8-Cars-From-Waste-Concept-Car-Project

ขึ้นชื่อว่าเป็น “จินตนาการ” ของมนุษย์แล้ว ล้วนไร้ขีดจำกัด ไร้ขอบเขต การสรรค์สร้างงานของมนุษย์ ในวงการที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ ของการ “ออกแบบรถ” ถ้าหากเราจะตั้งใจผลิตรถออกมาจำหน่ายสักรุ่นแล้ว ก็จะต้องผ่านการออกแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เริ่มตั้งแต่บนกระดาษ ไปจนถึงหุ่นดินเหนียว (Clay Model) จนรถเสมือนจริงในอัตราส่วนเท่าของจริง หรือใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการ “สร้าง” ชิ้นส่วนต้นแบบที่ผลิตจากผงหรือเรซินเหลว โดยการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ร่วมกับข้อมูลทางคณิตศาสตร์และเลเซอร์ดิจิทัล

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นที่เราจะขายนั้น ชอบในสิ่งที่เรานำเสนอหรือเปล่า ด้วยความคิดนี้ “รถต้นแบบ” จึงเกิดขึ้นมา เพื่อที่จะเป็นการฟังเสียงของลูกค้า และเสียงของผู้บริหารบริษัทรถยนต์ไปในตัว

รถบางรุ่น มีเสียงตอบรับดีจากมวลชน แต่ก็ต้องเอาไปปรับปรุงให้ถูกใจ แต่รถบางรุ่น ดีไซน์ออกมาแล้ว ดันไม่ถูกใจผู้บริหารในบริษัทตัวเองซะงั้น ก็เลยต้องเก็บไอเดียเอาไว้ หรือไม่ก็ … ค่ายคู่แข่งมาเห็นแล้วกลับถูกใจ ผลิตออกมาขายเองซะเลย!

MR.CARRO จะมาเสนอ 8 รถต้นแบบที่เจ้าของแบรนด์ไม่สน กลายเป็นรถรุ่นปัง! ในแบรนด์คู่แข่งครับ

Audi-Quartz-Alfa-Romeo-GTV

1. Audi Quartz (1981) มาเป็น Alfa Romeo GTV (1994)

Audi Quartz เป็นรถต้นแบบที่ทำขึ้นมาโดยสำนัก Pininfarina ด้วยฝีมือของ Enrico Fumia เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับนิตยสารรถ Automobil Revue ในวาระครบรอบ 75 ปี ด้วยตัวถังรถแบบคาร์บอนไฟเบอร์ และใช้ไฟหน้าแบบ Projector เป็นคันแรกของโลก ตัวรถมีขนาดที่สั้นกว่า Audi Quattro ประมาณ 30 เซนติเมตร และน้ำหนักเบากว่า 90 กิโลกรัม

แต่ภายหลัง Enrico Fumia ก็เอาไอเดียของตัวเองตอนยังอยู่กับสำนัก Pininfarina นั่นล่ะ ไปออกแบบรถร่วมกับทาง Alfa Romeo จึงได้ออกมาเป็นรถรุ่น Spider ในปี 1993 และ GTV ในปี 1994 ซึ่งก็สังเกตได้ว่าเส้นสายรูปทรงนั้นดูคล้ายกันมาก

Bertone-Pirana-Lamborghini-Espada

2. Bertone Pirana (1967) มาเป็น Lamborghini Espada (1968)

นักออกแบบรถ Marcello Gandini ออกแบบรถต้นแบบ Bertone Pirana เพื่อให้หนังสือพิมพ์ Daily Telegraph ที่กำลังมีไอเดียเกี่ยวกับ “รถแนวคิด” พร้อมกับนำออกโชว์ในงาน London Motor Show เมื่อปี 1967 โดยเป็นรถที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Jaguar E-Type พร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.2 ลิตร ของ Jaguar

แต่กลายเป็นว่า Marcello Gandini เอาไอเดียที่ออกแบบไปพัฒนารถกับ Lamborghini ซึ่งถูกใจสิ่งนี้ จึงนำรถรูปทรงแบบนี้ ไปต่อยอดออกมาเป็น Lamborghini Espada รถสปอร์ตแบบ Grand Touring Coupé ที่หายากและราคาแพงมากในบ้านเรา

BMC-1800-Aerodynamic-Sedan-Citroen-CX

3. BMC 1800 Aerodynamic Sedan (1967) มาเป็น Citroën CX (1974)

สำหรับรถต้นแบบ BMC 1800 Berlina Aerodynamic ที่ถูกออกแบบขึ้นมาโดยสำนัก Pininfarina ภายในฝืมือของ Leonardo Fioravanti ด้วยรูปแบบอิตาเลียนสไตล์ ฉีกแนวจากรถแบบ 2 BOX ทั้งปวง สไตล์ Fastback เพื่อนำเสนอให้กับทาง BMC แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองในเวลานั้น

Robert Opron นักออกแบบรถชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานอันโด่งดังหลายรุ่นกับรถค่าย Citroen (ซีตรอง) ตาดีไปเห็นรถต้นแบบคันนี้ เออ มันเข้าท่าดีแฮะ เลยไปจัดการออกแบบรถให้กับ Citroen จนได้ออกมาเป็นรถรุ่นดังหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่น GS ในปี 1970, CX ในปี 1974 รวมไปถึงยี่ห้ออื่นๆ ที่เห็นแล้วก็ต้องทำตามบ้าง เช่น AlfaSud ในปี 1971 และ Lancia Beta ในปี 1972

ส่วน BMC ภายหลังต้องนำแนวคิดนี้มาใช้ แต่ก็ช้าที่สุด ออกมาเป็นรถ Rover 3500 (หรือ Rover SD1) ในปี 1976

Lamborghini-P132-Cizeta-Moroder-V16T

4. Lamborghini P132 (1985) มาเป็น Cizeta-Moroder V16T (1991)

ย้อนไปช่วงกลางยุค 80 รถตรากระทิงดุอย่าง Lamborghini ตกอยู่ในมือของพี่น้องตระกูล Mimran ได้แก่ Jean Claude และ Patrick Mimran ผู้แจ้งเกิดให้ Lamborghini Countach เป็นที่รู้จักของชาวโลก ต่อมาได้ให้ Marcello Gandini คนเดิม ออกแบบรถต้นแบบ Lamborghini P132 ขึ้นมา ก่อนที่ Lamborghini จะถูกขายให้กับ Chrysler ในปี 1987

Marcello Gandini เห็นว่าทาง Lamborghini จะมุ่งไปพัฒนารถรุ่น Diablo ด้วยทีมงานของ Chrysler เองแล้ว ผลงานที่ตัวเองออกแบบไว้ จึงนำไปใช้กับรถที่ชื่อว่า Cizeta-Moroder V16T ร่วมกับทาง Claudio Zampolli แทน

Italdesign-Lucciola-Daewoo-Matiz

5. Italdesign Lucciola Concept (1993) มาเป็น Daewoo Matiz (1998)

Italdesign Lucciola Concept เป็นผลงานที่ออกแบบโดย Giorgetto Giugiaro เจ้าสำนัก Italdesign เพื่อนำเสนอถึงแนวคิดของ Fiat 500 ใหม่ในอนาคต เป็นรถต้นแบบที่ใช้พลังงานไฮบริดแบบ 4 ที่นั่ง มีหลังคาผ้าใบเปิดได้ กับเครื่องดีเซลที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งที่ล้อหลัง ในการขับเคลื่อน 2 ลูก ให้พลัง 7 กิโลวัตต์ ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

หากชาร์จจนเต็ม 8 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ถึง 50 กิโลเมตร

แต่ Fiat ไม่สนใจ Italdesign จึงเอาไปเกลาใหม่ให้กับทาง Daewoo จนออกมาเป็น Daewoo Matiz แทน!

Matra-Concept-P17-Renault-Espace

6. Matra Concept P17 (1979) มาเป็น Renault Espace (1984)

Matra Concept P17 รถ MPV รุ่นแรกของ Renault Espace นั้นเกิดจากการออกแบบของ Fergus Pollock นักออกแบบรถชาวอังกฤษที่เข้ามาทำงานให้กับกลุ่ม Rootes (หรือ Chrysler UK) ที่มีบริษัทรถในเครืออยู่หลายยี่ห้อ ในช่วงปลายยุค 70 ซึ่งบริษัทในเครืออย่าง Simca ของฝรั่งเศส และ Talbot ของอังกฤษ ต้องการเข้าสู่ตลาดรถ MPV ในยุโรป จึงได้ออกแบบ “Supervan” โปรเจคนี้ขึ้นมา พร้อมชิ้นส่วนจาก Simca 1307

แต่ทว่า แผนการถูกล้มเลิกไปซะก่อน แนวคิดนี้ถูกขายไปให้กับกลุ่ม PSA (Peugeot และ Citroen) กลับไม่สนใจ ภายหลัง Renault จึงสนใจและนำไปพัฒนาเป็นรถของตัวเองอย่าง Renault Espace

Volvo-Tundra-Concept-Citroen-BX

7. Volvo Tundra Concept (1979) มาเป็น Citroen BX (1982)

Marcello Gandini เจ้าเก่า ได้รับการว่าจ้างจาก Volvo ผ่านทาง Bertone ให้ออกแบบรถสักรุ่นที่ประสบความสำเร็จเหมือน Volvo 340 แต่ Volvo กลับไม่ถูกใจอย่างมากเลย

ภายหลัง Gandini จึงรวมเอารถต้นแบบ Reliant FW11 Concept (1977) พร้อมกับ Volvo Tundra Concept ไปใช้ในการออกแบบ Citroen BX ใหม่ จนกลายเป็นรถที่ดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลกอีกรุ่น

Jaguar-Kensington-Daewoo-Leganza

8. Jaguar Kensington (1990) มาเป็น Daewoo Leganza (1997)

เมื่อการดีไซน์ของ Italdesign Giugiaro นำเสนอผลงานรถให้กับแบรนด์แดนผู้ดีอย่าง Jaguar Kensington เพื่อไปพัฒนาเป็น Jaguar XJ แต่ถูกปฏิเสธ ตอนหลังกลับกลายเป็นรถที่ถูกโอนสัญชาติไปผลิตเป็นรถเกาหลีใต้ซะงั้น ในยุคที่ค่ายรถในเกาหลีใต้พยายามจะบุกตลาดโลกเมื่อยุค 90 กับวิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือการจ้างสำนักออกแบบรถ เอารถที่ดูแล้วถูกใจ เข็นออกมาขายได้จริง

อย่างน้อยๆ Daewoo ก็ได้รับการออกแบบรถจากสำนักนี้มาหลายรุ่น ล้วนโดดเด่นด้วยกระจังหน้ารถ ที่เหมือนกับจมูก ….. แถมได้ตัวรถที่คล้ายกับ Lexus GS ที่เคยให้ทาง Italdesign Giugiaro ออกแบบมาก่อนหน้า ก่อนจะพัฒนามาเป็น Jaguar Kensington แต่ถูกเขี่ยทิ้ง จนกลายมาเป็น Daewoo Leganza

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

หากเราย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000 ตอนนั้นหลายกำลังตื่นเต้นกับความเป็นยุค “มิลเลนเนียม” หรือ “สหัสวรรษใหม่” และ “Y2K” กันเอามากๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นในอดีตก็ยังถือว่ามีราคาที่แพงมากในการเข้าถึง เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์หรูๆ จากญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่ต้องเรียกว่ามีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นหลายคนอาจจะยังเป็นเด็ก อาจจะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่สามารถเป็นเจ้าของรถได้ ก็ต้องเก็บความอยากได้ ความชื่นชอบ เอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไป 20 ปี (ปี 2563) รถหรูระดับ Mid-Size หรือ Full-Size เหล่านี้ ราคาก็ตกลงมามากแล้ว บางคันอาจจะถูกแบบเหลือเชื่อ ถูกกว่ารถ Eco-Car ในปัจจุบัน หรือราคาต่ำกว่าแสนด้วยซ้ำไป! แต่ว่าจะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ ยังน่าเล่นในยุคนี้บ้าง MR.CARRO รวบรวมมาให้ชมกัน …

2000-Audi-A6

ภาพจาก Benny Thanutpon

1. Audi A6 2.4 Tiptronic ราคา 2,720,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

สำหรับ Audi A6 (ออดี้ เอ6) ในรหัสรุ่น C5 ก็นับว่าเป็นรถยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2542 ซึ่งในเวลานั้น บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย Audi A6 รุ่นนี้ ขุมพลังแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร V6 DOHC 30 วาล์ว 165 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

มีตัวเลือกทั้งรุ่นขับหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และแบบ Avant ให้เลือก โดยเป็นการนำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2543 จึงเพิ่มรุ่นประกอบในประเทศด้วย

2000-BMW-523-iA

ภาพจาก ซื้อขายรถยนต์นำเข้า รับจำนำรถยนต์

2. BMW 523iA (MY2000) ราคา 2,999,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 140,000 – 170,000 บาท

BMW Series 5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) รหัส E39 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เป็นรุ่นสุดท้ายที่ ยนตรกิจ ขายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ของ BMW จากเยอรมนี จะเข้ามาสานการขายต่อในปี 2541

สำหรับ BMW 523iA ในเวลานั้นถือว่าเป็นรถที่ขายดีมาก ภายในหรูหรา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ 184 แรงม้า

2000-BMW-730iAL

ภาพจาก Boyd Saharat

3. BMW 730iAL ราคา 7,083,400 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 300,000 บาท

BMW Series 7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รหัส E38 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทคในราคาที่แพงระยับในยุคนั้น โดยในรุ่นย่อย 730iAL จัดเป็นรุ่นที่มีระยะฐานล้อยาวเป็นพิเศษ นั่งสบายดั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ในราคามือสองที่ถูกกว่าอีโคคาร์ สำหรับท่านประธานขี้เมื่อยโดยเฉพาะ

สำหรับรุ่นนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส M60B30 แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว 215 แรงม้า

2000-Citroen-XM

ภาพจาก Motor 1

4. Citroen XM 3.0i V6 24 V ราคา 3,300,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท

Citroen XM (ซีตรอง เอ็กซ์เอ็ม) กลายเป็นรถที่คนเล่นกันเฉพาะกลุ่มไปแล้ว สำหรับ XM ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราในแบบฝรั่งเศส ช่วงล่างแบบระบบไฮแดรกทีฟ ใช้เซ็นเตอร์ 5 ตัว คอยตรวจจับการทำงาน และปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพถนนได้ ให้ความนุ่มนวลมากถึง 85% ตลอดระยะทางการขับขี่ เกาะถนน

เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2534 มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร, ขนาด 3.0 ลิตร และแบบ Break แวกอน ส่วนในรุ่น 3.0 ลิตร ที่เรานำมาเสนอนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ZPJ แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า

2000-Lexus-LS

5. Lexus LS400 ราคา 6,580,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 250,000 – 320,000 บาท

Lexus LS400 (เลกซัส แอลเอส 400) ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น “ไม่ใช่แค่รถยนต์ เลกซัส ยานยนต์ปฏิวัติ” เพื่อลุยตลาดโลกของ Lexus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Toyota Celsior (โตโยต้า เซลซิเออร์) เป็นรถรุ่นแรกที่ Toyota เลือกใช้แบรนด์ Lexus ส่งไปลุยตลาดยุโรป และอเมริกา ก่อนจะเปิดตัวขายในบ้านเราเป็นรุ่นชูโรงเมื่อปี 2535

ส่วนในรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 2 (ที่พัฒนามาจากเจนฯ แรก) เผยโฉมกันในปี 2540 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร รหัส 1UZ-FE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว VVT-i 290 แรงม้า แถมยังมีระบบความปลอดภัยเพียบ ทั้งระบบเบรก ABS/EBD ระบบการควบคุมการทรงตัว VSC และระบบยึดเกาะถนน TRC เป็นต้น

2000-Mercedes-Benz-E-240

ภาพจาก Seven Car

6. Mercedes-Benz E 240 ราคา 3,950,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 330,000 บาท

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัส W210 ขวัญใจอาเสี่ยในยุค 90 ที่ตอนนี้ราคาถูกกว่าอีโคคาร์ซะอีก แต่ได้ขับหรือนั่ง ก็ดูเท่กว่าเห็นๆ โดยในบ้านเราก็มีเจ้า เบนซ์ ตากลม รุ่นนี้ให้เลือกกันอยู่หลายรุ่นย่อย แต่ที่เรายกมาคันนี้ คือรุ่นย่อยที่แพงที่สุดในปี 2543 ซึ่งในบ้านเรามีทั้งรุ่นประกอบในประเทศ และรุ่นนำเข้าอย่าง E 240 2.6

สำหรับ E 240 ใช้ขุมพลังขนาด 2.4 ลิตร รหัส M112.911 แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า และในตัว E 240 2.6 เป็นแบบขนาด 2.6 ลิตร แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

2000-Mercedes-Benz-S-500-L

7. Mercedes-Benz S500L ราคา 13,100,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 580,000 – 700,000 บาท

Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) รหัส W220 ที่สุดของความหรูหรา สำหรับ “ท่านประธาน” เท่านั้น! ขายในไทยตั้งแต่ปี 2541 มีรุ่นยอดนิยมในตลาดรถมือสอง อาทิเช่น S280, S 320 L และ S 500 L โดยรุ่นแพงที่สุดคงต้องเป็นรุ่นย่อย “S 500 L” ฐานล้อยาว สำหรับท่านประธานที่ชอบความสบายของการยืดขาสุดๆ มีเฉพาะรถนำเข้าเท่านั้น ในราคาออกใหม่หลักสิบล้าน! แต่ตอนนี้ราคาเท่าอีโคคาร์!

สำหรับ S 240 ใช้ขุมพลังขนาด 5.0 ลิตร รหัส M113 E50 แบบ V8 SOHC 24 วาล์ว 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 460 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เรียกว่าแรงสั่งได้เลยทีเดียว!

2000-Peugeot-605

8. Peugeot 605 SV 3.0 ราคา 2,275,890 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 บาท

Peugeot 605 (เปอโยต์ 605) อันนี้จัดว่าเป็นรถในระดับ Executive Car “The Leader of the Lions” รถธงของค่ายเปอโยต์ อันน่าภาคภูมิใจอีกรุ่น แม้ว่าคนเล่นรถส่วนใหญ่จะลืมไปแล้วก็ตาม … สำหรับ 605 ซึ่งในไทยมีขายทั้งรุ่นแรก และโฉมไมเนอร์เชนจ์เลย ซึ่งในตลาดโลกรุ่นนี้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 แต่ในราคาที่ทาง MR.CARRO อ้างอิงมา ในปี 2543 ยังคงมีขายเหลืออยู่ครับ

บ้านเรามีทั้งรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 130 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Citroen XM นั่นแล …

2000-Toyota-Crown-Royal-Saloon

9. Toyota Crown 3.0 Royal Saloon เบาะหนังแท้ ราคา 3,750,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 350,000 บาท

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจเนอเรชั่นที่ 11 สะท้อนศักดิ์ศรี แห่งความเป็นเลิศ ในแบบฉบับญี่ปุ่น เป็นรถยอดนิยมของผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2543 มีทั้งรุ่น Royal Saloon เบาะผ้า และรุ่นเบาะหนังแท้ หรูหราในแบบญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ETCS-i (Electronic Throttle Control System Intelligent) ช่วยให้การขับขี่ที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ทำงานเต็มกำลังและประหยัดน้ำมัน

2000-Volvo-S80

10. Volvo S80 ราคา 2,980,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

Volvo S80 (วอลโว่ เอส80) ความหรูหราเรียบง่ายแบบสวีเดน ผสานกับการใช้สอยที่ลงตัว โดยโฉมนี้บ้านเราเปิดตัวในปี 2543 มีดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Volvo รุ่นที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้

โฉมนี้ในบ้านเรามาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.3 ลิตร รหัส B5234T7 แบบ 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว Light Pressure Turbo 193 แรงม้า

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ราคารถมือสอง 10 รุ่นข้างต้นนี้ เป็นราคารถยนต์มือสองที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาของราคารถมือสอง ในปี 2543

  • นิตยสารวัฏจักรรถ 2000 ปีที่ 11 (1) ฉบับที่ 597 (44) วันจันทร์ที่ 6 – 13 มีนาคม 2543