CARRO แนะนำรถมือสอง: Honda Beat รถเปิดประทุนจิ๋วที่ราคาไม่จิ๋ว!

เมื่อพูดถึง Honda Beat (ฮอนด้า บีท) ในไทย ผู้คนมักจะนึกถึงมอเตอร์ไซค์สปอร์ต 2 จังหวะ ที่ออกมาในยุค 90 ของค่ายนี้กันเป็นส่วนใหญ่ … แต่สำหรับ Honda Beat ที่ MR.CARRO จะพูดถึงในวันนี้นั้น ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่เป็นรถเปิดประทุนของ Honda ครับ!

ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 80 ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลก ยุคทองของสินค้ายานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ฟองสบู่กำลังเบ่งบานสุดขีด ญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดของโลก มี GDP ต่อหัวสูงติดอันดับ 2 ของโลก รองจาก USA! มีตลาดหุ้นใหญ่ที่สุดในโลก และผู้คนที่มีกำลังซื้อล้นเหลือเต็มพิกัด! (ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกในปี 1991 จนเงินฝืดซึมยาวถึงปัจจุบัน)

และเนื่องจากที่ผู้คนมีกำลังซื้อล้นเหลือสุดๆ รถสปอร์ตสมรรถะสูงจากต่างแดน พวงมาลัยซ้าย ของเล่นคนรวย โลดแล่นบนถนนญี่ปุ่นอยู่มากเลยทีเดียว ด้านค่ายรถก็มองเห็นแล้วว่า ต้องผลิตรถสปอร์ตหลากหลายประเภท ออกมาตักตวงเงินผู้บริโภคกันบ้าง และหนึ่งในนั้นก็คือ Honda Beat รุ่นนี้นั่นเองครับ …

MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Honda Beat (PP1) มือสองรุ่นนี้ ว่าในเวลานี้ ยังน่าหามาสะสมใน Collection กันอยู่หรือไม่ครับ …

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

สำหรับ Honda Beat (ฮอนด้า บีท) จัดเป็นรถ K-Car หรือรถขนาดจิ๋วของญี่ปุ่น ในรูปแบบสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ที่เครื่อยนต์วางกลางตัวรถ และขับเคลื่อนล้อหลัง มีดีไซน์ออกมาไม่เหมือนใคร และตั้งใจชนกับรถสปอร์ตขนาดจิ๋วด้วยกันอย่าง Suzuki Cappuchino (ซูซูกิ คาปูชิโน่), Mazda Autozam AZ-1 (มาสด้า ออโต้แซม เอแซดวัน) และ Suzuki Cara (ซูซูกิ คาร่า) ที่เป็นคู่แฝดของ Autozam AZ-1 อีกที

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

Honda Beat รุ่นนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับทาง Pininfarina อีกด้วย เนื่องจากได้ขายแพลนการพัฒนาและออกแบบให้กับทางฮอนด้า (ตัวรถออกแบบร่วมกันระหว่าง Pietro Camardella, Pavel Hušek ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมงานของ Pininfarina และต่อยอดการออกแบบโดย Yutaka Ishibashi และทีมงานของฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น)

และยังเป็นรถคันสุดท้าย ที่ Soichiro Honda (โซอิจิโร ฮอนด้า) ผู้ก่อตั้งบริษัท ฮอนด้า ผ่านความเห็นชอบให้ผลิตได้ ก่อนที่จะจากไปในวันที่ 5 สิงหาคม 1991

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

เปิดตัวในญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1991 ด้วยแนวคิด “Midship Amusement” รถสปอร์ตขนาดเล็ก ที่ทำให้คุณขับแล้วสนุก รู้สึกพึงพอใจอย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะขับในเมือง หรือนอกเมืองก็ตาม และจำหน่ายผ่านเครือข่าย Honda Primo เท่านั้น

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

รูปทรงภายนอกดูเรียบง่าย โครงสร้างตัวถังแบบ Monocoque ไฟหน้าทรงเรียวยาวติดกับซุ้มล้อ ฝากระโปรงหน้าเป็นที่เก็บยางอะไหล่ มีช่องดักอากาศด้านข้างตัวรถเข้าเครื่องยนต์ด้านข้าง เพิ่มคานเหล็กนิรภัยด้านข้าง และด้านกันชนท้าย มีช่องระบายอากาศออกแบบให้เหมือนกับด้านหน้า

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

พร้อมช่วงล่างหน้า-หลัง แบบแมคเฟอร์สันสตรัท ปรับแต่งมาจากโรงงาน การกระจายน้ำหนักของรถให้สมดุลกันอยู่ที่ 43:57 ติดตั้งล้อขนาด 13 นิ้วในล้อหน้า พร้อมยางขนาด 155/65R13 และล้อหลังแบบ 14 นิ้ว กับยางขนาด 165/60R14

ส่วนหลังคาประทุนนั้นพับเปิด-ปิดด้วยมือ ทำจากผ้าใบ และวัสดุพอลิไวนิลคลอไรด์

มิติตัวรถยาว 3,295 มม. กว้าง 1,395 มม. สูง 1,175 มม. ระยะฐานล้อ 2,280 มม.

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

ห้องโดยสารภายในใช้สีทูโทน โดดเด่นด้วยลายเบาะบัคเก็ตซีทดุจลายเสือ มาตรวัดแบบ 3 ช่อง ดีไซน์เป็นยูนิตเดียวกันเหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีมาให้พร้อม ตั้งแต่พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต (สามารถเลือกถุงลมนิรภัย SRS ติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษได้), แอร์, วิทยุ-เทป แบบ Bulit-In จาก Gathers และกระจกไฟฟ้า

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 656 ซีซี รหัส E07A 3 สูบ SOHC 12 วาล์ว MTREC (Multi Throttle Responsive Engine Control) ให้แรงม้าสูงสุด 64 แรงม้า ที่ 8,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 6.1 กก.-ม. ที่ 7,000 รอบ/นาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 17.2 กม./ลิตร (ทดสอบตามโหมด 10 ของญี่ปุ่น) ล็อคความเร็วไว้สูงสุดที่ 135 กม./ชม. บนน้ำหนักตัวรถ 760 กิโลกรัม

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1992 Honda เปิดตัว Beat รุ่น Version F มาพร้อมสีเขียวมุก Aztec Green Pearl และล้อแม็ก

ในเดือนพฤษภาคม 1992 Honda เปิดตัว Beat รุ่น Version C มาพร้อมสีฟ้ามุก Captiva Blue Pearl และล้อแม็กสีขาว

ในเดือนพฤษภาคม 1993 Honda เปิดตัว Beat รุ่น Version Z มาพร้อมสีเงิน Blade Silver Metallic และสีเขียว Evergrade Green Metallic พร้อมมาตรวัดสีดำ, บังโคลนล้อ, สปอยเล่อร์หลัง, ท่อไอเสียหลังแบบใหม่ และล้อแม็ก

CARRO แนะนำรถมือสอง : Honda Beat (PP1) รถเปิดประทุนขนาดจิ๋ว ที่ราคาไม่จิ๋ว!

Honda Beat แม้ว่าจะยุติสายการผลิตไปตั้งแต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 1996 มีจำนวนผลิตราวๆ 33,600 คัน แต่ล่วงมาจนถึงปี 2015 ฮอนด้า ก็ได้นำแนวคิดในการผลิตรถ K-Car แบบสปอร์ตเปิดประทุนขนาดจิ๋วกลับมาทำตลาดอีกครั้ง ในชื่อว่า Honda S660 (ฮอนด้า เอส 660) นั่นเองครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Honda Beat มือสอง ย้อนไปช่วงประมาณยุค 90 ในไทยก็มีผู้จำหน่ายอิสระนำเข้ามาขายกันหลายคัน กับยุคที่รถจดประกอบในบ้านเราเฟื่องฟู ก็มีการนำเข้ามาอีกล็อตเช่นกัน (สังเกตได้จากวันที่จดทะเบียน ในเล่มทะเบียน) ปัจจุบันกลายเป็นรถหายากไปแล้ว และยังเป็นที่นิยมของกลุ่มคนที่เล่นรถ K-Car อีกด้วย

ทุกวันนี้จัดว่าเป็นรถสะสมอีกคันหนึ่ง คนที่ซื้อไป คงไม่ได้นำมาใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นรถสภาพดีมากๆ ถ้าใครจะซื้อไปเพื่อสะสม ก็ถือว่ามีคุณค่า มีราคาในอนาคต

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รถรุ่นนี้จัดได้ว่าเป็นของเล่นของคนชอบรถสปอร์ตไปแล้ว การใช้งานจึงไว้ใช้แค่ออกงาน หรือในวันหยุดเท่านั้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

สำหรับรุ่นนี้ ถ้าเป็นอะไหล่ตัวรถจัดว่าค่อนข้างหายาก และมีราคาแพงทีเดียว ส่วนอะไหล่เครื่องยนต์ ยังพอจะเทียบกับในตัวของ Life, Vamos หรือ Acty ได้ เก็บเงินไว้ตรวจเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็น่าจะพอในแต่ละปี

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 400,000 – 500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

ถ้าใครที่กำลังมองหารถมือสอง แล้วรู้สึกสนใจอยากเป็นเจ้าของขึ้นมา CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 160 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Honda Civic ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 1 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand  โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

มีใครมากกว่านี้ไหม Porsche 911 Turbo (996) กับไมล์กว่า 1 ล้านกิโลเมตร!

หากคุณเป็นหนึ่งในสาวกของรถยนต์แบรนด์ Porsche (ปอร์เช่) อาจมีความชื่นชอบเป็นพิเศษกับ “เจ้าชายกบ” อย่าง Porsche 911 (ปอร์เช่ 911) หลาย ๆ รุ่น ที่ Porsche เริ่มต้นผลิตตั้งแต่ในปี 1963 จวบจนปัจจุบัน

แต่ก็มีบางโฉมที่ปรับปรุงและพัฒนาใหม่ จนสาวกปอร์เช่อาจไม่ปลื้มนักอย่าง Porsche 911 (996) ที่แฟน ๆ เจ้าชายกบมองดูแล้วรู้สึกน่าชังมากกว่าน่ารัก ในการดีไซน์ตัวรถในตระกูล 911 จากผลงานการออกแบบของ Pinky Lai และ Harm Lagaay ที่ดูฉีกขนบประเพณีของ Porsche ไปจากเดิม แต่สมรรถนะและการขับขี่ ของ 996 นั้น ก็ยังถือว่าไม่เป็นสองรองใครในตระกูล 911 อยู่นะ

มีใครมากกว่านี้ไหม Porsche 911 Turbo (996) กับไมล์กว่า 1 ล้านกิโลเมตร!

และสิ่งที่ทำให้หลายคนทึ่งไปกับ Porsche 996 Turbo รุ่นนี้ นั่นก็คือมีชายคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ ที่น่าจะได้ชื่อว่า เป็นคนที่ใช้งานรถ Porsche 911 มากที่สุดในโลก! ด้วยจำนวนระยะทางที่มากกว่า 659,701 ไมล์ (หรือ 1,061,685 กิโลเมตร) คุณฟังไม่ผิดหรอกครับ Porsche คันนี้วิ่งมาล้านกิโลเมตร!

Tom Thalmann หลังจากที่ใช้รถญี่ปุ่นอย่าง Honda มามากถึง 4 คัน ต่อมาในปี 2003 จึงได้ตัดสินใจซื้อรถ Porsche 911 Turbo (โฉม 996) สานฝันของตัวเองได้สำเร็จ

มีใครมากกว่านี้ไหม Porsche 911 Turbo (996) กับไมล์กว่า 1 ล้านกิโลเมตร!

พร้อมกับใช้งานรถสปอร์ตคันนี้เป็นประจำแทบทุกวัน ด้วยระยะทางเฉลี่ยถึงเกือบ 158 กิโลเมตร ในแต่ละวัน! ในทุกสภาพอากาศ ตั้งแต่แดดร้อน ฝนตก หิมะตก รวมถึงยังนำรถไปร่วมแข่งขันในเซอร์กิตต่าง ๆ 4-12 ครั้ง ในแต่ละปี

เคล็ดลับที่ทำให้รถสปอร์ตคู่ใจของคุณ Tom ใช้งานได้ยาวนาน และสมบูรณ์ที่สุด นั่นคือการตรวจเปลี่ยนของเหลวและอะไหล่ต่างๆ ตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้เสมอ แม้จะต้องจ่ายค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ เดือน มาตลอด 18 ปี

มีใครมากกว่านี้ไหม Porsche 911 Turbo (996) กับไมล์กว่า 1 ล้านกิโลเมตร!

แต่สิ่งที่ Tom มองว่าสิ้นเปลืองที่สุด นั่นก็คือ การที่ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้น ทุก ๆ 3-4 เดือน จนเมื่อถึงระยะทาง 383,000 ไมล์ (ประมาณ 616,000 กิโลเมตร) ก็ถึงเวลาโอเวอร์ฮอล์เครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากกำลังอัดเครื่องยนต์เริ่มตกแล้ว พอวิ่งมาถึง 647,000 ไมล์ (ประมาณ 1,041,000 กิโลเมตร) ก็จัดการเปลี่ยนอะไหล่ชุดใหญ่กันอีกครั้ง เช่น ชุดคลัทช์ เกียร์ และเทอร์โบ เป็นต้น

มีใครมากกว่านี้ไหม Porsche 911 Turbo (996) กับไมล์กว่า 1 ล้านกิโลเมตร!

และแน่นอนว่า Porsche 911 Turbo สภาพเดิม ๆ จากโรงงานคันนี้ จะรับใช้คุณทอมได้ยาวนานถึงหนึ่งล้านกิโลเมตรแบบนี้ ทนทานดุจรถแท็กซี่บางยี่ห้อในเมืองไทย ก็คงต้องขออยู่ดูแลด้วยกันไปชั่วชีวิตแล้วล่ะ

Carro Express ขายรถกับคาร์โร อยากขายรถ ขายรถด่วน

ถ้าใครสนใจอยากขายรถคันเดิม หรือจะรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถนำรถคันเดิมมาขายกับ CARRO ได้เลย เราพร้อมรับซื้อรถของคุณ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Fanpage CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

สำหรับใครที่อยากซื้อรถใหม่ที่ทนทาน ใช้งานได้ถึงล้านกิโลเมตร แต่ถ้ามีงบไม่พอ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถของเราทุกคันผ่านการตรวจสภาพ 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนาน 1 ปี หรือสูงสุด 30,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

MG-Cyberster-Concept-2021

ในงาน Auto Shanghai 2021 ครั้งนี้ ค่ายรถเมืองจีนหลายค่ายต่างนำรถยนต์รุ่นเด็ดๆ มาประชันกันในงานนี้สารพัด เพื่อเอาใจลูกค้าชาวจีนให้หันมาซื้อรถกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 กันไปอย่างหนักหน่วงในปีที่ผ่านมา

และทางด้านค่าย SAIC Motor ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน และยังเป็นเจ้าของแบรนด์ MG (เอ็มจี) ได้นำรถต้นแบบ MG Cyberster (เอ็มจี ไซเบอร์สเตอร์) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมห้องโดยสารสไตล์ E-Sport คันแรกในโลก มาโชว์ในงานนี้ด้วย

ซึ่ง MG Cyberster โดดเด่นด้วยความทันสมัย ความอัจฉริยะ และก้าวล้ำนำหน้า โดยสืบทอดรูปทรงคลาสสิคของรถเปิดประทุน และจิตวิญญาณของรถยนต์ MGB Roadster ไว้อย่างเต็มขั้น MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง ว่ารถสปอร์ตขวัญใจชาวอีสปอร์ตรุ่นนี้ จะมีอะไรเป็นที่น่าสนใจบ้าง

MG-Cyberster-Concept-2021

MG Cyberster คือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มากับพร้อมห้องโดยสารสไตล์เกมมิ่งคันแรกในโลก สร้างสรรค์โดยทีมนักออกแบบของเอ็มจี สืบทอดรูปทรงคลาสสิคและความเป็นผู้นำเทรนด์ของรถยนต์ MGB Roadster เข้ากับแนวทางการออกแบบใหม่ ระหว่างความสุนทรียภาพ และจินตนาการเชิงศิลป์ ที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

MG-Cyberster-Concept-2021

ด้านหน้าของ MG Cyberster สืบทอดดีไซน์สไตล์คลาสสิคของ MG ด้วยไฟหน้าทรงกลม กระจังหน้าเรียวยาว พร้อมชุดไฟหน้า “Magic Eye” แบบ Interactive และกระจังหน้าที่ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้านข้างตัวรถใช้ชุดไฟ LED “Laser Belt” ลงตัวกับล้อดีไซน์ใหม่แบบ “Hacker Blade” ทำให้ตัวรถดูทรงพลังมากยิ่งขึ้น

MG-Cyberster-Concept-2021

ด้านท้ายของ MG Cyberster ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์แบบยุโรปในลักษณะท้ายสั้น หรือ Kammback พร้อมชุดไฟท้ายดีไซน์สุดล้ำแบบ “Red Wing” ด้วยเส้นไฟที่เรียวเล็กดูชัดเจน

MG-Cyberster-Concept-2021

นอกจากนี้ การออกแบบโลโก้เรืองแสง ไฟเลี้ยวรูปทรงลูกศร และสปอยเลอร์หลังที่ฝังตัวอยู่ในชิ้นเดียวกัน ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวของรถสปอร์ตอย่างเต็มที่

MG-Cyberster-Concept-2021

ภายในของ MG Cyberster ดูล้ำยุค มาพร้อมการเชื่อมต่ออัจฉริยะรองรับเทคโนโลยี 5G และชุดแบตเตอรี่ ยังให้ระยะทางในการขับขี่ได้ไกลถึง 800 กิโลเมตร และให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที

สำหรับแนวทางการออกแบบภายใน จะเป็นแบบ “Digital Fiber” วางผังที่นั่งให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง ออกแบบตำแหน่งที่นั่งแยกฝั่งซ้าย-ขวา ออกจากกัน และมีแผงหน้าปัด LED ขนาดใหญ่พร้อมจอกลาง

MG-Cyberster-Concept-2021

โดยแผงหน้าปัดแบบชิ้นเดียว ที่ผสานหลากหลายธีมไว้ด้วยกัน ไม่เพียงแค่แสดงข้อมูลสำคัญๆ แต่ยังให้อารมณ์สปอร์ตคลาสสิคในสไตล์ยุโรป เบาะรองนั่งแบบ Zero-Gravity Seat มือจับหุ้มหนังสีแดงที่บริเวณแผงประตู ลงตัวกับ Laser Belt ในขณะที่เส้นสายภายในและผิวสัมผัสสร้างโมเมนตัมได้อย่างทรงพลัง

MG-Cyberster-Concept-2021

นอกจากนี้ เอ็มจี และ Bilibili E-Sports ซึ่งเป็นบริษัทด้าน E-Sport รายใหญ่ในจีน ยังได้ร่วมกันสร้าง Cockpit เกมซูเปอร์คาร์รุ่นแรกในรถ MG ซึ่งมีดีไซน์ภายในที่รองรับการออกแบบเสียงและแสงในธีม E-sport ให้อารมณ์ความรู้สึกเสมือนหนึ่งอยู่ในโลกของเกมอย่างแท้จริง ให้ผู้ใช้โดยเฉพาะ Gen Z จะชื่นชอบมาก

MG-Cyberster-Concept-2021

ทางด้านสมรรถนะ MG Cyberster ติดตั้งแบตเตอรี่ไร้โมดูล (Moduleless Battery) เทคโนโลยี CTP ในเวอร์ชั่นอัพเกรดใหม่ ซึ่งให้ระยะการขับขี่ที่ไกลถึง 800 กิโลเมตร สามารถทำความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

และมีเทคโนโลยีอัจฉริยะชั้นสูง ด้วยระบบขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีการอัพเกรดแบบแอคทิฟ (Active-upgrading) และสมาร์ท ค็อกพิท (Smart Cockpit) นอกจากนี้ MG Cyberster ยังมีเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 อีกด้วย

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า MG Cyberster แบบสปอร์ตโรสเตอร์ต้นแบบคันนี้ น่าจะถูกใจคอเกมมิ่งกันอย่างมากครับ!

หากช่วงนี้ ใครกำลังอยากขายรถคันเดิมอยู่ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

Mitsuoka-Himiko-ม้า-อรนภา

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่อยู่วงการบันเทิงมาหลายสิบปี อย่าง “ม้า อรนภา กฤษฎี” จะออกมาแสดงออกทางการเมืองของเหล่า นิสิต นักศึกษา และนักเรียน ที่ชูสามนิ้วและผูกโบว์ขาว ด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง จนกลายเป็นดราม่าในโลกออนไลน์

จากกระแสสังคมดังกล่าว ม้า-อรนภา จึงถูกปลดออกจากรายการที่ทำอยู่ทั้งหมด และตกงานมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต้องมาช่วยแม่ไลฟ์สดขายห่อหมก ขายของลูกค้า หรือนำเสื้อผ้าแบรนด์เนมออกมาขาย ล่าสุดประกาศขายรถสปอร์ตสุดหรู คลาสสิค ที่มีชื่อว่า Mitsuoka Himiko (มิทสึโอกะ ฮิมิโกะ) อีกด้วย หลังจากได้ Toyota Corolla Cross ป้ายแดง ที่แฟนหนุ่มได้ซื้อมาให้ใช้เป็นที่เรียบร้อย

MR.CARRO คิดว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า รถที่ ม้า อรนภา ใช้อยู่ เป็นรถที่มีชื่อเสียงเรียงนามมาจากไหน ใครเป็นคนขาย วันนี้เลยขอโอกาสมาเล่าให้ฟังกันครับ …

Mitsuoka-Himiko

บริษัท Mitsuoka Motor นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายเล็กของญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 1968 โดย Susumu Mitsuoka เน้นจุดขายที่คุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลา ความคลาสสิคของรถในสไตล์อังกฤษ หรือสไตล์อเมริกันในยุค 50 และ 60 ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงในยุคปัจจุบัน และในช่วงแรกเริ่มของบริษัท มีจะผลิตรถยนต์ขนาดจิ๋ว Micro Car ด้วย

สำหรับรถยนต์ที่มีชื่อเสียงในอดีตของค่ายนี้ ก็มีอย่างเช่น BUBU, MC-1, Zero-1, SSK, Speedster, Ray, Ryoka, Le-Seyde, Orochi หรือ Like เป็นต้น

Mitsuoka-Motor-Famous-Cars

โดย Mitsuoka เริ่มนำรถยนต์ขนาดใหญ่มาตกแต่ง จริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกด้วยการนำ Nissan Silvia (S13) มาตกแต่งใหม่ให้เป็นรถยนต์สปอร์ตคลาสสิค ในชื่อรุ่น Le-Seyde ในปี 1990 ที่จำลองแบบมาจากรถ Zimmer Golden Spirit เพียง 500 คันเท่านั้น

ภายหลังจึงเริ่มขยายสู่ตลาด Mass มากขึ้น ด้วยการนำรถยนต์จากค่ายรถชื่อดังหลายแบรนด์ อาทิ Toyota, Nissan หรือ Mazda มาดัดแปลงให้เป็นรถยนต์แบบคลาสสิก ด้วยช่างฝืมือผู้ชำนาญงาน ประกอบด้วยมือ ซึ่งใช้เวลาผลิตต่อคันอยู่ที่ประมาณ 3-9 เดือน

ปัจจุบัน Mitsuoka มีรถยนต์ขายหลากหลายรุ่น อาทิ Viewt, Galue, Ryuki, Rock Star, Himiko, Buddy และสามล้ออย่าง Like-T3 เป็นต้น

Mitsuoka-Himiko

สำหรับ Mitsuoka เข้ามาในไทยได้อย่างไรนั้น? ก็ต้องขอบอกเลยว่า บริษัท มิทสึโอกะ มอเตอร์เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับทาง ยนตรกิจ คอร์ป ในวันที่ 15 กันยายน 2553 ลงขันเปิดบริษัทร่วมกัน ในสัดส่วนการลงทุนระหว่าง Mitsuoka Motor ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 45% กับยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้น 40% ที่เหลือเป็นบริษัทอื่นๆ

เตรียมพร้อมตั้งฐานประกอบรถในไทย โดยใช้โรงงานประกอบรถยนต์ ของยนตรกิจอุตสาหกรรม ย่านร่มเกล้า หลังจากที่แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2551 หวังเปิดตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง ประเดิมเปิดไลน์ประกอบ 2 รุ่น Galue IV และ Himiko ในปี 2554 แต่ก็ทำตลาดในบ้านเราถึงปี 2559 ก็ตัดสินใจยุบตลาด ถอยทัพกลับประเทศไป …

Mitsuoka-Himiko

Mitsuoka Himoko (มิทสึโอกะ ฮิมิโกะ) เป็นยนตรกรรมสปอร์ตคลาสสิค 2 ที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 โดยนำพื้นฐานของ Mazda Roadster (หรือ Mazda MX-5) รหัสรุ่น NC มาตกแต่งใหม่ด้วยช่างผู้ชำนาญมากถึง 45 คน

ตั้งชื่อรุ่นรถตามองค์ราชินี “ฮิมิโกะ” ผู้ปกครองอาณาจักร “ยามาไต” ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีอยู่จริงประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว ให้ภาพความสง่างาม เกียรติยศ และรัศมีแห่งความงดงามที่เปี่ยมคุณค่า น่าหลงใหล มีพลังที่น่าดึงดูดใจตามรูปลักษณ์ของราชินี Himiko อย่างแท้จริง ในราคา 3,750,000 บาท

ตัวรถภายนอก ออกแบบโดย Takanori Aoki ผสมผสานกลมกลืนระหว่างรถยนต์สมัยใหม่ กับเส้นสายโค้งมนของรถคลาสสิค แบบ Long-Nose / Short-Deck กล่าวคือ อัตราส่วนระหว่าง ความยาวของบังโคลนหน้ากับช่วงท้ายรถ เป็นอัตราส่วนทอง คือ 7 : 3 งดงามเปรียบประดุจอัญมณีล้ำค่า แลดูยังคล้ายกับรถ Jaguar XK120 และ Morgan Aero 8 อีกด้วย

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 162 แรงม้า ที่ 6,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 189 นิวตัน-เมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Manual Shift Mode ขับเคลื่อนล้อหลัง เปิดประทุนได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ในเวลา 12 วินาที

Mitsuoka-Himiko-Classic

ในปี 2555 ได้เปิดตัว Mitsuoka Himiko Classic ตกแต่งพิเศษด้วยตัวถังสีทูโทน Brilliant Black / Strong Red เบาะที่นั่งพร้อมแผงประตูหนังแท้สีแดง ตัดเย็บด้วยช่างฝีมือประณีต ภายในตกแต่งด้วยลายไม้สวยเก๋ คลาสสิคอย่างเหมาะเจาะลงตัว เพิ่มความหรูหราอีกระดับด้วยคิ้วโครเมี่ยมรอบคัน ผลิตเพียง 20 คัน เท่านั้น ในราคา 3,880,000 บาท

Mitsuoka-Himiko-Limited-Edition-2015

จนในเดือนมิถุนายน 2558 เปิดตัว Mitsuoka Himiko Limited Edition High Impack Color ในงาน Bangkok Auto Salon 2015 ออกแบบด้วยสีสันตัวรถที่สดใส ใช้โทนเขียวและส้ม ตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ดำ เอาใจคนรักสปอร์ตสไตล์คลาสสิก ใช้ล้อแม็กสีดำขนาด 17 นิ้ว ท่อไอเสียคู่ ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยพัฒนาร่วมกับ TRUST / GReddy บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับจากทั้ง Race & Street Tuner

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนเขียวและส้ม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น ในราคา 3,980,000 บาท!

แล้วก็หายไปเงียบจากท้องตลาด!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothai คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

10-Cars-Built-By-Recycled-Parts-From-Other-Brands

การที่บริษัทรถยนต์จะสร้างรถรุ่นหนึ่งขึ้นมา ต้องระดมวิศวกร นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ วิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลนับพันล้านหมื่นล้านบาท เพื่อรังสรรค์รถออกมาขายชาวโลกกันสักรุ่น

แต่รถจากบริษัทที่มีต้นทุนไม่สูงล่ะ หรือบริษัทที่ผลิตรถสปอร์ต รถซูเปอร์คาร์ในตำนานทั้งหลาย ที่อยากสร้างรถยนต์ออกมาสักคัน แต่จะจ้างให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนออกมาใหม่ทั้งหมดเลย ต้นทุนก็อาจจะมากหลายแน่ๆ เอาชิ้นส่วนจากรถบ้าน รถราคาถูก ที่มาใส่แล้วดูลงตัว มาใช้เลยดีไหมล่ะ!

MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 รถในตำนาน ที่มีชิ้นส่วนจากรถแบรนด์อื่น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า …

Citroen-CX-Jaguar-XJ220

1. กระจกมองข้าง Citroen CX ใน Venturi Atlantique, Aston Martin Virage, Lotus Esprit (MK2), TVR Griffith, McLaren F1, Spectre R42 และ Jaguar XJ220

ถ้าจะบอกว่า กระจกมองข้างรถรุ่นอะไร ที่เหล่ารถซูเปอร์คาร์ นิยมหยิบยืมมาใช้กันมากที่สุด? ผมคงต้องยกให้ กระจกมองข้างของ “Citroen CX (ซีตรอง ซีเอ็กซ์)” นั่นล่ะครับ แต่ขอบอกว่าเป็นกระจกของ Citroen CX ในรุ่นช่วงประมาณยุค 80 ครับ

ซึ่งเจ้ากระจกมองข้างนี้ ดีไซน์ได้สวย จนเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง สำหรับสำนักผลิตรถสปอร์ตจากอังกฤษ และฝรั่งเศส ในยุค 80 และ 90 เอามากๆ รวมไปถึงในรถยี่ห้อ TVR แทบทุกรุ่น และยี่ห้อ Marcos มีเห็นใช้กันเยอะซะจนนึกว่า มันร่วงลงมาจากท้องฟ้าเลยทีเดียว!

Mazda-Astina-Aston-Martin-DB7

2. ไฟท้าย Mazda 323 Astina ใน Aston Martin DB7

Aston Martin DB7 (แอสตันมาร์ติน ดีบี7) นับว่าเป็นรถในตระกูล DB ที่ถูกพัฒนาขึ้นและออกขายในปี 1994 แต่ด้วยต้นทุนที่จำกัด บวกกับ Ford ไม่เห็นด้วยกับใช้งบพัฒนารถใหม่ ทำให้ Aston Martin จึงต้องนำ XX Project ที่จะเอาไปพัฒนา Jaguar F-Type (XJ41/42) ของ Ian Callum และ Keith Helfet ออกแบบไว้ มามาปรับปรุงแทน ซึ่ง Project นี้ก็ใช้งบไปถึง 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้ว

ซึ่ง Aston Martin DB7 จำเป็นต้องหยิบยืมที่เปิดประตูจาก Mazda MX-5, หรือสวิตซ์กระจกไฟฟ้าจาก Ford Scoprio รวมไปถึงกระจกมองข้างจาก Citroen CX และไฟท้ายจาก Mazda Astina (หรือ 323F ในยุโรป) มาใช้รถตัวเอง แต่มันก็ดูลงตัวดีนะ

Austin-Maestro-Van-Land-Rover-Discovery

3. ไฟท้าย Austin Maestro Van ใน Land Rover Discovery

แม้ว่ารถ Austin Maestro ในบ้านเราจะแทบไม่มีใครรู้จัก แต่กับ Land Rover Discovery (แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่) เป็นรถที่ขึ้นชื่อในบ้านเรามาก ในช่วงที่รถ SUV กำลังบูมในยุค 80 ตัวบริษัท Land Rover เอง ฐานะก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก การที่คิดสร้างใหม่ ก็คงต้องมองหาชิ้นส่วนจากรถในเครือมาร่วมใช้ เพื่อประหยัดเงินค่าผลิตได้มากที่สุด

ซึ่งต่างจากในปัจจุบันลิบลับ เพราะเจ้า Discovery ดูหรูหราราคาแพงเอามากๆ ในตอนนั้น Land Rover Discovery ต้องหยิบยืมแชสซีส์แบบขั้นบันได ประตู กระจกหน้ารถ จากรุ่นใหญ่อย่าง Range Rover และไฟท้ายจาก Austin Maestro Van มาใช้

Rover-Toyota-Lotus-Esprit

4. ไฟท้าย Rover SD1 และ Corolla Levin ใน Lotus Esprit

ถ้าให้ผมพูดถึง Rover SD1 (โรเวอร์ เอสดี 1) นี่นับว่าเป็นรถธงรุ่นหรูหราของ Rover ในยุคก่อนขาลงเลย ซึ่งก็มีราคาแพงมากอีกด้วย (ในเมืองไทย ผมเคยเห็นรถรุ่นนี้เพียงแค่คันเดียว) สำหรับ SD นั้นย่อมาจาก “Specialist Division” ส่วน “1” ก็เป็นรถรุ่นที่หนึ่ง ที่ทีมดีไซน์ได้ทำเป็นคันแรก ต่อมารุ่นนี้ คือรถในตระกูล Rover 800

ทีมงานของ Lotus บริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดย Colin Chapman จึงขอหยิบยืมไฟท้ายรถรุ่นต่างๆ มาใช้ใน Lotus Esprit (โลตัส เอสพรี) นับตั้งแต่ไฟท้าย Series 1 ที่นำมาจาก Fiat X1/9 หรือ Series 4 หยิบยืมไฟท้ายมาจาก Corolla Levin มาใช้ (หรือ Toyota AE86 ที่เรารู้จักกันนั่นเอง)

Morris-Marina-Lamborghini-Urraco

5. ที่เปิดประตูของ Morris Marina ใน Lamborghini Urraco, Range Rover, Lotus Esprit และ Reliant Scimitar

รถอังกฤษในยุค 70 ที่ในบ้านเราคนไม่นิยมกันเท่าไหร่ รวมไปถึงคนอังกฤษด้วยนั่นล่ะ รถที่ราคาถูกแต่คนกลับเฉยๆ อย่าง Morris Marina ที่เคยคิดเทียบชั้น Volkswagen Golf สุดท้ายก็พังพินาศไปพร้อมกับ British Leyland กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกใจผู้ผลิตรถสปอร์ตกันเป็นแถว

ที่เปิดประตูของ Morris Marina มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียบๆ กลับถูกใจรถยนต์หลายแบรนด์ทั้ง Lamborghini, Range Rover และ Ralient จนต้องขอนำไปใช้ซะงั้น

Ford-Mondeo-Noble-M12

6. ไฟท้าย Ford Mondeo ใน Noble M12

ถ้าจะให้พูดถึง Noble บ้านเราอาจจะนึกถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่ในอังกฤษ ชื่อนี้นอกจากจะหมายถึงขุนนางแล้ว ยังหมายถึงบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตอีกด้วย โดย Noble M12 รถสปอร์ตตัวถังกว้างคันนี้ ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 – 2008 ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 300 แรงม้า ขนาด 3.0 ลิตร 350 แรงม้า ที่โมดิฟายจาก Ford

ไหนๆ ก็ใช้เครื่องยนต์ของ Ford แล้ว ก็ขอยืมไฟท้าย Ford Mondeo Mk1 ที่ขายในช่วงปี 1992 – 1996 มาใช้ด้วยซะเลย

Bova-Futura-McLaren-F1

7. ไฟท้าย Bova Futura ใน McLaren F1

McLaren F1 (แม็กลาเรน เอฟ1) ถือเป็นรถที่สุดยอดอีกคันหนึ่งที่ผลิตออกมาในปี 1992 – 1998 เพียงแค่ 106 คันในโลก สร้างตำนานให้กับวงการรถซูเปอร์คาร์ เริ่มตั้งแต่ที่นั่งคนขับที่อยู่ตรงกลางแบบรถ F1 รวมไปถึงขุมพลังขนาด 6.1 ลิตร จาก BMW S70/2 V12 ให้ม้า 618 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด สร้างสถิติความเร็วสูงสุดได้ถึง 386.4 กม./ชม. เอากินเนสส์บุ๊คไปเลย!

แต่ใครจะไปรู้ว่า กระจกมองข้างของ McLaren F1 หยิบยืมมาจาก Volkswagen Corrado และไฟท้ายจะหยิบยืมมาจากรถโค้ชคันใหญ่อย่าง Bova Futura แห่งเนเธอร์แลนด์ …

Fiat-Punto-MG-XPower-SV

8. ไฟหน้า Fiat Punto ใน MG XPower SV

MG XPower SV รถสปอร์ตอังกฤษรุ่นสุดท้ายจากค่าย MG ผลิตในปี 2003 – 2005 ในยุคที่ยังไม่แปลงสัญชาติเป็นจีนแบบทุกวันนี้ ภายใต้แบรนด์ MG ที่ตั้ง X Power ขึ้นมาเพื่อแต่งรถในเครือโดยเฉพาะ

เป็นรถรุ่นเกิดจากรถต้นแบบ MG X80 ที่เอา MG TF มาพัฒนา ขยายร่างให้กว้างขึ้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร 320 แรงม้า และ 5.0 ลิตร 385 แรงม้า จาก Ford และเอาอะไรหลายๆ อย่างมารวมๆ กัน อย่างไฟหน้าก็ยืมมาจาก Fiat Punto มาใส่ … จึงมีผู้กล้าซื้อแค่ 9 คัน!

Nissan-300ZX-Lamborghini-Diablo

9. ไฟหน้า Nissan Fairlady Z 300ZX ใน Lamborghini Diablo

รถที่ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์แรงแห่งยุค 90 อีกหนึ่งรุ่นนั่นก็คือ Lamborghini Diablo (ลัมโบร์กินี ไดอะโบล) ที่ผลิตออกมาในปี 1990 – 2001 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร V8 ด้วยยอดการผลิตประมาณ 2,900 คัน ซึ่งคำว่า Diablo หมายถึง “ปีศาจ” ในภาษาสเปน

แต่ไฟหน้าแบบ Pop-Up แบบนี้ ไม่ปลอดภัยแก่ผู้เดินถนน (เวลาโดนชน) เอาเสียเลย ค่ายรถแต่ละค่ายต้องทยอยปรับเปลี่ยนกันเป็นแถว ส่วน Lamborghini นึกไม่ออกว่าจะปรับโฉมหน้าตาเจ้า Diablo อย่างไรดี ในปี 1998 ก็เลยขอยืมไฟหน้าของ Nissan Fairlady Z (Z33) มาใส่เลยละกัน ดูลงตัวดีด้วย

BMW-E21-Venturi-400GT

10. ไฟท้าย BMW E21 ใน Venturi 400GT

Venturi (เวนทูรี่) ค่ายรถสปอร์ตจากฝรั่งเศส (ในอดีต) จาก 2 วิศวกร Claude Poiraud และ Gérard Godfroy ก่อตั้ง MVS (Manufacture de Voitures de Sport) เพื่ออยากให้ฝรั่งเศส มีรถแนว GT เหมือนรถของประเทศอื่นๆ บ้าง ในปี 1984

และมีรถที่แรงที่สุดในค่ายอย่าง Venturi 400GT ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 ของ PRV รีดแรงม้าออกมาได้ 408 ตัว ทำความเร็วได้สูงสุด 290 กม./ชม.

ที่ค่ายรถที่เคยมีคนไทย (เจ้าของบริษัท เบนซ์ศรีนครินทร์ หรือ นิช คาร์ ในปัจจุบัน) ซื้อมาเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ช่วงสั้นๆ แต่เกิดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี บริษัทนี้ก็ล้มไปอีกรอบ ปัจจุบันกลายเป็นของ Gildo Pallanca Pastor คนสัญชาติโมนาโกซื้อไปตั้งแต่ปี 2001 ตอนนี้เน้นไปทางรถยนต์ไฟฟ้า และ Formula E มากกว่า

สำหรับ Venturi Coupe, Venturi 260, Venturi 400GT หรือ ได้หยิบยืมชุดปัดน้ำฝนมาจาก Mercedes-Benz มาใส่ มันก็ดูลงตัวดีนะ พร้อมกับไฟท้ายจาก BMW Series-3 (E21) ส่วน Venturi Atlantique หยิบยืมชุดไฟท้ายมาจาก Ford Sierra Sapphire

แล้วคุณล่ะ คิดว่าแต่ละอย่างที่หยิบยืมมาใส่ “ลงตัว” พอแล้วหรือยัง?

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก :

What-Is-Alcantara-Seat

รถยนต์ในบ้านเราแต่เมื่อแต่อดีตนั้น การขายรถยังไม่ดุเดือดแบบในทุกวันนี้ วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งภายใน ก็มักจะเป็นแบบง่ายๆ ไม่เน้นความหรูหรา เน้นความทนทานเป็นหลัก แต่พอเริ่มเข้าสู่ยุค 80 ที่รถยนต์เริ่มมาพร้อมความทันสมัยมากขึ้น ความหรูหราก็ถูกประเคนเข้ามาแต่งเติมในรถยนต์มากขึ้น

แม้กระทั่งเบาะนั่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในรถ ก็ถูกพัฒนาให้สอบรับกับสรีระคนขับ หรือผู้โดยสาร ได้ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) มากขึ้น วัสดุที่ใช้ จากแต่เดิมที่เบาะนั่งเป็นแบบหนังเทียม หรือไวนิล ก็พัฒนาไปเป็นเบาะผ้าแบบต่างๆ เช่น แบบสักหลาด แบบกำมะหยี่ หรือเบาะหนังแท้ เป็นต้น

และเบาะ Alcantata (อาคันทารา) ที่หลายคนเรียก “เบาะหนังกลับ” ล่ะ ที่เพิ่งจะเป็นที่นิยมในรถหรู รถสปอร์ต หรือรถ Supercar ตั้งแต่ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานั่นเอง มีที่มาจากอะไร? และใช้วัสดุอะไร ในการผลิต?

หลายคนมีความสงสัย MR.CARRO จึงขอตอบทุกข้อข้องใจใน ณ ที่นี้ …

What-Is-Alcantara-Seat

วัสดุ Alcantara ที่ตกแต่งภายในรถยนต์

Alcantara (อาคันทารา) เป็นชื่อของแบรนด์ของวัสดุสังเคราะห์อย่าง Polyester ประมาณ 68% และ Polyurethane ประมาณ 32% พัฒนาขึ้นโดยผสมผสานผ้าและเส้นใยพลาสติก มาเพื่อทดแทนหนังกลับแท้ๆ โดย Miyoshi Okamoto นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับบริษัทเคมี Toray Industries Inc. ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 1970

What-Is-Alcantara-Seat

วัสดุสังเคราะห์ของ Alcantara ให้ความรู้สึกนุ่มนวล

โดยเริ่มแรกเรียกวัสดุสังเคราะห์ชนิดนี้ว่า Ecsaine ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Ultra Suede

มาถึงช่วงประมาณในปี 1972 จึงได้ร่วมมือกับบริษัทเคมีของอิตาลี ANIC S.p.A. (หรือ Azienda Nazionale Idrogenazione Combustibili) หรือชื่อในปัจจุบัน Eni S.p.A. (ในภาษาอิตาลี ย่อมาจาก Ente Nazionale Idrocarburi หรือในภาษาอังกฤษ National Hydrocarbons Authority) พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน พร้อมตั้งบริษัทชื่อ Antor S.p.A.

ในปี 1973 จึงก่อตั้งบริษัทร่วมกันในชื่อ Iganto S.p.A. (ชื่อบริษัท ย่อมาจาก I = Italia หรือ Italy ในภาษาอังกฤษ, G = Giappone หรือ Japan (ญี่ปุ่น) ในภาษาอังกฤษ ANic และ TOray) ถือหุ้นระหว่าง ANIC 51% และ Toray 49% ก่อนจะเจาะกลุ่มตลาดแฟชั่น และกลุ่มอุปกรณ์ตกแต่ง

Fiat-X1-9

และในปี 1978 รถ Fiat X1/9 รถสปอร์ตขนาดเล็ก เครื่องวางกลางรุ่นยอดนิยม ก็ได้ใช้วัสดุของ Alcantara ตกแต่งในรถเป็นครั้งแรก

ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Alcantara S.p.A. ในปี 1981 และในปี 1995 จึงมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหม่ ทาง ENI ของอิตาลีถอนตัวออก กลายเป็นทางญี่ปุ่น Toray และ Mitsui เข้ามาถือหุ้นในบริษัทเต็มตัว ก็เลยเรียกได้ว่า เป็นบริษัทของญี่ปุ่น ที่ทำธุรกิจอิตาลีไปละกัน แต่ฐานการผลิต ก็ยังคงอยู่ที่ Nera Montoro ใกล้กับกรุงโรม เช่นเดิม

What-Is-Alcantara-Seat

รถ Supercar ของอิตาลี นิยมตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara

โดย Alcantara ขายความเป็นเบาะ Made in Italy จึงมีราคาค่อนข้างสูง และนิยมใช้กันในรถหรูหรา รถสปอร์ต

เนื้อของวัสดุจะดูคล้ายๆ หนัง แต่สัมผัสแล้วนุ่มมือ มีความละเอียดกว่า ไม่ลื่นแบบไหลลื่น เหมือนเบาะหนังแท้ อีกทั้งเป็นวัสดุไม่ลามไฟ จึงนิยมนำมาใช้ในรถแข่ง และรถสปอร์ต

What-Is-Alcantara-Seat

แต่แล้วข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย เนื่องจากเบาะ Alcantara มีราคาแพงเพราะขายแบรนด์เนม และลักษณะการใช้งาน คล้ายกับเบาะผ้าสักหลาด หรือผ้ากำมะหยี่ นั่นคือ “อมฝุ่นมาก” การทำความสะอาดต้องใช้น้ำยาเช็ดเบาะ หรือลูกกลิ้งดูดฝุ่น แต่ถ้าจะให้ง่ายก็ขับรถเข้าร้านคาร์แคร์ ดูดฝุ่นเบาะทำความสะอาดเลยดีที่สุด

What-Is-Alcantara-Seat

การออกแบบและพัฒนาเบาะของโรงงาน Alcantara

ส่วนถ้าใครอยากขายรถคันเดิม เพื่อดาวน์รถคันใหม่ ซื้อรถคันใหม่ ก็สามารถนำรถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express คลิกที่นี่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

5-Cabriolet-Cars-Price-Not-Over-700000-Baht

หนุ่มในวัยกลางคนหลายคน เมื่อทำงานทำงานจนคิดว่า “มั่นคง” ในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีทุนทรัพย์พอที่อยากจะมีรถแบบที่เรียกว่า “Toy Boy” ไว้ขับเล่นในวันหยุด หนึ่งในตัวเลือกนั้นก็คือ “รถเปิดประทุน” ซึ่งก็มีให้เลือกกันหลายยี่ห้อ หลายรุ่น และหลายระดับราคา

แต่ขึ้นชื่อว่า “รถเปิดประทุน” นี่ ราคาตัวรถก็แพงกันตั้งแต่ป้ายแดงยันไปถึงมือสองเลย ซึ่งราคาก็ไม่ค่อยตกนัก และการขับรถเปิดประทุนในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา มันก็เหมาะแค่ช่วงหน้าหนาว หรือตอนเช้าๆ … แต่บางสถานการณ์ จะให้มาเปิดหลังคาขับตอนแดดเปรี้ยงๆ หรือตอนอยู่กลางเมือง ในดงรถติด จอดติดไฟแดงข้างรถเมล์ เจอคนบนรถเมล์ถุยน้ำลายลงมา! มันก็ไม่ไหวเท่าไหร่ …

แต่ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็ยังชอบรถเปิดประทุนอยู่ดี แม้ว่าจะมีงบในจำกัด … มาดูกันครับว่า 5 รถเปิดประทุนที่น่าสนใจ ในราคาไม่เกิน “7 แสนบาท” จะมีรุ่นไหนให้เลือกได้บ้าง …

1. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

โดย Mazda MX-5 Miata (NA) ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

2. Toyota MR-S (ZW30)

Toyota-MR-S

Toyota MR-S (ZW30) (โตโยต้า เอ็มอาร์-เอส) หรือ MR2 ในตลาดยุโรปและสหรัฐ เรียกได้ว่า เป็นรถเปิดประทุนยอดนิยมสุดๆ จากโตโยต้า ออกมาตั้งแต่ปี 1999 – 2007 ที่นำเข้ามาโดยผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น หลายคนนิยมไปแต่งเลียนแบบซูเปอร์คาร์รุ่นดังๆ กับบริษัทผลิตชุดแต่งที่ทำชุดแต่งแนวๆ Stylish Parts ออกมาให้เลือกสารพัด ที่มีให้เลือกแต่งกันได้อย่างจุใจ

เครื่องยนต์เป็นแบบวางกลางตัวรถ Mid-Ship Engine แบบรถซูเปอร์คาร์เลย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 140 แรงม้า เหมือนใน Corolla Altis นั่นแล ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด

โดย Toyota MR-S ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท

3. Peugeot 207 CC

Peugeot-207-CC

Peugeot 207 CC (เปอโยต์ 207 ซีซี) สุดยอดรถเปิดประทุนจากฝรั่งเศสอีกหนึ่งรุ่น ที่ราคาพอจะจับต้องได้ นำเข้าโดยยนตรกิจเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์เปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในไทยในเวลานั้น และเป็นรถที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก แต่ในเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ อาจจะหายากและราคาแพงไปหน่อย

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาร่วมกันระหว่า PSA Group อีกทั้งยังครบครันไปด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน และความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม จะบอกให้ว่า ตอนออกป้ายแดง ราคา 2,290,000 บาท!!!

โดย Peugeot 207 CC ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

4.Ford Capri XR2 Turbo

Ford-Capri-XR2-Turbo

Ford Capri XR2 Turbo (ฟอร์ด คาปรี เอ็กซ์อาร์ 2 เทอร์โบ) ในบ้านเราคนส่วนใหญ่อาจจะลืมเลือนกันไปแล้ว รุ่นนี้ นำเข้ามาจากออสเตรเลีย โดย “ยนตรกิจ” เปิดตัวเมื่อปี 1989 แต่กว่าจะเข้ามาในบ้านเรา ก็ประมาณปี 2534 – 2535 ตัวรถออกแบบโดยสถาบัน Ghia ส่วนภายในออกแบบโดย Italdesign

ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะมีคนเล่นกันน้อย แต่ก็มีข้อดีตรงที่ราคามือสองที่ถูกกว่า 3 คันที่เรายกตัวอย่างมา และอะไหล่หลายอย่าง สามารถใช้ร่วมกับรถของ Mazda ได้ (เพราะรุ่นนี้ ใช้พื้นฐานของ Mazda 323) มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร Turbo 134 แรงม้า ที่หยิบยืมมาจาก Mazda

โดย Ford Capri XR2 Turbo ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท

5. Mercedes-Benz SLK-Class

Mercedes-Benz-SLK-Class

Mercedes-Benz SLK-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเค) ถือว่ามีดูมีราคาสุดๆ ในงบไม่เกิน 7 แสนบาท ด้วยภาพลักษร์ของ “ดาวสามห่วง” เอง และความภูมิฐานของ “SLK” รวมถึง “หลังคาเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า” แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาอะไหล่และค่าซ่อมแพง สไตล์เบนซ์ เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2539

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 136 แรงม้า ในรุ่น SLK 200, Kompressor 163 แรงม้า และขนาด 2.3 ลิตร Kompressor 193 แรงม้า และ 197 แรงม้า ในรุ่น SLK 230

โดย Mercedes-Benz SLK-Class ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 590,000 บาท

ใครที่ถูกใจรุ่นไหน แนวไหน ชอบค่ายญี่ปุ่น หรือค่ายยุโรป โปรดเก็บตังค์ซื้อเสียแต่เนิ่นๆ ได้เลยครับ!

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

  • ผู้ขายรถใน Facebook Marketplace
Toyota-Sports-800-GR-Concept

เมื่อ Toyota Gazoo Racing ปลุกปั้น Toyota Sports 800 GR Concept ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง …

หากย้อนกลับไปในช่วงหลาย 50 กว่าปีที่แล้ว หลายคนยังคงจำเจ้า Toyota Sports 800 รถสปอร์ตขนาดเล็กของโตโยต้า ที่เคยมีโลดแล่นบนท้องถนนไทยอยู่หลายคัน (ซึ่งปัจจุบัน กลายเป็นรถที่หายากมากๆ และมีราคาที่สูงลิ่ว)

Toyota-Publica-Sports-Concept

หลังจากที่ Toyota ได้ผลิตและจำหน่ายรถรุ่น Publica ในหลายหลายรูปแบบตัวถังแล้ว จึงอยากคิดโครงการใหม่ ที่ผลิตรถในรูปแบบ Sports 2 ประตู แบบ 2 ที่นั่ง ขึ้นมา เป็นรถต้นแบบในชื่อ “Toyota Publica Sports” และเผยโฉมสู่สาธารณชนในงาน Tokyo Motor Show ปี 1962 ก่อนจะเปิดตัว Toyota Sports 800 ในอีก 3 ปีผ่านมา …

Toyota-Sports-800

Toyota เริ่มพัฒนา Sports 800 โดยฝีมือของนักออกแบบชื่อ Shozo Sato ร่วมกับวิศวกร Toyota ชื่อ Tatsuo Hasegawa อดีตวิศวกร ผู้ออกแบบเครื่องบินรบในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะออกสู่ตลาดในวันที่ 1 เมษายน 1965 โดยทำตลาดในญี่ปุ่นผ่านโชว์รูมเครือข่ายจำหน่ายที่ชื่อ Publica (ต่อมาคือเครือข่ายจำหน่าย Corolla) ในราคา 595,000 เยน มียอดขายตลอด 5 ปี (1965-1969) รวม 3,131 คัน

Toyota-Sports-800

รถรุ่นนี้ มีชื่อเล่น เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า “Yota-Hachi” (ヨタハチ) โดยคำว่า Yota มาจากคำว่า Toyota ส่วน Hachi หมายถึง เลข 8 รวมกันเป็น Toyota 8 นั่นเอง

โดยรถที่เรานำเสนอในวันนี้ อดีต เคยเข้าเป็นร่วมการแข่งขัน Suzuka 500km เมื่อปี 1966 และถูกทิ้งเป็นซากรถ อยู่ในโกดังมานาน โดยรถที่ได้รับการบูรณะใหม่ มีเลขตัวถังหมายเลข 10007 ที่ขับโดยนักแข่งชาวญี่ปุ่น Mitsuo Tamura เข้าอันดับ 2 ในสนามซูซูกะมาแล้ว

Toyota-Sports-800-GR-Concept

ถึงแม้จะมีแรงม้าเพียง 45 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 6.8 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที จากเครื่องยนต์รหัส 2U-B แบบ Boxer 2 สูบ OHV ขนาด 790 ซีซี ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ก็ยังสามารถต่อกรกับรถแข่งรุ่นใหญ่ได้ ด้วยน้ำหนักตัวถังที่เบา ลู่ลม ตัวถังแบบเหล็กกล้าผสมอลูมิเนียม (น้ำหนักรถเพียง 580 กก.) และความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์

Toyota-Sports-800-GR-Concept

Toyota-Sports-800-GR-Concept

ตลอดการแข่งขัน 84 รอบ รถแข่งรุ่นนี้เป็นรุ่นเดียวในสนาม ที่ไม่ต้องเติมน้ำมันตลอดการแข่งขัน และถึงแม้จะผ่านธงตราหมากรุกแล้ว ก็ยังมีน้ำมันเหลือกว่า 30% ของน้ำมันในถัง

Toyota-Sports-800-GR-ConceptToyota-Sports-800-GR-Concept

ซึ่งการบูรณะครั้งนี้ ต้องยกให้ Toyota Gazoo Racing ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยต้องผลิตชิ้นส่วนใหม่มาใช้เป็นจำนวนมาก และช่วงล่างกับเครื่องยนต์ ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด พร้อมกับติดสติ้กเกอร์ที่มีลวดลายตามแบบฉบับ Gazoo สมัยใหม่

Toyota-Sports-800-GR-Concept

Toyota-Sports-800-GR-Concept

Nissan-Silvia

Nissan Silvia รถสปอร์ตในตำนานอีกรุ่นของนิสสัน เตรียมกลับมาขายอีกครั้ง

Nissan-Silvia-Timeline

Nissan Silvia ทั้ง 7 เจเนอเรชั่น ที่ผลิตขายในอดีต

        นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2002 ที่ Nissan ได้เลิกผลิตและจำหน่ายรถสปอร์ตยอดฮิตอย่าง “Nissan Silvia” ตลาดรถสปอร์ตขนาดกลางของญี่ปุ่นก็ดูซบเซาไปมาก เพราะคู่แข่งด้วยกันต่างก็เลิกผลิตหมด จวบจนการกลับมาของ Toyota 86 และ Subaru BRZ เลยทำให้ Nissan คิดได้ว่า น่าจะทำรถประเภทนี้ขายอีกดีกว่า จับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อีกครั้ง ด้วยการนำ Nissan Silvia กลับมาเกิดใหม่

Nissan-Silvia

รูปลักษณ์ภายนอกของ Nissan Silvia ใหม่ ยังคงเส้นสายที่เฉียบคม ที่สื่อทางญี่ปุ่นเรียกว่า “Baby Z” เพราะดูคล้ายกับ Nissan Fairlady Z แบบฉบับย่อส่วน ด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าแบบ V-Motion พร้อมไฟหน้าขนาดเล็กแนวยาว เด่นด้วยล้อแม็กขนาดใหญ่

Nissan-Silvia

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น อาจจะเป็นเครื่องยนต์แบบใหม่ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ ที่มีเทคโนโลยีกำลังอัดแปรผันหรือ Variable Compression Ratio – Turbocharged (VC-T) มาใช้กับใน Silvia ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 268 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 390 นิวตัน-เมตร

โดยรถต้นแบบ Nissan Silvia ใหม่ เตรียมตัวโชว์ในงาน Tokyo Motor Show 2017 ที่กำลังจะมาถึงนี้

ข้อมูลและภาพ Render จาก Spyder7 และ Response.jp