบโดย Mr.Tateomi Miyoshi หัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบจาก Honda R&D ด้วยรูปทรงโค้งมนกลมกลืน ชุดไฟหน้าแบบ Diamond Eye แบบมัลติรีเฟล็คเตอร์ ที่เวลาต่อมาค่ารถทุกค่ายจึงใช้กันจนเป็นของธรรมดาไปแล้วในยุคปัจจุบัน ฝากระโปรงหน้าลาดต่ำ กระจกบานกว้าง ให้ทัศนวิสัยดี

Honda-Accord-Interior

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ชุดมาตรวัดต่างๆ ออกแบบให้ใช้งานง่าย นั่งกันได้สบายๆ 5 คน พร้อมกับเก็บเสียงได้เงียบ ด้วยโครงสร้างประตูที่ออกแบบเป็นพิเศษ และอุปกรณ์มาตรฐานเพียบ

ชุดช่วงล่างระบบดับเบิลวิชโบน อิสระทั้ง 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวล เกาะถนน มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และระบบขับเคลื่อนแบบเลี้ยว 4 ล้อ 4WS

และครั้งแรกของเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ PGM-Fi ในการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดติดตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ บนเครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ตระกูล “F” ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอยด์ ลูกสูบเป็นแบบ Under-Square ช่วงชักยาวขึ้น เพื่อให้กำลังที่ราบเรียบ และแรงบิดที่รอบต่ำ บวกกับใช้วาล์วไอดี/ไอเสีย ขนาดโตขึ้น ให้เครื่องยนต์หายใจสะดวกขึ้น แรงม้าจึงมากขึ้นตามไปด้วย

มีให้เลือกทั้งขนาด 1.8 ลิตร รหัส F18A 105 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร F20A ในแบบ SOHC คาร์บูเรเตอร์ 110 แรงม้า หัวฉีด 130 แรงม้า และแบบ DOHC 150 แรงม้า รวมไปถึงเครื่องยนต์ตัวใหญ่สุดอย่างขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A 140 แรงม้า

Honda-Accord-CB-TH

และเครื่องยนต์ตระกูล F นี้ ยังได้พัฒนาระบบแกนบาลานเซอร์ใหม่ เพื่อลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เมื่อใช้รอบปานกลาง และรอบสูง ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบตลอดเวลาของการขับขี่ แต่ถ้ารอบต่ำ ฮอนด้าจะเลือกออกแบบใช้ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น

เรียกได้ว่า การออกแบบของ Honda Accord ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงออพชั่นต่างๆ ทิ้งขาดคู่แข่งในรุ่นเดียวกันอย่าง Toyota Corona, Nissan Bluebird, Mazda 626 หรือ Mitsubishi Galant เป็นต้น และก็ยังมีราคาแพงเป็นหมายเลข 1 อีกด้วย …..

ซึ่งหลังจากเปิดตัวและจำหน่ายไปในหลายประเทศทั่วโลก Honda Accord รุ่นนี้ ก็คว้ารางวัลมาได้มากมายเลย อาทิ รางวัลพวงมาลัยทองคำจากนิตยสาร Bild Am Sonntag จากประเทศเยอรมนีตะวันตก และติดอันดับ 3 ใน 10 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 1989 จากนิตยสาร Car & Driver ประเทศสหรัฐอเมริกา และคว้ารางวัล 1 ใน 5 รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2533 ของยุโรป!

Honda-Accord-Coupe-CB

1 เมษายน 1990 Honda เปิดตัว Accord Coupe ซึ่งเป็นโฉมเดียวกันกับที่ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเข้ามาขายในประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส F20A ซึ่งในไทยก็เคยมีคนนำเข้ามาใช้งาน

Honda-Accord-Wagon-CB

4 เมษายน 1991 Honda เปิดตัว Accord Wagon ก็เป็นรุ่นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาขายในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส F22A เท่านั้น

ก่อนจะปรับโฉม Minorchange เป็นตัวไฟท้ายสั้น ในเดือนกรกฎาคม 1991 ปรับปรุงชุดกันชนใหม่ ไฟท้ายใหม่ พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และเพิ่มระบบ Navigator ให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย

Honda-Ascot-Innova

Honda Ascot Innova ผู้มีพื้นฐานร่วมกับ Accord ตาเพชร แต่เน้นบุกคลาดยุโรปมากกว่า

เดือนมิถุนายน 1992 นำเข้า Accord เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร จาก USA เข้าไปขายในญี่ปุ่น

Honda-Accord-CB-TH

ในส่วนของเวอร์ชั่นไทยนั้น Honda Accord ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 ในยุคที่ยังเป็น บริษัท ฮอนด้าคาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บ้านเรามีเฉพาะแบบ 4 ประตู ซีดาน

Honda-Accord-CB-TH

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 5,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi (Programed Fuel Injection) ให้แรงม้าสูงสุด 135 แรงม้า ที่ 5,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที มีให้เฉพาะทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ตามมาในปีถัดมา)

ซึ่งระบบการจ่ายน้ำมันแบบนี้ เป็นระบบเดียวกับที่ฮอนด้าใช้ในการแข่งขันรถสูตร 1 ฟอร์มูล่า วัน ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างงดงาม

Honda-Accord-CB-TH

Honda Accord 1990 มีทั้งหมดด้วยกัน 3 รุ่น

1. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 798,000 บาท พร้อมแอร์ พวงมาลัยเพาเวอร์ เบาะหนังแบบไวนิล กระจกไฟฟ้า 4 บาน เซ็ลทรัลล็อค เสาอากาศไฟฟ้า วิทยุ-เทป พร้อมลำโพง 2 ตัว และฝาครอบล้อขนาด 14 นิ้ว

2. Honda Accord รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด EX เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ราคา 838,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น LX ได้แก่ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ที่มาตรวัดความเร็ว และกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า

3. Honda Accord รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด LXi เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-Fi ราคา 898,000 บาท เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น EX ได้แก่ ไฟเบรกดวงที่ 3 พวงมาลัยหนังแท้ เบาะนั่งแบบผ้าสักหลาด วิทยุ-เทป Hi-Power พร้อมลำโพง 4 ตัว และล้อแม็กขอบ 15 นิ้ว

Honda-Accord-CB-TH

ในเดือนเมษายน 2534 จึงเพิ่มรุ่น Top สุด เกียร์อัตโนมัติ

Honda-Accord-CB-JDM-MC

ในเดือนเมษายน 2535 ปรับโฉม Minorchange เป็นรุ่น “ไฟท้ายสั้น” หรือ “แอคคอร์ด 92-24” โฉมนี้ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดกำแพงภาษีรถยนต์ ราคาขายจึงถูกลงกว่าเดิม โดยรุ่น LX ราคา 672,000 บาท, รุ่น EX ราคา 707,000 บาท, รุ่น LXi ราคา 757,000 บาท และรุ่น Top สุด ราคา 797,000 บาท!

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปลายปี 2537 จึงต้องหลีกทางให้กับ Accord เจเนอเรชั่นที่ 5 ไป …

Honda-Accord-MotorShow-1990

Honda Accord ในงาน Motor Show 1990 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

บทสรุป

Honda Accord รหัสตัวถัง CB โฉมนี้ในอดีต ตั้งใจออกมาเพื่อให้เป็นได้ทั้งรถครอบครัว และรถหรู เราจึงเห็นรถรุ่นนี้จำนวนมาก ที่ผู้ใช้มักจะเป็นคนทำงานระดับบริหาร หรือเจ้าของบริษัท ซื้อไว้ใช้งานกับครอบครัว แม้ว่าในปัจจุบัน จะกลายเป็นรถยอดนิยมของคนชอบรถแต่งซิ่งในยุค 90 ไปอีกรุ่นก็ตาม

Honda-Accord-MotorShow-1992

Honda Accord ในงาน Motor Show 1992 (ภาพจาก Grand Prix Photolike)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

แม้ว่าจะเป็นรถแนวครอบครัว และรถหรูสำหรับผู้จัดการบริษัท หรือผู้บริหารขับ แต่จะหารถรุ่นนี้แบบสภาพเดิมๆ ก็ถือว่าไม่ง่ายนัก ถ้าเป็นรถแต่งซิ่ง ส่วนใหญ่สภาพจะช้ำเยอะ หลายคันเปลี่ยนเครื่องมาแล้ว ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ ภายในเดิมๆ ระบบไฟ ระบบความร้อนต้องดี ไม่งั้นจ่ายกันเยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ช่วงล่างดีอีกหนึ่งรุ่น วิ่งนิ่ม นุ่ม เกาะถนน แต่ช่วงล่างต้องดี หลายคันนิยมไปเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ VTEC เพราะได้แรงม้าที่มากขึ้น และการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น ถ้าจะเอาประหยัดก็ติดแก๊ส LPG ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานใช้ได้ แต่ก็มีจุกจิกเหมือนกัน (โดยเฉพาะช่วงล่าง) ต้องซ่อมแบบลงทุนใหญ่ หรือเปลี่ยนอะไหล่ให้จบทั้งหมด เพราะถ้ารอใกล้พังค่อยเปลี่ยน ก็จะซ่อมกันแบบไม่จบ หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอู่ซ่อมรถที่เคยมีช่างจาก Honda ในยุค 90 ออกมาเปิดอู่เอง เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี แต่ราคาก็ปั่นขึ้นไปสูงพอสมควร

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

หากเราย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000 ตอนนั้นหลายกำลังตื่นเต้นกับความเป็นยุค “มิลเลนเนียม” หรือ “สหัสวรรษใหม่” และ “Y2K” กันเอามากๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นในอดีตก็ยังถือว่ามีราคาที่แพงมากในการเข้าถึง เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์หรูๆ จากญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่ต้องเรียกว่ามีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นหลายคนอาจจะยังเป็นเด็ก อาจจะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่สามารถเป็นเจ้าของรถได้ ก็ต้องเก็บความอยากได้ ความชื่นชอบ เอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไป 20 ปี (ปี 2563) รถหรูระดับ Mid-Size หรือ Full-Size เหล่านี้ ราคาก็ตกลงมามากแล้ว บางคันอาจจะถูกแบบเหลือเชื่อ ถูกกว่ารถ Eco-Car ในปัจจุบัน หรือราคาต่ำกว่าแสนด้วยซ้ำไป! แต่ว่าจะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ ยังน่าเล่นในยุคนี้บ้าง MR.CARRO รวบรวมมาให้ชมกัน …

2000-Audi-A6

ภาพจาก Benny Thanutpon

1. Audi A6 2.4 Tiptronic ราคา 2,720,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

สำหรับ Audi A6 (ออดี้ เอ6) ในรหัสรุ่น C5 ก็นับว่าเป็นรถยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2542 ซึ่งในเวลานั้น บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย Audi A6 รุ่นนี้ ขุมพลังแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร V6 DOHC 30 วาล์ว 165 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

มีตัวเลือกทั้งรุ่นขับหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และแบบ Avant ให้เลือก โดยเป็นการนำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2543 จึงเพิ่มรุ่นประกอบในประเทศด้วย

2000-BMW-523-iA

ภาพจาก ซื้อขายรถยนต์นำเข้า รับจำนำรถยนต์

2. BMW 523iA (MY2000) ราคา 2,999,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 140,000 – 170,000 บาท

BMW Series 5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) รหัส E39 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เป็นรุ่นสุดท้ายที่ ยนตรกิจ ขายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ของ BMW จากเยอรมนี จะเข้ามาสานการขายต่อในปี 2541

สำหรับ BMW 523iA ในเวลานั้นถือว่าเป็นรถที่ขายดีมาก ภายในหรูหรา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ 184 แรงม้า

2000-BMW-730iAL

ภาพจาก Boyd Saharat

3. BMW 730iAL ราคา 7,083,400 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 300,000 บาท

BMW Series 7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รหัส E38 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทคในราคาที่แพงระยับในยุคนั้น โดยในรุ่นย่อย 730iAL จัดเป็นรุ่นที่มีระยะฐานล้อยาวเป็นพิเศษ นั่งสบายดั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ในราคามือสองที่ถูกกว่าอีโคคาร์ สำหรับท่านประธานขี้เมื่อยโดยเฉพาะ

สำหรับรุ่นนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส M60B30 แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว 215 แรงม้า

2000-Citroen-XM

ภาพจาก Motor 1

4. Citroen XM 3.0i V6 24 V ราคา 3,300,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท

Citroen XM (ซีตรอง เอ็กซ์เอ็ม) กลายเป็นรถที่คนเล่นกันเฉพาะกลุ่มไปแล้ว สำหรับ XM ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราในแบบฝรั่งเศส ช่วงล่างแบบระบบไฮแดรกทีฟ ใช้เซ็นเตอร์ 5 ตัว คอยตรวจจับการทำงาน และปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพถนนได้ ให้ความนุ่มนวลมากถึง 85% ตลอดระยะทางการขับขี่ เกาะถนน

เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2534 มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร, ขนาด 3.0 ลิตร และแบบ Break แวกอน ส่วนในรุ่น 3.0 ลิตร ที่เรานำมาเสนอนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ZPJ แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า

2000-Lexus-LS

5. Lexus LS400 ราคา 6,580,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 250,000 – 320,000 บาท

Lexus LS400 (เลกซัส แอลเอส 400) ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น “ไม่ใช่แค่รถยนต์ เลกซัส ยานยนต์ปฏิวัติ” เพื่อลุยตลาดโลกของ Lexus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Toyota Celsior (โตโยต้า เซลซิเออร์) เป็นรถรุ่นแรกที่ Toyota เลือกใช้แบรนด์ Lexus ส่งไปลุยตลาดยุโรป และอเมริกา ก่อนจะเปิดตัวขายในบ้านเราเป็นรุ่นชูโรงเมื่อปี 2535

ส่วนในรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 2 (ที่พัฒนามาจากเจนฯ แรก) เผยโฉมกันในปี 2540 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร รหัส 1UZ-FE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว VVT-i 290 แรงม้า แถมยังมีระบบความปลอดภัยเพียบ ทั้งระบบเบรก ABS/EBD ระบบการควบคุมการทรงตัว VSC และระบบยึดเกาะถนน TRC เป็นต้น

2000-Mercedes-Benz-E-240

ภาพจาก Seven Car

6. Mercedes-Benz E 240 ราคา 3,950,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 330,000 บาท

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัส W210 ขวัญใจอาเสี่ยในยุค 90 ที่ตอนนี้ราคาถูกกว่าอีโคคาร์ซะอีก แต่ได้ขับหรือนั่ง ก็ดูเท่กว่าเห็นๆ โดยในบ้านเราก็มีเจ้า เบนซ์ ตากลม รุ่นนี้ให้เลือกกันอยู่หลายรุ่นย่อย แต่ที่เรายกมาคันนี้ คือรุ่นย่อยที่แพงที่สุดในปี 2543 ซึ่งในบ้านเรามีทั้งรุ่นประกอบในประเทศ และรุ่นนำเข้าอย่าง E 240 2.6

สำหรับ E 240 ใช้ขุมพลังขนาด 2.4 ลิตร รหัส M112.911 แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า และในตัว E 240 2.6 เป็นแบบขนาด 2.6 ลิตร แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

2000-Mercedes-Benz-S-500-L

7. Mercedes-Benz S500L ราคา 13,100,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 580,000 – 700,000 บาท

Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) รหัส W220 ที่สุดของความหรูหรา สำหรับ “ท่านประธาน” เท่านั้น! ขายในไทยตั้งแต่ปี 2541 มีรุ่นยอดนิยมในตลาดรถมือสอง อาทิเช่น S280, S 320 L และ S 500 L โดยรุ่นแพงที่สุดคงต้องเป็นรุ่นย่อย “S 500 L” ฐานล้อยาว สำหรับท่านประธานที่ชอบความสบายของการยืดขาสุดๆ มีเฉพาะรถนำเข้าเท่านั้น ในราคาออกใหม่หลักสิบล้าน! แต่ตอนนี้ราคาเท่าอีโคคาร์!

สำหรับ S 240 ใช้ขุมพลังขนาด 5.0 ลิตร รหัส M113 E50 แบบ V8 SOHC 24 วาล์ว 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 460 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เรียกว่าแรงสั่งได้เลยทีเดียว!

2000-Peugeot-605

8. Peugeot 605 SV 3.0 ราคา 2,275,890 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 บาท

Peugeot 605 (เปอโยต์ 605) อันนี้จัดว่าเป็นรถในระดับ Executive Car “The Leader of the Lions” รถธงของค่ายเปอโยต์ อันน่าภาคภูมิใจอีกรุ่น แม้ว่าคนเล่นรถส่วนใหญ่จะลืมไปแล้วก็ตาม … สำหรับ 605 ซึ่งในไทยมีขายทั้งรุ่นแรก และโฉมไมเนอร์เชนจ์เลย ซึ่งในตลาดโลกรุ่นนี้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 แต่ในราคาที่ทาง MR.CARRO อ้างอิงมา ในปี 2543 ยังคงมีขายเหลืออยู่ครับ

บ้านเรามีทั้งรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 130 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Citroen XM นั่นแล …

2000-Toyota-Crown-Royal-Saloon

9. Toyota Crown 3.0 Royal Saloon เบาะหนังแท้ ราคา 3,750,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 350,000 บาท

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจเนอเรชั่นที่ 11 สะท้อนศักดิ์ศรี แห่งความเป็นเลิศ ในแบบฉบับญี่ปุ่น เป็นรถยอดนิยมของผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2543 มีทั้งรุ่น Royal Saloon เบาะผ้า และรุ่นเบาะหนังแท้ หรูหราในแบบญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ETCS-i (Electronic Throttle Control System Intelligent) ช่วยให้การขับขี่ที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ทำงานเต็มกำลังและประหยัดน้ำมัน

2000-Volvo-S80

10. Volvo S80 ราคา 2,980,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

Volvo S80 (วอลโว่ เอส80) ความหรูหราเรียบง่ายแบบสวีเดน ผสานกับการใช้สอยที่ลงตัว โดยโฉมนี้บ้านเราเปิดตัวในปี 2543 มีดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Volvo รุ่นที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้

