Toyota-Corolla-Altis-ZZE141-ZZE142-ZRE143

รถยนต์ที่คนทั่วโลกรู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพ อย่าง Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่ด้วยกันกว่าสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 1966 และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 47 ล้านคัน

ซึ่งรถยนต์ Corolla หนึ่งคัน จะถูกขายทุกๆ 15 วินาที ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดสำหรับโตโยต้าทั่วโลก และยอดขายสะสมกว่า 800,000 คัน ในไทย (ยอดถึงปี 2019)

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีก (เช่นกัน) นั่นคือ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE141 (รุ่น 1.6), ZZE142 (รุ่น 1.8), ZRE141 (รุ่น 1.6 เครื่องยนต์ใหม่), ZRE142 (รุ่น 1.8 เครื่องยนต์ใหม่) และ ZRE143 (รุ่น 2.0 เครื่องยนต์ใหม่)” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าแบน” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเวอร์ชั่นไทย ยังคงอิงแบบเดียวกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

พร้อมดึงตัวนักแสดงฮอลลีวูดชาวอังกฤษชื่อดัง อย่าง Orlando Bloom มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ของรถรุ่นนี้ เปิดตัวในวันที่ 29 มกราคม 2551

รูปโฉมภายนอกดูสดใหม่ สปอร์ตขึ้น ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ Cd = 0.29 พร้อมเพิ่มออพชั่นเด่นๆ อย่าง ชุดไฟหน้า HID, ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor, ชุดไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างทุกรุ่นย่อย, ระบบ Curise Control และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ภายในห้องโดยสาร ดีไซน์ใหม่ ทำให้ห้องโดยสารภายในมีความจุเพิ่มขึ้นมากกว่ารถรุ่นเดียวกันในตลาด อย่างน้อย 6 ลบ.ซม. ด้วยคอนโซลออกแบบไร้รอยต่อ ล้อมรอบด้วยวัสดุสีเงิน ขอบประตูเชื่อมกันดูโค้งมนกลมกลืน ติดตั้งเครื่องเสียงวิทยุและ CD เล่นระบบ MP3 ได้แบบ 1 แผ่น และ 6 แผ่นในรุ่น 1.8 ลิตร ส่วนระบบแอร์เป็นแบบอัตโนมัติในรุ่น 1.8 ลิตร

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

Toyota Corolla Altis โฉมนี้ แรกเริ่มยังใช้เครื่องยนต์เดิมขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 14.8 กก.-ม. (145 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุดลดลงมาเหลือ 132 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.3 กก.-ม. (170 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรุ่น 1.8 ลิตร จากการทดสอบโตโยต้า (ตอนนั้น) เคลมว่าทำได้ถึง 15.93 กม./ลิตร และยังใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ระบบช่วงล่าง ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก ติดตั้งล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว 7 ก้าน พร้อมยาง 195/65 R15 ในรุ่น 1.6 ลิตร และล้ออัลลอยด์ 16 นิ้ว แบบ 10 ก้าน มาพร้อมยาง 205/55 R16 (ยังเป็นรุ่นแรก ที่ใช้ล้อแม็กแบบ 5 รูด้วย)

รุ่นย่อยที่มีให้เลือกก็ได้แก่ รุ่น 1.6 J, 1.6 E, 1.6 G, 1.8 E และ 1.8 G ในราคา 709,000 – 969,000 บาท ซึ่งเคาะราคาลดลงจากรุ่นเดิม คือ ส่วนลดจากภาษีรถที่ใช้น้ำมัน E20

ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ในรุ่น 1.8 G และ 1.8 E จะเน้นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่คำนึงภาพลักษณ์ 1.6 G และ 1.6 E เน้นกลุ่มพนักงานระดับกลาง ข้าราชการ ที่คำนึงถึงความคุ้มค่า และ 1.6 J พนักงานทั่วไปที่เน้นความคุ้มค่า ตั้งเป้ายอดขาย 2,600 คัน/เดือน

Toyota-Corolla-Altis-LIMO-CNG-TH-2008

ในวันที่ 16 ตุลาคม 2551 Toyota ได้แนะนำ Toyota LIMO CNG (โตโยต้า ลีโม่ CNG) สำหรับตลาดแท็กซี่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรุ่นติดตั้งก๊าซ NGV โดยตรงจากโรงงานโตโยต้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) มาพร้อมจุดเด่น 4 อย่าง ได้แก่ ออกแบบสำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติอัดโดยเฉพาะ, ความทนทานต่อการใช้งาน, ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการรับประกันคุณภาพมาตรฐานโตโยต้า ในราคา 724,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เปิดตัว Toyota Corolla SS-I (Superb Sedan-One) ใส่ชุดแต่งสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 900 คัน ด้วยกระจังหน้าสีขาวแนวนอน พร้อมโครเมียม, สเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส, ฝาครอบท่อไอเสียสแตนเลส, ล้อแม็ก 15 นิ้ว สี Smoke Chrome พร้อมยาง 195/65R15

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

ภายในตกแต่งแผงคอนโซลกลางสี Metallic พร้อมลายไม้สีดำ สีภายในสีดำ-เบจ และเบาะหนังทูโทนสีเบจ-ดำ, พวงมาลัยหุ้มหนัง แบบ 3 ก้าน, หัวเกียร์หุ้มหนัง และฐานเกียร์ลายไม้ดำพร้อมขอบโครเมียม

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เป็นครั้งแรก พร้อมตกแต่งด้วยชุดสเกิร์ตรอบคัน มีสปอยเลอร์หลัง ล้อแม็กลาย 10 ก้าน ขนาด 16 นิ้ว เพิ่มสีขาวมุก White Pearl ใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่รหัส 3ZR-FE ที่มีระบบ Dual VVT-i มาใช้ใน Corolla Altis เป็นครั้งแรก ในราคา 949,000 – 1,184,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

โดยในรุ่น 2.0 V Navigator ได้เพิ่มปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มโทรออกด้วยเสียง กับระบบนำทาง (In-Car Navigator) และกล้องมองหลังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะถอยจอด พร้อมระบบไฟหน้าแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Push Start, ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift และระบบไฮเทคอย่าง ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) และระบบ TRC (Traction Control) ก็มีติดตั้งมาด้วยเช่นกัน

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด141 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.3 กก.-ม. (189 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT

มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 2.0 G, 2.0 V และ 2.0 V Navi

Toyota-Corolla-Altis-Advanced-CNG-2009

และในเดือนพฤศจิกายน 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis Advanced CNG ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ก๊าซ NGV พร้อมเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้ง ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และน้ำมันแก็สโซฮอล์ E20 ในรุ่น 1.6 มาตรฐาน, 1.6 CNG และ 1.6 E CNG A/T (ราคา 834,000 บาท)

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เปิดตัว Corolla Altis โฉมอัลติสหน้าแบน ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า สามารถสร้างยอดขายสะสมมากกว่า 58,000 คัน (ข้อมูลถึงวันที่ 31 มกราคม 2553)

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

11 กุมภาพันธ์ 2553 Toyota ได้เปิดตัว (โคโรลล่า อัลติส ทีอาร์ดี สปอร์ติโว) ใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่ นักขับหัวใจสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 1.6 TRD Sportivo ราคา 839,000 บาท และ 1.8 TRD Sportivo ราคา 894,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

โฉบเฉี่ยว เร้าใจด้วยชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง, ไฟหน้า แบบ Smoke Chrome, ล้อแม็ก TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 และโคมไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส กับปลายท่อไอเสียสเตนเลส ภายในสปอร์ต โทนสีดำทั้งเบาะนั่ง แผงประตู พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนัง แผงคอนโซลหน้าสีเมทัลลิก พร้อมลายหินอ่อนสีดำ

Toyota-Corolla-Altis-TH-2010

5 สิงหาคม 2553 ได้เวลาปรับโฉม Toyota Corolla Altis รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ไฟหน้า, กระจังหน้า, กันชนหน้า กันชนหลัง และล้อแม็ก 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ … ภายใต้แนวคิด Beyond Definition พร้อมดึง โฬม-พัชฏะ นามปาน (หรือชื่อใหม่ โอม-อัชชา นามปาน) เป็นพรีเซ็นเตอร์รถรุ่นนี้ ในราคา 744,000 – 1,194,000 บาท

โดย Altis โฉมนี้ นำเครื่องยนต์ระบบ Dual VVT-i มาใช้ พร้อมระบบ ACIS ปรับเปลี่ยนความยาวท่อไอดี ให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องยนต์ สร้างกำลังและแรงบิด อย่างมีประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูง และระบบส่งกำลังใหม่ Super CVT-i ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่! ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 15.7 กก.-ม. (154 นิวตัน-เมตร) ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Gate Type

เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.7 กก.-ม. (173 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. (187 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มีนาคม 2554 Toyota ได้เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo โฉมไมเนอร์เชนจ์ ในงาน Motor Show 2011 ผลิตจำนวนจำกัด 2,800 คัน งวดนี้มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้แก่ รุ่น 1.8 TRD Sportivo ราคา 919,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลัง และสปอยเลอร์หลัง พร้อมล้อแม็กอัลลอย TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 เหมือนเดิม ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำ เบาะนั่งหนังสีดำพร้อมโลโก้ TRD Sportivo แผงประตูลายเมทัลลิค พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง และสีพิเศษ ได้แก่ สีขาว Super White และ สีดำ Black Mica เท่านั้น

Toyota-Corolla-Altis-50th-Toyota-Thailand-2012

เดือนกุมภาพันธ์ 2555 Toyota ออกรถรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปี โตโยต้า ประเทศไทย เจ้า Altis โฉมนี้ก็ได้ทำเป็นรถรุ่นพิเศษด้วย โดดเด่นด้วยล้อแม็ก 15 นิ้ว รมดำ ตัวรถมีสีขาว Super White II และสีพิเศษ Light Purple Mica Metallic เฉพาะรุ่นนี้ให้เลือก ในราคา 903,000 บาท

ภายในโทนสีดำ เบาะหนังแท้ พร้อมระบบบริหารหลังไฟฟ้า สำหรับคนขับ ชุดเครื่องเสียงหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว รองรับ Smart G-Book มีพรมปูพื้น และแผงคอนโซลหน้า แผงประตูข้างเมทัลลิกสีใหม่ เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2012

13 พฤศจิกายน 2555 Toyota เปิดตัว Corolla Altis รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ (ขยันปรับกันทุกปีจริงๆ!) โดยเฉพาะในรุ่น 1.8 ลิตร ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 ได้ กับราคาใหม่ที่ปรับลดลง จากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากอัตราภาษีรถยนต์ E85 พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ โคโรลล่า อัลติส คนใหม่ “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ”

ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุ และชนิดสารเคลือบของอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น แหวนลูกสูบและลูกสูบ ท่อส่งน้ำมันเข้าหัวฉีดวาล์วและบ่าวาล์วของทั้งไอดีและไอเสีย หัวเทียน รวมทั้ง PCV วาล์ว เพื่อให้สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ในรุ่น 1.8 ลิตร มีการเพิ่มรุ่น 1.8G Navi ที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ภายในโทนสีเทา-ดำ, ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator พร้อมกล้องมองหลัง ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร เพิ่มกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ที่สามารถแสดงภาพจากกล้องมองหลังผ่านทางกระจกได้ และในรุ่น 1.6 ลิตร (ในรุ่น 1.6 E CNG A/T, 1.6 J M/T, CNG M/T (Color) และ CNG M/T) ที่เพิ่มถุงลมและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ อีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2013

28 กุมภาพันธ์ 2556 Toyota เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo อีกรอบ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Corolla Altis รุ่น 1.8 E ใส่ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต เพียงแค่ 3,200 คัน เท่านั้น โดดเด่น ด้วยสีขาว Super White และสีดำ Attitude Black Mica ในราคา 889,000 บาท

ภายนอก ดีไซน์สปอร์ต ชุดไฟหน้า ฮาโลเจน พร้อมไฟท้าย LED แบบรมดำ, ชุดสเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ล้อแม็ก TRD พร้อมยางขนาด 205/55 R16 และปลายท่อไอเสียสแตนเลส

ภายในคมเข้ม แผงคอนโซลหน้าและด้านข้างประตูสีเมทัลลิก และ Piano Black พวงมาลัยหุ้มหนัง สไตล์สปอร์ต 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง, หัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีส้ม พร้อมฐานเกียร์ขอบสีส้ม, เบาะหนังสลับผ้าแบบสปอร์ต สีเทาดำ พร้อมพรมปูพื้นลายพิเศษ TRD Sportivo

หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ขายกันไปเรื่อยๆ จนหมดอายุตลาดไปในเดือนมกราคม 2557 หลังจากการเปิดตัว Corolla Altis โฉมใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 11 ครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง เบาะหน้าปรับปรุงใหม่ นั่งสบายขึ้นมาก พนักพิงหลังยาว รองรับแผ่นหลังได้เต็ม เบาะหลังนั่งสบายขึ้น ช่วงล่างดีขึ้น โคลงน้อยลง เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี เครื่องยนต์ในรุ่นปี 2008 – 2010 ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน ติดแก๊สได้

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน แต่ก็สิ้นเปลืองกว่ารุ่นที่เปลี่ยนเป็นเกียร์ Super CVT-i 7 สปีด ที่ตอบสนองดีกว่า ออกตัวเรียบๆ ไม่กระชาก แต่ถ้าถึงระยะในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ กรองเกียร์ หรือชิ้นส่วนต่างๆ อย่าละเลย แค่นี้ก็ใช้งานได้ยาวๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทานอีกรุ่น อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 340,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้เยอะ (ราคาประมาณ 4-8 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสภาพ ปลดป้าย จดทะเบียนใหม่ เก็บสภาพ ทำสีมาแล้วหรือยัง ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Memories-Toyota-Corolla-Submodels

รถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะเป็นมุมไหนของโลก ไม่ว่าจะทวีปไหนก็ตาม Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ต้องมีอยู่ที่นั่น! และยังเป็นรถยนต์ ที่สร้างชื่อชั้นให้ Toyota สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ของโลก

สำหรับ Toyota Corolla คือรุ่นรถที่ขายดีที่สุดในโลกของโตโยต้า กล่าวคือ โคโรลล่า ก็คือโตโยต้า นับตั้งแต่การเปิดตัวรถโคโรลล่ารุ่นแรกในประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และเป็นรถที่ขายดีที่สุดของโตโยต้า ปัจจุบันขายมาแล้ว 150 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสม 48 ล้านคัน (ยอดถึงในปี 2020)

คำว่า “Corolla” นั้น มีที่มาจากความหมายในภาษาอังกฤษ หมายถึง กลีบชั้นที่อยู่รอบเกสรดอกไม้ ซึ่งในอดีตของ Corolla หลายรุ่นๆ มักจะใช้สัญลักษณ์หน้ารถ (ซึ่งเลียนแบบมาจากตราประจำตระกูล แบบที่นิยมกันในยุโรปในอดีต) เป็นรูปตัว “C” และมีสัญลัษณ์รูปดอกไม้ เหนือคำว่าตัว C อีกที

แต่ในความหมายของ Corolla แล้ว ยังเป็นชื่อที่ทาง Toyota ได้ใช้และจำหน่าย เพื่อรักษาความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ยังได้แตกไลน์ออกไปเป็นรถรุ่นต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เราจะมาทำความรู้จัก กับประวัติคร่าวๆ ของ Toyota Corolla รุ่นย่อยต่างๆ กันอีกครั้งครับ นับตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน Toyota Corolla มีใช้ชื่อรุ่นแยกย่อยหลายรุ่นทีเดียว

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

1. Toyota Corolla Altis (1999 – ปัจจุบัน)

ต้นกำเนิดของ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในชื่อรุ่นแยกย่อย “Altis” นั้น ใช้ในไทยเป็นครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 กับโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 AE112 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ หรือ Toyota Hi-Torque GOA จะใช้ในรุ่น 1.6 ลิตร และ Altis จะใช้ในรุ่น 1.8 ลิตร (ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจกันว่าชื่อ Altis นั้น ใช้เป็นครั้งแรกในตัว อัลติสหน้าหมู)

