10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever-Part-2

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ภาค 2 ต่อครับ …

1. Toyota Sprinter Trueno (AE85/AE86)

Toyota-Sprinter-Trueno-AE86-Shuichi-Shigeno

Shuichi Shigeno ผู้เขียนการ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า กับ AE86 คันโปรดของเขา

Toyota Sprinter Trueno (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) จากที่เป็นรถ 2 ประตู Coupe หรือรถแบบ 3 ประตู Hatchback ธรรมดาๆ ที่บ้านเราไม่มีขาย มีแต่การนำเข้ามาโดยนักเรียนนอก (ซึ่งสมัยนั้นเท่าที่เห็น จะเป็นโฉม Corolla SR5 ที่นำเข้ามาจาก USA) และเป็นรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาก่อนที่กฎหมายจะห้าม ในโฉมนี้จะมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U 83 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU 130 แรงม้า

จุดที่ทำให้รถรุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตก นั่นคือ การ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเกี่ยวกับการแข่งรถและการแต่งรถ แต่งโดย Shuichi Shigeno (ชูอิจิ ชิเงโนะ) ที่พระเอกในเรื่อง “ทาคูมิ” ใช้รถคันนี้ขับขึ้น-ลงเขาอากินะ ในลักษณะดริฟท์เพื่อส่งเต้าหู้ อีกทั้งยังเอาไปทำเป็นหนังฮ่องกงอีก รถรุ่นนี้ราคาเลยพุ่งกระฉูด จากในอดีตที่มีราคาไม่กี่แสนบาท กลายมาเป็นหลักล้านไปได้!

2. Nissan Silvia (S13)

Nissan-Silvia-S13

Nissan Silvia (นิสสัน ซิลเวีย) จากชื่อรุ่นที่มาจากเทพธิดาแห่งความงามของเทพนิยายกรีก กลายเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของนักซิ่ง นักดริฟท์ในบ้านเรา มาพร้อมนิยาม Art Force SILVIA จัดเป็นรถที่หายากในบ้านเราอีกหนึ่งรุ่น เนื่องจากสยามกลการในเวลานั้น ไม่ได้นำเข้ามาขาย มีแต่เอามาโชว์ในงาน Motor Show ปี 1989 เท่านั้น แต่ก็มีนำเข้ามาโดยผู้นำเข้าอิสระตอนนั้น และรถจดประกอบ (อ่อ รุ่นนี้ มีเวอร์ชั่นเปิดประทุน ในไทยด้วยครับ) …

เครื่องยนต์แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ นั่นคือขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DE 135 แรงม้า และรหัส CA18DET 175 แรงม้า กับขนาด 2.0 ลิตรรหัส SR20DE 140 แรงม้า และรหัส SR20DET 205 แรงม้า ในโฉมไมเนอร์เชนจ์

จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

3. Nissan 200SX (S13)

Nissan-200SX-S13

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Nissan 200SX (นิสสัน 200เอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมตลอดกาลของนักดริฟท์อีกหนึ่งรุ่น นี่ถือว่าเป็น “น้องแท้ๆ” ของ Silvia เลยล่ะ ซึ่งในญี่ปุ่นจะใช้ชื่อรุ่นว่า “180SX” (หากเป็นเวอร์ชั่น USA ก็จะใช้ชื่อว่ารุ่น 240SX) แต่รุ่นนี้จะเน้นออกไปลุยตลาดโลกมากกว่า กับดีไซน์ไฟหน้าแบบ Pop-Up ยอดฮิตสุดๆ ในช่วงปลายยุค 80 ไปจนถึงยุค 90 ผลิตขายตั้งแต่ปี 1989 – 1998 มีอายุยาวนานกว่า Silvia (S13) ด้วยซะอีก

แน่นอนว่าในไทย สยามกลการ นำเข้ารุ่นนี้จากออสเตรเลียมาขายครับ เมื่อปี 2534 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DET 171 แรงม้า มียอดขายรวมประมาณ 447 คัน

นี่ก็จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง (เช่นกัน)

4. Honda Civic 3-Door

Honda-Civic-3-Door-EG

ภาพจาก คมสันต์ โถสกุล

Honda Civic 3-Door (ฮอนด้า ซีวิค 3 ประตู) หนึ่งเดียวของ Civic 3 ประตู ที่ Honda ผลิตขายในไทยเรา ยอดนิยมสุดๆ นับตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆ ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดจองถึง 10,000 คัน! มาจนถึงกลุ่มนักแต่งรถในตอนนี้ ด้วยราคาซื้อ-ขาย มือสอง ที่ไม่ตกมากนัก (ยกเว้นว่า รถจะสภาพเน่าจริงๆ ก็ตกเยอะหน่อย)

เวอร์ชั่นไทยเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2536 ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 91 แรงม้า มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ต่อมามีรุ่นปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพิ่มล้อแม็ก เพิ่มเบาะลายใหม่ กึ่งหนังกึ่งผ้า และสีตัวรถใหม่ เช่น สีเขียวสด เป็นต้น

5. Honda NSX

Honda-NSX

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Honda NSX (ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถ Exotic Car ในตำนานจากฝั่งญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี 1990 – 2004 (เปิดตัวในไทย ปลายปี 2534) ในรหัส NA1 และ NA2 เรียกได้ว่ารวมสุดยอดเทคโนโลยีของมอเตอร์สปอร์ตแห่งยุค 90 เอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิ ชูความโดดเด่นด้วยตัวถังแบบอลูมิเนียม และราคานำเข้าสุดโหดในสมัยนั้น

ใช้เครื่องยนต์วางกลางขนาด 3.0 ลิตร VTEC รหัส C30A ที่ไม่พึ่ง Turbo แต่รีดแรงมาได้ถึง 280 แรงม้า (274 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) (เกียร์อัตโนมัติ เหลือ 265 แรงม้า – 256 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) และเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร รหัส C32B 280 แรงม้า

ในบ้านเราบอกได้เลย ว่ารุ่นนี้หายากพอตัว และราคาขายต่อก็ตกน้อยมากๆ อีกด้วย

6. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

สำหรับ Mazda MX-5 Miata (NA) บอกได้เลยว่าราคาตกน้อยมากๆ (รุ่น NB ที่มาทีหลัง บางคัน ราคายังกลับตกมากกว่า!) เพราะเป็นรถที่มีแฟนคลับอยู่อย่างเหนียวแน่น ราคาตกน้อยมาก

7. MINI

MINI-Mr-Bean

MINI (มินิ) จัดเป็นรถในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเลยก็ว่าได้ สำหรับ “MINI” ที่ตัวเล็กราคาแรงสมชื่อ ผลิตออกจำหน่ายยาวนานตั้งแต่ปี 1959 – 2000 ในหลายรูปแบบ อาทิเช่น Mini Cooper, Mini Countryman, Mini Clubman หรือ Mini Pickup เป็นต้น

สำหรับในไทย ต้องย้อนไปยังประมาณปี 2502 – 2503 MINI ถูกนำเข้าของบริษัท C K R Motor เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนผู้นำเข้าไปหลายเจ้า ตั้งแต่เลย์ไทยมอเตอร์ มาจนถึงยุคไทยอัลติเมทคาร์

และยังจัดเป็นรถยอดนิยมในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องอีกด้วย แต่ทีเห็นทีจะดังสุดขีดก็เรื่อง The Italian Job และหนังตลกอย่าง Mr Bean นี่ละครับ ที่ทำให้ MINI คันเล็กแต่ราคาไม่เล็ก ดังจุดฉุดไม่อยู่ และราคาก็พุ่งปาเข้าไปหลักล้านเลยทีเดียว

8. Daihatsu Mira

Daihatsu-Mira

Daihatsu Mira (ไดฮัทสุ มิร่า) จัดเป็นรถเล็กขนาดเบา ที่ราคาไม่ตกมากนักอีกรุ่น (เพราะว่ามีกลุ่มคนที่รอเล่น รอซื้อ และรอขายกันอยู่ตลอดเวลา) ในบ้านเราเปิดตัวเมื่อปี 2534 เริ่มต้นด้วยรูปแบบกระบะ ต่อมาเป็นแบบมีหลังคาไฟเบอร์ครอบ และแบบกระบะมีแค็บเล็กๆ คั่น มาจนถึงรุ่น Mira Mint ในช่วงปลายยุค 90

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี รหัส ED-10 43 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ก็ทำให้ผู้ที่ชอบแต่งรถนั้นต่างก็ต้องซื้อรถรุ่นนี้กันเป็นเจ้าของ บางคนก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เป็น 660 ซีซี Turbo ให้แรงขึ้น หรือแต่งให้ดูเป็นเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นกว่าเดิม

9. Ford Mustang

Ford-Mustang

ภาพจาก ดรีม พงษ์ศักดิ์ 

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1964 มัสแตง ก็ยังได้รับความนิยมอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน (แต่ก็มีบางโฉม ที่คนไม่เล่นกัน โดยเฉพาะในรุ่นช่วงกลางยุค 70 – 80)

จัดเป็นหนึ่งในรถหายาก โดยเฉพาะ Mustang รุ่นตั้งแต่ปี 1964 – 1973 ทั้งแบบ 2 ประตู Coupe, รุ่นเปิดประทุน และรุ่น Fastback มีราคาสูงมากในบ้านเรา และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

10. Chevrolet Camaro

Chevrolet-Camaro-Z28

Chevrolet Camaro (เชฟโรเลต คามาโร่) เปิดตัวต้นแบบครั้งแรกในปี 1966 เพื่อออกมาแข่งกับเจ้าตลาดรถ Pony Car อย่าง Ford Mustang นี่ก็จัดเป็นหนึ่งในรถหายากในบ้านเรา (หายากกว่า Mustang อีก) มีราคาสูงมาก และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

รุ่นที่ถือว่าหายาก และได้รับความนิยมสุดขีดคงต้องยกให้โฉมแรก ปี 1967 – 1969 (ซึ่งยังมีคู่แฝดอีกด้วย ในชื่อ Pontiac Firebird) ราคาขายกันตอนนี้ หลักล้านขึ้นไป

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น (ในภาค 2 นี้) ที่ยกมาให้ชมกัน น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

5-Cabriolet-Cars-Price-Not-Over-700000-Baht

หนุ่มในวัยกลางคนหลายคน เมื่อทำงานทำงานจนคิดว่า “มั่นคง” ในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีทุนทรัพย์พอที่อยากจะมีรถแบบที่เรียกว่า “Toy Boy” ไว้ขับเล่นในวันหยุด หนึ่งในตัวเลือกนั้นก็คือ “รถเปิดประทุน” ซึ่งก็มีให้เลือกกันหลายยี่ห้อ หลายรุ่น และหลายระดับราคา

แต่ขึ้นชื่อว่า “รถเปิดประทุน” นี่ ราคาตัวรถก็แพงกันตั้งแต่ป้ายแดงยันไปถึงมือสองเลย ซึ่งราคาก็ไม่ค่อยตกนัก และการขับรถเปิดประทุนในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา มันก็เหมาะแค่ช่วงหน้าหนาว หรือตอนเช้าๆ … แต่บางสถานการณ์ จะให้มาเปิดหลังคาขับตอนแดดเปรี้ยงๆ หรือตอนอยู่กลางเมือง ในดงรถติด จอดติดไฟแดงข้างรถเมล์ เจอคนบนรถเมล์ถุยน้ำลายลงมา! มันก็ไม่ไหวเท่าไหร่ …

แต่ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็ยังชอบรถเปิดประทุนอยู่ดี แม้ว่าจะมีงบในจำกัด … มาดูกันครับว่า 5 รถเปิดประทุนที่น่าสนใจ ในราคาไม่เกิน “7 แสนบาท” จะมีรุ่นไหนให้เลือกได้บ้าง …

1. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

โดย Mazda MX-5 Miata (NA) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

2. Toyota MR-S (ZW30)

Toyota-MR-S

Toyota MR-S (ZW30) (โตโยต้า เอ็มอาร์-เอส) หรือ MR2 ในตลาดยุโรปและสหรัฐ เรียกได้ว่า เป็นรถเปิดประทุนยอดนิยมสุดๆ จากโตโยต้า ออกมาตั้งแต่ปี 1999 – 2007 ที่นำเข้ามาโดยผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น หลายคนนิยมไปแต่งเลียนแบบซูเปอร์คาร์รุ่นดังๆ กับบริษัทผลิตชุดแต่งที่ทำชุดแต่งแนวๆ Stylish Parts ออกมาให้เลือกสารพัด ที่มีให้เลือกแต่งกันได้อย่างจุใจ

เครื่องยนต์เป็นแบบวางกลางตัวรถ Mid-Ship Engine แบบรถซูเปอร์คาร์เลย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 140 แรงม้า เหมือนใน Corolla Altis นั่นแล ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด

โดย Toyota MR-S ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

3. Peugeot 207 CC

Peugeot-207-CC

Peugeot 207 CC (เปอโยต์ 207 ซีซี) สุดยอดรถเปิดประทุนจากฝรั่งเศสอีกหนึ่งรุ่น ที่ราคาพอจะจับต้องได้ นำเข้าโดยยนตรกิจเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์เปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในไทยในเวลานั้น และเป็นรถที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก แต่ในเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ อาจจะหายากและราคาแพงไปหน่อย

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาร่วมกันระหว่า PSA Group อีกทั้งยังครบครันไปด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน และความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม จะบอกให้ว่า ตอนออกป้ายแดง ราคา 2,290,000 บาท!!!

โดย Peugeot 207 CC ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

4.Ford Capri XR2 Turbo

Ford-Capri-XR2-Turbo

Ford Capri XR2 Turbo (ฟอร์ด คาปรี เอ็กซ์อาร์ 2 เทอร์โบ) ในบ้านเราคนส่วนใหญ่อาจจะลืมเลือนกันไปแล้ว รุ่นนี้ นำเข้ามาจากออสเตรเลีย โดย “ยนตรกิจ” เปิดตัวเมื่อปี 1989 แต่กว่าจะเข้ามาในบ้านเรา ก็ประมาณปี 2534 – 2535 ตัวรถออกแบบโดยสถาบัน Ghia ส่วนภายในออกแบบโดย Italdesign

ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะมีคนเล่นกันน้อย แต่ก็มีข้อดีตรงที่ราคามือสองที่ถูกกว่า 3 คันที่เรายกตัวอย่างมา และอะไหล่หลายอย่าง สามารถใช้ร่วมกับรถของ Mazda ได้ (เพราะรุ่นนี้ ใช้พื้นฐานของ Mazda 323) มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร Turbo 134 แรงม้า ที่หยิบยืมมาจาก Mazda

โดย Ford Capri XR2 Turbo ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท

5. Mercedes-Benz SLK-Class

Mercedes-Benz-SLK-Class

Mercedes-Benz SLK-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเค) ถือว่ามีดูมีราคาสุดๆ ในงบไม่เกิน 7 แสนบาท ด้วยภาพลักษร์ของ “ดาวสามห่วง” เอง และความภูมิฐานของ “SLK” รวมถึง “หลังคาเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า” แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาอะไหล่และค่าซ่อมแพง สไตล์เบนซ์ เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2539

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 136 แรงม้า ในรุ่น SLK 200, Kompressor 163 แรงม้า และขนาด 2.3 ลิตร Kompressor 193 แรงม้า และ 197 แรงม้า ในรุ่น SLK 230

โดย Mercedes-Benz SLK-Class ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

ใครที่ถูกใจรุ่นไหน แนวไหน ชอบค่ายญี่ปุ่น หรือค่ายยุโรป โปรดเก็บตังค์ซื้อเสียแต่เนิ่นๆ ได้เลยครับ!

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ผู้ขายรถใน Facebook Marketplace

5-Secondhand-Hybrid-Cars-Price-Not-Over-500000-Baht

รถ Hybrid (รถไฮบริด) จัดเป็นรถยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้ โดยจะสังเกตได้จากยอดขายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก อีกทั้งการพัฒนาของแบตเตอรี่ ที่สามารถเก็บพลังงาน และให้ระยะทางการวิ่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทำได้ดีมากขึ้นไปด้วย

แต่ถ้าหากเป็นรถไฮบริดมือสองนั้น อาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนักในบ้านเรา เนื่องจากหลายคนเกรงเรื่องค่าบำรุงรักษา อะไหล่ เรื่องค่าแบตเตอรี่ที่ต้องเปลี่ยน ซึ่งอาจจะมีราคาสูงมากๆ บางรุ่นถึงเกือบ 2 ส่วน 4 ของราคาตัวรถมือสองทีเดียว รถไฮบริดราคามือสองจึงตกมาก …

แต่ถ้ามองในมุมผม คุณใช้งานรถต่อวันเยอะหรือเปล่าล่ะ? ถ้าใช้รถเยอะ รถ Hybrid ก็น่าจะเป็นทางออก ที่ช่วยให้คุณประหยัดเงินเติมน้ำมันได้มากขึ้น ในยุคน้ำมันเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ

Mr.Carro ขอพาคุณไปชม 5 รถไฮบริดมือสอง ที่น่าสนใจจากตลาดรถยนต์มือสอง ในราคาไม่ถึง 5 แสนบาท ด้วยกัน 5 รุ่นครับ …

1. Toyota Prius

Toyota-Prius

Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) จัดเป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลก ที่ทาง Toyota ผลิตออกมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 1997 ก่อนจะเปิดตัวจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ในรูปแบบเจเนอเรชั่นที่ 3

โดดเด่นด้วยรูปทรงแอโรไดนามิค ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบ LED พร้อมภายในแบบล้ำยุค มีระบบ Head-up Display บนกระจกหน้า ยิ่งรุ่นไมเนอร์เชนจ์ มีออพชั่นหลังคาแก้ว ระบบระบายอากาศอัตโนมัติ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบปรับอากาศ เปิด – ปิดด้วยกุญแจรีโมท อีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Atkinson Cycle รหัส 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 99 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร (14.5 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า) แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ โหมดการขับขี่แบ่งเป็น PWR Mode, ECO Mode และ EV Mode

โดย Toyota Prius ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 330,000 – 580,000 บาท

2. Toyota Camry Hybrid

Toyota-Camry-Hybrid

Toyota Camry Hybrid (โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด) โอกาสทองของคนที่อยากได้รถไฮบริดหรูๆ ในราคาไม่ถึงห้าแสนบาทมาแล้วครับ! สำหรับ Camry Hybrid รุ่นแรกในตลาด ตอนนั้นเปิดตัวเมื่อ 27 กรกฎาคม 2552 ตัวรถตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมโลโก้ Toyota สีฟ้า เอกลักษณ์เฉพาะรุ่นไฮบริด ภายในมีอุปกรณ์เด่นๆ อย่าง ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator และเบาะนั่ง Seat Ventilator เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Atkinson Cycle รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 187 นิวตัน-เมตร (19.1 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ ECVT

โดย Toyota Camry Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 370,000 – 600,000 บาท

3. Toyota Alphard Hybrid

Toyota-Alphard-Hybrid

Toyota Alphard Hybrid (โตโยต้า อัลฟาร์ด ไฮบริด) หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า เฮ้ย! Alphard Hybrid มีราคาต่ำกว่า 5 แสน ด้วยหรือเนี่ย! ก็ต้องบอกเลยว่า “มีครับ” แต่เป็น Alphard Hybrid เจเนอเรชั่นแรกนะครับ ซึ่งรถอาจจะปีลึกหน่อย และเป็นรถที่นำเข้ามาจากผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น ซึ่งรถรุ่นนี้ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2546 ที่ประเทศญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 131 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร (19.4 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ขนาดกำลัง 13 และ 18 กิโลวัตต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-Four

โดย Toyota Alphard Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 499,000 บาท

4. Honda Jazz Hybrid

Honda-Jazz-Hybrid

Honda Jazz Hybrid (ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด) เป็นครั้งแรกของรถในประเภท Sub-Compact ที่มีรถ Hybrid ขายเป็นครั้งแรกในไทย และก็ยังเป็น Honda Jazz รุ่นแรกและรุ่นเดียวในไทย ที่ขายในรูปแบบรถไฮบริด เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555

ออกแบบโดยใช้แนวคิดเรียบ และล้ำสมัย (Advance & Clean) กับชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ IPU ขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา ถูกจัดวางไว้บริเวณพื้นห้องเก็บสัมภาระด้านหลังของตัวรถ พร้อมขยายประกันแบตเตอรี่ เป็น 10 ปี*

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 121 นิวตัน-เมตร (12.3 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 10 กิโลวัตต์ (14 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 21.3 กม./ลิตร (หรือ 4.7 ลิตร/100 กม.)

โดย Honda Jazz Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 360,000 – 440,000 บาท

5. Honda Civic Hybrid

Honda-Civic-Hybrid

Honda Civic Hybrid (ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด) นับเป็นครั้งแรกของไทยอีกเช่นกัน สำหรับ Civic Hybrid รุ่นประกอบในไทยเป็นครั้งแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พร้อมเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน และขยายประกันแบตเตอรี่ เป็น 10 ปี*

สำหรับเทคโนโลยีอัจฉริยะใน Civic Hybrid เด่นๆ เลย อาทิเช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์, Smart Key System, จอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ หรือ i-MID: Intelligent Multi-Information Display พร้อมระบบ Idling Stop รวมไปถึงระบบ Eco Assist สำหรับช่วยเหลือในการขับขี่แบบประหยัด

มาพร้อมเครื่องยนต์ Parallel Hybrid ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 132 นิวตัน-เมตร (13.46 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 17 กิโลวัตต์ (23 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

โดย Honda Civic Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 440,000 – 540,000 บาท

เอาเป็นว่า ถูกใจคันไหน ชอบคันไหน ไปเลือกดูรถตัวจริง ทดลองขับ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อกันได้เลยครับ … ที่แน่ๆ อย่าลืมหาเงินสำรองไว้รอเปลี่ยนแบตเตอรี่ กับ Inverter ด้วยนะครับผม!

*การขยายเวลารับประกันแบตเตอรี่ของ Honda Jazz Hybrid และ Civic Hybrid จาก 5 ปี เป็น 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง มีผลสำหรับลูกค้าที่ซื้อหรือสั่งจอง Honda Hybrid ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2556 รวมทั้งยังครอบคลุมถึงลูกค้าที่ได้ซื้อไปก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

4 เหตุผลที่รถมือสอง เหมาะกับประกันชั้น 2+

สำหรับใครที่ซื้อรถมือสองมาครอบครองแล้ว นอกเหนือจากการมีประกันภาคบังคับพ.ร.บ.รถยนต์ไว้ดูแลชีวิต ค่ารักษาพยาบาลแล้ว การซื้อประกันรถยนต์ หรือประกันภาคสมัครใจก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน รถหาย หรือรถไฟไหม้ หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับเบี้ยที่ไม่แพง ไม่แรงเกินไป อยากให้คนใช้รถมือสองลองพิจารณาประกัน 2 พลัส กับเหตุผลดี ๆ ที่นำมาเล่าตามนี้

 

1. เบี้ยประหยัด ราคาไม่แพง ดีต่อใจคนใช้รถมือสอง

หากคุณต้องการประหยัดเงิน และไม่อยากใช้งบเยอะ ประกันชั้น 2+ เป็นอะไรที่ดีต่อใจจริง ๆ เนื่องจากมีเบี้ยประหยัดกว่าประกันชั้น 1 ประมาณครึ่งนึง อย่างไรก็ดีการคำนวณเบี้ยกัน มาจากหลายตัวแปร เช่น

  • ทุนประกันรถที่ควรเลือกตามความต้องการของเราได้ตั้งแต่ 100,000 บาทเป็นต้น เมื่อทุนประกันต่างกันค่าเบี้ยประกันก็ต่างกันด้วย
  • ส่วนลดเบี้ยประกันต่าง ๆ เช่น ประวัติการขับขี่ดีในปีที่ผ่านมา, การเลือกมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ก็ช่วยประหยัดเบี้ยได้เป็นอย่างดี
  • ส่วนลดกล้องติดรถยนต์ก็ทำให้ได้ราคาเบี้ยประกันที่ถูกลงด้วยประมาณ 5-10% จากราคาเบี้ยสุทธิตามประกาศของ คปภ. แนะนำให้ลองพูดคุยขอส่วนลดกับบริษัทฯ ประกันหรือโบรกเกอร์ที่คุณกำลังจะซื้อประกันรถยนต์จะดีที่สุด

ประกันชั้น 2+ จึงเหมาะกับรถมือสองที่มี 4 ปีขึ้นไปที่ต้องการความคุ้มครองเทียบเท่าประกันชั้น 1 แต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยแพง ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

 

2. คุ้มครองคุ้มค่า ดูแลอุบัติเหตุ

ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการประหยัดเบี้ยประกัน ประกันชั้น 2+ สามารถตอบโจทย์คุณได้เพราะประกันชั้น 2+ หรือประกันรถยนต์ชั้น 2 พลัส ยังออกแบบมาเพื่อดูแลอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนของรถชนรถตามทุนประกันที่เลือกไว้ (เพียงแต่ประกันชั้น 2+ ไม่คุ้มครองดูแลเหตุรถชนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถ  เช่น ชนเสาไฟฟ้า ชนรั้วบ้าน หรือไปครูดฟุตบาท หรือเคสอุบัติเหตุที่ไม่สามารถระบุคู่กรณี จะต้องจ่ายค่าซ่อมเอง)

 

3. ประกันชั้น 2+ ช่วยดูแลเหตุรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ

อย่างที่บอกว่าประกันชั้น 2 พลัสมีความคุ้มครองที่เหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 1 นอกเหนือจากดูแลเหตุรถชนรถประกันชั้น 2+ ยังช่วยดูแลเหตุรถหาย ให้ความคุ้มครองตามทุนประกันที่ได้เลือกไว้เช่นเดียวกัน และกรณีรถไฟไหม้อีกด้วย ซึ่งจะดูแลตามทุนประกันล่ะ

นอกจากดูแลถยนต์สูญหาย, รถยนต์ไฟไหม้ ประกัน 2+ ยังคุ้มครองเหตุอื่น ๆ เช่น รถยนต์น้ำท่วม,  ผลกระทบจากภัยก่อการร้ายอุบัติเหตุส่วนบุคคลของคนขับและผู้โดยสาร รวมทั้งรักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตที่เกินจากความคุ้มครองของพ.ร.บ.รถยนต์ ตามด้วยการรักษาแบบต่อเนื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ฯลฯ เห็นไหมว่า ประกันชั้น 2+ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนขับรถมือสอง

 

4. เพราะประกันชั้น 2+ ช่วยจ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

กรมธรรม์ประกันชั้น 2+ นอกจากช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของคู่กรณี (ยานพาหนะทางบก) ยังช่วยจ่ายช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุนั้น ๆ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามทุนประกันที่เลือกไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เริ่มสนใจประกันชั้น 2+ เนื้อคู่ของรถมือสองบ้างหรือยัง ? เช็กเบี้ยที่ใช่กับ frank.co.th ได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank “ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ”

Find-Noises-In-Your-Car-Part-2

มาหาเสียง (ในรถยนต์) ช่วงโค้งสุดท้าย กันต่อดีกว่าครับ!

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่า น่าจะเป็นสัปดาห์ของการหาเสียง (ในรถยนต์) ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วครับ เพราะเดือนหน้าเราก็ต้องเตรียมพร้อมรถยนต์ สำหรับใช้ในการเดินทางช่วงหยุดยาว หรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วล่ะครับ

หาเสียงในรถยนต์ ยิ่งหาเจอได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี เพราะ “เสียง” ที่ว่านี้ อาจจะทำให้รถคุณพังกลางทาง หรือเสียเงินซ่อมกันบานปลายเลยก็ได้ ไปอ่านกันต่อครับ …

เสียงหอน (ที่ไม่ใช่คืนหมาหอน)

Differential

เสียงหอน … บางทีขับรถไปแล้ว มีเสียงหอนดังออกมาจากเพลาขับ หรือเฟืองท้าย ยิ่งขับเร็วเสียงยิ่งดัง อาจจะมาจากลูกปีนล้อแตก หรือเพลากลาง เพลาขับมีปัญหา และเฟืองท้ายมีปัญหา ต้องไล่สาเหตุดูเป็นจุดๆ ไป ถ้าต้นเสียงเกิดที่ด้านหน้ารถ ก็สันนิษฐานว่าเป็นที่ลูกปืนท้ายเกียร์ หรือเป็นที่ลูกปืนเพลากลาง ที่เรียกกันว่า “ยอย” หรือ “กากบาทเพลากลาง”

แต่ถ้ามาจากด้านท้าย ให้ถอดเฟืองท้ายออกมาเช็ก ว่ามาจากเฟืองเดือยหมู, เฟืองบายสี, เฟืองดอกจอก และเฟืองข้าง ทีเดียวไปเลย ถ้ามีเสียงหอน ลองปรับตั้งระยะห่างของเฟืองท้ายทั้ง 2 ใหม่ ให้ชิดเข้าไป ตรวจสอบการรั่วซึมของซีล ประเก็น ถ้าหมดสภาพก็เปลี่ยนใหม่ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายใหม่ ถ้าลูกปืนหน้าเฟืองท้ายชำรุด ก็จัดการเปลี่ยนลูกปืนใหม่ซะ

กุกๆ กักๆ ที่คอพวงมาลัย

Toyota-Steering-Wheel

กุกๆ กักๆ ที่คอพวงมาลัย … เสียงดังกึกกักที่คอพวงมาลัย อาจมาจากลูกปืนคอพวงมาลัยแตก ตัวรองแกนพวงมาลัยแตก หรือจารบีลูกปีนแห้ง ทางที่ดีตรวจเช็กลูกปีน, ตัวรองแกนพวงมาลัย หรืออัดจารบีตลับลูกปืนใหม่ แม้ว่าช่วงแรกจะไม่มีผลอะไร นอกจากเกิดความรำคาญเวลาหมุนพวงมาลัย แต่อาจจะกลายเป็นเสียมากขึ้น จนพวงมาลัยรถควบคุมรถไม่ได้ก็เป็นไปได้

เปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง

Manual-Transmission

เปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง … เสียงดังที่เกิดจากตัวเกียร์ เกิดจากนอกห้องเกียร์ เป็นเสียงแตกเสียงคราง หรือเสียงหอน ลองตรวจลูกปีนเกียร์ และเช็กน้ำมันเกียร์ ว่าเปลี่ยนถ่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูสภาพสีของน้ำมันเกียร์ ตรวจดูว่ายังมีน้ำมันเกียร์อยู่เต็มหรือไม่ เพราะมันอาจจะรั่วซึมหายไป เมื่อชุดเฟืองเกียร์กระทบกัน เสียงโลหะกระทบกัน มันก็ต้องมีเสียงดัง ต้องรีบซ่อมแซม ไม่อย่างนั้นจะได้เปลี่ยนเกียร์ใหม่ทั้งลูก …

อีกกรณีหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นได้จากการเหยียบคลัทช์ไม่สุดแล้วเข้าเกียร์ หรือการใส่เกียร์ไม่ตรงตำแหน่งเกียร์ (ในรถเกียร์ธรรมดา) ครับ

เวลาเลี้ยว เสียงดังจากยาง

Tire-Setting

เวลาเลี้ยว เสียงดังจากยาง … เวลาเลี้ยวรถแล้วเกิดเสียงดังเอี๊ยดๆ จากยาง มักได้ยินบ่อยๆ เวลาไปจอดรถบนพื้นผิวค่อนข้างลื่น อาจเกิดจากเนื้อยางเสื่อมสภาพ หรือถ้าหากยางยังดี อาจเกิดจากช่วงล่างหลวมก็เป็นไปได้

หลังดับเครื่อง

Catalytic-Converter

หลังดับเครื่อง … หลังจากดับเครื่องรถยนต์แล้ว คุณอาจได้ยินเสียงก๊องแก๊ง มาจากใต้ท้องรถ นั่นเป็นเสียงการทำงานของ Catalytic Converter ในระบบท่อไอเสีย ซึ่งเป็นเสียงการทำงานปกติอยู่แล้ว เสียงดังกล่าวอาจดังนานกว่าปกติ หากใช้รถด้วยความเร็วสูง หรือใช้เครื่องยนต์รอบจัดเป็นระยะเวลานาน แต่เสียงนี้ ไม่ได้เป็นความผิดปกติอันใดครับ …

เมื่อรับทราบอาการดังกล่าวได้แล้ว ว่ามาจากสาเหตุไหน อย่าลืมเอารถไปเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมรถ ให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจดูให้แน่ชัด แล้วเตรียมเสียเงินไว้ด้วย แต่ถ้าเสียงบางอย่างไม่มีผลใดๆ ต่อตัวรถ คุณก็สบายใจได้ …

Toyota-Corolla-Car-Nickname

คิดได้ไง! “หน้ายก” “กะเทย” “ท้ายตัด” “สามห่วง” ใครเป็นคนคิดฉายาให้ Toyota Corolla!

จากเมื่อเดือนที่แล้ว หากใครที่ติดตามเพจ Carro Blog ก็จะพบว่าเราได้ทำบทความเกี่ยวกับ “รวมฉายารถ Honda Civic สุดแปลกแหวกแนว” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเลยทีเดียว ในเดือนนี้เพื่อต่อยอดความรู้ ความสนใจ ให้กับผู้ที่นิยมชมชอบในรถมือสองเพิ่มเติม เราจึงขอนำเสนอ “รวมฉายารถ Toyota Corolla ที่คุณต้องตะลึง!” ต้อนรับหน้าร้อนนี้

สำหรับฉายาของรถ “Toyota Corolla” (โตโยต้า โคโรลล่า) นั้น ก็นับได้ว่าเป็นรุ่นรถที่มีฉายามากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน เอาละ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปอ่านกันได้เลย …

Toyota Corolla (KE30) “หน้ายก”, “บิ๊กบั้มเปอร์” และ “กันชนยักษ์”

Toyota-Corolla-KE30

สำหรับ Toyota Corolla (KE30) จัดเป็น Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ประกอบขายในไทย เปิดตัวจำหน่ายประมาณปี 2518 ยาวนานจนถึงปี 2522 มีให้เลือกทั้งแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า หายากหน่อย) และรุ่น 2 ประตู Hardtop … สำหรับเครื่องยนต์ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ในรหัส 3K

ฉายา “หน้ายก” นั้นได้มาจากในตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ชุดกระจังหน้า จะประดับด้วยขอบโครเมียมและยกตัวขึ้นมารับกับฝากระโปรงหน้านิดๆ และโฉมสุดท้ายอย่าง “บิ๊กบั้มเปอร์” (กันชนยักษ์) มาพร้อมกันชนหน้า-หลัง ขนาดใหญ่ พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในรุ่น Top

Toyota Corolla (KE70/TE71) “DX”, “กะเทย” และ “หน้าเท”

Toyota-Corolla-KE70

สำหรับ Toyota Corolla (KE70) จัดเป็น Toyota Corolla รุ่นสุดท้ายที่ทุกโมเดลออกมาในแบบขับเคลื่อนล้อหลัง ในไทยเปิดตัวจำหน่ายเมื่อต้นปี 2523 เริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง, ไฟเหลี่ยมเล็ก-เหลี่ยมใหญ่ จนถึงโฉมสุดท้ายโฉมหน้าเท โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K มีให้เลือกทั้งในแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า) รวมไปถึงรุ่น 1.6 DX Liftback (TE71) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T

ฉายา “DX” นั้นได้มาจากรุ่นถูกสุดของ Corolla โฉมนี้ ใช้ชื่อรุ่นย่อยว่า “DX” (ย่อมาจาก “Deluxe”) รวมไปถึงฉายา “กะเทย” ที่ไว้เรียก Corolla 2 ประตูซีดาน เท่านั้น (ซึ่งมาจากรูปร่างรถ จะเป็นคูเป้ก็ไม่ใช่ ซีดานก็ไม่เชิง) และสุดท้ายอย่าง “หน้าเท” คือชุดไฟหน้าและกระจังหน้าในโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย (ยกหน้าตามาจากรุ่น Sprinter ที่ขายในตลาดญี่ปุ่น)

Toyota Corolla (AE80/EE80/AE82) “ท้ายตัด”

Toyota-Corolla-AE80

Toyota Corolla เวอร์ชั่นขับหน้ารุ่นแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2527 มีให้เลือกใน 2 รูปแบบ นั่นคือ ซีดาน 4 ประตู, ลิฟท์แบค 5 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “ATOP” 2 แบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2A และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A พอปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น 1.3 ลิตร ก็ได้จัดแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรหัส 2E แบบ 12 วาล์ว

ฉายา “ท้ายตัด” นั้น ได้มาจากส่วนท้ายรถของรุ่น 4 ประตู ที่สั้นมาก จนดูเหมือนท้ายตัดไปนั่นเอง

Toyota Corolla (EE90/AE92) “โดเรมอน”

Toyota-Corolla-AE92

สำหรับ Corolla รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาหรือบางคนก็บอกว่ากระจกมองข้างโค้งๆ เหมือนมือของโดเรม่อนพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง”

Toyota-Corolla-AE92

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง หลังจากที่ทางโตโยต้าเริ่มใช้ตั้งแต่ทั่วโลกในปี 1989 (ยกเว้นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในมุมกระจังหน้า ที่ยังคงใช้สัญลักษณ์ของ Corollla ไว้เช่นเดิมแบบในรูป) โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ที่มาของคำว่า “สามห่วง” คือ Logo Toyota แบบใหม่นี่ล่ะครับ

Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Toyota-Corolla-AE111

Toyota Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

ที่มาของฉายา “ตองหนึ่ง” นั้น มาจากรหัสรุ่นของแบบเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร “AE111” ซึ่งเป็นเลขตองพอดี สามารถจำได้ง่าย และ “ตูดเป็ด” เป็นที่มาของโฉมแรก ที่ชุดฝาประโปรงท้ายมีมุมยกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลาดเอียงลงไป

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”, “ตาถั่ว”

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

Toyota Corolla โฉมนี้ออกแบบใหม่ทั้งหมดและตัวรถที่มีความกลมป่องขึ้นมาก ต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จัดเต็มทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 มาพร้อมเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ “ZZ-Series” ในรูปแบบ VVT-i ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2ZZ-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE ก่อนจะมีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์และเพิ่มรุ่นพิเศษไปอีกหลายรอบ

“หน้าหมู” ได้ชื่อมาจากกระจังหน้าด้านหน้าของรุ่นนี้ เมื่อดูไกลๆ คล้ายกับจมูกหมูและหน้าหมูมาก ส่วน “ตาถั่ว” มาจากชุดไฟหน้าที่ดูเป็นรูปวงรีโค้งๆ จึงเป็นที่มาของฉายานี้

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142) “หน้าแบน”

Toyota-Corolla-ZZE-141

Toyota Corolla ในโฉมนี้ ยังคงได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า ซึ่งฉายา “หน้าแบน” ได้มาจากหน้ารถที่ดูเรียบๆ แบนๆ ครับ

และสำหรับฉายาของ Toyota รุ่นอื่นๆ ที่คนในวงการรถมือสองเรียกกันนั้น จะมีอะไรต่ออีกบ้าง Mr.Carro จะมาเสนอให้อ่านต่อกันวันหลังครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Carro Blog)

Find-Noises-In-Your-Car-Part-1

หาเสียง (ในรถยนต์) กุกๆ กักๆ …. คุณรำคาญมากน้อยแค่ไหน? เวลาขับรถ

ช่วงนี้ บรรยากาศทางการเมืองในบ้านเรา กำลังร้อนแรง ต่างฝ่ายต่างออกมาหาเสียงกันเป็นแถว บางคนก็มาตามมารยาทสากล ตามข้อเท็จจริง แต่บางพรรคบางพวก ก็เล่นด้วยวิธีเดิมๆ บอกว่าจะทำนู่นทำนี่ได้สารพัดบ้างล่ะ โจมตีฝ่ายตรงข้าม เตะสกัด สาดโคลน แบบเดิมๆ ก็มีไม่เคยเปลี่ยน …

แต่นั่นมันเป็นการหาเสียงทางการเมือง! ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงการหาเสียง (ในรถยนต์) ต่างหาก!

หาเสียงในที่นี้ ยิ่งหากคุณหาเจอได้เร็วเท่าไหร่ มันก็จะเป็นผลดีสำหรับคุณมากขึ้นเท่านั้น เพราะ “เสียง” ที่ว่านี้ อาจจะทำให้รถคุณพังกลางทาง หรือเสียเงินซ่อมกันบานปลายเลยก็ได้ …


Find-Noises-In-Your-Car

เสียงที่เกิดจากรถยนต์ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องยนต์ หรือระบบอะไรก็แล้วแต่ เป็นความผิดปกติได้ทั้งนั้น บางเสียงก็อาจจะเป็นเรื่องปกติของการทำงานในตัวรถเอง หรือบางเสียง ก็อาจจะเกิดจากความไว (ของหู) ในแต่ละคน ที่ได้ยิน รับรู้ ไม่เหมือนกัน

เสียงจากเครื่องยนต์ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก หากเป็นช่างซ่อมรถที่เจนจัดกับการซ่อมรถมานักต่อนัก มักหาที่มาของเสียงได้ไม่ยาก จะด้วยการฟังหูเปล่า หรือฟังด้วยเครื่องฟัง ที่คล้ายๆ หูฟังของหมอนั่นล่ะครับ เริ่มต้นตั้งแต่ …

สตาร์ทรถ

Start-Button

สตาร์ทรถ … หากสตาร์ทรถแล้วมีเสียงดังเอี๊ยดๆ สีกัน ภายในห้องเครื่อง เมื่อคุณเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์ขึ้น เสียงจะลดระดับเบาลงไป แต่ก็ยังมีอยู่จนเครื่องร้อนได้ที่ แล้วถึงจะเงียบไป

อาการแบบนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสายพานต่างๆ หรือตัวดันสายพาน ลูกรอกสายพาน ที่หมดอายุการใช้งาน เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ

เปิดแอร์

Air-Condition

เปิดแอร์ … เมื่อสตาร์ทรถได้สักพัก พอเปิดแอร์แล้วได้ยินเสียงดังแกรกๆ อาการแบบนี้ ก็คาดไว้ก่อนเลยว่า น่าจะมาจากคอมเพรสเซอร์แอร์, ลูกรอกแอร์ หน้าคลัทช์คอมแอร์ หรือสายพานแอร์ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

เหยียบเบรก

Brake

เหยียบเบรก … เมื่อเหยียบเบรกไปแล้ว ไม่ว่าจะเหยียบเบาหรือแรง มีเสียงดังวิ้งๆ หรือครืดๆ ให้ก้มดูจานเบรกที่ล้อ ดูผ้าเบรกเป็นอันดับแรก เพราะผ้าเบรกหมด จนขูดจานเบรกเป็นรอย แล้วดูว่าจานเบรกนั้น มีรอยขูดหนาบางแค่ไหน เตรียมเสียเงินเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ได้

หรือถ้าจานเบรกมีรอยเส้นหนักๆ หน่อย ก็อาจจะต้องเจียรจานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่

เลี้ยวซ้ายสุด-ขวาสุด มีเสียงดัง

Rack-Steering-Wheel

เลี้ยวซ้ายสุด-ขวาสุด มีเสียงดัง … ลองตรวจเช็กดูช่วงล่าง ตั้งแต่ แร็คพวงมาลัย ยางหุ้มเพลา ลูกหมากปีกนก คันชักคันส่ง ฯลฯ เพราะมันอาจหมดอายุการใช้งาน เสียหายจากการกระแทกบ่อยๆ หรือหัวเพลาหลวม หัวเพลาแตก!

และก็เป็นไปได้ ที่ตัวปั้มพวงมาลัยเพาเวอร์ รั่วหรือแรงไม่พอ ลองดูว่ามีน้ำมันเพาเวอร์รั่วซึมหรือไม่

วิ่งผ่านเนินลูกระนาด … หน้าเด้ง ท้ายเด้ง!

Rubber-Speed-Humps

วิ่งผ่านเนินลูกระนาด … หน้าเด้ง ท้ายเด้ง! … อาการนี้ดูโช๊คอัพได้เลย เพราะไม่มีความหนืด ในการดูดซับแรงกระแทกอีกแล้ว หากอาการไม่หนักก็ซ่อม อัดน้ำมันเข้าไปใหม่ แต่ถ้าทำไปใช้งานได้สักพัก มันรั่วอีก ก็ลงทุนเปลี่ยนใหม่จะดีกว่า

วิธีเช็ก ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปที่ซุ้มล้อ ตรวจดูว่ามีน้ำมันซึมออกมาจากกระบอกโช๊คอัพหรือไม่ แล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองมือ กดลงไปบริเวณด้านที่มีโช๊คอัพเหนือล้อ ถ้าหนืด กดแล้วจะนิ่ง ไม่ยุบง่ายๆ แต่ถ้าโช๊คอัพหมดสภาพแล้ว กดแล้วปล่อยมือ รถยังเด้งดึ๋งต่อเลย!

เมื่อรับทราบอาการดังกล่าวได้แล้ว ว่ามาจากสาเหตุไหน ทางที่ดี คุณควรขับรถเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมรถ ให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจดูให้แน่ชัด แล้วเตรียมเสียเงินไว้ด้วยเทอญ …

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever

รถมือสอง บางรุ่น บางยี่ห้อ จากรถธรรมดาสามัญในอดีต กลายมาเป็น “รถในตำนาน” ในปัจจุบัน แล้วเวลาขายต่อ ราคาดันไม่ค่อยตกซะด้วยสิ!

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ครับ …

Toyota Celica (Gen.1)

Toyota-Celica-LB

Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) ในฉายา “เซลิก้าหน้าโหนก” หรือ “สาลิกา” โดย Celica รุ่นแรก ในอดีตถือเป็นรถ Sport 2 ประตู ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา มีนำเข้ามาในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2514 ทั้งแบบตัวถัง Coupe (TA22, TA23) และต่อมา นำเข้าตัวถังแบบ Liftback (TA27, TA28) มาขายด้วย เป็นรถที่ได้รับฉายาว่า “มัสแตงญี่ปุ่น” (Japanese Mustang) สร้างตำนานและความทรงจำ ทั้งบนท้องถนน และในสนามแข่งทางเรียบ และทางฝุ่น หลายยุคสมัย …

เมื่อก่อน ก็จัดว่าเป็นรถธรรมดาสามัญรุ่นหนึ่ง แต่มาในยุคปัจจุบัน กลับกลายเป็นรถที่นิยมในกลุ่มผู้เล่นรถ Retro Car (เรโทร คาร์) ทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปจากหลักหมื่น ขึ้นไปเป็นราคาหลักแสน บางคัน Full Restoration ดีๆ ราคาซื้อ-ขาย กันคันละหลายแสนบาทก็มี!

Nissan Figaro

Nissan-Figaro

Nissan Figaro (นิสสัน ฟิกาโร่) จัดเป็นรถเล็กสไตล์คลาสสิคอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวช่วงปี 1989 ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน ในรูปแบบสไตล์วิคตอเรียนทั้งภายนอกและภายใน โดย 8,000 คันแรกผลิตตามปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับ

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี รหัส MA10ET ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า ที่ยกมาจากรุ่น March ใช้เกียร์ออโต้ 3 สปีด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.6 กม./ลิตร นี่ก็จัดเป็นรถในตำนาน ที่นำเข้ามาในบ้านเรา (ช่วงรถจดประกอบ) มากพอสมควร และราคาขายก็ไม่ตกง่ายๆ ด้วย! มีตั้งแต่ 5 แสนกว่าบาท ไปจนถึง 8 แสนกว่าบาท!

Nissan Skyline (R34)

Nissan-Skyline-R34

Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) ชื่อนี้ถ้าเป็นคอรถซิ่ง คงไม่ต้องก็รู้ว่ามันคือรถในตำนาน! ที่นิยมมากๆ ในบ้านเรา ก็จะเป็นรุ่น R32, R33 และ R34 ซึ่งตำนานของ Skyline โดย R34 จัดเป็น Skyline เจเนอเรชั่นสุดท้ายของผู้ที่นิยมในความแรง (เพราะ Skyline รุ่นหลังมา คนก็เล่นกันน้อยลงละ) ในบ้านเรามีนำเข้ามาเยอะพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นแบบ 4 ประตู หรือแบบ 2 ประตู อาทิเช่น รุ่น 25GT Turbo, GT-R, GT-R V-Spec, GT-R M-Spec หรือแม้กระทั่งรุ่นใส่ชุดแต่งจาก Z-Tune หรือ NISMO ก็มีหลายคัน

นับว่าเป็นรถสปอร์ตที่เป็นดาวค้างฟ้าอีกหนึ่งคัน มาในราคาตั้งแต่ไม่กี่แสนบาทในรุ่น 4 ประตู ไปจนกระทั่งราคาหลัก 1.5-3 ล้านบาท ในรุ่น GT-R ขึ้นไป หรือรุ่นที่จัดว่าเป็น Limited Edition เป็นต้น …

Honda Prelude

Honda-Prelude

Honda Prelude (ฮอนด้า พรีลูด) รุ่นยอดฮิตของคนเล่นรถในบ้านเรา คงต้องยกให้เป็น เจเนอเรชั่น ที่ 4 เพราะช่วงนั้นถือเป็นช่วงเปิดเสรีการนำเข้ารถจากต่างประเทศ ค่ายรถแต่ละเจ้าก็สั่งรถเด็ดๆ เข้ามาชิงยอดขายกันเป็นแถว Honda รุ่นนี้ดีไซน์มาได้สวยในแบบ Timeless และภายในที่ดูล้ำยุค เลยเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนเล่น พรีลูด มาจนถึงทุกวันนี้

ในไทย บริษัทแม่นำเข้ามาทั้ง รุ่น 2.2 CX, 2.3 Si และ 2.2 VTi-R ปัจจุบันมีราคาขายในตลาดรถมือสองอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 แสนกว่าบาท ซึ่งคงจะไม่ตกไปมากกว่านี้อีกแล้ว

Mazda RX-7 (FD3S)

Mazda-RX-7

Mazda RX-7 (มาสด้า อาร์เอ็กซ์-7) จัดเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์สูบหมุนโรตารี่จาก Mazda ด้วยรูปทรง Low & Wide แบบสปอร์ตพันธุ์แท้ สวยอมตะอีกหนึ่งรุ่น ขายกันยาวนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ปี 1992 – 2002 สำหรับโฉมสุดท้ายอย่าง “FD3S” ในบ้านเรานั้น แม้ว่าจะไม่ได้นำเข้ามาอย่างเป็นทางการจากทาง กมลสุโกศล หรือ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) แต่ก็มีผู้จำหน่ายอิสระ และรถจดประกอบ นำเข้ามาพอสมควร

ในบ้านเรามีนำเข้ามาหลากหลายรุ่นย่อยมาก ใช้เครื่องโรตารี่รหัส 13B-REW Twin Turbo แบบ Sequential ที่พัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด แรงม้ามีตั้งแต่ 255 – 280 แรงม้า ราคาขายในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 1 – 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และจำนวนของแต่งที่มีให้!

Suzuki Caribian

Suzuki-Caribian

Suzuki Caribian (ซูซูกิ คาริเบียน) ถือเป็นรถแบบจี๊ป 4WD ขนาดเล็ก มาในฉายา “ตู้ปลา” เป็นรถมือสองยอดนิยมตลอดกาลของผู้นิยมเข้าป่าฝ่าดง เพราะน้ำหนักเบาและลุยได้ง่ายๆ เปิดตัวในไทยตั้งแต่สมัย 30 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ในชื่อรุ่น “SJ410” เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร ใช้เป็นรถสวัสดิการทหารอยู่ช่วงหนึ่ง จนพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นรถบ้านอย่าง “SJ413”

Suzuki Caribian มาในรูปแบบรถกระบะที่ต่อเติมหลังคาไฟเบอร์ด้านหลัง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร (ตอนหลังเปลี่ยนระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหัวฉีด) รวมไปถึงเวอร์ชั่นรถกระบะยุคท้ายๆ ปัจจุบันในตลาดรถมือสอง มีราคาตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงเกือบ 2 แสนปลายๆ ก็มีให้เห็น!

Land Rover Series I, II, III และ Defender

Land-Rover-Series-III

Land Rover Series & Defender (แลนด์โรเวอร์ ซีรี่ส์ และ ดีเฟนเดอร์) ขอจับมารวมกันเลยละกัน ง่ายดี ในฐานะรถ SUV ในตำนานของแลนด์โรเวอร์ บางคนยกให้เป็น “ลุงเชยจอมทรนง” เลย! เพราะรูปทรงเหลี่ยมๆ ที่คงเอกลักษณ์เอาไว้ยาวนานกว่า 70 ปี เพียงแต่ปรับปรุงหน้าตาและออพชั่น รวมไปถึงเครื่องยนต์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่เท่านั้น

ในบ้านเรานั้น จัดได้ว่าเป็นสุดยอดรถที่สำหรับใช้เข้าป่าฝ่าดงในอดีต เป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการ และยังได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่นด้วย ราคามือสองในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 -4 แสนบาท แต่ถ้าเป็นรุ่น Defender ราคามือสอง หลักล้านบาทก็ยังมี …

Volkswagen Beetle

Volkswagen-Beetle

Volkswagen Beetle (โฟล์คสวาเกน บีทเทิล) หรือ “Type 1”, “รถเต่า”, “โฟล์คเต่า” รถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย VW ที่นำเข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 ในหลากหลายรูปแบบ สารพัดฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, ตาตั้ง, กันชนใหญ่, กันชนเหลี่ยม, ไฟท้ายกลม หรือแม้แต่รุ่นเปิดประทุนก็มี!

แม้ว่าในอดีต โฟล์คเต่า ก็เป็นรถเก๋งธรรมดาสามัญทั่วๆ ไป แต่ด้วยความทนทาน รูปทรงที่น่ารัก บวกกับการผลิตที่ยาวนาน ทำให้ “รถเต่า” รุ่นนี้ เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนราคาในตลาดรถมือสองพุ่งทะยานขึ้นไปตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ไปถึงหลักล้านก็มีให้เห็น!

Volkswagen Type 2

Volkswagen-Type-2

Volkswagen Type 2 (โฟล์คสวาเกน ไทป์ ทู) ที่รู้จักกันดีในฉายา “โฟล์คตู้” นี่ก็จากรถธรรมดาๆ กลายเป็นรถตู้ในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเหมือนกัน รุ่นที่ฮิตๆ ในบ้านเราก็จะมีอย่างเช่น “T1” ในฉายา “ตู้หน้าวี” และ “T2” ในฉายา “หัวแตงโม” … 2 รุ่นนี้ล่ะครับ จัดเป็นรถโฟล์คตู้ ยอดนิยมตลอดกาล

สำหรับราคาในตลาดรถมือสอง ก็เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ในสภาพที่แบบวิ่งได้พร้อมใช้งาน ทะยานไปจนถึงหลักล้าน ก็มีให้เลือกซื้อเลือกสะสมกัน

Porsche 911

Porsche-911

Porsche 911 (ปอร์เช่ 911) รถสปอร์ตในตำนานอีกหนึ่งรุ่น สืบต่อความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบัน ถือว่านานมาก! ที่มีไว้แล้ว ราคาซื้อ-ขาย มือสองไม่ค่อยตกนัก สำหรับรุ่นที่คนเล่นกันก็จะมีตั้งแต่แบบ 911 โฉมแรก, 930, 964, 993, 996 (รุ่นนี้คนจะเล่นกันน้อยหน่อย เพราะฉีกจากเอกลักษณ์เดิมมากเกินไป), 997, 991 และ 991.2 เป็นต้น

ฉายาที่รู้จักกันดีอย่าง “เจ้าชายกบ” หรือ “ค่อมทรงพลัง” นั้น ก็มาจากรูปแบบของตัวรถนั่นเอง เครื่องยนต์แบบ Boxer วางท้าย เอกลักษณ์อันโดดเด่น และรุ่นที่โดดเด่นอย่าง Targa, Speedster หรือ GT ยิ่งน่าเก็บสะสมนัก! ในตลาดรถมือสองรุ่นนี้มักเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่แต่งโดย RUF, TechArt, KTW Tuning หรือ RWB (RAUH-Welt BEGRIFF) ราคาซื้อ-ขาย แพงกว่านี้แน่นอน

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น ที่ยกมาให้ชมกันในวันนี้นั้น น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

Choose-Car-For-Your-Life

เลือกสีรถ ตรงกับวันเดือนปีเกิดคุณ ถูกโฉลก ถูกใจ ขับแล้วรุ่ง ขับแล้วรวย

ในปี 2562 นี้ อาจจะเป็นที่หลายๆ คน เจอทั้งเรื่องดีๆ และเรื่องมรสุม ซึ่งบางคนอาจจะเชื่อในเรื่องของโชคชะตา อาจจะคิดว่าสิ่งของบางอย่าง ส่งผลในเรื่องของโชคชะตาของเราได้

แม้ว่าช่วงนี้ก็ใกล้เข้าสู่งาน Motor Show  2019 (มอเตอร์โชว์ 2019) แล้ว หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญชิ้นใหญ่อย่าง “รถยนต์” ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดง หรือจะเป็นรถมือสองก็ตาม ซึ่งบางคนก็อาจจะคิดแล้วล่ะว่า จะเลือกสีรถที่ถูกโฉลก ด้วยสีอะไรดี?

ตามความเชื่อของคนไทย ที่ชื่นชอบสีรถเป็นที่มงคลกับวันเกิดของตัวเอง Carro จึงขอนำเสนอข้อมูลสำหรับการเลือกรถสีไหน ให้ถูกโฉลกกับ วัน เดือน ปีเกิด ของคุณ!

Choose-Car-For-Your-Life

วันอาทิตย์ สีรถถูกโฉลก คือ

แดง ม่วงเปลือกมังคุด – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ขาว ครีม ดำ – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
เขียว บรอนซ์ เทา ทอง – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันจันทร์ สีรถถูกโฉลก คือ

เขียว – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ส้ม เหลืองแก่ ดำ ฟ้า – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
น้ำเงิน ทอง ชมพู ม่วงเปลือกมังคุด – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันอังคาร สีรถถูกโฉลก คือ

ดำ – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ม่วงแก่ ทอง แสด น้ำตาล – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
บรอนซ์ เทา แดง ชมพู เขียว – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันพุธ (กลางวัน) สีรถถูกโฉลก คือ

น้ำเงิน ฟ้า ทอง ม่วงแก่ น้ำตาล – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
เทา บรอนซ์ ม่วงแก่ – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
ขาว ดำ เขียว เหลืองอ่อน – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันพุธ (กลางคืน) สีรถถูกโฉลก คือ

แดง น้ำตาล – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ดำ เทา บรอนซ์ น้ำตาล – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
ชมพู ม่วงแก่ น้ำเงิน ฟ้า – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันพฤหัสบดี สีรถถูกโฉลก คือ

ฟ้า – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
แดง ส้ม ทอง – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
ขาว เขียว บรอนซ์ เทา – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันศุกร์ สีรถถูกโฉลก คือ

น้ำตาล – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
แดง ทอง ชมพู ฟ้า น้ำเงิน- ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
เขียว ดำ เหลือง – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันเสาร์ สีรถถูกโฉลก คือ

เทา บรอนซ์ – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
น้ำเงิน ฟ้า ดำ ม่วงแก่ – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
แดง ชมพู ทอง เหลือง – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

สำหรับสีรถต้องห้าม หรือสีรถที่เป็นกาลกิณี สำหรับคนที่เกิดวันต่างๆ มีดังต่อไปนี้

คนที่เกิดวันอาทิตย์ สีรถต้องห้ามคือ สีฟ้า น้ำเงิน
คนที่เกิดวันจันทร์ สีรถต้องห้ามคือ สีแดง
คนที่เกิดวันอังคาร สีรถต้องห้ามคือ สีขาว สีครีม
คนที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) สีรถต้องห้ามคือ สีชมพู สีแสด
คนที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) สีรถต้องห้ามคือ สีส้ม สีทอง
คนที่เกิดวันพฤหัสบดี สีรถต้องห้ามคือ สีดำ สีม่วง สีน้ำเงิน
คนที่เกิดวันศุกร์ สีรถต้องห้ามคือ สีเทา สีบรอนซ์ สีม่วง
คนที่เกิดวันเสาร์ สีรถต้องห้ามคือ สีเขียว สีแสด

แต่การเลือกสีรถที่ถูกใจคุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถสีไหนก็ตาม การขับรถด้วยความปลอดภัย มีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมท้องถนน ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับการใช้รถในถนน นะครับ …

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคล็ดลับขายรถง่าย ขายรถไว สำหรับคุณผู้หญิง

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่าเข้าใกล้สู่เทศกาลของงาน Motor Show 2019 กันแล้ว คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะถือโอกาสอันดีนี้ ได้ปล่อยรถคันเดิมออกไป แล้วเป็นหนี้ก้อนใหม่ ด้วยการซื้อรถใหม่ป้ายแดงซะที

แต่การที่จะขายรถคันเดิมออกไปนั้น ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยเวลาที่มากหน่อย หรือการต่อรองราคาที่ในเศรษฐกิจแบบนี้ ขายเทิร์นไปในราคาถูกๆ เพราะตอนนี้คนซื้อย่อมได้เปรียบมากกว่าคนขายเสมอ รวมไปถึงสภาพรถ ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

Carro ขอแนะนำ 5 วิธีขายรถง่ายๆ สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ครับ

1. เวลาลงขาย ไม่ต้องบอกก็ได้ว่า “รถผู้หญิงใช้”

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคยสังเกตตามโฆษณาขายรถในเว็บไซต์ หรือตามกลุ่มใน Facebook ไหมครับว่า? ผู้ขายหลายคนมักจะมีคำว่า “รถผู้หญิงใช้” ประกอบอยู่ ซึ่งผู้หญิงใช้ ซึ่งเป็นวิธีของผู้ขายรถ อยากให้คนเข้าใจว่า รถใช้น้อย เพียงแค่เอาไว้ใช้รับส่งลูกที่โรงเรียน เอาไว้จ่ายตลาด ซื้อกับข้าว เข้าศูนย์บริการตลอด ประมาณนั้น

แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่สนใจในจุดนี้ ร้อยทั้งร้อย สนใจสภาพรถมากกว่า เพราะรถผู้หญิงใช้ (หรือรถผู้ชายใช้ก็ตาม) หลายคันใช้รถแบบ ขับ กับเติมน้ำมันแค่นั้น สภาพโทรมทั้งตัวรถทั้งเครื่องยนต์ หรือภายในเบาะขาดเละเทะก็มี ขับเบียดขับชน เห็นหลุมอะไรก็วิ่งลงไป จนช่วงล่างเยิน น้ำมันเครื่องแห้งก็มี … ถ้าเป็นไปได้ ดูแลรถให้ดีก่อนขายดีกว่าครับ

2. ราคาขายอย่าเว่อร์

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ราคารถที่คุณจะขาย คุณควรลองศึกษาดูก่อนว่า รถที่คุณใช้ ในตลาดตอนนี้ขายกันอยู่เท่าไหร่? หลักการตั้งราคารถ มันก็ขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อ รุ่น ปี ของรถ ถ้าหากเป็นรถยี่ห้อ-รุ่นยอดนิยมหน่อย ราคามือสองก็จะสูงหน่อย ก็ตั้งราคาขายเผื่อคนต่อไว้ได้ กรณีที่ไม่ได้รีบร้อนอะไร …

แต่ถ้าเป็นรถรักเจ้าของ ยี่ห้อ-รุ่นแบรนด์ที่คนไม่เล่นกัน เครื่องชอบพัง เกียร์ชอบเสีย อะไรเนี่ย ก็ลองตั้งราคาขายถูกกว่าในท้องตลาดหน่อยละกัน เผื่อจะมีเนื้อคู่มาสนใจ เพราะเก็บไว้นาน ก็เป็นภาระเปล่าๆ ในกรณีที่ “ใจ” คุณอยากจะออกรถใหม่ไวๆ แล้ว

3. ขายรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จัก

5-Ways-For-Women-Sell-Car

คนซื้อรถมือสองทั้งหมดนั่นล่ะ เขาก็อยากได้ประวัติการดูแลรักษารถยนต์ที่ดี (เช่น มี Book Service เช็คประวัติรายละเอียดต่างๆ ของรถคันนั้น ว่าทำอะไรบ้างจากศูนย์บริการ) ซึ่งการซื้อรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จักนี่ล่ะ อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่า เรารู้จักเจ้าของรถคนเดิมอยู่ รู้ว่าเขาใช้รถมานานเท่าไหร่ เวลามีปัญหาอะไรก็พอสอบถามได้

ดังนั้น ถ้าคุณมีเพื่อนหรือคนรู้จัก สนใจรถคุณอยู่ ก็ลองเสนอเขาดูนะ …

4. เอกสารต้องครบ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ก่อนที่คุณจะขายรถ ควรจะเตรียมเอกสารไว้ให้ครบๆ ไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง พวกสัญญาซื้อ-ขาย สำเนาบัตรประชาชน ต้องขีดคร่อม ระบุวันที่ พร้อมเขียนกำกับไว้ว่าทำอะไร และชุดโอนรถ เป็นต้น

เวลาขายรถไปแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง

5. เอาง่ายๆ ก็มาขายรถที่ Carro สิ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ถ้าคุณผู้หญิงไม่อยากรอคอย หรือใจอยากจะไปออกรถใหม่ไวๆ ในงาน Motor Show 2019 แล้ว ก็มาลงขายรถที่ Carro ดูสิ ซึ่ง Carro เป็นบริษัท Startup ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสองจากสิงคโปร์ และได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้สนใจรถยนต์มือสองในวงกว้าง มีสาขาอยู่ทั้งในประเทศไทย และในอินโดนีเซีย

ถ้าคุณมั่นใจว่ารถคุณมีสภาพที่ดี เป็นยี่ห้อรถตลาดที่คนใช้กันเยอะ อีกทั้งราคาที่ตั้งขายไม่แพงอย่างที่คนทั่วไปเห็น โอกาสที่คุณจะขายรถได้ง่ายๆ เร็วไว ก็มีแค่นี้ล่ะครับ

พอคุณกรอกข้อมูลอยากขายรถไปแล้ว แป๊ปเดียว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกค้าก็โทรมาหาคุณภายในไม่กี่ชั่วโมง หากปิดการขายได้สำเร็จ ก็รับเงินสดหลังจบการขายทันที แนะนำลงขายที่ Carro เลย —> https://th.carro.co/sell-car/express

1 2 3 9