กรมการขนส่งทางบก ปล่อยมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ที่ถือใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุเกิน 1 ปี หรือ 3 ปี ในช่วงที่กรมการขนส่งทางบก งดการอบรมที่สำนักงานขนส่งตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ผู้ที่ถือใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุเกิน 1 ปี ในระหว่างวันที่ 4 มกราคม – 31 มีนาคม 2564 ได้รับยกเว้นการสอบข้อเขียน แต่ยังต้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และอบรมภาคทฤษฎี

2. ผู้ที่ถือใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุเกิน 3 ปี ในระหว่างวันที่ 4 มกราคม – 31 มีนาคม 2564 ได้รับยกเว้นการสอบขับรถ แต่ยังต้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย, อบรมทฤษฎี และสอบข้อเขียน

3. ผู้ที่ถือใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถว่าด้วยการขนส่งทางบกสิ้นอายุเกิน 3 ปี ในระหว่างวันที่ 4 มกราคม – 31 มีนาคม 2564 ได้รับยกเว้นการสอบขับรถ แต่ยังต้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และอบรมภาคทฤษฎี

4. เอกสารประกอบคำขอรับ, ต่อใบอนุญาตขับรถหรือผู้ประจำรถ เช่น ใบรับรองแพทย์, หนังสือรับรองการผ่านอบรมและทดสอบ, คำขอที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และผลผ่านการอบรม DLT e-Learning ที่สิ้นอายุ อนุโลมให้ใช้ประกอบการดำเนินงานด้านใบอนุญาตขับรถได้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564

 

ในส่วนของคนที่ทำรายการจองคิวดำเนินการด้านใบขับขี่ไว้ก่อนหน้าแล้วนั้น ยังได้รับสิทธิดำเนินการหลังจากสำนักงานขนส่งเปิดให้บริการตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อมูลให้ผู้จองคิวทราบโดยตรงอีกครั้ง

สำหรับใครที่ต้องการจองคิวกับกรมการขนส่งทางบก สามารถจองคิวเข้ารับบริการล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue ดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้ง ระบบปฏิบัติการ iOS: https://apple.co/2GIHARd และแอนดรอยด์: http://bit.ly/2IkLpyO หรือผ่านเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.th

ต้องไวแล้วล่ะครับ งานนี้!

Driving-License-And-Medical-Certificate

กรมการขนส่งทางบก ระบุ!!! 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ขอใบขับขี่ใหม่ หรือต่ออายุใบขับขี่ทุกประเภท ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ต้องใช้ใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐานในการดำเนินการ พร้อมเผยความคืบหน้า อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมการอบรมและทดสอบเพิ่มเติมสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์

นายยงยุทธ นาคแดง รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ภายหลังจากกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564

Driving-License

โดยสาระสำคัญ นอกจากเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Big Bike) ต้องผ่านการอบรมและทดสอบเพิ่มเติม ยังมีสาระสำคัญในเรื่องของใบรับรองแพทย์ ที่ต้องใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการดำเนินการ ต้องแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นไม่มีโรคประจำตัว หรือสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ ตามที่แพทยสภากำหนด

ซึ่งในส่วนนี้ กรมการขนส่งทางบก จะประสานความร่วมมือกับแพทยสภา ในการกำหนดโรคหรือสภาวะของโรคที่ต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับรถและจะวางแนวทางในการตรวจรับรองของแพทย์กับแพทยสภาให้เรียบร้อย ก่อนกฎกระทรวงจะมีผลใช้บังคับ

นอกจากนี้ กฎกระทรวงดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ จะต้องใช้ใบรับรองแพทย์ประกอบในการดำเนินการอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ไม่มีการกำหนดให้ใช้ใบรับรองแพทย์ แต่ด้วยข้อเท็จจริงสมรรถภาพของร่างกายของผู้ขับรถย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น และอาจมีโรคประจำตัว หรือมีสมรรถภาพของร่างกายที่บกพร่อง จนไม่สามารถขับรถได้ จึงกำหนดให้ต้องมีใบรับรองแพทย์มาประกอบในการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการขอรับ และขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิด ทุกประเภท ต้องมีใบรับรองแพทย์ยื่นประกอบการดำเนินการด้วย

