10-Cheapest-EV-Cars-In-Thailand

ในยุคปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ Electric Vehicle (รถ EV) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการยานยนต์โลก และวงการยานยนต์ไทย ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างมากจากผู้ใช้รถยนต์ในบ้านเรา ทำให้เกิดกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น จากที่เคยเป็นรถมีราคาแพงมาก ก็เริ่มได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในด้านภาษี หรือเรื่องจุดชาร์จไฟ และการดูแลรักษา หลายคนจึงไม่ลังเล ที่จะลองซื้อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ มาใช้งานดูบ้าง

ส่วนถ้าใครกำลังอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปถอยรถยนต์ไฟฟ้ามาลองใช้ดูบ้าง ใหม่ต้อนรับปี 2021 ลองมาขายกับ CARRO Express ดูสิ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

MR.CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกสุด ประจำปี 2020 – 2021 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

Takano-Auto-Thailand-2020

1. Takano TTE500 ราคา 438,000 บาท

Takano (ทากาโน่) TTE500 นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกสุดในไทยตอนนี้ โดยรถกระบะไฟฟ้าขนาดจิ๋วคันนี้ พาคุณไปได้ทุกที่ สามารถรับน้ำหนักในการบรรทุกได้มากถึง 300 กิโลกรัม

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ 12V 125 แอมป์ ขนาด 6 ลูก ใต้พื้นกระบะหลัง และเครื่องยนต์เบนซินขนาดจิ๋วช่วยปั่นไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ ให้ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 100-120 กิโลเมตร โดยใช้เงินเพียง 30 บาท และทำความเร็วได้สูงสุด 60 กม./ชม.

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบกระแสตรง 6.7 แรงม้า แบบ 12V 125 Amp X 6 ความจุ 11 kWh 72 – 80 V 100 – 120 กิโลเมตร

FOMM-One-2019

2. Fomm ONE ราคา 599,900 บาท

FOMM One (ฟอมม์ วัน) เป็นรถไฟฟ้า 4 ที่นั่ง ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เหมาะสำหรับใช้งานในเมืองมาก พร้อมจดทะเบียน

ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ In-wheel ขนาด 5 kW จำนวน 2 ตัว ให้แรงบิดรวมสูงสุด 560 นิวตัน-เมตร สามารถชาร์จไฟจนเต็ม (0-100%) ในเวลา 6 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางมากถึง 160 กิโลเมตร และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 80 กม./ชม. เลยทีเดียว

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ In-Wheel 5 กิโลวัตต์ X 2 (13.4 แรงม้า) 280 นิวตัน-เมตร X 2 แบบ Lithium-Manganese ความจุ 2.96 kWh 160 กิโลเมตร

BYD-M3

3. BYD T3 ราคา 999,000 บาท

BYD T3 (บีวายดี ที3) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นบนพื้นฐาน Nissan B Platform (หรือ Nissan NV200) เป็นรถตู้ทึบ ใช้งานในเชิงพาณิชย์

และยังมีแยกออกเป็นรุ่น M3 แบบรถอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งให้เลือก ในราคา 1,059,000 บาท และรุ่น 7 ที่นั่ง ในราคา 1,089,000 บาท สามารถรองรับสัมภาระได้มากถึง 1,800 ลิตร (ในรุ่น 5 ที่นั่ง) และ 3,800 ลิตร (ในรุ่น 2 ที่นั่ง รถตู้ทึบ)

มาพร้อมด้วยระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ด้วยมอเตอร์ 70 kWh พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 300 กม. (คำนวณจากที่รวมน้ำหนักบรรทุก 700 กก. หรือเทียบเท่ามีผู้โดยสาร 7 คน) อัตราการสิ้นเปลือง 1 kWh : 6 กม. เทียบเท่ากับ กม.ละ เพียง 0.833 บาท ซึ่งประหยัดกว่าค่าน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 3 เท่า

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ AC Permanent Magnet Synchronous Motor 94 แรงม้า 180 นิวตัน-เมตร แบบ NCM ความจุ 50 kWh กำลังไฟ DC 40 kW / AC 6.6 kW 300 กิโลเมตร

MG-ZS-2020

4. MG ZS EV ราคา 1,190,000 บาท

MG ZS EV (เอ็มจี แซดเอส อีวี) นับว่าเป็นรถยนต์ Crossover SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่นำเข้าจากจีนมาขายในบ้านเรา ซึ่งขายดีมากตั้งแต่เปิดตัวไปในปีที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบพิเศษ สีฟ้า Copenhagen Blue กระจังหน้าทันสมัย พร้อมติดตั้งจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า และล้ออัลลอยใหม่ขนาด 17 นิ้ว ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัย พร้อม Advanced Driver-Assistance Systems ครบครัน

ภายในห้องโดยสารใช้โทนสีดำ ชุดคอนโซลหน้าใช้วัสดุนุ่มแบบ Soft Touch ดูหรูหรามีระดับ พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วได้ และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และยังโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบ Panoramic Sunroof

ขุมพลังใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh ที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า พร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ ได้ถึง 3 ระดับ โดยการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 337 กิโลเมตร รองรับการชาร์จไฟทั้งแบบ Normal Charge ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง และแบบ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาที และยังสามารถวิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ถึงกว่า 40 ซม.

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor 150 แรงม้า 350 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 44.5 kWh 337 กิโลเมตร

Hyundai-Ioniq-2020

5. Hyundai Ioniq Electric ราคา 1,749,000 บาท

Hyundai Ioniq Electric (ฮุนได ไอออนิค อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถเกาหลี ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion Polymer (LiPo) ความจุ 28 kWh ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.9 วินาที (โหมด Sport) และ 10.2 วินาที (โหมดปกติ) ทำความเร็วสูงสุดได้ 165 กม./ชม.

ระบบชาร์จไฟของ Ioniq Electric สามารถชาร์จได้ 3 แบบ ได้แก่

1. แบบทริคเคิ้ล (เต้าเสียบบ้าน) กำลังไฟ 2.3 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็ม 12 ชั่วโมง

2. แบบธรรมดา (Wall Box) กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนเต็ม 4 ชั่วโมง 25 นาที และ

3. แบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนถึงระดับ 80% ในเวลา 23 นาที สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นระยะทาง 280 กม. ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้งตามมาตรฐาน NEDC

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor 120 แรงม้า 295 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion Polymer ความจุ 28 kWh กำลังไฟ 98 kW 360V 280 กิโลเมตร

Hyundai-Kona-Electric-2020

6. Hyundai Kona Electric ราคา 1,849,000 บาท และ 2,259,000 บาท

Hyundai KONA Electric (ฮุนได โคน่า อิเล็คทริค) รถยนต์ไฟฟ้าที่ถ่ายทอด DNA ความเป็น SUV ได้อย่างลงตัว ด้วยไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์สปอร์ตแบบแยกตำแหน่ง โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบทึบ ที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์และบ่งบอกเอกลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน

ภายในตกแต่งหรูหรา พร้อมเครื่องเสียงและหน้าจอสัมผัสแบบ Floating Touch Screen รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย พื้นที่ห้องโดยสารพร้อมพื้นที่จุสัมภาระรวมถึง 373 ลิตร (VDA) นอกจากนี้เบาะที่นั่งแถวหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบปรับอุณภูมิอุ่น-เย็น อีกด้วย

ใช้แบตเตอรี่ที่ให้พลังงานมากถึง 64 kWh พุ่งทะยานด้วยแรงบิด 395 นิวตัน-เมตร แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.6 วินาที และวิ่งไปได้ไกลสูงสุดถึง 482 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ส่วนระบบเบรกยังได้ถูกปรับให้สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ ในรูปแบบของ Regenerative Breaking System

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor 136 แรงม้า 395 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion Polymer ความจุ 39.2 kWh กำลังไฟ 104 kW 327V 482 กิโลเมตร

Nissan-Leaf-2020

7. Nissan Leaf ราคา 1,990,000 บาท

Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ) “Simply Amazing” เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า “100%” และมีอัตราการปล่อยมลพิษเป็น “0” และถือเป็นรถค่ายญี่ปุ่นเจ้าแรก ที่กระโดดลงมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างจริงจัง แม้ว่าราคาของตัวรถจะยังสูงอยู่ก็ตาม

Nissan Leaf ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.9 วินาที รองรับการขับขี่เป็นระยะทาง 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 40 kWh สามารถชาร์จด้วยกำลังไฟขนาด 3.6 kW ได้ในเวลา 12 ชั่วโมง และกำลังไฟขนาด 6.6 kW ในเวลา 6 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด่วนจนถึงระดับ 80% ได้ในเวลา 40 นาที

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ AC Synchronous 150 แรงม้า 320 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 40 kWh 311 กิโลเมตร

Mini-Electric-2020

8. Mini Electric ราคา 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

MINI Cooper SE (มินิ คูเปอร์ เอสอี) ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู ในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้า

ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ล้ำสมัย มาพร้อมไฟหน้า LED พร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Power Spoke พร้อมยางรันแฟลตพิเศษเฉพาะ ฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric

ขุมพลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่ BMW Group ได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 kWh ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และมอบแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กม./ชม. ได้ภายใน 3.9 วินาที โดยมอบพลังหากชาร์จเต็มหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทาง 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่นๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน จึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่นๆ 18 มิลลิเมตร

MINI Cooper SE ยังติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะรุ่นเท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะถูกปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากเกิดการชน

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ AC Synchronous 184 แรงม้า 270 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 32.6 kWh 217 กิโลเมตร

KIA-Soul-EV-2020

9. KIA Soul EV ราคา 2,387,000 บาท

KIA Soul EV (เกีย โซล อีวี) เจเนอเรชั่นที่ 3 หลังจากที่เปิดตัวไปในไทยเมื่อช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้า เป็นรถแนว Crossover ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานร่วมกันกับ Hyundai Kona มีตัวรถที่ดูแข็งแกร่ง ใช้ไฟหน้าทรงเรียวยาว ชุดไฟท้ายแบบทรงตั้งรูปตัว L และแนวหลังคาด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบลอยตัว

ห้องโดยสารมาพร้อมไฟ Sound Mood ที่ปรับตามจังหวะเพลงที่เปิดอยู่ได้ มีจอ HUD ขนาด 8 นิ้ว จอทัชสกรีนส่วนกลางขนาด 10.25 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน พร้อมจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และระบบความปลอดภัยแบบ Drive Wise รอบคัน

ขุมพลังใช้แบบเดียวกับ KIA Niro EV ด้วยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวกำลังสูงสุด 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 395 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟภายใน 1 ชม. เท่ากับ 64 kWh รองรับมาตรฐานเทคโนโลยี Combined Charging System (CCS) พร้อมโหมดการขับขี่ถึง 4 แบบ คือ Eco, Comfort, Sport และ Eco+ เพื่อให้ใช้พลังงานได้คุ้มค่าที่สุด ส่วนระยะทางในการขับต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อยู่ที่ประมาณ 452 กิโลเมตร

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor 201 แรงม้า 395 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 64 kWh กำลังไฟ 7.2 kW 356 V 452 กิโลเมตร

Tesla-Model-3-2020

10. Tesla Model 3 ราคา 2,990,000 บาท (ราคาปกติ 3,190,000 บาท)

Tesla Model 3 (เทสลา โมเดล 3) รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก ราคาที่จับต้องได้ ที่แม้ว่าในบ้านเรา Tesla ยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง แต่ก็มีผู้จำหน่ายอิสระได้นำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ ขายกันหลายรุ่นเลยทีเดียว

ขุมพลัง มีให้เลือกทั้งแบบ Single Motor และ Dual Motor ขับเคลื่อนล้อหลัง และแบบ AWD ในรุ่น Dual Motor มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 283 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ที่มีให้เลือกทั้งแบบ Standard Range, Standard Range Plus และ Long Range ขนาด 54 kWh, 62 kWh และ 75 kWh

ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที (Single Motor) และ 4.4 วินาที (Dual Motor) ทำความเร็วได้สูงสุด 225 กม./ชม. (Single Motor) และ 233 กม./ชม. (Dual Motor) ให้ระยะทางวิ่ง 354 กิโลเมตร (Single Motor) และ 518 กิโลเมตร (Dual Motor) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (คำนวณตามมาตรฐาน EPA) โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 6 – 6.5 ชั่วโมง

สมรรถนะ (Long Range / MY2021)

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor X 2 283 แรงม้า 450 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 75 kWh 568 กิโลเมตร

Audi-e-tron-55-quattro

อันนี้แถมให้ … Audi e-tron 55 quattro ราคา 5,099,000 บาท

Audi e-tron (อาวดี้ อี-ทรอน) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากค่าย Audi ที่ทำตลาดอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวในไทยไปเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นรุ่น Audi e-tron 55 quattro ในราคา 5,099,000 บาท และรุ่น Sportback 55 quattro S Line ในราคา 5,299,000 บาท รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่งที่ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ให้กำลังรวมสูงสุด 360 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร และใน Boost Mode เพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 664 นิวตันเมตร พร้อมความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงแบบลิเธียมไออน ขนาด 95 kWh

ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.6 วินาที และ 5.7 วินาที ใน Boost Mode และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กม./ชม. ให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 385 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC (และ 411 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP) ต่อการชาร์จเต็มในแต่ละครั้ง

สมรรถนะ

มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุด แรงบิดสูงสุด แบตเตอรี่
ระยะทางวิ่งได้มากสุด (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
แบบ Asynchronous Motors X 2 300 – 408 แรงม้า 561 – 664 นิวตัน-เมตร แบบ Lithium-Ion ความจุ 95 kWh 411 กิโลเมตร

MR.CARRO หวังว่า 10 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนพฤศจิกายน 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

10-Cars-Built-By-Recycled-Parts-From-Other-Brands

การที่บริษัทรถยนต์จะสร้างรถรุ่นหนึ่งขึ้นมา ต้องระดมวิศวกร นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ วิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลนับพันล้านหมื่นล้านบาท เพื่อรังสรรค์รถออกมาขายชาวโลกกันสักรุ่น

แต่รถจากบริษัทที่มีต้นทุนไม่สูงล่ะ หรือบริษัทที่ผลิตรถสปอร์ต รถซูเปอร์คาร์ในตำนานทั้งหลาย ที่อยากสร้างรถยนต์ออกมาสักคัน แต่จะจ้างให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนออกมาใหม่ทั้งหมดเลย ต้นทุนก็อาจจะมากหลายแน่ๆ เอาชิ้นส่วนจากรถบ้าน รถราคาถูก ที่มาใส่แล้วดูลงตัว มาใช้เลยดีไหมล่ะ!

MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 รถในตำนาน ที่มีชิ้นส่วนจากรถแบรนด์อื่น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า …

Citroen-CX-Jaguar-XJ220

1. กระจกมองข้าง Citroen CX ใน Venturi Atlantique, Aston Martin Virage, Lotus Esprit (MK2), TVR Griffith, McLaren F1, Spectre R42 และ Jaguar XJ220

ถ้าจะบอกว่า กระจกมองข้างรถรุ่นอะไร ที่เหล่ารถซูเปอร์คาร์ นิยมหยิบยืมมาใช้กันมากที่สุด? ผมคงต้องยกให้ กระจกมองข้างของ “Citroen CX (ซีตรอง ซีเอ็กซ์)” นั่นล่ะครับ แต่ขอบอกว่าเป็นกระจกของ Citroen CX ในรุ่นช่วงประมาณยุค 80 ครับ

ซึ่งเจ้ากระจกมองข้างนี้ ดีไซน์ได้สวย จนเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง สำหรับสำนักผลิตรถสปอร์ตจากอังกฤษ และฝรั่งเศส ในยุค 80 และ 90 เอามากๆ รวมไปถึงในรถยี่ห้อ TVR แทบทุกรุ่น และยี่ห้อ Marcos มีเห็นใช้กันเยอะซะจนนึกว่า มันร่วงลงมาจากท้องฟ้าเลยทีเดียว!

Mazda-Astina-Aston-Martin-DB7

2. ไฟท้าย Mazda 323 Astina ใน Aston Martin DB7

Aston Martin DB7 (แอสตันมาร์ติน ดีบี7) นับว่าเป็นรถในตระกูล DB ที่ถูกพัฒนาขึ้นและออกขายในปี 1994 แต่ด้วยต้นทุนที่จำกัด บวกกับ Ford ไม่เห็นด้วยกับใช้งบพัฒนารถใหม่ ทำให้ Aston Martin จึงต้องนำ XX Project ที่จะเอาไปพัฒนา Jaguar F-Type (XJ41/42) ของ Ian Callum และ Keith Helfet ออกแบบไว้ มามาปรับปรุงแทน ซึ่ง Project นี้ก็ใช้งบไปถึง 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้ว

ซึ่ง Aston Martin DB7 จำเป็นต้องหยิบยืมที่เปิดประตูจาก Mazda MX-5, หรือสวิตซ์กระจกไฟฟ้าจาก Ford Scoprio รวมไปถึงกระจกมองข้างจาก Citroen CX และไฟท้ายจาก Mazda Astina (หรือ 323F ในยุโรป) มาใช้รถตัวเอง แต่มันก็ดูลงตัวดีนะ

Austin-Maestro-Van-Land-Rover-Discovery

3. ไฟท้าย Austin Maestro Van ใน Land Rover Discovery

แม้ว่ารถ Austin Maestro ในบ้านเราจะแทบไม่มีใครรู้จัก แต่กับ Land Rover Discovery (แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่) เป็นรถที่ขึ้นชื่อในบ้านเรามาก ในช่วงที่รถ SUV กำลังบูมในยุค 80 ตัวบริษัท Land Rover เอง ฐานะก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก การที่คิดสร้างใหม่ ก็คงต้องมองหาชิ้นส่วนจากรถในเครือมาร่วมใช้ เพื่อประหยัดเงินค่าผลิตได้มากที่สุด

ซึ่งต่างจากในปัจจุบันลิบลับ เพราะเจ้า Discovery ดูหรูหราราคาแพงเอามากๆ ในตอนนั้น Land Rover Discovery ต้องหยิบยืมแชสซีส์แบบขั้นบันได ประตู กระจกหน้ารถ จากรุ่นใหญ่อย่าง Range Rover และไฟท้ายจาก Austin Maestro Van มาใช้

Rover-Toyota-Lotus-Esprit

4. ไฟท้าย Rover SD1 และ Corolla Levin ใน Lotus Esprit

ถ้าให้ผมพูดถึง Rover SD1 (โรเวอร์ เอสดี 1) นี่นับว่าเป็นรถธงรุ่นหรูหราของ Rover ในยุคก่อนขาลงเลย ซึ่งก็มีราคาแพงมากอีกด้วย (ในเมืองไทย ผมเคยเห็นรถรุ่นนี้เพียงแค่คันเดียว) สำหรับ SD นั้นย่อมาจาก “Specialist Division” ส่วน “1” ก็เป็นรถรุ่นที่หนึ่ง ที่ทีมดีไซน์ได้ทำเป็นคันแรก ต่อมารุ่นนี้ คือรถในตระกูล Rover 800

ทีมงานของ Lotus บริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดย Colin Chapman จึงขอหยิบยืมไฟท้ายรถรุ่นต่างๆ มาใช้ใน Lotus Esprit (โลตัส เอสพรี) นับตั้งแต่ไฟท้าย Series 1 ที่นำมาจาก Fiat X1/9 หรือ Series 4 หยิบยืมไฟท้ายมาจาก Corolla Levin มาใช้ (หรือ Toyota AE86 ที่เรารู้จักกันนั่นเอง)

Morris-Marina-Lamborghini-Urraco

5. ที่เปิดประตูของ Morris Marina ใน Lamborghini Urraco, Range Rover, Lotus Esprit และ Reliant Scimitar

รถอังกฤษในยุค 70 ที่ในบ้านเราคนไม่นิยมกันเท่าไหร่ รวมไปถึงคนอังกฤษด้วยนั่นล่ะ รถที่ราคาถูกแต่คนกลับเฉยๆ อย่าง Morris Marina ที่เคยคิดเทียบชั้น Volkswagen Golf สุดท้ายก็พังพินาศไปพร้อมกับ British Leyland กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกใจผู้ผลิตรถสปอร์ตกันเป็นแถว

ที่เปิดประตูของ Morris Marina มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียบๆ กลับถูกใจรถยนต์หลายแบรนด์ทั้ง Lamborghini, Range Rover และ Ralient จนต้องขอนำไปใช้ซะงั้น

Ford-Mondeo-Noble-M12

6. ไฟท้าย Ford Mondeo ใน Noble M12

ถ้าจะให้พูดถึง Noble บ้านเราอาจจะนึกถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่ในอังกฤษ ชื่อนี้นอกจากจะหมายถึงขุนนางแล้ว ยังหมายถึงบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตอีกด้วย โดย Noble M12 รถสปอร์ตตัวถังกว้างคันนี้ ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 – 2008 ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 300 แรงม้า ขนาด 3.0 ลิตร 350 แรงม้า ที่โมดิฟายจาก Ford

ไหนๆ ก็ใช้เครื่องยนต์ของ Ford แล้ว ก็ขอยืมไฟท้าย Ford Mondeo Mk1 ที่ขายในช่วงปี 1992 – 1996 มาใช้ด้วยซะเลย

Bova-Futura-McLaren-F1

7. ไฟท้าย Bova Futura ใน McLaren F1

McLaren F1 (แม็กลาเรน เอฟ1) ถือเป็นรถที่สุดยอดอีกคันหนึ่งที่ผลิตออกมาในปี 1992 – 1998 เพียงแค่ 106 คันในโลก สร้างตำนานให้กับวงการรถซูเปอร์คาร์ เริ่มตั้งแต่ที่นั่งคนขับที่อยู่ตรงกลางแบบรถ F1 รวมไปถึงขุมพลังขนาด 6.1 ลิตร จาก BMW S70/2 V12 ให้ม้า 618 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด สร้างสถิติความเร็วสูงสุดได้ถึง 386.4 กม./ชม. เอากินเนสส์บุ๊คไปเลย!

แต่ใครจะไปรู้ว่า กระจกมองข้างของ McLaren F1 หยิบยืมมาจาก Volkswagen Corrado และไฟท้ายจะหยิบยืมมาจากรถโค้ชคันใหญ่อย่าง Bova Futura แห่งเนเธอร์แลนด์ …

Fiat-Punto-MG-XPower-SV

8. ไฟหน้า Fiat Punto ใน MG XPower SV

MG XPower SV รถสปอร์ตอังกฤษรุ่นสุดท้ายจากค่าย MG ผลิตในปี 2003 – 2005 ในยุคที่ยังไม่แปลงสัญชาติเป็นจีนแบบทุกวันนี้ ภายใต้แบรนด์ MG ที่ตั้ง X Power ขึ้นมาเพื่อแต่งรถในเครือโดยเฉพาะ

เป็นรถรุ่นเกิดจากรถต้นแบบ MG X80 ที่เอา MG TF มาพัฒนา ขยายร่างให้กว้างขึ้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร 320 แรงม้า และ 5.0 ลิตร 385 แรงม้า จาก Ford และเอาอะไรหลายๆ อย่างมารวมๆ กัน อย่างไฟหน้าก็ยืมมาจาก Fiat Punto มาใส่ … จึงมีผู้กล้าซื้อแค่ 9 คัน!

Nissan-300ZX-Lamborghini-Diablo

9. ไฟหน้า Nissan Fairlady Z 300ZX ใน Lamborghini Diablo

รถที่ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์แรงแห่งยุค 90 อีกหนึ่งรุ่นนั่นก็คือ Lamborghini Diablo (ลัมโบร์กินี ไดอะโบล) ที่ผลิตออกมาในปี 1990 – 2001 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร V8 ด้วยยอดการผลิตประมาณ 2,900 คัน ซึ่งคำว่า Diablo หมายถึง “ปีศาจ” ในภาษาสเปน

แต่ไฟหน้าแบบ Pop-Up แบบนี้ ไม่ปลอดภัยแก่ผู้เดินถนน (เวลาโดนชน) เอาเสียเลย ค่ายรถแต่ละค่ายต้องทยอยปรับเปลี่ยนกันเป็นแถว ส่วน Lamborghini นึกไม่ออกว่าจะปรับโฉมหน้าตาเจ้า Diablo อย่างไรดี ในปี 1998 ก็เลยขอยืมไฟหน้าของ Nissan Fairlady Z (Z33) มาใส่เลยละกัน ดูลงตัวดีด้วย

BMW-E21-Venturi-400GT

10. ไฟท้าย BMW E21 ใน Venturi 400GT

Venturi (เวนทูรี่) ค่ายรถสปอร์ตจากฝรั่งเศส (ในอดีต) จาก 2 วิศวกร Claude Poiraud และ Gérard Godfroy ก่อตั้ง MVS (Manufacture de Voitures de Sport) เพื่ออยากให้ฝรั่งเศส มีรถแนว GT เหมือนรถของประเทศอื่นๆ บ้าง ในปี 1984

และมีรถที่แรงที่สุดในค่ายอย่าง Venturi 400GT ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 ของ PRV รีดแรงม้าออกมาได้ 408 ตัว ทำความเร็วได้สูงสุด 290 กม./ชม.

ที่ค่ายรถที่เคยมีคนไทย (เจ้าของบริษัท เบนซ์ศรีนครินทร์ หรือ นิช คาร์ ในปัจจุบัน) ซื้อมาเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ช่วงสั้นๆ แต่เกิดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี บริษัทนี้ก็ล้มไปอีกรอบ ปัจจุบันกลายเป็นของ Gildo Pallanca Pastor คนสัญชาติโมนาโกซื้อไปตั้งแต่ปี 2001 ตอนนี้เน้นไปทางรถยนต์ไฟฟ้า และ Formula E มากกว่า

สำหรับ Venturi Coupe, Venturi 260, Venturi 400GT หรือ ได้หยิบยืมชุดปัดน้ำฝนมาจาก Mercedes-Benz มาใส่ มันก็ดูลงตัวดีนะ พร้อมกับไฟท้ายจาก BMW Series-3 (E21) ส่วน Venturi Atlantique หยิบยืมชุดไฟท้ายมาจาก Ford Sierra Sapphire

แล้วคุณล่ะ คิดว่าแต่ละอย่างที่หยิบยืมมาใส่ “ลงตัว” พอแล้วหรือยัง?

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก :

Jaguar-E-Pace-2018

Compact SUV ขุมพลังดีเซล สไตล์สปอร์ต ในราคา 3,600,000 บาท

Jaguar-E-Paceจากัวร์ อี-เพช ใหม่ (Jaguar E-Pace) รถ Compact SUV ที่มาในรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ต กับพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางรองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สมาชิกใหม่ล่าสุดของจากัวร์

Jaguar-E-Pace

จากัวร์ อี-เพช ใหม่ รวมเอาลักษณะโดดเด่นทั้งการออกแบบดีไซน์ สมรรถนะการขับเคลื่อน ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อันเป็นเครื่องหมายการค้าของจากัวร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยได้แรงบันดาลใจในการออกแบบด้านสมรรถนะ มาจากรถยนต์เอสยูวี จากัวร์ เอฟ-เพซ (Jaguar F-Pace) ร่วมกับรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา ได้มาจากรถยนต์สปอร์ตจากัวร์ เอฟ-ไทป์ (Jaguar F-Type)

Jaguar-E-Pace

การออกแบบภายนอกถ่ายทอดความเป็นจากัวร์อย่างเด่นชัดด้วยกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วงหน้าสั้นแต่มีสัดส่วนโค้งเว้าของตัวรถที่ดูแข็งแกร่งทรงพลัง สื่อความหมายในสมรรถนะการขับเคลื่อนอันยอดเยี่ยม อีกทั้งความลาดเอียงของโครงหลังคาที่สอดรับกับหน้าต่างด้านข้าง ภายในแสดงให้เห็นถึงสายพันธุ์สปอร์ตของจากัวร์ เอฟ-ไทป์ ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น คันเกียร์สไตล์ จากัวร์ เอฟ-ไทป์ แผงคอนโซลหน้า แผงประตู และเบาะนั่งที่ออกแบบมาเป็นพิเศษให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงความสปอร์ต

Jaguar-E-Pace

Mr. Ian Callum ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของจากัวร์ กล่าวว่า “หลักในการออกแบบรถยนต์ตามแบบฉบับของจากัวร์ทำให้ จากัวร์ อี-เพช ใหม่ ถูกจดจำในฐานะรถยนต์สปอร์ตไปในทันที อีกทั้งประสานการออกแบบเพื่อการใช้สอยทุกพื้นที่ภายในห้องโดยสารแบบรถเอสยูวี รวมถึงการตอบสนองการใช้งานรถยนต์ในแบบครอบครัวอย่างลงตัวทั้งสมรรถนะและรูปลักษณ์”

Jaguar-E-Pace

จากัวร์ อี-เพช ใหม่ มีความยาวรวม 4,395 มม. ระยะความกว้างฐานล้อ 2,681 มม. ทำให้ภายในห้องโดยสารขนาด 5 ที่นั่งมีความกว้างขวางสะดวกสบายด้วยพื้นที่วางขาถึง 892 มม. ความจุของพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 577 ลิตร ขึ้นอยู่กับการจัดวางพื้นที่นั่งด้านหลัง โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น แข็งแกร่ง รองรับสมรรถนะการขับขี่ในทุกสภาพพื้นผิวถนน ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ Integral Link ที่วิศวกรของจากัวร์ออกแบบมาเป็นอย่างดี ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ด้วยความแข็งแกร่งของตัวถังทำให้สามารถต่อพ่วงอุปกรณ์อื่นๆ เข้ากับตัวรถได้น้ำหนักสูงสุดถึง 1,800 กิโลกรัม

Jaguar-E-Pace

จากัวร์ อี-เพช ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล Ingenium 150 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ภายใน 10.5 วินาที (0-60 ไมล์/ชม./9.9 วินาที) อัตราเร่งความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 193 กม. /ชม. อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 160 กรัม/กม.

Jaguar-E-Pace

Mr. Alan Volkaerts ผู้อำนวยการสายการผลิต กล่าวว่า “สมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลเพช (Pace) ถูกออกแบบโดยเน้นที่ความสะดวกสบายและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร กับเครื่องยนต์ Ingenium แบบล่าสุดของจากัวร์ ถือเป็นรถยนต์ที่รวมเอาการพลังขับเคลื่อนแบบรถสปอร์ตจากัวร์มาไว้ในรถยนต์เอสยูวี”

Jaguar-E-Pace

และนับเป็นครั้งแรกของจากัวร์ ในการติดตั้งระบบขับเคลื่อน Active Driveline ให้กับจากัวร์ อี-เพช การตั้งค่าอัจฉริยะนี้จะลดจุดบกพร่องระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ให้แรงบิดเต็มสมรรถนะและมีเสถียรภาพสูงสุดรวมทั้งให้ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ดีที่สุดในทุกสภาวะ

Jaguar-E-Pace

อีกคุณสมบัติของจากัวร์ อี-เพช ใหม่ คือ เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ด้วยเซนเซอร์ช่วยจอดหน้า-หลัง โดยกล้องวิดีโอที่ตัวรถยังทำงานเชื่อมต่อกับระบบบังคับควบคุมพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า ลดจุดอับสายตาและลดความเสี่ยงในการเฉี่ยวชนจากด้านข้างเมื่อขับขี่บนถนนที่มีหลายเลน และยังมีถุงลมนิรภัยสำหรับคนเดินถนนในกรณีที่เกิดการชน ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้ขอบของฝากระโปรงหน้า ทั้งหมดเป็นคุณสมบัติและอุปกรณ์มาตรฐานที่มีอยู่ในจากัวร์ อี-เพชทุกคัน

Jaguar-E-Pace

ราคาจำหน่าย จากัวร์ อี-เพช ใหม่ (New Jaguar E-Pace) อยู่ที่ 3,600,000 บาท

พิเศษในช่วงแนะนำ 3,500,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่ วันนี้ – 8 เม.ย 2561 หรือในงาน มอเตอร์โชว์ 2018

New-Car-in-Motor-Show-2018

รถใหม่หลายหลายรุ่น เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน Motor Show 2018

“มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” หรือ The 39th Bangkok International Motor Show 2018 ภายใต้แนวคิด “ปฏิวัติทุกการเคลื่อนไหว” หรือ “Revolution in Motion” พร้อมนำรถรุ่นใหม่ ทั้งที่เปิดตัวในปีนี้และปีที่ผ่านมา รวมทั้งรุ่นยอดนิยม มาจัดแสดงต้อนรับต้นปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยงานมอเตอร์โชว์ 2018 ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2561 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

CARRO ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน Motor Show 2018 โดยในเดือนมีนาคมนี้ บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย CARRO ขอแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

Maserati Ghibli

Maserati-Ghibli-GranLusso

Maserati Ghibli (มาเซราติ กิบลี่) สุดยอดรถยนต์หรูในแบบ Mid-Size จากค่ายตรีศูลของอิตาลี เปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ในวันที่ 7 มีนาคม นี้ โดยมาพร้อมทั้งรุ่นย่อยอย่าง GranSport และ GranLusso รวมไปถึงเครื่องยนต์เบนซิน V6 Twin-Turbo และดีเซล V6 Turbo ในราคา 6,990,000 – 9,990,000 บาท

Rolls-Royce Phantom

Rolls-Royce-Phantom

Rolls Royce Phantom (โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม) ได้รับการขนานนามว่ารถที่ดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับเกียรติในการติดตามผู้ทรงอิทธิพลของโลกหลายท่าน เปิดตัวในไทยไปแล้วในรอบ Sneak Preview ก่อนงานมอเตอร์โชว์ที่จะเริ่มนี้ มีให้เลือกในรุ่นธรรมดา และรุ่นช่วงยาว (Extended Wheelbase) มาพร้อมครื่องยนต์ V12 Twin Turbo แบบใหม่ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 563 แรงม้า ในราคาเริ่มต้นที่ 53,500,000 บาท และในรุ่นช่วงยาว 59,500,000 บาท

Jaguar E-Pace

Jaguar-E-Pace

Jaguar E-Pace (จากัวร์ อี-เพซ) รถ Compact SUV จากค่ายเสือจากัวร์ จากแดนผู้ดีอังกฤษ ออกแบบในสไตล์คูเป้ ดูน่ารักปราดเปรียว ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ All-Wheel Drive มาพร้อมห้องโดยสารภายในแบบสปอร์ต มีให้เลือกเฉพาะเครื่องดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Ingenuim 150 แรงม้า ในราคา 3,600,000 บาท

BMW M4 CS

BMW-M4-CS

BMW M4 CS (บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม4 ซีเอส) ที่สุดของความสง่างามและขุมพลังเครื่องยนต์ เตรียมเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2018 นี้

BMW M5

BMW-M5

BMW M5 (บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม 5) ใหม่ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive เป็นครั้งแรก ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการในงาน มอเตอร์โชว์ 2018 นี้ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ขนาด 4.4 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 600 แรงม้า สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายใน 11.1 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 250 กม./ชม. ในราคา 13,339,000 บาท และรุ่นพิเศษ First Edition คันเดียวในไทย (จาก 400 คันทั่วโลก) ราคา 14,939,000 บาท

BMW X2

BMW-X2

BMW X2 (บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์2) รถยนต์ตระกูลซีรีส์ X รุ่นล่าสุด เตรียมเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2018 นี้แน่นอน นำเข้ามาเฉพาะรุ่น sDrive20i พร้อมชุดแต่ง M Sport X เคาะราคาจำหน่ายที่ 2,999 ล้านบาท

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium

Mercedes-Benz-CLS-Class

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส 300 ดี เอเอ็มจี พรีเมี่ยม) สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์ อันงดงาม มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ 245 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering – wheel Gearshift Paddles)

Audi A8 L

Audi-A8-L

Audi A8 L (ออดี้ เอ8 แอล) ใหม่ มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย A8 L 55 TFSI quattro Premium และ A8 L 55 TFSI quattro Prestige โดยทั้งคู่เป็นรุ่นฐานล้อยาว มีความยาวตัวถังตลอดคันอยู่ที่ 5,302 มม. มากกว่ารุ่นพื้นฐาน 13 มม. โครงสร้างถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา คล่องตัวและประหยัดน้ำมัน เน้นดีไซน์ที่ดูสปอร์ต ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน Mild Hybrid แบบ V6 เทอร์โบชาร์จ ความจุ 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 340 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ในราคา 6,799,000 – 7,999,000 บาท

Ford Ranger Raptor

Ford-Ranger-Raptor

Ford Ranger Raptor (ฟอร์ด เรนเตอร์ แรพเตอร์) หลังจากที่เปิดตัวไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นกระบะที่แรงที่สุดในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ให้แรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ส่วนราคาก็ขึ้นไปอยู่ที่หลักล้านกลางๆ ซึ่งตอนรอเปิดราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง คาดว่า Ford Ranger รุ่นปกติ ก็เตรียมปรับโฉมตามไปด้วย แฟนๆ ฟอร์ด เตรียมเก็บเงินรอซื้อได้เลย

Nissan GT-R

Nissan-GT-R-Premium-Edition

Nissan GT-R Premium Edition (นิสสัน จีที-อาร์ พรีเมี่ยม เอดิชั่น) เจ้าของตำนานรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ พัฒนาขึ้นเพื่อลูกค้าที่ปรารถนาประสบการขับขี่แบบ “Grand Touring” และ “Racing” โดยเฉพาะ เปิดตัวโฉมใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานมอเตอร์โชว์ 2018 โดย GT-R ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมขนาด 3.8 ลิตร รหัส VR38DETT แบบ V6 Twin Turbo ที่มีน้ำหนักเบา และมีขนาดเล็ก ให้แรงมม้ามากถึง 555 แรงม้า

ซึ่งการเปิดตัว GT-R ในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ตื่นเต้นเร้าใจ (Innovation That Excites) ของนิสสันมาสู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอีกครั้ง ในราคา 13.5 ล้านบาท

Isuzu D-Max X-Series

Isuzu-X-Series-2018

Isuzu D-Max X-Series (อีซูซุ ดีแมกซ์ เอ็กซ์-ซีรี่ส์) โดดเด่นยิ่งขึ้นทั้งภายนอกและภายใน โดยยังคงเอกลักษณ์เฉพาะในแบบ X-Series ด้วยโทนสีแดง-ดำ กับชุดแต่งรอบคัน สปอร์ตเท่ทุกมุมมอง กับขุมพลัง Blue Power ขนาด 1.9 ลิตร 150 แรงม้า โดย New X-Series มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Speed สปอร์ต และ Speed Cab 4 ปิกอัพสปอร์ต 4 ประตู พร้อมด้วยรุ่น Hi-Lander ในราคา 742,000 – 966,000 บาท

Suzuki Swift

Suzuki-Swift

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) ใหม่ Sport Compact Car รุ่นล่าสุด ดีไซน์ที่สปอร์ตลงตัวคงเอกลักษณ์ DNA ของ Swift กับมาตรฐานและความสมบูรณ์แบบระดับโลก ภายใต้ Concept สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง “WE STANDOUT” โดยชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ DualJet ขนาด 1.2 ลิตร 83 แรงม้า ผสานแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT ในราคา 499,000 – 629,000 บาท

Mitsubishi Xpander

Mitsubishi-Xpander

Mitsubishi Xpander (มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์) รถ MPV 7 ที่นั่ง สไตล์ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่หมดจรด มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ MIVEC ให้แรงม้าสูงสุด 103 แรงม้า ที่จะเปิดตัวในระดับราคากลุ่ม B-Segment ประมาณ 7-8 แสนบาท สเปคและออพชั่นจะจัดเต็มแค่ไหน โปรดติดตามชมให้ดี

8-Car-Name-From-Tiger

“เสือ” สัญลักษณ์ของความสง่างาม น่าเกรงขาม ว่องไว จนได้มาเป็นชื่อรถหลายๆ รุ่น

เสือ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Felidae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแมว โดยชนิดที่เรียกว่าเสือ มักมีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่ และอาศัยอยู่ภายในป่า ขนาดของลำตัวประมาณ 168 – 227 ซม. และหนักประมาณ 180 – 245 กิโลกรัม รูม่านตากลม เป็นสัตว์กินเนื้อ มีลักษณะและรูปร่างรวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากสัตว์ในกลุ่มอื่น หากินเวลากลางคืน มีถิ่นกำเนิดในป่า

เสือเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อยู่ในระดับเหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร และมีความสามารถในการปีนป่ายต้นไม้ ซึ่งยกเว้น เสือชีต้า เสือทุกชนิด มีกรามที่สั้นและแข็งแรง มีเขี้ยว 2 คู่ สำหรับกัดเหยื่อ ทั่วโลก มีสัตว์ที่อยู่ในวงศ์เสือและแมวประมาณ 37 ชนิด ซึ่งรวมทั้งแมวบ้านด้วย

เสือจัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง มีทั้งพละกำลังและความว่องไว ฉลาด จึงได้ชื่อเป็นราชาแห่งสัตว์ป่า และเป็นจ้าวแห่งนักล่า ซึ่งในอดีต ” เสือ” ได้มีส่วนร่วมในหลายอย่าง เช่น ตราแผ่นดิน สัญลักษณ์ทางการค้า เป็นต้น รวมไปถึงบริษัทรถยนต์หลายราย ที่นิยมนำชื่อของ “เสือ” ในวงศ์ต่างๆ มาตั้งเป็นชื่อยี่ห้อและรุ่นรถ หลากหลายรุ่น

Carro ขอนำเสนอ 8 ชื่อยี่ห้อรุ่นรถยนต์ ที่นำมาจากชื่อ “เสือ” ครับ.

Jaguar

Jaguar-Cat

Jaguar-XE-SV-Project-8

ชื่อเสือจากัวร์ “Jaguar” ที่กลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ชื่อดังระดับโลกจากอังกฤษอย่าง “Jaguar” ที่เลือกโลโก้เป็นรูปเสือ Jaguar ซึ่งเป็นสัตว์ป่า ที่มีความว่องไว และทรงพลัง ก่อตั้งเมื่อปี 1922 โดย William Lyons ชาวอังกฤษ ได้ร่วมหุ้นกับ William Walmsley ก่อตั้งบริษัท Swallow Sidecar Company ขึ้นในอังกฤษ

ในปี 1948 William Lyons จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Jaguar Cars Limited โดยพิจารณาเลือกชื่อจากสัตว์ชนิดต่างๆ กว่า 500 ชนิด ปัจจุบันถูกควบรวมกิจการกับ TATA Motors

Leopard

Leopard

Nissan-Leopard

ชื่อของเสือดาว “Leopard” ได้ถูก Nissan นำมาตั้งเป็นชื่อรถยนต์ขนาด Mid-Size “Leopard” แบบสปอร์ตหรูหรา รูปทรงสไตล์ Hardtop ในรุ่น 4 ประตู ที่ผลิตขายกันตั้งแต่ปี 1980-1999

Tiger

Tiger

Toyota-Hilux-Tiger

ชื่อของเสือโคร่ง “Tiger” อันนี้เป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเรา เพราะ Toyota (โตโยต้า) ได้เอาชื่อ “Tiger” มาต่อท้ายรถกระบะยอดฮิตของ Toyota นั่นคือ Toyota Hilux Tiger (โตโยต้า ไฮลักซ์ ไทเกอร์) ที่ออกจำหน่ายตั้งแต่ในปี 2541-2547

Sunbeam-Tiger

และ Sunbeam Tiger รถสปอร์ตจากฝั่่งอังกฤษ ที่ผลิตขายตั้งแต่ปี 1964-1967

Cougar

Cougar

Ford-Cougar

เสือคูการ์ “Cougar” หรือสัตว์ในตระกูลเดียวกับเสือดาว เสือพูม่า ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ก็ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อรุ่นรถของ Mercury ในชื่อ “Mercury Cougar” ซึ่งเป็นรถสปอร์ต 2 ประตู ขนาดใหญ่ และรถสปอร์ตแบบ Compact ที่ผลิตออกขายตั้งแต่ปี 1967-1997 และ 1999-2002

Panther (Pantera)

Panther

DeTomaso-PanteraPanther (หรือ Pantera ในภาษาอิตาลี) มีความหมายว่า “เสือดำ” ที่กำลังเป็นข่าวดังในขณะนี้ ได้ถูกนำมาตั้งแต่เป็นชื่อรุ่นของรถสปอร์ตชื่อดังในอดีตอย่าง “DeTomaso Pantera” ที่ผลิตออกขายตั้งแต่ปี 1971-1992

Puma

Puma

Ford-Puma

เสือพูม่า “Puma” หรือสัตว์ในตระกูลเดียวกับเสือคูการ์ เสือพูม่า ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา นอกจากจะเป็นชื่อแบรนด์รองเท้าชื่อดังแล้ว ก็ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อรุ่นรถของ Ford ในชื่อ “Ford Puma” ซึ่งเป็นรถสปอร์ต 2 ประตู แบบ Compact ที่ผลิตออกขายตั้งแต่ปี 1997-2002

Cheetah

Cheetah

Thairung-Cheetah

เสือชีตาห์ “Cheetah” เป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วมากวิ่งได้เร็วประมาณ 110–120 กม./ชม. จัดเป็นสัตว์บกที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก ก็ได้ถูกนำมาตั้งแต่ชื่อรถเช่นกัน โดย “ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์” ได้นำชื่อของ Cheetah มาตั้งเป็นชื่อของ “Cheetah” รถมินิบัสของไทยรุ่ง เมื่อกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว …

ไทยรุ่งฯ นำเอาแชสซีส์ที่ใช้แล้ว + เครื่องยนต์เก่าจากญี่ปุ่นมาทำใหม่หมดทั้งคัน ทำให้คุณภาพใกล้เคียงประมาณ 80% ของรถใหม่

โครงการนี้ของไทยรุ่งฯ เริ่มจาก เปลี่ยนรถสองแถวเป็นมินิบัส ตามนโยบายของ ขสมก. จำนวน 300 คัน ต่อมารัฐบาลไม่ดำเนินโครงการนี้ และความต้องการของตลาดในส่วนของโรงเรียนอนุบาล หรือตลาดอื่นน้อยลง ไทยรุ่งฯ จึงยกเลิกโครงการซีต้ามินิบัสไป

Lion (Leon)

Lion

Seat-Leon

สิงโต หรือ “Lion” (Leon ในภาษาสเปน และ Leone ในภาษาอิตาลี) จัดเป็นสัตว์ในวงศ์ Felidae ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยบุคลิกอันดุดันและน่าเกรงขาม ทำให้รถยนต์หลายยี่ห้อนำมาตั้งชื่อเป็นรุ่นรถในแบรนด์ตัวเอง อาทิเช่น Seat Leon หรือ Subaru Leone เป็นต้น

สำหรับท่านใดที่สงสัยในชื่อรุ่นรถมานาน ว่ารถของเรา มาจากเสือชนิดไหน คงกระจ่างกันแล้วนะครับ …