Toyota-Corona-TT140-TT141

สวัสดีปีใหม่ 2564 กับบทความแนะนำรถมือสองจาก CARRO บทความแรกของปี 2564 นี้ ในช่วงที่ “โคโรนาไวรัส” หรือ “โควิด-19” ที่กลับมาระลอกใหม่อีกครั้งในบ้านเรา ซึ่งหลายคนอาจต้องทำงานกันแบบ Work From Home อยู่บนฐานวิถีชีวิตใหม่ New Normal กันเป็นแถว

ในช่วงที่วิกฤตโควิด กำลังสร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทั่วโลกในขณะนี้ การหาซื้อรถมือสองรุ่นที่ตัวเองชอบสักคันมาใช้งานในตอนนี้ มันก็น่าจะดีตรงที่เราอาจซื้อได้เลยไม่ต้องผ่อน หรือผ่อนน้อยๆ ไม่กระทบกับการเงินในเวลานี้ แถมได้ความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

ยิ่งช่วงนี้คนพูดถึง โควิด-19 (COVID-19) เยอะ ก็ทำให้ผมนึกถึงรถยนต์ชื่อดังในอดีตรุ่นหนึ่งของ Toyota ที่ผลิตขายในชื่อ “Corona” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับชื่อไวรัสนี้ …

MR.CARRO เลยขอแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (TT140/TT141) ที่เคยขายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2525 – 2528 กันครับ

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 7) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มกราคม 1982 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่เหลี่ยมคม สไตล์รถทรงกล่อง Boxy Car ยอดฮิตในต้นยุค 80 ที่ Toyota ตั้งใจออกแบบให้ Corona รุ่นนี้ ออกมาชนกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Nissan Bluebird (910) (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่ขายในเวลานั้น

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ มุมหน้ารถที่มีลักษณะเหมือนแหลมยื่นออกมาจากฝากระโปรงหน้า และกันชนหน้า จนได้ฉายาจากคนขายรถมือสองในบ้านเราว่า “โคโรน่า หน้าแหลม” แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 3 แบบ นั่นคือ

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

แบบ 4 ประตู Sedan, แบบ 2 ประตู Hardtop และแบบ Van ขนของ นับเป็น Corona รุ่นสุดท้ายที่ขับเคลื่อนล้อหลัง และมีอายุการขายในตลาดที่สั้น เมื่อเทียบกับโฉมอื่นๆ แต่ในส่วนของเวอร์ชั่น Taxi กลับได้ชื่อว่าเป็น Toyota Corona รุ่นเชิงพาณิชย์ที่ผลิตขายยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1982 – 1998

Toyota-Corona-Van-JDM

รวมไปถึงการเริ่มลดบทบาทการทำตลาดลง โดยไม่มีการส่ง Corona โฉมนี้ ไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกาแล้ว

ส่วนในรุ่น Liftback 5 ประตู ที่เคยมีในโฉมก่อนหน้า สำหรับโฉมหน้าแหลมได้ถูกเว้นวรรคไป ก่อนที่ Toyota จะเปิดตัว Corona Liftback รุ่นเจเนอเรชั่นที่ 8 ขับเคลื่อนล้อหน้า ในเดือนมกราคม 1983 แล้วก็ขายควบคู่ไปกับโฉมหน้าแหลมด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

อีกทั้งยังดึงตัวเอาพรีเซ็นเตอร์จากพระเอกหนังพยัคฆ์ร้าย 007 ชื่อดังชาวอังกฤษ “Roger Moore” (โรเจอร์ มัวร์) มาโฆษณารถรุ่นนี้ด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

สำหรับ Toyota Corona โฉมนี้ ได้พัฒนาขึ้นร่วมกันบนพื้นฐานเดียวกับ Toyota Carina (โตโยต้า คาริน่า) และ Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) (เจเนอเรชั่นที่ 3) ทำให้อะไหล่หลายๆ อย่าง สามารถใช้งานร่วมกันได้

และโฉมนี้ยังมีการปรับปรุงที่มากพอสมควร เช่น ระบบพวงมาลัย เปลี่ยนมาใช้แบบ Rack & Pinion เป็นครั้งแรก และโซนาร์ถอยหลัง (Back Sonar) ติดตั้งบริเวณกันชนท้าย ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

มิติตัวรถ (รุ่น Sedan 2000GT) ยาว 4,570 มม. กว้าง 1,660 มม. สูง 1,395 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม.

เครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลายจริงๆ ถึง 5 แบบ! เริ่มต้นตั้งแต่แบบ LASRE Engine (LASRE ย่อมาจาก Light-Weight Advanced Super Response Engine) ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U (II) 83 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1S-U 100 แรงม้า และแบบดีเซล ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C 65 แรงม้า ส่วนในรุ่น Van ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12T-J

ส่วน Sporty Engine เริ่มต้นกับขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-EU 105 แรงม้า และรุ่น Top สุด ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 18R-GEU 135 แรงม้า

Toyota-Corona-JDM-1982

ในเดือนกันยายน 1982 มีการปรับปรุงรุ่นย่อยใหม่ ตัดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรออกไป เพิ่มรุ่น 1800GT-T และ 1800GT-TR แล้วบรรจุเครื่องยนต์ (ที่ปรับปรุงใหม่) กับ DOHC Turbo รุ่นแรกของ Toyota ที่ Yamaha มีส่วนในการพัฒนาด้วย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-GTEU แบบ 4 สูบ DOHC 8 วาล์ว Twin Cam Turbo พร้อมจุดเด่นอย่างทวินปลั๊ก (2 หัวเทียนต่อ 1 สูบ) 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.-ม.

Toyota-Corona-JDM-1983

ต่อมาในเดือนตุลาคม 1983 ก็ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ปรับปรุงหน้าตาและไฟท้ายใหม่ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ในส่วนของหน้าแหลม ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่อีกแล้ว ในรุ่น 1600GT หันมาคบกับขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU ตัวเดียวกับใน Corolla Levin และ Sprinter Trueno AE86 130 แรงม้า

เอาล่ะ ว่าจะเล่าสั้นๆ ก็เล่นซะยาวเลย มาเข้าถึงรายละเอียดของเวอร์ชั่นไทยดีกว่า สำหรับคนที่กำลังมองหารุ่นนี้มาใช้กัน

Toyota-Corona-TH-1982-Press

บรรยากาศงานแถลงข่าว Toyota Corona ’82

สำหรับเวอร์ชั่นไทย Toyota Corona หน้าแหลม รุ่นนี้เปิดตัวกันเมื่อ 23 กรกฎาคม 2525 ที่โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งในงานแถลงข่าวเปิดตัวนี้ ก็ได้ทำการแจกโปสเตอร์ ให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้มางานนี้ด้วย (ซึ่งรูป Poster ก็คือรูป Cover อันแรกของบทความนี้ไงครับ) แถมคุยโม้อีกว่า นี่คือ “เทคโนโลยีใหม่แห่งวิศวกรรมยานยนต์”

ตัวรถ … รายละเอียดถือว่าต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐาน บ้านเราตัดออกไปเยอะ! … มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.6 DX 4 เกียร์, 1.6 DX 5 เกียร์, 1.8 GL 5 เกียร์ และรุ่น Top สุด อย่าง 1.8 GL Automatic 3 สปีด ในราคา 275,000 – 349,000 บาท

Toyota-Corona-TH-1982

ภายนอกของรุ่น 1.6 DX

ตัวรถภายนอก สังเกตได้ไม่ยากเลยว่ารุ่นไหน 1.6 รุ่นไหน 1.8 … ในรุ่น 1.6 ไฟหน้าจะมีขนาดเล็ก กันชนหน้า-หลังขนาดเล็ก ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดเล็ก และไม่มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

Toyota-Corona-TH-1982-AD

ภายนอกของรุ่น 1.8 GL

ส่วนรุ่น 1.8 ไฟหน้าโคมขนาดยาว มีสปอตไลท์ในตัว กันชนหน้าแบบยูรีเทนขนาดใหญ่ ด้านข้างมีคิ้วสแตนเลสที่ล้อ 4 ล้อ และคิ้วกันกระแทกข้างตัวรถ ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดใหญ่ มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

ส่วนเรื่องสนิมไม่ต้องกลัว เพราะรุ่นนี้ผ่านการชุบสี Epoxy ด้วยไฟฟ้าแบบ Cation E.D.P. (E.D.P. ย่อมาจาก Electro Deposition Painting) ที่ได้ชื่อว่า “Ultra Body” ที่โตโยต้าโหมโฆษณาอย่างหนักว่า “สู้ความชื้น ชนะความเค็ม”

Toyota-Corona-TH-1982

ห้องโดยสารภายใน ถือว่าแปลกตาทีเดียวในยุคนั้น กับโทนสีครีมตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น ในรุ่น 1.6 4 เกียร์ เบาะนั่งแบบกึ่งหนังไวนิลกึ่งผ้า มาตรวัดไม่มีวัดรอบ ส่วนรุ่น 1.6 5 เกียร์ จึงจะมีวัดรอบมาให้

และในรุ่น 1.8 ลิตร จัดอุปกรณ์มาตรฐานมากหน่อยนึง ตั้งแต่กระจกมองข้างด้านคนขับ เบาะกำมะหยี่แบบเต็ม พวงมาลัย 2 ก้านแบบหรู พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่, ที่ปรับดันหลังด้านคนขับ, ไฟส่องรูกุญแจสตาร์ท, ไฟส่องพื้นด้านคนขับ, สวิตช์ปรับไฟหน้าปัด, พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้, ที่วางแขนคอนโซลกลางมีฝาปิด และที่วางแขนด้านหลัง เป็นต้น

Toyota-Corona-TH-1982

ส่วนเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรายังล้าหลังอยู่ เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Corona โฉมที่แล้ว แต่โตโยต้าก็คุยว่าได้ปรับปรุงคอยล์จุดระเบิด ปรับปรุงจังหวะการเปิดปิดของวาล์ว และระบบการจ่ายเชื้อเพลิงคาร์บูเรเตอร์แล้ว

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ 5 สปีด

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 108 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 3 สปีด

ระบบช่วงล่างหน้า แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังแบบคานยึด 4 จุด พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง

แม้ว่าโคโรน่า หน้าแหลม รุ่นนี้ในบ้านเราจะไม่มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใดๆ แต่ในปี 2527 ก็ได้ปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานนิดหน่อย อาทิ ชื่อรุ่นด้านท้ายในรุ่นย่อย 1.8 GL คำว่า “GL” จะติดตั้งบริเวณด้านซ้ายมือแทนตัวเลข กันชนหน้า-หลัง เพิ่มสีเดียวกับตัวรถเข้าไป และเบาะนั่งภายใน ใช้เบาะกำมะหยี่ลายใหม่ ดูนุ่มยิ่งขึ้น

พร้อมกับฉลองรถออกจากสายการผลิต คันที่ 200,000 ในไทย เป็นรถ Toyota Corona หน้าแหลม พอดี …

Toyota Corona หน้าแหลม รายละเอียดก็มีแค่นี้แหละ จบ!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “หน้าแหลม” ในปัจจุบัน ไม่ใช่รถมือสองรุ่นยอดนิยมแบบในยุค 80 หรือ 90 แล้ว แต่ในวงของคนที่ชอบเล่นรถ Retro รุ่นนี้ก็ยังมีคนเล่นกันอยู่บ้าง มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น คนรักรถหน้าแหลม เป็นต้น โดยมากแล้วรถจะช้ำ เก่าโทรมตามสภาพ สภาพดีๆ หายากเลยล่ะ

ถ้าจะซื้อต้องหาคันที่สภาพดีๆ หน่อย ตัวถังไม่ผุมากๆ เป็นใช้ได้ (แต่ส่วนใหญ่จะผุเยอะ จุดยอดฮิตก็หลังคา ใต้บังโคลนล้อหน้า-หลัง ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า เป็นต้น)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ยังพอใช้งานประจำวันได้ ภายในนั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดีมาก ทนทาน ติดแก๊ส LPG ได้เลย เพราะเครื่องยนต์เดิมๆ ตัวนี้ จะกินน้ำมันดุเดือดสุดๆ และเรี่ยวแรงไม่มี ส่วนใหญ่มักนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์กัน อาทิในตระกูล A ก็ 4A-GE ตระกูล S เน้นประหยัด ก็ 3S-FE, 4S-FE

ส่วนเน้นขับมันส์ๆ ก็ตระกูล G อย่างรหัส 1G-GE, 1G-GTE หรือตระกูล JZ อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE ห้องเครื่องวางลงได้สบายๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน แต่ก็ต้องมีซ่อมเยอะตามอายุ อะไหล่ส่วนใหญ่จัดว่าหายากแล้ว ต้องอาศัยคนที่ระเบิดซากรถเก่ามาขาย หรือบางอย่างต้องแปลงเอา เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ ระบบไฟ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ละกัน

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 15,000 – 35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) ซึ่งสภาพรถส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่รถบ้านๆ เดิมๆ ก็แต่งจนเละ

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในช่วงนี้หลายคนอาจตื่นตระหนกกันถึง “โคโรนาไวรัส” หรือ “โควิด-19” ที่แพร่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยติดมากับนักท่องเที่ยวจีน (ที่มาแพร่ระบาดในไทยด้วย) ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก รัฐบาลจีน รวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขของไทยเอง ก็กำลังรับมือป้องกันเชื้อไวรัส และให้การรักาษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่

วิธีป้องกันตัวเองอย่างง่ายๆ ในเวลานี้ ก็ขอให้ทุกท่าน “กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือ” รวมไปถึงการใส่หน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แค่นี้ก็สบายใจขึ้นได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

ในวันนี้ MR.CARRO จะขอมาแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (AT190/ST191) ซึ่งใช้ชื่อรุ่น ชื่อเดียวกับไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ครับผม

Carro-Toyota-Corona

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 10) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1992 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่ดูอ้วนกลม ลู่ลม ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.31 มีลักษณะเด่นคือด้านท้ายค่อนข้างใหญ่ แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 2 แบบ นั่นคือ แบบ 4 ประตู Sedan

Toyota-Corona-SF

และแบบ 5 ประตู Hatchback (หรือ Liftback) ในชื่อ “Corona SF” ซึ่งในเมืองไทยเองก็มีผู้จำหน่ายอิสระนำเข้ารุ่นนี้มา ในช่วงรถนำเข้าเฟื่องฟู แต่ก็หายากสุดๆ

Toyota-Caldina

และในแบบแวกอน ที่แตกออกไปใช้ชื่อรุ่นใหม่เลย ในชื่อ “Caldina” (แคลดิน่า) (หรือ Carina E ในยุโรป) ซึ่งก็ขายต่อกันมาจนถึงกลางยุค 2000 จึงเลิกผลิตไป ในบ้านเรามีหลายคัน

เมื่อเปรียบเทียบกับ Corona รุ่นที่ผ่านมา (ตัวหน้ายักษ์/หน้ายิ้ม) Corona โฉมนี้มีตัวรถที่ยาวขึ้น 80 มม. สูงขึ้น 40 มม. และระยะฐานล้อยาวขึ้น 55 มม. เพิ่มความสบายขึ้นในทุกมิติ ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่สุด ในรถระดับเดียวกัน โดยรุ่นนี้ ในญี่ปุ่นมียอดขายรวมมากถึง 269,293 คัน!

ในญี่ปุ่นเอง มีการใช้พรีเซนเตอร์โฆษณารถยนต์รุ่นนี้ด้วย โดยดึงเอา Masatoshi Nakamura นักร้องรุ่นใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น มาเป็น Mr.Corona โฆษณารถรุ่นนี้

Toyota-Corona-EXIV

อีกทั้งยังมีรุ่น 4 ประตูแบบ Hardtop ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Celica และยังเป็นคู่แฝดของ Carina ED อีกด้วย ในชื่อ “Corona EXIV” (EXIV เป็นคำที่ย่อมาจาก EXtra ImpressiVe)

Toyota-Corona-Motor-Show-1993

ภาพจาก Grand Prix Photolike

สำหรับในไทย Toyota Corona รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2536 เป็นการจัดงานเปิดตัวรถที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว และ Corona รุ่นนี้ ถือเป็นรถรุ่นเดียวในประเทศไทยที่มีการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวผ่านโทรทัศน์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

โดยรุ่นแรก ในตลาดรถมือสองเรียกว่ารุ่น “ท้ายโด่งไฟแถบ” มีรุ่นย่อยหลักๆ 3 รุ่น กับอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ ได้แก่

  • 1.6 XLi เป็นรุ่นถูกสุด ภายในเป็นแบบเบาะหนังเทียม ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้อกระทะเหล็ก 14 นิ้ว ฝาครอบแบบเต็ม ยางขนาด 185/65R14
  • 1.6 GLi เป็นรุ่นกลาง ภายในเป็นเบาะหนังเทียมสลับกำมะหยี่ พนักพิงศีรษะเบาะหลังปรับสูงต่ำได้, มีลิ้นชักใต้เบาะคู่หน้า, ไฟอ่านแผนที่, พวงมาลัยพาวเวอร์
  • 2.0 GLi เป็นรุ่น Top สุด มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก ภายในเป็นแบบเบาะกำมะหยี่, ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ, กล่องเก็บของกลางเบาะคู่หน้าแบบ 2 ชั้น, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศแบบปุ่มกด, ดิสก์เบรก 4 ล้อ, ไฟตัดหมอกหน้า, ล้ออัลลอย 14 นิ้ว ยางขนาด 195/60R14 และระบบเบรก ABS ที่มีให้เลือกเป็นครั้งแรกของรุ่นนี้

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

มิติตัวถังยาว 4,530 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,410 มม. และระยะฐานล้อ 2,580 มม.

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota Corona ท้ายโด่ง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 134 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.7 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบ/นาที

ระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท โช้คอัพแก๊สแบบ 2 จังหวะ คอยล์สปริง พร้อมซับเฟรม และเหล็กกันโคลง ปลอดภัยกับตัวถังโครงสร้างนิรภัย CIAS และคานเหล็กนิรภัยด้านข้างประตู (Side Door Impact Beams) ในประตูทุกบาน

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในเดือนพฤศจิกายน 2537 ปรับโฉม Minorchange ครั้งแรก เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ กันชนใหม่ ชุดไฟท้ายใหม่ ไม่มีแผงทับทิมหลัง ส่วนในรุ่น Top สุด กระจกมองข้าง ปรับและพับไฟฟ้าได้ เป็นรุ่น “ท้ายโด่งไฟแยก” พร้อมเพิ่มตัวเลือกรุ่น 1.6 GLi เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก และตัดรุ่น 1.6 XLi ออกไป

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ล่วงมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2539 โตโยต้าจึงได้เปิดตัว “Corona Exsior” ต่ออายุขยายไปให้ยาวขึ้น เน้นความปลอดภัยเป็นจุดขาย กันชนหน้า-หลัง ใหญ่ขึ้น (ความยาวตัวรถเพิ่มเป็น 4,620 มม.) กระจกมองข้างทรงใหม่ มีระบบเบรก ABS และถุงลมนิรภัยด้านผู้ขับขี่ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น นับเป็นมาตรฐานใหม่ของรถประกอบในประเทศเวลานั้น ในราคา 638,000 – 806,000 บาท

โดยมีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 3 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6 GXi M/T, 1.6 GXi A/T, 2.0 GXi M/T และ 2.0 SE.G M/T / 2.0 SE.G A/T

ส่วนห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ ยกชุดแผงคอนโซล และเบาะนั่งคู่หน้าของ Corona Premio เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมาใช้ ระบบแอร์เพิ่ม Heater พร้อมพวงมาลัยแบบใหม่

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ยัง … ยังไม่จบ ในเดือนพฤษภาคม 2541 ปรับโฉมอีกรอบ ก่อนจะปิดตำนาน Corona ในไทยอย่างถาวร ด้วยการใช้ไฟหน้าแบบไฟตาเพชร เลนส์ไฟเลี้ยวสีขาว เพิ่มไฟเลี้ยวด้านข้างแก้มหน้า ที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ (ในรุ่น 1.6) ฝาครอบล้อแบบเต็ม (ไม่เห็นรูน็อตล้อ) (ในรุ่น 1.6) ส่วนรุ่น 2.0 ล้อแม็กลายเดียวกับ Corona Premio

ภายในแผงคอนโซลเพิ่มลายไม้ ใช้ระบบวัดระยะทางแบบดิจิตอล และในรุ่น Top สุด ให้ถุงลมนิรภัยคู่ SRS กับกระจกไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อกระทบสิ่งกีดขวางขณะปิด (Jam Protection)

มีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 2 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6 GXi M/T, 1.6 GXi A/T และ 2.0 SE.G M/T / 2.0 SE.G A/T ในราคา 737,000 – 923,000 บาท

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

บทสรุป

นับตั้งแต่ Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) เนื่องจากคู่แข่งได้ปรับตัวรถของตัวเองไปในรูปแบบขนาดใหญ่ และหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแบบ D-Segment ตั้งแต่ยุค “แอคคอร์ด ตาเพชร” และ Nissan ได้ขาย Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่) ซึ่งมาแทนที่ Nissan Bluebird (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่เคยเป็นรถคู่แข่งของ Corona ไปแล้ว ผนวกกับ Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) และ Mazda 626 (มาสด้า 626) ก็มีขนาดตัวรถที่ใหญ่ขึ้น

ก็ทำให้ Toyota Corona ถูกกระทบอย่างจังแบบช่วยไม่ได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของ Corona นั้น ยังคงความเป็นรถครอบครัว มากกว่ารถผู้บริหารขับ และยังมีรุ่นย่อยของตัวรถ ที่ไปทับซ้อนกับตลาดของ Corolla ซะด้วยอีก และขนาดความกว้างของตัวรถ เพียง 1,695 มม. กลายเป็นน้อยที่สุดในรถระดับเดียวกัน

ทาง Toyota จึงได้แก้เกมด้วยการนำเข้า Toyota Camry จากประเทศออสเตรเลียเข้ามาขายตั้งแต่ในปี 2535 ซึ่งในระหว่างที่ Corona ยังขายอยู่ ก็มีผลกระทบกับยอดขายของ Camry อยู่พอสมควร

จนกระทั่งช่วงปลายอายุตลาดของ Corona ท้ายโด่ง โฉมไมเนอร์เชนจ์ Toyota จึงเริ่มผลักดันบทบาทของ Camry ให้มากขึ้น และตัดสินใจไม่ผลิต Corona Premio ขายในไทย (เพราะเกรงว่า จะไม่คุ้มค่าลงทุนแน่ๆ) จึงยืดอายุ Corona Exsior ออกไป เพื่อคั่นเวลาในการรอ Corolla (ที่เป็น Altis โฉมใหม่ ที่กำลังออกแบบและพัฒนาอยู่)

แต่ด้วยอายุตัวรถที่นานหลายปี บวกกับตำแหน่งราคาของ Corona ก็ใกล้เคียงกับของ Camry เข้าไปเรื่อยๆ ลูกค้าจึงหันไปซื้อ Camry มากกว่า จนเลิกผลิตไปในช่วงประมาณปลายปี 2542

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “ท้ายโด่ง” ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม ที่แม้กระแสอาจจะน้อยลงไปกว่ามากพอสมควร แต่ก็มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น CORONA Thailand หรือ ท้ายโด่ง Club เป็นต้น ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง ด้วยรูปทรงที่ยังดูร่วมสมัย แต่งสวยได้ แต่ซิ่งได้ และราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง ห้องโดยสารใหญ่ นั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดี ทนทาน สามารถติดแก๊ส LPG ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบระบบดูด หรือระบบหัวฉีดก็ตาม เพราะตัวฝาสูบ เสื้อสูบเป็นเหล็กหล่อ ค่อนข้างทนทานต่อความร้อนสูงได้ อัตราสิ้นเปลืองสู้รถสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ตอนต้นพุ่งหน่อย แต่ตีนปลายอาจจะอืดไปบ้าง ตามตัวถังที่ใหญ่ แต่ประหยัดก็ยังทำได้ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่แพง หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เนื่องจากไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีอยู่พอสมควร แม้ว่าหลายอย่างจะเริ่มหายากแล้ว ทั้งของรถที่แยกชิ้นส่วนขายในบ้านเรา หรือของเก่าจากญี่ปุ่น ส่วนในศูนย์บริการยังมี “ของใหม่” ให้เบิกนะครับ แต่สั่งแล้วต้องรอของ วางมัดจำไว้ + ราคาค่อนข้างแพง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 30,000 – 70,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกมากๆ แต่สภาพรถส่วนใหญ่ก็เยินมากเช่นกัน …

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Car-Nickname

“โดเรม่อน” “สามห่วง” “หน้าหมู” “หน้ายิ้ม” ทำไมรถ Toyota ถึงมีฉายาแบบนี้!