Motorcycle-Test-Riding

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า สำหรับความคืบหน้าการกำหนดหลักเกณฑ์อบรม และทดสอบเพิ่มเติมสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ (ใบขับขี่บิ๊กไบค์) ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ (47 แรงม้า) ขึ้นไป หรือขนาดความจุของกระบอกสูบตั้งแต่ 400 ซีซี ขึ้นไป อยู่ระหว่างการเตรียมพร้อม เพื่อรองรับเมื่อกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีการกำหนดหัวข้อหลักสูตรการอบรมและทดสอบ ประกอบด้วย การอบรมภาคทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้ขับขี่ ยานพาหนะ สภาพแวดล้อม เป็นต้น การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ เป็นการฝึกขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์อย่างปลอดภัย และการทดสอบขับรถ เพื่อคัดกรองการออกใบอนุญาตขับรถมีความเหมาะสม และได้มาตรฐานการออกใบขับขี่บิ๊กไบค์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นโดยเฉพาะผู้ขับรถ (บิ๊กไบค์) ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ และเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ทักษะการขับรถสูงกว่าปกติ

Driving-Lifetime-License

กรมการขนส่งทางบก ยืนยัน! ไม่ยึดคืนใบขับขี่ตลอดชีพ และไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถนะใหม่ หรือทดสอบขับรถใหม่ ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน

แต่จะศึกษาถึงแนวทางการคัดกรองผู้ที่ขาดสมรรถนะ หรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่า มีความเสี่ยง หรือมีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย

Driving-License

จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่าจะไม่ยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพและไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมด มาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่ หรือทดสอบขับรถใหม่ ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน

แต่จะมีการศึกษาว่าจะทำอย่างไร จึงจะคัดกรองผู้ที่ร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ หรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โรคทางสมอง โรคปัญหาการมองเห็นที่รักษาไม่หาย เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

Driving-License

โดยการศึกษาดังกล่าว ต้องหารือร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภา และต้องพิจารณาข้อกฎหมายประกอบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ดังนั้น ที่มีการแชร์ข้อมูลว่าจะมีการยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพที่ออกให้แล้วหรือการให้เข้ามาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับใหม่จึงไม่เป็นความจริง การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถยังคงเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามปกติ

Driving-License

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบก ยังได้มีการนำสถิติการเกิดอุบัติเหตุ และผลการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ โดยแบ่งเป็น 7 มิติ ประกอบด้วย

1.การกำหนดสภาวะโรค

2.การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

3.การอบรมและทดสอบความรู้ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ภาคทฤษฎี) โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรการอบรม ให้สอดคล้องกับการขอรับใบอนุญาต พร้อมทั้งจัดทำระบบอบรมภาคทฤษฎีออนไลน์แบบ e-Learning

4.การอบรมการขับรถและทดสอบความสามารถในการขับรถของผู้ขอรับใบอนุญาตภาคปฏิบัติ

5.การบริหารจัดการ

6.การปรับปรุงรูปแบบใบอนุญาตขับรถ โดยจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการจราจรทางถนน ค.ศ. 1968

7.การควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยมาตรการตัดแต้ม (การติดตามประเมินผล) เพื่อพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

Carro-Roojai-The-Keys-To-Driving-Safety

ถ้าคุณคิดว่าการไปสอบใบขับขี่รถยนต์ ทั้งข้อเขียนและปฎิบัติ จะช่วยให้คุณรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้รถบนท้องถนนอย่างปลอดภัยแล้วล่ะก็… คุณกำลังคิดผิด เพราะในความจริงการใช้รถมันมีอะไรมากกว่านั้น คุณจึงไม่ควรพลาดเนื้อหาเหล่านี้ที่เรากำลังจะบอก เพื่อให้คุณขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่อง กฎจราจร หรือสิ่งที่ได้รู้จากตอน อบรมใบขับขี่ แต่เป็นความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับใครที่ต้องใช้รถในเมือง ความหนาแน่นในการจราจรมีสูง ทำให้ความเสี่ยงแปรผกผันตาม ไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

The-Keys-To-Driving-Safety

1. จอดรถให้ปลอดภัย

การจอดรถใช่ว่ามีที่ว่างตรงไหนก็จอดได้ เพราะมันอาจส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถของคุณด้วย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรเลี่ยงจอดรถในที่เปลี่ยว หรือถ้าต้องจอดรถค้างคืนในที่ที่ไม่เคยจอด ควรเลือกจอดให้อยู่ใน “สายตา” ของกล่องวงจรปิดสักหน่อย ที่เดี๋ยวนี้มีติดอยู่ทั่วไปตามหน้าบ้านหรือร้านค้า