คำว่า Altis มองอีกมุมหนึ่ง เป็นชื่อของศาสนสถานในกรีก ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโอลิมเปีย

ในส่วนของ Toyota Corolla Altis ESport นั้น เริ่มใช้ในไทยครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โดยขอเริ่มจากตัว E นั้นย่อมาจากคำว่า Excellent Extreme Exciting ซึ่งจะใช้ตัวอักษร E เพียงอักษรเดียว เพื่อสื่อสารถึงความยอดเยี่ยม ความเป็นที่สุด และความเร้าใจจากภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนคำที่สอง มาจากคำว่า Sporty แต่ใช้ย่อว่า Sport เพื่อบ่งบอกถึงสมรรถนะความเร้าใจในการขับขี่ที่น่าหลงไหล

Toyota-Corolla-Levin-TE27

2. Toyota Corolla Levin (1972 – 2000)

Toyota Coroll Levin (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) คือชื่อรถสปอร์ตตัวถังคูเป้ในตระกูล Corolla ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1972 ก่อนจะผลิตขายมาหลายโมเดลด้วยกัน รุ่นที่ดังมากคงต้องยกให้โฉมเจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ผลิตออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 1983 – 1987 ในรุ่นย่อย AE85 และ AE86

จนกระทั่งรุ่นสุดท้าย เจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 1995 และปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันในปี 1998 ก่อนจะเลิกขายไปในช่วงกลางปี 2000 เนื่องมาจากตลาดรถยนต์ 2 ประตู Coupe เสื่อมความนิยม ไม่คุ้มค่าต่อการผลิตต่อไป

สำหรับ “Levin” เป็นคำที่ใช้ใน Poetic word (บทกวีนิพนธ์) ซึ่งมาจากคำว่า “Lightning” (หรือ ฟ้าแลบ) ซึ่งทาง Toyota ให้ความหมายไว้ประมาณนี้ แต่บางข้อมูลก็บอกว่า เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า Corolla + Twincam

Toyota-Corolla-II

3. Toyota Corolla II (1982 – 1999)

Toyota Corolla II (โตโยต้า โคโรลล่า ทู) เป็นการแตกหน่อออกมาจากรถ Sub-Compact ขนาดเล็กรุ่นดังของ Toyota อย่าง Tercel และ Corsa เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม 1982 กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น

ผลิตออกจำหน่ายด้วยกันถึง 4 เจเนอเรชั่น ก่อนจะตัดสินใจเลิกผลิตไปเมื่อกลางปี 1999 เพื่อลดความซ้ำซ้อนของรถยนต์ในสายการผลิต

ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Corolla II นี้ ก็เพราะว่า Toyota ตั้งใจจะให้เป็นน้องชายของ Corolla ผู้พี่ โดย Corolla II ได้เริ่มจำหน่ายในเครือข่ายจำหน่าย Corolla แทนที่รุ่น Tercel ที่ถูกย้ายไปจำหน่ายในเครือข่ายของ Vista นั่นเอง

Toyota-Corolla-FX

4. Toyota Corolla FX (1984 – 1995)

Toyota Corolla FX (โตโยต้า โคโรลล่า เอฟเอ็กซ์) เป็นการแตกหน่อออกมาจาก Corolla Toyota กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1984

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันถึง 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะเลิกผลิตไปราวๆ กลางปี 1995

คำว่า “FX” นั้นแปลงมาจากคำว่า “FF 2-Box” นั้นหมายถึงว่ารถรุ่นนี้ เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และมีรูปทรงรถแบบ 2 Box นั่นเอง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุโรป จนกระแสนี้มาถึงญี่ปุ่นด้วย

Toyota-Corolla-Ceres

5. Toyota Corolla Ceres (1992 – 1998)

Toyota Corolla Ceres (โตโยต้า โคโรลล่า เซเรส) ถือกำเนิดในช่วงยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังบูม ฟองสบู่ยังไม่แตก ด้วยรูปแบบของรถ Hardtop Compact 4 ประตู ครั้งแรกของตระกูล Corolla ที่นิยมมากในยุค 90 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 1992 คู่กันไปกับรถฝาแฝดอย่าง Toyota Sprinter Marino ก่อนจะเลิกผลิตไปในเดือนมิถุนายน 1998

Ceres เป็นชื่อที่มาจาก เทพีเซเรส ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน เป็นเทพีแห่งพืชผลที่กำลังเจริญเติบโต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าธัญพืช) และความรักของมารดา

Toyota-Corolla-Spacio

6. Toyota Corolla Spacio (1997 – 2007)

Toyota Corolla Spacio (โตโยต้า โคโรลล่า สปาซิโอ) เป็นครั้งแรกของตระกูล Corolla กับรถในรูปแบบ Minivan MPV ที่กำลังบูมในช่วงปลายยุค 90 บนพื้นฐานเดียวกันกับ Toyota Corolla Sedan แต่มีที่นั่งด้วยกัน 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ส่วนในเวอร์ชั่นยุโรป ถูกแยกออกไปใช้ในชื่อว่า “Corolla Verso”

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันเพียง 2 เจเนอเรชั่นเท่านั้น ก่อนจะเลิกผลิตไปในช่วงเดือนมิถุนายน 2007

สำหรับ Spacio เป็นคำที่แผลงมาจากภาษาอิตาลี “Spazio” ที่หมายความว่า “ห้อง” หรือ “พื้นที่” (Space ในภาษาอังกฤษ)

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

7. Toyota Corolla Fielder (2000 – 2018)

Toyota Corolla Fielder (โตโยต้า โคโรลล่า ฟีลด์เดอร์) เป็นรุ่นย่อยของ Corolla ในตระกูล Corolla Van และ Wagon ที่ใช้กันมา นับตั้งแต่เปิดตัวเจเนอเรชั่นแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 เป็นรถแวกอนที่มีพื้นฐานเดียวกับในรุ่น Sedan ผลิตขายกันมา 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะยุติบทบาทชื่อนี้ไปในช่วงปี 2018

และในส่วนของ Corolla Van รุ่นดั้งเดิม ก็ถูกจับแยกออกไปทำตลาดเป็นรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะเลยในชื่อ Probox

คำว่า “Fielder” ในภาษาอังกฤษ มีได้หลายความหมาย เช่น คนรับลูกในกีฬาเบสบอลและคริกเก็ต แต่ในความหมายที่ Toyota ให้ไว้นั้น หมายถึง การทัศนศึกษา หรือมีกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งอื่นๆ

Toyota-Corolla-Runx-JDM

8. Toyota Corolla Runx (2001 – 2006)

Toyota Corolla Runx (โตโยต้า โคโรลล่า รังซ์) เป็น Corolla เวอร์ชั่น Hatchback ที่กลับมาเปิดตลาดในญี่ปุ่นอีกครั้ง กับเจเนอเรชั่นที่ 9 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2001 แต่รุ่นนี้จะเน้นการทำตลาดในยุโรปมากกว่า ด้วยรูปแบบ 3 ประตู Hatchback (เวอร์ชั่นยุโรป) และแบบ 5 ประตู Hatchback

พร้อมกับใช้ชื่อนี้ ขายกันมาจนถึงประมาณเดือนตุลาคม 2006 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อรุ่นไปเป็น “Auris” แทน …

สำหรับชื่อรุ่น “Runx” เป็นการรวมเอาคำว่า Run และเพิ่มคำว่า “X” เข้าไป

Toyota-Corolla-Rumion

9. Toyota Corolla Rumion (2007 – 2015)

Toyota Corolla Rumion (โตโยต้า โคโรลล่า รูเมี่ยน) เปิดตัวออกมาขายด้วยชื่อนี้ เพียงแค่โฉมเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นการสานต่อมาจากรุ่น Spacio กับรถในรูปแบบ Tall Wagon Compact ซึ่งเป็นรถรุ่นเดียวกับ Scion xB ที่ Toyota ผลิตจำหน่ายใน USA และ Toyota Rukus ในออสเตรเลีย

โดยรุ่นนี้ใช้พื้นฐานร่วมกันกับรุ่น Auris และ Blade มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร และ 1.8 ลิตร

ชื่อรุ่นย่อยนี้ เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า “Roomy” และ “Unique” ด้วยห้องโดยสารที่ให้การใช้งานแบบอเนกประสงค์ ไม่เหมือนใคร

Toyota-Corolla-Axio

10. Toyota Corolla Axio (2006 – 2019)

Toyota Corolla Axio (โตโยต้า โคโรลล่า แอกซิโอ้) เป็นการแยกกัน Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น กับ Corolla เวอร์ชั่นรุกตลาดโลก เอาใจตลาดบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น เน้นใช้งานง่าย ดีไซน์ดูสุขุม และราคาถูก ซึ่งถูกใจผู้ใช้รถชาวญี่ปุ่นมากกว่า

เริ่มด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2006 ในรุ่น 4 ประตู Sedan ผลิตออกมาด้วยชื่อต่อท้ายนี้เพียงแค่ 2 เจเนอเรชั่น ก่อนจะหวนกลับไปใช้ชื่อ Corolla เพียวๆ แบบเดิมอีกครั้ง …

สำหรับชื่อของ Axio นั้นมาจากในภาษากรีก “Axia” ที่หมายถึง “คุณค่า” และ “คุณภาพ”

Toyota-Corolla-Cross-2020

11. Toyota Corolla Cross (2020 – ปัจจุบัน)

Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) ใหม่ นับเป็นรถอเนกประสงค์ SUV เปิดตัวครั้งแรกของโลกในไทยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ทั้วในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ที่มาพร้อมสโลแกน A New Journey…ให้ชีวิตเดินทาง กับเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตเพื่อที่สุดของความสะดวกสบาย

แนวคิดของรถคันนี้คือ “การนำ DNA ของรถยนต์โคโรลล่า มาพัฒนาให้เกิดเป็นรถยนต์อเนกประสงค์” รวมทั้งความหรูหรา พร้อมประโยชน์ใช้สอยที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า “ความแข็งแกร่งสำหรับชีวิตในเมือง” (Urban Toughness)

คำว่า Cross มีความหมายได้หลายความหมาย เช่น ข้าม, กากบาท หรือไม้กางเขน หรือจะเป็นคำย่อมาจากคำว่า Crossover และยังหมายถึงคำว่า โกรธ ได้อีกด้วย เป็นต้น

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ Toyota Corolla รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อ Toyota Corolla รุ่นเหล่านี้มาใช้ดู เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Toyota-TRD-2000

ย้อนกลับไปในยุค 90 ช่วงนั้นรถแต่งรถแรง ยังไม่ได้เป็นที่นิยมเป็นวงกว้าง ถึงขั้นที่ว่าค่ายรถต่างๆ ต้องผลิตออกมาเอาใจตลาดแบบในปัจจุบัน แต่ก็จะมีคนเฉพาะกลุ่ม (เอาจริงๆ ก็กลุ่มใหญ่พอสมควรเลยล่ะ) ที่นิยมเล่นรถแต่งซิ่งในแนวนี้อยู่ในเวลานั้น จึงเป็นโอกาสทอง ของบรรดาสำนักแต่งต่างๆ ได้แสดงโชว์ฝีมือ และออก “ของแรง” มาให้ได้ซื้อหากัน ในจำนวนจำกัด และราคาสูงมากก็ตาม

ด้านสำนักแต่งที่คู่บุญของ Toyota มานาน อย่าง “TRD” (Toyota Racing Development) ก็ได้ทำการโมดิฟายรถในเครือของ Toyota มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในยุค 90 ชื่อชั้นของ TRD อาจไม่คุ้นหูของคนทั่วไปในไทยนัก

แต่สำหรับคนรักรถโตโยต้าแล้ว ชื่อนี้มีของดีออกมาเยอะ! นับตั้งแต่น้องเล็ก TRD 2000, TRD 2000GT เอาเจ้า MR2 มาแต่ง ไปจนถึงสปอร์ตรุ่นใหญ่ TRD 3000GT ที่จับเจ้า Supra มาแต่งให้แรง

MR.CARRO จะขอนำเสนอ TRD 2000 ในมุมของ User Voice ครับ

TRD-2000-Catalogue

ในปี 1994 ช่วงที่รายการแข่งขันรถยนต์ JTCC (All Japan Touring Car Championship) กำลังฮิตในประเทศญี่ปุ่น Toyota ได้ส่ง Corolla ลงเข้าแข่งขัน ผนวกกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่กำลังบูม (ก่อนฟองสบู่แตก) ในขณะนั้น

Toyota-TRD-2000

ทางสำนักแต่ง TRD (Toyota Racing Development) และ Toyota Techno Craft Co., Ltd จึงนำ Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 7 หรือ “สามห่วง” ที่รู้จักกันดีในบ้านเรา รุ่นย่อย GT (รหัสรุ่น E-AE101-AEMVF) มาแต่งพิเศษในชื่อ “TRD 2000” เมื่อเดือนตุลาคม 1994 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 99 คัน

Toyota-TRD-2000

สำหรับรถคันที่เรานำเสนออยู่นี้ ได้ถูกเจ้าของรถตกแต่งให้แตกต่างไปจาก TRD 2000 เดิมเล็กน้อย เริ่มต้นตั้งแต่การเปลี่ยนไฟหน้าเป็นแบบเดียวกับ Corolla Wagon (หรือแบบของ Depo ที่ขายในบ้านเรานั่นล่ะ) เลนส์ไฟเลี้ยวแบบใส กระจังหน้านำของ Corolla FX มาใส่ ส่วนล้อนั้นใช้ของ Enkei NT03 และยางขนาด 205/40R17 ของ Dunlop

Toyota-TRD-2000

เครื่องตัวเดียวกับ Celica!

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-GE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขัน JTCC ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนน้ำหนักตัวรถ 1,140 กิโลกรัม

Toyota-TRD-2000

ของแท้ ต้องมีแผ่นเพลท หน้าตาแบบนี้ จาก Toyota Techno Craft

ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์ 3S-GE ที่อยู่ใน TRD 2000 นี้ มีแรงม้าที่มากกว่าเครื่องยนต์ 4A-GE ที่อยู่ใน Corolla GT ถึง 20 แรงม้า และแรงบิดที่มากกว่า 3.0 กก.-ม.

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (ตามมาตรฐานโหมด 10-15) อยู่ที่ 11.2 กม./ลิตร

Toyota-TRD-2000

สำหรับชุดยางแท่นเครื่องของ TRD ได้ปรับปรุงใหม่ ให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ได้มากขึ้น

Toyota-TRD-2000

ภายใน ได้อารมณ์สปอร์ตกำลังดี

TRD 2000 มาพร้อมชุดแต่งครบครัน อาทิ คอยล์สปริง TRD, หัวเกียร์ TRD แบบ Quick Shift, ท่อไอเสียคู่ TRD แบบสแตนเลส, โช๊คอัพ TRD, ผ้าเบรก TRD, เหล็กค้ำโช๊คหน้า TRD, ชุดเกียร์ Manual Transaxle แบบ S54 แบบเดียวกับใน Toyota Celica (ST202), สติ้กเกอร์ด้านข้าง และชื่อรุ่นด้านหลัง

ส่วนคันที่เรานำเสนอนี้ ภายในใช้พวงมาลัย 4 ก้านของ MOMO และเบาะนั่งของ Recaro ซึ่งเจ้าของได้ตกแต่งเองเพิ่มเติม

Toyota-TRD-2000

ชุดมาตรวัดจากรุ่นธรรมดา จนดูไม่ว่านี่เครื่องแรง!

ในส่วนของ Option สามารถสั่งเพิ่มเติมได้ อาทิ ชุดคลัทช์ TRD, เฟืองท้าย TRD แบบ LSD, เหล็กกันโคลง TRD, เบาะนั่ง Konig Prinz P200, พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ 3 ก้าน TRD และล้อแม็ก TRD Type-FT (15X6.5JJ-38) พร้อมยาง Yokohama Grand Prix M5 ขนาด 195/55R15

Toyota-TRD-2000

ราคาตัวรถ 1,726,000 เยน ราคารวมชุดแต่งทั้งหมด 3,350,000 เยน

แต่ความพิเศษของรถรุ่นนี้ ตอนขายก็พิเศษไปด้วยเช่นกัน เพราะขายได้แค่ใน 1 จังหวัด และ 3 จังหวัด ที่ต้องแสดงการมีสถานที่จอดรถเป็นของตนเอง (ถึงจะซื้อได้) อีกทั้งยังไม่ขายให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี

แต่ด้วยราคาจำหน่ายที่สูงมาก ทำให้รถรุ่นนี้ ขายไปได้แค่ 10 คันเท่านั้น!

Toyota-TRD-2000

ท่อไอเสียคู่ ติดตั้งมาให้พร้อม

แม้ว่าภายนอกจะดูธรรมดาสามัญ แต่ถ้าเป็นคนเล่นรถ จะรู้เลยว่ารุ่นนี้น่ะ ไม่ธรรมดา!

หากใครสนใจที่จะขายรถคันเก่า อยากขายรถ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express

นอกจากจะสามารถกรอกแบบฟอร์มตามข้างต้นแล้ว ยังสามารถติดต่อกับ CARRO ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-508-8425 หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

อีกทั้งยังสามารถ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

เนื้อเรื่อง / ภาพ โดย Kentaro HIROSHIMA

แหล่งที่มาจาก:

Toyota-Corolla-EE100-EE101-AE101

หากจะกล่าวถึงรถ Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นที่ได้ความนิยมมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น มาพร้อมยอดขายถล่มทลาย ใช้ทน ซ่อมถูก ไม่จุกจิก และเวลาผ่านไปนานแล้ว ก็ยังได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถมือสองอยู่ …

Toyota-Corolla-AE101

หลายคนคงนึกถึง “โคโรลล่า สามห่วง” ซึ่งเป็น Corolla รุ่นแรกในไทย ที่ใช้โลโก้ใหม่ของ “TOYOTA” อย่างเป็นทางการ (แต่ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ยังคงอนุรักษ์นิยมด้วยการใช้ตราสัญลักษณ์ประจำรุ่น “C” พร้อมช่อดอกไม้เหมือนตัว C ติดบริเวณกระจังหน้าอยู่)

เอาละครับ … MR.CARRO ขอแนะนำรถมือสอง อย่าง Toyota Corolla (EE100/EE101/AE101) ให้ทุกท่านได้ทราบถึงข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม

Toyota-Corolla-สามห่วง

Corolla สามห่วง (เจนเนอเรชั่นที่ 7) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิถุนายน 1991 ออกแบบใหม่หมดโดยหัวหน้าวิศวกรทีมออกแบบอย่าง Dr.Akihiko Saito โดยใช้แนวคิดในการออกแบบ “Mini-Lexus” รูปทรงโค้งมน ดูสวยหรูมากขึ้น ไม่ล้าสมัยแม้ว่าจะผ่านกาลเวลามานานแล้ว

Toyota-Corolla-Levin-AE101

Toyota Corolla Levin

ด้วยตัวถังแบบ Sedan ที่เปิดตัวพร้อมกับพี่น้องร่วมสายพันธุ์ เช่น รุ่น Sprinter ที่หน้าตาแตกต่างจาก Corolla อย่างชัดเจน (ชุดไฟหน้า กันชนหน้า ชุดไฟท้าย และภายใน ตกแต่งต่างกันกับ Corolla)

Toyota-Corolla-Ceres

Toyota Corolla Ceres

ปิดท้ายด้วยรุ่น Hatchback 3 ประตู อย่าง Corolla FX และแบบ Hardtop 4 ประตู ในชื่อ Corolla Ceres, Sprinter Marino และ Corolla Wagon ตามมาในปี 1992

Toyota-Corolla-Touring-Wagon

Toyota Corolla Van / Touring Wagon (1992-2002)

เป็นครั้งแรกที่ Toyota แนะนำเครื่องยนต์ 5 วาล์ว/สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ในรหัส 4A-GE 4 สูบ DOHC 20 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า (PS) ที่ 7,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.5 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที ออกสู่ตลาด …

Corolla Levin และ Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE101 ออกสู่ตลาดในเดือนมิถุนายน 1991 และรุ่นสูงสุดใช้ ขุมพลัง 4A-GE ทวินแคม 16 วาล์ว พ่วงกับซุปเปอร์ชาร์จ 170 แรงม้า (PS)

Toyota-Corolla-TH-1992

Toyota-Corolla-TH-1992

สำหรับเวอร์ชั่นประเทศไทย โคโรลล่ารุ่นนี้ ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ก็สร้างยอดจองผ่านหลัก 10,000 คันอย่างรวดเร็ว จนโรงงานผลิตไม่ทันกับความต้องการ

ทำให้โตโยต้า ต้องนำเข้ารุ่น LX-Limited จากญี่ปุ่น (โดยสั่งที่ญี่ปุ่นผลิตเป็นพิเศษ Option หลายๆ อย่าง ต่างจากในเวอร์ชั่นไทยพอสมควร เช่น รหัสตัวถัง ขึ้นต้นด้วยเลข “3” ลายเบาะ โทนสีภายในห้องโดยสารสีน้ำเงินเข้ม เบาะด้านหลังไม่มีช่องใส่ของ เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง มีติดตั้งบริเวณที่นั่งตรงกลางด้วย และลายล้อแม็ก 14 นิ้ว เป็นต้น) จำนวน 1,000 คันมาแก้ปัญหานี้ โดยต้องเพิ่มเงินอีก 5,000 บาท

Toyota-Corolla-LX-Limited

Toyota Corolla LX Limited

มิติตัวถังยาว 4,270 มม. กว้าง 1,685 มม. สูง 1,380 มม. และระยะฐานล้อ 2,465 มม.

Toyota-Corolla-LX-Limited

ห้องโดยสารภายในกว้างขวางพอสมควร นั่งได้ 4 คนสบายๆ เบาะนั่งออกแบบได้ดี หนานุ่ม ขนาดใหญ่ เนื้อที่สำหรับวางหน้า-หลัง มากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ใช้ได้ กระจกบานหลังกว้าง มุมอับน้อย

Toyota-Corolla-TH-1992

Toyota-Corolla-TH-1992

Toyota Corolla สามห่วง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E แบบ 4 สูบ OHC 12 วาล์ว คาร์บูเรเตอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 72 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.5 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

ระบบช่วงล่าง ปรับปรุงใหม่ “Super GEO-SUS” ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ETA Beam พร้อมเหล็กกันโคลง เกาะถนนดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ปลอดภัยกับตัวถังโครงสร้างนิรภัย CIAS และคานเหล็กนิรภัยด้านข้างประตู (Side Door Impact Beams) ในประตูทุกบาน

Toyota-Corolla-AE101-1993

Toyota-Corolla-TH-1993

ในเดือนสิงหาคม 2536 โคโรลล่า ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ โดยเปลี่ยนชุดกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนใหม่ ไฟท้ายสีขาวแดง และแผงทับทิมด้านหลังแบบใหม่ ตัวอักษร “Corolla” แบบแยกกัน พร้อมทั้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่สำหรับรุ่นขนาด 1.3 ลิตร

มาพร้อมทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายอย่าง อาทิ พวงมาลัยเพาเวอร์ (ในรุ่น 1.3 GLi และ 1.6 GLi), วิทยุเทปดิจิตอล ระบบ Auto Reverse (วิทยุรุ่นนี้ มีใช้อยู่ในรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อ), กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อค (ในรุ่น 1.6 GLi) กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้า (ในรุ่น 1.6 GLi) และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

รุ่นย่อยมีให้เลือก 4 แบบ นั่นคือ 1.3 XLi, 1.3 GLi, 1.6 GLi และ 1.6 GLi A/T

Toyota-Corolla-TH-1993

Toyota Corolla สามห่วง (Minorchange) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4E-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 88.4 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.3 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

Toyota-Corolla-1995

การปรับโฉม Minorchange เล็กๆ มีขึ้นอีกครั้งในเดือน กันยายน 2537 โดยเพิ่มรุ่น 1.3 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ และปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติม เช่น ปรับแบบฝาครอบล้อใหม่ ชุดกันชนหน้า-หลัง สีเดียวกับตัวรถ ในรุ่น 1.3 ลิตร ส่วนในรุ่น 1.6 ลิตร กระจกมองข้างและที่เปิดประตู สีเดียวกับตัวรถ

ภายในปรับลายเบาะนั่งใหม่ เป็นแบบลายเส้น ทั้งในรุ่น 1.3 และ 1.6 ลิตร พร้อมเพิ่มนาฟฺกาติดรถ และกระจกไฟฟ้า 4 บาน ในรุ่น 1.3 GXi

และปรับชื่อรุ่นย่อยใหม่เป็น 1.3 DXi, 1.3 GXi, 1.3 GXi A/T, 1.6 GXi และ 1.6 GXi A/T

Toyota-Corolla-TH-1994

Toyota-Corolla-TH-1994

Toyota-Corolla-TH-1994

ในปี 2538 Toyota จับรุ่น 1.3 ลิตร มาตกแต่งพิเศษ เอาใจสาวๆ ด้วยสีเขียวทั้งภายนอก และเบาะนั่งภายใน ในชื่อ “Lime” เพียง 300 คันเท่านั้น

Toyota-Corolla-Lime

Toyota Corolla Lime จำนวนจำกัดเพียง 300 คัน (ภาพจากคุณ Preecha Tokoo)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla “สามห่วง” ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม ที่แม้กระแสอาจจะน้อยลงไปกว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมา แต่ก็มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น สามห่วงซิ่ง.THAILAND หรือ สามห่วง คลับ เป็นต้น ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง และคุณผู้หญิง ด้วยรูปทรงที่ยังดูร่วมสมัย แต่งสวยได้ แต่ซิ่งได้ และราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง ทนทาน สามารถติดแก๊ส LPG ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบระบบดูด หรือระบบหัวฉีดก็ตาม เพราะตัวฝาสูบ เสื้อสูบเป็นเหล็กหล่อ ค่อนข้างทนทานต่อความร้อนสูงได้ อัตราสิ้นเปลืองอาจจะสู้รถสมัยนี้ไม่ได้แล้ว แต่ประหยัดสุดๆ ก็ยังทำได้ที่ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่แพง หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เนื่องจากไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีอยู่พอสมควร แม้ว่าหลายอย่างจะเริ่มหายากแล้ว ทั้งของรถที่แยกชิ้นส่วนขายในบ้านเรา หรือของเก่าจากญี่ปุ่น ส่วนในศูนย์บริการยังมี “ของใหม่” ให้เบิกนะครับ แต่สั่งแล้วต้องรอของ + ราคาค่อนข้างแพง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกมากๆ แต่สภาพรถส่วนใหญ่ก็เยินมากเช่นกัน …

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Corolla ได้เลยครับผม

หากใครสนใจที่จะขายรถคันเก่า อยากขายรถ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express

นอกจากจะสามารถกรอกแบบฟอร์มตามข้างต้นแล้ว ยังสามารถติดต่อกับ CARRO ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-508-8425 หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

อีกทั้งยังสามารถ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

Toyota-Corolla-Altis-ZZE121-ZZE122

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่จำหน่ายในบ้านเราและได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่นับสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1966 ขึ้นชื่อว่าเป็นรถที่แข็งแรง ทนทาน อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 44.1 ล้านคัน (ยอดถึงปี 2016) ซึ่งมากพอที่จะเอารถที่ผลิตทุกคัน มาจอดเรียงกันวนรอบโลกได้ถึง 5 รอบ!

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีกด้วย คงต้องยกให้ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE121 และ ZZE122” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าหมู” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-JDM

Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 ภายใต้แนวคิด “New Century Value” (NCV) มาพร้อมรูปทรงอ้วนป่อง พลิกโฉมการออกแบบจากรุ่นที่แล้วอย่างสิ้นเชิง โดย Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น จะใช้รูปทรงเดียวกับเวอร์ชั่นยุโรป แต่การออกแบบและตกแต่งหน้าตา ต่างกันไปตามรสนิยมของคนในภูมิภาคนั้นๆ

หลายคนอาจจะสงสัย ว่า? ทำไม Corolla รุ่นนี้ ถึงไม่มีรถคู่แฝดอย่าง “Sprinter” (สปริ้นเตอร์) และรถ 2 ประตู Coupe คู่แฝดอย่าง “Toyota Corolla Levin” (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) และ “Toyota Sprinter Trueno” (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) ออกมาขายด้วยในโฉมนี้? นั่นก็คือการตลาดที่ซ้ำซ้อนกัน ไม่คุ้มค่าในการทำตลาด ทำให้ Toyota ต้องเลือกยุบ Sprinter ไป

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

Toyota Corolla Fielder (ZZE123) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Toyota-Corolla-Runx-JDM

Toyota Corolla Runx เวอร์ชั่น Hatchback 5 ประตู

Toyota-Allex-JDM

Toyota Allex คู่แฝดของ Corolla Runx แต่เน้นหรูมากกว่า ในเวอร์ชั่น Hatchback 5 ประตู

Toyota-Corolla-Hatchback-EU

Toyota Corolla Hatchback เวอร์ชั่นที่ขายในยุโรป

โดย Corolla Wagon เปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ในชื่อ “Corolla Fielder” รวมไปถึงในรุ่นแฮทช์แบค 3 และ 5 ประตู ใช้ชื่อว่า “Allex” และ “Corolla RunX”

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 9 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Break Into Style” พัฒนาใหม่หมด ทั้งการออกแบบ เทคโนโลยี รวมถึงรูปโฉมของตัวรถภายนอก โดยเวอร์ชั่นไทย พัฒนาให้แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใช้รูปโฉมแบบเดียวกันกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

Brad-Pitt-Toyota-Corolla-Altis

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 – 20 พฤษภาคม 2544 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมจ้างดาราฮอลลีวู้ด “Brad Pitt” (แบรด์ พิตต์) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตลอดระยะเวลา 1 ปี

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

การออกแบบภายนอก ผสานความเท่ สปอร์ต และงามหรูหราเข้าด้วยกัน กระจังหน้าขนาดใหญ่ มาคู่กับไฟหน้ามัลติรีเฟล็กเตอร์ขนาดใหญ่แบบ 4 ดวง ให้ความสว่างกว่าเดิมถึง 2 เท่า พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Light Control System) และชุดไฟท้าย เพิ่มไฟตัดหมอกหลัง ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรป (มารุ่นหลังๆ ก็เลิกติดมาให้แล้ว) ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) เพียง 0.30 เทียบเท่ารถสปอร์ตชั้นนำ

มิติตัวรถยาว 4,530 มม. กว้าง 1,705 มม. สูง 1,480 มม. ระยะฐานล้อ 2,600 มม.

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

ห้องโดยสารภายในของรุ่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการออกแบบได้ดี เพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารกว้างและโปร่งขึ้น ด้วยปริมาตรภายในห้องโดยสาร 3.37 ลบ.ม. (ใหญ่กว่าภายในของ Corona Exsior ซะอีก) กระจกบังลมหน้ามีขนาดใหญ่มากขึ้น คอนโซลหน้าขนาดใหญ่แบบบุนวม แพรวพราวด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ มาตรวัดเรืองแสง Optitron สามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 เฉดสี ระบบเครื่องเสียงแบบ Full-Logic บรรจุ CD ได้ 6 แผ่น ด้านหน้าตัวเครื่อง แอร์แบบ Push Type ตกแต่งลายไม้ภายใน คันเกียร์อัตโนมัติแบบ Gate-Type หรูหรา กระจกไฟฟ้า แผงเสาอากาศวิทยุแบบฝังในกระจกหลัง พร้อมม่านบังแดดหลัง และกันขโมยแบบ Immobilizer

และห้องโดยสารภายใน ยังเลือกใช้วัสดุเส้นใยพิเศษใหม่ชื่อ “Kenaf” (ใยปอแก้ว) เป็นวัสดุในการบุหลังคาด้านในถึง 50% ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของโลก

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

ระบบความปลอดภัยมีมาให้ครบๆ ในยุคนั้น ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบาะนั่งแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ป้องกันการบาดเจ็บที่เบาะนั่งคู่หน้า เมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง, Head Impact Protection Structure ระบบปกป้องการบาดเจ็บของศีรษะด้านข้าง ด้วยโครงสร้างแบบครีบ ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Braking System), ระบบ EBD (Electronic Brake-Force Distribution) พร้อมระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) และยังติดตั้งระบบ Vehicle Stability Control (VSC) ควบคุมการทรงตัว มาติดตั้งเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ต้อนรับศตวรรษที่ 21 ด้วยตระกูล “ZZ-FE” VVT-i ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ TCCS ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ 16 บิต และมีเทคโนโลยีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ผ่านมาตรฐานมลพิษจากไอเสียรถยนต์ Emission Standard Step 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานมลพิษฯ ลำดับต่อไปของกระทรวงอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะประกาศใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า (ในเวลานั้น) โดยไอเสียที่ออกมาจาก โคโรลล่า อัลติส ต่ำกว่ามาตรฐานมลพิษฯ Emission Standard Step 2 ในปัจจุบันกว่า 80%

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

Toyota Corolla Altis ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. (150 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.4 กก.-ม. (171 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ระบบช่วงล่าง ปรับปรุงใหม่ ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ETA Beam พร้อมเหล็กกันโคลง

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

โฉมแรกมีให้เลือกหลายแบบ อาทิเช่น 1.6 J M/T และ A/T (ใช้ชื่อ Corolla อย่างเดียว), 1.6 E M/T – A/T, 1.8 E, 1.8 G VSC และรุ่นย่อย “Limo (ลิโม)” (ย่อมาจากคำว่า Limousine) ตัด Option ต่างๆ ออก มีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตัวรถกันชนหน้า-หลัง สีดำ ไฟหน้า-ไฟท้าย แบบโคมสึดำ ใช้ล้อกระทะเหล็กขนาด 14 นิ้ว ภายในเป็นเบาะหนังไวนิล ในราคาขณะนั้น 668,000 บาท สำหรับกลุ่มตลาดรถ Fleet และรถ Taxi ซื้อไปใช้เท่านั้น

หลังจากวางตลาด โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส โฉมนี้ ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับถล่มทลายจากผู้บริโภคในเวลานั้น โดยสามารถกวาดยอดจองหลังจาก 14 วัน ของการเปิดตัวได้มากถึง 6,495 คัน

Toyota-Corolla-Altis-TH-2002

หลังจากนั้น ก็มีรุ่นพิเศษออกมาเป็นระยะๆ เช่นในเดือนตุลาคม 2545 ออกรุ่น 1.8 G ฉลองครบรอบ 40 ปี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่มาพร้อมเบาะนวดหลังไฟฟ้าด้านคนขับ พรมปูพื้น พรมปูท้ายรถ เครื่องฟอกอากาศ และสัญลักษณ์พิเศษ ฉลอง 40 ปี Toyota ประเทศไทย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2002

ต่อมาในเดือน พฤศจิกายน 2545 โตโยต้า ได้ทำการเพิ่มรุ่นย่อย 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ABS + Airbag ด้านคนขับ และรุ่นย่อย 1.8 S Sporty โดดเด่นด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ ไฟหน้าโคมสีเทาเงิน สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED … ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก หัวเกียร์ทรงกลมชุบโครเมียม และเบาะหนังแท้สีดำ พร้อมกับสีดำ Black Mica มาให้เลือก

เดือนมีนาคม 2546 Toyota เปิดตัวรุ่นพิเศษ 1.6 E Limited ด้วยไฟตัดหมอกหน้า, เบาะหนังดีไซน์ใหม่, ชุดตกแต่งลายไม้, สัญญาณกันขโมย พร้อมกุญแจรีโมท TVSS และสัญลักษณ์ “Limited” ใต้ไฟเลี้ยวด้านข้างตัวถัง (สังเกตดีๆ เพราะส่วนใหญ่จะหายหมด)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

ในเดือนสิงหาคม 2546 โตโยต้า เพิ่มรุ่นพิเศษ “1.6 E Premium” มีให้เลือกทั้งในแบบ 1.6 E เกียร์ธรรมดา, 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ABS + Airbag … มาพร้อมสปอยเลอร์กันชนหน้า สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก พร้อมกับเบาะหนังสีเบจดีไซน์ใหม่ และระบบกันขโมย TVSS พร้อมรีโมท จำนวนจำกัดเพียง 1,200 คัน

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

พอมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2546 ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ … มาพร้อมสโลแกนใหม่ “Sense the Movement” ปรับรูปแบบของกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนหน้าใหม่ ชุดไฟหน้าใหม่ แบบ HID ชุดไฟท้ายใหม่ ที่ใช้ไฟเบรกแบบ LED เป็นครั้งแรก และล้อแม็กลายใหม่ ในทุกรุ่น ส่วนภายใน เพิ่มเบาะไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2005

เดือนมีนาคม 2548 Toyota เปิดตัว Altis รุ่น Limited ทั้งในแบบ 1.6 E (ABS + Airbag) และ 1.8 G ด้วยภายในเบาะหนังแท้ มีไฟตัดหมอกหน้า ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ปัดเงา, สัญญาณกันขโมยพร้อมรีโมท TVSS สัญลักษณ์ “Limited” และเครื่องเล่น DVD พร้อมจอ 6.5 นิ้ว (ในรุ่น 1.8 G)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2006

ในวันที่ 24 มีนาคม 2549 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันอีกรอบ ดูโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบซี่ตรง ไฟหน้าแบบ HID และคิ้วขอบป้ายทะเบียนหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมนำเสนออุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น อาทิ กล้องมองขณะถอยหลังเข้าจอด พร้อมจอ LCD ขนาด 6.5″ เครื่องเสียงแบบ Full-Logic พร้อมระบบ Touch Screen ระบบกันขโมย TVSS พร้อมรีโมท ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย เบาะนั่งปรับไฟฟ้า (เฉพาะด้านคนขับ) ปรับระดับได้ 8 ทิศทาง เป็นต้น

แถมยังเพิ่มรุ่น 1.6 G เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วยครับ

และในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยังมีรุ่นพิเศษอย่าง Toyota Corolla Altis 1.6 G G-Edition มาพร้อมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และสัญลักษณ์ “G-Edition”, สเกิร์ตรอบคันพร้อมสปอยเลอร์หลัง, เบาะหนังโทนสีเข้ม, แผงคอนโซลหน้าลายไม้, พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนังแบบเจาะรู กับเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อม CD 6 แผ่น และ MP3 มี 2 สี ให้เลือก นั่นคือ White Pearl Crystal และ Silver Metallic

Toyota-Corolla-Altis-TH-2007

ในเดือนพฤษภาคม 2550 เพิ่มรุ่นพิเศษ Limited (อีกรอบ) ทั้งในแบบ 1.6 E, 1.6 G และ 1.8 E ใส่ชุดแต่งสปอร์ตทั้งคัน (สเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง) ไฟหน้า-ไฟท้าย โคมดำ, ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว รมดำ (ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว รมดำ ในรุ่น 1.8 E), สัญลักษณ์ “Limited”

ห้องโดยสารภายในตกแต่งแบบแบบสีทูโทน พวงมาลัยหุ้มหนังสีดำ หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ เบรกมือหุ้มหนังสีดำ และเครื่องเล่น DVD VCD CD MP3 1 แผ่น คู่ไปกับหน้าจอขนาด 7″ แบบ Touch Screen (เฉพาะรุ่น 1.8 E) ส่วนในรุ่น 1.6 E ใช้เบาะผ้าลายสปอร์ต ปั้มสัญลักษณ์ “Altis” ไว้ที่เบาะ และระบบกันขโมย TVSS พร้อมกุญแจรีโมท

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง ตำแหน่งเบาะนั่งสูง นั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พื้นที่วางขาถือว่ากว้างใช้ได้ ในรุ่น Top มาพร้อมออพชั่นที่มากและโดดเด่นกว่ารถคู่แข่งในระดับเดียวกัน แอร์เย็น เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน แต่ไม่ค่อยทนแก๊ส ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน

แต่ข้อเสียก็มี อาทิ ระบบเบรกไม่นุ่มนวลนัก หรือช่วงล่างที่นิ่มก็จริง แต่เวลาวิ่งเร็วๆ แล้ว ไม่ค่อยเกาะถนน เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทาน ขายได้เยอะ อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็พอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 170,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้มาก (เริ่มต้นประมาณ 3-4 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิ๊กเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

โคโรลล่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง

Corolla-Axio-Exterior

Corolla-Fielder-Exterior

Toyota Corolla Axio และ Corolla Fielder เป็นรถซีดานขนาดคอมแพ็ค ที่พัฒนาขึ้นแตกต่างไปจาก Corolla ที่จำหน่ายในตลาดโลกโดยสิ้นเชิง ตามสไตล์อนุรักษ์นิยมของญี่ปุ่น ซึ่งถูกปรับไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกไปเมื่อปี 2558 และในเดือนนี้ Toyota Japan ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกรอบ ให้ดูทันสมัยขึ้น ก่อนจะเปิดตัวรุ่นใหม่จริงๆ ในปี 2018 นี้

Corolla-Axio-Exterior

สำหรับชื่อรุ่นของ “Axio” นั้น มาจากภาษากรีก “Axia” หมายถึง “Value” หรือ “Quality” ในภาษาอังกฤษ ส่วน “Fielder” ก็มาจากภาษาอังกฤษ ตามความหมายคือ คนรับลูกในกีฬาเบสบอล และคริกเก็ต

Corolla-Fielder-Exterior

Corolla-Fielder-Exterior

Toyota Corolla Axio และ Fielder มีการปรับโฉมกระจังหน้าเพียงเล็กน้อย ด้วยการปรับขอบบนของกระจังหน้าให้บางขึ้น ปรับมิติของกระจังหน้าให้นูนขึ้น ปรับกระจังหน้า และเปลี่ยนทรงกันชนหน้าใหม่ ออกแบบช่องรับอากาศ ซ้าย-ขวา ของกันชนหน้า ดูให้ดูเข้มขึ้น

Corolla-Axio-Interior

Corolla-Axio-Interior

ภายในห้องโดยสาร แทบไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม มีแค่มีการเปลี่ยนโทนสีภายในห้องโดยสารสำหรับรุ่นย่อย “W x B” มีให้เลือกทั้งโทนสีดำคาดด้วยสีเทา และโทนสีขาว

Corolla-Fielder-Interior

Corolla-Fielder-Interior

ด้านระบบความปลอดภัยถูกติดตั้งระบบ Toyota Safety Sense C พร้อมเพิ่มระบบ Intelligent Clearance Sonar (ICS) ระบบเบรกอัตโนมัติ เมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง หรือถอยจอดใกล้วัตถุในระยะกระชั้นชิดเกินไป โดยระบบจะตัดกำลังเครื่องยนต์พร้อมเหยียบเบรกให้อัตโนมัติ

Corolla-Fielder-Utility

สำหรับ Toyota Corolla Axio และ Corolla Fielder เครื่องยนต์มีให้เลือก 4 แบบ ได้แก่ …

เครื่องเบนซินขนาด 1.3 ลิตร (เฉพาะ Corolla Axio) รหัส 1NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i อัตราสิ้นเปลืองน้ำเชื้อเพลิงอยู่ที่ 20.6 กม./ลิตร (ตามมาตรฐาน JC08)

เครื่องเบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 2NR-FKE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-iE ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.9 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i อัตราสิ้นเปลืองน้ำเชื้อเพลิงอยู่ที่ 23.4 กม./ลิตร (ตามมาตรฐาน JC08)

ส่วนในรุ่นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และแบบ 4WD จะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 1NZ-FE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า (103 แรงม้า ในรุ่น 4WD) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. (13.5 กก.-ม. ในรุ่น 4WD) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i อัตราสิ้นเปลืองน้ำเชื้อเพลิงอยู่ที่ 18.0 กม./ลิตร (ตามมาตรฐาน JC08)

Corolla-Axio-Hybrid-Engine

ด้านขุมพลังไฮบริด เป็นเครื่องเบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 1NZ-FXE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.3 กก.-ม. ที่ 3,600-4,400 รอบ/นาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 61 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT

Corolla-Fielder-Utility

Toyota Corolla Axio มีสีให้เลือก 9 สี ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,526,040 เยน ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ไปจนถึงสูงสุด 2,482,920 เยน ในรุ่น Hybrid ส่วน Corolla Fielder มีสีให้เลือก 9 สี ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,656,720 เยน ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ไปจนถึงสูงสุด 2,536,920 เยน ในรุ่น Hybrid

Toyota-Corolla-Hatchback

Toyota Corolla Hatchback โฉมใหม่ วางแผนเปิดตัวในปี 2019 นี้

          หากจะกล่าวถึง Toyota Corolla Hatchback (หรือ Toyota Auris ในตลาดยุโรป) ที่ในบ้านเราไม่มีโอกาสได้ผลิตและนำเข้ามาขายเลย ในโฉมปัจจุบันที่ออกมาตั้งแต่ปี 2012 เริ่มเข้าสู่ปลายอายุตลาดแล้ว

Toyota-Corolla-Hatchback-CG

ทาง Toyota จึงต้องพัฒนาและส่งรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งต้องออกแบบให้ดูสปอร์ต และเส้นสายเฉียบคมมากขึ้น ให้เป็นแนวเดียวกับรถโตโยต้ารุ่นอื่นๆ ล่าสุด ทาง Spyder7 ได้ทำภาพ CG ขึ้นมาให้ดู (โดยดัดแปลงรูปภาพจากรถ Hatchback ของเยอรมนียี่ห้อ “A” รุ่นหนึ่ง) ล้อกับตัวภาพรถสปายช็อตของ Corolla 4 ประตู ที่เห็นกันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

New-Toyota-Corolla-2018 New-Toyota-Corolla-2018

Toyota Corolla 4 ประตู ใหม่ ที่ทดสอบในยุโรปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ภาพจาก Response.jp)

สำหรับ Toyota Corolla Hatchback จะใช้ Platform TAGA C (Toyota’s New Global Architecture) เช่นเดียวกับ Toyota C-HR และ Toyota Prius โดยใช้ร่วมกันทั้งกับ Corolla เวอร์ชั่น 4 ประตู รวมถึง Corolla เวอร์ชั่นแวกอน

8NR-FTS

ในส่วนของเครื่องยนต์ Toyota ยังคงมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และ ดีเซล ให้เลือกตามความต้องการของแต่ละภูมิภาค รวมถึงเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ยกชุดจากรุ่น C-HR ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 8NR-FTS ให้แรงม้าสูงสุดถึง 115 แรงม้า ที่ 5,200-5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน Hybrid ให้เลือก

ที่น่า Surprise เพราะอาจจะมีรุ่นเครื่องยนต์ Hybrid พลังแรงขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo VVT-iW รหัส 8AR-FTS บล็อคเดียวกับที่นิยมใช้ใน Lexus หลายรุ่น มาให้เลือก โดยแรงม้าสูงสุดอาจจะมากถึง 260 แรงม้าเลยทีเดียว พร้อมทั้งราคาขายก็อาจจะสูงถึง 3.5-3.7 ล้านเยนเลยทีเดียว

Corolla Group

Toyota Corolla Hatchback รุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบัน

โดย Toyota Corolla Hatchback ใหม่ จากแหล่งข่าวแจ้งว่าวางแผนเปิดตัวในปี 2019 นี้ หลังจากที่รุ่น 4 ประตู เปิดตัวออกก่อนในปี 2018

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://response.jp