ซื้ออะไรก่อนดี-ระหว่าง-บ้าน-กับ-รถ

ปัญหาโลกแตก สำหรับคนที่อยากจะมีทั้งรถ และ บ้าน ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะบรรดามนุษย์เงินเดือน หรือเด็กจบใหม่ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว มีเงินเก็บได้ประมาณก้อนหนึ่ง หรือว่ามีแฟนแล้ว ก็อยากที่จะหาอะไรที่เป็นหลักประกันในชีวิต รวมไปถึงความสะดวกสบายในการเดินทางไปไหนมาไหนด้วย

แต่การจะซื้อทั้งบ้าน และรถ พร้อมๆ กัน มันก็จะดูหนักมากสำหรับใครหลายๆ คน ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณโชคดี มีฐานเงินเดือนที่สูงมากจริงๆ หรือฐานะทางบ้านดี (หรือ “รวย” ก็ได้) มีครอบครัวคอยช่วยผ่อน ช่วยอุดหนุนให้

และนี่ก็เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาระยะหลายปีมานี้ Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าการซื้อบ้าน หรือ ซื้อรถ อะไรควรซื้อก่อนหลังดี …

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

1. เพราะ “รถ” มีแต่ “ลด”

ปกติแล้ว รถยนต์ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมมูลค่าลงทุกปี ส่วนทางกับบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่แทบจะไม่มีการเสื่อมมูลค่า มีแต่เก็บไว้แล้วมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัย หรือซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ล้วนแล้วแต่มูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

แต่ในบางอาชีพ ที่อาจจะต้องใช้รถยนต์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ขับรถแท็กซี่, รถกระบะส่งของ, เซลส์แมน หรือจะขับ Grab Car อะไรก็สุดแท้แต่ … การมีรถไว้ใช้หาเงินได้ ถือเป็นเครื่องมือที่จำเป็น และทำให้ชีวิตคุณสะดวกสบายขึ้น อาจจะต้องมองตรงจุดนี้ด้วยเช่นกัน

และถ้าคุณมีรายได้น้อย ก็ควรจะซื้อรถ ก่อนซื้อบ้าน … แต่ถ้าคุณเป็นลูกคนรวย มีเงินเหลือเฟือ จะซื้อทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ไม่มีใครว่า!

2. ผ่อนรถ น้อยกว่าผ่อนบ้าน

ทำไมถึงควรซื้อรถก่อนซื้อบ้าน ก็เพราะว่าการซื้อรถนั้น เราใช้เงินดาวน์ไม่มาก และก็ใช้เวลาผ่อนก็ไม่มาก (โดยส่วนใหญ่ ผ่อนกัน 4 – 7 ปี) ซึ่งต่างจากบ้าน, คอนโดมิเนียม หรือที่ดิน ที่เวลาทำสัญญาผ่อนแล้ว คุณก็จะต้องผ่อนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ 25 – 30 ปี

การซื้อรถนั้น ยิ่งถ้าคุณวางดาวน์ไว้เยอะ หรือสามารถโปะค่างวดได้มากกว่าเดิม เงินต้นก็ยิ่งหมดเร็วขึ้นเท่านั้น … หรือจะเลือกซื้อรถมือสองก็ได้เช่นกัน

รถที่มีราคาถูกๆ อย่างรถราคาหลักหมื่นบาท ผมเชื่อว่าหลายๆ คน สามารถซื้อรถด้วยเงินสดได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องผ่อนด้วยซ้ำไป! แต่ก็ต้องลุ้นกับการเก็บงาน เตรียมเงินไว้ซ่อม เช่นเดียวกันกับการซื้อบ้านมือสอง ที่ก็ต้องเตรียมงบไว้ตกแต่ง หรือซ่อมแซมด้วยเช่นกัน

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

3. การผ่อนรถ เครดิตมาถึงการซื้อบ้าน

ถ้าคุณมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี นั่นคือเครดิตที่ช่วยให้คุณกู้เงินซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น และได้วงเงินมากขึ้น เนื่องจากบริษัทไฟแนนซ์ จะส่งข้อมูลประวัติการชำระเงิน ให้กับทางเครดิตบูโรอีกที

4. ถามตัวเองว่าผ่อนไหวมั้ย

การที่จะผ่อนอะไรต่อมิอะไร ไม่ว่าจะเป็น รถ หรือ บ้าน ต้องถามฐานะทางการเงินของคุณก่อนว่า “ผ่อนไหวมั้ย” เพราะถ้าหากคุณตัดสินใจผ่อนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เกิดค้างค่างวด ผ่อนไม่ไหวขึ้นมา ก็อาจจะโดนยึดทั้งบ้าน ทั้งรถ ขายทอดตลาดได้ ยิ่งถ้าของที่คุณโดนยึดขายทอดตลาดไปแล้ว ขายได้ต่ำกว่าราคาประเมิน คุณก็จะต้องควักเงินใช้หนี้เพิ่มอีกด้วยครับ

สำหรับความสามารถในการผ่อนชำระ ถ้าคุณคิดจะซื้อบ้าน ต้องผ่อนไม่เกิน 40% ของเงินรายได้ต่อเดือน และสำหรับการผ่อนชำระค่างวดรถยนต์ ต้องไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่ถ้าจะซื้อทั้งบ้าน ทั้งรถ 2 อย่างพร้อมกัน การผ่อนชำระรวมกันต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน

เพราะนอกจากเงินผ่อนที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนแล้ว อย่าลืมว่า มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงตามมาตลอด เช่า ค่าน้ำมัน ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าซ่อมบำรุง เป็นต้น

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

5. ความจำเป็น

ความจำเป็น และความพร้อม นับว่าสำคัญมาก เพราะการซื้อรถสักคัน หรือบ้านสักหลัง (หรือจะผ่อนคอนโดมิเนียมก็เหมือนกัน) มีเงื่อนไขในการผ่อนชำระต้องต่อเนื่องยาวนานหลายปี ดูสิว่ามีเงินวางดาวน์เท่าไหร่ เงินเดือนในแต่ละเดือน รายรับเท่าไหร่ รายจ่ายเท่าไหร่ ถ้ามีลูกแล้ว ต้องจ่ายค่ากิน ค่าเทอมเท่าไหร่ ฯลฯ

เมื่อหักลบกลบค่าใช้จ่ายกินอยู่แล้ว จะเหลือเงินเท่าไหร่ ในการผ่อนรถ หรือ บ้าน บ้าง อันนี้สำคัญนะครับ

มาดูกันว่า เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจะได้วงเงินกู้สูงสุด และจำนวนเงินผ่อนต่องวดบ้าง …

เงินเดือน (บาท)

จำนวนเงินผ่อนต่องวด

วงเงินกู้สูงสุด

15,000 6,000 1,000,000
20,000 8,000 1,300,000
25,000 10,000 1,600,000
30,000 12,000 2,000,000
35,000 14,000 2,300,000
40,000 16,000 2,600,000
45,000 18,000 3,000,000
50,000 20,000 3,300,000
55,000 22,000 3,600,000
60,000 24,000 4,000,000
65,000 26,000 4,300,000
70,000 28,000 4,600,000
75,000 30,000 5,000,000
80,000 32,000 5,300,000
85,000 34,000 5,600,000
90,000 36,000 6,000,000
95,000 38,000 6,300,000
100,000 40,000 6,600,000

Car-VS-House-What-Should-I-Buy-First

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ มีช่องทางในการหาเงินง่ายกว่าคนรุ่นเก่ามาก แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งราคารถที่แพงขึ้น ราคาบ้านที่สูงขึ้น หรือเงินเฟ้อ ข้าวของขายยากขึ้น กำลังซื้อของผู้คนหายไปมาก ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ หลายๆ คน ตอนนี้ ตั้งตัวได้ยากกว่าคนรุ่นเก่าด้วยเช่นกัน

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประกันภัยชั้น 1 มักจะแถมมาให้กับรถป้ายแดงแทบจะทุกคันอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นมาตรฐานเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นความคุ้มครองที่มีให้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เราชนเขา เขาชนเรา หรือเกิดจากสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากก่อการร้าย เป็นต้น

แต่พอหลังจากที่ประกันภัยชั้น 1 หมดอายุแล้ว ถ้าเราต้องการจะต่ออายุใหม่ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเบิ้ยประกันนับหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนในเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ มีรายจ่ายสารพัด นอกจากค่าผ่อนรถแล้ว รายจ่ายในการทำประกันภัยรถ ก็ยังจำเป็นต้องทำอีกด้วย (สำหรับคนที่เพิ่งซื้อรถได้ไม่นาน หรือเพิ่งมือใหม่หัดขับ มีไว้มันก็อุ่นใจน่ะ)

Mr.Carro จึงขอแนะนำวิธีทำประกันภัยชั้น 1 อย่างไร ให้ถูกกว่าปกติสูงสุดถึง 50% ครับ.

5-Ways-To-Save-Insurance-Premium

1. ส่วนลดเบี้ยประกันรถจากประวัติดี

อันนี้ถือเป็นรางวัลของคนที่ขับรถดี ไม่มีเคลมครับ (ซึ่งบริษัทประกันภัยก็ชอบด้วย ฮา…) จึงมีส่วนรถเบี้ยประกันสำหรับประวัติการขับรถดี มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน

– ขั้นแรก ลด 20% เมื่อไม่มีการเคลมในปีแรก
– ขั้นที่ 2 ลด 30% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 2 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 3 ลด 40% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 3 ปีติดต่อกัน
– ขั้นที่ 4 ลด 50% เมื่อเมื่อไม่มีการเคลมใน 4 ปีติดต่อกัน หรือมากกว่านั้น

แต่ถ้าเกิดว่า เราเกิดเป็นฝ่ายผิดหรือประมาท (พูดง่ายๆ คือ ขับรถไปชนคน หรือสิ่งของ นั่นล่ะ) ส่วนลดเบี้ยประกันของคุณ ก็จะลดลงตามขั้นไป

2. เลือกทุนประกันรถยนต์ที่เหมาะสม

การเลือกทุนประกันรถยนต์ครับ ล้วนมีผลต่อเบี้ยประกันเช่นกัน ซึ่งจะมีโปรแกรมคำนวณอัตโนมัติ จากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้ได้ทุนประกันที่เหมาะสมที่สุดอยุ่ที่ 80% ของราคารถยนต์ในปีแรก และจะคำนวณเป็น 90% ของทุนประกันปีก่อนหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงราคานี้ สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามการคำนวณ เพราะทุนประกันมาก ก็ต้องจ่ายค่าเบื้ยประกันมากตามไปด้วย

แต่ไม่สามารถเลือกทุนประกันให้สูงเกินมูลค่ารถได้นะครับ เพราะว่ารถทุกคันมันมีค่าเสื่อมจากการใช้งานครับ ซึ่งมูลค่ารถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ ปีละ 10% หรือตามราคากลางรถยนต์ในปีนั้นๆ

3. เพิ่มค่า Excess Fee ช่วยลดค่าเบี้ยได้

ค่า Excess Fee ถือเป็นค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณี ซึ่งปกติจะอยู่ที่ครั้งละ 1,000 บาท แต่หากมั่นใจว่าเราคนขับรถดี ไม่ชนบ่อยๆ การเลือกประกันภัยที่มีค่าเสียหายส่วนแรกสูงๆ (ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท) ก็ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้เช่นกัน

4. ระบุชื่อคนขับรถ

การระบุชื่อและอายุของผู้ขับขี่ (ว่าใครเป็นคนขับรถคันนี้แน่นอน) ก็ลดเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ได้เช่นกัน โดยอัตราค่าเบี้ยประกันที่ลดลง มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามอายุของผู้เอาประกัน โดยหากระบุผู้ขับขี่ 2 คน ให้ยึดผู้ที่มีอายุน้อยสุดเป็นหลัก ดังนี้

– อายุ 18-24 ปี ได้ส่วนลด 5%
– อายุ 25-35 ปี ได้ส่วนลด 10%
– อายุ 36-50 ปี ได้ส่วนลด 15%
– อายุ 50 ปีขึ้นไป ได้ส่วนลด 20%

5. เลือกซ่อมอู่นอกก็ได้

บางกรณีที่รถคุณมีแค่รอบเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเคลมเพื่อเข้าศูนย์บริการอย่างเดียวก็ได้ ลองเลือกอู่ซ่อมรถที่ไว้ในได้ และเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันภัยที่คุณจะทำอยู่ดู เพราะการเลือกประกันแบบซ่อมอู่ ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันได้ 10-30% ทีเดียว

ลองเลือกดูตามความเหมาะสมนะครับ แล้วคุณจะได้ขับรถอย่างสบายใจ และประหยัดเงินอีกด้วยครับ

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ปัจจุบันนี้ รถมือสองในบ้านเราก็จัดได้ว่ามีจำนวนมาก (ซึ่งย้อนเวลาไปหลายปีก่อน รถพวกนี้ก็คือรถใหม่นั่นล่ะ) ซึ่งก็มีหลายคันที่อายุเกิน 7 ปีขึ้นไปแล้ว โดยปกติแล้วถ้าซื้อมาใช้ตั้งแต่ตอนยังเป็นป้ายแเดง ก็จะมีประกันภัยชั้น 1 ติดรถมาด้วย ซึ่งโดยปกติ ถ้าคุณต่อประกันภัยชั้น 1 กับบริษัทเดิมอย่างต่อเนื่อง และมีประวัติที่ดี ก็อาจจะต่อประกันภัยชั้น 1 ได้นานถึง 10 ปี หรือมากกว่านั้นก็ยังได้ …

ข้อดีและข้อเสียของประกันภัยชั้น 1 อย่างที่รู้ๆ กัน นั่นคือ ให้ความคุ้มครองมาก เช่น กรณีรถถูกชนแล้วหนี ซึ่งประกันภัยประเภทอื่นไม่คุ้มครอง แถมยังได้ส่วนลดทุกปี ถ้าคุณใช้รถเก๋งมือสองแบบ Compact Car ทั่วไป บางทีจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่ถึง 1 หมื่นบาท ด้วยซ้ำ ถ้าประวัติการเคลมของคุณมีน้อยๆ นะ แต่ค่าเบี้ยประกันภัยที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

แต่รถมือสองหลายคัน อาจจะไม่ได้ต่อประภันภัยชั้น 1 มานานแล้ว เมื่อเราไปซื้อรถมือสองมาจากรถบ้าน หรือรถเต็นท์ แล้วอยากที่จะทำประกันภัยชั้น 1 ก็ลำบากซะแล้ว เพราะบริษัทประกันภัย จะรับทำประกันภัยชั้น 1 กับรถยนต์ที่อายุไม่เกิน 7 ปีเท่านั้น

ประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับจุดนี้ เหมาะสำหรับรถมือสองที่มีอายุเกิน 4 ปีขึ้น ไป เพราะอะไร? ลองดูคุณสมบัติกัน …

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 ต่างกันเพียงคุ้มครองแค่อุบัติเหตุ ที่เกิดจากการชนของ “รถยนต์” เท่านั้น (ซึ่ง ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ หรือพาหนะอื่นๆ มาชน จะไม่ได้รับความคุ้มครอง) ราคาเบี้ยประกันไม่แพงมาก เหมาะสำหรับคนที่มีเคลมน้อยๆ

สำหรับความคุ้มครอง แยกออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

– ความเสียหายต่อตัวรถ เฉพาะกรณีชนกับพาหนะทางบก
– ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์เอาประกันภัย
– ทรัพย์สินบุคคลภายนอก
– การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่
– การสูญหายและไฟไหม้ตัวรถ
– ภัยธรรมชาติ หรือ ภัยก่อการร้าย

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ถือว่าคุ้มค่ามาก เหมาะสำหรับรถเก่าๆ หรือคนที่ไม่ได้ขับรถบ่อยๆ เท่าไหร่ เพราะเป็นประกันภัยที่เน้นจ่ายเฉพาะเราขับไปชนคนอื่นเป็นหลัก อีกทั้งถ้ารถคุณมีประวัติดี ไม่เคยเคลม เวลาต่อประกันภัย ก็ยังได้ส่วนลดประวัติอีกด้วย และเบี้ยประกันภัยก็ไม่แพงมาก

สำหรับความคุ้มครอง แยกออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

– ความเสียหายต่อตัวรถ เฉพาะกรณีชนกับพาหนะทางบก
– ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์เอาประกันภัย
– ทรัพย์สินบุคคลภายนอก
– การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่

ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแล้วล่ะครับ ถ้าจะเลือกทำประกันภัยแบบไหน เอาตามงบที่มี หรือเอาตามเงื่อนไขความคุ้มครอง ล้วนแล้วดีทั้งหมดครับ

—–

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก จส.100

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

ปกติของรถยนต์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ควรหมั่นตรวจสอบดูแลรักษาบ้างอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อดูว่ามีส่วนใดผิดปกติหรือบกพร่องบ้างหรือไม่ หลายๆ คน ขับรถเป็นอย่างเดียว ดูแลรักษารถไม่เป็นเลยก็มี

เครื่องยนต์ของรถ ก็จัดเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน ปกติระดับน้ำมันเครื่อง เวลาเราใช้ไปมันก็จะมีลดลงไปบ้างอยู่แล้ว จากการเผาไหม้หรือเสียดสีกับเหล็กภายในเครื่องยนต์ แต่บางกรณีเล่นหายกันแบบหมดไวมาก เหมือนโดนดูดเลย บางคนกว่าจะรู้ตัวอีกที น้ำมันเครื่องขาด น้ำมันเครื่องแห้ง ส่งผลตามมาถึงขั้นเครื่องยนต์พัง ได้ยกเครื่องใหม่เลยทีเดียว

สาเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้น้ำมันเครื่องหาย มาดูกันครับ …

1. เครื่องยนต์สึกหรอมาก

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

เครื่องยนต์สึกหรอมาก ส่งผลให้การเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ หรือในกระบอกสูบไม่สมบูรณ์ กำลังเครื่องยนต์ตก ควรดูว่ากระบอกสูบ ลูกสูบ และแหวนลูกสูบ สภาพเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าสึก หลวม กร่อน หรือไหม้ หรือไหลไปผสมกับเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดปัญหาควันขาว ก็ควรเปลี่ยนใหม่

2. ซีลต่างๆ มีการรั่วซึม

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

ลองก้มไปดูใต้ท้องรถ หลังจากจอดรถเสร็จแล้วซิว่า มีหยดน้ำมันเครื่องสีน้ำตาลดำๆ ลงมาที่พื้นบ้างหรือไม่ ถ้ามี ลองดูตามซีลยางต่างๆ เช่น ซีลหน้าเครื่อง ซีลท้ายเครื่อง ฝาเครื่อง หรือประเก็นต่างๆ ของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน จะเกิดความร้อนและแรงดัน ทำให้น้ำมันเครื่องถูกดันผ่านปะเก็น ซีล โอริงต่างๆ ถ้าเจอจุดรั่วซึมแล้ว ก็รีบขับรถเข้าอู่เปลี่ยนใหม่เถอะ

3. วาล์วสึก วาล์วยัน

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

อะไรที่เกี่ยวกับวาล์วทั้งหลายแหล่ เช่น ก้านวาล์ว ร่องนำวาล์ว ยางหมวกวาล์ว (หรือ ยางตีนวาล์ว) รถยนต์ของใครที่ใช้แก๊ส LPG มักจะเป็นกันไว 2-3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะแก๊ส LPG มีความร้อนสูง ซีลต่างๆ เสื่อมเร็วกว่าพวกใช้น้ำมัน

ถ้าชิ้นส่วนวาล์วหมดสภาพ หรือยางแข็งตัวแล้ว ก็ควรเปลี่ยนซะใหม่ เพราะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านเข้าไปในกระบอกสูบได้ วิธีแก้ก็เปลี่ยนใหม่ซะ แต่บางอาการก็อาจจะต้องจ่ายมากหน่อย เช่น วาล์วรั่ว

ทางที่ดี ถ้าคุณใช้รถมือสองอายุหลายปีแล้ว อย่าลืมตรวจเช็คน้ำมันเครื่องสัปดาห์ละครั้งนะครับ อย่างน้อยๆ ก็กันไว้ดีกว่าแก้ครับ

ขอขอบคุณภาพจาก อู่เรืองยนต์

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

รถยนต์ Volkswagen Beetle (โฟล์คสวาเกน บีทเทิล) หรือ Volkswagen Type 1 หรือรถ “โฟล์คเต่า” ที่คนไทยเรียกกันจนติดปากมานานมาก ในที่สุดก็มาจนถึงวันที่เลิกผลิต หลังจากที่อยู่ในสายการผลิตของ Volkswagen มายาวนานถึง 80 ปี จนกลายเป็นรถที่มีตำนานการผลิตยาวนานที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกรุ่นหนึ่ง

โดย Beetle คันสุดท้ายในสายการผลิตของ Volkswagen ถูกนำออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ในรัฐ Puebla (ปวยบลา) ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมพิธีอำลาอย่างสมเกียรติ

Scott Keogh ประธานและ CEO ของ Volkswagen Group of America กล่าวว่า “เราไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า แบรนด์ Volkswagen จะอยู่จุดไหน หากไม่มีรถ Beetle”

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

Volkswagen Beetle เริ่มผลิตออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 1938 จากแนวคิดของ “Aldorf Hiler” (อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์) ที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะหัวหน้าพรรคนาซี ต้องการผลิตรถยนต์สำหรับประชาชน ซึ่งชื่อ “Volkswagen” ก็บอกอยู่แล้วว่าคือ “รถของประชาชน” และได้การออกแบบรถโดย Dr.Ferdinand Porsche ซึ่งภายหลังได้ก่อตั้งแบรนด์ Porsche เพื่อผลิตรถสปอร์ตชั้นยอดออกมาจำหน่าย

และ Volkswagen Beetle ก็สามารถสร้างชื่อเสียงได้อีกครั้งในปี 1972 ที่สามารถทำยอดขายได้ 15 ล้านคันทั่วโลก แซงหน้ายอดขายรถ Ford Model T ระดับตำนานของ Henry Ford

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

ตลอดระยะเวลา 81 ปีที่ผ่านมา รถ Beetle ได้รับใช้ผู้คนในภารกิจต่างๆ สารพัด เป็นรถยนต์ที่ใช้กันตั้งแต่ระดับชาวบ้านทั่วไป ไปจนถึงระดับประธานาธิบดีของบางประเทศ จัดเป็นรถที่อยู่ในตำนานวงการยานยนต์อีกรุ่น ทั้งดีไซน์เฉพาะตัวที่คลาสสิกไปตลอดกาล

อย่างไรก็ตาม ก็ถึงเวลาของช่วงขาลง จนช่วงปลายๆ ยุค 70 รถโฟล์คเต่า จึงเลิกผลิตจำหน่ายในยุโรปหมด เหลือแต่เพียงจำหน่ายในแถบอเมริกากลาง กับอเมริกาใต้อย่างเดียว จน Volkswagen Beetle รุ่นแรกที่ผลิตในเม็กซิโก เลิกผลิตไปราวปี 2003

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

แม้ว่าจะมี Volkswagen Beetle เจเนอเรชั่นที่ 2 เกิดขึ้นมาในเดือนตุลาคม 1997 ซึ่งทำยอดขายกว่า 80,000 คันในสหรัฐฯ เมื่อปี 1999 ก่อนที่ยอดขายจะตกลงเรื่อยๆ หลังจากนั้น คนกลับมองหารถยนต์ราคาประหยัดและรถยนต์ SUV ของ Volkswagen มากกว่า และ Beetle เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ตามออกมาในปี 2011

แต่ Beetle ทั้งสองรุ่นนี้ ก็ไม่สามารถสร้างยอดขายที่สู้กับรุ่นต้นตำรับได้เลย

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

เมื่อเดือนสิงหาคม 2018 Volkswagen เปิดตัวรถ Beetle รุ่นสุดท้ายในชื่อ “Final Edition” 5,961 คัน สำหรับส่งไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

และรุ่น “Final Edition” ในเดือนกรกฎาคม 2019 (อีกครั้ง) ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 65 คัน ตามจำนวนปีของ Volkswagen Beetle ที่ผลิตขายในเม็กซิโก โดยเปิดขายผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต สนนราคาอยู่ที่คันละ 21,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 642,600 บาท โดยแต่ละคันจะติดป้ายโลหะที่ระลึกที่ด้านซ้ายรถ พร้อมหมายเลข 1-65

แต่อนาคตก็ไม่แน่ เพราะรถแนว Retro ในยุคเดียวกันอย่าง Fiat 500 หรือ MINI Cooper ยังขายได้ ก็เป็นไปได้ที่ทาง Volkswagen จะผลิต Beetle ขึ้นอีกครั้งในอนาคตก็ได้เช่นกัน

ขอขอบคุณ

รถ-EV-ของเล่นคนรวย-จริงหรือ

หลายคนคงยังจำกันได้ว่า “รถ EV” เริ่มเป็นที่รู้จักกันจริงๆ ในบ้านเราก็ช่วงประมาณยุค 90 ได้ แต่ในยุคนั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่ในรถต้นแบบ และรถทดลองวิจัยเท่านั้น ซึ่งรถต้นแบบ หลายต่อหลายรุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ได้ถูกนำมาโชว์ในบ้านเราหลายครั้งหลายครา

จากปัญหาสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และรถก็ติดมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีรถเมล์เก่าๆ ที่วิ่งปล่อยควันดำโขมง สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนเมืองจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ รวมไปถึงการใช้น้ำมันที่มากขึ้นเรื่อยๆ รถยนต์ไฟฟ้า จึงมีคนเริ่มนำเข้ามาขายอย่างจริงจัง (เท่าที่จำได้ จะเป็น Nissan Leaf ที่มีผู้จำหน่ายอิสระ นำเข้ามาขาย) เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมานี้

แต่รถ EV ก็เป็นได้แค่ของเล่นคนรวยเท่านั้น จริงหรือ?

EV-Car-Is-Richman-Toy

ราคาของรถ EV ในยุคแรกๆ ที่ผลิตออกมาจากโรงงานยังคงมีราคาแพงมาก และบวกภาษีเข้าไปเยอะ จนผู้ซื้อรถยนต์คันใหม่เข้าถึงได้ยากมาก ในขณะที่ผู้ใช้รถยนต์คันเดิม ก็ไม่เกิดแรงจูงใจให้เปลี่ยนรถมาเป็นรถ EV ได้อย่างที่ต้องการ ไหนจะต้องมีที่ชาร์จ หาสถานีชาร์จ ระยะเวลาในการชาร์จ ระยะทางในการวิ่ง ค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อีก ฯลฯ

ในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 2ที่นั่ง อย่าง “FOMM” (ฟอมม์) เปิดตลาดในบ้านเราเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็สร้างความฮืฮอาได้พอตัวทีเดียว

แต่ด้วยราคาที่ตั้งไว้ 599,900 บาท ที่ถึงแม้จะมีส่วนลด 100,000 บาท จำนวนจำกัด เหลือ 499,900 บาท (ราคา ณ วันที่ 15 ก.ค. 2562) เนื่องด้วยเพราะความเป็นรถขนาดเล็ก ก็อาจจะยังทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ยังลังเลในการตัดสินใจซื้ออยู่

แต่พอเมื่อ MG ได้เปิดตัว MG ZS EV ใหม่ ในราคา 1,190,000 บาท ซึ่งเป็นรถ SUV Crossover ซึ่งให้คุณสมบัติในการใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า ก็ทำเอาสั่นสะเทือนวงการรถยนต์กันพอสมควร เพราะราคาที่ว่ามานี้ ขนาดมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถเข้าถึง เป็นเจ้าของได้แล้ว

เราจึงถือว่ารถ EV ในยุคอนาคตข้างหน้านี้ ไม่ใช่ของเล่นคนรวยอีกต่อไป

ความประหยัด และสมรรถนะของรถ EV

EV-Car-Is-Richman-Toy

รถ EV ชูคุณสมบัติความประหยัดมาเป็นที่หนึ่งเลย และในแง่ของการรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างเช่นรถยนต์ไฟฟ้า FOMM ใช้กำลังไฟฟ้าเท่ากับหม้อชาบู หรือ 2,000 วัตต์ โดยชาร์จเพียง 6-7 ชั่วโมง ก็สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 166 กิโลเมตร เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเพียง 30 สตางค์/กม. เท่านั้น แถมยังทำความเร็วได้สูงสุด 80 กม./ชม.

และในส่วนของ MG EV ZS หากชาร์จผ่าน MG Home Charger ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง ให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ถือได้เวลาสะดวกและประหยัดมากๆ

และยังสามารถเร่งจาก 0-50 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 3.1 วินาที และ 0-100 กม./ชม. ประมาณ 8-9 วินาที … นี่ระดับเดียวกับรถสปอร์ต ที่ใช้น้ำมันชัดๆ!

การชาร์จไฟ

EV-Car-Is-Richman-Toy

สำหรับการชาร์จไฟของรถ EV นั้น ก็มีอยู่หลายรูปแบบ วิธีการชาร์จก็เหมือนกับที่เราใช้ในรถ Plug-In Hybrid นั่นล่ะครับ อาทิเช่น

แบบ Normal Charge ชาร์จธรรมดา ซึ่งจะใช้ไฟบ้านในการชาร์จ ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-6 ชั่วโมง ซึ่งจะมีชุดสายไฟที่แถมมาให้กับรถด้วย ซึ่งเป็นการชาร์จแบบ AC Charging หรือกระแสสลับ ใช้หัวชาร์จและเต้ารับแบบ Type 2

แบบ Double Speed Charge ผ่านเครื่องชาร์จแบบ Wall Box (อุปกรณ์ที่ติดตั้งพิเศษ สำหรับชาร์จโดยการเสียบจากปลั๊กไฟในบ้าน มีความปลอดภัยสูง) ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง เช่นกัน

ส่วนแบบ Quick Charge เน้นความรวดเร็ว เพราะเป็นการชาร์จด้วยระบบไฟฟ้ากระแสตรง DC Charging ใช้หัวชาร์จและเต้ารับแบบ FF กินเวลาประมาณ 30-60 นาที ส่วนใหญ่จุดชาร์จ จะอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เริ่มมีการให้บริการกันหลายที่แล้ว

ความประหยัด กับ ความสิ้นเปลือง

EV-Car-Is-Richman-Toy

ในเรื่องของความประหยัด รถ EVถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ตัดรายจ่ายในเรื่องของเหลวในเครื่องยนต์ไปแทบทั้งหมด ค่าน้ำมันก็ไม่มี อีกทั้งไม่ได้ใช้ระบบเกียร์ ไม่ต้องมีหม้อน้ำ และระบบน้ำหล่อเย็น เพราะใช้เพียงมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ให้กำลังมหาศาลตามกระแสไฟที่จ่ายให้กับมอเตอร์ ยิ่งเร่งมากก็ยิ่งแรงมาก เพราะไม่ต้องรอรอบเครื่อง เหมือนกับเครื่องยนต์ปกติ ให้อัตราเร่งที่ดีมากๆ

แต่ค่าใช้จ่ายจะไปหนักเอาตรงที่รถคุณแบตเตอรี่เสื่อม หรือระบบ Inverter เสื่อม ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็ถือว่าหนักอยู่พอสมควรทีเดียว เพื่อกระตุ้นให้เป็นแรงจูงใจในคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า บรรดาค่ายรถยนต์หลายค่าย ก็จึงขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ เป็น 8 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง รวมไปถึง Inverter ก็มีการรับประกัน ทำให้คนใช้รู้สึกอุ่นใจได้มากขึ้น

แหล่งที่มาของพลังไฟฟ้า เหลือเฟือ!

EV-Car-Is-Richman-Toy

ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แหล่งพลังงานก็ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก (อาจจะมีอย่างอื่นผสมเข้ามาด้วย เช่น แก๊สโซฮอล์ หรือ ไบโอดีเซล ที่มีส่วนผสมอื่นเข้ามา เช่น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ น้ำตาล มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง สบู่ดำ หรือสาหร่าย เป็นต้น) หากเป็นพลังงานไฟฟ้า จะมีแหล่งกำเนิดที่สะอาด และไม่มีวันหมด เช่น แสงอาทิตย์, ลม, น้ำจากเขื่อน หรือการรีไซเคิลขยะมาทำไฟฟ้า เป็นต้น

EV-Car-Is-Richman-Toy

บทสรุป

บางคนอาจจะบอกว่า รถยนต์ไฟฟ้าถึงจะดีแค่ไหน ถ้าราคาที่เอื้อมไม่ถึง แม้ว่าในตอนนี้ ก็เป็นได้แค่ของเล่นคนรวย หรือเศรษฐีรักษ์โลก … โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าใช้รถไฮบริด ก็ประหยัดน้ำมันและถือว่าลดการใช้พลังงานได้เช่นกัน และข้อจำกัดของสถานีชาร์จ ที่ยังเป็นปัญหา และกำลังเร่งขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จกันอยู่

แต่จากปัญหาด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ในอนาคตข้างหน้านี้ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด คงเป็นรถยนต์รุ่นหลักของทุกค่ายรถบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน

เพราะยิ่งเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ยิ่งก้าวหน้าเท่าใด ให้ระยะทางในการวิ่งได้มากเท่าไหร่ รถยนต์ไฟฟ้าก็ยิ่งเป็นที่นิยม เมื่อคนนิยมเยอะ ยอดการผลิตก็มากขึ้น ต้นทุนการผลิตก็ถูกลง จนเป็นที่จับต้องได้ของคนทั่วไป ไม่ใช่ของเล่นคนรวยอย่างแน่นอน …

Carro-Nissan-Hypermini

ย้อนไปตั้งแต่ปลายช่วงยุค 80 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังบูมสุดๆ รถยนต์ที่ใช้น้ำมันของญี่ปุ่นแต่ละค่ายก็ขายดีมาก มีให้เลือกกันสารพัดแบบ แต่ค่ายรถหลายค่าย ต่างกำลังเริ่มคิดค้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ให้เกิดขึ้นจริงกันแล้ว

มาจนถึงยุค 90 ที่ค่ายรถหลายเจ้า เริ่มเห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน จากผลกระทบของรถยนต์ ผู้บริโภคจึงได้เห็นรถต้นแบบหลากหลายรุ่น ทั้งจาก Toyota, Nissan, Honda พยายามนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าออกมา แต่ในเวลานั้น รถยนต์ไฟฟ้า ก็ยังไม่ใช่เทรนด์ที่ได้รับความสนใจมากนัก

แต่ก็ทำให้รถยนต์ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (ที่ออกขาย และให้เช่า ในเชิงพาณิชย์) เกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก นำโดย Toyota Prius, Toyota RAV4 EV ในปี 1997 และ Honda Insight ปี 1999 ก่อนจะตามมาติดด้วย Nissan Hypermini ในปี 1999

วันนี้ Mr.Carro จะมาพูดถึง Nissan Hypermini (นิสสัน ไฮเปอร์มินิ) รถ EV ของเล่นคนรวยรักษ์โลก ครับ …

Nissan-Hypermini-Concept-1997

รถต้นแบบ Nissan Hypermini ที่ Nissan นำออกโชว์ในงาน Tokyo Motor Show 1997

Nissan Hypermini รหัสรุ่น EA0 บางคนอาจจะบอกว่า “มันเกิดเร็วไปหน่อย” เพราะเกิดมาในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่บูม อีกทั้งยังมีราคาที่แพงมากๆ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า จากรถต้นแบบที่นำเสนอในงาน Tokyo Motor Show ในปี 1997 จะเข้าสู่สายการผลิตจริง!

Nissan-Hypermini

มาพร้อมรูปร่างที่กะทัดรัด ล้ำยุค (บางคนก็บอกว่าดูประหลาด) นั่งได้เพียง 2 คน ตัวรถออกแบบโดย Satoshi Wada (แฟนๆ Nissan น่าจะรู้จักกันดี เพราะมีผลงานการออกแบบรถ Nissan หลายรุ่น เช่น Cefiro รุ่นแรก และ Presea รุ่นแรก ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บริษัท Audi AG ก่อนจะออกมาก่อตั้งบริษัท SWDesign TOKYO ขึ้นในปี 2009)

Nissan-Hypermini

มีมิติตัวรถ 2,665 มม. ยาว 1,475 มม. ระยะฐานล้อ 1,890 มม. สูง 1,550 มม. ระยะฐานล้อ 1,890 มม. น้ำหนักตัวรถ 840 กิโลกรัม

ตัวรถให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง Cd = 0.30 จุดเด่นอยู่ที่การใช้โครงสร้างแบบอะลูมีเนียม สเปซเฟรม “Hyper Body” ลดน้ำหนักได้มากกว่า 20% และชิ้นส่วนตัวรถจากวัสดุรีไซเคิล ระบบช่วงล่างแบบสตรัทอิสระ ช่วงล่างหลังแบบอิสระ พาราเรล-ลิงค์ ขับง่าย ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 3.9 เมตร

สำหรับยางที่ใช้ เป็นแบบ Run Flat ขนาด 145/65 R14 ในด้านหน้า และ 165/60 R14 ในด้านหลัง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมียางอะไหล่ และช่วยให้น้ำหนักตัวรถเบาขึ้นด้วย ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก 4 ล้อ และยังติดตั้งระบบเบรก ABS มาให้ด้วย!

Nissan-Hypermini

ห้องโดยสารภายในขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ครบเครื่องเรื่องความสะดวก มีแอร์ดิจิตอล วิทยุ กระจกไฟฟ้า และระบบ “Shared Use System” พร้อมที่เสียบ IC การ์ด สำหรับใช้ระบบรองรับต่างๆ เช่น ระบบชาร์จรถยนต์สาธารณะ หรือระบบที่จอดรถ และระบบล็อคประตูตัวรถ เป็นต้น

Nissan-Hypermini-Remote-Control

และยังมี “รีโมทคอนโทรล” ไฮเทคสุดๆ ในยุคนั้น สามารถเช็คสถานะของรถ ดูว่าแบตเตอรี่เหลือเท่าไหร่ หรือใช้เวลาชาร์จอีกนานแค่ไหน ที่ควบคุมรถจากภายนอกได้อีกด้วย พร้อมระบบสั่งให้เปิดแอร์ หรือเปิดฮีทเตอร์ก่อนเข้าไปขับรถ เป็นต้น

ส่วนด้านท้ายรถ สามารถพกพาสัมภาระไปได้มากถึง 100 ลิตร (ตามมาตรฐาน VDA)

Nissan-Hypermini

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส S-4 แบบ Neodymium Magnet (แม่เหล็กนีโอไดเมียม เป็นแม่เหล็กถาวรที่มีค่าพลังงานมากที่สุดในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ 3 ชนิด คือ Neodymium (Nd) Iron (Fe) และ Boron (B) รวมกันเป็น NdFeB) แรงดันไฟฟ้า AC200V ให้แรงม้าสูงสุด 33 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 13.3 กก.-ม. (130 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนแบบล้อหลัง

ให้ระยะทางการวิ่งได้มากถึง 115 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว (ทดสอบตามโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 4 ชั่วโมง และสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

Nissan-Hypermini-Space

โดย Nissan Hypermini มีราคาเมื่อตอนเปิดตัวในเดือนกันยายน 1999 สูงถึง 4 ล้านเยน! แม้ว่าจะมีการจำหน่ายผ่านระบบเช่าในดีลเลอร์ Nissan ที่โตเกียว, โอซาก้า และเกียวโต ในเดือนกุมภาพันธ์ 2000 แต่ก็มียอดที่น้อยมาก มีเฉพาะลูกค้าที่เป็นหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานท้องถิ่นซะส่วนมาก

Nissan-Hypermini-Colours

และในเดือนมกราคม 2000 Nissan Hypermini ได้รับรางวัล “New Energy Grand Prize” จาก Agency for Natural Resources and Energy (ANRE) หรือ กรมทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น

Nissan-Hypermini-in-USA

Nissan Hypermini ที่ถูกส่งไปยัง USA ใช้เป็นรถตำรวจในเมือง San Alselmo รัฐ California

สุดท้ายก็ผลิตมาจนถึงปี 2002 โดยมียอดการผลิตแค่เพียง 219 คัน (แต่ในแหล่งข่าวจากญี่ปุ่น และในสหรัฐฯ ระบุยอดการผลิตไว้ 300-350 คัน) แบ่งออกเป็นยอดเช่าในเกียวโต 138 คัน, ในโยโกฮามา 20 คัน, ในอิบินะ 15 คัน ในเกียวโต 20 คัน รวมไปถึงส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ให้ University of California, Davis 15 คัน และให้สภาเมือง Pasadena เช่าอีก 11 คัน

สุดท้ายท้ายสุด Nissan ก็ได้บทเรียนจากการผลิตรถรุ่นนี้ไปหลายอย่าง จนก้าวไปสู่การเข็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Leaf (ลีฟ) ออกมาขายอีกครั้งในปี 2010

ไม่แน่นะครับ หากคุณขับรถไปไหนในกรุงเทพฯ ก็อาจจะเจอเจ้า Nissan Hypermini สีเขียวคันนี้ วิ่งเพ่นพ่านอยู่ก็ได้นะครับ เพราะมีผู้นำเข้ามา 1 คัน ในช่วงที่รถจดประกอบกำลังบูมเมื่อหลายปีก่อน!

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

แหล่งที่มา :

Carro-How-Much-Should-You-Spend-On-A-Car

ใกล้ช่วงสิ้นเดือนทีไร เหล่ามนุษย์เงินเดือนก็เริ่มลืมตาอ้าปาก กับช่วงเวลาของความปลื้มปิติปราโมทย์ ที่กำลังมาถึง … หลายต่อหลายคน ได้เงินเดือนที่ได้มา ไปใช้จ่ายต่างๆ นาๆ หรือใช้จ่ายไปกับการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสิ่งของต่างๆ เป็นต้น

ว่าพูดถึงการผ่อนรถ เชื่อได้เลยว่า บรรดามนุษย์เงินเดือนหลายคน ที่เพิ่งเป็นเด็กจบใหม่ (First Jobber) หรือจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานมาหลายปีแล้วก็ตาม หลายคนอยากได้เงินเดือนสูง อยากทำงานในบริษัทดัง อยากได้สวัสดิการที่ดี หลายคนอาจจะได้อย่างที่ใจหวังแล้ว ส่วนมากก็อยากได้สิ่งที่เป็นหน้าตาของตัวเองตามมาอย่าง “รถยนต์” ด้วยเช่นกัน

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังว่า มนุษย์เงินเดือน ต้องมีเงินเดือนแค่ไหน? ถึงจะซื้อรถมาใช้ได้

How-Much-Should-You-Spend-On-A-Car

แม้ว่ายุคนี้ จะออกรถกันง่ายเหลือเกิน ดาวน์ 0% ก็ออกรถมามได้แล้ว แต่สถาบันทางการเงินก็ต้องพิจารณาจากเงื่อนไขหลายๆ อย่าง กับผู้ที่มาขอสินเชื่อ ตั้งแต่สลิปเงินเดือน, ใบรับรองเงินเดือน รวมไปถึงประวัติค้างชำระหนี้ย้อนหลัง รวมไปถึงความสามารถในการชำระหนี้อีกด้วย เพราะบางทีคุณอาจจะมีเงินเดือนเท่าเพื่อนคุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะออกรถรุ่นเดียวกับเพื่อนคุณได้

ในส่วนของรายรับอื่นๆ เช่น ค่าคอมมิชชั่น, เงินโบนัส ฯลฯ บริษัทไฟแนนซ์บางที่ อาจไม่นำมาพิจารณา และอายุงานก็จัดว่าสำคัญ ถ้ามีการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ไฟแนนซ์บางที่ ก็อาจจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้ก็เป็นได้

ตามปกติ ไฟแนนซ์มักพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า กรณีที่รายได้ของผู้กู้แต่ละเดือน สูงกว่าค่างวด 1-1.5 เท่า ซึ่งหมายถึง หากคุณมีเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท คุณต้องมีความสามารถผ่อนรถเดือนละประมาณ 7,500 บาท ได้ (ซึ่งไฟแนนซ์แต่ละที่ อาจประเมินต่ำกว่านี้อีก)

Mazda2

ถ้าเงินเดือนคุณอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 20,000 บาท ก็อาจจะเลือกเล่นรถระดับประมาณ Eco-Car แต่หากมีเงินเดือน 20,000 – 30,000 บาท ก็ขยับมาเล่นรถในกลุ่มของ Sub-Compact Car ได้ เพราะต้องคิดเผื่อไว้ด้วยเสมอว่า เราไม่ได้ผ่อนรถอย่างเดียว ต้องมีกินใช้อย่างอื่นด้วย แต่ถ้าฐานเงินเดือนมากกว่านั้น ก็ค่อนข้างอิสระในการเลือกรถมากขึ้นไปด้วย

แต่ถ้าคุณยอมเก็บหอมรอมริบเงิน วางดาวน์รถให้เยอะหน่อย (เช่น เงินดาวน์ 25%) ก็จะช่วยให้อัตราการผ่อนชำระนั้นน้อยลงไปด้วย รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ย จำไว้เลยว่าถ้าผ่อนน้อยปีเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยก็จะน้อยลงเท่านั้น ยิ่งผ่อนนาน (72 เดือน, 84 เดือน) จ่ายค่างวดต่อเดือนน้อยก็จริง แต่เขาก็คิดอัตราดอกเบี้ย ที่คุณจะต้องจ่ายมากขึ้นรวมไปแล้วด้วย!

How-Much-Should-You-Spend-On-A-Car

สมมติว่า คุณตัดสินใจซื้อรถ Sub-Compact Car รุ่นหนึ่ง ราคา 620,000 บาท ถ้าคุณวางดาวน์ 25% คุณต้องจ่ายเงินดาวน์ 155,000 บาท นั่นหมายความว่ายอดจัดของคุณจะอยู่ที่ 465,000 บาท กรณีที่คุณมีเงินเดือนอยู่ประมาณ 15,000 บาท อาจจะต้องเลือกเงื่อนไขในการผ่อนรถที่นานถึง 84 เดือน (7 ปี) โดยต้องจ่ายค่างวดประมาณ 6,733 บาท/เดือน (ในอัตราดอกเบี้ย 3.09%) ซึ่งถือเป็นค่างวดที่ไฟแนนซ์สามารถพิจารณาอนุมัติให้คุณได้

ในส่วนของโปรโมชั่น ที่ลดแลกแจกแถม และดอกเบี้ยต่ำ ก็ถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะรถที่มีอายุในตลาดนานแล้ว หรืออยู่ในฤดูที่ขายรถได้น้อย บรรดาค่ายรถ ก็จะจัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งดอกเบี้ยต่ำ ก็จะช่วยให้ค่างวดรถคุณต่อเดือน ลดลงไปได้รับพันบาทเลยทีเดียว

How-Much-Should-You-Spend-On-A-Car

ภาพจาก Motor Expo

แต่ก็ต้องนึกอยู่อย่างหนึ่งว่า มีรถ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ลด” สมชื่อ เพราะนอกจากค่างวดแล้ว มีรายจ่ายอย่างอื่นตามมาแน่นอนตั้งแต่ ภาษีรถ, พรบ., ประกันภัย, ค่าบำรุงรักษารถตามระยะ, ค่าน้ำมัน, ค่าแก๊ส, ค่าซ่อม, ค่าอะไหล่ ฯลฯ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนคนไหน ที่อยากจะตัดสินใจซื้อรถสักคันแล้ว ก็ลองคำนวณรายได้รายจ่ายของแต่ละเดือนดู ว่าเรามีความสามารถในการผ่อนหรือไม่ เพราะถ้าผ่อนส่งไม่ไหว รถก็อาจจะโดนยึด เป็นหนี้กับไฟแนนซ์ ได้หมายศาล แถมยังเสียประวัติในเครดิตบูโรอีก!

การซื้อรถมาใช้สักคัน ก็ลองดูฐานะทางการเงินด้วย เพราะแทนที่จะมีความสุข เดี๋ยวจะกลายมีความทุกข์ซะงั้น ยังไงก็ลองไปคิดดูกันก่อนนะครับ

Toyota-Hiace-Get-5-Stars-From-ANCAP

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 หน่วยงานทดสอบความปลอดภัยในรถยนต์ของออสเตรเลีย (Australasian New Car Assessment Program) หรือ ANCAP ได้เผยผลทดสอบความปลอดภัยรถยนต์จำนวน 3 รุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือ Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) ใหม่ หลังจากที่เปลี่ยนโฉมในรอบ 15 ปี พร้อมกับย้ายตำแหน่งจุดวางเครื่องยนต์ใหม่ ที่ปลอดภัยตอนชนมากกว่ารุ่นเดิม

สำหรับ Toyota Hiace และ Commuter ใหม่ นี้ มาพร้อมขนาดที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ให้การขับขี่ที่มั่นใจมากขึ้น ย้ายตำแหน่งเครืองยนต์ไปด้านหน้าตัวรถ เพื่อความปลอดภัยของคนขับและผู้โดยสาร แบบเดียวกับรถตู้ในยุโรป ซึ่งผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย ANCAP ระดับ 5 ดาว

Toyota-Hiace-Get-5-Stars-From-ANCAP

หากแยกเป็นประเภท ก็มีคะแนนสูงเลยทีเดียว …

– ปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ได้ 94%
– ปกป้องเด็กได้ 88%
– ปกป้องคนเดินถนนได้ 84%
– ระบบช่วยเหลือความปลอดภัย 77%

Toyota-Hiace-Get-5-Stars-From-ANCAP

แต่ความแตกต่างของ Toyota Hiace เวอร์ชั่นที่ขายในไทย และ เวอร์ชั่นที่ขายในออสเตรเลีย คือออพชั่นที่ใช้ในการทดสอบ ซึ่งไม่มีติดตั้งมาให้ในเวอร์ชั่นไทย อาทิเช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist, ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Warning และระบบเตือนจุดบอดด้านข้าง Blind Spot Monitoring

Toyota-Hiace-Get-5-Stars-From-ANCAP

ซึ่งจากผลการทดสอบ Mr.James Goodwin Chief Executive ของ ANCAP ยังได้กล่าวด้วยว่า “ถือเป็นความสำเร็จอันโดดเด่นของกลุ่มรถตู้เชิงพาณิชย์” เนื่องจากรถตู้เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ ก่อนหน้านั้นไม่มีเจ้าใดได้ถึง 5 ดาวเลย เพราะเป็นรถตู้ที่พัฒนาตั้งแต่ตอนยังใช้กฎเกณฑ์เก่า แต่ที่มีได้เฉียดๆ ก็คงจะเป็นแค่ Mercedes-Benz Vito เท่านั้น

แหล่งที่มา : Kapook, ANCAP

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever-Part-2

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ภาค 2 ต่อครับ …

1. Toyota Sprinter Trueno (AE85/AE86)

Toyota-Sprinter-Trueno-AE86-Shuichi-Shigeno

Shuichi Shigeno ผู้เขียนการ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า กับ AE86 คันโปรดของเขา

Toyota Sprinter Trueno (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) จากที่เป็นรถ 2 ประตู Coupe หรือรถแบบ 3 ประตู Hatchback ธรรมดาๆ ที่บ้านเราไม่มีขาย มีแต่การนำเข้ามาโดยนักเรียนนอก (ซึ่งสมัยนั้นเท่าที่เห็น จะเป็นโฉม Corolla SR5 ที่นำเข้ามาจาก USA) และเป็นรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาก่อนที่กฎหมายจะห้าม ในโฉมนี้จะมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U 83 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU 130 แรงม้า

จุดที่ทำให้รถรุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตก นั่นคือ การ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเกี่ยวกับการแข่งรถและการแต่งรถ แต่งโดย Shuichi Shigeno (ชูอิจิ ชิเงโนะ) ที่พระเอกในเรื่อง “ทาคูมิ” ใช้รถคันนี้ขับขึ้น-ลงเขาอากินะ ในลักษณะดริฟท์เพื่อส่งเต้าหู้ อีกทั้งยังเอาไปทำเป็นหนังฮ่องกงอีก รถรุ่นนี้ราคาเลยพุ่งกระฉูด จากในอดีตที่มีราคาไม่กี่แสนบาท กลายมาเป็นหลักล้านไปได้!

2. Nissan Silvia (S13)

Nissan-Silvia-S13

Nissan Silvia (นิสสัน ซิลเวีย) จากชื่อรุ่นที่มาจากเทพธิดาแห่งความงามของเทพนิยายกรีก กลายเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของนักซิ่ง นักดริฟท์ในบ้านเรา มาพร้อมนิยาม Art Force SILVIA จัดเป็นรถที่หายากในบ้านเราอีกหนึ่งรุ่น เนื่องจากสยามกลการในเวลานั้น ไม่ได้นำเข้ามาขาย มีแต่เอามาโชว์ในงาน Motor Show ปี 1989 เท่านั้น แต่ก็มีนำเข้ามาโดยผู้นำเข้าอิสระตอนนั้น และรถจดประกอบ (อ่อ รุ่นนี้ มีเวอร์ชั่นเปิดประทุน ในไทยด้วยครับ) …

เครื่องยนต์แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ นั่นคือขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DE 135 แรงม้า และรหัส CA18DET 175 แรงม้า กับขนาด 2.0 ลิตรรหัส SR20DE 140 แรงม้า และรหัส SR20DET 205 แรงม้า ในโฉมไมเนอร์เชนจ์

จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

3. Nissan 200SX (S13)

Nissan-200SX-S13

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Nissan 200SX (นิสสัน 200เอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมตลอดกาลของนักดริฟท์อีกหนึ่งรุ่น นี่ถือว่าเป็น “น้องแท้ๆ” ของ Silvia เลยล่ะ ซึ่งในญี่ปุ่นจะใช้ชื่อรุ่นว่า “180SX” (หากเป็นเวอร์ชั่น USA ก็จะใช้ชื่อว่ารุ่น 240SX) แต่รุ่นนี้จะเน้นออกไปลุยตลาดโลกมากกว่า กับดีไซน์ไฟหน้าแบบ Pop-Up ยอดฮิตสุดๆ ในช่วงปลายยุค 80 ไปจนถึงยุค 90 ผลิตขายตั้งแต่ปี 1989 – 1998 มีอายุยาวนานกว่า Silvia (S13) ด้วยซะอีก

แน่นอนว่าในไทย สยามกลการ นำเข้ารุ่นนี้จากออสเตรเลียมาขายครับ เมื่อปี 2534 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DET 171 แรงม้า มียอดขายรวมประมาณ 447 คัน

นี่ก็จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง (เช่นกัน)

4. Honda Civic 3-Door

Honda-Civic-3-Door-EG

ภาพจาก คมสันต์ โถสกุล

Honda Civic 3-Door (ฮอนด้า ซีวิค 3 ประตู) หนึ่งเดียวของ Civic 3 ประตู ที่ Honda ผลิตขายในไทยเรา ยอดนิยมสุดๆ นับตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆ ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดจองถึง 10,000 คัน! มาจนถึงกลุ่มนักแต่งรถในตอนนี้ ด้วยราคาซื้อ-ขาย มือสอง ที่ไม่ตกมากนัก (ยกเว้นว่า รถจะสภาพเน่าจริงๆ ก็ตกเยอะหน่อย)

เวอร์ชั่นไทยเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2536 ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 91 แรงม้า มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ต่อมามีรุ่นปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพิ่มล้อแม็ก เพิ่มเบาะลายใหม่ กึ่งหนังกึ่งผ้า และสีตัวรถใหม่ เช่น สีเขียวสด เป็นต้น

5. Honda NSX

Honda-NSX

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Honda NSX (ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถ Exotic Car ในตำนานจากฝั่งญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี 1990 – 2004 (เปิดตัวในไทย ปลายปี 2534) ในรหัส NA1 และ NA2 เรียกได้ว่ารวมสุดยอดเทคโนโลยีของมอเตอร์สปอร์ตแห่งยุค 90 เอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิ ชูความโดดเด่นด้วยตัวถังแบบอลูมิเนียม และราคานำเข้าสุดโหดในสมัยนั้น

ใช้เครื่องยนต์วางกลางขนาด 3.0 ลิตร VTEC รหัส C30A ที่ไม่พึ่ง Turbo แต่รีดแรงมาได้ถึง 280 แรงม้า (274 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) (เกียร์อัตโนมัติ เหลือ 265 แรงม้า – 256 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) และเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร รหัส C32B 280 แรงม้า

ในบ้านเราบอกได้เลย ว่ารุ่นนี้หายากพอตัว และราคาขายต่อก็ตกน้อยมากๆ อีกด้วย

6. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

สำหรับ Mazda MX-5 Miata (NA) บอกได้เลยว่าราคาตกน้อยมากๆ (รุ่น NB ที่มาทีหลัง บางคัน ราคายังกลับตกมากกว่า!) เพราะเป็นรถที่มีแฟนคลับอยู่อย่างเหนียวแน่น ราคาตกน้อยมาก

7. MINI

MINI-Mr-Bean

MINI (มินิ) จัดเป็นรถในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเลยก็ว่าได้ สำหรับ “MINI” ที่ตัวเล็กราคาแรงสมชื่อ ผลิตออกจำหน่ายยาวนานตั้งแต่ปี 1959 – 2000 ในหลายรูปแบบ อาทิเช่น Mini Cooper, Mini Countryman, Mini Clubman หรือ Mini Pickup เป็นต้น

สำหรับในไทย ต้องย้อนไปยังประมาณปี 2502 – 2503 MINI ถูกนำเข้าของบริษัท C K R Motor เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนผู้นำเข้าไปหลายเจ้า ตั้งแต่เลย์ไทยมอเตอร์ มาจนถึงยุคไทยอัลติเมทคาร์

และยังจัดเป็นรถยอดนิยมในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องอีกด้วย แต่ทีเห็นทีจะดังสุดขีดก็เรื่อง The Italian Job และหนังตลกอย่าง Mr Bean นี่ละครับ ที่ทำให้ MINI คันเล็กแต่ราคาไม่เล็ก ดังจุดฉุดไม่อยู่ และราคาก็พุ่งปาเข้าไปหลักล้านเลยทีเดียว

8. Daihatsu Mira

Daihatsu-Mira

Daihatsu Mira (ไดฮัทสุ มิร่า) จัดเป็นรถเล็กขนาดเบา ที่ราคาไม่ตกมากนักอีกรุ่น (เพราะว่ามีกลุ่มคนที่รอเล่น รอซื้อ และรอขายกันอยู่ตลอดเวลา) ในบ้านเราเปิดตัวเมื่อปี 2534 เริ่มต้นด้วยรูปแบบกระบะ ต่อมาเป็นแบบมีหลังคาไฟเบอร์ครอบ และแบบกระบะมีแค็บเล็กๆ คั่น มาจนถึงรุ่น Mira Mint ในช่วงปลายยุค 90

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี รหัส ED-10 43 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ก็ทำให้ผู้ที่ชอบแต่งรถนั้นต่างก็ต้องซื้อรถรุ่นนี้กันเป็นเจ้าของ บางคนก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เป็น 660 ซีซี Turbo ให้แรงขึ้น หรือแต่งให้ดูเป็นเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นกว่าเดิม

9. Ford Mustang

Ford-Mustang

ภาพจาก ดรีม พงษ์ศักดิ์ 

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1964 มัสแตง ก็ยังได้รับความนิยมอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน (แต่ก็มีบางโฉม ที่คนไม่เล่นกัน โดยเฉพาะในรุ่นช่วงกลางยุค 70 – 80)

จัดเป็นหนึ่งในรถหายาก โดยเฉพาะ Mustang รุ่นตั้งแต่ปี 1964 – 1973 ทั้งแบบ 2 ประตู Coupe, รุ่นเปิดประทุน และรุ่น Fastback มีราคาสูงมากในบ้านเรา และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

10. Chevrolet Camaro

Chevrolet-Camaro-Z28

Chevrolet Camaro (เชฟโรเลต คามาโร่) เปิดตัวต้นแบบครั้งแรกในปี 1966 เพื่อออกมาแข่งกับเจ้าตลาดรถ Pony Car อย่าง Ford Mustang นี่ก็จัดเป็นหนึ่งในรถหายากในบ้านเรา (หายากกว่า Mustang อีก) มีราคาสูงมาก และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

รุ่นที่ถือว่าหายาก และได้รับความนิยมสุดขีดคงต้องยกให้โฉมแรก ปี 1967 – 1969 (ซึ่งยังมีคู่แฝดอีกด้วย ในชื่อ Pontiac Firebird) ราคาขายกันตอนนี้ หลักล้านขึ้นไป

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น (ในภาค 2 นี้) ที่ยกมาให้ชมกัน น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