Carro-Rabbit-Finance-Ways-To-Help-Car-Accident

ถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้ขับขี่อย่างปลอดภัย แต่เราก็ยังพบเห็นข่าวการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน หลายๆ คน ต่างพากันขับรถเดินทางกลับบ้าน ปริมาณรถยนต์หนาแน่นมากกว่าปกติ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น การขับขี่รถยนต์นั้นถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ผู้ใช้รถยนต์จึงต้องระมัดระวังและมีสติอยู่ตลอดเวลา

Ways-To-Help-Car-Accident

จะทำอย่างไรดี เมื่อเจอรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

หากระหว่างทางคุณพบเจอรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุและดูเหมือนว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ ถ้าต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง rabbit finance ขอแนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

1. เปิดไฟฉุกเฉิน

ขั้นตอนแรกคือให้รถยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินเอาไว้ หากิ่งไม้หรือกรวยจราจรมาวางกั้น หรือทำสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้รถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมาบนเส้นทางนั้นจะได้ทราบว่าบริเวณนี้มีรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

2. สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ

สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบของบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ สภาพการจราจร เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดี จึงค่อยเข้าไปสอบถามและช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ เช็กจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ อาการบาดเจ็บของแต่ละคน พร้อมทั้งแจ้งตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือได้ รวมทั้งสอบถามผู้ที่มีสติอยู่ เพื่อให้ติดต่อประกันรถยนต์เข้ามาช่วยดูแลเรื่องค่าเสียหายต่างๆ

Ways-To-Help-Car-Accident

3. ช่วยเหลือในเบื้องต้น

ระหว่างรอตำรวจและทีมกู้ภัยที่กำลังเดินทางมา ลองประเมินอาการของผู้ประสบอุบัติเหตุว่ามีอาการบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด เพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่หมดสติ โดยเฉพาะผู้ที่หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น หรือผู้ที่เสียเลือดมาก โดยต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขณะช่วยเหลือ

4. เบอร์โทรศัพท์สายด่วนให้ความช่วยเหลือ

เมื่อรถยนต์ของคุณประสบอุบัติเหตุหรือพบเพื่อนร่วมทางกำลังประสบอุบัติเหตุ สามารถติดต่อเบอร์โทรฉุกเฉินดังต่อไปนี้เพื่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ค่ะ

  • ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุ 24 ชม. 02 – 751 – 0951 – 3
  • ศูนย์นเรนทร 1669
  • ศูนย์วิทยุปอเต๊กตึ๊ง 24 ชม. 02 – 226 – 4444 – 8
  • สถานีวิทยุ จส.100 *1808 (ฟรี) หรือ 1137 (มีค่าบริการ)
  • ศูนย์วิทยุรามา 02 – 354 – 6999
  • สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน 1677
  • สถานีวิทยุ สวพ.91 1644
  • สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155
  • ศูนย์ความปลอดภัย กรมทางหลวงชนบท 1146
  • แจ้งเหตุด่วน – เหตุร้ายทุกชนิด 191

อุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและไม่มีนักขับคนไหนอยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยของคุณและเพื่อนร่วมทาง อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถยนต์ เช็คประกันรถยนต์ และขับขี่อย่างไม่ประมาท เพื่อให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ

Carro-Masii-Car-Insurance-For-New-Driver

ปัจจุบันนี้ผู้คนหันมาออกรถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น เพราะว่าสะดวกสบายในการเดินทาง สามารถขับไปไหนมาไหนก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนขับรถทุกคนต้องผ่านประสบการณ์การเป็นมือใหม่หัดขับกันทั้งนั้น

ยิ่งบางคนออกรถใหม่ป้ายแดงด้วย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้นไปอีก แล้วอย่างนี้ประกันรถยนต์แบบไหน จะเหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับกันบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยจ้า

Car-Insurance-For-New-Driver-

ประกันรถยนต์แบบไหน เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับ อย่างที่ทราบกันว่าประกันรถยนต์นั้นมีหลายประเภท และมีความคุ้มครองที่แตกต่างกันไปตามค่าเบี้ยกรมธรรม์ ซึ่งประกันรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ มือใหม่หัดขับ ก็คงหนีไม่พ้นประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองได้ครอบคลุมกว่าประกันรถยนต์ประเภทอื่น ตามมาด้วย ประกันรถยนต์ชั้น 2+ และ ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ซึ่งให้ความคุ้มครองดังนี้

Car-Insurance-For-New-Driver

ประกันรถยนต์ชั้น 1

  • ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี ทั้งการชนแบบมีและไม่มีคู่กรณี
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของผู้เอาประกัน
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา

ประกันรถยนต์ชั้น 2+

  • ให้ความคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันในกรณีที่ชนกับรถยนต์เท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา

ประกันรถยนต์ชั้น 3+

  • ให้ความคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันในกรณีที่ชนกับรถยนต์เท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตของคู่กรณี
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา
  • ไม่คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม

Car-Insurance-For-New-Driver

เมื่อเพื่อนๆ ได้รู้กันไปแล้วว่าประกันรถยนต์ประเภทไหนที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับกันบ้าง ทั้งนี้หากใครสนใจอยากทำประกันรถยนต์ ก็สามารถ คลิกที่นี่ หรือโทรติดต่อกับมาสิได้เลยที่ 02-7103100 และนอกจากจะทำประกันรถยนต์แล้ว ก็อย่าลืมขับรถกันอย่างปลอดภัย ไม่ประมาท และปฏิบัติตามกฎจราจรกันอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ

What-Is-Excess-In-Insurance

เรื่องอุบัติเหตุระหว่างขับรถ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่เจ้าของจะต้องทำ นั่นคือ โทรเรียกประกันภัยรถยนต์ เพื่อมาตกลงกันระหว่างคู่กรณี

แต่บางคนก็อาจจะอารมณ์เสีย เพราะทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิด หรือเป็นฝ่ายก่ออุบัติเหตุก่อน กลับต้องมาเสียเงินจ่ายในจุดนี้ เพราะไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ซึ่งในทางประกัน ถือว่าเป็นความไม่ระมัดระวังในการใช้งาน

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังกันครับ ว่าทำไม ถึงต้องเสียค่า Excess ด้วย ..

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

สำหรับค่า Excess นั่นหมายถึง “ค่าเสียหายส่วนแรกเมื่อมีการเคลมที่เข้าเงื่อนไข” จัดเป็นค่าใช้จ่าย “ภาคบังคับ” ไม่ว่าคุณจะทำประกันภัยชั้นไหน หรือบริษัทใดก็ตาม ก็ต้องจ่ายหมด ซึ่งก็จะมีทั้งกรณีที่ต้องจ่าย และ กรณีที่ไม่ต้องจ่าย โดยเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดความคุ้มครองต่อรถยนต์ ข้อ 4 นั้น ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนแรก …

กรณีไหนบ้าง ที่เข้าข่ายการเก็บค่า Excess นั่นก็คือ

1. รถเสียหาย ที่ไม่ได้เกิดจากการชน หรือคว่ำ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความประมาท หรือความซวยของเจ้าของรถ อาทิเช่น ขับรถเหยียบตะปู มีรอยขูดขีดที่ตัวรถ รถตกถนน หินดีดใส่รถ สีรถเสียหาย เป็นต้น
2. หรือถูกชน แต่ไม่สามารถหาคู่กรณีได้ (เช่น มอเตอร์ไซค์วิ่งมาเฉี่ยวประตูรถตอนรถติด แล้วหนีไป ตามจับไม่ได้ หรือรถคันหน้าวิ่ง ทำหินดีดใส่ที่ตัวรถ เป็นต้น)
3. การเคลมสีรถรอบคัน เป็นต้น

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

แล้วกรณีไหนบ้างล่ะ ที่ไม่ต้องจ่ายค่า Excess ก็จะขอยกตัวอย่าง เช่น

1. ชน (สิ่งของ สถานที่ ที่ไม่ใช่ “รถ”) มีสภาพบุบ แตก ร้าว หรือไม่มีสภาพบุบ แตก ร้าว ที่ต้องเห็นได้ชัดเจน และบอกลักษณะการเกิดเหตุได้ เป็นต้น
2. ชน (คน หรือ สัตว์) หรือวัตถุที่ยึดแน่นกับพื้นดิน เช่น เสา กำแพง ประตู ต้นไม้ ราวสะพาน ป้ายจราจร ฟุตบาท เป็นต้น

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

ค่า Excess ปกติจ่ายกันเท่าไหร่?

ปกติแล้ว ค่า Excess บริษัทประกันภัยจะเรียกเก็บครั้งละ 1,000 – 2,000 บาท ต่อ 1 “เหตุการณ์” เท่านั้น แต่ทั้งนี้ถ้าเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ (เช่น รถมีรอยบุบ หลายๆ แผล) ก็จะถูกเรียกเก็บค่า Excess มากขึ้นตามไปด้วย

What-Is-Excess-In-Insurance

ภาพจาก ตำรวจทางหลวง

แล้วทำไมบางกรณี รถที่ทำประกันชั้น 1 เกิดเรื่อง น่าจะเข้าข่ายเสียค่า Excess แต่ทำไมถึงไม่เสียค่า Excess?

การเคลมมี 2 แบบ คือ

เคลมสด หมายถึง เกิดเรื่องปุ๊บ ก็แจ้งเคลมประกันเลย แบบนี้รถชนกันแล้วรอประกันมาที่เกิดเหตุ
เคลมแห้ง คือ เกิดเหตุนานแล้ว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรที่ไหนบ้าง แจ้งเคลมทีเดียว หรือแจ้งเคลมเก็บแผลรอบคัน

ในทางประกันภัยถือว่ามีความต่างกันมาก เพราะการเคลมรถยนต์กับสิ่งอื่นๆ (ที่ไม่ใช่รถยนต์) นั้น เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ที่ทำให้ตัวรถเสียหาย ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก แต่ต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบถึงลักษณะการเกิดเหตุ วัน เวลา และสถานที่ ได้อย่างชัดเจน

สำหรับในครั้งต่อไป เราจะมาอธิบายกันถึง “ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ (Deductible)” ให้ผู้อ่านได้หายสงสัยกันต่อครับ