MINI-New-Car-Promotion

รวม Promotion รถใหม่ 2021 – 2022 Mini (มินิ) ทุกรุ่น Update ล่าสุด ประจำเดือนสิงหาคม 2564

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม มาที่นี่เลย CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยีจากระบบ AI ช่วยประเมินสภาพรถก่อนขาย

รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือต้องการหารถมือสองยี่ห้อ/รุ่นที่คุณต้องการ ก็ได้เช่นกัน มาซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ที่ CARRO Automall สิ! โทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line @carroautomall

แต่ถ้าคุณอยาก “ขายรถ” คันเดิม เพื่อซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถด่วนกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! และฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai คลิกที่นี่ ขายรถด่วน! —> เพิ่มเพื่อน

Mini-Electric-2020

มอบความสุขรับเดือนพิเศษครบรอบ 62 ปี กับข้อเสนอดีๆ เมื่อออก มินิ พลังงานไฟฟ้า ให้พิเศษตลอดเดือนเกิดของ มินิ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 62 กับข้อเสนอพิเศษ BE ELECTRIFIED. BE MINI.

เป็นเจ้าของ The new all-electric MINI พลังงานไฟฟ้าโฉมใหม่ พร้อมรับฟรี! MSI 4 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง*

และท็อปอัปด้วยข้อเสนอ 3 ทางเลือกเฉพาะคุณ

1. ดาวน์ 0% ให้คุณเป็นเจ้าของ The new all-electric MINI ได้ง่ายกว่าที่คิด*

2. ผ่อนน้อย เพียงเดือนละ 9,900 บาท*

3. รับฟรี Wall Charge พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1ปี*

ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่นี่

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ผู้จำหน่าย มินิ อย่างเป็นทางการ หรือ คลิกเว็บไซต์ www.mini.co.th กดเลือกเมนู Online Sales

ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 64 -31 ส.ค. 64 เท่านั้น

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

ถ้าจะให้พูดถึงตลาดรถมือสองในบ้านเรานั้น ด้วยเงื่อนไขราคาและสภาพของรถ ถือว่ามีตัวเลือกเยอะมาก เริ่มต้นกันตั้งแต่ราคาระดับหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่ว่ามานี้ ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถซื้อรถญี่ปุ่นในระดับ Compact Car ป้ายแดงได้เลยทีเดียว

แต่งบก้อนเดียวกันนี้ หลายคนบอก “ไปเล่นรถยุโรปมือสองดีกว่า” ก็สามารถลงมาเล่นรถยุโรปมือสองที่ปีไม่เก่ามาก ได้อีกเหมือนกัน! อีกทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้อีกด้วย จากแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบรนด์อันหลากหลาย ดูแพงดูมีราคา

สำหรับงบไม่เกิน 1 ล้านบาท หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ก็ซื้อเงินสดได้เลย หรือจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถผ่อนดาวน์ได้ไม่ยาก อาจจะซื้อเป็นรถคันแรก หรือรถคันที่สองก็ย่อมได้ และก็อาจจะเป็นรถที่คนวัย 30+ ขึ้นไป เริ่มมองหารถยนต์ที่ดูเหมาะกับหน้าที่การงานอันมั่นคง หรือมีครอบครัวแล้ว แต่ได้รถแบรนด์ดี ขับแล้วดูดีราคา ขับใช้งานได้ทุกวัน

โดยปกติแล้ว รถแบรนด์ยุโรป คุณภาพการประกอบถือว่าดีกว่ารถญี่ปุ่น แต่ก็มีข้อด้อยอย่างเรื่องระบบอิเลกทรอนิกส์ ที่อาจจะต่างจากรถญี่ปุ่นโดยบางอย่างอาจใช้เฉพาะในสเปครถเมืองหนาว การ Service ต้องระวัง หลายอย่างถ้าแตกหักขึ้นมามีราคาแพงทีเดียว

ส่วนในเรื่องของค่าบำรุงรักษานั้น จะบอกว่าแพงกว่ารถญี่ปุ่นแน่นอน แต่ก็ไม่มากกว่ากันเท่าไหร่ อะไหล่บางชิ้นที่ถูกกว่าก็มี ถ้าคุณดูแลรถเป็น มีอู่นอกที่ไว้ใจได้ โอกาสที่ซ่อมแล้วไม่บานปลายก็มาก

MR.CARRO จะเล่าให้ฟังกัน ว่ามีงบ 1 ล้านบาท ซื้อรถยุโรปมือสองรุ่นไหน ถึงเหมาะกับการใช้งาน!

BMW-Series-3-F30

1. BMW Series 3 (F30)

BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ในรหัส F30 นับได้ว่าเป็นรถ Compact Car ยอดนิยมของคนไทยจริงๆ อีกทั้งยังถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 6 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1975 ที่ยังคงได้รับความนิยมจากตลาดรถยนต์ในไทยทุกยุคทุกสมัย

สำหรับ BMW Series-3 รุ่นนี้ เปิดตัวในเยอรมนีครั้งแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 2011 และเปิดตัวในไทยเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 320d Sport / Modern / Luxury ที่นำเข้าจากเยอรมนี ก่อนจะประกอบในประเทศ CKD ต่อมา

และในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2555 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 320i Sport / Modern / Luxury และ 328i Sport

ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นรถประมาณปี 2011 – 2013

สำหรับ BMW Series-3 โฉมนี้ มีมิติตัวรถใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทุกมิติ อีกทั้งยังลดน้ำหนักลงในจุดต่างๆ ทำให้รถรุ่นนี้กลับมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 40 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น)

และยังมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ TwinPower โดยใน 3 รุ่นหลักๆ ทั้ง 320i, 328i และ 320d มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รายละเอียดตามนี้

ในรุ่น 320i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.9 กม./ลิตร

ในรุ่น 328i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 4,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.4 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 15.9 กม./ลิตร

ส่วน 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.6 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 21.7 กม./ลิตร

เอาเป็นว่าไลฟ์สไตล์ใครชอบแบบไหน ชอบแรง ชอบประหยัด เชิญเลือกซื้อได้ตามอัธยาศัย …

BMW-Series-5-F10

2. BMW Series 5 (F10)

BMW Series-5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) ในรหัส F10 เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ออกแนวผู้บริหารนั่ง ซึ่งยังคงความเป็นเอกลัษณ์ของ BMW กับกระจังหน้าไตคู่ หลังคาลาดแบบสปอร์ต และเส้นขอบหน้าต่างบานหลังหักมุมในแบบ “Hofmeister Kink” แต่ก็มีราคาเริ่มต้นที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทแล้วเช่นกัน แม้ว่าตอนเปิดตัวใหม่ จะมีราคาสูงมากถึงหลายล้านบาทเลยทีเดียว!

สำหรับ BMW Series-5 รุ่นนี้ เปิดตัวในไทยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2553 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 530d และ 535i ที่นำเข้าจากเยอรมนี ต่อมาจึงเปิดตัว BMW 523i รุ่นประกอบในประเทศ โดยมี 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย BMW 523i และ BMW 523i Highline

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2553 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 520d และ 525d ซึ่งเข้ามาแทนที่ 530d รุ่นนำเข้า โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นรุ่นประกอบในประเทศ

ต่อมาในปี 2555 เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ในรุ่นเครื่องเบนซินอย่าง 520i, 528i, และ 528i Sport โดยทั้ง 3 รุ่น เข้ามาจำหน่ายแทน 523i

ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท จะเป็นรถประมาณปี 2010 – 2012 รุ่นที่น่าสนใจ ก็จะมีประมาณนี้ ในงบไม่เกิน 1 ล้านบาท …

BMW 520d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 7 แรงม้า หรือ 4% จากรุ่นก่อนหน้า) แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,900-2,750 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้น 30 นิวตัน-เมตร หรือ 9% จากรุ่นก่อนหน้า)ส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 8.1 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 19.2 กม./ลิตร (ดีขึ้น 8%)

สำหรับ BMW 525d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP Sports Automatic 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.2 วินาที อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.4 กม./ลิตร

มาพร้อมกับเทคโนโลยี EfficientDynamics ที่เหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยู เช่น ระบบ Brake Energy Re-Generation และระบบ Active Aerodynamics

และ BMW 523i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 2.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ส่งกำลังสู่ล้อหลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.5 วินาที (เร็วขึ้น 7%) อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 12.5 กม./ลิตร

Mercedes-Benz-C-Class-W204

3. Mercedes-Benz C-Class (W204)

Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส) รหัสรุ่น W204 จัดว่ามีราคามือสองในปี 2563 ที่จับต้องได้เลย เริ่มต้นประมาณ 5 แสนบาทก็พร้อมเป็นเจ้าของได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นรถที่ปีไม่เก่ามาก และช่างเบนซ์หลายอู่สามารถซ่อมได้ง่าย ซ่อมไม่ยาก

โฉมนี้เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 โดยนำเข้ารุ่น C 200 Kompressor และ C 230 Kompressor ในรุ่น C 200 Kompressor ให้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 163 แรงม้า เป็น 184 แรงม้า ซึ่งมากขึ้นถึง 13% และการเพิ่มขึ้นของแรงบิดกว่า 18%

ต่อมาในเดือนมกราคม 2551 เปิดตัว C 200 Kompressor Elegance และ C 200 Kompressor Avantgarde พร้อมชูประเด็นเรื่องระบบความปลอดภัย PRE-SAFE ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และความปราดเปรียวในการขับขี่ Agillity Control

และในปี 2553 เปิดตัว C 200 CGI BlueEFFICIENCY และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY Avantgarde กับเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด

สำหรับ C200 มาพร้อมกับขุมพลังเบนซินขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 250 นิวตันเมตร ที่ 2,800-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 230 กม./ชม. สั่งงานด้วยระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-touch Shift

ในส่วนของ C250 มาพร้อมกับขุมพลังดีเซลคอมมอนเรลเจเนเรชั่นที่ 4 ขนาด 2.1 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม.

ต่อมาในเดือนกรกฎาคมปี 2554 เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ ประเดิมด้วย C 200 BlueEFFICIENCY 184 แรงม้า และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY 204 แรงม้า และยังมีรุ่นย่อยที่แรงสุดอย่าง C300 4Matic ใช้ขุมพลังแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุด 228 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 7G-TRONIC PLUS ให้เลือกอีกด้วย …

Mercedes-Benz-E-Class-W212

4. Mercedes-Benz E-Class (W212)

Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัสรุ่น W212 จัดได้ว่าเป็นเบนซ์รุ่นยอดนิยมมากอีกหนึ่งรุ่น รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลมาจากรถต้นแบบที่ชื่อ Concept Fascination ที่เปิดตัวใน Paris Motorshow 2008 และยังคงรูปลักษณ์ของไฟหน้าแบบดวงคู่ฝั่งละ 2 ดวง เพียงแต่เปลี่ยนจากทรงกลมรี มาเป็นแบบสี่เหลี่ยมไม่เท่ากัน ที่เรียกว่า Rhomboid Headlamps แทน

นับว่าเป็นรถมือสองที่เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ รถหรู แนวผู้บริหารมากๆ ราคามือสองในปี 2563 ประมาณ 6 แสนบาทกลางๆ ก็หามาเป็นเจ้าของกันได้แล้ว

ในเดือนสิงหาคม 2552 เปิดตัว E 500 เครื่องยนต์ขนาด 5.5 ลิตร 388 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ที่ 5.2 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เปิดตัว E 250 CGI BlueEFFICIENCY Avantgarde เพิ่ม โดยเป็นการนำเข้าทั้งคันก่อน

เดือนมกราคม 2553 เปิดตัว E-Class รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรุ่น E300 Avantgarde มีรูปทรงที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 ทำให้เป็นยนตรกรรมหรูที่ลู่ลมมากที่สุด ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด 7G-Tronic พร้อมกับ Direct Select สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ที่พวงมาลัยอีกด้วย

ในปี 2555 เพิ่มระบบเกียร์ใหม่ ที่เหมาะทุกการขับขี่ ระบบส่งกำลังเป็นเยี่ยม 7G-Tronic Plus

สำหรับ E250 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 4,300 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.8 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 238 กม./ชม.

โดยในรุ่น E300 ที่เราแนะนำนั้น มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 5,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.4 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 247 กม./ชม.

Mini One Hatch

5. MINI One / MINI Cooper / MINI Clubman / MINI Countryman

MINI (มินิ) รถเล็กในตำนานยอดนิยมตลอดกาล ที่มีแฟนๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก เป็นรถที่ขับสนุก เกาะถนนดี เหมือนขับรถโกคาร์ท อีกทั้งยังมีให้เลือกกันมากมายหลายแบบ ด้วยดีไซน์คลาสสิกเป็นเอกลักษณ์หลักของมินิ ตามปรัชญาการดีไซน์ “From Original To Original” กับพัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยกำลังเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่เหนือกว่าเดิม

นับตั้งแต่เปิดตัว MINI ครั้งแรกในไทยเมื่อ 2545 จวบจนปัจจุบัน MINI มือสอง ราคาไม่เกินล้าน มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่น เช่น

  • MINI One รหัส R50 เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร Tritec รหัส W10 90 แรงม้า
  • MINI Cooper รหัส R50 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Tritec รหัส W10 115 แรงม้า
  • MINI Cooper S รหัส R53 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Supercharged รหัส W10 163 แรงม้า/ 170 แรงม้า (รุ่น LCi เปิดตัวมีนาคม 2548)
  • MINI One รหัส R5ุ6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร Prince รหัส N14 95 แรงม้า (เปิดตัวเดือนมิถุนายน 2550)
  • MINI Cooper / S รหัส R56 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N14 120 แรงม้า / 175 แรงม้า (เปิดตัวเดือนมีนาคม 2550)
  • MINI Clubman / S /D รหัส R55 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N14 120 แรงม้า / 175 แรงม้า / ดีเซล 110 แรงม้า
  • MINI Cooper / S รหัส R56 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N16 122 แรงม้า / 184 แรงม้า (รุ่น LCi เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2553)
  • MINI Cooper D / SD รหัส R56 เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร รหัส N47 112 แรงม้า / ดีเซล 143 แรงม้า (เปิดตัวเดือนมีนาคม 2555)
  • MINI Countryman / S / SD รหัส R60 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N16 122 แรงม้า / 184 แรงม้า (เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2553) และดีเซล 143 แรงม้า

MR.CARRO ยกตัวอย่างมาให้ดูกัน 5 รุ่น 5 สไตล์ หวังว่าคงถูกใจกันไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณด้วยล่ะครับ ที่ถึงแม้ว่าซื้อรถราคาคันละเกือบ 1 ล้านบาท ก็ยังต้องตั้งงบไว้สำหรับซ่อมบำรุง ตรวจเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ ด้วยนะครับ

ส่วนถ้าใครเป็นคนชอบรถ Option เยอะๆ ก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองว่า Option ที่รถมีอยู่นั้น ตัวเองมีโอกาสได้ใช้มากน้อยแค่ไหน? ถ้าใช้เยอะก็เลือกได้ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลือกรุ่นถูกลงมาหน่อยก็ได้ เพราะ Option เหล่านี้ มักจะเป็นระบบไฟฟ้าซะส่วนมาก ซึ่งเวลามันรวนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนนี่ บานเลยล่ะคุณ …

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ! เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Mazda2 ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถเบนซ์มือสอง หรือบีเอ็มมือสอง รุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

New-Car-In-BIG-Motor-Sale-2019

งานมหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ (Bangkok International Grand Motor Sale) หรือ BIG Motor Sale 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ในแนวคิด “เปิดโลกยานยนต์สรรสร้าง”

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน BIG Motor Sale 2019 โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

1. Toyota Sienta

Toyota-Sienta-2019

Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า) เพิ่งไปตัวไปสดๆ ร้อนๆ ในเดือนนี้ ปรับปรุงใหม่ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งานแค่เพียงสัมผัส (Click) ดีไซน์ภายนอกปรับกระจังหน้า กันชนหน้าใหม่ มีไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED พร้อมสีใหม่ Citrus Mica Metallic

ส่วนภายใน เบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์สีดำ เดินด้ายส้ม แผงข้างประตูดีไซน์ใหม่ ติดตั้งจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว ใหม่ พร้อมฟังก์ชัน T-Link พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา 4 จุดรอบคัน และกล้องบันทึกภาพ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ในราคา 765,000 – 875,000 บาท

2. Toyota Majesty

All-New-Toyota-Majesty

Toyota Majesty (โตโยต้า มาเจสตี้) รถตู้สุดหรูจากค่ายโตโยต้า ที่จะมาแทนรุ่น Ventury โดยเตรียมขายเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้ ใช้พื้นฐานเดียวกับ Hiace และ Commuter โฉมใหม่ อัดแน่นออพชั่นเต็มพิกัด

ขุมพลังเป็นแบบรหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในราคาเท่าไหร่ โปรดติดตาม …

3. Mitsubishi Pajero Sport

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต) รถ SUV หรือที่เรียกกันว่ารถ PPV ยอดฮิตในบ้านเรา เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกในโลกที่ไทย ปรับชุดไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า และไฟท้าย ใหม่ และปรับปรุงภายในใหม่ อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD GT, 2WD GT Premium และ 4WD GT Premium ในราคา 1,299,000 – 1,599,000 บาท

4. Suzuki Carry

All-New-Suzuki-Carry-2019

Suzuki Carry (ซูซูกิ แครี่) โฉมใหม่หมดจด ขวัญใจชาวฟู้ดทรัค ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดซะที หลังจากที่ขายรุ่นเดิมมาอย่างยาวนานถึงสิบปีกว่า ครั้งนี้ด้านหน้ารถออกแบบเป็นตัดหน้าตรง เหมือนรถตู้ กระบะหลังเปิดได้ 3 ด้าน และสามารถบรรทุกได้มากถึง 1 ตัน! พร้อมการออกแบบห้องโดยสารภายในใหม่ เน้นที่เก็บของเต็มพิกัด!

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส K15B-C ขนาด 1.5 ลิตร 95 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนราคาโปรดติดตามได้ในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้!

5. Mercedes-Benz A-Class

Mercedes-Benz-A-Class-Sedan

Mercedes-Benz A-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส) ใหม่! มาไทยแน่นอน พร้อมเปิดตัวในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ ในชื่อ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ซึ่งภายในมีฟังก์ชั่นเด่นๆ อย่าง หน้าจอคู่ Dual Screen Cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว จำนวน 2 จอ, ระบบควบคุม Multimedia “MBUX”, หรือช่องแอร์เรืองแสง illuminated Air Vents แบบ Turbine เป็นต้น

ในเวอร์ชั่นอาจมาพร้อมขุมพลังขนาด 1.3 ลิตร Turbo 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ในราคาที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผย

6. Audi TT

Audi-TT

Audi TT (ออดี้ ทีที) ยนตรกรรมสปอร์ตตระกูล TT ที่ได้รับความนิยมและตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ทาง Audi ได้เปิดตัว Audi TT สเปคไทย ทีเดียว 3 รุ่น คือ The New Audi TT Roadster, Audi TTS Coupé และ Audi TT Coupé ใหม่

มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo 230 แรงม้า และ 286 แรงม้า ในรุ่น TTS Coupé ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 สปีด และยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ quattro เอกลักษณ์ของ Audi สามารถทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ในราคา 3,299,000 – 4,699,000  บาท

7. Peugeot 3008 & 5008

Peugeot-3008

Peugeot 3008 & 5008 (เปอโยต์ 3008 และ 5008) เป็นรถแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาด Compact ส่วนรุ่น 5008 จะเป็นแบบ 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาได้อย่างล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่ มีอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เบาะหนังแท้, ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone, หน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น

ส่วนเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทย คาดว่าแบบเดียวกับที่จำหน่ายที่มาเลเซีย แบบเบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร Twin Scroll Turbo High Pressure (THP) ให้กำลังสูงสุด 165-167 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shifts ที่พวงมาลัย และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 5 รูปแบบ

ซึ่งราคาของ 3008 เริ่มต้นที่ 1,549,000 ล้านบาท และรุ่น 7 ที่นั่งอย่าง 5008 เริ่มต้น 1,749,000 บาท พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม.

8. MG Extender

MG-Extender

MG Extender (เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์) ครั้งแรกของ MG ที่เปิดตัวรถกระบะ เตรียมชิมลางสมรภูมิรถกระบะอันดุเดือดครั้งแรกในไทย ใน Concept “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” โดยมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic ตัวถังขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยครบครัน และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ครั้งแรกของโลกในรถกระบะ

มาพร้อมเครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 161 แรงม้า ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน รวมทั้งยังเป็นรถกระบะที่มาพร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ มี 9 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ในราคา 549,000 – 1,029,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถใหม่ในงาน BIG Motor Sale 2019 แต่ยังไม่รู้ว่าว่าจะขายรถคันเดิมที่ไหนดี ที่ได้ราคาที่ดีที่สุด … ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ

Mini-EV

BMW ยืนยัน พร้อมจำหน่าย Mini EV แน่นอนในปี 2019

บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของมินิ ยืนยันผลิต Mini EV (Electric Vehicle) เวอร์ชั่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ในปี 2019 นี้ โดย BMW เตรียมเผยโฉม Mini “Electric Concept” ครั้งแรกของโลกที่งาน Frankfurt Motor Show 2017 เดือนหน้านี้

สำหรับ Mini EV มาพร้อมรูปแบบแฮทช์แบค 3 ประตู พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ต่างจากรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่น ที่มักพัฒนาบนพื้นฐานเฉพาะ

Mini-Electric-Concept

Mini-Electric-Concept

รูปทรงภายนอก สะดุดตาในสไตล์มินิ ไฟหน้าแบบ LED ทรง Retro คู่กับกระจังหน้าดีไซน์ให้กลมกลืนกับตัวรถ พร้อมสัญลักษณ์รูปที่ชาร์จไฟ กระจกมองข้างสีเหลือง มาพร้อมกับล้อแม็กขนาดใหญ่ หลังคาสีเทาพร้อมสาดด้วยสีเหลืองบริเวณด้านหลัง ส่วนไฟท้าย เลนส์ภายในเป็นรูปลายธงชาติอังกฤษ “Union Jack” และชุด Diffuser หลังทำจากไฟเบอร์กลาส

Mini-Electric-Concept

Mini-Electric-Concept

Mini E

รถพลังงานไฟฟ้า Mini E ที่ทาง Mini ผลิตออกมาเมื่อปี 2009 จำนวนจำกัด

ทาง BMW อาจจะพัฒนาจากขุมพลังของ Mini E ที่ทีมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 35 กิโลวัตต์/ชม. เมื่อชาร์จเต็มความจุ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ถึง 240 กิโลเมตร โดยผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน และส่งไปในหลายๆ ประเทศ อาทิเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น เช่าใช้งานช่วงปี 2009-2010 รวมทั้งให้บริการนักกีฬาระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “ลอนดอนเกมส์” ที่อังกฤษ เมื่อปี 2012

Mini-Electric-Concept

โดย บีเอ็มดับเบิลยู จะผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่โรงงานของบีเอ็มฯ ในประเทศเยอรมนี ก่อนส่งไปประกอบยังโรงงานของมินิ ในอังกฤษ ก่อนวางจำหน่ายในยุโรปปลายปี 2019