Threadbare-Tires-From-Quality

สวัสดีครับ เพื่อนชาวไทร์บิดทุกท่าน กลับมาอีกครั้งมีช่วงนี้เพื่อนๆหลายท่านชอบทักมาถามว่า ทำไมยางรุ่นนี้ไม่ค่อยดี รุ่นโน้นไม่ค่อยดี ยางสึกแปลกๆเป็นลูกคลื่น สึกด้านในบ้าง ทำไมยางรุ่นเก่าที่เคยใช้ไม่เคยเป็นเลย หรือบางท่านโทษว่ายางเป็นยางเก่า ไม่ใช่มาตรฐานโรงงานรึเปล่า

ซึ่งคำถามต่างๆ เหล่านี้ เป็นคำถามทีจอร์จ อยากจะพยายามทำความเข้าใจกับเพื่อนๆทุกท่านว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้างต้นถามว่ามีโอกาสไหมก็ต้องบอกว่ามีบ้างแต่น้อยมากๆที่สาเหตุเกิดจากการผลิตที่ทำให้ยางสึกผิดปกติ เพราะฉะนั้นเรามาดูสาเหตุใหญ่ๆ กันดีกว่าว่า ยางที่สึกผิดปกตินั้นมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เพื่อให้เพื่อนๆ จะได้รู้เหตุผลที่แท้จริงและทำไปดูแลรถและยางของเพื่อนๆ ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ข้อแรกเลย เป็นเรื่องของการสึกร่องดอกยางด้านในหรือสึกร่องดอกยางด้านนอกโดยสึกเหมือนกันทั้งด้านซ้ายและขวาโดยจะพบเจออาการนี้ที่ยางคู่หน้าเป็นหลักอาจมีคู่หลังบ้าง ซึ่งอาการแบบนี้มีสาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของศูนย์ล้อ ซึ่งศูนย์ล้อนั้นจะสามารถตั้งได้สองแบบ ทั้งมุมโท กับ มุมแคมเบอร์ ซึ่งอาการที่เป็นข้อแรกนี้หลักๆ จะมาจากมุมโท ซึ่งมุมโทจะเป็นการที่หน้ายางนั้นกางออกมากเกินไป (เหมือนเป็ดเดินขาอ้าๆ) หรือ หุบมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ยางถูกใช้งานมากด้านใดด้านหนึ่งและสึกผิดปกติสึกร่องดอกยางในหรือนอกด้านเดียวซึ่งการตั้งศูนย์จะทำให้ศูนย์โทนั้นพอดีกับการใช้งานของรถนั้นๆ

แต่ว่าก็มีอีกสองอย่างที่อยากจะบอกเพื่อนไว้ก็คือ รถยุโรป อาทิ รถเบนซ์ และ บีเอ็ม ส่วนมากจะมีปัญหานี้และยากที่จะแก้ไขเพราะว่ามุมล้อของรถประเภทนี้จะถูกให้การใช้งานที่เกาะถนนมากกว่าปกติเล็กน้อยโดยการทำมุมองศาทำให้อาการกินยางด้านในนั้นแก้ไขลำบาก และ อีกอย่างที่อยากจะบอกก็คือ เวลาเปลี่ยนยางใหม่จริงๆ แล้วไม่ได้กระทบกับศูนย์ล้อเดิมครับบางทีศูนย์ล้อเราไม่ได้เพี้ยน พอไปเปลี่ยนยางใหม่แล้วตั้งศูนย์ใหม่กลับเพี้ยนทำให้อาการกินยางเกิดขึ้นได้ครับ

ส่วนอีกมุมหนึ่งที่เรียกว่ามุมแคมเบอร์ครับ วิ่งเป็นอาการที่ล้อนั้นแบะออกมาเกินไป ซึ่งจะทำให้ยางสึกด้านในทั้งล้อซ้ายและล้อขวาเหมือนกัน และ อาจจะส่งผลทำให้การขับขี่เอียงไปด้านในด้านหนึ่งได้ด้วย ซึ่งอาการตั้งศูนย์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ข้อที่สองคือ ช่วงล่างครับ โดยจะแบ่งเป็นสองประเภทหลักๆ ก็คือประเภทของการที่ทำให้ยางนั้นวิ่งไม่กลมตลอดเวลาซึ่งอาการนี้จะส่งผลให้ดอกยางนั้นสึกเป็นลูกคลื่น และ อีกแบบหนึ่งคือการที่ยางในเส้นนั้นถูกกดทับน้ำหนักมากกว่าปกติครับ โดยอาการสึกแบบนี้จะที่ล้อใดล้อหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เกิดเป็นคู่สะเท่าไหร่ (แต่มีโอกาสนะครับกรณีที่ช่วงล่างพังพร้อมกัน)

เรามาเริ่มที่อาการสึกที่เกิดเป็นลูกคลื่นและยางวิ่งไม่กลม ซึ่ง หลักๆแล้วอาการนี้จะมีลักษณะการสึกทั้งแบบทั้งหน้ายาง และ บริเวณไหล่ยางครับซึ่ง อาการจะเกิดจาก 1 โช้คอัพแตก หรือ ใช้งานไม่ได้ ซึ่งจะทำให้จังหวะในการซัพพอร์ตแรงกดทับนั้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ยางนั้นมีการกดทับไม่สม่ำเสมอเช่นกัน และจะทำให้บางตำแหน่งถูกกดทับเยอะบางจุดกดทับน้อย พอเป็นทั้งรอบวงก็จะทำให้เกิดการสึกเป็นลูกคลื่นได้ โดยการสึกแบบนี้จะสึกแบบเต็มหน้ายาง รวมถึงหากลูกปืนเสียหายก็ส่งผลให้เกิดเป็นอาการลูกคลื่นได้เช่นกันเพราะว่ายางไม่สามารถหมุนได้กลมอย่างเต็มที่ และก็ส่วนสุดท้ายก็อาจจะเกิดจากเรื่องการถ่วงล้อหากถ่วงล้อได้ไม่ดีเกิดการไม่สมดุลของยาง เมื่อใช้งานไปนานๆอาจจะทำให้เกิดการสึกรอบวงที่ไม่เท่ากันโดยจะสึกแบบไม่เท่ากัน และ แต่ละตำแหน่งก็ไม่แน่ครับ

Threadbare-Tires-From-Quality

ประเภทการถูกกดทับซึ่ง อาการหลักๆ จะเกิดจากช่วงล่างของปลีกนกที่ชำรุดและเสียหายครับ ซึ่งอาการเมื่อปีกนกเสียหายยางด้านในจะถูกกดทับมากกว่าปกติจะทำให้ร่องยางด้านในนั้นสึกมากกว่าปกติ อาจจะเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งและถ้าประกอบกับช่วงล่างอื่นๆ อาจจะทำให้ร่องดอกยางด้านในมีอาการสึกและ สึกเป็นลูกคลื่นด้วย

ก็จะเป็นอาการสึกผิดปกติของยางที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องของยางเลย แต่เป็นเรื่องของช่วงล่างและการดูแลศูนย์รถ ซึ่งอาการช่วงล่างจริงๆแล้วถ้าเรามีการหมั่นตรวจเช็คหรือคอยสังเกตอาการของรถก็จะทำให้ไม่ผลเสียหายต่อยางของเราครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องยางสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ที่ Line Official : @tiresbid หรือเข้าอ่านบทความยางรถยนต์ฟรี มีบทความมากมายเกี่ยวกับยางที่ให้เพื่อนๆ อ่านครับ หรือช้อปเปรียบเทียบราคายางออนไลน์ใหม่คลิกเลย www.tiresbid.com ที่เดียวจบ กว่า 10 ยี่ห้อยางชั้นนำครับผม

Ancient-Tire-And-Nowaday-Tire-Different

สวัสดีครับไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้จะมาพูดถึงวิวัตนาการที่ผ่านมาของยางรถยนต์ว่ายางสมัยก่อนที่เป็นยางผ้าใบ และ มียางใน กับ ยางปัจจุบันที่เป็นยางเรเดียลนั้นไม่ใช่ยางในแตกต่างกันยังไง วันนี้ไทร์บิดจะมาอธิบายให้เพื่อนๆ เข้าใจฟังครับ

Ancient-Tire-And-Nowaday-Tire-Different

เมื่อก่อน ยางผ้าใบนั้น ก็คือโครงสร้างของยางรถทำมาจากผ้าใบนั้นเองครับ ซึ่งเมื่อทำจากผ้าใบแน่นอนครับ เรื่องความแข็งแรงในการรับแรงกระแทกของยางก็จะทำได้ไม่ดี อีกทั้งเมื่อโครงยางผ้าใบนั้นเมื่อใช้งานหน้ายางจะมีการขยับตัวค่อนข้างเยอะทำให้การเกาะถนนของยางผ้าใบนั้นจะทำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลาครับ และสุดท้ายเมื่อยางผ้าใบบริเวณหน้ายางเมื่อมีการขยับยางสูงจะทำให้ยางนั้นมีการเสียดสีกับพื้นถนนเยอะขึ้นทำให้อายุการใช้งานของยางผ้าใบนั้นค่อนข้างอายุสั้นกว่ายางปัจจุบันอย่างมาก

ส่วนยางเมื่อก่อนจะไม่สามารถกักเก็บลมได้ด้วยตัวเองทำให้ต้องมียางในซึ่งเป็นส่วนที่หน้าที่ในการกักเก็บลมทำให้มีการใช้งานที่ไม่คล่องตัวเท่าไหร่เพราะเนื่องมาจากว่าเมื่อยางเกิดโดนตะปูหรือของมีคมนั่นจะทำให้ยางในแตกเสียหายและไม่สามารถกักเก็บลม โดยยางจะสูญเสียลมโดยฉับพลันซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียหลักขณะขับขี่ หรือ จะเป็นการเสียเวลาในการต้องมาปะซ่อมด้วย

เพราะฉะนั้นยางเมื่อก่อนที่เป็นยางผ้าใบและยางที่มียางในนั้น สมรรถนะค่อนข้างไม่ดีอายุการใช้งานต่ำ แถมยังเสี่ยงต่อการสูญเสียควบคุมอีกด้วยครับ เพราะฉะนั้นบริษัทยางต่างๆจึงได้พัฒนายางที่มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น สมรรถนะการขับขี่ได้ดี อายุการใช้งานที่ยาวและมีความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้นโดยจะรุ่นต่อมาจะเรียกว่ายางเรเดียลครับ

Ancient-Tire-And-Nowaday-Tire-Different

ยางเรเดียลนั้นโครงสร้างจะมีส่วนประกอบหลักที่ทำมาจากเส้นลวดซึ่งจะทำให้โครงสร้างของยางนั้นมีความแข็งแรงทนต่อแรงกดกระแทกมากกว่า อีกทั้งหน้ายางจะมีเข็มขัดรัดหน้ายางที่มีหน้าที่คอยขึงตึงหน้ายางทำให้หน้ายางแนบกับพื้นถนนได้ตลอดเวลาทำให้สมรรถนะในการขับขี่ของยางนั้นทำได้อย่างเต็มที่ และมีการขัดสีที่เกิดจากการขยับตัวของหน้ายางน้อยกว่ายางผ้าใบทำให้ยางเรเดียลนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการเสริมและพัฒนาเนื้อยางทำให้มีความคงทนสึกได้ยากเพิ่มมากขึ้นด้วยทำให้ยางรถทั่วๆไปนั้นยิ่งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยครับ 

ส่วนในเรื่องกักเก็บลมของยางเรเดียลนั้นในท้องยางจะมีชั้นที่สำหรับกักเก็บลมยางชื่อว่าชั้นบิวทิล ซึ่งจะมีหน้าที่กักเก็บลมยางและยังคอยช่วยให้เมื่อยางโดนตะปูตำเข้าไปแล้วนั้นเนื้อยางชั้นนี้จะคอยประกบบริเวณที่โดนตะปูตำ จะทำให้ยางนั้นลมค่อยๆซึมออกไม่สูญเสียลมอย่างฉับพลัน ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้น กว่าจะลมยางหมดก็จะเกิดเมื่อทิ้งรถเป็นเวลานานๆและลมซึมจนออกหมด ซึ่งเพื่อนๆอาจจะเคยเจอเมื่อยางแบนตอนเช้าก่อนออกจากบ้านใช่ไหมละครับ

เพราะฉะนั้นการพัฒนาจากยางผ้าใบเป็นยางเรเดียลนั้นเป็นวิวัฒนาการที่ทำให้การขับขี่ของพวกเรามีความปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคต มีการพัฒนายางที่ความนุ่มเงียบ และยังไม่ต้องใช้ลมยางอีกด้วย แถมยังช่วยในความปลอดภัยก็คือเมื่อโดนตะปูตำก็ยังใช้งานได้อย่างปกติเหมือนเดิมครับ เซฟๆยิ่งๆขึ้นไปอีกครับ ถ้าเพื่อนๆอยากรู้ว่ายางรุ่นไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเพื่อนสามารถสอบถาม Line official : @tiresbid หรือ เสริมเติมความรู้อ่านบทความยางรถยนต์ได้ฟรี เข้าเว็บไซต์ได้ที่ www.tiresbid.com ทางไทร์บิดยินดีให้บริการเพื่อนๆทุกท่านครับ 

Carro-Tiresbid-4-Things-For-Buying-Car-Wheels

สวัสดีครับ ไทร์บิดกลับมาอีกครั้งกับเรื่องของยางๆ ยางก็ต้องคู่กับแม็กซ์ใช่ไหมครับ แต่เพื่อนๆ รู้กันไหมครับ ว่าจริงๆ แล้ว เมื่อการที่เราจะใช้แม็กซ์ต้องดูที่อะไรบ้าง วันนี้ไทร์บิดมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ ครับ

4-Things-For-Buying-Car-Wheels

แม็กซ์นั้นเวลาเพื่อนๆ ต้องการหาแม็กซ์เรา ก็อาจจะหาคำว่าแม็กซ์ กี่นิ้ว เช่น 15” , 17” , 18” แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ความกว้างของหน้าแม็กซ์นั้นต้องสัมพันธ์กับหน้ายางครับ เพราะว่าถ้าไม่สัมพันธ์กันจะทำให้มีอาการดึงยางเกิดขึ้นและจะทำให้ยางใช้งานได้ไม่ได้เต็มสมรรถนะ แถมยังส่งผลให้ยางจะมีอาการสึกผิดปกติอีกด้วยครับเช่น ยาง 195/55R15 นั่น จะใช้กับแม็กซ์หน้ากว้างตั้งแต่ 5.5 – 7 นิ้วครับ ซึ่งจะทำให้ยางใช้งานได้เต็มสมรรรถนะได้ดีที่สุดครับ เพราะฉะนั้นการการเลือกซื้อแม็กซ์นั้น ก็ต้องคำนึงถึงหน้ากว้างของแม็กซ์ด้วยนะครับเพื่อนๆ