จอดรถในที่ปลอดภัยแล้ว เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงว่ารถของคุณจะอยู่ในอันตราย ก็ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าใด ๆ ไว้ในรถด้วย ขโมยขโจรมันเยอะ บางทีสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย เกิดหายไปก็ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องอย่าลืมนึกด้วยล่ะ ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลังจากรถถูกงัดหรือโดนทุบไปแล้วอยู่ที่ราคาเท่าไร หลายคนก็คงไม่อยากต้องมาเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยไม่จำเป็นหรอก

2. ใช้ไฟสัญญาณรถให้เป็นนิสัย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสัญญาณไฟมีอยู่ไม่น้อย และเรารู้ว่าตอน อบรมใบขับขี่ เขาให้ใช้ แต่คุณให้ความสำคัญกับมันมากน้อยแค่ไหน? ทั้งการเปิดไฟส่องสว่างบ้าง ไฟสัญญาณบ้าง หรือไฟเบรกที่เสีย คุณใช้มันเป็นนิสัยแล้วหรือยัง?

ควรใช้เป็นประจำไม่ว่าในซอยเล็กๆ หรือถนนใหญ่ เพราะอย่าลืมว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่ใช้รถใช้ถนน คนอื่น ๆ ที่เขาใช้ร่วม เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะเลี้ยวหรือเบรก หรือจะขับรถไปทางไหน และมันคงไม่แฟร์กับพวกเขาถ้าต้องมาสูญเสียจากอุบัติเพราะความมักง่ายไม่ใช้ไฟสัญญาณ ดังนั้นใช้ไฟสัญญาณให้เป็นนิสัยไว้ดีที่สุด

The-Keys-To-Driving-Safety

3. ถ้ารถพร้อม การขับขี่ก็ปลอดภัยกว่า

ในตอนที่ สอบใบขับขี่ หลายคนน่าจะเน้นจำในเรื่องของ กฎจราจร เป็นสำคัญ ในตอนอบรมก็มีแทรกให้ความรู้เรื่องการดูแลรถอยู่บ้าง แต่ความจริงการดูแลรถมันมีอะไรมากกว่านั้น การเป็นเจ้าของรถจริง ๆ มันก็เหมือนเป็นภาระอันใหญ่ยิ่ง และถ้ารู้จักรถที่ตัวเองใช้ให้มากกว่าแค่ทั่วไป มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย

ขอแนะนำให้คุณหมั่นตรวจเช็ครถในส่วนของพื้นฐานการใช้งาน ตั้งแต่ในส่วนของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ระบบหล่อเย็น เบรก ยาง และอื่น ๆ มากไปกว่านั้น คุณควรหาความรู้เกี่ยวกับรถที่ตัวเองใช้ไว้บ้างด้วย ว่าถ้ามีปัญหาจากการใช้งานตรงไหนต้องซ่อมยังไง คอยหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวรถ รถมีปัญหาอะไรก็รีบแก้ อย่าปล่อยให้ลุกลามไปเสียที่จุดอื่นๆ จนเสียหายใหญ่ ซ่อมแพง หรือพาให้การใช้รถของคุณต้องปลอดภัยน้อยลงจากเดิม

4. โทรศัพท์ต้องพร้อมอยู่เสมอ

จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์บนรถหรอกนะ เพราะมันจะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ “มันก็ต้องมี” และจำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อคุณใช้รถ รถดับ รถพังกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุ โทรศัพท์นี่แหละคือตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มีอินเทอร์เน็ต ควรมีติดตัวไว้เสมอในตอนที่ใช้รถ เมมเบอร์ฉุกเฉินไว้ด้วยทั้งเบอร์ประกันรถของคุณ เบอร์ช่าง เบอร์อู่ หรือแม้แต่เบอร์รถยก เพื่อให้ตอนที่จะใช้จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาหา และควรมีพวกสายชาร์จไว้สำหรับชาร์จไฟโทรศัพท์ในรถด้วย

The-Keys-To-Driving-Safety

5. ออกจากซอย ระวังซ้ายมากขึ้นอีกนิด

หลายคนน่าจะเจอบ่อยเวลาที่ออกจากซอย เราก็มองขวาแล้วอย่างดี แต่มักจะมีรถมอเตอร์ไซค์ประเภท “ชอบแทรก” ขอไปก่อนเพราะเห็นว่ารถตัวเองเล็กกว่า แทรกแซงไปทางซ้าย บางคนไม่ระวังหรือไม่เห็นแล้วหักเลี้ยวมากไป ก็จะไปเบียดกับรถมอเตอร์ไซค์ แนะนำคือเวลาที่จะออกจากซอยให้ระวังซ้ายสักหน่อย มองขวาเห็นแล้วว่ารถไม่มีมีก็เหลียวระวังทางซ้ายไว้เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

6. ไม่ชัวร์ก็อย่าเปลี่ยนเลน

โดยเฉพาะสายซิ่งยิ่งต้องห้ามใจไว้สักหน่อย ทางแคบ ๆ ที่คิดว่าแซงได้หรือเคยแซงได้มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ตอนสอบใบขับขี่ก็บอกอยู่ว่าถ้าจะเปลี่ยนเลนให้มั่นใจว่ารถที่ตามมาต้องอยู่ในระยะห่างพอสมควร เห็นช่องเล็ก ๆ คิดจะแซง เปลี่ยนเลน ต้องให้ชัวร์ก่อนว่ารถคันหลังขับตามมาอยู่ไกลพอให้ไป อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะ “ถ้าไม่พ้น” ขึ้นมาจงจำไว้ว่ามันไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่จะต้องสูญเสีย

The-Keys-To-Driving-Safety

7. ใจกว้างขึ้นบนถนนก็ปลอดภัยขึ้น

ดูจากคลิปมากมายของพวก “หัวร้อน” ในการใช้รถ และคิดว่าตัวเองคงไม่ทำเรื่องแบบนั้น แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนใจกว้างในการใช้รถสักหน่อย เข้าใจว่าทุกคนมีพฤติกรรมในการใช้รถไม่เหมือนกัน บางคนนิสัยไม่ดีขี่แซงในจังหวะที่ไม่ควร แทรกรถเข้าไปทั้งที่แทรกไม่ได้

ทุกพฤติกรรมทำให้การใช้รถมีความสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่ถ้าทุกคนขับขี่ด้วยน้ำใจ อะไรปล่อยได้ก็ปล่อย ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบนท้องถนนจะปลอดภัย มากขึ้นอีกเยอะ

และทั้งหมดน่าจะช่วยให้ทุกคนใช้รถกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น รู้ว่า ขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย  เริ่มนับที่หนึ่งจากคุณและอีกหลาย ๆ คน บนท้องถนนก็จะเป็นที่ที่มีความสุขมากขึ้นได้แล้ว ปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถก็จะน้อยลง และที่สำคัญรถทุกคันต้องทำประกันรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้คุณอีกด้วยนะ สามารถเช็คราคาออนไลน์ พร้อมทั้งซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า คลิกเลย

DLT-Help-People-Renew-Driving-License

ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ทางกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทุกคนต้องไปทำใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือใบขับขี่ประเภทอื่นๆ ได้ปิดให้บริการไปด้วย ซึ่งมีผลกระทบสำหรับผู้ที่ใบขับขี่หมดอายุเวลานั้นพอดี

ตอนนี้มีข่าวดี! กรมการขนส่งทางบก ได้ออกมาตรการเยียวยาให้แก่ผู้ที่ใบขับขี่รถหมดอายุแล้ว ในช่วงกรมการขนส่งทางบกงดให้บริการ

Driving-License

1. ผู้ที่ใบอนุญาตขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ “สิ้นอายุเกิน 1 ปี” ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2563 – 30 กันยายน 2563

–> ยกเว้นการทดสอบข้อเขียน แต่ยังต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และอบรมภาคทฤษฎี ซึ่งเป็นการเยียวยาจากเดิม ที่ต้องเข้ารับเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี และทดสอบข้อเขียน

Driving-License

2. สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ “สิ้นอายุเกิน 3 ปี” ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2563 – 30 กันยายน 2563

–> ยกเว้นการทดสอบขับรถ แต่ยังต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี และทดสอบข้อเขียน ซึ่งเป็นการเยียวยาจากเดิม ที่ต้องเข้ารับเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ

BMTA-Bus

3. สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก “สิ้นอายุเกิน 3 ปี” ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2563 – 30 กันยายน 2563

–> ยกเว้นการทดสอบขับรถ แต่ยังต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และอบรมภาคทฤษฎี ซึ่งเป็นการเยียวยาจากเดิม ที่ต้องเข้ารับเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี และทดสอบขับรถ ทั้งนี้ สำหรับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ประเภท ท. ต้องตรวจสอบประวัติอาชญากรรมด้วย

4. เอกสารประกอบคำขอรับหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถหรือผู้ประจำรถ

  • ใบรับรองแพทย์
  • หนังสือรับรองการผ่านการอบรมและทดสอบ
  • คำขอที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
  • ผลผ่านการอบรมผ่านระบบ e-Learning ที่สิ้นอายุในระหว่างที่กรมการขนส่งทางบกงดให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถ (อ่านเพิ่มเติม : )

–> อนุโลมให้ใช้ประกอบการดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ การให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถทุกชนิด ขอให้ประชาชนต้องจองคิวล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เท่านั้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการคิวและจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างปลอดภัยตามมาตรการทางด้านสาธารณสุข

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue
iOS Link: https://apple.co/2GIHARd
แอนดรอยด์ Link: http://bit.ly/2IkLpyO

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

5-Steps-Renew-Driving-License-Online

เนื่องจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดระลอกใหม่ ในขณะนี้ ทำให้หลายหน่วยงานอาจต้องตัดสินใจ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” กันอีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดและแพร่เชื้อโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในช่วงปีใหม่ 2564 นี้

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก รับวิถีชีวิต New Normal และไม่ต้องไปแออัดกันรอคิวอบรมที่สำนักงานขนส่งต่างๆ ทำให้กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาระบบการอบรมต่ออายุใบอนุญาติขับรถ ผ่านระบบ DLT e-learning โดยกรอกข้อมูล และชมวิดีโออบรมความรู้ ตามขั้นตอนต่างๆ ง่ายนิดเดียว

5-Steps-Renew-Driving-License-Online-2020

แต่สำหรับใครก็ตาม ที่ยังต้องการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิด สามารถเข้ารับการอบรมผ่านระบบออนไลน์ได้ ผ่านระบบ e-Learning ทางเว็บไซต์ https://dlt-elearning.com/ ซึ่งรองรับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเลต และคอมพิวเตอร์

แต่วิธีการจะมีอะไรบ้างนั้น MR.CARRO จะเล่าให้ฟังตามขั้นตอนดังนี้

5-Steps-Renew-Driving-License-Online-2020

ขั้นตอนที่ 1

คลิกปุ่ม “ลงทะเบียน” (สีเหลือง) กรณีใช้งานครั้งแรก จากนั้นกรอกข้อมูล เลขบัตรประจำตัวประชาชน (กรอก 2 ครั้ง) วันเดือนปีเกิด จากนั้นคลิกที่ปุ่ม “ยืนยัน”

ขั้นตอนที่ 2

จากนั้น เลือกการอบรม ตามใบอนุญาตขับรถที่ประสงค์จะต่ออายุ (เช่น ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล อบรม 1 ชั่วโมง, ใบอนุญาตขับรถขนส่ง อบรม 2 ชั่วโมง และใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง)

ขั้นตอนที่ 3

เลือกที่หัวข้อ “แบบทดสอบก่อนอบรม” แล้วตอบคำถาม

ขั้นตอนที่ 4

ดูวิดีโอการอบรมตามที่เลือก เมื่อรับชมวิดีโอจนจบ ตอบคำถามแบบทดสอบหลังอบรมอีกรอบ

ขั้นตอนที่ 5

เมื่อสิ้นสุดการอบรมแล้ว นำผลการอบรมติดต่อสำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และออกใบอนุญาตขับรถได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผ่านการอบรม

อย่าลืมนะครับ การอบรมผ่านระบบ e-Learning เฉพาะผู้ที่ใบอนุญาตขับรถหมดอายุไม่เกิน 1 ปี หรือผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่ล่วงหน้าไม่เกิน 90 วัน เท่านั้นจ้า

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุค COVID-19 กลับมาอีกรอบ สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

  • กรมการขนส่งทางบก

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะนำรถไปขับขี่บนท้องถนน จำเป็นต้องมีใบขับขี่กันเสียก่อนแล้ว รู้ไหมครับว่าเวลาไป “สอบใบขับขี่ เราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง” วันนี้แฟรงค์มิตรรักนักขับได้รวบรวมมาบอกคุณแล้ว

เอกสารที่ต้องเตรียมตอนไปสอบใบขับขี่

5-Tricks-For-Get-Driving-License

1.ใบเอกสารการจองอบรม

ก่อนจะไปสอบใบขับขี่ แฟรงค์แนะนำให้จองคิวอบรมก่อนนะครับ โดยสามารถเข้าไปจองได้ที่ DLT e-Booking ได้เลยครับ เมื่อจองเสร็จแล้วเราจะได้เป็นไฟล์ Ticket ที่จะบอกรายละเอียด ชื่อ ที่อยู่ รวมถึงวัน – เวลาในการอบรมของเรามา ให้เราปรินท์ใบนี้แล้วนำไปในวันสอบใบขับขี่ด้วยนะครับ

2. บัตรประชาชนตัวจริง

ต้องเป็นบัตรประชาชนตัวจริงนะครับ ใช้สำเนาไม่ได้นะ โดยต้องใช้บัตรที่ชื่อและใบหน้าในบัตรยังชัดเจน ไม่เลือนด้วยนะครับ

3.ใบรับรองแพทย์

เนื่องจากผู้ขอใบขับขี่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน โดยเราจะต้องนำหลักฐานใบรับรองแพทย์ที่มีผู้รับรองกำหนด และตราประทับสถานพยาบาลชัดเจน มาด้วยในวันสอบใบขับขี่ โดยที่ใบรองแพทย์จะต้องมีอายุไม่เกิน 1 เดือนด้วยนะครับ

5-Tricks-For-Get-Driving-License

4.ใบอนุญาตขับรถฉบับเดิม (ในกรณีที่ไปต่อใบขับขี่)

อันนี้เฉพาะคนที่มีใบขับขี่อยู่แล้ว และต้องการไปต่อใบขับขี่นะครับ คนที่ไม่เคยมีหรือต้องการไปทำใบขับขี่ใบแรกไม่ต้องนะ

5. เตรียมความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ไปด้วยนะ

เพราะเมื่อถึงวันสอบ เราจะต้องผ่านการทดสอบมากมาย ทั้งการอบรมเบื้องต้น การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย สอบภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

ถ้าใครกังวล กลัวว่ายังเตรียมความรู้ไม่แน่นพอ ก็สามารถอ่าน ข้อสอบใบขับขี่ 2563 สำหรับรถยนต์และมอไซค์ ฉบับอัปเดต! เตรียมความพร้อมได้นะครับ ไปถึงจะได้สอบผ่านฉลุย และที่สำคัญ ต้องทำ “ประกันรถยนต์” จาก Frank.co.th ไว้ดูแลด้วยนะครับ

Driver-License-2018

ปรับเงื่อนไขในการขอใบขับขี่ใหม่ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น

Driving-License

กรมการขนส่งทางบก บังคับใช้ “ใบรับรองแพทย์” แบบ 2 ท่อน ให้ผู้ขอลงนามร่วมกับแพทย์ เวลาขอทำใบขับขี่ เริ่ม 1 มี.ค. นี้ พร้อมกำหนด 5 โรคต้องห้าม โรคเท้าช้าง วัณโรค โรคเรื้อน พิษสุราเรื้อรัง และโรคติดยาเสพติดให้โทษ ด้านรองเลขาธิการแพทยสภา ระบุ ออกแบบและบังคับใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อความเป็นธรรม แต่บางแห่งยังไม่มีผู้ป่วยรับรองตนเอง

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า แพทยสภาได้กำหนดแบบมาตรฐานของใบรับรองแพทย์ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ออกให้กับผู้ขอรับบริการตรวจสุขภาพ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. นี้ เนื่องจากแต่เดิมไม่มีมาตรฐานเดียวกัน แต่ได้กำหนด 5 โรคต้องห้าม ได้แก่ โรคเท้าช้าง วัณโรค โรคเรื้อน พิษสุราเรื้อรัง และโรคติดยาเสพติดให้โทษ

Driving-License

โดยรายละเอียดใบรับรองแพทย์แบบมาตรฐานใหม่แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ของผู้ขอรับใบรับรองสุขภาพกรอกประวัติโรคประจำตัว ประวัติอุบัติเหตุและการเข้ารับการผ่าตัด ประวัติเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามความจริง

ส่วนที่ 2 ของแพทย์รับรองผู้ขอรับบริการตรวจสุขภาพ ว่า ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ปรากฏอาการของโรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน หรือปัญญาอ่อน ไม่ปรากฏอาการของการติดยาเสพติดให้โทษ และอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง และไม่ปรากฏอาการและอาการแสดงของโรคเรื้อนในระยะติดต่อหรือในระยะปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

Driving-License

ส่วนกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถหรือใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถใช้ใบรับรองแพทย์ไม่เป็นไปตามแบบมาตรฐานดังกล่าว ให้นายทะเบียนแจ้งผู้ยื่นคำขอไปดำเนินการขอใบรับรองแพทย์ใหม่ให้ถูกต้องก่อนรับดำเนินการ รวมทั้งให้สำนักงานขนส่งจังหวัดประสานสถานพยาบาลในพื้นที่ให้ออกใบรับรองแพทย์ตามแบบที่ถูกต้องเพื่อการคัดกรองผู้ขับรถที่มีความรู้และทักษะการขับรถได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่เป็นภัยอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่น

สำหรับโรคประจำตัวบางกลุ่ม แม้ตามกฎหมายจะยังไม่กำหนดให้เป็นโรคต้องห้ามที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ เช่น โรคลมชัก โรคความดันโลหิตสูง แต่กรณีผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถไปแล้วอาการของโรคกำเริบขณะขับรถจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง นายทะเบียนอาจพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถได้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนรวม

Driving-License

ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงร่างกฎกระทรวงขณะนี้อยู่ในระหว่างหารือร่วมกับแพทยสภาเพื่อกำหนดรายละเอียดของใบรับรองแพทย์ให้สามารถกลั่นกรองผู้ที่มีโรคในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อการขับรถเพิ่มเติม เช่น โรคเบาหวานระยะที่ต้องฉีดอินซูลิน โรคความดันโลหิตสูง โรคลมบ้าหมูหรือลมชัก ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางสมอง ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ผ่านการผ่าตัดหัวใจ หรือขยายเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการขับรถ และอาจพิจารณาให้มีการตรวจรับรองโรคเป็นระยะ สำหรับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ก่อนที่กรมการขนส่งทางบกจะประกาศยกเลิกการออกใบอนุญาตขับรถตลอดชีพเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 เพื่อคุ้มครองผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ใบรับรองแพทย์

ตัวอย่างใบรับรองแพทย์แบบใหม่

ด้าน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ชี้แจงว่า แพทยสภาได้รับรองใบรับรองแพทย์ ชนิดที่มี 2 ท่อน เพื่อแก้ปัญหาข้อกฎหมาย โดยให้คนไข้รับรองตนเอง ในโรคที่แพทย์ไม่มีทางทราบได้จากการตรวจปกติ ในท่อนแรก คู่ขนานกับการที่แพทย์รับรองเฉพาะโรคที่ตรวจได้และระบุตามกฎหมาย ในท่อนที่ 2 เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบ ในส่วนที่ตนเองไม่สามารถทราบได้จากการตรวจปกติมานานแล้ว โดยเพิ่มข้อมูลสัญญานชีพ เลขที่บัตรประชาชน ประวัติต่างๆ ที่แพทย์อาจพลาดถ้าคนไข้ไม่บอก และให้คนไข้รับรองประวัติตนเอง ไม่ใช่แพทย์รับรอง เพราะไม่มีทางรู้ แพทย์รับรองเฉพาะที่ตรวจที่เห็นเท่านั้น เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ใบรับรองแพทย์รูปแบบดังกล่าว ออกประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2551 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตามมติการประชุมกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 8/2551 วันที่ 14 ส.ค. 2551 โดยได้แจ้งให้มีการปรับใหม่ ลงจดหมายข่าวแพทยสภา และประกาศทางเว็บไซต์ เพื่อให้ สถานพยาบาลทุกแห่งนำมาใช้ให้เข้าเกณฑ์ตามข้อกฎหมาย และ ให้ดาวน์โหลดได้ที่ เว็บไซต์แพทยสภา เพื่อเป็นต้นแบบ

“สถานพยาบาลส่วนใหญ่ได้นำไปใช้แล้ว แต่ยังพบว่าบางสถานพยาบาลยังคงใช้แบบท่อนเดียว โดยไม่มีผู้ป่วยรับรองตนเอง ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงในการรับรองสุขภาพ จึงขอแจ้งมาอีกครั้งให้พิจารณาปรับปรุงเป็นใบรับรองแพทย์ 2 ท่อน ที่แพทยสภารับรองแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงของสถานพยาบาล และให้สอดคล้องกฎหมายต่อไป โดยทางกรมขนส่งทางบกจะใช้ฟอร์มนี้ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2561 เป็นต้นไป” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก MGR Online

Driving-License

รู้ขั้นตอน การเตรียมตัว และวิธีการสอบใบขับขี่ ง่ายๆ ไม่ยาก

Driving-License

          สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนขับรถยนต์ และคนขี่รถจักรยานยนต์ ที่ต้องมีพกติดตัวไว้ตลอดเวลาของการขับขี่ นั่นคือ “ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์” ซึ่งใบขับขี่ ก็ยังแบ่งออกเป็นได้อีกหลายๆ ประเภท รวมไปถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่สำคัญว่ามีอะไรบ้าง

สำหรับในอดีต กรมการขนส่งทางบก ยังได้มีการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพให้ แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 (ซึ่งหากใครที่มีใบขับขี่ประเภทนี้ สามารถไปเปลี่ยนบัตรเป็นแบบสมาร์ทการ์ดได้ โดย โดยไม่มีผลใดๆ) จึงทำให้มีการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคลแบบปัจจุบัน คือ มีอายุครั้งละ 5 ปี บังคับใช้ทั้งในรถยนต์ส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

ทาง Carro ขอแนะนำวิธีการสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ทุกท่านได้อ่านและปฏิบัติกันครับ.

Driving-License

เริ่มแรก ไปทำใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งใกล้บ้านท่าน …

*สำหรับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล มี 5 พื้นที่ ได้แก่

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร)
โทร. 02-271-8888 ต่อ 4201-4 หรือ 1584

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 (ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล)
โทร. 02-415-7337 ต่อ 204-205

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 (ถ.สวนผัก ตลิ่งชัน)
โทร. 02-433-4773

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 (ถ.สุขุมวิท ตรงข้าม ซ.สุขุมวิท 62/1)
โทร. 02-333-0035

สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 (ถ.สุวินทวงศ์ หนองจอก)
โทร. 02-543-5512

ผู้ที่ภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา หรือกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งเขตใดเขตหนึ่งก็ได้ (เพราะมีระบบออนไลน์ถึงกันหมด) สามารถค้นหารายละเอียดได้ที่ http://www.dlt.go.th

หรือ สอบใบขับขี่กับโรงเรียนสอนขับรถของเอกชน ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก

Driving-License

1. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว (2 ปี)

– ผู้ขอทำใบขับขี่รถยนต์ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
– ผู้ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 90 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
– เป็นผู้ที่ไม่มีร่างกายบกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก เป็นต้น

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
3. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

จากนั้น ทำการยื่นคำขอพร้อมหลักฐานเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงทะเบียนรับ เสร็จแล้วรับคืนเอกสารฉบับจริง

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรทางบก เครื่องหมายพื้นทาง ป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ มารยาทและจิตสำนึก เทคนิคขับรถให้ปลอดภัย บำรุงรักษารถ การรับรู้สถานการณ์อันตรายและรูปภาพจราจรต่างๆ
3. สอบภาคทฤษฏี (ทดสอบข้อเขียน) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (E-Exam) ซึ้งต้องผ่าน 90% จำนวนข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ต้องให้ได้ 45 ขึ้นขึ้นไป ดูรายละเอียดได้ใน Link นี้ – http://apps.dlt.go.th/e_exam/
4. สอบภาคปฏิบัติ (ทดสอบขับรถ) ตามชนิดใบขับขี่ (รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว)
5. เสียค่าธรรมเนียมกรณีสอบผ่านทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ (รถยนต์ชั่วคราว 2 ปี 205 บาท รถจักรยานยนต์ชั่วคราว 2 ปี 105 บาท)
6. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

Driving-License

2. การขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

ผู้ที่ขอทำใบขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปี เป็นผู้ที่ได้รับใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และสามารถยื่นก่อนใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 60 วัน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (5 ปี)

1. ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี ที่ยังไม่หมดอายุ
2. สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี จำนวน 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชน
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ (เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ)
5. ใบรับรองแพทย์ ซึ่งตรวจไว้ไม่เกิน 1 เดือน

Driving-License

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
3. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีเอกสารหลักฐานประกอบ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและทดสอบข้อเขียน ผ่านตามเกณฑ์ จึงสามารถรับใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคล 5 ปีได้
**แต่ถ้าใบอนุญาตขับขี่ชนิดชั่วคราว สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 3 ปี ต้องเข้ารับการอบรม ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถด้วย เหมือนกรณีมาขอทำใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

Driving-License

3. การต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

การต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ชนิด 5 ปี มาเป็น 5 ปี สามารถยื่นก่อนใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 3 เดือน

หลักฐานเอกสารประกอบ เพื่อต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเดิม แล้วแต่กรณี
2. บัตรประจำตัวประชาชน

ขั้นตอนอบรมและทดสอบ เพื่อขอต่อใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ทดสอบการมองเห็นสีที่จำเป็นในขณะขับรถ ความลึกของการมองเห็น ลานกว้างของสายตา และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเห็นสีไฟจราจร
2. อบรม 1 ชั่วโมง
3. เสียค่าธรรมเนียม (รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 505 บาท รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี 255 บาท)
4. ถ่ายรูป พิมพ์บัตร แล้วรอรับใบอนุญาตขับขี่

*กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการสอบข้อเขียน
**กรณีใบขับขี่เดิมสิ้นอายุเกิน 3 ปี ต้องทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถ

Sign

เป็นไงบ้างครับ สำหรับรายละเอียดที่ทาง Carro นำมาให้ได้ศึกษากัน ในส่วนของใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือใบขับขี่ส่วนบุคคลชนิดที่ 2,3 และ 4 (รถบรรทุก รถพ่วง) ทางเราจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