Carro-Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

ตอนนี้ต้องบอกได้เลยว่าตลาดรถมือสองบ้านเรา เจอวิกฤตช่วงโควิด-19 เข้าไป กระทบถึงบรรดาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ถ้วนหน้า นับตั้งแต่รถใหม่ป้ายแดง ที่สต๊อกรถยนต์ยังล้น ซัพพลายเออร์มีคำสั่งซื้อลดลงเรื่อยๆ จนค่ายรถยนต์หลายค่ายต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราว

นับตั้งแต่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และการรณรงค์ Work From Home “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ก็กระทบต่อภาวะการขายรถยนต์อย่างหนัก ซึ่งในวงการรถมือสองก็กระทบไปด้วย จากการที่ลูกค้าถูกเลิกจ้างชั่วคราว หยุดทำงานโดยไม่รับเงินเดือน หรือถูกปลดออกจากงาน

MR.CARRO จะมาวิเคราะห์ตลาดรถมือสอง ปี 2020 หลังจากหมดโควิด-19 จะเป็นอย่างไร? โอกาสทอง หรือ หน้ามืด!

Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

จากข้อมูลของ คุณภิญโญ ธนวัชราภรณ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับผู้ประกอบการรถมือสองที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไว้ในแฟนเพจของทางสมาคมฯ ว่า

“ผู้ประกอบการที่ดี ต้องปรับตัวให้เร็วและแม่นยำ การถือ Stock เป็นจำนวนมากเกินไปจะทำให้อุ้ยอ้าย และปรับตัวได้ช้า ผู้ประกอบการควรถือ Stock ที่ปลอดภัย เน้นรถที่ซื้อง่ายขายคล่อง และเน้นรถ Brand หลัก ที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นขายได้เร็ว และกำไรไม่ต้องมากลด Stock ที่ไม่มีความจำเป็นออก ถ้าจำเป็นต้อง Cut Loss ก็ให้ Cut Loss ให้เร็ว อย่าก่อหนี้เพิ่มถ้าไม่จำเป็น เพราะดอกเบี้ยไม่มีวันหยุด ในขณะที่รายได้ในปีนี้ อาจจะลดลงตลอดทั้งปี อาจต้องยอมขายรถในราคาที่เบียดกับต้นทุน เพื่อให้รถออกจากเต็นท์ไว อาจจะยอมขายขาดทุนด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องรีบขาย

ซึ่งทางนายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ได้แนะนำถึงวิธีรับมืออีกว่า “ทางรอดของเราคือ ปรับตัวให้เร็วและแม่นยำ ถือสต๊อกในจำนวนที่ปลอดภัย เน้นแบรนด์หลักที่มีความเสี่ยงต่ำ ขายเร็วกำไรไม่ต้องมาก ที่สำคัญอย่าสร้างภาระหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น เพราะดอกเบี้ยจะไม่ลดลงตาม”

“และผู้ประกอบการ ควรมองหาช่องทางที่จะเพิ่มมูลค่าของการบริการ รวมถึงการสร้างความมั่นใจ เชื่อถือ และความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคและสังคม เนื่องจากสถานการณ์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติ นี่จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมและอยู่ในใจของผู้บริโภค”

“ยอดขายรถมือสองในตอนนี้ ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ยอดขายหายไปประมาณ 40% ขณะที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อสุดๆ เพราะปัจจุบัน 90% เป็นลูกค้าขอสินเชื่อผ่านไฟแนนซ์ และ 10% ซื้อรถด้วยเงินสด”

Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

ถ้าจำกันได้ ช่วงต้นปี 2563 บรรดาค่ายรถหลายค่ายในบ้านเรา ต่างประเมินถึงยอดขายรถยนต์ป้ายแดงปีนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจย่ำแย่ในปีที่ผ่านมา บางค่ายโชว์ตัวเลขที่หนึ่งล้านคัน ส่วนบางค่ายก็ต่ำกว่าล้านคัน ถ้าหลังจากผ่านวิกฤตโควิด-19 นี้ไป ผมคาดว่ายอดขายรถป้ายแดงปีนี้น่าจะไม่ถึง 9 แสนคันด้วยซ้ำไป เนื่องจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบไปอย่างหนัก ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ อาจจะเหลือเพียง 7 แสนคัน ซึ่งลดลงประมาณร้อยละ 30 และอาจจะลงไปถึง 5 แสนคัน ด้วยซ้ำไป!

ซึ่งภาคการผลิตรถยนต์ในประเทศปีนี้ ต่ำกว่าเป้าเยอะ รวมถึงยอดส่งออกด้วย สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจได้ดีเลยทีเดียว

โดยปกติ กรณีเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายรถใหม่จะลดลง แต่ยอดขายรถมือสองนั้น มักได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากผู้ที่มีกำลังเล่นรถป้ายแดงไม่ไหว ก็จะหันไปซื้อรถมือสองแทน ซึ่งในตลาดรถมือสองตอนนี้ ก็มีหลายรุ่น ที่ถูกลงกว่าเดิมในหลักหมื่นบาท ไปจนถึงหลักแสนบาท ถึงเราเชื่อว่าหากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป ราคารถมือสองคงไม่ได้ตกต่ำแบบในเวลานี้แน่นอน

จากการสำรวจของทีมงาน CARRO พบว่า รถหลายรุ่นที่ราคาลดเยอะพอสมควร อาทิ Toyota Yaris รุ่นปี 2014 ราคาลงมาอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท จากเดิมอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 3 แสนบาท ส่วน Honda Jazz (GK) ราคาปรับมาอยู่ที่ 370,000 บาท ซึ่งจากเดิมราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 4 แสนบาท

หรือ Honda Civic (FC) ราคาปรับลงมาเหลือเริ่มต้นที่ 5 แสนกว่าบาท จากเดิมเริ่มต้นอยู่ที่ 6 แสนกว่าบาท และ Toyota Camry รุ่นปี 2012 ราคาเริ่มต้นหล่นลงมาอยู่ที่ 4 แสนกว่าบาท ส่วนในตัวโฉม Hybrid ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 450,000 บาท

แต่ในครั้งนี้ ลูกค้ารายใหญ่ที่มีฐานเงินเดือนไม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดรถมือสอง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก รถมือสองย่อมได้รับผลกระทบไปเต็มๆ คาดว่าจะมีลูกค้าทิ้งรถ เนื่องจากผ่อนไม่ไหวกันเป็นจำนวนมาก กำลังซื้อที่พอมีอยู่ประปราย ถึงตอนนี้ “นิ่งสนิท” มีแต่ผู้อยากขายรถเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ซื้อก็ยังมีอยู่ แต่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีเงินเย็น รอช้อนของถูกอยู่ในมือจริงๆ

Buy-Secondhand-Car-Oldyear-Or-Newyear

สรุป

ผลกระทบของโควิด-19 ต่อวงการรถมือสองนั้น เนื่องจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบจำนวนมหาศาล จากแต่เดิมเศรษฐกิจของไทยก็แย่อยู่แล้วยิ่งส่งผลกระทบอย่างมาก จากธุรกิจบริการต่างๆ ต้องปิดบริการกันเยอะมาก ต้องขายรถเท่าทุน หรือขายตัดขาดทุนก็ต้องยอม

เมื่อคนขาดสภาพคล่อง จนต้องมีการขอพักชำระหนี้ ชลอการจ่ายค่างวดรถกันยกใหญ่ และการจะซื้อรถสักคัน การอนุมัติสินเชื่อรถยนต์มือสองของไฟแนนซ์ ก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้ตลาดรถมือสองในปี 2563 นี้ ว่าหน้ามืดทีเดียว

แต่ก็ยังเป็นโอกาสอยู่บ้าง สำหรับดีลเลอร์ที่มีสะสมเงินเย็นไว้อยู่มาก เนื่องจากตอนนี้เองก็มีลูกค้านำรถมาขายกันเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสในการช้อนซื้อรถเข้าเต็นท์ได้ในราคาถูก เลือกรถคันที่ชอบได้ เพื่อเอาไว้ขายต่อในอนาคต แต่ก็เป็นส่วนน้อยอยู่ดี เพราะบรรดาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ก็เป็นเงินหมุน เงินกู้ ทั้งนั้น

ก็ได้แต่ต้องบอกคำว่า “สู้ สู้” ครับ!

สำหรับดีลเลอร์รายใด หรือผู้ประกอบการรายใด ตอนนี้ยังพอมีกำลังซื้อรถอยู่ หรือผู้ที่อยากขายรถแบบเยอะๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ สามารถ Inbox มาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand หรือโทร. 02-508-8425 ในเวลาทำการ (จันทร์-ศุกร์ 9.30 – 18.30 น.) หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่นี่ครับ @Carropartner —> เพิ่มเพื่อน

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

เชื่อว่าทุกคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงรถยนต์มือสองต้องเคยได้ยินปัญหาประเภท “รถสวมทะเบียน” “รถย้อมแมว” “รถตัดต่อ” หรือกรณีเลวร้ายสุดๆ อย่าง “รถขโมยมาขาย” มาก่อนแน่นอน ซึ่งใครที่ต้องประสบเหตุการณ์ทำนองนี้เข้ากับตัวเองก็คงเจ็บปวดใจไปตามๆ กัน เสียทั้งทรัพย์ ทั้งความรู้สึก แถมดีไม่ดียังต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาลอีกด้วย เพราะเหตุนี้เอง ภาพลักษณ์ของวงการรถมือสองจึงยังคงติดลบในสายตาของคนไทยจำนวนมาก ทั้งที่ผู้ประกอบการดีๆ ก็มีอยู่มากมาย

แต่เดี๋ยวนี้ช่องทางในการซื้อรถยนต์มือสองมีเพิ่มขึ้นมามากมาย แต่วิธีการดั้งเดิมที่ใช้กันมาตลอดก็คือ การซื้อจากคนขายโดยตรง หรือเลือกซื้อจากเต็นท์รถมือสองทั่วไป

Carro-Rebrand-To-2020

ซึ่งผู้บริหาร CARRO Thailand มานิต โกการ์ ได้ให้ความเห็นว่า “ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 80% เลือกหาข้อมูลรถมือสองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผ่านเว็บไซต์รถมือสองทั่วๆ ไป ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน แต่เราได้ให้ความสำคัญกับบริการที่แตกต่างจากเว็บไซต์รถยนต์ทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่สนใจซื้อรถมือสอง จากเต็นท์ และรถบ้าน ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบความมั่นใจในด้านต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกหารถแต่ละคัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าเว็บไซต์รถมือสองเจ้าอื่นๆ”

ดังนั้น CARRO ขอแนะนำให้ตรวจสอบเบื้องต้น 3 อย่างใหญ่ๆ คือคนขาย, เล่มทะเบียน, สภาพรถยนต์ ที่หลายคนอาจมองข้ามไปก่อนการซื้อรถมือสองซักคัน ดังนี้

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

1. เช็คคนขาย

การเช็คคนขายแบบง่ายๆ เลยก็คือ ผู้ขายรถมือสองให้กับคุณอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อนี้

1.1 มีตัวตนจริง และเป็นเจ้าของรถตัวจริง
ซึ่งในจุดนี้ต้องมีหลักฐานยืนยัน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน (หรือสำเนาที่มีการเซ็นรับรองอย่างถูกต้อง กำกับว่าใช้ในกิจธุระใด) และสมุดเล่มทะเบียนรถ ซึ่งชื่อที่ปรากฎอยู่บนเล่มทะเบียนว่าเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ีรถเป็นคนสุดท้าย จะต้องมีชื่อตรงกับบัตรประชาชน

1.2 มีช่องทางที่สามารถติดต่อกับผู้ขายได้อย่างสะดวก
การติดต่อกับผู้ขายนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการตกลงซื้อขาย หรือแม้แต่เสร็จสิ้นกระบวนการซื้อและโอนไปแล้วก็ตาม จงตระหนักว่าคุณไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากซื้อรถยนต์ใช้แล้วมาขับขี่จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง ฉะนั้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจกับข้อมูลส่วนนี้

Register-Book

2. เช็คเล่มทะเบียนรถ

ก่อนจะเช็คเล่มทะเบียน อยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า เล่มทะเบียนรถให้ข้อมูลอะไรกับคุณได้บ้าง ข้อมูลบนเล่มทะเบียนแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 

1. รายการจดทะเบียน ทำให้ทราบว่ารถจดทะเบียนตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไหน ให้ข้อมูลพื้นฐานของรถ (ยี่ห้อ/รุ่น/รุ่นย่อย/ปี/สี/เครื่องยนต์/เชื้อเพลิง ฯลฯ) รวมถึงข้อมูลเฉพาะอย่างเลขเครื่อง และเลขตัวถังด้วย 

2. เจ้าของรถ จะบอกได้ว่าใครเคยถือกรรมสิทธิ์รถคันนี้บ้างตามลำดับ 

3. รายการบันทึกของเจ้าหน้าที่ (มักจะอยู่ที่หน้า 18 ของเล่มทะเบียน) เป็นส่วนที่ทำให้รู้ว่ารถมีที่มาที่ไปอย่างไร และผ่านอะไรมาบ้าง เช่น จดทะเบียนที่จังหวัดไหน เป็นรถจดประกอบหรือไม่ เคยเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง เปลี่ยนสี ติดแก๊ส ฯลฯ หรือไม่ เป็นต้น

ส่วนการตรวจสอบเล่มทะเบียนอย่างละเอียดด้วยตัวเอง มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

2.1 เช็คข้อมูลในรายการบันทึกของเจ้าหน้าที่ก่อน ว่าตรงกับสิ่งที่คนขายบอกคุณหรือไม่ ถ้าไม่ตรง ขอเตือนไว้เลยว่า “อันตราย” แล้ว โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนสี

2.2 หากรถคันนั้นมีประวัติการแจ้งจอด หรือเล่มเก่าชำรุด/สูญหาย ขอให้ขีดเส้นใต้ไว้ในใจเลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล (แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะถูกหลอกเสมอไปหรอกนะ) โดยเฉพาะรถที่เคยแจ้งจอด ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงว่ารถอาจมีปัญหาจนเจ้าของเดิมซ่อมไม่ไหว รวมถึงรถอาจไม่ได้รับการดูแล และการซ่อมบำรุง เพราะไม่ได้ถูกใช้งาน

ส่วนกรณีที่ผู้ขายเคยขอเล่มทะเบียนใหม่ เพราะเล่มเก่าชำรุด/สูญหายนั้น แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง แต่ผู้ซื้อรถยนต์มือสองทุกคนควรรอบคอบไว้ก่อน หากชอบรถคันนั้นมากก็ควรไปโอนที่กรมขนส่งให้ถูกต้อง ทางที่ดีอย่าเพิ่งโอนเงินให้คนขายจนกว่ากระบวนการโอนรถจะสิ้นสุด

2.3 เช็คในหน้าเจ้าของรถ ส่วนนี้จะบอกลำดับผู้ถือกรรมสิทธิ์เรียงจากเก่าไปใหม่ตามวันที่ครอบครองรถ ทำให้ได้รู้ว่ารถผ่านมาอย่างน้อยกี่มือแล้ว และเคยเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารหรือไม่ นอกจากนี้บางคนอาจจะมีเงื่อนไขของตัวเอง เช่น ไม่ชอบรถที่วัยรุ่นขับเพราะไม่ค่อยถนอมรถ เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบตรงส่วนนี้ได้

2.4 ตรวจสอบในหน้ารายการจดทะเบียน ควรเริ่มจากการเช็ควันจดทะเบียน (วัน/เดือน/พ.ศ.) ว่าจดในปีเดียวกันกับรุ่นปีของรถ (ค.ศ.) หรือไม่

ตัวอย่าง คุณสนใจโตโยต้าคัมรี่มือสองคันหนึ่ง รุ่นปีของรถคือปี 2010 (พ.ศ. 2553) แต่รถจดทะเบียนในปี 2554 (มักเกิดจากการที่เจ้าของเดิมใช้ป้ายแดงนานข้ามปี) เท่ากับว่าปัจจุบันรถมีอายุการใช้งานมา 6 ปีแล้ว ไม่ใช่ 5 ปีตามวันจดทะเบียน ฉะนั้นก็บวกลบดูดีๆ ว่าค่าเสื่อมสภาพของรถจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่

2.5 ตรวจเลขตัวรถว่ามีหมายเลขตรงกับในเล่มทะเบียนหรือไม่ เลขตัวรถจะระบุตำแหน่งอยู่ในเล่มทะเบียน เช่น ใต้ที่นั่งซ้าย ใต้ที่นั่งหลังขวา หลังขวา หน้าขวา กลางขวา คอบังคับเลี้ยว กระจังหน้าตอนใน ฯลฯ เมื่อเจอเลขแล้วตรวจสอบให้ดีว่าตรงกับในเล่มหรือไม่

นอกจากนี้ควรสังเกตุด้วยว่าเวลาลูบแล้วขรุขระผิดปกติ และมีความคมผิดปกติ หรือมีร่องรอยการตัดแปะหรือไม่ พึงระลึกไว้ว่ารถยนต์มือสองที่ใช้งานมาอย่างปกตินั้นจะไม่มีปัญหาในส่วนนี้เด็ดขาด (อย่างมากก็แค่ฝุ่นจับหรือเปรอะเปื้อนบ้างเท่านั้น)

2.6 ขั้นตอนปราบเซียนคือเช็คเลขเครื่องยนต์ เลขเครื่องยนต์จะอยู่ไม่ด้านซ้ายก็ขวาเครื่องยนต์ แต่ตัวเลขดูค่อนข้างยากสักหน่อย มักเป็นรอยขีดบาง ๆ อีกทั้งมักจะเปรอะด้วยคราบฝุ่นหนาหรือไม่ก็คราบน้ำมันเครื่อง ฉะนั้นควรเพ่งหาให้ดี ๆ จากนั้นก็เช็คว่าตรงกับเลขบนเล่มทะเบียนหรือเปล่า

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะไม่เป็นปัญหาเลย หากคุณซื้อรถด้วยเงินสดแบบตกลงกันปุ๊บ ไปโอนที่กรมขนส่งฯ ปั๊บ เพื่อหลีกเลี่ยงการโอนลอยที่อาจมีปัญหาตามมาได้ ซึ่งในส่วนนี้ พนักงานกรมขนส่งฯ ก็จะตรวจสอบเลขเครื่องยนต์และเลขตัวรถให้อย่างละเอียด และมักไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหลุดรอดไปได้

ในเรื่องรายละเอียดของเล่มทะเบียนและการจดทะเบียนรถนั้น คุณสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่ เว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

3. เช็คสภาพรถ

หากคุณไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านรถจริงๆ ในส่วนนี้คงต้องพึ่งช่างหรือผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า แต่หากไม่สะดวกให้ช่างมาเช็คให้ หรือเกรงใจคนขาย ไม่สะดวกจะออกปากขอนำรถไปตรวจ (หรือขอแล้วยึกยัก ไม่ยอม) จุดที่ควรเช็คอย่างละเอียดมีดังนี้

เช็คจุดที่รับแรงกระแทกเมื่อถูกชน (ชนคันอื่น + คันอื่นมาชน)

1. ตำแหน่งแรกคือฝากระโปรงหน้า ลองเปิดกระโปรงดูเครื่องภายในว่าหน้าตายังดูดีอยู่หรือไม่ ข้างในไม่ควรมีตำหนิประเภท รอยแตก รอยบิ่น รอยคดงอ หรือมีสีสันวาววับกว่าปกติ โดยส่วนมากรถยนต์มือสองทั่วไปที่อายุการใช้งานยังไม่มากนัก มักจะมีสติ๊กเกอร์ และตราปั๊มต่างๆ จากศูนย์อยู่ครบถ้วน ถ้าไม่มีร่องรอยอะไรทำนองนี้เหลืออยู่เลย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจถูกเปลี่ยนยกชุด

2. จุดที่ง่ายต่อการสังเกตคือคานหน้า เพราะรถที่ชนหนักๆ มานั้นคานต้องมีการบิดงอผิดรูปแน่ๆ ซึ่งในจุดนี้คนขายก็อาจจะไปให้อู่ทำมาให้อย่างสวยงาม หรือเปลี่ยนชุดคานหน้าใหม่ แต่อย่าลืมว่าของที่เสียหายไปแล้ว ซ่อมอย่างไรก็ไม่มีวันเหมือนเดิมได้ จุดสังเกตก็มีอยู่เช่น สีของคานไม่เสมอกัน สีเงาเป็นมัน (ปกติสีของคานมักจะเป็นสีด้านกว่าสีตัวถัง) สีมีรอยแตก โค้งไม่เท่ากันหรือโค้งไม่เป็นธรรมชาติ ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาหน้าตาไม่เหมือนกัน บิดงอเกินไปหรือเรียบเกินไป หรือสติ๊กเกอร์คำเตือนต่างๆ ที่ติดไว้ หรือตัวเลขที่ตอกไว้ ไม่มี เป็นต้น

3. ตำแหน่งถัดไปคือฝากระโปรงหลัง เปิดขึ้นมาเช็คขอบกระโปรงว่ามีร่องรอยหรือไม่ หากเคยชนหนักมา แม้จะผ่านการซ่อมมาแล้วก็มักจะมีรอยแตกรอยบิ่นอยู่ตามขอบกระโปรง ซึ่งพื้นของส่วนเก็บสัมภาระท้ายรถควรจะเรียบเสมอกัน ไม่มีรอยบุบ รอยนูนใดๆ (ควรเช็คใต้พรมด้วย แต่ทางที่ดีก็ควรขออนุญาตเจ้าของรถก่อน)

4. ตำแหน่งสุดท้ายคือขอบประตู และเสากลางตัวรถ หากรถที่ชนหนักมา ขอบประตูมักมีรอยเชื่อม ซึ่งการดูร่องรอยพวกนี้ได้ต้องดึงขอบยางออกก่อน (ซึ่งต้องขอคนขายก่อนตามมารยาทที่ดี) ตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าทำมาหรือไม่ เพราะขอบประตูปกติจะเรียบกริบ ไม่มีร่องรอยใดๆ แต่ถ้าผ่านมืออู่มาแล้วจะเห็นรอยเชื่อมเป็นจุด ๆ อย่างชัดเจน

ในส่วนของส่วนเสากลางประตูตัวรถนั้น ปกติถ้าเป็นรถมาจากโรงงาน หลายรุ่นมักจะใช้เป็นสีดำด้าน เพราะเป็นส่วนสัมผัสที่มักเผชิญกับรอยขูดขีดบ่อย จึงมักจะไม่ทำสีจุดนี้ (แต่รถหลายรุ่นก็ทำเป็นสีเดียวกับตัวรถ) แต่ถ้าคันใดทำสีเดียวกับตัวรถทับสีดำของเดิม ก็อาจจะเคยโดนชนมาได้ ต้องสังเกตดีๆ ว่ารถคันอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน สีผิดแผกไปจากรถที่เราดูหรือเปล่า

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

เช็คสี

การเช็คสี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะสังเกตด้วยตาเปล่า เพราะอู่บางแห่งก็เก็บงานได้เนียนกริ๊บ จนแทบไม่เหลือให้ผิดสังเกต แต่แบบที่เราสามารถมองเห็นแล้วบอกได้ว่า ชนหนักชัวร์ ก็คือรถที่สีแตกเป็นริ้วเป็นรอย (แบบที่เรียกว่าแตกลายงา) ซึ่งกรณีนี้แปลว่าทำมาไม่ดี อู่ฝีมือแย่

นอกจากนี้ก็คือการพิจารณาว่าสีมีความมันวาว และความหนาบางเสมอกันหรือไม่ หรืออาจจะลองเทียบกับรถรุ่นเดียวกัน แต่เป็นรถป้ายแดงก็จะง่ายขึ้นมาก ถ้าตรงไหนที่สีควรด้านแต่กลับเป็นเงามัน แปลว่าทำมาแน่นอน (ซึ่งอาจไม่ได้ชนหนักก็ได้ ควรพิจารณาหลายส่วนประกอบกันด้วย)

สุดท้ายใครไม่อยากพลาด หรือเสียเวลามาเช็คหรือตรวจสอบเอง แนะนำให้มาปรึกษา CARRO ตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้ เพราะเราเชี่ยวชาญด้านรถยนต์มือสองเป็นอย่างดี เพียงแค่ไว้ใจให้เราบริการ คุณจะไม่มีวันผิดหวังอย่างแน่นอน

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน