Trick-To-Choose-Secondcand-Car-And-Cost

ในช่วงสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสโคโรนาที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกแบบนี้ แน่นอนว่าเพื่อนๆ คนไหนที่ปกติต้องอาศัยระบบขนส่งสาธารณะในบ้านเมืองเราตอนนี้ คงปฎิเสธกันไม่ได้ว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อย่างเต็มๆ จนเพื่อนๆ หลายคนให้ความสนใจกับการซื้อรถยนต์มือสองสภาพดีๆ มาขับใช้เป็นการส่วนตัวแทน

แบบนี้ Masii เลยมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากเพื่อนๆ ชาว CARRO กันว่า หากซื้อรถมือสองเราต้องมีค่าใข้จ่ายอะไรบ้างนะ

เลือกซื้อรถมือสอง ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

โดยปกติแล้วเพื่อนๆ สามารถซื้อรถมือสองได้ 2 รูปแบบคือ เงินสด และไฟแนนซ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่ความสะดวกของเพื่อนๆ เลย รวมไปถึงการเลือกซื้อทั้งสองแบบจะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันออกไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันดีกว่าว่าเราจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างนะ

Trick-To-Choose-Secondcand-Car-And-Cost

ซื้อรถด้วยเงินสด

แม้เราจะเก็บเงิน หรือหาเงินสด และเงินก้อน มาซื้อรถมือสองให้จบไปเลยรวดเดียว เพราะไม่อยากจะมีค่าใช้จ่ายหรือผ่อนชำระเพิ่มเติม แต่อย่าลืมนะครับ ยังมีอีกหลายส่วนที่เพื่อนๆ ต้องเตรียมรับมือไว้เลย สำหรับค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • ค่ารถยนต์ – ค่าใช้จ่ายตรงนี้เป็นเรื่องปกติ โดยเป็นราคาตามที่ได้ตกลงการซื้อขายไว้
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% – ราคารถมือสองที่เราซื้อไปนั้นยังไม่ใช่ราคาสุทธินะครับ ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไปด้วย
  • ค่าโอนรถ – เป็นค่าใช้จ่ายที่ทางกรมขนส่งทางบกจะเรียกเก็บ
  • ค่าประกันรถยนต์ – เพื่อความอุ่นใจ การเลือกทำประกันรถยนต์จะช่วยความคุ้มค่าให้เราได้

Trick-To-Choose-Secondcand-Car-And-Cost

ซื้อรถแบบผ่อนด้วยไฟแนนซ์

สำหรับการเลือกซื้อรถด้วยวิธีนี้ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเราไม่ต้องหาเงินก้อนมาจ่ายทีเดียว แต่เลือกเป็นวิธีการผ่อนชำระไปในแต่ละเดือน ทั้งนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างจากการเลือกซื้อรถมือสองด้วยเงินสดอยู่เล็กน้อย ดังต่อไปนี้

  • ค่างวด – ค่าใช้จ่ายที่เราต้องใช้จ่ายสำหรับผ่อนค่ารถมือสองของเราในแต่ละเดือน และเพิ่มค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเติม 7% ไปด้วย
  • ดอกเบี้ย – ดอกเบี้ยรถมือสองจะถูกคิดตามสภาพรถที่เราเลือกซื้อมา ทั้งรุ่น ปี และยี่ห้อ โดยปกติส่วนมากดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 7% หรือตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถทราบถึงรายละเอียดสำหรับค่าใช้จ่ายของการเลือกซื้อรถมือสองแล้ว รวมไปถึงการเลือกทำประกันรถยนต์ เน้นย้ำว่ารถมือสองที่เราซื้อมาก็สามารถทำประกันรถยนต์ได้เช่นกัน คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้ทันที หากมีข้อมูลสงสัยอยากสอบถามเรื่องประกันรถยนต์ สินเชื่อรถ โทร 02 710 3100

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

ในยุคปัจจุบัน ที่ราคาน้ำมันแม้ว่าจะถูกลงกว่าช่วงเมื่อสิบกว่าปีแล้วมาก ที่ในยุคนั้นผมจำได้ว่า คนทยอยแห่กันนำรถไปติดตั้งระบบแก๊ส LPG และ NGV กันเป็นแถว เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถยนต์ ทำมาหากิน ไปจนถึงขับเที่ยวพักผ่อน และในบ้านเรา รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ต่างเลือกติดแก๊ส LPG เป็นเชื้อเพลิงคู่ใจ

มาถึงยุคปีนี้ เศรษฐกิจก็ไม่ใช่ว่าจะดี (แย่เลยล่ะ) ราคาน้ำมันเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ผันแปรไปตามสถานการณ์โลกอีก เอาเข้าไป!

หลายคนที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หรืออาจจะเพิ่งนำรถยนต์ไปติดตั้งแก๊ส LPG หรือซื้อรถที่ใช้แก๊ส LPG มา แต่อยากจะทำให้มันถูกต้องไปเลย ไม่ต้องมาใช้แบบไม่แจ้งลงเล่ม เพราะกลัวต้องมาเปลี่ยนถังเมื่อครบ 10 ปี (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม รถติดแก๊ส LPG ครบ 10 ปี ไม่ต้องเปลี่ยนถังใหม่! ตรวจถังได้)

เมื่อพอใกล้จะถึงเวลาตรวจสภาพรถกับ ตรอ. แล้ว ก็จะมาหาทางถามอยู่เรื่อยว่า ถังแก๊สจะโดนตรวจหรือไม่ จะตรวจสภาพรถผ่านหรือเปล่า ประมาณนั้น …

Mr.Carro จะมาขอ Review จากประสบการณ์ตรง เล่าให้ทุกท่านฟัง …

Review-Transfer-LPG-Powered

เริ่มแรก ในกรณีที่รถของคุณเพิ่งซื้อมาใหม่ป้ายแเดง หรือซื้อรถมือสองมา รวมไปถึงกรณี เปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใหม่ เมื่อถังของเดิมมีอายุครบ 10 ปี หรือว่าใช้ถังแก๊ส LPG ที่เป็นมาตรฐานแบบเก่า (ที่มีวาล์วที่ถังเป็นแบบวาล์ว เขียว-แดง หรือวาล์วทองเหลืองแบบ Super) จะต่ออายุถังไม่ผ่าน หรือขนส่งฯ ไม่ให้ถังผ่านการตรวจสภาพ

บางคนอาจจะสู้ราคากับการเปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใบใหม่ ที่ต้องใช้งบประมาณมากถึง 7,XXX – 10,XXX บาท อาจจะเลือกใช้ถังแก๊ส LPG มือสอง (ที่ยังไม่หมดอายุ) ก็ได้เช่นกัน เพราะสามารถติดตั้งในรถของคุณ และไปแจ้งลงเล่มได้เช่นเดียวกัน

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

นำรถมาตรวจสภาพรถ ที่ฝ่ายตรวจสภาพรถ

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

เปิดฝากระโปรงหน้า – ฝากระโปรงท้าย ให้เจ้าหน้าที่ขูดเลขตัวถัง และเลขถังแก๊ส LPG กับวันที่ทดสอบถัง กรณีเปลี่ยนถังมาใหม่

เมื่อขับรถมาถึงขนส่งฯ นำรถไปเข้าที่ฝ่าย “ตรวจสภาพ” ได้เลย แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถ มาขอเอกสาร คุณก็เตรียมไปให้เรียบร้อย แล้วแจ้งว่ามาโอนกรรมสิทธิ์รถ

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

เมื่อตรวจสภาพเสร็จ รอรับเอกสารที่มุมนี้

เอกสารที่ต้องใช้ ในการยื่นแจ้งเพิ่มชนิดเชื้อเพลิง หรือแจ้งเปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใหม่ …

– เล่มทะเบียนตัวจริง
– หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบการติดตั้งรถใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง (ใบวิศวะ)
– หนังสือรายละเอียดการติดตั้งถังก๊าซ LPG / ภาพถ่ายวิศวกรผู้รับรอง คู่กับหน้ารถ (ถ้ามี)
– แบบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนรถ (เอกสารชุดนี้ เอาที่ขนส่งฯ ก็ได้)
– สำเนาบัตรประชาชน

เอกสารมีอายุ 30 วัน ต้องรีบแจ้งขนส่งให้ทันนะครับ ถ้าเลยจากนั้น ต้องไปขอใบวิศวะใหม่อีก

ส่วนถ้าจะโอนกรรมสิทธิ์รถ เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ …

– เล่มทะเบียนตัวจริง
– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ถ้ากรณีเป็นนิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
– สัญญาซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
– สำเนาใบมรณะบัตรเจ้าของรถ และคำสั่งศาลหรือพินัยกรรมพร้อมสำเนา (กรณีโอนรับมรดก)
– แบบคำขอโอนและรับโอน ซึ่งกรอกรายการและลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนเรียนร้อยแล้ว
– หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอง กรณีผู้โอน และ/หรือผู้รับโอนมิได้มาดำเนินการด้วยตัวเอง

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

หน้าตาของเอกสารที่ตรวจสภาพเสร็จ พร้อมเอารายละเอียดถังแก๊ส LPG ที่เปลี่ยนใหม่ ไปแจ้งลงเล่ม

กรณีเปลี่ยนถังแก๊ส LPG ใบใหม่ จะมีการแก้ไขหมายเลขถังแก๊ส และลงบันทึกหลังเล่มทะเบียนว่า ใช้ถังเลขที่ … โดยวิศวกร …

กรณีรถของคุณ ใช้วิธีตรวจถังแก๊ส LPG เมื่ออายุเกิน 10 ปี ซึ่งวิศวกรตรวจรับรองถังแก๊ส LPG ในรถคุณเรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถใช้ถังแก๊ส LPG ใบนี้ได้ต่อไปอีก 5 ปี

กรณีนี้ ไม่ต้องนำรถเข้าตรวจและลงบันทึกใดๆ ที่ ขนส่งฯ เพราะยังใช้ถังแก๊ส LPG ใบเดิม เพียงแค่เก็บใบวิศวกรตรวจการติดตั้งระบบแก๊ส (ตัวจริง) เอาไว้ เพราะหากต่อภาษีในปีถัดๆ ไป ก็ใช้วิธีถ่ายสำเนาไปแทน

ส่วนการตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG และส่วนควบทั้งคัน นั้น จากเดิมที่ตรวจอุปกรณ์ส่วนควบ ทุกๆ 5 ปี เป็นตรวจทุกปี เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 2561 เป็นต้นไป และใบตรวจนั้น มีอายุไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันทำการตรวจทดสอบ (ย้ำอีกครั้ง)

ซึ่งถ้าใครตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG มาแล้ว ก็อย่าลืมรีบไปเสียภาษีรถยนต์ ก่อนใบวิศวะหมดอายุนะครับ

ส่วนรถที่มีการตรวจสอบระบบไปแล้ว ก่อนวันที่ 2 ก.พ. 2561 ให้ถือตามใบรับรองเดิม ใช้ได้ 5 ปี จนครบกำหนด หลังจากนั้นให้ตรวจทุกปีเช่นกัน

ชุดโอน

เอกสารการโอนกรรมสิทธิ์รถ และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีเจ้าของรถ ไม่ได้มาโอนเอง)

กรณีโอนรถแล้วต้องการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีไปด้วยเลย (คุณสามารถเสียภาษีได้ล่วงหน้า ภายใน 90 วัน ก่อนถึงวันหมดอายุ) ก็สามารถเสียภาษี และตรวจสภาพรถยนต์ที่ขนส่งฯ ได้เลย มีค่าตรวจสภาพเพียง 50 บาท (สำหรับรถยนต์อายุเกิน 7 ปี) โดยไม่ต้องตรวจ ตรอ. จากข้างนอกก็ได้ ส่วน พรบ. ก็สามารถหาซื้อได้จากเคาน์เตอร์บริษัทประกันภัย ภายในขนส่งฯ ก็ได้ครับ

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

นำเอกสารที่เตรียมเรียบร้อยแล้ว + รับบัตรคิว มารอโอนกรรมสิทธิ์รถจุดนี้ จ่ายเงิน (หรือต่อภาษีรถพร้อมกันไปเลยก็ได้) เป็นอันเสร็จพิธี

สรุปค่าใช้จ่าย โอนรถติดแก๊ส LPG …

  • หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบการติดตั้งรถใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง (ใบวิศวะ) / หนังสือรายละเอียดการติดตั้งถังก๊าซ LPG ประมาณ 500 – 1,500 บาท (แต่ละที่ ราคาไม่เท่ากัน โปรดเช็คราคาที่อู่ติดแก๊สของคุณอีกครั้ง)
  • ค่า พรบ. รถยนต์ 645 บาท
  • ค่าตรวจสภาพรถ (ตรวจในขนส่งฯ) 50 บาท / กรณีตรวจ ตรอ. ข้างนอก 200 บาท
  • ค่าแก้ไขรายละเอียดในเล่มทะเบียน 50 บาท
  • ค่าโอนทะเบียนรถ 100 บาท
  • ค่าธรรมเนียมโอนรถ (ขึ้นอยู่กับราคารถของคุณ ว่าเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ประเมินอยู่ที่เท่าไหร่ ค่าอากรแสตมป์ 500 บาท ต่อราคาประเมินรถทุก 100,000 บาท)
  • กรณีเปลี่ยนเล่มทะเบียน เล่มละ 100 บาท (กรณีเล่มทะเบียนขาด เก่า หรือ ชำรุด)
  • กรณีเปลี่ยนป้ายทะเบียน แผ่นละ 100 บาท (หากจะเปลี่ยน)

เห็นมั้ยครับ เพียงแค่ยอมเสียเวลาไปสักครึ่งวัน หรือหนึ่งวัน ไปทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์รถด้วยตัวเอง ง่ายๆ แค่เสียเวลากับค่าใช้จ่ายนิดหน่อย โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์จากที่ขนส่งฯ มั่นใจว่าเราได้ครอบครองรถจริงๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน แค่นี้ก็สบายใจแล้วล่ะครับ

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Beware-While-Transfer-Car

ก่อนการตกลงซื้อขายรถ ควรตรวจสอบตัวรถ และเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถอย่างละเอียด

Beware-While-Transfer-Carกรมการขนส่งทางบก ย้ำ!! ตรวจสอบความถูกต้องกับกรมการขนส่งทางบกก่อนซื้อรถมือสองทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อขายรถมือสองทั้งการซื้อต่อจากบุคคลหรือเต้นท์รถมือสอง ควรดำเนินการโอนทางทะเบียนด้วยตนเอง พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียน ซึ่งกรมการขนส่งทางบก มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทั้งด้านเอกสารและตัวรถอย่างเข้มงวด

Beware-While-Transfer-Car

นอกจากนี้ ก่อนการตกลงซื้อขายให้ตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถโดยละเอียด เช่น สภาพรถต้องตรงตามที่ระบุในคู่มือจดทะเบียน หากมีการแก้ไขดัดแปลงสภาพรถต้องมีเอกสารหลักฐานชัดเจน หรือขอหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถจากเจ้าของรถหรือผู้ขาย มาตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งสาขา หรือนำรถเข้าตรวจสอบความถูกต้อง ณ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งสาขาที่รถนั้นจดทะเบียนไว้ หากผลการตรวจสอบถูกต้องจึงค่อยดำเนินการซื้อขายรถต่อไป

อย่างไรก็ตามหากตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารหลักฐานหรือตัวรถไม่ถูกต้องจะไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนได้ในทุกกรณี เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหากลุ่มมิจฉาชีพนำรถผิดกฎหมายมาหลอกขาย ซึ่งอาจเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา หรือนำไปก่ออาชญากรรมหรือพัวพันกับคดียาเสพติด รวมทั้งเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมายทุกประเภท ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับผู้ซื้อในภายหลัง

Beware-While-Transfer-Car

และไม่ควรซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอย โดยเซ็นเอกสารไว้แล้วมาดำเนินการในภายหลัง อาจก่อปัญหาให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น กรณีผู้ซื้อไม่ดำเนินการชำระภาษีรถประจำปี รถเกิดอุบัติเหตุ หรือนำรถไปกระทำผิดกฎหมาย ยังคงปรากฏชื่อเจ้าของรถรายเดิมในระบบทะเบียน ทำให้เจ้าของรถรายเดิมต้องมีส่วนรับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางกลับกันการไม่ดำเนินการโอนทางทะเบียน ผู้ซื้อก็ไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องของรถได้โดยสมบูรณ์

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า ขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการพิทักษ์สิทธิของตนเองด้วยการตรวจสอบรถก่อนการซื้อขายทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อซื้อรถที่มีราคาสูงแต่นำมาขายในราคาต่ำ รวมทั้งการซื้อขายรถที่มีเอกสารการได้มาของตัวรถไม่ชัดเจน ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดตรวจสอบการดำเนินการทางทะเบียนรถทุกขั้นตอน ตรวจสภาพรถตามรายการที่กำหนดทุกคัน หากเอกสารหลักฐานหรือตัวรถไม่ถูกต้องจะไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนได้ในทุกกรณี

ทั้งนี้ หากพบเห็นรถต้องสงสัยสามารถแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย และป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก

Transfer-Car

หลายๆ ท่าน ที่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อรถยนต์มือสอง ซึ่งต้องมีการโอนรถ จากเจ้าของเก่า ไปสู่เจ้าของใหม่ เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ขณะที่ยังไม่มีการจดเปลี่ยนชื่อในทะเบียน ใครเป็นเจ้าของรถยนต์กันแน่

บางครั้งอาจมีการชำระเงินกันไปแล้ว แต่ระหว่างที่รอการโอนเปลี่ยนชื่อในสมุดทะเบียน จะถือว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น

Toyota-Crown

รถเก่าแค่ไหนก็ต้องโอนได้ เพื่อการเป็นเจ้าของที่สมบูรณ์

รถทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก ในทางกฎหมาย จัดเป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ก็กำหนดไว้ว่า การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาเกินกว่า 500 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน อย่างใดอย่างหนึ่ง

Register-Book

กรณีนี้ก็สามารถบังคับให้ฝ่ายผู้ขายจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนมาให้ผู้ซื้อได้ แต่ในส่วนของกรรมสิทธิ์นั้น เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์ให้ก็ถือว่า กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้นได้โอนมาเป็นของผู้ซื้อแล้ว แม้ยังไม่ทันไปแก้ชื่อทะเบียนเจ้าของ ยังไม่เปลี่ยนป้ายวงกลม หรือไม่ได้ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกก็ตาม

เอกสารโอนรถ

เอกสารการโอนรถ

การซื้อขายรถยนต์ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ก็มีข้อกำหนดให้ต้องมีการไปจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของทะเบียนรถยนต์ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลของรัฐบาล ที่จะใช้สันนิษฐานเบื้องต้นก่อนว่า บุคคลใดเป็นเจ้าของรถยนต์ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือถูกโจรกรรม หรือการใช้รถยนต์ในการกระทำความผิดอาญาต่างๆ

ดังนั้นการซื้อขายรถยนต์แม้ไม่จดทะเบียน ก็ไม่เป็นโมฆะ เพียงแต่ถ้าไม่มีการวางเงินมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายก็ไม่สามารถบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น

Register-Book-Detail

ตัวอย่างเช่น นายสมภพ ซื้อรถบรรทุกจากนายสมชาย ในการซื้อขายนั้น ต้องมีการติดตั้งปั๊มฉีดน้ำมันไฮดรอลิก และเครนด้วย นายสมภพซึ่งเป็นผู้ซื้อติดไม่เป็น แต่รู้ว่านายสมชายคนขายติดเป็น ก็นำมาให้นายสมชายช่วยติดตั้งให้บนรถ

เมื่อติดตั้งเสร็จนายสมชายเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์คันนี้ นายสมภพเลยมาฟ้องเป็นคดีขึ้น โดยนายสมชายต่อสู้ว่าการซื้อขายรถยนต์เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์เกิน 500 บาท ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด หรือวางมัดจำ หรือชำระหนี้บางส่วน แต่กรณีนี้ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่มีการวางมัดจำ หรือผ่อน และยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์ให้ไป ทั้งฝ่ายนายสมภพเองก็ยังไม่ได้ชำระราคาแต่อย่างใด ดังนั้นนายสมภพจะบังคับให้นายสมชายขายรถยนต์คันนี้ไม่ได้

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า มัดจำนั้นก็คือ เงินทอง หรือทรัพย์สินที่ผู้ซื้อส่งมอบให้ผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา และหากมีการบิดพลิ้วประการใด ผู้ขายย่อมยึดหรือริบเอาไว้ได้

กรณีนี้ถึงแม้ว่านายสมภพจะได้ส่งมอบไฮดรอลิกและเครน อันเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งให้กับนายสมชายผู้ขาย แต่ก็ไม่ได้มอบให้เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา หากแต่มอบให้เพื่อไปติดตั้งบนตัวรถ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายผู้ซื้อคือ นายสมภพเอง และไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ถ้ามีการบิดพลิ้วแล้ว ฝ่ายนายสมชายผู้ขายจะสามารถยึดไฮดรอลิกหรือเครนได้ พฤติการณ์ยังมองไม่ออกว่ามีการทำสัญญาซื้อขายกันจริง

นายสมภพจึงแพ้คดีนายสมชายไป โดยถือว่าไม่มีหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดี

ชุดโอน

สรุปว่า ควรทำเอกสารซื้อขายพร้อมระบุเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างชัดเจน เมื่อมีการตกลงมัดจำหรือจ่ายเงินกัน แล้วค่อยไปโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก:

คุณ ศราวุธ สายเชื้อ จากนิตยสารไทยไดรฟ์เวอร์

โอนรถอย่างไร ที่ผู้ซื้อ-ขาย และเต็นท์รถ ไม่โดนหลอก!

การซื้อขายรถแบบโอนลอย เรียกได้ว่ามีการใช้วิธีนี้มานานแล้ว เนื่องจากความสะดวกของผู้ขายรถ ที่ไม่ต้องเสียเวลาไปดำเนินการโอนทางทะเบียนให้ที่สำนักงานขนส่งฯ ด้วยตนเองพร้อมกับเจ้าของรถคนใหม่ หรือขายรถให้กับเต็นท์รถ ตัวเจ้าของรถก็มอบชุดโอน ให้เต็นท์รถไปจัดการเอาเอง

แต่รู้หรือไม่ว่า โอนลอย อาจสร้างปัญหาให้คุณมากกว่าที่คิดได้ ถึงขั้นติดคุกติดตะราง จากสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อเลยทีเดียว!

บทความนี้ CARRO จะมาเปิดเผยเคล็ดลับ สำหรับผู้ซื้อ ผู้ขาย และเต็นท์รถมือสอง ที่จะช่วยให้ทุกฝ่าย ซื้อ-ขายรถไปแล้วไม่ต้องมีปัญหาตามมาในภายหลัง ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดนหลอก หรือถูกนำเอาเอกสารไปใช้ในทางมิชอบอีกต่อไป

เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ ดังนั้นถ้าหากคุณได้นำหลัก 5 ข้อนี้ไปใช้ ก็รับรองได้เลยว่า การโอนกรรมสิทธิ์ ที่เป็นขั้นตอนสำคัญของการซื้อ-ขาย รถมือสองของคุณ จะปลอดภัยอย่างแน่นอน

Carro-คนขายรถ

เคล็ดลับสำหรับผู้ขาย

  • เซ็นเอกสารต้องบอกจุดประสงค์
    ในการเซ็นเอกสารทุกอย่างสำหรับผู้ขาย หรือแม้แต่หนังสือมอบอำนาจที่ผู้ขายจะต้องเซ็นในช่องผู้รับโอน ทุกครั้งที่มีการลงลายเซ็นเกิดขึ้น รวมถึงการเซ็นสำเนาถูกต้อง แนะนำให้เขียนบอกจุดประสงค์ลงไปข้างๆ ด้วย อาทิ “การใช้เอกสารเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์เลขทะเบียน … เท่านั้น” หรือ “หนังสือมอบอำนาจสำหรับการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เท่านั้น” เป็นต้น หรือจะลงวันที่กำกับไว้ด้วยก็ได้ (แต่ต้องมั่นใจว่า คนซื้อจะไปโอนรถภายใน 15 วันหลังจากที่คุณขายรถแล้ว หากเลยวันกำหนด คนไปโอนรถโดนปรับอีก)
  • สัญญาซื้อ-ขาย ต้องห้ามหาย
    เอกสารที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือ “สัญญาซื้อ-ขายรถ” เพราะถือว่าเป็นหลักฐานการซื้อขายเพียงอย่างเดียวตามกฎหมาย ห้ามหาย เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่ซื้อรถคุณไป จะเอารถไปทำเรื่องผิดกฎหมายแบบที่เห็นเป็นข่าวหรือเปล่า เช่น ไปขนยาเสพติด ไปขนไม้เถื่อน หรือไม่ยอมโอนรถ จนใบสั่งส่งมาให้ที่บ้านเพียบ หรือมีรถฝาแฝด รถหลุดจำนำ หรือซากรถ ถูกสวมทะเบียนมาการเก็บสัญญาซื้อ-ขาย ไว้ เป็นหลักฐานสำหรับไว้ให้ตำรวจ หรือหน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบได้ กรณีรถของคุณขายไปแล้ว ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบทางกฎหมายส่วนเอกสารพวกสำเนาบัตรประชาชน หนังสือมอบอำนาจ หรือทะเบียนบ้าน นั้นถือเป็นแค่เอกสารประกอบการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น ( สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ >> th.carro.co/download )

Carro-คนซื้อรถ

เคล็ดลับสำหรับผู้ซื้อ

  • วันหมดอายุของสำเนาบัตรประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ
    ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อ หรือผู้ขาย เวลาที่เตรียมสำเนาบัตรประชาชน อย่าลืมดูวันหมดอายุของบัตรประชาชนให้ดี เพราะถ้าหากวันที่คุณไปดำเนินการโอนรถ เอกสารสำเนาบัตรประชาชนได้หมดอายุไปแล้ว ก็จะไม่สามารถดำเนินการโอนรถได้ต้องเสียเวลาไปตามหาเจ้าของรถคนที่เคยขายให้คุณ บางทีรถเปลี่ยนมาหลายมือ หาเจ้าของเก่าไม่เจอ ยุ่งยากวุ่นวาย รถโอนไม่ได้อีก หรือถ้าหากผู้ขาย จงใจให้สำเนาบัตรประชาชนที่หมดอายุมา แสดงว่าอาจจะเป็นเอกสารปลอมก็เป็นได้
  • แต่งรถได้แต่ห้ามผิดหลัก พรบ.
    ก่อนที่จะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ คุณต้องแน่ใจให้ดีว่า รถคันนั้นเคยผ่านการดัดแปลงมาก่อนหรือไม่ และถ้าหากมีการดัดแปลง เจ้าของรถได้นำไปแจ้งต่อนายทะเบียนหรือเปล่า เพราะการแต่งรถบางประเภท อาจจะผิด พรบ. ก็ได้ ซึ่งมันอาจจะทำให้คุณเสียเวลาในการเตรียมเอกสารเพิ่ม ( อ่านต่อ เรื่องแต่งรถที่ไม่ผิด พรบ. )

Carro-เต็นท์รถ

เคล็ดลับสำหรับเต็นท์รถ

  • ห้ามระบุวันที่ถ้าหากยังไม่รู้จะไปโอนเมื่อไหร่
    การระบุวันที่ไว้ในแบบคำขอร้องขอโอนและรับโอน นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าหากคุณได้ระบุวันที่ไปแล้ว และไม่ไปทำการโอนภายใน 15 วัน ก็จะถูกปรับ และเอกสารใบนั้นจะเป็นโฆฆะ ดังนั้นถ้าหากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะไปทำการโอนวันไหน หรือแม้แต่กระทั่งการโอนลอย ก็ห้ามระบุวันที่ลงไป ถ้ายังไม่แน่ใจ
  • ลายเซ็นต้องครบ
    ลายเซ็นที่อยู่บนเอกสารทุกอย่าง รวมไปถึงการเซ็นสำเนาถูกต้อง ต้องครบ และทุกลายเซ็นจะต้องเป็นชื่อเดียวกัน และลายเซ็นเดียวกับชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้าย ในหนังสือคู่มือจดทะเบียนรถ

TIPS: อย่าลืมตรวจว่าชื่อผู้ขาย ตรงกับชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้ายในหนังสือจดทะเบียนรถหรือเปล่า เพราะผู้ทีมีสิทธิ์ในการโอนกรรมสิทธิ์ นั้นต้องเป็นรายชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้ายเท่านั้น

เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว และอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมของการเตรียมเอกสาร หรือข้อมูลอื่นๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ >> การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร? มีขั้นตอนอะไรบ้าง และ 3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ) ที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายรถต้องรู้!

Carro-Express

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

“โอนรถ” หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ แต่หลังจากนี้คุณจะไม่ต้องงงอีกต่อไป เพราะบทความนี้ CARRO จะพาทุกคนไปรู้จักกับการโอนรถให้มากกว่าเดิม …

“การโอนกรรมสิทธิ์รถ คืออะไร?” คำถามที่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า ทำไมต้องโอนรถ? แล้วถ้าไม่โอนรถจะได้ไหม? เรามาหาคำตอบกันเลยดีกว่า …

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

การโอนกรรมสิทธิ์รถ คือ การโอนทะเบียนรถเพื่อเปลี่ยนเจ้าของ โดยที่ ผู้ซื้อ-ผู้ขายรถ จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหลังจากที่มีการโอนรถ (วันที่ที่ระบุในใบคำขอโอนและรับโอน) ไม่เกิน 15 วัน เพราะถ้าหากว่าเกินวันที่กำหนดก็จะโดนปรับนั่นเอง

ดังนั้น การโอนกรรมสิทธิ์รถจึงสำคัญมากสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการซื้อขายรถมือสอง เพราะถ้าหากยังไม่มีการโอนรถ ผู้ซื้อก็จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถคันนั้นโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่า ผู้ซื้อก็จะยังไม่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของรถคันนั้นโดยสมบูรณ์ หรือถ้าหากรถคันนั้นเกิดติดคดีความ ชื่อของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้าย ก็อาจจะต้องถูกตรวจสอบ

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

ประเภทของการโอนกรรมสิทธิ์รถ

การโอนกรรมสิทธิ์รถนั้นมีหลากหลาย อาทิ การโอนโดยตรง โอนโดยคำสั่งของศาล หรือแม้กระทั่งการโอนรถจากการได้รับมรดก เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ CARRO จะพูดถึงการโอนหลักๆ แค่ 2 ประเภท ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในการ ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสอง คือ การโอนตรง และ การโอนลอย

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

การโอนตรง

คือ การที่ผู้ขาย และผู้ซื้อ สามารถไปทำการโอนกรรมสิทธิ์โดยตรงต่อหน้านายทะเบียน ณ สำนักงานขนส่งที่รถคันนั้นจดทะเบียนแจ้งใช้อยู่

TIPS: ในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถไปทำการโอนได้ ผู้ขายสามารถเซ็นใบมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปดำเนินการเองได้ ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้ใน ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

การโอนลอย

คือ การที่เจ้าของรถได้ทำการโอนรถโดยไม่ได้ระบุชื่อของผู้รับโอน และยังไม่ได้ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์รถโดยตรงต่อหน้านายทะเบียน แต่เมื่อผู้ขายได้รับเอกสารแล้ว ก็ต้องทำการไปโอนกรรมสิทธิ์รถด้วยตัวเอง ซึ่งการโอนลอยส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรถมือสอง เพราะว่าถ้าหากคุณขายรถให้กับเต็นท์รถ หรือโชว์รูม จะต้องทำการเซ็นเอกสารโอนลอย เพราะผู้ขายจะยังไม่ทราบชื่อของผู้ซื้อ แต่ผู้ขายควรระวัง ในกรณีที่เซ็นเอกสารโอนลอย ถ้าหากมีคนนำรถไปทำอะไรที่ไม่ดี คนที่จะถูกตรวจสอบคนแรก คือ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้ายนั่นเอง

TIPS: ควรตรวจสอบชื่อของผู้ขายในเอกสารทั้งหมดให้ดี ว่าถูกต้องตรงกันทั้งหมด และชื่อของผู้ขายจะต้องเป็นชื่อของผู้มีกรรมสิทธิ์รถคันนั้นเป็นคนสุดท้าย ซึ่งมีข้อควรระวังหลายอย่างสำหรับการโอนลอย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การโอน

ชุดโอน

ขั้นตอนในการโอนรถ

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดว่า การโอนกรรมสิทธิ์รถ นั้นยุ่งยาก แต่ที่จริงแล้วมันไม่ยากอย่างที่คิด เพราะว่ามีแค่ 4 ขั้นตอนตามนี้เท่านั้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน หรืออาจจะใช้เวลาเกือบทั้งวัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมเอกสารของคุณ เพราะถ้าคุณเตรียมเอกสารครบ ก็อาจจะใช้เวลาไม่นาน

  1. กรอกแบบฟอร์มคำขอและรับโอน ที่ส่วนงานทะเบียนสำนักงานขนส่ง
  2. เราต้องนำรถเพื่อรับการตรวจสภาพรถ ที่งานตรวจสภาพรถยนต์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด
  3. เมื่อตรวจสภาพรถเสร็จ ยื่นเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ และชำระค่าธรรมเนียมที่งานทะเบียนรถ
  4. รับคู่มือจดทะเบียนรถ ใบเสร็จ เครื่องหมายเสียภาษีประจำปี หรือแผ่นป้ายทะเบียนรถ

TIPS: อย่าลืมที่จะทำการตรวจสอบว่ารถคันนั้นมีสมุดใบคู่มือทะเบียนรถยนต์ (เล่มรถสีฟ้า) หรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มี ก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะซื้อ เพราะนั้นอาจจะเท่ากับว่ารถคันนั้นผิดกฎหมาย หรือเป็นรถหนีไฟแนนซ์ ซึ่งมันอาจจะเกิดเป็นปัญหาตามมาที่หลังได้

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

หลังจากที่คุณได้ทำการซื้อ – ขายรถมือสองเรียบร้อยแล้ว นี่คือ 3 ขั้นตอนต่อไป !

ข้อมูลในบทความนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และถือเป็นหัวใจหลักของการโอนรถเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าหากคุณได้เตรียมขั้นตอนเหล่านี้ครบทั้งหมดแล้ว ก็สามารถเตรียมตัวไปดำเนินการโอนได้ทันที

ซึ่งสำหรับทั้งมือเก่าและมือใหม่หัดขับทุกคน รวมไปถึงผู้ซื้อ – ขายรถมือสอง ทุกคน ที่ยังคงสับสนเรื่องการเตรียมเอกสาร หรือการเตรียมตัวสำหรับการไปโอนกรรมสิทธิ์รถ แนะนำว่าให้ลองทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ แล้วรับรองว่าการโอนกรรมสิทธิ์รถที่ใครว่ายากนั้น จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย ประกอบไปด้วย

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

ขั้นตอนแรก คือ “เตรียมเอกสาร”

เอกสารนั้นสำคัญไฉน ? ต้องขอบอกเลยว่า สำคัญมาก เพราะถ้าหากเอกสารไม่ครบ ก็จะไม่สามารถไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ได้นั่นเอง ซึ่งเอกสารหลักๆ จะประกอบไปด้วย

  • สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง
  • เอกสารแบบคำขอโอน และรับโอน
  • หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีโอนลอย และผู้ขายไม่ได้มาทำการโอนกรรมสิทธิ์ด้วยตนเอง
  • สัญญาซื้อขาย
  • สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนรถสีฟ้า)
  • หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

TIPS: ถ้าหากผู้ขายได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เอกสารทุกอย่างที่มีลายเซ็นจำเป็นต้องมีตราประทับบริษัทอยู่ด้วย

แต่สำหรับรถที่ยังติดไฟแนนซ์ ผู้ขาย หรือเจ้าของรถ จะต้องนำเงินไปปิดไฟแนนซ์ก่อนเป็นอันดับแรก โดยจะใช้เงินใครปิดนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย จากนั้นให้ไฟแนนซ์โอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ขาย และผู้ขายจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้ออีกที

TIPS: ก่อนที่จะทำการซื้อรถ ผู้ซื้อต้องตรวจสอบเอกสารให้ดี เพราะถ้าหากผู้ขายไม่มีเจ้าของเล่มทะเบียนจดทะเบียน แล้วนำรถมาขายให้คุณในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ให้ระวังจะเป็นรถหนีไฟแนนซ์

เลือกซื้อรถ

ขั้นตอนการเตรียมเอกสารสำหรับผู้ซื้อ-ขาย

เช็ก List เอกสารที่จะต้องเตรียม

  • สำหรับผู้ซื้อ-ขาย แบบโอนตรง
  • สำหรับผู้ซื้อ-ขาย แบบโอนลอย

ดาวน์โหลดเอกสาร: แบบคำขอโอนและรับโอนรถยนต์ / หนังสือมอบอำนาจ / สัญญาซื้อ-ขาย

ชุดโอน

ขั้นตอนที่ 2 คือ “เตรียมค่าธรรมเนียมโอนรถ”

หลังจากที่คุณได้เตรียมเอกสารที่จะนำไปทำการโอนรถเรียบร้อยแล้ว การเตรียมเงินไปให้พอจ่ายค่าธรรมเนียมก็เป็นข้อสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง เพราะถ้าหากคุณเตรียมเงินไปไม่พอ ก็อาจจะทำให้เสียเวลาได้ ดังนั้นเราจะจึงได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมมาให้คุณอย่างคร่าวๆ

  • ค่าคำขออื่นๆ 5 บาท
  • ค่าธรรมเนียมคำขอโอนรถ 5 บาท
  • ค่าโอนรถ 100 บาท

ค่าอากรซื้อขาย ร้อยละ 0.5 บาท ซึ่งเทียบได้กับ 100,000 ละ 500 บาท โดยทางกรมการขนส่งทางบก จะมีการประเมินราคารถของคุณ ซึ่งมีหลักเกณฑ์จาก

  • ปีที่รถคันนั้นจดทะเบียน
  • ราคากลางทั่วไปที่ซื้อ-ขาย รถ
  • สภาพรถ

*แต่ในกรณีที่มีการโอนปิดบัญชีเพื่อเช่าซื้อ หรือการนำเงินไปปิดไฟแนซ์เพื่อโอนชื่อรถมาเป็นของตน ไม่ต้องมีการเสียค่าอากรซื้อขาย เนื่องจากได้คิดรวมกับยอดเงินสุทธิที่ต้องจ่ายไปแล้ว

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

ขั้นตอนสุดท้าย คือ “การตรวจสอบสถานที่โอนกรรมสิทธิ์รถ”

หลังจากที่คุณเตรียมพร้อมที่จะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์รถแล้วนั้น แนะนำให้เปิดดูที่หน้า 18-19 ในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เพื่อดูว่ามีการแจ้งขอใช้พื้นที่ในเขตใดจังหวัดใด สำหรับการโอนรถ เนื่องจากคุณไม่สามารถไปโอนรถได้ในทุกเขตขนส่ง หรือถ้าหากคุณไม่แน่ใจ ก็สามารถตรวจสอบได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานขนส่งจังหวัดต่างๆ

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

สำหรับในกรุงเทพฯ โอนรถที่ไหน …

  • กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5

1032 ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 02-272-3100

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ปทุมวัน ดุสิต บางซื่อ บางเขน ดินแดง จตุจักร ลาดพร้าว สายไหม สัมพันธวงศ์ บางรัก พญาไท ห้วยขวาง บางกะปิ ดอนเมือง ราชเทวี หลักสี่ และวังทองหลาง

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1

1005 ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทร. 02-415-7337

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตบางขุนเทียน บางคอแหลม จอมทอง ธนบุรี ราษฎร์บูรณะ คลองสาน สาทร ทุ่งครุ บางบอน และยานนาวา

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2

51 ถ.สวนผัก แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทร. 02-882-1620-35

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตตลิ่งชัน บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ หนองแขม พระนคร บางแค และทวีวัฒนา

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3

2479 ถ.สุขุมวิท (ตรงข้าม ซ.สุขุมวิท 62/1) แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร. 02-332-9688-91

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตพระโขนง ประเวศ สวนหลวง คลองเตย บางนา วัฒนา และบางจาก

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 4

34 หมู่ 6 ถ.ร่วมพัฒนา แขวงลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 10530 โทร. 02-543-5500-2

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตมีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง บึงกุ่ม สะพานสูง คันนายาว และคลองสามวา

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

เชื่อว่าทุกคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงรถยนต์มือสองต้องเคยได้ยินปัญหาประเภท “รถสวมทะเบียน” “รถย้อมแมว” “รถตัดต่อ” หรือกรณีเลวร้ายสุดๆ อย่าง “รถขโมยมาขาย” มาก่อนแน่นอน ซึ่งใครที่ต้องประสบเหตุการณ์ทำนองนี้เข้ากับตัวเองก็คงเจ็บปวดใจไปตามๆ กัน เสียทั้งทรัพย์ ทั้งความรู้สึก แถมดีไม่ดียังต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาลอีกด้วย เพราะเหตุนี้เอง ภาพลักษณ์ของวงการรถมือสองจึงยังคงติดลบในสายตาของคนไทยจำนวนมาก ทั้งที่ผู้ประกอบการดีๆ ก็มีอยู่มากมาย

แต่เดี๋ยวนี้ช่องทางในการซื้อรถยนต์มือสองมีเพิ่มขึ้นมามากมาย แต่วิธีการดั้งเดิมที่ใช้กันมาตลอดก็คือ การซื้อจากคนขายโดยตรง หรือเลือกซื้อจากเต็นท์รถมือสองทั่วไป

Carro-Rebrand-To-2020

ซึ่งผู้บริหาร CARRO Thailand มานิต โกการ์ ได้ให้ความเห็นว่า “ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 80% เลือกหาข้อมูลรถมือสองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผ่านเว็บไซต์รถมือสองทั่วๆ ไป ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน แต่เราได้ให้ความสำคัญกับบริการที่แตกต่างจากเว็บไซต์รถยนต์ทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่สนใจซื้อรถมือสอง จากเต็นท์ และรถบ้าน ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบความมั่นใจในด้านต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกหารถแต่ละคัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าเว็บไซต์รถมือสองเจ้าอื่นๆ”

ดังนั้น CARRO ขอแนะนำให้ตรวจสอบเบื้องต้น 3 อย่างใหญ่ๆ คือคนขาย, เล่มทะเบียน, สภาพรถยนต์ ที่หลายคนอาจมองข้ามไปก่อนการซื้อรถมือสองซักคัน ดังนี้

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

1. เช็คคนขาย

การเช็คคนขายแบบง่ายๆ เลยก็คือ ผู้ขายรถมือสองให้กับคุณอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อนี้

1.1 มีตัวตนจริง และเป็นเจ้าของรถตัวจริง
ซึ่งในจุดนี้ต้องมีหลักฐานยืนยัน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน (หรือสำเนาที่มีการเซ็นรับรองอย่างถูกต้อง กำกับว่าใช้ในกิจธุระใด) และสมุดเล่มทะเบียนรถ ซึ่งชื่อที่ปรากฎอยู่บนเล่มทะเบียนว่าเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ีรถเป็นคนสุดท้าย จะต้องมีชื่อตรงกับบัตรประชาชน

1.2 มีช่องทางที่สามารถติดต่อกับผู้ขายได้อย่างสะดวก
การติดต่อกับผู้ขายนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการตกลงซื้อขาย หรือแม้แต่เสร็จสิ้นกระบวนการซื้อและโอนไปแล้วก็ตาม จงตระหนักว่าคุณไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากซื้อรถยนต์ใช้แล้วมาขับขี่จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง ฉะนั้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจกับข้อมูลส่วนนี้

Register-Book

2. เช็คเล่มทะเบียนรถ

ก่อนจะเช็คเล่มทะเบียน อยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า เล่มทะเบียนรถให้ข้อมูลอะไรกับคุณได้บ้าง ข้อมูลบนเล่มทะเบียนแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 

1. รายการจดทะเบียน ทำให้ทราบว่ารถจดทะเบียนตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไหน ให้ข้อมูลพื้นฐานของรถ (ยี่ห้อ/รุ่น/รุ่นย่อย/ปี/สี/เครื่องยนต์/เชื้อเพลิง ฯลฯ) รวมถึงข้อมูลเฉพาะอย่างเลขเครื่อง และเลขตัวถังด้วย 

2. เจ้าของรถ จะบอกได้ว่าใครเคยถือกรรมสิทธิ์รถคันนี้บ้างตามลำดับ 

3. รายการบันทึกของเจ้าหน้าที่ (มักจะอยู่ที่หน้า 18 ของเล่มทะเบียน) เป็นส่วนที่ทำให้รู้ว่ารถมีที่มาที่ไปอย่างไร และผ่านอะไรมาบ้าง เช่น จดทะเบียนที่จังหวัดไหน เป็นรถจดประกอบหรือไม่ เคยเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง เปลี่ยนสี ติดแก๊ส ฯลฯ หรือไม่ เป็นต้น

ส่วนการตรวจสอบเล่มทะเบียนอย่างละเอียดด้วยตัวเอง มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

2.1 เช็คข้อมูลในรายการบันทึกของเจ้าหน้าที่ก่อน ว่าตรงกับสิ่งที่คนขายบอกคุณหรือไม่ ถ้าไม่ตรง ขอเตือนไว้เลยว่า “อันตราย” แล้ว โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนสี

2.2 หากรถคันนั้นมีประวัติการแจ้งจอด หรือเล่มเก่าชำรุด/สูญหาย ขอให้ขีดเส้นใต้ไว้ในใจเลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล (แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะถูกหลอกเสมอไปหรอกนะ) โดยเฉพาะรถที่เคยแจ้งจอด ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงว่ารถอาจมีปัญหาจนเจ้าของเดิมซ่อมไม่ไหว รวมถึงรถอาจไม่ได้รับการดูแล และการซ่อมบำรุง เพราะไม่ได้ถูกใช้งาน

ส่วนกรณีที่ผู้ขายเคยขอเล่มทะเบียนใหม่ เพราะเล่มเก่าชำรุด/สูญหายนั้น แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง แต่ผู้ซื้อรถยนต์มือสองทุกคนควรรอบคอบไว้ก่อน หากชอบรถคันนั้นมากก็ควรไปโอนที่กรมขนส่งให้ถูกต้อง ทางที่ดีอย่าเพิ่งโอนเงินให้คนขายจนกว่ากระบวนการโอนรถจะสิ้นสุด

2.3 เช็คในหน้าเจ้าของรถ ส่วนนี้จะบอกลำดับผู้ถือกรรมสิทธิ์เรียงจากเก่าไปใหม่ตามวันที่ครอบครองรถ ทำให้ได้รู้ว่ารถผ่านมาอย่างน้อยกี่มือแล้ว และเคยเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารหรือไม่ นอกจากนี้บางคนอาจจะมีเงื่อนไขของตัวเอง เช่น ไม่ชอบรถที่วัยรุ่นขับเพราะไม่ค่อยถนอมรถ เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบตรงส่วนนี้ได้

2.4 ตรวจสอบในหน้ารายการจดทะเบียน ควรเริ่มจากการเช็ควันจดทะเบียน (วัน/เดือน/พ.ศ.) ว่าจดในปีเดียวกันกับรุ่นปีของรถ (ค.ศ.) หรือไม่

ตัวอย่าง คุณสนใจโตโยต้าคัมรี่มือสองคันหนึ่ง รุ่นปีของรถคือปี 2010 (พ.ศ. 2553) แต่รถจดทะเบียนในปี 2554 (มักเกิดจากการที่เจ้าของเดิมใช้ป้ายแดงนานข้ามปี) เท่ากับว่าปัจจุบันรถมีอายุการใช้งานมา 6 ปีแล้ว ไม่ใช่ 5 ปีตามวันจดทะเบียน ฉะนั้นก็บวกลบดูดีๆ ว่าค่าเสื่อมสภาพของรถจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่

2.5 ตรวจเลขตัวรถว่ามีหมายเลขตรงกับในเล่มทะเบียนหรือไม่ เลขตัวรถจะระบุตำแหน่งอยู่ในเล่มทะเบียน เช่น ใต้ที่นั่งซ้าย ใต้ที่นั่งหลังขวา หลังขวา หน้าขวา กลางขวา คอบังคับเลี้ยว กระจังหน้าตอนใน ฯลฯ เมื่อเจอเลขแล้วตรวจสอบให้ดีว่าตรงกับในเล่มหรือไม่

นอกจากนี้ควรสังเกตุด้วยว่าเวลาลูบแล้วขรุขระผิดปกติ และมีความคมผิดปกติ หรือมีร่องรอยการตัดแปะหรือไม่ พึงระลึกไว้ว่ารถยนต์มือสองที่ใช้งานมาอย่างปกตินั้นจะไม่มีปัญหาในส่วนนี้เด็ดขาด (อย่างมากก็แค่ฝุ่นจับหรือเปรอะเปื้อนบ้างเท่านั้น)

2.6 ขั้นตอนปราบเซียนคือเช็คเลขเครื่องยนต์ เลขเครื่องยนต์จะอยู่ไม่ด้านซ้ายก็ขวาเครื่องยนต์ แต่ตัวเลขดูค่อนข้างยากสักหน่อย มักเป็นรอยขีดบาง ๆ อีกทั้งมักจะเปรอะด้วยคราบฝุ่นหนาหรือไม่ก็คราบน้ำมันเครื่อง ฉะนั้นควรเพ่งหาให้ดี ๆ จากนั้นก็เช็คว่าตรงกับเลขบนเล่มทะเบียนหรือเปล่า

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะไม่เป็นปัญหาเลย หากคุณซื้อรถด้วยเงินสดแบบตกลงกันปุ๊บ ไปโอนที่กรมขนส่งฯ ปั๊บ เพื่อหลีกเลี่ยงการโอนลอยที่อาจมีปัญหาตามมาได้ ซึ่งในส่วนนี้ พนักงานกรมขนส่งฯ ก็จะตรวจสอบเลขเครื่องยนต์และเลขตัวรถให้อย่างละเอียด และมักไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหลุดรอดไปได้

ในเรื่องรายละเอียดของเล่มทะเบียนและการจดทะเบียนรถนั้น คุณสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่ เว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

3. เช็คสภาพรถ

หากคุณไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านรถจริงๆ ในส่วนนี้คงต้องพึ่งช่างหรือผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า แต่หากไม่สะดวกให้ช่างมาเช็คให้ หรือเกรงใจคนขาย ไม่สะดวกจะออกปากขอนำรถไปตรวจ (หรือขอแล้วยึกยัก ไม่ยอม) จุดที่ควรเช็คอย่างละเอียดมีดังนี้

เช็คจุดที่รับแรงกระแทกเมื่อถูกชน (ชนคันอื่น + คันอื่นมาชน)

1. ตำแหน่งแรกคือฝากระโปรงหน้า ลองเปิดกระโปรงดูเครื่องภายในว่าหน้าตายังดูดีอยู่หรือไม่ ข้างในไม่ควรมีตำหนิประเภท รอยแตก รอยบิ่น รอยคดงอ หรือมีสีสันวาววับกว่าปกติ โดยส่วนมากรถยนต์มือสองทั่วไปที่อายุการใช้งานยังไม่มากนัก มักจะมีสติ๊กเกอร์ และตราปั๊มต่างๆ จากศูนย์อยู่ครบถ้วน ถ้าไม่มีร่องรอยอะไรทำนองนี้เหลืออยู่เลย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจถูกเปลี่ยนยกชุด

2. จุดที่ง่ายต่อการสังเกตคือคานหน้า เพราะรถที่ชนหนักๆ มานั้นคานต้องมีการบิดงอผิดรูปแน่ๆ ซึ่งในจุดนี้คนขายก็อาจจะไปให้อู่ทำมาให้อย่างสวยงาม หรือเปลี่ยนชุดคานหน้าใหม่ แต่อย่าลืมว่าของที่เสียหายไปแล้ว ซ่อมอย่างไรก็ไม่มีวันเหมือนเดิมได้ จุดสังเกตก็มีอยู่เช่น สีของคานไม่เสมอกัน สีเงาเป็นมัน (ปกติสีของคานมักจะเป็นสีด้านกว่าสีตัวถัง) สีมีรอยแตก โค้งไม่เท่ากันหรือโค้งไม่เป็นธรรมชาติ ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาหน้าตาไม่เหมือนกัน บิดงอเกินไปหรือเรียบเกินไป หรือสติ๊กเกอร์คำเตือนต่างๆ ที่ติดไว้ หรือตัวเลขที่ตอกไว้ ไม่มี เป็นต้น

3. ตำแหน่งถัดไปคือฝากระโปรงหลัง เปิดขึ้นมาเช็คขอบกระโปรงว่ามีร่องรอยหรือไม่ หากเคยชนหนักมา แม้จะผ่านการซ่อมมาแล้วก็มักจะมีรอยแตกรอยบิ่นอยู่ตามขอบกระโปรง ซึ่งพื้นของส่วนเก็บสัมภาระท้ายรถควรจะเรียบเสมอกัน ไม่มีรอยบุบ รอยนูนใดๆ (ควรเช็คใต้พรมด้วย แต่ทางที่ดีก็ควรขออนุญาตเจ้าของรถก่อน)

4. ตำแหน่งสุดท้ายคือขอบประตู และเสากลางตัวรถ หากรถที่ชนหนักมา ขอบประตูมักมีรอยเชื่อม ซึ่งการดูร่องรอยพวกนี้ได้ต้องดึงขอบยางออกก่อน (ซึ่งต้องขอคนขายก่อนตามมารยาทที่ดี) ตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าทำมาหรือไม่ เพราะขอบประตูปกติจะเรียบกริบ ไม่มีร่องรอยใดๆ แต่ถ้าผ่านมืออู่มาแล้วจะเห็นรอยเชื่อมเป็นจุด ๆ อย่างชัดเจน

ในส่วนของส่วนเสากลางประตูตัวรถนั้น ปกติถ้าเป็นรถมาจากโรงงาน หลายรุ่นมักจะใช้เป็นสีดำด้าน เพราะเป็นส่วนสัมผัสที่มักเผชิญกับรอยขูดขีดบ่อย จึงมักจะไม่ทำสีจุดนี้ (แต่รถหลายรุ่นก็ทำเป็นสีเดียวกับตัวรถ) แต่ถ้าคันใดทำสีเดียวกับตัวรถทับสีดำของเดิม ก็อาจจะเคยโดนชนมาได้ ต้องสังเกตดีๆ ว่ารถคันอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน สีผิดแผกไปจากรถที่เราดูหรือเปล่า

3-Trick-Before-Buy-Secondhand-Car

เช็คสี

การเช็คสี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะสังเกตด้วยตาเปล่า เพราะอู่บางแห่งก็เก็บงานได้เนียนกริ๊บ จนแทบไม่เหลือให้ผิดสังเกต แต่แบบที่เราสามารถมองเห็นแล้วบอกได้ว่า ชนหนักชัวร์ ก็คือรถที่สีแตกเป็นริ้วเป็นรอย (แบบที่เรียกว่าแตกลายงา) ซึ่งกรณีนี้แปลว่าทำมาไม่ดี อู่ฝีมือแย่

นอกจากนี้ก็คือการพิจารณาว่าสีมีความมันวาว และความหนาบางเสมอกันหรือไม่ หรืออาจจะลองเทียบกับรถรุ่นเดียวกัน แต่เป็นรถป้ายแดงก็จะง่ายขึ้นมาก ถ้าตรงไหนที่สีควรด้านแต่กลับเป็นเงามัน แปลว่าทำมาแน่นอน (ซึ่งอาจไม่ได้ชนหนักก็ได้ ควรพิจารณาหลายส่วนประกอบกันด้วย)

สุดท้ายใครไม่อยากพลาด หรือเสียเวลามาเช็คหรือตรวจสอบเอง แนะนำให้มาปรึกษา CARRO ตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้ เพราะเราเชี่ยวชาญด้านรถยนต์มือสองเป็นอย่างดี เพียงแค่ไว้ใจให้เราบริการ คุณจะไม่มีวันผิดหวังอย่างแน่นอน

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน