วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ชาว CARRO จอร์จเป็นห่วงเพื่อนจริงๆ ครับเห็นเพื่อนๆ เห็นใช้รถกันแต่ไม่ค่อยดูแลยางเท่าไหร่ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากๆในเรื่องความปลอดภัย วันนี้เลยอยากมาแนะนำการดูแลยางเบื้องต้นกันครับทำง่ายๆ แต่ทำให้ขับรถปลอดภัยหายห่วงแน่นอนครับจะได้ปลอดภัยต่อต่อเองและเพื่อนร่วมทางครับ แนะนำกันเลยนะครับเพื่อไม่ให้เสียเวลา

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

สเต็ปแรกเลยครับ จอร์จแนะนำ ก่อนขึ้นรถควรเดินวนดูรอบรถซะหน่อยครับดูก่อนเลยว่ายางมีปัญหารึเปล่า เช่น ยางแบน มีตะปูคาอยู่ที่ยาง ยางบวม และ ยางปริแตก เพราะสามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยกรณีความเสียหาย หากยางรั่วและตะปูตำควรทำการซ่อมทันที  กรณียางบวม และยางปริแตกความเปลี่ยนยางทันที  เชื่อกันไหมครับต่างประเทศทำสถิติมาแล้วครับการเดินเช็กสภาพรอบรถประจำวัน ช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 50% เลยนะครับเพราะฉะนั้นเสียเวลากันสักนิดนะครับไม่ถึง 1 นาทีปลอดภัยขึ้นอีกเยอะครับ 

ข้อแนะนำเพิ่มเติมครับจริงๆแล้วอยากแนะนำว่ารถทุกคันควรมียางอะไหล่ หรือเครื่องเติมลมฉุกเฉินไว้ในรถครับเพราะว่าโดยปกติส่วนมากที่มีปัญหารายวันก็คือยางรั่วซึ่งทำให้ยางแบนครับกรณีนี้ถ้ามียางอะไหล่ควรเปลี่ยนยางอะไหล่แต่อาจจะทำให้เราเสียเหงื่อยเยอะหรือบางคนอาจจะทำไม่เป็น แต่ถ้ามีเครื่องเติมลมฉุกเฉิน เราแค่เติมลมเข้าไปให้ปกติ และขับรถไปหาร้านยางต่อได้ครับซึ่งจะสะดวกรวดเร็วขึ้นมากในกรณีเร่งด่วนครับ ถ้าหากเพื่อนๆไม่มีทั้งสองอย่างกลายเป็นว่าเราต้องเรียก บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือ บดยางไปหาร้านยางซึ่งมีโอกาสทำให้ยางเสียหายได้จะทำให้เราอาจมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากยางที่เพิ่มขึ้นได้ครับ

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

สเต็ปต่อมา อาจต้องลงมือทำ และ อาจจะต้องเสียเหงื่อบ้างครับ แต่ทำไม่บ่อยครับ จอร์จ แนะนำให้เช็ก อาทิตย์ละครั้งครับ คือเช็กในเรื่องของ ลมยาง ความลึกดอกยาง และ สภาพยาง  ซึ่งสามารถทำได้พร้อมๆกันครับ โดยในส่วนของเช็กลมยางควรเช็กและเติมลมตามที่รถแต่ละคันระบุไว้ที่ประตูข้างคนขับ ซึ่งเป็นค่าลมยางที่เหมาะสมกับรถที่สุดขยายความครับ ค่าเติมลมยางที่ผู้ผลิตรถแนะนำมาจะเป็นค่าที่ทำให้รถและยางสามารถตอบสนองการขับขี่ได้ดีที่สุดโดยคำนวณจากหลักทางวิศวยานยนต์ครับ แต่ถ้าความรู้สึกในการขับไม่ได้อาจจะปรับเพิ่มลดได้อยู่ครับ 1-3 PSI การเติมลมยางไม่ว่าจะเติมลมธรรมดาหรือลมไนโตรเจนถ้าเราเช็กลมยางเป็นประจำแทบจะไม่มีความแตกต่างของอายุการใช้งานของยางเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าเพื่อนๆแทบไม่ได้เช็กเลยก็แนะนำว่าให้เติมลมไนโตรเจนดีกว่าเพราะการซึมออกจะช้ากว่าลมปกติ 

วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ง่ายๆ เบื้องต้น

แต่ถึงอย่างไรก็ตามควรเช็กลมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งครับ  และในขณะที่เติมลมยาง เราก็สามารถดูความลึกดอกยางและสภาพยางไปด้วยได้ครับ โดยความลึกดอกยาง ยางทุกเส้นนั้นจะมีสะพานยางอยู่ตรงร่องดอกยาง หากดอกยางสึกจนถึงสะพานยางแล้วนั่นหมายถึงยางควรจะต้องเปลี่ยนยางแล้ว เพราะยางนั้นจะรีดน้ำได้ไม่ดีส่งผลทำให้การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียกได้ไม่ดีไปด้วย มีโอกาสทำให้เกิดการเหินน้ำของยางได้ครับ ส่วนในยางเสื่อมสภาพนั้น ยางจะมีสภาพยางแข็งกระด้างและแตกลายงาซึ่งทั้งสองกรณีของดอกยางหมดและยางเสื่อมสภาพก็ควรเปลี่ยนยางครับเพราะยางหมดประสิทธิภาพการใช้งานครับ

แต่ต้องของอธิบายเพิ่มเติมนิดนึงครับสำหรับการแตกลายงาโดยปกติแล้วยางเมื่อเจอความร้อน เจอความเย็นเจอฝน เจออากาศเมื่อเป็นระยะเวลานานๆมีโอกาสที่จะแตกลายงาได้อยู่แล้วครับ ซึ่งเบื้องต้นถ้าการแตกลายงาแค่ผิวเล็กๆอันนี้ถือเป็นเรื่องปกติครับถ้าทางเทคนิคจะเรียกว่า OZONE Crack ครับแต่ถ้ามันลายงาลึกไปถึงชั้นโครงยาง หรือ รอยลายงากว้างเกินไปอันนี้ถึงจะเรียกว่ายางเสื่อมสภาพครับผม ซึ่งก็ควรเปลี่ยนยางใหม่เพื่อให้ยางสามารถเกาะถนนกลับมามีประสิทธิภาพการใช้งานได้ดีเหมือนเดิมครับ

จอร์จ ขอแนะนำเลยครับ สเต็ปแรกควรทำทุกวันครับเพราะง่ายที่สุด ส่วน สเต็ปที่สองก็อาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ครั้งครับ จอร์จ เป็นห่วงเพื่อนๆทุกคนครับ อยากให้ขับรถกลับบ้านหาคนที่เรารักได้อย่างปลอดภัยครับ เพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ได้ครบถ้วน และช้อปยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com แถมไทร์บิดเรายังมีบริการให้เพื่อนๆต้องการสอบถามเรื่องยาง ล้อยาง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ได้ผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) ทางทีมงานไทร์บิดยินดีให้คำปรึกษา Tire Specialist เรื่องยาง เรื่องง่าย กันอย่างเต็มที่ครับ นึกถึงยาง นึกถึงไทร์บิดออนไลน์ครับ ทักมาให้พวกเราได้เลยครับผม วันนี้ผมขอไปหาคนที่รักก่อนครับแล้ววันหลัง จอร์จ จะมาแนะนำเรื่องอื่นๆครับ ขอบคุณมากครับ

วิธีดูแลยางรถยนต์หน้าฝน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ จอร์จ มากับฝนครับ หน้าฝนแล้วเลยอยากมาแนะนำเพื่อนๆเรื่องการดูแลยางครับ จอร์จ คิดว่ามีเพื่อนๆหลายๆคนไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องการดูแลยางว่าจะต้องดูแลยางอย่างไรเพื่อเหมาะสมกับพื้นผิวถนนที่มีสภาพเปียก หรือเป็นแอ่งน้ำขัง ซึ่งเป็นสาเหตุของรถเสียหลักจำนวนมากครับ

วิธีดูแลยางรถยนต์หน้าฝน

เรามาเริ่มกันเลยครับ อย่างแรกเลยต้องดูเรื่อง ร่องดอกยางครับ ว่าดอกยางของเราสึกไปเยอะแล้วหรือยัง และ ยังมีดอกยางเหลืออยู่หรือเปล่าเพราะส่วนนี้จะส่งผลกับเรื่องการระบายน้ำออกจากหน้ายาง ยิ่งร่องดอกยางน้อยเท่าไหร่นั่นหมายความว่าการระบายน้ำบริเวณหน้ายางยิ่งทำได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้หน้าผิวสัมผัสยางไม่สามารถแนบกับพื้นถนนได้ดี ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการยางเหินน้ำได้ครับ

โดยเราจะเช็กได้อย่างไรว่ายางนั้นสึกมากแล้วโดยปกติยางทุกเส้นจะมีสะพานยางอยู่จะเป็นตุ่มๆระหว่างร่องดอกยางครับ ซึ่งตุ่มๆนี้จะเรียกว่า “สะพานยาง” ซึ่งสะพานยางจะมีความหน้าเพียง 1.6 มม.เท่านั้น หากยางสึกถึงสะพานยางแล้วในช่วงหน้าฝนนี้ จอร์จ แนะนำให้รีบเปลี่ยนครับ เพราะการที่ดอกยางเหลือถึงสะพานยางระยะเบรกบนถนนเปียกจากปกติเดิมจะไกลเพิ่มขึ้น ถึง 30-50 เมตรเลยครับ อาจทำให้เรากะระยะทางในการเบรกผิดไปจากเดิมหรือจะเป็นเคสที่กะระยะเบรกผิด ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุกับเพื่อนๆได้ครับ

วิธีดูแลยางรถยนต์หน้าฝน

ต่อมาในช่วงหน้าฝนนี้ ยางคู่ที่เราควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องยางล้อหลังครับ ยางล้อหลังเป็นยางที่สำหรับประคองวิ่งตามและไม่สามารถควบคุมได้ตัวเราเองครับเพราะฉะนั้นเราต้องเช็กยางคู่หลังของเราให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานร่องดอกยางเต็ม เพราะจะช่วยลดปัญหาการเสียการควบคุมได้เมื่อขับรถผ่านแอ่งน้ำได้ครับ หากดอกยางล้อหลังเหลือน้อยแล้วนั้นโอกาสเกิดการเหินน้ำในล้อหลังจะเกิดสูงมาก ซึ่งทำให้รถสามารถเสียหลักและท้ายปัดได้ครับ ซึ่งเพื่อนๆอาจเห็นตามท้องถนนบ่อยที่มีรถหมุนกันกลางถนน ก็เพราะเหตุนี้ละครับจึงต้องตรวจเช็กล้อหลังด้วยนะครับไม่ใช่เช็กแต่ล้อหน้าการเสียการควบคุมจากท้ายปัดเป็นสาเหตุใหญ่เลยครับเพราะส่งผลให้เกิดความเสียหายเยอะครับ

วิธีดูแลยางรถยนต์หน้าฝน

การเติมลมยางอันนี้ จอร์จ ขอแนะนำครับ ว่าควรเติมลมสูงขึ้นกว่าปกติครับ 1-2 PSI ครับ เพราะการเติมลมสูงขึ้นทำให้ยางมีการโกงตัวเกิดขึ้นและทำให้ร่องดอกยางมีการขยายตัวและสามารถระบายน้ำออกจากหน้ายางได้ดีขึ้นครับ ซึ่งจริงๆ ก็ช่วยได้ในส่วนเดียวครับไม่มากเท่าไหร่ครับ

จากการทดลองถ้าเราเติมลมน้อยลงทุก 7 ปอนด์ต่อตางรางนิ้วเมื่อเราวิ่งขับผ่านน้ำ หน้าสัมผัสพื้นถนนจะมีพื้นที่ลดลงถึง 50% เยอะมากเลยครับ และถ้าเราไปอีก 7 ปอนด์ ก็จะทำให้ผิวสัมผัสของหน้ายางกับพื้นถนนเหลือเพียง 25% เท่านั้นครับจะกลับกันกับเคสปกติที่ว่าถ้าหน้าร้อนยิ่งเติมลมมากผิวสัมผัสยิ่งน้อยลง แต่ถ้าหน้าฝนต้องเติมลมสูงกว่าเล็กน้อยเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดีขึ้นครับแล้วการยึดเกาะถนนจะทำได้ดีกว่าเดิมครับ

ก็อยากจะขอเตือนเพื่อนๆครับ ในช่วงนี้หากฝนตกอยากให้เพื่อนๆลดความเร็วลงมาจากปกติบ้างครับ และหากเสียหลักก็ควรควบคุมสติและค่อยๆบังคับเอารถให้อยู่ครับ เพื่อความปลอดภัยของเพื่อนๆเพราะจอร์จไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่ดีๆกับทุกๆคนครับ เพราะ จอร์จ เป็นห่วงทุกคนครับ ปลอดภัยหายห่วงกับ ไทร์บิดครับ วันนี้ มากับฝนก็จะไปกับฝนครับ ขอบคุณที่อ่านมาจนจบครับ

เพื่อนๆ สามารถที่จะคลิกอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ เรามีรีวิวยางและบทความรู้ยานยนต์ได้อย่างครบถ้วนเพิ่มเติมได้ฟรีเลยนะครับผม หรือสะดวกช้อปยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com และเรายังมีบริการที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ที่คอยให้คำแนะนำ โดยสามารถติดต่อช่องทาง Line OA : @tiresbid (มี @ ด้วยนะครับ) ทักมาให้พวกเราได้ครับผม ยินดีให้บริการอย่างยิ่งเลยครับ โอกาสหน้ามีบทความอะไรใหม่ๆติดตามกันนะครับ

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

สวัสดีครับผม วันนี้จะมาไขข้อสงสัยให้กับเพื่อนๆหลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดว่า การตั้งศูนย์กับถ่วงล้อ คืออย่างอย่างเดียวกันไหม ไทร์บิดเลยอยากจะมาขออธิบายอีกว่าทั้งสองอย่างนี้คืออะไร และ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้างครับ

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

อย่างแรกเลย การถ่วงล้อ คือ การทำให้ล้อนั้นมีความสมดุลของน้ำหนักเท่ากันทั้งวง โดยจะทำเมื่อมีการถอดใส่ยางใหม่กับแม็กซ์ครับ ไม่ว่าจะมีการถอดเอามาปะซ่อม หรือเปลี่ยนจุ๊บยางก็ตาม ก็ควรจะมีการถ่วงใหม่ทุกครั้ง เนื่องจากตำแหน่งยางมีการเปลี่ยนตำแหน่งอาจทำให้น้ำหนักของยางทั้งวงไม่เหมือนเดิมได้ซึ่งจะทำให้เกิดอาการสั่นเมื่อใช้งาน

การถ่วงล้อ ไม่ว่ายางจุดสีแดงหรือสีเหลือง จะอยู่ที่จุดใดบนแม็กซ์ไม่มีผลต่อการใช้งานหลังถ่วงล้อเสร็จ เพราะ หลังจากถ่วงล้อเสร็จน้ำหนักของวงจะเท่ากันทั้งหมด แต่จุดเหลือแดงเป็นจุดที่ทำให้คนถ่วงนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น และ ใช้ตะกั่วถ่วงได้น้อยลงเท่านั้น

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

อย่างที่สองคือตั้งศูนย์ การตั้งศูนย์นั้นจะทำให้ศูนย์ล้ออยู่ในองศาที่ถูกต้องไม่แบะออกเกินไป หรือ ไม่หุบเกินไป ซึ่งจะทำให้การขับขี่ของรถเรานั้นสมบูรณ์มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์ของมุมแคสเตอร์ และ แคมเบอร์ ปัญหาของศูนย์ล้อเมื่อมีปัญหาอาการที่จะบ่งชี้จะมีอยู่ สองอย่าง แรกคือมีอาการกินซ้ายหรือกินขวาเวลาขับขี่ สองอาการสึกของหน้ายางมีปัญหากินสึกไม่เท่ากันของ ขอบในหรือขอบนอก (กรณีที่ยางสึกเป็นลูกคลื่นนั้นจะเกิดปัญหาจากช่วงล่างที่ต้องเช็กแก้ไขก่อนและค่อยนำมาตั้งศูนย์)

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

ซึ่งการตั้งศูนย์นั้น แล้วเปลี่ยนยางใหม่ต้องตั้งศูนย์ ถ่วงล้อไหม?? แน่นอนครับ สิ่งที่ต้องทำคือ ถ่วงล้อครับอย่างที่แจ้งเป็นข้างต้นเพราะหากล้อที่ใส่ยางใหม่มานั้นไม่มีความสมดุลในล้อทั้งวง เมื่อใช้งานก็จะเกิดอาการสั่นเมื่อใช้ความเร็วเยอะๆ เพราะเนื่องมาจากว่าล้อกลิ้งไม่กลมทั้งวงครับ

แต่ถ้าเพื่อนมาถามว่าแล้วตั้งศูนย์ละจำเป็นไหม ไทร์บิดต้องเรียนแจ้งก่อนว่าเมื่อเราเปลี่ยนยางเราถอดแมกซ์ออกจากดุมล้อ และ ใส่กลับเข้าไปที่เดิมเพราะฉะนั้น การเปลี่ยนยางใหม่จะไม่ได้กระทบกับช่วงล่าง และ ศูนย์ล้อเดิมเลยครับ ซึ่งจริงๆ แล้วศูนย์ล้อเนี่ยเป็นส่วนที่ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่ควรจะไปปรับแต่งหรือยุ่งกับมันครับ เพราะทุกครั้งที่ร้านแจ้งว่าตั้งศูนย์นั้นหมายถึงทางร้านจะทำการเช็กศูนย์ให้โดยขึ้นที่เครื่องและตรวจสอบแต่ส่วนมากแทบไม่ได้ปรับแต่งต้องทำอะไรกับศูนย์เท่าไหร่ครับ แต่ถ้ามีอาการหรือปัญหาเหมือนข้างต้นแน่นอนครับควรตั้งศูนย์แต่ก่อนจะตั้งศูนย์แน่นอนว่าต้องมีการบำรุงช่วงล่างหรือหาสาเหตุที่ให้แน่ชัดก่อนครับว่า ปัญหาที่ศูนย์เพี้ยนเกิดจากอะไร

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

แต่ก็จะมีเคสที่เป็นปัญหาก็คือ เมื่อเปลี่ยนยางแล้วมีปัญหาการกินซ้ายและขวาทั้งๆที่ตั้งศูนย์แล้วก็ยังไม่หายส่วนมากเหตุการณ์แบบนี้ขอให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นคือช่วงล่างมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคันชักคันส่ง หรือว่าแร็คพวงมาลัยที่อยู่ด้านในที่มีปัญหามีโอกาสทำให้มีปัญหาการดึงซ้ายหรือดึงขวาเหมือนเดิมครับ

ตั้งศูนย์ กับ ถ่วงล้อ

และก็จะมีอีกปัญหาหนึ่งก็คือ เมื่อเปลี่ยนยางแล้วเส้นเก่าไม่เคยมีปัญหาการดึงซ้ายหรือขวา เลย แล้วทำไมเปลี่ยนยางเส้นใหม่แล้วมีปัญหากินขวากินซ้ายทั้งๆที่ศูนย์ล้อเดิมก็ไม่มีปัญหา อันนี้ผลมาจาก ยางเส้นเก่าที่ก่อนเปลี่ยนนั้นมีการสึกรับกับศูนย์ที่เพี้ยนไปแล้วจนถึงกระทั่งทำให้มีการวิ่งที่ตรง หรือ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์เพื่อรองรับกับยางที่สึกผิดปกติทั้งๆ ที่มีปัญหาการกินซ้ายกินขวาอยู่แล้ว พอมาเปลี่ยนยางใหม่ที่มีการสึกเรียบอยู่ทำให้ศูนย์ที่เคยเป็นอยู่นั้นเพี้ยนไปด้วยครับ 

เพราะฉะนั้นจริงๆ เรื่องของการเปลี่ยนยางนั้น ที่แน่ๆเราต้องถ่วงล้อแน่นอน ถ้าเกิดอาการสั่นให้เพื่อนๆไปถ่วงล้อใหม่ครับ แต่ถ้ากินซ้ายกินขวา สึกผิดปกติขอบด้านใน หรือด้านนอกอย่างเดียวก็ให้ไปเช็กเรื่องศูนย์ล้อครับ และอยากให้เพื่อนๆหมั่นเช็กช่วงล่าง และ แมกซ์ด้วยครับเมื่อมีปัญหาข้างต้นเกิดขึ้น แล้วเพื่อนๆ ก็จะพบปัญหาที่แท้จริงๆ ที่ทำให้เพื่อนๆเข้าใจว่า ไม่ใช่ปัญหาที่ยางมีปัญหาครับ เพื่อนๆสามารถที่จะอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ เรามีรีวิวยางและบทความรู้ยานยนต์ได้อย่างครบถ้วนครับผม หรือสะดวกช้อปยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ www.tiresbid.com ถ้าหากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยเรื่องยางไม่แน่ใจว่ารถตัวเองใช้กับยางรุ่นไหนถึงเหมาะสม เราก็มีบริการที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรถยนต์ที่คอยให้คำแนะนำ โดยสามารถติดต่อช่องทาง Line OA : @tiresbid (มี @ ด้วยนะครับ) โอกาสหน้ามีบทความอะไรใหม่ๆติดตามกันนะครับ

วิวัฒนาการของยางรถยนต์

สวัสดีครับ วันนี้จอร์จจากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ กับบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องยางรถยนต์ครับผม ถ้าพูดถึงยางเพื่อนๆคงอยากรู้ใช่ไหมครับ ว่ายางรถยนต์ในอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้างมันจะยังคงหน้าตาแบบเดิมอยู่ไหม หรือ ว่าจะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีก ซึ่งจากที่จอร์จทราบมา ณ ปัจจุบันมีความพยายามมากๆ ในการพัฒนาให้ยางนั้นมีความอเนกประสงค์มากยิ่งขึ้นครับ ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย การนำกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของความอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น

Evolution-Of-Tires

ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ยางก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะมีหลายๆครั้งที่อุบัติเหตุเกิดจากยางแตกทำให้รถเสียหลักจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องว่าจะทำอย่างไร ให้ยางที่สูญเสียลมหรือยางแตกนั้นสามารถใช้งานได้ต่อไปซึ่งถามว่าในปัจจุบันก็มี ยางรันแฟลต ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ในระดับที่เรียกว่าดีมากแล้วสำหรับปัจจุบัน แต่ข้อเสียก็คือ หากแตกเสียหายแบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระยะทาง หรือว่ายางก็จะเสียหายไปเลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งทำให้บริษัทยางต่างๆ พยายามคิดค้นยางที่ไม่ใช้ลม (ไม่ใช่ยางตันนะครับเพื่อนๆ ที่มาทดแทน)

Evolution-Of-Tires

ซึ่งยางในอนาคตต้องมีนวัตกรรมที่มีความนุ่มเงียบ และปลอดภัยมากขึ้นเสียหายได้ยากขึ้นครับ โดยจริงๆ ปัจจุบันได้มีการนำเอายางที่ไม่ใช้ลมและโดนตะปูมาใช้จริงแล้วนะครับ แต่ว่าเป็นรถที่ใช้สำรวจบนอวกาศ ซึ่งยังมีการใช้ที่น้อยมาก แต่ว่าหลังๆเพื่อนๆ อาจจะได้เห็นว่ามีตัวอย่างยางดังกล่าวออกมาให้เห็นบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้นำมาจำหน่ายหรือขายกันครับ เพราะในเรื่องของราคาและกระบวนการผลิตต่างๆ ครับ ก็เป็นนวัตกรรมเรื่องยางอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่บนท้องถนนปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้นครับ

Evolution-Of-Tires

ส่วนต่อมาถ้าพูดถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อนๆ คงสังเกตเห็นแล้วใช่ไหมละครับ ว่ากองยางที่ใช้แล้ว หรือเสียนั้น ปัจจุบันอาจเห็นได้ตามขยะ แม่น้ำลำคลองเต็มไปหมด เพราะว่ายางปัจจุบันใช้แล้วนั้นสามารถทำลายยางได้ครับ

ถ้านำไปทำลายก็มีอยู่ 2-3 วิธีการ คือ นำเอาไปแยกเส้นลวดกับยางออก แล้วนำเอาไปแปรรูปเป็นยางรองพื้นให้สัตว์เดินบ้าง เส้นลวดก็นำไปหลอมทำใหม่ต่อไป หรือ ไม่ก็นำไปเผาเพื่อให้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงใช้งานในโรงงานต่อๆ ไป ซึ่งก็ยังช่วยลดปริมาณขยะส่วนนี้ได้พอสมควร แต่จะทำยังไงให้วิธีพวกนี้หมดไป และดีต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด

Evolution-Of-Tires

ซึ่งบริษัทยางแต่ละที่ก็คิดพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ถามว่าปัจจุบันมีการยืดอายุได้ยังไงก็คือก็แกะร่องดอกยางในยางรถบรรทุก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยางใช้ได้นานขึ้น แต่กับยางรถเก๋งนั้นไม่ค่อยนิยมทำกันครับ ดังนั้นบริษัทยางก็ต้องออกยางที่ใช้ให้ได้คุ้มที่สุด โดยทำยังไงก็ได้ให้ยางใช้ได้จนหมดอายุการใช้งานแม้โดนเบียดแตกก็ยังใช้ได้อยู่

ส่วนต่อมา วัสดุที่ใช้นั้นยังมีการคิดวิเคราะห์และค้นหาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้วัตถุดิบ สารเคมีที่นำมาทดแทนทำให้การใช้งานได้ทั้งแบบยางที่ดีและสามารถย่อยสลายได้ง่ายด้วยครับ ก็จะเป็นสองส่วนที่ทางผู้ผลิตยางยังค้นหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจอร์จคิดว่าอีกไม่นานเราจะได้เห็นกันครับ

ส่วนสุดท้ายก็คือ ทำยังไงให้ยางนั้นอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตามที่ได้แจ้งเพื่อนๆไวตั้งแต่ในช่วงต้นบทความ โดยปัจจุบันเพื่อนๆก็เห็นยางมีหน้าที่แค่เกาะถนนกับใช้ในการขับเคลื่อนของรถใช่ไหมครับ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ยางรถนั้นอเนกประสงค์เพิ่มมากยิ่งขึ้นรองรับไลฟ์สไตล์การใช้งานหลากหลายมากขึ้นในอนาคตต่อไป จากรถที่ต้องใช้งานการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์กลาง จะถูกปรับเปลี่ยนให้ยางแต่ละวงนั้น สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของยางเอง ซึ่งมีรูปภาพที่ออกมาแล้วในการพัฒนารูปแบบนี้ คือจะมีเครื่องยนต์ที่ติดกับล้อแต่ละล้อเลยครับ ซึ่งจะทำให้โลกของเราลดปริมาณการใช้เครื่องยนต์อีกเป็นจำนวนมากครับ

ซึ่งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องครับ สำหรับยางรถทุกประเภทเพื่อให้โลกเราได้ใช้ของที่ดียิ่งขึ้นไปครับ เพื่อนๆที่ต้องการหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องยางต่างๆสามารถเข้ามาหาอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ฟรี หรือเช็กราคายางเปรียบเทียบได้ที่เว็บไซต์ www.tiresbid.com ครับเรามีความรู้เรื่องยางและรีวิวยางมากมายหลายๆรุ่นครับ พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ทางไทร์บิดได้ฟรีที่ Line official : @tiresbid ขอขอบคุณมากครับที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ โอกาสหน้าติดตามบทความดีดีจากไทร์บิดใหม่ครับ

Carro-Tiresbid-How-To-Choose-Tire-For-Car

ยางรถยนต์แต่ละยี่ห้อทำไมราคาช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ทั้งๆที่บางทีใช้งานก็ไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่ ข้อสงสัยของเพื่อนๆ ที่คาดว่ามีอยู่ในปัจจุบันจำนวนมากเลย ทำให้เพื่อนๆไม่รู้ว่าจะเลือกใช้ยี่ห้อไหนดี เลือกใช้ตามแบรนด์ที่ตัวเองมั่นใจ หรือว่าเลือกใช้ตามงบประมาณที่ตัวเองมีพอ หรือมีปัจจัยอื่นควรพิจารณาก่อนเปลี่ยนใหม่กันแน่นะ ??

ในบ้านเราปัจจุบันมีแบรนด์ยางมากกว่า 20 แบรนด์ครับ ซึ่งมีตั้งแต่ทุกคนพูดชื่อแล้วรู้จักเลย กับอีกแบบคือพูดมาแล้วไม่เคยได้ยินเลยถึงกับงงว่าและสงสัยว่ายางได้คุณภาพรึเปล่า ซึ่งไทร์บิดขอมาแบ่งยางแต่ละแบบคร่าวๆ ก่อนในปัจจุบันที่บ้านเรามีก็คือ กลุ่มรถบ้าน กลุ่มรถแต่ง ซึ่งจะแบ่งหลักๆ ได้อยู่ 2 ประเภทครับ 

How-To-Choose-Tire-For-Car

กลุ่มรถบ้าน เป็นกลุ่มที่ปริมาณการใช้เยอะที่สุด ซึ่งจะมีแบรนด์ชั้นนำที่เพื่อนๆรู้จักชื่ออยู่แล้ว ตั้งแต่ มิชลิน บริดจสโตน โยโกฮามา กู๊ดเยียร์ ดันลอป คอนติเนนทอล ดีสโตน แม๊กซิส โอตานิ อพอลโล ฯลฯ ซึ่งในกลุ่มแบรนด์พวกนี้จะมีให้เพื่อนๆ ได้เลือกกันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยางประเภทนุ่มเงียบ ยางสปอร์ต ยางกระบะบรรทุก หรือ จะเป็นยางอเนกประสงค์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ

ซึ่งทุกแบรนด์พยายามทำให้ทั้งลายดอกยาง และ แก้มยางนั้นมีความทันสมัยให้ดูสวยเตะตา ซึ่งแต่ละแบรนด์ยางจะมีความโดดเด่นของแต่ละแบรนด์ที่มากกว่ากันครับ เช่นบางแบรนด์เน้นนุ่มเงียบ บางแบรนด์เน้นการใช้งานสมรรถนะการขับขี่ที่ดี บางแบรนด์เน้นอายุการใช้งานที่ยาวนาน หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาที่ประหยัดจับต้องได้

How-To-Choose-Tire-For-Car

แต่ก็อาจจะแลกมาด้วยอายุการใช้งานของยางแบรนด์นั้นๆ ครับ ซึ่งถ้าเทียบกันจุดแตกต่างที่ชัดเจนของทุกๆแบรนด์นั้นจะเกี่ยวกับเรื่องของอายุการใช้งานครับส ภาพของเนื้อยางนั้นจะมีความทนทานที่แตกต่างกัน ในกลุ่มแบรนด์พรีเมียม กับ กลุ่มยางราคาประหยัดครับ ซึ่งถ้าเทียบความต่างกันจะอยู่ราวๆ 30-40% ครับ ซึ่งราคาอาจจะไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น

แต่สิ่งที่ต่างรองลงมาในกลุ่มนี้ก็จะเป็นเรื่องของสมรรถนะและความนุ่มเงียบครับ ก็แตกต่างกันไป อยู่ประมาณ 10-30% (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเลือกยางให้ตรงกับคุณลักษณ์ของลายดอกยางนะครับ จะไม่สามารถเอายางสปอร์ตมาเทียบกับยางประเภทนุ่มเงียบเพราะการใช้งานจะแตกต่างกันครับ) ซึ่งโดยรวมก็จะเป็นค่าการตลาดที่แตกต่างกันไปครับ เห็นแบรนด์ใดบ่อยๆก็แปลว่าการตลาดหนักต้นทุนก็แพง ก็บวกราคาไปในค่าสินค้านั่นแหละครับ

How-To-Choose-Tire-For-Car

กลุ่มรถแต่ง จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มแรกไม่ว่าจะเป็นเรื่องลายดอกยางที่เน้นการเกาะถนน หรือ ว่าจะเป็นไซส์ยางที่แปลกไปจากปกติ ที่เน้นให้มีซีรี่ส์ที่ต่ำเพื่อให้รถสวย และช่วยในการทรงตัวการขับขี่ที่ดีครับ ซึ่งยางกลุ่มนี้มียี่ห้อที่คุณภาพที่คนส่วนใหญ่รู้จักก็จะมี Yokohama Nitto Toyo ส่วนแบรนด์อื่นๆก็จะมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จีน ซึ่งถ้าพูดชื่อแบรนด์ไปคาดว่าจะไม่คุ้นหูครับ แต่กลุ่มแต่งรถซิ่งยังไงก็ต้องเคยได้ยินครับ

กลุ่มรถซิ่งจริงๆก็มีการแบ่งเกรดเช่นกันทั้งเกรดพรีเมียม และ เกรดยางราคาประหยัด ซึ่งกลุ่มแบรนด์พรีเมียมจะมีสมรรถนะที่ดีมาก และมีความคงทนที่ดี แต่กลุ่มราคาประหยัดถ้าสังเกตบางทีจะลายดอกยางเหมือนกับแบรนด์บนๆครับ อาจจะคล้ายแต่ไม่เหมือนซะทีเดียวซึ่งการใช้ไม่คล้ายกันเลยครับ เพราะการยึดเกาะถนนการรีดน้ำอาจทำได้น้อยกว่า เพราะว่าเป็นส่วนของเรื่องสูตรเนื้อยางมาประกอบด้วย

แต่ถามว่าทุกแบรนด์ที่ผลิตในบ้านเราใช้ได้หายห่วงไหม เดี๋ยวนี้แทบจะ 100% แล้วครับตั้งแต่มี มอก. เข้ามาควบคุมการดูแล เพราะไม่ใช่ว่าใครอยากจะเอายางมาขายในบ้านเราได้แล้วครับ ยางทุกเส้นต้องมีมาตราฐานที่ดี 

เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ไม่ต้องงงนะครับ เวลาจะเลือกยาง ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นรถบ้านทั่วไป เข้าตามจุดบริการใกล้บ้านหาแบรนด์ชั้นนำยังไงก็เจอแล้ว เราค่อยมาลงรายละเอียดว่าเน้นใช้งานแบบนุ่มเงียบ สปอร์ต บรรทุก อะไรก็ว่าไป แล้วมาดูที่ราคาครับ ต้องบอกว่าราคาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชี้วัดได้ในระดับหนึ่งสำหรับยางครับ แต่ถ้าหากเพื่อนๆมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ทางไทร์บิดได้ที่ Line official : @tiresbid หรืออ่านบทความรู้ยางรถยนต์ฟรี และหากต้องการข้อมูลเรื่องยางเช็กเปรียบเทียบข้อมูลได้เลยที่ www.tiresbid.com ครับข้อมูลครบถ้วนครับผม

Threadbare-Tires-From-Quality

สวัสดีครับ เพื่อนชาวไทร์บิดทุกท่าน กลับมาอีกครั้งมีช่วงนี้เพื่อนๆหลายท่านชอบทักมาถามว่า ทำไมยางรุ่นนี้ไม่ค่อยดี รุ่นโน้นไม่ค่อยดี ยางสึกแปลกๆเป็นลูกคลื่น สึกด้านในบ้าง ทำไมยางรุ่นเก่าที่เคยใช้ไม่เคยเป็นเลย หรือบางท่านโทษว่ายางเป็นยางเก่า ไม่ใช่มาตรฐานโรงงานรึเปล่า

ซึ่งคำถามต่างๆ เหล่านี้ เป็นคำถามทีจอร์จ อยากจะพยายามทำความเข้าใจกับเพื่อนๆทุกท่านว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้างต้นถามว่ามีโอกาสไหมก็ต้องบอกว่ามีบ้างแต่น้อยมากๆที่สาเหตุเกิดจากการผลิตที่ทำให้ยางสึกผิดปกติ เพราะฉะนั้นเรามาดูสาเหตุใหญ่ๆ กันดีกว่าว่า ยางที่สึกผิดปกตินั้นมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เพื่อให้เพื่อนๆ จะได้รู้เหตุผลที่แท้จริงและทำไปดูแลรถและยางของเพื่อนๆ ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ข้อแรกเลย เป็นเรื่องของการสึกร่องดอกยางด้านในหรือสึกร่องดอกยางด้านนอกโดยสึกเหมือนกันทั้งด้านซ้ายและขวาโดยจะพบเจออาการนี้ที่ยางคู่หน้าเป็นหลักอาจมีคู่หลังบ้าง ซึ่งอาการแบบนี้มีสาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของศูนย์ล้อ ซึ่งศูนย์ล้อนั้นจะสามารถตั้งได้สองแบบ ทั้งมุมโท กับ มุมแคมเบอร์ ซึ่งอาการที่เป็นข้อแรกนี้หลักๆ จะมาจากมุมโท ซึ่งมุมโทจะเป็นการที่หน้ายางนั้นกางออกมากเกินไป (เหมือนเป็ดเดินขาอ้าๆ) หรือ หุบมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ยางถูกใช้งานมากด้านใดด้านหนึ่งและสึกผิดปกติสึกร่องดอกยางในหรือนอกด้านเดียวซึ่งการตั้งศูนย์จะทำให้ศูนย์โทนั้นพอดีกับการใช้งานของรถนั้นๆ

แต่ว่าก็มีอีกสองอย่างที่อยากจะบอกเพื่อนไว้ก็คือ รถยุโรป อาทิ รถเบนซ์ และ บีเอ็ม ส่วนมากจะมีปัญหานี้และยากที่จะแก้ไขเพราะว่ามุมล้อของรถประเภทนี้จะถูกให้การใช้งานที่เกาะถนนมากกว่าปกติเล็กน้อยโดยการทำมุมองศาทำให้อาการกินยางด้านในนั้นแก้ไขลำบาก และ อีกอย่างที่อยากจะบอกก็คือ เวลาเปลี่ยนยางใหม่จริงๆ แล้วไม่ได้กระทบกับศูนย์ล้อเดิมครับบางทีศูนย์ล้อเราไม่ได้เพี้ยน พอไปเปลี่ยนยางใหม่แล้วตั้งศูนย์ใหม่กลับเพี้ยนทำให้อาการกินยางเกิดขึ้นได้ครับ

ส่วนอีกมุมหนึ่งที่เรียกว่ามุมแคมเบอร์ครับ วิ่งเป็นอาการที่ล้อนั้นแบะออกมาเกินไป ซึ่งจะทำให้ยางสึกด้านในทั้งล้อซ้ายและล้อขวาเหมือนกัน และ อาจจะส่งผลทำให้การขับขี่เอียงไปด้านในด้านหนึ่งได้ด้วย ซึ่งอาการตั้งศูนย์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ข้อที่สองคือ ช่วงล่างครับ โดยจะแบ่งเป็นสองประเภทหลักๆ ก็คือประเภทของการที่ทำให้ยางนั้นวิ่งไม่กลมตลอดเวลาซึ่งอาการนี้จะส่งผลให้ดอกยางนั้นสึกเป็นลูกคลื่น และ อีกแบบหนึ่งคือการที่ยางในเส้นนั้นถูกกดทับน้ำหนักมากกว่าปกติครับ โดยอาการสึกแบบนี้จะที่ล้อใดล้อหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เกิดเป็นคู่สะเท่าไหร่ (แต่มีโอกาสนะครับกรณีที่ช่วงล่างพังพร้อมกัน)

เรามาเริ่มที่อาการสึกที่เกิดเป็นลูกคลื่นและยางวิ่งไม่กลม ซึ่ง หลักๆแล้วอาการนี้จะมีลักษณะการสึกทั้งแบบทั้งหน้ายาง และ บริเวณไหล่ยางครับซึ่ง อาการจะเกิดจาก 1 โช้คอัพแตก หรือ ใช้งานไม่ได้ ซึ่งจะทำให้จังหวะในการซัพพอร์ตแรงกดทับนั้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ยางนั้นมีการกดทับไม่สม่ำเสมอเช่นกัน และจะทำให้บางตำแหน่งถูกกดทับเยอะบางจุดกดทับน้อย พอเป็นทั้งรอบวงก็จะทำให้เกิดการสึกเป็นลูกคลื่นได้ โดยการสึกแบบนี้จะสึกแบบเต็มหน้ายาง รวมถึงหากลูกปืนเสียหายก็ส่งผลให้เกิดเป็นอาการลูกคลื่นได้เช่นกันเพราะว่ายางไม่สามารถหมุนได้กลมอย่างเต็มที่ และก็ส่วนสุดท้ายก็อาจจะเกิดจากเรื่องการถ่วงล้อหากถ่วงล้อได้ไม่ดีเกิดการไม่สมดุลของยาง เมื่อใช้งานไปนานๆอาจจะทำให้เกิดการสึกรอบวงที่ไม่เท่ากันโดยจะสึกแบบไม่เท่ากัน และ แต่ละตำแหน่งก็ไม่แน่ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ประเภทการถูกกดทับซึ่ง อาการหลักๆ จะเกิดจากช่วงล่างของปลีกนกที่ชำรุดและเสียหายครับ ซึ่งอาการเมื่อปีกนกเสียหายยางด้านในจะถูกกดทับมากกว่าปกติจะทำให้ร่องยางด้านในนั้นสึกมากกว่าปกติ อาจจะเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งและถ้าประกอบกับช่วงล่างอื่นๆ อาจจะทำให้ร่องดอกยางด้านในมีอาการสึกและ สึกเป็นลูกคลื่นด้วย

ก็จะเป็นอาการสึกผิดปกติของยางที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องของยางเลย แต่เป็นเรื่องของช่วงล่างและการดูแลศูนย์รถ ซึ่งอาการช่วงล่างจริงๆแล้วถ้าเรามีการหมั่นตรวจเช็คหรือคอยสังเกตอาการของรถก็จะทำให้ไม่ผลเสียหายต่อยางของเราครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องยางสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ที่ Line Official : @tiresbid หรือเข้าอ่านบทความยางรถยนต์ฟรี มีบทความมากมายเกี่ยวกับยางที่ให้เพื่อนๆ อ่านครับ หรือช้อปเปรียบเทียบราคายางออนไลน์ใหม่คลิกเลย www.tiresbid.com ที่เดียวจบ กว่า 10 ยี่ห้อยางชั้นนำครับผม

Ancient-Tire-And-Nowaday-Tire-Different

สวัสดีครับไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้จะมาพูดถึงวิวัตนาการที่ผ่านมาของยางรถยนต์ว่ายางสมัยก่อนที่เป็นยางผ้าใบ และ มียางใน กับ ยางปัจจุบันที่เป็นยางเรเดียลนั้นไม่ใช่ยางในแตกต่างกันยังไง วันนี้ไทร์บิดจะมาอธิบายให้เพื่อนๆ เข้าใจฟังครับ

Ancient-Tire-And-Nowaday-Tire-Different

เมื่อก่อน ยางผ้าใบนั้น ก็คือโครงสร้างของยางรถทำมาจากผ้าใบนั้นเองครับ ซึ่งเมื่อทำจากผ้าใบแน่นอนครับ เรื่องความแข็งแรงในการรับแรงกระแทกของยางก็จะทำได้ไม่ดี อีกทั้งเมื่อโครงยางผ้าใบนั้นเมื่อใช้งานหน้ายางจะมีการขยับตัวค่อนข้างเยอะทำให้การเกาะถนนของยางผ้าใบนั้นจะทำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลาครับ และสุดท้ายเมื่อยางผ้าใบบริเวณหน้ายางเมื่อมีการขยับยางสูงจะทำให้ยางนั้นมีการเสียดสีกับพื้นถนนเยอะขึ้นทำให้อายุการใช้งานของยางผ้าใบนั้นค่อนข้างอายุสั้นกว่ายางปัจจุบันอย่างมาก

ส่วนยางเมื่อก่อนจะไม่สามารถกักเก็บลมได้ด้วยตัวเองทำให้ต้องมียางในซึ่งเป็นส่วนที่หน้าที่ในการกักเก็บลมทำให้มีการใช้งานที่ไม่คล่องตัวเท่าไหร่เพราะเนื่องมาจากว่าเมื่อยางเกิดโดนตะปูหรือของมีคมนั่นจะทำให้ยางในแตกเสียหายและไม่สามารถกักเก็บลม โดยยางจะสูญเสียลมโดยฉับพลันซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียหลักขณะขับขี่ หรือ จะเป็นการเสียเวลาในการต้องมาปะซ่อมด้วย

เพราะฉะนั้นยางเมื่อก่อนที่เป็นยางผ้าใบและยางที่มียางในนั้น สมรรถนะค่อนข้างไม่ดีอายุการใช้งานต่ำ แถมยังเสี่ยงต่อการสูญเสียควบคุมอีกด้วยครับ เพราะฉะนั้นบริษัทยางต่างๆจึงได้พัฒนายางที่มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น สมรรถนะการขับขี่ได้ดี อายุการใช้งานที่ยาวและมีความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้นโดยจะรุ่นต่อมาจะเรียกว่ายางเรเดียลครับ

Ancient-Tire-And-Nowaday-Tire-Different

ยางเรเดียลนั้นโครงสร้างจะมีส่วนประกอบหลักที่ทำมาจากเส้นลวดซึ่งจะทำให้โครงสร้างของยางนั้นมีความแข็งแรงทนต่อแรงกดกระแทกมากกว่า อีกทั้งหน้ายางจะมีเข็มขัดรัดหน้ายางที่มีหน้าที่คอยขึงตึงหน้ายางทำให้หน้ายางแนบกับพื้นถนนได้ตลอดเวลาทำให้สมรรถนะในการขับขี่ของยางนั้นทำได้อย่างเต็มที่ และมีการขัดสีที่เกิดจากการขยับตัวของหน้ายางน้อยกว่ายางผ้าใบทำให้ยางเรเดียลนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการเสริมและพัฒนาเนื้อยางทำให้มีความคงทนสึกได้ยากเพิ่มมากขึ้นด้วยทำให้ยางรถทั่วๆไปนั้นยิ่งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยครับ 

ส่วนในเรื่องกักเก็บลมของยางเรเดียลนั้นในท้องยางจะมีชั้นที่สำหรับกักเก็บลมยางชื่อว่าชั้นบิวทิล ซึ่งจะมีหน้าที่กักเก็บลมยางและยังคอยช่วยให้เมื่อยางโดนตะปูตำเข้าไปแล้วนั้นเนื้อยางชั้นนี้จะคอยประกบบริเวณที่โดนตะปูตำ จะทำให้ยางนั้นลมค่อยๆซึมออกไม่สูญเสียลมอย่างฉับพลัน ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้น กว่าจะลมยางหมดก็จะเกิดเมื่อทิ้งรถเป็นเวลานานๆและลมซึมจนออกหมด ซึ่งเพื่อนๆอาจจะเคยเจอเมื่อยางแบนตอนเช้าก่อนออกจากบ้านใช่ไหมละครับ

เพราะฉะนั้นการพัฒนาจากยางผ้าใบเป็นยางเรเดียลนั้นเป็นวิวัฒนาการที่ทำให้การขับขี่ของพวกเรามีความปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคต มีการพัฒนายางที่ความนุ่มเงียบ และยังไม่ต้องใช้ลมยางอีกด้วย แถมยังช่วยในความปลอดภัยก็คือเมื่อโดนตะปูตำก็ยังใช้งานได้อย่างปกติเหมือนเดิมครับ เซฟๆยิ่งๆขึ้นไปอีกครับ ถ้าเพื่อนๆอยากรู้ว่ายางรุ่นไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเพื่อนสามารถสอบถาม Line official : @tiresbid หรือ เสริมเติมความรู้อ่านบทความยางรถยนต์ได้ฟรี เข้าเว็บไซต์ได้ที่ www.tiresbid.com ทางไทร์บิดยินดีให้บริการเพื่อนๆทุกท่านครับ 

Carro-Tiresbid-4-Things-For-Buying-Car-Wheels

สวัสดีครับ ไทร์บิดกลับมาอีกครั้งกับเรื่องของยางๆ ยางก็ต้องคู่กับแม็กซ์ใช่ไหมครับ แต่เพื่อนๆ รู้กันไหมครับ ว่าจริงๆ แล้ว เมื่อการที่เราจะใช้แม็กซ์ต้องดูที่อะไรบ้าง วันนี้ไทร์บิดมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ ครับ

4-Things-For-Buying-Car-Wheels

แม็กซ์นั้นเวลาเพื่อนๆ ต้องการหาแม็กซ์เรา ก็อาจจะหาคำว่าแม็กซ์ กี่นิ้ว เช่น 15” , 17” , 18” แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ความกว้างของหน้าแม็กซ์นั้นต้องสัมพันธ์กับหน้ายางครับ เพราะว่าถ้าไม่สัมพันธ์กันจะทำให้มีอาการดึงยางเกิดขึ้นและจะทำให้ยางใช้งานได้ไม่ได้เต็มสมรรถนะ แถมยังส่งผลให้ยางจะมีอาการสึกผิดปกติอีกด้วยครับเช่น ยาง 195/55R15 นั่น จะใช้กับแม็กซ์หน้ากว้างตั้งแต่ 5.5 – 7 นิ้วครับ ซึ่งจะทำให้ยางใช้งานได้เต็มสมรรรถนะได้ดีที่สุดครับ เพราะฉะนั้นการการเลือกซื้อแม็กซ์นั้น ก็ต้องคำนึงถึงหน้ากว้างของแม็กซ์ด้วยนะครับเพื่อนๆ

4-Things-For-Buying-Car-Wheels

ส่วนต่อมาที่ต้องคำนึงถึงก็คือค่าออฟเซตครับ ค่าออฟเซตจะเป็นค่าของหน้าแปลนนั้นอยู่บริเวณกึ่งกลางของล้อแม็กซ์หรือไม่ ซึ่งค่าออฟเซตนั้นในแม็กซ์บางรุ่นอาจจะมีค่าบวกเพิ่มมากขึ้น อาจจะส่งผลให้หน้าแปลนที่ติดกับดุมล้อนั่นไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมอาจจะส่งผลทำให้แม็กซ์นั้นไปขูดกับซุ้มล้อด้านใน หรือด้านนอกได้ครับ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแม็กซ์นั้นเราต้องคำนึงถึงในส่วนนี้ด้วยครับ เพื่อป้องกันปัญหาการติดซุ้มล้อด้านในและด้านนอกครับ

4-Things-For-Buying-Car-Wheels

ส่วนต่อมาก็คือเรื่องของรูน็อต แม็กซ์ ในแต่ละวงจะมีรูน็อตที่มีช่องไฟที่แตกต่างกันถึงแม้ว่าจะมีสแตนดาร์ดอยู่แล้วก็ตามนะครับ แต่อย่างน้อยๆ ก็ควรเช็คไว้ครับเพราะรถบางยี่ห้อมี 6 รูน็อต บางยี่ห้อมี 5 รูน็อต แถมบางยี่ห้อมีรูน็อตที่มีช่องไฟไม่ตรงกับยี่ห้ออื่นๆโดยเฉพาะรถยุโรปบางยี่ห้อ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆก่อนที่จะเลือกซื้อแม็กซ์ใหม่นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยครับ

เพราะฉะนั้นจะมี 3 ข้อหลักๆ ที่อยากให้เพื่อนๆ คำนึงถึงนอกจากขนาดของแม็กซ์กี่นิ้วแล้ว ก็ต้องมีเรื่องของหน้ากว้างของแม็กซ์ต้องสัมพันธ์กับไซส์ยาง ค่าออฟเซตต้องให้พอดีไม่ให้ใส่ประกอบแล้วติดซุ้ม และรูน็อตของแม็กซ์วงใหม่ต้องเท่ากับรูน็อตเดิมของรถ ถ้ามี 4 อย่าง ครบทุกอย่างนั้น ก็ถือว่าครบองค์ประกอบในการเลือกซื้อแม็กซ์ใหม่ครับ

แต่ถ้าเพื่อนๆอยากหายางไซส์ไหนที่ตรงกับแม็กซ์ของตัวเอง สามารถติดต่อสอบถามทางไทร์บิดได้ที่ Line Official : @tiresbid หรืออ่านบทความรู้ยางรถยนต์มีมากมาย หากซื้อเช็กยางรุ่นต่างๆได้ที่ www.tiresbid.com เลยครับ ที่ไทร์บิดเราเป็นผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ พร้อมให้คำแนะนำกับเพื่อนๆทุกท่านครับ

Carro-Tiresbid-Old-Tires-And-Usability

สวัสดีครับ ไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับผม วันนี้จะขอพูดถึงเรื่องปีผลิตยางว่ามีผลต่อการใช้งานไหมครับ ยางปีเก่า ผ่านไป 1 ปี จริงๆแล้วไม่มีผลต่อการใช้งานอะไรเลยครับ และโดยปกติแบรนด์ยางแทบจะทุกแบรนด์นับวันรับประกันจากวันที่ใส่ครับ ในเรื่องการรับประกันการผลิตอย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 2 ปีขึ้นไป ถ้าแบรนด์ใหญ่ๆก็ 5-6 ปีก็ว่ากันไปครับ

แต่เพื่อนๆ ก็ยังเป็นห่วงเหมือนเดิมใช่ไหมครับ ว่ายังไงก็อยากได้ยางใหม่เอี่ยมที่สุดไว้ก่อน งั้นไทร์บิดเรามาจำลองเหตุการณ์ดูครับ ว่ากรณีที่เป็นยางปีเก่านั้นเก่าถึงปีไหมกันนะครับ

Old-Tires-And-Usability

กรณีเราซื้อยางเดือนมีนาคม แล้วยางที่เรากำลังจะซื้อนั้น เป็นยางผลิตสัปดาห์ที่ 40 ของปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นยางที่เพื่อนๆได้มานั่นเพิ่งผลิตมาแค่ 5 เดือน ซึ่งไม่เกินปีเลยครับ แต่แค่ปีผลิตเป็นของปีที่แล้วครับ และกรณีที่การรับประกันจากการผลิตที่ทางแจ้งไว้จะรับประกันนับจากวันติดตั้งก็แปลว่ายางที่รับประกันจากเดือนมีนาคม บวกไปอีก 5 ปี

สมมติเพื่อนๆใช้รถปีละ 20,000 กิโลเมตร เท่ากับเพื่อนๆ สามารถใช้งานยังไงก็ไม่ถึงห้าปีแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะซื้อยางปีเก่า แต่เก่าแค่ไม่กี่เดือนเพื่อนๆ สบายใจแน่นอนครับ

Old-Tires-And-Usability

เรามาดูตามความจริงกันว่าจริงๆแล้วโครงสร้างยางแต่ละส่วนนั้น ปีผลิตมีผลต่อการใช้งานจริงๆไหมครับ ข้อแรกเลยก็คือเรื่องของเนื้อยางกรณีที่เป็นยางปีเก่าเพื่อนๆอาจกลัวว่ายางนั้นอาจจะมีปัญหาใช่ไหมครับ แต่ถ้าร้านที่เพื่อนๆ ซื้อนั้นมีคลังเก็บสต็อกในที่ร่ม เพื่อนๆหายห่วงได้เลยครับว่าเนื้อยางที่อยู่ในโกดังนั้นมีสภาพใช้งาน 100% แน่นอนครับ

ส่วนต่อมาคือเรื่องของโครงยางเมื่อยางเก่าเก็บ 1 ปี ไทร์บิดกล้ารับประกันเลยครับว่าโครงยางนั้นไม่มีการคลายตัวหรือคลายความแข็งแรงแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ว่ายางปีเก่าที่ซื้อจะมีปัญหาความแข็งแรงในการใช้งานครับ

Old-Tires-And-Usability

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งในปัจจุบันเลยก็คือ ยางปีเก่าราคาจะถูกลง 10-20% จากราคาปกติเพราะฉะนั้นเพื่อนๆที่อยากใช้งบอย่างประหยัดกับค่ายางแต่ได้ยางที่มีคุณภาพดีลองหาร้านที่รู้จักใกล้บ้านท่าน หรือ ลองมาสอบถามกับทางไทร์บิดได้ครับว่ามีไซส์นี้รุ่นนี้ยางปีเก่าไหมเพื่อเพื่อนๆจะได้ของดีกันครับ หากเพื่อนๆต้องการคำปรึกษาเรื่องยางสามารถสอบถามทางไทร์บิดได้ผ่าน Line official : @tiresbid หรือเข้าเช็กราคายางได้ที่ www.tiresbid.com ได้ครับ สนใจจะอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ก็มีให้อ่านฟรีๆ แถมทางเรายินดีให้บริการเพื่อนๆทุกท่านอย่างเต็มที่แน่นอนครับ

Carro-Tiresbid-Howto-Recap-Tires

สวัสดีครับ วันนี้คิมไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ มีเพื่อนๆหลายคนถามคิมว่าถ้าเราปะยางแล้ว ยางรถของเราจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100% เหมือนเดิมไหม คิมต้องบอกว่าถ้าเราปะยางอย่างถูกวิธีการใช้งานจะกลับมา 100% แน่นอนครับ แต่ว่าก็มีหลายๆกรณีโดยคิมจะจำแนกไว้ตามนี้เลยครับ

เรามาจำแนกก่อนเลยครับ ว่าบริเวณไหนที่เราสามารถปะซ่อมได้ และปะซ่อมไม่ได้ บริเวณที่ปะซ่อมยางได้จะเป็นบริเวณหน้ายางครับบริเวณที่แข็งแรงที่สุดโดยเป็นบริเวณที่มีเข็มขัดรัดหน้ายางครับ ส่วนบริเวณที่ปะซ่อมได้แต่ปะซ่อมได้ยากก็จะเป็นบริเวณไหล่ยางที่เป็นส่วนลอยต่อระหว่างหน้ายางกับแก้มยาง ซึ่งบริเวณนี้ถ้าแผ่นปะสามารถติดได้เต็มแผ่นโดยไม่ไปแปะบริเวณที่ติดกับแก้มยางนั้นก็ยังสามารถปะได้อยู่ครับ เพราะบริเวณนี้ยังมีการขยับตัวที่เยอะและไม่มีโครงสร้างรองรับให้มีความแข็งแรงเหมือนเดิม และบริเวณที่ปะซ่อมไม่ได้แน่นอนก็คือบริเวณแก้มยางครับผม

ซึ่งเหตุผลที่ไม่สามารถปะซ่อมได้ ก็เพราะว่าบริเวณแก้มยางนั้นไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรงประกอบ กับมีการยืดหดตัวตลอดเวลา ทำให้การปะนั้นจะปะไม่อยู่ และจะส่งผลให้แผลรั่วหรือรอยบาดนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ครับ

เรามาจำแนกต่อว่าวิธีการปะในบ้านเราปัจจุบันมีการซ่อมกี่แบบ ถ้าเพื่อนๆรู้จักกันก็จะมี 4 แบบหลักๆ แทงใยไหม ปะสตรีมร้อน ปะสตรีมเย็น ปะดอกเห็ด ซึ่งการปะแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อไม่ดีแตกต่างกันไป เดี๋ยวคิมไทร์บิดจะอธิบายเป็นแต่ละอย่างเลยว่าข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไรบ้าง

Howto-Recap-Tires

แทงใยไหมเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดครับ ไม่ต้องยางออกจากล้อแค่เอาใยไหมเสียบลงไปบริเวณที่รั่วแล้วปล่อยคาไว้ถือว่าจบ ข้อดี ก็คือรวดเร็ว ใช้ได้สำหรับรูรั่วเล็กๆ ข้อเสียคือ มีโอกาสเสี่ยงที่ปะไม่อยู่บ่อย มีโอกาสทำให้แผลหรือรูรั่วมีรูที่ใหญ่ขึ้น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับชั่วคราวเท่านั้น

Howto-Recap-Tires

ปะสตรีมร้อนเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในบ้านเราครับ ไปร้านไหนๆก็จะปะสตรีมร้อนให้เพราะว่าเป็นวิธีที่ปะได้อยู่ที่สุดเพราะการปะสตรีมร้อนจะทำให้ยางที่นำไปปะกับเนื้อยางเก่าติดกันแน่นที่สุด แต่ไม่ถึงกับเป็นยางชิ้นเดียวกันนะครับ แต่ข้อเสียก็ยังมีอยู่ครับเพราะว่ากรณีที่ปะสตรีมร้อนจะทำให้ยางบริเวณนั้นอาจมีโอกาสเสียหายได้หรือทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มสมรรถนะ 100% ครับ

Howto-Recap-Tires

ปะสตรีมเย็น จะมีสองรูปแบบโดยเป็นการใช้แค่แผ่นปะกับการใช้วัสดุที่ชื่อว่าดอกเห็ด (การแปะแบบ PRP) ซึ่งการปะสตรีมเย็นในแบบแผ่นปะนั่นดีในแง่ของทำให้โครงยางไม่เสียครับ แต่ว่ารูด้านนอกที่ไม่ได้ปะนั่นเป็นข้อเสียของการเฉพาะแผ่นปะด้านในเพราะความชื้นจะเข้าไปในรูดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้โครงยางนั้นเกิดสนิมและอาจทำให้ยางบวมได้ ส่วนการปะแบบดอกเห็ดหรือ PRP นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะว่าทำให้โครงยางนั่นไม่เสียหายและยังมีเดือยที่มาปิดบริเวณรูรั่วซึ่งทำให้ไม่มีความชื้นเข้าในโครงยางไม่ส่งผลเสียต่อยาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางนั้นกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100%

เพราะฉะนั้น บริเวณที่สามารถปะได้ กับ การปะที่ดีที่สุดนั่นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ยางนั้นกลับมาใช้งานได้ 100% เหมือนเดิมครับ ปะยางบริเวณหน้ายาง และ ปะแบบดอกเห็ดนั้นยางกลับมาได้ 100% ประยางบริเวณไหล่ยางและปะแบบดอกเห็ดยางอาจกลับมาใช้ได้ 50-80% (ขึ้นอยู่กับความใกล้ของแก้มยาง หรือถ้าไม่อยากจะเปลี่ยนยางใหม่แล้วนำไปปะสตรีมร้อนอาจจะเป็นวิธีที่สุดที่ให้ยางใช้ได้ต่อแต่ว่าอาจมีโอกาสเสี่ยงในการที่ปะไม่อยู่หรือว่ายางบวมได้)

แถมให้อีกนิดครับสำหรับยางรันแฟลตนั้น จะสามารถปะซ่อมได้ครั้งเดียวเพราะว่ายางประเภทรันแฟลตนี้ นั้นต้องการความแข็งแรงของโครงยางมากที่สุด ถ้ามีการปะซ่อมบ่อยๆ โอกาสทำให้โครงยางรันแฟลตนั้นไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งหากเกิดการยางระเบิดหรือรั่วโครงยางรันแฟลตอาจจะใช้งานไม่ได้ก็อาจเป็นได้ แต่ถ้าเป็นยางธรรมดาก็ไม่ควรปะซ่อมเกิน 3 แผล และเป็นแผลที่ต้องไปใกล้กัน

แถมสุดท้าย จริงๆแล้วรูรั่วนั้นก็มีผลต่อการใช้งาน ถ้ารูรั่วใหญ่เกินกว่า 6 มม. ก็จะส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงยาง และ ถ้าใหญ่กว่ากว่า 1 เซนติเมตรก็ไม่แนะนำให้ปะซ่อม (ถึงแม้ปะซ่อมได้แต่ก็อาจทำให้ยางไม่แข็งแรงเหมือนเดิมมีโอกาสยางเสียหายได้ง่ายกว่าปกติ) เพราะก่อนที่จะปะซ่อมเราต้องประเมินก่อนว่ารูรั่วของเราเป็นไซส์ขนาดความกว้างเท่าไหร่ครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องยางหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องยางติดต่อเลย Line Official : @tiresbid และสามารถอ่านบทความรู้ไทร์บิดได้ที่ www.tiresbid.com หรือโทรเลย 090-986-8762 วันนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆ มากครับ