MG-With-Consumer-And-Towed-Car

หลายปีมาแล้ว กับกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งตามกลุ่ม Facebook ต่างๆ หรือบรรดาเพจอวย เพจแซะ หรือเพจรวมปัญหาของรถต่างๆ ที่ออกมาพูดถึงรถยนต์หลายยี่ห้อ ที่มีปัญหากันไม่รู้จักจบสิ้น จนไปถึงการรวมตัวของผู้ใช้รถ ไปประท้วงกันถึงหน้าสำนักงานของผู้ผลิตกันเลยทีเดียว

ซึ่งหลายต่อหลายคน อุตส่าห์ขายรถคันเดิม หรือเก็บเงินซื้อรถป้ายแดง เพื่อหวังจะได้ขับรถใหม่ ไม่ต้องซ่อมอะไรมากมาย เป็นความภาคภูมิใจที่กว่าจะเก็บเงินซื้อมาได้ แต่กลับกลายเป็นว่า รถมือหนึ่งแท้ๆ กลับมีปัญหาความบกพร่องของตัวรถมาก จนแทบอยากจะขายรถกันอีกรอบ

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “MG” (เอ็มจี) รถน้องใหม่มาแรงเชื้อชาติอังกฤษ สัญชาติจีน (ภายใต้การกุมบังเหียนของ SAIC-CP ในขณะนี้) ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ขวัญใจรถยก” ซึ่งแลดูขัดกับความขายดีของ MG ZS ในขณะนี้ ที่ราคาตัวรถ ความสวยงามของตัวรถ กับออพชั่นของรถ ที่คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ

แต่ทำไมผู้บริโภคถึงว่างั้น? เราไปดูกัน …

โดยปกติแล้ว ปัญหาใหญ่ๆ ของรถป้ายแดง ส่วนมากจะมากับเหตุผลของคุณภาพ หรือหลุด QC ซึ่งมีเป็นกันแทบทุกค่าย เป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับว่าการรับมือของแต่ละค่าย จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะขอแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลักๆ ครับ

MG-With-Consumer-And-Towed-Car

ขอขอบคุณภาพจากคุณ Hanny Man

ปัญหาตัวรถ และการขับขี่

เนื่องจากเป็นแบรนด์น้องใหม่ เพิ่งทำตลาดจริงๆ จังๆ ในบ้านเราได้ไม่กี่ปี การรับมือในด้านคุณภาพการผลิต อะไหล่ บริการหลังการขาย แม้ว่าจะทำอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบกับความบกพร่องของตัวรถ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่สบายใจ

หลายปัญหาที่ “ผู้บริโภค” หลายคนมักพูดถึง รู้สึกกังวล หรือกลัว ในหลากหลายอาการ เช่นในตัว MG ZS อาทิ

MG-With-Consumer-And-Towed-Car

ขอขอบคุณภาพจากคุณ Yui Kio

  • มีฝ้า หรือหยดน้ำในไฟหน้า หลังจากขับรถฝ่าฝนตก

การแก้ไขปัญหา : เข้าศูนย์บริการ เพื่อใส่ซองกันชื้นในโคมไฟ แต่ถ้าแก้ไขด้วยวิธีการใส่ซองกันชื้นแล้วยังไม่ได้ผล ทางศูนย์บริการ จะทำการเคลมไฟหน้าใหม่ให้ และใส่ซองกันชื้นเพิ่มเติมให้เช่นกัน

วิธีการเคลม : ถ่าย Clip VDO ตอนขึ้นฝ้า และถ่ายให้เห็นป้ายทะเบียน พร้อมภาพถ่ายนิ่งไฟหน้าที่ขึ้นฝ้า แล้วนำเข้าศูนย์ เพื่อให้ศูนย์แก้ไข

  • เหยียบเบรกแล้วรอบเครื่องยนต์พุ่งเอง ขณะเข้าเกียร์ D และจังหวะชลอรถ

การแก้ไขปัญหา : เข้าศูนย์บริการเพื่อปิด ระบบ Idle Boost หรือการทำงานของระบบชดเชยรอบเครื่องยนต์ เมื่อรอบเครื่องเดินเบา

  • อาการอืด ในช่วงความเร็ว 50-70 กม./ชม.

การแก้ไขปัญหา : เข้าศูนย์บริการ เพื่อทำการ Update แก้ไข ECM (Engine Control Module) หรือ กล่อง ECU นั่นเอง ทั้งนี้หลังจากการแก้ไขเสร็จสิ้น ปัญหาในการออกตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ไฟเตือนเบรคมือ, รถลื่นไถล, พวงมาลัยมีน้ำหนักมากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด

การแก้ไขปัญหา : ปัญหานี้เกิดจาก Ground (กราวด์) หลวม (Ground คือ สายไฟที่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าภายในรถยนต์ทั้งหมด)

เข้าศูนย์บริการเพื่อแก้ไขให้ Ground ขันให้แน่น ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า มีผู้ใช้บางรายเกิดปัญหาขึ้นอีก หลังจากการแก้ไขปัญหาในครั้งแรกได้เช่นกัน

  • ขึ้นสัญลักษณ์เบรคมือ, และรถลื่นไถล และมีอาการขณะเข้าเกียร์แล้ว รถเดินสะดุดร่วมด้วย

การแก้ไขปัญหา : ปัญหานี้เกิดระบบไฟฟ้าในรถลัดวงจร (ถอดปลั๊กอุปกรณ์ภายในรถที่มีไฟเลี้ยงอยู่อย่างกระทันหัน) แล้วกระทบกระเทือนไปถึงกล่อง ECU จึงเกิดการอ่านค่าบางอย่างผิดเพื้ยนไป ทำให้กล่อง ECU เกิด Code Error ต้องเข้าศูนย์บริการเพื่อลบ Code ที่มีปัญหาดังกล่าว (ข้อมูลจากผู้ใช้บางรายแจ้งว่า ECU หาระบบ ABS ไม่เจอ)

  • พวงมาลัยมีเสียงเกิดขึ้นขณะเลี้ยว

การแก้ไขปัญหา : เข้าศูนย์บริการ แจ้งเครมแกนพวงมาลัย จากข้อมูลผู้ใช้ล่าสุด หลังจากผู้ใช้บางรายเข้าไปเปลี่ยนแกนพวงมาลัยมาแล้วนั้นพบว่าปัญหาดังกล่าวได้เกิดขึ้นอีก ปัญหาจึงไปตกอยู่ที่ Supplier อะไหล่ของชิ้นนี้อาจมีปัญหา

ดังนั้น อาจจะต้องทำเดินเรื่องเครมอะไหล่ชิ้นนี้หลายครั้ง จนกว่าทางบริษัท MG Thailand จะดำเนินการแก้ปัญหาการผลิตอะไหล่ชิ้นนี้ ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

MG-With-Consumer-And-Towed-Car

ขอขอบคุณภาพจากคุณ Boonyaratdit Boonyarat

  • เมื่อหักพวงมาลัยโดยรถไม่เคลื่อนที่ มีเสียงดัง

สาเหตุปัญหาจากผู้ใช้งานจริง

ตอนออกจากปากซอย จะมีเนินเล็กๆ ระบบจะทำการล็อคล้อให้เพื่อให้รถไหล แต่ก็มีหักพวงมาลัยรอไว้แล้ว พอได้จังหวะก็เร่งเครื่องยนต์เพื่อออกรถ ระบบมันก็จะคลายล็อค หลังจากนั้นมาก็เจอปัญหาว่า พอหักพวงมาลัยโดยไม่เคลื่อนรถ จะมีเสียงดังกึก ดังมาก

การแก้ไขปัญหา : นำรถเข้าศูนย์บริการ ช่างทำการอัดจารบีให้ในจุดที่มีปัญหา (เครดิต @ลูกเจี๊ยบน้อย)

  • ปิดประตูรถยาก หรือใช้แรงมากกว่าปรกติ

สาเหตุ และการแก้ไขปัญหา : จากข้อมูลพบว่ารถที่ผลิตในบางล็อต อาจมีการเสื่อมสภาพของลูกยางตามขอบประตู ก่อนระยะเวลาที่ควรจะเป็น หรือเป็นปัญหาของคุณภาพยางที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือผิดสเป็คไป แก้ไขได้ด้วยการนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนใหม่

  • คอมเพรสเซอร์แอร์เสีย, ตัดการทำงาน, แอร์ไม่เย็น

การแก้ไขปัญหา : เข้าศูนย์บริการ เพื่อใส่ชิ้นส่วนที่เรียกว่า ไดโอด เพื่อทำหน้าที่เรียงกระแสไฟ และกันไฟย้อน กระชาก ทำให้ยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์แอร์

สำหรับปัญหาของรถ MG ดังกล่าวนี้ หากรถคุณมีปัญหา สามารถนำรถเข้าแก้ไขที่ศูนย์บริการได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ (แต่อาจจะเสียเวลาหน่อย) เพราะเป็นปัญหาที่เกิดจากการผลิตรถยนต์ หรือชิ้นส่วนของ Supplier ที่ส่งให้กับทาง MG อีกที

MG-With-Consumer-And-Towed-Car

ปัญหาอะไหล่

หลายต่อหลายเคส ที่ผู้ใช้ MG ขับไปประสบอุบัติเหตุมา จะชนอะไรก็แล้วแต่ หรือการรอเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นส่วนที่บกพร่อง เมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการแล้ว กลับต้องใช้เวลารอนานกว่ารถตลาดทั่วไป นานกันไปจนถึงตั้งแต่ 1-3 เดือนเลยก็มี จนลูกค้าบางท่าน โทรไปจี้ทุกฝ่าย สอบถามตั้งแต่เซลล์ บริษัทประกัน และอู่ซ่อมรถ ก็ยังต้องรอ …

ซึ่งอะไหล่หลายอย่างที่ไม่มีผลิตในไทย อาจจะต้องรอนำเข้าจากต่างประเทศ การรออะไหล่นานหลายสัปดาห์ในปัจจุบันก็อาจจะเป็นเรื่องที่ “ผู้บริโภค” ไม่ประทับใจนัก หรืออาจจะเป็นความผิดพลาดทางการประสานงาน เช่น บริษัทประกันภัยอนุมัติช้า กว่าอู่จะทำเรื่องมาที่ศูนย์ ศูนย์เบิกของล่าช้า ช้าไปช้ามา เลยต้องรอหลายเดือน

MG-With-Consumer-And-Towed-Car

ปัญหาศูนย์บริการ

ปัญหาการซ่อมของศูนย์บริการ ซ่อมไม่จบ มีบ้างครับ เหมือนช่างไม่เก่ง หาสาเหตุไม่เจอ

ก่อนหน้านั้น MG จะมีปัญหาเรื่องศูนย์บริการที่น้อย แต่รถมีปัญหาหลายคันมาก ทำให้รถรับบริการเป็นจำนวนมากและต้องรอคิดยาว แต่ปัจจุบัน ศูนย์บริการ MG มีมากขึ้นในหลายๆ พื้นที่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาจจะแก้ปัญหาเรื่องศูนย์บริการน้อยลงไปได้บ้าง

ซึ่งศูนย์บริการที่ลูกค้าชม มีอยู่หลายที่ที่ให้บริการดี แต่ศูนย์บริการหลายที่ก็มีปัญหา มีลูกค้าด่ากันอยู่บ่อยๆ ถ้าอยากรู้ว่าศูนย์ไหน ก็คงต้องเข้ากลุ่ม Facebook ไปติดตามกันดู

สำหรับปัญหาต่างๆ ที่รวบรวมมาในครั้งนี้ มิได้เป็นการโจมตีรถแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงของ “ผู้บริโภค” ที่ให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในการใช้รถ MG ทั้งนี้ ก็เป็นการรวบรวมปัญหา เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแก้ปัญหาได้เองไปก่อนเฉพาะหน้า ไม่ต้องเป็น “ขวัญใจรถยก” กันเสมอไป

ก็ได้แต่หวังว่า ทาง MG Thailand ก็คงจะมีมาตรการในการรับมือ และแก้ปัญหา กันต่อไป ให้สมกับการรับประกันคุณภาพ 4 ปี/120,000 กม. ครับผม!

MG-With-Consumer-And-Towed-Car

แหล่งที่มา:

New-MG-HS-2019

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ New MG HS (เอ็มจี เอชเอส) รถยนต์ SUV รุ่นล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “Elegance” นิยามของ SUV ที่เหนือระดับ ดีไซน์ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน

New-MG-HS-2019

ในส่วนของตลาดรถยนต์ SUV นั้น MG ได้เริ่มทำตลาดรถยนต์ในกลุ่มนี้ครั้งแรก โดยส่ง MG GS เข้ามาทำตลาดเมื่อ 3 ปีก่อน และต่อเนื่องด้วย MG ZS ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า สามารถสร้างการจดจำ ให้กับแบรนด์ MG ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลัก (Key player) ทั้งในกลุ่ม B-SUV และ C-SUV ในประเทศไทย โดยเฉพาะ MG ZS ที่ถือเป็นความสำเร็จในการสร้าง Segment ใหม่ที่มาจากความเฉพาะตัวของเอ็มจี และกลายเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าคนไทย

“New MG HS” เป็นยนตรกรรมที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เป็นรถที่มีความสง่างามสะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “Elegance” โดยมาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น ระดับรถซีดานหรู แต่ให้ความคุ้มค่า ประโยชน์ใช้สอยที่มากกว่า พร้อมสมรรถนะเยี่ยม เหนือกว่าด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART และระบบความปลอดภัยที่ครบครันมากยิ่งขึ้น

New-MG-HS-2019

New MG HS มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น C รุ่น D และรุ่นสูงสุด คือ รุ่น X พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีแดง Scarlet Red สีขาว Arctic White สีดำ Black Knight และ สีเงิน Silver Metallic

ทั้งนี้ ทางบริษัทจะทยอย ส่งมอบรถ NEW MG HS ให้กับโชว์รูมเอ็มจี 110 แห่งทั่วประเทศ โดยลูกค้าสามารถชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ และบริษัทฯ จะทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

Elegant Design: สง่างาม พร้อมสะกดทุกสายตา

New-MG-HS-2019

New MG HS ได้รับการออกแบบด้วยความพิถีพิถันโดยผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ British Shoulder Line ที่เน้นเรื่องความโค้งมนของตัวรถกระจังหน้าดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ MG ซึ่งมาพร้อมแนวคิด Stella Magnetic Field ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากัน

ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวแบบ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่าง สำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) และไฟท้ายแบบ Space Light Field ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังที่แสดงผลไล่ระดับแบบ Sequential เพิ่มความหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น D และ X และล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น C

New-MG-HS-2019

ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีความโค้งมนโอบรับสรีระ พร้อมเล่นระดับ และตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น ด้วยเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตสีดำสลับแดงที่มี ส่วนหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara (เฉพาะรุ่น X)

New-MG-HS-2019

ในขณะที่เบาะหลังนั่งสบาย ปรับพับได้แบบ 60:40 พร้อมพนักพิงปรับองศาได้และที่วางแขนขนาดใหญ่ โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟในห้องโดยสารแบบ Interactive Ambient Light ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตู และสามารถปรับโทนแสงภายในห้องโดยสารได้มากถึง 64 เฉดสี รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติตามโหมดการขับขี่ พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ขนาดใหญ่ 1.1 ตร.ม.

New-MG-HS-2019

New MG HS มีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในขณะขับขี่อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอแสดงผลที่มาตรวัดแบบ Interactive Multi – Function Display ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง พร้อมหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

พร้อมกุญแจระบบ Smart Key และปุ่ม Push Start นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า (Electric Liftgate) ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

Perfect Performance: สมรรถนะอันทรงพลังในแบบฉบับเทอร์โบ

New-MG-HS-2019

New MG HS มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด  250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบ/นาที

โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85 โดยรุ่น X มาพร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 4 โหมด คือ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป โหมด Eco เพื่อการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โหมด Sport เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และโหมด Custom ที่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมปุ่ม Super Sport บนพวงมาลัยที่ช่วยเร่งพลังการขับขี่ให้แรงขึ้น เพิ่มอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น

New-MG-HS-2019

New MG HS มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ Euro Tuning Suspension ที่ให้ทั้งความสบายและความมั่นใจในการ ขับขี่ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut ที่ได้รับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ของลูกค้า และช่วงล่างด้านหลังแบบ Multi-link ที่รองรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย

Smart Function: แตกต่างด้วยระบบอัจฉริยะที่ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ กับ i-SMART

New-MG-HS-2019

New MG HS มาพร้อมระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์ MG ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Command ระบบสั่งการที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย ที่มีฟังก์ชั่นการสั่งการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การโทรออก สั่งการควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบเปิด-ปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ และระบบเปิด-ปิดหลังคาซันรูฟ รวมถึงค้นหาจุดที่น่าสนใจ (Point Of Interest) ผ่าน Navigator เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการผ่าน MG Mobile Application บนสมาร์ทโฟน Smart Connect ที่สามารถค้นหาเพลงฮิต เพลงดังผ่าน Online Music และค้นหาร้านอาหารเด็ด สถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรม แสดงผลการจราจร รวมถึงอัพเดตข่าวสารในปัจจุบันบนหน้าจอในรถ และ Smart Check ที่สามารถตรวจสอบสถานะ และตรวจเช็กรถได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการสั่งการล็อกหรือปลดล็อก ประตูรถ ตรวจสอบตำแหน่งรถ แจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ และช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

New-MG-HS-2019

New MG HS ให้ความปลอดภัยด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ที่แข็งแกร่งพร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานยุโรป หรือ Advanced Synchronized Protection System มากถึง 25 ระบบ ประกอบด้วยระบบ Synchronized Protection System ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรกและช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ 14 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP (Anti Rolling Program) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย

  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • รวมไปถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) มากถึง 7 ระบบประกอบด้วย
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)

นอกจากนี้ ยังเสริมความปลอดภัยให้อีกขั้นด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุด และเพิ่มมุมมองที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor)

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

New-MG-HS-2019

ราคาจำหน่าย All-New MG HS มีดังนี้ครับ

  • รุ่น C ราคา 919,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 885,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 985,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น X ราคา 1,119,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 1,085,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)

พร้อมจำหน่ายที่โชว์รูมรถยนต์ MG ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน นี้ และจะทยอยส่งมอบรถตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม เป็นต้นไป

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือได้เงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

10-Cheapest-SUV-PPV-Crossover-In-Thailand

ถ้าจะให้พูดถึง “รถ SUV” (Sport Utility Vehicle) แล้ว ในบ้านเราก็มีอยู่หลากหลายประเภท เริ่มต้นตั้งแต่แบบ Crossover ซึ่งมาจากคำว่า Crossover Utility Vehicle ซึ่งเป็นรถที่ประกอบเป็นชิ้นเดียวกันทั้งคัน ดูคล้ายกับรถเก๋งยกสูง รูปร่างหน้าตาสวย เน้นความอเนกประสงค์ ตัวรถไม่ใหญ่มากนัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก หรืออาจจะลุยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับแบบ SUV แท้ๆ

สำหรับรถ SUV นั้น ก็ยังมีอีก 2 แบบหลักๆ ได้แก่ SUV แบบที่มีลักษณะเดียวกันกับรถแนว Crossover แต่มีขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่า ดูลุยกว่า มีที่นั่งทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

และรถ SUV ที่มีพื้นฐานตัวรถเป็นแชสซีส์ แบบเดียวกับรถกระบะ หรือที่บ้านเรามักเรียกกันว่า “รถ PPV” หรือ Pick-up Passenger Vehicle แต่ปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น ด้วยการใช้คอยล์สปริง ตัวรถมีขนาดใหญ่ นั่งได้ 7 ที่นั่ง สามารถวิ่งในเมือง หรือลุยในทางฝุ่น เข้าป่าฝ่าดงได้

ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงรถอเนกประสงค์ ใช้งานได้หลากหลาย ขับไปทำงาน ไปพักผ่อนหย่อนใจกันได้ทั้งครอบครัว ฝนตกก็พอลุยน้ำท่วมได้ หรือเข้าทางลูกรังก็พอลุยได้ มีให้เลือกกันทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งยังแบ่งออกไปได้อีกเป็นแบบ Part-Time หรือแบบ Full-Time เป็นต้น

Carro ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ SUV – PPV และ Crossover สุดในไทย ประจำปี 2019 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

1. MG ZS 1.5 C ราคา 679,000 บาท

MG-ZS-2019

MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) เป็นรถที่พวกลื้ออาจจะถามว่า กี่ล้านนนนน แต่ตอนพวกลื้อจะขาย ก็อาจจะถามว่า เหลือกี่แสนนนนน …..

โดย MG ZS จัดเป็นรถในระดับ B-SUV ตอบสนองคนรุ่นใหม่ด้วยความเป็น Smart SUV ที่ชูจุดเด่นอย่างระบบ i-Smart ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย และยังดูสถานะและสั่งงานระบบต่างๆ ของตัวรถผ่านแอพพลิเคชั่น MG iSMART บนโทรศัพท์มือถือ ได้อีกทั้งยังตั้งราคาในแบบที่ว่า “จับต้องได้” จนหลายต่อหลายคนต้องลองซื้อไปใช้กัน ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง ใช้งานได้อเนกประสงค์

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดียวกับที่ใช้ใน MG3 และ MG5 แต่ปรับแรงม้าให้มากขึ้นมาเป็น 114 แรงม้า และเครื่องยนต์จุดระเบิดแบบ Atkinson Cycle พร้อมกับปรับปรุงชิ้นส่วนภายใน และตั้งค่ากล่อง ECU ใหม่ ผ่านระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

2. Honda BR-V 1.5 V ราคา 765,000 บาท

Honda-BR-V-2019

Honda BR-V (ฮอนด้า บีอาร์วี) เป็นรถแนว Active Sport Crossover เพิ่งปรับโฉมไปหมาดๆ เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่และไฟ LED สำหรับวิ่งกลางวัน, ไฟตัดหมอกใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว แถมยังสีภายนอกเพิ่มสีใหม่ แดงมุก Passion Red

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร แบบเดียวกับใน Honda City ให้แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT โดยทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams พร้อมรองรับน้ำมัน E20 และ E85

3. MG GS 1.5 T 2WD D ราคา 890,000 บาท

MG-GS

MG GS (เอ็มจี จีเอส) จัดเป็นรถ Compact SUV ที่เปิดตัวครั้งแรกไปในรุ่น 2.0 ลิตร เมื่อเดือนมีนาคม 2559 และตามมาติดๆ ด้วยรุ่น 1.5 Turbo ในเดือนพฤศจิกายน 2559 โดดเด่นด้วยรูปทรงภายนอก ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง อุปกรณ์มาตรฐานมีเพียบ ใช้ช่วงล่างแบบอิสระ พร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลังแบบมัลติลิงก์

ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร แบบใหม่ 4 สูบ Di Turbo 167 แรงม้า พร้อมระบบส่งกำลังใหม่แบบ Twin Clutch Sportronic Transmission หรือ TST 7 สปีด และรองรับน้ำมัน E85

4. Honda HR-V E ราคา 949,000 บาท

Honda-HR-V-2019

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) จัดว่าเป็นรถ Crossover ที่ขายดีมากๆ ในช่วงตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 กวาดยอดขายไปกว่า 83,000 คัน (ยอดขายถึงเดือนมิถุนายน 2562) ด้วยตัวรถที่โดดเด่น ภายในห้องโดยสารอเนกประสงค์ โดนเด่นด้วยออพชั่นต่างๆ เช่น เบรกมือไฟฟ้า หรือระบบ Honda LaneWatch และเบาะหลังปรับพับได้ 3 รูปแบบ Long Mode, Tall Mode และ Utility Mode

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 141 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams และยังรองรับน้ำมัน E85 อีกด้วย

5. Toyota C-HR 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท

Toyota-C-HR-2019

Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) ชื่อรุ่น C-HR นั้นย่อมาจากคำว่า Coupe High Rider จัดเป็นรถประเภท Compact SUV เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 กับดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด บนโครงสร้าง TNGA (Toyota Global New Architecture) และปลอดภัยสูงสุดกับ Toyota Safety Sense

มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร 140 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock

และในรุ่น Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังขับรวมมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ที่พัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากๆ และพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริด รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง

6. Chevrolet Trailblazer 4X2 A/T LT ราคา 999,000 บาท

Chevrolet-Trailblazer

Chevrolet Trailblazer (เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์) แม้ว่าจะออกมานานแล้ว เปิดตัวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ปรับโฉมน้อยใหญ่ หรือมีรุ่นพิเศษกันไปหลายครั้ง และยังขายมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นโฉมที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน และยังคงความเป็นรถแกร่ง สไตล์อเมริกัน เป็นจุดขายหลักเช่นเคย

โดยราคา 999,000 บาท จากราคาขายปลีกปกติ 1,144,000 บาท โดยคำนวณจากเทรลเบลเซอร์ รุ่น 4×2 A/T LT ปี 20 พร้อมฟรี สติกเกอร์ Trailblazer ที่ฝากระโปรงหน้า และชุดแต่งซุ้มล้อทั้งหน้าและหลัง มูลค่า 8,300 บาท เป็นราคาพิเศษที่ทาง GM Thailand เสนอในเดือนสิงหาคม 2562 ครับ

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ Duramax ขนาด 2.5 ลิตร พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ VGT (Variable Geometry Turbocharger) 180 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

7. Subaru Forester 2.0 i-L AWD ราคา 1,030,000 บาท

Subaru-Forester-2019

Subaru Forester (ซูบารุ ฟอเรสเตอร์) จัดเป็นรถ SUV ที่ประกอบในไทยแล้ว มีราคาเริ่มต้นเร้าใจมากๆ ใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด นั่นคือ Subaru Global Platform เพิ่มการดูดซับแรงกระแทกมากขึ้นถึง 40% ลดการสั่นโคลงได้มากขึ้น 50% อีกทั้งตัวรถ ยังมีหน้าตาที่ดูทะมัดทะแมง บึกบึนขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ห้องโดยสารสไตล์รถครอบครัว นั่งสบายทั้ง 5 ที่นั่ง ส่วนในรุ่น Top สุด ยังมีระบบ Eyesight กล้องคู่ ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ Boxer DOHC 16 วาล์ว Di 156 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic แบบแปรผันอัตราทดต่อเนื่อง CVT 7 สปีด บนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD Symmetrical All-Wheel Drive

8. Isuzu MU-X 4X2 1.9 Ddi CD A/T ราคา 1,099,000 บาท

suzu-MU-X-The-Onyx-2019

Isuzu MU-X (อีซูซุ มิวเอ็กซ์) มาในมาดใหม่ คม…เข้ม รุ่นปี 2019 เปิดตัวไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พร้อมกับรุ่นพิเศษอย่าง The Onyx สปอร์ตแบบฉบับ Onyx Design Edition ห้องโดยสารโอ่โถงโทนเข้ม โดยในรุ่นเริ่มต้นนี้ เพิ่มไฟหน้า Bi-LED พร้อมไฟ Daylight ในโคมและเส้นนำแสง LED Guiding Light

มาพร้อมขุมพลังขนาด 1.9 ลิตร Isuzu Ddi Blue Power 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic เพื่อความสนุก และความสุนทรีย์ในการขับขี่

9. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 D GT 2WD ราคา 1,299,000 บาท

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) เพิ่งเปิดตัวโฉมไมเนอร์เชนจ์ไปล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราและทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงภายในห้องโดยสารใหม่ ด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ปรับปรุงใหม่เพื่อง่ายต่อการอ่าน และประตูท้ายไฟฟ้าที่ใช่ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปิด-ปิด ด้วยสมาร์ทโฟน

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้เลือก

10. Ford Everest 2.0 L Turbo 4X2 Trend ราคา 1,299,000 บาท

Ford-Everest

Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) โฉมไมเนอร์เชนจ์นี้ เปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ตัวรถมากับกระจังหน้าใหม่, ชุดไฟหน้า HID, ล้ออัลลอยแบบก้านคู่ Split-Spoke ขนาด 20 นิ้ว ใหญ่โตโอฬาร

ส่วนห้องโดยสารโทนสีดำ ใช้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะแถว 3 พับไฟฟ้า และมีหลังคา Panoramic Moonroof ให้ กับระบบ Infotainment แบบ SYNC 3 ทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว แสดงผลกล้องมองหลัง รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เป็นต้น

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ที่ Everest จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ใหม่ แบบ Bi-Turbo แรงม้าสูงสุดมากถึง 213 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Ranger Raptor พร้อมจับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

อันนี้แถมให้ … Toyota Fortuner 2.4 G ราคา 1,299,000 บาท

Toyota-Fortuner

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) สำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ เองนั้น ก็ยังเป็นรถอเนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทย ทั้งในแบบรถใหม่ หรือรถมือสองก็ตาม โดยโฉมนี้ (เจเนอเรชั่นที่ 2) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือน กรกฎาคม 2558 โดยมีการปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ กันทุกปี ด้วยการออกแบบที่หรูหรา ล้ำสมัย ทั้งภายในและภายนอก

สำหรับรุ่นเริ่มต้น ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร 150 แรงม้า ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift

Mr.Carro หวังว่า 10 อันดับ รถ SUV – PPV และ Crossover ถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ก็ลองขายรถคันเดิมของคุณกับทาง Carro ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง!

เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : *ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนสิงหาคม 2562 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

**การจัดอันดับ หากเป็นรถ SUV รุ่นที่มีราคาเท่ากันในหลายยี่ห้อนั้น ทางเราจะจัดอันดับเรียงตามการเปิดตัวโฉมใหม่ล่าสุด หรือการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุด ขึ้นเป็นอันดับแรก

New-Car-In-BIG-Motor-Sale-2019

งานมหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ (Bangkok International Grand Motor Sale) หรือ BIG Motor Sale 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ในแนวคิด “เปิดโลกยานยนต์สรรสร้าง”

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน BIG Motor Sale 2019 โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

1. Toyota Sienta

Toyota-Sienta-2019

Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า) เพิ่งไปตัวไปสดๆ ร้อนๆ ในเดือนนี้ ปรับปรุงใหม่ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งานแค่เพียงสัมผัส (Click) ดีไซน์ภายนอกปรับกระจังหน้า กันชนหน้าใหม่ มีไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED พร้อมสีใหม่ Citrus Mica Metallic

ส่วนภายใน เบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์สีดำ เดินด้ายส้ม แผงข้างประตูดีไซน์ใหม่ ติดตั้งจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว ใหม่ พร้อมฟังก์ชัน T-Link พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา 4 จุดรอบคัน และกล้องบันทึกภาพ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ในราคา 765,000 – 875,000 บาท

2. Toyota Majesty

All-New-Toyota-Majesty

Toyota Majesty (โตโยต้า มาเจสตี้) รถตู้สุดหรูจากค่ายโตโยต้า ที่จะมาแทนรุ่น Ventury โดยเตรียมขายเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้ ใช้พื้นฐานเดียวกับ Hiace และ Commuter โฉมใหม่ อัดแน่นออพชั่นเต็มพิกัด

ขุมพลังเป็นแบบรหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในราคาเท่าไหร่ โปรดติดตาม …

3. Mitsubishi Pajero Sport

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต) รถ SUV หรือที่เรียกกันว่ารถ PPV ยอดฮิตในบ้านเรา เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกในโลกที่ไทย ปรับชุดไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า และไฟท้าย ใหม่ และปรับปรุงภายในใหม่ อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD GT, 2WD GT Premium และ 4WD GT Premium ในราคา 1,299,000 – 1,599,000 บาท

4. Suzuki Carry

All-New-Suzuki-Carry-2019

Suzuki Carry (ซูซูกิ แครี่) โฉมใหม่หมดจด ขวัญใจชาวฟู้ดทรัค ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดซะที หลังจากที่ขายรุ่นเดิมมาอย่างยาวนานถึงสิบปีกว่า ครั้งนี้ด้านหน้ารถออกแบบเป็นตัดหน้าตรง เหมือนรถตู้ กระบะหลังเปิดได้ 3 ด้าน และสามารถบรรทุกได้มากถึง 1 ตัน! พร้อมการออกแบบห้องโดยสารภายในใหม่ เน้นที่เก็บของเต็มพิกัด!

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส K15B-C ขนาด 1.5 ลิตร 95 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนราคาโปรดติดตามได้ในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้!

5. Mercedes-Benz A-Class

Mercedes-Benz-A-Class-Sedan

Mercedes-Benz A-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส) ใหม่! มาไทยแน่นอน พร้อมเปิดตัวในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ ในชื่อ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ซึ่งภายในมีฟังก์ชั่นเด่นๆ อย่าง หน้าจอคู่ Dual Screen Cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว จำนวน 2 จอ, ระบบควบคุม Multimedia “MBUX”, หรือช่องแอร์เรืองแสง illuminated Air Vents แบบ Turbine เป็นต้น

ในเวอร์ชั่นอาจมาพร้อมขุมพลังขนาด 1.3 ลิตร Turbo 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ในราคาที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผย

6. Audi TT

Audi-TT

Audi TT (ออดี้ ทีที) ยนตรกรรมสปอร์ตตระกูล TT ที่ได้รับความนิยมและตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ทาง Audi ได้เปิดตัว Audi TT สเปคไทย ทีเดียว 3 รุ่น คือ The New Audi TT Roadster, Audi TTS Coupé และ Audi TT Coupé ใหม่

มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo 230 แรงม้า และ 286 แรงม้า ในรุ่น TTS Coupé ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 สปีด และยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ quattro เอกลักษณ์ของ Audi สามารถทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ในราคา 3,299,000 – 4,699,000  บาท

7. Peugeot 3008 & 5008

Peugeot-3008

Peugeot 3008 & 5008 (เปอโยต์ 3008 และ 5008) เป็นรถแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาด Compact ส่วนรุ่น 5008 จะเป็นแบบ 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาได้อย่างล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่ มีอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เบาะหนังแท้, ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone, หน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น

ส่วนเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทย คาดว่าแบบเดียวกับที่จำหน่ายที่มาเลเซีย แบบเบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร Twin Scroll Turbo High Pressure (THP) ให้กำลังสูงสุด 165-167 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shifts ที่พวงมาลัย และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 5 รูปแบบ

ซึ่งราคาของ 3008 เริ่มต้นที่ 1,549,000 ล้านบาท และรุ่น 7 ที่นั่งอย่าง 5008 เริ่มต้น 1,749,000 บาท พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม.

8. MG Extender

MG-Extender

MG Extender (เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์) ครั้งแรกของ MG ที่เปิดตัวรถกระบะ เตรียมชิมลางสมรภูมิรถกระบะอันดุเดือดครั้งแรกในไทย ใน Concept “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” โดยมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic ตัวถังขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยครบครัน และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ครั้งแรกของโลกในรถกระบะ

มาพร้อมเครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 161 แรงม้า ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน รวมทั้งยังเป็นรถกระบะที่มาพร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ มี 9 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ในราคา 549,000 – 1,029,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถใหม่ในงาน BIG Motor Sale 2019 แต่ยังไม่รู้ว่าว่าจะขายรถคันเดิมที่ไหนดี ที่ได้ราคาที่ดีที่สุด … ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ

7-Initials-Of-Car-Brand-Name

ที่มาของแบรนด์ยี่ห้อรถยนต์นั้น บางแบรนด์อาจจะมีประวัติเก่าแก่มาก ทำธุรกิจสืบทอดยาวนานตั้งแต่ก่อนจะมาผลิตรถยนต์ขายด้วยซ้ำไป รถหลายยี่ห้อ อาจจะใช้นามสกุลของผู้ก่อตั้ง หรือชื่อสถานที่ มาใช้เป็นยี่ห้อตัวเอง เพื่อเป็นเกียรติประวัติของตระกูลนั้นๆ หรือสถานที่นั้นๆ ในการกำเนิดในโลกยานยนต์

แต่หลายยี่ห้อก็อาจจะเลือกใช้อักษรย่อ มาตั้งเป็นชื่อยี่ห้อรถของตัวเอง บางแบรนด์ก็เป็นที่ติดหูของคนเล่นรถใช้รถทั่วโลก แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า ชื่อย่อของรถยี่ห้อเนี้ย มันหมายความว่าอะไร

Mr.Carro จะมาเล่าให้ฟังถึงรายละเอียด ของชื่อย่อยี่ห้อรถแต่ละเจ้าครับ ว่ามีที่มาจากอะไร …

1. BMW

BMW-Series-3-2019

สำหรับ BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) ที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “บีเอ็มฯ” แต่คนเยอรมนีเรียกกันว่า “เบเอ็มเว” มีที่มาจากคำในภาษาเยอรมันที่ว่า “Bayerische Motoren Werke” หรือ “Bavarian Motor Works” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง กลุ่มกรรมกรยานยนต์แห่งแคว้นบาวาเรีย

ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างบริษัท Rapp Motorenwerke โดย Carl Rapp และ Max Friz วิศวกรเครื่องกลชาวเยอรมัน กับ Fahrzeugfabrik Eisenach แห่งแคว้นทือริงเงิน (Thuringen) ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2516 โดยตั้งชื่อบริษัทว่า Bayerische Flugzeugwerke AG แต่ในปี 1918 ก็เปลี่ยนชื่อบริษัทแบบที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และมีที่ตั้งอยู่ในนครมิวนิค

BMW เริ่มต้นธุรกิจการผลิตใบพัดเครื่องบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนโลโก้สีฟ้า-ขาว ที่มาของสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้คือลักษณะการหมุนของใบพัดเครื่องบิน แต่ในส่วนของสีฟ้าและสีขาว มาจากสีประจำแคว้นบาวาเรียครับ

2. FIAT

FIAT

รถ FIAT (เฟียต) ที่รู้ไทยรู้จักกันมานานแล้วจนเรียกกันติดปาก แท้จริงแล้วมาจาก คำย่อเต็มๆ ของ “Fabbrica Italiana Automobili Torino” ในภาษาอิตาลี หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Italian Automobiles Factory, Turin

FIAT ได้ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1899 โดย Giovanni Agnelli (จีโอวานนี่ อักเนลลี) ร่วมกับนักลงทุนอีกหลายคน ปัจจุบัน FIAT มีแบรนด์รถยนต์ในเครือมากมาย อาทิ FIAT, Ferratri, Alfa Romeo, Maserati, Abarth และยังควบรวมกิจการของ Chrysler, Dodge กับ Jeep มาไว้ในมืออีกด้วย ในชื่อ FCA (Fiat Chrysler Automobiles)

พร้อมกับธุรกิจอื่นอีก เช่น รถบรรทุก, อุปกรณ์การเกษตร, อุปกรณ์ก่อสร้าง, การเงิน, สื่อสิ่งพิมพ์ และอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น และตระกูล Agnelli ตอนนี้ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ของทีมฟุตบอล Juventus (ยูเวนตุส) อีกด้วย

3. MG

MG-ZS-EV

MG (เอ็มจี) รถยี่ห้อเก่าแก่ชื่อดัง ของอังกฤษ (แต่ปัจจุบันมีสัญชาติจีนไปซะแล้ว) ซึ่ง “MG” นั้นย่อมาจาก Morris Garages เป็นชื่ออู่ซ่อมรถของ William Richard Morris (วิลเลี่ยม ริชาร์ด มอร์ริส) ผู้ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ยี่ห้อนี้ในปี 1924 ตั้งอยู่บนถนนลองวอลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

นับจากนั้นรถ MG ก็ถูกเปลี่ยนเจ้าของหลายครั้ง จาก Morris มาสู่ British Motor Corporation, British Motor Holdings, British Leyland, Rover Group, British Aerospace, BMW, MG Rover Group ในปี 2005 จึงถูกซื้อโดยบริษัทจีน Nanjing Automobile Group (ซึ่งต่อมารวมเข้ากับ SAIC – Shanghai Automotive Industry Corporation ในปี 2008 ทำให้ปัจจุบัน MG เป็นของ SAIC)

ซึ่ง MG ในบ้านเรา เป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และทาง SAIC ผลิตรถ MG ขายในประเทศไทย พร้อมกับเป็นฐานส่งออกไปยังประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวาด้วย

4. MAN

MAN

รถบรรทุก รถบัส “MAN” (เอ็มเอเอ็น) ที่สิงห์รถรรทุกรู้จักกันดี กับชื่อที่เรียก “แมน” กันจนติดปาก เป็นรถบรรทุกสัญชาติเยอรมนีที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 1758 ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป โดย MAN SE (หรือ MAN Truck & Bus) ตอนนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Volkswagen AG มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครมิวนิค ประเทศเยอรมนี

คำว่า “MAN” นั้นย่อมาจากภาษาเยอรมันที่ว่า “Maschinenfabrik Augsburg-Nurnberg” หรือคำว่า “Machine Works of Augsburg and Nürnberg, Truck Manufacturer” ในภาษาอังกฤษ

5. UD Trucks

UD-Trucks

UD Trucks (ยูดี ทรัคส์) เป็นยี่ห้อรถอีกยี่ห้อหนึ่งที่หลายคนรู้จักกันดี นับตั้งแต่ยุคที่เป็น Nissan Diesel ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Kenzo Adachi (เคนโซ่ อาดาชิ) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1935 ในชื่อบริษัท Nihon Diesel Industries, Ltd. มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาเกโอะ เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น

ในปี 1960 เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “Nissan Diesel” (นิสสัน ดีเซล) ก่อนจะถูกขายกิจการ ควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของ AB Volvo (หรือ Volvo Trucks) 100% นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

สำหรับคำว่า “UD Trucks” แต่เดิม “UD” นั้นหมายถึง “Uniflow Diesel” (เครื่องยนต์ดีเซลแบบ 2 จังหวะ) ที่พัฒนาขึ้นในปี 1955 แต่ต่อมาได้พัฒนาไปในความหมายที่ว่า “Ultimate Dependability” หรือ “ความไว้วางใจสูงสุด”

6. GMC

GMC

รถ “GMC” ชื่อมีชื่อเสียงในไทยมานานมาก ในรูปแบบรถกระบะ รถบรรทุกอเมริกันคันโต มีชื่อเต็มๆ ว่า “General Motors Company” หรือ บริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนี้นั่นเอง

ยี่ห้อ GMC ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 1911 ปัจจุบันเน้นการผลิตเฉพาะรถประเภทกระบะ รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น

7. FAW

FAW

ช่วงนี้ของจีนๆ กำลังมาแรง อย่างรถบรรทุก FAW (เอฟเอดับบลิว) ที่หลายคนคงเคยเห็นกัน ซึ่ง FAW ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 1953 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นบริษัทรถยนต์ของรัฐบริษัทแรก ที่เกิดขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ของจีนในปี 1953 เริ่มต้นผลิตรถบรรทุกที่ได้เทคโนโลยีมาจากสหภาพโซเวียต ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของรถยนต์, รถบรรทุก, รถโดยสาร และรถโค้ช

สำหรับชื่อ “FAW” นั้นย่อมาจาก “First Automobile Works” ครับ

New-MG-ZS-EV-2019
  • รถยนต์ SUV ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ขุมพลังจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh วิ่งได้ไกลกว่า 337 กิโลเมตร* ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัย พร้อม Advanced Driver-Assistance Systems ครบครัน
  • รองรับการชาร์จไฟทั้งแบบ Normal Charge ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง และแบบ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาที
  • เชื่อมต่อและสั่งการได้รวดเร็วขึ้นด้วยระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมฟังก์ชั่นตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การค้นหาสถานีชาร์จได้บนมือถือ

New MG ZS EV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ยุโรป

MG-ZS-EV

New MG ZS EV โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ SUV ตามแบบฉบับของเอ็มจี โดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบพิเศษ สีฟ้า Copenhagen Blue” กระจังหน้าทันสมัย พร้อมติดตั้งจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า และล้ออัลลอยใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ พร้อมการตกแต่งคอนโซลหน้า ด้วยวัสดุนุ่มแบบ Soft Touch ดูหรูหรามีระดับมากขึ้น พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วได้ และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และยังโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบ Panoramic Sunroof

MG-ZS-EV

Easy Drive – ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการขับขี่ที่ ง่ายดายในทุกเส้นทาง

New MG ZS EV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้ทั้งสมรรถนะ อัตราเร่งที่รวดเร็วและต่อเนื่อง พร้อมการขับขี่ที่เงียบ ปราศจากมลพิษและเสียงรบกวนจาก มอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ได้รับการพัฒนาให้ส่งกำลังได้ดีเยี่ยม และช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแบตเตอรี่ แบบ Lithium-ion ความจุ 44.5 kWh ที่ผ่านการรับรองและทดสอบตามมาตรฐานสากล โดยสามารถวิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ถึงกว่า 40 ซม. ในขณะที่แบตเตอรี่ยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ

MG-ZS-EV

อีกทั้งยังมีระบบการปกป้องแบตเตอรี่แบบ 360 องศา และระบบการจัดการอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำและสูง และระบบควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีพละกำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-50 กม./ชม. ในเวลาแค่ 3.1 วินาที และให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC หรือมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษของยุโรป)

MG-ZS-EV

ยังมาพร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ที่สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ในการขับขี่ของแต่ละคน ประกอบด้วย โหมดการขับขี่แบบ Eco เพื่อการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น แบบ Normal สำหรับการขับขี่ทั่วไปและ แบบ Sport เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจ

ปลอดภัยสูงสุดด้วยระบบ Advanced Synchronized Protection System ทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย (FSF) ระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System ทั้งหมด 9 ระบบ และระบบเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ Advanced Driver-Assistance Systems  ได้แก่

  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

MG-ZS-EV

NEW MG ZS EV ยังมีการติดตั้งไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

Easy Charging – ชาร์จไฟง่าย…สะดวกสบาย ทุกที่ทุกเวลา

MG-ZS-EV

NEW MG ZS EV รองรับการชาร์จไฟได้ 2 รูปแบบ คือ

  • การชาร์จไฟแบบธรรมดา (Normal Charge) ผ่าน MG Home Charger ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ในระยะเวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง
  • การชาร์จไฟแบบเร็ว (Quick Charge) ผ่านสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) โดยใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-80% ในระยะเวลาเพียง 30 นาที

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ EA anywhere ให้กับโชว์รูมของเอ็มจี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 107 แห่งทั่วประเทศ และกำลังจะขยายเป็น 130 แห่ง ภายในปีนี้ อีกทั้งยังได้ลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งที่ชาร์จ

Easy Connect – ควบคุมสั่งการง่ายขึ้นกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ i-SMART

MG-ZS-EV

ด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ใน 3 แกนหลัก คือ ด้านการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย หรือ SMART Command ด้านการเชื่อมต่อผ่านหน้าจอภายในรถ หรือ SMART Connect และด้านการตรวจเช็กรถจากมือถือ หรือ SMART Check ซึ่งผู้ขับขี่ NEW MG ZS EV จะสามารถเช็คระดับพลังงานคงเหลือของแบตเตอรี่ การเช็คสถานะและระยะเวลาของการชาร์จแบตเตอรี่แบบเรียลไทม์ การค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าใกล้เคียง หรือสถานีชาร์จที่โชว์รูมทั่วประเทศ รวมทั้งการสั่งการ  MG Home Charger สำหรับการชาร์จไฟที่บ้านได้อีกด้วย

Easy Maintenance – บำรุงรักษาง่าย…ประหยัดค่าใช้จ่ายและค่าซ่อมบำรุง

MG-ZS-EV

New MG ZS EV ช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดเงินกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ด้วยระบบขับเคลื่อนที่มาจากแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก จึงทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่น้อยลง การดูแลรักษาง่ายขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง

Easy Own – อัดแน่นด้วยฟังก์ชั่น ในราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของโลกปัจจุบัน

MG-ZS-EV

New MG ZS EV เปิดรับจองอย่างเป็นทางการพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก

จะได้รับ

1. ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
1. รับประกันแบตเตอรี่รถยนต์แบบไม่จำกัดระยะทาง ตลอดระยะเวลา 8 ปี
3. ฟรี! อุปกรณ์ชาร์จไฟในบ้านหรือ MG Home Charger มูลค่า 45,000 บาท
4. ฟรี! ค่าติดตั้ง MG Home Charger มูลค่า 20,000 บาท

สำหรับรถทดลองขับ จะพร้อมที่โชว์รูมเอ็มจีตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม โดยสามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทฯ ยังมีกำหนดจัดกิจกรรมการตลาดแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นผ่านกิจกรรม Roadshow ทั่วประเทศ รวมถึงงานแสดงรถยนต์สำคัญๆ ซึ่งได้แก่ งาน BIG Motor Sale 2019 ในเดือนสิงหาคมนี้

MG-Car-Price-List

รวมราคารถใหม่ MG (เอ็มจี) ทุกรุ่น Update 7/10/2019

Carro นำเสนอราคารถใหม่ MG (เอ็มจี) ทุกรุ่น Update ล่าสุด ครบถ้วน

ก่อนที่คุณจะดูราคารถใหม่ ซื้อรถใหม่ สามารถมาขายรถคันเดิมกับ Carro ได้นะครับ

ถ้าคุณอยาก “ขายรถ” คันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! และฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ ขายรถด่วน! —> เพิ่มเพื่อน

MG3

MG3

  • 1.5 C ราคา 519,000 บาท
  • 1.5 D ราคา 549,000 บาท
  • 1.5 X ราคา 589,000 บาท
  • 1.5 X Limited Edition ราคา 599,000 บาท
  • 1.5 V ราคา 629,000 บาท

*รุ่น D, X และ V ตัวถังสีทูโทน เพิ่มเงิน 5,000 บาท
**ราคารุ่น X Limited Edition เป็นราคารวมของ ราคารถมาตรฐาน 594,000 บาท และราคาอุปกรณ์ตกแต่ง 5,000 บาท

MG5

MG5

  • 1.5 D ราคา 649,000 บาท
  • 1.5 X Sunroof ราคา 699,000 บาท
  • 1.5 T D ราคา 719,000 บาท
  • 1.5T X Sunroof ราคา 759,000 บาท

MG-ZS-2019

MG ZS

  • 1.5 C ราคา 679,000 บาท
  • 1.5 D ราคา 729,000 บาท
  • 1.5 X ราคา 789,000 บาท
  • EV ราคา 1,190,000 บาท

New-MG-HS-2019

MG HS

  • รุ่น C ราคา 919,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 885,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 985,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น X ราคา 1,119,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 1,085,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)

MG-GS

MG GS

  • 1.5 T D ราคา 890,000 บาท
  • 1.5 T X ราคา 990,000 บาท

สี Brick Orange / Black Top และ Arctic White / Black Top เพิ่มเงิน 7,000 บาท

MG-V80

MG V80

  • 2.5 MT ราคา 988,000 บาท
  • 2.5 Selematic ราคา 1,038,000 บาท

MG-Extender

MG Extender

New MG Extender รุ่น Giant Cab (กระบะตอนครึ่ง)

  • GC 2.0 C 6MT ราคา 549,000 บาท
  • GC 2.0 D 6MT ราคา 619,000 บาท
  • GC 2.0 GRAND D 6MT ราคา 659,000 บาท
  • GC 2.0 GRAND D 6AT ราคา 719,000 บาท
  • GC 2.0 GRAND X 6MT ราคา 729,000 บาท

New MG Extender รุ่น Double Cab (4 ประตู)

  • DC 2.0 GRAND D 6MT ราคา 759,000 บาท
  • DC 2.0 GRAND D 6AT ราคา 819,000 บาท
  • DC 2.0 GRAND X 6AT ราคา 879,000 บาท
  • DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT ราคา 1,029,000 บาท

พิเศษ! สำหรับรุ่น Double Cab ขับเคลื่อนสี่ล้อ มาพร้อมพื้นปูกระบะไลเนอร์แท้จาก MG

ดูโปรโมชั่น MG ทั้งหมดได้ที่นี่ – https://th.carro.co/blog/mg-new-car-promotion/

MG-New-Car-Promotion

รวม Promotion รถใหม่ MG ทุกรุ่น ประจำเดือนตุลาคม 2562

ถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

MG-eZS-2019

โปรโมชั่น MG มอบโปรโมชั่นสุด Fun วันนี้ – 31 ต.ค. นี้

MG3 ดาวน์เริ่มต้น 5% ที่ 25,950 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. 1 ปี

MG ZS ฟรี! ส่วนลดพิเศษ 38,000 บาท หรือผ่อนเพียง 6,790 บาทต่อเดือน และฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. 1 ปี

MG HS ข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก

  • รุ่น C ราคา 919,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 885,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 985,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)
  • รุ่น X ราคา 1,119,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดพิเศษ 1,085,000 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรก)

MG EXTENDER: พิเศษ! สำหรับรุ่น Double Cab ขับเคลื่อนสี่ล้อ ฟรีพื้นปูกระบะไลเนอร์แท้ จาก MG

 

10-Secondhard-Cars-Price-Falls

10 รถมือสอง ที่คุณใช้แล้วต้องทำใจ เพราะราคาขายต่อถูกมากกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในปีเดียวกัน!

“รถมือสอง” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่มีเจ้าของใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว ราคาก็ย่อมถูกกว่า “รถป้ายแดง” เช่นกัน โดยรถมือสองนั้น ก็มีทั้ง “แบรนด์หลัก” และ “แบรนด์รอง” … Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง …

“แบรนด์หลัก” ก็คือรถยี่ห้อใหญ่ๆ ที่ตลาดนิยม เช่น รถญี่ปุ่นหลายยี่ห้อ หรือรถยุโรปบางยี่ห้อ ที่แม้ว่าเราจะอาจจะเบื่อแล้ว หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พอลงประกาศขาย (ในราคาที่เหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป) ก็จะมีผู้คนสนใจอยากซื้อไปใช้ต่อ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะรถบางรุ่นของ “แบรนด์หลัก” เวลาขายต่อ ราคาก็ร่วงรูดได้เหมือนกัน

ส่วนรถยนต์ยี่ห้อที่เป็น “แบรนด์รอง” นั้น ไม่ต้องพูดถึง ส่วนใหญ่ตอนซื้อมาจ่ายราคาเต็ม พอขายต่อ ส่วนต่างหายไปมหาศาลก็มี ไม่ใช่ว่ารถคันนั้นคุณภาพ หรือสภาพรถไม่ดี! แต่เป็นเพราะหลายๆ ปัจจัย เช่น บริการหลังการขาย ราคาอะไหล่ ความหายากของศูนย์บริการ ก็มีผลทำให้รถคันนั้นๆ ราคาร่วงรูดได้เช่นกัน …

Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รถมือสอง ราคาถูกกว่าตอนป้ายแดง มากอย่างไม่น่าเชื่อ (ภาค 1) มาให้ได้อ่านกันครับ.

Chery QQ

Chery-QQ

ราคาป้ายแดง (ปี 2552) : 389,400 – 434,400 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 70,000 – 100,000 บาท

Chery QQ (เฌอรี่ คิวคิว) รถแบรนด์จีนขนาดเล็กหน้าตาน่ารัก นำเข้าโดย บริษัท ไทยเฌอรี่ยานยนตร์ จำกัด ในเครือไทยยานยนตร์กรุ๊ป มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.1 ลิตร 68 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์แบบ AMT 5 สปีด ประหยัดน้ำมันสูงถึง 19.23 กม./ลิตร (ที่ความเร็ว 90 กม./ชม.)

พอเจอโครงการรถ Eco-Car ของรัฐบาลเข้าไป บวกกับทาง CP เสนอให้ Chery บริษัทแม่ในจีนมาร่วมลงทุนในไทย แต่ทางจีนไม่เอา รถเฌอรี่ จึงเลือนหายไปจากตลาดรถบ้านเรา …

Proton Savvy

Proton-Savvy

ราคาป้ายแดง (ปี 2550) : 399,000 – 469,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 70,000 – 100,000 บาท

Proton Savvy (โปรตอน เซฟวี่) รถยนต์แห่งชาติของประเทศมาเลเซีย รูปทรงขนาดเล็กน่ารัก นำเข้ามาขายโดย บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 74 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์แบบ AMT 5 สปีด ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงถึง 19 กม./ลิตร และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 170 กม./ชม.

พอเจอโครงการรถ “รถคันแรก” ของรัฐบาลเข้าไป บวกกับทางตัวแทนจำหน่ายในไทย (ก็รู้ๆ กันอยู่) … ทำให้รถ Proton หลายๆ รุ่น และโชว์รูม ก็เลือนหายไปจากตลาดรถบ้านเรา (แม้ว่า โชว์รูม กับ ศูนย์บริการ ยังมีเหลืออยู่ แต่ก็น้อยนิดแล้วก็ตาม)

Chevrolet Sonic

Chevrolet-Sonic

ราคาป้ายแดง รุ่น 1.4 (ปี 2555) : 548,000 – 687,000 บาท
ราคาป้ายแดง รุ่น 1.6 (ปี 2556) : 677,000 – 709,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 200,000 – 400,000 บาท

Chevrolet Sonic (เชฟโรเลต โซนิค) เป็นตัวตายตัวแทนของรุ่น Aveo ที่เคยทำตลาดในบ้านเรา มีทั้งแบบ Northback 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ แต่ก็เจอมรสุมของตัวรถเอง จึงต้องหายไปจากตลาดอย่างเงียบๆ …

ในช่วงแรก Chevrolet เปิดตัว Sonic รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 100 แรงม้า พอผ่านไป 1 ปี รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 จึงตามมาให้เลือก ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ถ้าใครอยากเล่นรุ่นนี้ เราแนะนำให้เล่นรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เพราะสมรรถนะดีกว่ารุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ครับ

Chevrolet Cruze

Chevrolet-Cruze

ราคาป้ายแดง (ปี 2553) : 729,000 – 1,149,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2556) : 752,000 – 1,248,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 270,000 – 500,000 บาท

Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) อันนี้ถือว่าเป็นตัวแทนของ Optra เดิม เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร Commonrail Turbo 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด DSC

พอถึงปี 2556 จึงปรับหน้าตาและเครื่องยนต์ให้รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 ก่อนจะตัดรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ออก เหลือแค่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร อย่างเดียว ปรับโฉมอีกครั้งช่วงปี 2558 ก่อนจะหายเงียบไป

หากใครอยากเล่นรุ่นนี้ เราขอแนะนำตัวดีเซลครับ เพราะขับสนุกสุดแล้ว (แต่ก็ดูแลเรื่องเกียร์หน่อยละกัน …)

Ford Fiesta

Ford-Fiesta

ราคาตอนป้ายแดง (ปี 2554) : 549,000 – 724,000 บาท
ราคาตอนป้ายแดง (ปี 2555) : 644,000 – 759,000 บาท
ราคาตอนป้ายแดง EcoBoost (ปี 2557) : 619,000 – 779,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 175,000 – 400,000 บาท

Ford Fiesta (ฟอร์ด เฟียสต้า) ถือเป็นรถ Ford อีกรุ่น ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกรุ่นเลยก็ว่าได้ มาทำตลาดในไทยครั้งแรกในแบบ 4 ประตู และ 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 95 แรงม้า เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 121 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับแบบ PowerShift 6 สปีด

และในช่วงที่โครงการ “รถคันแรก” มา ทาง Ford จึงส่ง Fiesta รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 109 แรงม้า มาแทนที่รุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ซะเลย แถมยังได้เงินคืนถึง 100,000 บาทเชียวนะ!

สุดท้าย Ford Fiesta จึงปรับโฉมหน้าตาใหม่ ในปี 2556 (ก่อนจะเปลี่ยนหน้าตาของรุ่น 1.5 ตามมาในปี 2557) มาพร้อมเครื่องยนต์ Turbo ใหม่ ขนาด 1.0 ลิตร EcoBoost 125 แรงม้า … แต่พอเจอ User Voice มากมายของที่ใช้รุ่นรถนี้ บวกกับข่าวคราวหลายครั้งที่ผ่านมา ก็ทำให้ราคามือสองของ Fiesta นั้น ต่างจากราคาป้ายแดงลิบลับแบบไม่ต้องสงสัย …

Ford Focus

Ford-Focus

ราคาป้ายแดง (ปี 2555) : 759,000 – 1,079,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 290,000 – 500,000 บาท

Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) รถขนาดกลางแบบ C-Segment ยอดนิยมของฟอร์ดทั่วโลกอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 3 ในบ้านเราเมื่อปี 2555 มาพร้อมความสปอร์ตในแบบ Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 125 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6 สปีด

สุดท้าย Ford Focus จึงปรับโฉมหน้าตาและเครื่องยนต์ใหม่ ในปี 2559 มาพร้อมเครื่องยนต์ Turbo ใหม่ ขนาด 1.5 ลิตร EcoBoost 180 แรงม้า …

แต่พอเจอ User Voice มากมายของที่ใช้รุ่นรถนี้ เกี่ยวกับเรื่องเกียร์ PowerShift เช่นเดียวกับรุ่นน้องอย่าง Fiesta ก็ทำให้ราคามือสองของ Focus นั้น ดำดิ่งต่างจากราคาป้ายแดงลิบลับเช่นกัน …

MG6

MG6

ราคาป้ายแดง (ปี 2557) : 988,000 – 1,128,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 520,000 บาท

MG6 (เอ็มจี6) ถือเป็นรถรุ่นแรกของ MG ในไทย ภายใต้การทำตลาดโดย CP ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 2557 มีให้เลือกทั้งโฉม Sedan 4 ประตู และแบบ Fastback 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 161 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch Transmission (DCT) 6 สปีด

แต่เนื่องด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ของตัวแบรนด์ MG เอง จึงทำให้ราคาขายต่อรถมือสองของรุ่นนี้ ดูเบาๆ สำหรับคนกำลังมองหารถมือสอง MG มาใช้ อย่างไม่ต้องสงสัย …

Nissan Pulsar

Nissan-Pulsar

ราคาป้ายแดง (ปี 2556) : 776,000 – 976,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2557) : 781,000 – 1,070,000 บาท

ราคามือสอง (ปี 2561) : 380,000 – 490,000 บาท

Nissan Pulsar (นิสสัน พัลซ่าร์) อาจจะเรียกได้ว่า เป็นรถนิสสัน ที่เคยขายในไทยเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ยุคสยามกลการนู่น แต่ไม่รุ่งเลยเลิกขายไป ก่อนจะ Come Back กลับมาขายใหม่อีกหลังในปี 2556 ในแบบสปอร์ต แฮทช์แบค ออพชั่นเพียบ แล้วก็แป๊กเหมือนในอดีตอีก …

มีให้เลือก 3 เครื่องยนต์ ได้แก่ ขนาด 1.6 ลิตร 116 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร 131 แรงม้า และเบนซิน 1.6 ลิตร DIG Turbo 190 แรงม้า ซึ่งถ้าใครที่ชอบความแรงแล้ว คงต้องยกให้ไปลองเล่นรุ่น Turbo ดูครับ

Mitsubishi Lancer EX

Mitsubishi-Lancer-EX

ราคาป้ายแดง (ปี 2552) : 831,000 – 1,034,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2554) : 794,000 – 1,151,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 280,000 – 460,000 บาท

Mitsubishi Lancer EX (มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์) แม้ว่าจะเป็น Lancer รุ่นสุดท้ายที่ขายในบ้านเราเวลานี้ จัดว่าเป็นรถ C-Segment ที่น่าใช้อีกรุ่น ดีไซน์สไตล์สปอร์ต ไปแต่งเป็นโฉม Evolution ก็หล่อใช่ย่อย ช่วงล่างก็ดีเกาะถนน ออพชั่นติดรถก็ถือว่ามากใช้ได้ และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แบบ FFV เติมแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ รุ่นแรกในไทย … พอในปี 2554 ก็มีการปรับออพชั่นเพิ่มอีก อาทิเช่น เพิ่มระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS และแนะนำตัวถังสีใหม่ “แดงเมทัลลิก” เป็นต้น

มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 139 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 154 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT INVECS-III แบบ 6 สปีด … แต่เพราะ Lancer ไม่ใช่รถตลาด เหมาะสำหรับคนชอบรถแต่งมากกว่า และเรื่องศูนย์บริการ กับราคาอะไหล่ ทำให้ราคามือสอง อาจจะทิ้งห่างจากตอนป้ายแดงอยู่พอสมควร

Toyota Prius

Toyota-Prius

ราคาป้ายแดง (ปี 2553) : 1,190,000 – 1,270,000 บาท
ราคาป้ายแดง (ปี 2555) : 1,199,000 – 1,369,000 บาท
ราคามือสอง (ปี 2561) : 330,000 – 600,000 บาท

Toyota Prius (โตโยต้า พริอุส) รถสำหรับคนรักษ์โลกจากค่ายโตโยต้า มาพร้อมขุมพลังไฮบริด กับรูปทรงที่ลู่ลม ผลิตในไทยด้วย! ซึ่งนับเป็นประเทศที่ 3 ของโลก สำหรับการผลิต Prius ขาย … มีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบ Head-Up Display รวมไปถึงประสิทธิภาพของระบบไฮบริดที่ดีเยี่ยม เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 99 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 82 แรงม้า ประหยัดน้ำมัน และให้อัตราเร่งเทียบเท่ารถยนต์เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ

Prius เป็นรถที่ดีและน่าใช้อีกคันหนึ่งเลยทีเดียว แต่ด้วยเวลาที่แบตเตอรี่ต้องใกล้เปลี่ยน กับ ราคาอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นเยอะ ทำให้ราคามือสองของรุ่นนี้ ทิ้งห่างจากตอนซื้อใหม่ไปมากพอสมควร …

ทางที่ดี ก่อนคุณจะซื้อตัดสินใจหารถมือสองมาใช้สักคัน (เช่น Inbox ไปถามใน Fanpage “Carro Thailand” ก็ได้) ก็ควรหาคนที่พอมีความรู้เรื่องรถยนต์ หรือช่างไปดูรถด้วย เพื่อให้ได้รถที่มีสภาพดี ไม่ชนหนัก ไม่ถูกย้อมแมว จะได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ยังไงล่ะครับ

หากใครที่คิดว่าตัวเองใจไม่ถึง อยากเปลี่ยนไปเล่นรถตลาด อยากขายรถที่มีในบทความนี้อยู่เพื่อไปเล่นรุ่นอื่น ก็ลองดูได้ครับผม …

All-New-MG3

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 112 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติใหม่ “WE ARE FUN” “มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง”

MG3-2018บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “WE ARE FUN” “มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” All-New MG3 แฮทช์แบ็คหลากสีสันสดใส มิติใหม่ของความสนุกด้วยเอกลักษณ์ของ All-New MG3 ที่มาพร้อมนิยามใหม่ “WE ARE FUN” : มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” พร้อมปรับโฉมด้วยการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สีสันโดนใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่จะเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ของคุณให้สนุกทุกเส้นทาง

MG3-2018

ด้วยเสียงตอบรับที่ดีของ MG3 ด้วยยอดขายถึง 17,000 คัน การเปิดตัว All-New MG3 โฉมใหม่ในวันนี้ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยเราคาดการณ์ว่า All-New MG3 จะมียอดจำหน่ายที่ 10,000 คัน ในปี 2561

MG3-2018

All-New MG3 ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (BRIT Dynamic) ทำให้สมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ในการขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ด้วยการผสานดีไซน์ เทคโนโลยี สีสัน ความสะดวกสบาย และความคล่องแคล่วเข้าด้วยกัน

MG3-2018

All-New MG3 ยังมาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART (เฉพาะรุ่น V) ที่สามารถรองรับการสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก พร้อมระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์

ทั้งนี้ระบบ i-SMART ใน All-New MG3 (เฉพาะรุ่น V) มีฟังก์ชั่นเด่น ที่ช่วยอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งให้ข้อมูลรถยนต์ผ่านช่องทางการสั่งการ 3 ทาง ได้แก่

  1. ระบบสั่งการด้วยเสียง (Thai Voice Command) ผู้ขับขี่สามารถสั่งการ ระบบเครื่องเสียง / ระบบปรับอากาศ / โทรออก / ระบบนำทาง
  2. ระบบสั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีน ( i-SMART on Touchscreen) รองรับการใช้งานระบบนำทางเนวิเกชัน พร้อมระบบตรวจสอบการจราจรแบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีระบบที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พักบนแผนที่นำทาง และสนุกกับเสียงเพลงจากศิลปินค่ายต่างๆ และ i-Call ระบบโทรออก-รับสายในกรณีฉุกเฉิน
  3. ระบบสั่งการด้วยมือถือ (i-SMART Mobile Application) ผู้ใช้งานสามารถสั่งการหลายฟังก์ชันภายในรถยนต์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบาย ได้แก่ ระบบล็อก และปลดล็อกประตู ระบบวางแผนการเดินทาง ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ และระบบค้นหารถ Find my car รวมถึงระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ และเตือนความผิดปกติของรถยนต์

MG3-2018

All-New MG3 อัพเกรดความสนุกสไตล์อังกฤษรูปลักษณ์ใหม่ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร ให้สอดคล้องความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัว กระจังหน้าใหม่ที่โดดเด่นขึ้น พร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ (Projector Headlamp) แนว Brit Duo Colour Styling หลังคาซันรูฟ (Sunroof) แบบปรับไฟฟ้า ไฟท้ายแบบ LED Light Guide ด้านข้างที่ปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 16 นิ้ว ที่โดดเด่นสะดุดตา

MG3-2018

มิติตัวรถ ยาว 4,055 มม. กว้าง 1,729 มม. สูง 1,516 มม. และระยะฐานล้อ 2,520 มม.

MG3-2018

ภายในห้องโดยสารดูหรูหราสปอร์ตพรีเมียมขึ้น กว้างขวางนั่งสบายทั้งที่นั่งแถวหน้า และแถวหลัง ผสานเส้นสายกับสีสันของเบาะโดยสารลายโมเดิร์นกราฟิก เบาะที่นั่งหลังสามารถปรับพับแยกส่วนในการเก็บสัมภาระแบบ 60:40  สนุกมากขึ้นกับจอระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว ด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานได้หลากหลายทั้งฟังเพลง ดูหนัง ค้นหาโรงแรมและร้านอาหาร พร้อมกล้องมองหลังขณะถอย และสัญญาณเตือนระยะถอยหลังที่ช่วยเติมเต็มความสนุกของเราได้เสมอ

MG3-2018

All-New MG3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ DOHC VTi-TECH ขนาด 1.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 112 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

MG3-2018 โดย เอ็มจี ยังจัดเต็มระบบความปลอดภัยใน All-New MG3 เช่นเดียวกับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ Synchronize Protection System รวม 8 ฟังก์ชัน ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) เข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)

ราคาของ All-New MG3 ใหม่ มีดังนี้ / The All-New MG3 Price, Shown in Thai Baht.

  • รุ่น C ราคา 519,000 บาท
  • รุ่น D ราคา 549,000 บาท
  • รุ่น X ราคา 589,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 629,000 บาท

MG3-2018

ทั้งนี้ All-New MG3 มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลืองทิวดอร์ เยลโล่ (Tudor Yellow) สีแดง รูบี เรด (Ruby Red) สีฟ้ามารีนา บลู (Marina Blue) สีขาวอาร์กติกไวท์ (Arctic White) และ สีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)

พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ All-New MG3 จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) และการให้คำแนะนำผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1267 (MG Call Centre 1267) รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services)