4-Things-For-Buying-Car-Wheels

ส่วนต่อมาที่ต้องคำนึงถึงก็คือค่าออฟเซตครับ ค่าออฟเซตจะเป็นค่าของหน้าแปลนนั้นอยู่บริเวณกึ่งกลางของล้อแม็กซ์หรือไม่ ซึ่งค่าออฟเซตนั้นในแม็กซ์บางรุ่นอาจจะมีค่าบวกเพิ่มมากขึ้น อาจจะส่งผลให้หน้าแปลนที่ติดกับดุมล้อนั่นไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมอาจจะส่งผลทำให้แม็กซ์นั้นไปขูดกับซุ้มล้อด้านใน หรือด้านนอกได้ครับ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแม็กซ์นั้นเราต้องคำนึงถึงในส่วนนี้ด้วยครับ เพื่อป้องกันปัญหาการติดซุ้มล้อด้านในและด้านนอกครับ

4-Things-For-Buying-Car-Wheels

ส่วนต่อมาก็คือเรื่องของรูน็อต แม็กซ์ ในแต่ละวงจะมีรูน็อตที่มีช่องไฟที่แตกต่างกันถึงแม้ว่าจะมีสแตนดาร์ดอยู่แล้วก็ตามนะครับ แต่อย่างน้อยๆ ก็ควรเช็คไว้ครับเพราะรถบางยี่ห้อมี 6 รูน็อต บางยี่ห้อมี 5 รูน็อต แถมบางยี่ห้อมีรูน็อตที่มีช่องไฟไม่ตรงกับยี่ห้ออื่นๆโดยเฉพาะรถยุโรปบางยี่ห้อ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆก่อนที่จะเลือกซื้อแม็กซ์ใหม่นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยครับ

เพราะฉะนั้นจะมี 3 ข้อหลักๆ ที่อยากให้เพื่อนๆ คำนึงถึงนอกจากขนาดของแม็กซ์กี่นิ้วแล้ว ก็ต้องมีเรื่องของหน้ากว้างของแม็กซ์ต้องสัมพันธ์กับไซส์ยาง ค่าออฟเซตต้องให้พอดีไม่ให้ใส่ประกอบแล้วติดซุ้ม และรูน็อตของแม็กซ์วงใหม่ต้องเท่ากับรูน็อตเดิมของรถ ถ้ามี 4 อย่าง ครบทุกอย่างนั้น ก็ถือว่าครบองค์ประกอบในการเลือกซื้อแม็กซ์ใหม่ครับ

แต่ถ้าเพื่อนๆอยากหายางไซส์ไหนที่ตรงกับแม็กซ์ของตัวเอง สามารถติดต่อสอบถามทางไทร์บิดได้ที่ Line Official : @tiresbid หรืออ่านบทความรู้ยางรถยนต์มีมากมาย หากซื้อเช็กยางรุ่นต่างๆได้ที่ www.tiresbid.com เลยครับ ที่ไทร์บิดเราเป็นผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ พร้อมให้คำแนะนำกับเพื่อนๆทุกท่านครับ

Carro-Tiresbid-Old-Tires-And-Usability

สวัสดีครับ ไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับผม วันนี้จะขอพูดถึงเรื่องปีผลิตยางว่ามีผลต่อการใช้งานไหมครับ ยางปีเก่า ผ่านไป 1 ปี จริงๆแล้วไม่มีผลต่อการใช้งานอะไรเลยครับ และโดยปกติแบรนด์ยางแทบจะทุกแบรนด์นับวันรับประกันจากวันที่ใส่ครับ ในเรื่องการรับประกันการผลิตอย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 2 ปีขึ้นไป ถ้าแบรนด์ใหญ่ๆก็ 5-6 ปีก็ว่ากันไปครับ

แต่เพื่อนๆ ก็ยังเป็นห่วงเหมือนเดิมใช่ไหมครับ ว่ายังไงก็อยากได้ยางใหม่เอี่ยมที่สุดไว้ก่อน งั้นไทร์บิดเรามาจำลองเหตุการณ์ดูครับ ว่ากรณีที่เป็นยางปีเก่านั้นเก่าถึงปีไหมกันนะครับ

Old-Tires-And-Usability

กรณีเราซื้อยางเดือนมีนาคม แล้วยางที่เรากำลังจะซื้อนั้น เป็นยางผลิตสัปดาห์ที่ 40 ของปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นยางที่เพื่อนๆได้มานั่นเพิ่งผลิตมาแค่ 5 เดือน ซึ่งไม่เกินปีเลยครับ แต่แค่ปีผลิตเป็นของปีที่แล้วครับ และกรณีที่การรับประกันจากการผลิตที่ทางแจ้งไว้จะรับประกันนับจากวันติดตั้งก็แปลว่ายางที่รับประกันจากเดือนมีนาคม บวกไปอีก 5 ปี

สมมติเพื่อนๆใช้รถปีละ 20,000 กิโลเมตร เท่ากับเพื่อนๆ สามารถใช้งานยังไงก็ไม่ถึงห้าปีแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะซื้อยางปีเก่า แต่เก่าแค่ไม่กี่เดือนเพื่อนๆ สบายใจแน่นอนครับ

Old-Tires-And-Usability

เรามาดูตามความจริงกันว่าจริงๆแล้วโครงสร้างยางแต่ละส่วนนั้น ปีผลิตมีผลต่อการใช้งานจริงๆไหมครับ ข้อแรกเลยก็คือเรื่องของเนื้อยางกรณีที่เป็นยางปีเก่าเพื่อนๆอาจกลัวว่ายางนั้นอาจจะมีปัญหาใช่ไหมครับ แต่ถ้าร้านที่เพื่อนๆ ซื้อนั้นมีคลังเก็บสต็อกในที่ร่ม เพื่อนๆหายห่วงได้เลยครับว่าเนื้อยางที่อยู่ในโกดังนั้นมีสภาพใช้งาน 100% แน่นอนครับ

ส่วนต่อมาคือเรื่องของโครงยางเมื่อยางเก่าเก็บ 1 ปี ไทร์บิดกล้ารับประกันเลยครับว่าโครงยางนั้นไม่มีการคลายตัวหรือคลายความแข็งแรงแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ว่ายางปีเก่าที่ซื้อจะมีปัญหาความแข็งแรงในการใช้งานครับ

Old-Tires-And-Usability

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งในปัจจุบันเลยก็คือ ยางปีเก่าราคาจะถูกลง 10-20% จากราคาปกติเพราะฉะนั้นเพื่อนๆที่อยากใช้งบอย่างประหยัดกับค่ายางแต่ได้ยางที่มีคุณภาพดีลองหาร้านที่รู้จักใกล้บ้านท่าน หรือ ลองมาสอบถามกับทางไทร์บิดได้ครับว่ามีไซส์นี้รุ่นนี้ยางปีเก่าไหมเพื่อเพื่อนๆจะได้ของดีกันครับ หากเพื่อนๆต้องการคำปรึกษาเรื่องยางสามารถสอบถามทางไทร์บิดได้ผ่าน Line official : @tiresbid หรือเข้าเช็กราคายางได้ที่ www.tiresbid.com ได้ครับ สนใจจะอ่านบทความรู้ยางรถยนต์ก็มีให้อ่านฟรีๆ แถมทางเรายินดีให้บริการเพื่อนๆทุกท่านอย่างเต็มที่แน่นอนครับ

Carro-Tiresbid-Howto-Recap-Tires

สวัสดีครับ วันนี้คิมไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ มีเพื่อนๆหลายคนถามคิมว่าถ้าเราปะยางแล้ว ยางรถของเราจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100% เหมือนเดิมไหม คิมต้องบอกว่าถ้าเราปะยางอย่างถูกวิธีการใช้งานจะกลับมา 100% แน่นอนครับ แต่ว่าก็มีหลายๆกรณีโดยคิมจะจำแนกไว้ตามนี้เลยครับ

เรามาจำแนกก่อนเลยครับ ว่าบริเวณไหนที่เราสามารถปะซ่อมได้ และปะซ่อมไม่ได้ บริเวณที่ปะซ่อมยางได้จะเป็นบริเวณหน้ายางครับบริเวณที่แข็งแรงที่สุดโดยเป็นบริเวณที่มีเข็มขัดรัดหน้ายางครับ ส่วนบริเวณที่ปะซ่อมได้แต่ปะซ่อมได้ยากก็จะเป็นบริเวณไหล่ยางที่เป็นส่วนลอยต่อระหว่างหน้ายางกับแก้มยาง ซึ่งบริเวณนี้ถ้าแผ่นปะสามารถติดได้เต็มแผ่นโดยไม่ไปแปะบริเวณที่ติดกับแก้มยางนั้นก็ยังสามารถปะได้อยู่ครับ เพราะบริเวณนี้ยังมีการขยับตัวที่เยอะและไม่มีโครงสร้างรองรับให้มีความแข็งแรงเหมือนเดิม และบริเวณที่ปะซ่อมไม่ได้แน่นอนก็คือบริเวณแก้มยางครับผม

ซึ่งเหตุผลที่ไม่สามารถปะซ่อมได้ ก็เพราะว่าบริเวณแก้มยางนั้นไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรงประกอบ กับมีการยืดหดตัวตลอดเวลา ทำให้การปะนั้นจะปะไม่อยู่ และจะส่งผลให้แผลรั่วหรือรอยบาดนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ครับ

เรามาจำแนกต่อว่าวิธีการปะในบ้านเราปัจจุบันมีการซ่อมกี่แบบ ถ้าเพื่อนๆรู้จักกันก็จะมี 4 แบบหลักๆ แทงใยไหม ปะสตรีมร้อน ปะสตรีมเย็น ปะดอกเห็ด ซึ่งการปะแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อไม่ดีแตกต่างกันไป เดี๋ยวคิมไทร์บิดจะอธิบายเป็นแต่ละอย่างเลยว่าข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไรบ้าง

Howto-Recap-Tires

แทงใยไหมเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดครับ ไม่ต้องยางออกจากล้อแค่เอาใยไหมเสียบลงไปบริเวณที่รั่วแล้วปล่อยคาไว้ถือว่าจบ ข้อดี ก็คือรวดเร็ว ใช้ได้สำหรับรูรั่วเล็กๆ ข้อเสียคือ มีโอกาสเสี่ยงที่ปะไม่อยู่บ่อย มีโอกาสทำให้แผลหรือรูรั่วมีรูที่ใหญ่ขึ้น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับชั่วคราวเท่านั้น