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

MR.CARRO ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 1 ขอเสนอฉายาของรถ “โตโยต้า” (Toyota) ซึ่งได้ชื่อว่า มีฉายารถอยู่มากที่สุดเป็นอันดับแรก และมีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมครับ

Toyota-Corolla-KE70-JDM

Toyota Corolla รุ่น 2 ประตู ซีดาน … นี่ละครับ ที่ได้ชื่อว่า “กะเทย”

1. Toyota Corolla (KE70) “DX”, “กะเทย” และ “หน้าเท”

สำหรับ Toyota Corolla (KE70) ถือเป็น Toyota Corolla รุ่นสุดท้ายที่ทุกโมเดลออกมาในเวอร์ชั่นขับเคลื่อนล้อหลัง สำหรับตลาดประเทศไทย เปิดตัวจำหน่ายเมื่อต้นปี 2523 เริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง, ไฟเหลี่ยมเล็ก-เหลี่ยมใหญ่ จนถึงโฉมสุดท้ายโฉมหน้าเท

โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร มีให้เลือกทั้งในแบบ 2 ประตูซีดาน, 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูแวน, 4 ประตูแวน (รถนำเข้า) รวมไปถึงรุ่น 1.6 DX Liftback (TE71) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร

ฉายา “DX” นั้นได้มาจากรุ่นถูกสุดของ Corolla โฉมนี้ ใช้ชื่อรุ่นย่อยว่า “DX” (ย่อมาจาก “Deluxe”) รวมไปถึงฉายา “กะเทย” ที่ไว้เรียก Corolla 2 ประตูซีดาน เท่านั้น (ซึ่งมาจากรูปร่างรถ จะเป็นคูเป้ก็ไม่ใช่ ซีดานก็ไม่เชิง)

Toyota-Sprinter-TE71-JDM

และสุดท้ายอย่าง “หน้าเท” คือชุดไฟหน้าและกระจังหน้าในโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้าย (ยกหน้าตามาจากรุ่น Sprinter ที่ขายในตลาดญี่ปุ่น)

Toyota-Corolla-AE82-JDM

2. Toyota Corolla (AE80/EE80) “ท้ายตัด”

Corolla เวอร์ชั่นขับหน้ารุ่นแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2527 มีให้เลือกใน 2 รูปแบบ นั่นคือ ซีดาน 4 ประตู, ลิฟท์แบค 5 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ “ATOP” 2 แบบ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2A และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A พอปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น 1.3 ลิตร ก็ได้จัดแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรหัส 2E แบบ 12 วาล์ว

Toyota-Corolla-AE81-JDM

ฉายา “ท้ายตัด” นั้น ได้มาจากส่วนท้ายรถของรุ่น 4 ประตู ที่สั้นมาก จนดูเหมือนท้ายตัดไปนั่นเอง

Toyota-Corolla-AE90-JDM

3. Toyota Corolla (EE90/AE92) “โดเรมอน”

สำหรับ Corolla รุ่นที่ถือได้ว่า มีอุปกรณ์มาตรฐานมากมายราวกับของวิเศษของ “โดเรมอน” ต่างกับรถในคลาสเดียวกัน จึงเป็นที่มาของฉายานี้ (แต่ชาวต่างประเทศได้ยินแล้ว งงน่าดู) เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2530 มาหรือบางคนก็บอกว่ากระจกมองข้างโค้งๆ เหมือนมือของโดเรม่อนพร้อมสโลแกน “เร้าใจทุกเส้นทาง ยุคหน้า TOYOTA” (คล้ายกับของญี่ปุ่น “Fun To Drive”)

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, รหัส 4A-F คาร์บูเรเตอร์คู่ ในรุ่น Sporty รวมไปถึงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พลังแรงอย่างรหัส 4A-GE 130.5 แรงม้า ที่มาตอนไมเนอร์เชนจ์ ในรุ่น GTi

Toyota-Corolla-AE101-JDM

4. Toyota Corolla (EE100/AE101) “สามห่วง”

Corolla รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง หลังจากที่ทางโตโยต้าเริ่มใช้ตั้งแต่ทั่วโลกในปี 1989 (ยกเว้นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในมุมกระจังหน้า ที่ยังคงใช้สัญลักษณ์ของ Corollla ไว้เช่นเดิมแบบในรูป) โดยเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ที่มาของคำว่า “สามห่วง” คือ Logo Toyota แบบใหม่นี่ล่ะครับ

Toyota-Corolla-AE111-JDM

5. Toyota Corolla (AE110/AE111/AE112) “ตองหนึ่ง”, “ตูดเป็ด” และ “Hi-Torq”

Corolla ในยุคที่พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้น เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยยกเลิกเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5A-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE ยอดฮิตเหมือนเดิม ต่อมาในช่วงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2541 จึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมคำต่อท้ายว่า “Altis” และชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “Hi-Torq” ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 7A-FE

ที่มาของฉายา “ตองหนึ่ง” นั้น มาจากรหัสรุ่นของแบบเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร “AE111” ซึ่งเป็นเลขตองพอดี สามารถจำได้ง่าย และ “ตูดเป็ด” เป็นที่มาของโฉมแรก ที่ชุดฝาประโปรงท้ายมีมุมยกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลาดเอียงลงไป

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

6. Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) “หน้าหมู”

Corolla โฉมนี้ออกแบบใหม่ทั้งหมดและตัวรถที่มีความกลมป่องขึ้นมาก ต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จัดเต็มทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 มาพร้อมเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ “ZZ-Series” ในรูปแบบ VVT-i ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2ZZ-FE และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE ก่อนจะมีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์และเพิ่มรุ่นพิเศษไปอีกหลายรอบ