โฉมนี้ในบ้านเรามาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.3 ลิตร รหัส B5234T7 แบบ 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว Light Pressure Turbo 193 แรงม้า

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ราคารถมือสอง 10 รุ่นข้างต้นนี้ เป็นราคารถยนต์มือสองที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาของราคารถมือสอง ในปี 2543

  • นิตยสารวัฏจักรรถ 2000 ปีที่ 11 (1) ฉบับที่ 597 (44) วันจันทร์ที่ 6 – 13 มีนาคม 2543
Auto-Finance-Leasing-Help-Debtor-From-Covid-19

นับตั้งแต่สถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 (โควิด-19) เริ่มมียอดผู้ป่วยในประเทศไทยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 จนถึงขณะนี้ มียอดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลต่อหลายกิจการอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ภาคการท่องเที่ยว บริษัทรับจัดงานอีเวนท์ จัดออแกไนซ์ ร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ต่างได้รับผลกระทบไปถ้วนหน้า

ซึ่งหลายคนอาจจะถูกลดเงินเดือน ถูกเลิกจ้างชั่วคราว หรือแม้กระทั่งต้องปิดบริษัทเลยก็มี ซึ่งส่งผลกระทบทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรดาสถาบันทางการเงิน บริษัทไฟแนนซ์ ลีสซิ่ง หรือธนาคาร ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะการณ์ที่ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน จึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ต่างได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 กันถ้วนหน้า …

MR.CARRO ขอรวมข้อมูลไฟแนนซ์ ลีสซิ่ง สถาบันการเงิน ช่วยเหลือลูกหนี้จากไวรัส COVID-19 Update ล่าสุด! ครับ

SCB-Covid-19

ธนาคารไทยพาณิชย์

สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ พักชำระค่างวดสูงสุด 6 เดือน

ลูกค้าที่ประสงค์จะพักชำระหนี้สามารถติดต่อ ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร Call Center 02-777-7777

KBank-Covid-19

ธนาคารกสิกรไทย

สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน

ลูกค้าที่ประสงค์จะพักชำระหนี้สามารถติดต่อ K-Contact Center 02-888-8888

Krungsri-Covid-19

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ พักชำระหนี้ สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ปรับลดจำนวนเงินผ่อนชำระค่างวด (แล้วแต่กรณี)

ลูกค้าที่ประสงค์จะพักชำระหนี้สามารถติดต่อ Krungsri Call Center 1572 และสาขาของธนาคารกรุงศรีทั่วประเทศ

Thanachart-Covid-19

Thanachart-Drive-Covid-19

สินเชื่อรถยนต์ธนชาต DRIVE

สินเชื่อรถยนต์ธนชาต DRIVE ห่วงใยลูกค้าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

  • ให้ลูกค้าปัจจุบัน (สินเชื่อรถยนต์ใหม่, รถใช้แล้ว, รถแลกเงิน) สามารถขอพักชำระหนี้ได้สูงสุด 6 เดือน
  • สำหรับลูกค้าใหม่ (สินเชื่อรถแลกเงิน หรือรถแลกเงิน Top up) เลื่อนผ่อนงวดแรก 60 วัน*

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 – 31 กรกฎาคม 2563 ดูเพิ่มเติม คลิก : http://bit.ly/2Wr3wZ5

Kiatnakin-Covid-19

ธนาคารเกียรตินาคิน

ลูกหนี้รายย่อย

– พักชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 6 เดือน
– ส่วนลดดอกเบี้ย
– ขยายระยะเวลาชำระหนี้

ลูกค้าที่ประสงค์จะพักชำระหนี้สามารถติดต่อ 02-165-5555

TISCO-Covid-19

ธนาคารทิสโก้

ลูกหนี้รายย่อย

– ผ่อนปรนการชำระเงินต้นชั่วคราวไม่เกิน 6 เดือน
– ลดภาระการผ่อนชำระ
– ขยายระยะเวลาการชำระหนี้
– ลดค่าธรรมเนียม

ลูกค้าที่ประสงค์จะพักชำระหนี้สามารถติดต่อ 02-080-6000 หรือ 02-633-6000

Toyota-Leasing-Covid-19

Toyota Leasing

โครงการช่วยเหลือลูกค้าโตโยต้า ลีสซิ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 (COVID-19) สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว/โรงแรม/ขนส่ง และอาชีพอิสระ ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว*

โดยท่านลูกค้าสามารถยื่นคำขอผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ คลิก https://bit.ly/3aLR7ml (บริษัทฯ จะดำเนินการติดต่อกลับท่านลูกค้าผ่านทางอีเมล ภายใน 5 วันทำการ)

* เงื่อนไขการพิจารณาเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สอบถามรายละเอียด ได้ที่ ฝ่ายบริการข้อมูลลูกค้า โทร. 02-660-5555 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00-17.00 น.) หรือทางเว็บไซต์ https://www.tlt.co.th/contact และทางอีเมล: [email protected]

All-New-Honda-City-2020

Honda Leasing

การพักชำระหนี้เนื่องจากโรคไวรัสโควิด-19 เจ้าหน้าให้ข้อมูลว่า จะพิจารณาภายใน 5 วันทำการ ถ้าผ่านการพิจารณาจะพักชำระหนี้ 3 เดือน

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อื่นๆ

ทางธนาคาร สถาบันทางการเงินหลายแห่ง ก็ได้ออกมาช่วยผู้เดือดร้อนและได้รับผลกระทบอีกด้วยเช่นกัน

อย่าลืมนะครับ ช่วงเวลาแบบนี้ CARRO มีบริการรับซื้อรถด่วน CARRO Express สะดวกสบายถึงบ้าน แถมไม่เสี่ยงติดเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วย เพียงลงขายรถที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาของภาพจาก:

Carro-Work-From-Home

นับตั้งแต่สถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 (โควิด-19) อย่างต่อเนื่องในประเทศไทยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 จนถึงขณะนี้ ส่งผลต่อความวิตกกังวลของประชาชน เนื่องจากในสถานที่มีคนพลุกพล่าน ทางภาครัฐจังขอให้งดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงสั่งปิดสถานบริการต่างๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพร่เชื้อโรคทางอ้อมได้ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของห้างร้านต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านบริษัท CARRO ซึ่งเป็นบริษัท Startup ดำเนินงานเกี่ยวกับรถมือสองชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ มิได้นิ่งนอนใจกับการระบาดของไวรัส COVID-19 (โควิด-19) จึงได้วางแผนรับมือกับการระบาดของ COVID-19 อย่างเต็มที่

อีกทั้งยังเป็นการทดสอบการทำหน้าที่ว่า หากทำงานจากนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านแล้ว ประสิทธิภาพในการทำงาน จะต่อเนื่องหรือลดลงหรือไม่? ในสถานการณ์ที่จำเป็นเช่นนี้

Carro-Rebrand-To-2020

ด้าน นายมานิต โกการ์ ผู้อำนวยการ บริษัท คาร์โร (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ทาง CARRO มีความห่วงใยพนักงานทุกท่าน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเดินทาง ผ่านสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นเพื่อมาทำงาน และสุขภาพอนามัยของทุกๆ ท่าน จึงจัดให้มีการทำงานแบบ Work From Home ซึ่งทาง CARRO ยังคงพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ ต่อเนื่องทุกเวลา จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น”

Carro-Work-From-Home

นับตั้งแต่วันที่ 17-20 มีนาคม 2563 ทาง CARRO ได้ให้พนักงานทำงานแบบ “Work From Home” เพื่อความต่อเนื่องของการทำงาน การให้ความสำคัญกับสุขภาพของพนักงาน และให้ความสำคัญในการบริการลูกค้า ซึ่งก็ยังมีพนักงานปฏิบัติงานในสำนักงานปกติ และในพื้นที่อื่น หรือทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ซึ่งมีผลดีดังนี้

  • พนักงานทำงานในสำนักงานลดลง ทำให้โอกาสแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ลดลงตาม
  • มีพนักงานสองทีม หากทีมหนึ่งไม่พร้อมทำงาน หรือมีผู้ป่วย ก็จะมีอีกทีมหนึ่ง ที่สามารถทำงานแทนกันได้ โดยไม่ต้องถูกกักบริเวณเพื่อเฝ้าระวังอาการ
  • เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉิน ที่จะให้พนักงานทำงานได้ทุกสถานที่ แม้ว่าจะมีการปิดสถานที่ต่างๆ แต่ยังปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งขณะนี้ (19 มีนาคม 2563) ยังไม่พบพนักงาน CARRO ที่ติดเชื้อไวรัส COVID-19 หรือมีพนักงานที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือเกี่ยวข้องกับผู้ที่เดินทางในประเทศกลุ่มเสี่ยง แต่อย่างใด ซึ่งหากตรวจพบหรือมีข้างต้น พนักงานจะต้องเฝ้าระวังอาการอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน ถึงจะกลับมาทำงานปกติ

Carro-Pantip-Workshop-Event-2019

สำหรับเรา CARRO เรายังพร้อมให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ ตลอดเวลาของการทำงานในแต่ละวัน ซึ่งท่านใดหากต้องการขายรถในช่วงนี้ CARRO ยินดีต้อนรับท่านเสมอทุกโอกาส และมั่นใจได้กับระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของคุณลูกค้า และรถยนต์ของคุณ แม้ว่าจะปฏิบัติงานนอกสถานที่ก็ตาม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

