4 เหตุผลที่รถมือสอง เหมาะกับประกันชั้น 2+

สำหรับใครที่ซื้อรถมือสองมาครอบครองแล้ว นอกเหนือจากการมีประกันภาคบังคับพ.ร.บ.รถยนต์ไว้ดูแลชีวิต ค่ารักษาพยาบาลแล้ว การซื้อประกันรถยนต์ หรือประกันภาคสมัครใจก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน รถหาย หรือรถไฟไหม้ หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับเบี้ยที่ไม่แพง ไม่แรงเกินไป อยากให้คนใช้รถมือสองลองพิจารณาประกัน 2 พลัส กับเหตุผลดี ๆ ที่นำมาเล่าตามนี้

 

1. เบี้ยประหยัด ราคาไม่แพง ดีต่อใจคนใช้รถมือสอง

หากคุณต้องการประหยัดเงิน และไม่อยากใช้งบเยอะ ประกันชั้น 2+ เป็นอะไรที่ดีต่อใจจริง ๆ เนื่องจากมีเบี้ยประหยัดกว่าประกันชั้น 1 ประมาณครึ่งนึง อย่างไรก็ดีการคำนวณเบี้ยกัน มาจากหลายตัวแปร เช่น

  • ทุนประกันรถที่ควรเลือกตามความต้องการของเราได้ตั้งแต่ 100,000 บาทเป็นต้น เมื่อทุนประกันต่างกันค่าเบี้ยประกันก็ต่างกันด้วย
  • ส่วนลดเบี้ยประกันต่าง ๆ เช่น ประวัติการขับขี่ดีในปีที่ผ่านมา, การเลือกมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ก็ช่วยประหยัดเบี้ยได้เป็นอย่างดี
  • ส่วนลดกล้องติดรถยนต์ก็ทำให้ได้ราคาเบี้ยประกันที่ถูกลงด้วยประมาณ 5-10% จากราคาเบี้ยสุทธิตามประกาศของ คปภ. แนะนำให้ลองพูดคุยขอส่วนลดกับบริษัทฯ ประกันหรือโบรกเกอร์ที่คุณกำลังจะซื้อประกันรถยนต์จะดีที่สุด

ประกันชั้น 2+ จึงเหมาะกับรถมือสองที่มี 4 ปีขึ้นไปที่ต้องการความคุ้มครองเทียบเท่าประกันชั้น 1 แต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยแพง ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

 

2. คุ้มครองคุ้มค่า ดูแลอุบัติเหตุ

ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการประหยัดเบี้ยประกัน ประกันชั้น 2+ สามารถตอบโจทย์คุณได้เพราะประกันชั้น 2+ หรือประกันรถยนต์ชั้น 2 พลัส ยังออกแบบมาเพื่อดูแลอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนของรถชนรถตามทุนประกันที่เลือกไว้ (เพียงแต่ประกันชั้น 2+ ไม่คุ้มครองดูแลเหตุรถชนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถ  เช่น ชนเสาไฟฟ้า ชนรั้วบ้าน หรือไปครูดฟุตบาท หรือเคสอุบัติเหตุที่ไม่สามารถระบุคู่กรณี จะต้องจ่ายค่าซ่อมเอง)

 

3. ประกันชั้น 2+ ช่วยดูแลเหตุรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ

อย่างที่บอกว่าประกันชั้น 2 พลัสมีความคุ้มครองที่เหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 1 นอกเหนือจากดูแลเหตุรถชนรถประกันชั้น 2+ ยังช่วยดูแลเหตุรถหาย ให้ความคุ้มครองตามทุนประกันที่ได้เลือกไว้เช่นเดียวกัน และกรณีรถไฟไหม้อีกด้วย ซึ่งจะดูแลตามทุนประกันล่ะ

นอกจากดูแลถยนต์สูญหาย, รถยนต์ไฟไหม้ ประกัน 2+ ยังคุ้มครองเหตุอื่น ๆ เช่น รถยนต์น้ำท่วม,  ผลกระทบจากภัยก่อการร้ายอุบัติเหตุส่วนบุคคลของคนขับและผู้โดยสาร รวมทั้งรักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตที่เกินจากความคุ้มครองของพ.ร.บ.รถยนต์ ตามด้วยการรักษาแบบต่อเนื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ฯลฯ เห็นไหมว่า ประกันชั้น 2+ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนขับรถมือสอง

 

4. เพราะประกันชั้น 2+ ช่วยจ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

กรมธรรม์ประกันชั้น 2+ นอกจากช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของคู่กรณี (ยานพาหนะทางบก) ยังช่วยจ่ายช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุนั้น ๆ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามทุนประกันที่เลือกไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เริ่มสนใจประกันชั้น 2+ เนื้อคู่ของรถมือสองบ้างหรือยัง ? เช็กเบี้ยที่ใช่กับ frank.co.th ได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank “ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ”

Find-Noises-In-Your-Car-Part-2

มาหาเสียง (ในรถยนต์) ช่วงโค้งสุดท้าย กันต่อดีกว่าครับ!

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่า น่าจะเป็นสัปดาห์ของการหาเสียง (ในรถยนต์) ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วครับ เพราะเดือนหน้าเราก็ต้องเตรียมพร้อมรถยนต์ สำหรับใช้ในการเดินทางช่วงหยุดยาว หรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วล่ะครับ

หาเสียงในรถยนต์ ยิ่งหาเจอได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี เพราะ “เสียง” ที่ว่านี้ อาจจะทำให้รถคุณพังกลางทาง หรือเสียเงินซ่อมกันบานปลายเลยก็ได้ ไปอ่านกันต่อครับ …

เสียงหอน (ที่ไม่ใช่คืนหมาหอน)

Differential

เสียงหอน … บางทีขับรถไปแล้ว มีเสียงหอนดังออกมาจากเพลาขับ หรือเฟืองท้าย ยิ่งขับเร็วเสียงยิ่งดัง อาจจะมาจากลูกปีนล้อแตก หรือเพลากลาง เพลาขับมีปัญหา และเฟืองท้ายมีปัญหา ต้องไล่สาเหตุดูเป็นจุดๆ ไป ถ้าต้นเสียงเกิดที่ด้านหน้ารถ ก็สันนิษฐานว่าเป็นที่ลูกปืนท้ายเกียร์ หรือเป็นที่ลูกปืนเพลากลาง ที่เรียกกันว่า “ยอย” หรือ “กากบาทเพลากลาง”

แต่ถ้ามาจากด้านท้าย ให้ถอดเฟืองท้ายออกมาเช็ก ว่ามาจากเฟืองเดือยหมู, เฟืองบายสี, เฟืองดอกจอก และเฟืองข้าง ทีเดียวไปเลย ถ้ามีเสียงหอน ลองปรับตั้งระยะห่างของเฟืองท้ายทั้ง 2 ใหม่ ให้ชิดเข้าไป ตรวจสอบการรั่วซึมของซีล ประเก็น ถ้าหมดสภาพก็เปลี่ยนใหม่ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายใหม่ ถ้าลูกปืนหน้าเฟืองท้ายชำรุด ก็จัดการเปลี่ยนลูกปืนใหม่ซะ

กุกๆ กักๆ ที่คอพวงมาลัย

Toyota-Steering-Wheel

กุกๆ กักๆ ที่คอพวงมาลัย … เสียงดังกึกกักที่คอพวงมาลัย อาจมาจากลูกปืนคอพวงมาลัยแตก ตัวรองแกนพวงมาลัยแตก หรือจารบีลูกปีนแห้ง ทางที่ดีตรวจเช็กลูกปีน, ตัวรองแกนพวงมาลัย หรืออัดจารบีตลับลูกปืนใหม่ แม้ว่าช่วงแรกจะไม่มีผลอะไร นอกจากเกิดความรำคาญเวลาหมุนพวงมาลัย แต่อาจจะกลายเป็นเสียมากขึ้น จนพวงมาลัยรถควบคุมรถไม่ได้ก็เป็นไปได้

เปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง

Manual-Transmission

เปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง … เสียงดังที่เกิดจากตัวเกียร์ เกิดจากนอกห้องเกียร์ เป็นเสียงแตกเสียงคราง หรือเสียงหอน ลองตรวจลูกปีนเกียร์ และเช็กน้ำมันเกียร์ ว่าเปลี่ยนถ่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูสภาพสีของน้ำมันเกียร์ ตรวจดูว่ายังมีน้ำมันเกียร์อยู่เต็มหรือไม่ เพราะมันอาจจะรั่วซึมหายไป เมื่อชุดเฟืองเกียร์กระทบกัน เสียงโลหะกระทบกัน มันก็ต้องมีเสียงดัง ต้องรีบซ่อมแซม ไม่อย่างนั้นจะได้เปลี่ยนเกียร์ใหม่ทั้งลูก …

อีกกรณีหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นได้จากการเหยียบคลัทช์ไม่สุดแล้วเข้าเกียร์ หรือการใส่เกียร์ไม่ตรงตำแหน่งเกียร์ (ในรถเกียร์ธรรมดา) ครับ

เวลาเลี้ยว เสียงดังจากยาง

Tire-Setting

เวลาเลี้ยว เสียงดังจากยาง … เวลาเลี้ยวรถแล้วเกิดเสียงดังเอี๊ยดๆ จากยาง มักได้ยินบ่อยๆ เวลาไปจอดรถบนพื้นผิวค่อนข้างลื่น อาจเกิดจากเนื้อยางเสื่อมสภาพ หรือถ้าหากยางยังดี อาจเกิดจากช่วงล่างหลวมก็เป็นไปได้

หลังดับเครื่อง

Catalytic-Converter

หลังดับเครื่อง … หลังจากดับเครื่องรถยนต์แล้ว คุณอาจได้ยินเสียงก๊องแก๊ง มาจากใต้ท้องรถ นั่นเป็นเสียงการทำงานของ Catalytic Converter ในระบบท่อไอเสีย ซึ่งเป็นเสียงการทำงานปกติอยู่แล้ว เสียงดังกล่าวอาจดังนานกว่าปกติ หากใช้รถด้วยความเร็วสูง หรือใช้เครื่องยนต์รอบจัดเป็นระยะเวลานาน แต่เสียงนี้ ไม่ได้เป็นความผิดปกติอันใดครับ …

เมื่อรับทราบอาการดังกล่าวได้แล้ว ว่ามาจากสาเหตุไหน อย่าลืมเอารถไปเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมรถ ให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจดูให้แน่ชัด แล้วเตรียมเสียเงินไว้ด้วย แต่ถ้าเสียงบางอย่างไม่มีผลใดๆ ต่อตัวรถ คุณก็สบายใจได้ …

Toyota-Corolla-Car-Nickname

คิดได้ไง! “หน้ายก” “กะเทย” “ท้ายตัด” “สามห่วง” ใครเป็นคนคิดฉายาให้ Toyota Corolla!

จากเมื่อเดือนที่แล้ว หากใครที่ติดตามเพจ Carro Blog ก็จะพบว่าเราได้ทำบทความเกี่ยวกับ “รวมฉายารถ Honda Civic สุดแปลกแหวกแนว” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเลยทีเดียว ในเดือนนี้เพื่อต่อยอดความรู้ ความสนใจ ให้กับผู้ที่นิยมชมชอบในรถมือสองเพิ่มเติม เราจึงขอนำเสนอ “รวมฉายารถ Toyota Corolla ที่คุณต้องตะลึง!” ต้อนรับหน้าร้อนนี้

สำหรับฉายาของรถ “Toyota Corolla” (โตโยต้า โคโรลล่า) นั้น ก็นับได้ว่าเป็นรุ่นรถที่มีฉายามากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน เอาละ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปอ่านกันได้เลย …

Toyota Corolla (KE30) “หน้ายก”, “บิ๊กบั้มเปอร์” และ “กันชนยักษ์”

Toyota-Corolla-KE30

สำหรับ Toyota Corolla (KE30) จัดเป็น Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ประกอบขายในไทย เปิดตัวจำหน่ายประมาณปี 2518 ยาวนานจนถึงปี 2522 มีให้เลือกทั้งแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า หายากหน่อย) และรุ่น 2 ประตู Hardtop … สำหรับเครื่องยนต์ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ในรหัส 3K

ฉายา “หน้ายก” นั้นได้มาจากในตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ชุดกระจังหน้า จะประดับด้วยขอบโครเมียมและยกตัวขึ้นมารับกับฝากระโปรงหน้านิดๆ และโฉมสุดท้ายอย่าง “บิ๊กบั้มเปอร์” (กันชนยักษ์) มาพร้อมกันชนหน้า-หลัง ขนาดใหญ่ พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในรุ่น Top

Toyota Corolla (KE70/TE71) “DX”, “กะเทย” และ “หน้าเท”

Toyota-Corolla-KE70

สำหรับ Toyota Corolla (KE70) จัดเป็น Toyota Corolla รุ่นสุดท้ายที่ทุกโมเดลออกมาในแบบขับเคลื่อนล้อหลัง ในไทยเปิดตัวจำหน่ายเมื่อต้นปี 2523 เริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง, ไฟเหลี่ยมเล็ก-เหลี่ยมใหญ่ จนถึงโฉมสุดท้ายโฉมหน้าเท โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K มีให้เลือกทั้งในแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า) รวมไปถึงรุ่น 1.6 DX Liftback (TE71) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T

ฉายา “DX” นั้นได้มาจากรุ่นถูกสุดของ Corolla โฉมนี้ ใช้ชื่อรุ่นย่อยว่า “DX” (ย่อมาจาก “Deluxe”) รวมไปถึงฉายา “กะเทย” ที่ไว้เรียก Corolla 2 ประตูซีดาน เท่านั้น (ซึ่งมาจากรูปร่างรถ จะเป็นคูเป้ก็ไม่ใช่ ซีดานก็ไม่เชิง) และสุดท้ายอย่าง “หน้าเท” คือชุดไฟหน้าและกระจังหน้าในโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย (ยกหน้าตามาจากรุ่น Sprinter ที่ขายในตลาดญี่ปุ่น)

Toyota Corolla (AE80/EE80/AE82) “ท้ายตัด”

Toyota-Corolla-AE80

Toyota Corolla เวอร์ชั่นขับหน้ารุ่นแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2527 มีให้เลือกใน 2 รูปแบบ นั่นคือ ซีดาน 4 ประตู, ลิฟท์แบค 5 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “ATOP” 2 แบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2A และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A พอปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น 1.3 ลิตร ก็ได้จัดแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรหัส 2E แบบ 12 วาล์ว

ฉายา “ท้ายตัด” นั้น ได้มาจากส่วนท้ายรถของรุ่น 4 ประตู ที่สั้นมาก จนดูเหมือนท้ายตัดไปนั่นเอง

Toyota Corolla (EE90/AE92) “โดเรมอน”

Toyota-Corolla-AE92

สำหรับ Corolla รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาหรือบางคนก็บอกว่ากระจกมองข้างโค้งๆ เหมือนมือของโดเรม่อนพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง”

Toyota-Corolla-AE92

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง หลังจากที่ทางโตโยต้าเริ่มใช้ตั้งแต่ทั่วโลกในปี 1989 (ยกเว้นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในมุมกระจังหน้า ที่ยังคงใช้สัญลักษณ์ของ Corollla ไว้เช่นเดิมแบบในรูป) โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ที่มาของคำว่า “สามห่วง” คือ Logo Toyota แบบใหม่นี่ล่ะครับ

Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Toyota-Corolla-AE111

Toyota Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

ที่มาของฉายา “ตองหนึ่ง” นั้น มาจากรหัสรุ่นของแบบเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร “AE111” ซึ่งเป็นเลขตองพอดี สามารถจำได้ง่าย และ “ตูดเป็ด” เป็นที่มาของโฉมแรก ที่ชุดฝาประโปรงท้ายมีมุมยกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลาดเอียงลงไป

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”, “ตาถั่ว”

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

Toyota Corolla โฉมนี้ออกแบบใหม่ทั้งหมดและตัวรถที่มีความกลมป่องขึ้นมาก ต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จัดเต็มทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 มาพร้อมเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ “ZZ-Series” ในรูปแบบ VVT-i ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2ZZ-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE ก่อนจะมีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์และเพิ่มรุ่นพิเศษไปอีกหลายรอบ

“หน้าหมู” ได้ชื่อมาจากกระจังหน้าด้านหน้าของรุ่นนี้ เมื่อดูไกลๆ คล้ายกับจมูกหมูและหน้าหมูมาก ส่วน “ตาถั่ว” มาจากชุดไฟหน้าที่ดูเป็นรูปวงรีโค้งๆ จึงเป็นที่มาของฉายานี้

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142) “หน้าแบน”

Toyota-Corolla-ZZE-141

Toyota Corolla ในโฉมนี้ ยังคงได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า ซึ่งฉายา “หน้าแบน” ได้มาจากหน้ารถที่ดูเรียบๆ แบนๆ ครับ

และสำหรับฉายาของ Toyota รุ่นอื่นๆ ที่คนในวงการรถมือสองเรียกกันนั้น จะมีอะไรต่ออีกบ้าง Mr.Carro จะมาเสนอให้อ่านต่อกันวันหลังครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Carro Blog)

Find-Noises-In-Your-Car-Part-1

หาเสียง (ในรถยนต์) กุกๆ กักๆ …. คุณรำคาญมากน้อยแค่ไหน? เวลาขับรถ

ช่วงนี้ บรรยากาศทางการเมืองในบ้านเรา กำลังร้อนแรง ต่างฝ่ายต่างออกมาหาเสียงกันเป็นแถว บางคนก็มาตามมารยาทสากล ตามข้อเท็จจริง แต่บางพรรคบางพวก ก็เล่นด้วยวิธีเดิมๆ บอกว่าจะทำนู่นทำนี่ได้สารพัดบ้างล่ะ โจมตีฝ่ายตรงข้าม เตะสกัด สาดโคลน แบบเดิมๆ ก็มีไม่เคยเปลี่ยน …

แต่นั่นมันเป็นการหาเสียงทางการเมือง! ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงการหาเสียง (ในรถยนต์) ต่างหาก!

หาเสียงในที่นี้ ยิ่งหากคุณหาเจอได้เร็วเท่าไหร่ มันก็จะเป็นผลดีสำหรับคุณมากขึ้นเท่านั้น เพราะ “เสียง” ที่ว่านี้ อาจจะทำให้รถคุณพังกลางทาง หรือเสียเงินซ่อมกันบานปลายเลยก็ได้ …


Find-Noises-In-Your-Car

เสียงที่เกิดจากรถยนต์ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องยนต์ หรือระบบอะไรก็แล้วแต่ เป็นความผิดปกติได้ทั้งนั้น บางเสียงก็อาจจะเป็นเรื่องปกติของการทำงานในตัวรถเอง หรือบางเสียง ก็อาจจะเกิดจากความไว (ของหู) ในแต่ละคน ที่ได้ยิน รับรู้ ไม่เหมือนกัน

เสียงจากเครื่องยนต์ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก หากเป็นช่างซ่อมรถที่เจนจัดกับการซ่อมรถมานักต่อนัก มักหาที่มาของเสียงได้ไม่ยาก จะด้วยการฟังหูเปล่า หรือฟังด้วยเครื่องฟัง ที่คล้ายๆ หูฟังของหมอนั่นล่ะครับ เริ่มต้นตั้งแต่ …

สตาร์ทรถ

Start-Button

สตาร์ทรถ … หากสตาร์ทรถแล้วมีเสียงดังเอี๊ยดๆ สีกัน ภายในห้องเครื่อง เมื่อคุณเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์ขึ้น เสียงจะลดระดับเบาลงไป แต่ก็ยังมีอยู่จนเครื่องร้อนได้ที่ แล้วถึงจะเงียบไป

อาการแบบนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสายพานต่างๆ หรือตัวดันสายพาน ลูกรอกสายพาน ที่หมดอายุการใช้งาน เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ

เปิดแอร์

Air-Condition

เปิดแอร์ … เมื่อสตาร์ทรถได้สักพัก พอเปิดแอร์แล้วได้ยินเสียงดังแกรกๆ อาการแบบนี้ ก็คาดไว้ก่อนเลยว่า น่าจะมาจากคอมเพรสเซอร์แอร์, ลูกรอกแอร์ หน้าคลัทช์คอมแอร์ หรือสายพานแอร์ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

เหยียบเบรก

Brake

เหยียบเบรก … เมื่อเหยียบเบรกไปแล้ว ไม่ว่าจะเหยียบเบาหรือแรง มีเสียงดังวิ้งๆ หรือครืดๆ ให้ก้มดูจานเบรกที่ล้อ ดูผ้าเบรกเป็นอันดับแรก เพราะผ้าเบรกหมด จนขูดจานเบรกเป็นรอย แล้วดูว่าจานเบรกนั้น มีรอยขูดหนาบางแค่ไหน เตรียมเสียเงินเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ได้

หรือถ้าจานเบรกมีรอยเส้นหนักๆ หน่อย ก็อาจจะต้องเจียรจานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่

เลี้ยวซ้ายสุด-ขวาสุด มีเสียงดัง

Rack-Steering-Wheel

เลี้ยวซ้ายสุด-ขวาสุด มีเสียงดัง … ลองตรวจเช็กดูช่วงล่าง ตั้งแต่ แร็คพวงมาลัย ยางหุ้มเพลา ลูกหมากปีกนก คันชักคันส่ง ฯลฯ เพราะมันอาจหมดอายุการใช้งาน เสียหายจากการกระแทกบ่อยๆ หรือหัวเพลาหลวม หัวเพลาแตก!

และก็เป็นไปได้ ที่ตัวปั้มพวงมาลัยเพาเวอร์ รั่วหรือแรงไม่พอ ลองดูว่ามีน้ำมันเพาเวอร์รั่วซึมหรือไม่

วิ่งผ่านเนินลูกระนาด … หน้าเด้ง ท้ายเด้ง!

Rubber-Speed-Humps

วิ่งผ่านเนินลูกระนาด … หน้าเด้ง ท้ายเด้ง! … อาการนี้ดูโช๊คอัพได้เลย เพราะไม่มีความหนืด ในการดูดซับแรงกระแทกอีกแล้ว หากอาการไม่หนักก็ซ่อม อัดน้ำมันเข้าไปใหม่ แต่ถ้าทำไปใช้งานได้สักพัก มันรั่วอีก ก็ลงทุนเปลี่ยนใหม่จะดีกว่า

วิธีเช็ก ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปที่ซุ้มล้อ ตรวจดูว่ามีน้ำมันซึมออกมาจากกระบอกโช๊คอัพหรือไม่ แล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองมือ กดลงไปบริเวณด้านที่มีโช๊คอัพเหนือล้อ ถ้าหนืด กดแล้วจะนิ่ง ไม่ยุบง่ายๆ แต่ถ้าโช๊คอัพหมดสภาพแล้ว กดแล้วปล่อยมือ รถยังเด้งดึ๋งต่อเลย!

เมื่อรับทราบอาการดังกล่าวได้แล้ว ว่ามาจากสาเหตุไหน ทางที่ดี คุณควรขับรถเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมรถ ให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจดูให้แน่ชัด แล้วเตรียมเสียเงินไว้ด้วยเทอญ …

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever

รถมือสอง บางรุ่น บางยี่ห้อ จากรถธรรมดาสามัญในอดีต กลายมาเป็น “รถในตำนาน” ในปัจจุบัน แล้วเวลาขายต่อ ราคาดันไม่ค่อยตกซะด้วยสิ!

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ครับ …

Toyota Celica (Gen.1)

Toyota-Celica-LB

Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) ในฉายา “เซลิก้าหน้าโหนก” หรือ “สาลิกา” โดย Celica รุ่นแรก ในอดีตถือเป็นรถ Sport 2 ประตู ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา มีนำเข้ามาในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2514 ทั้งแบบตัวถัง Coupe (TA22, TA23) และต่อมา นำเข้าตัวถังแบบ Liftback (TA27, TA28) มาขายด้วย เป็นรถที่ได้รับฉายาว่า “มัสแตงญี่ปุ่น” (Japanese Mustang) สร้างตำนานและความทรงจำ ทั้งบนท้องถนน และในสนามแข่งทางเรียบ และทางฝุ่น หลายยุคสมัย …

เมื่อก่อน ก็จัดว่าเป็นรถธรรมดาสามัญรุ่นหนึ่ง แต่มาในยุคปัจจุบัน กลับกลายเป็นรถที่นิยมในกลุ่มผู้เล่นรถ Retro Car (เรโทร คาร์) ทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปจากหลักหมื่น ขึ้นไปเป็นราคาหลักแสน บางคัน Full Restoration ดีๆ ราคาซื้อ-ขาย กันคันละหลายแสนบาทก็มี!

Nissan Figaro

Nissan-Figaro

Nissan Figaro (นิสสัน ฟิกาโร่) จัดเป็นรถเล็กสไตล์คลาสสิคอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวช่วงปี 1989 ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน ในรูปแบบสไตล์วิคตอเรียนทั้งภายนอกและภายใน โดย 8,000 คันแรกผลิตตามปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับ

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี รหัส MA10ET ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า ที่ยกมาจากรุ่น March ใช้เกียร์ออโต้ 3 สปีด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.6 กม./ลิตร นี่ก็จัดเป็นรถในตำนาน ที่นำเข้ามาในบ้านเรา (ช่วงรถจดประกอบ) มากพอสมควร และราคาขายก็ไม่ตกง่ายๆ ด้วย! มีตั้งแต่ 5 แสนกว่าบาท ไปจนถึง 8 แสนกว่าบาท!

Nissan Skyline (R34)

Nissan-Skyline-R34

Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) ชื่อนี้ถ้าเป็นคอรถซิ่ง คงไม่ต้องก็รู้ว่ามันคือรถในตำนาน! ที่นิยมมากๆ ในบ้านเรา ก็จะเป็นรุ่น R32, R33 และ R34 ซึ่งตำนานของ Skyline โดย R34 จัดเป็น Skyline เจเนอเรชั่นสุดท้ายของผู้ที่นิยมในความแรง (เพราะ Skyline รุ่นหลังมา คนก็เล่นกันน้อยลงละ) ในบ้านเรามีนำเข้ามาเยอะพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นแบบ 4 ประตู หรือแบบ 2 ประตู อาทิเช่น รุ่น 25GT Turbo, GT-R, GT-R V-Spec, GT-R M-Spec หรือแม้กระทั่งรุ่นใส่ชุดแต่งจาก Z-Tune หรือ NISMO ก็มีหลายคัน

นับว่าเป็นรถสปอร์ตที่เป็นดาวค้างฟ้าอีกหนึ่งคัน มาในราคาตั้งแต่ไม่กี่แสนบาทในรุ่น 4 ประตู ไปจนกระทั่งราคาหลัก 1.5-3 ล้านบาท ในรุ่น GT-R ขึ้นไป หรือรุ่นที่จัดว่าเป็น Limited Edition เป็นต้น …

Honda Prelude

Honda-Prelude

Honda Prelude (ฮอนด้า พรีลูด) รุ่นยอดฮิตของคนเล่นรถในบ้านเรา คงต้องยกให้เป็น เจเนอเรชั่น ที่ 4 เพราะช่วงนั้นถือเป็นช่วงเปิดเสรีการนำเข้ารถจากต่างประเทศ ค่ายรถแต่ละเจ้าก็สั่งรถเด็ดๆ เข้ามาชิงยอดขายกันเป็นแถว Honda รุ่นนี้ดีไซน์มาได้สวยในแบบ Timeless และภายในที่ดูล้ำยุค เลยเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนเล่น พรีลูด มาจนถึงทุกวันนี้

ในไทย บริษัทแม่นำเข้ามาทั้ง รุ่น 2.2 CX, 2.3 Si และ 2.2 VTi-R ปัจจุบันมีราคาขายในตลาดรถมือสองอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 แสนกว่าบาท ซึ่งคงจะไม่ตกไปมากกว่านี้อีกแล้ว

Mazda RX-7 (FD3S)

Mazda-RX-7

Mazda RX-7 (มาสด้า อาร์เอ็กซ์-7) จัดเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์สูบหมุนโรตารี่จาก Mazda ด้วยรูปทรง Low & Wide แบบสปอร์ตพันธุ์แท้ สวยอมตะอีกหนึ่งรุ่น ขายกันยาวนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ปี 1992 – 2002 สำหรับโฉมสุดท้ายอย่าง “FD3S” ในบ้านเรานั้น แม้ว่าจะไม่ได้นำเข้ามาอย่างเป็นทางการจากทาง กมลสุโกศล หรือ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) แต่ก็มีผู้จำหน่ายอิสระ และรถจดประกอบ นำเข้ามาพอสมควร

ในบ้านเรามีนำเข้ามาหลากหลายรุ่นย่อยมาก ใช้เครื่องโรตารี่รหัส 13B-REW Twin Turbo แบบ Sequential ที่พัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด แรงม้ามีตั้งแต่ 255 – 280 แรงม้า ราคาขายในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 1 – 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และจำนวนของแต่งที่มีให้!

Suzuki Caribian

Suzuki-Caribian

Suzuki Caribian (ซูซูกิ คาริเบียน) ถือเป็นรถแบบจี๊ป 4WD ขนาดเล็ก มาในฉายา “ตู้ปลา” เป็นรถมือสองยอดนิยมตลอดกาลของผู้นิยมเข้าป่าฝ่าดง เพราะน้ำหนักเบาและลุยได้ง่ายๆ เปิดตัวในไทยตั้งแต่สมัย 30 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ในชื่อรุ่น “SJ410” เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร ใช้เป็นรถสวัสดิการทหารอยู่ช่วงหนึ่ง จนพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นรถบ้านอย่าง “SJ413”

Suzuki Caribian มาในรูปแบบรถกระบะที่ต่อเติมหลังคาไฟเบอร์ด้านหลัง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร (ตอนหลังเปลี่ยนระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหัวฉีด) รวมไปถึงเวอร์ชั่นรถกระบะยุคท้ายๆ ปัจจุบันในตลาดรถมือสอง มีราคาตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงเกือบ 2 แสนปลายๆ ก็มีให้เห็น!

Land Rover Series I, II, III และ Defender

Land-Rover-Series-III

Land Rover Series & Defender (แลนด์โรเวอร์ ซีรี่ส์ และ ดีเฟนเดอร์) ขอจับมารวมกันเลยละกัน ง่ายดี ในฐานะรถ SUV ในตำนานของแลนด์โรเวอร์ บางคนยกให้เป็น “ลุงเชยจอมทรนง” เลย! เพราะรูปทรงเหลี่ยมๆ ที่คงเอกลักษณ์เอาไว้ยาวนานกว่า 70 ปี เพียงแต่ปรับปรุงหน้าตาและออพชั่น รวมไปถึงเครื่องยนต์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่เท่านั้น

ในบ้านเรานั้น จัดได้ว่าเป็นสุดยอดรถที่สำหรับใช้เข้าป่าฝ่าดงในอดีต เป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการ และยังได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่นด้วย ราคามือสองในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 -4 แสนบาท แต่ถ้าเป็นรุ่น Defender ราคามือสอง หลักล้านบาทก็ยังมี …

Volkswagen Beetle

Volkswagen-Beetle

Volkswagen Beetle (โฟล์คสวาเกน บีทเทิล) หรือ “Type 1”, “รถเต่า”, “โฟล์คเต่า” รถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย VW ที่นำเข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 ในหลากหลายรูปแบบ สารพัดฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, ตาตั้ง, กันชนใหญ่, กันชนเหลี่ยม, ไฟท้ายกลม หรือแม้แต่รุ่นเปิดประทุนก็มี!

แม้ว่าในอดีต โฟล์คเต่า ก็เป็นรถเก๋งธรรมดาสามัญทั่วๆ ไป แต่ด้วยความทนทาน รูปทรงที่น่ารัก บวกกับการผลิตที่ยาวนาน ทำให้ “รถเต่า” รุ่นนี้ เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนราคาในตลาดรถมือสองพุ่งทะยานขึ้นไปตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ไปถึงหลักล้านก็มีให้เห็น!

Volkswagen Type 2

Volkswagen-Type-2

Volkswagen Type 2 (โฟล์คสวาเกน ไทป์ ทู) ที่รู้จักกันดีในฉายา “โฟล์คตู้” นี่ก็จากรถธรรมดาๆ กลายเป็นรถตู้ในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเหมือนกัน รุ่นที่ฮิตๆ ในบ้านเราก็จะมีอย่างเช่น “T1” ในฉายา “ตู้หน้าวี” และ “T2” ในฉายา “หัวแตงโม” … 2 รุ่นนี้ล่ะครับ จัดเป็นรถโฟล์คตู้ ยอดนิยมตลอดกาล

สำหรับราคาในตลาดรถมือสอง ก็เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ในสภาพที่แบบวิ่งได้พร้อมใช้งาน ทะยานไปจนถึงหลักล้าน ก็มีให้เลือกซื้อเลือกสะสมกัน

Porsche 911

Porsche-911

Porsche 911 (ปอร์เช่ 911) รถสปอร์ตในตำนานอีกหนึ่งรุ่น สืบต่อความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบัน ถือว่านานมาก! ที่มีไว้แล้ว ราคาซื้อ-ขาย มือสองไม่ค่อยตกนัก สำหรับรุ่นที่คนเล่นกันก็จะมีตั้งแต่แบบ 911 โฉมแรก, 930, 964, 993, 996 (รุ่นนี้คนจะเล่นกันน้อยหน่อย เพราะฉีกจากเอกลักษณ์เดิมมากเกินไป), 997, 991 และ 991.2 เป็นต้น

ฉายาที่รู้จักกันดีอย่าง “เจ้าชายกบ” หรือ “ค่อมทรงพลัง” นั้น ก็มาจากรูปแบบของตัวรถนั่นเอง เครื่องยนต์แบบ Boxer วางท้าย เอกลักษณ์อันโดดเด่น และรุ่นที่โดดเด่นอย่าง Targa, Speedster หรือ GT ยิ่งน่าเก็บสะสมนัก! ในตลาดรถมือสองรุ่นนี้มักเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่แต่งโดย RUF, TechArt, KTW Tuning หรือ RWB (RAUH-Welt BEGRIFF) ราคาซื้อ-ขาย แพงกว่านี้แน่นอน

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น ที่ยกมาให้ชมกันในวันนี้นั้น น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

Choose-Car-For-Your-Life

เลือกสีรถ ตรงกับวันเดือนปีเกิดคุณ ถูกโฉลก ถูกใจ ขับแล้วรุ่ง ขับแล้วรวย

ในปี 2562 นี้ อาจจะเป็นที่หลายๆ คน เจอทั้งเรื่องดีๆ และเรื่องมรสุม ซึ่งบางคนอาจจะเชื่อในเรื่องของโชคชะตา อาจจะคิดว่าสิ่งของบางอย่าง ส่งผลในเรื่องของโชคชะตาของเราได้

แม้ว่าช่วงนี้ก็ใกล้เข้าสู่งาน Motor Show  2019 (มอเตอร์โชว์ 2019) แล้ว หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญชิ้นใหญ่อย่าง “รถยนต์” ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดง หรือจะเป็นรถมือสองก็ตาม ซึ่งบางคนก็อาจจะคิดแล้วล่ะว่า จะเลือกสีรถที่ถูกโฉลก ด้วยสีอะไรดี?

ตามความเชื่อของคนไทย ที่ชื่นชอบสีรถเป็นที่มงคลกับวันเกิดของตัวเอง Carro จึงขอนำเสนอข้อมูลสำหรับการเลือกรถสีไหน ให้ถูกโฉลกกับ วัน เดือน ปีเกิด ของคุณ!

Choose-Car-For-Your-Life

วันอาทิตย์ สีรถถูกโฉลก คือ

แดง ม่วงเปลือกมังคุด – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ขาว ครีม ดำ – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
เขียว บรอนซ์ เทา ทอง – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันจันทร์ สีรถถูกโฉลก คือ

เขียว – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ส้ม เหลืองแก่ ดำ ฟ้า – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
น้ำเงิน ทอง ชมพู ม่วงเปลือกมังคุด – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันอังคาร สีรถถูกโฉลก คือ

ดำ – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ม่วงแก่ ทอง แสด น้ำตาล – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
บรอนซ์ เทา แดง ชมพู เขียว – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันพุธ (กลางวัน) สีรถถูกโฉลก คือ

น้ำเงิน ฟ้า ทอง ม่วงแก่ น้ำตาล – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
เทา บรอนซ์ ม่วงแก่ – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
ขาว ดำ เขียว เหลืองอ่อน – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันพุธ (กลางคืน) สีรถถูกโฉลก คือ

แดง น้ำตาล – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
ดำ เทา บรอนซ์ น้ำตาล – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
ชมพู ม่วงแก่ น้ำเงิน ฟ้า – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันพฤหัสบดี สีรถถูกโฉลก คือ

ฟ้า – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
แดง ส้ม ทอง – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
ขาว เขียว บรอนซ์ เทา – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันศุกร์ สีรถถูกโฉลก คือ

น้ำตาล – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
แดง ทอง ชมพู ฟ้า น้ำเงิน- ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
เขียว ดำ เหลือง – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

วันเสาร์ สีรถถูกโฉลก คือ

เทา บรอนซ์ – ส่งเสริมอำนาจ วาสนา
น้ำเงิน ฟ้า ดำ ม่วงแก่ – ส่งเสริมโชคลาภ เงินทอง
แดง ชมพู ทอง เหลือง – มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู

สำหรับสีรถต้องห้าม หรือสีรถที่เป็นกาลกิณี สำหรับคนที่เกิดวันต่างๆ มีดังต่อไปนี้

คนที่เกิดวันอาทิตย์ สีรถต้องห้ามคือ สีฟ้า น้ำเงิน
คนที่เกิดวันจันทร์ สีรถต้องห้ามคือ สีแดง
คนที่เกิดวันอังคาร สีรถต้องห้ามคือ สีขาว สีครีม
คนที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) สีรถต้องห้ามคือ สีชมพู สีแสด
คนที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) สีรถต้องห้ามคือ สีส้ม สีทอง
คนที่เกิดวันพฤหัสบดี สีรถต้องห้ามคือ สีดำ สีม่วง สีน้ำเงิน
คนที่เกิดวันศุกร์ สีรถต้องห้ามคือ สีเทา สีบรอนซ์ สีม่วง
คนที่เกิดวันเสาร์ สีรถต้องห้ามคือ สีเขียว สีแสด

แต่การเลือกสีรถที่ถูกใจคุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถสีไหนก็ตาม การขับรถด้วยความปลอดภัย มีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมท้องถนน ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับการใช้รถในถนน นะครับ …

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคล็ดลับขายรถง่าย ขายรถไว สำหรับคุณผู้หญิง

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่าเข้าใกล้สู่เทศกาลของงาน Motor Show 2019 กันแล้ว คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะถือโอกาสอันดีนี้ ได้ปล่อยรถคันเดิมออกไป แล้วเป็นหนี้ก้อนใหม่ ด้วยการซื้อรถใหม่ป้ายแดงซะที

แต่การที่จะขายรถคันเดิมออกไปนั้น ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยเวลาที่มากหน่อย หรือการต่อรองราคาที่ในเศรษฐกิจแบบนี้ ขายเทิร์นไปในราคาถูกๆ เพราะตอนนี้คนซื้อย่อมได้เปรียบมากกว่าคนขายเสมอ รวมไปถึงสภาพรถ ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

Carro ขอแนะนำ 5 วิธีขายรถง่ายๆ สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ครับ

1. เวลาลงขาย ไม่ต้องบอกก็ได้ว่า “รถผู้หญิงใช้”

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคยสังเกตตามโฆษณาขายรถในเว็บไซต์ หรือตามกลุ่มใน Facebook ไหมครับว่า? ผู้ขายหลายคนมักจะมีคำว่า “รถผู้หญิงใช้” ประกอบอยู่ ซึ่งผู้หญิงใช้ ซึ่งเป็นวิธีของผู้ขายรถ อยากให้คนเข้าใจว่า รถใช้น้อย เพียงแค่เอาไว้ใช้รับส่งลูกที่โรงเรียน เอาไว้จ่ายตลาด ซื้อกับข้าว เข้าศูนย์บริการตลอด ประมาณนั้น

แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่สนใจในจุดนี้ ร้อยทั้งร้อย สนใจสภาพรถมากกว่า เพราะรถผู้หญิงใช้ (หรือรถผู้ชายใช้ก็ตาม) หลายคันใช้รถแบบ ขับ กับเติมน้ำมันแค่นั้น สภาพโทรมทั้งตัวรถทั้งเครื่องยนต์ หรือภายในเบาะขาดเละเทะก็มี ขับเบียดขับชน เห็นหลุมอะไรก็วิ่งลงไป จนช่วงล่างเยิน น้ำมันเครื่องแห้งก็มี … ถ้าเป็นไปได้ ดูแลรถให้ดีก่อนขายดีกว่าครับ

2. ราคาขายอย่าเว่อร์

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ราคารถที่คุณจะขาย คุณควรลองศึกษาดูก่อนว่า รถที่คุณใช้ ในตลาดตอนนี้ขายกันอยู่เท่าไหร่? หลักการตั้งราคารถ มันก็ขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อ รุ่น ปี ของรถ ถ้าหากเป็นรถยี่ห้อ-รุ่นยอดนิยมหน่อย ราคามือสองก็จะสูงหน่อย ก็ตั้งราคาขายเผื่อคนต่อไว้ได้ กรณีที่ไม่ได้รีบร้อนอะไร …

แต่ถ้าเป็นรถรักเจ้าของ ยี่ห้อ-รุ่นแบรนด์ที่คนไม่เล่นกัน เครื่องชอบพัง เกียร์ชอบเสีย อะไรเนี่ย ก็ลองตั้งราคาขายถูกกว่าในท้องตลาดหน่อยละกัน เผื่อจะมีเนื้อคู่มาสนใจ เพราะเก็บไว้นาน ก็เป็นภาระเปล่าๆ ในกรณีที่ “ใจ” คุณอยากจะออกรถใหม่ไวๆ แล้ว

3. ขายรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จัก

5-Ways-For-Women-Sell-Car

คนซื้อรถมือสองทั้งหมดนั่นล่ะ เขาก็อยากได้ประวัติการดูแลรักษารถยนต์ที่ดี (เช่น มี Book Service เช็คประวัติรายละเอียดต่างๆ ของรถคันนั้น ว่าทำอะไรบ้างจากศูนย์บริการ) ซึ่งการซื้อรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จักนี่ล่ะ อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่า เรารู้จักเจ้าของรถคนเดิมอยู่ รู้ว่าเขาใช้รถมานานเท่าไหร่ เวลามีปัญหาอะไรก็พอสอบถามได้

ดังนั้น ถ้าคุณมีเพื่อนหรือคนรู้จัก สนใจรถคุณอยู่ ก็ลองเสนอเขาดูนะ …

4. เอกสารต้องครบ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ก่อนที่คุณจะขายรถ ควรจะเตรียมเอกสารไว้ให้ครบๆ ไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง พวกสัญญาซื้อ-ขาย สำเนาบัตรประชาชน ต้องขีดคร่อม ระบุวันที่ พร้อมเขียนกำกับไว้ว่าทำอะไร และชุดโอนรถ เป็นต้น

เวลาขายรถไปแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง

5. เอาง่ายๆ ก็มาขายรถที่ Carro สิ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ถ้าคุณผู้หญิงไม่อยากรอคอย หรือใจอยากจะไปออกรถใหม่ไวๆ ในงาน Motor Show 2019 แล้ว ก็มาลงขายรถที่ Carro ดูสิ ซึ่ง Carro เป็นบริษัท Startup ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสองจากสิงคโปร์ และได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้สนใจรถยนต์มือสองในวงกว้าง มีสาขาอยู่ทั้งในประเทศไทย และในอินโดนีเซีย

ถ้าคุณมั่นใจว่ารถคุณมีสภาพที่ดี เป็นยี่ห้อรถตลาดที่คนใช้กันเยอะ อีกทั้งราคาที่ตั้งขายไม่แพงอย่างที่คนทั่วไปเห็น โอกาสที่คุณจะขายรถได้ง่ายๆ เร็วไว ก็มีแค่นี้ล่ะครับ

พอคุณกรอกข้อมูลอยากขายรถไปแล้ว แป๊ปเดียว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกค้าก็โทรมาหาคุณภายในไม่กี่ชั่วโมง หากปิดการขายได้สำเร็จ ก็รับเงินสดหลังจบการขายทันที แนะนำลงขายที่ Carro เลย —> https://th.carro.co/sell-car/express

4-เทคนิค-เลือกซื้อประกันให้รถมือสอง

รถมือสองควรซื้อประกันรถยนต์ประเภทไหนดี ?

เศรษฐกิจไม่ดี ที่บ้านมีฐานะพอมีพอกิน อยากมีรถสักคัน จะไปถอยรถใหม่ป้ายแดงเลยคงจะไม่ไหว งานนี้คงต้องไปซื้อรถมือสองแทนซะและ ว่าแต่ซื้อรถมือสองอย่างนี้ควรซื้อประกันรถยนต์หรือไม่ ? แล้วประกันรถยนต์ก็มีหลายแบบ หลายประเภท รถมือสองแบบนี้ควรซื้อประกันรถอันไหนดี?

ใครที่มีคำถามในส่วนนี้อยู่ละก็ วันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับการเลือกประกันรถยนต์สำหรับรถมือสองมาฝาก จะต้องซื้อประกันตัวไหน ตามไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

ตั้งงบสำหรับซื้อประกันรถยนต์

จะทำประกันรถยนต์ต้องดูเรื่องงบของเราเป็นหลัก

อย่างแรกเรามาคุยกันก่อนค่ะ ว่าหลักๆ แล้วเราต้องดูอะไรในการตัดสินใจเลือกทำประกันรถยนต์ให้กับรถมือสองกันบ้าง ซึ่งเราสามารถเเบ่งเป็น 4 ข้อหลักๆ ดังนี้ค่ะ

1. เรื่องงบสำหรับประกันรถยนต์

อย่างแรกเลยที่เราต้องดูก็คือ เรื่องงบในส่วนของประกันรถยนต์ ในเมื่อเราซื้อรถยนต์มือสอง งบของเราก็คงไม่สูงมากใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นเรื่องงบสำหรับการซื้อประกันรถเราก็ต้องมาคิดให้ถี่ถ้วน

ทั้งเรื่องความคุ้มครอง ควรเลือกความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันรถยนต์อันไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของเรา และสไตล์การขับรถของเรา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด

และอีกสิ่งที่ห้ามลืมเลยก็คือ เรื่องเบี้ยประกันที่เราต้องเสีย เพราะคุณต้องจ่ายเบี้ยประกันไปอีกหลายปีนะคะ

 

ซื้อประกันรถยนต์ ช่วยดูแลคุ้มครองเรา

พรบ. ประกันภาคบังคับ ความคุ้มครองไม่ครอบคลุมเท่าประกันรถยนต์

2. อย่าลืม พรบ.

ปกติแล้วรถยนต์ทุกคันจะต้องมี “ประกันภัยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” หรือที่เราคุ้นชื่อกันคือ “พรบ.” ซึ่ง พรบ. นี้ ก็คือเป็นประกันภัยภาคบังคับ ที่ผู้มีรถทุกคนจะต้องทำ หากไม่ทำหรือไม่มีการต่ออายุ จะมีโทษทางกฎหมาย อาจได้รับโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท

ซึ่ง พรบ. นี้จะให้การชดใช้เงินจำนวนหนึ่งกับบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายที่เกิดกับชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก อันเนื่องจากการกระทำของผู้เอาประกันภัย

ในเมื่อเรามี พรบ. ประกันภัยภาคบังคับแล้วที่พอจะคุ้มครองได้บ้างส่วนหนึ่ง ดังนั้นความคุ้มครองส่วนที่เหลือที่คุณคิดว่า พรบ. ไม่ครอบคลุมก็ค่อยทำประกันรถยนต์มาช่วยคุ้มครอง

สภาพรถช่วยเราตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ได้

สภาพรถของเราเหมาะกับประกันรถยนต์ประเภทไหน

3. รถมีสภาพอย่างไร

มาถึงขั้นตอนที่เราต้องประเมินแล้วค่ะว่ารถยนต์มือสองของเรา เหมาะกับประกันรถยนต์ชั้นไหน โดยปกติแล้วประกันรถยนต์มีด้วยกัน 5 แบบ ได้แก่ ประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2+, ประกันรถยนต์ชั้น 2, ประกันรถยนต์ชั้น 3+ และ ประกันรถยนต์ชั้น 3

ซึ่งประกันรถยนต์แต่ละประเภทก็มีความคุ้มครอง และเบี้ยประกันรถยนต์ที่ต่างออกไป โดยประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองสูงสุด และเบี้ยประกันที่แพงที่สุด ก็คือ ประกันรถยนต์ชั้น 1 รองลงมาก็เป็นประกันรถยนต์ชั้น 2+ และไล่ลงมาตามลำดับ

เมื่อเราพอจะทราบรายละเอียดความคุ้มครองและเบี้ยประกันแบบคร่าวๆ แล้ว ทีนี้เรามาดูสภาพรถยนต์ของเรากันดีกว่า

  • รถมือสองสภาพนางฟ้า

ถ้ารถมือสองของคุณยังมีสภาพนางฟ้า ผ่านการใช้งานเพียงไม่เท่าไหร่ เครื่องยนต์ยังพร้อมใช้งาน ดูแล้วไม่น่ามีปัญหา บอกเลยงานนี้ต้องจัดประกันรถยนต์ชั้น 1 เพราะความคุ้มครองประกันนี้มีความเหมาะสม เปรียบเทียบประกันดีๆ รับรองได้ประกันรถชั้น 1 ในราคาเบี้ยที่คุ้มค่าค่ะ

  • รถมือสองไม่ใหม่มาก แถมมีงบน้อย

หากรถของคุณมีสภาพที่ไม่ใหม่มาก แต่ก็ไม่เก่าเกินไป สภาพรถผ่านการใช้งานมาพอสมควร ถ้ารถของคุณมีสภาพเช่นนี้ แนะนำให้ทำประกันรถยนต์ ชั้น 2+, ประกันรถยนต์ชั้น 2, ประกันรถยนต์ชั้น 3 หรือประกันรถยนต์ชั้น 3+ ก็ย่อมได้

 

ฝีมือการขับรถช่วยเราตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ได้ทักษะการขับรถก็เป็นตัวตัดสินให้เราเลือกประกันรถยนต์ได้

4. ฝีมือการขับรถ

อย่างถัดไปที่ต้องดูก็คือ ฝีมือการขับรถของเรา หากคุณมีความเชี่ยวชาญในการขับรถมาก เรียกว่าน้อยครั้งมากที่จะเกิดอุบัติเหตุ แนะนำให้ทำประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองไม่สูงมาก เบี้ยประกันไม่สูงมาก เป็นการประหยัดเงินไปได้ส่วนหนึ่งเลยค่ะ

แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจในฝีมือการขับรถ มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ถ้าอย่างงี้ต้องจัดประกันที่ให้ความคุ้มครองสูง ซึ่งความคุ้มครองสูงขนาดนี้เบี้ยประกันก็สูงตามไปด้วย เพื่อตอบโจทย์การขับขี่ของคุณนั่นเอง

ทั้ง 4 ปัจจัยที่กล่าวไปล้วนเป็นเหตุผลที่ช่วยให้คุณตัดสินใจทำประกันรถสำหรับรถมือสองโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าคุณยังตัดสินใจเลือกซื้อประกันรถยนต์สำหรับรถมือสองไม่ได้ละก็ ทางเราแนะนำประกันรถยนต์ชั้น 2+ ก็เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม แถมเบี้ยประกันก็เอื้อมถึง รับรองประกันชั้นนี้ตอบโจทย์รถมือสองแน่นอนค่ะ

All-New-Toyota-Hiace-2019

Toyota Hiace และ Commuter ใหม่ ใหญ่ขึ้น! ยาวขึ้น! กว้างขึ้น! แรงขึ้น! และแพงขึ้น …..

Toyota เปิดตัว Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) ใหม่! เจเนอเรชั่นที่ 6 เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นโฉมใหม่ที่ปฏิวัติการออกแบบใหม่หมด (ที่ไม่ใช่รถตู้หน้าตัดแบบเดิมๆ อีกต่อไป) ส่วนในไทย เตรียมเปิดตัว 26 มีนาคมนี้! ในงาน Motor Show 2019

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

Toyota Hiace เป็นรถตู้อนุกรมแรกของ Toyota ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1967 และขายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มียอดขายสะสมมากถึง 6.24 ล้านคัน ใน 150 ประเทศทั่วโลก โดยโฉมก่อนหน้านี้ Toyota ได้แบ่ง Hiace ออกเป็น 2 เวอร์ชั่น ได้แก่ เวอร์ชั่นตลาดโลก และ เวอร์ชั่นยุโรป (ที่หน้าตาแบบเดียวกับ Toyota Grandvia รุ่นเก่า)

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

สำหรับ All-new Toyota Hiace ใหม่ Takuo Ishikawa หัวหน้าวิศวกรของ Hiace ใหม่ ได้พัฒนารถขึ้นบนแนวคิด “Hiace Pride” และนำแนวคิดของ TNGA (Toyota New Global Architecture) มาใช้ในการออกแบบตัวรถ (แต่รุ่นนี้ ไม่ได้ใช้แพล็ตฟอร์ม TNGA ที่ใช้ในรถ Toyota หลายๆ รุ่น)

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

มิติตัวรถ Hiace ช่วงสั้น / หลังคาเตี้ย Commuter ช่วงยาว / หลังคาสูง
ยาว 5,265 มม. [+570 มม.] 5,915 มม. [+535 มม.]
กว้าง 1,950 มม. [+255 มม.] 1,950 มม. [+70 มม.]
สูง 1,990 มม. [+10 มม.] 2,280 มม. [-5 มม.]
ระยะฐานล้อ 3,210 มม. [+640 มม.] 3,860 มม. [+750 มม.]

ตัวรถความยาวเพิ่มขึ้น 570 มม. (ย้ายเครื่องยนต์จากที่อยู่บริเวณเบาะด้านล่าง มาเป็นด้านหน้าของตัวรถ เพื่อความปลอดภัย) ส่วนความกว้างเพิ่มขึ้น 255 มม. และระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 640 มม. (ในรุ่นมาตรฐาน หรือช่วงสั้น)

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

ยังคงมีให้เลือกทั้งในรุ่นช่วงสั้น หลังคาเตี้ย (Hiace) รุ่นช่วงยาว หลังคาสูง (Tourism และ Commuter) ที่มาพร้อม 12 ที่นั่ง หรือ 17 ที่นั่ง ฐานล้อยาวพิเศษ หรือจะเป็นตู้ทึบขนของ (Van) ที่เพิ่มความนุ่มนวล การทรงตัว และการเก็บเสียงภายในที่ดียิ่งขึ้น

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร 176 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แบบเดียวกับใน Hilux Revo ซึ่ง Hiace รุ่นที่ขายในไทย จะใช้เครื่องยนต์ตัวนี้

และยังมีเครื่องยนต์เบนซินรหัส 7GR แบบ V6 ขนาด 3.5 ลิตร ให้เลือกด้วย ระบบส่งกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติให้เลือก

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

Toyota Hiace ใหม่ ยังจัดหนักระบบความปลอดภัยขั้นสูง Toyota Safety Sense เช่น ระบบป้องกันการชนด้านหน้า พร้อมตรวจจับคนเดินถนนและจักรยาน รวมถึงถุงลมนิรภัย 9 ใบ, กล้องมองภาพขณะถอยหลัง และกระจกมองหลังแบบดิจิตอล เป็นต้น

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

ราคาของ Toyota Hiace ใหม่ เริ่มจำหน่ายในฟิลิปปินส์ 5 มีนาคมนี้ เริ่มต้นด้วยรุ่น Commuter Deluxe กับราคาขายปลีกแนะนำ 1.59 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (ราว 9.48 แสนบาท) และสูงสุดที่รุ่น GL Grandia Tourer A/T กับราคาขายปลีกแนะนำ 2.23 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (ราว 1.33 ล้านบาท)

ตารางราคา Toyota Hiace และ Commuter ใหม่ ที่ขายในฟิลิปปินส์

แบบ ราคา (เปโซฟิลิปปินส์) สีตัวรถ
GL Grandia Tourer A/T 2,235,000 Luxury Pearl Toning
2,220,000 Silver Mica Metallic
Light Blue Metallic (Special Order)
GL Grandia Tourer M/T 2,160,000 Luxury Pearl Toning
2,145,000 Silver Mica Metallic
Light Blue Metallic (Special Order)
GL Grandia A/T 2,063,000 Luxury Pearl Toning
2,048,000 Silver Mica Metallic
Black Mica
GL Grandia M/T 1,988,000 Luxury Pearl Toning
1,973,000 Silver Mica Metallic
Black Mica
Commuter Deluxe 1,590,000 Silver Mica Metallic
White

ส่วนในบ้านเรา คงต้องรอวันที่ 26 มีนาคมนี้ ในงาน Motor Show 2019 พร้อมราคาเริ่มต้น (คาดว่า) น่าจะอยู่ที่ 1 ล้านต้น ไม่เกิน 1 ล้านกลางๆ

All-New-Toyota-Hiace-Commuter-2019

Honda-Civic-Car-Nickname

“เตารีด” “ตาโต” “ตาเหยี่ยว” “FD” เฮ้ย! ใครเป็นคนคิดฉายารถ Honda นี้ ท่านได้แต่ใดมา!

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

Carro ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 2 ขอเสนอฉายาของรถ “Honda Civic” (ฮอนด้า ซีวิค) ซึ่งได้ชื่อว่า มีฉายารถอยู่หลากหลาย และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมครับ

Honda Civic (EF) “เตารีด”, “EF” หรือ “ท้ายดำ” “ท้ายแดง” กับ “ไฟท้ายสองชั้น”

Honda-Civic-EF

สำหรับ Honda Civic (EF) ถือเป็น Civic รุ่นที่ 2 ที่ทางฮอนด้าคาร์ส (ในยุคนั้น) ขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เปิดตัวจำหน่ายเมื่อปี 2530 ชูจุดเด่นเครื่องยนต์เทคโนโลยี 4 สูบ 16 วาล์ว และรูปทรงเตี้ยแบนสไตล์รถสปอร์ต พาทำเอายอดจองถล่มทลาย จนผลิตขายไม่ทันเลยทีเดียว มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส “ZC” ในรุ่น LX-S โฉมไมเนอร์เชนจ์

Honda-Civic-EF-ไฟท้าย

ความแตกต่างระหว่าง Civic “ท้ายแดง” และ Civic “ไฟท้ายสองชั้น” (รุ่นไมเนอร์เชนจ์)

ฉายา “เตารีด” นั้น เป็นที่ถกเถียงกันมานานมาก ว่าตกลงแล้วรุ่น “EF” หรือ “EG” กันแน่? แต่จากที่หลายฝ่ายลงความเห็นกัน สรุปว่ารุ่นนี้ได้ฉายา “เตารีด” มาก่อนครับ ส่วนฉายา “EF” นี่ได้มาจากรหัสรุ่น ส่วน “ท้ายดำ” มาจากแผงทับทิมหลังสีดำ และ “ท้ายแดง” คือโฉมที่สอง ที่แผงทับทิมหลัง สีแดงโดดเด่น และ “ไฟท้ายสองชั้น” อันนี้ได้มาจากโฉมไมเนอร์เชนจ์ ส่วนเลนส์ไฟท้าย แบ่งไฟเลี้ยว-ไฟถอย และไฟเบรคแบบแนวนอน 2 ชั้น นั่นเอง …

Honda Civic (EG) “เตารีด”, “EG” และ “สามดอ”

Honda-Civic-EG

สำหรับ Honda Civic (EG) นับเป็น Civic รุ่นที่ 3 ที่ทางฮอนด้าคาร์ส (ในยุคนั้น) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนเมษายน 2535 โดยรุ่น 4 ประตูมาก่อน และรุ่น 3 ประตูยอดฮิต ตามมาในเดือนสิงหาคม 2536 ยังคงขึ้นชื่อถึงการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดสั่งจองถึง 10,000 คัน ซึ่ง Civic โฉมนี้ในบ้านเรา มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร, 1,6 ลิตร และ 1.6 ลิตร VTEC ให้เลือก

ฉายา “เตารีด” นั้น เป็นการเรียกที่ถือได้ว่า ถูกเรียกเหมารวมกับตัว Civic รุ่นรหัส “EF” ไปด้วย ซึ่งจุดเด่นมาจากฝากระโปรงหน้าที่ราบเรียบ ไม่มีกระจังหน้า ทำให้ถูกเรียกติดปากว่าเตารีดเป็นวงกว้าง และฉายา “EG” นั้นมาจากรหัสรุ่น และ “สามดอ” (3-Door) อันนี้มาจากตัวรุ่น 3 ประตูครับ (ซึ่งบางคนก็เรียกว่า รุ่น “หลังคากระดาษ”  หรือ “แมลงสาบ”)

Honda Civic (EK) “ตาโต”

Honda-Civic-EK

Honda Civic (EK) เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก Civic โฉมที่แล้ว ด้วยรูปทรงที่สวยงามมากกว่าเดิม เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2538 มีให้เลือกด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร, 1.6 ลิตร VTEC และ 1.8 ลิตร ที่ตามมาในโฉมไมเนอร์เชนจ์ และรุ่น Coupe ที่ถือว่าเป็น Civic รุ่นเดียวในไทยที่มีโฉมคูเป้จำหน่าย เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2540

ฉายา “ตาโต” ดูง่ายๆ เลย ก็ชุดไฟหน้าขนาดใหญ่ คล้ายกับคนตาโตนั่นเอง ส่วน “EK” ก็เรียกมาจากรหัสรุ่นครับ

Honda Civic (ES) “Dimension” และ “ตาเหยี่ยว”

Honda-Civic-ES

พลิกโฉมการออกแบบใหม่ๆ ไปกับ Honda Civic (ES) เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2543 ด้วยการออกแบบให้พื้นฐานห้องโดยสารกว้างมากขึ้น ลดขนาดความยาวของหน้าเครื่องยนต์ลง อีกทั้งพื้นที่วางขาผู้โดยสารหลังเรียบ ไม่มีอุโมงค์เพลากลาง จัดเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ เป็นครั้งแรกที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร, 1.7 ลิตร VTEC LEV อีกทั้งยังเป็นครั้งแรก ที่ Honda นำเสนอ Civic เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC ในไทย

ฉายา “Dimension” บอกตรงๆ ว่าได้มาจากสโลแกนโฆษณาของรถ ในชื่อเต็มๆ นั่นก็คือ “New Dimension มุมมองใหม่แห่งยนตกรรมเหนือระดับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่” และ “ตาเหยี่ยว” เป็นฉายาที่ได้มาจากรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ชุดไฟหน้าดูโฉบเฉี่ยว คล้ายกับตาเหยี่ยว

Honda Civic (FD) “FD” “นางฟ้า” “ไฟท้ายกลม” และ “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม”

Honda-Civic-FD

Honda Civic (FD) โฉมนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือเช่นกัน ด้วยภายนอก-ภายในสุดล้ำ และฉีกรูปแบบของรถ Compact ที่ทำตลาดในยุดเดียวกัน เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 จัดเป็น Civic ที่ขายในบ้านเรายาวนานที่สุดอีกหนึ่งรุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร i-VTEC และ 2.0 ลิตร i-VTEC

Honda-Civic-FD-ไฟท้าย

ความแตกต่างระหว่าง Civic “ไฟท้ายกลม” และ Civic “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม” (รุ่นไมเนอร์เชนจ์)

ฉายาของ Civic รุ่นนี้ มีเรียกกันหลากหลาย ตั้งแต่ “FD” ที่มาจากรหัสรุ่น “นางฟ้า” ที่มาจากรถสวยงดงาม ลงตัว ดุจนางฟ้า (ไม่เข้าใจจริงๆ ใครมันตั้งชื่อนี้!) ส่วน “ไฟท้ายกลม” มาจากชุดไฟท้ายโฉมแรก และ “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม” มาจากชุดไฟท้ายรุ่นไมเนอร์เชนจ์

สำหรับ Civic รุ่น “FB” และ “FC” เท่าที่เห็น ก็จะเรียกรหัสรุ่นกันอย่างเดียวแล้ว …

Honda-ASIMO

ส่วนอันนี้เป็นเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับรหัสรุ่นของ Civic ที่ Mr.Carro ขออธิบายให้ฟังกัน …

หลายคนมักจะสงสัยว่า ทำไม Honda Civic พอหมดรหัสรุ่น ES ไปต่อด้วยรหัสรุ่น FD แล้วพอโฉมต่อมา ถึงวกกลับมาเป็นรหัส FB แล้วไป FC ???

ก่อนอื่น ต้องย้อนไปดู Honda Civic เจเนอเรชั่นที่ 8 กันก่อน โดยโฉมนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 โมเดลหลักๆ นั่นคือ โมเดลที่ขายในอเมริกาเหนือ จะใช้รหัสรุ่นว่า “FA” ส่วนโมเดลที่ขายในเอเชียและโอเชียเนีย (ไม่นับ Civic ที่ขายในตลาดยุโรป) ทาง Honda กำหนดให้มีรหัสรุ่น “FD”

แต่พอมาเจเนอเรชั่นที่ 9 Honda Civic โฉมนี้เป็น Global Model แล้ว จึงใช้รหัสรุ่น FB ตาม USA และในรุ่น FC ก็เช่นกันครับ …

และสำหรับฉายาของ Honda รุ่นอื่นๆ ที่คนในวงการรถมือสองเรียกกันนั้น จะมีอะไรต่ออีกบ้าง Mr.Carro จะมาเสนอให้อ่านต่อกันวันหลังครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Carro Blog)

1 2 3 9