“หน้าหมู” ได้ชื่อมาจากกระจังหน้าด้านหน้าของรุ่นนี้ เมื่อดูไกลๆ คล้ายกับจมูกหมูและหน้าหมูมาก จึงเป็นที่มาของฉายานี้

Toyota-Corona-RT100-EU

7. Toyota Corona (RT100/RT104) “หน้าเบนซ์”

Toyota Corona รุ่นยอดฮิตในยุค 70 ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน แข็งแกร่ง ในบ้านเรามีประกอบขายเฉพาะรุ่น 4 ประตูซีดาน แต่ก็มีโฉม 2 ประตูฮาร์ดท็อป และ 4 ประตูแวน นำเข้ามาด้วยเช่นกัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 18R ที่ตามมาในภายหลัง

ที่มาของ “หน้าเบนซ์” มาจากกระจังหน้าในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ดูคล้ายกับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในยุคนั้น

Toyota-Corona-ST140-JDM

8. Toyota Corona (TT140/TT141) “หน้าแหลม”

เป็น Toyota Corona ขับหลังรุ่นสุดท้าย มาพร้อมความหรูหราและเครื่องยนต์แบบเดิมอันทนทาน เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2525 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T

ที่มาของชื่อ “หน้าแหลม” นั้น ได้มาจากตรงกันชนหน้าของรุ่น 1.6 และ 1.8 ที่มุมตรงกลางเป็นแหลมยื่นออกมา รับกับกระจังหน้า และเส้นสายบนฝากระโปรงหน้า

Toyota-Corona-ST150-JDM

9. Toyota Corona (ST150/AT151) “ตู้เย็น”

เป็น Toyota Corona ขับหน้ารุ่นแรก ที่มาพร้อมขนาดตัวรถที่เล็กลง ดูกะทัดรัดขึ้น พร้อมนำเสนอตัวถังแบบ 5 ประตูลิฟท์แบคให้เลือก เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2528 ชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่หมด ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A และขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1S

ที่มาของชื่อ “ตู้เย็น” นั้น ได้มาจากกล่อง “Cool Box” บริเวณคอนโซลกลาง ที่มีการต่อท่อแอร์เพิ่มเข้าไป สำหรับไว้เก็บเครื่องดื่ม (พวกน้ำอัดลมกระป๋อง) ได้

Toyota-Corona-ST171-JDM

10. Toyota Corona (AT171) “หน้ายักษ์ / หน้ายิ้ม”

Toyota Corona โฉมนี้เปิดตัวในไทยตั้งแต่ปี 2531 โดยโคโรน่ารุ่นนี้ ถือเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกในประเทศไทย (เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร) ที่ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด EFI (Electronic Fuel Injection) แบบเดียวกับรถยุโรป ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-F, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-F คาร์บูเรเตอร์เดี่ยว 113 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE หัวฉีด EFi 128 แรงม้า

ที่มาของชื่อ “หน้ายักษ์ / หน้ายิ้ม” นั้น มาจากชุดกระจังหน้า ไฟหน้า และกันชนหน้า โดย “หน้ายักษ์” คือโฉมแรก (แบบในภาพด้านบน) และ “หน้ายิ้ม” คือโฉมไมเนอร์เชนจ์

Toyota-Corona-ST191-JDM

11. Toyota Corona (AT190/AT191) “ท้ายโด่ง”

Toyota Corona โฉมนี้เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2536 โดยช่วงวันแถลงข่าวเปิดตัวนั้น เป็นรถรุ่นแรกที่ลงทุนถ่ายทอดสดออก TV ช่อง 3 ด้วย! มาพร้อมรูปทรงอ้วนกลมน่ารัก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE ก่อนจะปรับโฉมกันอีกครั้ง ในภายหลังเพิ่มรุ่น Exsior ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมกับเปลี่ยนชุดแผงคอนโซลภายในใหม่

ที่มาของคำว่า “ท้ายโด่ง” “ท้ายแยก” มาจากด้านท้ายรถที่มีขนาดใหญ่ และดูยกขึ้นเล็กน้อย รับกับชุดไฟท้ายและแผงทับทิมที่ดูเรียบ ทำให้พ่อค้ารถมือสองขนานนามว่า “ท้ายโด่ง” และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ที่ย้ายจุดติดตั้งป้ายทะเบียนจากบริเวณกันชนมาอยู่บริเวณฝากระโปรงท้าย ก็ได้ชื่อว่า “ท้ายแยก”

Toyota-Camry-SXV10-AU

12. Toyota Camry (XV10) “ท้ายหงส์”

เป็น Toyota Camry โฉมแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2536 โดยเป็นรถที่นำเข้าจากออสเตรเลีย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE อีกทั้งยังมีรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 รหัส 3VZ-FE เข้ามาเสริมตลาดด้วย แต่ Camry โฉมนี้ อะไหล่ตัวถังจะหายากหน่อย

ที่มาของคำว่า “ท้ายหงส์” มาจากในรุ่นโฉมไมเนอร์เชนจ์ บริเวณแผงทับทิมด้านหลัง จากของเดิมที่มีคำว่า “Camry” แบบเรียบๆ เมื่อไมเนอร์เชนจ์จึงเป็นแบบมีเส้นลดระดับเป็น 2 ชั้น พร้อมไฟถอยหลัง รับกับคำว่า “Camry” ด้านบน บรรดาเจ้าของเต็นท์รถมือสอง ไม่รู้คิดไง เอาไปเทียบกับรูปทรงของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เลยเป็นที่มาของคำนี้ …

Toyota-Camry-SXV20-AU

13. Toyota Camry (XV20) “ไฟท้ายตรง / ไฟท้ายไม้บรรทัด / ไฟท้ายย้อย”

เป็น Toyota Camry โฉมแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2541 โดยโฉมแรกยังเป็นรถที่นำเข้าจากออสเตรเลียเหมือนเดิม โดดเด่นด้วยการเล่นสีตัวรถแบบทูโทน เป็นโฉมเดียวของ Camry ที่ทำสีแบบนี้ ต่อมาเมื่อไมเนอร์เชนจ์ในปี 2542 จึงเริ่มประกอบในประเทศไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE และก็มีรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 รหัส 3VZ-FE เข้ามาเสริมตลาดเหมือนเดิม

Toyota-Camry-SXV20-AU

ที่มาของคำว่า “ไฟท้ายตรง” “ไฟท้ายไม้บรรทัด” และ “ไฟท้ายย้อย” ก็ตรงตัวตามรูปแบบไฟท้ายด้านหลังเลยครับ

Toyota-Crown-MS60-JDM

14. Toyota Crown (S60/S70) “ปลากระโห้”

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจนเนอเรชั่นที่ 4 ในประเทศไทยเปิดตัวเมื่อประมาณปี 2515 โดยมีทั้งในรูปแบบ 4 ประตูซีดาน, 4 ประตูแวกอน รวมไปถึงแบบ 2 ประตูฮาร์ดท็อปที่หายากนัก เป็นรถที่หรูหรา แข็งแรงทนทาน เป็นที่นิยมของผู้ใหญ่ ผู้บริหาร และแท็กซี่ที่วิ่งรับ-ส่ง ในต่างจังหวัดอย่างมาก

ที่มาของคำว่า “ปลากระโห้” ก็ตรงหน้าตาที่ดูดุดัน เหมือนรถอเมริกันในยุคนั้นครับ

Toyota-Celica-TA22-JDM

15. Toyota Celica (TA22/TA23/RA23) “หน้าโหนก” หรือ “สาลิกา”

Toyota Celica ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นรถสปอร์ต 2 ประตูราคาประหยัด รูปทรงสไตล์ Hardtop แนวอเมริกันแบบย่อส่วน เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยประมาณปี 2514 มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 1.4 ลิตร รหัส T, ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T รวมไปถึงรุ่นพลังแรงอย่างตัว GT ที่ใช้เครื่องยนต์รหัส 2T-G และ Celica รุ่นนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เยอะมาก ทั้งรุ่นธรรมดา และในรุ่น Lift Back (LB)

ที่มาของคำว่า “หน้าโหนก” นั้นมาจากในโฉมไมเนอร์เชนจ์ ฝากระโปรงหน้ามีโหนก กระจังหน้ารึงผึ้ง หรือ “สาลิกา” ที่แผลงมาจากชื่อรุ่น “Celica” (เซลิก้า) นั่นเอง

Toyota-Celica-ST185-JDM

16. Toyota Celica (ST185) “ปลาคาร์ฟ”

Toyota Celica เจเนอเรชั่นที่ 5 กลับมาพร้อมกับการเปิดเสรีนำเข้ารถยนต์ ช่วงปี 2534 ซึ่งในบ้านเรานั้น Toyota นำเข้าจากออสเตรเลีย แต่ก็มี Grey Market หลายเจ้า นำเข้ารถรุ่นนี้มาจากญี่ปุ่นด้วย โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Pop-Up มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส 5S-FE 135 แรงม้า ด้วยยอดขายที่ไม่มากนัก เพราะนำมาจำหน่ายช่วงปลายอายุของโฉมนี้ในตลาดโลกแล้ว

ที่มาของคำว่า “ปลาคาร์ฟ” (ซึ่งก็ไม่รู้ใครเป็นคนคิด) เข้าใจว่าคงจะเป็นที่รถรุ่นนี้ เคยเป็นรถที่เข้าแข่งในรายการ World Rally Championship (WRC) มาก่อน ตัวรถติดสติ๊กเกอร์ลวดลายเขียวแดง แลดูคล้ายกับปลาคาร์ฟก็เป็นไปได้ …

เอาล่ะครับ สำหรับบทความ “รวมฉายารถ Toyota สุดแปลกแหวกแนว” ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ก่อน สำหรับในตอนต่อไปนั้น จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฉายารถอะไรบ้าง ติดตามต่อได้ใน CARRO Blog เร็วๆ นี้ครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

แต่ถ้าใครจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เอารถที่ไม่ขับแล้ว มาขายรถที่ CARRO สิ! เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)