10-Cars-Built-By-Recycled-Parts-From-Other-Brands

การที่บริษัทรถยนต์จะสร้างรถรุ่นหนึ่งขึ้นมา ต้องระดมวิศวกร นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ วิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลนับพันล้านหมื่นล้านบาท เพื่อรังสรรค์รถออกมาขายชาวโลกกันสักรุ่น

แต่รถจากบริษัทที่มีต้นทุนไม่สูงล่ะ หรือบริษัทที่ผลิตรถสปอร์ต รถซูเปอร์คาร์ในตำนานทั้งหลาย ที่อยากสร้างรถยนต์ออกมาสักคัน แต่จะจ้างให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนออกมาใหม่ทั้งหมดเลย ต้นทุนก็อาจจะมากหลายแน่ๆ เอาชิ้นส่วนจากรถบ้าน รถราคาถูก ที่มาใส่แล้วดูลงตัว มาใช้เลยดีไหมล่ะ!

MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 รถในตำนาน ที่มีชิ้นส่วนจากรถแบรนด์อื่น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า …

Citroen-CX-Jaguar-XJ220

1. กระจกมองข้าง Citroen CX ใน Venturi Atlantique, Aston Martin Virage, Lotus Esprit (MK2), TVR Griffith, McLaren F1, Spectre R42 และ Jaguar XJ220

ถ้าจะบอกว่า กระจกมองข้างรถรุ่นอะไร ที่เหล่ารถซูเปอร์คาร์ นิยมหยิบยืมมาใช้กันมากที่สุด? ผมคงต้องยกให้ กระจกมองข้างของ “Citroen CX (ซีตรอง ซีเอ็กซ์)” นั่นล่ะครับ แต่ขอบอกว่าเป็นกระจกของ Citroen CX ในรุ่นช่วงประมาณยุค 80 ครับ

ซึ่งเจ้ากระจกมองข้างนี้ ดีไซน์ได้สวย จนเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง สำหรับสำนักผลิตรถสปอร์ตจากอังกฤษ และฝรั่งเศส ในยุค 80 และ 90 เอามากๆ รวมไปถึงในรถยี่ห้อ TVR แทบทุกรุ่น และยี่ห้อ Marcos มีเห็นใช้กันเยอะซะจนนึกว่า มันร่วงลงมาจากท้องฟ้าเลยทีเดียว!

Mazda-Astina-Aston-Martin-DB7

2. ไฟท้าย Mazda 323 Astina ใน Aston Martin DB7

Aston Martin DB7 (แอสตันมาร์ติน ดีบี7) นับว่าเป็นรถในตระกูล DB ที่ถูกพัฒนาขึ้นและออกขายในปี 1994 แต่ด้วยต้นทุนที่จำกัด บวกกับ Ford ไม่เห็นด้วยกับใช้งบพัฒนารถใหม่ ทำให้ Aston Martin จึงต้องนำ XX Project ที่จะเอาไปพัฒนา Jaguar F-Type (XJ41/42) ของ Ian Callum และ Keith Helfet ออกแบบไว้ มามาปรับปรุงแทน ซึ่ง Project นี้ก็ใช้งบไปถึง 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้ว

ซึ่ง Aston Martin DB7 จำเป็นต้องหยิบยืมที่เปิดประตูจาก Mazda MX-5, หรือสวิตซ์กระจกไฟฟ้าจาก Ford Scoprio รวมไปถึงกระจกมองข้างจาก Citroen CX และไฟท้ายจาก Mazda Astina (หรือ 323F ในยุโรป) มาใช้รถตัวเอง แต่มันก็ดูลงตัวดีนะ

Austin-Maestro-Van-Land-Rover-Discovery

3. ไฟท้าย Austin Maestro Van ใน Land Rover Discovery

แม้ว่ารถ Austin Maestro ในบ้านเราจะแทบไม่มีใครรู้จัก แต่กับ Land Rover Discovery (แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่) เป็นรถที่ขึ้นชื่อในบ้านเรามาก ในช่วงที่รถ SUV กำลังบูมในยุค 80 ตัวบริษัท Land Rover เอง ฐานะก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก การที่คิดสร้างใหม่ ก็คงต้องมองหาชิ้นส่วนจากรถในเครือมาร่วมใช้ เพื่อประหยัดเงินค่าผลิตได้มากที่สุด

ซึ่งต่างจากในปัจจุบันลิบลับ เพราะเจ้า Discovery ดูหรูหราราคาแพงเอามากๆ ในตอนนั้น Land Rover Discovery ต้องหยิบยืมแชสซีส์แบบขั้นบันได ประตู กระจกหน้ารถ จากรุ่นใหญ่อย่าง Range Rover และไฟท้ายจาก Austin Maestro Van มาใช้

Rover-Toyota-Lotus-Esprit

4. ไฟท้าย Rover SD1 และ Corolla Levin ใน Lotus Esprit

ถ้าให้ผมพูดถึง Rover SD1 (โรเวอร์ เอสดี 1) นี่นับว่าเป็นรถธงรุ่นหรูหราของ Rover ในยุคก่อนขาลงเลย ซึ่งก็มีราคาแพงมากอีกด้วย (ในเมืองไทย ผมเคยเห็นรถรุ่นนี้เพียงแค่คันเดียว) สำหรับ SD นั้นย่อมาจาก “Specialist Division” ส่วน “1” ก็เป็นรถรุ่นที่หนึ่ง ที่ทีมดีไซน์ได้ทำเป็นคันแรก ต่อมารุ่นนี้ คือรถในตระกูล Rover 800

ทีมงานของ Lotus บริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดย Colin Chapman จึงขอหยิบยืมไฟท้ายรถรุ่นต่างๆ มาใช้ใน Lotus Esprit (โลตัส เอสพรี) นับตั้งแต่ไฟท้าย Series 1 ที่นำมาจาก Fiat X1/9 หรือ Series 4 หยิบยืมไฟท้ายมาจาก Corolla Levin มาใช้ (หรือ Toyota AE86 ที่เรารู้จักกันนั่นเอง)

Morris-Marina-Lamborghini-Urraco

5. ที่เปิดประตูของ Morris Marina ใน Lamborghini Urraco, Range Rover, Lotus Esprit และ Reliant Scimitar

รถอังกฤษในยุค 70 ที่ในบ้านเราคนไม่นิยมกันเท่าไหร่ รวมไปถึงคนอังกฤษด้วยนั่นล่ะ รถที่ราคาถูกแต่คนกลับเฉยๆ อย่าง Morris Marina ที่เคยคิดเทียบชั้น Volkswagen Golf สุดท้ายก็พังพินาศไปพร้อมกับ British Leyland กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกใจผู้ผลิตรถสปอร์ตกันเป็นแถว

ที่เปิดประตูของ Morris Marina มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียบๆ กลับถูกใจรถยนต์หลายแบรนด์ทั้ง Lamborghini, Range Rover และ Ralient จนต้องขอนำไปใช้ซะงั้น

Ford-Mondeo-Noble-M12

6. ไฟท้าย Ford Mondeo ใน Noble M12

ถ้าจะให้พูดถึง Noble บ้านเราอาจจะนึกถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่ในอังกฤษ ชื่อนี้นอกจากจะหมายถึงขุนนางแล้ว ยังหมายถึงบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตอีกด้วย โดย Noble M12 รถสปอร์ตตัวถังกว้างคันนี้ ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 – 2008 ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 300 แรงม้า ขนาด 3.0 ลิตร 350 แรงม้า ที่โมดิฟายจาก Ford

ไหนๆ ก็ใช้เครื่องยนต์ของ Ford แล้ว ก็ขอยืมไฟท้าย Ford Mondeo Mk1 ที่ขายในช่วงปี 1992 – 1996 มาใช้ด้วยซะเลย

Bova-Futura-McLaren-F1

7. ไฟท้าย Bova Futura ใน McLaren F1

McLaren F1 (แม็กลาเรน เอฟ1) ถือเป็นรถที่สุดยอดอีกคันหนึ่งที่ผลิตออกมาในปี 1992 – 1998 เพียงแค่ 106 คันในโลก สร้างตำนานให้กับวงการรถซูเปอร์คาร์ เริ่มตั้งแต่ที่นั่งคนขับที่อยู่ตรงกลางแบบรถ F1 รวมไปถึงขุมพลังขนาด 6.1 ลิตร จาก BMW S70/2 V12 ให้ม้า 618 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด สร้างสถิติความเร็วสูงสุดได้ถึง 386.4 กม./ชม. เอากินเนสส์บุ๊คไปเลย!

แต่ใครจะไปรู้ว่า กระจกมองข้างของ McLaren F1 หยิบยืมมาจาก Volkswagen Corrado และไฟท้ายจะหยิบยืมมาจากรถโค้ชคันใหญ่อย่าง Bova Futura แห่งเนเธอร์แลนด์ …

Fiat-Punto-MG-XPower-SV

8. ไฟหน้า Fiat Punto ใน MG XPower SV

MG XPower SV รถสปอร์ตอังกฤษรุ่นสุดท้ายจากค่าย MG ผลิตในปี 2003 – 2005 ในยุคที่ยังไม่แปลงสัญชาติเป็นจีนแบบทุกวันนี้ ภายใต้แบรนด์ MG ที่ตั้ง X Power ขึ้นมาเพื่อแต่งรถในเครือโดยเฉพาะ

เป็นรถรุ่นเกิดจากรถต้นแบบ MG X80 ที่เอา MG TF มาพัฒนา ขยายร่างให้กว้างขึ้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร 320 แรงม้า และ 5.0 ลิตร 385 แรงม้า จาก Ford และเอาอะไรหลายๆ อย่างมารวมๆ กัน อย่างไฟหน้าก็ยืมมาจาก Fiat Punto มาใส่ … จึงมีผู้กล้าซื้อแค่ 9 คัน!

Nissan-300ZX-Lamborghini-Diablo

9. ไฟหน้า Nissan Fairlady Z 300ZX ใน Lamborghini Diablo

รถที่ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์แรงแห่งยุค 90 อีกหนึ่งรุ่นนั่นก็คือ Lamborghini Diablo (ลัมโบร์กินี ไดอะโบล) ที่ผลิตออกมาในปี 1990 – 2001 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร V8 ด้วยยอดการผลิตประมาณ 2,900 คัน ซึ่งคำว่า Diablo หมายถึง “ปีศาจ” ในภาษาสเปน

แต่ไฟหน้าแบบ Pop-Up แบบนี้ ไม่ปลอดภัยแก่ผู้เดินถนน (เวลาโดนชน) เอาเสียเลย ค่ายรถแต่ละค่ายต้องทยอยปรับเปลี่ยนกันเป็นแถว ส่วน Lamborghini นึกไม่ออกว่าจะปรับโฉมหน้าตาเจ้า Diablo อย่างไรดี ในปี 1998 ก็เลยขอยืมไฟหน้าของ Nissan Fairlady Z (Z33) มาใส่เลยละกัน ดูลงตัวดีด้วย

BMW-E21-Venturi-400GT

10. ไฟท้าย BMW E21 ใน Venturi 400GT

Venturi (เวนทูรี่) ค่ายรถสปอร์ตจากฝรั่งเศส (ในอดีต) จาก 2 วิศวกร Claude Poiraud และ Gérard Godfroy ก่อตั้ง MVS (Manufacture de Voitures de Sport) เพื่ออยากให้ฝรั่งเศส มีรถแนว GT เหมือนรถของประเทศอื่นๆ บ้าง ในปี 1984

และมีรถที่แรงที่สุดในค่ายอย่าง Venturi 400GT ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 ของ PRV รีดแรงม้าออกมาได้ 408 ตัว ทำความเร็วได้สูงสุด 290 กม./ชม.

ที่ค่ายรถที่เคยมีคนไทย (เจ้าของบริษัท เบนซ์ศรีนครินทร์ หรือ นิช คาร์ ในปัจจุบัน) ซื้อมาเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ช่วงสั้นๆ แต่เกิดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี บริษัทนี้ก็ล้มไปอีกรอบ ปัจจุบันกลายเป็นของ Gildo Pallanca Pastor คนสัญชาติโมนาโกซื้อไปตั้งแต่ปี 2001 ตอนนี้เน้นไปทางรถยนต์ไฟฟ้า และ Formula E มากกว่า

สำหรับ Venturi Coupe, Venturi 260, Venturi 400GT หรือ ได้หยิบยืมชุดปัดน้ำฝนมาจาก Mercedes-Benz มาใส่ มันก็ดูลงตัวดีนะ พร้อมกับไฟท้ายจาก BMW Series-3 (E21) ส่วน Venturi Atlantique หยิบยืมชุดไฟท้ายมาจาก Ford Sierra Sapphire

แล้วคุณล่ะ คิดว่าแต่ละอย่างที่หยิบยืมมาใส่ “ลงตัว” พอแล้วหรือยัง?

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก :

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

เมื่อผู้ซื้อไปดูรถจริงแล้วต้องมีจุดที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจรถ บทความนี้ทาง CARRO จะนำเสนอในส่วนของอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญ

ในการใช้งานรถ ซึ่งถ้าจะซื้อมือสองดีๆ มาใช้สัก 1 คัน อุปกรณ์พื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้งานได้ดี เพื่อให้ผู้ที่ซื้อนำรถไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องไปเสียเวลาเก็บงานภายหลัง หรือไปเสียกลางทางซะก่อนครับ

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

1. ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต้องติดครบ

ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรค และไฟแจ้งเตือนต่างๆ ภายในรถ เป็นสิ่งสำคัญในเวลาขับขี่รถยนต์ ซึ่งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟเบรค จำเป็นมาก สำหรับการขับขี่ส่วนไฟแจ้งเตือนต่างๆ ภายในรถ เป็นการแจ้งเตือนเพื่อบอกผู้ขับขี่ถึงสถานะของตัวรถ ว่ามีอะไรที่ผิดปกติในส่วนของเครื่องยนต์ หรือตัวรถหรือไม่

Tips :: ไฟเตือนต่างๆ โดยเฉพาะเตือนความร้อนเครื่องยนต์สำคัญมาก (โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีมาตรวัดความร้อน) ถ้าใช้งานไม่ได้ อาจส่งผลรุนแรงต่อเครื่องยนต์ อาจทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินค่าถึงขั้นยกเครื่องใหม่ได้

2. ยางรถยนต์ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ลักษณะยางรถยนต์ ที่ควรอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ดอกยางต้องลึก หน้ายางต้องไม่มีรอยบาดบวมแตกตำ ดูปีผลิตไม่ให้เก่าเกินอายุการใช้งาน โดยอายุการใช้งานของยาง ดีที่สุดไม่ควรเกิน 2 ปี เพราะฉะนั้น ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนยางใหม่ ควรดูสภาพยางเดิมก่อนนำรถไปใช้งาน

Tips :: ยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่ควรอยู่ในลำดับต้นๆ ของรายการสิ่งที่ควรจะเปลี่ยน หลังจากซื้อรถมาแล้ว กรณีที่หน้ายางเริ่มบางมาก จนถึงจุดวัดสามเหลี่ยม หรือเริ่มมีเนื้อยางล่อน มีอาการยางบวมให้เห็น ก็ควรรีบไปเปลี่ยนยางใหม่ดีกว่า เพราะถ้าเจอพื้นถนนลื่นๆ อาจต้องใช้ท้ายรถคันหน้าเป็นที่หยุดรถแทน

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

3. แอร์ต้องเย็น!!

ใช้รถในเมืองไทย เครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ติดรถยนต์ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ลองทดสอบเปิดแอร์ และดูว่า “เย็นฉ่ำ” หรือไม่ย้ำว่าต้อง “เย็นฉ่ำ” และแรงลมต้องแรง ใช้งานได้ทุกระดับ เป็นไปด้วยควรเช็คไปถึงระบบแอร์ เช่น ตู้แอร์ คอมเพรสเซอร์แอร์ คอยล์ร้อน ท่อทางเดินน้ำยาแอร์ พัดลมแอร์ ฯลฯ สภาพต้องพร้อมใช้งาน ไม่มีรั่ว ซึม หรือกำลังอัดตก

Tip :: เมื่อดูรถมือสอง ลองสตาร์ทรถและเปิดแอร์ เปิดที่ระดับแรงสุด ของแอร์เพื่อดูการทำงาน เอามืออังที่ช่องลม ว่ามีลมแอร์ออกปกติหรือไม่ หรือมีกลิ่นหรือเปล่า ยิ่งถ้าซื้อรถมือสองอายุมากๆ หรือรถมือสองสภาพแย่ๆ หน่อย ส่วนมากระบบแอร์มักจะมีปัญหา

4. พวงมาลัยจะช่วยบอกทุกอย่าง

พวงมาลัย เป็นอุปกรณ์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคนขับและช่วงล่างของรถ เมื่อได้ทดลองขับไม่ต้องขับเร็ว ให้ค่อยๆ ขับ เพื่อให้สามารถสังเกตุพฤติกรรมของรถได้ หามีเสียง ก๊อกแก๊กจากช่วงล่างนั้นแสดงว่าช่วงล่างอาจหลวม ทำให้สะท้านมาถึงพวงมาลัยได้ หรือเลี้ยงซ้าย-ขวาสุด แล้วมีเสียงดังแต๊กๆ นั่นก็อาจมีอาการที่เพลาขับรั่วซึม หรือยางหุ้มเพลาขับขาดได้เช่นกัน

Tips :: เวลาลองรถ อย่าลองโดยการขับเร็ว เพราะไม่รู้เลยว่ารถที่ลองขับนั้น อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากแค่ไหน อาจเป็นอันตรายได้

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

5. ลองเข้าเกียร์

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ลองเข้าเกียร์และสังเกตให้ดีจังหวะที่รถเริ่มเคลื่อนที่ ว่ารถมีอาการสั่น กระตุกหรือไม่ หรือว่าเวลาเปลี่ยนเกียร์ นั้นเข้าเกียร์ยากนั้น แสดงว่าเกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้ว

ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ วิธีสังเกตง่ายๆ คือ อาการของรถเมื่อเหยียบเบรกและเข้าเกียร์ D ไว้ถ้ารถมีอาการกระตุกเหมือนจะดับ หรือสั่นๆ หรือต้องรอสักพักถึงจะออกตัวได้ นั้นแสดงว่าเกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้วแหละ

Tips :: ส่วนของเกียร์เป็นส่วนสำคัญและแพง!! ถ้าได้รถที่มีปัญหาเรื่องเกียร์มา อาจต้องเตรียมเงินไว้ซ่อมที่แพงกว่าอะไหล่ส่วนอื่นๆ เพราะฉะนั้น ทดสอบเรื่องเกียร์ให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

6. ทดสอบระบบเบรก

อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของรถยนต์ คือระบบเบรกของรถ ที่จะซื้อควรมีการทดสอบการทำงานของเบรกว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ โดยการทดลองขับ ช้าๆ และลองย้ำเบรกเบาๆ ถ้าเบรกอยู่ หยุดสนิทก็แสดงว่าเบรกยังอยู่ในสภาพดี แต่ถ้าเยรกแล้วมีเสียงดังเอี้ยดอ๊าด นั่นหมายถึงจานเบรกเริ่มสึกเป็นรอยมาก หรือผ้าเบรกเริ่มหมด จนเหมือนกับเหล็กสีกัน ถ้ามีก็ต้องเตรียมงบไว้เจียรจานเบรก เปลี่ยนจานเบรก หรือเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่

นอกจากนี้ควรจะก้มดูที่ระบบเบรกที่ล้อทั้งสี่ล้อด้วย ว่าความหนาของผ้าเบรกเหลือเท่าไหร่ (ในกรณีของดรัมเบรกล้อหลัง เช็คยากหน่อย เพราะต้องถอดล้อแกะดุมออกมาดู) มีรอยรั่วซึมของน้ำมันเบรกตามท่ออ่อนหรือไม่ เพราะถ้ามีก็แสดงว่าเบรกมีปัญหา

Tips :: ราคาเบรกรถยนต์ ราคาอะไหล่ อาจจะไม่สูงเท่าราคาอุปกรณ์อื่นๆ แต่การเลือกรถที่มีระบบเบรกที่สมบูรณ์มากที่สุดด้วยวิธีการตรวจสอบง่ายๆ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

7. สตาร์ทติดง่ายๆ และเครื่องยนต์ต้องนิ่งเงียบ

การสตาร์ทเครื่องเพื่อดูสิ่งผิดปกติต่างๆ ของอุปกรณ์ ในรถแต่ละกัน แค่บิดกุญแจสตาร์ททีเดียว แล้วเครื่องยนต์สามารถติดได้ทันที น้้นแสดงว่าระบบไฟที่ถูกจ่ายมาจากแบตเตอรี่ มายังไดสตาร์ทเพื่อสตาร์ท ยังอยู่ในสภาพที่ดีใช้งานได้

ไม่ต้องบิดกุญแจลากยาวๆ กว่าจะติด เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วก็ให้ไปดูที่เครื่องยนต์ขณะทำงานอยู่ ว่าเครื่องยนต์เดินเรียบนิ่งหรือไม่ มีอาการสะดุด มีรอบเครื่องไม่นิ่ง ตอนติดเครื่องไว้หรือเปล่า

Tips :: เครื่องยนต์อาจมีบางอย่างผิดปกติ อาจต้องมีการซ่อมแก้ไขภายหลังจากซื้อไปแล้ว เพราะฉะนั้นเลือกรถที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เครื่องยนต์เดินเรียบ นิ่ง ดีที่สุด อย่าเสี่ยงที่จะซื้อรถแล้วไปซ่อมดีกว่า เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นสายนักปั้นรถเก่า ฮ่า ฮ่า

ทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของ วิธีการเลือกซื้อรถมือสอง เพื่อให้ได้รถมือสองคุณภาพ อุปกรณ์พื้นฐานในการขับขี่ เพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัย และไม่ต้องซ่อมนู่นนี่กันอยู่เรื่อย เมื่อตัดสินใจซื้อรถมาแล้ว

แต่ส่วนสำคัญของการซื้อรถมือสองอีกอย่างคือการ ตรวจสภาพรถ ที่โครงสร้างว่าเคยมีการชนหนักมาหรือไม่ ตรงส่วนนี้อาจจำเป็นต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญที่มีให้บริการ ตรวจสภาพรถยนต์ เพราะช่างผู้เชี่ยวชาญ จะทราบว่า ตรวจสภาพรถ ตรวจอะไรบ้าง ที่สำคัญและจะช่วยให้ท่านได้รถมือสองคุณภาพดี

แต่ทุกปัญหาเหล่านี้ ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ แต่อยากซื่้อรถมือสองสักคัน ไม่ต้องห่วงเลย เพราะ “CARRO Automall” แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถคันเดิม ไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai