Driving-Lifetime-License

กรมการขนส่งทางบก ยืนยัน! ไม่ยึดคืนใบขับขี่ตลอดชีพ และไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถนะใหม่ หรือทดสอบขับรถใหม่ ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน

แต่จะศึกษาถึงแนวทางการคัดกรองผู้ที่ขาดสมรรถนะ หรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่า มีความเสี่ยง หรือมีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย

Driving-License

จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่าจะไม่ยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพและไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมด มาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่ หรือทดสอบขับรถใหม่ ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน

แต่จะมีการศึกษาว่าจะทำอย่างไร จึงจะคัดกรองผู้ที่ร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ หรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โรคทางสมอง โรคปัญหาการมองเห็นที่รักษาไม่หาย เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

Driving-License

โดยการศึกษาดังกล่าว ต้องหารือร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภา และต้องพิจารณาข้อกฎหมายประกอบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ดังนั้น ที่มีการแชร์ข้อมูลว่าจะมีการยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพที่ออกให้แล้วหรือการให้เข้ามาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับใหม่จึงไม่เป็นความจริง การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถยังคงเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามปกติ

Driving-License

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบก ยังได้มีการนำสถิติการเกิดอุบัติเหตุ และผลการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ โดยแบ่งเป็น 7 มิติ ประกอบด้วย

1.การกำหนดสภาวะโรค

2.การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

3.การอบรมและทดสอบความรู้ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ภาคทฤษฎี) โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรการอบรม ให้สอดคล้องกับการขอรับใบอนุญาต พร้อมทั้งจัดทำระบบอบรมภาคทฤษฎีออนไลน์แบบ e-Learning

4.การอบรมการขับรถและทดสอบความสามารถในการขับรถของผู้ขอรับใบอนุญาตภาคปฏิบัติ

5.การบริหารจัดการ

6.การปรับปรุงรูปแบบใบอนุญาตขับรถ โดยจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการจราจรทางถนน ค.ศ. 1968

7.การควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยมาตรการตัดแต้ม (การติดตามประเมินผล) เพื่อพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

Carro-Roojai-The-Keys-To-Driving-Safety

ถ้าคุณคิดว่าการไปสอบใบขับขี่รถยนต์ ทั้งข้อเขียนและปฎิบัติ จะช่วยให้คุณรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้รถบนท้องถนนอย่างปลอดภัยแล้วล่ะก็… คุณกำลังคิดผิด เพราะในความจริงการใช้รถมันมีอะไรมากกว่านั้น คุณจึงไม่ควรพลาดเนื้อหาเหล่านี้ที่เรากำลังจะบอก เพื่อให้คุณขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่อง กฎจราจร หรือสิ่งที่ได้รู้จากตอน อบรมใบขับขี่ แต่เป็นความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับใครที่ต้องใช้รถในเมือง ความหนาแน่นในการจราจรมีสูง ทำให้ความเสี่ยงแปรผกผันตาม ไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

The-Keys-To-Driving-Safety

1. จอดรถให้ปลอดภัย

การจอดรถใช่ว่ามีที่ว่างตรงไหนก็จอดได้ เพราะมันอาจส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถของคุณด้วย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรเลี่ยงจอดรถในที่เปลี่ยว หรือถ้าต้องจอดรถค้างคืนในที่ที่ไม่เคยจอด ควรเลือกจอดให้อยู่ใน “สายตา” ของกล่องวงจรปิดสักหน่อย ที่เดี๋ยวนี้มีติดอยู่ทั่วไปตามหน้าบ้านหรือร้านค้า

จอดรถในที่ปลอดภัยแล้ว เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงว่ารถของคุณจะอยู่ในอันตราย ก็ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าใด ๆ ไว้ในรถด้วย ขโมยขโจรมันเยอะ บางทีสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย เกิดหายไปก็ไม่เสียดาย แต่ก็ต้องอย่าลืมนึกด้วยล่ะ ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลังจากรถถูกงัดหรือโดนทุบไปแล้วอยู่ที่ราคาเท่าไร หลายคนก็คงไม่อยากต้องมาเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยไม่จำเป็นหรอก

2. ใช้ไฟสัญญาณรถให้เป็นนิสัย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสัญญาณไฟมีอยู่ไม่น้อย และเรารู้ว่าตอน อบรมใบขับขี่ เขาให้ใช้ แต่คุณให้ความสำคัญกับมันมากน้อยแค่ไหน? ทั้งการเปิดไฟส่องสว่างบ้าง ไฟสัญญาณบ้าง หรือไฟเบรกที่เสีย คุณใช้มันเป็นนิสัยแล้วหรือยัง?

ควรใช้เป็นประจำไม่ว่าในซอยเล็กๆ หรือถนนใหญ่ เพราะอย่าลืมว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่ใช้รถใช้ถนน คนอื่น ๆ ที่เขาใช้ร่วม เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะเลี้ยวหรือเบรก หรือจะขับรถไปทางไหน และมันคงไม่แฟร์กับพวกเขาถ้าต้องมาสูญเสียจากอุบัติเพราะความมักง่ายไม่ใช้ไฟสัญญาณ ดังนั้นใช้ไฟสัญญาณให้เป็นนิสัยไว้ดีที่สุด

The-Keys-To-Driving-Safety

3. ถ้ารถพร้อม การขับขี่ก็ปลอดภัยกว่า

ในตอนที่ สอบใบขับขี่ หลายคนน่าจะเน้นจำในเรื่องของ กฎจราจร เป็นสำคัญ ในตอนอบรมก็มีแทรกให้ความรู้เรื่องการดูแลรถอยู่บ้าง แต่ความจริงการดูแลรถมันมีอะไรมากกว่านั้น การเป็นเจ้าของรถจริง ๆ มันก็เหมือนเป็นภาระอันใหญ่ยิ่ง และถ้ารู้จักรถที่ตัวเองใช้ให้มากกว่าแค่ทั่วไป มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย

ขอแนะนำให้คุณหมั่นตรวจเช็ครถในส่วนของพื้นฐานการใช้งาน ตั้งแต่ในส่วนของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ระบบหล่อเย็น เบรก ยาง และอื่น ๆ มากไปกว่านั้น คุณควรหาความรู้เกี่ยวกับรถที่ตัวเองใช้ไว้บ้างด้วย ว่าถ้ามีปัญหาจากการใช้งานตรงไหนต้องซ่อมยังไง คอยหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวรถ รถมีปัญหาอะไรก็รีบแก้ อย่าปล่อยให้ลุกลามไปเสียที่จุดอื่นๆ จนเสียหายใหญ่ ซ่อมแพง หรือพาให้การใช้รถของคุณต้องปลอดภัยน้อยลงจากเดิม

4. โทรศัพท์ต้องพร้อมอยู่เสมอ

จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์บนรถหรอกนะ เพราะมันจะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ “มันก็ต้องมี” และจำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อคุณใช้รถ รถดับ รถพังกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุ โทรศัพท์นี่แหละคือตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มีอินเทอร์เน็ต ควรมีติดตัวไว้เสมอในตอนที่ใช้รถ เมมเบอร์ฉุกเฉินไว้ด้วยทั้งเบอร์ประกันรถของคุณ เบอร์ช่าง เบอร์อู่ หรือแม้แต่เบอร์รถยก เพื่อให้ตอนที่จะใช้จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาหา และควรมีพวกสายชาร์จไว้สำหรับชาร์จไฟโทรศัพท์ในรถด้วย

The-Keys-To-Driving-Safety

5. ออกจากซอย ระวังซ้ายมากขึ้นอีกนิด

หลายคนน่าจะเจอบ่อยเวลาที่ออกจากซอย เราก็มองขวาแล้วอย่างดี แต่มักจะมีรถมอเตอร์ไซค์ประเภท “ชอบแทรก” ขอไปก่อนเพราะเห็นว่ารถตัวเองเล็กกว่า แทรกแซงไปทางซ้าย บางคนไม่ระวังหรือไม่เห็นแล้วหักเลี้ยวมากไป ก็จะไปเบียดกับรถมอเตอร์ไซค์ แนะนำคือเวลาที่จะออกจากซอยให้ระวังซ้ายสักหน่อย มองขวาเห็นแล้วว่ารถไม่มีมีก็เหลียวระวังทางซ้ายไว้เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

6. ไม่ชัวร์ก็อย่าเปลี่ยนเลน

โดยเฉพาะสายซิ่งยิ่งต้องห้ามใจไว้สักหน่อย ทางแคบ ๆ ที่คิดว่าแซงได้หรือเคยแซงได้มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ตอนสอบใบขับขี่ก็บอกอยู่ว่าถ้าจะเปลี่ยนเลนให้มั่นใจว่ารถที่ตามมาต้องอยู่ในระยะห่างพอสมควร เห็นช่องเล็ก ๆ คิดจะแซง เปลี่ยนเลน ต้องให้ชัวร์ก่อนว่ารถคันหลังขับตามมาอยู่ไกลพอให้ไป อย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะ “ถ้าไม่พ้น” ขึ้นมาจงจำไว้ว่ามันไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่จะต้องสูญเสีย

The-Keys-To-Driving-Safety

7. ใจกว้างขึ้นบนถนนก็ปลอดภัยขึ้น

ดูจากคลิปมากมายของพวก “หัวร้อน” ในการใช้รถ และคิดว่าตัวเองคงไม่ทำเรื่องแบบนั้น แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนใจกว้างในการใช้รถสักหน่อย เข้าใจว่าทุกคนมีพฤติกรรมในการใช้รถไม่เหมือนกัน บางคนนิสัยไม่ดีขี่แซงในจังหวะที่ไม่ควร แทรกรถเข้าไปทั้งที่แทรกไม่ได้

ทุกพฤติกรรมทำให้การใช้รถมีความสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่ถ้าทุกคนขับขี่ด้วยน้ำใจ อะไรปล่อยได้ก็ปล่อย ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบนท้องถนนจะปลอดภัย มากขึ้นอีกเยอะ

และทั้งหมดน่าจะช่วยให้ทุกคนใช้รถกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น รู้ว่า ขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย  เริ่มนับที่หนึ่งจากคุณและอีกหลาย ๆ คน บนท้องถนนก็จะเป็นที่ที่มีความสุขมากขึ้นได้แล้ว ปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากรถก็จะน้อยลง และที่สำคัญรถทุกคันต้องทำประกันรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้คุณอีกด้วยนะ สามารถเช็คราคาออนไลน์ พร้อมทั้งซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ ต้อง Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า คลิกเลย

DLT-Help-People-Renew-Driving-License

ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ทางกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทุกคนต้องไปทำใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือใบขับขี่ประเภทอื่นๆ ได้ปิดให้บริการไปด้วย ซึ่งมีผลกระทบสำหรับผู้ที่ใบขับขี่หมดอายุเวลานั้นพอดี

ตอนนี้มีข่าวดี! กรมการขนส่งทางบก ได้ออกมาตรการเยียวยาให้แก่ผู้ที่ใบขับขี่รถหมดอายุแล้ว ในช่วงกรมการขนส่งทางบกงดให้บริการ

Driving-License

1. ผู้ที่ใบอนุญาตขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ “สิ้นอายุเกิน 1 ปี” ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2563 – 30 กันยายน 2563

–> ยกเว้นการทดสอบข้อเขียน แต่ยังต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และอบรมภาคทฤษฎี ซึ่งเป็นการเยียวยาจากเดิม ที่ต้องเข้ารับเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี และทดสอบข้อเขียน

Driving-License

2. สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ “สิ้นอายุเกิน 3 ปี” ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2563 – 30 กันยายน 2563

–> ยกเว้นการทดสอบขับรถ แต่ยังต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี และทดสอบข้อเขียน ซึ่งเป็นการเยียวยาจากเดิม ที่ต้องเข้ารับเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ

BMTA-Bus

3. สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก “สิ้นอายุเกิน 3 ปี” ในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2563 – 30 กันยายน 2563

–> ยกเว้นการทดสอบขับรถ แต่ยังต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และอบรมภาคทฤษฎี ซึ่งเป็นการเยียวยาจากเดิม ที่ต้องเข้ารับเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย อบรมภาคทฤษฎี และทดสอบขับรถ ทั้งนี้ สำหรับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ประเภท ท. ต้องตรวจสอบประวัติอาชญากรรมด้วย

4. เอกสารประกอบคำขอรับหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถหรือผู้ประจำรถ

  • ใบรับรองแพทย์
  • หนังสือรับรองการผ่านการอบรมและทดสอบ
  • คำขอที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
  • ผลผ่านการอบรมผ่านระบบ e-Learning ที่สิ้นอายุในระหว่างที่กรมการขนส่งทางบกงดให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถ (อ่านเพิ่มเติม : )

–> อนุโลมให้ใช้ประกอบการดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ การให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถทุกชนิด ขอให้ประชาชนต้องจองคิวล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เท่านั้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการคิวและจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างปลอดภัยตามมาตรการทางด้านสาธารณสุข

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue
iOS Link: https://apple.co/2GIHARd
แอนดรอยด์ Link: http://bit.ly/2IkLpyO

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

5-Steps-Renew-Driving-License-Online

เนื่องจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดระลอกใหม่ ในขณะนี้ ทำให้หลายหน่วยงานอาจต้องตัดสินใจ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” กันอีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดและแพร่เชื้อโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในช่วงปีใหม่ 2564 นี้

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก รับวิถีชีวิต New Normal และไม่ต้องไปแออัดกันรอคิวอบรมที่สำนักงานขนส่งต่างๆ ทำให้กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาระบบการอบรมต่ออายุใบอนุญาติขับรถ ผ่านระบบ DLT e-learning โดยกรอกข้อมูล และชมวิดีโออบรมความรู้ ตามขั้นตอนต่างๆ ง่ายนิดเดียว

5-Steps-Renew-Driving-License-Online-2020

แต่สำหรับใครก็ตาม ที่ยังต้องการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิด สามารถเข้ารับการอบรมผ่านระบบออนไลน์ได้ ผ่านระบบ e-Learning ทางเว็บไซต์ https://dlt-elearning.com/ ซึ่งรองรับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเลต และคอมพิวเตอร์

แต่วิธีการจะมีอะไรบ้างนั้น MR.CARRO จะเล่าให้ฟังตามขั้นตอนดังนี้

5-Steps-Renew-Driving-License-Online-2020

ขั้นตอนที่ 1

คลิกปุ่ม “ลงทะเบียน” (สีเหลือง) กรณีใช้งานครั้งแรก จากนั้นกรอกข้อมูล เลขบัตรประจำตัวประชาชน (กรอก 2 ครั้ง) วันเดือนปีเกิด จากนั้นคลิกที่ปุ่ม “ยืนยัน”

ขั้นตอนที่ 2

จากนั้น เลือกการอบรม ตามใบอนุญาตขับรถที่ประสงค์จะต่ออายุ (เช่น ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล อบรม 1 ชั่วโมง, ใบอนุญาตขับรถขนส่ง อบรม 2 ชั่วโมง และใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง)

ขั้นตอนที่ 3

เลือกที่หัวข้อ “แบบทดสอบก่อนอบรม” แล้วตอบคำถาม

ขั้นตอนที่ 4

ดูวิดีโอการอบรมตามที่เลือก เมื่อรับชมวิดีโอจนจบ ตอบคำถามแบบทดสอบหลังอบรมอีกรอบ

ขั้นตอนที่ 5

เมื่อสิ้นสุดการอบรมแล้ว นำผลการอบรมติดต่อสำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย และออกใบอนุญาตขับรถได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผ่านการอบรม

อย่าลืมนะครับ การอบรมผ่านระบบ e-Learning เฉพาะผู้ที่ใบอนุญาตขับรถหมดอายุไม่เกิน 1 ปี หรือผู้ต้องการต่ออายุใบขับขี่ล่วงหน้าไม่เกิน 90 วัน เท่านั้นจ้า

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุค COVID-19 กลับมาอีกรอบ สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

  • กรมการขนส่งทางบก

อย่าให้แค่เรื่องการทำใบขับขี่ เป็นเรื่องยากสำหรับคุณ

เพราะปัจจุบันการทำใบขับขี่อาจใช้เวลาทั้งวัน หรือสองถึงสามวันโดยประมาณ เนื่องจากพื้นที่อบรมนั้นมีค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ขับขี่ในประเทศบ้านเรา ทำให้รอคิวนานกลายเป็นเรื่องที่เสียเวลาอย่างมาก จนเกิดเป็นความขี้เกียจที่จะไปสอบ แต่สำหรับคนที่มีเวลาน้อยกังวลว่าจะไม่มีเวลาไปสอบใบขับขี่

ไม่ต้องกังวลเพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ เพราะกรมขนส่งมวลชนได้ร่วมมือกับหน่วยงานเอกชนต่างๆ มีการจัดอบรมเพื่อการสอบใบขับขี่ ลดปัญหารอคิวนานเป็นเดือน เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น โดยมีสถานที่ที่อบรมเพื่อทำใบขับขี่ดังนี้

  • อบรมภาคทฤษฎี กับ สถาบันการศึกษา

รัฐบาลได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง รามคำแหง, ธรรมศาสตร์ และราชภัฏสวนดุสิต เป็นต้น เพื่อเปิดอบรมกฏหมายจราจร ไม่จำเป็นต้องไปตามกรมขนส่งมวลชนเพียงอย่างเดียว นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบพื้นที่แออัดในกรมขนส่ง อีกทั้งสามารถย่นระยะเวลาในการทำใบขับขี่อีกด้วย แต่แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย มีรายละเอียด ดังนี้

  1. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดอบรมทุกวันพฤหัสบดี ค่าธรรมเนียมการอบรม 500 บาท
  2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอบรมทุกวันเสาร์ ค่าธรรมเนียมอบรม 500 บาท
  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต อบรมสัปดาห์ละ 4 วัน วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ค่าธรรมเนียมอบรม 500 บาท
  4. มหาวิทยาลัยรามคำแหง อบรมเดือนละ 1 ครั้งในวันเสาร์ ค่าธรรมเนียมอบรม 400 บาท
  5. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อบรมเดือนละ 2 ครั้ง วันเสาร์ต้นเดือน และวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน ค่าธรรมเนียมอบรม 500 บาท
  6. วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกกรุงเทพมหานคร อบรมสัปดาห์ละ 2 วัน ทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดี ค่าธรรมเนียมอบรม 500 บาท
  • โรงเรียนสอนขับรถ

มีโรงเรียนสอนขับรถยนต์หลายที่ที่มีมาตรฐานได้ตามที่รัฐบาลกำหนด (จนถึงปัจจุบัน) สามารถเรียนขับรถแล้วอบรมต่อได้เลย ประหยัดเวลา ไม่ต้องจองคิว แต่ก็มีค่าใช้จ่ายค่อยข้างแพงกว่าปกติทั่วไปของการสอบทำใบขับขี่ และถึงแม้จะไม่ค่อยมีสาขาในกรุงเทพมากนัก แต่ก็กระจายไปทั่วทั้งประเทศ

ส่วนใครที่สนใจเรียนขับรถกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน ที่กรมการขนส่งทางบกรับรอง สามารถตรวจดูรายชื่อได้ที่ โรงเรียนสอนขับรถเอกชน

หรือ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนสอนขับรถตั้งสถานประกอบการอยู่ในเขตพื้นที่

หรือ กลุ่มมาตรฐานใบอนุญาตและโรงเรียนสอนขับรถ สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก หมายเลขโทรศัพท์ 0-2271-8888 ต่อ 6611.

หรือ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนสอนขับรถตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หรือ กลุ่มมาตรฐานใบอนุญาตและโรงเรียนสอนขับรถ กรมการขนส่งทางบก 0 2271 8622-3

  • จองคิวออนไลน์

แม้ต้องไปอบรมการทำใบขับขี่ที่เดิม แต่ก็ประหยัดเวลาในการไปจองคิวที่กรมขนส่งมากขึ้น ถึงจะรู่ว่าการอบรมของคุณจะเกิดขึ้นในอีกสี่เดือนข้างหน้าแน่นอน แต่ข้อดีคือ รองรับทั้งใบอนุญาตขับรถยนต์, รถจักรยานยนต์ ทั้งผู้ที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตมาก่อน ซึ่งสามารถจองคิวอบรมของสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5 ผ่านระบบออนไลน์ได้เลย ที่นี้ หรือดาว์นโหลด คู่มือการใช้งาน จองคิวทำใบขับขี่กับ e-Booking

  • โรงเรียนการขนส่ง

กรมการขนส่งทางบกเปิดสูตรการฝึกหัดขับรถยนต์ โดยเปิดสอนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ สถานที่เปิดสอนหลักสูตร ณ อาคาร 8 กรมการขนส่งทางบก โทร. 0-2271-8626 ดูรายละเอียดได้ที่ คลิก

  • อบรมเสริมความรู้ วันเสาร์-อาทิตย์

กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการอบรมเสริมความรู้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถในวันเสาร์และอาทิตย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีเอกชนร่วมสนับสนุนการนักขับรถปลอดภัย สถานที่อบรมจัดกันที่ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร อาคาร 4 ชั้น 3 สามารถสมัครร่วมโครงการฯ ได้กับภาคเอกชนใจดีได้โดย รายละเอียด คลิก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการอบรม และทดสอบรวม 2 วัน ประกอบด้วย

– วันเสาร์ เป็นการอบรมตามหลักสูตร ประมาณ 5 ชั่วโมงของกรมการขนส่งทางบกให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร มารยาทในการขับรถ เทคนิคการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ต่างๆ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และเข้ารับการทดสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam)

– วันอาทิตย์ ทดสอบขับรถในสนามขับรถโดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลการอบรมทดสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและระเบียบเดียวกับการขอรับใบอนุญาตขับรถในวันเวลาราชการ

อบรมใบขัขขี่

 ตารางอบรมเสริมความรู้ให้กับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม-กันยายน 2562

  • รุ่นที่ 230 วันที่ 19-20 มกราคม 2562
  • รุ่นที่ 231 วันที่ 26-27 มกราคม 2562
  • รุ่นที่ 232 วันที่ 16-17 มีนาคม 2562
  • รุ่นที่ 233 วันที่ 20-21 เมษายน 2562
  • รุ่นที่ 234 วันที่ 11-12 พฤษภาคม 2562
  • รุ่นที่ 235 วันที่ 15-16 มิถุนายน 2562
  • รุ่นที่ 236 วันที่ 20-21 กรกฏาคม 2562
  • รุ่นที่ 237 วันที่ 17-18 สิงหาคม 2562
  • รุ่นที่ 238 วันที่ 14-15 กันยายน 2562

หรือจะเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งใกล้บ้านก็ได้เหมือนกัน แต่เพื่อความรวดเร็วแนะนำให้โทรสอบถาม หรือจองคิวไว้ก่อน จะสะดวกและประหยัดเวลาที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 5 วิธีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดเวลา และลดความน่าเบื่อหน่ายของการไปนั่งรอคิวอบรมใบขับขี่ที่กรมขนส่งได้มากจริงๆค่ะ

 

Source : กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News