EV-Car-And-Annual-Tax-In-Thailand

ในเวลานี้ หากใครที่ยังใช้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ ปกติก็ต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีกันตามปกติ แต่ก็มีคำถามกันมามากเลยว่า ถ้าเป็น “รถยนต์ไฟฟ้า” (หรือรถ EV) ต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีเท่าไหร่กันล่ะ?

วันนี้ MR.CARRO มีคำตอบเกี่ยวกับ รถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน การจ่ายเสียภาษีรถยนต์ในแต่ละปี มาฝากกันครับ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า ต่างจากรถยนต์ทั่วไป ในการดำเนินการจดทะเบียนกรณีรถเก๋ง กระบะ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ไฟฟ้า จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปี ในอัตราดังนี้

  • ค่าธรรมเนียม ได้แก่ คำขอ 5 บาท
  • ค่าแผ่นป้ายทะเบียน แผ่นละ 100 บาท 2 แผ่นป้าย รวมเป็น 205 บาท
  • ค่าใบคู่มือจดทะเบียนรถ 100 บาท
  • ค่าตรวจสภาพ 50 บาท

รวมทั้งหมด 355 บาท

MG-ZS-2020

และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ในส่วนของอัตราภาษีรถประจำปี หากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง คิดอัตราภาษีตามน้ำหนักของรถ ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่ใช้ในการจดทะเบียนรถกระบะ ซึ่งจะถูกกว่าภาษีรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง

แต่ถ้าเป็นรถประเภทอื่นๆ นอกเหนือไปจากรถนั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง เช่น รถตู้ รถบรรทุก การจัดเก็บภาษีตามน้ำหนักรถ แต่หาร 2 ซึ่งจะทำให้เสียภาษีถูกกว่าครึ่งหนึ่งครับ

นอกจากนี้ หากเป็นรถที่จดทะเบียนมาแล้ว 5 ปี จะได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีในปีต่อๆ ไป ดังนี้

  • ปีที่ 6 ร้อยละ 10
  • ปีที่ 7 ร้อยละ 20
  • ปีที่ 8 ร้อยละ 30
  • ปีที่ 9 ร้อยละ 40
  • ปีที่ 10 และปีต่อๆ ไป ร้อยละ 50

ทีนี้ก็กระจ่างกันถึงเรื่องภาษีรถยนต์ไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายกันในแต่ละปีแล้วนะครับ และอย่าลืมเตรียมเงินไว้ต่อภาษีรถกันทุกปีนะครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่ออยากลองรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาใช้ดูบ้าง CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Mitsubishi-i-MiEV-End-Production

ย้อนกลับไปช่วงประมาณกลางยุค 2000 ค่าย Mitsubishi (มิตซูบิชิ) ที่ตอนนั้นยังอยู่ภายใต้อาณาจักรเดียวกับ DaimlerChrysler ได้ผลิตรถ K-Car ออกมาให้ชาวโลกให้ชอบใจกับการดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร และใช้เครื่องยนต์ขนาด 660 ซีซี วางด้านท้ายของรถ อย่าง “Mitsubishi i (มิตซูบิชิ ไอ)” ผลงานการสร้างสรรค์ของ Olivier Boulay ชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้ออกแบบรถรุ่นนี้ ที่พัฒนามาจากรถต้นแบบ “i” Concept ในปี 2003 ก่อนจะลุยตลาดทั่วโลก

Mitsubishi-i-Concept-2003

ชื่อรุ่น “i” นั้น มาตัวคันจิของภาษาญี่ปุ่น (และภาษาจีน) “愛” ที่แปลว่า “รัก” และยังสื่อในภาษาอังกฤษหมายถึง ฉัน หรือ เจ้าของรถ และยังตีความหมายไปเป็น Innovation, Intelligence และ Imagination ได้ด้วย

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับเจ้า Mitsubishi i เวอร์ชั่นเครื่องยนต์สันดาปภายในกันไปแล้ว Mitsubishi จึงริเริ่มผลิต รถ EV (Electric Vehicle) อย่างรถยนต์ไฟฟ้า Mitsubishi i-MiEV (MiEV ย่อมาจาก Mitsubishi innovative Electric Vehicle) ขึ้นมาจำหน่ายกับเขาบ้าง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่จำหน่ายกันเป็นกิจจะลักษณะรุ่นแรกของโลก

Mitsubishi-i-MiEV-Debut-2010

โดยเปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในวันที่ 5 มิถุนายน 2009 ก่อนจะส่งมอบรถให้ลูกค้า Corporate และหน่วยงานราชการของญี่ปุ่นเช่า ในเดือนกรกฏาคม 2009 และจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไป ในเดือนเมษายน 2010 ด้วยราคาที่ถือว่าสูงพอสมควร 4,599,000 เยน

ก่อนจะผลิตส่งไปจำหน่ายกว่า 52 ประเทศทั่วโลก และให้ทาง PSA ใช้ติดยี่ห้อรถของตัวเองขายในชื่อ Peugeot iOn กับ Citroën C-Zero และจำหน่ายใน USA ในชื่อ Mitsubishi i ซึ่งยอดขายจนถึงปัจจุบัน มีอยู่ที่ประมาณ 32,000 คันทั่วโลก ซึ่งต่างจากยอดขายของ Nissan Leaf ที่ทำได้มากถึง 500,000 คัน!

การไฟฟ้านครหลวง-MEA-EV

ที่สำคัญ ทาง Mitsubishi Motors ประเทศไทย ก็ได้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ มาให้ลูกค้าได้ทดลองขับกันในปี 2553 รวมถึงมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ ด้วย อาทิเช่น การไฟฟ้านครหลวง ที่ได้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ไปใช้งานหลายคัน

Mitsubishi-i-MiEV-2018

ต่อมาในเดือนเมษายน 2018 Mitsubishi ได้ปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่ ชุดกันชนหน้า-หลังใหม่ เพิ่มสีตัวรถใหม่ ให้เจ้า Mitsubishi i-MiEV อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ปรับปรุงอะไรใดๆ เลย จนดูล้าสมัยไปซะแล้ว โดยแบ่งออกเป็นรุ่นย่อย M ใช้แบตเตอรี่ความจุ 10.5 kWh (ต่อมาเลิกผลิตไป) และรุ่นย่อย X ใช้แบตเตอรี่ความจุ 16.0 kWh

Mitsubishi-i-MiEV-2018

ตัวรถภายนอก หน้าตาดูจิ้มลิ้ม น่ารักน่าชัง รูปทรงแบบ 5 ประตู Hatchback นั่งได้ 4 คน ในราคาตัวรถ 3,003,000 เยน

มิติตัวรถยาว 3,480 มม. กว้าง 1,475 มม. สูง 1,610 มม. ระยะฐานล้อ 2,550 มม. ความสูงจากพื้นรถ 150 มม. และน้ำหนักตัวรถ 1,100 กก.

Mitsubishi-i-MiEV-2018

ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้า รหัส Y51 ให้กำลังสูงสุด 47 กิโลวัตต์ (64 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตร (16.3 กก.-ม.) ให้อัตราเร่ง 0-50 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที พร้อมระบบเกียร์แบบลดความเร็วรอบเดียว ส่งกำลังไปที่ล้อหลัง

กับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุ 16.0 kWh ขนาด 330 โวลต์ ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่ที่ 7-14 ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่ง 164 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

Mitsubishi-i-MiEV-2018

แต่เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ก็มีข่าวใหญ่ทาง Nikkei Asia ซึ่งเป็นสื่อใหญ่ของญี่ปุ่น รายงานว่า Mitsubishi จำเป็นต้องยุติการผลิต Mitsubishi i-MiEV ในสิ้นปี 2020 นี้ เนื่องจากไม่มีเงินและบุคลากรเพียงพอ ที่จะลงทุนพัฒนาระบบ EV ต่อไป

ถือเป็นการปิดตำนานรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลก ที่จำหน่ายกันอย่างจริงจัง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับค่ายรถคู่แข่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างมากมาย อาทิ Nissan Leaf เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม Mitsubishi ก็ยังไม่ทิ้งตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งในตอนนี้ได้ร่วมมือกับ Nissan พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นใหม่ร่วมกัน โดยมีแผนเปิดตัวเร็วที่สุดภายในปี 2023

Mitsubishi-i-MiEV-2018

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาใช้ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

All-New-Honda-e-2020

หากเราจะย้อนกลับไปในช่วงปี 2017 ตอนนั้น Honda Urban EV Concept ได้เปิดรถต้นแบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าครั้งแรกของโลก ในงาน Frankfurt Motor Show 2017 ก็สร้างความฮือฮาไปได้พอสมควร กับการกลับมารุกตลาดรถยนต์ EV อย่างจริงจังอีกครั้ง

โดยในปี 2019 ที่ผ่านมา Honda ก็ได้เข็นรถต้นแบบคันนี้ ในรูปแบบของรถยนต์ที่จำหน่ายจริงในชื่อ Honda e (ฮอนด้า อี) ในรหัสรุ่น ZC7 ที่งาน Tokyo Motor Show 2019 ให้ชาวโลกได้ชมกัน ก่อนที่จะออกจำหน่ายจริงๆ กันในปีนี้ โดยเริ่มจำหน่ายกันในทวีปยุโรป ก่อนที่จะผลิตและจำหน่ายที่บ้านเกิดในญี่ปุ่น

Honda-e-TECHNOLOGY

โดย Honda มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ในชื่อ “Honda e:TECHNOLOGY” (ฮอนด้า อี: เทคโนโลยี) ซึ่งมีทั้ง รถยนต์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆ ของฮอนด้าในอนาคต ตามแนวทางวิสัยทัศน์ 2030 ของฮอนด้า

ซึ่งคำว่า “อี” หรือ “e” ใน Honda e:TECHNOLOGY แสดงถึงความมุ่งมั่นในการกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อจุดประกายให้ผู้คนมีรอยยิ้ม เมื่อได้ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานการขับเคลื่อน

All-New-Honda-e-2020

All-New-Honda-e-2020

รูปทรงภายนอก … บอกได้เลยว่าได้อิทธิพลอย่างมากมาจาก Honda Civic รุ่นแรก และรถต้นแบบ Honda Urban EV Concept ที่แลดูแล้วแบบเรียบง่ายและคลาสสิค ไฟหน้าเป็นแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light และยังเป็นไฟแสดงสถานะการชาร์จไฟฟ้าด้วย พร้อมที่เปิดประตูแบบพับเก็บได้อัตโนมัติ

ตัวรถจุดศูนย์ถ่วงต่ำ มีสมดุลน้ำหนักแบบ 50:50 มีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.3 เมตร มาพร้อมล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว และในรุ่น Advance ขนาด 17 นิ้ว

All-New-Honda-e-2020

มิติตัวรถยาว 3,895 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,510 มม. ระยะฐานล้อ 2,530 มม. ความสูงจากพื้นรถ 145 มม. และน้ำหนักตัวรถ 1,510 – 1,540 กก.

All-New-Honda-e-2020

ห้องโดยสารภายใน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบคลาสสิค แต่ดูทันสมัยกับหน้าจอ LED ขนาดยาว 5 จอ เป็นครั้งแรกของโลกที่นำมาใช้ และจอภาพขนาด 6 นิ้ว ที่ใช้ดูภาพแทนกระจกมองข้าง อีกทั้งยังติดตั้งระบบ Honda Personal Assistant ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี AI ของฮอนด้า โดยได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้

All-New-Honda-e-2020

ส่วนในรุ่น Advance จะมีออพชั่นเพิ่มเติม อาทิ พวงมาลัยและเบาะนั่งปรับอุณหภูมิได้ และระบบช่วยจอดแบบ Parking Pilot เป็นต้น

ระบบขับเคลื่อน ทำงานร่วมกับระบบชาร์จและป้อนกระแสไฟฟ้า (Charging and Feeding System) วางมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส MCF5 ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 3,078 – 11,920 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ที่ 0-2,000 รอบ/นาที ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 9 วินาที

ส่วนในรุ่น Advance ให้กำลังสูงสุด 154 แรงม้า ที่ 3,497 – 10,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ที่ 0-2,000 รอบ/นาที

All-New-Honda-e-2020

ส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มีความจุ 35.5 kWh ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งวิ่งได้ระยะทาง 308 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน JC08 ของญี่ปุ่น และมาตรฐาน WLTC (Worldwide Harmonized Light Vehicles Test Cycle) ได้ระยะทาง 283 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นมาตรฐาน WLTP (Worldwide Harmonized Light Vehicles Test Procedure) ของยุโรป จะอยู่ที่ 219 กิโลเมตร

และในรุ่น Advance ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งวิ่งได้ระยะทาง 274 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน JC08 ของญี่ปุ่น และมาตรฐาน WLTC จะได้ระยะทาง 259 กิโลเมตร

All-New-Honda-e-2020

ระบบเสียงภายใน Honda e Advance

สำหรับรุ่นย่อย และราคาของ Honda ที่ขายในประเทศญี่ปุ่น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รุ่นย่อยหลักๆ ได้แก่

  • Honda e รุ่นเริ่มต้น ราคา 4,510,000 เยน หรือประมาณ 1,353,384 บาท
  • Honda e รุ่น Advance ราคา 4,950,000 เยน หรือประมาณ 1,485,421 บาท

ส่วนรถรุ่นนี้ มีผู้จำหน่ายอิสระ พร้อมรับออเดอร์สั่งเข้ามาในบ้านเราแล้ว ราคาในอยู่ที่ประมาณ 2,690,000 บาท! ซึ่งถ้าใครสนใจ ก็เตรียมตัวเก็บเงินซื้อกันได้เลย

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถบ้านคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือได้เงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Electric-Cars-In-Motorshow-2020

ในยุคปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ Electric Vehicle (รถ EV) เริ่มมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการยานยนต์โลก และวงการยานยนต์ไทย ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

ในงาน Motor Show 2020 (มอเตอร์โชว์ 2020) ที่จัดขึ้นในเวลานี้ MR.CARRO ขอพาทุกท่านไปชมกับ รถยนต์ไฟฟ้า ภายในงาน Motor Show 2020 ว่าจะมีรุ่นใดบ้างที่น่าสนใจ อย่าได้เสียเวลา ไปดูกันได้เลยครับ …

Nissan-Leaf-2020

Nissan Leaf

Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ) “Simply Amazing” เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า “100%” และมีอัตราการปล่อยมลพิษเป็น “0” และถือเป็นรถค่ายญี่ปุ่นเจ้าแรก ที่กระโดดลงมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างจริงจัง แม้ว่าราคาของตัวรถจะยังสูงอยู่ก็ตาม

Nissan Leaf ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.9 วินาที รองรับการขับขี่เป็นระยะทาง 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จด้วยกำลังไฟขนาด 3.6 kW ได้ในเวลา 12 ชั่วโมง และกำลังไฟขนาด 6.6 kW ในเวลา 6 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด่วนจนถึงระดับ 80% ได้ในเวลา 40 นาที

Nissan Leaf มาในราคา 1,990,000 บาท!

MG-ZS-2020

MG ZS EV

MG ZS EV (เอ็มจี แซดเอส อีวี) นับว่าเป็นรถยนต์ Crossover SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่นำเข้าจากจีนมาขายในบ้านเรา มาโชว์ในงาน Motor Show 2020 ซึ่งขายดีมากตั้งแต่เปิดตัวไปในปีที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบพิเศษ สีฟ้า Copenhagen Blue กระจังหน้าทันสมัย พร้อมติดตั้งจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า และล้ออัลลอยใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารใช้โทนสีดำ ชุดคอนโซลหน้าใช้วัสดุนุ่มแบบ Soft Touch ดูหรูหรามีระดับ พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วได้ และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และยังโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบ Panoramic Sunroof

ขุมพลังใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh ที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า พร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ ได้ถึง 3 ระดับ โดยการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 337 กิโลเมตร รองรับการชาร์จไฟทั้งแบบ Normal Charge ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง และแบบ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาที และยังสามารถวิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ถึงกว่า 40 ซม.

ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัย พร้อม Advanced Driver-Assistance Systems ครบครัน ทั้งหมดนี้ในราคา 1,190,000 บาท!

KIA-Soul-EV-2020

KIA Soul EV

KIA Soul EV (เกีย โซล อีวี)

เจเนอเรชั่นที่ 3 หลังจากที่เปิดตัวไปในไทยเมื่อช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้า เป็นรถแนว Crossover ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานร่วมกันกับ Hyundai Kona มีตัวรถที่ดูแข็งแกร่ง ใช้ไฟหน้าทรงเรียวยาว ชุดไฟท้ายแบบทรงตั้งรูปตัว L และแนวหลังคาด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบลอยตัว

ห้องโดยสารมาพร้อมไฟ Sound Mood ที่ปรับตามจังหวะเพลงที่เปิดอยู่ได้ มีจอ HUD ขนาด 8 นิ้ว จอทัชสกรีนส่วนกลางขนาด 10.25 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน พร้อมจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และระบบความปลอดภัยแบบ Drive Wise รอบคัน

ขุมพลังใช้แบบเดียวกับ KIA Niro EV ด้วยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวกำลังสูงสุด 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 395 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟภายใน 1 ชม. เท่ากับ 64 kWh รองรับมาตรฐานเทคโนโลยี Combined Charging System (CCS) พร้อมโหมดการขับขี่ถึง 4 แบบ คือ Eco, Comfort, Sport และ Eco+ เพื่อให้ใช้พลังงานได้คุ้มค่าที่สุด ส่วนระยะทางในการขับต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อยู่ที่ประมาณ 391 กิโลเมตร

ในราคาน่าตื่นเต้น 2,387,000 บาท

Hyundai-Ioniq-2020

Hyundai Ioniq Electric

Hyundai Ioniq Electric (ฮุนได ไอออนิค อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถเกาหลี ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion Polymer (LiPo) ความจุ 28 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.9 วินาที (โหมด Sport) และ 10.2 วินาที (โหมดปกติ) ทำความเร็วสูงสุดได้ 165 กม./ชม.

ระบบชาร์จไฟของ Ioniq Electric สามารถชาร์จได้ 3 แบบ ได้แก่ 1. แบบทริคเคิ้ล (เต้าเสียบบ้าน) กำลังไฟ 2.3 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็ม 12 ชั่วโมง 2. แบบธรรมดา (Wall Box) กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนเต็ม 4 ชั่วโมง 25 นาที และ 3. แบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนถึงระดับ 80% ในเวลา 23 นาที สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นระยะทาง 280 กม. ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้งตามมาตรฐาน NEDC

ในราคา 1,749,000 บาท!

Hyundai-Kona-Electric-2020

Hyundai Kona Electric

Hyundai KONA Electric (ฮุนได โคน่า อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าที่ถ่ายทอด DNA ความเป็น SUV ได้อย่างลงตัว ด้วยไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์สปอร์ตแบบแยกตำแหน่ง โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบทึบ ที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์และบ่งบอกเอกลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน

ภายในตกแต่งหรูหรา พร้อมเครื่องเสียงและหน้าจอสัมผัสแบบ Floating Touch Screen รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย พื้นที่ห้องโดยสารพร้อมพื้นที่จุสัมภาระรวมถึง 373 ลิตร (VDA) นอกจากนี้เบาะที่นั่งแถวหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบปรับอุณภูมิอุ่น-เย็น อีกด้วย

ใช้แบตเตอรี่ที่ให้พลังงานมากถึง 64 kWh พุ่งทะยานด้วยแรงบิด 395 นิวตัน-เมตร แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.6 วินาที และวิ่งไปได้ไกลสูงสุดถึง 482 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ส่วนระบบเบรกยังได้ถูกปรับให้สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ ในรูปแบบของ Regenerative Breaking System

เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคา 1,849,000 บาท และ 2,259,000 บาท

Porsche-Taycan

Porsche Taycan

Porsche Taycan (ปอร์เช่ ไทคานน์) ใหม่ สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตซาลูน 4 ประตู เปิดตัวครั้งแรกในไทยที่งาน Motor SHow 2020 ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงขับเคลื่อนสูง 800 โวลต์ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และคงไว้ซึ่งงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Porsche Taycan Turbo S มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุด 761 แรงม้า ให้อัตราเร่งออกตัวจาก 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลาเพียง 2.8 วินาที

Porsche Taycan Turbo มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 680 แรงม้า ให้อัตราเร่งออกตัวจาก 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 3.2 วินาที ทั้ง 2 รุ่นนี้ยังสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ได้ถึง 260 กม./ชม.

สำหรับในรุ่น Taycan 4 S ที่ติดตั้ง Performance Battery Plus ให้พละกำลังสูงสุด 571 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 4.0 วินาที พร้อมทะยานทะลุความเร็วสูงสุดกว่า 250 กม./ชม.

ปอร์เช่ ไทคานน์ ใหม่ ราคาเริ่มต้น 7.1 ล้านบาท

Mini-Electric-2020

Mini Electric

MINI Cooper SE (มินิ คูเปอร์ เอสอี) ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู ในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้า

ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ล้ำสมัย มาพร้อมไฟหน้า LED พร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Power Spoke พร้อมยางรันแฟลตพิเศษเฉพาะ ฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric

ขุมพลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่ BMW Group ได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 kWh ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และมอบแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กม./ชม. ได้ภายใน 3.9 วินาที โดยมอบพลังหากชาร์จเต็มหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทาง 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่นๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน จึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่นๆ 18 มิลลิเมตร

MINI Cooper SE ยังติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะรุ่นเท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะถูกปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากเกิดการชน

มาในราคา 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

Jaguar-i-Pace-2020

Jaguar i-Pace

Jaguar i-Pace (จากัวร์ ไอ-เพซ) ในงาน Motor Show 2020 นี้ มาพร้อมการนำเสนอผ่านงานศิลปะ ที่ออกแบบโดย Pomme Chan, ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง ศิลปินมากฝีมือในวงการศิลปะร่วมสมัย ด้วยผลงานการออกเเบบที่เต็มไปด้วยจินตนาการและลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ แนวคิดในการออกแบบผลงานได้แรงบันดาลใจมาจากการออกแบบรถยนต์จากัวร์ ไอ-เพซ

โดย Jaguar i-Pace เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100% (EV) รุ่นแรกของจากัวร์ แบบ 5 ที่นั่ง ติดตั้งไฟหน้าแบบ Matrix LED กระจังหน้าพร้อมฟังก์ชั่น Active Vanes สามารถเปิด-ปิดรับกระแสลมเพื่อลดความร้อนแบตเตอรี่ได้ ห้องโดยสารตกแต่งแบบห้องนักบิน ใช้ช่วงล่างแบบถุงลมแบบ Adaptive Dynamics พร้อมระบบลดการสั่นสะเทือนจากพื้นถนน และสามารถปรับความสูงลง 10 มม. เมื่อใช้ความเร็วมากกว่า 105 กม./ชม.

ขุมพลังของ Jaguar i-Pace ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว ให้แรงม้าสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 696 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด Pouch cells ขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 470 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มในแต่ละครั้ง

ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5,499,000 บาท!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปซื้อรถใหม่ ง่ายๆ เพียงขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้เงินไว! เร็ว! พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณภาพจาก:

  • Bangkok-Motorshow

CEO-Honda-Confident-Hybrid-Popular-More-EV-Car

แม้ว่าในโลกยุคปัจจุบัน “รถยนต์ไฟฟ้า” นับได้ว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่มาพร้อมๆ กับยุค Disruption ของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่หลายรูปแบบ หนึ่งในผู้ที่สร้างความโดดเด่นที่สุดในวงการรถยนต์ไฟฟ้า คงต้องยกให้กับเขา “Elon Musk (อีลอน มัสก์)” ที่เมื่อวานที่ผ่านมา ก็เพิ่งถอดสูท เต้นระบำส่ายเอว ในการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla (เทสล่า) ที่ประเทศจีน!

แต่เนื่องด้วยจากอุตสาหกรรมน้ำมัน และส่วนประกอบเกี่ยวเนื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ ยังคงเป็นผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน และบรรดา Supplier ทั่วโลก

จึงให้บรรดาค่ายรถยนต์หลายค่าย ที่แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่น และนำแสดงออกมาในรูปแบบรถ Concept Car (เรียกแบบไทยๆ ก็ รถต้นแบบ หรือ รถแนวคิด) ออกมาบ่อยๆ แต่ตัวเองก็ต้องพยายามปกป้องและผลักดัน ให้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปด้วยเชื้อเพลิง อยู่ในตลาดรถยนต์ไปให้นานที่สุด

ถ้าเบื่อรถคันเดิม อยากเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า มาขายรถคันเดิม กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และทำไมล่ะ CEO Honda อย่าง Takahiro Hachigo (ทาคาฮิโระ ฮาจิโกะ) ถึงมองเทรนด์รถใหม่ คนนิยมรถไฮบริด มากกว่ารถ EV? MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังกัน …

https://s3-prod-europe.autonews.com/s3fs-public/styles/width_792/public/Honda%20CEO%20Takahiro%20Hachigo%20web.jpg

Takahiro Hachigo

ทาง Takahiro Hachigo CEO ของ Honda Motor Co. ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Auto News Europe ยังคงวางเป้าหมายในการผลิตรถยนต์ไฮบริด และขายรถยนต์ไฮบริดให้มากขึ้น และปรัชญาสำคัญของ Honda ก็ยังคงตั้งใจผลิตรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุด ออกมาจำหน่ายเช่นเคย

แม้ว่าในปี 2030 นี้ Honda จะคาดหวังว่า ยอดขายรถยนต์ 2 ใน 3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ไปตามวิสัยทัศน์ปี 2030 “Honda e:TECHNOLOGY” แล้วก็ตาม

แต่ CEO Honda ยังเชื่อว่ารถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ยังคงเป็นเทรนด์ของรถใหม่อยู่ในเวลานี้ ไม่คิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นกระแสหลักของวงการรถยนต์โลกในตอนนี้ และยังไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เวลานี้จะต้องการรถยนต์ EV จริงๆ หรือ?

เพราะบรรดาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในหลายๆ ประเทศ รวมไปถึงกฎหมายบางอย่าง ยังคงไม่พร้อมรองรับต่อรถยนต์ไฟฟ้านัก รถยนต์ไฟฟ้า จึงอาจไม่ใช่รถที่ผู้คนส่วนใหญ่ในเวลานี้ต้องการ และทาง Honda เองคิดว่า เราก็ยังคงต้องพัฒนารถยนต์ EV กันต่อไป

ซึ่งทาง Honda เราพยายามเน้นปรับปรุงรถยนต์ไฮบริด ให้เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมัน และใช้น้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้สภาวะแวดล้อมของโลกอยู่ในภาวะที่มลพิษน้อยที่สุด พร้อมกับผ่านมาตรฐานไอเสียอันเข้มงวดให้ได้อีกด้วย

พอมองในส่วนของระบบขับเคลื่อนรถยนต์โดยไร้คนขับ (Autonomous Driving) ทาง CEO Honda เอง กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยบอกว่าเรามีการลงทุนไปถึงเรื่องนี้เช่นกัน รวมไปถึงการผลิตรถยนต์ที่ทำให้ผู้ขับขี่ เกิดอุบัติเหตุได้น้อยที่สุด หรือไม่เกิดขึ้นเลย

Honda-Accord-2019

หนึ่งในสิ่งที่ Honda ภูมิใจนำเสนอในรถหลายๆ รุ่น ที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน อาทิเช่น ระบบ “Honda Sensing” ที่ติดตั้งในรถยนต์รุ่น Civic และ Accord ซึ่งก็มีการใช้เรดาร์ ในการตรวจจับสิ่งกีดขวางด้านหน้า เพื่อช่วยผู้ขับขี่รถให้อยู่ในเลน รวมไปถึงการเบรกโดยอัตโนมัติ หากเข้าไปวัตถุด้านหน้ามากเกินไป เป็นต้น

แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง แต่ทาง Honda ก็จะพยายามพัฒนาฟังก์ชั่นเหล่านี้ ให้มีราคาที่ย่อมเยาว์ เพื่อจะได้ติดตั้งในรถทุกระดับได้ในอนาคต

https://www.synopsys.com/content/dam/synopsys/solutions/images/cs327718450-automotive-levels-infographic-v4.jpg.imgw.850.x.jpg

Levels of Driving Automation (แหล่งที่มา Synopsys.com)

เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปถึงระดับ 3 ทาง Honda ก็คงต้องใช้ระบบ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งทางเรายังคงคิดอยู่ว่า จะตัดสินใจนำระบบนี้ไปติดตั้งในรถรุ่นใดเป็นรุ่นแรก สำหรับระบบขับเคลื่อนรถยนต์โดยอัตโนมัตินี้

สำหรับรถยนต์ EV ในปี 2020 Honda จะเริ่มจำหน่าย Honda e ในญี่ปุ่น (เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีรูปทรงคล้ายกับ Honda Civic รุ่นแรก) และจะดำเนินธุรกิจโดยมีวิสัยทัศน์ 2030 เป็นแนวทาง เพื่อตอบสนองผู้คนทั่วโลก นอกจากจะส่งมอบความสุขแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตให้กับผู้คนอีกด้วย

แหล่งที่มาจาก:

รถ-EV-ของเล่นคนรวย-จริงหรือ

หลายคนคงยังจำกันได้ว่า “รถ EV” เริ่มเป็นที่รู้จักกันจริงๆ ในบ้านเราก็ช่วงประมาณยุค 90 ได้ แต่ในยุคนั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่ในรถต้นแบบ และรถทดลองวิจัยเท่านั้น ซึ่งรถต้นแบบ หลายต่อหลายรุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ได้ถูกนำมาโชว์ในบ้านเราหลายครั้งหลายครา

จากปัญหาสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และรถก็ติดมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีรถเมล์เก่าๆ ที่วิ่งปล่อยควันดำโขมง สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนเมืองจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ รวมไปถึงการใช้น้ำมันที่มากขึ้นเรื่อยๆ รถยนต์ไฟฟ้า จึงมีคนเริ่มนำเข้ามาขายอย่างจริงจัง (เท่าที่จำได้ จะเป็น Nissan Leaf ที่มีผู้จำหน่ายอิสระ นำเข้ามาขาย) เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมานี้

แต่รถ EV ก็เป็นได้แค่ของเล่นคนรวยเท่านั้น จริงหรือ?

EV-Car-Is-Richman-Toy

ราคาของรถ EV ในยุคแรกๆ ที่ผลิตออกมาจากโรงงานยังคงมีราคาแพงมาก และบวกภาษีเข้าไปเยอะ จนผู้ซื้อรถยนต์คันใหม่เข้าถึงได้ยากมาก ในขณะที่ผู้ใช้รถยนต์คันเดิม ก็ไม่เกิดแรงจูงใจให้เปลี่ยนรถมาเป็นรถ EV ได้อย่างที่ต้องการ ไหนจะต้องมีที่ชาร์จ หาสถานีชาร์จ ระยะเวลาในการชาร์จ ระยะทางในการวิ่ง ค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อีก ฯลฯ

ในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 2ที่นั่ง อย่าง “FOMM” (ฟอมม์) เปิดตลาดในบ้านเราเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็สร้างความฮืฮอาได้พอตัวทีเดียว

แต่ด้วยราคาที่ตั้งไว้ 599,900 บาท ที่ถึงแม้จะมีส่วนลด 100,000 บาท จำนวนจำกัด เหลือ 499,900 บาท (ราคา ณ วันที่ 15 ก.ค. 2562) เนื่องด้วยเพราะความเป็นรถขนาดเล็ก ก็อาจจะยังทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ยังลังเลในการตัดสินใจซื้ออยู่

แต่พอเมื่อ MG ได้เปิดตัว MG ZS EV ใหม่ ในราคา 1,190,000 บาท ซึ่งเป็นรถ SUV Crossover ซึ่งให้คุณสมบัติในการใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า ก็ทำเอาสั่นสะเทือนวงการรถยนต์กันพอสมควร เพราะราคาที่ว่ามานี้ ขนาดมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถเข้าถึง เป็นเจ้าของได้แล้ว

เราจึงถือว่ารถ EV ในยุคอนาคตข้างหน้านี้ ไม่ใช่ของเล่นคนรวยอีกต่อไป

ความประหยัด และสมรรถนะของรถ EV

EV-Car-Is-Richman-Toy

รถ EV ชูคุณสมบัติความประหยัดมาเป็นที่หนึ่งเลย และในแง่ของการรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างเช่นรถยนต์ไฟฟ้า FOMM ใช้กำลังไฟฟ้าเท่ากับหม้อชาบู หรือ 2,000 วัตต์ โดยชาร์จเพียง 6-7 ชั่วโมง ก็สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 166 กิโลเมตร เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเพียง 30 สตางค์/กม. เท่านั้น แถมยังทำความเร็วได้สูงสุด 80 กม./ชม.

และในส่วนของ MG EV ZS หากชาร์จผ่าน MG Home Charger ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง ให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ถือได้เวลาสะดวกและประหยัดมากๆ

และยังสามารถเร่งจาก 0-50 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 3.1 วินาที และ 0-100 กม./ชม. ประมาณ 8-9 วินาที … นี่ระดับเดียวกับรถสปอร์ต ที่ใช้น้ำมันชัดๆ!

การชาร์จไฟ

EV-Car-Is-Richman-Toy

สำหรับการชาร์จไฟของรถ EV นั้น ก็มีอยู่หลายรูปแบบ วิธีการชาร์จก็เหมือนกับที่เราใช้ในรถ Plug-In Hybrid นั่นล่ะครับ อาทิเช่น

แบบ Normal Charge ชาร์จธรรมดา ซึ่งจะใช้ไฟบ้านในการชาร์จ ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-6 ชั่วโมง ซึ่งจะมีชุดสายไฟที่แถมมาให้กับรถด้วย ซึ่งเป็นการชาร์จแบบ AC Charging หรือกระแสสลับ ใช้หัวชาร์จและเต้ารับแบบ Type 2

แบบ Double Speed Charge ผ่านเครื่องชาร์จแบบ Wall Box (อุปกรณ์ที่ติดตั้งพิเศษ สำหรับชาร์จโดยการเสียบจากปลั๊กไฟในบ้าน มีความปลอดภัยสูง) ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง เช่นกัน

ส่วนแบบ Quick Charge เน้นความรวดเร็ว เพราะเป็นการชาร์จด้วยระบบไฟฟ้ากระแสตรง DC Charging ใช้หัวชาร์จและเต้ารับแบบ FF กินเวลาประมาณ 30-60 นาที ส่วนใหญ่จุดชาร์จ จะอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เริ่มมีการให้บริการกันหลายที่แล้ว

ความประหยัด กับ ความสิ้นเปลือง

EV-Car-Is-Richman-Toy

ในเรื่องของความประหยัด รถ EVถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ตัดรายจ่ายในเรื่องของเหลวในเครื่องยนต์ไปแทบทั้งหมด ค่าน้ำมันก็ไม่มี อีกทั้งไม่ได้ใช้ระบบเกียร์ ไม่ต้องมีหม้อน้ำ และระบบน้ำหล่อเย็น เพราะใช้เพียงมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ให้กำลังมหาศาลตามกระแสไฟที่จ่ายให้กับมอเตอร์ ยิ่งเร่งมากก็ยิ่งแรงมาก เพราะไม่ต้องรอรอบเครื่อง เหมือนกับเครื่องยนต์ปกติ ให้อัตราเร่งที่ดีมากๆ

แต่ค่าใช้จ่ายจะไปหนักเอาตรงที่รถคุณแบตเตอรี่เสื่อม หรือระบบ Inverter เสื่อม ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็ถือว่าหนักอยู่พอสมควรทีเดียว เพื่อกระตุ้นให้เป็นแรงจูงใจในคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า บรรดาค่ายรถยนต์หลายค่าย ก็จึงขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ เป็น 8 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง รวมไปถึง Inverter ก็มีการรับประกัน ทำให้คนใช้รู้สึกอุ่นใจได้มากขึ้น

แหล่งที่มาของพลังไฟฟ้า เหลือเฟือ!

EV-Car-Is-Richman-Toy

ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แหล่งพลังงานก็ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก (อาจจะมีอย่างอื่นผสมเข้ามาด้วย เช่น แก๊สโซฮอล์ หรือ ไบโอดีเซล ที่มีส่วนผสมอื่นเข้ามา เช่น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ น้ำตาล มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง สบู่ดำ หรือสาหร่าย เป็นต้น) หากเป็นพลังงานไฟฟ้า จะมีแหล่งกำเนิดที่สะอาด และไม่มีวันหมด เช่น แสงอาทิตย์, ลม, น้ำจากเขื่อน หรือการรีไซเคิลขยะมาทำไฟฟ้า เป็นต้น

EV-Car-Is-Richman-Toy

บทสรุป

บางคนอาจจะบอกว่า รถยนต์ไฟฟ้าถึงจะดีแค่ไหน ถ้าราคาที่เอื้อมไม่ถึง แม้ว่าในตอนนี้ ก็เป็นได้แค่ของเล่นคนรวย หรือเศรษฐีรักษ์โลก … โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าใช้รถไฮบริด ก็ประหยัดน้ำมันและถือว่าลดการใช้พลังงานได้เช่นกัน และข้อจำกัดของสถานีชาร์จ ที่ยังเป็นปัญหา และกำลังเร่งขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จกันอยู่

แต่จากปัญหาด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ในอนาคตข้างหน้านี้ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด คงเป็นรถยนต์รุ่นหลักของทุกค่ายรถบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน

เพราะยิ่งเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ยิ่งก้าวหน้าเท่าใด ให้ระยะทางในการวิ่งได้มากเท่าไหร่ รถยนต์ไฟฟ้าก็ยิ่งเป็นที่นิยม เมื่อคนนิยมเยอะ ยอดการผลิตก็มากขึ้น ต้นทุนการผลิตก็ถูกลง จนเป็นที่จับต้องได้ของคนทั่วไป ไม่ใช่ของเล่นคนรวยอย่างแน่นอน …

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Electric-Cars-In-Motorshow

งาน Bangkok International Motor Show 2019 (มอเตอร์โชว์ 2019) ที่เริ่มต้นขึ้น ช่วงระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 นี้ยังมาพร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้ามากมาย ที่รอให้คุณเป็นเจ้าของกันอยู่

MR.CARRO ขอพาทุกท่านไปชมกันครับ ว่าในงานจะมีรายละเอียดของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเด็ดๆ โดนใจ ทั้งโชว์และขาย ทั้ง 8 รุ่นจะมีรายละเอียดอะไรกันบ้าง …

FOMM One

FOMM-One-2019

FOMM One (ฟอมม์ วัน) เป็นรถไฟฟ้า 4 ที่นั่ง ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เหมาะสำหรับใช้งานในเมืองมาก จดทะเบียนได้ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ In-wheel ขนาด 5 kW จำนวน 2 ตัว ให้แรงบิดรวมสูงสุด 560 นิวตัน-เมตร สามารถชาร์จไฟจนเต็ม (0-100%) ในเวลา 6 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากถึง 160 กิโลเมตร และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 80 กม./ชม. เลยทีเดียว

โดย FOMM One วางจำหน่ายผ่าน บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม จำกัด ในเครือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีกำหนดส่งมอบให้ผู้สั่งซื้อช่วงต้นปี 2562 สนนราคาเริ่มอยู่ที่ 664,000 บาท

MINE SPA1

MINE-SPA1-2019

MINE SPA1 (ไมน์ สปา1) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติไทย แบบ MPV ขนาด 5 ที่นั่ง ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับได้เป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแต่ละครั้ง ซึ่งรายละเอียดและราคา (ประมาณ 1,XXX,XXX บาท) คงต้องรอในงาน Motor Show 2019 อีกครั้ง

Nissan Leaf

Nissan-Leaf-2019

Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ) “Simply Amazing” เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า “100%” และมีอัตราการปล่อยมลพิษเป็น “0” และถือเป็นรถค่ายญี่ปุ่นเจ้าแรก ที่กระโดดลงมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างจริงจัง แม้ว่าราคาของตัวรถจะยังสูงอยู่ก็ตาม

Nissan Leaf ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.9 วินาที รองรับการขับขี่เป็นระยะทาง 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จด้วยกำลังไฟขนาด 3.6 kW ได้ในเวลา 12 ชั่วโมง และกำลังไฟขนาด 6.6 kW ในเวลา 6 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด่วนจนถึงระดับ 80% ได้ในเวลา 40 นาที ในราคา 1,990,000 บาท!

MG eZS

MG-eZS-2019

MG eZS (เอ็มจี อีแซดเอส) รถต้นแบบของรถยนต์ Crossover SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มาโชว์ในงาน Motor Show 2019 หลังจากที่เปิดตัวครั้งแรกในงานกวางโจว ออโต้โชว์ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ในฐานะยนตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ “NetGreen” ของ SAIC

ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) และวิ่งได้ไกลถึง 428 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (หรือ 335 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC) แล้ว ยังมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบฉบับรถยนต์ SUV และการติดตั้งระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะในรถยนต์ ซึ่ง MG มีแผนจะขายในไทยปีนี้

Jaguar I-Pace

Jaguar-i-Pace-2019

Jaguar I-Pace (จากัวร์ ไอ-เพซ) รถ Crossover แบบไฟฟ้าล้วน (BEV) 5 ที่นั่ง รุ่นแรกของ Jaguar มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 394 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งภายในห้องโดยสาร ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสไตล์ Jaguar อยู่เช่นเคย โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้น 5,499,000 บาท สำหรับรุ่น S

Audi e-tron

Audi-e-tron-2019

Audi e-tron 55 quattro (อาวดี้ อี-ทรอน 55 ควอทโทร) เป็นรถแบรนด์หรูเจ้าแรกในไทยที่ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการประเดิมส่ง Audi e-tron 55 quattro ใหม่ จับกลุ่มผู้ชื่นชอบความล้ำสมัย พร้อมระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Audi

ติดตั้งขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 266 กิโลวัตต์ หรือ 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า ในบูสต์โหมดแรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 664 นิวตันเมตร ในบูสต์โหมด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.6 วินาที และ 5.7 วินาทีในบูสต์โหมด และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กม./ชม. ส่วนแบตเตอรี่สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางกว่า 417 กิโลเมตร ในราคา 5,099,000 บาท!

Hyundai Ioniq Electric

Hyundai-Ioniq-Electric-2019

Hyundai Ioniq Electric (ฮุนได ไอออนิค อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งเดียวจากค่ายรถเกาหลีในตอนนี้ ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion Polymer (LiPo) ความจุ 28 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.9 วินาที (โหมด Sport) และ 10.2 วินาที (โหมดปกติ) ทำความเร็วสูงสุดได้ 165 กม./ชม.

ระบบชาร์จไฟของ Ioniq Electric สามารถชาร์จได้ 3 แบบ ได้แก่ 1. แบบทริคเคิ้ล (เต้าเสียบบ้าน) กำลังไฟ 2.3 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็ม 12 ชั่วโมง 2. แบบธรรมดา (Wall Box) กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนเต็ม 4 ชั่วโมง 25 นาที และ 3. แบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนถึงระดับ 80% ในเวลา 23 นาที สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นระยะทาง 280 กม. ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้งตามมาตรฐาน NEDC

Hyundai Kona Electric

Hyundai-Kona-Electric

Hyundai KONA Electric (ฮุนได โคน่า อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าสายพันธุ์ SUV ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยวกว่าใคร ใช้แบตเตอรี่ที่ให้พลังงานยาว 64 กิโลวัตต์ชั่วโมง พุ่งทะยานด้วยแรงบิด 395 นิวตัน-เมตร แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.6 วินาที และวิ่งไปได้ไกลสูงสุดถึง 482 กม. (มาตรฐาน WLTP) 

เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคา 1,849,000 บาท และ 2,259,000 บาท

ขอขอบคุณภาพจาก Bangkok-Motorshow