Carro-Mazda2-Sport

Zoom-Zoom ขับสนุก สมรรถนะดี ตามสไตล์มาสด้า

Mazda2

รถที่ถือได้ว่า เป็นรุ่นยอดนิยมที่สุดอีกรุ่นหนึ่งของมาสด้า นับตั้งแต่โฉมแรกที่เปิดตัว (แต่เป็นรถรุ่นที่ขายในตลาดโลกมานานแล้ว) เปิดตัว (โฉมไมเนอร์เชนจ์) ครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย ก็สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายทันที

อีกทั้งได้พรีเซนเตอร์ที่เป็นนักร้องชื่อดัง เจาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยเพิ่งเริ่มทำงานได้เต็มเปา บวกกับแบรนด์ที่ตัวรถเน้นความเป็นสปอร์ต สมรรถนะดี ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจของรถอยากซื้อรถเป็นอย่างมาก

ใช่ครับ … ผมกำลังหมายถึง “Mazda2” (มาสด้า2)

Mazda-121

Mazda2 หรือเดิมนั้นชื่อ Mazda 121 เป็นรถ Sub-Compact ที่ประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร ซึ่ง Mazda 121 โฉมแรก (DA) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 โดยใช้ตัวรถร่วมกับ Ford Festiva

Mazda-121

Mazda 121 (DB) หรือ Mazda Autozam Revue ในตลาดญี่ปุ่น ออกจำหน่ายในปี 1991-1996 เคยถูกนำเข้ามาในบ้านเราในชื่อ “Mazda 121” โดยบริษัท กมลสุโกศล จำกัด อดีตตัวแทนผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาสด้าในไทย และได้ฉายาจากเต็นท์รถมือสองว่ารุ่น “การ์ตูน”

Mazda-Demio-Aletta Mazda-Demio-Sport

พอถึงในปี 1996-ปัจจุบัน Mazda ได้พัฒนารถรุ่นในชื่อใหม่ว่า “Demio” (เดมิโอ้) ในตลาดญี่ปุ่น และในตลาดโลกยังคงใช้ “121” เช่นเดิม จนเปลี่ยนมาเป็น “Mazda2”

การเกิดของ Mazda2 ในไทย

Mazda2-Design

ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 มาสด้า 2 ใหม่ (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เปิดตัวอย่างเป็นทางการแห่งแรกในโลกที่ประเทศไทย โดยเปิดตัวในรุ่น Hatchback 5 ประตูก่อน ในต้นปี 2553 จึงตามมาด้วยรุ่น 4 ประตู Sedan

Mazda2-Interior-Design

Ryoichi Kishimoto (เรียวอิจิ คิชิโมโตะ) ผู้จัดการโครงการ Mazda2 ของ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เผยว่า “กลุ่มเป้าหมายเป็นคนหนุ่มสาวอายุไม่เกินกว่า 30 ปี ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง และทันสมัย”

Mazda2

Ikuo Maeda (อิคูโอะ มาเอดะ) ผู้จัดการทั่วฝ่ายออกแบบของ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “Mazda RX-8 เปรียบเสมือนเป็นลูกของผม เพราะได้ดูแลควบคุมการออกแบบโดยตรง”

Mazda2

ด้าน Akira Tamatani (อาคิระ ทามาทานิ) หัวหน้าทีมออกแบบ Mazda2 ลูกศิษย์ที่ร่วมหัวจมท้ายกับมาเอดะมาถึง 20 ปีในมาสด้า กล่าวว่า เราเริ่มจากการศึกษาตลาดก่อน โดยสำรวจจากประเทศตะวันออก และยุโรป ซึ่งพบว่าชาวญี่ปุ่น จะชอบรถยนต์ที่รูปทรงกลมๆ แต่ยุโรปจะเน้นความเป็นสปอร์ตมากกว่า ฉะนั้นเราจะต้องนำความแตกต่างกันนี้ มาผสมผสานให้ลงตัว ซึ่งก็เป็นดังเช่น Mazda2 ปัจจุบัน

Mazda2-Presenter

จึงทำให้ทาง Mazda เลือกใช้นักร้องชื่อดัง เป้-อารักษ์ อมรศุภสิริ มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ … แม้จะเป็นเพียงรถ City Car แต่ก็ได้รับการถ่ายทอดความสปอร์ตจากสปอร์ตรุ่นใหญ่ อย่าง Mazda RX-8, Mazda MX-5 และ Mazda3 ทำให้ Mazda2 ได้รับเลือกให้เป็น “รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก” ในปี 2551 และในปีเดียวกัน ยังเป็น 1 ใน 3 ที่เข้ารอบสุดท้ายของการมอบรางวัลการออกแบบยนตรกรรมยอดเยี่ยมของโลกเช่นกัน โดยผผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 47 คน จากนิตยสารรถยนต์ชั้นนำทั่วโลกจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ

Mazda2-Presenter

การออกแบบด้านหน้าสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟหน้าสวยคม เส้นสายด้านข้างตัวรถ ลากจากล่างขึ้นบนไฟยังชุดไฟท้าย ดูมีเอกลักษณ์ ช่วงล่างหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลังแบบทอร์ชั่น บีม พร้อมเทลลิ่งอาร์ม

มิติตัวถังยาว 3,903 มม. (รุ่น Groove), 3,913 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,485 มม. (รุ่น Groove), 1,478 มม. ระยะฐานล้อ 2,490 มม.

Mazda2-Interiorห้องโดยสารภายในรถ เพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่ที่สนุก ตำแหน่งของเบาะนั่งคนขับและพวงมาลัย รวมไปถึงตำแหน่งคันเกียร์ และปุ่มควบคุมต่างๆ บนแผงคอนโซลหน้า ถูกจัดวางให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสาร เบาะนั่งถูกออกแบบตามหลักสรีระสัมพันธ์ แม้ผู้ขับขี่ตัวสูงใหญ่ก็สามารถนั่งได้สบาย โดยไม่อึดอัดหรือเมื่อยล้า รองรับสรีระของผู้ขับขี่ที่มีความสูงได้ถึง 185 ซม. สำหรับที่นั่งผู้โดยสารทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ออกแบบให้นั่งสบาย และผ่อนคลายหากต้องเดินทางไกล

Mazda2-Interior

วิศวกรมาสด้า นำเทคโนโลยีการออกแบบรถสปอร์ต “Light Weighted Technology” มาใช้กับ Mazda2 นั่นคือ การออกแบบเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของรถลง จนสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นลงไปได้กว่า 100 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีขึ้น ตอบสนองได้รวดเร็วและว่องไวทันใจแบบ Linear Response แบบรถสปอร์ต ให้สมรรถนะการขับขี่ที่แรงพอตัว

Mazda2-Engine

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ที่อยู่ใน Mazda2 รหัส MZR แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน S-VT และ TSCV ให้แรงม้าสูงสุด 103 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Mazda2-Sports-Equipments Mazda2-Sports-Equipments

โฉมแรก มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda2-Navi

ในเดือนพฤศจิกายน 2553 Mazda ได้เพิ่มรุ่นพิเศษอย่าง Mazda2 Navi Limited Edition ให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ชุดเครื่องเล่น DVD/MP3 และระบบนำทางติดรถแบบ Built-In พร้อมฟังก์ชั่น AUX.USB/SD Card และ Bluetooth พร้อมอุปกรณ์แต่งย่อยต่างๆ ซึ่งมีเฉพาะรุ่นย่อย Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT เท่านั้น … ทำให้ปี 2553 Mazda2 สามารถกวาดยอดขายได้มากถึง 23,000 คันเลยทีเดียว

Mazda2-2011

ในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 Mazda ได้ปรับโฉมเล็กน้อยให้กับ Mazda2 Sports ใหม่ มาพร้อมกับ Concept การตลาดใหม่ โดยรุ่นแฮตช์แบ็ก 5 ประตู จะใช้ชื่อรุ่นว่า “Mazda2 Sports” พร้อมสโลแกน “สตาร์ทชีวิตอิสระ…กับตัวตนที่ท้าทาย” มาพร้อมกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่ พร้อมไฟตัดหมอก และยังเสริมหล่อด้วยชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน ทั้งกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในรุ่นรองท็อป พร้อมเปลี่ยนเป็นล้ออัลลอยพร้อมยางขอบ 15 นิ้ว ในรุ่นล่างทั้งสองรุ่น

Mazda2-2011

กระจกมองข้าง ปรับและพับด้วยไฟฟ้าทุกรุ่น เสริมความปลอดภัยมากยิ่งด้วยเบรก ABS และถุงลมนิรภัยคู่หน้าทุกรุ่น พร้อมกุญแจรีโมทแบบพับเก็บได้ทุกรุ่น มีเครื่องเล่น DVD/CD/MP3 ระบบสัมผัส ด้วยจอขนาดใหญ่ 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth เชื่อมต่อ USB และ SD Card

Mazda2-2011

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เช่นเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda-2-2012

ในเดือนพฤษภาคม 2555 Mazda2 ปรับโฉมนิดๆ (อีกแล้ว) เพิ่มออฟชั่นให้เหนือกว่าแบบ Best in Class ทั้งเรื่องของดีไซน์ภายใน – ภายนอก ตั้งแต่ ไฟหน้าฮาโลเจน แบบ 4-Beam โปรเจคเตอร์ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง มาตรวัดดีไซน์ใหม่สีดำ เบาะและแผงประตูหุ้มหนัง เบาะผ้าลายใหม่ วิทยุ CD MP3 ตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black แผงสวิตช์ควบคุมที่พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ พอร์ท USB/AUX พร้อมเฉดสีใหม่ สีฟ้า Aquatic Blue และสีขาว Arctic White ระบบความปลอดภัยรอบคัน ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก 4W-ABS และรับกระจายแรงเบรก EBD ทุกรุ่น

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เหมือนเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda2-Racing-Series-2012

ในเดือนตุลาคม 2555 มาสด้า ออกรุ่นพิเศษอย่าง Mazda2 Racing Series จำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น (Hatchback 500 คัน และ Sedan 500 คัน)

มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโรงงาน เน้นสปอร์ต ด้วยชุดสเกิร์ตหน้าและกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่ตกแต่งพร้อม ดิฟิวเซอร์ หลังคา Sport Black ด้วยสติ๊กเกอร์แบบเงาพร้อมเสาอากาศแบบสั้นดีไซน์เฉพาะรุ่น มาพร้อมสปอร์ตเลอร์หลังคา ล้ออัลลอยด์ขอบ 16 นิ้ว สีพิเศษ Gun Metallic พร้อมยางซีรี่ส์ต่ำ ปลายท่อไอเสียสเตนเลส กับสติ๊กเกอร์ Racing Series พร้อมกราฟฟิกออกแบบพิเศษลายสปอร์ต สัญลักษณ์ Signature เฉพาะรุ่นพิเศษ พร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยวิทยุ FM/AM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แบบ 2DIN พร้อมรีโมทคอนโทรล และมัลติฟังก์ชั่นการควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย

สำหรับรุ่นพิเศษ มาพร้อมกับเฉดสีใหม่พิเศษเฉพาะรุ่นนี้ คือ สีเงิน อลูมินั่ม เมทัลลิก และยังมีสปอร์ตอย่างสีแดง ทรูเรด และสีขาว อาคติคไวท์

Mazda2-Limited-Edition-2013

ในเดือนมีนาคม 2556 มาสด้า เปิดตัว Mazda2 รุ่น Limited Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ มาพร้อมชุดแต่งและอุปกรณ์ความเป็นสปอร์ตรอบคัน ในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น

ในเดือนพฤษภาคม 2556 มาสด้า ฉลองยอดขาย Mazda2 ครบ 100,000 คัน

Mazda2-James-Mars

ในเดือนตุลาคม 2556 มาสด้า เอา เจมส์ มาร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ Mazda2 แฮทช์แบค คนใหม่ล่าสุด ร่วมกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของ มาสด้า ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

Mazda2 แฮทช์แบค Sports โฉมใหม่สไตล์เรซซิ่ง New Look ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอก สเกิร์ตหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ล้ออัลลอยสีใหม่ขนาด 16 นิ้ว ภายในติดตั้งเครื่องเล่น DVD จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมรีโมทคอนโทรล เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Bluetooth เชื่อมต่อ iPhone/iPod และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาด้วยพอร์ท AUX/USB พร้อมสวิทซ์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย ทุกรุ่นมีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก ABS อิสระ 4 ล้อ ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBD

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เหมือนเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

บทสรุป … Mazda2 Sports เป็นรถมือสองที่ยังคงความน่าซื้อน่าใช้ ขับสนุก รูปทรงสวย ประหยัดน้ำมันพอตัว ช่วงล่างเกาะถนนหนึบ ภายในวัสดุดูดีสมราคาตัวรถ เบาะนั่งขนาดใหญ่นั่งสบายมาก มีฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เลือกเล่นและใช้งานเพียบ ราคามือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 240,000-330,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Mazda2 Sports สามารถคลิกเข้าไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/ ได้เลยครับผม

(สงวนลิขสิทธิ์)

Carro-Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

Toyota Yaris … ยาวกว่าพี่ กว้างกว่าพี่ ก็ไม่มีแล้วน้อง!!!

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) อีโคคาร์จากค่ายพี่ใหญ่อย่าง Toyota (โตโยต้า) โดยรถรุ่นนี้ทำการเปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2556 ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าคนไทยไม่น้อย ถึงขนาดที่ว่าโตโยต้าเคลมว่า ยาริส อีโคคาร์ เป็นรถที่ขายที่ดีที่สุดในกลุ่มรถแฮทช์แบ็ค

มาดูกันว่าทำไม ยาริส อีโคคาร์ ถึงมียอดขายดี เริ่มกันที่รูปทรงโดยรวมก็ต้องบอกว่าใหญ่จริงอะไรจริง ดูจะออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยอย่างมาก เพราะรถมีขนาดที่ใหญ่ – ยาว เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นแฮทช์แบ็คอีโคคาร์ เหมือนกันก็ถือว่าใหญ่ที่สุด

ด้วยมิติตัวถัง ยาว 4,115 มม. กว้าง 1,700 มม. สูง 1,475 มม. ระยะฐานล้อ 2,550 มม.

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

เมื่อไล่เรียงสายตามาดูถึงการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก – ภายใน จะพบว่าดีไซน์ด้านหน้ามีความโดดเด่นที่ดึงดูดสายตามากกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมกันชนและสเกิร์ต ที่จะมีสีตัดกับตัวกระโปรงรถ ดูแล้วให้อารมณ์สปอร์ต ส่วนไฟหน้าถือเป็นพระเอกที่ถูกใจมาก เพราะรูปทรงสวย มีขนาดใหญ่ โดยไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ในรุ่น G และ TRD Sportivo แต่ในรุ่นรองลงมา จะเป็นแบบมัลติรีเฟลกเตอร์

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

ด้านข้างตัวบอดี้จะเห็นเส้นสายการออกแบบ ไล่ระดับสายตาลงมาด้านล่างจะเห็นล้ออัลลอยแบบเรียบๆขนาด 15 นิ้ว ส่วนด้านหลังตรงกระโปรงรถมีคิ้วฝากระโปรงโครเมียม ดูแล้วให้ความรู้สึกพรีเมียมนิดๆ ใกล้ๆ กันมีที่ปัดน้ำฝน ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

ขณะที่ภายในห้องโดยสาร แว็บแรกที่เปิดประตูเข้ามาดูโดยรวมๆเรียกว่าดูดี วัสดุที่ใช้ในการประกอบดูมีราคา ตัวคอนโซลหน้าก็ยกชุดคอนโซลจาก วีออส มาใช้ เป็นสีดาร์กซิลเวอร์ในรุ่นปกติ แต่ถ้าเป็นรุ่นแต่งพิเศษจะเป็นแบบเปียโนแบล็ค ตัวพวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ปรับสูง-ต่ำได้ ควบคุมระบบเครื่องเสียงได้ ส่วนมาตรวัดจะเป็นแบบอนาล๊อก ด้านเครื่องเสียงความบันเทิงต่างๆก็รองรับทั้งวิทยุ, MP3 ช่องต่อ USB, ช่องต่อ AUX และถ้าใครเลือกรุ่นแต่งพิเศษก็สามารถใช้สมาร์ท G-Book ได้

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

มาลองนั่งในห้องโดยสารกันดูบ้าง โดยตัวเบาะนั่งจะเป็นผ้าสีดำ แต่ถ้าใครชอบเบาะหนังก็เลือกรุ่นแต่งพิเศษ  ซึ่งความรู้สึกที่ได้นั่งในรถรุ่นนี้ถือว่าโอเค!! กว้างขวาง ไม่ติดขา ไม่ติดหัว นั่งสบาย ทั้งเบาะนั่งด้านหน้า และฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งด้านหลังนี้สามารถพับเก็บได้ 60:40 ดังนั้นไม่ต้องห่วงพื้นที่ในการจัดเก็บของรับรองมีเหลือเฟือ เหนือรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

และที่คงเอกลักษณ์ของยาริสรุ่นก่อนมาก็ต้องยกให้ที่วางแก้วจัดมาสามจุดใหญ่ทั้งด้านหน้าฝั่งคนขับและคนนั่งคู่ ส่วนตรงคอนโซลกลางหลังเกียร์ก็มีที่วางแก้วอีกหนึ่งจุด

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

เรียกได้ว่าเป็นอีโคคาร์รุ่นแฮทช์แบ็ค ที่เหนือกว่ารุ่นอื่นๆ จริงๆ ในแง่ของความใหญ่โตโอฬาร และดีไซน์ที่ดูพอเหมาะพอเจาะ ไม่ดูแก่ไป ไม่ดูวัยรุ่นไป ใครที่ชื่นชอบรถในสไตล์แบบนี้ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ อย่างไรก็ตามด้วยราคาที่สูงกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันก็อาจจะทำให้ใครหลายคนต้องพิจารณากันอย่างหนัก เอาเป็นว่าก่อนจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ก็ควรจะทดลองขับ และดูความเหมาะสมในการใช้งานของแต่ละคนดูว่าเป็นอย่างไร

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

แต่ด้วยเครื่องยนต์ที่ปรับลดขนาดมาจากรุ่นก่อนหน้า เพื่อให้เป็น Eco-Car เต็มตัวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ ที่ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 เกียร์อัตโนมัติ CVT

ระบบช่วงล่างของ ยารีส เหมือนกับ วีออส นุ่มนวล เกาะถนน ควบคุมง่าย น้ำหนักพวงมาลัยไฟฟ้ากำลังดี ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป ขับทางไกลให้ความมั่นใจมากกว่ารุ่นเดิม และตัวรถที่ความสูง 1,475 มม. ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง อาการโยนตัวเมื่อเข้าโค้งก็น้อยลง

ในตอนออกมาใหม่ๆ ยิ่งเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องของการปรับราคา ให้น่าสนใจกว่าคู่แข่งค่าย H แต่ก็ต้องแลกกับพละกำลังที่ลดลงเพื่อความประหยัดน้ำมันเช่นกัน และถ้าพิจารณาแล้ว รู้สึกว่ารถคันนี้แหละที่ตอบโจทย์ ก็เชิญไปเลือกสีเลือกรุ่นกันได้เลย

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย Mr.Carro …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมมาก นับตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัย กลุ่มคนเพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ ที่พอมีกำลังผ่อนรถต่อเดือนหลักพันไหว หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ เป็นรถรุ่นมีวิ่งให้เห็นกันเกลื่อนเมือง ใช้งานได้หลากหลาย ขนของได้ ขับออกต่างจังหวัดก็ได้

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ขับสนุกใช้ได้ ช่วงล่างดี เกาะถนน พวงมาลัยไม่เบา ไม่หนักจนเกินไป ตัวถังกว้างสุดในกลุ่ม Eco-Car ออพชั่นก็ถือว่าพอเพียงต่อการใช้งาน

ส่วนข้อเสียก็มีอยู่บ้าง บางคนอาจจะไม่ชอบหน้าตาของรุ่นนี้ ไม่ชอบชุดไฟท้าย หรือกำลังเครื่องยนต์ ที่ขับแล้วรู้สึกอืด ไม่มันส์เวลาจะเร่งแซงต้องกดคันเร่งมากๆ ทำให้กินน้ำมันมาก (แทบจะเท่ากับ Vios) ตามไปด้วย ซึ่งถ้าเป็นรถ Eco-Car มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกรุ่นละครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตอนซ่อม ตอนเข้าศูนย์ ราคาอะไหล่ไม่แพง ตัวรถไม่จุกจิก อาจจะต้องเตรียมงบไว้สำหรับดูแล อย่างน้อยๆ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป ถ้ามีเช็คระยะใหญ่ ก็อาจจะต้องเตรียมเงินไว้เพิ่ม) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ Toyota Yaris โฉมนี้ มีราคามือสองอยู่ที่ 340,000 – 500,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2561 – 2562 โดยประมาณ และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

โดย ยาริส มีให้เลือกตั้งแต่รุ่น J ECO, รุ่น J, รุ่น E, รุ่น G และรุ่น TRD Sportivo

มีสีให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีส้ม Orange Metallic, สีแดง Red Mica Metallic, สีฟ้า Frozen Blue Metallic, สีขาว Super White II, สีบรอนซ์เงิน Silver Metallic, สีเทาดำ Gray Metallic และ สีดำ Attitude Black Mica

Download Catalogue Toyota Yaris (คลิกที่ภาพ)

Review-Toyota-Yaris-Eco-Car

เจาะลึก-NewYaris

เจาะลึก! Toyota Yaris Hatchback ใหม่ มีเพิ่มอะไรให้บ้าง ในแต่ละรุ่นย่อย?

Toyota-Yaris-Head

หลังจากที่ Toyota ได้เปิดตัว Yaris Hatchback Minorchange (ยาริส แฮทช์แบ็ค ไมเนอร์เชนจ์) ไปแล้วเมื่อวานที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าแฟนๆ โตโยต้า ที่กำลังสนใจและอยากซื้อรถใหม่ หรือกำลังต้องการศึกษาข้อมูลของ Yaris Hatchback ในตอนนี้ คงอยากรู้เป็นแน่แท้ว่า มีอะไรจัดมาให้ หรือเพิ่มขึ้นมาในแต่ละรุ่นย่อยบ้าง?

ทาง Carro ขอรวบรวมข้อมูลอุปกรณ์มาตรฐานของ Yaris ทุกรุ่นย่อย มาให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

Toyota Yaris Hatchback มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แกรุ่น J ECO, J, E และ G มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. (108 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i

มิติตัวรถยาว 4,145 มม. กว้าง 1,730 มม. สูง 1,475 มม. (รุ่น G 1,500 มม.) ระยะฐานล้อ 2,550 มม.

Toyota-Yaris-Safety

และสีใหม่! Citrus Mica Metallic (มาแทนสี Frozen Blue Metallic)

รุ่น J ECO ราคา 479,000 บาท

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade-Interiorอุปกรณ์มาตรฐานรุ่น J ECO

– ล้อกระทะเหล็กแบบ 14 นิ้ว
– ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ ฮาโลเจน
– ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
– เสาอากาศแบบสั้น
– ที่ปัดน้ำฝนแบบธรรมดา
– กระจกมองข้างสีดำ
– มือจับประตูสีดำ
– พวงมาลัยแบบยูรีเทน ปรับสูง-ต่ำ ได้
– เบาะนั่งหุ้มวัสดุผ้า
– กระจกไฟฟ้าคู่หน้า (ด้านหลังแบบมือหมุน)
– เบาะนั่งด้านหลังพับได้
– ไฟอ่านแผนที่
– Eco Meter
– กุญแจรีโมท
– ลำโพง 2 ตำแหน่ง (ไม่มีเครื่องเสียง)
– กระจกมองข้างแบบธรรมดา
– ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านนิรภัยด้านข้าง และ หัวเข่าฝั่งคนขับ)
– ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC

รุ่น J ราคา 529,000 บาท

Toyota-Yaris-J-Grade

Toyota-Yaris-J-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น J ECO)

– ล้อกระทะเหล็กแบบ 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ
– กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ
– มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ
– กระจกไฟฟ้า 4 บาน
– เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
– กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
– เครื่องเสียง AM/ FM / CD / MP3 / WMA พร้อม USB / AUX

รุ่น E ราคา 559,000 บาท
Toyota-Yaris-E-Grade

Toyota-Yaris-E-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น J)

– ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว
– แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
– ที่ปัดน้ำฝนหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้
– กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
– กระจกบังลมหน้า Acoustic Glass
– กระจกแต่งหน้าบริเวณที่บังแดดคู่หน้า
– เบาะหลังปรับพับแยก 60:40
– แผงปิดห้องสัมภาระท้ายรถ
– มาตรวัดเรืองแสง
– จอแสดงข้อมูลการขับขี่ (MID)
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
– Bluetooth
– ลำโพง 4 ตำแหน่ง
– สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย
– กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า
– สัญญาณกะระยะท้าย
– กุญแจ Immobilizer
– สัญญาณกันขโมย TDS

รุ่น G ราคา 609,000 บาท

Toyota-Yaris-G-Grade

Toyota-Yaris-G-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น E)

– ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อม LED Light Guiding
– ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home
– ไฟส่องสว่างแบบ LED Daytime Running Lights
– ไฟตัดหมอกหน้า
– กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม ด้านล่างสีดำเงา
– เสาอากาศแบบครีบฉลาม
– มือจับประตูโครเมียม
– พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง ตกแต่งด้วยแถบเมทัลลิก
– ระบบ Smart Entry และ Push Start

หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้อยู่ ขอให้คำนึงว่า เรามีความต้องการใช้งานแบบไหน งบประมาณมีอยู่เท่าไหร่ เพราะออพชั่นบางอย่าง ก็อาจไม่ได้จำเป็นใช้งานเสมอไป ลองตัดสินใจหรือพิจารณาเลือกซื้อดู …

แต่ถ้าติดเรื่องงบประมาณ แนะนำให้ลองดู Yaris Hatchback มือสองสภาพดีๆ สักคัน หรืออยากได้ Yaris Hatchback รุ่นท็อปสุด ในราคาที่ถูกกว่ารถป้ายแดง ก็ลองเข้าไปเลือกค้นหาได้ที่ https://th.carro.co/ ครับผม!

Toyota Yaris Hatchback โฉมไมเนอร์เชนจ์ เตรียมเปิดตัว 14 กันยายนนี้

           หลังจากที่ Toyota เปิดตัว Toyota Yaris Ativ (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) ใหม่ ไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ล่าสุด โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เตรียมแถลงข่าวเปิดตัว Toyota Yaris Hatchback (โตโยต้า ยาริส แฮทช์แบค) ตามมาในเดือนนี้ทันที

พร้อมเผยคลิป VDO Treser เพื่อกระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์ให้คึกคักมากขึ้น และเตรียมตัวรับมือกับยี่ห้อคู่แข่ง ที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่เช่นกันในปลายปีนี้

Toyota-Yaris-Hatchback-Thai

Toyota-Yaris-Hatchback-Thai

Toyota Yaris Hatchback เวอร์ชั่นไทย ชุดไฟท้ายแตกต่างไปจากเวอร์ชั่นจีน

Toyota-Yaris-L

Toyota-Yaris-L

Toyota Yaris L เวอร์ชั่นจีน

Yaris Hatchback ไมเนอร์เชนจ์ มีการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกที่ดูใกล้เคียงกับ Yaris ATIV ขณะที่ช่วงท้ายของตัวรถออกแบบประตูคู่หลังใหม่ พร้อมไฟท้ายใหม่แบบ 2 ก้อน มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานทุกรุ่นย่อย เช่น ระบบ VSC, TRC, ถุงลมนิรภัยรอบคัน รวมไปถึงระบบเบรก ABS และ EBD เป็นต้น

Toyota-Vios-FS

Toyota Vios FS เวอร์ชั่นจีน อีกแบบหนึ่งของ Vios 5 ประตู

สำหรับ Toyota Yaris Hatchback ไมเนอร์เชนจ์ คาดว่าใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. (108 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ทุกรุ่นย่อยเช่นเดิม

Toyota-Yaris-L

รายละเอียดเพิ่มเติมและราคาจำหน่าย Toyota Yaris Hatchback โฉมไมเนอร์เชนจ์ … ติดตามเพิ่มเติมได้ในวันที่ 14 กันยายนนี้

Toyota-Corolla-Hatchback

Toyota Corolla Hatchback โฉมใหม่ วางแผนเปิดตัวในปี 2019 นี้

          หากจะกล่าวถึง Toyota Corolla Hatchback (หรือ Toyota Auris ในตลาดยุโรป) ที่ในบ้านเราไม่มีโอกาสได้ผลิตและนำเข้ามาขายเลย ในโฉมปัจจุบันที่ออกมาตั้งแต่ปี 2012 เริ่มเข้าสู่ปลายอายุตลาดแล้ว

Toyota-Corolla-Hatchback-CG

ทาง Toyota จึงต้องพัฒนาและส่งรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งต้องออกแบบให้ดูสปอร์ต และเส้นสายเฉียบคมมากขึ้น ให้เป็นแนวเดียวกับรถโตโยต้ารุ่นอื่นๆ ล่าสุด ทาง Spyder7 ได้ทำภาพ CG ขึ้นมาให้ดู (โดยดัดแปลงรูปภาพจากรถ Hatchback ของเยอรมนียี่ห้อ “A” รุ่นหนึ่ง) ล้อกับตัวภาพรถสปายช็อตของ Corolla 4 ประตู ที่เห็นกันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

New-Toyota-Corolla-2018 New-Toyota-Corolla-2018

Toyota Corolla 4 ประตู ใหม่ ที่ทดสอบในยุโรปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ภาพจาก Response.jp)

สำหรับ Toyota Corolla Hatchback จะใช้ Platform TAGA C (Toyota’s New Global Architecture) เช่นเดียวกับ Toyota C-HR และ Toyota Prius โดยใช้ร่วมกันทั้งกับ Corolla เวอร์ชั่น 4 ประตู รวมถึง Corolla เวอร์ชั่นแวกอน

8NR-FTS

ในส่วนของเครื่องยนต์ Toyota ยังคงมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และ ดีเซล ให้เลือกตามความต้องการของแต่ละภูมิภาค รวมถึงเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ยกชุดจากรุ่น C-HR ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 8NR-FTS ให้แรงม้าสูงสุดถึง 115 แรงม้า ที่ 5,200-5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน Hybrid ให้เลือก

ที่น่า Surprise เพราะอาจจะมีรุ่นเครื่องยนต์ Hybrid พลังแรงขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo VVT-iW รหัส 8AR-FTS บล็อคเดียวกับที่นิยมใช้ใน Lexus หลายรุ่น มาให้เลือก โดยแรงม้าสูงสุดอาจจะมากถึง 260 แรงม้าเลยทีเดียว พร้อมทั้งราคาขายก็อาจจะสูงถึง 3.5-3.7 ล้านเยนเลยทีเดียว

Corolla Group

Toyota Corolla Hatchback รุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบัน

โดย Toyota Corolla Hatchback ใหม่ จากแหล่งข่าวแจ้งว่าวางแผนเปิดตัวในปี 2019 นี้ หลังจากที่รุ่น 4 ประตู เปิดตัวออกก่อนในปี 2018

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://response.jp