Howto-Recap-Tires

ปะสตรีมร้อนเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในบ้านเราครับ ไปร้านไหนๆก็จะปะสตรีมร้อนให้เพราะว่าเป็นวิธีที่ปะได้อยู่ที่สุดเพราะการปะสตรีมร้อนจะทำให้ยางที่นำไปปะกับเนื้อยางเก่าติดกันแน่นที่สุด แต่ไม่ถึงกับเป็นยางชิ้นเดียวกันนะครับ แต่ข้อเสียก็ยังมีอยู่ครับเพราะว่ากรณีที่ปะสตรีมร้อนจะทำให้ยางบริเวณนั้นอาจมีโอกาสเสียหายได้หรือทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มสมรรถนะ 100% ครับ

Howto-Recap-Tires

ปะสตรีมเย็น จะมีสองรูปแบบโดยเป็นการใช้แค่แผ่นปะกับการใช้วัสดุที่ชื่อว่าดอกเห็ด (การแปะแบบ PRP) ซึ่งการปะสตรีมเย็นในแบบแผ่นปะนั่นดีในแง่ของทำให้โครงยางไม่เสียครับ แต่ว่ารูด้านนอกที่ไม่ได้ปะนั่นเป็นข้อเสียของการเฉพาะแผ่นปะด้านในเพราะความชื้นจะเข้าไปในรูดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้โครงยางนั้นเกิดสนิมและอาจทำให้ยางบวมได้ ส่วนการปะแบบดอกเห็ดหรือ PRP นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะว่าทำให้โครงยางนั่นไม่เสียหายและยังมีเดือยที่มาปิดบริเวณรูรั่วซึ่งทำให้ไม่มีความชื้นเข้าในโครงยางไม่ส่งผลเสียต่อยาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางนั้นกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 100%

เพราะฉะนั้น บริเวณที่สามารถปะได้ กับ การปะที่ดีที่สุดนั่นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ยางนั้นกลับมาใช้งานได้ 100% เหมือนเดิมครับ ปะยางบริเวณหน้ายาง และ ปะแบบดอกเห็ดนั้นยางกลับมาได้ 100% ประยางบริเวณไหล่ยางและปะแบบดอกเห็ดยางอาจกลับมาใช้ได้ 50-80% (ขึ้นอยู่กับความใกล้ของแก้มยาง หรือถ้าไม่อยากจะเปลี่ยนยางใหม่แล้วนำไปปะสตรีมร้อนอาจจะเป็นวิธีที่สุดที่ให้ยางใช้ได้ต่อแต่ว่าอาจมีโอกาสเสี่ยงในการที่ปะไม่อยู่หรือว่ายางบวมได้)

แถมให้อีกนิดครับสำหรับยางรันแฟลตนั้น จะสามารถปะซ่อมได้ครั้งเดียวเพราะว่ายางประเภทรันแฟลตนี้ นั้นต้องการความแข็งแรงของโครงยางมากที่สุด ถ้ามีการปะซ่อมบ่อยๆ โอกาสทำให้โครงยางรันแฟลตนั้นไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งหากเกิดการยางระเบิดหรือรั่วโครงยางรันแฟลตอาจจะใช้งานไม่ได้ก็อาจเป็นได้ แต่ถ้าเป็นยางธรรมดาก็ไม่ควรปะซ่อมเกิน 3 แผล และเป็นแผลที่ต้องไปใกล้กัน

แถมสุดท้าย จริงๆแล้วรูรั่วนั้นก็มีผลต่อการใช้งาน ถ้ารูรั่วใหญ่เกินกว่า 6 มม. ก็จะส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงยาง และ ถ้าใหญ่กว่ากว่า 1 เซนติเมตรก็ไม่แนะนำให้ปะซ่อม (ถึงแม้ปะซ่อมได้แต่ก็อาจทำให้ยางไม่แข็งแรงเหมือนเดิมมีโอกาสยางเสียหายได้ง่ายกว่าปกติ) เพราะก่อนที่จะปะซ่อมเราต้องประเมินก่อนว่ารูรั่วของเราเป็นไซส์ขนาดความกว้างเท่าไหร่ครับ หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องยางหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องยางติดต่อเลย Line Official : @tiresbid และสามารถอ่านบทความรู้ไทร์บิดได้ที่ www.tiresbid.com หรือโทรเลย 090-986-8762 วันนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆ มากครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

สวัสดีครับ ไทร์บิด กลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากพูดคุยกับเพื่อนๆครับ ว่าจริงๆ แล้ว ศูนย์บริการที่ปัจจุบันที่มีเยอะขึ้นมาก กับร้านยางดั้งเดิม (ที่ไม่ใช่เป็นเพิงข้างทางนะครับ) แตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

เพื่อนๆ ไทร์บิดหรือว่าจะเป็นคนยุคเก่ายุคใหม่ที่ใช้รถคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนยางรถกัน แต่ว่าร้านยางหรือไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการเปลี่ยนยางนั้นมีเยอะมากจนเพื่อนๆ นั่นไม่แน่ใจว่าจะเลือกเข้ารับบริการเปลี่ยนยางในรูปแบบร้านไหนดีใช่ไหมครับ

วันนี้ ไทร์บิดจะมาให้ข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ระหว่างสองรูปแบบ ว่ามีแตกต่างกันยังไงเป็นข้อๆ ครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องแรก คุณภาพของยาง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการ หรือ ร้านยางดั้งเดิม นั้น คุณภาพยางใหม่เหมือนกันแน่นอนเพราะมาจากโรงงานเดียวกันในยี่ห้อแบรนด์ชั้นนำนะครับ ไม่นับรวมยางจีนหรือยางไม่มียี่ห้อนะครับ

เพราะยี่ห้อยางชั้นนำโดยปกติก็ขายตรงให้กับร้านยางแบบดั้งเดิมอยู่แล้วครับ ส่วนในเรื่องปีผลิตนั้นจริงๆ ไม่แตกต่างกันครับ เพราะร้านยางดั้งเดิมปัจจุบัน มีการปรับตัวทำให้ยางที่เป็นสต็อกของร้านนั้นค่อนข้างจะปีใหม่อยู่แล้วครับ แต่ทางไทร์บิดชี้แจงครับว่า เดือนผลิตที่แตกต่าง ไม่มีผลต่อการใช้งานแน่นอนครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องที่สอง เรื่องราคา เรื่องนี้จะเป็นข้อได้เปรียบของร้านยางดั้งเดิมครับ ในกรณีที่ขายปกติไม่รวมช่วงโปรโมชั่นต่างๆ ครับ เนื่องจากร้านยางดั้งเดิม จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าศูนย์บริการแน่นอนครับ ในเรื่องของค่าการตลาด และ ค่าอื่นๆ ที่ทางศูนย์บริการมีเยอะกว่า

ทำให้ร้านยางดั้งเดิม มีโอกาสขายยางได้ในราคาที่ถูกกว่าศูนย์บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยางธรรมดา และยางรันแฟลตครับ แต่ว่าในความแพงก็มีส่วนดีหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประกันทุกกรณี ที่ทางศูนย์บริการมีมาให้เพิ่มเติมมากกว่าร้านดั้งเดิมครับ

อันนี้เพื่อนๆ อาจจะต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่าการใช้งานของทางเรามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด อันไหนคุ้มกว่ากันครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องที่สาม คุณภาพการติดตั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างตอบยากเพราะว่าขึ้นอยู่กับงานฝีมือของช่างไม่ว่าจะเป็นการถอดประกอบใส่ หรือ จะเป็นเรื่องของการถ่วงล้อ

แต่ถามว่าการใช้เครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ช่วยเสริมต่างๆนั้น ศูนย์บริการค่อนข้างจะได้มาตรฐานมากกว่า อาทิ การใช้ครีมทายางก่อนประกอบใส่เพื่อป้องกันขอบยางฉีกขาด หรือ ไม่ว่าจะเป็นการขันนอตที่ใช้กากบาท และใช้ประแจปอนด์ย้ำเพื่อความแน่นของนอตล้อ

แต่ปัจจุบัน ร้านยางดั้งเดิมที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์บริการ ก็มีการปรับเปลี่ยนทำให้งานติดตั้งได้มาตรฐาน ซึ่งเพื่อนๆ หายห่วงได้แน่นอนครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของความสะดวกในการรับบริการ ก็ถือว่าศูนย์บริการยุคใหม่นั้น ค่อนข้างได้เปรียบเพราะว่าเพื่อนๆ สามารถเข้าใช้บริการได้ทุกสาขาเหมือนกัน

แต่หลักๆ น่าจะเป็นในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน ที่เราจะใช้ศูนย์บริการที่มีหลายสาขา หรือ อีกเรื่องคือการเติมลมยางที่สะดวกมีที่เติมลมในทุกๆ ที่ แต่ถ้าถามว่าในเรื่องของบริการหลังกายขายเช่นสลับยางถ่วงล้อ นั้น เราก็คงเลือกร้านยางหรือศูนย์บริการใกล้ๆ บ้านอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่มีความแตกต่างอะไรกันมากระหว่างศูนย์บริการกับร้านยางดั้งเดิม

ก็เป็น 4 เรื่องหลักๆ ที่ ไทร์บิดอยากมาบอกต่อกับเพื่อนๆเพื่อให้ทราบถึง ข้อดี ข้อเสีย ของการเข้าศูนย์บริการกับร้านยางดั้งเดิมนั่นมีความแตกต่างกันอย่างไรเพื่อให้เพื่อนๆ ได้ลองชั่งใจและเลือกใช้บริการดูครับว่าเมื่อถึงเวลาเราเปลี่ยนยางนั้นเราจะเข้าที่ไหนดีครับ

แต่ถ้าเพื่อนๆไม่แน่ใจว่าเข้าที่ไหน หรือเลือกยางอะไร ทางไทร์บิดของเรา มีจุดบริการรองรับเพื่อน พร้อมทั้งยังมีรถบริการเปลี่ยนยางถึงบ้าน ที่ได้มาตรฐานเหมือนเข้าที่จุดบริการแน่นอนครับ เพื่อนๆ สามารถเข้าที่เว็บไซต์ไทร์บิดของเรา www.tiresbid.com เพื่อศึกษาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาง และ เรื่องของการบริการได้ครับ แถมอ่านบทความยาง เพิ่มความรู้กันแบบฟรีๆ อีกด้วย

แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าจะสะดวกแบบไหนสามารถสอบถามไทร์บิดผ่านทาง Line Official : @tiresbid ได้ครับ

ทางเรามีทีมงานคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆไทร์บิดทุกท่านครับ โอกาสหน้าติดตามบทความดีดีจากไทร์บิดกันอีกนะครับ

Best-Tire-For-Highway-Driving

สวัสดีครับ จอร์จ จากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากมาแนะนำว่าทำไมเราถึงขับรถทางไกลแล้วเหนื่อย แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้เราลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถได้บ้างครับ จริงๆ แล้วการขับรถก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องสั่นบริเวณท้องที่ทำให้ช่วยลดน้ำหนักที่เราเห็นตามทีวีกันครับ เพราะยิ่งเครื่องสั่นจะช่วยทำให้เราใช้พลังงานเยอะขึ้น ถ้าใช้พลังงานเยอะขึ้นก็จะยิ่งทำให้เราเหนื่อยล้าด้วยครับ

เพราะฉะนั้น การที่ทำให้เราเหนื่อยน้อยลง เราก็ควรเลือกยางรถยนต์ที่ทำให้เพื่อนๆขับสบาย นุ่ม ลดอาการสั่นให้มากที่สุดครับ เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกายจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าน้อยลงครับ

จริงๆ แล้ว ยางมีให้เลือกหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งานครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆควรเลือกยางประเภทนุ่ม ซึ่งเป็นยางที่สามารถซึมซับแรงกระแทกได้ดีจะช่วยลดอาการสั่นได้ดีครับโดย จอร์จ จะมาแนะนำเป็นแต่ละประเภทการใช้งานของรถให้เพื่อนๆ กันครับ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยรถเก๋ง กลุ่มนี้ จอร์จ แนะนำว่ามีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายรุ่นมาก แต่จอร์จ จะเรียงจากระดับพรีเมี่ยมๆ ลงไปถึงยางราคาประหยัดที่มีความนุ่มขับสบายครับ โดย แบรนด์ชั้นนำ ก็จะมี Yokohama V552, Michelin Primacy 4, Bridgestone T005A, Continental UC6, Goodyear Triplemax2, Dunlop LM705, Apollo Alnac4g, Maxxis MS800 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มรถ SUV และรถกระบะครับ ซึ่ง จอร์จ ก็จะแนะนำยางจากพรีเมี่ยม ลง ไปถึงราคาประหยัดครับ โดยเริ่มจาก Michelin Primacy SUV, Yokohama G056, Bridgestone HL001, Continental UC6 SUV, Goodyear Efficient Grip Performance SUV, Dunlop PT3, Apollo Apterra HT2, Maxxis HT770 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยจริงๆ มีแบรนด์อื่นที่จอร์จไม่ได้พูดถึงอีกครับ แต่ขอแนะนำว่าถ้าเพื่อนๆ ที่ต้องการลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถระยะทางไกลนั่นยางที่มีความนุ่มลดอาการสั่นในการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยส่วนหนึ่ง ไม่มากก็น้อยที่จะทำให้เพื่อนๆนั่นลดอาการเหนื่อยได้ครับ แต่ก็จะมีส่วนอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพที่คอยช่วยซึมซับแรงกระแทก หรือ จะเป็นรถที่เหมาะสมกับการขับขี่ทางไกลเช่นรถที่มีกำลังเครื่องที่ใหญ่ตั้งแต่ 1800 ขึ้นไป ก็จะยิ่งช่วยลดการขับแบบเหยียบตลอดเวลา และยังช่วยลดอาการสึกหรอของรถได้อีกด้วย เพราะถ้าเรายิ่งเร่งเครื่องตลอดเวลา ก็อาจจะยิ่งทำให้เครื่องยนต์ หรือ รถ ของเพื่อนๆ ชำรุดได้เร็วขึ้นครับ

หากเพื่อนๆ ที่ต้องการสอบถาม หรือ ต้องการคำแนะนำเรื่องยาง ที่ไทร์บิดออนไลน์ของเรามีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเรื่องยางเพื่อให้ตรงกับประเภทการใช้งานของเพื่อนๆครับเพราะบางครั้งเพื่อนๆอาจจะเลือกยางผิดแล้วไม่ตรงกับฟังก์ชั่นการใช้งานเช่นต้องการยางนุ่มเงียบแต่กลับไปใช้ยางสไตล์สปอร์ตทำให้มีความกระด้างมากกว่าครับ

หรือเพื่อนๆ จะเข้าอ่านรีวิวยางรุ่นต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ของไทร์บิด www.tiresbid.com ได้ครับผม หรือแอดไลน์เข้ามาสอบถามที่ Line Official : @tiresbid ทางไทร์บิดเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆ ครับ โอกาสหน้าติตามบทความใหม่ๆ ของไทร์บิดอีกครับ ขอบคุณครับ