และในส่วนของท่านใดที่มีรถยนต์อยู่ในมือหลายคัน ต้องการขายรถแบบ Fleet คราวละหลายๆ คัน ก็สามารถสมัครขายรถแบบ Agent กับทางเราได้เช่นกัน เพียง Download Application CARRO Wholesale ซึ่งระบบการซื้อรถกับทาง CARRO ไม่ว่าคุณจะขายรถแค่เพียงคันเดียว หรือจะขายรถหลายคันก็ได้

หากท่านใดยังไม่มี App นี้ สามารถดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” จากใน iOS และ Android โดย Download ได้จาก Link นี้เลย —> icon_ios icon_android

ดูรายละเอียด และวิธีการใช้งานของ CARRO Wholesale Application เพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/blog/carro-agent-rewards/

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carropartner —> เพิ่มเพื่อน

Trick-To-Get-Secondhard-Car-For-You

สำหรับใครที่มองหารถยนต์สภาพดี คุณภาพไม่มีที่ติ นอกเหนือจากรถยนต์มือหนึ่งป้ายแดงแล้ว รถยนต์มือสองก็ตอบโจทย์ได้ไม่แพ้ใครเหมือนกันนะครับ แถมยังมีราคาที่ประหยัดกว่า เรื่องของคุณภาพก็แทบจะไม่ต่างกับมือหนึ่งมากนัก

เทคนิคง่ายๆ ซื้อรถมือสองให้คุ้ม

แต่แน่นอนว่าการซื้อรถมือสองนั้นมีเงื่อนไข และการตรวจสอบ การตรวจเช็กสภาพรถก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ใครเลยด้วยนะ เพราะถ้าเราเจอคนขายที่ไว้ใจได้ก็ถือว่าโชคดีของเรา แต่หากเจอกับมิจฉาชีพ คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไร ดังนั้น Masii เลยมีเทคนิคการเลือกซื้อรถมือสองแบบง่ายๆ มาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กันครับ

Trick-To-Get-Secondhard-Car-For-You

ราคาต้องเหมาะสม

สำหรับรถมือสองนั้นต้องยอมรับก่อนว่ามีหลากหลายราคาเอามากๆ ให้เราเลือกได้อย่างอิสระ และเหตุที่ทำให้รถมือสองนั้นมีราคาที่แตกต่างกันออกไปก็เพราะยี่ห้อรถ รุ่นรถ รวมไปถึงเลขไมล์ และสภาพรถที่ใช้งานมา ดังนั้นเราก็ต้องเลือกดูยี่ห้อ รุ่น ให้เหมาะสมกับเรทราคาที่เราตั้งไว้ สภาพต้องดี

ใครๆ ก็อยากได้รถสภาพดีๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง แต่ถ้าหากเลือกมองราคาถูกไว้ก่อน กลับได้รถมือสองมาในสภาพที่ไม่โอเค ต้องคอยไปเสียค่าซ่อมตามหลัง แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกซื้อรถมือหนึ่ง ทางที่ดีเราควรเช็กสภาพรถมือสองอย่างละเอียดให้ครบถ้วน ถ้าไม่มั่นใจก็ลองให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือมีความรู้มาตรวจดูจะดีที่สุด

ดูรถหลายๆ คัน

ต้องมีความใจเย็นในการเลือกซื้อรถมือสอง ค่อยๆ ตัดสินใจไปทีละขั้นตอน และถ้าหากมีเวลา ให้เราลองเปรียบเทียบรถมือสองที่เราต้องการดูแต่ละที่ และเก็บข้อมูลเพื่อประกอบตัดสินใจอีกครั้ง

Trick-To-Get-Secondhard-Car-For-You

เลือกแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือ

ใช่ว่าเราจะซื้อรถมือสองที่ไหนก็ได้นะครับ บางที่อาจจะมาอยู่ในรูปแบบมิจฉาชีพ หลอกหลวงเรา นำเสนอโดยการให้ราคาที่พิเศษกับเรา แต่ที่แท้อาจจะเลือกรถยนต์ที่ย้อมแมวมาขายให้กับเรา ดังนั้น การเลือกซื้อผ่านบริษัทที่ได้รับความน่าเชื่อถือจะช่วยให้เราอุ่นใจได้รถมือสองที่คุณภาพดีแน่นอน ต่อให้ซื้อรถยนต์มือสองแล้ว การทำประกันรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน หากเกิดอุบัติเหตุใดๆ บนท้องถนน ประกันจะช่วยดูแลคุ้มครองเราอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ได้ทันที

มีข้อมูลสงสัยอยากสอบถาม โทรเข้ามาที่ 02 710 3100 เรามีทีมงานคอยให้คำตอบอยู่ครับ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Carro-Nissan-Cefiro-A31

หากเราจะย้อนกลับไปดูตลาดรถของไทยสักเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูมสุดขีดจากนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2531 ทำให้อัตราการโตของเศรษฐกิจไทยสูงมาก และมีคนรวยเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วงต้นยุค 90

เวลานั้น “รถยนต์” ก็เป็นอีกสิ่งที่เรียกได้ว่ากำลังเฟื่องฟูสุดๆ แม้ว่าก่อนปี 2534 ภาษีรถบ้านเรายังคงสูงมากก็ตาม ต่อมาในปี 2534 บ้านเราจึงลดกำแพงภาษีรถยนต์ ทำให้รถรุ่นใหม่ๆ แปลกๆ มากมาย ต่างทยอยนำเข้าขายในบ้านเราอย่างเต็มที่ มีให้เลือกกันสารพัดแบบ แม้กระทั่งรถหรูๆ สำหรับผู้บริหาร ก็มีตัวเลือกหลายยี่ห้อทีเดียว

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

อีกหนึ่งรถยอดนิยมตลอดกาล ที่เกิดขึ้นจากการเป็นรถหรูอย่าง “Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่)” รหัส “A31” กับ “ลีลาแห่งอนาคต” เกิดขึ้นมาพร้อมกันในยุคนี้ กลับกลายเป็นรถที่ชาว “รถซิ่ง” นิยมเป็นอย่างมากทั้งในสนามซิ่ง และสนามดริฟท์ ที่เปิดตัวขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2533 นับถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปี พอดี!

ทำไม Cefiro A31 ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไรนั้น? MR.CARRO จะพาท่านไปรู้จักกับ Cefiro A31 กันให้มากขึ้นครับ

Nissan Cefiro (A31) Live Catalogue

Nissan-Cefiro-A31-Drawing

ขั้นตอนการออกแบบ Nissan Cefiro (A31)

สำหรับ Nissan Cefiro นั้น มีชื่อรุ่นมาจากภาษาสเปน ความหมายในภาษาไทยนั้นหมายถึง “ลมตะวันตก” หรือ “ลมอ่อนๆ” (หรือ Zephyr ในภาษาอังกฤษ)

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 1988 มาพร้อมกับรูปทรงเพรียวล้ำยุค แบบ Personal Sedan หรือ Executive Car ที่ชอบเรียกกันในยุคนั้น ที่ละม้ายคล้ายกับ Nissan Silvia รถสปอร์ต 2 ประตู ที่ออกมาในเวลานั้น โดยตัวรถออกแบบโดย Satoshi Wada ตั้งใจให้เป็นรถ 4 ประตูขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ แต่มีความสูงไม่มากนักแบบรถสปอร์ต

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ห้องโดยสารภายใน หรูหรา เบาะนั่งกระชับ มีให้เลือกทั้งรูปแบบ Modern, Elegant และ Dandy

โดย Cefiro A31 รุ่นนี้ ผลิตขึ้นในโรงงาน Musashimurayama เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ชูจุดเด่น จุดขาย ด้วยความล้ำยุค (ในช่วงปลายยุค 80 ถึงต้นยุค 90) ด้วยชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ เปิด-ปิด อัตโนมัติ, เบาะปรับไฟฟ้า, กระจกมองข้างตัดแสงได้ พร้อมไล่ฝ้า ระบบการควบคุมการขับเคลื่อน 4 ล้อ ATTESA-ETS พร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ HICAS-II และระบบเบรก ABS

กับเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ อย่าง “โช๊คอัพปรับความอ่อน-แข็ง ด้วยไฟฟ้า และปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามความเร็วรถ DUET-SS (Super Sonic Suspension)” ที่พัฒนาจากระบบโซนาร์ โดยส่งคลื่นโซนาร์ออกไปที่พื้นถนนและสะท้อนกลับมายังตัวรับสัญญาณบริเวณแชสซีส์หน้า และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะปรับความแข็งอ่อนให้ จะเอาแบบไหน Comfort หรือ Sport เลือกได้ จนหลายคนอยากขโมยไปหาปลา!

Nissan-Cefiro-A31

Nissan-Cefiro-A31

เนื่องจากรถรุ่นนี้ มีพื้นฐานของระบบเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างหลัง ใช้ร่วมกันกับ Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) รหัส “R32” รถยอดนิยมตลอดกาลของชาวรถซิ่ง รวมถึงในรุ่น Leopard รหัส F31 และ Laurel รหัส C33 ทำให้รถหรูรุ่นนี้ จึงกลายร่างมาเป็นรถซิ่งกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในไทย และในญี่ปุ่นเอง

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

สำหรับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ลุยกับด้วยตระกูล 6 สูบแถวเรียงรหัส RB ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E 125 แรงม้า, รหัส RB20DE 155 แรงม้า, รหัส RB20DET Turbo 205 แรงม้า มีเกียร์ธรรมดา 5 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับ 5 สปีด ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1991 Nissan ปรับปรุงระบบความปลอดภัยของ Cefiro ทุกรุ่นย่อย และมีถุงลมนิรภัยด้านคนขับให้เลือกเป็นออพชั่นอีกด้วย ต่อมาในปี 1992 จึงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเพิ่มรุ่น Top สุด ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส RB25DE 180 แรงม้า

Nissan-Cefiro-A31

แน่นอนว่ารถรุ่นนี้ Nissan ก็มีผลิตเป็นเวอร์ชั่นส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ในแถบลาตินอเมริกา ตุรกี จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงในตะวันออกกลางด้วย ทั้งแบบพวงมาลัยซ้าย และพวงมาลัยขวา ใช้ชื่อรุ่นว่า “Nissan Laurel Altima” (ในไทย มีรุ่นนี้แท้ๆ นำเข้ามาใช้งานด้วย 1 คัน) แต่รายละเอียดหลายอย่างก็ต่างไปจาก Cefiro เช่น เครื่องยนต์ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 102 แรงม้า รหัส CA20S และเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส RB24 141 แรงม้า

สำหรับในไทย …

Nissan Cefiro A31 รุ่นนี้ จุดเริ่มต้นของการขายในประเทศไทยคงต้องยกเครดิตให้กับ บริษัท สยามกลการ จำกัด ที่ได้ไปชมตัวจริง และกล้าตัดสินใจนำความคิดว่ารถรุ่นนี้ขายในไทยได้แน่ๆ เสนอต่อฝ่าย Product Planning บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในการขอสิทธิ์นำเข้ามาขาย และผลิตจำหน่ายในประเทศไทย

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

รถคันแรก ออกจากสายการผลิตของโรงงาน Nissan เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2533 (ภาพจาก LIM-Catalogue)

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ 14 มีนาคม 2533 ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา โดยงานนี้ผู้บริหาร นิสสัน จากประเทศญี่ปุ่น ยูทากะ คูเม ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น บินมาเพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ

แถมมีลูกค้าสั่งจองไว้ล่วงหน้า กว่า 1,000 คันแล้ว ในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ก่อนเปิดตัว! ขายดีจนต้องปิดจองเลยทีเดียว เพราะผลิตไม่ทัน จนเกิดธุรกิจขายใบจองกันเป็นล่ำเป็นสัน

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

สนนราคารุ่น 12 วาล์ว เกียร์ธรรมดาอยู่ที่ 790,000 บาท และราคา 830,000 บาท ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

มิติตัวถังยาว 4,710 มม. (ในรุ่น 24 วาล์ว ยาว 4,690 มม.) กว้าง 1,695 มม. สูง 1,375 มม. และระยะฐานล้อ 2,670 มม. น้ำหนักรถ 1,290 – 1,380 กิโลกรัม

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

เวอร์ชั่นไทย เริ่มแรกมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20E แบบ 6 สูบ OHC 12 วาล์ว หัวฉีด ECCS ให้แรงม้าสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ในโฉม 24 วาล์ว ตามมาทีหลัง เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส RB20DE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว หัวฉีด ECCS ให้แรงม้าสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.5 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (5E-AT) พร้อมระบบ DUET-EA ควบคุมการส่งกำลังของเกียร์และการทำงานของเครื่องยนต์ให้เต็มประสิทธิภาพ สามารถเลือกได้ทั้ง Auto Mode ใช้งานในเมือง ขับขี่ธรรมดา และ Sport Mode ไว้เรียกพลัง ลากรอบได้นานขึ้น และ Hold สำหรับการล็อกตำแหน่งเกียร์ตามที่เลือกไว้

Nissan-Cefiro-A31-XO-Autosport

ภาพจาก XO-Autosport

ช่วงล่างของ Cefiro A31 ก็ถือเป็นจุดขายสำคัญ ด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงชนิดเยื้องศูนย์ พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบ อิสระ Multi-Link (มัลติลิงค์) พร้อมเหล็กกันโคลง เอกลักษณ์ของช่วงล่างรถ Nissan ในยุค 90

Nissan-Cefiro-A31-Lineup

สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานเวอร์ชั่นไทย … ในรุ่น 12 วาล์ว ที่เด่นๆ จุดขายก็ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์, ภายในใช้ชุดลำโพงแบบ Active Sound, เบาะหนังชามัวร์, พวงมาลัยเพาเวอร์ปรับสูง-ต่ำ ใกล้-ไกล ได้ และคอนโซลหน้า ติดตั้ง Sensor ควบคุมอุณหภูมิให้ทำงานสัมพันธ์กับแอร์แบบอัตโนมัติ กับปุ่มปรับโหมดการทำงานของโช๊คอัพไฟฟ้า DUET-SS และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ในรุ่น 24 วาล์ว เพิ่มจากรุ่น 12 วาล์ว ได้แก่ กันชนหน้าใหม่ ช่องดักลมยาวขึ้น, ไฟท้ายและแผงทับทิมหลังใหม่ สีแดงเลือดหมูแบบเรียบ ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวที่กันชนหน้า, ระบบล็อคประตูรถอัตโนมัติ เมื่อรถวิ่งเกิน 15กม./ชม., ที่วางแขนด้านหลัง มีฝาเปิดไปห้องเก็บของท้ายได้, พวงมาลัย 4 ก้าน เบาะหนังแท้สีดำ, เบาะปรับไฟฟ้า, มาตรวัดรอบดีไซน์ใหม่ มีถึง 9,000 รอบ/นาที และระบบเบรก ABS ในราคา 1,025,000 บาท!

Nissan-Cefiro-A31-Color-Variation

มีสีรถให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีเงิน Greenish Silver M., สีทอง Beige M., สีเขียว Dark Green M., สีดำ Black Mica และสีโปรโมทอย่าง สีฟ้า Blue Grey M.

Nissan-Cefiro-A31-Catalogue

ในปี 2536 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ทั้งรุ่น 12 วาล์ว และรุ่น 24 วาล์ว ปรับกันชนหน้าใหม่ ยาวขึ้น กระจังหน้าใหม่ ชุดไฟท้ายสีแดงสด แบบเรียบ

หลังจากนั้นก็ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2538 Nissan Cefiro A32 ขับหน้ารุ่นแรก ที่เข้ามาแทนที่เจ้า Cefiro A31 ที่หมดอายุตลาดไป

บทสรุป

การกำเนิดของ Nissan Cefiro รหัสตัวถัง A31 โฉมนี้ในอดีต แม้ว่าจะเป็นรถหรู ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เหล่าผู้จัดการ หรือผู้บริหาร “ขับเอง” มากกว่า “นั่งข้างหลัง” บ้าง กลับกลายมาเป็นรถซิ่งขับหลัง รถยอดนิยมตลอดกาลของขาซิ่งไปซะงั้น

Nissan-Cefiro-A31

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับใครที่เคยเล่นรถรุ่นนี้ หรืออยากจะเล่นรถรุ่นนี้ ก็ต้องเป็นคนนิยมชมชอบในความหรู หรือไม่ก็ความแรงแบบรถขับหลัง (สำหรับรถที่เปลี่ยนเครื่องมาแล้ว)

แต่รถรุ่นนี้ส่วนใหญ่ สภาพจะช้ำซะเยอะ เพราะถูกนำไปแต่งซิ่งกันเยอะสุดๆ จนรถสภาพเดิมๆ กลายเป็นรถหายากไปเลย! ควรเลือกบอดี้รถที่ยังสวยๆ หรือว่าทำสีมาแล้ว ดูด้วยว่าหลังคามีผุหรือเปล่า เพราะรุ่นนี้เป็นกันเยอะ! กับภายในว่าเบาะเน่า หนังแตก มากน้อยแค่ไหน กับระบบ DUET-SS ยังใช้ได้หรือไม่

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ถ้าจะเล่นรุ่นนี้แบบเครื่องยนต์เดิมๆ 12 วาล์ว RB20E ตรงรุ่น ที่ดูโบราณไปหน่อย เมื่อเทียบกับรถในยุคเดียวกันที่เป็น ต้องทำใจรับได้กับเรื่องกินน้ำมันแบบดุเดือด และเรี่ยวแรงที่หดหายไปมาก รวมไปถึงเครื่องยนต์แบกน้ำหนักตัวรถไว้มากพอสมควร แต่ก็ได้ความทนทานและความนิ่งเมื่อขับทางไกล ถ้าอยากอนุรักษ์ของเดิมไว้ และต้องใช้รถบ่อยๆ (แต่เงินในกระเป๋าไม่อำนวย) ทางที่ดีควรติดแก๊ส LPG ซะ จะได้ประหยัดขึ้น

และห้องโดยสารภายในที่ค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะชุดเบาะด้านหลัง อาจไม่ถูกใจคนตัวสูงใหญ่เท่าไหร่นัก (หัวแทบติดเพดาน!)

ในยุคที่รถซิ่งกำลังบูม คนที่ซื้อรถรุ่นนี้ไปแต่งจึงนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่จำนวนมาก นับตั้งแต่เครื่องยนต์ของ Nissan อย่างรหัส RB20DET, RB25DET หรือ RB26DETT หรือแม้กระทั่ง “เครื่อง JZ” จาก Toyota อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE เป็นต้น

ข้อดีอีกอย่างของรุ่นนี้คือ ของแต่งยังมีมาก แม้ว่าจะมีราคาเริ่มสูงแล้วก็ตาม แม้กระทั่ง “ไฟหน้าอเมริกา” ที่บ้านเราเรียกกัน ทำเอางง! เพราะรถรุ่นนี้ ไม่มีขายที่อเมริกา!

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานในระดับหนึ่ง ไม่ค่อยจุกจิก ดูแลง่าย หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 10,000 – 30,000 บาท ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ตามเชียงกงยังพอมี

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000-150,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Agent-Dealer-Summer-Promotion

ในช่วงที่ประเทศไทยของเราเข้าสู่ “หน้าร้อน” กันแล้ว แต่สถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ก็ยังคงสร้างความวิตกกังวลของคนไทยจำนวนมาก จนภาคธุรกิจหลายอย่างสะดุดไปตามๆ กัน ในตอนนี้ใครที่เป็นเซลล์ขายรถ เซลล์รถใหม่ (หรือที่ปรึกษาการขาย) ต่างต้องพยายามหารายได้เสริมกันเป็นแถว เพราะยอดขายรถใหม่ค่อนข้างชะลอตัวมาก

แต่ถ้าคุณตัดสินใจนำรถที่ลูกค้ามาเทิร์น มาขายกับทาง CARRO โอกาสที่คุณจะได้เงินจากส่วนนี้มากขึ้น นี่จัดว่าเป็นโอกาสของคุณเลยในเวลานี้ ไม่ต้องเสียเวลาเอารถไปให้หลายๆ เต็นท์ตีราคา หรือถูกกดราคาจนมากเกินไป

อีกทั้งหากคุณยิ่งขายรถกับทาง CARRO มากคันเท่าไหร่ ก็ยังได้อิ่มท้องมากขึ้นกับ “ขายรถให้เร็ว กินฟรีเยอะมาก” แจก Gift Voucher ร้านอาหารมากมาย ที่ทาง CARRO จัดเตรียมไว้ให้อีกด้วย

โปรโมชั่นนี้ สำหรับการขายรถภายในเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2563 นี้ แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกัน …

จำนวน (คัน)  คะแนน คะแนนสะสม Value/Point Theme #2 (Food) 
1 5,000 400 0.08 Swensens มูลค่า 300 บาท
2 7,500 1,850 0.25 Amazon Voucher มูลค่า 1000 บาท
3 10,000 4,400 0.44 KFC Voucher มูลค่า 3,000 บาท
4 12,500 8,000 0.64 Pizza Company มูลค่า 5,000 บาท
5 15,000 12,500 0.83 Starbucks Product Set มูลค่า 10,000 บาท 
VIP 50,000 25,000 0.50 MK Voucher มูลค่า 15,000 บาท
Term and condition : 

CarroRewards

ยิ่งมีคะแนนสะสม ยิ่งได้ของสิทธิพิเศษมากมาย

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

  • ผู้แลกของรางวัลต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย วันที่มารับสินค้า

  • คะแนนสะสมไม่มีวันหมดอายุ

  • กรณีที่เป็นระดับ VIP  ต้องมีคะแนนสะสม 50,000 คะแนนขึ้นไป และจำกัดสิทธิเฉพาะดีลเลอร์คนแรกเท่านั้น จำกัดเพียงแค่ 1 รางวัลต่อเดือน

  • กรณีการรับ CarroRewards ผู้แลกสิทธิและของรางวัล CarroRewards จำเป็นต้องรับที่สำนักงาน CARRO ในกรุงเทพฯ และสาขาในเขตพื้นที่นั้นๆ เท่านั้น

  • กรณีต้องการเช็กคะแนน หรือ ติดต่อรับ CarroRewards กรุณาติดต่อเบอร์ 063-535-9583 หรือ 063-535-9586

  • หากต้องการติดต่อรับสิทธิพิเศษ หรือสินค้า CarroRewards ติดต่อแผนกกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ เบอร์ 02-5088425

  • การรับสิทธิพิเศษหรือสินค้า สามารถรับได้เฉพาะวันที่ 30 หรือ 31 ของทุกเดือน หรือสิ้นเดือน (เฉพาะวันและเวลาทำการเท่านั้น)

  • หากมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

  • ในการแลกรางวัลในแต่ละลำดับ จะมีจำนวนจำกัด

  • รายละเอียดระดับคะแนนสะสม เพื่อแลก CarroRewards จะแลกของในระดับนั้นๆ ได้ ต้องจบการขายตามจำนวนที่กำหนด เช่น จะแลกของใน ระดับ 1 จำเป็นต้องจบรถอย่างน้อย 1 คัน หรือ ระดับ 5 ต้องจบรถอย่างน้อย 20คัน คัน สำหรับ ระดับ VIP ต้องจบรถอย่างน้อย 20 คัน

  • ระยะเวลาในการแลก Rewards ตั้งแต่เดือน มีนาคม – พฤษภาคม 2563
คะแนน

1 Upload = 100 Points

1 Click of Confirmed Meet-up = 250 Points

1 Transaction = 2,500 Points

มีวิธีไหนบ้าง ที่จะหา Application CARRO Wholesale มาใช้ได้?

Application CARRO Wholesale เป็นระบบการซื้อรถกับทาง CARRO ไม่ว่าคุณจะขายรถแค่เพียงคันเดียว หรือจะขายรถหลายคันก็ได้ หากท่านใดยังไม่มี App นี้ สามารถดาวน์โหลด Application “CARRO Wholesale” จากใน iOS และ Android โดย Download ได้จาก Link นี้เลย —> icon_ios icon_android

ดูรายละเอียด และวิธีการใช้งานของ CARRO Wholesale Application เพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/blog/carro-agent-rewards/

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carropartner —> เพิ่มเพื่อน

Toyota-Crown-JZS133

หากจะย้อนกลับไปในอดีต ในยุคที่รถหรูบ้านเรายังยอดนิยมสุดๆ ในบรรดาผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถ้าหากบริษัทที่ทำงานในตอนนั้น อาจจะเป็นบริษัทจากชาติตะวันตก คุณก็อาจจะได้รถประจำตำแหน่งเป็นรถ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) หรือ BMW (บีเอ็มดับเบิลยู)

แต่ถ้าบริษัทคุณเป็นบริษัทจากชาติตะวันออก ซึ่งในบ้านเราก็จะเป็นบริษัทจากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ก็จะได้รถประจำตำแหน่งเป็นรถ Toyota (โตโยต้า) หรือ Nissan (เป็นต้น) โดยมากแล้วจะนิยมรถ Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) หรือ Nissan Cedric (นิสสัน เซดริก) ที่ตัวรถมีขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างหรูหราแบบรถยุโรป แต่ราคาย่อมเยาว์กว่ากันมาก

ใช่ครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) รหัสรุ่น JZS133 ในโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 กัน ตอนออกใหม่ๆ นั้น มีราคาหลักล้านกว่าบาท แต่ตอนนี้ สามารถหาซื้อได้ในราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงหนึ่งแสนบาทต้นๆ จะมีอะไรที่น่าสนใจนั้น ต้องอ่าน …

Toyota-Crown-Royal-Saloon

สำหรับ Toyota Crown เจเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 28 ตุลาคม 1991 ในรูปแบบ Hardtop 4 ประตู และโฉมที่หรูเป็นพิเศษอย่าง Crown Majesta แต่ Crown โฉม Saloon และ Station Wagon จะยังคงเป็นรถเจเนอเรชั่นที่ 8 แต่ก็มีการปรับโฉมแบบ “ยกใหญ่” และยังคงใช้พื้นฐานร่วมกัน อุปกรณ์ภายในบางส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ แต่ก็มีความต่างกันอยู่พอสมควร ทั้งตัวถังภายนอก เครื่องยนต์ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ซึ่งโฉม Saloon นี้ล่ะครับ เป็นโฉมที่ทาง Toyota ตัดสินใจนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2535 เพื่อแทนโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เป็นโฉมสุดท้ายที่ประกอบขายในประเทศไทย มาพร้อม Concept “สุดยอดศิลปกรรมยานยนต์”

มิติตัวถังยาว 4,860 มม. กว้าง 1,720 มม. สูง 1,460 มม. และระยะฐานล้อ 2,730 มม. น้ำหนักรถ 1,630 กิโลกรัม

Toyota-Crown-Royal-Saloon

Toyota Crown Royal Saloon ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.1 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ระบบช่วงล่างหน้า แบบดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง หลังแบบเซมิเทรลลิ่งอาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ตัวถังภายนอกยังคงไว้ซึ่งขนาดใหญ่ ทรงเหลี่ยม โดดเด่นด้วยไฟหน้า และไฟท้ายขนาดใหญ่ มีไฟตัดหมอก ไฟกะระยะด้านข้างตัวรถ และล้อแม็กลายหรูขนาด 15 นิ้ว ติดมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ภายในห้องโดยสารหรูหรา โอ่อ่า ด้วยโทนสีน้ำเงิน เบาะกำมะหยี่ขนาดใหญ่ นั่งสบาย มีพวงมาลัยเพาเวอร์ แบบ 3 ก้าน ปรับน้ำหนักตามความเร็วรอบ ระบบแอร์สวิงซ้าย-ขวา ระบบควบคุมแอร์ด้านเบาะผู้โดยสารหลัง พร้อมระบบเบาะไฟฟ้าปรับเลื่อนได้ ทั้งด้านคนขับ และด้านหลัง หรือจะเป็นตู้เย็นเล็กๆ ที่เหมือนตู้เย็นบ้าน สำหรับไว้แช่ของเย็นๆ ด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Toyota Crown ด้วย เป็นต้น

สำหรับ Toyota Crown โฉมนี้ ขายกันไปแบบเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2538

Toyota-Crown-Royal-Saloon

บทสรุป

แม้ว่า Toyota Crown รหัสตัวถัง JZS133 โฉมนี้ในอดีต จะเป็นรถยอดนิยมของผู้บริหาร หรือประธานบริษัทของบริษัทญี่ปุ่น หรือชาวไทยที่เข้ามารับตำแหน่งระดับสูงใช้เป็นรถผู้บริหาร หรือใช้เป็นรถโรงแรม จวบจนยุคปัจจุบันที่เป็นรถของกลุ่มคนชอบรถแนวๆ VIP CAR มักไฝ่ฝันและถามถึงกันอยู่เสมอๆ

Toyota-Crown-Royal-Saloon

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Crown รุ่นนี้ เหมาะสำหรับคนชอบรถหรูๆ ในแบบตะวันออกจริงๆ ถึงแม้ว่าคุณค่าของอุปกรณ์มาตรฐาน อาจจะมีมาให้มากกว่ารถตะวันตกบางยี่ห้อในยุคเดียวกันด้วยซ้ำไป

แต่ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ “Toyota” ที่บางคนอาจจะมองว่าเป็น Mass ไปหน่อย ทำให้การซื้อขายในตลาดรถมือสอง อาจขายต่อยากและใช้เวลานานหน่อย ถ้าคุณไม่ได้ขายคนนิยมรถเฉพาะกลุ่ม VIP CAR นะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับคนสูงวัยนั่งด้านหลังอย่างมาก ด้วยบรรยากาศของตัวรถ ความสะดวกสบายของอุปกรณ์มาตรฐาน แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ที่เขี่ยบุหรี่ ก็มีติดมาไว้ในด้านหลัง รวมไประบบแอร์ของ Nippondenso ที่เย็นสะใจถูกใจคนขี้ร้อน

และห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้ดีมาก เครื่องยนต์นิ่ม นิ่ง ขับด้วยความเร็วสูงก็ยังทรงตัวได้ดี เครื่องยนต์รอบต่ำ ขับไกลๆ สบาย ไม่เหนื่อย แต่ก็กินน้ำมันมาก ตามประสารถเครื่องยนต์ใหญ่

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ดูแลง่าย หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เตรียมงบไว้ดูแลปีละ 15,000 – 20,000 บาท หรือถ้าหากเครื่องยนต์เดิมแรงไม่ทันใจ ก็สามารถนำเครื่องยนต์ของ Toyota แบบอื่นๆ มาลงก็ได้เลย อาทิ เครื่องยนต์ขนาด 6 สูบ ที่มีระบบ VVT-i มาลง หรือ V8 สูบ หรือจะเอาแบบประหยัดๆ ต้องใช้งานรถทุกวัน ก็ติดแก๊ส LPG ได้ ไม่มีปัญหา

ส่วนอะไหล่เก่าของรุ่นนี้ ก็ยังหาได้ไม่ยากนัก เชียงกงมีขายเยอะ และไม่ค่อยมีคนแย่งกันซื้อด้วย หรือบางอย่างยังมีให้เบิกศูนย์ของใหม่ได้ แต่ต้องทำใจเรื่องราคาอาจจะสูง และรอนานหน่อย

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 60,000-110,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Chevrolet-Thailand-20-Years-In-Business

นับตั้งแต่การประกาศของ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทย ภายในสิ้นปี 2563 และขายโรงงานประกอบรถยนต์ รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่ จ.ระยอง ให้ Great Wall Motors (เกรท วอล มอเตอร์ส) จากจีน ซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ไป ก็ทำให้ผู้คนในวงการยานยนต์ ตะลึงกันไปตามๆ กัน

สำหรับ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 ก็ล้วนมีทั้งเรื่องราวอันน่ายินดี และเรื่องราวที่น่าผิดหวัง ตามประสาบริษัทที่ทำธุรกิจ ก็ย่อมมีทั้งสิ่งที่ถูกใจลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย บริษัทอะไหล่ ปะปนกันไป ซึ่ง Chevrolet ก็จะอยู่ในหัวใจของคนไทยหลายๆ คน ตลอดไปอย่างแน่นอน …

MR.CARRO ขอนำเสนอเรื่องราวอันน่าโดดเด่น ของ GM และ Chevrolet ในประเทศไทย ในรอบ 20 ปี (2543 – 2563) ให้ทุกท่านได้อ่านกัน

1. เปิดตัวครั้งแรก ในงาน Motor Show 2000

Chevrolet กลับมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่แบรนด์ Opel (โอเปิล) ถูกเลิกขายในบ้านเราไป โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Bangkok Interational Motor Show 2000 ครั้งนั้น Chevrolet ได้นำรถมาโชว์อยู่หลากหลายรุ่น อาทิ รถต้นแบบ YGM-1, Chevrolet Zafira, Chevrolet Cavalier, Chevrolet Lumina และ Chevrolet Blazer

Chevrolet-Zafira

2. เปิดตัว Chevrolet Zafira

Chevrolet Zafira (เชฟโรเลต ซาฟิร่า) เป็นการบุกเบิกตลาดรถยนต์เอนกประสงค์รายแรกของประเทศไทย หรือ Compact MPV แบบ 5 ประตู เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส X18XE ECOTEC 115 แรงม้า ใน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.8 GL และ 1.8 CD

ต่อมาในปี 2544 เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 2.2 CDX ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส Z22SE ECOTEC 145 แรงม้า และเปลี่ยนรหัสใหม่ในเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ทุกรุ่นย่อย เป็นรหัส Z18XE ECOTEC 123 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และมีรุ่นย่อย รุ่นพิเศษต่อเนื่อง จนเลิกผลิตไปในปี 2548

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Zafira ในไทย

Chevrolet-Optra

3. เปิดตัว Chevrolet Optra

Chevrolet Optra (เชฟโรเลต ออพตร้า) ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Daewoo Lacetti โดยตัวรถได้สำนัก Pininfarina เป็นผู้ออกแบบ และ GMDAT บริษัทในกลุ่ม GM ใช้เวลาพัฒนากว่า 30 เดือน เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2546 ใช้เครื่องยนต์รหัส Z16XE ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า และรหัส Z18XE ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า

ในปี 2548 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเปิดตัวรุ่น Estate และในวันที่ 26 กรกฏาคม 2550 Chevrolet Optra ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกครั้ง ที่มาพร้อมรุ่นใช้ก๊าซ CNG ให้เลือก ในยุคน้ำมันแพง

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Optra ในไทย

4. เปิดตัว Chevrolet Lumina

Chevrolet เริ่มนำเข้ารถหรูในราคาไม่แพงจากออสเตรเลีย อย่าง Chevrolet Lumina (เชฟโรเลต ลูมิน่า) ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร 206 แรงม้า และต่อมานำเข้ารุ่นเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.6 ลิตร 255 แรงม้า แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก

Chevrolet-Colorado-Z71

5. เปิดตัว Chevrolet Colorado

กระโดดลงมาเล่นตลาดรถกระบะอย่างเต็มตัว กับ Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) ในปี 2547 ที่ผลิตจากโรงงานของ GM ใน จ.ระยอง เป็นการออกแบบร่วมกันระหว่าง GM กับ Isuzu ซึ่งของ Isuzu นั่นก็คือตัว D-Max นั่นเอง รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Commonrail ต่อมาในปี 2549 เปลื่ยนเป็น เครื่องยนต์ CTI ทั้ง 2.5 ลิตร 116 แรงม้า และ 3.0 ลิตร 146 แรงม้า พร้อมเพิ่มเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร CTI Max VGS Turbo 163 แรงม้า

ในช่วงปลายปี 2550 มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่ พร้อมรุ่นติดก๊าซ CNG ออกมาจำหน่ายในปี 2551 และในปี 2553 ได้มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกรอบ

Chevrolet-Aveo

6. เปิดตัว Chevrolet Aveo

หลังจากที่ Chevrolet เห็นว่าตลาดรถเก๋งของตนน่าจะไปได้สวย จึงเจาะตลาดรถ Sub-Compact ด้วยการส่ง Chevrolet Aveo (เชฟโรเลต อาวีโอ) ออกมาจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2549 ในแบบเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 94 แรงม้า พร้อมปรับเครื่องยนต์ให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

ก่อนจะปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 102 แรงม้า ในช่วงปลายปี 2552 และรุ่นติดตั้งก๊าซ CNG ในปี 2554

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Aveo ในไทย

Chevrolet-Captiva-Centennial-White-Edition

7. เปิดตัว Chevrolet Captiva

นับเป็นรถรุ่นที่ Chevrolet ขายในบ้านเรามายาวนานที่สุดอีกหนึ่งรุ่น สำหรับ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) เป็นรถยนต์ SUV ขนาดกลางแบบ 7 ที่นั่งของ Chevrolet ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์ออกแบบของ GM ในเมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร CRDi 150 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร 142 แรงม้า ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร 165 แรงม้า ในปี 2552

ในปี 2554 จึงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ และในปี 2555 จึงใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร Commonrail Turbo 163 แรงม้า และพัฒนาให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ ในปี 2557

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Captiva ในไทย

Chevrolet-Cruze

8. เปิดตัว Chevrolet Cruze

Chevrolet เปิดตัว Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) ที่เป็นแบบ Global Compact Car หรือ รถคอมแพกต์ซีดานระดับโลก ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วทุกมุมโลก มาขายในไทยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ใช้ขุมพลังขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า และขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Commonrail Diesel Turbo 150 แรงม้า

มีการปรับโฉมในเดือนมีนาคม 2556 และในเดือนสิงหาคม 2558 ก่อนจะเลิกขายไป

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Cruze ในไทย

9. เปิดตัวโรงงานผลิตเครื่องยนต์ Duramax

GM ประเทศไทย เปิดศูนย์การผลิตเครื่องยนต์ที่จังหวัดระยอง โดยผลิตเครื่องยนต์ Duramax 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร ในปี 2554 ด้วยมูลค่า 6,000 ล้านบาท

Chevrolet-Colorado-2014

10. เปิดตัว Chevrolet Colorado ใหม่

ในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 Chevrolet เปิดตัว Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) เจเนอเรชั่นที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ ชิ้นส่วนหลายอย่างยังใช้ร่วมกับ Isuzu D-Max ได้ ยกเว้นเครื่องยนต์ เกียร์ และส่วนประกอบของตัวถังกับภายในรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Duramax 150 แรงม้า และ 2.8 ลิตร Duramax 180 แรงม้า เป็นการเริ่มต้นโครงการใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ของ Chevrolet

Chevrolet-Sonic

11. เปิดตัว Chevrolet Sonic

สำหรับ Chevrolet Sonic (เชฟโรเล็ต โซนิค) เป็นรถยนต์ Sub-Compact ที่มาทดแทนรุ่น Aveo เปิดตัวช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งมีทั้งแบบ Northback 4 ประตู และแบบ Hatchback 5 ประตู ให้เลือก

ใช้ขุมพลัง 4 สูบรุ่นใหม่ของจีเอ็ม รหัส A14FXR ขนาด 1.4 ลิตร 100 แรงม้า และต่อมาอัพเกรดเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า รองรับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ E85 แต่สุดท้ายก็เลิกขายไป

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Sonic ในไทย

Chevrolet-Spin

12. เปิดตัว Chevrolet Spin

จัดเป็นรถที่มาไวไปไว สำหรับ Chevrolet Spin (เชฟโรเลต สปิน) รถ MPV 7 ที่นั่ง ที่ Chevrolet หวนกลับมาทำตลาดอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2556 โดยนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ใช้ขุมพลัง 1.5 ลิตร 107 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Driver Shift Control

13. ปรับโครงสร้างบริษัท

เมื่อ GM ในสหรัฐอเมริกาเจอวิกฤต ล้มละลาย นับตั้งแต่ปี 2552 บริษัทในเครือ GM ทั่วโลก ก็ถูกผลกระทบไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนต้องปรับลดคนงานมากถึง 30% พร้อมลดการผลิต เปลี่ยนทีมผู้บริหารกันค่อนข้างบ่อย ล่วงมาจนถึงการประกาศยุติกิจการในไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

14. 100 ปี รถกระบะ Chevrolet

เมื่อปี 2460 เป็นครั้งแรกที่ Chevrolet ผลิตรถกระบะขาย ก่อนจะได้รับความนิยมใน USA และได้รับความนิยมในทั่วโลกเวลาต่อมา

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

15. เปิดตัว Chevrolet Captiva

เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) ที่เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2562 นับว่าเป็นรถ Chevrolet รุ่นสุดท้ายที่เปิดตัวในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Turbo 143 แรงม้า

ถ้าคุณอยากขายรถ Chevrolet คันเดิม เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Why-Auto-Finance-Deny-Chevrolet

นับตั้งแต่ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทย ภายในสิ้นปี 2563 พร้อมกับขายโรงงานที่ จ.ระยอง ให้ Great Wall Motors (เกรท วอล มอเตอร์ส) จากจีน ซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ไป บวกกับการลดราคารถยนต์แบบลดกระหน่ำมากถึง 50% โดยเฉพาะ Captiva ใหม่ จนคนที่ซื้อรถรุ่นนี้ไปก่อนหน้านั้น รวมไปถึงผู้ประกอบการขายรถมือสอง ถึงกับต้องช้ำใจ และเรียกร้องให้บริษัทแม่ออกมาเยียวยาไปตามๆ กัน

ซึ่ง Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติว่า) ตอนนี้ก็ได้ถูกจองถูกขายออกไปจนหมดเรียบร้อย! แถมยังมีการซื้อ-ขาย ใบจองกันอีกต่างหาก!

และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้บรรดาสถาบันทางการเงินหลายต่อหลายแห่ง ต่างออกมาเปลี่ยนแปลงนโยบาย ประกาศไม่รับทำสินเชื่อให้กับรถ Chevrolet กันในหลายเจ้า แต่ก็ยังมีบางเจ้าที่กำลังประชุมกับทางผู้ใหญ่ และรับทำให้แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยได้

MR.CARRO จะมาไขข้อสงสัย ว่าทำไมรถ Chevrolet ปิดตัวแล้ว ไฟแนนซ์ถึงไม่รับทำสินเชื่อให้ …

Chevrolet-Colorado-X-Cab

มูลค่าของตัวรถ …

สาเหตุหลักที่ทางบริษัทไฟแนนซ์ ไม่รับจัดไฟแนนซ์ให้กับรถ Chevrolet ที่ลดราคานั้น เนื่องมาจาก “มูลค่าของตัวรถ” ที่ถูกลดไปต่างจากมูลค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีมาก

ด้านเต็นท์รถมือสอง

แม้ว่าเต็นท์รถมือสองที่ได้รับซื้อรถ Chevrolet เป็นจำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากการปรับลดราคารถของทาง Chevrolet ไปด้วย แต่จากการสอบถามไปยังเต็นท์รถต่างๆ ของ CARRO นั้น พบว่าหลายเต็นท์ตอนนี้ยังคงรับซื้อรถ Chevrolet อยู่ แต่เจ้าของรถก็ต้องทำใจกับเรื่องราคารับซื้อเข้า เนื่องจากทางผู้ประกอบการรถมือสอง ก็ต้องแบกรับความเสื่ยงไปด้วยเช่นกัน

ความเห็นของบริษัทไฟแนนซ์

ด้าน นางกฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรี ออโต้ ได้หยุดการให้บริการสินเชื่อรถยนต์ Chevrolet ชั่วคราว และจะมีพิจารณานโยบายการให้บริการสินเชื่อกับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เมื่อมีความชัดเจนด้านการขายและการตลาดจาก GM ต่อไป ส่วนลูกค้าของ เชฟโรเลต ที่ใช้บริการสินเชื่อของบริษัทช่วงก่อนหน้านั้น ยังคงได้รับการสนับสนุนบริการเช่นเดิม

ส่วนนายป้อมเพชร รสานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธนาคารจะยังเดินหน้าปล่อยสินเชื่อรถให้กับรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตต่อไปตามเงื่อนไขเดิมทุกประการ และไม่มีการปรับลดยอดวงเงินปล่อยสินเชื่อของตัวรถด้วย จึงไม่อยากให้ลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถยนต์มือ 1 และ มือสองเป็นกังวล เงื่อนไขทุกอย่างยังเหมือนเดิม

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

ซึ่งเท่ากับในเวลานี้ มีธนาคารธนชาตเพียงรายเดียว ที่ยังคงรับปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ซื้อรถ Chevrolet อยู่ในขณะนี้ และในกรณีที่เป็นรถมือสอง Chevrolet ทางบริษัทไฟแนนซ์หลายๆ ที่ ก็ยังคงงดปล่อยสินเชื่อด้วยเช่นกัน เนื่องจากจะต้องคำณวณยอดจัดกันใหม่

ถ้าคุณใช้รถ Chevrolet แล้วรู้สึกอยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถยี่ห้อใหม่ เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก: