หากเราย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000 ตอนนั้นหลายกำลังตื่นเต้นกับความเป็นยุค “มิลเลนเนียม” หรือ “สหัสวรรษใหม่” และ “Y2K” กันเอามากๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นในอดีตก็ยังถือว่ามีราคาที่แพงมากในการเข้าถึง เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์หรูๆ จากญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่ต้องเรียกว่ามีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นหลายคนอาจจะยังเป็นเด็ก อาจจะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่สามารถเป็นเจ้าของรถได้ ก็ต้องเก็บความอยากได้ ความชื่นชอบ เอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไป 20 ปี (ปี 2563) รถหรูระดับ Mid-Size หรือ Full-Size เหล่านี้ ราคาก็ตกลงมามากแล้ว บางคันอาจจะถูกแบบเหลือเชื่อ ถูกกว่ารถ Eco-Car ในปัจจุบัน หรือราคาต่ำกว่าแสนด้วยซ้ำไป! แต่ว่าจะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ ยังน่าเล่นในยุคนี้บ้าง MR.CARRO รวบรวมมาให้ชมกัน …

2000-Audi-A6

ภาพจาก Benny Thanutpon

1. Audi A6 2.4 Tiptronic ราคา 2,720,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

สำหรับ Audi A6 (ออดี้ เอ6) ในรหัสรุ่น C5 ก็นับว่าเป็นรถยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2542 ซึ่งในเวลานั้น บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย Audi A6 รุ่นนี้ ขุมพลังแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร V6 DOHC 30 วาล์ว 165 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

มีตัวเลือกทั้งรุ่นขับหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และแบบ Avant ให้เลือก โดยเป็นการนำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2543 จึงเพิ่มรุ่นประกอบในประเทศด้วย

2000-BMW-523-iA

ภาพจาก ซื้อขายรถยนต์นำเข้า รับจำนำรถยนต์

2. BMW 523iA (MY2000) ราคา 2,999,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 140,000 – 170,000 บาท

BMW Series 5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) รหัส E39 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เป็นรุ่นสุดท้ายที่ ยนตรกิจ ขายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ของ BMW จากเยอรมนี จะเข้ามาสานการขายต่อในปี 2541

สำหรับ BMW 523iA ในเวลานั้นถือว่าเป็นรถที่ขายดีมาก ภายในหรูหรา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ 184 แรงม้า

2000-BMW-730iAL

ภาพจาก Boyd Saharat

3. BMW 730iAL ราคา 7,083,400 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 300,000 บาท

BMW Series 7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รหัส E38 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทคในราคาที่แพงระยับในยุคนั้น โดยในรุ่นย่อย 730iAL จัดเป็นรุ่นที่มีระยะฐานล้อยาวเป็นพิเศษ นั่งสบายดั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ในราคามือสองที่ถูกกว่าอีโคคาร์ สำหรับท่านประธานขี้เมื่อยโดยเฉพาะ

สำหรับรุ่นนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส M60B30 แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว 215 แรงม้า

2000-Citroen-XM

ภาพจาก Motor 1

4. Citroen XM 3.0i V6 24 V ราคา 3,300,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท

Citroen XM (ซีตรอง เอ็กซ์เอ็ม) กลายเป็นรถที่คนเล่นกันเฉพาะกลุ่มไปแล้ว สำหรับ XM ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราในแบบฝรั่งเศส ช่วงล่างแบบระบบไฮแดรกทีฟ ใช้เซ็นเตอร์ 5 ตัว คอยตรวจจับการทำงาน และปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพถนนได้ ให้ความนุ่มนวลมากถึง 85% ตลอดระยะทางการขับขี่ เกาะถนน

เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2534 มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร, ขนาด 3.0 ลิตร และแบบ Break แวกอน ส่วนในรุ่น 3.0 ลิตร ที่เรานำมาเสนอนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ZPJ แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า

2000-Lexus-LS

5. Lexus LS400 ราคา 6,580,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 250,000 – 320,000 บาท

Lexus LS400 (เลกซัส แอลเอส 400) ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น “ไม่ใช่แค่รถยนต์ เลกซัส ยานยนต์ปฏิวัติ” เพื่อลุยตลาดโลกของ Lexus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Toyota Celsior (โตโยต้า เซลซิเออร์) เป็นรถรุ่นแรกที่ Toyota เลือกใช้แบรนด์ Lexus ส่งไปลุยตลาดยุโรป และอเมริกา ก่อนจะเปิดตัวขายในบ้านเราเป็นรุ่นชูโรงเมื่อปี 2535

ส่วนในรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 2 (ที่พัฒนามาจากเจนฯ แรก) เผยโฉมกันในปี 2540 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร รหัส 1UZ-FE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว VVT-i 290 แรงม้า แถมยังมีระบบความปลอดภัยเพียบ ทั้งระบบเบรก ABS/EBD ระบบการควบคุมการทรงตัว VSC และระบบยึดเกาะถนน TRC เป็นต้น

2000-Mercedes-Benz-E-240

ภาพจาก Seven Car

6. Mercedes-Benz E 240 ราคา 3,950,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 330,000 บาท

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัส W210 ขวัญใจอาเสี่ยในยุค 90 ที่ตอนนี้ราคาถูกกว่าอีโคคาร์ซะอีก แต่ได้ขับหรือนั่ง ก็ดูเท่กว่าเห็นๆ โดยในบ้านเราก็มีเจ้า เบนซ์ ตากลม รุ่นนี้ให้เลือกกันอยู่หลายรุ่นย่อย แต่ที่เรายกมาคันนี้ คือรุ่นย่อยที่แพงที่สุดในปี 2543 ซึ่งในบ้านเรามีทั้งรุ่นประกอบในประเทศ และรุ่นนำเข้าอย่าง E 240 2.6

สำหรับ E 240 ใช้ขุมพลังขนาด 2.4 ลิตร รหัส M112.911 แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า และในตัว E 240 2.6 เป็นแบบขนาด 2.6 ลิตร แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

2000-Mercedes-Benz-S-500-L

7. Mercedes-Benz S500L ราคา 13,100,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 580,000 – 700,000 บาท

Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) รหัส W220 ที่สุดของความหรูหรา สำหรับ “ท่านประธาน” เท่านั้น! ขายในไทยตั้งแต่ปี 2541 มีรุ่นยอดนิยมในตลาดรถมือสอง อาทิเช่น S280, S 320 L และ S 500 L โดยรุ่นแพงที่สุดคงต้องเป็นรุ่นย่อย “S 500 L” ฐานล้อยาว สำหรับท่านประธานที่ชอบความสบายของการยืดขาสุดๆ มีเฉพาะรถนำเข้าเท่านั้น ในราคาออกใหม่หลักสิบล้าน! แต่ตอนนี้ราคาเท่าอีโคคาร์!

สำหรับ S 240 ใช้ขุมพลังขนาด 5.0 ลิตร รหัส M113 E50 แบบ V8 SOHC 24 วาล์ว 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 460 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เรียกว่าแรงสั่งได้เลยทีเดียว!

2000-Peugeot-605

8. Peugeot 605 SV 3.0 ราคา 2,275,890 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 บาท

Peugeot 605 (เปอโยต์ 605) อันนี้จัดว่าเป็นรถในระดับ Executive Car “The Leader of the Lions” รถธงของค่ายเปอโยต์ อันน่าภาคภูมิใจอีกรุ่น แม้ว่าคนเล่นรถส่วนใหญ่จะลืมไปแล้วก็ตาม … สำหรับ 605 ซึ่งในไทยมีขายทั้งรุ่นแรก และโฉมไมเนอร์เชนจ์เลย ซึ่งในตลาดโลกรุ่นนี้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 แต่ในราคาที่ทาง MR.CARRO อ้างอิงมา ในปี 2543 ยังคงมีขายเหลืออยู่ครับ

บ้านเรามีทั้งรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 130 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Citroen XM นั่นแล …

2000-Toyota-Crown-Royal-Saloon

9. Toyota Crown 3.0 Royal Saloon เบาะหนังแท้ ราคา 3,750,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 350,000 บาท

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจเนอเรชั่นที่ 11 สะท้อนศักดิ์ศรี แห่งความเป็นเลิศ ในแบบฉบับญี่ปุ่น เป็นรถยอดนิยมของผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2543 มีทั้งรุ่น Royal Saloon เบาะผ้า และรุ่นเบาะหนังแท้ หรูหราในแบบญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ETCS-i (Electronic Throttle Control System Intelligent) ช่วยให้การขับขี่ที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ทำงานเต็มกำลังและประหยัดน้ำมัน

2000-Volvo-S80

10. Volvo S80 ราคา 2,980,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

Volvo S80 (วอลโว่ เอส80) ความหรูหราเรียบง่ายแบบสวีเดน ผสานกับการใช้สอยที่ลงตัว โดยโฉมนี้บ้านเราเปิดตัวในปี 2543 มีดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Volvo รุ่นที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้

โฉมนี้ในบ้านเรามาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.3 ลิตร รหัส B5234T7 แบบ 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว Light Pressure Turbo 193 แรงม้า

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ราคารถมือสอง 10 รุ่นข้างต้นนี้ เป็นราคารถยนต์มือสองที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาของราคารถมือสอง ในปี 2543

  • นิตยสารวัฏจักรรถ 2000 ปีที่ 11 (1) ฉบับที่ 597 (44) วันจันทร์ที่ 6 – 13 มีนาคม 2543
Mercedes-Benz-C-Class-2018

Benz C-Class Minorchange โฉมใหม่ ประกอบในประเทศ!

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดตัว Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส) โฉม W205 ไมเนอร์เชนจ์ นับได้ว่ารวดเร็วฉับไวมาก สมกับเป็นยุค 4.0 เพราะในต่างประเทศเพิ่งจะเผยโฉมนี้ และส่งมอบรถให้ลูกค้า เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมานี้เองครับ

โดย เมอร์เซเดสเบนซ์ ได้นำเสนอรถยนต์รุ่น The C 220 d ทั้งหมด 3 รุ่นย่อย คือ The C 220 d Avantgarde และ The C 220 d AMG Dynamic รวมถึงรุ่นที่จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ อย่างรุ่น The C 220 d Exclusive

Mercedes-Benz-C-Class-2018

สำหรับ Mercedes-Benz C-Class ไมเนอร์เชนจ์ มีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบตัวถัง คือ ซาลูน (ซีดาน), คูเป้, เอสเตท (สเตชั่นแวกอน) และเปิดประทุน (ยังมีซาลูนฐานล้อยาวพิเศษ เฉพาะตลาดเมืองจีนเท่านั้น) ส่วนในบ้านเราตอนนี้ รอดูตัวเป็นๆ ของรุ่นซีดานกันไปก่อน ส่วนที่เหลือมีตามมาอย่างแน่นอน

Mercedes-Benz-C-Class-2018

สรุป … จุดเด่นใหม่ๆ ภายนอก

รุ่น The C 220 d Avantgarde มาพร้อมกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมี่ยม พร้อมตรา Mercedes-Benz และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว + ไฟหน้าแบบ LED High Performance

รุ่น The C 220 d Exclusive มาพร้อมกระจังหน้าแบบคลาสสิค พร้อมตรา Mercedes-Benz บนฝากระโปรงหน้า, ไฟหน้าแบบ LED High Performance พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam และล้ออัลลอยแบบ Multi-Spoke ขนาด 18 นิ้ว

ส่วนในรุ่น The C 220 d AMG Dynamic มาพร้อมกระจังหน้าแบบ Diamond Grille สีเงิน พร้อมตรา Mercedes-Benz และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งด้วยสีดำ โดยกันชน หน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง ดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้าและหลังแบบใหม่ + ไฟหน้าแบบ LED High Performance พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam

*เป็นครั้งแรกในรถยนต์ The C-Class ใช้ไฟหน้าแบบ LED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอด ต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ และส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร

Mercedes-Benz-C-Class-2018

Mercedes-Benz-C-Class-2018

สรุป … จุดเด่นใหม่ๆ ภายใน

รุ่น The C 220 d Avantgarde มาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control + เบาะหุ้มด้วยหนัง ARTICO พับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3 และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start) เป็นต้น

รุ่น The C 220 d Exclusive มาพร้อมพวงมาลัยที่มาพร้อมระบบพาวเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าและปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ + เบาะหุ้มด้วยหนัง ARTICO พับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start), กุญแจแบบ KEYLESS-GO, ระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ และฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package) เป็นต้น

ส่วนในรุ่น The C 220 d AMG Dynamic มาพวงมาลัยที่มาพร้อมระบบพาวเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าและปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ แบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control เบาะหุ้มหนังแบบสปอร์ต พับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start), กุญแจแบบ KEYLESS-GO, ระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System เป็นต้น

นอกจากนั้น The new C-Class ยังได้นำเทคโนโลยีจากรุ่นใหญ่อย่าง The S-Class มาใช้มากมาย อาทิเช่น ระบบ All-Digital Instrument Display ที่ทำให้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลของรุ่น The C 200 d AMG Dynamic มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว และยังสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Progressive และ Sport

Mercedes-Benz-C-Class-2018

สำหรับเวอร์ชั่นเมืองนอก ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ แบบใหม่ รหัส M264 แบบ 4 สูบ 1.5 ลิตร และ 2.0 ลิตร แบบ Twin-Scroll Turbo Intercooler

ในส่วนของรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รหัส OM654 ขนาด 1.6 ลิตร Variable Turbo และ 2.0 ลิตร มีทั้ง Turbo เดี่ยว  และ Turbo แบบ 2-Stage พร้อมหัวฉีด Piezo เช่นเคย

ส่วนเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทยนั้น เป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-Tronic-Plus

Mercedes-Benz-C-Class-2018

ส่วนรุ่น Coupe ก็เตรียมลุ้น ว่าจะเป็นรุ่น C 200 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Turbo 184 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ว่าจะมาในปลายปีนี้หรือไม่

รายละเอียด Mercedes-Benz C-Class ไมเนอร์เชนจ์

รุ่น

เครื่องยนต์

ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)

แรงม้าสูงสุด (แรงม้า ที่รอบ/นาที)

แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร ที่รอบ/นาที)

อัตราเร่ง  0-100 กม./ชม.(วินาที)

ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)

C 220 d Avantgarde

ดีเซล 4 สูบ แถวเรียง เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

1,950

143 (194) / 3,800

400 / 1,600-2,800

6.9

240

C 220 d Exclusive

ดีเซล 4 สูบ แถวเรียง เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

1,950

143 (194) / 3,800

400 / 1,600-2,800

6.9

240

C 220 d AMG Dynamic

ดีเซล 4 สูบ แถวเรียง เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

1,950

143 (194) / 3,800

400 / 1,600-2,800

6.9

240

 

ราคาจำหน่าย Mercedes-Benz C-Class ไมเนอร์เชนจ์

  • C 220 d Avantgarde ราคา 2,349,000 บาท
  • C 220 d Exclusive ราคา 2,690,000 บาท
  • C 220 d AMG Dynamic ราคา 2,890,000 บาท
mercedes-benz-top-5

ที่สุดของ Benz! สุดยอดรถ 5 รุ่น
ที่ดีที่สุดจาก Mercedes-Benz

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายที่น่าประทับใจมาโดยตลอด ซึ่งครอบคลุมตลาดและช่องทางการตลาดเกือบทุกประเภทตั้งแต่รถ SUV ไปจนถึงรถสปอร์ต ตั้งแต่รถหรู ไปถึงรถปิคอัพรุ่นแรกที่เบนซ์เคยผลิตมาเลยทีเดียว

mercedes-benz Top 5

ซึ่งรุ่นที่ดีที่สุดของเบนซ์ก็มีจำนวนไม่น้อยกว่า 6 รุ่น ซึ่งแต่ละคันก็เป็นตัวท็อปของรุ่น มีทั้งเวอร์ชั่น C-, E-, S-Class, SLC, SL Roadster ก็ยังมี และ AMG GT Roadster ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

mercedes-benz Top 4

ถึงแม้ว่าเบนซ์จะมีรถดีๆหลายรุ่นอยู่แล้ว  แต่เบนซ์ก็ไม่เคยหยุดพัฒนา เพราะเบนซ์เป็นบริษัทที่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเบนซ์ชอบที่จะสร้างเซอร์ไพรส์โดยการผลิตอะไรใหม่ๆ ออกมาเสมอ

เช่น ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเราอาจจะได้พบกับ Mercedes-AMG GT Roadster อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ เบนซ์รุ่น AMG GT Roadster จะมีแรงบิดถึง 547 แรงม้า หรือแรงบิด 501 ปอนด์-ฟุต (680 นิวตัน-เมตร) ที่ใช้เวลาเพียง 3.7 วินาทีถึง 62 ไมล์ต่อชั่วโมง (100 กม./ชม.) และมีความเร็วสูงสุด 196 ไมล์ต่อชั่วโมง ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

mercedes-benz Top 3

mercedes-benz top 2อย่างไรก็ตาม AMG GT C Roadster อาจจะยังไม่ใช่รุ่นที่ดีที่สุดแม้ว่าจะอยู่ในรายชื่อ Top 5 เช่นเดียวกันกับรุ่นที่หรูหราอย่าง S-Class Cabriolet และรุ่น Mercedes-Maybach Vision 6mercedes-benz top 1

โดย YouTube ได้ปล่อยวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยผู้ผลิตรถยนต์ชาวเยอรมัน ที่กล่าวถึงรถคลาสสิกรุ่น 280 SE 3.5 Cabriolet โดยให้ข้อมูลว่า รุ่นนี้ตัวรถและแผงหน้ารถทำจากไม้วีเนียร์ กระจกใช้ระบบไฟฟ้า ซึ่งรุ่นนี้ได้สมญานามว่าเป็นรถหรูไร้กาลเวลาของเบนซ์ ตามข้อมูลของบริษัท

และสำหรับคำว่าอันดับหนึ่ง ก็ต้องถูกสงวนไว้ให้กับรถที่พิเศษและดีที่สุด ซึ่งก็ตกเป็นของ Mercedes-Benz ที่สามารถตอบสนองผู้ที่ต้องการขับขี่ “ยนตรกรรมที่ดีที่สุด” ได้เสมอ ซึ่งแฟนตัวจริงของ “Benz” จะรู้ดีว่าอะไรคือ “The Best” และหากคุณกำลังมองหารถ Benz มือสอง (คลิก) หรือต้องการขายรถ Benz คันเก่าแบบได้เงินสดที่รวดเร็วทันใจ (คลิก)

 

ที่มา : carscoops.com