New-Toyota-Yaris-And-Yaris-ATIV-2020

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) Eco-Car Hatchback และรถ Eco-Car Sedan ยอดนิยม Toyota Yaris ATIV (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) “รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่” ที่ปรับดีไซน์ใหม่ให้โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชันความปลอดภัยที่ครบครัน

Toyota Yaris Eco-Car Hatchback ยอดนิยม เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร เปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2556 เพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย

และในเดือนสิงหาคมปี 2560 ได้เปิดตัวรถ Eco-Car Sedan ครั้งแรกกับ ATIV ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมสมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ให้ความรู้สึกสนุกสนานในทุกการขับขี่ (Fun-To-Drive) อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่สำคัญมีระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน

โดย Yaris สามารถสร้างยอดขายสูงสุดในตลาด Eco-Car Hatchback ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 256,000* คัน และ ATIV มียอดขายสะสมในตลาดรถยนต์อีโคคาร์ซีดานของประเทศไทยมากกว่า 90,000** คัน

*ข้อมูลยอดขายสะสมของ Yaris ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 – เดือนกรกฎาคม 2563
**ข้อมูลยอดขายสะสมของ ATIV ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 – เดือนกรกฎาคม 2563

New-Toyota-Yaris-2020

Toyota Yaris และ ATIV รุ่นปรับปรุงใหม่ในปี 2020 นี้ มาพร้อมภายใต้แนวคิดในการสื่อสาร “THIS IS WHAT I AM นี่สิ…ที่เป็นเรา” สะท้อนความมุ่งมั่นและไอเดียของคนรุ่นใหม่ ที่นำมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นอาชีพใหม่ๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่ง YARIS และ ATIV สามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

ด้วยดีไซน์สปอร์ต พรีเมียม ฟังก์ชันสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถยนต์โตโยต้า (Toyota Safety Sense) โดยเฉพาะระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (LDA) ที่มีครั้งแรกในตลาดรถยนต์นั่งอีโคคาร์ คุ้มค่าตอบโจทย์ต่อลูกค้ารุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Yaris และ ATIV รุ่นปรับปรุงใหม่…ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม ฟังก์ชันครบครัน คุ้มค่า ทุกการใช้งาน

New-Toyota-Yaris-2020

☆ ดีไซน์ภายนอก…ใหม่

  • กระจังหน้าสีดำแบบ Mesh ดีไซน์สปอร์ตสำหรับ YARIS เฉพาะตัว และ กระจังหน้าสีดำแบบ Horizontal Line ดีไซน์พรีเมียมสำหรับ ATIV
  • ไฟหน้า LED แบบมัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบ Follow-Me-Home…เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง ระบบจะเปิดไฟอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ที่มีแสงสว่างน้อย และเมื่อกลับมาในที่ที่มีแสงสว่าง ไฟหน้าจะปิดเองอัตโนมัติ นอกจากนี้เมื่อดับรถแล้ว ไฟยังจะสว่างต่อ 30 วินาที เพิ่มความปลอดภัยก่อนเข้าบ้าน (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Light Guiding เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ เพื่อให้รถที่อยู่ด้านหน้าสังเกตเห็นในเวลากลางวันได้ง่าย (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED ล้ำสมัย (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)
  • สเกิร์ตด้านข้างซ้าย-ขวา และหลัง สปอร์ต โฉบเฉี่ยว (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)
  • สปอยเลอร์หลังสีดำเงา สปอร์ต เข้ม (เฉพาะ ATIV รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)
  • ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding สปอร์ต เท่ห์ในทุกมิติ
  • ล้ออัลลอยปัดเงาสีทูโทนขนาด 15 นิ้ว (เฉพาะYARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)
  • หลังคาสีดำ Attitude Black Mica โดดเด่นไม่เหมือนใคร(เฉพาะ YARIS รุ่น Sport Premium)

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

☆ ดีไซน์ภายใน

  • ใหม่…วัสดุตกแต่งภายใน สีเงินเข้ม…เท่ห์ทันสมัย
  • ใหม่…ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า USB 2 ช่อง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)
  • มาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 6.7 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay
  • เบาะหนังและหนังสังเคราะห์ พร้อมเบาะนั่งคู่หน้าทรงสปอร์ต…หรูหรา (เฉพาะ YARIS รุ่น Sport Premium และ ATIV รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry และระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Push Start…ควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตู และสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

☆ ความสะดวกสบาย

  • ใหม่…ที่ปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ…ควบคุมโดยเซ็นเซอร์ตรวจจับของเหลวและความเร็วที่บริเวณกระจกด้านหน้า (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)
  • ใหม่…กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ…ช่วยปรับลดแสงจากไฟหน้ารถที่ขับตามหลังยามค่ำคืนแบบอัตโนมัติ (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)
  • พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่ กว้างขวาง
  • เบาะด้านหลังแยกพับได้ 60:40 (เฉพาะ YARIS รุ่น Sport Premium และ รุ่น Sport)

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

☆ ความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)

  • ใหม่…ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PRE-COLLISION SYSTEM) (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)
  • ใหม่…ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (LANE DEPARTURE ALERT) (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)
  • กล้องบันทึกภาพหน้า-หลัง บันทึกภาพความเคลื่อนไหว ทั้งขณะเดินทางและขณะดับเครื่องยนต์ โดยเซ็นเซอร์สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือน และบันทึกภาพกรณีพบสิ่งผิดปกติ (เฉพาะ YARIS และ ATIV รุ่น Sport Premium)

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

เพิ่มทางเลือกดีไซน์ที่เป็นตัวเองกับ ชุดตกแต่ง ณ จุดขาย

  • ชุดแต่งพิเศษ SHADOW PACKAGE นำเสนอภายใต้แนวคิด “Cool & Premium Sport Style” สะท้อนการออกแบบสปอร์ต พรีเมียม มีระดับ ด้วยชุดตกแต่ง สเกิร์ตกันชนหน้า สติกเกอร์ตกแต่งด้านข้าง และภายในมีสคัฟเพลทและกล่องแขวนอเนกประสงค์
  • ชุดแต่งพิเศษ FLASH PACKAGE นำเสนอภายใต้แนวคิด “Sophisticated outstanding Style” ที่เสริมความทันสมัย โฉบเฉี่ยว และดูโดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้น ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่ง สเกิร์ตกันชนหน้า ชุดตกแต่งซุ้มล้อ ชุดสติกเกอร์ตกแต่ง และฝาครอบกระจกมองข้าง

โดยลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบที่ชอบ และเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ โดยจ่ายเพิ่มในยอดการผ่อนชำระประมาณ 175 บาท/เดือน สำหรับชุด SHADOW PACKAGE และ 243 บาท/เดือน สำหรับชุด FLASH PACKAGE (คำนวณจากการเช่าซื้อนาน 72 เดือน) ซึ่งลูกค้าสามารถติดต่อผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

New-Toyota-Yaris-ATIV-2020

เลือกเป็นเจ้าของ YARIS รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ 3 รุ่นย่อย 8 สี

– ใหม่…สีขาวมุก..Platinum White Pearl (เฉพาะรุ่น Sport premium)

– ใหม่…สีฟ้า.. Cyan Metallic (เฉพาะ YARIS รุ่น Sport และ รุ่น Entry)

– สีเงิน..Silver Metallic

– สีเทา..Gray Metallic

– สีดำ..Attitude Black Mica

– สีแดง..Red Mica Metallic (เฉพาะรุ่น Sport และ รุ่น Entry)

– สีเขียว..Citrus Mica Metallic (เฉพาะรุ่น Sport และ รุ่น Entry)

– สีขาว..Super White II (เฉพาะรุ่น Sport และ รุ่น Entry)

พิเศษหลังคาดำสำหรับ Yaris รุ่น Sport Premium เท่านั้น

– สีขาวหลังคาดำ.. Platinum White Pearl with Black Roof

– สีแดงหลังคาดำ.. Red Mica Metallic with Black Roof

– สีเหลืองหลังคาดำ.. Citrus Mica Metallic with Black Roof

– สีฟ้าหลังคาดำ.. Cyan Metallic with Black Roof

✤ YARIS รุ่นปรับปรุงใหม่ 3 รุ่น พร้อม ราคา (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องปรับอากาศ)

  • Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 549,000 บาท****
  • Sport เกียร์อัตโนมัติ ราคา 609,000 บาท****
  • Sport Premium เกียร์อัตโนมัติ ราคา 679,000 บาท****
  • Sport Premium with Black Roof เกียร์อัตโนมัติ ราคา 684,000 บาท****

****ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

เลือกเป็นเจ้าของ ATIV รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ 3 รุ่นย่อย 7 สี

– ใหม่…สีขาวมุก..Platinum White Pearl (เฉพาะรุ่น Sport Premium)

– ใหม่…สีน้ำเงิน..Grayish Blue Metallic

– สีเงิน..Silver Metallic

– สีเทา..Gray Metallic

– สีดำ..Attitude Black Mica

– สีแดง..Red Mica Metallic

– สีขาว..Super White II (เฉพาะรุ่น Sport และ รุ่น Entry)

✤ ATIV รุ่นปรับปรุงใหม่ 3 รุ่น พร้อม ราคา (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องปรับอากาศ)

  • Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 539,000 บาท*****
  • Sport เกียร์อัตโนมัติ ราคา 599,000 บาท*****
  • Sport Premium เกียร์อัตโนมัติ ราคา 674,000 บาท*****

*****ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

ร่วมสัมผัส YARIS และ ATIV “รุ่นปรับปรุงใหม่” ได้ที่งาน Big Motor Sale 2020 ระหว่างวันที่ 21 – 30 สิงหาคม 2563

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Compare-Maintenance-Cost-Nissan-Almera-2020-VS-Honda-City-2020

ต้องบอกก่อนเลยว่าดุเดือดเลย! นับตั้งแต่ก่อนงาน Motor Expo 2019 ไปจนถึงหลังจบงาน สำหรับคู่เด็ดอย่าง Nissan Almera 2020 (นิสสัน อัลเมร่า) และ Honda City 2020 (ฮอนด้า ซิตี้) ที่ฟาดฟันยอดขายกันอย่างดุเดือด ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากมายตามกลุ่มโซเชียลมีเดีย ว่าทำไม Honda City ถึงขายดีกว่า Nissan Almera ทั้งๆ ที่ ราคาของ City แพงกว่าด้วยซ้ำไป

บ้างก็บอกว่า Nissan เป็นแบรนด์รอง ภาพลักษณ์ของแบรนด์สู้ Honda ไม่ได้ บางคนก็บอก Nissan มีดีกว่าตรงที่ออพชั่น แถมยังเป็นรุ่นที่มีขายทั่วโลกอีกด้วย ต่างไปจาก City ที่มีขายแค่บางภูมิภาคของโลก .. เรื่องนี้ก็นานาจิตตังกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครชอบรถรุ่นไหน ก็หาเวลาว่างๆ ไปทดลองนั่ง ทดลองขับ ก่อนละกันว่าตัวเองชอบแบบไหน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ

ถ้าหากใครอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อ Almera หรือ City คันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แต่ที่แน่ๆ เมื่อคุณซื้อรถมาแล้ว ย่อมมี “รายจ่าย” ตามมาแน่นอน MR.CARRO ขอเปรียบเทียบค่าบำรุงรักษา ของ Nissan Almera 2020 และ Honda City 2020 มาดูกันว่า เมื่อระยะทางถึงกี่กิโลเมตร นำรถเข้าศูนย์บริการ รถแต่ละรุ่น มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ …

All-New-Nissan-Almera-2020

Nissan Almera

สำหรับการดูแลรักษารถ Nissan Almera 2020 ใหม่นี้ ทาง Nissan สรุปได้คร่าวๆ ว่าต้องนำรถเข้าตรวจเช็คระยะทุกๆ 6 เดือน หรือ 7,000 กิโลเมตร (ซึ่งระยะทาง ถือว่าเร็วกว่า Honda City) แล้วแต่ว่าอะไรถึงก่อนกัน ซึ่งทำไมถึงเร็วกว่า? ทาง Nissan ให้คำตอบว่า เครื่องยนต์ Turbo ขนาดเล็ก จะมีความร้อนค่อนข้างสูง ทำให้น้ำมันเครื่องใช้งานได้ระยะทางน้อยกว่า และเพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดี ควรจะเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือน หรือ 7,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

Nissan-Almera-2020-Maintenance-Reason

หลักๆ ในทุกระยะกิโลเมตรของการนำรถเข้าศูนย์บริการ คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เกรด 0W20-SN (ซึ่งใช้เกรดเดียวกับใน Almera รุ่นเดิม), ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และ แหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง ในแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,525 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) พร้อม “ฟรี” คูปองค่าแรง 10 ครั้ง (อยู่ในคู่มือรับประกันรถยนต์)

ที่สำคัญ ทาง Nissan ยังคุยอีกว่า ค่าบำรุงรักษาตามระยะ รวม 5 ปี (10 ครั้ง) เริ่มต้น “ถูกที่สุด” ในรถ Eco-Car!

เมื่อคุณใช้งานรถมาจนถึง 24 เดือน หรือ 28,000 กิโลเมตร นอกจากจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เกรด 0W20-SN, ไส้กรองน้ำมันเครื่อง, แหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง ตามปกติแล้ว ยังต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก DOT3 และ กรองปรับอากาศ (กรองแอร์) เพิ่มเติมเข้ามาด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายขึ้นมาอยู่ที่ 1,969 บาท (ราคายังไม่รวม VAT 7%)

พอถึงระยะ 30 เดือน หรือ 35,000 กิโลเมตร เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เกรด 0W20-SN, ไส้กรองน้ำมันเครื่อง, แหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง ตามปกติ แต่เพิ่มการเปลี่ยน กรองอากาศ เข้ามา (ซึ่งเปลี่ยนทุกๆ 35,000 กิโลเมตร) ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,725 บาท

Nissan-Almera-2020-Maintenance-Cost-70000-KM

เมื่อคุณเช็คระยะครบ 10 ครั้ง หรือ 5 ปี ในระยะทาง 70,000 กิโลเมตร จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 16,538 บาท

เมื่อล่วงเข้าสู่การเช็กระยะที่ 66 เดือน หรือ 77,000 กิโลเมตร งวดนี้ค่าแรง “ไม่ฟรี” แล้ว คุณจะมีรายจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นมาอีก 400 บาท ซึ่งเป็นอัตราค่าแรงมาตรฐาน (โดยอัตราค่าแรงอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่)

พอใช้งานรถมาถึง ถึง 72 เดือน หรือ 84,000 กิโลเมตร เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เกรด 0W20-SN, ไส้กรองน้ำมันเครื่อง, แหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง + เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก DOT3 และ กรองปรับอากาศ (กรองแอร์) เพิ่มเติม มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,969 บาท และค่าแรงอีก 650 บาท (2,619 บาท ราคานี้ยังไม่รวม VAT 7%)

สรุปคร่าวๆ โดยประมาณ … หากคุณใช้ Nissan Almera 2020 ตั้งแต่ 0 – 100,000 กิโลเมตร คุณจะต้องจ่ายค่าดูแลรักษารถประมาณ 24,932 บาท! (ทั้งนี้ ยังไม่รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ยาง แบตเตอรี่ น้ำยาหล่อเย็น น้ำมันเกียร์ ฯลฯ)

All-New-Honda-City-RS-2020

Honda City

สำหรับ Honda City นั้น ทาง Honda ได้ออกแบบตารางการบำรุงรักษามาได้อย่างเข้าใจง่ายเลยทีเดียว ซึ่งมีให้คุณเลือกเปรียบเทียบกันได้ตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 200,000 กิโลเมตร เลยทีเดียว โดยที่คุณจะนำรถเข้าตรวจเช็คระยะได้ทุกๆ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าอะไรถึงก่อนกัน

Honda-City-2020-Maintenance-Cost-100000-KM

สรุปรายจ่ายโดยประมาณ

หลักๆ ในทุกระยะกิโลเมตรของการนำ Honda City 2020 เข้าศูนย์บริการ นับตั้งแต่ 10,000 กิโลเมตรแรก คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เกรด SN 0W20 (ซึ่งใช้เกรดเดียวกับใน Almera), ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และ แหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง ในแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,016 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%)

มาถึง 20,000 กิโลเมตร ต้องเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่อง 224 บาท ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มมาเป็น 1,325.80 บาท

ล่วงมาถึง 30,000 กิโลเมตร ต้องเปลี่ยนไส้กรองอากาศ 330 บาท รวมรายจ่าย และค่าแรง (ไม่ฟรีค่าแรงแล้ว) เป็น 2,706.30 บาท

พอถึง 40,000 กิโลเมตร ต้องจ่ายเยอะหน่อย มีการถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ CVT HCF2 573 บาท และแหวนถ่ายน้ำมันเกียร์ 35 บาท พร้อมรวมค่าแรงเป็น 2,706.30 บาท

ตั้งแต่ 50,000 – 80,000 กิโลเมตร ก็มีการเปลี่ยนถ่ายต่างๆ ไม่ต่างจากการตรวจเช็คระยะก่อนหน้า เพียงแต่มีราคาค่าแรงที่ต่างกันไป

พอถึง 100,000 กิโลเมตร ต้องเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง สายพานปั้มน้ำมันเครื่อง หัวเทียน เพิ่มเข้ามา รวมเป็น 4,595.80 บาท + ค่าแรงอีก 3,656.50 บาท สรุปรายจ่ายเป็น 8,252.30 บาท

เท่ากับว่า เมื่อคุณใช้ Honda City 2020 มาจนถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 27,459 บาท!

สรุป

ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาของ Honda City 2020 แพงกว่า Nissan Almera 2020 เพราะมีการรวมรายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์รถยนต์ทุกๆ 40,000 กิโลเมตร แต่ราคาค่าใช้จ่ายและค่าแรง ก็ยังไม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทั้งคู่

ส่วนของทาง Nissan ต้องนำรถเข้าตรวจเช็คระยะที่เร็วกว่า City และยังไม่ได้รวมรายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ เข้าไปในตารางการดูแลรักษารถยนต์ด้วย ซึ่งถ้ารวม ก็อาจจะอยู่ในระดับที่พอๆ กัน

เพียงแต่ Nissan นั้นมีแพคเกจ “Drive Save Safe” เป็นจุดเด่น คุณไม่ต้องจ่ายเงินทุกครั้งเมื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะ และสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ทุกศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ ส่วนลดอะไหล่ 10% ตลอดอายุโปรแกรม อาทิ ผ้าเบรก, แบตเตอรี่, โช้คอัพ และอื่นๆ (เฉพาะรายการอะไหล่ที่ร่วมรายการเท่านั้น) ที่ทาง Nissan ให้ฟรี 3 ปี 42,000 กิโลเมตร

เท่านี้ … ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วล่ะครับ ว่าจะเลือกอะไร!

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Compare-Price-Interest-Rate-Nissan-Almera-2020-vs-Honda-City-2020

CARRO Thailand นำตารางราคา และอัตราดอกเบี้ย ของ Nissan Almera 2020 (นิสสัน อัลเมร่า) และ Honda City 2020 (ฮอนด้า ซิตี้) ในงาน Motor Expo 2019 มาเปรียบเทียบกันให้เห็น แบบช้าๆ ชัดๆ!

หากใครสนใจรุ่นไหนอยู่ ลองคำนวณงบประมาณที่มี แล้วเลือกดูว่า จะผ่อนกันแบบไหนได้เลย 

ถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

Nissan Almera 2020

All-New-Nissan-Almera-2020

ข้อดี : ราคาไม่แพง ดอกเบี้ยถูก ให้ออพชั่นเยอะ พื้นที่ภายในกว้างมาก พื้นที่เก็บสัมภาระ ใหญ่มาก

ข้อด้อย : วัสดุภายในสมราคา ไม่มีเบาะหนังแท้ ภายในห้องเครื่อง ดูไม่ค่อยเรียบร้อย ไม่มียางอะไหล่ให้ ในรุ่น Top สุด (เป็นชุดปะยางแทน) ส่วนรุ่นถูกสุด กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้าไม่ได้ และล้อยังเป็นกระทะเหล็ก

รายละเอียดตัวรถ : ออกแบบภายใต้ปรัชญา “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า-ไฟท้าย ทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (Kick-Up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (Floating Roof)

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • กระจังหน้าแบบโครเมียมรมดำ (ในรุ่น VL)
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (ในรุ่น VL)
  • เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
  • เทคโนโลยีออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
  • เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ Intelligent Forward Collision Warning (IFCW)
  • เทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD)
  • เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM)
  • ระบบข้อมูลและความบันเทิง Nissan Connect หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ Bluetooth®, USB และ AUX IN สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง
  • สวิตซ์ควบคุมหน้าจอ แสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ TFT บนพวงมาลัย
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟน Apple CarPlay® (สำหรับระบบปฏิบัติการณ์ iOS)
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ
  • สวิตซ์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และรับโทรศัพท์บนพวงมาลัย
  • เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning system (BSW) (ในรุ่น VL)
  • เทคโนโลยีตรวจจับวตถุด้านหลังรถขณะถอย Rear Cross Traffic Alert (RCTA) (ในรุ่น VL)
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbags) (ในรุ่น VL)
  • ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Curtain Airbags) (ในรุ่น VL)
  • กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Intelligent Key – I-Key)

เครื่องยนต์ : ขนาด 1.0 ลิตร Turbo รหัส HRA0 ให้แรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร ที่ 2,400-4,000 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร และให้อัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT พร้อม D-Step Logic

มิติตัวรถ : ยาว 4,495 มม. กว้าง 1,740 มม. สูง 1,460 มม. ระยะฐานล้อ 2,620 มม. ล้อมีทั้งกระทะเหล็กพร้อมฝาครอบ 15 นิ้ว และล้อแม็ก 15 นิ้ว

มีสีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง Radiant Red สีส้ม Monarch Orange สีขาว Storm White สีดำ Black Star สีเทา Gun Metallic และสีเงิน Brilliant Silver

ราคาจำหน่าย :

  • รุ่น S ราคา 499,000 บาท
  • รุ่น E ราคา 509,000 บาท
  • รุ่น EL ราคา 559,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 599,000 บาท
  • รุ่น VL ราคา 639,000 บาท

Honda City 2020

All-New-Honda-City-RS-2020

ข้อดี : รูปทรงสวย สปอร์ต ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระ ใหญ่มาก เครื่องแรง ช่วงล่างเกาะถนน ห้องเครื่องเก็บสายไฟ เก็บท่อต่างๆ ได้เรียบร้อย

ข้อด้อย : ราคาจำหน่าย ที่สูงไปนิดนึง แม้ว่าจะลดลงมาจากโฉมที่แล้วก็ตาม และชุดคอนโซลภายใน บางคนติดว่าสวยสู้โฉมเก่าไม่ได้ ซึ่งก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน กับระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch ดูธรรมดาไปหน่อย

รายละเอียดตัวรถ : เป็นรถในขนาด B-Segment (หรือ Sub-Compact ที่กระโดดลงมาเล่นในตลาดรถ Eco-Car Phase 2 แต่ทาง Honda ไม่เรียก Eco-Car แต่เรียกเป็น Ecology Car)

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED และไฟท้ายแบบ LED
  • กระจังหน้าแบบโครเมียม
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม
  • ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว และ 16 นิ้ว (ในรุ่น RS)
  • เบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV)
  • คอนโซลหน้าแบบ Piano Black
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI
  • พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
  • ชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน (ในรุ่น RS)
  • กระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS (ในรุ่น RS)
  • ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED (ในรุ่น RS)
  • กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว (ในรุ่น RS)
  • สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS (ในรุ่น RS)
  • เบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง (ในรุ่น RS)

เครื่องยนต์ : ขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว มาพร้อม Turbocharger ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม) และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ทุกรุ่น ให้อัตราเร่ง และประหยัดน้ำมันได้ถึง 23.8 กม./ลิตร และมี Paddle Shifts เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ แบบ 7 สปีด และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้

มิติตัวรถ : ยาว 4,553 มม. กว้าง 1,748 มม. สูง 1,467 มม. ระยะฐานล้อ 2,589 มม.

มีสีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีขาว Platinum (มุก) เฉพาะรุ่น RS และรุ่น SV สีดำ Crystal (มุก) สีเงิน Lunar (เมทัลลิก) สีเทา Modern Steel (เมทัลลิก) และสีขาว Taffata เฉพาะรุ่น V และรุ่น S

ราคาจำหน่าย :

  • รุ่น S ราคา 579,500 บาท
  • รุ่น V ราคา 609,000 บาท
  • รุ่น SV ราคา 665,000 บาท
  • รุ่น RS ราคา 739,000 บาท

ตารางผ่อนดาวน์ All-New Nissan Almera 2020 ใหม่

All-New-Nissan-Almera-2020-Price-List

ตารางผ่อนดาวน์ All-New Honda City 2020 ใหม่

All-New-Nissan-Almera-2020-Price-List

สำหรับใครที่ต้องการดูไฟล์ภาพขนาดใหญ่ สามารถ “ดาวน์โหลด” ได้ข้างล่างนี้

ราคา และตารางผ่อนดาวน์ All-New Nissan Almera 2020 ใหม่

ราคา และตารางผ่อนดาวน์ All-New Honda City 2020 ใหม่

สำหรับใครที่มองหารถใหม่ ในรูปแบบอีโค่คาร์ อย่าพลาด! แต่ถ้าอยากขายรถคันเดิม ต้องนึกถึงเรา Carro!

All-New-Honda-City-Turbo-2020

Honda เปิดตัว All-New City (ฮอนด้า ซิตี้) ในไทย เป็นประเทศแรกของโลก ใช้เครื่องยนต์ VTEC Turbo 1.0 ลิตร 122 แรงม้า

พิเศษครั้งแรกกับรุ่น RS ที่พร้อมตอกย้ำความสปอร์ตเร้าใจ ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS รอบคัน อีกทั้งนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เจเนอเรชันล่าสุด พร้อมเผยโฉมในงาน Motor Expo 2019 ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562

สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 31 ธันวาคม 2562 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 พร้อมรับนาฬิกา Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท

ถ้าหากใครสนใจที่จะขายรถคันเดิม เพื่อรับเงินก้อนไปดาวน์หรือซื้อ Honda City Turbo คันใหม่ออกมาใช้ สามารถนำรถคันเดิมมาขายกับ Carro ได้ ง่ายๆ เราพร้อมรับซื้อรถของคุณ พร้อมรับเงินไว ภายใน 24 ชั่วโมง! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

All-New-Honda-City-2020-Main

Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) นับเป็นรถที่สำคัญของฮอนด้า ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นยนตรกรรมสำหรับภูมิภาค (Regional Model) โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี 2539 และได้กระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เจเนอเรชัน 1 ถึง เจเนอเรชัน 4 ด้วยยอดขายสะสมใน 60 ประเทศทั่วโลก กว่า 4 ล้านคัน!

ซึ่งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเป็นตลาดที่สำคัญของฮอนด้า ซิตี้ เห็นได้จากยอดขายกว่า 100,000 คัน ในปี 2562 (มกราคม – กันยายน 2562) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% จากยอดขายฮอนด้า ซิตี้ ทั่วโลก

All-New-Honda-City-2020-Lineup

และประเทศไทย ถือเป็นตลาดหลักของ ฮอนด้า ซิตี้ เป็นตลาดที่ขายดี ขายได้เยอะ และเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้าในภูมิภาคอีกด้วย Honda จึงเลือกเปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นครั้งแรกในโลก ที่เมืองไทย และมาพร้อมราคาที่ปรับ “ลดลง” ในทุกรุ่นย่อย!

All-New-Honda-City-2020

All-New-Honda-City-2020

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตและสง่างาม ด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าแบบโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว

All-New-Honda-City-2020

ภายในห้องโดยสาร ออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับสรีระ เพื่อความสะดวกสบายในทุกที่นั่ง หรูหราและสวยงามยิ่งขึ้นในโทนสีดำ หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม

All-New-Honda-City-2020

All-New-Honda-City-2020

และฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น

All-New-Honda-City-RS-2020

ครั้งแรกกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น RS ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้า-กระจังหน้า สไตล์สปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว

All-New-Honda-City-RS-2020

สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว

All-New-Honda-City-RS-2020

ภายในห้องโดยสารสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS

All-New-Honda-City-RS-2020

โดดเด่นด้วยขุมพลังเทอร์โบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว มาพร้อม Turbocharger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม) และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่ง และประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.8 กม./ลิตร และมี Paddle Shifts เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ แบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แถมผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5) ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้อีกด้วย

เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)

All-New-Honda-City-2020

และมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีขาว Platinum (มุก) เฉพาะรุ่น RS และรุ่น SV สีดำ Crystal (มุก) สีเงิน Lunar (เมทัลลิก) สีเทา Modern Steel (เมทัลลิก) และสีขาว Taffata เฉพาะรุ่น V และรุ่น S

ราคาจำหน่าย All-New Honda City มีดังนี้ครับ

  • รุ่น S ราคา 579,500 บาท
  • รุ่น V ราคา 609,000 บาท
  • รุ่น SV ราคา 665,000 บาท
  • รุ่น RS ราคา 739,000 บาท

All-New-Honda-City-2020-Modulo

เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้น ด้วยชุดแต่ง Modulo (โมดูโล) รอบคัน ที่มาพร้อมกับแนวคิด “Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก เช่น สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก ราคา 8,150 บาท แป้นคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต ราคา 1,300 บาท คิ้วบันได LED ราคา 4,400 บาท ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วลายสปอร์ต ราคา 3,600 บาท (ราคาต่อ 1 วง ไม่รวมยาง) ไฟตัดหมอกแบบ LED ราคา 5,500 บาท และกล้องหน้ารถ ราคา 3,850 บาท

นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด 3 แพ็กเกจ ได้แก่

  • Modulo Aero Package ราคา 15,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น
  • Modulo Aero RS Package ราคา 17,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น
  • Modulo Aero Sport Package ราคา 23,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และ สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก

พบกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่งาน Motor Expo 2019 และที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

หมายเหตุ:
– อุปกรณ์มาตรฐาน อาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
– สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท
– ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%
– ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

Carro-New-Honda-City-2020

เตรียมเก็บเงินซื้อได้เลย Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) รถยอดนิยมของค่าย Honda เจนเนอเรชั่นที่ 5 เตรียมเปิดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่ไทย ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 นี้ นับเป็นครั้งแรกของ City กับการกระโดดลงมาเล่นในตลาดรถ B-Segment (หรือ Eco-Car นั่นเอง)

Honda-Civic-2020-Render

แต่ก็ต้องรอดูกันครับว่า Honda City หน้าตาจะออกมาแบบนี้ เป๊ะๆ หรือเปล่า! แต่การออกแบบตัวรถ คาดว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก Honda Insight (ฮอนด้า อินไซท์) รถ Premium Compact แบบ 5 ประตู ที่ถูกวางหมากให้เหนือกว่า Honda Civic ซึ่งเปิดตัวไปในงาน Detroit Auto Show 2018 ที่ผานมา

Honda-Civic-2020-Render

รูปโฉมภายนอก ทางผู้จัดทำได้ออกแบบให้เข้ากับหน้าตาของรถฮอนด้ารุ่นพี่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมกระจังหน้าแบบ “Flying Wing” รูปตัวยูสีเทา รับกับชุดไฟหน้า คู่กับไฟ Daytime Running Light เล่นเส้นสายตัวถังดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว และชุดไฟท้ายเรียวยาว ดูคล้ายกับใน Honda Insight

ในส่วนของเครื่องยนต์ ถือได้ว่าเปลี่ยนใหม่หมดกับเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร แบบ 3 สูบ DOHC VTEC 12 วาล์ว Turbo Dual VTC ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000–4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT และเครื่องคาดว่าสามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้

ส่วนตัว Turbo นั้นใช้เป็นแบบ Single Scroll ของ Borg Warner ยังช่วยให้ตัวรถประหยัดน้ำมันมากขึ้นถึง 33%

และอีก 1 เซอร์ไพรส์ในครั้งนี้ คือ Honda อาจจะมีรุ่น Hybrid ให้กับ City ด้วย โดยจะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Hybrid i-MMD (New Generation) แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว + มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ตัวแรกใช้ขับเคลื่อน และอีกตัวเป็นเจนเนอเรเตอร์ ปั่นกระแสไฟฟ้า อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันคาดอยู่ประมาณ 23.25 กม./ลิตร

Honda-Insight-Prototype Honda-Insight-Prototype Honda-Insight-Prototype Honda-Insight-Prototype

Honda Insight ต้นแบบของภาพ Render ของ Honda City ใหม่

ในส่วนของราคาจำหน่าย คาดว่าไม่ต่างจากเดิมนัก ซึ่งอาจจะเท่าเดิม หรือถูกกว่าเดิมก็เป็นไปได้ โดยจะอยู่ระหว่าง 5 แสนบาท ไปจนถึงรุ่น Top สุด ประมาณ 7 แสนบาท

ซึ่ง Honda City ใหม่ พบกันแน่นอน ช่วงบ่ายวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ โดยมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน Turbo และคาดว่าจะมีเครื่องยนต์ไฮบริด มาให้เลือกด้วย ส่วนใครอยากได้ เก็บเงินด่วน!

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มา:

  • ภาพจาก Paultan.org
Suzuki-Swift-Compare

ดู Suzuki Swift กันให้ชัด! ว่าแต่ละรุ่นย่อย มีอะไรกันบ้าง

Suzuki-Swift

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) เปิดตัวมาพร้อมเสียงฮือฮาของคนชอบรถเล็ก และคนที่สนใจรถแนว Eco-Car (อีโคคาร์) มาพร้อมโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ HEARTECT ที่่น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนต่อการสึกหรอ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส K12M 83 แรงม้า กับเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ DUALJET และฟังก์ชั่นจัดเต็ม ในราคาที่จับต้องได้

Suzuki-Swift

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส K12M แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 83 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที กับเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ DUALJET รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

มิติตัวรถ ยาว 3,840 มม. กว้าง 1,735 มม. สูง 1,495 มม. ระยะฐานล้อ 2,450 มม.

Suzuki-Swift

อุปกรณ์มาตรฐานของแต่ละรุ่นย่อย มีดังนี้

1.2 GA CVT ราคา 499,000 บาท

– ไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์ฮาโลเจน
– ไฟท้าย LED
– จอแสดงข้อมูลการขับขี่ดิจิตอล
– เบาะหลังปรับพับ 60:40
– ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
– ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS
– ระบบเบรก ABS และ EBD
– ระบบ Idling Stop
– จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX
– เบาะหลังพับแบบ 60:40
– ล้อกระทะเหล็กขนาด 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ

รุ่น 1.2 GL CVT ราคา 536,000 บาท

เพิ่ม

– ไฟ Daytime Running Light แบบ LED
– มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ
– ที่เปิดประตูท้ายแบบไฟฟ้า
– กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
– เซ็นทรัลล็อค และกุญแจรีโมท
– ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
– เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
– เครื่องเล่นวิทยุ CD/MP3
– USB/AUX
– ไฟห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง

รุ่น 1.2 GLX CVT ราคา 609,000 บาท

เพิ่ม

– กระจังหน้าตกแต่งลายเส้นสีแดง
– ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ปรับสูง-ต่ำได้
– ไฟตัดหมอกคู่หน้า
– เครื่องเล่นวิทยุ CD/MP3/Bluetooth
– กระจกข้างปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว
– พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมปุ่มรับโทรศัพท์
– Keyless Entry & Keyless Push Start
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
– มือจับคู่หลังบนเพดาน
– ดิสก์เบรก 4 ล้อ
– ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
– ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว

รุ่น 1.2 GLX-Navi CVT ราคา 629,000 บาท

เพิ่ม

– Suzuki Smart Connect หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว
– ระบบ Navigator รองรับ Apple CarPlay และ Mirrorlink

Suzuki-Swift

ราคา

รุ่น 1.2 GA CVT ราคา 499,000 บาท
รุ่น 1.2 GL CVT ราคา 536,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากรุ่น GA CVT 37,000 บาท)
รุ่น 1.2 GLX CVT ราคา 609,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากรุ่น GL CVT 73,000 บาท)
รุ่น 1.2 GLX-Navi CVT ราคา 629,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากรุ่น GLX CVT 20,000 บาท)

*สีขาว เพิ่มเงินอีก 5,000 บาท

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2 สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl

Suzuki-Swift

Suzuki Swift ใหม่ มาพร้อม 4 รุ่นย่อย ในราคา 499,000 – 629,000 บาท

Suzuki-Swift-1

Suzuki เผยโฉม All New Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วย Sport Compact Car มาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT พร้อมดีไซน์สปอร์ตคงเอกลักษณ์ DNA ของ SWIFT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 15,700 คัน

Suzuki-Swift-Design

Suzuki-Swift-Design

Suzuki-Swift-Design

นับตั้งแต่เปิดตัว Swift เป็นครั้งแรกในปี 2004 สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 5 ล้านคันในทั่วโลก เป็นตัวเลขการันตีได้ว่า Swift เป็นรถที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายของ ซูซูกิ อีกหนึ่งรุ่น โดยทีมงานต่างออกแบบเจ้า Swift ในมากกว่า 50 รูปแบบของการดีไซน์ ตั้งแต่วาดลงบนกระดาษ จนได้แบบที่ถูกใจ ก่อนนำไปปั้นเป็นโมเดล แล้วก็คัดเลือกรูปแบบจนถูกใจอีกรอบ นำไปสู่การทำตัวรถ Mock-Up ใน Scale 1:1 แก้ไขปรับปรุงรูปแบบกันจนสำเร็จ และเดินทางไปสู่ Swift ที่ผลิตจากสายการผลิตออกขายจริง …

Suzuki-Swift-2

Swift เป็นรถรุ่นสำคัญของซูซูกิในระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของซูซูกิด้านรถยนต์คอมแพคและความทุ่มเทในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีทั้งดีไซน์สวยทันสมัยและความสนุกในการขับขี่

Suzuki-Swift

สำหรับรุ่นล่าสุดนี้ซึ่งเป็น เจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Swift ยังเป็นรถยนต์หนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ RJC Car of the Year 2018 จากการคัดเลือกโดยสถาบันนักวิจัยและผู้สื่อข่าวยานยนต์แห่งญี่ปุ่น หลังจากที่ 2 เจเนอเรชั่น ก่อนได้รับรางวัลนี้มาแล้วในปี 2005 และ 2010 ตามลำดับ

Suzuki-Swift

นายมาซาโอะ โกโบริ หัวหน้าวิศวกร ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “รถรุ่นนี้พัฒนาขึ้นภายใต้ Concept “INNOVATION – Fun & Sporty” โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ All New Suzuki SWIFT มีความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ในด้านการออกแบบภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แต่มีกลิ่นอายของรถยุโรปมากยิ่งขึ้น”

Suzuki-Swift

ด้วยมิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มม. และกว้างขึ้น 40 มม. ทำให้มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียวมากขึ้น โดย All New Suzuki SWIFT มีภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตดุดัน ด้วยเส้นสีแดงตัดกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว

Suzuki-Swift

Suzuki Swift มาพร้อมโครงสร้างใหม่ “Heartect” ที่มีน้ำหนักเบาลง แต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดน้ำหนัก ภายในเพิ่มเนื้อที่ภายในห้องโดยสาร แผงคอนโซลกลางด้านหน้า เบนเข้าหาคนขับ เพื่อการใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น

Suzuki-Swift

มาตรวัดสไตล์สปอร์ต ตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบ LCD มาพร้อมกับจอสัมผัส Suzuki Smart Connect ขนาด 7 นิ้ว กับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อมโปรแกรมสุดล้ำ Apple CarPlay สำหรับ iOS

Suzuki-Swift

รวมถึงพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่เป็นรูปตัว D เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าระหว่างเบาะและพวงมาลัย

Suzuki-Swift-Performance

Swift ยังอัดระบบความปลอดภัยอีกเพียบ เช่น โครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCS ช่วยควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมือง ด้วยระบบ Idling Stop ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง 6 ตำแหน่ง

Suzuki-Swift

มีมิติตัวรถ ยาว 3,840 มม. กว้าง 1,735 มม. สูง 1,495 มม. และระยะฐานล้อ 2,450 มม.

Suzuki-Swift-Engine

Suzuki Swift ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินใหม่ รหัส K12M ขนาด 1.2 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT ชูจุดเด่นด้วยหัวฉีดคู่ “Dual Jet Engine” เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 83 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ระบบส่งกำลัง มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 6 สปีด

Suzuki-Swift

กลุ่มเป้าหมาย ของ All New Suzuki Swift คือผู้ที่ซื้อรถเพื่อใช้งานเป็นรถคันแรก รายได้ระดับปานกลางขึ้นไป อายุตั้งแต่ 21-39 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและเริ่มต้นสร้างครอบครัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มอายุ 21-29 ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับดีไซน์เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ชอบรถที่ขับสนุก ควบคุมง่าย และกลุ่มที่มีอายุ 30-39 ปี ซึ่งชอบรถที่มีดีไซน์ที่บอกถึงตัวตนและมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

Suzuki-Swift

All New Suzuki SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2 สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl

โดยมีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ GA CVT, GL CVT, GLX CVT และ GLX-Navi CVT

ราคา Suzuki Swift ใหม่

รุ่น 1.2 GA CVT ราคา 499,000 บาท
รุ่น 1.2 GL CVT ราคา 536,000 บาท
รุ่น 1.2 GLX CVT ราคา 609,000 บาท
รุ่น 1.2 GLX-Navi CVT ราคา 629,000 บาท

*สีขาวต้องเพิ่มเงินอีก 5,000 บาท

Suzuki-Swift-Price

mazda-2

Review Mazda 2 Eco Car สุดหรูทั้งดีไซน์ และขุมกำลังดีเซลแห่งอนาคต

มาสด้า 2 (Mazda2) หลายคนอาจจะรู้สึกผิดหวัง กับ ราคาเล็กน้อย กับ รถยนต์ที่บอกว่าเป็นรถอีโคคาร์ด้วยราคาค่าตัวที่ต้องซู๊ดดดดปากดังๆ เพราะถ้าเทียบราคา กับความเป็น อีโคคาร์แล้ว ต้องบอกว่ามาสด้า 2  ถือว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับบรรดารถอีโคคาร์ทั่วไป ทั้ง  8 รุ่นในบ้านเรา

จุดเด่น จุดด้อยของรถคันนี้จะมีอะไร ลองไปดูกันเริ่มต้นที่รุ่นสแตนดานซ์  1.5 Skyactiv-D XD ราคาเริ่มต้นที่  6.75 แสน รุ่นกลาง 1.5 Skyactiv-D XD High ราคา 7.35 แสนบาท และรุ่นท๊อป 1.5 Skyactiv-D XD High Plus+ ราคา 7.90 แสนบาท

แต่ถ้ามองในเชิงเทคโนโลยีและความคุ้มค่ากับการนำเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ  รวมทั้งการตัดสินใจน้ำเครื่อยนตฺดีเซลมาใส่ไว้ในเก๋งเล็กเป็นครั้งแรก หากจะชั่งน้ำหนักกับ เรื่อง “ราคา” ที่กระโดดไปสูงกว่าอีโคคาร์ทั่วแล้วถือว่า “รับได้”

หากจะมอง ให้ มาสด้า2 คันนี้ กระโดดขึ้นไปชกข้ามรุ่น เพราะถ้าเปรียบกับความเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว โดยส่วนตัว คู่แข่งที่ ตรงตัวมากที่สุด เห็นจะเป็นรถจากฝั่งยุโรปอย่าง “มินิ” ที่ทั้งด้านประสิทธิภาพขุมพลังของเครื่องยนต์ อัตราสิ้นเปลืองถือว่าพอสูสี แต่หากจะดูที่ระดับราคากับความคุ้มค่าและอัตราสินเปลื้องแล้ว ต้องให้มาสด้า2 ที่ กินขาดด้วยราคาที่เป็นมิตรภาพที่จับต้องได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับรถ “มินิ”

แต่อย่างที่บอก เมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่นระดับเดียวกันตรงๆ นั้น ไร้คู่เเข่ง แต่หากจะเทียบกับความเป็น “อีโคคาร์” ถือว่า ราคาสูงโดดไปอยู่ในระดับ “ซิตี้ คาร์” เเม้ว่ารถคันนี้จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เข้าช่วยถึง 17% แล้วก็ตาม

สาเหตุที่ต้องยก ประเด็นเรื่องของ “ราคา” มาอยู่ในอันดับต้นๆ นั้น เพราะ ประเด็นนี้กลายเป็น “โจทย์” สำคัญที่มาสด้าจะต้องเร่งเเก้ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรับรู่ โปรดักส์ได้อย่างถูกต้องการวางราคา ขายของ มาสด้า 2 จะเห็นว่า มาสด้า ได้วางตำแหน่ง “ราคา” ตัวเองไว้ระดับ บี  คารื ระดับพรีเมี่ยม เเต่เอาเข้าจริง… ลูกค้าจะรับได้ กับ ความเป็นรถอีโคคาร์ ที่ราคากระโดด ขนาดนี้ได้หรือไม่คงต้องใช้เวลา…

ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตา การออกแบบของรถคันนี้ ถือว่าสวยสุด ด้วยดีไซน์โคโดะ หรือการออกแบบที่สะท้อนจิตวิญญานแห่งการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เราประทับใจกับรถรุ่นพี่อย่าง มาสด้า3 ที่มีทั้งความโฉบเฉี่ยว ความสปอร์ต ดุดัน โฉบเฉียว หรูหรา แน่นอน เมื่อมาสด้า ทำตคลอดมาสด้า2 ความสวยสะดุดตา เรื่อนร่าง รถคันนี้ จำลองมาสด้า3  มาเหมือนพิมพ์เเกะ เพียงเเต่ดีไซน์และขนาด ที่ผ่านการย่อส่วนมาอย่างลงตัว… ทั้งรุ่น ซีดาน และ เเฮทช์เเบค

หากเทียบกับ มาสด้า2 โฉมก่อน ถือว่า มาสด้าสอบผ่าน โดยเฉพาะรุ่น ซีดาน ที่ ช่วงด้านท้ายที่ โดง ไม่สวยสมกับความโฉบเฉี่ยวของการออกแบบในตอนหน้าและด้านข้าง ซึ่งหากจำไม่ผิดมาได้ได้แก้ปัญหา เนื่องดังกล่าวด้ยการ ลดส่วนสูงในตอนท้ายของโมเดลเก่าลงมาเล็กน้อย เเละช่วยได้พอสมควร ส่วน เเฮชท์เเบค โมเดลก่อนหน้า เรื่องการออกแบบ เรียกง่ายๆ ว่า “ไม่สุด” ในการดีไซน์ลงไปอย่างสิ้นเชิง หรือหากจะเทียบบรรดา อีโคคาร์ แอทช์แบค ที่พอฟัดพอเหวี่ยงได้ น่าจะมี โตโยต้า ยารีส ทีอาร์ ตัวเเต่ง  ที่ถือว่าออกแบบ เน้นความโฉบเฉียวพอฟัดพอเหวี่ยง เพียงเเต่ขนาดตัวของ ยารีส ดีจะหนากว่ามาสด้า2 เล็กน้อย

ส่วนรุ่นซีดาน โหวตให้มาสด้า2  มาเหนือไร้คู่เเข่งการออกแบบภายนอก ขอติงในส่วนไฟเลี้ยวท้าย ที่ออกแบบมาต้องการความโฉบเฉียว เเต่เวลาขับตามหลัง อาจจะมองไฟเลี้ยวได้ไม่ชัดเจน  เพราะมีขนาดเล็ก เป็นเส้นด้านท้าย

ภายในห้องโดยสาร มาสด้าใช้โทนสีดำเข้าช่วยขับความดุดันแปละความสปอร์ตภายในห้องโดยสารเบาะหนังสไตลล์บัคเก็ตซีท ตัดด้วยเส้นด้านสีเเดง เดินตะเข็บคู่ มาตัด กับสีดำ สะดุดตา และกระชากอารมณ์ความสปอร์ตออกมา ทั้งเบาะนั่ง และบริเวณ คอลโซลด้านหน้า แต่น่าเสียดายเเทนที่ มาสด้า จะเดิน ดายสีเเดงตัวขอบ ที่บริเวณเเผงประตู และพวงมาลัยด้วย  น่าจะช่วยให้การเคลื่อนไหวของ อารมณ์ความเร้าใจ ในห้องโดยสานไม่ไหลลื่น … จากการเดินเส้นดาย

อีกหนึ่งสิ่งที่ดูขัดเเย้งคือแผงช่องเเเอร์ บริเวณคอบโซลหน้าฝั่งคนนั้ง ที่ออกแบบมาให้เป็นเเนวนอนยาว  มองผาดๆอาจจะได้ในเรื่องของความเรียบงาน แต่โดยส่วนตัวแล้ว มองว่า คามเรียบง่ายนี้ถูกกลื่น ไปด้วยความรู้สึกว่า “เชย” แถมปุ่มกดไฟพาทสาด (ไฟฉุกเฉิน)  ที่อยู่ในระนาบเดียวกับช่องเเอร์เเนวนอน นั้น ก็ถูกกลื่นหายไป

อุปกรณ์การใช้งานอื่นๆในห้องโดยสาร  แม้ว่า จะใส่มาเต็มแต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ “เกิน” และไม่จำเป็นต้องมีก็ได้  ซึ่งช่วยเปลี่ยนองศา การมอง ด้วยHeads-up display หน้าจอแสดงความเร็ว ที่ด้านหลังพวงมาลัย  โดยส่วนตัวเเล้วรู้สึกว่า ไม่มีก็ได้ เเถมยังเเกะกะสายตา เพราะ เเค่เข็มไมลล์ที่หน้าปัดม์ บอกความเร็วนั้น เกินพอเเล้ว

สิ่งที่ต้องชม คือการนำ ปุ่มควบคุม Center Commander มาไว้ที่ ข้างๆ ผู้ขับ  ไม่ต้องเอื้อมมือไปสั่งการไกลนัก เพียงเเค่ความคุมหมุน ควบคุม คำสั่งต่างๆ   มีเหมือนเช่นเดียวกับรถหรูอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู ส่วนระบบการทำงาน เพื่อใช้เเผนที่นำทางผ่านระบบ การติดต่อสื่อสาร MZD Connect นั้นไสามารถทำได้ ซึ่งลูกค้าจะต้องเข้าไปติดต่อกับทมางมาสด้าเพื่ออัพเดรสข้อมูล หรือ ของซื้อเพื่อรับโหลดข้อมูลการนำทางเข้าสู่ระบบอีกครั้ง เรียกว่า ถ้าลูกค้าอยากใช้ ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม

ถึงตรงนี้ต้องบอกว่า สำหรับคนที่กำลังมองหารถ อีโคคาร์ หรือ บี คาร์ โดยยังไม่ตั้งธงในใจว่า เป็นรุ่นอะไร ลอ งช่างน้ำหนัก และเปรียบเทียบความต้องการกับเงินในกระเป๋า แต่หากตั้งธงมาแล้วว่า ต้องเป็นมาสด้า2 ลองสาระตะ… ความคุ้มค่า กับความต้องการแต่หากจะให้เเนะนำ แค่  รุ่นเริ่มต้น นั้นถือว่าน่าเพียงพอแล้ว

suzuki-ciaz

Review Suzuki Ciaz – หรูหราเหนือระดับฉีกคำนิยาม ECO Car

Suzuki Ciaz (ซูซูกิ เซียส) แม้จะเป็นอีโคคาร์ 4 ประตู แต่ด้วยขนาดที่เห็นแล้ว ต้องบอกว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ารถขนาดบี-เซ็กเมนต์เลยแม้แต่น้อย  แถมยังอาจจะใหญ่กว่าในบางรุ่นเสียด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้ เครื่องยนต์ขนาด 1.25 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ที่ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 116 นิวตัน-เมตร บล็อกเดียวกับซูซูกิ สวิฟท์ จะนำพาขนาดที่ใหญ่โตกว่าเยอะไปได้หรือ หลังจากขึ้นไปนั่งในตำแหน่งคนขับ กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมออกเดินทาง

กำลังในช่วงออกตัวดูดีน่าสนใจ บางจังหวะกดแรงไปนิด ถึงกับหลังติดเบาะ เพิ่มน้ำหนักที่คันเร่งมากขึ้น ความเร็วตามมาในทันที ไต่ระดับความเร็วขึ้นไปจนถึง 120 กิโลเมตต่อชั่วโมง ได้แบบชิล ชิล ด้วยความไหลลื่นของเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ให้ความมั่นคง เลยมั่นใจเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก แต่กาลกลับกลายว่า ช่างล่างค่อนข้างลอย จนต้องใช้สมาธิเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งเพิ่มน้ำหนักที่มือ  เพื่อควบคุมตัวรถให้ไปไม่สั่นไหวจนเกินไป เกียร์อัตโนมัติ CVT ทำงานได้ค่อนข้างราบรื่นในจังหวะทำความเร็วไปเรื่อยๆ

ไม่มีอาการกระตุกให้ได้รู้สึก จะมีตอนถอนคันเร่งในช่วงรอบเดินเบา ความเร็วต่ำ มีอาการสะอึกนิดหนึ่ง คราวแรกไม่แน่ใจ ลองดูใหม่ ยังคงเป็นอยู่ แสดงว่าเป็นบุคลิกจริง  แม้จะรูปร่างใหญ่โต แต่ความคล่องตัวในการใช้ในตัวเมือง ยังคงมีให้อย่างเต็มที่ ด้วยกำลังของเครื่องยนต์ที่เรียกมาใช้ในช่วงตีนต้นได้ดี และช่วงล่างที่ให้ความมั่นคงในการเปลี่ยนเลน หลบหลีกเพื่อนร่วมทางได้ค่อนข้างดี ดีไซน์ของ ซูซูกิ เซียส เน้นความโอ่อ่าภูมิฐาน สอดคล้องกับขนาดที่ใหญ่โต ไฟหน้าแบบโปรเจ็คเตอร์ สอดรับกับกระจังหน้าแถบห้าเส้น ที่มีโลโก้ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง กันชนหน้าขนาดใหญ่พร้อมไฟตัดหมอก เส้นสายด้านข้างไหลลื่นต่อเนื่องถึงท้าย

ไฟท้ายเรียบหรู บางมุมดูคล้ายรถซีดานหรู ภายในออกแบบให้ดูเรียบเนียน อาจจะด้วยเพราะลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มครอบครัว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เพื่อไม่ต้องละสายตาจากถนน ชุดเครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก ผ่านช่องเชื่อมต่อ AUX  และ USB ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ควบคุมความเย็นได้ทั่วถึงทั้งห้องโดยสาร แม้ช่องแอร์หลังไม่มีก็ตาม เข้าไปนั่งด้านหลังเป็นผู้โดยสาร อนุมานตัวเองว่าเป็นผู้บริหารหนุ่มมาดเท่ พื้นที่วางเท้ามีให้อย่างเหลือเฟือ ขนาดภายนอกทีมองว่าใหญ่

บอกเลยว่างานนี้ซูซูกิ เซียส ใหญ่จริง เพราะมีหลายครั้งหลายคัน ที่ดูภายนอกใหญ่โตมโหฬาร แต่พอเข้าไปนั่งด้านหลัง กลับอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เบาะนั่งนุ่มสบาย แต่สั้นไปนิดรองรับต้นขาไม่เต็มที่ นั่งระยะทางนานๆ อาจมีเมื่อย พนักพิงเบาะนั่งหลังตรงกลาง มีท้าวแขนให้ดึงออกมาใช้งาน และยังเป็นที่วางแก้วน้ำอีกด้วย

เติมเต็มความสบาย และหรูหราได้มากยิ่งขึ้น  ความนุ่มนวลของซูซูกิ เซียส ด้วยช่วงล่างหน้าแม็คเฟอร์สัน สตรัท หลังทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการขับผ่านหลุมบ่อ เนินลูกระนาด หรือคอสะพาน  เบาะนั่งด้านหลังไม่มีอาการกระเด้งกระดอนเลยแม้แต่น้อย และรวมถึงจังหวะเลนเชนจ์ ที่แม้จะมีอาการเหวี่ยงอยู่บ้าง แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับความยาวของตัวรถด้วยความซนส่วนตัว ระหว่างนั่งเบาะหลังว่างๆ เลยล้วงแคะแกะเกาไปเรื่อย ปรากฎว่าพบกับสิ่งที่น่าสงสัย ทำไมถึงไม่ทำให้เนียนกว่านี้ คือกำมะหยี่ที่ปิดหลังคาด้านในช่วงลาดเสาซี หรือตรงรอยต่อกระจกหลัง
เมื่อลองกดดูมีอาการยุบตัว ประมาณว่าไม่เป็นเนื้อเดียวกับเหล็กหลังคา เหมือนจุดอื่นๆ แต่ดูแล้วไม่น่าใช่ติดตั้งผิดพลาด เพราะไม่ได้ล่อนหลุดออกมา

Carro-Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

Toyota Yaris … ยาวกว่าพี่ กว้างกว่าพี่ ก็ไม่มีแล้วน้อง!!!

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) อีโคคาร์จากค่ายพี่ใหญ่อย่าง Toyota (โตโยต้า) โดยรถรุ่นนี้ทำการเปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2556 ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าคนไทยไม่น้อย ถึงขนาดที่ว่าโตโยต้าเคลมว่า ยาริส อีโคคาร์ เป็นรถที่ขายที่ดีที่สุดในกลุ่มรถแฮทช์แบ็ค

มาดูกันว่าทำไม ยาริส อีโคคาร์ ถึงมียอดขายดี เริ่มกันที่รูปทรงโดยรวมก็ต้องบอกว่าใหญ่จริงอะไรจริง ดูจะออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยอย่างมาก เพราะรถมีขนาดที่ใหญ่ – ยาว เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นแฮทช์แบ็คอีโคคาร์ เหมือนกันก็ถือว่าใหญ่ที่สุด

ด้วยมิติตัวถัง ยาว 4,115 มม. กว้าง 1,700 มม. สูง 1,475 มม. ระยะฐานล้อ 2,550 มม.

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

เมื่อไล่เรียงสายตามาดูถึงการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก – ภายใน จะพบว่าดีไซน์ด้านหน้ามีความโดดเด่นที่ดึงดูดสายตามากกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมกันชนและสเกิร์ต ที่จะมีสีตัดกับตัวกระโปรงรถ ดูแล้วให้อารมณ์สปอร์ต ส่วนไฟหน้าถือเป็นพระเอกที่ถูกใจมาก เพราะรูปทรงสวย มีขนาดใหญ่ โดยไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ในรุ่น G และ TRD Sportivo แต่ในรุ่นรองลงมา จะเป็นแบบมัลติรีเฟลกเตอร์

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

ด้านข้างตัวบอดี้จะเห็นเส้นสายการออกแบบ ไล่ระดับสายตาลงมาด้านล่างจะเห็นล้ออัลลอยแบบเรียบๆขนาด 15 นิ้ว ส่วนด้านหลังตรงกระโปรงรถมีคิ้วฝากระโปรงโครเมียม ดูแล้วให้ความรู้สึกพรีเมียมนิดๆ ใกล้ๆ กันมีที่ปัดน้ำฝน ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

ขณะที่ภายในห้องโดยสาร แว็บแรกที่เปิดประตูเข้ามาดูโดยรวมๆเรียกว่าดูดี วัสดุที่ใช้ในการประกอบดูมีราคา ตัวคอนโซลหน้าก็ยกชุดคอนโซลจาก วีออส มาใช้ เป็นสีดาร์กซิลเวอร์ในรุ่นปกติ แต่ถ้าเป็นรุ่นแต่งพิเศษจะเป็นแบบเปียโนแบล็ค ตัวพวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ปรับสูง-ต่ำได้ ควบคุมระบบเครื่องเสียงได้ ส่วนมาตรวัดจะเป็นแบบอนาล๊อก ด้านเครื่องเสียงความบันเทิงต่างๆก็รองรับทั้งวิทยุ, MP3 ช่องต่อ USB, ช่องต่อ AUX และถ้าใครเลือกรุ่นแต่งพิเศษก็สามารถใช้สมาร์ท G-Book ได้

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

มาลองนั่งในห้องโดยสารกันดูบ้าง โดยตัวเบาะนั่งจะเป็นผ้าสีดำ แต่ถ้าใครชอบเบาะหนังก็เลือกรุ่นแต่งพิเศษ  ซึ่งความรู้สึกที่ได้นั่งในรถรุ่นนี้ถือว่าโอเค!! กว้างขวาง ไม่ติดขา ไม่ติดหัว นั่งสบาย ทั้งเบาะนั่งด้านหน้า และฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งด้านหลังนี้สามารถพับเก็บได้ 60:40 ดังนั้นไม่ต้องห่วงพื้นที่ในการจัดเก็บของรับรองมีเหลือเฟือ เหนือรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

และที่คงเอกลักษณ์ของยาริสรุ่นก่อนมาก็ต้องยกให้ที่วางแก้วจัดมาสามจุดใหญ่ทั้งด้านหน้าฝั่งคนขับและคนนั่งคู่ ส่วนตรงคอนโซลกลางหลังเกียร์ก็มีที่วางแก้วอีกหนึ่งจุด

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

เรียกได้ว่าเป็นอีโคคาร์รุ่นแฮทช์แบ็ค ที่เหนือกว่ารุ่นอื่นๆ จริงๆ ในแง่ของความใหญ่โตโอฬาร และดีไซน์ที่ดูพอเหมาะพอเจาะ ไม่ดูแก่ไป ไม่ดูวัยรุ่นไป ใครที่ชื่นชอบรถในสไตล์แบบนี้ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ อย่างไรก็ตามด้วยราคาที่สูงกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันก็อาจจะทำให้ใครหลายคนต้องพิจารณากันอย่างหนัก เอาเป็นว่าก่อนจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ก็ควรจะทดลองขับ และดูความเหมาะสมในการใช้งานของแต่ละคนดูว่าเป็นอย่างไร

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

แต่ด้วยเครื่องยนต์ที่ปรับลดขนาดมาจากรุ่นก่อนหน้า เพื่อให้เป็น Eco-Car เต็มตัวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ ที่ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 เกียร์อัตโนมัติ CVT

ระบบช่วงล่างของ ยารีส เหมือนกับ วีออส นุ่มนวล เกาะถนน ควบคุมง่าย น้ำหนักพวงมาลัยไฟฟ้ากำลังดี ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป ขับทางไกลให้ความมั่นใจมากกว่ารุ่นเดิม และตัวรถที่ความสูง 1,475 มม. ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง อาการโยนตัวเมื่อเข้าโค้งก็น้อยลง

ในตอนออกมาใหม่ๆ ยิ่งเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องของการปรับราคา ให้น่าสนใจกว่าคู่แข่งค่าย H แต่ก็ต้องแลกกับพละกำลังที่ลดลงเพื่อความประหยัดน้ำมันเช่นกัน และถ้าพิจารณาแล้ว รู้สึกว่ารถคันนี้แหละที่ตอบโจทย์ ก็เชิญไปเลือกสีเลือกรุ่นกันได้เลย

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมมาก นับตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัย กลุ่มคนเพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ ที่พอมีกำลังผ่อนรถต่อเดือนหลักพันไหว หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ เป็นรถรุ่นมีวิ่งให้เห็นกันเกลื่อนเมือง ใช้งานได้หลากหลาย ขนของได้ ขับออกต่างจังหวัดก็ได้

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ขับสนุกใช้ได้ ช่วงล่างดี เกาะถนน พวงมาลัยไม่เบา ไม่หนักจนเกินไป ตัวถังกว้างสุดในกลุ่ม Eco-Car ออพชั่นก็ถือว่าพอเพียงต่อการใช้งาน

ส่วนข้อเสียก็มีอยู่บ้าง บางคนอาจจะไม่ชอบหน้าตาของรุ่นนี้ ไม่ชอบชุดไฟท้าย หรือกำลังเครื่องยนต์ ที่ขับแล้วรู้สึกอืด ไม่มันส์เวลาจะเร่งแซงต้องกดคันเร่งมากๆ ทำให้กินน้ำมันมาก (แทบจะเท่ากับ Vios) ตามไปด้วย ซึ่งถ้าเป็นรถ Eco-Car มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกรุ่นละครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตอนซ่อม ตอนเข้าศูนย์ ราคาอะไหล่ไม่แพง ตัวรถไม่จุกจิก อาจจะต้องเตรียมงบไว้สำหรับดูแล อย่างน้อยๆ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป ถ้ามีเช็คระยะใหญ่ ก็อาจจะต้องเตรียมเงินไว้เพิ่ม) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ Toyota Yaris โฉมนี้ มีราคามือสองอยู่ที่ 340,000 – 500,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2561 – 2562 โดยประมาณ และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

โดย ยาริส มีให้เลือกตั้งแต่รุ่น J ECO, รุ่น J, รุ่น E, รุ่น G และรุ่น TRD Sportivo

มีสีให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีส้ม Orange Metallic, สีแดง Red Mica Metallic, สีฟ้า Frozen Blue Metallic, สีขาว Super White II, สีบรอนซ์เงิน Silver Metallic, สีเทาดำ Gray Metallic และ สีดำ Attitude Black Mica

Download Catalogue Toyota Yaris (คลิกที่ภาพ)

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car